ร้านอาหาร

All posts tagged ร้านอาหาร

เปลี่ยนบรรยากาศไปชิล ที่ เอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์

Published December 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/531525

เปลี่ยนบรรยากาศไปชิล ที่ เอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์

ขึ้นชื่อว่าสเต๊กเลิฟเวอร์ รับรองว่าไม่มีใครไม่รู้จัก เอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์ (El Gaucho Argentinian Steakhouse) ร้านสเต๊กชื่อดังที่สร้างชื่อมาแล้วในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างเวียดนาม ล่าสุดขยายความอร่อยมาปักหมุดที่คิงเพาเวอร์ รางน้ำ โดยยังคงคอนเซ็ปต์เรียบ โก้ ออกดิบนิดๆ ด้วยการใช้ปูนเปลือยผสมผสานกับไม้และอิฐ แต่บรรยากาศยังชวนนั่งเช่นเคย

สำหรับใครที่เป็นแฟนคลับของเอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์อยู่แล้ว คงไม่ต้องบรรยายเยอะ แต่สำหรับใครที่แรกรู้จัก ขอเกริ่นสั้นๆ ว่า เอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์ เป็นร้านสเต๊กสัญชาติอาร์เจนตินาตามชื่อ มีไฮไลต์ที่เป็นพระเอกของร้านคือ เนื้อนำเข้าคุณภาพระดับท็อปฟอร์มที่รับรองว่ามีตเลิฟเวอร์เห็นแล้วต้องชวนน้ำลายไหล คัดสรรเฉพาะเนื้อคุณภาพดีจากรัฐวิกตอเรีย ออสเตรเลีย และฟาร์มในสหรัฐเท่านั้น มีให้เลือกสรรมากมายตามใจลูกค้า เลือกได้ตั้งแต่ชิ้นส่วนและขนาดของเนื้อที่ต้องการ ไปจนแหล่งที่มาของเนื้อ แต่ใครที่ไม่ใช่สายเนื้อไม่ต้องห่วง เพราะยังมีเมนูอื่นๆ มากมายให้เลือกสรร ทั้งแกะ ทั้งปลา มาแบบฟูลคอร์ส

ตามธรรมเนียมของทางร้าน หลังจากเลือกสรรเมนูเรียบร้อย พนักงานจะยกเมนูเรียกน้ำย่อยมาเสิร์ฟ นั่นคือ Bread Platter ขนมปังอบร้อนๆ เสิร์ฟพร้อม Garlic Butter เนยกระเทียม Garlic Confit กระเทียมย่าง และ Salsa Croilla ซัลซ่าที่มีส่วนผสมของหอมแดง พาร์สลีย์ และน้ำมันมะกอก

มาถึงเมนูจานหลัก เริ่มจาก Grilled marinated lamb chops with yogurt sauce เอาใจคนชอบเนื้อแกะ มาแล้วต้องลอง เพราะเนื้อแกะที่นี่คัดสรรพิเศษ คัดเฉพาะแกะช่วงที่ให้น้ำนม เพราะจะได้รสสัมผัสของเนื้อแกะที่ฟู นุ่มกว่าปกติ กลิ่นไม่แรง นำมาย่างตามสไตล์อาร์เจนตินา ไม่เน้นหนักเครื่องปรุง เพราะอยากนำเสนอรสชาติความสดของเนื้อแกะ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ต่อด้วย Homemade Burger อีกหนึ่งเมนูขึ้นชื่อ ทีเด็ดอยู่ที่รสชาติของเนื้อคุณภาพดีที่คัดสรรจากสันใน สันนอก ซี่โครง มาปั้นเป็นก้อนหนา ใช้แค่เกลือโรยบางๆ บนเนื้อ แล้วย่างเพื่อให้เราได้ลิ้มรสความหวานฉ่ำของเนื้อได้อย่างเต็มคำ ไม่มีรสสัมผัสอื่นหรือกลิ่นเครื่องเทศมาบดบังความอร่อยของเนื้อ สำหรับเมนูนี้ทางร้านขอสงวนเสิร์ฟเฉพาะเนื้อที่มีความสุกตั้งแต่ระดับมีเดียมขึ้นไปเท่านั้น เสิร์ฟมาพร้อมเฟรนช์ฟรายส์สลัดเครื่องเคียง เพิ่มรสชาติด้วยซอสมะเขือเทศและมายองเนส

ส่วนใครที่ไม่ใช่สายเนื้ออย่าเพิ่งถอดใจ แนะนำ Slow oven baked snow fish with lemon and olive oil serve with sauteed vegetables and mashedpotatoes เนื้อปลาชิ้นโต หนานุ่ม เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งอบที่รสสัมผัสละมุน ไม่หนักจนเกินไป มาพร้อมสลัด เมนูนี้คนชอบปลาฟินสุดๆ เผลอกินหมดจานไม่รู้ตัว

เสร็จจากของคาว ถ้ายังไหวอย่าพลาดสารพัดเมนูของหวานและเครื่องดื่ม มาเต็มทั้งเค้ก ไอศกรีม และข้าวเหนียวมะม่วง ด้านเครื่องดื่มมีทั้งค็อกเทลและม็อกเทล เหมาะสำหรับเรียกความสดชื่น หรือดื่มเพื่อสังสรรค์กับเพื่อนก็เข้าที

รสชาติความสนุกครั้งใหม่ รอให้ทุกคนมาสัมผัสแล้วที่เอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์ ร้านตั้งอยู่ชั้น 3 คิงเพาเวอร์ รางน้ำ เปิดทุกวัน 10.00-22.00 น. โทร. 06-2189-3789

 

Advertisements

เนเจอร์ อินสไปร์ แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

Published December 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/531524

เนเจอร์ อินสไปร์ แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

หนาวนี้เป็นช่วงเวลาของครอบครัว คู่รัก และบรรดาเพื่อนสนิท ที่จะได้เวียนมาเฉลิมฉลองอย่างใกล้ชิดกันอีกครั้ง ยิ่งถ้าได้ร่วมรับประทานอาหารที่บ่งบอกเรื่องราวแห่งฤดูกาลด้วยแล้วละก็ ยิ่งจะทำให้เป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นและน่าจดจำของปีกันทีเดียว

หนุ่มม่อน-สรกิจ กิจเจริญโรจน์หนึ่งในหุ้นส่วนร้าน คูซีน เดอ การ์เด้น บีเคเค (Cuisine de Garden BKK) ซึ่งนอกจากจะเป็นสถาปนิกออกแบบและตกแต่งร้านที่ปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลแล้ว เขายังได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ที่ผสมผสานระหว่างวัตถุดิบพื้นบ้านของไทยเข้ากับเทคนิคการทำอาหารสมัยใหม่แบบตะวันตก เกิดเป็นเมนูเด่นประจำร้านที่เขาเรียกว่า เนเจอร์ อินสไปร์ คิวซีน

“จากจุดเริ่มต้นของการหยิบธรรมชาติมานำเสนอในเมนู เกิดขึ้นจาก เชฟแนน(ลีลาวัฒน์ มั่นคงติพันธ์) ซึ่งเปิดร้านอาหารที่ จ.เชียงใหม่ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม จึงอยากจะถ่ายทอดธรรมชาติที่อยู่รอบตัวนั้นมาอยู่ในเมนูอาหาร ซึ่งอาหารแต่ละจานจะเหมือนกับศิลปะ แต่เป็นศิลปะที่สามารถรับประทานได้มากกว่าการได้แค่ชื่นชม เป็นศิลปะที่ได้สัมผัส ได้ดู และได้กิน ซึ่งผมมีโอกาสได้ไปลิ้มลองและได้พูดคุยกับเชฟแนน ยิ่งมีความรู้สึกว่าตื่นเต้นกับทุกเมนูที่ได้เห็นและได้ลิ้มลองรสชาติ จึงได้มาร่วมกันเปิดร้านแห่งนี้ โดยใช้คอนเซ็ปต์ เนเจอร์ อินสไปร์ คิวซีน ที่ได้ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจและได้เชฟแนนมาเป็นเชฟใหญ่ที่นี่ด้วยครับ”

นั่นก็เท่ากับว่าอาหารของที่นี่นอกจากจะเน้นการหยิบเอาธรรมชาติมาถ่ายทอดจนเป็นงานศิลปะที่งดงามแล้ว ที่ร้านแห่งนี้ยังเน้นเสิร์ฟอาหารเป็นคอร์สที่บ่งบอกเรื่องราวแห่งฤดูกาลผสานเข้าไปในแต่ละเมนู และในแต่ละคอร์สจะเสิร์ฟเป็นลำดับขั้นตอนกันอย่างต่อเนื่อง เหมือนการเปิดหนังสืออ่านไล่เลียงไปทีละบท เสมือนกับการได้อ่านนิทานไปทีละบททีละตอนนั่นเอง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สาวพีช-วงศ์ณิชา วงศ์สืบชาติหนึ่งในหุ้นส่วนบอกเล่าเรื่องราวของคอนเซ็ปต์แต่ละเมนูให้ฟังอย่างออกรสว่า “คอนเซ็ปต์การเล่ายามนี้จะเป็นการบอกเล่าถึงฤดูหนาวซึ่งนอกจากอาหารแล้ว บรรยากาศร้านก็จะถูกเนรมิตใหม่เพื่อบอกรับฤดูกาล ดังนั้นการมาเยือนที่นี่ในแต่ละฤดูกาลก็จะถูกเปลี่ยนไป และเมนูของอาหารก็จะเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับฤดูกาล อย่างฤดูกาลนี้เราจะนึกถึงข้าวซึ่งจะเป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวจึงนำมาบอกเล่าอยู่ในเมนู”

ออกสตาร์ทบอกเล่าฤดูหนาวด้วยอาหารกินเล่น อย่าง Fish in The River Rice in The Field หรือในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ที่หยิบเอาข้าวมาเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งฤดูหนาวจะถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยวพอดี เริ่มที่กุ้งแม่น้ำปรุงรสด้วยซอสกุ้ง และข้าวคั่ว คาแรกเตอร์ชัดเจนของคำนี้จะได้กลิ่นหอมของข้าวคั่ว คำที่สองเป็นข้าวเกรียบข้าวหอมมะลิที่นำไปทอดจนกรอบแล้วท็อปด้วยมูสข้าวโพด และคำสุดท้ายเป็นน้ำมะลิที่ผ่านเทคนิค Sphere การคลุกกลิ้งแบบโมเดิร์น เมนูนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของฤดูกาล

คอร์สต่อมา Soil ดินต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง เมื่อรับประทานเข้าไปจะสัมผัสได้ถึงความฉ่ำชื่น เพราะเป็นดินในหน้าหนาวที่เพิ่งผ่านฝนมา และพร้อมจะเกิดสิ่งใหม่ๆ เริ่มแตกหน่อแตกต้นออกมา เริ่มจากบีฟทาท่า โรยด้วยผงสมุนไพร ส่วนดินจะเป็นชาโคลไอศกรีม ส่วนพืชที่งอกขึ้นมาจากดินจะเป็นผักแขยง ผักพื้นบ้านที่มีกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เสริมรสชาติกับเนื้อได้เป็นอย่างดี แล้วท็อปด้วยบีตรูททอดกรอบเสิร์ฟมาพร้อมบนขอนไม้

คอร์สที่สาม Roots จากดินสู่ของขวัญจากดิน นั่นคือหัวหรือราก โดยเลือกใช้วัตถุดิบ 3 ชนิด ได้แก่ แครอต มันฝรั่ง และแก่นตะวัน วิธีการคือนำมันฝรั่งมา Croquette หรือวิธีการห่อหุ้มไส้ด้วยปูปรุงรสแล้วนำไปชุบแป้งทอด แล้วโรยด้วยผงแครอตพาวเดอร์ เสิร์ฟมาบนดินที่ทำมาจากแก่นตะวันและธัญพืชต่างๆ และเพิ่มรสชาติด้วยซอสปู

คอร์สถัดมา Kluay หรือ กล้วย ที่หยิบหลายๆ ส่วนของกล้วยคู่ครัวไทยมาเป็นเมนูได้น่าสนใจไม่เบา ชวนให้นึกถึงเวลาที่อยู่ในป่าแล้วได้สุมกองไฟ เมนูปิ้งย่างจะต้องเรียกหาใบตองมาปิ้งย่าง ทำให้ได้กลิ่นหอมของใบตองย่างอยู่ในที เริ่มจากนำปลาฮาลีบัต ปลาทะเลของดีจากญี่ปุ่นที่ให้เนื้อปลาที่ขาวละเอียดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปลาหิมะแต่มีไขมันน้อยกว่า นำมาหมักกับมิโซะแล้วนำไปย่างบนใบตอง เพิ่มรสเค็มจากมิโซะและได้ความหอมจากใบตอง เสิร์ฟคู่มากับกล้วยบด โดยใช้กล้วยดิบมาทำกล้วยบด และหยวกกล้วยทอดที่ให้แพตเทิร์นที่น่าสนใจเสริมความกรอบให้กับเมนูนี้ และตกแต่งด้วยดอกกล้วยหรือกล้วยอ่อนที่อยู่ในหัวปลี และเพิ่มรสชาติด้วยซอสใบตองแห้ง

มาถึงคอร์สของหวานหวาน Strawberry Field ทุ่งสตรอเบอร์รี่ที่หลายคนคิดถึ งยามที่หน้าหนาวมาเยือน วิธีการคือนำโยเกิร์ตมาทำมาร์ชเมลโล่ เสิร์ฟคู่กับคริสปี้สตรอเบอร์รี่ และสตรอเบอร์รี่สดพันธุ์พระราชทาน 80 ลูกเล็กออกหวาน เสิร์ฟคู่กับโฟรเซนช็อกโกแลตแอร์ ออกเบาๆ เย็นๆ

คอร์สปิดท้าย Stone ช็อกโกแลตชาโคลที่เปลือกทำมาจากถ่านฟางชาโคลซึ่งเลียนแบบก้อนหินริมลำธารที่ยัดด้วยไส้กระเจี๊ยบ และไส้มะขาม รสช็อกโกแลตที่จับคู่กับรสเปรี้ยวๆ ของผลไม้ไทยได้อย่างลงตัว และเสิร์ฟมากับก้อนหินลำธารจริงๆ ให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกและได้จดจำกับเมนูนี้ว่าก้อนไหนเป็นหินจริง ก้อนไหนเป็นหินจากชาโคล

อย่างที่บอกกันไว้ว่านอกจากจะอิ่มแล้ว มื้อนี้จะเป็นมื้อที่สนุกสนาน อบอุ่น และน่าจดจำอย่างยิ่งเชียวละครับ

คูซีน เดอ การ์เดน บีเคเค ซอยเอกมัย 2 เปิดบริการ ตั้งแต่เวลา 18.00-23.00 น. (หยุดวันจันทร์) โทร. 06-1626-2816 Website facebook.com/cuisinedegardenbkk

 

นั่งชิลสไตล์เออร์บัน ฟาร์ม ที่ ฮาโอมา

Published December 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/531523

นั่งชิลสไตล์เออร์บัน ฟาร์ม ที่ ฮาโอมา

ฮาโอมา (Haoma) ร้านอาหารและสถานที่แฮงเอาต์สุดชิลแห่งใหม่ล่าสุดใจกลางย่านสุขุมวิท ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ เป็นร้านที่เหมาะจะไปดินเนอร์หรือนั่งพูดคุยสังสรรค์ชิลๆ กับเพื่อนๆ และคนรู้ใจ

เมื่อก้าวเข้ามาในร้าน จะพบกับการตกแต่งในสไตล์เออร์บัน ฟาร์ม ซึ่งเจ้าของร้านบอกว่า ที่นี่ถือเป็นร้านอาหารสไตล์เออร์บัน ฟาร์ม แห่งแรกในเอเชียเลยก็ว่าได้ ซึ่งลูกค้าจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แสนอบอุ่นของเรือนไม้สองชั้น ที่ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ ปูนเปลือย และโครงสร้างแบบโมเดิร์น ล้อมรอบด้วยกระจกใสที่สามารถเปิดรับวิวแสนสดชื่นจากสวนผักสีเขียวที่อยู่รอบบริเวณร้านได้ถนัดตา

ภายนอกตัวร้านมีที่นั่งสุดพิเศษให้นักชิมได้ใกล้ชิดกับแหล่งวัตถุดิบธรรมชาติ นั่นคือแปลงผักออร์แกนิก 31 ชนิดที่สดใหม่จากสวนของร้าน ให้ความรู้สึกประหนึ่งว่ากำลังอยู่ท่ามกลางฟาร์มในเมืองเลยละเมนูของที่นี่เป็นอาหารอินเตอร์ที่ไม่ยึดติดกับสัญชาติใดเพียงชาติเดียว สร้างสรรค์โดย “เชฟดีเค” ผู้มากด้วยประสบการณ์การทำงานในโรงแรมระดับ 5 ดาว

ร้านอาหารชั้นนำ และยังเคยผ่านรายการชื่อดังอย่าง Iron Chef Thailand มาแล้ว จึงการันตีได้ในเรื่องรูปลักษณ์และรสชาติของอาหารที่ไม่ซ้ำใครได้เป็นอย่างดี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เริ่มจากเมนูเรียกน้ำย่อย จานแรก “Buratta & the Bubbles” ชีสบูรัตตาโฮมเมดที่ทำจากนมควายสายพันธุ์อิตาเลียน เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศ 5 สี ราดด้วยบัลซามิก ท็อปปิ้งด้วยโทเมโทโฟม เป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่สร้างความสดชื่นได้ดี

ต่อด้วย “Butternut Squash & Croquettes” อีกหนึ่งเมนูเรียกน้ำย่อยซึ่งเป็นฟักทองย่าง เสิร์ฟพร้อมครอเกตต์ผลไม้และไอศกรีมรสสละซอร์เบต ราดด้วยซอสบัตเตอร์นัท (ทำจากเนื้อลูกน้ำเต้า) ตกแต่งด้วยกลีบดอกไม้แห้งและผงปาปริก้า ให้รสชาติมันๆ ตัดด้วยความเปรี้ยวนิดๆ จากไอศกรีม อร่อยเชียวละ

ตามด้วย “Stick to the Roots” เมนูสลัดที่มีรูปลักษณ์แสนจะครีเอท ประกอบด้วยเบบี้แครอต บีตรูทตอบแห้ง มาการงที่ทำจากแครอต และผักต่างๆ ตกแต่งด้วยบีตรูทตเจล รสชาติแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร

มาที่จานหลัก “Hungarian Goulash” สเต๊กเนื้อย่างแบบมีเดียม แรร์ ปรุงแบบอิตาเลียนสไตล์ เสิร์ฟพร้อมซอสซาวร์ครีม ซอสมะเขือเทศ เห็ด และแตงกวาดอง ได้ความอร่อยฉ่ำจากเนื้อและรสชาติตัดกันจากซอสทั้งสองชนิด

ตบท้ายด้วยของหวาน “Eggs As We See Them” ไอศกรีมเชอร์รี่ ซอร์เบต เสิร์ฟพร้อมพันนาคอตต้า ถือเป็นอีกเมนูแปลกใหม่ที่น่าลอง ส่วนอีกเมนูคือ “Black Forest” ช็อกโกแลตมูสแบบแท่งเนื้อนุ่ม ราดด้วยซอสกุหลาบและผงโกโก้ อร่อยหวานหอม กินแล้วสดชื่น

ทางร้านไม่ได้ใส่ใจเฉพาะเรื่องอาหารเท่านั้น เครื่องดื่มก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน ยิ่งได้บาร์เทนเดอร์ฝีมือดีที่การันตีด้วยประสบการณ์จากบาร์มีชื่ออย่าง เจ.โบโรสกี้ ที่เชี่ยวชาญด้านการใช้วัตถุดิบสด ผสมผสานกับรสชาติของผักผลไม้ ทั้งยังใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสนับสนุนปรัชญาการลดขยะจากอาหาร ด้วยการนำวัตถุดิบที่ไม่ได้ใช้ เช่น เปลือก เมล็ดของผลไม้ มาช่วยเพิ่มกลิ่นและรสชาติให้กับเครื่องดื่ม


ไปดูซิกเนเจอร์ค็อกเทลของร้านกันเลย แก้วแรก “Bell Pepper” มีส่วนผสมของวิสกี้ น้ำพริกหยวกสดปั่น พริกไทยหวาน และใบมินต์ แก้วนี้ดีกรีกลางๆ

ตามด้วย “Kale” แก้วนี้มีส่วนผสมของ จิน อโวคาโด แอปเปิ้ล เซเลอรี่ และน้ำผักคะน้าคั้น จนออกมาเป็นค็อกเทลที่รูปลักษณ์ดูแปลกใหม่

อีกแก้วคือ “Strawberry” ม็อกเทลที่มีส่วนผสมของน้ำสตรอเบอร์รี่น้ำมะนาว สตรอเบอร์รี่อบแห้ง และสละอบแห้ง…ยิ่งบรรยากาศในช่วงค่ำๆ นั่งคุยกันไป ฟังเพลงบรรเลงคลอเบาๆ ไป แค่นี้ก็ฟินแล้ว

ฮาโอมา อยู่ในซอยสุขุมวิท 23 (ก่อนถึงทางเข้าโรงเรียนอนุบาลไอพีซี) ร้านเปิดบริการทุกวันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) ตั้งแต่ 17.30-24.00 น. สอบถามโทร.06-3941-0600 หรือ FB : HaomaBKK และ IG : Haomabkk

 

42 ปีบะหมี่บุญเลิศฯ รสชาติหมูย่างหมูกรอบขนานแท้

Published December 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/531521

42 ปีบะหมี่บุญเลิศฯ รสชาติหมูย่างหมูกรอบขนานแท้

คนชอบหมูย่างและหมูกรอบ ถ้าผ่านไปย่านตลาดนางเลิ้งเมื่อไร อย่าลืมแวะไปชิมบะหมี่บุญเลิศหมูย่างซีอิ๊ว ตั้งอยู่ปากซอยนครสวรรค์ 8 ใกล้กันเป็นสี่แยกเทวกรรม หรือเดินเลาะไปจากตลาดมหานาค สี่แยกแรกเลี้ยวซ้ายเดินเข้ามา ร้านอยู่ซ้ายมือนั้นเอง รับรองในรสชาติความอร่อยของหมูย่างและหมูกรอบขึ้นชื่อ ถ้าไม่แน่จริงไม่อยู่ยั้งยืนยงมาจนถึงทุกวันนี้เป็นปีที่ 42 แล้ว

บะหมี่บุญเลิศฯ ก่อตั้งในปี 2518 โดยคุณพ่อบุญเลิศ โชติเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นเจ้าของสูตรที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ โดยสูตรต้นตำรับนั้นรับการถ่ายทอดมาจากเพื่อนสนิทคนหนึ่ง หากภายหลังได้นำสูตรมาดัดแปลง ทดลองผิดทดลองถูกจนถูกปากถูกลิ้น กลายเป็นบะหมี่หมูย่างหมูกรอบหนึ่งในต้นตำรับ

ก็ทำไมจะไม่อร่อยล่ะ ในเมื่อหมูย่างหมูกรอบบรรจงทำตามสูตรที่ถ่ายทอดกันมานานนับสิบๆ ปี ปัจจุบันเป็นที่น่าเสียใจว่าคุณพ่อบุญเลิศไม่อยู่แล้ว ผู้ที่ถ่ายทอดความล้ำเลิศคือลูกสาวคนสุดท้อง “สิริรัตน์ โชติเกียรติ” วัย 46 ปี หมูย่างที่นี่หมักเข้มข้นถึงรส เครื่องหมักมีซีอิ๊วดี น้ำตาล เกลือ พริกไทย เคล็ดลับคือการหมักที่ไม่หมักแช่ทิ้งไว้เฉยๆ แต่ต้องหมั่นคน เพื่อให้น้ำตาลละลายซึมเข้าเนื้อ ดั้งเดิมย่างด้วยเตาถ่านซึ่งหอมมาก ต่อมาเปลี่ยนเป็นใช้เตาอบไฟฟ้าแทน

ส่วนหมูกรอบล้างให้สะอาด ต้ม 1 ชั่วโมง จากนั้นทาเกลือพริกไทย ทอดรอบแรกไฟอ่อนพอให้หนังหมูคลายตัวดีแล้ว จึงนำขึ้นผึ่งอีก 1 ชั่วโมง ลงทอดรอบสองไฟต้องแรงจัด กรอบได้ที่ก็ยกขึ้นเลย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“คุณพ่อสอนเสมอว่า เราต้องใส่ใจในทุกขั้นตอน เรื่องหมูย่างหมูกรอบนี้ต้องใส่ใจทุกรายละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนแรกกระทั่งถึงขั้นตอนสุดท้าย ถ้าละความตั้งใจแม้ในขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใด ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าหมูย่างหมูกรอบที่ดี”

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมสิริรัตน์จึงไม่เคยไว้ใจใครให้ทำแทน หากดูแลอย่างละเอียดทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง คนกินบะหมี่บุญเลิศฯ ถ้าเดินทางมาถึงตลาดนางเลิ้งแล้วรับรองได้ว่าไม่ผิดหวัง และมั่นใจได้ในทุกคำความอร่อย รวมทั้งความสะอาด จะกินเป็นข้าวหน้าหมูกรอบหมูย่างก็ได้ หรือจะกินเป็นบะหมี่หมูกรอบบะหมี่หมูย่าง บะหมี่ปูก็มีให้เลือก เมนูกินเล่นขึ้นชื่อไม่แพ้กันคือปีกเป็ดตุ๋นกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือจะสั่งหมูกรอบมากินเล่นเปล่าๆ น้ำจิ้มเป็นซีอิ๊วหวานเข้ามัสตาร์ด อร่อยทีเดียว

เรื่องความอร่อยของบะหมี่บุญเลิศฯ ยังไม่หมดเพียงนี้ สิริรัตน์เล่าให้ฟังว่า ในรอบระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา บะหมี่บุญเลิศฯ เคยได้รับโอกาสถวายการรับใช้ จัดพระกระยาหารขึ้นโต๊ะเสวยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มาแล้วหลายครั้ง นำมาซึ่งความปลาบปลื้มและเกียรติสูงสุดในชีวิต

วันหนึ่งๆ ของบะหมี่บุญเลิศฯ ขายบะหมี่ไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม หมูย่าง 20 กิโลกรัม หมูกรอบ 7-8 แผ่น น้ำหนักรวม 32 กิโลกรัม (โอ้โห) สิริรัตน์กล่าวว่า ร้านบะหมี่เก่าแก่จะทำต่อไปตราบเท่าที่จะทำไม่ไหว มีความสุขที่ได้เห็นคนกินได้กินของอร่อย ภูมิใจและดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งของบะหมี่-สูตรคุณพ่อบุญเลิศ ที่ไม่ว่าใครได้กินก็ติดใจ ร้านเปิด 16.00-22.00 น. หรือจะแวะเยี่ยมชมบะหมี่ชามเด็ดก่อนก็ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “ร้านบะหมี่บุญเลิศบะหมี่เกี๊ยวหมู” โทร.06-2624-9269

 

‘ผัดไทยโบราณ’ สูตร 100 ปี จากรุ่นคุณยาย

Published December 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2560 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/531888

'ผัดไทยโบราณ' สูตร 100 ปี จากรุ่นคุณยาย

โดย รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

หากใครแวะเวียนมายัง จ.นนทบุรี แล้ว ในบริเวณโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางเลน มีร้านผัดไทยโบราณร้านเล็กๆ ร้านหนึ่ง ซึ่งมีเมนูเด็ดเป็นผัดไทย ขนมเบื้องญวน และหอยทอด ที่มีสูตรตกทอดมาร่วม 100 ปี จากรุ่นยายขายตามงานวัดมาสู่รุ่นแม่และรุ่นหลาน ซึ่งปัจจุบันอายุ 60 ปีแล้ว

นิฤมล ทัดมอญ เจ้าของร้านผัดไทยโบราณ เล่าว่า ร้านผัดไทยโบราณเปิดขายมากว่า 20 ปีแล้ว โดยได้เรียนรู้สูตรจากคุณแม่อีกที

สูตรเด็ดของร้านที่มัดใจลูกค้าคือสูตรโบราณแท้ๆ มีด้วยกัน 3 เมนูเด็ด คือ ผัดไทย ขนมเบื้องญวน และหอยทอด

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อย่างผัดไทยของทางร้านจะปรุงให้ลูกค้าไว้แล้ว โดยที่ไม่ต้องปรุงก็อร่อย

นอกจากนี้ ยังมีเมนูขนมเบื้องญวนเป็นของกินที่หาทานยากมาก เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครทำขาย ปัจจุบันคนรุ่นใหม่แทบไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าเป็นอาหารประเภทอะไร

ขณะที่หอยทอดในยุคโบราณความนิยมจะไม่ทำแป้งกรอบ แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ชอบกินแป้งกรอบ ซึ่งหอยทอดของทางร้านสามารถทำได้ตามออร์เดอร์ ไม่ว่าจะต้องการแป้งหนา นุ่ม หรือกรอบบาง

ยังมีเมนูอาหารตามสั่งเพิ่มเติม เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับกลุ่มครอบครัวหรือเด็กๆ ที่วันว่างจะพามากินอาหารกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าวผัด กะเพราหมู ไก่ โดยราคาเมนูอาหารโดยเฉลี่ยเริ่มต้นที่ 40-50 บาท

“จุดเด่นของร้านอีกอย่างหนึ่งคือ วัตถุดิบเราคัดสดใหม่ชนิดซื้อวันต่อวัน เพราะจะสั่งวัตถุดิบพอใช้ของแต่ละวันเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นกุ้งสด ผักต่างๆ ปลอดสารพิษ เพราะหัวใจสำคัญของการทำอาหารคือ ความสดใหม่ ก่อนหน้านั้นทางร้านจะทำขนมไทยเป็นของหวานทานเล่นกัน เช่น ขนมถ้วย ขนมชั้น แต่ขณะนี้แม่ทำไม่ไหว และลูกๆ ไม่มีความถนัดขนมไทยจึงต้องเลิกไป” นิฤมล เล่าอย่างมีความสุข

สำหรับบรรยากาศของร้าน สร้างเป็นลักษณะศาลาหลังคาใบจากให้ความรู้สึกเป็นไทย และเหมือนมีมนตร์ขลังนิดๆ โดยทางร้านจะขายอาหาร 5 วัน หยุดวันอาทิตย์กับวันจันทร์ เวลา 10.00-16.00 น. แต่ส่วนใหญ่จะหมดก่อน 14.30 น. ช่วงเวลา 12.00 น. จะเริ่มมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเยอะมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานในย่านนี้

 

แซ่บถึงใจ @ซุปเปอร์อินดี้ภูเก็ต

Published December 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/530673

แซ่บถึงใจ @ซุปเปอร์อินดี้ภูเก็ต

จากเดิมทำงานโรงแรมและต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจจึงตัดสินใจเปิดร้านอาหารใน จ.ภูเก็ต ได้เปิดร้านต้มยำกุ้งมะนาวไข่หวาน ในนาม ทีวายจี กรุ๊ป ที่บริเวณบางเหนียว ภูเก็ต แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่เคยท้อแท้ จากนั้นได้ย้ายร้านอาหารก๋วยเตี๋ยวที่เปิดใน จ.เชียงใหม่ มาเปิดร้านซุปเปอร์อินดี้ที่บริเวณสามกอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต ถึงประสบความสำเร็จสมดังใจที่หวังไว้

ชินโชติ อินต๊ะสาร ผู้บริหารร้านซุปเปอร์อินดี้ บอกว่า ด้วยความเป็นคนชอบท่องเที่ยวจึงเกิดแรงบันดาลใจในการเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหาร และโดยส่วนตัว ได้ไปเที่ยวที่กรุงเทพฯ จะมีร้านประจำเกิดความประทับใจอยากทำร้านแบบที่กรุงเทพฯ ให้ชาวภูเก็ตได้ลองสัมผัสดูในรสชาติแซ่บถึงใจ จึงเปิดร้านซุปเปอร์อินดี้ สาขาสามกอง เป็นเวลา 1 ปี เน้นการขายราคาไม่แพงมาก อร่อย รสชาติดี และจัดจ้าน คุณภาพบริการดี เป็นร้านอาหารที่เห็นได้ง่ายบนถนนสายหลัก เลขที่369/70-71 ถนนเยาวราช ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30-21.30 น.

สไตล์การตกแต่งร้านจะเน้นให้ลูกค้านั่งสบาย และสามารถรองรับได้มากถึง 100 คน โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ เป็นครอบครัว นักศึกษา มีลูกค้าประจำที่เข้ามาอุดหนุนกันจำนวนมาก ทางร้านได้คัดวัตถุดิบที่สดใหม่ เลือกคัดสรรวัตถุดิบจากคนที่รู้จักกันจะได้วัตถุดิบตามที่ต้องการ มีคุณภาพดี

เมนูเด็ดของทางร้าน ได้แก่ ตีนไก่ซุปเปอร์จัมโบ้ เล้งแซ่บ ข้าวไข่เจียว ปลากะพงทอดน้ำปลา ส้มตำ สั่งปลาร้าจากภาคอีสาน ปีกไก่ทอดน้ำปลา หมูสะดุ้ง ทางร้านยังมีเมนูอาหารให้เลือกรับประทานหลากหลาย เช่น ข้าวผัดปู กุ้ง ซีฟู้ด หมูแหนม ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ราวท้องแซลมอนต้มแซ่บ ไส้กรอกอีสาน แคบหมู ลูกชิ้นปลาภูเก็ต อาหารทุกอย่างเสิร์ฟร้อนๆ ในเวลารวดเร็ว ของหวาน มี เฉาก๊วยแท้ สละลอยแก้ว เครื่องดื่ม มีน้ำผลไม้ปั่นคัดผลไม้เกรดดีมาทำน้ำปั่น และยังทำน้ำที่ชงเอง เช่น น้ำกระเจี๊ยบ เก๊กฮวย โอเลี้ยง ชาดำเย็น ชามะนาว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทางร้านมีบริการส่งถึงบ้านแบบเดลิเวอรี่หมายเลขโทรศัพท์ 06-3661-7586 ราคาเริ่มต้นที่ 40 บาท บริการส่งทั่ว จ.ภูเก็ต ท่านที่ชอบอาหารรสชาติจัดจ้าน มีเวลาว่างลองมาทานที่ร้านรับรองว่าไม่ผิดหวัง อาหารอร่อยและราคาไม่แพง

 

มื้อพิเศษที่ฝันถึง @เดย์ดรีม บีลิฟเวอร์

Published December 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/529321

มื้อพิเศษที่ฝันถึง @เดย์ดรีม บีลิฟเวอร์

เดย์ดรีม บีลิฟเวอร์ (Daydream Believer) ร้านอาหารและคาเฟ่น้องใหม่ย่านซอยพหลโยธิน 12 ที่บรรดาหุ้นส่วนที่ล้วนทำงานเกี่ยวกับด้านศิลปะ มีความคิดตรงกันที่ว่าอยากจะให้ที่แห่งนี้เป็นอีเวนต์สเปซ ให้คนที่สนใจเข้ามาใช้พื้นที่ รวมถึงได้รวมคาเฟ่แจมเข้าไปด้วยเพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาแชร์ความสุขร่วมกัน ร้านนี้จึงเป็นเสมือนที่นัดหมายของคนที่เชื่อมั่นในฝันแบบเดียวกัน

พื้นที่ทั้งหมดของร้านถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ โซนคาเฟ่ ที่ได้บ้านเก่าหลังใหญ่สีขาวที่ตกแต่งในสไตล์วินเทจยุคเซเว่นตีส์ (70’s) เปิดให้บริการกาแฟ และเบเกอรี่ โซนกลาสเฮาส์ ห้องเรือนกระจกที่แยกตัวออกมาด้านข้าง สำหรับให้คนที่เข้าร้านมานั่งชมวิวอีกมุมหนึ่ง และโซนกรีนเฮาส์ กลาสโดมเรือนกระจกบริเวณด้านหน้าที่ล้อมรอบด้วยสวนสวยสไตล์อังกฤษ

การตกแต่งในส่วนของกรีนเฮาส์ ได้แรงบันดาลใจมาจากโรงนาของอังกฤษ ทว่าเปลี่ยนจากไม้เป็นเหล็กชนิดพิเศษที่ไม่ขึ้นสนิมและยกมาประกอบจากโรงงานให้ความเท่ทันสมัย ผสานกับของตกแต่งวินเทจ อย่างโต๊ะและเก้าอี้ไม้ ที่มีบางส่วนเป็นของสะสมของหุ้นส่วน เพิ่มความสดชื่นสบายตาด้วยไม้แขวนทรงเท่ เสมือนนั่งอยู่กลางสวนก็ไม่ปาน

ในโซนของกรีนเฮาส์ เน้นเสิร์ฟอาหารจานง่ายที่ผสมผสานระหว่างอาหารไทยและอาหารฝรั่ง สูตรก้นครัวจากคุณแม่ของบรรดาหุ้นส่วน รวมไปถึงเมนูที่เคยได้ไปลิ้มลองมาแล้วนำมาดัดแปลงให้เข้ากับที่ร้าน พร้อมทั้งของหวานและเครื่องดื่ม ท่ามกลางบรรยากาศของบ้านในสวนสวยสไตล์อังกฤษ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากที่นี่จะเป็นร้านอาหารและคาเฟ่แล้ว ยังถูกออกแบบให้เป็นอีเวนต์สเปซ พื้นที่สำหรับเหล่าคนรักงานอาร์ต ให้ได้มานั่งทำงาน รวมไปถึงยังสามารถเช่าพื้นที่เพื่อจัดคลาสเวิร์กช็อป หรือจัดอีเวนต์ต่างๆ ได้อีกด้วย

เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยด้วยเมนูสลัดยำทูน่า ทูน่ารสจัดจ้านด้วยเครื่องยำแบบไทย ทั้งพริกขี้หนูซอย ผักชี หอมหัวแดง เพิ่มความพิเศษด้วยการคลุกเคล้าด้วยมายองเนส กลายเป็นลุคตะวันตกทว่าให้รสชาติแบบตะวันออกที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งสำหรับเมนูนี้

ต่อด้วย แซลมอนย่างอโวคาโดซัลซ่า แซลมอนปรุงเครื่องเทศนำไปย่างจนหอม ปรุงรสด้วยซัลซ่า อโวคาโด และแอปเปิ้ลหั่นเป็นลูกเต๋า จะให้สัมผัสที่สดชื่น

ตบท้ายด้วย สปาเกตตีพลาม่าแฮม สปาเกตตีผัดด้วยเครื่องเทศ ปรุงรสตบเลี่ยนด้วยมะเขือเทศซันดรายและกระเทียมให้ความหอม แล้วท็อปด้วยด้วยผักร็อกเกตและพลาม่าแฮมกลายเป็นจานโปรดของใครต่อใครได้ไม่ยาก

เรื่องเครื่องดื่มมีให้กระทบกับดีกรีหลากหลายทั้งคราฟต์เบียร์ ค็อกเทล รวมถึงกาแฟ และน้ำเฮลตี้ วันนี้ขอแนะนำ Blue Pom ชาสมุนไพรสกัดเย็นหอมๆ กลิ่นทับทิมผสมบลูเบอร์รี่ ผสานความเปรี้ยวนิดหน่อยด้วยการบีบมะนาวลงไป ให้ความสดชื่นได้เป็นอย่างดีทีเดียวละครับ

เดย์ดรีม บีลิฟเวอร์ ซอยพหลโยธิน 12 เปิดบริการทุกวัน (หยุดวันจันทร์) ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00 น. โทร.06-2569-7946 Websitefacebook.com/Daydreambelieverbkk

 

ชิลี่ ลา โรนี่ สุนทรีย์ในการกิน-ดื่ม

Published December 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/529320

ชิลี่ ลา โรนี่ สุนทรีย์ในการกิน-ดื่ม

เมื่อเดินเข้าไปสัมผัสด้านในของ ชิลี่ ลา โรนี่ (Chili La Roni) คุณจะะรู้สึกหลงเสน่ห์เข้าเต็มเปา เพราะบรรยากาศดึงให้หลุดจากความวุ่นวายของเมือง และถนนที่รถราจอแจเมื่อครู่ได้ปลิดทิ้ง

ต้อนรับเราด้วยสวนแบบยุโรปที่สบายตาด้วยสีเขียวและสดชื่นด้วยสีสันจากไม้ดอกประดับ เพิ่มความคลาสสิกด้วยประติมากรรมปูนปั้นขนาดลงตัวกับสวนหย่อม

โต๊ะเก้าอี้ที่จัดวางในโซนเอาต์ดอร์ก็มีหลายบรรยากาศ ทั้งรองรับ 2 ที่นั่ง 4 ที่นั่ง 6-10 ที่นั่ง ทั้งวางแทรกตัวอยู่ในสวนเปิดโล่ง หลบมุมอยู่ด้านในมีหลังคามุง หรือจะติดกับครัวเปิดที่เห็นทุกกระบวนการปรุงอาหาร

เลือกนั่งหน้าบาร์เครื่องดื่ม หรือหน้าเวทีที่มีโชว์ดนตรีสด ประเภทเครื่องสาย และเครื่องเป่า ก็พาเพลินในการกินดื่ม ยังมีโซนด้านในห้องแอร์เย็นฉ่ำ รองรับได้ 35 ที่นั่ง จะเหมาปิดห้องส่วนตัวก็ได้ ข้างในตกแต่งเรียบหรูเพื่ออิงบรรยากาศแบบยุโรป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ไม่ว่าจะเลือกนั่งมุมไหนก็มองเห็นเตาอบพิซซ่าที่ตั้งอยู่ทางเข้าร้าน พิซซ่าจัดเป็นเมนูเรคอมเมนด์ของที่นี่ มีให้เลือกถึง 23 หน้า และการอบพิซซ่าด้วยเตาอิฐ ใช้เชื้อเพลิงจากไม้ฟืน จัดเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม เพราะนำโครงสร้างวิธีการมาจากประเทศอิตาลี

แป้งพิซซ่าก็ทำกันสดๆ และนำเข้าแป้งบางชนิดมาจากประเทศอิตาลี ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะคือ ทำให้แป้งกรอบได้ที่หากยังมีความเหนียวหนึบในส่วนที่วางวัตถุดิบทำหน้าต่างๆ และที่สำคัญแป้งมีกลิ่นหอมซึ่งสัมผัสได้ชัด ไม่มีกลิ่นเหม็นของแป้งหมักแต่อย่างใด

ชิลี่ ลา โรนี่ เป็นร้านอาหารสไตล์อิตาเลียน และไทยฟิวชั่น วัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหารอิตาเลียนหลายอย่างนำเข้าจากอิตาลี ไส้กรอก ชีส แฮมมอร์ตาเดลลา น้ำมันมะกอก เครื่องเทศ เป็นอาทิ

มาแล้วต้องไม่พลาดสั่ง พิซซ่าชิลี่ ลา โรนี่ ซอสมีความเผ็ดนิดๆ ผสมกับไส้กรอกอิตาเลียนบดละเอียดโรยหน้าด้วยชีสมอสซาเรลล่า เข้าอบให้ได้ความสุกแค่ 70 เปอร์เซ็นต์ นำออกมาเพิ่มแฮมมอร์ตาเดลลา แล้วนำเข้าอบอีกรอบ

 

Fettuccine Al Nero Di Seppia เส้นเฟตตูชินีสดโฮมเมดนำไปผัดกับซอสหมึกซึ่งผ่านการเคี่ยวให้ร้อนแล้วผัดกับน้ำมันมะกอก ไวท์ไวน์ เครื่องเทศอิตาเลียน ได้ความเผ็ดนิดๆ และมีกลิ่นหอม

Milano Ossobuco E Risotto เนื้อข้อลูกวัวตุ๋นแบบดั้งเดิม หมักด้วยเครื่องเทศอิตาเลียน ไวท์ไวน์ ตุ๋นนานหลายชั่วโมงจนเนื้อนุ่ม และเพิ่มความเข้มข้นของรสชาติด้วยการนำมาผัดกับซอสมะเขือเทศ เครื่องเทศอิตาเลียน น้ำมันมะกอก ไวน์ วีนิก้า ต้นหอมสับละเอียดซึ่งให้รสหวาน เสิรฟ์กับข้าวอิตาเลียน ริซอตโต้ ที่ทำความสุกแค่ 70% แบบ อัล เดนเต้ ซึ่งเป็นเทคนิคในการทำอาหารอิตาเลียน ให้ได้ความรู้สึกสัมผัสจากการเคี้ยวกรุบกรึบ

มาถึงเครื่องดื่มที่นี่ไม่มีไวน์ลิสต์ แต่มีห้องไวน์ให้ลูกค้าเดินมาเลือกพร้อมมีบริกรคอยแนะนำ เบียร์สดนำเข้าจากหลายประเทศ

ค็อกเทลที่รังสรรค์ขึ้นมาต้อนรับเทศกาลคริสต์มาส คือ Chili The Fizz ไล่เลเยอร์สีจากข้างล่างด้วยสีแดงของเกรนาดีน เติมเท็กซ์เจอร์บับเบิ้ลแบบหิมะ ด้วยฟองแก๊สจากโซดา และมีส่วนผสมของไวน์ขาวกับจิน ท็อปด้วยสไปร์ทกับน้ำมะนาว ได้รสหวานเปรี้ยวซ่า ไม่ลืมเติมสีเขียวด้วยใบไม้สร้างกิมมิกให้แก้วนี้ดูสนุกสนานขึ้น พร้อมตกแต่งขอบแก้วด้วยน้ำตาลไอซิ่งขาวและน้ำตาลทรายแดง

Love At First Sight ค็อกเทลที่สีสันเริงร่ามาก เลเยอร์สีจากข้างบนน้ำเงิน-เขียว-เหลือง-ส้ม-แดง เห็นสีสันสดใสแต่แก้วนี้แอลกอฮอล์หนักเอาเรื่อง ทั้งไลต์มาลิบูรัม บลูคูราเซา และรสหวานเปรี้ยวจากเกรนาดีน น้ำสับปะรด ตกแต่งด้วยเลมอนกับเชอร์รี่

Water Melon Mojito ม็อกเทลที่ดื่มแล้วสดชื่นทันตา หอมน้ำตาลทรายแดงที่ตำละเอียดกับใบมินต์ และความหวานละมุนของน้ำแตงโมสด

หากกำลังมองหาที่แฮงเอาต์ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี ชิลี่ ลา โรนี่ เป็นอีกสถานที่ที่จะมอบความสุขให้กับคุณ เตรียมปักหมุดเพิ่มเป็นอีกหนึ่งร้านโปรด

เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-24.00 น. ตั้งอยู่ถนนศรีนครินทร์ เลี่ยงไปทางบางนา-ตราด (สายตะวันออก) ติดกับโรงแรมเมเปิล สำรองที่นั่งโทร. 02-743-0901

 

โบเนนไก&ชินเนนไก อร่อยส่งปีเก่ารับปีใหม่

Published December 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/529319

โบเนนไก&ชินเนนไก อร่อยส่งปีเก่ารับปีใหม่

ทุกๆ ปีคนญี่ปุ่นจะจัดงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่า คือ โบเนนไก (Bonenkai) และปาร์ตี้ต้อนรับปีใหม่ คือ ชินเนนไก (Shinnenkai) ระหว่างผู้ร่วมงาน ครอบครัว และกลุ่มเพื่อน

การส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่แบบคนญี่ปุ่นนั้นก็เหมือนกับอีกหลายๆ ประเทศในโลก ตรงที่ “อาหาร” มีบทบาทสำคัญอย่างมาก

โบเนนไกจะจัดในเดือน ธ.ค. คำว่า โบเนนไก หมายความว่า “forget the year party” ไม่ว่าจะจัดในห้องปูเสื่อ

ทาทามิ หรือจะเลี้ยงกันในห้องอาหารแบบตะวันตกก็ตามที งานนี้จัดขึ้นหลังจากการทำงาน หรือใช้ชีวิตมาหนักทั้งปีแล้ว ก่อนจะสิ้นปีก็ต้องบอกลา บรรยากาศงานจะสบายๆ กินดื่มกันให้เต็มที่ ในงานก็มักจะเลี้ยง ซาชิมิ (ปลาดิบ) โซบะ (บะหมี่) ฟุงุ (ปลาปักเป้า) เทมปุระ ไข่ปลา ข้าว สาเก ฯลฯ ใครที่เคยดื่มกับกับคนญี่ปุ่นก็อาจจะพอทราบเรื่องธรรมเนียมที่แต่ละคนจะไม่เติมเครื่องดื่มแก้วของตัวเอง แต่จะเติมแก้วของคนอื่นๆ ระหว่างการดื่มกินก็จะมีการกล่าวอวยพรกันวนไป

ส่วนชินเนนไกนั้นจะจัดในช่วงเดือน ม.ค. เป็นปาร์ตี้เพื่อเริ่มต้นปี หากเป็นงานเลี้ยงของบริษัทชินเนนไมจะค่อนข้างมีบรรยากาศเป็นทางการมากกว่าโบเนนไก ปกติจะมีเจ้าหน้าที่อาวุโสมากล่าวสุนทรพจน์ รวมทั้งบอกเล่าเกี่ยวกับเป้าหมายของบริษัทสำหรับปีใหม่ที่มาถึง หากเป็นงานที่จัดแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ก็อาจจะมีการแสดงกลองไทโอะ หรือการเล่นชามิเซ็นในงานด้วย ปัจจุบันงานส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ก็อาจจะรวบเป็นงานเดียวกัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แล้ว ช่วงสำคัญของปีนี้คนญี่ปุ่นจะรับประทานพิเศษ หากเป็นวันที่ 31 ธ.ค. คนญี่ปุ่นจะรับประทานโซบะปีใหม่ที่เรียกว่า โทชิโคชิ (Toshikoshi) เพราะเชื่อว่า บะหมี่เส้นยาวๆ นั้นเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่ยืนยาว

เมื่อถึงปีใหม่ คนญี่ปุ่นจะรับประทาน โอเซจิ เรียวริ (Osechi Ryori) หรืออาหารปีใหม่เพื่อความโชคดี อาหารหลากหลายบรรจุมาในกล่องหรือปิ่นโตจูบาโกะ (Jubako) อาหารแต่ละชนิดต่างก็มีความหมาย อย่างเช่น กุ้งเพื่ออายุยืนยาว ไข่ปลาแฮร์ริงเพื่อความอุดมสมบูรณ์ เป็นต้น

แต่ดั้งเดิมโบร่ำโบราณคนญี่ปุ่นจะกินโมจิในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะโมจิใส่ในซุปโซนิ (Zouni) ซึ่งส่วนประกอบก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาคและแต่ละครอบครัว นอกจากนี้ก็ยังมี เกาลัด ไข่ม้วน ลูกชิ้นปลา สาหร่ายห่อ ปลาย่าง หัวบุก รากโกโบ รากบัว ถั่วดำ กุ้งมังกร หัวไช้เท้า ฯลฯ

เหล้าสาเกที่ดื่มกันตอนช่วงปีใหม่ เรียกว่า โทะโซะ (Toso) หรือ โอะโทะโซะ (O-toso) เป็นสาเกแบบพิเศษที่ผสมสมุนไพรและเครื่องเทศลงไป เชื่อว่าจะช่วยล้างโรคภัยไข้เจ็บของปีก่อนหน้านี้ออกไป พร้อมกับอวยพรให้อายุยืนและมีสุขภาพดี สาเกแบบนี้จะรวมอยู่ในอาหารสำหรับปีใหม่ของชาวญี่ปุ่น มักดื่มกันในเช้าวันขึ้นปีใหม่พร้อมหน้ากับสมาชิกครอบครัวทุกคน

และเมื่อเดือนสุดท้ายของปีมาถึง ห้องอาหารคิซาระ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ จัดโปรโมชั่น โบเนนไก & ชินเนนไก เป็นเซตอาหารญี่ปุ่น สำหรับเพื่อนพนักงานบริษัท ครอบครัว หรือจะเป็นเพื่อนพ้องได้มาฉลองกัน

อาหารชุดนี้ เชฟเคนจิ หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารคิซาระ จัดให้เริ่มต้นด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย (ซากิซุเกะ) คือ ซาซิมิ ซึ่งรวมหลากหลายเมนูมาด้วยกัน ตามด้วยกุ้งเทมปุระ และปลาอายุย่างเกลือ สำหรับปลาอายุเป็นปลาน้ำจืดอันมีชื่อเสียงจากจังหวัดกิฟุ ประเทศญี่ปุ่น ปลาจากแหล่งน้ำที่สะอาดและอุดมสมบูรณ์นี้ได้ชื่อว่า เป็นปลาที่มีเนื้อกลิ่นหอม รสหวาน บ้างก็ว่า เหมือนแตงโม ซึ่งต้องไปลองลิ้มชิมรสกันดูว่าจริงไหม และพิเศษคือ ปลาอายุในฤดูกาลนี้มีไข่เต็มท้อง จึงเพิ่มรสชาติได้อย่างยอดเยี่ยม

ก่อนจะถึงเวลาของชาบูหม้อไฟ ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นเนื้อแองกัส หรือเนื้อชั้นดียอดนิยมของญี่ปุ่นอย่างเนื้อฮิดะ และเนื้อมัตซึซากะ สำหรับมัตซึซากะนั้นอาจจะคุ้นกันอยู่แล้ว ส่วนฮิดะนั้นนับเป็นเนื้อชั้นเลิศจากวัวขนดำ ซึ่งต้องเลี้ยงดูตามขั้นตอนและวิธีการที่ถูกต้องตามมาตรฐานจึงจะสามารถตีตราว่าเป็นเนื้อฮิดะได้ ไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อเป็นลวดลายสวยงาม ซึ่งก็หมายถึงความนุ่มลิ้นอร่อย มีตเลิฟเวอร์จะลวกชิ้นเนื้อในน้ำซุปร้อนๆ เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้นจะได้คงความสดและหวานไว้

ในส่วนของชาบู หากใครไม่รับประทานเนื้อก็มีซีฟู้ดเป็นตัวเลือก โดยจะเสิร์ฟมาพร้อมผักสดต่างๆ และข้าวสำหรับทำเป็นข้าวตุ๋นน้ำซุป (Zosui) คือ หลังจากกินชาบูเสร็จแล้ว ก็ใส่ข้าวลงไปในน้ำซุปที่เหลือเป็นอาหารแสนอร่อยที่ชาวญี่ปุ่นโปรดปราน ก่อนจะปิดท้ายด้วยของหวาน คือ ผลไม้ตามฤดูกาลหรือจะเป็นไอศครีมหลากหลายรสที่ทางคิซาระทำเอง ทั้งยังมีสปาร์กลิ้งไวน์หรือสาเกเสิร์ฟไม่อั้นในเวลา 2 ชั่วโมงด้วย

อาหารส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ชุดพิเศษนี้มีให้บริการที่ห้องอาหารคิซาระ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 31 ม.ค. 2561 ทุกวันเวลา 11.30-14.30 น. และ 08.00-22.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 02-690-9999 หรือ bkkci.info@conradhotels.com

ด้วยอาหารชุดนี้จะทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงหัวใจของโบเนนไก และชินเนนไก ซึ่งเป็นการส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่แบบญี่ปุ่นแท้ๆ

 

มิรากุ สวรรค์ของคนรักปิ้งย่าง

Published December 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/529318

มิรากุ สวรรค์ของคนรักปิ้งย่าง

บัญชา พจชมานะวงศ์ ผู้บริหาร ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่ 2 ของธุรกิจนี้ เล่าว่า คุณพ่อของเขาชอบทำร้านอาหารโดยเน้นอาหารต่างประเทศ คือ อาหารญี่ปุ่น อาหารเกาหลี อาหารสไตล์ฮ่องกง และร้านนี้เป็นแนวเกาหลีผสมญี่ปุ่น เพราะอยู่ในย่านคนญี่ปุ่นทำงานย่านนี้กันมาก ร้านแบ่งเป็นห้องเล็กๆ รับลูกค้าได้ 8 คน จำนวน 6 ห้อง และห้องโถงใหญ่ 19 โต๊ะ โต๊ะละ 4 ที่นั่ง

นี่คือร้านอาหารของคนรักการปิ้งย่าง ต้นตำรับแบบเกาหลีผสมญี่ปุ่นอย่างแท้จริง เป็นร้านปิ้งย่างยุคแรกๆ ของกรุงเทพฯ ในย่านถนนสีลม ที่เป็นดงของร้านญี่ปุ่นเปิดมานานเมื่อ 22 ปีที่ผ่านมา ตั้งอยู่ที่ชั้นสองอาคารธนิยะพลาซ่า สีลม

จุดเด่นของร้าน คือ เนื้อย่างติดมัน มีเนื้อหลากหลายชนิด ทั้งวากิวเนื้อนำเข้าจากญี่ปุ่นและอเมริกา หรือเนื้อโกเบ รวมถึงเนื้อส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสันคอ เนื้อสะโพกและเนื้อติดมัน และสำหรับท่านที่ไม่ทานเนื้อ ก็มีเนื้อหมู ไก่ ปลากะพง และอื่นๆ ให้ท่านเลือกอีกมากมาย โดยจัดเป็นเซตเมนู ประกอบด้วย ข้าว ซุป สลัด กิมจิ กาแฟ และไอศกรีม ราคาสำหรับมื้อกลางวันเซตละ 280-800 บาท นอกจากชุดเนื้อ แล้วยังมีชุดหมู ทั้งสันคอหมู ชุดหมูดำคุโรโบตะ หมูลายหินอ่อน (มีมันดีแซมอยู่ในเนื้อหมู) จุดเด่นของที่ร้านแห่งนี้ คือ มีเนื้อหลากหลายชนิดให้เลือกรับประทาน

บัญชา บอกว่า จุดเด่นสำคัญอีกอย่าง ก็คือ กิมจิ ซึ่งมีวิธีการทำให้ได้รสชาติแบบดั้งเดิมของแบบเกาหลี ก็คือ กรอบไม่หวาน มีรสชาติอมเปรี้ยว “นอกจากมีอาหารปิ้งย่างซึ่งเป็นเมนูหลักแล้ว เนื่องจากย่านนี้เป็นย่านชาวญี่ปุ่นเยอะ เราจึงเพิ่มเมนูเอาใจชาวอาทิตย์อุทัย ด้วยการมีอูด้ง โซบะ ซุป ส่วนเมนูอื่นที่สั่งก็มีข้าวย่างหม้อหิน เสิร์ฟพร้อมกับน้ำซุปถ้วยใหญ่ พร้อมเสิร์ฟชาจีนร้อนเย็นหลายชนิด ฟรีตลอดมื้อกลางวัน การตกแต่งของร้านเป็นสไตล์ญี่ปุ่นอย่างแท้จริง คือ ประกอบด้วยไม้และไม้ไผ่เป็นหลัก

เริ่มด้วยพนักงานนำเตามาพร้อมตะแกรง ที่นี่ใช้เตาถ่าน เป็นถ่านนำเข้าจากญี่ปุ่น ไม่มีควัน ทำให้ชีวิตในการกินอาหารสไตล์นี้ดีขึ้นมากเลยทีเดียว มีเครื่องดูดกลิ่นและลมปรับไฟที่ให้ความร้อนสม่ำเสมอ และที่นี่เด็ดตรงเสิร์ฟมะนาวแท้ เพราะบางร้านอาจเจอเป็นขวดมา แต่ที่นี่เป็นมะนาวสดพร้อมกับพริกซอยและกระเทียมสับถ้วยใหญ่ๆ กันมาเลย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

รวมทั้งที่นี่มีบริการคลุกข้าวให้ด้วยนะ เพราะมีเทคนิคอยู่นิดหนึ่ง คือ พนักงานเขาจะเอาข้าวที่คลุกแล้ว แปะไว้กับขอบหม้อหินร้อนๆ เพื่อให้ข้าวได้โดนความร้อนจนเกรียม กรอบ หอมอร่อยเชียวค่ะ

เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าลงสถานีศาลาแดง แล้วเดินเข้าทางเชื่อมตึกธนิยะพลาซ่าได้เลย รายละเอียดเพิ่มโทร.02-231-2219 ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-22.00 น.

 

%d bloggers like this: