รายงานพิเศษ

All posts tagged รายงานพิเศษ

รายงานพิเศษ : ส.ป.ก.ชู‘ระบบสวนครัวน้ำหยด’สู้ภัยแล้ง

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406663

รายงานพิเศษ : ส.ป.ก.ชู‘ระบบสวนครัวน้ำหยด’สู้ภัยแล้ง

รายงานพิเศษ : ส.ป.ก.ชู‘ระบบสวนครัวน้ำหยด’สู้ภัยแล้ง

วันจันทร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สิ่งสำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทย คือ “การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร” สำหรับให้เกษตรกรไว้ใช้ในการเพาะปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นพื้นที่เกษตรกรรมน้ำฝนและอยู่นอกเขตชลประทาน รวมถึงพื้นที่ ส.ป.ก. ทั้ง 40 ล้านไร่ ซึ่งส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 อยู่นอกเขตชลประทาน จึงเป็นเหตุให้พี่น้องเกษตรกรทำการเพาะปลูกพืชได้เฉพาะช่วงฤดูฝนเท่านั้นและจะเกิดการว่างงานในช่วงหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้พี่น้องเกษตรกรบางส่วนจำเป็นต้องออกไปหารายได้เสริมจากการทำงานนอกภาคการเกษตร ดังนั้นงานการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรจึงเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้เร่งดำเนินการมาโดยตลอด เพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาดังกล่าวให้พี่น้องเกษตรกรได้มีแหล่งน้ำทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน

 

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า การจะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างอาชีพใน
ผืนดินของ ส.ป.ก. ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ ส.ป.ก. จะต้องดำเนินการพัฒนาและจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน รวมถึงการให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างเหมาะสมและถูกวิธี ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่จำกัดมีประสิทธิภาพมากขึ้น เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสามารถพึ่งพาตนเองได้ ดังจะเห็นได้จากการที่ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ฝาย ระบบส่งน้ำ ระบบกระจายน้ำรายแปลง หรือการขุดลอกลำห้วยหรือสระสาธารณะในเขตปฏิรูปที่ดิน พร้อมกันนี้ ยังได้จัดให้มีการฝึกอบรมให้ความรู้และจัดทำเอกสารคู่มือเรื่องการให้น้ำพืชระบบต่างๆ แก่เกษตรกร อาทิ ระบบการให้น้ำแบบน้ำหยด ซึ่งเป็นระบบการให้น้ำที่ประหยัดน้ำมากที่สุดและเหมาะสมที่จะนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ในแปลงเกษตรกรรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งมีแนวโน้มที่รุนแรงและยาวนานมากขึ้น ส.ป.ก. จึงได้เตรียมสนับสนุนให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินใช้ระบบน้ำหยดในการปลูกพืชผักสวนครัว หรือที่เรียกว่า “ระบบสวนครัวน้ำหยด” ซึ่งเป็นผลงานที่ ส.ป.ก. ประสบผลสำเร็จในการส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปใช้งานมาแต่ปี 2553

 

 

ด้าน นายธราวุฒิ ไก่แก้ว วิศวกรการเกษตรชำนาญการ กลุ่มออกแบบแหล่งน้ำและเกษตรชลประทาน สำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน อธิบายเพิ่มเติมว่า “ระบบสวนครัวน้ำหยด” เป็นวิธีการให้น้ำพืชในแปลงปลูกด้วยวิธีน้ำหยดซึ่งเป็นวิธีการให้น้ำพืชเฉพาะในเขตรากพืชจึงช่วยประหยัดน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการให้น้ำ ทั้งนี้ระบบสวนครัวน้ำหยดนี้เป็นระบบที่มีต้นทุนต่ำ (ประมาณ 3,000 บาท/ชุด) เทคนิคการใช้และการดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก สามารถทำได้เอง และเหมาะสำหรับพื้นที่เพาะปลูกพืชขนาดไม่เกิน 200 ตารางเมตร โดยการนำถังน้ำขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ใบ มาติดตั้งให้สูงกว่าพื้นที่แปลงประมาณ 1-2 เมตร เพื่อใช้เป็นแหล่งพักและส่งจ่ายน้ำให้กับระบบ เสร็จแล้วจึงติดตั้งท่อพีวีซีเพื่อกระจายน้ำไปยังบริเวณพื้นที่หัวแปลงปลูกพืชซึ่งถูกเชื่อมต่อเข้ากับเทปน้ำหยดที่มีรูจ่ายน้ำระยะห่างกันประมาณ 20-30 เซนติเมตร เข้าสู่แปลงปลูกพืชเป็นแถวตามแนวยาวของแปลงปลูกพืช โดยแต่ละรูจะมีอัตราการจ่ายน้ำประมาณ 1-2 ลิตรต่อชั่วโมง ซึ่งถังน้ำ 1 ใบจะใช้น้ำประมาณ 200 – 400 ลิตรต่อวัน ทั้งนี้ ระบบการให้น้ำด้วยวิธีนี้ถูกออกแบบมาสำหรับพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำต้นทุนต่ำ และมีพื้นที่น้อย เช่น พื้นที่ว่างบริเวณรอบบ้าน คันรอบสระน้ำประจำไร่นา ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชผักไว้บริโภคภายในครัวเรือนได้ตลอดทั้งปีและยังสามารถสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง

ระบบสวนครัวน้ำหยดนี้ได้ถูกนำไปส่งเสริมในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินครั้งแรกที่ จ.มหาสารคาม เมื่อปี พ.ศ. 2553 โดยมีหลักการที่สำคัญของโครงการ คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชเพื่อการบริโภคได้ตลอดทั้งปี สร้างความมั่งคงทางด้านอาหาร เสริมสร้างองค์ความรู้เรื่องระบบการให้น้ำพืชแบบน้ำหยด ซึ่งเป็นระบบการให้น้ำพืชที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งผลการดำเนินงาน พบว่า ระบบน้ำหยดสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี โดยเกษตรกรนำไปใช้ในการเพาะปลูกพริก ถั่วฝักยาว กระเจี๊ยบขาว ผักชี บวบ และมะเขือ ซึ่งปริมาณน้ำที่เหมาะสมต่อวันเพียงครั้งละ 1 – 2 ถัง (200 ลิตร – 400 ลิตร) ทั้งนี้พืชที่ปลูกทั้งหมดมีอัตราการงอกที่ดีสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลงและงอกเร็วกว่าการให้น้ำด้วยวิธีการเดิมของเกษตรกร พืชสามารถเจริญเติบโตได้ดี และให้ผลผลิตสูง ทำให้เกษตรกรมีพืชผักไว้บริโภคอย่างเพียงพอในครัวเรือนและยังสามารถนำผลผลิตส่วนเกินไปจำหน่ายยังตลาดชุมชนและตลาดในเมืองสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรครอบครัวละ 500 – 4,000 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับต้นทุนแล้วถือว่าคุ้มค่า

จากการนำระบบสวนครัวน้ำหยดไปปฏิบัติจริงพบว่ามีข้อดีหลายประการ ได้แก่ 1) ประสิทธิภาพการจ่ายน้ำสูงทำให้พืชได้รับน้ำสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลง 2) ประหยัดน้ำ ซึ่ง 1 รอบการปลูกใช้น้ำเพียง 50 ลบ.ม. 3) ประหยัดแรงงาน 4) ประหยัดเวลา โดยการให้น้ำ 1 ครั้ง ใช้เวลาเพียง 10 – 30 นาที 5) สามารถใช้งานได้กับทุกสภาพดิน 6) ใช้และดูแลรักษาง่าย 7) ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 200 บาทต่อรอบการผลิต

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินการที่ผ่านมาสามารถยืนยันได้ว่า “ระบบสวนครัวน้ำหยด” เป็นระบบการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพ
ราคาถูก ติดตั้งง่าย ใช้งานได้จริง และเหมาะสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ขนาดเล็กและมีน้ำต้นทุนน้อย ซึ่งระบบนี้จะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีความกินดีอยู่ดี มีความมั่นคงทางด้านอาหาร สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนสืบไป

Advertisements

รายงานพิเศษ : สศก.เปิดGDPเกษตรไตรมาสแรกปี’62 ภาพรวมทรงตัว-แนวโน้มทั้งปีโตสูงสุด3.5%

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405346

รายงานพิเศษ : สศก.เปิดGDPเกษตรไตรมาสแรกปี’62 ภาพรวมทรงตัว-แนวโน้มทั้งปีโตสูงสุด3.5%

รายงานพิเศษ : สศก.เปิดGDPเกษตรไตรมาสแรกปี’62 ภาพรวมทรงตัว-แนวโน้มทั้งปีโตสูงสุด3.5%

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 1 ของปี 2562 พบว่า ขยายตัวเพียง 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 สาเหตุหลักมาจากอัตราการขยายตัวของสาขาพืชที่ถือเป็นสัดส่วนสูงสุดในภาคเกษตรชะลอลง ส่งผลให้ภาพรวมขยายตัวในระดับต่ำหรือค่อนข้างทรงตัว

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เมื่อแยกรายละเอียดแต่ละสาขา พบว่า สาขาพืช ขยายตัวเพียง 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยข้าวนาปีมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาข้าวปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะราคาข้าวหอมมะลิที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ทำให้เกษตรกรขยายเนื้อที่เพาะปลูกในนาที่เคยปล่อยว่าง ข้าวนาปรังมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรจัดการดูแลที่เหมาะสม และมีปริมาณน้ำเพียงพอในช่วงการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูก ประกอบกับภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา มันสำปะหลัง มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคามันสำปะหลังปีที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นมาก จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกและปลูกทดแทนพืชอื่น ลำไย มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นลำไยที่ปลูกในปี 2559 เริ่มให้ผลผลิตปีนี้ และเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศเหมาะสม เกษตรกรบำรุงดูแลรักษาที่ดี ต้นลำไยจึงออกดอกติดผลมากกว่าปีที่ผ่านมา

แต่ก็ยังมีผลผลิตพืชที่ลดลง โดยเฉพาะอ้อยโรงงาน ซึ่งมีมูลค่าการผลิตสูงสุดในสาขาพืชไตรมาสแรกกลับมีผลผลิตลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้ง ส่งผลให้การแตกกอและเจริญเติบโตของต้นอ้อยไม่สมบูรณ์ ประกอบกับช่วงปลายปี 2561 เปิดหีบอ้อยเร็วขึ้น ทำให้เกษตรกรบางส่วนเร่งตัดอ้อยไปแล้วก่อนหน้านี้ สับปะรดโรงงาน มีผลผลิตลดลง เนื่องจากราคาสับปะรดที่เกษตรกรขายได้ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพ.ค.2560-ก.ค. 2561 ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น เช่น มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

สำหรับด้านราคาช่วงเดือนม.ค.- ก.พ.2562 สินค้าพืชที่ราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ยังมีต่อเนื่อง และมีการกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในราคาไม่ต่ำกว่ากก.ละ 8 บาท (ความชื้นไม่เกิน 14.5%) ภายใต้โครงการตามนโยบายประชารัฐ และมันสำปะหลังมีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่มาก ขณะที่ความต้องการของตลาดมีต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมีสินค้าพืชอีกหลายชนิดที่ราคาเฉลี่ยลดลงจากปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นและความต้องการของตลาดลดลง ได้แก่ ข้าว อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางแผ่นดิบ ปาล์มน้ำมัน

ขณะที่สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 1.0% โดยปริมาณการผลิตไก่เนื้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขยายการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดหลัก เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรปและอาเซียน ขณะที่การท่องเที่ยวและภาวะเศรษฐกิจในประเทศปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อไก่เพิ่มขึ้นด้วย สุกรเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสุกรมีชีวิตเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2561 เกษตรกรมีแรงจูงใจผลิต ตลอดจนจัดการฟาร์มและป้องกันโรคระบาดในสุกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ราคาสุกรเพิ่มขึ้นด้วย

สาขาประมงขยายตัว 1.5% โดยปริมาณสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือมีทิศทางเพิ่มขึ้น ผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงมีปริมาณออกสู่ตลาดมากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรบริหารจัดการฟาร์มที่ดี ปล่อยลูกกุ้งอัตราที่เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาระบบการเลี้ยงให้เหมาะสมกับพื้นที่ ส่วนผลผลิตประมงน้ำจืด เช่น ปลานิล ปลาดุกเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรขยายพื้นที่เพาะเลี้ยง เพิ่มรอบการเลี้ยง จัดการบ่อที่ดี ประกอบกับภาครัฐส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลและปลาดุกหลายพื้นที่ เมื่อวิเคราะห์ด้านราคาพบว่ากุ้งขาวแวนนาไม (ขนาด 70 ตัวต่อกก.)ราคาโดยเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ซึ่งเป็นการลดลงตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ปลานิลขนาดกลาง และปลาดุกบิ๊กอุย (ขนาด 2-4 ตัวต่อกก.) มีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการบริโภคและใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปยังคงมีอย่างต่อเนื่อง

สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัว 2.6% เป็นผลจากการจ้างบริการเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ทางการเกษตรในการผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เกษตรกรบางพื้นที่ เช่น ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือหันมาใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร เพื่อลดต้นทุนและประหยัดเวลา ใช้บริการโดรนสำหรับฉีดพ่นและสำรวจสภาพผลผลิตในไร่นามากขึ้น ส่วนสาขาป่าไม้ ขยายตัว 2.2% เนื่องจากผลผลิตไม้ยูคาลิปตัสเพิ่มขึ้นจากความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำไปใช้ผลิตกระดาษและแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (wood pellet) และผลผลิตไม้ยางพาราขยายตัวตามพื้นที่การตัดโค่นสวนยางพาราเก่า เพื่อปลูกทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดีและพืชอื่น ประกอบกับมีความต้องการจากตลาดต่างประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ต้องการนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด ด้านผลผลิตรังนกเพิ่มขึ้น โดยจีนต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากรังนกของไทยมีคุณภาพสูง

ทั้งนี้ สศก.คาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2562 น่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.5-3.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุน จากการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นเร็วกว่าปีที่ผ่านมา รวมทั้งสภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนสะสมและแหล่งน้ำธรรมชาติบางพื้นที่ไม่พอต่อการผลิตทางการเกษตร ส่งกระทบต่อการผลิตทางการเกษตรระยะถัดไป

รายงานพิเศษ : ‘อุไร ทองปาน’ครูบัญชีอาสาดีเด่น ยึดศาสตร์พระราชา…หนทางสู่ความสำเร็จ

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405174

รายงานพิเศษ : ‘อุไร ทองปาน’ครูบัญชีอาสาดีเด่น ยึดศาสตร์พระราชา…หนทางสู่ความสำเร็จ

รายงานพิเศษ : ‘อุไร ทองปาน’ครูบัญชีอาสาดีเด่น ยึดศาสตร์พระราชา…หนทางสู่ความสำเร็จ

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก..ดำเนินชีวิตด้วยความพอเพียง ตามศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9” เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่ “อุไร ทองปาน” ครูบัญชีอาสาดีเด่น จังหวัดนครศรีธรรมราช บอกว่า ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติมากว่า 20 ปี เพื่อสร้างชีวิตที่มีความสุขบนพื้นฐานของความพอเพียง

ก่อนที่จะพลิกชีวิตมาทำการเกษตรเต็มตัวเหมือนในปัจจุบัน ครูอุไรเริ่มต้นชีวิตการทำงานเหมือนคนในเมืองหลวงทั่วไป เป็นพนักงานประจำในบริษัทเอกชน ถึงแม้จะมีรายได้สูงแต่รายจ่ายต่างๆก็สูงตาม ทำให้ไม่เหลือเงินเก็บออมจึงตัดสินใจหันหลังให้ชีวิตในเมือง กลับมาทำการเกษตรกับสามีที่บ้านเกิดใน จ.นครศรีธรรมราช โดยทำบ่อกุ้งและเลี้ยงสัตว์ แต่ก็ประสบปัญหาขาดทุน เพราะใช้ต้นทุนสูงและยังไม่รู้หลักในการบริหารจัดการ กระทั่งน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางดำเนินชีวิต ประกอบกับได้รับการอบรมสอนแนะการจดบันทึกบัญชีในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์นครศรีธรรมราช ทำให้วางแผนการใช้จ่ายได้อย่างมีระบบ รู้จักคำนวณต้นทุน กำไร โดยวิเคราะห์จากการทำบัญชีและนำมาปรับเปลี่ยนการผลิตทำการเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งการทำนา ปลูกข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ การปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งในสวนปาล์มได้แบ่งพื้นที่เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูหลุม ซึ่งกินผลปาล์มน้ำมันเป็นอาหารได้ รวมถึงกินหอยเชอรี่ซึ่งเป็นศัตรูของต้นข้าวและกินข้าวเปลือกที่หลงเหลืออยู่ในนาข้าวหลังเก็บเกี่ยวข้าว ทำให้ไม่มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าอาหารสัตว์ นอกจากนั้น ยังปลูกไม้ไผ่ด้วยมูลเป็ด มูลไก่ มูลหมู เป็นปุ๋ยให้ต้นปาล์ม ต้นไผ่ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ การทำปุ๋ย ทำน้ำหมัก ไว้ในครัวเรือนและชุมชน เพื่อลดต้นทุน อีกทั้งปลูกพืชผัก สมุนไพรต่างๆ ใช้ประกอบอาหารในครัวเรือนแทนการใช้เงินซื้อ ซึ่งผลผลลิตที่เหลือ ยังนำไปขายสร้างรายได้ให้ครัวเรือนได้ นอกจากนี้ ยังคิดแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ทำไข่เค็มจากการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง เลี้ยงปลานิล แปรรูปเป็นปลาเส้นจำหน่าย การเลี้ยงปูนา แปรรูปเป็นปูเค็มจำหน่าย การทำหน่อไม้ดอง พริกขี้หนูแห้ง ซึ่งขายเป็นสินค้าสร้างรายได้อีกทาง

จากการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีหัวใจสำคัญคือ “การทำบัญชี” มีการจดบันทึกรายรับ รายจ่ายแต่ละวัน และนำข้อมูลจากการจดบันทึกบัญชีมาวิเคราะห์วางแผน ทำให้ รู้ความเป็นไปในครอบครัวได้แท้จริง สามารถหาปัจจัยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตได้ โดยนำทุนธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่มาต่อยอดในเกิดประโยชน์ได้เป็นรูปธรรม วางแผนสร้างอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ และวางแผนลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน จากความสำเร็จนี้ จึงได้รับคัดเลือกให้เป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เมื่อปี 2556 และต่อยอดความรู้การทำบัญชีไปให้คนในชุมชน ใช้เทคนิคการสอนคือ ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป แนะนำเรื่องการหารายรับ การใช้จ่ายเงิน การประหยัดอดออม และสอดแทรกการจดบันทึกบัญชีไปตามกิจกรรมการดำเนินชีวิตของแต่ละครัวเรือน ทำให้ชาวบ้านเข้าใจและเห็นประโยชน์ของการทำบัญชีได้ด้วยตัวเอง กระทั่งพัฒนาเป็น“ชุมชนคนรักการทำบัญชี”หมู่ที่ 6 บ้านหว้าใหญ่ ต.ไสหมาก อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช อีกทั้งครูอุไรยังพัฒนาพื้นที่ในบ้านให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ ปัจจุบันคือ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ต.ไสหมาก อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งครูอุไรจะเป็นวิทยากรสอนแนะการทำการเกษตร รวมถึงการจดบันทึกบัญชีรับจ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน

“การทำบัญชีเป็นหัวใจหลัก ถ้าเราจดทุกครั้งเราจะรู้กำไร ขาดทุน จะรู้ว่าควรปลูกอะไรมากน้อยแค่ไหน ทำอะไรจะประสบความสำเร็จ จะได้กำไรทุกเรื่อง เราก็ถ่ายทอดองค์ความรู้การทำบัญชีที่เราทำจนประสบความสำเร็จให้เกษตรกรที่เข้ามาศูนย์เรียนรู้ฯ ยกตัวอย่าง เช่น ทำนาข้าว ลงทุนเท่าไหร่ ขายได้เท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ เปรียบเทียบทุกครั้งจะได้รู้ ว่าควรลดหรือเพิ่มอะไรบ้าง จากการทำบัญชีต่อเนื่อง ทุกวันนี้ แต่ละวันเราแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย เพราะในศูนย์เรียนรู้ฯ เรามีกินทุกอย่าง เหลือจากกินก็นำมาขาย สร้างรายได้ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ทำให้เราประสบความสำเร็จในทุกเรื่อง”ครูอุไร กล่าว

เป็นอีกหนึ่งแบบอย่างของครูบัญชีที่ปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิต โดยยึดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง น้อมนำศาสตร์พระราชาด้านบัญชี มาเป็นกลไกเข้าถึงแก่นแท้ของความพอเพียง สร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้ตนเองและคนในชุมชน

ฝุ่นตลบ!!! 10มุ้งการเมืองพปชร.เปิดศึกชิงเก้าอี้รัฐมนตรีสะเทือนตั้งรัฐบาล

Published May 29, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/590545

  • วันที่ 29 พ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

ฝุ่นตลบ!!! 10มุ้งการเมืองพปชร.เปิดศึกชิงเก้าอี้รัฐมนตรีสะเทือนตั้งรัฐบาล

“พปชร.”ป่วนหนักกลุ่มการเมืองแห่ทวงเก้าอี้รัฐมนตรีส่งผลกระทบแผนเจรจาพรรคร่วมสะดุด

ถึงนาทีนี้ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กลายเป็นพรรคที่มีปัญหามากที่สุด เนื่องจากการเกลี่ยตำแหน่งโควต้ารัฐมนตรีกันไม่ลงตัว จนไปกระทบพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่ม 3 มิตรของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำกลุ่มที่ไม่ยอมยกเก้าอี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้พรรคประชาธิปัตย์ ส่งผลให้การเจรจากับพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีข้อยุติ และทำให้การประชุมคณะกรรมการบริหารและส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะต้องพิจารณาว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ต้องเลื่อนออกไปเพราะยังไม่ชัดเจนว่าจะโควต้ากระทรวงใดบ้าง

ความไม่ชัดเจนเรื่องโควต้ารัฐมนตรีของพรรคพปชร.นอกจากจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ มีปัญหาแล้ว ยังส่งผลทำให้พรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งมีอยู่ 10 ที่นั่งน้อยใจไปด้วยพร้อมกับออกมาขู่ว่า ถ้าพรรคพปชร.ยังนิ่ง ไม่ตอบรับอะไรเลย ตามที่พรรคชาติไทยเสนอไปก็จะขอทำหน้าที่เป็นกลางคือไม่ร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน

ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาความไม่เป็นเอกภาพในพรรคพลังประชารัฐนั่นคือ การมีกลุ่มมุ้งการเมืองมากในพรรคจำนวนมาก ซึ่งว่ากันตามจริงแล้วพรรคพลังประชารัฐเกิดขึ้นเป็นการรวมตัวหลวมๆของกลุ่มทหารและนักการเมือง ซึ่งบางคนมาอยู่เพราะถูกดูด ถูกบีบ และมาด้วยเงื่อนไขสารพัด และเมื่อลงสนามเลือกตั้ง ทางกลุ่มคสช.สายบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และกลุ่มของ นายณัฐพล รับผิดชอบเรื่องทุนที่ใช้ในการเลือกตั้ง

ครั้นเมื่อผลการเลือกตั้งออกมา หัวหน้ากลุ่มมุ้งการเมืองก็รวบรวมส.ส.ทั้งในพื้นที่จังหวัด หรือบางคนก็ไปตกเบ็ดจังหวัดอื่นมารวมกันเป็นกลุ่มก้อน เพื่อทวงเก้าอี้รัฐมนตรีทันที โดยไม่สนว่าทุนที่ใช้ในการเลือกตั้งเป็นทุนใคร เพราะรู้ว่าทุกเสียงทุกคะแนนมีความหมาย ทำให้ส.ส.ทุกคนมีค่าตัว เพราะการตั้งรัฐบาลปริ่มน้ำทุกเสียงมีค่า จึงทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นในพรรค แม้แต่พล.อ.ประวิตร ก็เอาไม่อยู่

สำหรับกลุ่มการเมืองในพรรคพลังประชารัฐประกอบด้วย 1. กลุ่มทหาร นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร ซึ่งกลุ่มนี้ ต้องโควต้ากลาง คือ พล.อ.ประวิตร เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบรมว.กลาโหม “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ

2.กลุ่มนายสมคิด ประกอบด้วยอดีตรัฐมนตรี 4 ยอดกุมาร ที่ลาออกไปตั้งพรรคพลังประชารัฐคือ “อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรค ซึ่งเวลานี้ถูกจัดวางเป็นรมว.คลัง “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รองหัวหน้าพรรค ซึ่งจองเก้าอี้ รมว.อุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรค เดิมถูกวางให้นั่งรมว.พาณิชย์ต่อไปแต่เมื่อประชาธิปัตย์ขอไปคุมแทนถึงเวลายังไม่มีเก้าอี้ชัดเจนเช่นเดียวกับ “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” โฆษกพรรคซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ยังไม่มีตำแหน่งลง แต่ “สมคิด” การันตี 4 คนนี้ต้องมีเก้าอี้ เพราะเป็นคนที่ลาออกจากรัฐมนตรีมาลุยการเมืองก่อนใคร ถือว่าเสียสละต้องตอบแทน

3.กลุ่มอดีตกปปส.นำโดย “ณัฐพล ทีปสุวรรณ” และ “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่รับผิดชอบเรื่องทุนเลือกตั้ง และยังโชว์ผลงานทำให้ชนะเลือกตั้งได้ส.ส.กทม.มา 11 ที่นั่ง ซึ่ง “ณัฐพล” ถูกวางเป็นรมว.พลังงาน ส่วน “พุทธิพงษ์” ยังไม่ชัดเจนว่าคุมกระทรวงใดแต่ต้องได้รัฐมนตรี

4.กลุ่มสามมิตร นำโดย”สมศักดิ์ เทพสุทิน -สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และกลุ่ม”สุชาติ ตันเจริญ” ซึ่งว่ากันว่ามีส.ส.ทั้ง2ระบบในสังกัดราว 20 คน ซึ่งกลุ่มนี้วางให้”สมศักดิ์” เป็นรมว.เกษตรและสหกรณ์ “พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ” หลานชาย “สุริยะ” เป็นรมว.อุตสาหกรรม และขอตำแหน่งอื่นๆให้กับสมาชิกในกลุ่มอีก

5.กลุ่มร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ซึ่งได้รวบรวบกลุ่มส.ส.ในภาคเหนือ อาทิ พะเยา 2 คน ตาก 2 คน แม่ฮ่องสอน 1 คนและปาร์ตี้ ซึ่งเวลานี้ตัวเลขอยู่ประมาณ10 คน ขอจอง รมช.มหาดไทย

6.กลุ่มชลบุรี ของ นายสนธยา คุณปลื้ม มี 6 คน ซึ่งเดิมมีการสัญญาก่อนเลือกตั้งว่าจะให้รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ไปบริหารจัดการ แต่เวลานี้กลายเป็นว่ าโควต้านี้กลับไปอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย จึงต้องหากระทรวงใหม่ให้กลุ่มชลบุรี

7.กลุ่มโคราช ของ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากจ.นครราชสีมา ถึง 6 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในครอบครัว”รัตนเศรษฐ”และเมื่อรวมกับนายวิรัช เป็น7 คน ซึ่งต้องได้รัฐมนตรีว่าการ หนึ่งกระทรวง ซึ่งนายวิรัช ต้องการนั่งเป็นรัฐมนตรีเอง

8.กลุ่มเพชรบูรณ์ นำโดย นายสันติ พร้อมพัฒน์ ซึ่งย้ายมาจากพรรคเพื่อไทยท่ามกลางกระแสถูกพลังดูด และสามารถชนะเลือกตั้ง ยกจังหวัด5คน ซึ่งรวมถึงนายสันติ เป็น 6คน ซึ่งต้องได้รัฐมนตรี1ตำแหน่งเช่นกันโดยนายสันติ ต้องการเป็นรมว.พัฒนาสังคมฯ

9.กลุ่มกำแพงเพชร ของ นายวราเทพ รัตนากร ซึ่งย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย และสามารถกลับมาได้ยกจังหวัด 4ที่นั่ง ซึ่งทางกลุ่มต้องการรัฐมนตรีให้ พ.ต.ท. ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ คนสนิทของนายวราเทพ

10.กลุ่ม 13 ส.ส.จังหวัดภาคใต้ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.ครั้งแรก และได้รวมตัวกันเรียกร้องขอให้มีการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ1ตำแหน่งและรมช.1ตำแหน่ง

ทั้งหมดนี้จึงทำให้การจัดสรรโควต้ารัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐปั่นป่วนจนทำให้ไม่สามารถไปเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นได้ และนี่เป็นสัญญาณให้เห็นว่าการตั้งรัฐบาลปริ่มน้ำย่อมทำให้เกิดการต่อรองตลอดเวลาและอาจล่มลงในไม่ช้า

เรื่องเล่าจากนักข่าวอาวุโส “พลเอกเปรม ติณสูลานนท์” ในภาพจำของสื่อมวลชน

Published May 29, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/590255

  • วันที่ 26 พ.ค. 2562 เวลา 21:13 น.

เรื่องเล่าจากนักข่าวอาวุโส "พลเอกเปรม ติณสูลานนท์" ในภาพจำของสื่อมวลชน

เปิดเรื่องราว “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ในความทรงจำของผู้สื่อข่าวอาวุโสที่เคยติดตามทำข่าวรัฐบุรุษผู้นี้ ตั้งแต่ยุคที่ดำรงตำแหน่งทางทหาร ไปจนถึงสิ้นสุดการเป็นนายกฯ

*******************************

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

26 พ.ค. 2562 “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบปิดฉากบุคคลสำคัญที่นับว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานของการเมืองไทย

เรื่องราวของ พล.อ.เปรม ถูกจารึกไว้มากมาย และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องราวที่จารึกอยู่ในความทรงจำของ สื่อมวลชนอาวุโส จำนวนหนึ่งที่เคยติดตามทำข่าว พล.อ.เปรม ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งทางทหารไปจนถึงนายกมนตรี

“วิโชค อาจหาญ” อดีตผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ อ.ส.ม.ท ในวัย 67 ปี และ “ปราโมทย์ ฝ่ายอุประ” อดีตผู้สื่อข่าวไทยรัฐ อายุ 69 ปี สองอดีตสื่อมวลชนรุ่นใหญ่ที่เคยติดตามทำข่าว พล.อ.เปรมไปทุกหนแห่ง ได้เล่าถึงภาพจำของ “ป๋า” ให้โพสต์ทูเดย์ได้ฟังอย่างน่าสนใจ…..

ประโยชน์ชาติมาก่อนเรื่องตัวเอง นี่คือ “พล.อ.เปรม”

วิโชค หรือบุคคลที่หมู่นักข่าวเรียกว่า “ลูกป๋า” เล่าว่า ติดตามทำข่าว พล.อ.เปรม ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ราวปี 2521 จนสิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรี เอกลักษณ์การทำงานเป็นคนซื่อตรง ซื่อสัตย์ สุจริต ตรงต่อเวลา ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ประเทศชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างแน่วแน่และจริงจัง

ขณะที่นิสัยส่วนตัว พล.อ.เปรม เป็นคนพูดน้อย แต่คำพูดเมื่อถูกเอ่ยออกมักมีความหนักแน่นจริงใจจริงจัง แฝงไปด้วยความห่วงใย ไม่เคยผิดไปจากที่พูด ตรงนี่้จึงเป็นสิ่งทำให้ พล.อ.เปรม เป็นที่รักของใครหลายคนและทำให้มีหน้าที่การงานสูงขึ้นเรื่อยๆ

“สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ในตัวป๋า มักจะอิงความถูกต้อง แม้ต้องยอมเสียบ้าง แต่ถ้าอะไรไม่ถูกต้อง ป๋าจะไม่มีวันยอมเด็ดขาด”

วิโชค เล่าถึงหนึ่งวีรกรรมอันกล้าหาญของ พล.อ.เปรม ให้ฟังว่า เมื่อช่วงปี 2528 ตอนนั้นติดตามคณะนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ไปประเทศอินโดนีเซีย โดยคืนวันที่ 9 กันยายน 2528 ประเทศไทยเกิดการรัฐประหารโดยทหารกลุ่มยังเติร์ก และเมื่อถึงตอนเช้าก่อนเข้าพบ ซูฮาร์โต อดีตประธานาธิบดีคนที่ 2 ของอินโดนีเซีย นายกฯคนที่ 16 ได้บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยให้คณะทราบ พร้อมบอกตนเตรียมอุปกรณ์ทำข่าวไว้ จากนั้นเข้าพบกับประธานาธิบดีอินโดนีเซียตามปกติ 

ภายหลังการหารือราชการเสร็จก็สั่งคณะเดินกลับประเทศไทย ทั้งที่ตอนนั้นคณะปฎิวัติสั่งห้ามเข้าประเทศ และเมื่อเครื่องบินของกองทัพอากาศลงจอดที่สนามบินหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สั่งให้บันทึกเทปแถลงต่อประชาชนว่ารัฐบาลจะไม่ยอมแพ้และบอกให้คณะปฏิวัติวางมือพร้อมนำกำลังพลกลับเข้ากรม จากนั้นตนนั่งเครื่องบินกองทัพกลับกรุงเทพเพื่อนำเทปกลับมายังสถานีเพื่อออกอากาศ จากนั้น พล.อ.เปรม เดินทางไปเข้าเฝ้าในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งตอนนั้นประทับอยู่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งภายหลังสถานการณ์ก็คลี่คลายด้วยในที่สุด

อดีตผู้สื่อข่าวที่่ได้รับฉายาว่าลูกป๋า บอกว่า วีรกรรมอันกล้าหาญดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พล.อ.เปรม เมื่อถึงบทเข้มแข็งจะมีความเป็นผู้นำจริงๆ แต่คราวใดต้องอยู่ในบทบาทผ่อนปรนก็จะโอนอ่อน เหมือนครั้งที่ลาออกจากนายกรัฐมนตรีพร้อมประกาศยุบสภา ปี 2531 ตอนนั้นแม้พรรคร่วมรัฐบาลประกาศสนับสนุน แต่ พล.อ.เปรม ยินดีที่จะส่งต่ออำนาจตให้รัฐบาลต่อไป

ขณะที่ ปราโมทย์ ผู้ที่ติดตามทำข่าว พล.อ.เปรม ตั้งแต่สมัยเป็นทหาร เล่าว่าการทำงานอดีตประธานองคมนตรีสมัยเป็นทหาร จะมีลักษณะตามแบบฉบับทหารม้านักรบ “ป๋าเป็นคนที่มีความทหารแบบนักรบ ตรงไปตรงมา คนรักมาก และก็เป็นที่ชื่นชนในหมู่ทหารม้า” แต่ทว่าเมื่อเข้าสู่แวดวงการเมือง พล.อ.เปรม ก็วางตัวเหมาะสมกับการเป็นนักการเมืองคอยให้ข้อมูลนักข่าวเป็นประจำ

ส่วนนิสัยของ พล.อ.เปรม ในสายตาของผู้สื่อข่าวรุ่นใหญ่ มองว่ามีความเป็นผู้นำสูง มีทักษะความสามารถในการเลือกใช้คนดีมาก จนสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้หลายเรื่อง ซึ่งแม้การทำงานตอนนั้นแม้มีปัญหาแต่สามารถกอบกู้เหุตการณ์ต่างกลับมาได้

ที่มาฉายา “เตมีย์ใบ้”

ปราโมทย์ เล่าว่าสมัยที่ พล.อ.เปรม เป็น รมช.มหาดไทย เป็นแหล่งข่าวที่อัธยาศัยดีคุยได้ทุกเรื่องตลอด 3 เวลา และถ้าเกิดความผิดพลาดนายกฯตอนนั้นก็จะคอยแก้ข่าวให้ แต่เมื่อขึ้นเป็นนายกฯเองก็รู้สึกว่าเมื่อพูดทุกวันบางครั้งอาจทำให้ผิดพลาดและไม่มีใครมาแก้ให้เหมือนสมัยเป็น รมช.มหาดไทย ทำให้ตอนหลังจึงพูดน้อยลงจนได้ฉายา “เตมีย์ใบ้”

แต่ถึงอย่างไรแม้จะพูดน้อยแต่ทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์ไม่ว่าสั้นหรือยาวก็มักเป็นประเด็นขึ้นหน้า 1 ทุกครั้ง

ส่วนการทำงานสมัยเป็นนายกฯ จะขยันมาทำเนียบประมาณ 8 โมงเช้า และทำงานจนเย็นค่ำมืด ซึ่งหากวันได้ไม่มีประเด็นอะไรจะบอกมากนักข่าวให้กลับเลย แต่ถ้ามีประเด็นเรื่องที่เป็นปัญหาจะให้สัมภาษณ์ด้วยตนเองหรือให้คนใกล้ชิดมาคอยบอก

สิ่งที่ทำให้คนรัก “ป๋าเปรม”

ปราโมทย์ เผยความประทับใจต่อรัฐบุรุษผู้นี้ ว่า จากที่ตามทำข่าวตั้งแต่สมัยเป็นทหารยศพลตรี จนเป็นนายกฯ รู้สึกว่าตั้งแต่รู้จัก พล.อ.เปรม ท่านทำเพื่อคนอื่นและประเทศชาติมาตลอด ไม่เคยทำอะไรเพื่อตนเอง

“เขาสร้างบ้านพักให้ที่จังหวัดสงขลา หรือนครราชสีมา พล.อ.เปรม ก็ไม่เคยรับ แต่มอบให้เป็นของหลวงเหมือนดังที่พูดตลอดว่า ทำเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน”

ส่วนสิ่งที่คนรุ่นหลังควรนำ พล.อ.เปรม ไปเป็นแบบอย่าง คือควรมีความคิดรับผิดชอบต่อบ้านเมืองและการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย

ขณะที่ วิโชค ชื่นชมในตัวของอดีตประธานองคมนตรี เป็นบุคคลที่เมื่อถึงบทบาทเข้มแข็งจะมีความเป็นผู้นำสูงมาก แต่คราวใดที่ควรผ่อนปรนก็จะโอนอ่อน

ส่วนสิ่งที่อยากให้คนรุ่นหลังนำนิสัย พล.อ.เปรม ยึดเป็นแบบอย่างคือควรเป็นคนที่ซื่อสัตย์ สุจริต เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน ประเทศชาติ และสถาบันมาก่อนเรื่องตัวเอง

ตรวจแถวประชาธิปัตย์ “หนุน-ไม่หนุน” บิ๊กตู่นั่งนายกรัฐมนตรี

Published May 29, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/589885

  • วันที่ 22 พ.ค. 2562 เวลา 20:40 น.

ตรวจแถวประชาธิปัตย์ "หนุน-ไม่หนุน" บิ๊กตู่นั่งนายกรัฐมนตรี

ประชาธิปัตย์เสียงยังแตก “กลุ่มชวน” ยังเสียงแข็ง “จุรินทร์” นัดโหวตร่วมไม่ร่วมรัฐบาลบิ๊กตู่วันที่ 23 พ.ค.นี้

ถึงนาทีนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารและส.ส.ของพรรคเพื่อชี้ขาด ในวันที่ 23 พ.ค.นี้ แม้จะมีกระแสข่าวออกมาตลอดวัน ว่า พรรคประชาธิปัตย์ตอบ เข้าร่วมรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว โดย พรรคพลังประชารัฐยอมให้ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยจะให้ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มา ดำรงตำแหน่งดังกล่าว แต่ นายบัญญัติ ได้ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งดังกล่าว

ในขณะเดียวกันมีกระแสว่า ทาง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้เจรจากับทางพรรคพลังประชารัฐ โดยเสนอขอโควต้า 4รัฐมนตรีว่าการ 3 รัฐมนตรีช่วย โดยจะมีรมว.มหาดไทย ด้วย แต่ทั้งหมดเป็นเพียงกระแสข่าวเท่านั้น

อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวในพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงตึงเครียดเพราะฝ่ายที่เห็นด้วยว่าควรจะร่วมรัฐบาลกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเสียงก้ำกึ่งกัน โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยในการเข้าร่วมรัฐบาล คือ กลุ่มนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค และกลุ่มนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส่วนกลุ่มที่เห็นด้วยว่าควรเข้าร่วมรัฐบาลคือ กลุ่มนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค และกลุ่มที่สนับสนุนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

ทั้งนี้มีรายงานว่าทาง นายจุรินทร์ ได้มอบหมายให้ นายเฉลิมชัย และนายนิพนธ์ บุญญามณี ไปเจรจาเรื่องโควต้ารัฐมนตรีกับพรรคพลังประชารัฐมาก่อนและนำมาให้ที่ประชุม กก.บห.และส.ส.พิจารณาตัดสินใจว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลในวันพรุ่งนี้(23พ.ค.)

“เรามั่นใจว่าหากมีเหตุผลแสดงให้เห็นว่าการไปเข้าร่วมรัฐบาลและสามารถทำอะไรได้ นายชวน และผู้ใหญ่ในพรรคคงไม่คัดค้าน ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเจรจากับพรรคพลังประชารัฐว่าจะให้พรรคสามารถทำงานได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร”แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์นั้นมีทั้งหมด 39 คน ส่วนส.ส.มีทั้งหมด 52 คน รวมแล้วจะมี 91 เสียง แต่เนื่องจากส.ส.จำนวน10คนไปเป็นกรรมการบริหารพรรค จึงเหลือเพียง 81 เสียงเท่านั้น

รำลึก 5 ปี คสช. ขอเวลาอีกไม่นาน เราจะคืนความสุขด้วยผลงาน

Published May 29, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/589857

  • วันที่ 22 พ.ค. 2562 เวลา 17:15 น.

รำลึก 5 ปี คสช. ขอเวลาอีกไม่นาน เราจะคืนความสุขด้วยผลงาน

บรรดาผลงานมากมายต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใช้พลังพิเศษควบคู่ไปกับการใช้อำนาจบริหารราชการแบบปกติ นั่นคือพึ่งบริการมาตรา 44

************************

โดย ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์เอ็กคลูซีฟ

ปฏิทินการเมืองเคลื่อนมาถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 เป็นวันที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กำลังตัดสูทเข้าไปทำหน้าที่ในสภา พร้อมกับเตรียมรวมหัวกับวุฒิสภา(สว.) โหวตสนับสนุนบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ก่อนทำคลอดคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อบริหารประเทศต่อไป

แต่หากย้อนเวลาไปวันที่ 22 พ.ค. 2557 ดูเป็นเหตุการณ์คนละแบบกับวันนี้

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว กลุ่มคณะนายทหาร นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น เชิญ บุคคลผู้เคยเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย รวมถึง แกนนำภาคประชาชน ผู้นำองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หารือยุติความขัดแย้งร่วมหาทางออกให้บ้านเมือง

ทว่า บรรดานักการเมือง แกนนำมวลชน ตกลงไม่ได้ ต่างฝ่ายมุ่งรักษาอำนาจแห่งตน จึงต้องจบลงด้วยคำพูด พล.อ.ประยุทธ์ ” ถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอำนาจ”

สถานการณ์บ้านเมืองจึงอยู่ในการควบคุมดูแลโดยกลุ่มบุคคล เรียกว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นทั้งหัวหน้าคสช.และเป็นนายกรัฐมนตรี

มีเหล่าบริวารคสช.ร่วมเดินพรมแดงในตึกไทยคู่ฟ้าได้เป็นรัฐมนตรี ได้เป็นสมาชิกสารพัดประโยชน์ ทั้งสปช. สนช. สปท. กรธ.

ปัจจุบันบริวารสมาชิกได้รับมรดกตกทอดคสช. ได้เป็น สว. ได้เป็นคณะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้เป็นกรรมการตามองค์กรอิสระ หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ สืบต่อไป

นับเป็น 5 ปี ที่สามารถผลิตบุคลากรฝังตัวโครงสร้างบริหารประเทศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จ

จากบทเพลงคืนความสุขให้ประชาชน “…เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน … แผ่นดินจะดีในไม่ช้า ความสุขจะคืนมา

นับเป็นอีกความบันเทิงของพ่อเฒ่าแม่แก่ไปจนถึงเด็กเยาวชนตามสถานศึกษา เมื่อได้ยินบทเพลงนี้มาอย่างยาวนานทำให้สามารถท่องจนขึ้นใจยากลืมเลือน โดยเฉพาะท่อนที่ว่า ” เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน”

…แต่นี่ผ่านมา 5 ปี ดูจะเป็นเวลานานเกินไปแล้วกระมัง!!!

อีกไม่นาน องค์กร คสช. จะสลายไป เนื่องจากบ้านนี้เมืองนี้มีการเลือกตั้ง มีสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ออกกฎหมาย มีรัฐบาลบริหารประเทศ

เพียงแต่กลุ่มบุคคลในคสช. ยังอยู่ในบทบาทหน้าที่ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

……….

กระนั้นห้วงเวลา 5 ปีคสช. ก่อนเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลประชาธิปไตย สมควรทบทวนสักหน่อย  คสช.สร้างผลงานอะไรไว้ให้ลูกหลานไทยและนานาชาติบ้าง

ตั้งแต่เริ่มเข้ามาวันแรกๆ ผ่านมาถึงวันนี้ รัฐบาลคสช. สามารถทำให้บ้านเมืองสงบเงียบกริบ นักการเมือง แกนนำภาคประชาชน ที่ปลุกระดมมวลชนแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ถูกเรียกไปปรับทัศนคติ ไม่ให้ออกมาสร้างความวุ่นวายเหมือนแต่ก่อน

พวกฝ่าฝืนกฎหมาย นักปลุกปั่นอ้างประชาธิปไตยอ้างสิทธิชุมนุมก่อความไม่สงบต้องถูกควบคุมตัวดำเนินคดีกันไป

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อดีตโฆษกรัฐบาล ได้ดิบได้ดีเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เคยบอก “ผลงานคสช.มีมากมาย ถ้าเล่าให้ฟังวันเดียวคงไม่จบ”

ยิ่งพลิกอ่านหนังสือ “ประชารัฐสร้างชาติ” ซึ่งพรรคพลังประชารัฐจัดทำขึ้น แจกจ่ายผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) นำไปหาเสียงช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา น่าตอบโจทย์ 5 ปีรัฐบาลคสช. มีผลงานอะไรบ้าง ข้อยืนยันประการหนึ่งเป็นผลงานสาธยายได้ไม่หมดเหมือนอดีตโฆษกฯ”ไก่อู” กล่าวไว้เป๊ะ

 

 

บรรดาผลงานมากล้น ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใช้พลังพิเศษควบคู่ไปกับการใช้อำนาจบริหารราชการแบบปกติ นั่นคือพึ่งบริการมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในการให้อำนาจหัวหน้าคสช. ออกคำสั่งอินฟีนีตี้ ทำให้การสร้างบ้านแปลงเมืองในช่วงที่ผ่านมา เหมือนได้รับการปลุกเสกอย่างรวดเร็ว

อภินิหารแห่งมาตรา 44 สร้างความประทับใจยิ่งนัก ตั้งแต่การออกคำสั่งโยกย้ายข้าราชการ ส่อว่ามีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่นให้เข้ามาอยู่ในกรุสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อรอการตั้งกรรมการตรวจสอบ หากตรวจสอบแล้วบริสุทธ์ผุดผ่องก็ใช้มาตรา 44 ย้ายคืนรังแต่กลับไปอยู่ตำแหน่งเดิมหรือไม่กลายเป็นเรื่องน่าเศร้า

การออกคำสั่งแก้ไขปมปัญหาแรงงานต่างด้าว การแก้ไขปัญหาการบิน จนทำให้องค์กรระหว่างประเทศยอมรับ เช่น สหภาพยุโรปหรืออียูุ ตัดสินใจปลดใบเหลืองและให้ใบเขียวกับประเทศ เนื่องจากได้มีการแก้ไขปํญหาการท่ำประมงผิดกฎหมายตามมาตรฐานสากล

หรือกรณี องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ เรียกชื่อย่อ ICAO ยอมปลดธงแดง เพราะไทยได้แก้ปัญหายกระดับมาตรฐานการบินเป็นผลสำเร็จ เป็นต้น ซึ่งเป็นอะไรที่รัฐบาลพลเรือนไม่เคยแก้ปัญหาคาราคาซังเหล่านี้ได้เลย แต่รัฐบาลลพล.อ.ประยุทธ์ กลับแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

มิพักกล่าวถึงการสร้างคุณภาพชีวิตให้พี่น้องประชาชน ด้วยการจัดระเบียบสังคม กวาดล้างมาเฟียอิทธิพล วินมอเตอร์ไซต์ คิวรถตู้โดยสารให้ได้มาตรฐาน จัดระเบียบทางเท้า หาบเร่แผงลอย ที่แม้สร้างความขัดใจพ่อค้าแม่ขายอยู่บ้างแต่เพื่อประโยชน์สุขของผู้ใช้ทางสัญจรส่วนใหญ่ รัฐบาลคสช.มีความจำเป็นต้องจัดระเบียบให้สำเร็จ

อย่างไรก็ตามมีคำถามตามมา เมื่อรัฐบาลทหารจากไปเข้าสู่รัฐบาลพลเรือนจะสามารถทำได้อย่างนี้หรือ ปัญหาเดิมๆจะกลับมาอีกหรือไม่ ถ้าไม่ใช่รัฐบาลคสช.บริหารประเทศ

คสช. สามารถทำผลงานวางฐานทางการเมืองได้อย่างแนบเนียนด้วยการปรับลุกค์ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้เป็นนายทหารเคร่งขรึมวาจาโผงผาง ให้ประชาชนได้มองภาพลักษณ์ใหม่ ออกเดินสายต่างจังหวัดพบปะประชาชน  ร่ายรำระบำฟ้อน แสดงถึงความจ๊ะจ๊ะใกล้ชิดเป็นกันเอง

พร้อมด้วยการคลอดนโยบายเอาใจ ทั้งการผลิตบัตรสวัสดิการประชารัฐ ตามด้วยแบรนด์ประชารัฐ บ้านประชารัฐก็มา ร้านธงฟ้าประชารัฐก็มา คลองประชารัฐ รถประชารัฐ เหลือแต่เครื่องบินประชารัฐที่ยังไม่มา

นอกจากนี้ มีการกวาดล้างนายทุนปล่อยกู้โหดยึดโฉนดส่งมอบให้ประชาชนสร้างความนิยมได้อย่างดี

ไม่น่าเชื่อว่า ภาพของรัฐบาลทหารที่ต่างชาติมักปฏิเสธ ออกมาตรการข่มขู่ไม่คบด้วย แต่สำหรับรัฐบาลคสช.สามารถล้างความคิดผู้นำต่างชาติได้สำเร็จ เพราะตลอดห้าปี ผู้นำต่างประเทศให้การยอมรับหัวหน้าคสช. เชื้อเชิญเดินทางไปเยือน สานต่อความสัมพันธ์ ทำข้อตกลงเจรจาการค้าสำเร็จลุล่วง

ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวต่างชาติ แห่เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยจำนวนมากจนองค์กรด้านการท่องเที่ยวของโลกหลายสถาบัน เช่น องค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ เคยบันทึกสถิติไว้เมื่อปี 2561 ประเทศไทยสามารถทำรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุดเป็น

ประวัติการณ์ถึง 1.82 ล้านล้านบาท มากเป็นอันดับ 4 ของโลกเป็นรองแค่สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และสเปน เท่านั้น

5 ปีที่ผ่านมา การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ไม่หยุดชะงักตรงกันข้ามเดินหน้าอย่างก้าวกระโดด เช่น โครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษหรืออีอีซี โครงการรถไฟฟ้าสายสีเส้นทางต่างๆ มีการต่อขยายอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงโครงการรถไฟความเร็วสูง การขนส่งระบบราง

โครงการมอเตอร์เวย์สายอีสาน -สายตะวันออก ตะวันตก ล้วนเป็นผลงานประจักษ์ชัด ในช่วงที่พี่น้องประชาชนเดินทางออกสู่ต่างจังหวัดในช่วงวันหยุดเทศกาลที่ผ่านมา

ท้ั้งหมดทั้งปวง อย่าลืมว่า ล้วนเกิดจากอภินิหารแห่งมาตรา 44 จึงทำให้คสช.ทำตามสัญญาโดยใช้เวลาอีกไม่นาน ไม่ต้องผ่านกระบวนการตามขั้นตอนราชการอันยุบยับ แบบว่า ใช้ทางลัดบริหารประเทศรวดเร็วเห็นผลกว่า

หลังจากผ่านวันนี้ไป(22 พ.ค.62 ) จะไม่ใช่ 5 ปีคสช. จะไม่มีมาตรา 44 มีแต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันตามระบอบประชาธิปไตย 

รัฐบาลใหม่จะทำตามสัญญา สร้างผลงานออกมาเป็นเช่นไร  …ขอเวลาอีกไม่นาน ใกล้ถึงบทพิสูจน์

ปชป.ลุ้นหน.คนใหม่”จะสู้ทุนสามานย์หรือพลเอกประยุทธ์”

Published May 29, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/589144

  • วันที่ 15 พ.ค. 2562 เวลา 09:16 น.

ปชป.ลุ้นหน.คนใหม่"จะสู้ทุนสามานย์หรือพลเอกประยุทธ์"

“หมอวรงค์” ลั่น เที่ยงวันนี้ รู้ผล เลือกหน.ปชป. จะสู้กับทุนสามานย์ หรือ พลเอกประยุทธ์

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.  นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการเลือกหัวหน้าพรรค ปชป.คนใหม่วันนี้ ว่า วันนี้ 15 พ.ค. ประมาณเที่ยงวัน ก็จะรู้แล้วว่า อนาคตพรรคประชาธิปัตย์จะไปทางไหนครับ

จะอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมแบบเดิมๆ หรือจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

จะสู้กับทุนสามานย์หรือพลเอกประยุทธ์

จะเลือกผู้นำพรรคเพื่อหาทางออกประเทศที่คิดตรงใจประชาชนหรือไม่

…………ต้องเปลี่ยนครับ………….

“ชุมชนโค้งรถไฟยมราช” พื้นที่ที่ “โอกาสยังมาไม่ถึง”

Published May 29, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/587993

  • วันที่ 02 พ.ค. 2562 เวลา 12:14 น.

"ชุมชนโค้งรถไฟยมราช" พื้นที่ที่ "โอกาสยังมาไม่ถึง"

ชีวิตที่คนเมืองไม่เคยทราบของชุมชนโค้งรถไฟยมราช ที่หลายคนเรียกว่าบ้าน

ไม่ไกลจากย่านธุรกิจ ใจกลางกรุงเทพ สถานที่ซึ่งพวกเขาเรียกว่า “บ้าน” แห่งนี้ ตั้งอยู่บริเวณบางทางเข้า ชุมชนโค้งรถไฟยมราช และนับเป็นบ้านหลังแรกของชุมชน บ้านหลังนี้ มีเนื้อที่ขนาดประมาณ 4 ตารางเมตรบรรจุ 13 ชีวิต เป็นเด็กวัยเรียนถึง 10 คน บริเวณหน้าบ้านและหลังบ้าน มีรถไฟวิ่งผ่านแทบจะตลอดทั้งวัน ขบวนสุดท้ายของวัน คือช่วงประมาณตี 2 ขณะอีกด้านหนึ่งติดกับตัวบ้าน เป็นที่ตั้งของกองขยะ และเป็นจุดที่เด็กๆ ในบ้านใช้เป็นสนามเด็กเล่นทุกๆ วันหลังเลิกเรียน

จิรา ศรีเจริญ หรือที่คนในชุมชนนี้เรียกว่า “ป้าเตี้ย” เจ้าของบ้านหลังนี้ ผู้ปกครองของเด็กทั้ง 10 คน เล่าว่า แม้เด็กแต่ละคนจะมีสถานะเป็นหลาน แต่เด็กทุกคนก็เรียกยายของตัวเองจนติดปากว่า “แม่” เพราะได้ดูแลพวกมาตั้งแต่แบเบาะ

“ทั้งพ่อและแม่ ต้องออกไปทำงาน ไม่มีเวลามาเลี้ยงดู ก็กลายเป็นภาระของเราต้องดูแล แต่เด็กพวกนี้เลี้ยงง่าย ถึงจะดื้อบ้าง ซนบ้าง ตามประสาวัยเด็กแต่ก็เป็นเด็กดีเชื่อฟัง คนโต ชื่อป.(นามสมมติ) เริ่มเก่ง มีฝีมือช่วยงานบ้าน ช่วยร้อยมาลัยได้ แบ่งเบาภาระได้บ้าง คนเล็กๆ พวกนี้มีดื้อบ้างชอบแอบกินแป้ง แป้งทาตัวนี่แหละ กินกันเป็นกระป๋องๆ ห้ามก็ไม่ค่อยฟัง นิสัยนี้คงจะติดมาจากแม่ แม่ของเด็กพวกนี้ชอบแอบกินยากันยุง จุดไว้ก็แอบดับแล้วหักมากิน เราก็กลัวว่ากินไปแล้วจะเมา หรือจะเป็นอะไรไป ก็พาไปหาหมอ ไปถึงโรงพยาบาลก็ไปบอกหมอว่า ถ้าไม่กินจะมีอาการไข้ขึ้น ทำงานไม่ได้ ก็ต้องปล่อยให้กินไป” ป้าเตี้ยสะท้อนถึงชีวิตความเป็นอยู่ของลูก และหลานๆ

จิรา บอกอีกว่า เด็กทุกคนตั้งใจเรียน แต่อุปกรณ์หลายๆ อย่างที่พวกเขาอยากได้ ก็เกินกำลังที่จะจัดหามาได้ ที่พอที่จะซื้อให้ได้ก็ต้องแบ่งกันใช้ พวกเขายังขาดแคลนชุดนักเรียน เพราะเงินอุดหนุนที่โรงเรียนจัดให้ ประมาณ 500 บาท ไม่เพียงพอ

“โรงเรียนให้ค่าชุดนักเรียนคนละ 310 บาท ค่าอุปกรณ์ คนละ 195 บาท ขาดเหลือจากนี้เราก็ต้องซื้อเอง หลาน 10 คน ก็เกินกำลัง ไหนจะค่ารถ ก็ใช้วิธีเหมารถตุ๊กตุ๊ก วันละ 40 บาท ให้เงินไปโรงเรียนคนละ 10 บาท ตอนเช้าตอนเที่ยงก็กินข้าวของโรงเรียน กลับมากินข้าวเย็นที่บ้าน เด็กพวกนี้กินง่าย ข้าวไข่เจียว ผัดผักก็กินกันได้ ถ้าถามว่า อยากได้ความช่วยเหลือเรื่องอะไร ก็บอกเลยว่าเรื่องอุปกรณ์การเรียน ตอนนี้เกินกำลังจริงๆ เราอยากให้เขาทุกคนได้เรียนสูงๆ เท่าที่จะมีกำลังส่งพวกเขาเรียนได้ เพราะไม่อยากให้มีอนาคตเหมือนเรา ” ป้าเตี้ยเล่า

ป.(นามสมมติ) ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 5 ทุกๆ วันหลังกลับจากโรงเรียนจะต้องรับภาระช่วยแบ่งเบางานบ้านของยายและดูแลเด็กๆ คนอื่นในบ้านหลังนี้ เล่าว่า โตขึ้นอาชีพในฝันที่เขาอยากเป็นก็คือ ทหาร เมื่อถามถึงเหตุผลว่า ทำไมถึงอยากเป็นทหาร หนึ่งสมาชิกตัวน้อยในบ้านก็แย่งตอบแทนพี่ด้วยเสียงดังหนักแน่นว่า “อยากรับใช้ชาติ อยากตายเพื่อชาติ

นั่นเป็นเพียงภาพสะท้อนจากบ้านหลังหนึ่งในชุมชนแห่งนี้ ซึ่ง “ครูจิ๋ว” ทองพูล บัวศรี ผู้จัดการโครงการ มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ขยายความให้ฟังว่า เด็กๆในชุมชนนี้ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 120 คน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ครอบครัวมีฐานะเป็นคนจนเมือง มีภาระหนี้สิน การศึกษาไม่สูง และประกอบอาชีพที่ไม่แน่นอน บางคนประกอบอาชีพขายดอกไม้ ขายพวงมาลัยริมถนนไม่ไกลจากชุมชนโค้งรถไฟยมราช บางคนก็ไปขอทานบริเวณซอยนานา ที่ผ่านมาแม้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องพยายามเข้าไปช่วยเหลือ แต่เข้าถึงชุมชนนี้ได้ยากหลายคนปฏิเสธความร่วมมือเพราะคิดว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะมาไล่ที่

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคด้านการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า เคยมีตัวเลขที่ระบุถึง ตัวเลขกลุ่มเด็กยากจนพิเศษ จำนวน 476,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทาง และมักจะหลุดจากระบบการศึกษา และมีวงจรชีวิตที่ต้องอยู่กันแบบตามมีตามเกิดตั้งแต่รุ่นพ่อแม่และส่งมอบมรดกความยากจนไปถึงลูกๆ มีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากจะหลุดพ้นจากวงจรนี้ ไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากความเจริญในกรุงเทพฯจะมีสภาพที่แตกกันขนาดนี้

“เท่าที่ได้คุยกับคนในชุมชน บางคนต้องขายพวงมาลัยดอกจำปีมาแล้ว ถึง 40 ปี พวกเขาต้องการการจัดการชีวิตที่มีระบบให้หลุดพ้นจากวงจรเดิมๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ หากได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องจับมือกัน แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และต้องเป็นการแก้ที่ถูกจุด แก้ไขที่รากเหง้าของปัญหาให้ได้ เมื่อได้มาพูดคุยก็พบว่า เด็กๆ หลายคนตั้งใจเรียน แต่พวกเขาต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ทำงานหนัก นอนดึก ไปเรียนก็เรียนไม่ไหว เรียนไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็ต้องถอดใจ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นพวกเขาควรจะได้รับความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น เช่นรองเท้านักเรียน หรือชุดนักเรียน เพราะเงินอุดหนุนที่ได้รับนั้นไม่เพียงพอ” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กองทุนเพื่อความเสมอภาคด้านการศึกษา ได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจปัจจัยด้านต่างๆ ที่ยังขาดแคลน เพื่อประสานกับหน่วยงานต่างๆในการเข้าไปช่วยเหลือเด็กๆในชุมชนแห่งนี้ต่อไป

การเมืองหลัง 6 ตุลาฯ บทเรียนเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย

Published May 29, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/585095

  • วันที่ 31 มี.ค. 2562 เวลา 09:23 น.

การเมืองหลัง 6 ตุลาฯ บทเรียนเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย

แม้ 4 ปีหลัง 6 ตุลาฯ2519 จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสับสนวุ่นวาย แต่ก็เกิดสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มพลังทางการเมือง ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการทางการเมืองในระยะต่อมา

***********************

โดย…อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลายยุคหลายเหตุการณ์นั้นมีประเด็นร่วมที่น่าสนใจประการหนึ่ง นั่นคือ การฝ่าวิกฤตที่เกิดขึ้นโดยการเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจอาจเป็นทางออกที่รวบรัด แต่การครองอำนาจก็ใช่ว่าจะรวบรัดเอาไว้ได้ตลอดไป ถึงที่สุดแล้วก็ต้องเปลี่ยนผ่านกลับเข้าสู่แนวทางการผ่อนปรน และคืนอำนาจให้แก่ประชาชน

สถานการณ์ทางการเมืองช่วงปี 2518-2519 อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความพรั่นพรึงของสังคมไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่สงครามเย็นยังคุกรุ่น สถานการณ์รอบประเทศ ลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ เวียดนามเหนือบุกเข้ายึดเวียดนามใต้ และเขมรแดงได้ชัยชนะปกครองกัมพูชา ตามทฤษฎีโดมิโนแล้วไทยกำลังตกอยู่ในภัยคุกคามที่น่าวิตก

ขณะที่สถานการณ์ในประเทศ ความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 จบลงด้วยการยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่มี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ รมว.กลาโหมในขณะนั้นเป็นหัวหน้า ได้แต่งตั้ง ธานินทร์ กรัยวิเชียร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

สิ่งสำคัญประการหนึ่งในการยึดอำนาจทุกครั้ง คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ โยกผู้ที่อาจเป็นปฏิปักษ์ออกไปและนำคนฝ่ายตนเองเข้ามาแทนที่ โดยหนึ่งในนั้น คณะปฏิรูปฯ มีคำสั่งปลด พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ นายทหารประจำกองบัญชาการทหารสูงสุดออกจากราชการ ฐานไม่มารายงานตัวตามคำสั่งคณะปฏิรูปฯ

พล.อ.ฉลาด เป็นนายทหารที่ผ่านการรบในสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม และมีบทบาททางการเมืองเด่นชัดขึ้นในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งจากผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผู้ช่วย ผบ.ทบ.) เป็นรอง ผบ.ทบ.เพื่อเตรียมขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.

แต่เมื่อสิ้นยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และ ม.ร.ว.เสนีย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลในสมัยต่อมา พล.อ.ฉลาด ก็ถูกเด้งพ้น 5 เสือ ทบ.ไปประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด

พ.ท.สนั่น ขจรประศาสน์ (ยศในขณะนั้นต่อมาจึงได้ยศพลตรี) อดีตทหารคนสนิท พล.อ.ฉลาด เขียนไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ “ล้วนเป็นผมลิขิตชีวิตเอง”ว่า พล.อ.ฉลาด พูดบ่อยครั้งว่าการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน จากรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519 นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่ารัฐบาลมาจากประชาธิปไตย ก็ต้องให้แก้ไขด้วยหนทางประชาธิปไตย

นี่อาจเป็นเหตุผลทำให้ พล.อ.ฉลาด ไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งคณะปฏิรูปฯ แต่กลับเรียกนายทหารระดับผู้บังคับหน่วยไปประชุม ซึ่งมองได้ว่าเป็นการแสดงออกถึงการไม่ยอมรับอำนาจของคณะปฏิรูปฯ

หลังถูกปลด พล.อ.ฉลาด ตัดสินใจบวชที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร พร้อมกับแผนการยึดอำนาจซึ่งเกิดขึ้นในอีก 5 เดือนต่อมา

เช้ามืดวันที่ 26 มี.ค. 2520 กำลังทหารจากกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) จ.กาญจนบุรี 300 นาย นำโดย พ.ต.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ (ยศในขณะนั้น) หรือ เสธ.อ้าย ผู้บังคับกองพันที่ 2 และ 3 พล.ร.9 กระจายกำลังเข้ายึดสถานที่สำคัญ 4 แห่ง คือ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก สวนรื่นฤดี กองบัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า สนามเสือป่า และกรมประชาสัมพันธ์

หลังเคลื่อนกำลังเข้ายึดจุดต่างๆ ได้ตามแผน พระภิกษุฉลาดจึงลาสิกขาจากวัดบวรนิเวศ ในช่วงเช้ามืดวันที่ 20 ต.ค. 2520 เพื่อมาบัญชาการแผนยึดอำนาจด้วยตนเอง

พล.อ.ฉลาด ออกประกาศทางวิทยุกระจายเสียง อ้างถึงความเสื่อมโทรมทางด้านต่างๆ ของประเทศ โดยอ้างว่าการยึดอำนาจ “เพื่อเป็นแกนกลางของบรรดาผู้รักชาติ ที่จะร่วมมือกันที่จะแก้ไขสถานการณ์ของบ้านเมืองให้ดีขึ้น และเพื่อสถาปนาการปกครองระบบประชาธิปไตยให้สำเร็จ โดยเร็วที่สุด”

แต่ความผิดพลาดของแผนครั้งนี้ คือ กองกำลังในเขตกรุงเทพมหานครที่นัดแนะกันออกมายึดอำนาจ ไม่นำกำลังเข้าร่วมตามที่ตกลงกันไว้ ในช่วงบ่ายของวันนั้นกำลังของฝ่ายรัฐบาลก็ปิดล้อมกองกำลังของฝ่าย พล.อ.ฉลาด ไว้ได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เมื่อ พล.อ.ฉลาด ยิง พล.ต.อรุณ ทวาทศินผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์เสียชีวิต

พล.ต.สนั่น เขียนไว้ในหนังสือ “ล้วนเป็นผมลิขิตชีวิตเอง” ความว่า

พล.อ.ฉลาด นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ พล.ต.อรุณ นั่งอยู่ข้างๆ ด้านหลัง พล.ต.อรุณ มีทหารถือเป็นเอ็ม 16 รักษาการณ์อยู่ พล.ต.อรุณ ลุกขึ้นไปชงกาแฟ แล้วยื่นให้ พล.อ.ฉลาด เมื่อพล.อ.ฉลาด รับถ้วยกาแฟแล้วเดินออกไปที่หน้าต่าง ระหว่างนั้น พล.ต.อรุณ กลับมาที่นั่งตัวเองและเข้าแย่งปืนจากทหาร เกิดการยื้อยุดกัน พล.อ.ฉลาด สั่งให้ พล.ต.อรุณ วางปืนและยิง พล.ต.อรุณ เสียชีวิต

การตายของ พล.ต.อรุณ เป็นประเด็นที่วิเคราะห์กันว่า คือสาเหตุที่รัฐบาลยกเลิกข้อตกลงส่งคณะผู้ก่อการลี้ภัยไปไต้หวัน และอีก 1 เดือนถัดมา ศาลพิเศษก็ตัดสินประหารชีวิต พล.อ.ฉลาด เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2520

แม้คณะปฏิรูปฯ จะสามารถจัดการกลุ่มทหารที่คิดยึดอำนาจซ้อนได้แล้ว แต่สถานการณ์ในประเทศจากการปกครองของรัฐบาลธานินทร์ก็ไม่สามารถทำให้เกิดความสงบได้ มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะการสั่งปิดหนังสือพิมพ์จำนวนมาก รวมทั้งการดำเนินคดีนักศึกษาและประชาชนในคดีการเมือง ซึ่งเป็นผลพวงตามมาจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

แรงบีบคั้นทางการเมืองเหล่านี้ส่งผลให้มีผู้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นจำนวนมาก จน พคท.สามารถขยายเขตงานออกไปได้อย่างกว้างขวาง

ขณะที่รัฐบาลธานินทร์ มีแนวทางพัฒนาประชาธิปไตยในเวลารวมแล้วถึง 12 ปี ซึ่งกลุ่มต่างๆ ในสังคมขณะนั้นเห็นว่ายาวนานเกินไป

ในที่สุด หลังการประหารชีวิต พล.อ.ฉลาด เมื่อเดือน เม.ย. อีก 6 เดือนต่อมา ในวันที่ 20 ต.ค. 2520 พล.ร.อ.สงัด หัวหน้าคณะปฏิรูปฯ ก็ตัดสินใจยึดอำนาจรัฐบาลธานินทร์ และแต่งตั้ง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับยกร่างรัฐธรรมนูญและประกาศใช้ช่วงปลายปี 2521 นำมาซึ่งการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2522 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังการยึดอำนาจ 6 ตุลาฯ 2519

แม้ 4 ปีหลัง 6 ตุลาฯ จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสับสนวุ่นวาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสมัยแห่งความหวั่นวิตกนี้ก็เกิดสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มพลังทางการเมือง ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการทางการเมืองในระยะต่อมา อาทิ กลุ่มทหารยังเติร์ก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ การพัฒนาพรรคการเมือง การเข้าสู่การเมืองของกลุ่มต่างๆ ทั้งกลุ่มทุน นักวิชาการ ตัวแทนกลุ่มอาชีพต่างๆ ในสังคม และการปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งการเมืองในประเทศและนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งนำพาประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตมาได้

สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นและบ่มเพาะในยุคแห่งความสับสนวุ่นวาย เพื่อเติบโตและส่งผลในยุคที่ประชาธิปไตยมีพัฒนาการมากขึ้นในยุคต่อๆ มา

แน่นอนว่าต่างยุคสมัย เหตุปัจจัยแห่งวิกฤตย่อมต่างกัน คงมีแต่วิถีและกระบวนการทางประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะนำพาให้เราผ่านพ้นไปได้

%d bloggers like this: