รายงานพิเศษ

All posts tagged รายงานพิเศษ

กองทุนเสมอภาคการศึกษา 3 หมื่นล.ช่วยผู้ไร้โอกาส 4 ล้านคน

Published March 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542093

  • วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 07:55 น.

กองทุนเสมอภาคการศึกษา 3 หมื่นล.ช่วยผู้ไร้โอกาส 4 ล้านคน

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ตามที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เสนอเพื่อเตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมาย ดังนั้นควรทำความรู้จักกับกองทุนในแง่มุมต่างๆ ที่ยังไม่ถูกกล่าวถึงอย่างแพร่หลายนัก

ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธาน กอปศ. เคยระบุกับโพสต์ทูเดย์ว่า “คล้ายๆ กับ สสส. ด้านการศึกษา”

นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ กรรมการกอปศ. และสมาชิก สนช. ขยายความเรื่องกองทุนนี้กับโพสต์ทูเดย์ว่า ก่อนอื่นต้องระบุถึงภาพรวมของการปฏิรูปการศึกษาก่อนว่า มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งไม่ได้เน้นเฉพาะเด็กและเยาวชนที่อยู่ในระบบของการศึกษาเท่านั้น แต่จะขยายวงไปถึงแรงงานในระบบที่มีถึง 38 ล้านคน และรวมไปถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่กำลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นนับ 18 ล้านคน โดยพุ่งเป้าไปที่การดูแลผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์

ร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นตามมาตรา 54 แห่งรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพครู โดยรัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนหรือใช้กลไกทางภาษี รวมทั้งการให้ผู้บริจาคทรัพย์สินเข้ากองทุนได้รับประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีด้วย

นพ.เฉลิมชัย ขยายซ้ำว่า จุดประสงค์หลักมุ่งไปที่ 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1.เด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ตั้งแต่แรกเกิดจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2.เด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา 3.เยาวชนที่ต้องการศึกษาต่อหรือพัฒนาทักษะอาชีพแต่ขาดแคลนทรัพย์ 4.การเสริมสร้างประสิทธิภาพครูและอาจารย์

ทั้งนี้ กองทุนตั้งเป้าช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้ได้ 4.3 ล้านคน/ปี และคาดว่าจะขจัดปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาไทยได้ภายใน 10 ปี พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้มีเม็ดเงินที่เพียงพอ จากเดิมที่รัฐจัดสรรเงินเพื่อผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพียง 3,000 ล้านบาท/ปี คิดเป็น 0.5% จากงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศให้เพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 5% ต่อปี หรือเพิ่มเป็น 10 เท่าตัว

นพ.เฉลิมชัย กล่าวว่า กองทุนนี้ไม่ได้สนับสนุนเฉพาะการศึกษาในระบบเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสนับสนุนให้มีการฝึกอบรมกลุ่มอาชีพต่างๆ ระยะสั้นให้มีความเชี่ยวชาญในอาชีพต่างๆ มากขึ้น เพราะเป้าหมายของกองทุนนี้มองว่าการพัฒนาเด็กเยาวชนและคนไทยทุกคนให้เป็นพลเมืองคุณภาพ เป็นการลดภาระในอนาคตของรัฐที่จะต้องมาทำสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือคนเหล่านี้ ซึ่งกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือไปจนตลอดชีพ

กลุ่มแรกๆ ที่กองทุนจะเน้นเข้าไปช่วยเหลือก็คือ กลุ่มที่ขาดโอกาสหรือยากจนที่สุด มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 3,000 บาท เน้นแม่ที่ยากจน ซึ่งกลุ่มนี้คลอดลูกออกมาอยู่ในครอบครัวที่ไม่พร้อม มีความยากไร้ และขาดความรู้ ที่จะดูแลเด็กได้อย่างมีคุณภาพ เด็กอนุบาล ที่มีจำนวนกว่า 2 แสนคนที่ไม่ได้เรียน การศึกษาภาคบังคับ (ป.1-ม.3) มีเด็กต้องออกกลางคัน 2 แสนคน บกพร่องและพิการ 3 แสนคน ยากจน 1.8 ล้านคน จบมัธยมศึกษาตอนต้นแล้วไม่ได้เรียนต่ออีก 2 แสนคน เรียนด้วยความยากลำบากอีก 3 แสนคน ไม่ได้เรียนต่อทั้งสายอาชีวะ และสายสามัญที่จะเข้ามหาวิทยาลัยอีก 2 แสนคน

อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า คนกลุ่มนี้เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำแบบส่งต่อมาเป็นทอดๆ หากกองทุนไม่เกิด คนเหล่านี้จะเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นแรงงานไร้ฝีมือ และอาจตกงาน หรือทำอาชีพที่มีรายได้ไม่เพียงพอ เกิดภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว

“เราพบว่ารัฐบาลมีหนี้เงินกู้ที่ต้องชำระในปี 2561 ถึง 8.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 3% ของงบประมาณทั้งปี 2.9 ล้านล้านบาท แต่ถ้าเราใช้เงินกองทุนเพียง 0.86% ของงบประมาณแผ่นดิน หรือ 5% ของงบทางการศึกษา 2.5 หมื่นล้านบาท จะสามารถสร้างศักยภาพของคนทำให้มีรายได้ดูแลตัวเองได้ และทำให้การจัดเก็บภาษีของประเทศเพิ่มขึ้น และรัฐบาลจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศมาอีก เราต้องทำแบบนี้ทุกปี ใช้งบประมาณเท่าไรก็ไม่พอ”

เป้าหมายของกองทุนนี้มองว่า วิธีช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์เดิมที่ใช้อยู่นั้นไม่ยั่งยืนและใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก กองทุนจึงเปลี่ยนวิธีคิดเป็นสร้างความเข้มแข็งให้กับพลเมืองตั้งแต่เกิด และต่อเนื่องไปทุกช่วงวัย เพื่อทำให้รายได้ต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น

“กองทุนคิดกันว่าจะไม่เอาเงินไปแจก แต่จะไปทำงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ เช่น ไปร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ตอนที่มีแม่ยากจนมาฝากท้อง ก็ให้อาหารเสริมที่จำเป็นต่อร่างกาย ไปร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ การปกครองส่วนท้องถิ่นโดยไม่ให้งานซ้ำซ้อนกัน ไม่แย่งงานกันทำ กองทุนจะทำงานเชิงรุก และเดินไปหาว่าผู้ด้อยโอกาสตามกลุ่มเป้าหมายปีละ 4.3 ล้านคนนั้นอยู่ที่ไหนบ้าง ประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบว่าเป็นกลุ่มตามเงื่อนไขกองทุนจริง” นพ.เฉลิมชัย กล่าว

ขณะเดียวกัน มีการกำหนดเป็นกฎหมายชัดเจนว่า ผู้จัดการกองทุนจะต้องถูกประเมินการทำงานและตรวจสอบทรัพย์สินทุกปี ขณะที่กรรมการเองก็จะถูกหน่วยงานภายนอกประเมินการทำงาน ตรวจสอบการใช้งบประมาณ ประเมินผลจากการใช้งบประมาณตามกลุ่มทุนที่กองทุนเข้าไปช่วยเหลือ และรายงานการทำงานต่อสาธารณะทุกปีเช่นกัน

Advertisements

“พิชัย”โชว์วิชั่นชิงผู้ว่าฯ ดันกทม.สู่เมืองหลวงอาเซียน

Published March 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/541782

  • วันที่ 25 ก.พ. 2561 เวลา 09:51 น.

"พิชัย"โชว์วิชั่นชิงผู้ว่าฯ ดันกทม.สู่เมืองหลวงอาเซียน

“ทำอย่างไรให้ประชาชนมีที่ทำกิน ค้าขาย หรือยกระดับรายได้ให้กับคนกรุงเทพฯ และประการสำคัญคือทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองหลวงอาเซียน ไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศไทยเพียงอย่างเดียว”

****************************

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เริ่มพอเห็นภาพชัดเจนขึ้นหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นชอบร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งได้ผ่านการรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและปรับปรุง ก่อนนำส่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. พิจารณาประกาศเป็นกฎหมายใช้บังคับต่อไป

สอดรับกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีกระแสข่าวได้เตรียม 2 แคนดิเดต เพื่อส่งเข้าชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม และพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน แม้จะยังไม่แน่นอนว่าใครจะได้ถูกเสนอชื่อเพื่อมากรำศึกสนามพ่อเมืองกรุงเทพฯ

พิชัย หนึ่งในแคนดิเดตและผู้ถูกจ้องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กับการออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นด้านเศรษฐกิจ จนล่าสุดถูกหมายเรียกฐานขัดคำสั่ง คสช. นับเป็นครั้งที่ 10 ได้เปิดใจผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว แต่การมีชื่อมาก็ถือว่าต้องขอบคุณ เพราะเป็นโอกาสที่จะสามารถเข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร ซึ่งตนเองก็เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด และเชื่อว่าทุกคนอยากเห็นกรุงเทพฯ พัฒนาก้าวหน้าต่อ

พิชัย กล่าวออกตัวว่า แม้ยังไม่ได้คิดว่าจะลงเป็นผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ แต่เห็นว่าอะไรที่กรุงเทพฯ ต้องการ โดยเฉพาะทำอย่างไรให้ประชาชนมีที่ทำกิน ค้าขาย หรือยกระดับรายได้ให้กับคนกรุงเทพฯ และประการสำคัญคือทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองหลวงอาเซียน ไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศไทยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

“ผมยกตัวอย่าง เช่น การเปิดเสรีให้คนฉลาดๆ เข้ามาอยู่ในประเทศไทยและให้สัญชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศทำกัน อาทิ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และญี่ปุ่น โดยประเทศหัวคิดก้าวหน้าจะมองว่าทำอย่างไรให้ประเทศเขาเจริญ จึงยินดีรับคนฉลาดให้เข้ามาเป็นประชากร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องเปิดรับ

แต่ต้องทำให้สอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐบาล และผมมีแพลนไว้หมดแล้ว แต่ไม่รู้ว่าใครจะได้ลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ ถ้าเป็นคนอื่นผมก็พร้อมส่งแผนงานให้เขาดำเนินการต่อ ซึ่งเขียนไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งแผนแก้ไขปัญหากรุงเทพฯ รวมถึงแผนของประเทศด้วย”

พิชัย อธิบายอีกว่า การทำกรุงเทพฯ ให้เป็นที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนและดึงคนฉลาดๆ เข้ามานั้น จะทำให้ประเทศพัฒนาและก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และยิ่งเฉพาะปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่มีความเจริญพัฒนามากขึ้น หากได้คนฉลาดมาหนึ่งคน อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ทันที เช่น มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเฟซบุ๊ก ที่ทำให้มีเฟซบุ๊กทุกวันนี้ คนฉลาดคลิกเดียว และยิ่งมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็สามารถสร้างเม็ดเงินได้เป็นหมื่นเป็นแสนล้านทันที หรือแนวคิด Co working space โดยเอาเด็กๆ เข้ามาช่วยกันคิด ช่วยกันทำเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ แล้วมาแชร์ความรู้กัน จึงเป็นสิ่งที่อยากฝากรัฐบาลช่วยคิด โดยเฉพาะการพัฒนาให้คนฉลาดเป็นสิ่งจำเป็น

“เหมือน 7-8 ปี ก่อน Tablet per child ผมเป็นคนคิด แล้วคิดว่านี่เป็นการพัฒนาให้เด็กก้าวทันอนาคต และรัฐบาลนี้ก็มายกเลิกไป ซึ่งจริงๆ แล้วมันได้ประโยชน์เยอะ การฝึกให้เด็กฉลาดใช้ให้เป็น เพื่อให้เด็กพัฒนาต่อไป ทำให้เด็กฉลาดก้าวกับอนาคตได้ทัน ผมเองไม่ได้พูดแบบนี้ว่าจะลงเองแน่นอน ใครเอาไปใช้ก็ได้ เพียงแต่อยากให้ข้อคิดว่ากรุงเทพฯ มันควรมีพัฒนาการในทิศทางที่ถูกต้อง เช่น ฝุ่นละออง

เพราะอย่างสหรัฐ มี Emission control กับรถทุกคัน อย่างเรามีกำหนดหรือไม่ว่า กี่ปีจะเอารถไฟฟ้ากี่เปอร์เซ็นต์ เพราะจะได้ลดค่าฝุ่นละอองด้วย รวมถึงการขุด การก่อสร้างถนน ก่อสร้างทางยกระดับ ทางรถไฟใต้ดิน หรือรถไฟบนดิน มันสร้างผลกระทบเยอะหรือไม่ ต้องแก้ไขอย่างไร ทว่า ไม่มีใครเดือดร้อนมาพูด แต่เป็นเรื่องสำคัญที่มันควรต้องพูด เพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยตรง”

อย่างไรก็ตาม ตนเองมองทุกอย่างมันเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องรถติด น้ำท่วม เพราะเป็นปัญหาพื้นฐาน หากเดินทางลำบากหรือช้า เศรษฐกิจเสียหายเท่าไร หรือน้ำท่วมขึ้นมาเศรษฐกิจก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน เรื่องพวกนี้จึงอยู่ในขั้นตอนแก้ไขเพื่อทำให้เศรษฐกิจกรุงเทพฯ ขยับขึ้น และคนกรุงเทพฯ มีรายได้เพิ่มขึ้น น่าจะเป็นสิ่งที่อยากเห็น

สำหรับหลักการและแนวทางการดำเนินการทั้งหมดนั้นคงไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ได้คิดไว้ทุกกรอบ ซึ่งจริงๆ แล้วมันมีโมเดลของแต่ละประเทศ ซึ่งไปศึกษา อาทิ แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และ นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐ เพราะถือเป็นเมืองศูนย์กลางใหญ่ของภูมิภาคนั้นๆ เพื่อนำเอามาปรับปรุงให้สอดคล้องกับประเทศและนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ จริงๆ โมเดลของต่างประเทศมีเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จำเป็นต้องเอาประสบการณ์ของเมืองใหญ่ๆ จากประเทศที่มีปัญหาและแก้ไขอย่างไร มาวางแผนเพื่อสอดคล้องกับประเทศไทย และจากประสบการณ์ที่เคยทำธุรกิจและต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ จะเห็นเมืองใหญ่ๆ ทั้งในสหรัฐ ยุโรป มีพัฒนาการและเปลี่ยนแปลง ก็อยากเห็นประเทศไทยเป็นไปในลักษณะดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขให้กับคนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเรื่องหมอกควันฝุ่นละออง แต่ประเด็นดังกล่าวยังไม่มีการพูดอะไร หรือแม้กระทั่งนโยบายการแก้ไข และหากจำกันได้เมื่อ 20-30 ปีก่อน ลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็พบปัญหาเช่นเดียวกับประเทศไทย ทำให้มีการแก้ปัญหากันแบบยกใหญ่ เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชน อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาแพงมาก

ในส่วนเรื่องปัญหาน้ำท่วม พิชัย บอกด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ ต้องรื้อแผนใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐบาลเพื่อจัดการกับปัญหา ดังกล่าวว่ามีวิธีการอย่างไรไม่ให้น้ำท่วม เพราะทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าโลก กระแสการเปลี่ยนแปลงในเรื่องสภาพอากาศเร็วมาก ดังนั้น การเปลี่ยน แปลงเป็นได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งการเตรียมพร้อมหรือทำโครงสร้างใหญ่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงถือเป็นสิ่งจำเป็นมาก

นอกจากนี้ ประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาและต้องรีบแก้ไข คือ การจัดระเบียบตลาดเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยโดยรอบ โดยการจัดการแก้ปัญหาในพื้นที่กรุงเทพฯ นั้น ต้องทำ ความเข้าใจว่าตลาดเป็นพื้นที่สร้างรายได้สำคัญสำหรับคนชนชั้นรากหญ้า แต่ด้วยความเจริญที่โตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“จึงมีความจำเป็นที่รัฐต้องจัดพื้นที่ให้เป็นระบบ ตั้งแต่การใช้สอยพื้นที่ของรัฐที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ จัดโซนนิ่ง ตลอดจนระบบการจัดการด้านมลภาวะ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ร่วมกัน ไม่ขัดแย้งกัน ขณะที่ปัญหาด้านผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ ระหว่างระบบราชการและผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เป็นบ่อเกิดปัญหาเรื้อรังอย่างปัจจุบัน”

อย่างไรก็ดี พิชัย ยอมรับว่าโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งสนามนี้คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากฐานเสียงเดิมส่วนใหญ่เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส เพราะท้ายสุดแล้วจะมีการเลือกตั้งจริงหรือไม่ และเลือกตั้งอะไรก่อนระหว่างเลือกตั้งใหญ่และเลือกตั้งท้องถิ่น

“ต้องถามก่อนว่าคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่มีผู้ว่าฯ มาพอใจหรือไม่ อยากให้เลิกคิดถึงเรื่องการเมือง และมาคิดถึงเรื่องประโยชน์จริงๆ สิ่งที่พัฒนากรุงเทพฯ จริงๆ เป็นที่พอใจของคนกรุงเทพฯ หรือไม่ ถ้าพอใจก็เลือกอย่างที่เลือก แต่ถ้าไม่พอใจอยากจะลองเปลี่ยนหาคนที่มีแนวคิดใหม่ ก็ลองมาเลือกพรรคเพื่อไทยหรืออาจจะผม หรือเป็นคนอื่นก็ได้

เพราะมีแนวคิดของพรรคในการมาช่วยพัฒนาในทางที่ถูกต้องจริงๆ อยากให้คนเปิดใจ อย่าไปยึดติด และอยากให้มองในเชิงนโยบาย เพราะพรรคการเมืองไม่มีทางทำไม่ดี เพราะมันจะส่งผลกระทบ ถ้าสมมติพรรคเพื่อไทยได้รับเลือก และทำให้กรุงเทพฯ ไม่ดีจะเป็นไปได้หรือไม่ แต่ทุกวันนี้บ้านเรามีแต่วาทกรรม เช่น คนซื้อเสียง ก็พิสูจน์แล้วว่าทุกวันนี้ไม่มี หรือมีก็น้อยมาก ซึ่งมาจากผลสำรวจ”

คดีล่าสัตว์ ต้องจัดการให้ถึงที่สุด

Published March 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/541610

  • วันที่ 24 ก.พ. 2561 เวลา 10:10 น.

คดีล่าสัตว์ ต้องจัดการให้ถึงที่สุด

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จากกรณีของ เปรมชัย กรรณสูต ซีอีโอบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ยักษ์ใหญ่ด้านก่อสร้างของประเทศ พร้อมพวกตกเป็นผู้ต้องหาคดีล่าสัตว์ป่า ยังคงเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสำคัญ

เพราะสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ “เกมการล่าสัตว์” ยังคงมีอยู่ในประเทศไทย ทั้งจากคนในพื้นที่ที่อาจล่าเพื่อยังชีพ หรือผู้มากบารมีเศรษฐีที่อาจล่าเพื่อความมันและอยากลิ้มรสสัตว์ป่า

ขณะที่เส้นขนานควบคู่ไปกับความเป็นมนุษยธรรม ที่บางส่วนอ้างถึงความชอบธรรมของการล่าว่า มันคือเกมกีฬา หรือบางประเทศอาจกระทำให้ถูกกฎหมายตามแต่ละเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวที่เอาชีวิตสัตว์มาดึงดูด หรือแม้แต่การฆ่าเพื่อจำกัดจำนวนประชากรสัตว์ป่า

เฉกเช่นการเล่าผ่านประสบการณ์ของ เอ็ดวิน วีค เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ที่เดินทางมาทำงานเพื่อสัตว์ป่าในประเทศไทยกว่า 20 ปี ให้ภาพเปรียบเทียบกับคำว่ากีฬา และการล่าสัตว์กับกรณีของเปรมชัย แน่นอนคำตอบคือ เมื่ออยู่ภายใต้กฎหมายประเทศนั้นๆ กรณีของเปรมชัยที่ตกเป็นผู้ต้องหา ก็มีความผิดอย่างชัดเจน เพราะการล่าในประเทศไทยไม่ใช่เกมกีฬา แต่เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ซึ่งต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

เอ็ดวิน ให้ภาพว่า บางประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ป่า แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลบางประเทศก็ให้สิทธิในการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินภายในป่า และแน่นอนว่าเจ้าของที่ดินที่อยู่ในผืนป่าก็เป็นคนระดับมหาเศรษฐี และสิ่งหนึ่งที่ชื่นชอบคือการเลี้ยงสัตว์ป่านานาชนิด เลี้ยงไว้เพื่อให้ตัวเองได้ออกล่า ได้ฆ่าอย่างสนุกมือ ขณะเดียวกันก็ยังเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายในประเทศนั้นๆ

“บางประเทศในแถบบ้านเรา เมื่อราว 3 ปีก่อน ที่กัมพูชามีแผนจะเปิดพื้นที่ป่าในประเทศตนเอง และปล่อยสัตว์ป่าเข้าไปเต็มพื้นที่เพื่อจัดเป็นพื้นที่ล่าสัตว์ จะเรียกนักท่องเที่ยวที่นิยมการล่าสัตว์ป่าเข้าไปล่าได้อย่างสะดวกสบาย เรียกว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของประเทศเขา ขณะเดียวกันก็ต้องการสร้างสวรรค์ของการล่าสัตว์ในพื้นที่ ซึ่งหากเขาทำเป็นกฎหมายนักอนุรักษ์สัตว์ป่าก็แทบจะเข้าไปเรียกร้องอะไรไม่ได้เลย การล่าคือผิด และบาป แต่เขากำลังทำให้ถูกกฎหมาย” เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ยกตัวอย่าง

อย่างไรก็ตาม การฆ่าสัตว์ป่าก็ยังมีอีกหลายเหตุผลที่สมควรกระทำ แต่ต้องเป็นสาเหตุที่จำเป็นจริงๆ ซึ่ง สมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สะท้อนว่า ต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “การจัดการสัตว์ป่า” กันก่อน การจัดการที่ว่านี้ไม่ได้หมายความถึงว่า “การเก็บสัตว์ป่า” แต่การจัดการที่ระบุในตำราคือการควบคุมประชากรสัตว์ให้สมดุลกับระบบนิเวศ นั่นก็คือการฆ่าเพื่อรักษาความสมดุล

“ในตำราจะเขียนไว้เลยว่ามันคือ เกม เกมในที่นี้หมายถึงการเอาออก การจัดการสัตว์ป่า เพราะหากมีสัตว์ป่าที่มากเกินกว่าพื้นที่จะรองรับได้ ประชากรสัตว์ก็จะรุกล้ำและเข้าไปทำลายพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่อาศัย ซึ่งบางประเทศที่เกิดปัญหาสัตว์ล้นระบบนิเวศก็ต้องจัดการ แน่นอนคือการฆ่า” สมโภชน์ ให้ภาพ

กระนั้นการเอาออกหรือการจัดการสัตว์ป่าตามนิยามที่สมโภชน์ให้ความกระจ่าง ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบและกฎหมายของแต่ละประเทศนั้นๆ ซึ่งจะระบุชัดเจนว่าผู้ที่จะเข้าไปล่าด้วยเหตุผลดังกล่าว จะต้องเสียค่าธรรมเนียม และมีการระบุเวลาล่าที่ชัดเจนว่าอยู่ในห้วงเวลาใดได้บ้าง แต่ละคนล่าได้กี่ตัว และต้องล่าเพศใดบ้าง

โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติฯ สะท้อนว่า ในประเทศไทยสัตว์ป่าไม่ได้มากถึงขนาดที่ต้องจัดการ ตรงกันข้ามยังมีจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ป่า ขณะเดียวกันการเพิ่มประชากรสัตว์ป่าก็ยากเย็นแสนเข็ญอยู่แล้ว ยิ่งหากแอบลักลอบเข้าไปล่ากันอีก ก็ยิ่งเพิ่มปัญหาให้หนักขึ้น

“บ้านเรายังทำไม่ได้ เพราะ สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นนั้น ประชากรสัตว์ป่าน้อย ระบบนิเวศประเทศไทยขาดความอุดมสมบูรณ์ ห่วงโซ่อาหารมันเจ๊งกันไปหมด หลายครั้งเข้าป่าเจอแต่ต้นไม้ไม่เจอสัตว์ป่า หรือเจอแต่สัตว์กินพืชขนาดเล็ก สัตว์ผู้ล่าอย่างเสือแทบจะไม่เห็น เราเสียระบบไปแล้ว เพราะไม่มีตัวควบคุมประชากรกันเอง ซึ่งก็คือสัตว์ ผู้ล่า” สมโภชน์ ย้ำ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สมโภชน์ทิ้งท้ายเอาไว้ซึ่งเป็นทางออก และเป็นหัวใจหลักของการเพิ่มประชากรสัตว์ป่า คือการหยุดล่า และขณะเดียวกันก็ต้องรักษาผืนป่าเอาไว้ให้ได้ เพราะหากปล่อยป่าให้เสียหาย การเพิ่มประชากรสัตว์ป่าก็ยิ่งยาก

ไม่ตรงสเปกคสช. เบื้องหลังคว่ำกกต.ใหม่

Published March 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/541496

  • วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 07:35 น.

ไม่ตรงสเปกคสช. เบื้องหลังคว่ำกกต.ใหม่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกจับตาเมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่เห็นชอบ 7 ว่าที่กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยกชุด ส่งผลให้กระบวนการสรรหา กกต. ทั้ง 7 คนต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้งภายในกรอบเวลา 90 วัน โดยให้ กกต.ชุดปัจจุบันยังคงสามารถทำหน้าที่ต่อไป

จากผลการลงคะแนน 1.ฐากร ตัณฑสิทธิ์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 156 คะแนน เห็นชอบ 27 คะแนน งดออกเสียง 18 คะแนน 2. เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 175 คะแนน เห็นชอบ 10 คะแนน งดออกเสียง 15 คะแนน 3.ชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ไม่ได้รับความ เห็นชอบ 168 คะแนนเห็นชอบ 16 คะแนน งดออกเสียง 17 คะแนน

4.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 149 คะแนน เห็นชอบ 30 คะแนน งดออกเสียง 22 คะแนน 5.ประชา เตรัตน์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 125 คะแนน เห็นชอบ 57 คะแนน งด ออกเสียง 19 คะแนน 6.ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ไม่ได้รับความเห็นชอบ 128 คะแนน เห็นชอบ 46 คะแนน งดออกเสียง 27 คะแนน 7.ปกรณ์ มหรรณพ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 130 คะแนน เห็นชอบ 41 คะแนน งดออกเสียง 30 คะแนน

สาเหตุสำคัญที่ สนช.มีมติเช่นนี้เนื่องจาก “ตัวเลือก” ที่มีจำนวนค่อนข้างจำกัด ทำให้ไม่มีความหลากหลายเพียงพอจะสามารถคัดเลือกบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ตามที่ต้องการเหมาะสมกับสถานการณ์ได้ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการสรรหา ซึ่งภายหลังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค.-10 พ.ย. 2560 มีผู้มาสมัครเพียงแค่ 41 คน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก

อีกทั้งขั้นตอนการสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต.ที่มี  ชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา ซึ่งจะพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาทั้ง 41 คน มีผู้สมัครที่ผ่านเกณฑ์เพียงแค่ 15 คน โดยหลายคนที่เคยมองว่าเป็นตัวเก็งได้หลุดไปในชั้นนี้ ก่อนจะถึงขั้นตอนเลือกให้เหลือ 5 คน

ทั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหา กกต.ได้ยึดตามหลักการคุณสมบัติที่เขียนไว้เข้มข้น คือส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการติดต่อกันไม่ถึง 5 ปี ตามที่บัญญัติไว้ อีกทั้งการพิจารณายังยึดไปตามคำอภิปรายของสมาชิก สนช.เมื่อครั้งพิจารณากฎหมายลูกว่าด้วย กกต.ว่า ทหารกับตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการหมายถึงตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร. เท่านั้น

ในครั้งนั้นมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทำนองนี้มาแล้วหนหนึ่ง จนถึงขั้นมีแนวคิดที่จะ เสนอให้คณะกรรมการสรรหาใช้ช่องทางพิเศษตาม มาตรา 12 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 คือใช้วิธีเชิญบุคคลที่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาสมัครเป็น กกต.ได้ นอกเหนือไปจากการยื่นใบสมัครตามปกติ

อีกประเด็นซึ่งที่ประชุม สนช.เป็นห่วงคือ ว่าที่ กกต. 2 คน ที่มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ได้แก่ ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี และปกรณ์ มหรรณพ ซึ่งถูกทักท้วงว่ากระบวนการสรรหา 2 คน จาก 7 คนนั้น เป็นการสรรหาโดยวิธีการลงคะแนนลับ ทั้งที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. กำหนดให้ลงคะแนนโดยเปิดเผย แม้ทางที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะชี้แจงว่าเป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามขั้นตอนแล้ว แต่ก็ยังมีกระแสความเป็นห่วงว่าจะเกิดปัญหาต่อไปในอนาคตได้

ส่วนสัญญาณที่น่าสนใจคือ จาก สนช. ทั้งหมด 248 เสียง มีผู้มาแสดงตนในที่ประชุม 230 เสียง แต่ถึงขั้นตอนการลงคะแนนกลับมี สนช. ลงคะแนนเพียงแค่ 201 เสียง คือ มี ผู้ไม่ลงคะแนนถึง 29 คน อันจะยิ่งทำให้ ผู้ที่สมควรได้รับเลือกเป็น กกต.ที่จะต้องได้คะแนนมากกว่า 124 คน เป็นไปได้ยากมากขึ้น

นักวิชาการวิพากษ์มาตรา7 ประเพณีการปกครอง กับการผ่าตันของการเมืองไทย

Published March 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/541002

  • วันที่ 20 ก.พ. 2561 เวลา 18:53 น.

นักวิชาการวิพากษ์มาตรา7 ประเพณีการปกครอง กับการผ่าตันของการเมืองไทย

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ความงุนงงเกี่ยวกับกฎหมายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 คืออะไร แล้วจะใช้ได้เมื่อได้ และขอบเขตการใช้อยู่ที่สถานการณ์ หรือบริบทแบบไหน จึงสามารถใช้ได้ แล้วจะเป็นบรรทัดฐานของการใช้หรือไม่ใช้ มาตรา 7  หรือไม่ ล้วนเป็นคำถามที่ยังไม่ชัดเจนในการคำตอบ ซึ่งในเวทีเสวนาวิชาการเปิดตัวหนังสือ ประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บทวิเคราะห์มาตรา 7 จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540 ถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จากมุมมองทางรัฐศาสตร์ โดยเวทีอภิปรายถกเถียงในประเด็นมาตรา 7 อย่างน่าสนใจตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน

ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์  ไชยพร หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เผยบางช่วง บางตอนว่า  สาเหตุที่ทำให้สนใจเกี่ยวกับเรื่องประเพณีการปกครองฯ จากเหตุความขัดแย้งทางการเมืองช่วงการเมืองถึง 2 ครั้ง คือในปี 2549 และปลายปี 2556-2557 ซึ่งมีการถกเถียงถึงกลไกการใช้รัฐธรรมนูญ ในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง โดยมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านถึงการใช้อำนาจมาตรา 7 นั้นสามารถทำได้หรือไม่ เพื่อยุติความขัดแย้งหวังให้การเมืองไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และไม่แน่ชัดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เกิดรัฐประหาร เมื่อปี 2549 หรือไม่

นอกจากนี้ เพื่อยุติการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ และหากไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการจะทำได้หรือไม่ รวมถึงเรื่องพระราชอำนาจที่มีการข้อถกเถียงอย่างเข้มข้นว่ามีการดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งตกลงแล้วคำตอบผิดและถูกจริงๆคืออะไร

“อย่างของประเทศอังกฤษ พบว่าการใช้พระราชอำนาจนั้นสามารถใช้ได้ แม้จะไม่มีผู้ใดรับสนองพระบรมราชโองการ โดยหลักการสำคัญของการใช้พระราชอำนาจนั้น เพื่อให้การเมืองเดินหน้าต่อไปโดยไม่เกิดทางตัน ส่วนของประเทศไทยหากฝ่ายบริหารไม่เหลืออยู่แม้สักคน พระราชอำนาจหรือมาตรา 7 นั้นก็ยังสามารถใช้ได้เช่นกัน ทำให้เห็นชัดเจนว่าเมื่อเกิดวิกฤตแล้วยังมีที่แหล่งรวมศูนย์รวมใจในยามเกิดวิกฤต”

ขณะเดียวกัน นักวิชาการคนเดิม ยังกล่าวถึงรัฐธรรมนูญปี 2560 ว่า ถ้าหากมีเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้วอำนาจจะอยู่ที่ประชาชน แต่สมาชิกวุฒิสภา หรือสว. มาจากการแต่งตั้งไม่มาจากการเลือกตั้ง จึงแสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยของไทยระบบศูนย์ให้อำนาจอยู่ที่คณะบุคคลที่ไม่ยึดโยงโดยตรงกับการเลือกตั้ง เพราะอาจมีประสบการณ์ที่ให้ สว.ไม่ผ่านการเลือกตั้ง ได้วุฒิสภาผัว-เมียสภา ทำให้การทุ่มน้ำหนักเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.ต้องปรับตัวให้มีส่วนผสมที่ถ่วงดุลกันได้ และควรเลิกพูดเรื่องประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์ เนื่องจากไม่มีที่ไหนในโลกใบนี้ที่มีประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์ แต่เป็นประชาธิปไตยแบบผสม

ทั้งนี้ ไชยยันต์ ยังแสดงความเห็นว่า หากการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้วมีปัญหาไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ไม่ว่าจะนายกคนนอกหรือนายกคนใน ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่กำหนดระยะเวลาให้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้นเมื่อปล่อยเวลาผ่านไปนานเกินไป อาจกลับไปใช้ประเพณีการปกครองคือการยุบสภาก็ได้

จึงเกิดคำถามว่า ใครจะยุบสภา หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะประกาศยุบสภาที่มาโดยการเลือกตั้งจะทำได้หรือไม่ หรืออาจใช้กรณีที่ว่า ใช้คนที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด แต่ไม่ถึง 376 เสียง หรือเกินครึ่งของเสียงในรัฐสภา ทูลเกล้าฯ ทำให้เราจะได้นายกรัฐมนตรี เสียงข้างน้อย

“ถ้าหากเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจะต้องอ้างการวินิจฉัยตามประเพณีการปกครอง ซึ่งจะนำไปสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ หรือเราจะยอมรับให้ นายกรัฐมนตรีที่ไม่มาจากการเลือกตั้งมีสิทธิ์ยุบสภาได้ ส่วนตัวผมมองว่า ถ้านายกฯจะยุบสภาได้ต่อไปหรืออนาคตควรแก้ไขกฎหมายเขียนระบุเลยว่า การยุบสภาได้ต้องมีเงื่อนไขอะไรที่ยุบได้ไม่ได้ดีหรือไม่ ที่สำคัญถ้าไม่จำเป็นอย่าไปอ้างประเพณีการปกครองเลย ควรอยู่ในกฎหมายกติกามากกว่า”

ทั้งนี้ อาจารย์ไชยันต์ วาดหวังไว้ว่า อยากให้มีการเข้าไปพูดคุยเรื่องประเพณีการปกครองฯไปสู่ประชาชน เพื่อไม่เกิดการกระจุกตัวอยู่แค่นักวิชาการ นักกฎหมายเท่านั้น เพราะถ้าคนหมู่มากไม่ยอมรับประเพณีนั้นก็ถือไม่มีความหมายอะไร

เช่นเดียวกับ นรนิติ เศรษฐบุตร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550  ตีความมาตรา 7 ว่า ความขัดแย้งถกเถียงเรื่องการใช้อำนาจมาตรา 7 นั้น ส่วนตัวมองว่า ถ้าเรื่องความขัดแย้งใดเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญควรให้ศาลธรรมนูญเป็นผู้พิจารณา คดีต้องสิ้นสุดยุติที่ศาลธรรมนูญ แม้ใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ตาม แต่เรื่องควรจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ“ทุกอย่างถ้าถึงทางตัน ตีความแล้วตัน ตีทำไม เพราะต้องการให้เดินหน้าต่อไปได้ ทุกคนมีสิทธิ์ตีความหมด แต่ยังไงก็ควรไปสิ้นสุดที่ศาลรัฐธรรมนูญ ราชประเพณีถ้ามันไม่ยุติธรรมก็ควรให้ศาลรัฐธรรมนูญ” นรนิติ ให้แง่คิด

นอกจากนี้ นรนิติ ยังมองมาตรา7 เป็นยารักษาทั่วไป ถ้าไม่มีทางออกก็ต้องใช้ วันหนึ่งไม่มีนายกรัฐมนตรียังไงก็ต้องใช้มาตรา 7 แต่สิ่งที่คนเราไปเน้นคือการขอนายกฯพระราชทาน ซึ่งเชื่อว่ามาตราดังกล่าวนี้จะช่วยเปิดทางตันแก้วิกฤติทางการเมืองได้ และรวมถึงวิกฤตปัญหาต่างๆอีกมากมาย ซึ่งไม่ใช่คำตอบประเด็นการยุบสภาเท่านั้น

“มาตราดังกล่าวสามารถอธิบายการเมืองไทยในภาวะคับขันได้ มีทางออกแน่นอน และต้องยอมรับทางออกที่เกิดขึ้น ถามว่าจะตันเพื่ออะไร เพื่อให้เกิดกลียุคหรือไม่”นักวิชาการทิ้งคำถาม

ขณะที่ วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ระบุที่ผ่านมาว่า เชื่อว่าข้อมูลข้อเสนอทั้งหมดอาจใช้กับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น การมีหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาจะไม่ใช่เอกสารทางวาทกรรม แต่เป็นมุมมองทางรัฐศาสตร์ที่ใช้ในตอนที่เกิดปัญหาขึ้นทางการเมือง นี่คือเจตนาในการทำหนังสือเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดมากยิ่ง

สอดรับกับ สมบูรณ์  สุขสำราญ อุปนายกราชบัณฑิตยสภา ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า ต้นทุนการเมืองการปกครองมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเรื่องดังกล่าวผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างยิ่ง ถ้ามีความจำเป็นจริงๆพระมหากษัตริย์สามารถตัดสินใจใช้มาตรา 7 ได้ สิ่งหนึ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นตัวอย่างสำคัญเพื่อใช้ในการศึกษาทางการเมืองการปกครองต่อไป

“หนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญต่อการเมืองประเพณีการปกครองฯซึ่งมีความสำคัญมาก การปกครองที่ลอยจากพื้นที่ต้นทุนทางการเมืองและสังคมจะมีปัญหา สิ่งที่เข้าใจประเพณีการปกครองสำหรับประเทศไทยคิดว่ามีลักษณะ “กษัตราประชาธิปไตย” ถ้าไม่มีสถาบันกษัตริย์ พระมหากษัตริย์ เราจะดำรงอยู่ได้อย่างไร” สมบูรณ์ระบุ

อย่างไรก็ตาม สถาบันพระมหากษัตริย์ จะยังคงอยู่คู่ไปอีกนาน เพราะเราได้ผ่านพ้นวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง โดยไม่ต้องใช้มาตรา7 อันด้วยพระบารมีของสถาบันพระมหากษัตริย์ และต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่เรายึดถือกันมานาน และส่วนตัวเห็นว่าความจงภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ของประชาชนมีสูงมาก

คสช.เอาอยู่ทุกม็อบรุมรัฐบาล

Published March 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/540792

  • วันที่ 18 ก.พ. 2561 เวลา 15:35 น.

คสช.เอาอยู่ทุกม็อบรุมรัฐบาล

เปิดใจ “พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์” โฆษกคสช. ในห้วงเวลาที่ รัฐบาลทหารกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากสารพัดม็อบ

พลันที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าสู่ปีที่ 4 เป็นปีที่ขยับใกล้โรดแมปเลือกตั้งทุกขณะ สถานการณ์ทางการเมืองก็ดูเข้มข้นขึ้นมาเช่นกัน ทั้งฝ่ายที่ “เคยเป็นมิตร” เริ่มหันกลับมาถล่มวิจารณ์รัฐบาล ยิ่งฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองแล้วต่างประสานพร้อมใจโผล่ออกมาชุมนุมกดดัน หรือกลุ่มอื่นๆ ก็ออกมา “ผสมโรง” รุมสกรัมรัฐบาลสารพัดม็อบที่ต่างเดือดร้อนจากปัญหาต่างๆ ออกกันมาชุมนุมประท้วงกดดันรัฐบาลรอบทิศทาง

ผู้ทำหน้าที่กระบอกเสียงในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงต้องทำงานหนักทั้งประเมินสถานการณ์และทำความเข้าใจ

พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ในฐานะโฆษก คสช. ใช้โอกาสนี้แจกแจงผ่านโพสต์ทูเดย์

เขาบอกว่า สถานการณ์ในตอนนี้จะเห็นได้ว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมออกมาเคลื่อนไหวจำนวนหลากหลายกลุ่มและหลากหลายประเด็น ทั้งที่เป็นเรื่องการเมือง และไม่ใช่การเมือง เช่นกลุ่มอยากเลือกตั้งให้เร็ว ประเด็นการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือกลุ่มเกษตรกรที่เรียกร้องพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ประเด็นปัญหาหนี้นอกระบบ หรือปัญหาหนี้สินชาวนา โดยหลักปฏิบัติและหลักการ ทาง คสช.ต้องดูแลการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศอยู่แล้วด้วยการให้การสนับสนุนรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน

ที่สำคัญรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้มอบหมายตั้งแต่ระดับเจ้ากระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องให้รีบไปดูแลรับเรื่องราวร้องเรียนตามช่องทางที่กำหนด เช่น ศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ รวมถึงหน่วยงานประจำกระทรวง ทบวง กรม ที่ต้องรีบลงพื้นที่ไปพบปะและรับเรื่องร้องทุกข์ต่างๆ ของประชาชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่าง ถูกต้อง รวดเร็ว ตรงเวลา และตรงจุดตามที่ประชาชนต้องการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นและที่ผ่านมาเป็นแบบนี้มาโดยตลอด แต่บางปัญหาอาจจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เช่น ข้อกฎหมาย สัญญาเดิมที่ค้างมา หรือติดปัญหาการปฏิบัติจึงไม่ได้เป็นการแก้ไขตรงตามความต้องการ

“การเรียกร้องของผู้ชุมนุมแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายทางภาครัฐพยายามที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตามยังถือว่าในภาพรวมการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่ในเกณฑ์สงบเรียบร้อยและเป็นปกติ แม้จะมีภาพการเคลื่อนไหวอยู่บ้าง แต่เราก็เป็นประชาชนคนไทยด้วยกัน จึงเน้นการสร้างความรับรู้ให้ประชาชนทั้งประเทศที่เป็นคนส่วนใหญ่ได้รับทราบข้อเท็จจริง และ สิ่งสำคัญเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ปฏิบัติตรงหน้างานปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่และกฎหมายไม่ให้มีภาพกระทบกระทั่งกัน ทั้งการยื้ดยุดฉุดดึงหรือผลักลาก หรือทำอะไรที่เกินกรอบอำนาจหน้าที่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ระมัดระวังเรื่องนี้อยู่แล้ว โดยต้องไม่มีภาพแบบนี้ออกมา ที่สำคัญทาง คสช.ได้เร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการแก้ปัญหาของประชาชนให้เร็วที่สุด”พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าว

สำหรับการติดตามความเคลื่อนไหวทั้งบรรดาแกนนำทางการเมือง กลุ่มองค์กรภาคประชาชน โฆษก คสช. บอกว่า คสช.ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของคนทุกกลุ่ม เช่น กลุ่มการเมืองที่มีการเคลื่อนไหว เพราะจริงๆ แล้ว คสช.ได้ดูแลความสงบเรียบร้อยมาโดยตลอดและติดตามทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะกลุ่มการเมือง รวมไปถึงกลุ่มทั่วๆ ไปด้วย เช่น กลุ่มเกษตรกร หรือกลุ่มที่เคลื่อนไหวด้านเศรษฐกิจ หรือทุกกลุ่มที่อาจจะกระทบด้านความมั่นคงของประเทศ

แม้แต่การตรวจพบอาวุธสงครามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมเครือข่ายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ แกนนำคนเสื้อแดงปทุมธานี พร้อมอาวุธสงครามและของกลางระเบิดปิงปอง ไปป์บอมบ์ ประทัดยักษ์ และระเบิดเอ็ม 26 ที่ย่านเมืองทองธานี เป็นสิ่งที่ คสช.ติดตามความเคลื่อนไหวและข้อมูลข่าวสารที่ติดตามมาโดยใช้เวลามานานพอสมควร ถือเป็นงานของ คสช.ที่จะต้องติดตามข่าวสารด้านความมั่นคง จนนำมาสู่การจับกุมที่เห็นเป็นภาพข่าวออกไป เป็นการดูแลด้านความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล

การดำเนินการกับแกนนำนั้น คือ เราสามารถติดตามได้อยู่แล้วว่ากลุ่มแกนนำแต่ละบุคคลแต่ละท่านก็เป็นคนเดิมๆ ไม่ใช่คนใหม่ๆ ทั้งนักการเมืองที่ออกมาพูดหรือออกมาทำการเคลื่อนไหวก็เป็นคนเดิมๆ ทั้งสิ้น หรือแกนนำที่ออกมาชุมนุมในตอนนี้ ยังอยู่ในการติดตามความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด และเฝ้าดูพฤติกรรม ซึ่งที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่รัฐจะพยายามอธิบายทำความเข้าใจผ่านสื่อบ้าง ทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงตามกรอบ

กฎหมายบ้าง หรือบางครั้งต้องพูดทำความเข้าใจตรงหน้างานบ้าง ว่าอยากขอความร่วมมือในการช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย จึงอยากให้ทุกคนควรมีส่วนร่วมในการช่วยกันนำพาให้บ้านเมืองและประชาชนคนส่วนใหญ่ให้เกิดความผาสุกร่มเย็นและก้าวข้ามปัญหาและวิกฤตต่างๆ ไปได้”

อย่างไรก็ดี คสช.ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อดึงทุกฝ่ายหันมาร่วมมือในการสร้างความสงบ และการตระหนักถือกรอบกฎหมายแม้ว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ แต่สิทธินั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย

“สิ่งสำคัญที่อยากขอความร่วมมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ ว่าอะไรที่ยังไม่ถูกใจแต่ว่าเป็นไปตามกฎหมาย ทาง คสช.ใช้การอธิบายว่ากฎหมายบังคับใช้แบบนี้ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย และสิทธิของผู้อื่นด้วยเช่นกัน เพราะว่าการที่ออกมาชุมนุมประท้วงเรียกร้องก็ต้องระมัดระวังจะไปละเมิดกฎหมาย และคำสั่ง คสช.ก็ตระหนักถึงสิทธิหรือไม่ควรละเมิดสิทธิของผู้อื่นด้วยเช่นกัน ดังนั้นที่ผ่านมาทาง คสช.มีการสื่อสารให้รับทราบรับรู้และทำความเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องมาโดยตลอด จึงไม่กังวลการก่อตัวของการชุมนุมจะบานปลาย เพราะทางเจ้าหน้าที่ยึดหลักที่เกี่ยวข้องโดยมีการปฏิบัติอย่างถูกวิธีถูกต้องและเหมาะสม ตั้งแต่มาตรการเบาไปหาหนัก มีการจัดวางพื้นที่ที่เหมาะสมทั้งการใช้คนให้เหมาะสมกับเพศและวัย เช่น ใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง ที่สำคัญไม่มีการใช้อาวุธหรือสิ่งใดจะทำให้เกิดความรุนแรงเป็นภาพออกไป โดยยึดหลักการปฏิบัติอย่างละมุนละม่อม เพื่อคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็วที่สุด”

พล.ต.ปิยพงศ์ ประเมินสถานการณ์จนถึงขณะนี้มั่นใจว่าแนวโน้มสถานการณ์การชุมนุมไปจนถึงเลือกตั้ง แม้ไม่อาจตอบได้ว่าม็อบจะลดลงหรือมากขึ้นหรือไม่มีเลย แต่ คสช.มีหน้าที่ คือ รักษาบรรยากาศดูแลและอำนวยความสะดวกในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองให้ได้ ต้องดำเนินการเพื่อนำไปสู่การเตรียมการจัดการเลือกตั้ง เกิดการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และเกิดการส่งผ่านอำนาจในการบริหารประเทศให้เกิดความผาสุกร่มเย็น เพื่อไม่ให้บ้านเมืองเรากลับไปวิกฤตความขัดแย้งเหมือนเมื่อก่อนเกิดกลุ่มฝ่ายต่างๆ ดังนั้น คสช.ต้องประคับประคองการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ค้างมา เช่น การแก้กฎหมาย การเดินหน้าการปฏิรูป หน่วยงานราชการต่างๆ ตามที่มีการเรียกร้องและสนับสนุนให้เกิดสิ่งเหล่านี้ให้จงได้

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าสถานการณ์ต่างๆ ยังคงปกติ ไม่อาจมีจุดเปลี่ยนที่จะนำไปสู่การยกระดับการใช้กฎหมายพิเศษ อาทิ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะในเวลานี้ยังไม่มีอะไรเป็นพิเศษไปกว่านี้ ทางเจ้าหน้าที่รัฐใช้กฎหมายปกติ โดยฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รักษากฎหมายเข้ามาดำเนินการควบคุมการบังคับใช้กฎหมาย โดยยึดความถูกต้องและเป็นธรรมเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยร่วมมือกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน โดยเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อทำให้สถานการณ์เป็นปกติและเรียบร้อย

แต่ประเด็นที่น่าสนใจ เหตุใดถึงมีกลุ่มต่างๆ ออกมาชุมนุมในช่วงเดือน ก.พ. พล.ต.ปิยพงศ์ มองว่า เหตุผลที่ช่วงนี้มีกลุ่มผู้ชุมนุมพร้อมใจกันออกมาชุมนุมเยอะๆ เนื่องจากช่วงนี้อาจเป็นห้วงเวลาหนึ่ง ปัญหาต่างๆ ทยอยเกิดขึ้นมา และบางกลุ่มเห็นและดูแล้วว่าบ้านเมืองกำลังต้องการคำตอบจากกลุ่มหรือฝ่ายที่พยายามเรียกร้องกันมานาน แต่ยังไม่ได้รับคำตอบหรือการแก้ไข

เช่น ปัญหาพลังงาน หรือเรื่องเลือกตั้ง เพราะเคยเรียกร้องกันมาแล้ว จึงพยายามออกมาขอคำตอบและความคืบหน้า แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าปัญหาบ้านเมืองมีมาก ทาง คสช.และรัฐบาลพยายามแก้ปัญหาตามขั้นตอนให้ถูกต้องและเป็นไปตามกรอบกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้ทำได้สำเร็จลุล่วงไปได้ทุกปัญหาและตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมต้องการ

“ทางรัฐบาลทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ประเทศชาติต้องมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของหัวหน้า คสช. ซึ่งต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหามีมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งปัญหาที่แก้ไปแล้ว และปัญหาที่ยังรอให้ต้องแก้ไขยังมีอยู่ ดังนั้นกลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อน จึงอาศัยช่วงเวลานี้มาติดตามความคืบหน้า จึงกลายเป็นเวลาที่สอดคล้องกัน ดังนั้นหน้าที่ของ คสช. คือ แก้ปัญหาไปด้วย และรักษาความสงบไปด้วย”โฆษก คสช. กล่าวทิ้งท้าย

**********************

เรื่องโดย….ปริญญา ชูเลขา

ถลก ‘แผนประทุษกรรม’ เกมล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

Published March 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/540577

  • วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 07:50 น.

ถลก 'แผนประทุษกรรม' เกมล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

โดย…เอกชัย จั่นทอง

การจับกุมแก๊งล่าสัตว์ป่าสงวนใน พื้นที่อุทยานแห่งชาติทุ่งใหญ่นเรศวร จ.กาญจนบุรี เป็นภาพที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในผืนป่าสงวนประเทศไทย แต่ สิ่งสำคัญในการล่าสัตว์ครั้งนี้คือแผน และรูปแบบการก่อเหตุที่มีลักษณะเป็นขั้นตอนวางแผนมาอย่างดี และเชื่อว่าอาจจงใจเข้ามาล่าสัตว์ป่า

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการเพื่อติดตามการดำเนินคดีเกี่ยวกับการกระทำผิดทรัพยากร ธรรมชาติ ในพื้นที่รับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเคยมีประสบการณ์ในการทำคดี ล่าสัตว์ป่า ได้ให้คำแนะนำว่า คดีที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่เห็นตอนผู้ก่อเหตุทำความผิดตั้งแต่เริ่มต้น จะเห็นตอนเมื่อทำความผิดสำเร็จแล้ว ดังนั้น สิ่งสำคัญในการหาพยานหลักฐานคือสถานที่เกิดเหตุ CRIME SCENE INVESTIGATION หรือ CSI

สำหรับกระบวนการตรวจยึดของกลางกลุ่มขบวนการล่าสัตว์ป่าของ เปรมชัยนั้น พล.ต.อ.จรัมพร เผยว่า มีการทำอย่างเป็นระบบขั้นตอน ในขณะตรวจที่เกิดเหตุผู้ต้องหาอยู่ในจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืน ของกลางอื่นๆ ประกอบ นอกจากนี้ยังพบอาหารที่แปรรูปสำเร็จแล้วคือ “ซุปหางเสือดำ” ที่มีการชำแหละจากซากเสือดำ มีการหั่นเนื้อไก่เป็นชิ้น มีเครื่องแกง มีเกลือ ใช้ปรุงและหมักอาหาร ลักษณะเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ได้ว่า “เข้ามาล่าสัตว์แน่นอน” โดยลักษณะดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่มาทบทวนดูแผนประทุษกรรมว่าก่อเหตุลักษณะใด

พล.ต.อ.จรัมพร ถอดบทเรียนคดีนี้ โดยยกคดีอาชญากรรมอย่างการปล้นทรัพย์ในธนาคารมาเปรียบเทียบแผนประทุษกรรมให้ชัดเจนขึ้นว่า หากเปรียบเทียบกับการก่อเหตุคดีปล้นทรัพย์ในธนาคาร ผู้ต้องหาทุกคนจะเข้ามานั่งประชุมเพื่อแบ่งหน้าที่กันทำงาน เช่น คนเตรียมอาวุธปืน คนดูต้นทาง คนจี้แคชเชียร์ คนทำหน้าที่นำเงินใส่ถุง เสร็จแล้วผลผลิตที่ได้คือนำเงินที่ปล้นได้มาแบ่งกัน ส่วนนี้ลักษณะการทำงานคือทุกคนร่วมกันกระทำความผิด ทุกคนถือว่าเป็นตัวการร่วมแบ่งหน้าที่กันทำให้การปล้นทรัพย์สำเร็จ

“เมื่อเทียบเคียงกับคดีป่าทุ่งใหญ่ฯเจ้าหน้าที่จะดูว่ามีการแบ่งหน้าที่กันทำจริงหรือไม่ ใครเตรียมรถ เตรียมปืน นัดแม่ครัว เตรียมเครื่องแกง เกลือ ซึ่งทุกอย่างเล่าเรื่องได้ว่าทุกขั้นตอนมีการตระเตรียมและผู้ก่อเหตุเดินทางไปพร้อมกันทั้งหมด แต่การกระทำอาจมีความผิดแตกต่างกัน บางคนอาจโดนแจ้ง 10 ข้อหา หรือ 9 ข้อหา แล้วแต่พฤติการณ์ของผู้ก่อเหตุ ดังนั้นคดีล่าสัตว์ป่าเมื่อเทียบเคียงกับคีอาชญากรรมชัดเจนว่า มีการแบ่งหน้าที่ทำงาน โดยผลผลิตของการล่าสัตว์คือนำอาหารมาแบ่งกินกัน”

ผู้เชี่ยวชาญคนเดิม ยังสะท้อน ด้วยว่า กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา เพราะเมื่อตรวจที่เกิดเหตุจะเห็นแผนประทุษกรรมทั้งหมด ตั้งแต่อาวุธปืน การเดินทาง การล่าสัตว์ จึงชัดเจนว่ามีการล่าสัตว์ป่า จากนั้นเจ้าหน้าที่จะดูเหตุจูงใจ (Motivation) ในการก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ตั้งประเด็นเหตุจูงใจการก่อเหตุไว้ 3 ประเด็น 1.กลุ่มผู้ต้องหาอาจเข้ามาพักผ่อนเพราะ ชื่นชอบธรรมชาติ 2.กลุ่มผู้ต้องหา เข้ามาเพื่อล่าสัตว์ป่า และ 3.กลุ่มผู้ต้องหา เข้ามาเพื่อจับสัตว์ป่าไปขาย จากนั้น ตัดประเด็นที่คาดว่าไม่เกี่ยวข้องออก จึงตัดประเด็นที่ 3 ทิ้ง เนื่องจากสัตว์ที่จับมาถูกยิงตายหมด และตัดประเด็นที่ 1 เพราะการเข้ามาพักผ่อนต้องมีกล้องถ่ายภาพมาถ่ายรูปสวยๆ แต่ปรากฏว่าไม่มีกล้องมาถ่ายภาพ มีเพียงกล้อง ติดปืนเท่านั้น

“มูลเหตุจูงใจจึงเหลือแค่ประเด็นที่ 2 เข้ามาล่าสัตว์เนื่องจากมีเครื่องแกงวัตถุดิบ ทั้งหมดคืองานนิติวิทยาศาสตร์ในการไขข้อเท็จจริง โดยสามารถเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมดจากพยานหลักฐานในจุดเกิดเหตุ”

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ ให้มุมคิดความเห็นว่า อยากให้มีการคิดค่าเสียหายสิ่งที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติเป็นตัวเงินหรือใช้กฎหมายทางแพ่งดำเนินคดีด้วย เช่น สัตว์ป่า 1 ตัวนำไปขายตัวละ 2,000 บาท แต่ทราบหรือไม่ว่ากว่าจะฟื้นฟูให้สัตว์เหล่านั้นกลับสู่ป่าต้องทำวิจัยสารพัด ขั้นตอนเสียงบประมาณจำนวนมาก อย่างเสือดำอายุ 5 ปีตัวนี้ มีราคาอยู่ประมาณ 8 แสนบาท ดังนั้นเมื่อมีการจับกุมดำเนินคดีควรมีการปรับเพื่อนำเงินส่วนนี้คืนให้กับธรรมชาติด้วย

ขณะเดียวกัน ค่าเสียหายต่อธรรมชาติที่ได้ควรนำไปใช้พัฒนาดูแลปกป้องผืนป่าต่อไปได้ ตามสโลแกน “สัตว์มีค่าป่ามีคุณ” ถ้าเรามีการคิดค่าเสียหายในประเด็น ดังกล่าวจะทำให้คนกลัวมากขึ้น แต่ต้องมีการศึกษาให้รอบคอบ เพราะว่าสัตว์ป่าชนิดเดียวกัน แต่อาจคิดราคาค่าปรับ แตกต่างกัน เพราะผู้ก่อเหตุบางกลุ่มอาจล่าเพื่อยังชีพในป่าอาจไม่ต้องเสียเงิน ส่วนพวกนักล่าสัตว์ป่าเพื่อความบันเทิงกีฬาก็ต้องคิดค่าเสียหาย แต่ถ้าฆ่าสัตว์ป่าทิ้งคิดราคาค่าปรับให้เต็มที่ ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือความฉกรรจ์ของปัญหาต่างกัน ดังนั้นการลงโทษหรือปรับจึงแตกต่างกันไป

เข้มวินัยสนช.ไม่คุกคามทางเพศ

Published March 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/540575

  • วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 07:25 น.

เข้มวินัยสนช.ไม่คุกคามทางเพศ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผ่านไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและกรรมาธิการ พ.ศ. …. ตามที่คณะกรรมการจริยธรรมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นผู้เสนอจำนวน 45 ข้อ โดยใช้ กมธ.แบบเต็มสภาเพื่อปรับปรุงข้อบังคับให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

รวมถึงผู้ตรวจการแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ก่อนที่ประชุม สนช. เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบร่างดังกล่าว 3 วาระรวดอย่างเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง 160 ต่อ 0 เสียง ไม่เห็นด้วย 6 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง เพื่อประกาศใช้เป็นระเบียบข้อบังคับต่อไป

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจตราข้อบังคับเกี่ยวกับประมวลจริยธรรมของสมาชิกและกรรมาธิการ ซึ่งตามบทเฉพาะกาลได้กำหนดระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ให้ สนช.ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ยังคงทำหน้าที่ต่อไป และให้ สนช.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

โดยทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา ดังนั้นเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์และกลไกในการควบคุมความประพฤติจริยธรรมและวางมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ของ สนช.และกรรมาธิการ จึงจำเป็นต้องตราข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 128 มาตรา 219 วรรคสอง ประกอบมาตรา 263 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

หากส่องเนื้อหาสำคัญที่สมาชิก สนช.ให้ความสนใจในการอภิปราย โดยเฉพาะข้อ 21 ว่าด้วยข้อห้ามล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ จนทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับความเดือดร้อนเสียหาย หรือกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ โดยผู้ถูกกระทำอยู่ในภาวะจำยอม รวมถึงห้ามนำความสัมพันธ์ทางเพศเป็นเหตุครอบงำการใช้ดุลพินิจหรือมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติหน้าที่

พล.อ.อ.อาคม กาญจนหิรัญ สมาชิก สนช. ให้เหตุผลต่อข้อดังกล่าวว่าเป็นประโยคที่คลุมเครือมากและสมควรตัดทิ้ง เพราะหากเปิดรัฐธรรมนูญตามมาตรา 219 ระบุว่าไม่ห้ามสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะรัฐมนตรี ที่จะกำหนดจริยธรรมเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตน

“เพราะฉะนั้นคิดว่าข้อดังกล่าวผมคิดว่ามันไม่เหมาะสมมันเป็นประโยคคลุมเครือ ทำให้ผมตีความว่าถ้าสมมติผมไปล่วงละเมิดทางเพศ แล้วผู้ถูกกระทำยินยอม ลักษณะเช่นนี้ผมไม่ผิดจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภา และวรรคสองนั่นหมายถึงว่าสมยอมว่าให้มีความสัมพันธ์ทางเพศได้ แต่อย่าโวย ผมจึงเห็นว่าน่าตัดทิ้งทั้งข้อ”

ขณะที่ กล้าณรงค์ จันทิก สมาชิก สนช. ในฐานะ กมธ.ประมวลจริยธรรม ชี้แจงว่า หากอ่านตามที่พล.อ.อ.อาคม ระบุ ก็จะมีความคลุมเครือ แต่ว่าข้อดังกล่าวนั้นลอกมาจากข้อ 20 หากดูในรัฐธรรมนูญมาตรา 219 วรรคสอง ก็ต้องแปลความว่ามาตรฐานทางจริยธรรม ก่อนประกาศได้มีการรับฟังความคิดเห็นทุกส่วนที่ทำงานในฐานะสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

ไม่ห้ามที่จะกำหนดจริยธรรมเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ฉะนั้นรู้สึกคลุมเครืออย่างไร คงไปแก้ไขอะไรไม่ได้เนื่องจากได้ประกาศลงในราชกิจจาฯ และใช้บังคับแล้ว

“ถ้าท่านดูมาตรา 219 วรรคสอง จะเห็นส่วนที่เพิ่มขึ้น คือ ส่วนที่ 4 เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกและกมธ. ตั้งแต่ข้อ 28-36 ในหมวด 2 ส่งเสริมและควบคุมให้เป็นไปตามจริยธรรม ตั้งแต่ข้อ 37 ไล่มาจนกระทั่งถึงข้อ 45 ซึ่งเราก็เพิ่มขึ้นตามรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่กำหนดแล้วและประกาศในราชกิจจาฯ มีผลบังคับใช้ เราจะไปแก้ไขไม่ได้ ในความเห็นผม”

ด้าน ตวง อันทะไชย สมาชิก สนช. ในฐานะ กมธ. กล่าวว่า อยากยกตัวอย่างกรณีกระทรวงสาธารณสุขที่มีผู้อำนวยการไปล่วงละเมิดทางเพศเจ้าหน้าที่ โดยผู้ถูกกระทำอยู่ในภาวะจำยอม แต่ปรากฏว่าวันนี้ศาลมีคำพิพากษาจำคุกและผู้กระทำก็ถูกลงโทษทางวินัย ซึ่งเป็นเรื่องของข้าราชการกับบุคคลทั่วไป

“ตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาอย่างพวกเราจะต้องมีมาตรฐานสูงกว่าประชาชนทั่วไป จะต้องมีความละเอียดอ่อนมากกว่าตำแหน่งที่เราอยู่ สังคมให้ความเคารพ ให้ความศรัทธา และความเชื่อมั่น มันจึงเป็นสิ่งต้องเขียนอย่างน้อยต้องเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 จึงไม่เห็นความสลับซับซ้อนอะไร”

ถัดมาส่วนที่ 3 จริยธรรมทั่วไปข้อ 23 ต้องอุทิศเวลาให้ราชการ โดยไม่นำเวลาราชการไปประกอบธุรกิจหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือผู้อื่น โดย ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สมาชิก สนช. กล่าวว่า เนื่องจากสมาชิกภาคเอกชนมีความกังวลในประเด็นดังกล่าว ถ้าแก้ไขไม่ได้เพราะเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมซึ่งศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระจัดทำ

“หากมีข้อร้องเรียนเกิดขึ้นกับสมาชิกภาคเอกชนและมีการประชุมสภาหากมีเหตุจำเป็นภารกิจ ซึ่งเป็นธุรกิจของท่านและขาดไม่ได้ และไปปรากฏตัวอยู่ ณ ที่นั้น ตรงนี้จะดำเนินการอย่างไรหรือทำไม่ได้เลย เพื่อความเข้าใจ หากปรับแก้ไม่ได้หรือตัดออกไม่ได้”

กล้าณรงค์ ชี้แจงว่า ประเด็นดังกล่าวในทางปฏิบัติสามารถลาได้ หากลาไปราชการของสภามันก็จะเป็นอีกลักษณะหนึ่งที่ต้องพิจารณา แต่ถ้าลาไปราชการส่วนตัว ซึ่งมีจำนวนมาก ก็ไม่ได้ทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็น สนช.ไป แม้ว่าจะมาประชุมไม่ครบตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่โอกาส สิทธิ พึงมี พึงได้ บางประการก็ถูกตัดไป เป็นไปตามที่ปฏิบัติกันมา 3 ปี

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ตัดสาระสำคัญหลายประการตามข้อบังคับประมวลจริยธรรมของ สนช.และ กมธ. พ.ศ. 2558 ออก อาทิ การปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม มีความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ส่วนรวมและประเทศชาติ รวมถึงต้องประพฤติตนเพื่อให้เป็นที่เชื่อถือ ศรัทธา และแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชน อีกทั้งยังตัดเรื่องการรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนด้วย

ถอดบทเรียนป่าทุ่งใหญ่ งานอนุรักษ์ธรรมชาติชนะการไล่ล่า

Published March 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/540229

  • วันที่ 14 ก.พ. 2561 เวลา 06:33 น.

ถอดบทเรียนป่าทุ่งใหญ่ งานอนุรักษ์ธรรมชาติชนะการไล่ล่า

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

วงเสวนา เรื่อง “จาก 16 ถึง 61 คลี่ม่าน เกมล่าสัตว์ทุ่งใหญ่ เกมชีวิตอภิสิทธิ์ชน”ที่จัดขึ้นโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม เป็นอีกเวทีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ก.พ. เพื่อระดมความเห็นเกี่ยวกับเกมการล่าสัตว์ในป่าผืนใหญ่ของเมืองไทย และสะท้อนให้เห็นภาพความสนุกสนานที่เกิดจากการล่า อันต้องแลกมาด้วยชีวิตของสัตว์ป่า

ไฮไลต์สำคัญพุ่งไปที่ ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่เปิดฉากว่า กรณีของเปรมชัยที่เข้าป่าเพียงวันเดียวแล้วยิงเสือดำได้ ถือเป็นข้อบ่งบอกชัดเจนว่าผืนป่ามีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก เรียกว่าป่าทุ่งใหญ่เป็นป่าที่เจ๋งก็คงไม่ผิด

“ผมจึงไม่เชื่อว่าเป็นเสือดำตัวสุดท้ายอย่างที่เขาว่ากัน เขาอาจจะคาดเดา เพราะเปรมชัยเข้าไปวันเดียวแล้วยิงได้ก็บอกได้ว่ามีเสือพอสมควร” ศศิน เล่าถึงกรณีจำนวนเสือดำ

กระนั้น สิ่งที่น่าสนใจในความเห็นของศศิน คือความกล้าที่จะกระทำผิดของเปรมชัย ไม่อายที่จะขออนุญาตเข้าไปกระทำความผิดในผืนป่า ขณะเดียวกันคนประสานที่เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็กล้าที่จะขออธิบดีกรมอุทยานฯ เพื่อให้เปรมชัยเข้าป่า และบ่งบอกได้ถึงพฤติกรรมของเปรมชัยที่ไม่มีความเกรงใจ กล้าที่จะเข้าไปทำลายระบบนิเวศที่เป็นสมบัติของชาติ

“ทุกวันนี้ป่าไม้ สัตว์ป่ามันมีความเข้มแข็งด้วยตัวของมันเอง ส่วนหนึ่งก็เพราะคนทำงานอนุรักษ์ เจ้าหน้าที่ที่แข็งขันและทำงานอย่างเต็มที่ ป่ามันจึงสมบูรณ์ คนที่เข้าไปยิงสัตว์เล่นบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่มีคนจำนวนมากหวงแหน คนแบบนี้ก็คือคนไม่ปกติ เป็นคนไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ผมขอด่าหน่อยละกัน”ศศิน ย้ำ

อย่างไรก็ตาม จากการกระทำของเปรมชัยที่วันนี้ตกเป็นผู้ต้องหา ศศินมองว่า คงเป็นการล่าจริงๆ และถึงแม้จะสูญเสียเสือดำไป แต่งานอนุรักษ์ก็ได้รับชัยชนะด้วยเช่นกัน เพราะตลอดระยะเวลาต่อสู้กว่า 45 ปี ทุกวันนี้คนทั้งประเทศไม่มีใครปฏิเสธงานอนุรักษ์ป่าไม้สัตว์ป่า เพราะกระแสสังคมไม่ยอมรับพฤติกรรมแบบเปรมชัยอีกต่อไป

“อีกอย่าง เราไม่จำเป็นต้องมาพูดถึงการเพิ่มโทษ เพราะทุกวันนี้กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมดีอยู่แล้ว และทำหน้าที่อย่างดีตลอดกระบวนการ แต่คนรวยที่เข้าไปล่าสัตว์เมื่อถูกจับเขาไม่ได้มาสนใจว่าโทษจะสูงแค่ไหน เขาสนแค่ว่าเคลียร์ได้หรือเปล่า”

กระนั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือทำอย่างไรให้มีการจัดการเชิงคุณภาพของบุคลากรเพื่อร่วมพัฒนาผืนป่า รวมถึงสร้างคนอย่าง วิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันออก ที่เป็นคนนำเข้าจับเปรมชัยให้มากขึ้นไปอีก แม้มันจะยากในการสร้างคนขึ้นมาพิทักษ์ผืนป่า แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ

ด้าน เอ็ดวิน วีค เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ฉายภาพจำนวนเสือดำจากสถิติและการประมาณการว่า ปัจจุบันเสือดาวที่เป็นพันธุ์เดียวกับเสือดำนั้นมีอยู่ในประเทศไทยและมาเลเซียราว 900 ตัว และจำนวนนี้พบว่า มีอยู่ 11% ที่เป็นเสือดำ สรุปได้ว่าในประเทศไทยอาจจะมีเสือดำอยู่ราว 200 ตัว

เสือดาวและเสือดำถูกหมายหัวจากนักล่าเพราะราคาค่าตัวที่นำไป ขายกันในตลาดมืด โดยเฉพาะที่ประเทศจีนจะมีราคาถึงตัวละ 1-2 แสนบาท เพราะหายาก และกว่าจะขยายพันธุ์ได้ก็ยากเช่นกัน ดังนั้นราคาก็เลย สูงตาม

เอ็ดวิน บอกอีกว่า สำหรับกฎหมายการกระทำความผิดเกี่ยวกับการล่าสัตว์ ครอบครอง หรือลักลอบซื้อขายนั้น กฎหมายใหม่ที่อยู่ระหว่างพิจารณาถือว่าดีอย่างมาก โดยเฉพาะการเพิ่มโทษให้จำคุกอย่างน้อย 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา และปรับสูงสุดที่หลักล้านบาท ไม่ใช่แต่เดิมที่จำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท

อีกหนึ่งความเห็นจาก สมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติฯ บอกเล่าว่า ต้องนำเหตุการณ์ของ เปรมชัยมาถอดบทเรียน โดยเฉพาะการขออนุญาตเข้าพื้นที่ป่า ซึ่งจากนี้จะต้องนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียดว่าพื้นที่ใดควรเข้าไปได้ หรือควรจำกัดพื้นที่ให้เข้า แต่ข้อบกพร่องต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องจากเหตุการณ์นี้ กรมอุทยานฯ ก็ต้องยอมรับผิดด้วยเช่นกัน

“ตั้งแต่มีคดีวันที่ 5 ก.พ. คำถามที่ตามมาคือใครอนุญาต เจ้าหน้าที่บกพร่องหรือไม่ คนจับกลับกลายเป็นประเด็นมากกว่าผู้ต้องหา ผมว่าเรื่องเหล่านี้มีกลไกการทำงานอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือการบังคับใช้กฎหมายต่างหาก การขออนุญาตเข้าก็เป็นปกติ แต่อย่างที่บอกเอาไว้ว่าต้องได้รับบทเรียนจากตรงนี้ เราต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนหากจะอนุญาต” สมโภชน์ สะท้อนความเห็น

ท้ายสุดจาก รตยา จันทรเทียรตัวแทนนักอนุรักษ์อาวุโส รำลึกเหตุการณ์สำคัญในห้วงเวลา 45 ปี ว่า จากเหตุการณ์ล่าสัตว์ในปี 2516 ที่นำไปสู่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 14 ตุลา แต่จวบจนถึงวันนี้ สถานการณ์ของผืนป่าก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพราะจากจุดที่เปรมชัยเข้าไปฆ่าเสือดำก็อยู่ไม่ห่างจากจุดที่อดีตเคยล่ากัน ซึ่งมีระยะห่างกันแค่เพียง 30 กิโลเมตรเท่านั้น

“สิ่งที่อยากฝากเอาไว้คือประเด็นการเปิดพื้นที่เช่าพื้นที่ป่าให้กับเอกชน ที่มีมาตั้งแต่ปี 2500 จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากรัฐบาลจะเห็นใจและรักษ์สิ่งแวดล้อมก็ควรจะบังคับและอย่าให้มีใครเข้ามาขออนุญาตเช่าพื้นที่ป่าอีกเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นป่าจะหมด สัตว์ป่าก็ไม่เหลือ เพราะเป็นทรัพยากรของชาติ หากเปิดให้เช่าก็เป็นจุดอ่อนต่อสิ่งแวดล้อมทันที ปัญหานี้มีมาตลอด 45 ปี และก็ยังไม่เคยจากไปไหน” รตยา ให้ความเห็น

รู้จัก “นพ.ธีระเกียรติ” รมว.ศธ.เจ้าของนโยบายปลูกฝังให้เด็ก “เกลียดการโกง”

Published March 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/540180

  • วันที่ 13 ก.พ. 2561 เวลา 15:15 น.

รู้จัก "นพ.ธีระเกียรติ" รมว.ศธ.เจ้าของนโยบายปลูกฝังให้เด็ก "เกลียดการโกง"

ส่องประวัติ “นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์” รมว.ศึกษาธิการ เจ้าของนโยบายสร้างเด็กไทยให้โตขึ้นมา “เกลียดการโกง”

นาทีนี้ชื่อของ “นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์”รมว.ศึกษาธิการ กำลังดังกระหึ่มสังคม หลังสำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษได้เผยคลิปเสียงการให้สัมภาษณ์ของ นพ.ธีระเกียรติ ที่กล่าวพาดพิงถึงกรณีการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระหว่างพบปะกับนักเรียนไทยในอังกฤษ

“เรื่องนาฬิกา ถ้าผมถูก exposed (เปิดโปง) เรือนแรก ผมก็ออกแล้ว อันนี้ถามผมนะ ส่วนใครจะว่าอะไร ให้ไปถามคนนั้น ของอย่างนี้ คนก็ไม่กล้าพูด กลัวอะไร”

“มันเป็น conscience (ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี) ลึก ๆ อยู่ในสายเลือด การรู้ว่าอะไรควร อะไรถูก มาสายไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิด ethic (จริยธรรม)… เมื่อไม่ได้ฝึกมาแต่เด็ก ให้หน้าบาง ยาก เมืองไทย ไม่มีทาง เมืองไทยเป็นอย่างหนาตราช้าง” บางตอนของคำสัมภาษณ์ระบุ

นพ.ธีระเกียรติ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนวัดสุทธิวราราม สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยลอนดอน แผนกจิตเวชศาสตร์และจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น

เคยเป็นรองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเป็นอาจารย์กิตติมศักดิ์อาวุโส มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเป็นคนไทยที่เป็นสมาชิกของราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร

ต่อมาได้ร่วมกับ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา จัดตั้งโรงเรียนสัตยาไสขึ้น เป็นโรงเรียนต้นแบบด้านการพัฒนาจริยธรรมในวัยเรียน นอกจากนี้ยังได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการศูนย์จิตวิทยาการศึกษา ซึ่งจัดตั้งโดยมูลนิธิยุวสถิรคุณ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ในเส้นทางงานการเมือง เขาเคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม) เมื่อปี พ.ศ. 2535 ต่อมาหลังการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 ได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย)และต่อมาได้ลาออกจากตำแหน่ง

หลังจากนั้นได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 เขาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

หากย้อนกลับไปดูนโยบายของ นพ.ธีระเกียรติ เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ นโยบายที่น่าสนใจข้อหนึ่งก็คือการประกาศให้กระทรวงศึกษาธิการในยุคนี้จะต้องเป็นยุคที่โปร่งใสที่สุดในประวัติศาสตร์และต่อต้านการคอร์รัปชัน รวมทั้งเน้นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม รณรงค์ให้เด็กเกลียดการโกง

นพ.ธีระเกียรติกล่าวตอนหนึ่งเมื่อครั้งแถลงนโยบายว่า

“กระทรวงศึกษาธิการในยุคนี้จะเน้นเรื่องความโปร่งใส และ Anti-Corruption ซึ่งจะเป็นยุคที่กระทรวงศึกษาธิการมีความโปร่งใสที่สุดในประวัติศาสตร์ จะไม่มีใต้โต๊ะ หลังโต๊ะ หลังบ้าน ตามน้ำใด ๆ ทั้งสิ้น และยืนยันว่าไม่มีการนำชื่อหรือทีมงานทั้งสามท่านไปแอบอ้างเพื่อขอรับผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น

“สิ่งที่สำคัญอีกประการ คือ กระทรวงศึกษาธิการต้องการสร้างเด็กให้โตขึ้นมา เกลียดการโกง หรือเติบโตขึ้นมากับความไม่โกง ด้วยการปลูกฝังการไม่โกงไว้ในบรรยากาศ ระบบ และการสนทนา เพราะการไม่โกงมีวิธีการเดียว ก็คือ ให้เกลียดการโกง และจะได้ไม่ทำ”

%d bloggers like this: