รายงานพิเศษ

All posts tagged รายงานพิเศษ

รายงานพิเศษ : ปศุสัตว์ยกระดับมาตรฐานส่งออก เปิดตัวเนื้อโคขุนคุณภาพตู้คอนเทนเนอร์แรกไปเมียนมา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480163

รายงานพิเศษ : ปศุสัตว์ยกระดับมาตรฐานส่งออก  เปิดตัวเนื้อโคขุนคุณภาพตู้คอนเทนเนอร์แรกไปเมียนมา

รายงานพิเศษ : ปศุสัตว์ยกระดับมาตรฐานส่งออก เปิดตัวเนื้อโคขุนคุณภาพตู้คอนเทนเนอร์แรกไปเมียนมา

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์เปิดตัวเนื้อโคขุนคุณภาพตู้คอนเทนเนอร์แรกส่งออกไปยังสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ถือเป็นการยืนยันมาตรฐานการผลิตเนื้อโคไทยตลอดห่วงโซ่ที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัย ซึ่งเป็นการส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ ให้มีอาชีพที่มั่งคง มีรายได้ สามารถแข่งขันกับการเปิดการค้าเสรี (FTA) ได้

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์และโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานในพิธีปล่อยตู้คอนเทนเนอร์บรรจุผลิตภัณฑ์เนื้อโคขุนไปยังสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ณ โรงชำแหละและแปรรูปเนื้อโคเพื่อการส่งออกของ บริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัด (EST.333) อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นผู้นำของเครือข่ายโคเนื้อไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร (FTA) เมื่อวันอังคารที่ 17 มีนาคม 2563 ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมปศุสัตว์ขับเคลื่อนยกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อโคคุณภาพสูงของไทยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับฟาร์มให้ได้รับรองมาตรฐาน GAP จนกระทั่งถึงโรงชำแหละและการแปรรูปที่ได้มาตรฐาน GMP เพื่อการส่งออก ตามมาตรฐานฮาลาล โดยขับเคลื่อนร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และสามารถ เปิดตลาดส่งออกสินค้าเนื้อโคคุณภาพสูงสู่ประเทศเพื่อนบ้านได้เป็นผลสำเร็จ โดยหลังจากนี้กรมปศุสัตว์จะผลักดันให้เกษตรกรผลิตเนื้อโคคุณภาพ ภายใต้คำขวัญ “นิยมไทยบริโภคเนื้อโคไทย” เพื่อลดการนำเข้าเนื้อโคที่อยู่ในตลาดระดับบน พร้อมเข้าสู่การแข่งขันในตลาดอาเซียน

นายสัตวแพย์สมชวน กล่าวต่อไปว่า “ปัจจุบันตลาดการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์เนื้อโคแปรรูป โดยในปี 2562 ประเทศไทยมีการส่งออกทั้งสิ้นปริมาณ 2,604 ตัน คิดเป็นมูลค่า 297 ล้านบาท การส่งออกของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในครั้งนี้ ถือเป็นผลดีต่อภาพรวมของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ทำให้เพิ่มช่องทางระบายผลผลิตเนื้อโคได้มากขึ้น ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการประสานความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นโอกาสที่สำคัญยิ่งของอุตสาหกรรมโคเนื้อและผู้ประกอบการไทย เรามีความได้เปรียบกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ หลายด้านทั้งในแง่มาตรฐานการผลิตที่อยู่ในระดับสากล มุ่งเน้นการผลิตเนื้อโคที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ทำให้ประเทศไทยมีมาตรฐานการควบคุมสินค้าทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ระดับฟาร์ม กระทั่งถึงโรงชำแหละและการแปรรูป สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต ที่สำคัญด้วยระยะทางที่ใกล้กัน จึงส่งผลดีต่อการส่งออก ซึ่งจะทำให้ยอดการส่งออกเนื้อโคเพิ่มขึ้น”

ด้าน นายสุริยศักดิ์ ภูธิปฐิติพงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัด กล่าวว่า “สินค้าเนื้อโคขุนที่ส่งออกไปในวันนี้ เป็นของบริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัดจำนวน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ปริมาณ 4,005 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 2 ล้านบาท สำหรับแผนการส่งออกเนื้อโคไทยไปสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา จะมีการส่งออกจากไทยไปอย่างต่อเนื่องซึ่งคาดว่าปีนี้จะสามารถส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 30 ตู้ ปริมาณ 120,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 57 ล้านบาท นอกจากนี้มีเป้าหมายส่งออกไปยังประเทศกัมพูชา และประเทศมาเลเซียต่อไป นอกจากนี้ บริษัท จะร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ส่งเสริมเกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิตให้มีคุณภาพ สามารถแข่งขันกับตลาดการค้าเสรีได้ต่อไป”

สำหรับผู้ประกอบการไทย ที่มีความประสงค์ขอขึ้นทะเบียนโรงงานและโรงตัดแต่งเนื้อโคเพื่อการส่งออกไปต่างประเทศ สามารถสอบถามข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านทางสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ เพื่อประสานงานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถติดต่อที่กลุ่มตรวจสอบมาตรฐานด้านการปศุสัตว์ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2653-4444 ต่อ 3134

รายงานพิเศษ : ชู‘บางระกำโมเดล’ฝ่าวิกฤติแล้งปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479919

รายงานพิเศษ : ชู‘บางระกำโมเดล’ฝ่าวิกฤติแล้งปี’63

รายงานพิเศษ : ชู‘บางระกำโมเดล’ฝ่าวิกฤติแล้งปี’63

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปีนี้ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งเกือบทุกภูมิภาคของประเทศไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน ทั้งนี้เนื่องจากฝนที่ตกในปี 2562 มีค่าเฉลี่ยทั่วประเทศเพียง 1,342 มม. ต่ำที่สุดในรอบ 40 ปี ทำให้ปริมาณต้นทุนในแหล่งเก็บน้ำต่างๆท่ี่จะนำมาใช้ในฤดูแล้งปี 2562/63 มีน้อยไม่เพียงพอสำหรับใช้ในทุกๆกิจกรรมการใช้น้ำ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดหมายภาครัฐได้มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว และได้มีเตรียมมาตรฐานรับมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ให้ความสำคัญกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ เป็นอันดับแรก จะต้องมีเพียงพอใช้จนถึงฤดูฝนปี 2563 และมีสำรองกรณีฝนมาล่าช้าหรือฝนทิ้งช่วงด้วย

ในสถานการณ์เช่นนี้ โครงการหนึ่งที่ถูกถามถึงคือ “โครงการบางระกำโมเดล” ปีนี้จะเดินหน้าต่อหรือไม่?

ล่าสุดในการประชุมคณะทำงานภายใต้ กองอำนวยน้ำแห่งชาติ มีมติให้กรมชลประทานพิจารณาจัดสรรน้ำให้กับพื้นที่ทุ่งบางระกำ นั่นก็หมายความว่า “โครงการบางระกำโมเดล” ในปี 2563 เดินหน้าต่อเป็นปีที่ 4

“โครงการบางระกำโมเดล” หรือ “โครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วม พื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำบางระกำ” เริ่มดำเนินการครั้งแรกเมื่อปี 2560 ในช่วงที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ยังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยได้สั่งการให้กรมชลประทานบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่ ได้แก่ กองทัพภาคที่ 3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 23 หน่วยงาน และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ ร่วมกันวางแผนการปลูกพืชและบริหารจัดการน้ำในรูปแบบประชารัฐ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ในเรื่องของแก้มลิงมาใช้ในการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วม

โครงการบางระกำโมเดล 60 ประสบผลสำเร็จได้ด้วย กรมชลประทานได้ขยายผลมาดำเนินงานโครงการในปี 2561 และปี 2562 พร้อมทั้งได้ขยายพื้นที่โครงการเพิ่มขึ้น จากเดิม 265,000 ไร่ เป็น 382,000 ไร่ เต็มศักยภาพของพื้นที่

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สำหรับการดำเนิน “โครงการบางระกำโมเดล”ในปี 2563 นี้จะลดพื้นที่ดำเนินโครงการลงจาก 382,000 ไร่ ในปีที่แล้ว เหลือ 265,000 ไร่ เท่ากับปี 2560 ซึ่งเป็นปีแรกในการดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ทั้งนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนปีนี้ มีจำนวนจำกัด เพราะต้องจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับกิจกรรมการใช้น้ำที่ได้วางแผนไว้ โดยจะจัดสรรน้ำส่งมาให้ได้ประมาณ 310 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการใช้น้ำทำนาปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-31 กรกฎาคม 2563

โครงการบางระกำโมเดล เป็นโครงการปรับเปลี่ยนปฏิทินใหม่ในการทำนาปีของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ ให้เร็วขึ้นกว่าปกติ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก ช่วยลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งนอกจากจะทำให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต ยังสามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแก้มลิงธรรมชาติ รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัย ที่จะเกิดขึ้นในเขตชุมชนและสถานที่ราชการของจังหวัดสุโขทัย ตลอดจนเป็นการหน่วงน้ำรอการระบายไม่ให้เกิดผลกระทบกับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอีกด้วย

นอกจากนี้ โครงการบางระกำโมเดล ยังจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจาการทำอาชีพประมง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ และการปล่อยน้ำให้ท่วมนาในช่วงเวลาดังกล่าว จะทำให้พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมมีอาหารปลา ทีี่สมบูรณ์เพราะเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่น หรือเกิดขึ้นมาใหม่จะเป็นอาหารของปลาอย่างดี ปลาจะชุกชุมมากเป็นพิเศษ สร้างรายได้เสริมจากอาชีพประมงให้กับเกษตรกร รวมทั้งน้ำที่เก็บกักไว้ยังสามารถนำมาบริหารจัดการใช้เป็นน้ำต้นทุน ในการทำนาปรังและการอุปโภคบริโภค ทั้งในเขตโครงการและลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างได้อีกประมาณ 400 ล้านลบ.ม. ซึ่งเป็นการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับพื้นที่ดำเนินโครงการทั้ง 265,000ไร่ดังกล่าว จะมีพื้นที่ครอบคลุม อ.บางระกำ อ.พรหมพิราม อ.เมือง จ.พิษณุโลก และอ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย โดยอยู่ในเขตรับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน 205,000 ไร่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล 20,000 ไร่ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวร อีกจำนวน 40,000 ไร่

ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการน้ำในทุ่งบางระกำในปีนี้นั้น กรมชลประทานจะส่งน้ำให้เกษตรกรเริ่มทำการเพาะปลูกพืชฤดูฝนได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 และสิ้นสุดการส่งน้ำวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 จากนั้นตั้งแต่เดือน สิงหาคม – พฤศจิกายน 2562 จะเป็นช่วงเวลาหน่วงน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยเตรียมพื้นที่รองรับปริมาณน้ำหลากจากอุทกภัยลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำสาขา รวมทั้งปริมาณน้ำที่เกิดจากฝนตกในพื้นที่ ซึ่งจะหน่วงน้ำและเก็บกักไว้ให้ได้มากที่สุดเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งของปี 2563/64

สำหรับการจัดสรรน้ำเพื่อดำเนินโครงการบางระกำโมเดลจำนวน 310 ล้านลบ.ม.ดังกล่าวนั้น จะจัดส่งน้ำมาจากเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ และเขื่อนแควน้อย บำรุงแดน จ.พิษณุโลก ซึ่งปริมาณในเขื่อนทั้ง 2 แห่งล่าสุด ณ วันที่ 13 มีนาคม 2563 เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 4,184 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุในระดับกักเก็บ โดยเป็นปริมาณที่ใช้งานได้ 1,334 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 20.03 ส่วนเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณเหลืออยู่ 352 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ34.51 ของความจุในระดับกักเก็บ โดยเป็นปริมาณที่ใช้งานได้ 309 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 34.51

ส่วนการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากของโครงการบางระกำโมเดลนั้น กรมชลประทานจะเพิ่มการระบายน้ำในแม่น้ำยมด้วยการผันน้ำลงแม่น้ำน่าน และในแม่น้ำยมสายเก่า พร้อมพร่องน้ำเหนือประตูระบายน้ำต่างๆ เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะผันมาจากแม่น้ำยมผ่านประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำในเขตชุมชน หากเกิดกรณีวิกฤติปริมาณน้ำมากเกินกว่าความสามารถการระบายน้ำของแม่น้ำยม ก็จะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำในโครงการบางระกำโมเดลเป็นพื้นที่รองรับน้ำหลาก เพื่อป้องกันอุทกภัยในเขตชุมชนเมืองสุโขทัย

หลังจากพ้นฤดูน้ำหลาก ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2562 ก็จะระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อให้เกษตรกรเริ่มทำการเพาะปลูกข้าวนาปรัง

“โครงการบางระกำโมเดล เกิดขึ้นเนื่องจากพื้นที่ลุ่มน้ำยม เป็นเพียงลุ่มน้ำเดียวของลุ่มน้ำสาขาลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่ในการเก็บกักน้ำ ทำให้ในช่วงฤดูน้ำหลากจะเกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำยม ในเขตจังหวัดพิษณุโลกและสุโขทัย เป็นประจำ รวมทั้งยังส่งผลต่อเนื่องทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้น ระหว่างที่รอโครงการชลประทานขนาดใหญ่ และสำคัญ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลจึงได้จัดทำโครงการบางระกำโมเดลขึ้นมาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อที่จะบรรเทาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
ดังกล่าว” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ทั้งนี้ผลการดำเนินการที่ผ่านมา เป็นสิ่งยืนยันของความสำเร็จของโครงการ และทำให้ต้องดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพราะเกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนที่จะเกิดน้ำท่วม ไม่เกิดความเสียหาย ในช่วงที่มีน้ำอยู่ในทุ่ง สามารถประกอบอาชีพด้านประมง นอกจากนี้ยังเป็นการพักนาทำให้เกิดปุ๋ยอินทรีย์อย่างดี ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นต้นทุนการผลิตลดลง เพราะใช้ปุ๋ยน้อยลง ลดค่าใช้จ่าย เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืนและยังช่วยป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รายงานพิเศษ : สศก.ดันกล้วยหอมทองคุณภาพสุราษฎร์ฯ ส่งออกต่างประเทศ-ตั้งเป้าขยายพื้นที่กว่า500ไร่/ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479665

รายงานพิเศษ : สศก.ดันกล้วยหอมทองคุณภาพสุราษฎร์ฯ  ส่งออกต่างประเทศ-ตั้งเป้าขยายพื้นที่กว่า500ไร่/ปี

รายงานพิเศษ : สศก.ดันกล้วยหอมทองคุณภาพสุราษฎร์ฯ ส่งออกต่างประเทศ-ตั้งเป้าขยายพื้นที่กว่า500ไร่/ปี

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กล้วยหอมทองเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้เกษตรกร และตลาดต่างประเทศ มีความต้องการสูง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) ได้ติดตามสถานการณ์การผลิตกล้วยหอมทองและร่วมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกร (สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หอการค้าจังหวัด สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้แทนเกษตรกร) ในการจัดทำแผนการส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกของจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ปัจจุบันการผลิตกล้วยหอมทองของจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพื้นที่เพาะปลูก 3,041 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอพนม มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 16,900 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในเดือนที่ 8-10 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 2 ปี) ระยะเวลาเก็บเกี่ยว สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ให้ผลผลิตเฉลี่ย 3,600 กก./ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 28,100 บาท/ไร่ (ณ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 12.50 บาท/กก.) ด้านการจำหน่ายผลผลิต สหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด เป็นผู้รวบรวมผลผลิต แล้วส่งผ่านบริษัท แพนแปซิฟิค ฟู้ด คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อส่งต่อไปยังประเทศญี่ปุ่น ประมาณ 1,500 กก./สัปดาห์ ส่วนการส่งขายในประเทศห้างหุ้นส่วนจำกัด แก้วมีณา (2015) เป็นผู้รวบรวมผลผลิตส่งให้กับเซเว่นอีเลฟเว่น เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกกล้วยหอมทองเป็นพืชแซม เมื่อพืชหลักเติบโตอย่างเต็มที่จึงต้องเลิกปลูกกล้วยหอมทอง ทำให้ปริมาณผลผลิตไม่แน่นอน อีกทั้ง บางพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำ และประสบภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้ง อุทกภัย และวาตภัย ส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิตไม่ตรงกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ เกษตรกรที่ต้องการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ต้องให้ความสำคัญในการบันทึกข้อมูลและผลิตสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนกลับของประเทศญี่ปุ่น

ด้านนางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผู้อำนวยการ สศท.8 กล่าวเสริมว่า แนวทางส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทองของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ต้องดำเนินการ มีดังนี้ 1) จัดหาพันธุ์ดี ตรงกับความต้องการของตลาด 2) ประชาสัมพันธ์ด้านการผลิตและการตลาดแก่เกษตรกร รวมถึงติดตามและประเมินผล 3) ส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมทองในพื้นที่เหมาะสมและมีศักยภาพ โดยขยายพื้นที่เพื่อรองรับความต้องการของตลาด อีกประมาณ 561 ไร่/ปี และสนับสนุนให้เกษตรกรแบ่งพื้นที่บางส่วนมาปลูกกล้วยหอมทองเป็นพืชหลัก 4) สนับสนุนการตรวจรับรองแปลง GAP และตามมาตรฐานข้อกำหนดของผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศรวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรเข้ามาเป็นเครือข่ายของสหกรณ์และผู้ประกอบการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการอบรมการวางแผนและควบคุมคุณภาพการผลิต และ 5) ใช้หลักการตลาดนำการผลิต จับคู่ตลาดกับเกษตรกร/กลุ่มเกษตรกร มุ่งเน้นให้มีตลาดรองรับผลผลิต และส่งเสริมการทำ ContractFarming รวมถึงการหาตลาด ภายในประเทศเพิ่มเติมเพื่อขยายการผลิตในอนาคต……..ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มราคาขาย และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทอง ซึ่งเป็นโอกาสของเกษตรกรและใช้เป็นโมเดลส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมทองให้จังหวัดอื่นต่อไป สำหรับเกษตรกร หรือผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการผลิตกล้วยหอมทองภค สอบถามได้ที่สศท.8 โทร. 0-7731-1641 Email :
zone8@oae.go.th

รายงานพิเศษ : เจาะลึกมาตรการแก้วิกฤติEECน้ำน้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 16, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479464

รายงานพิเศษ : เจาะลึกมาตรการแก้วิกฤติEECน้ำน้อย

รายงานพิเศษ : เจาะลึกมาตรการแก้วิกฤติEECน้ำน้อย

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศเพิ่มความสามารถแข่งขันและทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ระยะยาว ภายใต้แผนยุทธศาสตร์“ไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งเป็นการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกหรือ Eastern Seaboard ที่ดำเนินมาตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา

“น้ำ” เป็นปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญที่จะทำให้ EEC ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ ดังนั้นน้ำในพื้นที่ EEC จะต้องมีเสถียรภาพและความมั่นคงในทุกสภาวการณ์

ปีนี้ประเทศไทยประสบภาวะภัยแล้งค่อนข้างรุนแรง พื้นที่ EEC ก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากปริมาณฝนสะสมในพื้นที่ภาคตะวันออกปี 2562 ที่ผ่านมาต่ำกว่าค่าปกติ 30-40% ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนเก็บกักในอ่างเก็บน้ำของ 3 จังหวัด EEC ดังกล่าวมีน้อย และจากคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งปี 2563 พื้นที่ EEC เป็นอีกพื้นที่หนึ่งมีโอกาสประสบภัยแล้ง ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาขาดแคลนน้ำเกิดขึ้น รัฐบาลได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการวางมาตรการบริหารจัดการน้ำให้น้ำในพื้นที่ EEC มีความมั่นคงในเรื่องน้ำ และมีเพียงพอกับความต้องการ

 

 

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้ง ปี 2563 ในพื้นที่ EEC ว่า ในส่วนจังหวัดระยอง มีแหล่งน้ำต้นทุนหลักจากอ่างเก็บน้ำหลัก 3 แห่งคือ อ่างฯดอกกราย อ่างฯหนองปลาไหล และอ่างฯคลองใหญ่ ซึ่งส่งน้ำให้กับการประปาการเกษตร และอุตสาหกรรม ในพื้นที่จังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรีบางส่วน ขณะนี้มีปริมาณน้ำใช้การ คงเหลือ 38.0 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) เมื่อรวมกับแผนที่จะสูบผันจากอ่างฯประแสร์มาอีกจะมีปริมาณน้ำใช้การรวม 58.0 ล้านลบ.ม. คาดการณ์ฤดูแล้ง ปริมาณน้ำเพียงพอ ถึงสิ้นฤดูแล้ง 30 มิ.ย. 2563 และเหลือน้ำใช้การ อีกประมาณ 8.0 ล้านลบ.ม. อย่างไรก็ตาม เพื่อสำรองน้ำกรณีฝนตกช้ากว่าเดือนมิถุนายน มีมาตรการ ดังนี้

1.เชื่อมเส้นท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์-อ่างฯ คลองใหญ่ กับท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์- อ่างฯหนองปลาไหล มาลงอ่างฯหนองปลาไหล สูบผันน้ำวันละ 0.5 ล้านลบ.ม. ลดการสูญเสียน้ำ 100,000 ลบ.ม.ต่อวันดำเนินการโดย บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ East Water ซึ่งได้เริ่มสูบน้ำตั้งแต่ 31 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมาแล้ว 2.แบ่งปันน้ำจากอ่างฯประแกด ระบายลงคลองวังโตนด และใช้ระบบสูบผันน้ำคลองวังโตนด มาเติมอ่างฯประแสร์ เพื่อสูบผันน้ำต่อมายัง 3 อ่างเก็บน้ำหลัก เพิ่มน้ำต้นทุน 10 ล้านลบ.ม. เริ่มสูบผันน้ำตั้งแต่วันที่ 1-31 มี.ค.2563

3.สูบผันน้ำจากอ่างฯ คลองใหญ่ มาลงอ่างฯ หนองปลาไหล เพื่อรวมปริมาณน้ำมาใช้ในอ่างหนองปลาไหล 3 ล้านลบ.ม. เริ่มสูบผันน้ำตั้งแต่ 29 ก.พ.2563 4.วางท่อในคลองน้ำแดง ต่อจากด้านท้ายท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์ – อ่างฯคลองใหญ่ เพื่อแยกท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์-อ่างฯ คลองใหญ่ ออกจากท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์-อ่างฯหนองปลาไหล เพิ่มปริมาณการสูบผันน้ำจากอ่างฯ ประแสร์ วันละ 150,000 ลบ.ม. ดำเนินการโดย บริษัท East Water จะแล้วเสร็จภายใน 15 เม.ย. 2563

5.สูบน้ำกลับคลองสะพานเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์ ดำเนินการตั้งช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. 2563 อย่างน้อย 3 ลบ.ม./วินาที ได้ปริมาณน้ำรวมประมาณ 10 ล้านลบม. ขณะนี้กรมชลประทานกำลังวางท่อเหล็กขนาด 1,800 มม. และบริษัท East Water ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รวม 3 ลบ.ม/วินาที จะแล้วเสร็จ 15 พ.ค.2563 6.ซ่อมแซมระบบสูบกลับวัดละหารไร่ (แม่น้ำระยอง) เติมอ่างฯ หนองปลาไหล เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำระยอง เมื่อมีฝนตก เสริมน้ำในอ่างฯ หนองปลาไหลวันละ 100,000 ลบ.ม. ดำเนินการโดย บริษัท East Water จะแล้วเสร็จภายใน 15 เม.ย. 2563 และ 7.การนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และกรมชลประทาน สูบใช้น้ำคลองน้ำหู เมื่อมีฝนตก เพื่อลดการใช้น้ำจากอ่างฯ หนองปลาไหล วันละ 50,000 ลบ.ม. ทั้งนี้ระบบสูบมีความพร้อมสามารถสูบใช้น้ำตั้งแต่ 15 เม.ย. 2563

 

 

สำหรับจังหวัดชลบุรี มีแหล่งน้ำต้นทุนหลักจาก อ่างฯบางพระ อ่างฯหนองค้อ อ่างฯมาบประชันอ่างฯซากนอก อ่างฯหนองกลางดง อ่างฯห้วยสะพานและอ่างฯห้วยขุนจิต รวม 7 แห่ง ส่งน้ำให้การประปาส่วนภูมิภาค สาขาชลบุรี สาขาพัทยา และสาขาศรีราชาและภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่เมืองพัทยา อำเภอศรีราชาและอำเภอเมือง จ.ชลบุรี ขณะนี้ปริมาณน้ำใช้การคงเหลือ31.0 ล้านลบ.ม. คาดการณ์ปริมาณน้ำไม่เพียงพอถึงสิ้นฤดูแล้ง เดือน 30 มิ.ย. 2563 ขาดน้ำประมาณ -7.1ล้านลบ.ม. มีมาตรการรองรับ ดังนี้

1.ให้จังหวัดชลบุรีประสานเจรจาซื้อน้ำจากบ่อดินเอกชน เสริมเข้าในระบบของการประปา และบริษัท East Water ใน จ.ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เพื่อลดการใช้น้ำจากอ่างฯ เกินแผน และเสริมปริมาณน้ำในอ่างฯ ให้เพียงพอ ถึงสิ้นฤดูแล้งเดือน 30 มิ.ย. 2563 ปัจจุบันอยู่ระหว่างประสาน เจ้าของบ่อดิน

2.กรมชลประทานจะขุดลอกคลองหลวง จากท้ายอ่างฯคลองหลวง ถึงคลองพานทอง เพื่อระบายน้ำจากอ่างคลองหลวง มาที่สถานีสูบพานทอง และสูบผันมาเติมในอ่างฯบางพระ 3 ล้านลบ.ม. โดยจะเริ่มสูบตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2563 พร้อมทั้งควบคุมการดักสูบน้ำระหว่างทาง และ 3. บริษัท East Water ทำการสูบผันน้ำแม่น้ำบางปะกง-อ่างฯบางพระ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำอ่างฯ บางพระ กรณีมีฝนตกในลุ่มน้ำบางปะกงผลักดันน้ำเค็มลงมาต่ำกว่าจุดสูบน้ำ ซึ่งปัจจุบันกำลังติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม และซ่อมท่อรั่ว คาดว่าจะแล้วเสร็จสูบผันน้ำได้ 15 พ.ค. 2563

 

 

ส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา(ฝั่งซ้ายแม่น้ำบางปะกง) มีแหล่งน้ำต้นทุนหลักมาจาก อ่างฯน้ำสียัด และอ่างฯคลองระบม ขณะนี้ปริมาณน้ำใช้การ 45.3 ล้านลบ.ม. มีปริมาณน้ำเพียงพอใช้ในกิจกรรมต่างๆ จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2563 ประกอบด้วย น้ำต้นทุนเพื่อผลิตประปา 13 ล้านลบ.ม. รักษานิเวศ 2 ล้านลบ.ม. และการเกษตรต่อเนื่อง 1 ล้านลบ.ม. และสำรองกรณีฝนตกล่าช้าอีก 30 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเพิ่มเติมรองรับวิกฤติขาดแคลนน้ำ ในฤดูแล้งปีนี้ โดยรณรงค์ให้ผู้ใช้น้ำ ลดการใช้น้ำทุกภาคส่วนใน จ.ระยอง และชลบุรี 10% ตั้งแต่เดือน ก.พ.-มิ.ย. 2563 ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) แจ้งกระทรวงพลังงาน สั่งการให้โรงไฟฟ้าเอกชนในจังหวัดระยอง ชลบุรี หยุดเดินระบบอยู่ในโหมด Stand Bye หรือเดินระบบเท่าที่จำเป็น เพื่อลดการใช้น้ำเพื่อหล่อเย็น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมการสูบน้ำไม่ให้เกินจำนวนที่ในแผนที่กำหนดรายวัน
และตรวจสอบมิเตอร์วัดน้ำ ให้ใช้งานได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งให้การประปาส่วนภูมิภาคสาขาพัทยา เตรียมแผนติดตั้งระบบสูบน้ำเคลื่อนที่ จากอ่างฯห้วยตู้ 1 อ่างฯห้วยตู้ 2 อ่างฯมาบฟักทอง 1 และอ่างฯมาบฟักทอง 2 รวมปริมาณน้ำ 3 ล้านลบ.ม.

“กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้บริหารจัดการน้ำเพื่อรักษาเสถียรภาพสูงสุดให้กับน้ำอุปโภคบริโภค และเพื่อให้ภาคตะวันออก โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC จะได้ไม่เกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งปี 2563 นี้ ทั้งนี้หากสามารถดำเนินการได้ตามมาตรการที่วางไว้ทั้งหมด ปริมาณน้ำจะเพียงพอใช้จนถึงฤดูฝนอย่างแน่นอน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวยืนยัน

รายงานพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์น้ำก่อนเข้าฤดูฝน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478384

รายงานพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์น้ำก่อนเข้าฤดูฝน

รายงานพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์น้ำก่อนเข้าฤดูฝน

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อีกไม่ถึง 2 เดือนฤดูแล้งก็จะผ่านพ้นไป และเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม 2563 แต่ในปีนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่าฝนอาจจะมาล่าช้ายาวไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2563 และจะมีฝนทิ้งช่วงในเดือนกรกฎาคม 2563 อีกด้วย ซึ่งอาจจะทำให้วิกฤติภัยแล้งมีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นการวางแผนบริหารจัดการน้ำจึงต้องวางแผนอย่างรอบครอบ และปฏิบัติให้ได้ตามแผนที่วางไว้

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศล่าสุด ณ วันที่ 4 มีนาคม 2563 มีปริมาณรวมกันทั่วประเทศ 41,059 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุในระดับกักเก็บ โดยในจำนวนนี้เป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 17,312 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 33 เท่านั้น น้อยกว่าช่่วงเดียวกันของปี 2562 ถึง 9,216 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ หากแยกเป็นรายภูมิภาคแล้ว ภาคกลางจะมีปริมาณน้ำต้นทุนน้อยที่สุด โดยเหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 292 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 17 เท่านั้น ส่วนภาคเหนือ เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 3,546 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 19 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 2,604 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 30 ภาคตะวันออก เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 659 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 28 ส่วนภาคตะวันตก ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 6,617ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 49 เช่นเดียวกับภาคใต้เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 3,595 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 51

ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในการบริการจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีการควบคุมให้เป็นไปตามที่วางไว้ โดยผลการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบันจัดสรรน้ำไปแล้ว 11,416 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 64 ของแผนจัดสรรน้ํา เฉพาะในส่วนของลุ่มเจ้าพระยา ใช้น้ําไปแล้ว 3,136 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 70 ของแผนจัดสรรน้ํา ส่วนการปลูกพืชในฤดูแล้ง วางแผนให้ปลูกพืชฤดูแล้งทั่วประเทศรวม 2.83 ล้านไร่ ขณะนี้ปลูกไปแล้ว 4.13 ล้านไร่ หรือ เกินกว่าแผนที่วางไว้ร้อยละ 145.86 โดยพืชฤดูแล้งที่ปลูกมากที่สุดคือข้าวนาปรัง ทั้งนี้เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาซึ่งไม่มีแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอที่จะสนับสนุน แต่จากการสำรวจพบว่ามีการเพาะปลูกพืชนอกแผนฯ ไปแล้วประมาณ 1.95 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 0.91 ล้านไร่ อย่างไรก็ตามไม่กระทบต่อแผนการบริหารจัดการน้ำที่วางไว้ เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองในการเพาะปลูก

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังได้สั่งการให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่มีปริมาณเก็บกักน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ มากเป็นพิเศษ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 15 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่มอก เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ เขื่อนลำนางรอง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนทับเสลา เขื่อนกระเสียว เขื่อนคลองสียัด เขื่อนบางพระ เขื่อนหนองปลาไหล และเขื่อนประแสร์ โดยจะเน้นส่งน้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศด้านท้ายเขื่อนเท่านั้น

สำหรับในเริื่องคุณภาพน้ำนั้น กรมชลประทานได้ติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ําอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยค่าความเค็มอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ณ วันที่ 4 มีนาคม 2563 ค่าความเค็ม ณ ปากคลองสำแล จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดที่การประปานครหลวง นำน้ำไปใช้ผลิตน้ำประปา อยู่ที่ 0.31 กรัมต่อลิตร สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน สำหรับการผลิตน้ำประปา ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 0.25 กรัมต่อลิตร ทำให้การประปานครหลวงต้องหยุดสูบน้ำในบางช่วงเวลา

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว คณะทำงานด้านการบริหารจัดการน้ำจึงมีมติเห็นชอบแผนการจัดการน้ำให้กรมชลประทานเพิ่มปริมาณน้ำที่ผันมาจากลุ่มน้ำแม่กลองอีก 500 ล้านลบ.ม. รวมเป็น 1,000 ล้านลบ.ม. โดยผันน้ำผ่านแม่น้ำท่าจีนทางคลองท่าสาร-บางปลา และคลองจระเข้สามพัน ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวนอกจากจะสามารถไล่ลิ่มความเค็มที่ค้างอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อสามารถนำน้ำมาผลิตน้ำประปาได้แล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรสวนผลไม้ สวนกล้วยไม้ไม้ยืนต้นนำน้ำไปรดแปลงได้ เกิดเสถียรภาพต่อผู้ใช้น้ำในเขต กรุงเทพฯและปริมณฑลอีกด้วย

พร้อมทั้งให้มีการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาคือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมกันประมาณวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ เป็นหลัก

ในช่วงฤดูแล้งปัญหาไฟป่า เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากอากาศที่แห้งทำให้ไฟฟ้าลุกลามอย่างรวดเร็ว กรมชลประทานได้สนับสนุนทั้งสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ และบุคลากร ร่วมปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดเชียงใหม่ นครนายก ตราด เลย เป็นต้น พร้อมทั้งใช้แหล่งน้ำของกรมชลประทานในการดับไฟป่า ลดการลุกลาม ลดปัญหาหมอกควันอีกด้วย

“กรมชลประทานได้จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งทั่วประเทศจำนวน 1,935 เครื่อง ในปัจจุบันติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อช่วยเหลือตามพื้นที่ต่างๆ รวม 46 จังหวัด จำนวน 342 เครื่อง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 13 จังหวัด รวม 69 เครื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 จังหวัด รวม 94 เครื่อง ภาคกลาง 11 จังหวัด รวม 119 เครื่อง ภาคตะวันออก 7 จังหวัด รวม 36 เครื่อง ภาคตะวันตก 1 จังหวัด รวม 3 เครื่อง และภาคใต้ 3 จังหวัด รวม 23 เครื่อง พร้อมกันนี้ ยังได้จัดเตรียมรถยนต์บรรทุกน้ำรวมทั้งสิ้น 106 คัน ส่งไปสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ขาดแคลนน้ำ จึงขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนหน้าที่จะมาถึงนี้” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

แต่ถ้าหากฝนมาล่าช้า หรือ ฝนทิ้งช่วง อย่างที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้จะมีน้ำต้นทุนเพียงพอกับความต้องการใช้ในภาคส่วนต่างๆหรือไม่ ?

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ในการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งนั้น ได้มีการสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนด้วย โดยปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง มีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้รวม 26,666 ล้าน ลบ.ม. ได้มีการวางแผนการจัดสรรน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/2563 (ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562-30 เมษายน 2563) จำนวน 17,699 ล้าน ลบ.ม. ตามลําดับความสําคัญ ดังนี้ เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,300 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 7,006 ล้าน ลบ.ม. เกษตรกรรม 7874ล้าน ลบ.ม. และอุตสาหกรรมรวม 519 ล้าน ลบ.ม.

โดยในส่วนนี้เป็นการจัดสรรเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา 4,500 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ 3,000 ล้าน ลบ.ม.เขื่อนแควน้อยบํารุงแดน 250 ล้าน ลบ.ม.เขื่อนป่าสัก 250 ล้าน ลบ.ม. และ ผันน้ำมาจากลุ่มน้ําแม่กลอง 1,000 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็นเพื่ออุปโภค-บริโภค 1,150 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการรักษาระบบนิเวศและ อื่นๆ 2,700 ล้าน ลบ.ม. อุตสาหกรรม 135ล้าน ลบ.ม. และเพื่อการเกษตร 515 ล้าน ลบ.ม.

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ยังมีปริมาณสำรองที่จะใช้ช่วงต้นฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 รวมทั้งประเทศอีกกว่า 11,340 ล้านลบ.ม. ซึ่งถ้าหากเป็นไปตามแผนการบริหารจัดการน้ำที่วางไว้จะมีน้ำเพียงพอกับความต้องการไปจนถึงปลายเดือนมิถุนายนหรือต้นเดือนกรกฎาคม 2563 อย่างแน่นอน แต่ทุกภาคส่วนต้องใช้น้ำอย่างประหยัดและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ ปัจจุบันการบริหารจัดการน้ำยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้ดังนั้นวิกฤติภัยแล้งปีนี้ภายใต้ความร่วมมือของประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง…..น่าจะผ่านได้

รายงานพิเศษ : สศก.แนะปลูก‘ไผ่รวก-มะม่วงหิมพานต์’ พืชศก.ทนแล้งปลูกง่ายให้ผลผลิตระยะยาวเพิ่มรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477347

รายงานพิเศษ : สศก.แนะปลูก‘ไผ่รวก-มะม่วงหิมพานต์’  พืชศก.ทนแล้งปลูกง่ายให้ผลผลิตระยะยาวเพิ่มรายได้

รายงานพิเศษ : สศก.แนะปลูก‘ไผ่รวก-มะม่วงหิมพานต์’ พืชศก.ทนแล้งปลูกง่ายให้ผลผลิตระยะยาวเพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงในจ.น่าน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ถึงปัจจุบันว่า ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งแล้ว 44,642 ไร่ (ข้อมูล ณ 14 กุมภาพันธ์ 2563) และสถานการณ์ยังส่งผลกระทบต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เสี่ยง ขาดแคลนน้ำทำการเกษตร เกษตรกรจึงควรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ทนทานภัยธรรมชาติ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะช่วยลดผลกระทบจากภัยแล้งได้อีกทาง

จากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) เพื่อศึกษาสินค้าเกษตรสำคัญในจ.น่าน พบว่า ไผ่รวกและมะม่วงหิมพานต์ เป็นพืชเศรษฐกิจที่ควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก เนื่องจากเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่ค่อนข้างแห้งแล้งใช้น้ำน้อย มีต้นทุนการผลิตต่ำแต่ให้ผลตอบแทนสูง อีกทั้ง ตลาดยังต้องการต่อเนื่อง โดยสินค้าทางเลือกแต่ละชนิด มีต้นทุนและผลตอบแทน ดังนี้

ไผ่รวก มีพื้นที่เพาะปลูก 18,983 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 16,010 ไร่ ผลผลิตรวม 14,232,890 ลำ/ปี พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอปัว ท่าวังผา สันติสุข และทุ่งช้าง มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 5,503 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิต ในปีที่ 3-4 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ระยะยาว) ระยะเวลาเก็บเกี่ยว สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดปี ให้ผลผลิตเฉลี่ย 889 ลำ/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 6,833 บาท/ไร่ หรือ 7.69 บาท/ลำ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 13.50 บาท/ลำ ลักษณะของไผ่ลวกทนแล้งได้ดี ปลูกง่ายในดินร่วนปนทราย ปลูกได้ตั้งแต่ที่ราบจนถึงภูเขาสูง 400 – 600 เมตร ต้องการปริมาณน้ำฝนเพียง 1,020 มิลลิเมตรต่อปี อุณหภูมิที่เหมาะสม 8.8 – 36 องศาเซลเซียส ซึ่งในช่วงปีแรกๆ ที่ไผ่ยังไม่ให้ผลผลิต เกษตรกรอาจปลูกพืชผัก สมุนไพร หรือพืชตระกูลถั่วแซมเพื่อเพิ่มรายได้ หรือปลูกควบคู่กับไม้ผลอื่นได้ด้วย ด้านการจำหน่ายผลผลิต ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 จำหน่ายในลักษณะเหมาสวนให้พ่อค้าในท้องถิ่น อีกร้อยละ 10 จำหน่ายให้แก่พ่อค้าต่างจังหวัด เพื่อขนส่งไปยังผู้เลี้ยงฟาร์มหอยแมลงภู่ในภาคกลางและภาคใต้ เนื่องจากลำไม้ไผ่มีความยืดหยุ่น ทนกระแสคลื่นและลมทะเลได้ดี ปัจจุบันมีผู้ประกอบการโรงงานในอ.นาน้อย นำมาแปรรูปเป็นตะเกียบ ไม้เสียบลูกชิ้น เครื่องเรือน เครื่องจักรสาน วัสดุตกแต่ง และเฟอร์นิเจอร์

มะม่วงหิมพานต์ มีพื้นที่เพาะปลูก 23,090 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 13,554 ไร่ ผลผลิตรวม 6,573,690 กก./ปี พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ อยู่ในอำเภอนาหมื่น แม่จริม เมืองน่าน และสันติสุข มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 10,077 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิต ในปีที่ 3 และเก็บเกี่ยวผลผลิต ได้ระยะยาว) ระยะเวลาเก็บเกี่ยว ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม ให้ผลผลิตเป็นเมล็ดสดไม่กะเทาะเปลือกเฉลี่ย 485 กก./ไร่คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 8,107.50 บาท/ไร่ หรือ 16.72 บาท/กก. ราคาที่เกษตรกรขายได้ 36.50 บาท/กก. เป็นพืชอีกชนิดที่ทนแล้ง ปลูกง่ายในสภาพอากาศชื้นและอบอุ่น น้ำไม่ท่วมขัง ซึ่งช่วง 1-2 ปีแรก เกษตรกรอาจปลูกพืชไร่แซมเป็นการเพิ่มรายได้และกำจัดวัชพืช ด้านการจำหน่ายผลผลิต ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 จำหน่ายให้พ่อค้าในท้องถิ่นและ อีกร้อยละ 10 จำหน่ายตรงให้โรงงานแปรรูปในจังหวัดแปรรูปเป็นเมล็ดกะเทาะเปลือกดิบและอบพร้อมรับประทาน ซึ่งปี 2565 โรงงานแปรรูปดังกล่าวมีแผนจะรับซื้อผลผลิตประมาณ 5,000 ตัน

ด้านนายบุญลาภ โสวัณณะ ผู้อำนวยการ สศท.2 กล่าวเพิ่มเติมว่า สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ของจ.น่าน เป็นป่าและภูเขาสูง พืชเศรษฐกิจหลักคือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลูกแบบพืชเชิงเดี่ยว และมักประสบปัญหาราคาตกต่ำ อีกทั้ง ยังประสบปัญหาทรัพยากรเสื่อมโทรม ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เกิดการชะล้างพังทลายส่งผลให้ผลิตภาพและรายได้ทางการเกษตรลดลง ดังนั้น นโยบาย หรือมาตรการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพืชเดิมให้เป็นพืชที่เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะพืชทนแล้ง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่หน่วยงานระดับพื้นที่ควรดำเนินการโดยด่วน โดยจ.น่านนับเป็นแหล่งผลิตไผ่ที่สำคัญของภาคเหนือ มีการกำหนดยุทธศาสตร์ไผ่เพื่อส่งเสริมการปลูกในพื้นที่เสื่อมโทรม พื้นที่เกษตรกรรม เพื่อลดการทำลายป่า ป้องกันบรรเทาภัยธรรมชาติ ช่วยดูดซับคาร์บอนและลดภาวะโลกร้อน เช่นเดียวกับมะม่วงหิมพานต์ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถแปรรูปเพิ่มมูลค่า ส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศได้ รวมถึงพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์โดดเด่นเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวของจังหวัด กล่าวได้ว่า ไผ่และมะม่วงหิมพานต์ สามารถสร้างรายได้ ยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชน และเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าและสร้างสมดุลระบบนิเวศของจังหวัดน่านได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้สนใจข้อมูลการผลิตสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.2 โทร. 0-5532-2658 หรือ e-mailzone2@oae.go.th

รายงานพิเศษ : สวทช.ขยายผลงานวิจัย ใช้ไวรัสNPVกำจัดหนอนศัตรูพืช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477083

รายงานพิเศษ : สวทช.ขยายผลงานวิจัย  ใช้ไวรัสNPVกำจัดหนอนศัตรูพืช

รายงานพิเศษ : สวทช.ขยายผลงานวิจัย ใช้ไวรัสNPVกำจัดหนอนศัตรูพืช

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่คนยุคใหม่ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องการรักสุขภาพ หันมาสนใจบริโภคพืชผักผลไม้มากขึ้นดังนั้น การทำให้พืชผักผลไม้ปลอดสารพิษ จึงเป็นแนวทางสำคัญเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของ การส่งเสริมให้เกษตรกรมาใช้สารชีวภัณฑ์ (คือ ผลิตภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตหรือพัฒนามาจากสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์) ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช จึงเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับเกษตรกรเพื่อใช้ทดแทนสารเคมี และเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรที่มุ่งมั่นจะทำการเกษตรแบบอินทรีย์ เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จึงมีการขยายผลนำผลงานวิจัย ไวรัสเอ็น พี วี (NPV) เพื่อใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชได้มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของฟาร์มออร์แกนิค สร้างความปลอดภัยให้เกษตรกรและผู้บริโภค

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ไบโอเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่า งานวิจัยด้านสารชีวภัณฑ์ หรือ Biocontrol เป็นงานที่ ไบโอเทค สวทช. ดำเนินการมาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว โดยมุ่งเน้นที่จะใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ ที่สามารถควบคุมการระบาดของแมลงศัตรูพืชหลายชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ราบิวเวอเรีย โปรตีนวิป (VIP) จากแบคทีเรีย และไวรัส เอ็น พี วี (NPV) ปัจจุบันทีมนักวิจัยของไบโอเทค สวทช. พยายามบูรณาการความเชี่ยวชาญของหลายสาขา เพื่อเพิ่มศักยภาพของการนำสารชีวภัณฑ์ไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุดและที่สำคัญเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงหรือการอุบัติใหม่ของแมลงศัตรูพืช ที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนไป

ทั้งนี้ เนื่องจากไวรัส NPV ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีองค์ความรู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัสค่อนข้างน้อย ส่งผลให้การนำไวรัสไปใช้ประโยชน์ค่อนข้าง
จำกัด โดยปัจจุบันเริ่มมีแนวคิดที่จะนำ เทคโนโลยีด้านจีโนม เพื่อถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัส NPV ที่มีคุณสมบัติต่างๆ เพื่อที่จะได้มาซึ่งข้อมูลว่า ยีนส่วนใดของไวรัสมีบทบาทสำคัญต่อการเป็นไวรัสที่มีการเข้าทำลายแมลงสูง ซึ่งองค์ความรู้นี้จะสามารถทำให้นักวิจัยเลือกสายพันธุ์ไวรัสตัวใหม่ ๆ มาพัฒนาเป็นไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ยังไม่มีไวรัส NPV ที่สามารถใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชที่อุบัติใหม่ในประเทศไทย การใช้องค์ความรู้ดังกล่าวจะสามารถหาไวรัส NPV ที่มีประสิทธิภาพสูงได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีลองผิดลองถูกเพื่อหาสายพันธุ์เหมือนในอดีต ซึ่งจะทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วต่อไป

ด้าน นายสัมฤทธิ์ เกียววงษ์ นักวิชาการอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีไวรัสเพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืช ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไวรัส NPV ย่อมาจาก Nuclear Polyhedrosis Virus เป็นไวรัสที่เกิดโรคกับแมลงชนิดหนึ่งจากหลายชนิด ซึ่งมีประสิทธิภาพในการทำลายแมลงศัตรูพืชได้สูงสุด เหมาะสมที่จะนำมาใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืช เนื่องจากมีความเฉพาะเจาะจงต่อแมลงเป้าหมาย มีความปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์ พืช และมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด โดยปัจจุบัน ไบโอเทค สวทช. มีการพัฒนาผลิตไวรัส NPV ของแมลงศัตรูพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจ 3 ชนิด ได้แก่ ไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอม ไวรัส NPV ของหนอนเจาะสมอฝ้าย และไวรัส NPV ของหนอนกระทู้ผัก โดยการใช้สารชีวภัณฑ์ไวรัส NPV จะเริ่มต้นจากกลไกการก่อโรคที่ไวรัส NPV จะทำให้แมลงเป็นโรคและตาย โดยการที่ตัวอ่อนของแมลงต้องกินไวรัสที่ปะปนอยู่บนใบพืชอาหาร เมื่อไวรัสเข้าสู่กระเพาะอาหาร ผลึกโปรตีนที่ห่อหุ้มอนุภาคของไวรัสจะถูกย่อยสลายโดยน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของแมลงที่มีฤทธิ์เป็นด่าง อนุภาคไวรัสจะหลุดออกมาและเข้าทำลายเซลล์กระเพาะอาหาร ลักษณะอาการโรคเริ่มต้นจากการที่หนอนจะลดการกินอาหารลง เมื่อไวรัสไปทำลายเซลล์กระเพาะอาหาร อนุภาคของไวรัสจะขยายพันธุ์ทวีจำนวนมากขึ้นกระจายเข้าสู่ภายในลำตัวของแมลง เข้าไปทำลายอวัยวะส่วนต่าง เมื่อเซลล์เหล่านี้ถูกทำลาย การทำงานของอวัยวะจะเสียไป ทำให้หนอนตายในที่สุด

เกษตรกรหรือผู้สนใจสารชีวภัณฑ์ NPV สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. โทรศัพท์ 0-2564-6700 ต่อ 3305

รายงานพิเศษ : ศูนย์ฯพลังสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร ชุมชนต้นแบบเกษตรยั่งยืนแห่งแรกของภาคเหนือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476881

รายงานพิเศษ : ศูนย์ฯพลังสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร  ชุมชนต้นแบบเกษตรยั่งยืนแห่งแรกของภาคเหนือ

รายงานพิเศษ : ศูนย์ฯพลังสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร ชุมชนต้นแบบเกษตรยั่งยืนแห่งแรกของภาคเหนือ

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สยามคูโบต้า เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร “ชุมชนต้นแบบ” ด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนแห่งแรกของภาคเหนือ

สยามคูโบต้า ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านตอนิมิตร เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร แห่งแรกในภาคเหนือ ถือเป็น “ชุมชนต้นแบบ” ด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย โชว์จุดเด่นผู้นำผลิตเมล็ดพันธุ์พืช ชูระบบ KUBOTA (Agri) Solutions ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า สยามคูโบต้ามีความมุ่งมั่นที่จะช่วยพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย จึงได้ดำเนินนโยบายเพื่อตอบแทนสังคมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความมั่นคงทางอาหาร ด้านการศึกษา ด้าน
สิ่งแวดล้อมและด้านสังคม ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 สยามคูโบต้ามุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง จึงเกิดเป็น “โครงการชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า” หรือ SIAM KUBOTA Community Enterprise (SKCE) โดยคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีการบริหารจัดการกลุ่มอย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีการทำงานร่วมกันระหว่างสยามคูโบต้ากับกลุ่มเกษตรกร นำไปสู่การช่วยเกษตรกรลดต้นทุน  เพิ่มผลผลิตในการทำการเกษตร  ส่งเสริมให้ชุมชนมีความอยู่ดีกินดี และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมา สยามคูโบต้า ได้เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้าทั้งสิ้นจำนวน 3 แห่ง ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยแบ่งออกเป็นจังหวัดศรีสะเกษ 2 แห่งและจังหวัดอุดรธานี 1 แห่ง ซึ่งสยามคูโบต้าให้การส่งเสริมกิจกรรมใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการเกษตร ด้านการตลาดและการสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทำให้ทั้ง 3 ศูนย์ฯ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สำหรับในปีนี้ สยามคูโบต้าจึงเดินหน้าเปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร ณ ตำบลร่องกาศ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เป็นศูนย์เรียนรู้แห่งที่สี่และยังเป็นแห่งแรกในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็นชุมชนต้นแบบ ซึ่งได้นำระบบ KUBOTA (Agri) Solutionsการจัดการเกษตรกรรมครบวงจรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคูโบต้ามาใช้ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร เป็น “ชุมชนต้นแบบ” ด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย โดยมีความโดดเด่นด้านมาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพในระดับประเทศ และยังมีการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการเกษตรภายในชุมชนด้วยระบบการรวมกลุ่ม สามารถแก้ปัญหาด้านการเกษตรแบบครบวงจรได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ถือเป็นชุมชนที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งและสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีแผนเปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้าที่มีความพร้อมอีกแห่งของภาคเหนือ ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้” นายสมศักดิ์ กล่าว

นางสาวณัฐกมล ลักขณาวราภรณ์ ผู้จัดการส่วนอาวุโส-สื่อสารองค์กร บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สยามคูโบต้ามุ่งมั่นพัฒนากลุ่มเกษตรเพื่อสร้างเป็นชุมชนต้นแบบทางการเกษตรที่มีความเข้มแข็ง รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจได้ศึกษาวิธีการทำเกษตรที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรในชุมชนมีความกินดีอยู่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ และประยุกต์เครือข่ายอาชีพในชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน เกิดการพัฒนาทั้งชุมชน และเป็นต้นแบบให้กับชุมชนในพื้นที่ต่อไป

ด้าน นายสุนทร จำรูญ ประธานกลุ่มตอนิมิตรเปิดเผยว่า กลุ่มตอนิมิตรผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ทั้งข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลืองและพืชผัก และได้รับการยอมรับว่าสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีเด่นในระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายคือ “พัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง เรียนรู้เทคนิคและวิธีการทำเกษตรสมัยใหม่ จนสามารถพึ่งพาตนเองได้” ทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนจากสยามคูโบต้าในเรื่องความรู้ด้านเกษตร การใช้เครื่องจักรกลการเกษตร การสร้างรายได้เพิ่ม และร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาชุมชนให้เข้มแข้ง ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้น”

รายงานพิเศษ : สหกรณ์จังหวัดพิจิตรส่งเสริมสมาชิก ปลูกพริกซอสส่งขายโรงงานรับซื้อราคาประกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476649

รายงานพิเศษ : สหกรณ์จังหวัดพิจิตรส่งเสริมสมาชิก  ปลูกพริกซอสส่งขายโรงงานรับซื้อราคาประกัน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์จังหวัดพิจิตรส่งเสริมสมาชิก ปลูกพริกซอสส่งขายโรงงานรับซื้อราคาประกัน

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้กำหนดนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตร การส่งเสริมอาชีพที่จะช่วยสร้างรายได้เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้เกษตรกรได้ ซึ่งสหกรณ์ต้องเพิ่มบทบาทการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิก สนับสนุนให้ผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการและสหกรณ์ ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิต พร้อมประสานตลาดปลายทางมารับซื้อในราคาที่เป็นธรรม

นางสาวไพรินทร์ สุขเล็ก สหกรณ์จังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่าทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตร ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสร้างรายได้ปลดหนี้ช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ โดยร่วมมือกันสามฝ่ายทั้งภาครัฐหรือเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตร สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่จังหวัดพิจิตร และภาคเอกชนคือบริษัทศราวุฒิการเกษตร ซึ่งเป็นเอกชนที่รับซื้อพริกซอสป้อนโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ทำโครงการส่งเสริมอาชีพปลูกพริกซอสเพื่อเพิ่มรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ โดยมีสหกรณ์ 3 แห่งเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ สหกรณ์ชาวนาวังทรายพูน จำกัด สมาชิก 82 ราย พื้นที่ปลูกพริกซอส 212 ไร่ สหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด สมาชิก 17 ราย พื้นที่ 36 ไร่และสหกรณ์การเกษตรบางมูลนาก จำกัด สมาชิก 10 ราย พื้นที่ 19 ไร่

ก่อนเริ่มโครงการ สหกรณ์จะคัดเลือกสมาชิกที่มีความพร้อม สหกรณ์จะสนับสนุนเงินทุนและปัจจัยการผลิตและควบคุมคุณภาพ โดยบริษัทผู้รับซื้อจะส่งเจ้าหน้าที่ด้านการเกษตรเข้ามาให้ความรู้ในการเพาะปลูกพริก ตั้งแต่เตรียมแปลงปลูก ด้วยการปรับหน้าดินแล้วยกร่อง ใช้ระบบน้ำหยดวางท่อฝังในดินบริเวณโคนต้นพริก จากนั้นจึงเตรียมเพาะต้นกล้า การใส่ปุ๋ย การดูแลรักษาไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ระหว่างการเพาะปลูก ซึ่งต้องใช้เวลา 3 เดือน จนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ และใช้ระบบน้ำหยดต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 25,000 บาท/ไร่ซึ่งฤดูกาลผลิต ที่เหมาะสมกับการปลูกคือตั้งแต่เดือนกันยายน – ตุลาคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 2 รุ่นใน 1 ฤดูกาลผลิต โดยจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนธันวาคม จนถึงเมษายนของทุกปี และพริกซอสเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย เหมาะสำหรับการปลูกหลังฤดูทำนา แต่ละปีเอกชนต้องการพริกเป็นวัตถุดิบผลิตซอสประมาณ 2 ล้านกิโลกรัม ซึ่งการส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ปลูกพริกเพื่อสร้างรายได้ ทางเอกชนจะใช้ระบบ Contact Farming ทำข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้าและรับซื้อในราคาประกัน พริกพันธุ์ศรีสุดารับซื้อ 14 บาท/กก. ส่วนพันธุ์ซุปเปอร์ฮอท รับซื้อ 33 บาท/กก. ผลผลิตพริกเฉลี่ยประมาณ 5,000 – 12,00 กก./ไร่ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายพริก 56,000 บาท/ปี หรือ 140,000 บาทต่อฤดูกาลผลิต ซึ่งนับว่ารายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับการทำนาจากเดิมที่เกษตรกรทำนาปลูกข้าวนาปี ปีละ 1 ครั้ง หลังเสร็จสิ้นฤดูทำนาเกษตรกรจะออกไปรับจ้างทั่วไป ซึ่งรายได้ไม่เพียงพอทำให้ต้องกู้หนี้ยืมสิน ทั้งกู้เงินจากสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกและกู้หนี้นอกระบบ เมื่อเกษตรกรมีรายได้ไม่พอใช้หนี้ก็กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ มีหนี้ค้างชำระของสมาชิกจำนวนมาก ส่งผลต่อสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ด้วย แต่เมื่อมีโครงการส่งเสริมการปลูกพริกสร้างรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์นี้เข้ามา ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงมากขึ้นและยังมีเงินเหลือพอส่งชำระหนี้คืนสหกรณ์

ด้านนายอัครวินท์ เกษวิริยะการ ประธานสหกรณ์ชาวนาวังทรายพูน จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์ได้ประชุมสมาชิกเพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดประกอบอาชีพ ปลูกพืชผักที่ตลาดต้องการเป็นอาชีพเสริม นอกเหนือจากการที่ปลูกแต่ข้าวอย่างเดียวมาตลอด และเมื่อสหกรณ์เข้าร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพปลูกพริกซอสกับทางสหกรณ์จังหวัดพิจิตรและบริษัทเอกชน ได้วางแผนในการผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ มีการกำหนดราคารับซื้อที่ชัดเจน ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ารับซื้อพริกทุกเมล็ดที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้เกษตรกรมั่นใจที่จะลองหันมาปลูกพริกส่งให้สหกรณ์รวบรวมและขายกับบริษัทเอกชน ซึ่งทำแล้วคุ้มกับการลงทุน ความเป็นอยู่ของสมาชิกดีขึ้น มีผลกำไรและรายได้เพิ่มขึ้น ทยอยใช้หนี้คืนสหกรณ์ได้ครบทุกราย เป็นโครงการที่ช่วยปลดล็อก หนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างดี และโครงการส่งเสริมปลูกพริก นอกเหนือจากการเกษตรกรที่มีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังสร้างประโยชน์ให้ชาวบ้านในชุมชนด้วย เพราะเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว จะจ้างแรงงานในพื้นที่เป็นคนเก็บพริกและเด็ดขั้วพริก โดยให้ค่าจ้างกก.ละ 2 บาท แต่ละวันชาวบ้านจะมีรายได้จากการเก็บพริกเฉลี่ย 300- 400 บาท

อนาคตสหกรณ์ยังมีแผนขยายการส่งเสริมสมาชิกปลูกพืชผักชนิดอื่นที่ตลาดต้องการ ทั้งกะหล่ำปลี มะเขือยาว มะเขือพวง โดยวางแผนการผลิตลงมือปลูกในเดือนมิถุนายน เพื่อเก็บผลผลิตเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม จากนั้นเมื่อตัดกะหล่ำปลีเสร็จเรียบร้อยแล้วจะเลี้ยงปลูกแขนงอีก 20 วัน ก็จะตัดแขนงขายได้อีก จากนั้นเดือนสิงหาคม สหกรณ์จะเริ่มประชุมสมาชิก เพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกพริกซอสต่อทันที ทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี

ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ สหกรณ์และเอกชน ในการส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ จะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้นกว่าเดิมแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสหกรณ์ เมื่อหันกลับมาทำธุรกิจการรวบรวมผลผลิตการเกษตรเป็นภารกิจหลัก และดูแลเกษตรกรตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว จนถึงจัดหาตลาดมารับซื้อ นอกจากจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกดีขึ้นจากเดิมแล้ว ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาของสมาชิกที่มีต่อสหกรณ์กลับคืนมาอีกด้วย

รายงานพิเศษ : เร่งพัฒนาระบบสหกรณ์เข้มแข็ง รวบรวมผลผลิตเกษตรสร้างรายได้ให้ปชช. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 2, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476412

รายงานพิเศษ : เร่งพัฒนาระบบสหกรณ์เข้มแข็ง  รวบรวมผลผลิตเกษตรสร้างรายได้ให้ปชช.

รายงานพิเศษ : เร่งพัฒนาระบบสหกรณ์เข้มแข็ง รวบรวมผลผลิตเกษตรสร้างรายได้ให้ปชช.

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งระบบสหกรณ์ พัฒนาระบบการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยดูแลความเป็นอยู่ประชาชนทุกพื้นที่ โดยเฉพาะสหกรณ์ภาคการเกษตร ควรมุ่งเน้นการรวบรวมผลผลิตการเกษตร เพื่อดูแลความเป็นอยู่ให้เกษตรกร พร้อมส่งเสริมการผลิตสินค้าปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ในสหกรณ์ ผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการ เพื่อสร้างรายได้

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวระหว่างการร่วมงานวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2563 ณ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ถนนพิชัย กรุงเทพฯว่า ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันสหกรณ์แห่งชาติซึ่งในปีนี้ครบรอบ 104 ของการสหกรณ์ไทย นับตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการนำวิธีการสหกรณ์เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพให้กับประชาชน ปัจจุบันมีสหกรณ์จำนวนกว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์มีนโยบายในการยกระดับสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง โดยจะดำเนินการใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.การบริหารจัดการของสหกรณ์ โดยเฉพาะเรื่องระบบการควบคุมภายใน ซึ่งคณะกรรมการสหกรณ์และฝ่ายจัดการต้องร่วมกันวางแผนการจัดการตัวองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ ลดปัญหาเรื่องข้อบกพร่อง 2.การพัฒนาด้านธุรกิจของสหกรณ์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับอาชีพและรายได้ของสมาชิก ดังนั้น สหกรณ์ควรทำธุรกิจที่สอดคล้องกับความต้องการและเอื้อต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ โดยกรมจะมุ่งเป้าไปที่สหกรณ์ภาคการเกษตร สนับสนุนให้รวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคามีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และการเก็บชะลอผลผลิตเพื่อยืดอายุหรือทยอยระบายผลผลิตสู่ตลาด ซึ่งจะช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำ

ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ จะมุ่งเน้นการสร้างระบบการตรวจสอบภายในของสหกรณ์ ให้ความรู้กับสมาชิก ได้เข้ามามีส่วนในการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานสหกรณ์ของตัวเอง เนื่องจากสมาชิกเป็นเจ้าของสหกรณ์ ซึ่งกรมจะให้ความรู้ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเงินให้กับสมาชิกผ่านทางออนไลน์ ให้สมาชิกได้เรียนรู้ว่าสหกรณ์ต้องเปิดเผยข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อให้สมาชิกได้รับรู้ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในสหกรณ์ และในส่วนของการกำกับดูแลสหกรณ์ซึ่งเป็นบทบาทของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปดูแลระหว่างที่สหกรณ์มีการประชุมใหญ่ คอยให้คำแนะนำในสิ่งที่ถูกต้อง และหากพบข้อบกพร่องเกิดขึ้นในสหกรณ์ ต้องมีแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายลุกลามถึงตัวสมาชิกหรือสหกรณ์อื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ ทั้งภาคออมทรัพย์และภาคการเกษตร เนื่องจากปัจจุบันหนี้สินครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น กรมจึงมีโครงการเพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ เพื่อให้มีเงินเหลือพอชำระหนี้คืนสหกรณ์ และใช้กลไกสหกรณ์เข้ามารองรับนโยบายของภาครัฐ ส่งต่อความช่วยเหลือไปถึงสมาชิกสหกรณ์และประชาชนทั่วไป ซึ่งขณะนี้ กรมดำเนินการตามนโยบายของรมว.เกษตรฯ เช่น สร้างซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ให้เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าและผลผลิตสู่ผู้บริโภค และจะผลักดันให้สหกรณ์ผลิตสินค้าปลอดภัย โดยตั้งเป้าว่าจะมีสหกรณ์กว่า 100 แห่งเข้าสู่กระบวนการผลิตสินค้าปลอดภัยและสินค้าเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ ยังมีโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน เป็นการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่สนใจจะกลับไปประกอบอาชีพการเกษตร มีคนสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 7,500 คน โดยกรมจะดึงสหกรณ์แต่ละพื้นที่เข้ามาร่วมดูแลแนะนำให้ความรู้และช่วยเหลือการประกอบอาชีพ และหวังว่าคนกลุ่มนี้จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการสหกรณ์ในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันผู้บริหารสหกรณ์ส่วนใหญ่อายุเฉลี่ย 65-70 ปี จึงต้องเตรียมความพร้อมและสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเป็นผู้บริหารสหกรณ์ภาคการเกษตรซึ่งทั้งหมดนี้คือทิศทางขับเคลื่อนนโยบายเพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็งในปี 2563 นี้

%d bloggers like this: