รายงานพิเศษ : เปิดโครงการ‘บัญชีต้นกล้า…สู่วิถีศก.พอเพียง’ สอนเยาวชนจดค่าใช้จ่ายสร้างนิสัยรักการออม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503517

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการ‘บัญชีต้นกล้า...สู่วิถีศก.พอเพียง’  สอนเยาวชนจดค่าใช้จ่ายสร้างนิสัยรักการออม

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการ‘บัญชีต้นกล้า…สู่วิถีศก.พอเพียง’ สอนเยาวชนจดค่าใช้จ่ายสร้างนิสัยรักการออม

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ส่งเสริมการทำบัญชีให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเป็นเครื่องมือนำทางให้ผู้ทำบัญชี เกิดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเองสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ก่อเกิดแนวคิดพัฒนาอาชีพ ทำให้รู้รายได้ รู้รายจ่าย มีเงินออม ก้าวสู่การดำเนินชีวิตตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเด็กและเยาวชนถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหนึ่งที่กรมให้ความสำคัญ และต้องการให้ตระหนักถึงประโยชน์ของบัญชี สามารถจัดทำบัญชีรับ-จ่ายของตนเองได้ จึงจัดทำโครงการ “บัญชีต้นกล้า สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง” ขึ้น เพื่อสอนแนะให้เยาวชนรู้จักวิธีจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายของตนเองในแต่ละวัน รู้จักการวางแผนการใช้จ่ายของตนเอง อีกทั้งสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการบันทึกบัญชีให้กับผู้ปกครอง เพื่อช่วยในการวางแผนการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล ขณะเดียวกันก็เป็นการปูพื้นฐานให้กับเยาวชนนักเรียนมีนิสัยรักการออมโดยผ่านการจดบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย รู้จักการคิดคำนวณ รู้คุณค่าของเงิน และมีวินัยทางการเงิน ซึ่งการออมโดยการจดบันทึกนี้ มีความสำคัญกับการสร้างฐานรากเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและแข็งแกร่ง ทำให้เกิดความสามัคคี และความปรองดองภายในครอบครัวและชุมชนได้

นายโอภาส ทองยงค์ 

สำหรับโครงการ”บัญชีต้นกล้า สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง” จะเป็นการอบรมการจัดทำบัญชีให้กับเด็กนักเรียนและเยาวชนได้มีความรู้ด้านการบัญชีรับจ่ายในครัวเรือน รู้จักการคิดคำนวณตัวเลขให้เห็นถึงความพอประมาณและวิเคราะห์ข้อมูลได้ สอนแนะให้เข้าใจถึงเหตุผล โดยใช้หลักบันได 3 ขั้นคือ “รู้จด รู้จริง รู้จ่าย จะไม่จน” รู้จดคือการทำบัญชีเป็นประจำ รู้จริงคือ รู้รายรับ-รายจ่ายของตนเอง และรู้จ่ายคือ ใช้เงินเป็นเห็นเงินออม รู้จักใช้ประโยชน์จากข้อมูลทางบัญชี นำไปวางแผนการใช้จ่าย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งใดจำเป็นหรือไม่จำเป็น รวมทั้งสอนแนะให้เยาวชนเกิดความตระหนักว่า การทำบัญชี ไม่ใช่เรื่องยากเพียงรู้จักแบ่งประเภท “รายรับ” และ “รายจ่าย”ให้ชัดเจน ว่ารายรับคือสิ่งที่บ่งบอกถึงช่องทางการเงินทั้งที่เป็นรายรับหลักและรายได้เสริม ส่วนรายจ่ายคือ สิ่งที่บ่งบอกถึงการใช้จ่ายของตนเอง ทั้งที่เป็นรายจ่ายคงที่ ซึ่งเกิดขึ้นแน่นอนสม่ำเสมอในทุกๆเดือน และรายจ่ายผันแปรที่มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือน โดยการจดบันทึกทางบัญชี จะทำให้เห็นผลต่างระหว่างรายรับกับรายจ่ายที่ชัดเจน และจะสะท้อนให้สามารถวางแผนการใช้จ่ายของตนเองได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

“การสอนแนะการจดบันทึกบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างและปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชน เข้าใจและเข้าถึงการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และช่วยให้ทราบถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง สามารถคิดวิเคราะห์แยกแยะข้อมูลการใช้จ่ายเป็น หากสอนให้เยาวชนลงบันทึกทางบัญชีเป็นประจำทุกวันและหมั่นตรวจสอบค่าใช้จ่ายในแต่ละวันอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้รู้จักสังเกตพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง และสามารถวางแผนการใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสม ลดการซื้อสิ่งของฟุ่มเฟือยและรู้จักเก็บออมเงินมากขึ้น ซึ่งการปลูกฝังนิสัยรักการออมและการมีวินัยทางการเงินตั้งแต่ยังเล็ก จะเป็นรากฐานที่สำคัญในการเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต มีความเข้มแข็งทางการเงิน สามารถพึ่งพาตนเองได้ นำไปสู่ความเป็นอยู่ที่พอเพียงและมีชีวิตที่เป็นสุข” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : กตส.แนะปชช.ทำบัญชีครัวเรือนสร้างวินัยการออม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502970

รายงานพิเศษ : กตส.แนะปชช.ทำบัญชีครัวเรือนสร้างวินัยการออม

รายงานพิเศษ : กตส.แนะปชช.ทำบัญชีครัวเรือนสร้างวินัยการออม

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่สังคมกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่หรือที่เรียกว่าNew Normal ส่งผลให้ประชาชนต้องรู้จักการปรับตัวเพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่อาจเกิดความผันผวนไม่แน่นอน ดังนั้น การมีวินัยทางการเงิน จึงเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นในการวางแผนการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินในครัวเรือนและในการประกอบอาชีพ มักเกิดจากการขาดการวิเคราะห์วางแผนทางการเงินที่ถูกต้อง การทำบัญชี จึงถือเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงทำให้ทราบรายรับ – รายจ่าย และข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่ข้อมูลทางบัญชีสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ ซึ่งตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการสอนแนะการจัดทำบัญชีครัวเรือนให้กับเกษตรกร ประชาชน และเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างวินัยในการใช้จ่าย และสร้างความเคยชิน ในการออม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน นำมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวอีกว่า ในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่มีรายได้ไม่แน่นอน ส่วนผู้มีรายได้ประจำ แม้จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า แต่หากสถานการณ์ระบาดของโรคดังกล่าวยังเกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะยาวก็อาจส่งผลกระทบต่อนายจ้างที่ต้องแบกรับภาระ จนส่งผลกระทบถึงลูกจ้างได้เช่นเดียวกัน แต่สำหรับคนที่มีการจัดทำบัญชี และมีการออมเงินโดยสม่ำเสมอ จะได้รับผลกระทบน้อย เนื่องจากมีข้อมูลจากการบันทึกบัญชี ทำให้สามารถวางแผนการใช้จ่ายได้อย่างสมเหตุสมผล และมีความมั่นคงทางการเงินในครัวเรือน โดยนำหลักการทำบัญชี 3 มิติ มาปรับใช้ดำเนินชีวิต ได้แก่ รู้ตนเอง รู้สภาพแวดล้อม และรู้อนาคต ยึดตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพึ่งตนเอง รู้จักความพอประมาณ และไม่ประมาท สามารถคิด วางแผน แล้วนำไปพัฒนาอาชีพของตนเองได้ โดยมีบัญชีเป็นภูมิคุ้มกันและคู่มือชีวิต ซึ่งเป็นหลักการที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด จึงจำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างมีสติ ไม่ประมาท และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

“จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะประกอบอาชีพสาขาใดก็ตาม เราจะต้องลงมือทำด้วยตนเองมากขึ้น และลดการจ้างในส่วนที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะอาชีพเกษตรกรรม ที่นอกจากจะต้องลงมือทำด้วยตนเองแล้ว จะต้องรวมกลุ่มกันอย่างจริงจังเพื่อสร้างโอกาสในการตลาด ทำให้เกิดการพัฒนาทั้งคุณภาพ ปริมาณ และความหลากหลายของสินค้าที่ตรงกับความต้องการ รวมไปถึงการสร้างวินัยทางการเงินที่สามารถเกิดขึ้นได้ หากรู้จักการทำบัญชีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจัดระเบียบวินัยในการใช้จ่าย มีการวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชี ส่งผลให้เกิดช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ สามารถวางแผนในการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต เป็นการสร้างวินัยและความมั่นคงให้ตนเองและครอบครัว” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านสะท้อนเร่งต่อยอดผลิต เสาหลักนำทางยางพาราช่วยสมาชิกมีรายได้เพิ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502747

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านสะท้อนเร่งต่อยอดผลิต  เสาหลักนำทางยางพาราช่วยสมาชิกมีรายได้เพิ่ม

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านสะท้อนเร่งต่อยอดผลิต เสาหลักนำทางยางพาราช่วยสมาชิกมีรายได้เพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ความสำเร็จจากผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ ที่สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ได้พลิกวิกฤติช่วงราคายางตกต่ำ จากที่เคยรับซื้อยางแผ่นและยางก้อนถ้วยจากสมาชิกเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้ผลิตหมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้มากขึ้น ทั้งจากการขายน้ำยางดิบและรายได้เสริมจากการเข้ามารับจ้างเป็นแรงงานผลิตหมอนยางพารากับทางสหกรณ์ฯ และเพื่อให้สมาชิกมีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง สหกรณ์ฯจึงเดินหน้ามุ่งขยายงานด้านการแปรรูปเพิ่มขึ้น ด้วยการเข้าร่วม“โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของภาครัฐ” โดยความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมทางหลวงชนบท

นายนิพนธ์ เลาห์กิติกูล ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด มีสมาชิก 109 รายธุรกิจหลักของสหกรณ์ฯในขณะนี้คือ การรวบรวมน้ำยางดิบจากเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หมอนยางพารา (Natural Latex Pillow) จัดจำหน่ายไปสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศจุดเด่นของสหกรณ์ฯ คือเป็นจุดศูนย์กลางรวบรวมและแปรรูปผลิตน้ำยางพาราแบบครบวงจรของชุมชนขณะนี้ สหกรณ์ฯ ได้ต่อยอดพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา โดยเข้าร่วม “โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของภาครัฐ” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์กับกรมทางหลวงชนบท ผลิตแผ่นธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) และเสาหลักนำทางจากยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP)สำหรับนำไปใช้ประโยชน์เป็นอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนน

เบื้องต้นสหกรณ์ฯเข้าร่วมโครงการ ในส่วนผลิตเสาหลักนำทางจากยางธรรมชาติเพียงอย่างเดียวเป็นการชิมลางก่อน โดยมีกำลังการผลิตเฉลี่ยวันละ 19 ต้น ผลิตไปแล้วประมาณ 200 ต้น ต้นทุนการผลิตต้นละประมาณ 1,200 บาท ใช้น้ำยางข้นในการผลิตประมาณ 19 กิโลกรัม/ต้นและนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้วไปใช้จริงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้ดำเนินการรับซื้อผลิตภัณฑ์ เพื่อมอบให้กรมทางหลวงชนบทนำไปติดตั้งในพื้นที่ต่างๆต่อไป

สำหรับโครงการนี้ จะดำเนินการระหว่างปี 2563-2565 กระทรวงคมนาคมได้กำหนดแผนความต้องการใช้ยางพาราตามมติคณะรัฐมนตรี แบ่งเป็นเสาหลักนำทางยางพารา 1,063,651 ต้น และแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต ความยาวรวม 12,282 กิโลเมตร โดยในปี 2563 นี้ กระทรวงคมนาคมต้องการเสาหลักนำทางยางพาราชุดแรก 289,635 ต้น จากการสำรวจพบสหกรณ์ที่พร้อมผลิตเสาหลักนำทาง 10 แห่ง และแผ่นธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต 7 แห่ง โดยสหกรณ์ที่พร้อมชุดแรกนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์จะได้เข้าไปช่วยเหลือเรื่องถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตเสาหลักนำทาง และแผ่นธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีตให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน ในส่วนสหกรณ์ที่ทำธุรกิจรวบรวมน้ำยางพาราแห่งอื่นที่อาจยังไม่มีความพร้อมผลิตสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยเป็นเครือข่ายป้อนวัตถุดิบน้ำยางข้นให้สหกรณ์ผู้ผลิตที่จะรับซื้อในราคานำตลาด ส่วนราคาที่กระทรวงคมนาคมทำสัญญารับซื้อจะเป็นไปตามราคาน้ำยางสด FOB ซึ่งเป็นราคาที่ยุติธรรม

“การดำเนินกิจการของสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด ประสบความสำเร็จและผ่านวิกฤติมาได้ เพราะความร่วมมือกันของสมาชิกและคณะกรรมการสหกรณ์ โดยสหกรณ์จะให้ความสำคัญกับการประกอบอาชีพของสมาชิก ส่งเสริมให้สมาชิกวางแผนการผลิตควบคู่ไปกับการวางแผนด้านการตลาดและร่วมพัฒนาแปรรูปผลผลิตน้ำยางพาราเพิ่มมูลค่า เพิ่มช่องทางการตลาด มีทิศทางขับเคลื่อนภายใต้การใช้ระบบตลาดนำการผลิตเพื่อแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายนิพนธ์ กล่าวทิ้งท้าย

อีกบรรทัดฐานหนึ่งของการทำงานของคนญี่ปุ่นที่ผมจะกล่าวต่อไป ความจริงก็แทบจะไม่ต่างจากบรรทัดฐานเดิมที่ผมได้เสนอท่านผู้อ่านไปเมื่อครั้งที่แล้ว คือเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ท่าที” เหมือนกัน แต่วันนี้จะเน้นความต่างจากของเดิมซึ่งได้แก่การกำหนดท่าทีที่ชัดเจน ตรงที่เขามีการกำหนดท่าทีไว้ “ล่วงหน้าอย่างแท้จริง” แต่ก่อนที่จะเขียนต่อไป มีหลายท่านสงสัยคำว่า “ท่าที” ที่ผมยกมาว่ามันคืออะไรกันแน่ ดังนั้น ขออธิบายสั้นๆ ก่อนครับว่า “ท่าที”น่าจะตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า attitude หรือ position หรือ stance อันหมายถึงปฏิกิริยาหรือแนวทางการสนองตอบของฝ่ายหนึ่ง ที่มีต่อนโยบาย ข้อเสนอ หรือมติการดำเนินงานของอีกฝ่ายหนึ่ง ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์โควิด-19 และน่าจะทำให้เกิดวิกฤติด้านความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น จึงได้มีการเสนอว่าสมาชิกแอปเตอร์ควรที่จะมีการบริจาคข้าวเพิ่มขึ้น กรณีเช่นนี้ ประเทศไทยเรา หรือแต่ละประเทศสมาชิก จะกำหนด attitude หรือ position หรือ stance หรือ “ท่าที” ต่อกรณีดังกล่าวอย่างไรบ้าง อย่างนี้เป็นต้น

ผมชมเชยทางการญี่ปุ่นในเรื่องนี้มาก เพราะจากประสบการณ์ที่เห็น ไม่ว่าแอปเตอร์จะเคลื่อนไหวไปอย่างไร จะเล็กน้อยจนแทบจะไม่เห็นความสำคัญเลย หรือยิ่งใหญ่ปานว่าขุนเขา กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงของญี่ปุ่นไม่เคยละเว้นที่จะเก็บเอาไปพิจารณากำหนด “ท่าที” ทุกประเด็น และที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง ก็คือ เขาทำก่อนเหตุการณ์จะเกิดหรือทำล่วงหน้าทุกครั้งนั่นเอง โดยเขาพยายามเกาะติดสถานการณ์และมองไปข้างหน้า สแกนทุกอย่างและก็เตรียมกำหนดท่าทีในเรื่องนั้นๆ ไว้ก่อนที่บางสิ่งบางอย่างจะเกิดขึ้น นั่นหมายถึงไม่ต้องรีรอให้เกิดเรื่องเสียก่อนแล้วจึงมาหาวิธีแก้ไขสนองตอบภายหลัง หลายท่านอาจเถียงผมว่า ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องวิเศษลึกซึ้งแต่ประการใดอีกเช่นกัน เพราะยุทธวิธีแบบนี้ใครๆ ก็ทราบ แต่ผมก็ขอเถียงกลับว่า จริงครับ มันเป็นเรื่องตื้นๆ ที่ใครๆ ก็น่าจะรู้ ทว่า เท่าที่เห็น มันมีการกระทำจริงแบบนั้นน้อยมากในที่อื่นๆ และเท่าที่เห็นในบางแห่งบางประเทศ มักปล่อยปะละเลยไม่สนอกสนใจที่จะคิดทำกัน ส่วนมากถือว่าธุระไม่ใช่ จนในที่สุดก็เกิดปัญหาขึ้น แล้วหลังจากนั้นก็จะโทษกันไปมามากกว่าจะร่วมกันหาวิธีการแก้ไข สุดท้ายสังคมก็เดือดร้อนยุ่งเหยิง ไร้ประสิทธิภาพในการจัดการ

ตัวอย่างปัญหาที่ใกล้ตัวและเห็นมาตลอดในบางประเทศ (น่าจะไม่ใช่ประเทศไทยนะครับ) คือ กรณีมีคนบุกรุกที่สาธารณะเป็นที่อยู่อาศัย เริ่มแรกก็มาคนเดียวหรือสองสามคน แทนที่ผู้รักษากฎหมายจะเร่งจัดการเพื่อเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลม แต่กลับเฉยเสีย ไม่มีใครเลยที่สนใจจะแก้ไขเชิญเขาออกไป จึงทำให้คนอื่นๆ ได้ใจและทยอยเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเห็นกันว่าอยู่ได้ ไม่มีใครมาห้าม ทีนี้ก็กลายเป็นชุมชนผู้บุกรุกกลุ่มใหญ่ ถึงตอนนี้ก็ยากละครับที่จะแก้ไขเชิญพวกเขาออกไป กลับกลายเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ลักษณะบรรทัดฐานแบบนี้ถ้าเป็นในประเทศญี่ปุ่นแล้ว เขาไม่มีทางยอมตั้งแต่เริ่มต้น เพราะอะไรๆ ที่ส่อว่าจะเกิดปัญหาในอนาคตไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ไม่มีวันลอดหูลอดตาทางการญี่ปุ่นไปได้ จริงๆ แล้วระบบของฝรั่งก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน เพราะเขาถือว่าความเป็นไปของสังคมนั้นทุกคนต้องช่วยกันรับผิดชอบ ดังนั้นใครที่ทำอะไรไม่ชอบมาพากล ย่อมไม่หลงหูหลงตาประชาชนคนใดคนหนึ่งไปได้ แล้วเขาก็จะเป็นตาสับปะรดช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่อีกชั้นหนึ่ง ผมเคยพักอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ในเมืองหนึ่งในประเทศอิตาลี วันหนึ่งมีเพื่อนมานั่งดื่มสุรากัน 1-3 คน พอดึกหน่อยก็เริ่มมีเสียงดังขึ้นๆ สักพักเดียว มีตำรวจมาเคาะประตู และบอกว่าถ้ายังเสียงดังรบกวนชาวบ้านอย่างนี้อีก คงต้องย้ายที่นอนไปนอนที่สถานีตำรวจแทน เท่านั้นแหละ เงียบสนิทกันได้ทันที

สมัยทำงานอยู่ในกระทรวงเกษตรฯ ผมเคยได้รับมอบหมายให้ไปประชุมและสัมมนาระยะสั้นที่ประเทศแซมเบีย แถบทวีปแอฟริกา พอไปถึงก็เกิดความพิศวงงงงวยมาก เพราะในดินแดนแอฟริกาอันลึกลับกลับได้พบคนจีนกับคนญี่ปุ่นเยอะแยะไปหมด ส่วนมากคนจีนจะทำธุรกิจด้านการก่อสร้างทั้งโดยการช่วยเหลือจากภาครัฐและเอกชน ส่วนคนญี่ปุ่นมักจะทำงานในองค์กรช่วยเหลือระหว่างชาติและเอกชน และหลังจากที่ผมได้ศึกษารวมทั้งถามไถ่ผู้รู้ต่างๆ จึงทราบว่า นั่นคือท่าทีวิสัยทัศน์ของคนญี่ปุ่นและคนจีนครับ จากข้อเท็จจริงที่ผมไม่อาจเล่าได้ จะเห็นได้ว่า เขาไม่ได้กำหนดนโยบายหรือท่าทีต่างๆ โดยมองไปข้างหน้าเพียง 5 ปี 10 ปีเท่านั้น แต่เขามองไปข้างหน้าอย่างน้อย 50 ปีเลยทีเดียว

รายงานพิเศษ : ‘สุวิทย์’ปลื้ม‘อว.สร้างงานเฟส1’ทะลุเป้า เดินหน้าเปิดระยะ2ต้นก.ค.รับอีก3.2หมื่นคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502441

รายงานพิเศษ : ‘สุวิทย์’ปลื้ม‘อว.สร้างงานเฟส1’ทะลุเป้า  เดินหน้าเปิดระยะ2ต้นก.ค.รับอีก3.2หมื่นคน

รายงานพิเศษ : ‘สุวิทย์’ปลื้ม‘อว.สร้างงานเฟส1’ทะลุเป้า เดินหน้าเปิดระยะ2ต้นก.ค.รับอีก3.2หมื่นคน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมคณะผู้บริหาร อว.ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ติดตามความคืบหน้าโครงการ “อว.สร้างงาน ระยะที่ 1” ในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ โดยมีนายธนากร อึ้งจิตรไพศาล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ และผศ.ดร.เรืองเดช วงศ์หล้าอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ต้อนรับ

สำหรับโครงการ “อว.จ้างงาน ระยะที่ 1”ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในฐานะหน่วยจ้างงาน รับสมัครและคัดเลือกบุคคลที่จะได้รับการจ้างงานจำนวน 290 อัตรา จ้างงานระยะเวลา 4 เดือน เดือนละ 9,000 บาท ซึ่งในขณะนี้ รับเข้าทำงานแล้วจำนวน 279 อัตรา เหตุที่ไม่ครบ 290 อัตรา เนื่องจากผู้สมัครบางส่วนได้รับสิทธิในการเยียวยาจากภาครัฐที่ซ้ำซ้อนจึงต้องมีการตัดรายชื่อออก และมีการลาออกระหว่างทำงาน โดยทั้ง 279 อัตรา ได้ลงดำเนินการในพื้นที่ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด จำนวน 109 ตำบล ประกอบด้วยจังหวัดอุตรดิตถ์ แพร่ น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และ สุโขทัย

ด้านดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อว.กล่าวว่า พอใจการดำเนินการโครงการ อว.สร้างงาน ระยะที่ 1 และอว.จะเริ่มโครงการ อว.สร้างงาน ระยะที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จำนวนกว่า 3.2 หมื่นคน โดยในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ มีอัตราการจ้างงงานระยะที่ 2 จำนวน 376 อัตรา จ้างงานระยะเวลา 3 เดือน เดือนละ 9,000 บาท มีพื้นที่ดำเนินการใน 4 จังหวัดภาคเหนือ จำนวน 74 ตำบล ได้แก่ อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน และ กำแพงเพชร โดยลักษณะงานที่ผู้รับจ้างดำเนินงาน จะเป็นเรื่องข้อมูลเชิงพื้นที่ ติดต่อประสานงานกับผู้นำชุมชน ประชาชน และหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ เก็บข้อมูลจากหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ การวิเคราะห์และจัดทำแผน วางแผนโครงการและแผนการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานคู่ความร่วมมือผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆของมหาวิทยาลัย เช่น ด้าน Smart Faming ด้านการจัดการน้ำชุมชน ด้านสุขภาพ ด้านการสร้างอาชีพ ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ด้านการจัดการขยะ ด้านการจัดการสังคมผู้สูงอายุหรือด้านอื่น ที่สอดคล้องกับบริบทปัญหา หรือความต้องการของพื้นที่

น.ส.คนธวัลย์ รัตนสุวรรณ หนึ่งในผู้รับจ้างงานโครงการ จ.อุตรดิตถ์เปิดเผยว่า สิ่งที่ประทับใจจากโครงการนี้คือ ส่วนท้องถิ่นที่ไปประจำอยู่ ภูมิใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนปัญหา เราได้ทราบปัญหา สิ่งที่เรามองจากข้างนอก เรามองว่าบ้านเรา เจริญสมบูรณ์ทุกอย่าง แต่การท่องเที่ยวทำไมถึงไม่มี พอลงพื้นที่แล้วจึงได้ทราบปัญหา ที่ไม่สามารถมีได้เพราะอะไร ได้ทราบจุดด้อยและจุดเด่นของแต่ละพื้นที่มากขึ้น รู้สึกภูมิใจว่าได้เป็นกระบอกเสียงให้กับชาวบ้าน อยากเป็นส่วนหนึ่งที่กลับมาพัฒนาชุมชนให้ดียิ่งขึ้น

ด้านนายวุฒิชัย เหมดี ผู้รับจ้างโครงการอว.ฯ บอกว่า โดยส่วนตัวก่อนที่จะมารับงานตรงนี้ เคยทำงานทางด้านเทคโนโลยีมาก่อน เกี่ยวกับแอพลิเคชั่น จบมาเมื่อปี 46 ปวส. สาขาการตลอด ได้มีโอกาสไปที่ประเทศจีน เพิ่งกลับมาได้สองปี พอกลับมาได้ร่วมธุรกิจพัฒนาแอพลิเคชั่นร้านอาหาร สักระยะหนึ่งก็ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ก็ไม่สามารถไปสมัครงานที่อื่น เพราะเป็นข้อจำกัดในหลายด้าน จึงได้มาทำงานตรงนี้ พอได้สัมผัส ทำให้รู้สึกภูมิใจว่า ถึงเราเป็นหมากตัวเล็กตัวหนึ่งก็สามารถช่วยเป็นแรงผลักดัน ให้เกิดกระบวนการในการพัฒนา

ในอดีตจะไม่ค่อยรอบรู้เกี่ยวกับการพัฒนาหมู่บ้านเท่าไหร่แต่พอลงไปตรงนี้ทำให้เกิดการสำนึกรักบ้านเกิดของตัวเอง ทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านธุรกิจ หรือว่าเกษตร นวัตกรรมของจีน เขามีสิ่งใหม่ๆ เข้ามา ซึ่งอยากให้ตรงนี้เป็นตัวผลักดันในโครงการนี้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของทางอว.ด้วย

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรโชว์ผลงานโบแดง ผลิต‘เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU’เวอร์ชั่นล่าสุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502212

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรโชว์ผลงานโบแดง  ผลิต‘เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU’เวอร์ชั่นล่าสุด

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรโชว์ผลงานโบแดง ผลิต‘เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU’เวอร์ชั่นล่าสุด

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อาหารปิ้ง ย่าง เป็นอาหารการกินที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน และได้รับความนิยมทุกระดับกลุ่มผู้บริโภค ร้านอาหารปิ้ง ย่างมักเลือกใช้เตาปิ้งย่างที่ใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิงหลัก เพราะได้กลิ่นหอมจากถ่าน แต่ปัญหาที่พบคือ ถ่านเชื้อเพลิงกระจายตัวในเตาไม่สม่ำเสมอ ทำให้การสุกของอาหารแต่ละชิ้นไม่พร้อมกัน “เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU” เวอร์ชั่นล่าสุด ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ประกอบการและส่งเสริมพัฒนาการประกอบอาชีพยั่งยืนเป็นรูปธรรม ผลงานวิจัยพัฒนาของผศ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนาผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจกรรมนิสิต และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักวิจัยได้แก่นายธนัตถ์ ศรีสุขสันต์ และน.ส.ต้องใจ สัตราศรี พัฒนาทุกองค์ประกอบตั้งแต่สูตรหมักไก่ย่าง กระบวนการใช้งานเตา พัฒนาสูตรน้ำจิ้มไก่ย่างและปลาเผาไปจนถึงทดลองประกอบธุรกิจจริง (ออกขายอาหารปิ้งย่างตามตลาดนัด)รวมถึงออกงาน เพื่อเผยแพร่ผลงานและทดสอบตลาดต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค

ผศ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา หัวหน้าทีมนักวิจัย กล่าวว่า เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU ประกอบด้วย แผ่นสเตนเลส ฉนวนความร้อน สำหรับห่อหุ้มสเตนเลส (ฉนวนเส้นใยเซรามิกทนความร้อนได้มากกว่า 600 องศาเซลเซียส) กระจกสำหรับปิดเตาย่าง (กระจกทนความร้อน 500 องศาเซลเซียส) มอเตอร์ไฟฟ้า และพัดลมดูดอากาศ ทำการออกแบบเป็นถังรูปทรงกระบอก ขนาด กว้างxยาวxสูง = 844 x 890 x 1,640มิลลิเมตร ด้านนอกเตาย่าง หุ้มด้วยฉนวนกันความร้อน พร้อมติดระบบดูดควันสำเร็จรูปในตัวมีฝาปิดไม่ให้ควันออก ตัวเตาย่างจะวางขนานกับพื้น ตั้งอยู่บนขาตั้งที่แยกออกจากกันได้ เพื่อความสะดวกในการขนย้าย ภายในเตาย่างทรงกระบอก จะมีวงล้อที่มีเดือย 6 รูรอบวง เพื่อรองรับการเสียบของแกนเหล็กสเตนเลสสำหรับใส่อาหารที่จะย่าง คือ ไก่ หรือ ปลา ในเตานี้จะมีแกนเหล็กทั้งหมด 6 แกน 1 แกนเหล็ก จะใส่ไก่ได้ 2 ตัว ถ้าย่างไก่ได้ครั้งละ 12 ตัว (ปลาเผา 1 ตัวต่อ 1 แกนเหล็ก) โดยวงล้อจะหมุนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมีถาดใส่ถ่านเชื้อเพลิง 2 ถาด ภายในเตาย่างมีถาดใส่ถ่านเชื้อเพลิง 1 ถาดพร้อมล้อเลื่อนเพื่อความสะดวกในการดึงออกมาเปลี่ยนถ่านเชื้อเพลิง โดยจะอยู่ตรงแกนกลางของเตาย่างทรงกระบอก ส่วนอีก 1 ถาด สำหรับใส่ถ่านเชื้อเพลิงจะอยู่ด้านล่างนอกเตาย่าง เวลาย่างไก่จะได้รับความร้อนและสุกพร้อมกัน ทั้ง 2 ด้าน โดยไม่เสียเวลาในการพลิกไก่

การทำงานของ “เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU” ขณะย่างไก่ เมื่อไก่หมุนมาอยู่ในตำแหน่งแนวดิ่ง น้ำมันจากไขมันของไก่ในช่วงนี้ จะหยดใส่ผนังเตา แล้วน้ำมันจะไหลลงไปยังร่องเอียง เพื่อลำเลียงน้ำมันไปในถังใส่น้ำมันทั้ง 2 ด้านของเตา โดยน้ำมันดังกล่าวจะไม่หยดใส่ถ่านเชื้อเพลิงที่อยู่นอกเตาย่าง ทำให้ไม่มีควัน ส่วนฝาปิด-เปิดเตาทำด้วยกระจกจึงมองเห็นไก่ย่างภายในเตา เพื่อสังเกตอาหารที่ย่างว่าสุกหรือยัง มีปุ่มสวิตช์สำหรับปิด-เปิดพัดลมดูดอากาศ และมีปุ่มสวิตช์สำหรับปิด-เปิดมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อหยุดการหมุนของวงล้อ เพื่อดึงแกนเหล็กนำไก่ที่สุกแล้วออกจากเตา หรือนำไก่ดิบเสียบในแกนเหล็กใส่เข้าไปในเตาย่าง ส่วนระบบดูดควันสามารถดูดควันได้เกือบ 100% และสามารถต่อท่อดูดควันออกไปนอกร้านได้

จุดเด่นของ “เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU” สามารถย่างไก่สุกทั่วถึงภายในโดยที่ยังคงความชุ่มฉ่ำและมีรสชาติดี หนังกรอบ ที่สำคัญไม่เกิดรอยไหม้ ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารย่างที่สดใหม่ต่อเนื่องทุก 6-8 นาที ประหยัดถ่านเชื้อเพลิงได้มากกว่าเตาย่างแบบเปิดทั่วไป 2-3 เท่า โดยไก่ย่างจะใช้เวลาย่าง 30-45 นาที ส่วนปลานิลเผา ใช้เวลา 10-12 นาที สามารถย่างไก่และปลาเผาได้ 20 ตัว / ชั่วโมง และที่สำคัญคือ ลดใช้แรงงาน สะดวกสบาย ลดความร้อน และขนย้ายสะดวก

ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ “เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU”ติดต่อได้ที่ ผศ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โทรศัพท์ 08-1927-0098 และคุณธนัตถ์ ศรีสุขสันต์ โทรศัพท์ 08-3030-6609

รายงานพิเศษ : อตส.แนะสหกรณ์พิจารณาสมดุลอัตราจ้างงาน เน้นสร้างความเป็นธรรม-ผลประโยชน์สู่สมาชิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502027

รายงานพิเศษ : อตส.แนะสหกรณ์พิจารณาสมดุลอัตราจ้างงาน  เน้นสร้างความเป็นธรรม-ผลประโยชน์สู่สมาชิก

รายงานพิเศษ : อตส.แนะสหกรณ์พิจารณาสมดุลอัตราจ้างงาน เน้นสร้างความเป็นธรรม-ผลประโยชน์สู่สมาชิก

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ตามมาตรา 4 ในพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 ระบุความหมายของสหกรณ์ว่า หมายถึงคณะบุคคลซึ่งร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกสหกรณ์ โดยช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้น เจตนารมณ์การตั้งสหกรณ์มีหลักการสำคัญอยู่ 2 ด้าน ประการแรก คือ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม ประการที่สองคือ ช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดังนั้น การดำเนินกิจการของสหกรณ์จึงไม่ใช่การทำธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร แต่การทำธุรกิจของสหกรณ์ ต้องอยู่ภายใต้หลักการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินงานตามภารกิจเข้าไปตรวจสอบบัญชีให้สหกรณ์ต่างๆ พบว่ายังมีสหกรณ์หลายแห่งขาดสมดุลการบริหารจัดการภายใต้หลักการของสหกรณ์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันที่ยังไม่มีประสิทธิภาพดีพอ

ทั้งนี้ ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์แต่ละแห่งจะมีคณะกรรมการดำเนินการที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิก 15 คน และอีกส่วนหนึ่งคือ พนักงานและเจ้าหน้าที่ที่สหกรณ์จัดจ้างมา แต่ผลการตรวจสอบบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พบว่ามีสหกรณ์จำนวนมากที่มีค่าใช้จ่ายคงที่ โดยเฉพาะด้านค่าจ้างพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานในสหกรณ์ ที่มากกว่ารายได้ของสหกรณ์ และน่าจะเกินกว่าความจำเป็นต่อการปฏิบัติงานในสหกรณ์นั้นๆ ซึ่งควรจัดจ้างตามความจำเป็นของงานอย่างสมเหตุสมผล

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การวิเคราะห์ความต้องการของกำลังคนเพื่อปฏิบัติงานในแต่ละสหกรณ์นั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วน และต้องคำนึงถึงประโยชน์และผลที่จะได้รับจากการจ้างงานแต่ละครั้งเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหารายจ่ายคงที่ ซึ่งจะเป็นภาระให้สหกรณ์ จนอาจทำให้เกิดข้อสงสัยของสมาชิกได้ว่า ทำไมรายได้สุทธิของสหกรณ์จึงมีน้อยหรือไม่มีเลย นอกจากนั้น อัตราการจ้างงานแต่ละตำแหน่ง ควรได้รับการประเมินในอัตราที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากขนาดของธุรกิจ จำนวนของทุนสหกรณ์ และความหลากหลายของกิจการที่ดำเนินการ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะใช้ประเมินค่าจ้างของพนักงานให้สมประโยชน์ เช่น บางสหกรณ์มีรายได้เฉลี่ยต่อปีไม่ถึง 2 ล้านบาท แต่มีการจ้างงานในบางตำแหน่งในอัตราเงินเดือนที่สูงถึงหนึ่งแสนบาทต่อเดือน จึงส่งผลให้รายได้สุทธิของสหกรณ์ที่จะนำมาสู่การปันผลให้สมาชิกแทบจะไม่เหลือเลย

“การสร้างความสมดุลในสหกรณ์ โดยเฉพาะความสมดุลระหว่างรายได้และรายจ่าย เป็นสิ่งที่ผู้บริหารสหกรณ์ต้องคำนึงถึง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่สมาชิกของสหกรณ์ทั้งมวล ซึ่งการจ้างพนักงานเจ้าหน้าที่สหกรณ์ เป็นเรื่องสำคัญประการหนึ่งที่สหกรณ์ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ความจำเป็น และผลประโยชน์ที่สมาชิกทุกคนควรได้รับโดยเท่าเทียมเป็นธรรม ดังนั้น เรื่องจำนวนการจ้างงานและอัตราค่าจ้าง ทั้งสองส่วนนี้ต้องสัมพันธ์กับงานที่ให้ทำ ทุกคนที่ถูกจ้างงานต้องมีงานทำในชั่วโมงทำงานปกติ จึงจะคุ้มค่ากับการจ้างงานและเป็นธรรมกับสมาชิกทุกคน ที่ถือเป็นเจ้าของเงินค่าจ้างตัวจริง”อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ฝากทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : 5มาตรการช่วยชาวสวนยางฝ่าวิกฤติโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501508

รายงานพิเศษ : 5มาตรการช่วยชาวสวนยางฝ่าวิกฤติโควิด-19

รายงานพิเศษ : 5มาตรการช่วยชาวสวนยางฝ่าวิกฤติโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ส่งผลกระทบทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยด้วย แม้สถานการณ์ระบาดในประเทศขณะนี้ ไม่มีผู้ป่วยรายใหม่ในประเทศติดต่อกันมา 1 เดือนแล้วก็ตาม แต่ยังพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่ที่กลับจากต่างประเทศ และเข้าพัก State Quarantine อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสถานการณ์ผู้ป่วยทั่วโลกยังมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ดังนั้น ผลกระทบภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

เกษตรกรชาวสาวยาง เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งโดยตรงและทางอ้อม ซึ่งรัฐบาลวางมาตรการช่วยเหลือเยียวยาหลากหลา0ยมาตรการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกยท. ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางพารา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในเบื้องต้นได้ดำเนิน 5 มาตรการคือ 1.มาตรการขยายระยะเวลาการส่งใช้เงินกู้ยืมแก่เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางตามมาตรา 49 (3) โดยงดการคิดดอกเบี้ย ค่าปรับ ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม-30 กันยายน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการที่เศรษฐกิจหลายภาคส่วนต้องหยุดชะงัก 2.มาตรการพัฒนาความร่วมมือการผลิตและการตลาดภาคอุตสาหกรรมยางพารา เป็นการช่วยเหลือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง โดยการเพิ่มสภาพคล่อง สร้างเงินทุนหมุนเวียนให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหมอนยางพารา ซึ่งกยท.จะเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหมอนยางพาราเป้าหมาย 50 สถาบันทั่วประเทศ โดยใช้หมอนยางพาราเป็นหลักประกัน 50,000 ใบ งบประมาณ 11.3 ล้านบาท ด้วยการให้สถาบันเกษตรกรจะนำหมอนมาจำนำกับ กยท. ในอัตราร้อยละ 80 ของมูลค่าหมอนที่กำหนดแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อแห่ง

ทั้งนี้ สินค้าจะยังคงอยู่ที่สถาบันเกษตรกรจนกว่าจะจำหน่ายได้ และสถาบันฯกำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินทุนถึงเดือนกันยายน 2563 โดยไม่คิดดอกเบี้ย 3.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยางปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการดำเนินงาน ในปี 2563 โดยผู้ประกอบกิจการยางที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องเพิ่มปริมาณการใช้ยางไม่น้อยกว่า 2 ตันต่อปี ในทุกวงเงิน1 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มปริมาณการใช้ยางไม่น้อยกว่า 50,000 ตัน วงเงินสินเชื่อทั้งหมด 15,000 ล้านบาท

4.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบกิจการยางแห้งเพิ่มกิจกรรมให้ผู้ประกอบกิจการยางที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ต้องซื้อยางมาเป็นวัตถุดิบผลิตของฤดูกาลใหม่ รัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยในอัตราตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 2-3 ต่อปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรช่วงที่ผู้ประกอบกิจการไม่มีกำลังการซื้อ ให้เกิดการหมุนเวียนผลผลิตของเกษตรกรชาวสวนยาง วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท และ 5.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์รัฐชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปีตามความเป็นจริง สำหรับผู้ประกอบการไม้ยางพารา และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น เฟอร์นิเจอร์ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการโค่นยาง 400,000 ไร่ ดูดซับปริมาณไม้ยางจากการกระตุ้นการโค่นจำนวน 12 ล้านตัน รวมถึงการส่งเสริมปลูกแทนวงเงิน 6,400 ล้านบาท

นอกจาก 5 มาตรการดังกล่าวแล้วเกษตรกรชาวสวนยางยังได้รับเงินจากเงินเยียวยาเกษตรกรผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร และยังไม่เคยได้รับสิทธ์เยียวยาใดๆจากรัฐบาลมาก่อน โดยจะช่วยเหลือทั้งกลุ่มประเภทเกษตรกรผู้ปลูกยางที่ถือบัตรสีเขียว และเกษตรกรผู้ปลูกยางที่ถือบัตรสีชมพู ตลอดจนผู้กรีดยางที่รับจ้างกรีดให้เกษตรกรผู้ปลูกยางทั้งบัตรสีเขียวและบัตรสีชมพู โดยทั้ง 3 กลุ่ม ต้องมีรายได้หลักจากการทำการเกษตร ไม่ได้รับเงินเดือนประจำจากหน่วยงานราชการหรือเอกชน ไม่เป็นข้าราชการบำนาญ ไม่มีสวัสดิการประกันสังคม และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการเราไม่ทิ้งกันของภาครัฐ จะได้รับเงินเยียวยาเกษตรกรรายละ 15,000 บาท

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรียังเห็นชอบอนุมัติเงินเยียวยาเกษตรกรกลุ่มที่ด้อยโอกาสเนื่องจากเข้าไม่ถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร จำนวนกว่า 1.37 แสนราย ซึ่งยังไม่เคยได้รับสิทธิ์เยียวยาจากรัฐบาลมาก่อน โดยในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรชาวสวนยางแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. จำนวน 67,000 ราย จะได้รับเงินเยียวยาเกษตรกร รายละ 15,000 บาท จากนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จะส่งรายชื่อเกษตรกรกลุ่มนี้ให้กับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการจ่ายเงินโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ เกษตรกรชาวสวนยางตรวจสอบสิทธิ์การเยียวยาฯ ได้ทางเว็บไซต์กระทรวงเกษตรฯ https://www.moac.go.th/ หรือเช็คตรง ที่ http://savefarmer.oae.go.th โดยเมื่อตรวจสอบสถานะแล้วได้รับสิทธิ์ สามารถตรวจสอบการโอนเงินเข้าบัญชีได้จากเว็บไซต์ ธ.ก.ส. http://www.เยียวยาเกษตรกร.com กรณีไม่มีบัญชีธ.ก.ส.แจ้งบัญชีธนาคารอื่น เพื่อรับเงินโอน ในเว็บไซต์ธ.ก.ส .นี้เช่นกัน”

ส่วนสถานการณ์ราคายางช่วงสถานการณ์โควิดระบาดนั้น มีแนวโน้มดีขึ้น ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในเดือนมิถุนายน ขยับขึ้นจากเดือนพฤษภาคม มาอยู่ที่ประมาณ 43 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งกยท.จะเร่งขยายตลาดเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้กยท.พยายามเปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าให้เกษตรกร ทั้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเอง ภาคเอกชน และเปิดจำหน่ายช่องทางOnline และเพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพ เพิ่มมูลค่าให้สินค้าจากสถาบันเกษตรกร นอกจากนี้ กยท.ได้ริเริ่มดำเนินการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ผ่าน Application เพื่อรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ต่อผู้ซื้อว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากยางพาราแท้ 100% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

รายงานพิเศษ : เจาะลึก!สทนช.รับมือน้ำหลาก2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501040

รายงานพิเศษ : เจาะลึก!สทนช.รับมือน้ำหลาก2563

รายงานพิเศษ : เจาะลึก!สทนช.รับมือน้ำหลาก2563

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ปรากฎว่ามีฝนตกเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ระหว่าง 40-80 มิลลิเมตร มากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเล็กน้อย แต่ยังไม่มีสัญญาณเหตุความรุนแรงจากพายุใดๆ อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าประมาณเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2563 จะเริ่มมีฝนตกมากขึ้น

เพื่อเป็นการเตรียมรับสถานการณ์น้ำในฤดูฝน กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ซึ่งมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการ ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากการแก้วิกฤติขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้งมาเป็นการเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์น้ำในฤดูฝน โดยสั่งการให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บูรณาการติดตาม เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายปฏิบัติภารกิจตาม 8 มาตรการรองรับฤดูฝนที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ตามที่สทนช.เสนอ ประกอบด้วย 1.คาดการณ์พื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วม 2.ปรับแผนเพาะปลูกพืชในพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา 13 แห่ง ได้แก่ พื้นที่ทุ่งบางระกำ และพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 แห่ง เพื่อเก็บเกี่ยวก่อนฤดูน้ำหลากและใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำช่วงฤดูน้ำหลากและบรรเทาระดับความรุนแรงน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 3.จัดทำเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำ โดยใช้ข้อมูลฝนคาดการณ์ประเมินน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ เพื่อนำมากำหนดการเก็บกักน้ำและระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน 4.ตรวจสอบอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำและสถานีโทรมาตรให้มีสภาพพร้อมใช้งาน 5.ตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ เช่น ปรับปรุงพัฒนาแผนระบายน้ำขจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ที่เกิดจากการก่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการพื้นที่น้ำท่วม/พื้นที่ชะลอน้ำ และการปรับปรุงคูคลองเพื่อให้ระบายน้ำได้สะดวกรวดเร็ว 6.สำรวจแม่น้ำคูคลองและขุดลอกกำจัดผักตบชวา 7.เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือช่วยเหลือให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และเข้าช่วยเหลือได้ทันสถานการณ์รวม 7,661 เครื่องและ8.สร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนรับรู้และเข้าใจผ่านเครือข่ายคณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด เป็นต้น

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)กล่าวว่า สทนช.บูรณาการติดตามประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินงานเป็นไปตามมาตรการที่วางไว้ ล่าสุดรองนายกฯเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตาม 8 มาตรการดังกล่าวโดยเร็ว เพราะจากการประเมินสถานการณ์พบว่า ฤดูฝนปีนี้หลายพื้นอาจมีฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมฉับพลันได้ ดังนั้น ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยช่วงก่อนเดือนสิงหาคม พื้นที่เฝ้าระวังคือ ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ภาคอีสานตอนบน ภาคเหนือและภาคตะวันออก หลังเดือนสิงหาคมพื้นที่เฝ้าระวังจะอยู่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ พร้อมให้กรมชลประทานจัดทำแผนและมาตรการรับน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำและพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อรองรับน้ำหลากให้แล้วเสร็จเดือนกรกฎาคม ขณะที่เรื่องการจัดทำเกณฑ์บริหารจัดการอ่างเก็บน้ำและเกณฑ์ระบายน้ำ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานต้องทำให้แล้วเสร็จเดือนมิถุนายน ตลอดจนให้กรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร และจังหวัดในเขตปริมณฑล จัดทำเกณฑ์ระบายน้ำ ควบคุมระดับน้ำ สูบน้ำบริเวณประตูระบายน้ำในพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 13 แห่งให้ชัดเจน พร้อมกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังและแผนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชั้นในกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังให้กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมเจ้าท่า การรถไฟแห่งประเทศไทย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ปรับแผนงานปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ ปี 2563 ให้เสร็จก่อนฤดูน้ำหลาก และให้กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเร่งกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในแม่น้ำสายหลักให้แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายนนี้

“การกำจัดผักตบชวา นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังทำให้การคมนาคมขนส่งทางน้ำสะดวกสบาย รวมทั้งประชาชนริมน้ำมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ดังนั้น หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือจริงจัง ประชาชนที่อยู่ริมน้ำทุกหลังคาเรือนช่วยกันดูแลความสะอาดหน้าบ้านของตนเองสม่ำเสมอ เชื่อว่าปัญหาผักตบชวาจะหมดไปจากแม่น้ำ ลำคลองอย่างยั่งยืนแน่นอน” ดร.สมเกียรติ กล่าว

สำหรับในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รัฐบาลให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาเกือบทุกปี มักประสบปัญหาระบายน้ำไม่ทัน พลเอกประวิตร ในฐานะผู้อำนวย กอนช. จึงตั้งคณะทำงานด้านบูรณาการและขับเคลื่อนการแก้ปัญหาน้ำท่วมขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากคณะทำงานจิตอาสาพระราชทานภาค 1 ขุดลอกคูคลองสองฝั่งถนนวิภาวดีรังสิต และคลองเชื่อมถนนวิภาวดีรังสิตลงคลองเปรมประชากรตั้งแต่เขตดอนเมือง เขตหลักสี่ เขตจตุจักร ไปจนถึงเขตดินแดง รวมถึงพัฒนางานระบายน้ำจากสามเหลี่ยมดินแดงลงบึงมักกะสันอีกด้วย

นอกจากนี้ กรมทางหลวงขุดลอกขยายคูคลองเปิดทางน้ำ 5 จุด ได้แก่ 1.หน้าสถานีรถไฟฟ้าวัดเสมียนนารี 2.ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์-นอร์ทปาร์ค 3.หน้านอร์ทปาร์ค-หน้าสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ 4.หน้าสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์-การเคหะทุ่งสองห้อง และ 5.คลังน้ำมัน-สน.ดอนเมือง ซึ่งขณะนี้ดำเนินงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พลเอกประวิตรยังเร่งติดตามความก้าวหน้าของโครงการเร่งด่วนเพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน ปี 2563 โดยขณะนี้ดำเนินการแล้ว 286 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 15.57 เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ 61.10 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 255,938 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 81,391 ครัวเรือน และจ้างแรงงาน 6,159 คน ซึ่งสั่งให้ดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ให้ครบทุกพื้นที่เป้าหมาย เพื่อกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด และสำรองไว้ใช้ช่วงฤดูแล้งปีถัดไป รวมทั้งสั่งเร่งพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดิน โดยมีสทนช.และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นเจ้าภาพหลัก พร้อมเห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน ภายใต้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำขึ้นมา เพื่อให้ขับเคลื่อนโครงการได้เป็นรูปธรรม และให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมกำหนดพื้นที่เก็บน้ำใต้ดินให้มากขึ้น

เมื่อ สนทช. เป็นหัวเรือใหญ่บูรณาการเตรียมพร้อมวางแผนรับมือสถานการณ์ฝนร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำของประเทศเช่นนี้….เราจึงเห็นความพร้อมในการรับมือน้ำหลากปีนี้มากยิ่งขึ้น

รายงานพิเศษ : เกษตรฯคุมเข้มปราบใบด่างมันสำปะหลัง เตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อท่อนพันธุ์ไม่รู้แหล่งปลูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500839

รายงานพิเศษ : เกษตรฯคุมเข้มปราบใบด่างมันสำปะหลัง  เตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อท่อนพันธุ์ไม่รู้แหล่งปลูก

รายงานพิเศษ : เกษตรฯคุมเข้มปราบใบด่างมันสำปะหลัง เตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อท่อนพันธุ์ไม่รู้แหล่งปลูก

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรสั่งการเจ้าหน้าที่คุมเข้มปราบโรคใบด่างมันสำปะหลังก่อนเข้าฤดูปลูก พร้อมให้ลงพื้นที่ย้ำเกษตรกร ไม่ใช้ท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคซ้ำเด็ดขาด เฝ้าระวัง และหมั่นสำรวจแปลงอยู่เสมอ พร้อมแนะนำให้เกษตรกรใช้พันธุ์ที่ทนต่อโรค เช่น เกษตรศาสตร์ 50 ควบคู่กับการใช้เทคนิคขยายพันธุ์แบบเร่งรัด X20

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวภายหลังลงพื้นที่จังหวัดลำปาง เพื่อติดตามสถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลัง และติดตามการขับเคลื่อนงานนโยบายอื่นๆ ว่าการขับเคลื่อนการปราบใบด่างมันสำปะหลัง วางไว้ 4 แนวทาง สำรวจชี้เป้า ทำลาย และชดเชย ซึ่งจะต้องทำ โดยรัดกุม พร้อมทั้งปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด และการทำลาย จะต้องถูกต้อง ตามหลักวิชาการ ได้แก่ 1. วิธีฝังกลบ โดยฝังกลบต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค และต้นข้างเคียงโดยรอบ ในหลุมที่ลึกไม่น้อยกว่า 50 ซม. ราดด้วยสารกำจัดวัชพืช อะมีทรีน 80% WG ซัลเฟนทราโซน 48% SC ไดยูรอน 80% WP อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน 2. วิธีใส่ถุง/กระสอบ โดยนำต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคตัดเป็นท่อนใส่ถุง / กระสอบมัดปากให้แน่นแล้วนำไปตากแดดไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือจนกว่าต้นมันสำปะหลังจะตาย 3.วิธีบดสับ โดยนำต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคเข้าเครื่องบดป่นหรือเครื่องสับย่อย โดยปูพลาสติกรองพื้นให้เศษต้นที่ถูกทำลายอยู่บนพลาสติก แล้วคลุมกองด้วยพลาสติกตากแดดให้ต้นมันสำปะหลังแห้งตาย ปัจจุบัน สามารถทำลายพื้นที่ที่พบการระบาดได้กว่า 24,700 ไร่ (ข้อมูล ณวันที่ 10 มิ.ย. 2563) ใน 7 จังหวัด ได้แก่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ สระแก้ว สุรินทร์ อุบลราชธานี พร้อมยังคุมเข้มอีก 53 จังหวัด ที่มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ยังแนะให้เกษตรกรใช้พันธุ์ที่ทนต่อโรค เช่น เกษตรศาสตร์ 50 ควบคู่กับการใช้เทคนิคการขยายพันธุ์มันสำปะหลังแบบเร่งรัด (X20) พร้อม เผย 8 ขั้นตอน ให้เกษตรกรสามารถใช้เทคนิคขยายพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรค แบบเร่งรัด x20 ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 คัดเลือกมันสำปะหลัง พันธุ์ที่ทนต่อโรคใบด่าง เช่น KU 50 ขั้นตอนที่ 2ใช้เลื่อย หรือ มีดคมๆ ตัดให้เป็นท่อนๆ โดยต้องไม่ให้ตาฉีก แต่ละท่อน 6-8 ซม. หรือ มีตาอย่างน้อย 2-3 ตา ขั้นตอนที่ 3นำท่อนพันธุ์แช่สารป้องกันกำจัดแมลง และสารป้องกันกำจัดเชื้อราแมนโคเซ็บขั้นตอนที่ 4 ผสมวัสดุปลูก ได้แก่ แกลบ ขุยมะพร้าว ปุ๋ยอินทรีย์ ในอัตราส่วน1 ต่อ 1 ต่อ 1 รดน้ำให้พอชื้นๆ ใส่วัสดุปลูกในถุงดำ ขนาด 3×7 นิ้ว หรือ ใช้ถาดหลุมขนาด 32 หลุม ลึก 11 ซม.ขั้นตอนที่ 5 นำท่อนพันธุ์มาปักชำในถุง ให้ลึกประมาณ 1 ใน 3 ของท่อนพันธุ์ โดยให้มีตาอย่างน้อย 1 ตา อยู่ใต้ดิน และ 1 ตา อยู่เหนือดิน ขั้นตอนที่ 6 เมื่อครบ3 สัปดาห์ ให้ตรวจสอบดูว่ามีรากเพียงพอที่จะออกปลูก ให้นำถุงออกมาวางกลางแดดเพื่อให้ต้นปรับตัวเข้ากับสภาพกลางแจ้ง ขั้นตอนที่ 7 ครบ 4 สัปดาห์ ก่อนนำลงแปลงปลูก ให้ตัดแต่งใบล่างออก เพื่อลดการคายน้ำ นำถุงหรือถาดที่มีต้นกล้าออกมาวางแช่น้ำจนวัสดุปลูกอิ่มน้ำ ขั้นตอนสุดท้าย นำท่อนพันธุ์ลงแปลงปลูก หมั่นรดน้ำสม่ำเสมอ

“ฝากย้ำเกษตรกร ให้หมั่นสำรวจแปลง และไม่ใช้ท่อนพันธุ์ ที่เป็นโรคซ้ำ เด็ดขาด สำหรับโรคใบด่างมันสำปะหลัง สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Cassava mosaic virus ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญ หากระบาดรุนแรงอาจทำให้ผลผลิตเสียหายได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘ไบโอเทค สวทช.’พัฒนาระบบเพาะเลี้ยงพืชในอาหารเหลว เพิ่มประสิทธิภาพขยายพันธุ์ต้นกล้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499390

รายงานพิเศษ : ‘ไบโอเทค สวทช.’พัฒนาระบบเพาะเลี้ยงพืชในอาหารเหลว เพิ่มประสิทธิภาพขยายพันธุ์ต้นกล้า

รายงานพิเศษ : ‘ไบโอเทค สวทช.’พัฒนาระบบเพาะเลี้ยงพืชในอาหารเหลว เพิ่มประสิทธิภาพขยายพันธุ์ต้นกล้า

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP:ไอแทป) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) พัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อโดยใช้ระบบอาหารเหลว และนำเอาระบบไบโอรีแอคเตอร์ (Bioreactor) มาเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตต้นพันธุ์ของพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อลดต้นทุน แรงงาน และระยะเวลาในการพัฒนาต้นกล้าพันธุ์ดี ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร

ปัญหาอย่างหนึ่งในการผลิตพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยคือ การขยายต้นกล้าพันธุ์ดีจากภาครัฐและภาคเอกชนออกไปสู่เกษตรกร ถ้าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอายุสั้น จะมีการเจริญเติบโตทางยอดของต้นได้ง่าย สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมหรือเมล็ดพันธุ์แท้ออกสู่ตลาดได้เลย ทำให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรในประเทศได้ไม่ยากนัก แต่หากเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการเจริญเติบโตช้า อย่างพืชตระกูลปาล์ม เช่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และอินทผาลัม แม้จะผลิตเมล็ดได้ แต่ยังมีข้อจำกัดในการเพาะต้นกล้าจากเมล็ดลูกผสม เพราะนอกจากต้นจากการเพาะเมล็ดจะมีลักษณะการกระจายตัวสูงแล้ว ยังใช้เวลานาน ใช้พื้นที่ และแรงงานในการจัดการดูแลสูง จำนวนต้นกล้าพันธุ์ดีที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคเกษตรกรผู้ผลิต นอกจากนั้น ในพืชที่มีลักษณะแยกเป็นต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย เช่น อินทผาลัม การใช้ต้นกล้าจากการเพาะเมล็ดมีความเสี่ยงสูงในการที่จะได้ต้นตัวผู้มากกว่าต้นตัวเมีย ทำให้เกษตรกรผู้ผลิตอินทผาลัมเกิดความเสียหายเนื่องจากได้ผลผลิตไม่เป็นไปตามความคาดหมาย

ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัยจากทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมา ไบโอเทค สวทช. นำเอาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายพันธุ์และการปรับปรุงพันธุ์พืชเศรษฐกิจที่มีอายุยาว เช่น ปาล์มน้ำมันมะพร้าว อยู่แล้ว โดยจะเลือกใช้ชิ้นส่วนเนื้อเยื่อพืชที่กำลังมีการพัฒนา ได้แก่ เนื้อเยื่อเจริญ ใบอ่อน ช่อดอกอ่อน ตาข้าง มาฟอกฆ่าเชื้อและเพาะเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ ซึ่งมีธาตุอาหารและสารควบคุมการเจริญเติบโต ซึ่งปกติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนใหญ่จะใช้ระบบอาหารแข็งในการชักนำให้เกิดกลุ่มเซลล์ที่สามารถพัฒนาไปเป็นต้นอ่อนได้ เรียกว่า แคลลัส (callus) และจึงพัฒนาเป็นต้นอ่อนสมบูรณ์ในสภาพปลอดเชื้อเพื่อออกสู่เกษตรกรต่อไป

ปัจจุบันคณะนักวิจัยมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยได้พัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปาล์มน้ำมันและมะพร้าว โดยใช้ระบบอาหารเหลวและนำเอาระบบไบโอรีแอคเตอร์มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งระบบนี้จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาเป็นต้นอ่อนได้รวดเร็วกว่าวิธีการใช้อาหารแข็งปกติประมาณ 3-4 เท่า นอกจากจะสามารถร่นระยะเวลาในการผลิตต้นอ่อนจากต้นแม่สายพันธุ์ดีให้เพียงพอต่อความต้องการในตลาดต้นกล้าแล้ว ระบบไบโอรีแอคเตอร์นี้ยังสามารถควบคุมสารอาหารเพื่อกระตุ้นให้เกิดสารออกฤทธิ์ตามที่เราต้องการในพืชสมุนไพรบางชนิดได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นลดต้นทุน แรงงาน และเวลา รวมถึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจไทยแบบก้าวกระโดดได้ในอนาคต

นอกจากนี้ วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในระบบไบโอรีแอคเตอร์ ยังสามารถนำไปปรับใช้กับพืชชนิดอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การขยายพันธุ์พืชสมุนไพรหลายๆ ชนิด ซึ่งในปัจจุบันทางคณะผู้วิจัยกำลังพัฒนาระบบการขยายต้นพันธุ์ขมิ้นชัน รวมถึงพืชในตระกูลขมิ้นอื่นๆ เช่น ว่านมหาเมฆ ว่านชักมดลูก ว่านนางคำ ขมิ้นอ้อย ขมิ้นขาว และพืชสมุนไพรประเภทเหง้าหรือหัว เช่น กระชายดำ เป็นต้น โดยวิธีการนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการอนุรักษ์สายพันธุ์พืชสมุนไพร โดยเฉพาะว่านต่างๆ ซึ่งเริ่มหายากแล้ว รวมถึงส่งผลให้เกษตรกรมีต้นพันธุ์เพื่อใช้ปลูกได้ตลอดทั้งปี เพราะพืชที่มีหัวเป็นเหง้าแบบนี้จะมีการพักต้นตามฤดูกาล ทำให้ไม่สามารถปลูกได้ทั้งปี และในอนาคตยังสามารถใช้ประโยชน์จากระบบการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยไบโอรีแอคเตอร์ในการกระตุ้นสารออกฤทธิ์ทางยาได้ ซึ่งจะต้องมีการวิจัยและพัฒนากันต่อไป คาดว่าจะมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต กล่าวทิ้งท้าย