รายงานพิเศษ

All posts tagged รายงานพิเศษ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ออมทรัพย์รพ.กาฬสินธุ์ส่งเสริมการออมให้สมาชิก พร้อมปล่อยกู้ปลดหนี้พัฒนาคุณภาพชีวิต

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383208

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ออมทรัพย์รพ.กาฬสินธุ์ส่งเสริมการออมให้สมาชิก  พร้อมปล่อยกู้ปลดหนี้พัฒนาคุณภาพชีวิต

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ออมทรัพย์รพ.กาฬสินธุ์ส่งเสริมการออมให้สมาชิก พร้อมปล่อยกู้ปลดหนี้พัฒนาคุณภาพชีวิต

วันจันทร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากปัญหาหนี้สินที่เกิดจากการกู้ยืมเงินนอกระบบ ส่งผลให้หลายคนไม่มีเงินเก็บและไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัด จึงได้มีแนวคิดส่งเสริมการออมให้สมาชิก พร้อมกับปล่อยเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

นายแพทย์สมอาจ ตั้งเจริญ ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจหลักๆของสหกรณ์ฯ คือ ธุรกิจการออมทรัพย์และธุรกิจเงินกู้ โดยสหกรณ์ฯจะมุ่งเน้นเรื่องการออมเป็นพิเศษ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ มากมาย ลำพังเงินเดือนอย่างเดียวไม่พอ ทำให้เกิดการกู้หนี้นอกระบบ สหกรณ์ฯ จึงสนับสนุนเรื่องการออม โดยเฉพาะในวัยเกษียณ ส่วนเรื่องการกู้ยืมจะมีการปล่อยเงินกู้ให้สมาชิกแบบมีคุณภาพ กล่าวคือ เป็นการปล่อยกู้เพื่อให้สมาชิกนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยผ่านโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อชีวีมีสุข ซึ่งจะให้สมาชิกกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ แต่ต้องทำโครงการมาให้พิจารณาก่อนว่า เมื่อกู้เงินไปแล้วสามารถไปต่อยอดอาชีพเสริมที่นอกเหนือจากอาชีพหลักได้อย่างไร

 

 

ด้านนางประดับพร เนตวงษ์ สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัดกล่าวว่า สำหรับโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อชีวีมีสุข เป็นโครงการที่ดีที่ทำให้ตนปลดหนี้ได้ โดยตนกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ฯ ไปต่อเติมบ้าน และนำไปสร้างหอพักเพื่อปล่อยให้เช่า ทำให้มีรายได้เสริมเพิ่มมากขึ้น มีเงินเก็บออม และนำเงินส่วนหนึ่งจากรายได้ในส่วนนี้มาจ่ายคืนให้กับสหกรณ์

ขณะที่นายลอน มุงคุณ สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัดเปิดเผยว่า ตนกู้ยืมเงินจากสหกรณ์มาลงทุนทำเกษตรผสมผสานในพื้นที่ของตนเอง เน้นทำแบบพออยู่พอกิน กินในสิ่งที่ปลูก เหลือแล้วจึงขาย ทำให้มีรายได้จากผลผลิตในแปลงทุกวัน ส่งผลให้มีเงินออมสร้างความยั่งยืนให้ชีวิต และที่สำคัญได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น

จากความมุ่งมั่นและซื่อตรงของการดำเนินงานสหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัด ได้ผ่านการประเมินสหกรณ์สีขาวด้วยหลักธรรมาภิบาล อีกทั้ง ยังได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2561 สาขาสหกรณ์ออมทรัพย์ สร้างความภาคภูมิใจและสร้างแรงผลักดันให้มุ่งมั่นพัฒนาและช่วยเหลือสมาชิกด้วยกลไกสหกรณ์ต่อไป

Advertisements

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง หนุนสมาชิกสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382729

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง  หนุนสมาชิกสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง หนุนสมาชิกสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากสภาพปัญหาดินเสื่อมโทรม จนไม่สามารถเพาะปลูกพืชให้ได้ผลผลิตดีเท่าที่ควร ส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อนจากราคาผลผลิตตกต่ำ สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด ต.หินดาต อ.ปางศิลา จ.กำแพงเพชร เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เกษตรกรสมาชิกได้รับผลกระทบดังกล่าว เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ปลูกมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้องประสบปัญหาดินแห้งแล้ง ทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพและปริมาณตามที่ต้องการ สหกรณ์ฯจึงหาอาชีพเสริมให้สมาชิกเพื่อมีความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม

สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด ตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2546 เป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน มีสมาชิกเริ่มต้น 11 ราย ต่อมาพัฒนากิจการเรื่อยมาจนมาถึงปี 2555 ได้รับรางวัลกลุ่มเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพการเลี้ยงสัตว์(รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10) ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกร ได้ขยายกิจการและพัฒนาเป็นสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง มีสมาชิก 214 ราย มีกิจกรรมหลากหลาย ได้แก่ การขุนโคต้นน้ำ การเริ่มทดลองขุนโคกลางน้ำให้มีขนาดเพิ่มขึ้นและทดลองตลาดโดยการชำแหละ การซื้อหญ้าเนเปียร์ปากช่องของสมาชิก
การเพิ่มปริมาณโคต้นน้ำและการขายมูลโค ปัจจุบันสหกรณ์เลี้ยงโคต้นน้ำเพศเมีย 846 ตัว เลี้ยงโคขุนหมุนเวียนปีละ 1,200-1,500 ตัว

นางธนพัต จงธนวิเศษ ผู้จัดการสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด เล่าว่า สหกรณ์ฯ ได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์จากบราห์มันไทยใหญ่เป็นบราห์มันชาโรเล่ส์เลือด 50 เพราะการตลาดของสหกรณ์ฯจะใช้ชาโรเล่ส์เลือด 50 เป็นตลาดนำ จึงปรับสายพันธุ์โดยใช้แม่บราห์มันไทยใหญ่พื้นเมืองและผสมน้ำเชื้อของชาโรเล่ส์เลือด 100 เข้าไป ลูกออกมาก็จะเป็นบราห์มันเลือด 50 ชาโรเล่ส์ ดังนั้น การเลี้ยงโคจึงคุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด การจำหน่ายจะมี 2 รูปแบบคือ การขายโคตัวเป็นส่งให้ภาคเอกชนและการขายแปรรูป โดยการส่งโคตัวเป็นน้ำหนัก 500 กิโลกรัม ไปแปรรูปยังสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด (Max Beef) ซึ่งสหกรณ์เครือข่ายดังกล่าวจะออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้ และจำหน่ายในจังหวัดและร้านสเต๊กทั่วไป จนสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้

นอกจากนี้ สหกรณ์ฯยังมีเป้าหมายพัฒนาการผลิตให้ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น โดยการเพิ่มปริมาณการผลิตโคจากภายในกลุ่มและการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เลี้ยงโค พร้อมทั้งเพิ่มทางเลือกด้านการตลาดจากผู้ซื้อหลายแห่ง เพื่อลดการผูกขาดทางการตลาด ตลอดจนทดลองชำแหละโคเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มมูลค่าโคที่ขุนประมาณร้อยละ 10 สู่การแปรรูปในปี 2562

“ปัจจุบันสหกรณ์ฯจะเลี้ยงโคส่งขายอยู่ที่กลางน้ำ กล่าวคือ ส่งต่อให้สหกรณ์เครือข่ายนำไปเลี้ยงต่ออีกประมาณ 8 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อทำเกรดไขมันแทรก ซึ่งจะเป็นการส่งโคเข้าโรงเชือดและจะวัดหน้าเกรดเนื้อออกมา โดยจะมีตั้งแต่เกรด 1-10 ตามอัตราไขมันแทรกของไขมันกับเนื้อ ซึ่งไขมันจะอยู่ระหว่างเนื้อ ราคาจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับน้ำหนัก ถ้าน้ำหนัก 500 กิโลกรัมขึ้นไป ราคาจะสูงกว่าท้องตลาดทั่วไปประมาณ 5 บาทต่อกิโลกรัม” นางธนพัต กล่าว

นายสุเทพ ปานน้อย สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด เล่าว่า หลังสหกรณ์ฯเข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงโคขุน ทำให้ปัจจุบันตนหันมาเลี้ยงโคขุนเป็นอาชีพหลัก เนื่องจากตลาดไปได้ดีกว่าปลูกมันสำปะหลัง อีกทั้ง การทำไร่มันสำปะหลังทำได้เพียงปีละครั้ง แต่การเลี้ยงโคขุนปีหนึ่งสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 2-3 ครั้ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณการเลี้ยงโคของแต่ละคนด้วย ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น และชีวิตดีขึ้นมาก

“ก่อนหน้านี้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคขุนเลย สหกรณ์ฯได้อบรมให้ความรู้แก่สมาชิกทุกคนที่สนใจเลี้ยงโค โดยสอนตั้งแต่วิธีการเลี้ยง การดูแล การให้อาหาร โดยใช้สูตรอาหารที่สหกรณ์ฯ แนะนำ ไม่มีสิ่งเจือปน หรือสารเร่ง เพื่อให้การผลิตโคได้มาตรฐานและขายได้ราคาดี” นายสุเทพ กล่าว

นอกจากนี้ สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด ยังได้รับการช่วยเหลือจากกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นเงินทุนดอกเบี้ยขั้นต่ำ และได้งบจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน นำมาซื้อรถขนซากโค 1 คัน ทำให้สหกรณ์ฯขยายธุรกิจ และเกษตรกรสมาชิกมีอาชีพเสริมที่มั่นคง ความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘หมอดินน้อย’สานต่อศาสตร์พระราชา พัฒนาการเกษตรยุคใหม่เน้นปุ๋ยอินทรีย์คืนชีวิตให้ดิน

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382480

รายงานพิเศษ : ‘หมอดินน้อย’สานต่อศาสตร์พระราชา  พัฒนาการเกษตรยุคใหม่เน้นปุ๋ยอินทรีย์คืนชีวิตให้ดิน

รายงานพิเศษ : ‘หมอดินน้อย’สานต่อศาสตร์พระราชา พัฒนาการเกษตรยุคใหม่เน้นปุ๋ยอินทรีย์คืนชีวิตให้ดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัญหาดินเสื่อมโทรมและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่มาจากฝีมือมนุษย์ทั้งจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และความตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นการเผาหน้าดิน การใช้ปุ๋ยเคมี และการปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมกับสภาพดิน นำมาซึ่งปัญหาระยะยาวที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับดินและผลผลิตทางการเกษตร

กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทอย่างมากในกระบวนการทางภาคเกษตรและถือเป็นหน่วยงานแรกๆ  ที่จะต้องเข้าไปเตรียมความพร้อมก่อนทำการเพาะปลูก เช่น การปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน รวมถึงการวางระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ตลอดจนให้ความรู้ในการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และสารไล่แมลง โดยใช้ผลิตภัณฑ์ พด. สูตรต่างๆ

ไม่เพียงแค่เกษตรกรเท่านั้นที่จะได้รับความรู้ในเรื่องของการพัฒนาที่ดิน แต่ยังต่อยอดไปถึงบุตรหลานของเกษตรกรด้วย โดยผ่านโครงการหมอดินน้อยหรือยุวหมอดินในโรงเรียน ที่กรมพัฒนาที่ดินได้ส่งเสริมและสนับสนุน ซึ่งมุ่งเน้นในกลุ่มของเด็กและเยาวชนที่จะได้รับรู้เรื่องราวของทรัพยากรดินอย่างเข้าถึงในรูปแบบเชิงวิทยาศาสตร์ที่จะเข้าใจง่าย รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพื้นฐานการเกษตร การพัฒนาดินอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังหวังให้นำเอาความรู้ขยายผลไปสู่ครอบครัวและชุมชนของตนเอง

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า โครงการหมอดินน้อยในโรงเรียน เป็นโครงการสำคัญที่กรม ต้องการปลูกฝังด้านการเกษตรให้กับเด็กและเยาวชนรักในอาชีพเกษตรกรรม โดยร่วมกับโรงเรียนในชนบท โรงเรียนที่อยู่ในโครงการพระราชดำริ หรือโรงเรียน ตชด. ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่จะเป็นลูกหลานของเกษตรกร และจะคลุกคลีอยู่กับการเกษตรอยู่แล้ว กรมจึงร่วมกับโรงเรียนแต่ละแห่งทำโครงการหมอดินน้อย โดยจะมีกิจกรรมให้เด็กนักเรียนทำ เริ่มจากการสอนให้รู้จักดิน รวมถึงการทำปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ เพื่อให้นำไปใช้กับแปลงเพาะปลูก ซึ่งบางโรงเรียนอาจทำในระบบสหกรณ์ กล่าวคือ ปลูกแล้วนำไปจำหน่ายให้กับโรงอาหารและเพื่อนำรายได้เข้าสู่ระบบของสหกรณ์ นอกจากนี้ยังให้ผู้ปกครองของนักเรียนบางแห่ง เข้ามาเรียนรู้กับนักเรียนด้วย

สำหรับโรงเรียนบ้านทุ่งหลวง และโรงเรียนบ้านหนองเต่า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโรงเรียนที่กรมพัฒนาที่ดิน ได้ส่งหมอดินอาสาและเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมเข้าไปอบรมนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โดยอบรมทบทวนความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ พด. ต่างๆ การปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน การปลูกหญ้าแฝกในที่ลาดชัน เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ และได้ให้นักเรียนฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการทำน้ำหมักชีวภาพ พด.2 และการทำสารขับไล่แมลง พด.7 รวมถึงให้นักเรียนทดลองปลูกผักสลัดในโรงเรือน และนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้พ่น เพื่อเป็นการให้อาหารทางใบ

“อยากให้เด็กๆเหล่านี้ เห็นถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรดิน รู้จักการคืนชีวิตให้กับดิน โดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตเองลงไปในดิน เด็กๆก็จะได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของดินที่เขาเข้าไปปรับปรุงว่าดินดีขึ้นอย่างไร ซึ่งเราได้น้อมนำศาสตร์พระราชาในเรื่องของการพัฒนาที่ดินอย่างยั่งยืน คืนชีวิตให้กับดิน ชีวิตเราก็จะมีความสุข” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

เด็กชายธีรภัทร  ชิรมย์พนาราม นักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยตอง เล่าว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการได้รับความรู้ขั้นพื้นฐานด้านการทำน้ำหมักชีภาพเพื่อนำไปใช้ในโรงเรือนและที่บ้านตนเอง ทั้งเป็นการทำเกษตรแบบอินทรีย์ แทนการใช้เคมีที่เราทำกันมาเนิ่นนาน ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น โดยจะใช้เวลาในช่วงวันอังคารช่วงบ่ายเรียนรู้และปฏิบัติ ยกตัวอย่างสิ่งที่เรียนรู้คือ การนำผัก 10 ชนิด ผสมกับสาร พด. 2 และกากน้ำตาล เป็นต้น  จากระยะเวลา 4-5 เดือนที่เข้าอบรมและนำมาปฏิบัติจริงทำให้มีรายได้จากการขายผักประมาณหมื่นบาท

นับว่าโครงการดังกล่าว เป็นการปลูกฝังความรักในอาชีพเกษตรกรรมให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อให้สานต่ออาชีพนี้ให้อยู่คู่ประเทศไทยต่อไป

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯขามสะแกแสงโมเดล สร้างแก้มลิงรวมผลผลิตเกษตรแก้สินค้าราคาตก

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382297

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯขามสะแกแสงโมเดล  สร้างแก้มลิงรวมผลผลิตเกษตรแก้สินค้าราคาตก

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯขามสะแกแสงโมเดล สร้างแก้มลิงรวมผลผลิตเกษตรแก้สินค้าราคาตก

วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ไม่เว้นแม้แต่เกษตรกรใน
อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา ที่เคยประสบปัญหานี้อย่างหนัก จนเกิดการรวมตัวจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด ขึ้น เพื่อใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยเหลือสมาชิก จนกลายเป็นสหกรณ์ต้นแบบที่ดำเนินการส่งเสริมให้สมาชิกได้รับประโยชน์สูงสุดในการค้าขายผ่านสหกรณ์

นางวัณนพ เกี้ยวกลาง ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิก 3,000 กว่าราย ดำเนินธุรกิจ 4 ด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก และธุรกิจการให้บริการและส่งเสริมการเกษตร ซึ่งธุรกิจรวบรวมผลผลิต ถือเป็นธุรกิจที่สร้างความศรัทธาและเชื่อมั่นจากสมาชิกได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากสมาชิกขายให้สหกรณ์ฯได้ราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป และตาชั่งได้มาตรฐาน ปัจจุบันสหกรณ์ฯรวบรวมข้าวเปลือก มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย อีกทั้งยังเป็นจุดศูนย์กลางขนส่งอ้อยระหว่างสหกรณ์กับโรงงานอีกด้วย

ล่าสุดสหกรณ์ฯ ได้รับงบสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน รวม 6 รายการ แบ่งเป็นโครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร 2 รายการ ได้แก่ เครื่องสับมันสำปะหลัง 1 เครื่อง วงเงิน 6.3 หมื่นบาท เครื่องสีข้าวโพด 3 เครื่อง พร้อมช่องควบคุมวงเงิน 2.4 ล้านบาท และโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร ได้รับการสนับสนุน 4 รายการ ได้แก่ ลานตากวงเงิน 2.88 ล้านบาท เครื่องชั่ง 1 เครื่อง วงเงิน 1.5 ล้านบาท และโกดังเก็บสินค้าขนาด 8,000 ตัน วงเงิน 22.5 ล้านบาท และโรงอบขนาด 500 ตัน วงเงิน 31.5 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้น 60,843,000 บาท

สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการดังกล่าว ทำให้สหกรณ์ฯมีอุปกรณ์การตลาดและเครื่องมือที่จะให้บริการสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในพื้นที่ เพื่อรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของอ.ขามสะแกแสง ได้แก่ ข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าแก่ผลผลิต เนื่องจากอุปกรณ์ที่ได้รับมาสามารถกักเก็บและชะลอผลผลิตไว้ได้ช่วงต้นฤดู ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้ราคาตกต่ำ โดยเฉพาะโกดังเก็บรวบรวมผลผลิตที่มีช่องระบายอากาศอยู่ใต้พื้น จะเก็บผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อชะลอไว้ให้ได้ราคา และเป็นการสร้างแก้มลิงเก็บรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ปีที่ผ่านมา ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สหกรณ์ซื้อมา-ขายไป มีประมาณ 5,000-6,000 ตันต่อปี เมื่อมีโกดังเก็บผลผลิตที่สมบูรณ์แบบและมีโรงอบที่มีคุณภาพ คาดว่าสหกรณ์จะรวบรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ตันต่อปี

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) ถือว่าตอบโจทย์สมาชิกและเกษตรกรอย่างแท้จริง เนื่องจากตัวสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปสามารถนำผลผลิตของตัวเองมาจำหน่ายให้สหกรณ์ฯโดยตรง ไม่ต้องเดินทางไปส่งสินค้าไกล และได้ราคามากกว่าพ่อค้าเอกชน อีกทั้งยังลดต้นทุนและมีรายได้เพิ่มขึ้น

“ปีที่แล้วหลังจากที่สหกรณ์ฯ ขายผลผลิตที่เก็บเป็นแก้มลิงไว้ออกไป สามารถนำกำไรคืนให้สมาชิกได้ 20-30 สตางค์ต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ สหกรณ์ยังดูแลสวัสดิการของสมาชิกโดยเฉพาะการขายผลิตผลที่จะรวมและจัดตั้งเป็นคะแนนสะสม เพื่อให้สมาชิกนำไปลดอัตราดอกเบี้ยได้” นางวัณนพ กล่าว

สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด นับว่าเป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เป็นต้นแบบให้สหกรณ์ต่างๆ ได้ เพราะนอกจากจะใช้หลักธรรมาภิบาลมาเป็นแนวทางการบริหารงานแล้ว ยังมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ ต้องการให้สมาชิกอยู่ดีกินดี และมีสันติสุขในครอบครัว

รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง’ตั้งเป้า หนุนปลูกผักอินทรีย์ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382105

รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง’ตั้งเป้า  หนุนปลูกผักอินทรีย์ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา

รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง’ตั้งเป้า หนุนปลูกผักอินทรีย์ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา

วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง ก่อตั้งเมื่อปี 2521 ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งโครงการหลวงได้ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน ในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินทดแทน การทำลายพื้นที่ป่าและการทำไร่เลื่อนลอย โดยมีกรมชลประทานมาช่วยวางระบบชลประทานเพื่อการเกษตร การอุปโภคและบริโภค

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านมา 40 ปีแล้ว วิถีชีวิตของชาวไทยภูเขาก็ได้เปลี่ยนไป จากที่เคยทำไร่เลื่อนลอยและปลูกฝิ่น ก็ได้ถูกทดแทนด้วยแปลงผักและผลไม้อินทรีย์ ชาวบ้านหันมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ดินและน้ำมากขึ้น เพราะถือว่านั่นคือ รากฐานที่สำคัญของการทำการเกษตร

นางนุชสุพร กฤษฎาธาร ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวงกล่าวว่า ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง เป็นพื้นที่ดำเนินงานส่งเสริมอาชีพควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้มีการรักษาป่าต้นน้ำอย่างดีมาก มีการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า โดยกรมได้ทำโครงสร้างพื้นฐานให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ระบบน้ำต่างๆ ส่วนผลผลิตที่ได้ทั้งหมดก็จะส่งให้กับฝ่ายตลาดโครงการหลวงนำไปจำหน่ายต่อไป

“กรมได้มีการสนับสนุนในเรื่องของการผลิตที่มีคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพในการปรับปรุงดินไว้ใช้เอง มีการแนะนำการปรับปรุงบำรุงดินอย่างถูกวิธี เพื่อให้สามารถใช้ปุ๋ยเพียงพอต่อความต้องการของพืช ไม่ใช้ปุ๋ยมากเกินไป เพื่อให้เกิดความสมดุลในการปรับปรุงบำรุงดิน นอกจากนี้ พืชอินทรีย์หรือพืช GAP ต้องมีผู้มาตรวจแปลงของเกษตรกรและต้องการรับทราบคุณภาพของดินในพื้นที่ว่ามีความเหมาะสมดีอย่างไร ดังนั้นกรมจึงต้องช่วยเหลือในการตรวจวิเคราะห์ดินและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้มีการใช้ปุ๋ยมากหรือน้อยเกินไป” นางนุชสุพร กล่าว

ปัจจุบันศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง ได้จัดทำแปลงทดสอบสาธิตและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชผักไม้ผล ภายใต้ระบบมาตรฐานอาหารปลอดภัย ได้แก่ ระบบการเพาะปลูกที่ดิน GAP มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมพัฒนาที่ดินในการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี รวมถึงการทำปุ๋ยหมักพระราชทานเพื่อฟื้นฟูดินและลดต้นทุนการผลิต ซึ่งสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกร

ด้านนางสุพัตรา บุตรพลวง ที่ปรึกษาศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริงกล่าวว่า จากความรู้ที่กรมพัฒนาที่ดินนำมาถ่ายทอดให้เกษตรกรนอกจากช่วยให้ดินดี ผลผลิตงามแล้ว ยังพัฒนาต่อยอดไปสู่เกษตรกรรายอื่นหรือผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ในทุกองค์ความรู้และทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนด้านชุมชนว่าเกษตรกรใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขอย่างไรจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

จากความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายทำให้พื้นที่ราบเชิงเขาจำนวน 13,277 ไร่ มีความอุดมสมบูรณ์เกษตรสามารถปลูกผักหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตได้รับการยอมรับจากตลาดและผู้บริโภค

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดอบรมหลักสูตร เร่งพัฒนาความรู้ผู้สอบบัญชีเท่าทันเทคโนโลยียุค4.0

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381929

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดอบรมหลักสูตร  เร่งพัฒนาความรู้ผู้สอบบัญชีเท่าทันเทคโนโลยียุค4.0

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดอบรมหลักสูตร เร่งพัฒนาความรู้ผู้สอบบัญชีเท่าทันเทคโนโลยียุค4.0

วันจันทร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดอบรมหลักสูตร การประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัย สำหรับสหกรณ์ที่ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ เน้นผู้สอบบัญชีรู้เท่าทันเทคโนโลยี สามารถประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัยสำหรับสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสหกรณ์

 

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นยุคของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้การดำเนินงานธุรกิจของสหกรณ์มีการปรับตัวให้ก้าวทันยุคสมัย โดยนำคอมพิวเตอร์และนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาใช้อำนวยความสะดวกในการบริหารงานของสหกรณ์มากขึ้น มีการใช้โปรแกรมระบบบัญชีประมวลผลข้อมูล เพื่อช่วยให้ระบบการเงินการบัญชีของสหกรณ์มีความเข้มแข็ง มีการควบคุมภายในที่ดี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงและความเสียหายแก่ระบบสารสนเทศของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัย สำหรับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ประมวลผลข้อมูล พ.ศ.2553 เพื่อให้มีระบบบริหารจัดการและการควบคุมงานด้านคอมพิวเตอร์อย่างมีระบบและเกิดประสิทธิภาพ ซึ่งกำหนดภาพกว้างที่สหกรณ์ต้องนำไปกำหนดวิธีปฏิบัติในรายละเอียดให้เหมาะสมกับสภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของแต่ละสหกรณ์

 

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวอีกว่า กรมยังเห็นความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ในฐานะผู้สอบบัญชีสหกรณ์ที่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัย สำหรับสหกรณ์ที่ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ ปีงบประมาณ 2562 ขึ้น เพื่อให้ผู้สอบบัญชีได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายใน และการรักษาความปลอดภัยสำหรับสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชี
คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล มีความรู้เท่าทันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่สหกรณ์อาจนำมาใช้ และสามารถให้คำแนะนำเพื่อให้สหกรณ์มีแนวทางกำหนดวิธีการควบคุมภายในที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และลักษณะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสหกรณ์ รวมทั้งช่วยให้ผู้สอบบัญชีใช้เป็นแนวทางประเมินความเสี่ยงในการสอบบัญชีและการควบคุมภายในของสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สามารถป้องกันความเสี่ยงอันเกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสหกรณ์ได้ โดยมีผู้สอบบัญชีที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสหกรณ์ ที่ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์และเป็นสหกรณ์กลุ่ม พร้อมรับการตรวจสอบ เข้ารับการอบรม 2 รุ่น รุ่นละ 30 คน

“เทคโนโลยีต่างๆ มีการพัฒนาให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ ดังนั้น ผู้สอบบัญชีทุกคนต้องมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อให้สอดรับกับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ พัฒนาตนเองให้เป็น CYBER AUDITOR หรือ ผู้สอบบัญชีที่มีสมรรถนะด้านไอทีในระดับสูง มีองค์ความรู้และทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสอบบัญชี เพื่อสร้างคุณภาพและความเชื่อมั่นของผลงานการสอบบัญชี รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดแก่งานสอบบัญชี ถือเป็นการช่วยดูแลรักษาผลประโยชน์ให้สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศที่มีมากกว่า 10 ล้านคน”

รายงานพิเศษ : อุทกภัยภาคใต้…บรรเทาได้ด้วยพระบารมี

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381441

รายงานพิเศษ : อุทกภัยภาคใต้...บรรเทาได้ด้วยพระบารมี

รายงานพิเศษ : อุทกภัยภาคใต้…บรรเทาได้ด้วยพระบารมี

วันศุกร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 มีพระราชกระแส ให้ติดตาม ขับเคลื่อนและเร่งรัด รวมทั้งแก้ปัญหาอุปสรรค การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ให้ครบถ้วนสมบูรณ์เกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร และเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำเร็จตามวัตถุประสงค์ รวมทั้งนําศาสตร์พระราชามาใช้บริหารจัดการน้ำของประเทศ

ภาคใต้ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นคาบสมุทรที่มีทะเลขนาบอยู่ 2 ด้านประกอบกับภูมิอากาศแบบมรสุมเมืองร้อนจึงมีฝนตกตลอดปี ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเกือบทุกปี โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองซึ่งเป็นที่ลุ่มต่ำ

ปีนี้เกิดฝนตกหนักติดต่อกัน ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากหลายพื้นที่ทำให้ทรัพย์สินของประชาชนเสียหายจำนวนมาก เกิดขึ้นซ้ำซากเกือบทุกปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้หลายโครงการ บางโครงการดำเนินการเสร็จระยะแรกเรียบร้อยแล้ว ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนโครงการบรรเทาอุทกภัยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กรมชลประทานกำลังดำเนินการขับเคลื่อน และเร่งรัดก่อสร้างในขณะนี้ ที่สำคัญๆ อาทิ

โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการนี้เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยราษฎร จ.เพชรบุรี ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเมื่อปี 2546 และเกิดขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปีจึงมีพระราชดำริให้พิจารณาการระบายน้ำให้เป็นระบบโดยใช้คลองส่งน้ำช่วยระบายน้ำด้วยเมื่อน้ำหลาก และให้ทำแผนผังการระบายน้ำขยายคลองธรรมชาติ คลองระบายให้ระบายน้ำออกทะเลได้เร็วและมีประสิทธิภาพ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า กรมชลประทานน้อมนำพระราชดำริดังกล่าวมาดำเนินการศึกษาได้ผลสรุปว่าโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างฯ จะประกอบด้วยงานสำคัญๆได้แก่ การขุดขยายคลองระบายน้ำ สาย D1 เชื่อมแม่น้ำเพชรบุรีเพื่อระบายน้ำลงสู่ทะเล ก่อนจะผ่านเขื่อนเพชรบุรี โดยก่อสร้างเป็นคลองคอนกรีตกำแพงตั้ง ความยาว 20 กิโลเมตร สามารถตัดยอดน้ำออกสู่อ่าวไทยได้ 550 ลบ.ม./วินาที พร้อมทั้งปรับปรุงคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา 3 ของเขื่อนเพชร(RMC3)Ž และคลองส่งน้ำฝั่งขวา ระบายน้ำสาย 3 (1R-RMC3Ž) โดยก่อสร้างเป็นคลองคอนกรีตกำแพงตั้งความยาว 8 กิโลเมตร เชื่อมไปยังคลองระบายน้ำสายD9ที่เป็นคลองดิน ความยาว 19 กิโลเมตร สามารถระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยได้ 100 ลบ.ม./วินาที ใช้งบประมาณ 8,500 ล้านบาท

“ในอนาคตกรมชลประทานยังวางแผนดำเนินโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสาลิกา และอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ตอนล่าง เพื่อตัดยอดน้ำหลากในลุ่มน้ำแม่ประจันต์ ซึ่งนอกจากจะลดปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเพชรบุรีได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมชลประทานนำผลการศึกษาเมื่อปี 2555 มาดำเนินการสำรวจ ออกแบบ เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 2 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำไทรทองความจุ 13.36 ล้าน ลบ.ม. จะเริ่มก่อสร้างปี 2562 และอ่างเก็บน้ำคลองลอยตอนล่างความจุ 17.46 ล้าน ลบ.ม. จะเริ่มก่อสร้างปี 2564 เพื่อตัดยอดน้ำในลำน้ำสาขาก่อนไหลลงคลองบางสะพาน พร้อมทั้งขุดขยายคลองเดิมคือ คลองบางสะพาน คลองแม่รำพึง และคลองปัตตามัง-เขาม้าร้อง รวมทั้งก่อสร้างคลองผันน้ำสายใหม่อีก 3 สาย เพื่อรองรับการระบายน้ำให้ได้มากกว่า 1,000 ลบ.ม./วินาที

สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินโครงการนั้น อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า อยู่ระหว่างขุดลอก ขยายคลองเดิมให้ระบายน้ำได้ 525 ลบ.ม./วินาที พร้อมก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ 3 แห่ง ส่วนคลองผันน้ำสายใหม่อยู่ระหว่างการจ่ายค่าชดเชยที่ดิน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ปี 2563 ทั้งนี้ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการจะระบายน้ำได้ 1,025 ลบ.ม./ วินาที ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในอ.บางสะพานที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักจากเดิมได้อีกประมาณ 30.82 ล้าน ลบ.ม. ใช้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่ได้อย่างพอเพียง

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นโครงการที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ในเขตจังหวัดภาคใต้ ดังความตอนหนึ่งว่า

“เนื่องจากน้ำจำนวนมากจากคลองท่าดีมักจะรวมกับน้ำหลากจากคลองเสาธง ซึ่งมีพื้นที่ลุ่มน้ำอยู่เคียงข้าง เมื่อไหลบ่าลงสู่ทะเลพร้อมๆ กัน จะทำให้เกิดน้ำท่วมตัวจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างรุนแรง ดังเช่นอุทกภัยที่เกิดกับตัวเมืองเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2531 ที่ผ่านมา สมควรพิจารณาขุดลอกลำน้ำที่ผ่านตัวเมืองให้ลึกพร้อมกับขยายลำน้ำเหล่านั้นให้มีความกว้างมากขึ้นรวมทั้งการพิจารณาขุดทางระบายน้ำใหม่เพิ่มอีกตามความเหมาะสม ก็จะช่วยระบายน้ำที่ไหลลงมายังตัวเมืองให้ผ่านลงสู่อ่าวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวประกอบด้วยงานสำคัญคือ ขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ 3 สายระบายน้ำได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที พร้อมกับปรับคลองวังวัว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และปรังปรุงคลองหัวตรุดให้ระบายน้ำได้ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อแล้วเสร็จจะบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

สำหรับความคืบหน้าของโครงการ กรมศึกษาวางโครงการและการสำรวจ–ออกแบบแล้วเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ ซึ่งรัฐบาลเร่งดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี (ปี 2561-2563) ตามมติคณะรัฐมนตรี วงเงินงบประมาณโครงการทั้งสิ้น 9,580 ล้านบาท

โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรตามแนวพระราชดําริ (คลองผันนํ้าคลองชุมพร) หลังกรมชลประทานดำเนินโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพร ตามพระราชดำริ (ลุ่มน้ำคลองท่าตะเภา) และโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริแล้ว ขณะนี้กรมกำลังทำโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรฯ ซึ่งเป็นการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองชุมพรเต็มรูปแบบและยั่งยืน รวมทั้งมีระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง

นายศุภชัย วรรณะ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานชุมพร กรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรฯ(คลองผันนํ้าคลองชุมพร) ประกอบด้วยงานสำคัญคือ งานขุดลอกขยายคลองต่างๆ พร้อมอาคารประกอบ เพื่อให้รับน้ำได้มากขึ้น แม้งานค่อนข้างล่าช้ากว่าแผนเนื่องจากติดปัญหาที่ดิน แต่ขณะนี้ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนแล้วซึ่งกรมจะเร่งดำเนินการให้ได้ตามแผน เมื่อแล้วเสร็จผลประโยชน์ที่ชาวชุมพรจะได้รับ นอกจากบรรเทาอุทกภัยในเมืองชุมพรและพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 37,500 ไร่แล้ว ยังแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภคช่วงฤดูแล้งด้วย คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2564

รายงานพิเศษ : พด.สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’ สร้างรายได้เกษตรกรชาวเขา-พัฒนาที่ดินยั่งยืน

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381191

รายงานพิเศษ : พด.สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’  สร้างรายได้เกษตรกรชาวเขา-พัฒนาที่ดินยั่งยืน

รายงานพิเศษ : พด.สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’ สร้างรายได้เกษตรกรชาวเขา-พัฒนาที่ดินยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ประเทศไทยได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวันดินโลกมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO และองค์การสหประชาชาติ หรือ UN ได้มีมติให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันดินโลก เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ประเทศไทยจะจัดงานวันดินโลกอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 5-7 ธันวาคม 2561 ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี

กรมพัฒนาที่ดินในฐานะเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลด้านทรัพยากรดินของประเทศได้น้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปขับเคลื่อนขยายผลการพัฒนาฟื้นฟูทรัพยากรดินให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่โครงการหลวงซึ่งส่วนใหญ่อยู่บนพื้นที่สูง ดินเสื่อมโทรม การใช้ที่ดินไม่เหมาะสม กรมพัฒนาที่ดิน โดยศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง จึงเข้าไปร่วมมือกับมูลนิธิโครงการหลวงในการพัฒนาทรัพยากรดิน ในพื้นที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ศูนย์ย่อยบ้านเมืองอาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้ปัจจุบันดินในพื้นที่ดังกล่าว มีความอุดมสมบูรณ์สามารถปลูกพืชเมืองหนาวได้เต็มศักยภาพ

นางสาวเบญจพร คราชานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ตรวจวิเคราะห์ค่าดินเพื่อให้ทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ และปัญหาของดินในแปลงปลูกพืช พร้อมกับให้คำแนะนำในการแก้ไขปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งส่งเสริมให้ทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพเพื่อใช้ในการปรับปรุงดิน ตลอดจนสร้างระบบน้ำให้เกษตรกรบริหารจัดการเอง โดยเกษตรกรได้มีการบริหารจัดการน้ำในแปลงผักอย่างเป็นระบบและเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น ไม่ใช้ระบบสปิงเกอร์หรือน้ำหยด เพราะจะทำให้ขาดความเอาใจใส่แปลงผัก โดยจะใช้ระบบการรดน้ำแบบเดินสายยางแทน ในช่วงเช้าและบ่าย ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองน้ำ หากรดน้ำมากเกินไปดินจะแฉะผักอาจตายได้

“ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น พื้นที่แห่งนี้เดิมเกษตรกรทำไร่เลื่อนลอย ก็ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการทำการเกษตรแบบเข้มขึ้น ทำแล้วมีรายได้ แต่มีรายได้แล้วก็ต้องคิดต่อว่าตอนนี้ถ้ามี 1 โรงเรือน สามารถสร้างรายได้เท่านี้ จะทำอย่างไรให้ 1 โรงเรือนนี้ มีรายได้เพิ่มขึ้นอีก โดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณโรงเรือน ซึ่งเป็นการเข้าสู่ยุคเกษตร 4.0 ที่ไม่ต้องทำมากแต่ได้เงินมาก เหนื่อยน้อยได้เงินมากขึ้น และใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ศูนย์ย่อยบ้านเมืองอาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็น 1 ใน 39 ศูนย์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกับศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเพื่อพัฒนาที่ดินบนพื้นที่สูง การจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และการส่งเสริมการปลูกผักอินทรีย์ โดยนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่เลิกทำไร่เลื่อนลอย หันมาให้ความร่วมมือในการพัฒนาที่ดินปลูกพืชอินทรีย์ ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

ตลอดระยะเวลา 40 ปี ที่ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง ได้เข้าไปดำเนินการพัฒนาที่ดินในพื้นที่โครงการหลวง ก็สามารถที่จะพลิกฟื้นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งปลูกพืชเมืองหนาว พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ขณะที่ชาวเขาที่เข้าร่วมโครงการมีที่ดินทำกินรวมทั้งมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ลพบุรีเชื่อมั่นปลูกข้าวGAP เจาะตลาดข้าวคุณภาพ-ดันราคาขายพุ่ง

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381018

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ลพบุรีเชื่อมั่นปลูกข้าวGAP  เจาะตลาดข้าวคุณภาพ-ดันราคาขายพุ่ง

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ลพบุรีเชื่อมั่นปลูกข้าวGAP เจาะตลาดข้าวคุณภาพ-ดันราคาขายพุ่ง

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การส่งเสริมการทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นหนึ่งในนโยบายที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาโครงสร้างการผลิตข้าวของประเทศไทย ด้วยการส่งเสริมให้ชาวนารายย่อยมารวมตัวกันเป็นกลุ่ม ช่วยกันคิด ช่วยกันพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐาน โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตข้าว ตลอดจนสนับสนุนปัจจัยการผลิต ที่สำคัญคือมีการเชื่อมโยงตลาดข้าวมาตรฐาน GAP ของกลุ่มนาแปลงใหญ่ ให้มีแหล่งรับซื้อที่แน่นอนในราคาที่สอดคล้องกับคุณภาพที่สูงกว่าข้าวทั่วไป

ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันทำนาแปลงใหญ่ เพื่อรวมกันผลิต รวมกันจำหน่าย เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองทางการค้าและที่สำคัญคือการผลักดันให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ทุกรายมีการผลิตข้าวตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือมาตรฐาน GAP เป็นอย่างน้อย ก่อนจะพัฒนาไปสู่ขั้นการผลิตข้าวอินทรีย์ในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานข้าวไทย ให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ชาวนาไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ยึดอาชีพทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น จึงมีทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการปลูกข้าว เรียกว่าเป็นชาวนามืออาชีพอยู่แล้ว เพียงแค่ลองปรับระบบการผลิตให้เข้าสู่มาตรฐานตามหลักวิชาการอีกไม่กี่ขั้นตอน ก็จะสามารถพัฒนาไปสู่การผลิตข้าวปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิต และยังต่อยอดเชื่อมโยงกับตลาดข้าวที่รัฐบาลได้ดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร ให้มีการทำข้อตกลงซื้อขายข้าว(MOU)ระหว่างกลุ่มนาแปลงใหญ่ GAP กับผู้ประกอบการค้าข้าว เกษตรกรจึงสามารถวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เมื่อผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ สินค้าก็จะขายได้ในราคาที่ดีขึ้น ส่งผลไปถึงรายได้ที่ดีขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น เพื่อให้เกษตรกรมีการผลิตข้าวได้มาตรฐาน GAP ทั้งระบบกรมการข้าว จึงมีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เร่งเข้าไปถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตข้าวให้กับกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2,350 กลุ่ม ทั้งที่เป็นกลุ่มเก่าและกลุ่มตั้งใหม่ ให้มีความเข้าใจและตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปสู่มาตรฐานความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเจ้าหน้าที่กรมการข้าวจะเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำทุกระยะตั้งแต่เริ่มเพาะปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว และการดูแลเก็บรักษาหลังเก็บเกี่ยว เพื่อเป้าหมายหลักคือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มรายได้และความยั่งยืนให้กับชาวนาไทย

ด้านนายพิเชษ ธูปแก้ว ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.บ้านเบิก อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี กล่าวว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่แห่งนี้ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 มีสมาชิก 150 ราย ซึ่งกรมการข้าว ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยเฉพาะการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐาน GAP เป็นอย่างน้อย เนื่องจากเป็นมาตรฐานสากลที่สามารถช่วยยกระดับคุณภาพและราคาข้าวได้ จากการที่รัฐบาลได้ทำโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร ทำให้สามารถขายข้าวได้ราคาเพิ่มขึ้นตามคุณภาพนั่นเอง อย่างเช่น ปกติขายข้าวอยู่ที่ 6,000-7,000 บาทต่อตัน แต่พอมาทำข้าว GAP สามารถเพิ่มมูลค่าข้าวได้อีก 2,000-3,000 บาท

ถึงแม้ว่าการผลิตข้าว GAP จะช่วยยกระดับคุณภาพข้าวได้อย่างเด่นชัด แต่ก็มีขั้นตอนการดำเนินการที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด ทำให้มีอุปสรรคกับเกษตรกรบางรายโดยเฉพาะผู้สูงวัยที่มีอายุเฉลี่ย 50-60 ปีขึ้นไปจะปฏิบัติตามได้ค่อนข้างยากในเรื่องการจดบันทึก แต่ในเรื่องความสนใจและต้องการปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตข้าวมาตรฐานนั้นสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ทุกคนพร้อมที่จะดำเนินการตามอยู่แล้ว ดังนั้นกลุ่มจึงมีเป้าหมายให้สมาชิกกลุ่มที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ปัจจุบันมีอยู่เพียง 20 ราย ให้ช่วยเป็นพี่เลี้ยง เป็นต้นแบบให้กับสมาชิกรายอื่น โดยคาดว่าในปีนี้อย่างน้อยต้องมีสมาชิกผ่านมาตรฐาน GAP เพิ่มขึ้นเป็น 50 ราย และขยับขึ้นไปเรื่อยๆ จนครบทั้งหมด

“การปรับเปลี่ยนมาผลิตข้าว GAP สิ่งที่ได้รับอย่างแรกคือความปลอดภัยจากการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องเหมาะสม ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในตลาดข้าวคุณภาพมากขึ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตข้าวของเกษตรกร อย่างในจังหวัดลพบุรีมีการรับซื้อข้าว GAP จากกลุ่มนาแปลงใหญ่ไปสีแปรรูปจำหน่ายในกลุ่มจังหวัดได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี เกษตรกรก็มีรายได้เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการปลูกข้าวแบบเดิมเพื่อขายข้าวเปลือกให้โรงสีอย่างเดียว รายได้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนไป ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนคงอยู่ไม่ได้ เราก็จะใช้ข้อดีตรงนี้มานำเสนอเป็นแรงผลักดันให้สมาชิกนาแปลงใหญ่หันมาผลิตข้าวมาตรฐาน GAP มากขึ้น เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต และสร้างความยั่งยืนในอาชีพต่อไป”

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (4)

Published December 13, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380734

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (4)

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (4)

วันอังคาร ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (4)

l กรมพัฒนาที่ดินกับบทบาทเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย

“เกษตรอินทรีย์” เป็นเกษตรสมัยใหม่ โดยใช้การผลิตการตลาดสมัยใหม่ ร่วมกับเทคโนโลยีอย่างลงตัว และช่วยพี่น้องเกษตรกรไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งความต้องการของผู้บริโภคในตลาดปัจจุบันมุ่งเน้น ด้านสุขภาพและการรักษาสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์จึงสมควรได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากทุกภาคส่วน “การรับรองแบบมีส่วนร่วม” หรือ Participatory Guarantee System (PGS) ซึ่งระบบนี้ริเริ่มโดยสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ เป็นระบบที่สมาชิกกลุ่มผู้ผลิต/ชุมชนมีส่วนร่วมตรวจสอบมาตรฐานผลผลิตของกันเองในพื้นที่ ทำให้เกิดความมั่นใจในสินค้าของตนในชุมชนในอนาคต ซึ่งอาจต่อยอดไปสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และสร้างมาตรฐานสินค้าส่งออก ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีนโยบายการสนับสนุนเกษตรอินทรีย์เป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนที่ให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดำเนินการให้สำเร็จเห็นผลเป็นรูปธรรม และเน้นประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้บริโภคและเกษตรกร

 

 

กรมพัฒนาที่ดิน ในฐานะหน่วยงานหนึ่งที่ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ เน้นใช้กระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ จำเป็นต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หนุนเสริมช่วยเหลือกัน ซึ่ง PGS เป็นกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนระดับรากหญ้า (grass-root organization) ในการพึ่งตนเองตลอดห่วงโซ่การผลิต ถึงการตลาดด้วยการแสวงหาความร่วมมือจากทุกองค์กรทุกภาคส่วน ให้มีส่วนร่วมช่วยพัฒนานำผลิตผลและผลผลิตของเกษตรกรรายย่อยสู่ผู้บริโภคตามนโยบายของรัฐ ดังเช่นคำว่า “สานพลังประชารัฐ”หมายถึง การรวมพลังระหว่าง ภาคประชาชนและภาคธุรกิจกับภาครัฐในการทำงานพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อความมั่นคงของชีวิตเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน ชุมชนท้องถิ่นและประเทศชาติ นอกจากนั้น ยังเป็นไปเพื่อการเรียนรู้แลกเปลี่ยนและสานสัมพันธ์กันในแนวระนาบ และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมในระดับฐานราก โดยอาศัยจุดแข็งของแต่ละองค์กรภาคีมาหนุนเสริมกัน รวมทั้งชื่นชมและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจและเกิดความสับสนระหว่างสินค้าเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัยจากสารพิษ (GAP) เกษตรปลอดสาร ไฮโดรโพนิกส์ว่าคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร ดังนั้น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างสินค้าเกษตรอินทรีย์และสินค้าทั่วไป เพื่อให้เกษตรกร ผู้ผลิตและผู้บริโภคเข้าใจตรงกันและสามารถแยกแยะได้ จึงจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์เผยแพร่เรื่องดังกล่าว สรุปดังนี้

เกษตรอินทรีย์ (organic agriculture) หมายถึง ระบบการจัดการ การผลิตด้านการเกษตรแบบองค์รวม ที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพวงจรชีวภาพ โดยเน้นใช้วัสดุธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบจากการสังเคราะห์ และไม่ใช้ พืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ที่ได้มาจากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรม (genetic modification) หรือพันธุวิศวกรรม (genetic engineering) มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการแปรรูปด้วยความระมัดระวังเพื่อรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์ และคุณภาพที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ทุกขั้นตอน (คำนิยามตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มกษ9000 เล่ม 1 ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ)

 

 

เกษตรปลอดภัย GAP (Good Agricultural Practice) หมายถึง ระบบการผลิตที่ถูกต้องในฟาร์ม โดยพิจารณาตั้งแต่พื้นที่การปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว และการจัดการหลังเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ มีลักษณะตรงตามความต้องการ ปลอดภัยต่อการบริโภค ในประเทศไทยเริ่มจัดทำระบบ GAP ของแต่ละพืช ตั้งแต่พ.ศ. 2541 โดยเน้นด้านการปฏิบัติตามคู่มือการผลิต ดังตัวอย่างที่ปรากฏในเอกสารสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่รู้จักกันในชื่อ GAP ของพืชหลายชนิด โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ และมีการแก้ไขให้เป็นเอกสารการจัดทำระบบการผลิตตามข้อกำหนด GAP ของประเทศต่อไป

เกษตรปลอดสาร หมายถึง ระบบการผลิตที่มีการใช้ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนเร่งและใช้เมล็ดพันธุ์ GMO ได้ แต่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่มีระบบการตรวจสอบและให้การรับรอง

ไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics)คือ การปลูกพืชแบบไร้ดินหรือการปลูกผักโดยใช้น้ำที่มีธาตุอาหารพืชละลายอยู่แทนดิน ซึ่งจำเป็นต้องใช้สารเคมีอยู่ เพราะไม่มีดินที่เป็นตัวสะสมธาตุอาหาร

 

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า อาหารที่ผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ ปลอดภัยจากสารเคมีมากกว่าอาหารที่ผลิตในระบบอื่นๆกรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ขับเคลื่อนงานเกษตรอินทรีย์มาตลอด และเป็นฝ่ายเลขาคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติได้จัดงานมหกรรมเกษตรอินทรีย์ขึ้น ทั้งในส่วนภูมิภาค ทั้ง 4 ภาค รวมทั้งดำเนินการจัดประชุม เสวนาให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่นสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เกษตรกรในพื้นที่ ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจมีความรู้ความเข้าใจ ตระหนักรู้ถึงทิศทางในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ และเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการบูรณาการแผนงาน/โครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ที่มีกลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาในรูปแบบที่มีความหลากหลายของวิถีชีวิตและวัฒนธรรม รวมถึงการนำนโยบาย การตลาด
นำการผลิต มาใช้ในการขับเคลื่อนผลจากการดำเนินงานถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดีในระดับที่น่าพอใจ

%d bloggers like this: