รักษ์เกษตร : ผลไม้เน่าเสีย ผลไม้ล้นตลาด…นำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479662

x

รักษ์เกษตร : ผลไม้เน่าเสีย ผลไม้ล้นตลาด…นำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ได้

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม มีผลไม้ที่บ้านปลูกขายไม่ได้ราคาล้นตลาด บางอย่างต้องปล่อยเน่าเสีย จะทำอย่างไรได้บ้าง

ศรชัย นิลอักษร

อ.หนองแซง จ.สระบุรี

คำตอบ

ชาวสวนเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ หรือใครก็ตามที่สามารถมองเห็นโอกาสจากภาวะล้นตลาดของสินค้าเกษตรที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลผลไม้ขณะนี้ขายไม่ได้ราคา บางที่ชาวสวนก็ทิ้งกันเกลื่อนกลาด ทั้งในท้องตลาดและตามสวนผลไม้ เราสามารถแปลงวิกฤติเป็นโอกาสได้
ทางราชการได้แนะนำให้ทำ น้ำหมักชีวภาพ หรือที่เรียก ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ก็ได้

ทางราชการโดย กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้คิดหาวิธีการนำผลไม้ที่เน่าเสีย หรือขายไม่ได้ราคา นำมาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ นักวิชาการของหน่วยงานได้ค้นคิด วิจัยและทดสอบพบว่า เศษวัสดุผลไม้เหลือทิ้งเหล่านี้ สามารถนำมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพ (ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง) โดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่มีประสิทธิภาพในการผลิตน้ำหมักชีวภาพ โดยได้ค้นพบกลุ่มจุลินทรีย์ ที่มีสมบัติในการหมัก และย่อยวัสดุที่มีลักษณะสด อวบน้ำหรือมีความชื้นสูง ประกอบด้วยจุลินทรีย์ 5 กลุ่ม ได้แก่ ยีสต์แบคทีเรียผลิตกรดแลคติก แบคทีเรียย่อยสลายโปรตีน แบคทีเรียย่อยสลายไขมัน และแบคทีเรียละลายสารประกอบฟอสเฟต

สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 เพื่อผลิตน้ำหมักชีวภาพ โดยดำเนินกิจกรรมการหมักในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน ทำให้กระบวนการหมักดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าการหมักธรรมดาทั่วไป ซึ่งการทำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ ไม่มีอะไรยุ่งยาก ประกอบด้วยผลไม้ ที่หล่นอยู่ตามสวน หรือเน่าเสียในท้องตลาด จำนวน 40 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม น้ำ 10 ลิตร สารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 จำนวน 1 ซอง (25 กรัม)

ขั้นตอนการทำ ให้นำสารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 มาผสมในน้ำ 10 ลิตร คนให้เข้ากันนานประมาณ 5 นาที จากนั้นผสมวัสดุผลไม้(ควรสับให้ละเอียดหรือมีขนาดเล็กก่อน) และกากน้ำตาล โดยอาจใช้น้ำตาลทรายแดง น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว หรือเศษผลไม้แทนได้ ลงในถังหมักขนาดความจุ 50 ลิตร จากนั้นเทสารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 ที่ผสมน้ำแล้วลงในถังหมัก คลุกเคล้าหรือคนส่วนผสมต่างๆ ให้เข้ากันอีกครั้ง ปิดฝาถังหมักให้สนิทและนำไปตั้งไว้ในที่ร่ม

ใช้ระยะเวลาในการหมัก 7-10 วัน ก็สามารถนำออกมาใช้รดหรือฉีดพ่นพืชได้ แต่ต้องเจือจางกับน้ำเสียก่อน นอกจากประโยชน์โดยตรงที่ได้จากน้ำหมักชีวภาพ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากพืช เพิ่มการขยายตัวของใบ และยืดตัวของลำต้น ช่วยชักนำให้เกิดการงอกของเมล็ด เร่งการออกดอกและติดผลดีขึ้น ขับไล่แมลงศัตรูพืช ตลอดจนช่วยลดกลิ่นเหม็นในคอกสัตว์เลี้ยงได้เป็นอย่างดี การเก็บผลไม้เน่าเสียออกจากสวนยังเป็นการกำจัดแหล่งเพาะแมลงวันทองในทางอ้อมได้อีกด้วย

ประโยชน์มากมายที่กล่าวมานี้ ก็ไม่ควรทิ้งขว้าง สร้างโอกาสให้กับตัวเอง เพราะนอกจากได้ปุ๋ยไว้ใช้เองแล้ว ยังขายเป็นรายได้เสริมในช่วงที่ผลไม้ราคาตกต่ำอีกด้วย เกษตรกรหรือผู้สนใจท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการสารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 ของกรมพัฒนาที่ดิน ติดต่อสอบถามได้ที่ สถานีพัฒนาที่ดินที่ตั้งในจังหวัดใกล้บ้านของท่าน

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : เกษตรผสมผสาน… ทางเลือกทางรอดของเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478104

x

รักษ์เกษตร : เกษตรผสมผสาน… ทางเลือกทางรอดของเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมขอทราบความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเกษตรแบบผสมผสานด้วยครับ ขอบคุณครับ

นฤดล แสนภูคำทอง

อ.เมือง จ.อุทัยธานี

คำตอบ

การทำเกษตรแบบผสมผสานเป็นวิธีทำการเกษตรที่มีการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์หลายๆชนิดอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีการนำเศษวัสดุเหลือใช้จากการผลิตหนึ่งไปใช้ประโยชน์อย่างครบวงจร เป็นรูปแบบการเกษตรประเภททำเพื่อพอกินพอใช้ ทำโดยสมาชิกในครัวเรือน พอมีเหลือจึงขาย เกษตรกรสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างพอเพียง

หลักการและเงื่อนไขของเกษตรผสมผสานมีหลักการสำคัญ  2 ประการคือ

1. กิจกรรมที่เกิดมีกิจกรรมการเกษตรตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป และกิจกรรมการเกษตรทั้งสองชนิดนี้ ต้องทำในเวลาและสถานที่เดียวกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่าให้เกิดกำไรสูงสุด

2. กิจกรรมเหล่านี้ เกิดการเกื้อกูลกันอย่างต่อเนื่องกิจกรรมเกื้อกูลกันระหว่างพืชกับพืช พืชกับปลาสัตว์กับปลา พืชกับสัตว์ หรือสัตว์กับสัตว์ ซึ่งลักษณะการเกื้อกูลกันของระบบเกษตรผสมผสาน จึงทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ลดความเสี่ยง ประหยัด และลดการพึ่งพิงจากปัจจัยภายนอก

รูปแบบการเกษตรผสมผสานมีรูปแบบการผลิตที่ประกอบด้วยชนิดและขนาดของกิจกรรมการผลิตในไร่นาจะแตกต่างกันไปมี 3 รูปแบบ คือ

1. การผสมผสานโดยยึดพืชเป็นหลัก รายได้จากพืชจะเป็นรายได้หลักของครัวเรือน ส่วนรายได้จากกิจกรรมอื่นๆ เช่น ปลา และเลี้ยงสัตว์ จะเป็นรายได้รอง

2.การผสมผสานโดยยึดสัตว์เป็นหลัก จะได้รายได้หลักจากสัตว์เลี้ยง ส่วนรายได้จากพืชและปลาจะเป็นรายได้รอง

3.การผสมผสานโดยยึดปลาเป็นหลักรายได้หลักมากจากการเลี้ยงปลา ส่วนรายได้จากพืชและสัตว์จะเป็นรายได้รอง

ข้อดีของการเกษตรผสมผสานคือ

1. ช่วยการลดความเสี่ยง และความไม่แน่นอนของรายได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้สม่ำเสมอช่วยให้เกิดมีการประหยัด ทำให้ค่าใช้จ่ายในไร่นาลดลง มีรายได้สุทธิเพิ่มมากขึ้นช่วยลดการพึ่งพิงจากปัจจัยภายนอกทุกด้าน

2. ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ โดยลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร หรือลดการใช้ปุ๋ยเคมีรวมถึงการใช้สารธรรมชาติหรือศัตรูธรรมชาติมาทดแทนการใช้สารเคมี เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ ปราศจาการปนเปื้อนของสารเคมีและมีสุขอนามัยตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

3. ช่วยให้เกษตรกรมีงานทำตลอดปี ช่วยลดการว่างงานตามฤดูกาล มีรายได้พอเลี้ยงครอบครัวและลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานและการอพยพแรงงานเข้าสู่เมือง

เกษตรผสมผสานได้ให้ความสำคัญในเรื่อง การสร้างความหลากหลายของพืช สัตว์และทรัพยากร โดยมีการใช้ประโยชน์เกื้อกูลกันระหว่างกิจกรรม การใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด การใช้วัสดุหรือพืชคลุมดิน การปลูกพืชหลายระดับ มีแหล่งน้ำในไร่นา เหล่านี้ เป็นทางเลือกทางรอดของเกษตรกร

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ยิ่งลาดชันสูง…ยิ่งต้องปลูกหญ้าแฝก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476648

x

รักษ์เกษตร : ยิ่งลาดชันสูง…ยิ่งต้องปลูกหญ้าแฝก

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมอยู่ทางภาคเหนือครับจะพบปัญหาการชะล้างหน้าดิน ขอทราบวิธีปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ภูเขาสูง เพื่อป้องกันการถูกชะล้างด้วยครับ

สุนทร สุนทรพิพิธพงศ์

อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

คำตอบ หญ้าแฝก เป็นพืชในตระกูลหญ้าที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ มีลักษณะการเติบโตเป็นกอที่หนาแน่น แตกกออย่างรวดเร็ว ในแต่ละกอจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 30 เซนติเมตร มีลำต้นสูงประมาณ 50-150 เซนติเมตร มีใบแคบ ค่อนข้างแข็ง มีความกว้างประมาณ 0.80 เซนติเมตร และยาวประมาณ 75  เซนติเมตร

วิธีการและรูปแบบการปลูกหญ้าแฝก ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ เกษตรกรสามารถเลือกใช้รูปแบบใดได้ตามความเหมาะสม ดังนี้

1. พื้นที่ที่มีความลาดชันสูงบนพื้นที่ในแถบภาคเหนือและภาคใต้ ที่มีความลาดชัน เกษตรกรนิยมปลูกไม้ผล หรือไม้ยืนต้น โดยจะปลูกบนคันคูรับน้ำรอบขอบเขา หรือขั้นบันไดดิน ซึ่งมักจะประสบปัญหาคันดินที่สร้างไว้ถูกน้ำฝนกัดเซาะพังทลายเสียหายเป็นประจำ วิธีง่ายๆ ในการป้องกันความเสียหาย ได้แก่ การปลูกหญ้าแฝกให้เป็นแนวรั้วบริเวณคันคูขอบเขา หรือริมขั้นบันไดดินด้านนอก ซึ่งจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นไว้ในดินให้ได้อย่างยาวนานอีกด้วย มีวิธีการดังนี้

1) การตรียมพันธุ์หญ้าแฝกให้เตรียมหน่อพันธุ์ ที่ชำไว้ในถุงพลาสติกสีดำ ขนาด 2 นิ้ว X 6 นิ้ว

2) การเตรียมดิน ให้ทำคันคูน้ำรอบขอบเขา หรือขั้นบันไดดิน และเตรียมดินบริเวณขอบคันดิน ไว้สำหรับปลูกหญ้าแฝก โดยการพรวนดินให้ละเอียดเป็นแนวชิดขอบคันด้านนอกใส่ปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าให้ทั่ว เพื่อให้หญ้าแฝกเจริญเติบโตได้ดี

3) การปลูกหญ้าแฝก ให้นำกล้าหญ้าแฝกที่ได้จัดเตรียมไว้แล้วลงปลูก ปลูกเป็นแถวเดี่ยว ระยะห่างระหว่างโคนต้น 10 เซนติเมตร กลบดินให้
แน่น ควรปลูกในขณะที่ดินยังมีความชุ่มชื้นอยู่

4) การดูแลรักษา หญ้าแฝกเป็นพืชที่ไม่ต้องมีการดูแลรักษาที่มากนักแต่เพื่อให้ได้ผลดี ในระยะแรกหลังปลูก ควรตรวจตราอย่างสม่ำเสมอ และปลูกซ่อมทันที เมื่อพบต้นที่ตายไป หลังจากปลูกเมื่ออายุได้  3 เดือน ควรตัดยอดหรือใบให้เหลือความสูง ประมาณ 10 เซนติเมตร  จะทำให้หญ้าแฝกแตกกอเรียงชิดกันได้เร็วยิ่งขึ้น   ควรระวังและกำจัดวัชพืชพวกไม้เถา ซึ่งจะเลื้อยพันและคลุมหญ้าแฝกทำให้หญ้าแฝกไม่เจริญเติบโต

เมื่อหญ้าแฝกเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จะได้รั้วหญ้าแฝกที่อัดกันแน่น ช่วยป้องกันการไหลบ่าของน้ำฝน และทำให้น้ำฝนไหลซึมลงสู่ดินได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งส่วนรากของหญ้าแฝกที่หยั่งลึก และสานกันแน่นเป็นกำแพงอยู่ใต้ดิน ก็จะช่วยกักเก็บดูดซับความชื้นไว้ในดินได้อย่างยาวนานและช่วยในการยึดเกาะดินไม่ให้คันคูขอบเขา หรือคันขั้นบันไดดินเสียหายอีกด้วย

ทั้งนี้ พันธุ์หญ้าแฝกที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สามารถติดต่อขอรับได้ที่ สถานีพัฒนาที่ดินที่ตั้งอยู่ในจังหวัดของท่าน นะครับ

‘นาย รัตวิ’

รักษ์เกษตร : ใส่ปุ๋ย…ด้วยพืชปุ๋ยสด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475070

x

รักษ์เกษตร : ใส่ปุ๋ย…ด้วยพืชปุ๋ยสด

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากปลูกพืชปุ๋ยสดครับ คืออะไรครับ ขอทราบความรู้เรื่องนี้ด้วยครับ

แสน ทองอุไร

อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

คำตอบ

ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการไถกลบ หรือตัดสับต้น ใบ และส่วนต่างๆ ของพืช ส่วนใหญ่พืชที่มักนิยมใช้เป็นพืชตระกูลถั่ว ปลูกให้ได้อยู่ในช่วงระยะออกดอก ซึ่งเป็นส่วนที่มีธาตุอาหารพืชสูงสุด แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้เน่าเปื่อยผุพังย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชที่จะปลูกตามมา พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ ปอเทือง โสนอินเดีย โสนอัฟริกันถั่วพู ถั่วพร้า และพืชตระกูลถั่วต่างๆ

ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน โดยเพิ่มธาตุไนโตรเจน ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักให้แก่พืช กรดที่เกิดจากการผุผังย่อยสลายของพืชสด จะช่วยละลายธาตุอาหารในดินให้แก่พืชได้มากยิ่งขึ้น ช่วยบำรุงและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน รักษาความชุ่มชื้นในดิน ช่วยลดอัตราการสูญเสียอันเกิดจากการชะล้างของหน้าดิน ทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น และทำให้ดินร่วนซุย สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวน ทั้งยังช่วยในการปราบวัชพืชบางชนิดได้เป็นอย่างดี ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้บางส่วน ช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของพืชให้ดีขึ้น

ปุ๋ยพืชสด เป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้รวดเร็ว มีระบบรากแข็งแรง ออกดอกในระยะเวลาอันสั้น เมื่ออายุประมาณ 30-60 วัน สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล มีความต้านทานต่อโรคและแมลง ทนแล้ง และทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ต่อไปได้มาก ขยายพันธุ์ได้เร็ว เมล็ดงอกง่ายและมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง เมื่อไถกลบแล้ว ลำต้นอ่อน ทำให้เก็บเกี่ยวตัดสับและไถกลบได้ง่าย  จะให้น้ำหนักพืชสดสูงถึง 2,000  กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อไถกลบแล้วเน่าเปื่อยผุผังได้เร็ว  และมีธาตุอาหารสูง

การปลูกพืชปุ๋ยสด ดังนี้

1. ลักษณะของดิน การเตรียมดินก่อนปลูก ควรปรับปรุงสภาพของดินให้เหมาะสมเสียก่อน ถ้าเป็นดินเปรี้ยว ควรใส่ปูนลงไปก่อน จะช่วยให้พืชปุ๋ยสดเจริญเติบโต และให้น้ำหนักพืชสดสูงด้วย

2. เวลา และฤดูกาลที่ปลูก เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ปลูกช่วงต้นฤดูฝน หรือปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวพืช เนื่องจากความชื้นในดินยังคงมีอยู่ หรือควรปลูกก่อนการปลูกพืชหลัก ประมาณ 3 เดือน

การตัดสับ และไถกลบพืชปุ๋ยสด ระยะเวลาที่เหมาะสม ควรทำขณะที่ต้นถั่วเริ่มออกดอกไปจนถึงระยะดอกบานเต็มที่  ทั้งนี้เพราะ ในระยะนี้ ต้นถั่วเจริญงอกงามสูงสุด เมื่อทำการไถกลบแล้ว จะทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุ และธาตุไนโตรเจนสะสมอยู่ในดินสูงด้วย

การปลูกพืชหลักเป็นระยะเวลานาน หรือการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินเลย จะทำให้ดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปอย่างรวดเร็ว ดินอัดกันแน่นไม่ร่วนซุย ไม่สามารถดูดซับน้ำและอาหารพืชได้ หรือน้อยลง ทำให้การปลูกพืชไม่ได้ผลหรือได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้แล้วการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น การใช้ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก ก็เป็นการดีอยู่ แต่มีข้อจำกัดคือ ต้องใช้ในปริมาณมากต่อไร่ สิ้นเปลืองแรงงานและค่าใช้จ่าย ไม่สะดวกแก่การขนย้ายปุ๋ย และหาได้ไม่เพียงพอ ดังนั้น วิธีการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินที่ดี สะดวก และง่ายก็คือ การใช้ปุ๋ยพืชสดนั่นเอง

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : พืชคลุมดิน..กันดินพัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473619

x

รักษ์เกษตร : พืชคลุมดิน..กันดินพัง

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ในไร่นาของผมมีวัชพืชขึ้นรกมาก จนกำจัดไม่ไหว มีบางคนแนะนำให้ปลูกพืชคลุมดิน ผมอยากทราบว่า พืชคลุมดินมีประโยชน์อะไรบ้าง ขอบคุณครับ

สายชล อินทร์สอน

อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

คำตอบ

พืชคลุมดินเป็นพืชที่มีลำต้นอ่อนขึ้นง่ายในดินทุกประเภท มีการเจริญเติบโตเร็วมาก มีกิ่งก้านสาขามาก มีรากช่วยยึดผิวดินกันดิน ไม่ให้พังทลายเวลามีฝนตกหนัก น้ำบ่าไหลหลาก หรือมีลมพัดแรงส่วนใหญ่พืชคลุมดินสามารถไถกลบลงไปในดิน เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดได้อีกด้วย พืชคลุมดินที่นิยมใช้ เป็นพืชตระกูลถั่วพืชตระกูลหญ้า เช่น หญ้าแฝก พืชอาหารสัตว์ต่างๆ เป็นต้น

ประโยชน์พืชคลุมดินจะช่วยให้ต้นไม้ได้รับประโยชน์หลายประการ คือ

1. ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เมื่อเศษกิ่งใบของพืชคลุมดินได้ร่วงหล่นทับถมลงบนผิวดิน ก็จะผุพังรวมตัวกับดินช่วยเร่งปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์ต่อพืช และยังเพิ่มจำนวนไส้เดือนและจุลินทรีย์ในดิน ให้เป็นแหล่งอาหารของต้นไม้ต่อไป

2. ช่วยป้องกันการชะล้างของหน้าดิน พืชคลุมดิน จะส่งรากลึกลงไปในดิน และยึดเม็ดดินไว้ ทำให้ผิวดินไม่ถูกกัดเซาะไปได้ง่าย เมื่อมีน้ำไหลแรง หรือฝนตกหนัก การทำสวนบนเนินลาดจึงจำเป็นต้องปลูกพืชคลุมดิน โดยปลูกพืชคลุมดินไว้ เช่น หญ้าแฝก ปลูกตามขั้นบันได จะช่วยยับยั้งความแรงของกระแสน้ำที่ไหลลงได้ จึงเป็นการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน นอกจากนี้ใบหรือเถาพืชคลุมดินที่เจริญอย่างหนาแน่น จะช่วยป้องกันไม่ให้เม็ดฝนที่มีขนาดใหญ่ กระทบผิวดินโดยตรง ช่วยลดการชะล้างหน้าดินลงด้วย

3. ช่วยเก็บความชื้นให้กับดิน หลังจากที่ฝนตกไปแล้ว พืชคลุมดินจะช่วยให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น และช่วยลดการระเหยของน้ำ ช่วยบังแสงแดดไม่ให้โดนผิวดินโดยตรง นอกจากนี้อินทรียวัตถุที่หล่นปกคลุมผิวดิน จะเป็นวัตถุคลุมดินที่ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำเป็นอย่างดี พืชคลุมดินจะช่วยดูดเอาน้ำที่จะไหลผ่านลงไปสู่ดินชั้นล่างไว้ แทนที่จะปล่อยให้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงทำให้ผิวดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ

4. ช่วยกำจัดวัชพืช พืชคลุมดินส่วนมาก จะมีใบเป็นจำนวนมาก และหล่นทับถมบนผิวดินจนแสงสว่างส่องไม่ถึงผิวดิน เมื่อเป็นเช่นนี้วัชพืช จะไม่มีโอกาสงอกได้ เพราะถูกบังแสงแดด จนมีแสงไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

5. ทำให้โครงสร้าง และสภาพของดินดีขึ้น ดินที่มีพืชคลุมดินขึ้นอยู่จะไม่เกาะกันแน่นเหมือนดินที่ไม่มีพืชขึ้นเลย พืชคลุมดินมีรากชอนไชไปในดิน และเป็นพืชที่ให้อินทรียวัตถุมาก จะทำให้ดินบริเวณนั้นร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้สะดวก และอุ้มน้ำได้ดี ทำให้ดินมีโครงสร้างเหมาะแก่การเจริญเติบโตของไม้ผล อินทรียวัตถุจากพืชคลุมดิน จะช่วยทำให้เม็ดดินเหนียวติดกันเป็นก้อนมีขนาดโตกว่าปกติ ทำให้ดินร่วนขึ้น ทั้งนี้เพราะสารที่มีลักษณะคล้ายวุ้นในอินทรียวัตถุจะมาเคลือบเม็ดดินเหนียวซึ่งมีขนาดเล็กมาก ให้เป็นก้อนโตขึ้น และสารนี้ยังช่วยทำให้เม็ดทรายในดินทรายให้ติดกันแน่น ทำให้เหนียวขึ้นกว่าเดิม เมื่อรวมกับซากพืชเข้าแล้ว ดินทรายก็จะอุ้มน้ำได้ดีขึ้น

การคัดเลือกชนิดของพืชคลุมดิน ต้องเป็นพืชที่มีอายุหลายปี เพื่อที่จะได้ไม่ต้องปลูกบ่อยครั้ง เป็นพืชที่มีรากแน่นแผ่สาขาออกไปได้มาก จะช่วยยึดเหนี่ยวเม็ดดินให้ติดกัน ไม่พังทลายได้ง่าย ควรเป็นพืชที่ทนต่อสภาพแวดล้อม สามารถเจริญเติบโตได้ดี ทั้งกลางแจ้งและในร่ม เป็นพืชที่ทนต่อโรคและแมลง ถ้าเป็นพืชตระกูลถั่วจะช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้แก่ดินได้ดี

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ไถกลบตอซังข้าวนะ … ไม่เผา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472066

x

รักษ์เกษตร : ไถกลบตอซังข้าวนะ … ไม่เผา

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมทราบว่าการเผาตอซังไม่ดี ขอทราบความรู้เรื่องนี้หน่อยครับ

ศรชัย กัญจุไร

อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี

คำตอบ

ปัจจุบันพื้นที่การเกษตรกรรมของไทย มีระดับปริมาณอินทรียวัตถุในดินค่อนข้างต่ำมาก ธาตุอาหารในดิน จะสูญเสียไปอยู่ในส่วนของพืชเป็นปริมาณสูงการนำส่วนของพืชออกไปจากพื้นที่การเกษตรแต่ละครั้ง เป็นการสูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดินเป็นจำนวนมาก การไถกลบตอซัง จึงเป็นการปฏิบัติวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินได้โดยตรง เป็นวิธีแบบอย่างง่าย

การไถกลบตอซัง เป็นการใช้วัสดุเศษซากพืชที่มีอยู่ในไร่นา ภายหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ไถหรือสับกลบลงไปในดินระหว่างการเตรียมพื้นที่เพาะปลูกขณะที่ดินมีความชื้น และปล่อยทิ้งไว้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้เกิดกระบวนการย่อยสลายในดิน ซึ่งจะกลายเป็นแหล่งของอินทรียวัตถุและธาตุอาหารพืช แล้วจึงปลูกพืชหลักตามที่ต้องการต่อไป

การไถกลบตอซังในพื้นที่เขตชลประทาน ในเขตพื้นที่ชลประทาน ซึ่งสามารถปลูกข้าวได้ต่อเนื่อง 2-3 ครั้งต่อปีหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ไม่ต้องเผาตอซังและฟางข้าว ให้ทำการไถกลบตอซังและฟางข้าว แล้วปล่อยน้ำเข้านา โดยให้ระดับน้ำพอท่วมวัสดุ หลังจากนั้น ใช้น้ำหมักชีวภาพ ชนิดเข้มข้น อัตรา 5 ลิตรต่อไร่ เจือจางกับน้ำ 100 ลิตร คิดเป็นอัตราส่วน 1 : 20 ราดหรือปล่อยไปกับน้ำที่ลงในแปลงข้าว เพื่อช่วยให้ตอซังข้าวย่อยสลายได้ง่าย หมักไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วจึงทำเทือก เพื่อเตรียมเพาะปลูกข้าวครั้งใหม่ต่อไป หรือสามารถปลูกพืชไร่เศรษฐกิจชนิดอื่นได้ เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด ข้างฟ่าง ฯลฯ

การไถกลบตอซังในพื้นที่เขตเกษตรน้ำฝน ในกรณีที่เกษตรกรมีการปลูกข้าวเป็นพืชหลักเพียงอย่างเดียวตลอดฤดูเพาะปลูก โดยอาศัยน้ำฝน หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวให้ทิ้งฟางข้าวและตอซังไว้ในพื้นที่ของเกษตรกร เพื่อเป็นการคลุมผิวหน้าดิน จากนั้น เมื่อเข้าสู่ต้นฤดูฝนประมาณปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษภาคม ให้ทำการเตรียมดินพร้อมกับการไถกลบตอซังและฟางข้าว แล้วปฏิบัติเช่นเดียวกับในเขตชลประทาน โดยทำการปล่อยน้ำเข้านาให้ระดับน้ำท่วมวัสดุที่ไถกลบ หลังจากนั้นใส่น้ำหมักชีวภาพชนิดเข้มข้น ในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้อัตรา 5 ลิตร โดยให้เจือจางกับน้ำ 100 ลิตร ก่อนราดลงในแปลงนาข้าว หมักทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้ตอซังข้าวเกิดการย่อยสลาย แล้วจึงทำเทือกเตรียมแปลงพร้อมที่จะปลูกข้าวต่อไป

วิธีการไถกลบตอซัง

1. การไถกลบตอซังในพื้นที่ปลูกข้าว

-กรณีการปลูกข้าวเป็นพืชหลักชนิดเดียว ให้ทิ้งฟางข้าวและตอซังข้าวไว้ในแปลงนาเพื่อรักษาผิวหน้าดิน เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ให้ทำการเตรียมดินพร้อมกับไถกลบตอซังและฟางข้าว ทิ้งไว้เป็นเวลา 20 วัน เพื่อให้วัสดุตอซังย่อยสลายเสียก่อน จึงปล่อยน้ำเข้าสู่แปลงนา เพื่อเตรียมปลูกข้าวต่อไป

-การปลูกพืชไร่หลังนา หรือปลูกพืชหมุนเวียน ให้ทำการไถกลบตอซังและฟางข้าวได้ทันที แล้วจึงปลูกพืชไร่ตามมา และเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชไร่แล้ว ให้ทิ้งตอซังไว้ เมื่อถึงฤดูทำนาจึงไถกลบวัสดุเหล่านี้ หมักทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน ก่อนจะทำการปลูกข้าวต่อไป

2. การไถกลบตอซังในพื้นที่ปลูกพืชไร่และพืชผัก

ในสภาพพื้นที่ดอน ซึ่งมีการปลูกพืชไร่และพืชผักหลายชนิด ให้ทำการไถกลบหรือสับกลบวัสดุตอซัง แต่ละครั้งก่อนทำการปลูกพืชใหม่ประมาณ 15 วัน

การกำจัดตอซังและวัชพืชในพื้นที่ปลูกข้าว พืชไร่ และพืชผัก โดยวิธีการเผา เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นการทำลายระบบนิเวศของชุมชน ทำลายสุขภาพอนามัยของสิ่งมีชีวิต ทั้งยังผิดกฎหมาย ในระยะยาวก่อให้เกิดโลกร้อน หิมะละลาย น้ำท่วมในที่ต่ำ เป็นบริเวณกว้างในทั่วโลกอีกด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : วัชพืช…ควบคุมได้นะจ๊ะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470539

x

รักษ์เกษตร : วัชพืช…ควบคุมได้นะจ๊ะ

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีกำจัดวัชพืชในนาข้าวที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงด้วยครับ

ศุภชัย แตงอ่อ

อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

คำตอบ

วัชพืชในนาข้าว นับว่าเป็นปัญหาอย่างยิ่ง วัชพืชมีมากมายหลายชนิดในพื้นที่นา ตั้งแต่วัชพืชใบกว้าง ใบแคบ วัชพืชน้ำ เหล่านี้ทำความเสียหายให้อย่างมาก การควบคุมวัชพืช จึงควรจะเริ่มตั้งแต่การปลูกจนกระทั่งถึงระยะการเก็บเกี่ยว

วิธีการควบคุมวัชพืชในข้าว สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับวิธีการและความพร้อมของเกษตรกรเอง มีวิธีหลากหลาย ดังนี้

1. การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าว ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ปราศจากการเจือปนของเมล็ดวัชพืช ซึ่งเกษตรกรสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การฝัด หรือโบก เพื่อให้สิ่งเจือปนที่เบากว่าเมล็ดข้าวแยกตัวออก การคัดแยกสิ่งเจือปนด้วยมือ การทดสอบความงอกของเมล็ดพันธุ์ก่อนนำไปปลูก และการแยกเมล็ดโดยการลอยตัวในน้ำ คนให้ทั่วแล้วทิ้งไว้สักพักเมล็ดที่เสียจะลอยอยู่ข้างบนให้ตักออก แล้วนำเมล็ดที่จมน้ำมาตากให้แห้งก่อนนำไปปลูก หรือเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ไว้ใช้ต่อไป

2. การเตรียมดิน โดยการไถ เป็นการพลิกหน้าดินส่วนล่างขึ้นมาอยู่ข้างบน วัชพืชที่อยู่ด้านล่างก็จะถูกพลิกขึ้นมาข้างบน จึงควรไถประมาณ 2-3 ครั้ง เพื่อทำลายวัชพืชทั้งที่อยู่บนดินและเหง้าที่อยู่ใต้ดิน การคราด เป็นวิธีการกำจัดวัชพืชที่ใช้ลำต้นหรือเหง้าในการขยายพันธุ์ สามารถกำจัดต้นอ่อนของวัชพืชหลังจากการไถได้อีกด้วย ทำให้ดินร่วนซุย เหมาะแก่การชอนไชของรากข้าวนาหว่าน ทำให้ต้นข้าวงอกงามแข็งแรง การทำเทือก เป็นวิธีการทำให้ดินที่ผ่านการไถดะ หรือไถพรวนแล้ว ให้อยู่ในสภาพที่สะดวก และง่ายต่อการปักดำ หรือการทำนาหว่าน ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้น

3. เลือกวิธีการปลูก การปลูกข้าวแบบนาดำ จะช่วยลดปริมาณวัชพืชได้มากกว่าวิธีอื่นเพราะในการปักดำข้าว จะใช้กล้าต้นข้าวที่มีการเจริญเติบโตแล้ว ในขณะที่วัชพืชกำลังจะเริ่มเจริญเติบโต จึงเป็นการลดการระบาดของวัชพืชลงได้

4. เลือกอัตราการปลูก ความหนาแน่นของต้นข้าวก็มีส่วนช่วยในการควบคุมวัชพืชได้เหมือนกัน ถ้าต้นข้าวมีความหนาแน่นน้อย ช่องว่างระหว่างต้นข้าวก็จะมีมาก ทำให้เกิดวัชพืชได้มาก ในทางตรงกันข้าม ถ้าความหนาแน่นของต้นข้าวมาก ช่องว่างระหว่างต้นมีน้อย วัชพืชก็เกิดขึ้นได้น้อย

5. การควบคุมโดยใช้ระดับน้ำ ในการทำนาดำ หรือนาหว่านน้ำตม น้ำจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลผลิตข้าวให้สูงดังนั้น การที่เกษตรกรปล่อยน้ำให้ขังอยู่ในแปลงนา ก็จะเป็นการช่วยลดปัญหาวัชพืช โดยเฉพาะวัชพืชใบแคบสกุลหญ้า จะมีความอ่อนแอต่อสภาพน้ำขัง

6. การใช้แรงงานในการกำจัดวัชพืช โดยการใช้มีด จอบ เสียม หรือเครื่องมืออื่นๆที่ต้องใช้แรงงานคน แต่เนื่องจากปัจจุบันนี้ แรงงานหายากและมีราคาแพง อีกทั้งต้องใช้เวลามาก จึงไม่นิยมปฏิบัติกัน

7. การใส่ปุ๋ย ควรทำการกำจัดวัชพืชก่อนการใส่ปุ๋ย การใส่ปุ๋ยครั้งแรก จะใส่ขณะเตรียมดิน และจะใส่อีกครั้ง หลังจากนำน้ำเข้าแปลง เพื่อให้น้ำยับยั้งการเจริญเติบโตของวัชพืช เป็นการป้องกันไม่ให้วัชพืชมาแย่งธาตุอาหารของต้นข้าว

8. การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชอื่น เช่น ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วเหลือง สลับกับการปลูกข้าว จะทำให้เกิดการเปลี่ยนสภาพของดิน และระบบนิเวศวิทยาของพืช วัชพืชซึ่งมีความต้องการสภาพของดินแตกต่างกัน จึงมีผลทำให้วัชพืชลดลงได้

9. การใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช สารเคมีเป็นสารพิษ เกษตรกร จึงควรมีความรอบคอบในการใช้ เลือกใช้สารเคมีให้เหมาะสมกับวัชพืช ใช้ตามอัตราและเวลาที่กำหนด อีกทั้งต้องพิจารณาราคาของสารเคมีที่จะใช้ด้วยว่า จะคุ้มค่าต่อการลงทุนและควรคำนึงถึงพิษตกค้างที่อาจจะสะสมในพืช หรือในดิน หากเป็นไปได้ควร หลีกเลี่ยงหรือใช้ในปริมาณที่น้อยที่สุด ก็จะเป็นการดีอย่างยิ่ง

10. การควบคุมโดยชีววิธี เช่น การเลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด และปลูกแหนแดง จะมีส่วนช่วยป้องกันและกำจัดวัชพืชได้เป็นอย่างดีและเป็นการเพิ่มธาตุอาหารในดินอีกด้วย

ในการจะเลือกใช้วิธีใด เกษตรกร ควรต้องพิจารณาถึงปัจจัยหลายๆ ด้าน เช่น สภาพพื้นที่ที่ปลูกข้าว ชนิดของวัชพืช ผลดี-ผลเสียของแต่ละวิธี วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ระยะเวลาที่ใช้ รวมทั้งความคุ้มค่าต่อการลงทุนด้วย นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์ ดีเหลือหลาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468953

x

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์ ดีเหลือหลาย

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในไร่นาของผมครับ จึงอยากขอทราบความรู้เรื่องนี้ อย่างละเอียดหน่อยครับ

นายสวน ครอบครอง

อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

คำตอบ

ปุ๋ยอินทรีย์เกิดจากการย่อยสลายของบรรดาอินทรียวัตถุทางชีวเคมีโดยจุลินทรีย์มีธาตุอาหารต่างๆ ที่พืชต้องการส่วนประกอบหลักของปุ๋ยประเภทนี้มาจากสิ่งที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ของเสียจากโรงงานบางประเภท มูลสัตว์บางประเภท เช่น มูลวัว มูลควาย มูลไก่ มูลค้างคาวและได้จากการย่อยสลายจากธรรมชาติ เช่น ซากต้นไม้ใบไม้ จากสารอื่นๆ และแร่ธาตุต่างๆ โดยผ่านกระบวนการบดและเติมจุลินทรีย์ลงไปเพื่อทำการบ่มหมัก กลับกอง แล้วค่อยย่อยสลายกลายมาเป็นปุ๋ยอินทรีย์

แร่ธาตุอาหารของพืชที่มีในปุ๋ยอินทรีย์ประกอบด้วย แร่ธาตุ 13 ชนิด โดยแบ่งตามคุณสมบัติที่พืชต้องการ แบ่งเป็น ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ดังนี้

1) ธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแตสเซียม (K) หรือเรียกสั้นๆว่า NPK คือสารอาหารสำหรับพืชมีความต้องการมากและมีอยู่ในดินน้อย

2) ธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม(C) กำมะถัน(S) แมกนีเซียม(Mg) เป็นสารอาหารสำหรับพืชที่สำคัญรองลงมา

3) ธาตุอาหารเสริมได้แก่ เหล็ก (Fe) โบรอน (B) แมงกานีส (Mn) ทองแดง (Cu) โมลิบดินัม (Mo)คลอรีน (Cl) สังกะสี (Zn) เป็นแร่ธาตุอาหารเสริมที่พืชต้องการในปริมาณไม่มากนักแต่ขาดไม่ได้เหมือนกัน

ประโยชน์ของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์มีดังนี้

1) ปุ๋ยอินทรีย์ มีธาตุอาหารครบถ้วน ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ซึ่งในปุ๋ยเคมีอาจจะไม่ได้มีครบ ทำให้พืชผลทางการเกษตรเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรง และได้รับธาตุอาหารครบถ้วน

2) ช่วยให้ดินมีสภาพเป็นกลาง ส่งผลดีในระยะยาว ส่วนการใช้ปุ๋ยเคมี จะทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดส่งผลให้เกิดการทำลายแร่ธาตุในดิน และละลายธาตุที่ไม่พึงประสงค์บางตัวในดินออกมา เช่น อะลูมิเนียมส่งผลให้พืชแคระแกร็น เกิดโรคง่าย ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ในระยะยาว

3) ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์พร้อมแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่างๆ ให้กับดิน และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในธรรมชาติ ส่งผลให้สิ่งเหล่านี้ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

4) ทำให้ดินร่วนซุย มีโครงสร้างโปร่ง อุ้มน้ำและธาตุอาหารได้ดี เหมาะกับการทำเกษตรในทุกๆ รูปแบบ และไม่เกิดสารตกค้างต่างๆ ภายในดินพร้อมกันนี้ยังค่อยๆ ปล่อยธาตุอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ให้กับตัวดินอย่างช้าๆ

5) ปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้พืชผลต่างๆ ที่เติบโตขึ้นมาปลอดภัยจากสารเคมี และไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จึงเหมาะสมกับการเกษตรแบบอินทรีย์ ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

6) ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุต่างๆ ในดินให้กลายเป็นอาหารของพืชโดยพืชสามารถดูดซึมสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปใช้งานได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากเกินเหมือนการใช้ปุ๋ยเคมี

7) ลดการพังทลายของหน้าดิน เนื่องจากมีแร่ธาตุต่างๆ อยู่เยอะ เวลามีน้ำหลากพัดผ่านมาหน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ จะไม่โดนพัดไปหมด

8) ช่วยบำบัดน้ำเสีย กลิ่นเหม็น เศษขยะจากโรงงานปศุสัตว์ ประมง ชุมชน รวมถึงโรงงานต่างๆ ได้ดี โดยสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย จะถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งผลไปถึงชั้นบรรยากาศที่ทำให้อากาศบริสุทธิ์ทำให้พืชผลต่างๆ ที่เติบโตขึ้นมา ไม่มีส่วนผสมของสารเคมี ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ในอนาคตเมื่อบริโภคเข้าไปได้

การทำเกษตรกรรมให้ได้ผลดี มิใช่เพียงใช้ปุ๋ยอินทรีย์เท่านั้น ปุ๋ยอินทรีย์ มีผลดีต่างๆ มากก็ตาม แต่เราเองก็ยังปฏิเสธการใช้ปุ๋ยเคมีไม่ได้ ในทางหลักวิชาการและผลวิจัยในหลายๆ ส่วนแล้ว พบว่า ยังจำเป็นที่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์จึงจะได้ผลดีที่สุด

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ผักพื้นบ้าน…มีดี ขอบอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467486

รักษ์เกษตร : ผักพื้นบ้าน...มีดี ขอบอก

รักษ์เกษตร : ผักพื้นบ้าน…มีดี ขอบอก

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมทำสวนครับ อยากจะปลูกผักพื้นบ้านไว้รับประทาน และรวบรวมพันธุ์ไว้จะดีไหมครับ

ก้องศักดิ์ สวนศิลปะ

อ.นครชียศรี จ.นครปฐม

คำตอบ

ผักพื้นบ้าน หมายถึงพรรณพืชผักหรือพรรณไม้พื้นเมืองในท้องถิ่นที่ชาวบ้านนำมาบริโภค หาได้ทั่วไปในท้องถิ่น เป็นผักที่เกิดในแหล่งธรรมชาติ หนองบึง ริมน้ำ หรือชาวบ้านนำมาปลูกไว้ เพื่อความสะดวกในการเก็บประกอบอาหาร ส่วนใหญ่เป็นพืชผักที่ไม่ใช้สารเคมี จึงปลอดภัย ราคาไม่แพง อีกทั้งยังมีคุณประโยชน์มากมายมหาศาล ทั้งคุณค่าทางอาหารและสรรพคุณทางยา

ผักพื้นบ้านดีอย่างไร

1) ปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลมากนักทั้งยังไม่มีโรคและแมลงรบกวน จึงมักไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีบางชนิดมีกลิ่นเฉพาะตัว เช่น กะเพรา มะกรูด สะระแหน่ แมงลัก ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยไล่แมลงไม่ให้รบกวนพืชผักอื่นๆ มักมีขายตลอดปีและพบได้ทั่วไปในท้องถิ่นจึงได้รับประทานผักสดและราคาถูกจริงๆ เพราะไม่ต้องมีค่าขนส่ง

2) ไม่ต้องปลูกบ่อย เป็นพืชที่ขึ้นได้ง่าย เพียงแต่เก็บยอด ดอก ใบ มารับประทาน ก็จะแตกหน่อ ชูช่อใบขึ้นมาใหม่ และมีให้เลือกมากมาย หมุนเวียนรับประทานได้ทั้งปี สามารถเก็บกินได้ไม่มีหมด ทั้งยังปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง และปุ๋ย และสารเคมีอื่นๆ

3) มีคุณค่าในการสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นพืชสมุนไพร สามารถเลือกสรรพืชผักที่มีประโยชน์ และตัดสิ่งที่มีโทษออกไป อาจนำมาบริโภคเป็นยาสมุนไพร รักษาโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง โรคหัวใจ ฯลฯ โรคเหล่านี้ ป้องกันได้ด้วยการรับประทานผักพื้นบ้านราคาถูก เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจของไทย ช่วยให้ประหยัด และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น

4) ให้กากใยอาหารสูง จะช่วยดูดซับไขมัน ทำให้ไขมันดูดซึมเข้าร่างกายน้อยลง ช่วยลดระดับไขมันในเลือด ทั้งยังช่วยในการขับถ่าย ทำให้ท้องไม่ผูก ลำไส้ขับเคลื่อนกากอาหารได้ดีขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร โรคท้องผูกเรื้อรัง ฯลฯ

5) มีคุณค่าทางโภชนาการให้ธาตุอาหารหลากหลาย มีวิตามินชนิดต่างๆ สารอาหารที่พบมากในผักพื้นบ้านมีหลายชนิด ที่สำคัญๆ ได้แก่ แร่ธาตุ และวิตามิน ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย ตัวอย่างเช่น

-ผักที่มีแคลเซียมสูง เช่น ใบชะพลู ใบยอ ผักกะเฉด ยอดแค สะเดา สะแล หน่อเหรียง มะเขือพวง ขี้เหล็ก ใบเหรียง กระถิน ตำลึง ฯลฯ

-ผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย เช่น ใบย่านางผักแพว ตำลึง ยอดแค ใบกะเพรา ผักแว่น ใบแมงลัก ชะอม ฟักทอง ฯลฯ

-ผักที่มีธาตุเหล็กมาก เช่นผักกูด ขมิ้นขาว ผักแว่น ใบแมงลัก ใบกะเพรา ผักเม็ก ยอดมะกอก กระถิน ชะพลู ขี้เหล็ก ผักแขยง ฯลฯ

-ผักที่มีวิตามินซีมาก เช่นดอกขี้เหล็ก ยอดผักฮ้วน มะรุม พริก ยอดสะเดา ใบเหรียง มะระขี้นก ผักหวาน ผักเชียงดา ผักขี้หูด ฯลฯ

การนำผักพื้นบ้านประจำถิ่นมาปรุงประกอบอาหาร นับได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของไทย ในการสร้างเสริมสุขภาพและรักษาโรคโดยไม่ต้องพึ่งยาและสารเคมี ในแต่ละภาคของประเทศไทยมีผักพื้นบ้านสามารถเลือกกินได้ตลอดปี และประชาชนควรเพิ่มการกินผักพื้นบ้านให้มากขึ้น จากประโยชน์อันหลากหลายของผักพื้นบ้านนี้ ควรให้การสนับสนุน ส่งเสริมการปลูก และการบริโภคผักพื้นบ้านของไทยให้แพร่หลายยิ่งขึ้น ช่วยกันส่งเสริมการขยายพันธุ์ผักพื้นบ้านที่หายาก ที่กำลังจะสูญพันธุ์ รวมทั้งแนะนำชักชวนคนรุ่นใหม่รับประทานผักพื้นบ้านกันมากๆ เพื่อประโยชน์ในด้านสุขภาพ และอนุรักษ์พืชผักพื้นบ้านของไทยมิให้สูญพันธุ์ไป เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ผักพื้นบ้าน ให้ลูกหลานรู้จักและบริโภคกันต่อไป

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ดินปนหินดินลูกรัง..ไม่ยากอย่างที่คิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465986

x

รักษ์เกษตร : ดินปนหินดินลูกรัง..ไม่ยากอย่างที่คิด

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ที่ไร่ของผมส่วนใหญ่เป็นดินปนหินและดินลูกรังครับ จะปลูกอะไรก็ไม่ค่อยขึ้น ขอทราบวิธีแก้ปัญหานี้ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

ขจรศักดิ์ สุวรรณอัปสร

อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา

คำตอบ

ดินปนหินและดินลูกรังเป็นดินที่มีปริมาณของหน้าดินน้อยมีธาตุอาหารต่ำ ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชใดๆ เลย การปลูกพืชในดินลูกรังจึงเป็นไปได้ยาก จะต้องมีการลงทุนปรับปรุงบำรุงดินให้มีคุณภาพเสียก่อน จึงจะมีความเหมาะสมต่อการปลูกพืชได้

แนวทางปรับปรุงบำรุงดินปนหินและดินลูกรังมีวิธีดังนี้

1. หาแหล่งน้ำในการทำการเกษตรเพราะพื้นที่ดินลูกรังส่วนใหญ่จะเป็นเป็นพื้นที่เขาซึ่งขาดน้ำ จึงต้องขุดสระกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งเป็นลำดับแรก

2. งดใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชโดยเด็ดขาดและให้ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักเท่านั้นเพราะปุ๋ยเคมีจะทำให้ดินยิ่งเสื่อมหนักไปกว่าเดิม

3. กำจัดวัชพืช โดยใช้วิธีการตัดหรือถาง แล้วนำเศษวัชพืชมาทำเป็นปุ๋ยหมักเพื่อใส่ต้นพืชที่จะปลูกต่อไป

4. ปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน เพื่อสร้างพื้นดินให้ไส้เดือนสามารถอยู่ได้จะได้ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น

5. ปลูกต้นกล้วย เพื่อสร้างร่มเงาให้กับไม้ยืนต้นที่จะปลูกก่อนเป็นพืชแรก

6. รดน้ำและใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อรักษาความชื้นของดิน

7. ปลูกไม้ยืนต้นและไม้ผลต่างๆ เมื่อต้นกล้วยโตแล้ว โดยต้องขุดหลุมให้กว้างกว่าปกติแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก จากนั้นให้คลุมโคนต้นด้วยเศษหญ้าเพื่อรักษาความชื้นของดิน

8. ปลูกพืชแบบผสมผสานเพื่อให้ต้นไม้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

9. ทำการกำจัดวัชพืช เมื่อวัชพืชต่างๆ สูงขึ้นมากเกินไป ให้ทำการทับให้วัชพืชนั้นๆ ล้มลงไป เพื่อให้หญ้าและวัชพืชต่างๆ ยังคงรักษาความชื้นในดินได้และเศษหญ้ายังย่อยสลายกลายเป็นหน้าดินต่อไป

10. งดให้น้ำเป็นบางช่วงเมื่อต้นไม้เริ่มโตขึ้นแล้ว ให้งดให้น้ำบ้าง เพื่อหัดให้ต้นไม้สามารถหากินได้เอง แต่ต้องทำการใส่ปุ๋ยให้ปีละประมาณ 2-3 ครั้ง

การจัดการดินปนหินและดินลูกรังให้เหมาะสมต่อการปลูกพืช มีหลักที่สำคัญคือ การรักษาความชื้นในดินโดยการปลูกพืชคลุมดินการคืนชีวิตให้กับดินโดยการเลี้ยงไส้เดือนดิน การใช้ปุ๋ยหมักการสร้างหน้าดินโดยการทับหญ้าให้หญ้าย่อยสลายกลายเป็นหน้าดินและการปรับปรุงฟื้นฟูสภาพดินปนหินและดินลูกรัง จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการลงทุน ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ใจต้องรักและอดทนนะครับ

นาย รัตวิ