รักษ์เกษตร

All posts tagged รักษ์เกษตร

รักษ์เกษตร : ดินลูกรัง ก็ปลูกพืชได้งาม

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397637

x

รักษ์เกษตร : ดินลูกรัง ก็ปลูกพืชได้งาม

วันอังคาร ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ที่ไร่นาของผม เป็นดินลูกรังครับ ปลูกอะไรไม่ค่อยงามเลย ขอคำแนะนำในการปรับสภาพดิน และวิธีปลูกพืชให้สำเร็จด้วยครับ

นฤเบศร์ กรุงเจริญ

อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

คำตอบ

ดินลูกรัง เป็นดินที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืช เพราะมีปริมาณดินน้อย มีธาตุอาหารต่ำ การปลูกพืชในดินลูกรังจึงเป็นไปได้ยาก จะต้องปรับปรุงคุณภาพของดินให้มีความเหมาะสมต่อการปลูกพืชเสียก่อน

หลักการในการปลูกพืชในดินลูกรัง จะต้องมีการจัดการดินลูกรังให้เหมาะสมต่อการปลูกพืชที่ดี โดยให้ยึดหลักการ 3 ประการคือ 1).การรักษาความชื้นในดิน โดยการปลูกพืชคลุมดิน 2) การคืนชีวิตให้กับดิน โดยการเลี้ยงไส้เดือนดิน และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 3) การสร้างหน้าดินโดยการทับหญ้าให้หญ้าย่อยสลายกลายเป็นหน้าดิน

การปลูกพืชในดินลูกรัง มีวิธีดังนี้

1.หาแหล่งน้ำพื้นที่ดินลูกรังส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่เขาซึ่งขาดน้ำ ให้ขุดสระกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการทำการเกษตร

2.งดใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชโดยเด็ดขาด ให้กำจัดวัชพืชออกให้หมด โดยใช้วิธีการตัดหรือถาง แล้วนำเศษวัชพืชมาทำเป็นปุ๋ยหมัก เพื่อใส่ต้นพืชที่จะปลูกต่อไป

3.ให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ห้ามใช้ปุ๋ยเคมีโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ดินยิ่งเสื่อมลงไปกว่าเดิม

4.เลี้ยงไส้เดือน ให้สร้างพื้นดินให้ไส้เดือนสามารถอยู่ได้โดยทำการปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นและต้องรดน้ำทุกวัน

5.ปลูกกล้วย เพราะกล้วยน้ำหว้าเป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด ทั้งยังช่วยสร้างร่มเงาให้กับไม้ยืนต้นที่จะปลูกเป็นพืชแรกอีกด้วยเมื่อต้นกล้วยโตให้ทำการปลูกไม้ยืนต้นและไม้ผลต่างๆ โดยต้องขุดหลุมให้กว้างกว่าปกติแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก จากนั้นให้คลุมโคนต้นด้วยเศษหญ้าเพื่อรักษาความชื้นให้กับดิน

6.ให้ทำการปลูกพืชแบบผสมผสานเพื่อให้ต้นไม้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

ที่สำคัญ การกำจัดวัชพืช ให้สับทิ้งทำการทับถมกันไป โดยให้ล้มต้นวัชพืชลงไปบนพื้นดิน เพื่อให้หญ้าและวัชพืชต่างๆ ยังคงรักษาความชื้นในดินได้และเศษหญ้าจะค่อยๆ ย่อยสลายกลายเป็นหน้าดินต่อไปเมื่อต้นไม้หลักที่ปลูกไว้เริ่มโตขึ้น ให้ทดลองงดให้น้ำเป็นบางช่วงเพื่อเป็นการหัดให้ต้นไม้สามารถพึ่งตนเองได้ โดยไม่ต้องคอยให้ความช่วยเหลือแต่ต้องทำการใส่ปุ๋ยให้ปีละประมาณ 2-3 ครั้ง หลังจากนั้นไม่นานนัก ดินลูกลัง ก็จะกลายเป็นดินที่มีสภาพดี ปลูกพืชได้ทุกชนิดได้ผลเป็นอย่างดี นะครับ

โครงการไทยนิยม ยั่งยืน เป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากแนวคิด “โครงการประชารัฐ” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างยั่งยืนในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณลงไปในแต่ละพื้นที่อย่างเท่าเทียม ตามความต้องการของประชาชน เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศ พร้อมให้ประชาชนตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในการมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศ

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร เป็น 1 ใน 20 โครงการภายใต้การขับเคลื่อน โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการจัดสรรวงเงินงบประมาณ พ.ศ.2561 เพิ่มเติม (งบกลางปี) เพื่อสนับสนุนและพัฒนาการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ภาคการเกษตรทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณการรวบรวมยางพาราและเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปยางพาราขั้นต้นและขั้นกลางของสถาบันเกษตรกร ตามนโยบายรัฐบาล และในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการชะลอผลผลิตออกสู่ตลาดจากการจัดเก็บยางพารา พัฒนาการแปรรูปผลผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่ายางพาราของสถาบันเกษตรกร

สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จังหวัดชลบุรี เป็นหนึ่งสหกรณ์ที่ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยสหกรณ์ฯเสนอขอโครงการก่อสร้างโรงเรือนอเนกประสงค์ สนับสนุนการผลิตยางแท่ง STR 20 และโครงการก่อสร้างโกดังเก็บยางก้อนถ้วยพร้อมชุดสายพานลำเลียงยางก้อนถ้วย ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านสำนักงานสหกรณ์จังหวัดชลบุรี เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิม 80 ตัน/วันเป็น 160 ตัน/วัน รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการรวบรวมผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 28,000 ตัน/ปี และเป็นการสร้างเสถียรภาพด้านราคายางพารา สามารถขยายโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพารา สนองรับตามนโยบายของรัฐบาล ให้สถาบันเกษตรกรเป็นแหล่งจัดเก็บและรวบรวมสร้างเสถียรภาพด้านราคายางพาราเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพารา เพื่อช่วยเหลือสมาชิกผู้ปลูกยางพาราได้รับประโยชน์สูงสุด

นายประชา ทรัพย์พิพัฒนา ประธานกรรมการสหกรณ์กองทุนสวนยางบ่อทอง จำกัด บอกว่า การก่อสร้างโรงงานผลิตยางแท่ง STR 20 จะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางพารา ให้สามารถนำผลผลิตป้อนเข้าสู่โรงงานขายผลผลิตได้ในราคายุติธรรม ได้รับเงินปันผลเฉลี่ยคืนตามธุรกิจส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนเพิ่มศักยภาพของสหกรณ์ฯในการดำเนินธุรกิจยางพาราในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สหกรณ์กองทุนส่วนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด ดำเนินธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจจัดสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจสินเชื่อ และธุรกิจรวบรวมยางพารา ซึ่งมีแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ธุรกิจรวบรวมยางแผ่นดิบ ธุรกิจรวบรวมน้ำยาง และธุรกิจแปรรูปยางแผ่นรมควัน (RSS) จากเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อนำมาแปรรูปเป็นยางแผ่นอัดก้อนส่งตลาดต่างประเทศ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และไต้หวัน ส่วนตลาดภายในประเทศ สหกรณ์ฯผลิตยางป้อนให้บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำของไทย อาทิ บริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท แม็กซิส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท สยามมิชลิน จำกัด บริษัท ซูมิโตโมรับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท โยโกฮามา ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง(ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในส่วนประกอบของรถยนต์อีกด้วย

นาย รัตวิ

Advertisements

รักษ์เกษตร : วิธีการหมักปุ๋ยคอกจากมูลวัว

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396240

x

รักษ์เกษตร : วิธีการหมักปุ๋ยคอกจากมูลวัว

วันอังคาร ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ปุ๋ยคอกใช้ยากเหมือนกันนะครับ ผมเคยใช้แล้ว ต้นไม้ของผมมีใบเหลืองซีด และตายไปเลย ขอทราบวิธีใช้ที่ถูกต้องด้วยครับ

ศิริชัย สุริยะธานนท์

อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

คำตอบ

ปุ๋ยคอก มีหลายชนิด ได้แก่ ปุ๋ยมูลวัว ปุ๋ยมูลไส้เดือน ปุ๋ยมูลหมู ปุ๋ยมูลไก่ ปุ๋ยมูลค้างคาว ปุ๋ยน้ำที่หมักจากเศษใบไม้หรือเศษพืชผักผลไม้และปุ๋ยที่หมักจากเศษปลาหรือหอยเชอรี่ แต่ปุ๋ยที่หาได้ง่ายที่สุดคือ ปุ๋ยคอกมูลวัว ที่สำคัญคือ การนำปุ๋ยคอกมาใช้อาจนำไปใส่พืชได้เลย ทั้งที่ยังเปียกหรือสดอยู่แต่กว่าที่ปุ๋ยคอกนั้น จะย่อยสลายต้องใช้เวลานาน กว่าที่พืชจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ปุ๋ยคอกสดที่นำไปใช้กันนั้น ยังไม่ผ่านกระบวนการย่อยสลาย มีธาตุอาหารมากก็จริง แต่พืชจะยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ เนื่องจากจุลินทรีย์ในดินจะดึงไนโตรเจนจากพืชมาช่วยในการย่อยสลายปุ๋ยคอก จึงทำให้พืชขาดไนโตรเจนในช่วงนั้น จนเป็นสาเหตุให้พืชนั้น เกิดมีใบเหลืองซีดได้ ดังนั้น ก่อนจะนำปุ๋ยคอกไปใช้ ควรหมักปุ๋ยคอก หรือนำไปตากให้แห้งเสียก่อน เพื่อที่พืชจะสามารถนำธาตุอาหารที่อยู่ในปุ๋ยคอกหมักไปใช้ได้เลย

แนวทางการทำปุ๋ยคอกหมักตามภูมิปัญญาชาวบ้านที่ทำกันมา สามารถนำวิธีการเหล่านี้ไปปรับใช้ต่อไป

1. การเตรียมวัสดุอุปกรณ์

1) ปุ๋ยมูลวัว1 ส่วน (1 กระสอบ)

2) แกลบ 1 ส่วน (1 กระสอบ)

3) รำ 1 ส่วน (1 กระสอบ)

4) น้ำ EM 1 ลิตร

5) กากน้ำตาล 1 ลิตร

6) น้ำสะอาด 25 ลิตร

2. ขั้นตอนการทำ

1) ให้นำปุ๋ยคอกมูลวัวไปตากแดดให้แห้งเกลี่ยให้ทั่ว ตากแดดทิ้งไว้ 1-2 วัน ถ้าปุ๋ยคอกที่ได้มาแห้งแล้ว ก็ไม่ต้องตากแดด

2)เตรียมส่วนผสม ปุ๋ยมูลวัว รำ และข้าวเปลือก อัตราส่วน 1:1:1 เทส่วนผสมทั้งหมดลงพื้นใช้จอบเกลี่ยคลุกเคล้าให้เข้ากัน เมื่อเข้ากันแล้ว ให้เติมน้ำ EM และกากน้ำตาล ผสมน้ำให้เข้ากันนำไปรดที่กองปุ๋ยคอกให้ใช้บัวรดน้ำจากนั้นใช้จอบคลุกเคล้าให้เข้ากัน ลองใช้มือบีบดู ต้องไม่แห้งหรือไม่เปียกเกินไป

3)ให้ตักใส่ไว้ในกระสอบ ตั้งไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก ให้สังเกตดังนี้ในวันแรกปุ๋ยคอกร้อนมาก ต้องเปิดปากกระสอบให้ความร้อนของตัวปุ๋ยระบายออกไปผ่านไป 2 วัน เริ่มหายร้อนแล้ว ตัวปุ๋ยเริ่มมีการย่อยสลาย สังเกตว่าจะมีฝ้าขาวๆ อยู่ทั่วไปผ่านไป 3 วัน บางส่วนเริ่มย่อยสลายแล้วผ่านไป 5 วัน ลองใช้มือบีบ จะพบว่าเป็นขุยผง ผ่านไป 7 วัน ลองใช้มือบีบ สังเกตดูว่าจะมีฝุ่นคลุ้งหลังจากนั้น หมักต่ออีกประมาณ 1 อาทิตย์ก็สามารถนำไปใช้ได้

ปุ๋ย เป็นอาหารของพืช ที่ทำให้พืชผักผลไม้เจริญงอกงาม การทำเกษตรอินทรีย์ ก็ต้องใช้ปุ๋ย ปุ๋ยที่ดีมีคุณภาพต้องเป็นปุ๋ยที่มาจากธรรมชาติเท่านั้นเรามาร่วมกันสร้างสังคมที่ยั่งยืน ให้เป็นสังคมเกษตรอินทรีย์ นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ เรื่องที่น่ารู้

Published March 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394714

x

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ เรื่องที่น่ารู้

วันอังคาร ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมสงสัยว่า ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ มีความแตกต่างกันอย่างไร ครับ

ปัญญา นาน่วมเจริญ

อ.เมือง จ.พิษณุโลก

คำตอบ

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ เป็นระบบทางการผลิตเกษตรแบบธรรมชาติจะเน้นการนำวัสดุอินทรีย์ที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้ในการผลิตพืชและสัตว์ เพื่อลดการนำปัจจัยการผลิตจากภายนอกมาใช้ให้น้อยที่สุด ซึ่งเป็นระบบแบบพึ่งพาตนเองพยายามลดต้นทุนปัจจัยการผลิตต่างๆหรือซื้อให้น้อยที่สุด แต่เน้นการผลิตโดยปัจจัยการผลิตเหล่านี้ ด้วยตนเองในไร่นาของตน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ จึงเป็นทางออกสำคัญในระบบการผลิตแบบเกษตรธรรมชาติ รวมทั้งเกษตรอินทรีย์ด้วย

เกษตรกร ได้มีความพยายามในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยชีวภาพ เพื่อให้การผลิตพืชหรือสัตว์มีคุณภาพดีขึ้นเมื่อคุณภาพของดินดีขึ้น ดินมีการอุ้มน้ำและความชื้นดีขึ้น เกิดระบบการถ่ายเทอากาศที่เหมาะสม จะทำให้ธาตุอาหารในพืชไม่สูญเสียไปจากระบบนิเวศในดินได้ง่าย ทั้งหมดนี้ เป็นการลดต้นทุนจากการนำปัจจัยการผลิตที่มีราคาแพง เช่น ปุ๋ยเคมี ได้เป็นอย่างดี

ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ เป็นปุ๋ยที่ช่วยเพิ่มเติมธาตุอาหารของพืชและอาหารสัตว์กลับคืนสู่ระบบนิเวศในดิน เป็นการนำวัสดุอินทรีย์ต่างๆ กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง ช่วยการปรับปรุงดินให้มีคุณสมบัติดีขึ้น โดยมีการเพิ่มเติมปริมาณอินทรียวัตถุกลับคืนสู่ดิน ทำให้ดินมีชีวิต

ปุ๋ยอินทรีย์ คือปุ๋ยที่ทำจากอินทรียวัตถุ ซึ่งผลิตด้วยวิธีทำให้ชื้น สับ หมัก บด ร่อน สกัด หรือด้วยวิธีการอื่นๆ เพื่อทำให้วัตถุอินทรีย์ย่อยสลายสมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพของดิน ส่งเสริมการปลดปล่อยธาตุอาหารให้เพียงพอ ให้พืชสามารถนำไปสร้างผลผลิตให้มีคุณภาพได้ ชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน แหนแดง และปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงต่างๆ รวมทั้งเศษวัสดุอินทรีย์เหลือทิ้งจากโรงงานแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรอีกด้วย

ปุ๋ยชีวภาพ คือปุ๋ยที่ได้จากการนำจุลินทรีย์ที่มีชีวิต มีความสามารถในการสร้างธาตุอาหาร หรือช่วยให้ธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์กับพืช มาใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน ทั้งทางชีวภาพ ทางกายภาพ หรือชีวเคมี ทั้งยังรวมถึงหัวเชื้อจุลินทรีย์อีกด้วย ปุ๋ยชีวภาพช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืช ช่วยสร้างอาหารให้พืช แต่ไม่มีธาตุอาหารในตัวมันเอง เมื่อปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาให้พืชได้ ในรูปที่พืชนำไปใช้ได้ ปุ๋ยชีวภาพที่มีการศึกษาและรวบรวมข้อมูลไว้  มีหลายชนิดด้วยกัน ชนิดของปุ๋ยชีวภาพ ได้แก่ ไรโซเบียม อะโซโตแบคเตอร์ สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินแหนแดง เชื้อราไมคอร์ไรซ่า เชื้อราไตรโคเดอร์มา จุลินทรีย์ละลายฟอสเฟต และจุลินทรีย์เร่งปุ๋ยหมัก

ปุ๋ยทั้งสองชนิดนี้ เหมือนกัน มีประโยชน์ที่ใช้ก็เหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันที่กระบวนการทำหรือกระบวนการผลิตเท่านั้น และที่สำคัญคือ ปุ๋ยทั้งสองชนิดนี้ ต่างมุ่งการเป็นมิตรต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของมนุษย์

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพในการปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยาวนาน และเป็นทางเลือกที่สำคัญมากสำหรับเกษตรกร การใช้ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพกันทั่วไปมีมากบ้างน้อยบ้าง และต่างก็ประสบปัญหาอยู่พอสมควร ดังนั้นต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ทั้งทางด้านวิชาการ กรรมวิธีการผลิต การใช้ประโยชน์ รวมทั้งการเก็บรักษา จะมีประโยชน์อย่างยิ่งที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการหันมาใช้ปุ๋ยเหล่านี้กัน อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : แนวทางการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

Published February 6, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393279

x

รักษ์เกษตร : แนวทางการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

วันอังคาร ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากจะกำจัดศัตรูพืช โดยวิธีเกษตรธรรมชาติมีอะไรบ้าง และทำอย่างไรครับ ขอบคุณครับ

ขวัญชัย รัตนวิทยาการ

อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

คำตอบ

ปัญหาศัตรูพืชที่เกษตรกรประสบอยู่ทุกวันนี้ สามารถป้องกันและกำจัดศัตรูพืชได้ โดยไม่ใช้สารเคมี ซึ่งมีแนวทางให้เลือกใช้หลายแนวทาง ตามความเหมาะสม ศัตรูพืช อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ 1) วัชพืช 2) โรคพืช และ 3) แมลงศัตรูพืช มีแนวทางการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชได้ดังนี้

การป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช มีแนวทางดังนี้

1. การป้องกันและกำจัดโดยวิธีกล เป็นการใช้มือจับแมลงมาทำลาย การใช้มุ้งตาข่าย การใช้กับดักแสงไฟ และการใช้กับดักกาวเหนียว

2. การป้องกันและกำจัดโดยวิธีเขตกรรม เป็นการดูแลรักษาแปลงให้สะอาดการหาช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการปลูกพืชการเก็บเกี่ยวพืชเพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายของโรคและแมลงการใช้ระบบการปลูกพืช เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชแซมการจัดการให้น้ำ และการใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชเพื่อลดการทำลายของโรคและแมลง

3. การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยชีวะวิธี เป็นการใช้ประโยชน์จากแมลงศัตรูธรรมชาติ ได้แก่

1) ตัวเบียน หรือแมลงเบียน ที่อาศัยแมลงศัตรูพืชเพื่อการดำรงชีวิต และการสืบพันธุ์ ซึ่งทำให้แมลงศัตรูพืชตายในระหว่างการเจริญเติบโต

2) ตัวห้ำ หรือแมลงห้ำ เป็นแมลงที่ดำรงชีวิตโดยการกินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหาร เพื่อการเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิต ตัวห้ำพวกนี้ มีหลายชนิด และมีการขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว

3) สัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ สัตว์ปีก เช่น นก สัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู กิ้งก่า สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น กบ

4) สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น แมงมุม

5)เชื้อโรค เป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้แมลงศัตรูพืชเป็นโรคตาย เช่น เชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา โปรโตซัว ไส้เดือนฝอย จะช่วยทำลายแมลงศัตรูพืชได้มาก

4. การป้องกันโดยใช้พันธุ์พืชต้านทาน

5. การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยใช้สมุนไพร

การป้องกันและกำจัดวัชพืช มีแนวทางดังนี้

1. ใช้วิธีการถอน ใช้จอบถาง หรือใช้วิธีการไถพรวนซึ่งเป็นแบบง่ายๆ ที่ใช้กันอยู่

2. ใช้วัสดุคลุมดิน เป็นการปกคลุมผิวดิน โดยใช้วัสดุตามธรรมชาติ ได้แก่ เศษซากพืช วัสดุเหลือใช้ในการเกษตร ฟางข้าว ตอซังพืช หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง ต้นถั่ว ขุยมะพร้าว กากอ้อย แกลบ หรือพลาสติกที่ผลิตขึ้นสำหรับการคลุมดินโดยเฉพาะ ซึ่งวิธีนี้ จะช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ และเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินด้วย

3. ปลูกพืชคลุมดิน เป็นการปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินในสวนไม้ผล หรือปลูกพืชต่างๆ เช่น ผัก ไม้ดอก สมุนไพร แซมในสวนไม้ผล ก็ได้เช่นกัน

การทำเกษตรธรรมชาติ เกษตรกรอาจประสบปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช เกษตรกรควรแก้ปัญหาเหล่านี้โดยวิธีการป้องกันและกำจัดวิธีต่างๆ ผสมผสานกันไป แต่ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเมื่อทำเกษตรธรรมชาติไปสักระยะหนึ่ง ดินจะดีขึ้น ต้นพืชก็จะเจริญเติบโตดีขึ้น ทำให้ต้นพืชแข็งแรง และยังมีแมลงที่เป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น ก็จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชให้โดยธรรมชาตินะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : สะเดา ประโยชน์และวิธีทำ

Published January 31, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391722

x

รักษ์เกษตร : สะเดา ประโยชน์และวิธีทำ

วันอังคาร ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ที่บ้านผมมีต้นสะเดามากมายครับ อยากจะเอามาทำน้ำฉีดพ่นโรคและแมลง แต่ทำไม่เป็น ขอทราบประโยชน์และวิธีทำด้วยครับ

ฉัตรชัย สายสงคราม

อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา

คำตอบ

การใช้สารสกัดจากพืช พืชที่นิยมนำมาใช้สกัดเป็นสารควบคุมโรคและแมลง และใช้เป็นสารไล่แมลงคือ สะเดา เนื่องจากในสะเดามีสารที่มีคุณสมบัติช่วยในการป้องกันและกำจัดแมลงได้ จะไปช่วยฆ่าแมลงบางชนิดได้ ทำให้แมลงไม่กินอาหาร มีการเจริญเติบโตผิดปกติ หยุดการเจริญเติบโตและระบบย่อยอาหารของแมลง และหยุดการวางไข่และการลอกคราบของแมลง ทั้งยังเป็นพิษต่อไข่ของแมลง และทำให้ไข่ไม่ฟักอีกด้วย

เหตุผลที่สะเดาเป็นพืชที่เหมาะสมในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

เพราะสารสกัดจากสะเดาไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้และสัตว์เลี้ยง มีการสลายตัวในสภาพธรรมชาติได้เร็ว จึงไม่เกิดปัญหาพิษตกค้างในพืช ผลผลิตทางการเกษตร และสภาพแวดล้อม ทำให้สารสกัดจากสะเดามีประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ต่อโรคพืชและแมลงศัตรูพืช ทั้งยังไม่เป็นอันตรายต่อแมลงที่เป็นมิตรต่อพืช เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน แมงมุม และสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ในระบบนิเวศวิทยาทางการเกษตร เช่น นก กบ เขียด ปลา อีกด้วย นอกจากนี้แล้ว สะเดา ยังเป็นพืชปลูกง่ายและโตเร็ว ให้ผลผลิตมาก และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในระยะเวลานาน

พืชผักที่ใช้สารสกัดจากสะเดาได้ผล ได้แก่ ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักกาดหอม กะหลํ่าปลี กะหลํ่าดอก แตงกวา แตงโม แตงเทศ มะเขือเทศ มะเขือยาว หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน พริกขี้หนู ตำลึง มะกรูด และมะนาว เป็นต้น

วิธีทำสารสกัดจากสะเดา วิธีที่ง่ายและไม่ยุ่งยากคือ การสกัดด้วยน้ำ ให้ใช้เอาผลสะเดา หรือใบสะเดาที่บดแล้ว 1 กิโลกรัม แช่ในนํ้า 20 ลิตร ทิ้งค้างคืนไว้ 1 คืน นำไปฉีดพ่น โดยควรสังเกตพืชที่ฉีดพ่นด้วย พืชบางชนิดเมื่อได้รับสารนี้แล้ว อาจเกิดอาการใบไหม้เหี่ยวย่น หรือต้นแคระแกร็น ควรจะงดใช้สารสกัดจากสะเดาทันที

ชนิดของแมลงที่สามารถกำจัดได้ด้วยสะเดา มีดังนี้

1.ชนิดของแมลงที่ใช้แล้วได้ผลดี ได้แก่ หนอนม้วนใบ หนอนใยผัก หนอนกัดกินใบ หนอนกระทู้ หนอนเจาะยอด หนอนชอนใบ หนอนหนังเหนียว และหนอนหัวกะโหลก

2.ชนิดของแมลงที่ใช้แล้วได้ผลปานกลาง ได้แก่ เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยอ่อน หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนต้นกล้าถั่ว แมลงหวี่ขาว และแมลงวันทอง

3.ชนิดของแมลงที่ใช้แล้วได้ผลน้อย ได้แก่ หนอนเจาะฝักถั่ว เพลี้ยไฟ ไรแดง มวน และด้วงชนิดต่างๆ

ผลพลอยได้จากการผลิตสารสกัดสะเดา กากที่เหลือจากการสกัดออกมาแล้ว เรียกว่า กากสะเดา ยังพบว่า มีธาตุอาหารอยู่หลายชนิด คือ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โปตัสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) และมักเนเซียม (Mg) นอกจากนั้น ยังประกอบด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต สามารถนำเอากากสะเดามาผึ่งให้แห้ง แล้วนำไปใช้เป็นปุ๋ยทำให้ดินดีขึ้นอีกด้วย นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยคอกหมักทำง่าย ใช้เอง

Published January 31, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390269

x

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยคอกหมักทำง่าย ใช้เอง

วันอังคาร ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมใช้ปุ๋ยคอกเป็นประจำ บางครั้งก็ไม่ค่อยได้ผลดี แต่ทราบว่ามีการทำปุ๋ยคอกหมักใช้กันได้ผลดี ขอทราบวิธีทำด้วยครับ

แสงศร แดงสุวรรณ

อ.เมือง จ.นครพนม

คำตอบ

การทำปุ๋ยคอกหมัก ทำมาจากปุ๋ยกลุ่มของปุ๋ยธรรมชาติ ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ได้จากมูลสัตว์ เช่น มูลวัว มูลไก่ มูลสุกร มูลค้างคาว มาเป็นสารหลักในการทำปุ๋ยคอกหมักที่สามารถใช้อย่างต่อเนื่อง ใช้ได้ทั้งพืชสวนและพืชไร่ โดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อต้นไม้และพื้นดิน

ประโยชน์ของการทำปุ๋ยคอกหมักอาจจะทำไว้ใช้เองในครัวเรือน หรือทำในพื้นที่การเกษตรของตัวเอง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างมาก ยังช่วยเพิ่มผลิตและปรับระบบนิเวศในแปลงเกษตรให้มีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิมด้วย

วิธีการทำปุ๋ยคอกหมักมีดังนี้

1. ขั้นเตรียมส่วนผสม

1) ปุ๋ยคอก (มูลวัว มูลไก่ มูลสุกร มูลค้างคาว หรือมูลอื่นๆ) จำนวน 1 ส่วน ที่หาได้ในพื้นที่เกษตรของตัวเอง

2) แกลบดำหรือแกลบเผา 1 ส่วน

3) รำ อย่างละเอียด 1 ส่วน

4) น้ำ EM ปริมาณ 1 ลิตรต่อปุ๋ยคอก 1 ส่วน

5) กากน้ำตาล 1 ลิตรต่อปุ๋ยคอก 1 ส่วน

6) น้ำสะอาด 25 ลิตรต่อปุ๋ยคอก 1 ส่วน

2. ขั้นตอนการทำปุ๋ยคอกหมัก

1) นำปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ไปตากแดดให้แห้งสนิทโดยใช้ผ้ากระสอบปูกับพื้นราบกลางแจ้ง เทปุ๋ยคอกที่เตรียมไว้ลงไป เกลี่ยให้กระจายออกจากกัน ถ้าก้อนใหญ่ต้องทุบ ไม่ให้เป็นก้อน ตากทิ้งเอาไว้กลางแดด 2 วัน

2) เมื่อปุ๋ยคอกแห้งสนิทดีแล้ว ให้เอามาคัดแยกสิ่งแปลกปลอมออกไปให้หมด เช่น ใบไม้กิ่งไม้ พลาสติก เชือก เศษผงต่างๆ เป็นต้น

3) นำปุ๋ยคอกมาคลุกเคล้าให้เข้ากันดีกับรำและแกลบ โดยใช้จอบเกลี่ยไปมาทีละน้อย ต้องคลุกให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวส่วนผสมเป็นสิ่งสำคัญมากและมีผลต่อคุณภาพของปุ๋ยคอกหมักที่ได้ด้วย

4) นำปุ๋ยคอกมาผสมกับน้ำ EM กากน้ำตาลและน้ำสะอาด ให้เข้าด้วยกัน ให้ผสมลงในถังขนาดใหญ่ แล้วใช้ฝักบัวรดน้ำตักขึ้นมาทีละน้อย ราดลงบนส่วนผสมแห้งที่คลุกเคล้าเอาไว้ เมื่อเทส่วนผสมของน้ำไปรอบหนึ่งแล้ว ให้ใช้จอบคลุกเคล้ารอบหนึ่ง ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ส่วนผสมที่มีความชื้นแบบหมาดๆ อย่างทั่วถึง

5) ถ้าหมักในกระสอบ ให้นำส่วนผสมตักใส่ในกระสอบ ตั้งไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ถ้าหากต้องการหมักในบ่อดิน ก็ต้องขุดบ่อสี่เหลี่ยมเตรียมเอาไว้ก่อน แล้วใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงบ่อปิดทับด้วยผ้าใบหรือหญ้าฟางอีกทีหนึ่ง

3. ขั้นตอนการนำปุ๋ยคอกหมักไปใช้งาน

ปุ๋ยคอกหมักที่ได้นี้ จะต้องหมักบ่มไว้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จึงจะนำไปใช้งานได้ โดยสังเกตและตรวจสอบทันทีเมื่อครบเวลา 2 สัปดาห์ หากปุ๋ยที่ได้ มีสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงดำ มีเนื้อปุ๋ยเป็นแบบร่วนซุยไม่เกาะกันเป็นก้อน ระดับความร้อนของปุ๋ยใกล้เคียงกันทั้งหมด ไม่มีส่วนไหนร้อนหรือเย็นไปมากกว่ากัน และมีกลิ่นฉุนมากขึ้น ก็หมายความว่า ได้เกิดการย่อยสลายเกิดขึ้นภายในแล้ว สามารถนำไปใช้ได้ตามต้องการ

คุณภาพของปุ๋ยคอกหมักที่ได้นั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของปุ๋ยคอกที่นำมาใช้ ความพิถีพิถันในขั้นตอนการทำ และสภาพแวดล้อมระหว่างการหมักบ่ม และที่สำคัญจะต้องหมั่นสังเกตลักษณะของปุ๋ยคอกหมักที่ทำทุกขั้นตอนด้วยนะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ธาตุอาหาร กับการเจริญเติบโตของพืช

Published January 30, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/388800

x

รักษ์เกษตร : ธาตุอาหาร กับการเจริญเติบโตของพืช

วันอังคาร ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถามขอทราบความรู้ความเข้าใจเรื่องธาตุอาหารพืชด้วยครับ

คมสรณ์ โชติสว่าง

อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

คำตอบ

ธาตุอาหารพืชมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช นอกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และออกซิเจนแล้ว ยังมีธาตุอาหารพืชในดินอีก 14 ชนิด ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) ธาตุอาหารหลัก 2) ธาตุอาหารรอง และ 3) ธาตุอาหารเสริม

ธาตุอาหารหลักประกอบด้วยธาตุอาหารพืช 3 ชนิด คือ

1.ธาตุไนโตรเจน (N)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยในการเจริญเติบโตของพืช ช่วยทำให้พืชใบเขียวตั้งตัวได้ โดยไนโตรเจนยังเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์พืชในการสร้างโปรตีน ช่วยในกระบวนการสร้างอาหารและสร้างพลังงานให้กับพืชเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคลอโรฟิลล์ ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์แสง ช่วยให้พืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว พบมากในปุ๋ยหมักและพืชตระกูลถั่ว

2. ธาตุฟอสฟอรัส (P)เป็นธาตุอาหารที่มีส่วนสำคัญที่ช่วยในการสังเคราะห์แสง มีส่วนช่วยในการผลิตแป้งและน้ำตาล ฟอสฟอรัสมีส่วนช่วยในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานทางเคมีในพืช ช่วยผลิตอาหาร มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต กระตุ้นการออกดอกและการเจริญเติบโตของรากมักพบในปุ๋ยหมัก เศษอาหารและกระดูกป่น

3. ธาตุโพแทสเซียม (K)เป็นธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินชั้นล่าง จะถูกดูดซึมโดยรากพืช มีส่วนช่วยในการสร้างโปรตีน ทำให้ผลมีคุณภาพ ลดโรคพืช โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่อยู่ในดิน วัตถุอินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์

ธาตุอาหารรองประกอบด้วยธาตุอาหารพืช 3 ชนิด คือ

1. แคลเซียม (Ca)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยในการแบ่งเซลล์ ผสมเกสร การงอกของเมล็ด มีส่วนสำคัญต่อโครงสร้างของเซลล์พืช ช่วยในการลำเลียงอาหาร ช่วยในการปรับสมดุลทั้งกรดและด่างของพืช

2.แมกนีเซียม (Mg)เป็นธาตุอาหารที่เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ ช่วยในการสังเคราะห์กรดอะมิโน วิตามิน ไขมันและน้ำตาล ช่วยในการสังเคราะห์แสง และช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต

3.กำมะถัน (S)เป็นธาตุอาหารที่เป็นองค์ประกอบของกรดอะมิโน วิตามิน และโปรตีน ช่วยสร้างคลอโรฟิลล์ ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของรากและเมล็ดพืช ทำให้พืชแข็งแรงและทนต่อความเย็น

ธาตุอาหารเสริมประกอบด้วยธาตุอาหารพืช 8 ชนิด คือ

1.โบรอน (B)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยในการสร้างสารอาหารและควบคุมสารอาหารที่จำเป็นต่อการพัฒนาการเจริญเติบโตของ
เมล็ดพันธุ์ ช่วยในการออกดอก ผสมเกสร ช่วยในการติดผลและย้ายน้ำตาลมาสู่ผล

2.ทองแดง (Cu)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยในการเจริญเติบโตของระบบสืบพันธุ์พืช ช่วยในการเผาผลาญอาหารของรากพืชและเป็นประโยชน์ต่อการใช้โปรตีนของพืช ช่วยสังเคราะห์คลอโรฟิลล์และกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์

3.คลอรีน (CI)เป็นธาตุอาหารที่พบในดิน มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับฮอร์โมนพืช ช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารสำหรับพืช

4.เหล็ก (Fe)เป็นธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างคลอโรฟิลล์ สังเคราะห์
คลอโรฟิลล์และสังเคราะห์แสง

5.แมงกานีส (Mn)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยในการทำงานของเอนไซม์ มีส่วนประกอบของคาร์บอนไดออกไซด์และการย่อยไนโตรเจน

6.โมลิบดีนัม (Mo)เป็นธาตุอาหารที่พบธาตุชนิดนี้ในดิน ช่วยในการดึงไนโตรเจนออกมาใช้งานและช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน

7.สังกะสี (Zn)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยสังเคราะห์ฮอร์โมนออกซิน คลอโรฟิลล์และแป้ง ควบคุมการย่อยน้ำตาลของพืช ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของเอนไซม์ที่มีส่วนในการควบคุมการเจริญเติบโตของพืช และจำเป็นต่อการเปลี่ยนสภาพของคาร์โบไฮเดรต

8.นิกเกิล (Ni)เป็นธาตุอาหารที่สำคัญต่อเอนไซม์ ทำหน้าที่ปลด
ปล่อยไนโตรเจนให้อยู่ในรูปที่จะนำไปใช้ได้ และยังช่วยในกระบวนการงอกของเมล็ด
อีกด้วย

ธาตุอาหารพืช เป็นธาตุที่มีความจำเป็นต่อพืช เมื่อพืชไม่ได้รับธาตุอาหาร ก็จะไม่สามารถดำรงชีพได้ เมื่อเราสามารถแก้ไขโดยให้ธาตุอาหารนั้นแก่พืช อาการขาดธาตุอาหารเหล่านั้นก็จะหายไป พืชก็จะสามารถกลับมาดำรงชีพเป็นปกติได้

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : พืชคลุมดิน ประโยชน์เหลือหลาย

Published January 30, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387320

x

รักษ์เกษตร : พืชคลุมดิน ประโยชน์เหลือหลาย

วันอังคาร ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม พืชคลุมดินมีประโยชน์มากมายเหลือเกิน ผมอยากทราบว่ามีอะไรบ้างครับ

อมรจันท์ ทรงอัปสร อ.ร้องกวาง จ.แพร่

คำตอบ

พืชคลุมดิน เป็นพืชที่มีลำต้นอ่อนเพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดรวมกัน เพื่อให้คลุมดินตลอดปี หรือชั่วระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยปลูกพืชเหล่านี้ทิ้งไว้ เพื่อยึดผิวดิน และป้องกันดินพังทลาย เวลามีฝนตกหนัก เกิดน้ำบ่า หรือมีลมแรงพัดเข้าสู่ผิวดินบริเวณนั้น การไถกลบพืชคลุมดินลงไปในดิน เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดพืชที่จะนำมาปลูกเป็นพืชคลุมดินนั้น ควรเป็นพืชที่ขึ้นง่าย ทั้งในดินดี และดินเลว มีการเจริญเติบโตเร็ว มีกิ่งก้านสาขามาก และส่วนยอดอ่อนนุ่มมีน้ำมาก พืชคลุมดินที่นิยมกัน เช่น ถั่วลาย ถั่วบราซิล คาโลโปโกเนียม คุดซู เป็นต้น

การปลูกพืชคลุมดินจะช่วยให้ต้นไม้ได้รับประโยชน์หลายประการ คือ

1. เพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เมื่อเศษกิ่งใบของพืชคลุมดินร่วงหล่นทับถมบนผิวดิน ในที่สุดจะผุพังรวมตัวกับดิน ซึ่งจะเป็นแหล่งอาหารของต้นไม้ต่อไป นอกจากนี้ ยังช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมี ทำให้เกิดธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ช่วยเพิ่มจำนวนไส้เดือนและจุลินทรีย์ในดินอีกด้วย

2. ป้องกันการชะล้างของหน้าดิน รากของพืชคลุมดิน จะหยั่งลึกลงไปในดิน และยึดเม็ดดินไว้ ทำให้ผิวดินไม่ถูกกัดเซาะได้ง่าย เมื่อมีน้ำบ่าไหลแรง หรือฝนตกหนัก การปลูกพืชตามแนวระดับ เป็นวิธีการไถพรวน หว่าน ปลูก และเก็บเกี่ยวพืชขนานไปตามแนวระดับเดียวกัน ขวางความลาดเอียงของพื้นที่ เป็นวิธีที่ช่วยอนุรักษ์ดินที่มีลักษณะเป็นเนิน หรือไหล่เขาได้วิธีหนึ่ง การทำสวนบนเนินลาด จึงจำเป็นต้องปลูกพืชคลุมดิน โดยปลูกพืชคลุมดินไว้ตามขั้นบันได จะช่วยยับยั้งความแรงของกระแสน้ำที่ไหลลงได้ จึงเป็นการป้องกันการพังทลายของดิน นอกจากนี้ ใบหรือเถาพืชคลุมดินที่เจริญอย่างหนาแน่น จะช่วยป้องกันไม่ให้เม็ดฝนที่มีขนาดโตๆ กระทบผิวดินโดยตรง อันจะเป็นการลดการชะล้างหน้าดินอีกทางหนึ่งด้วยทั้งยังช่วยป้องกันการชะของน้ำฝนที่พาเอาหน้าดิน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ไปที่อื่น พืชที่ปลูกคลุมดิน ควรเป็นพืชที่แผ่กิ่งก้านและใบไปตามผิวดินได้ดี  และรากตื้นพืชคลุมดิน จะช่วยลดอัตราการชะล้างพังทลายของหน้าดินได้ดี

3. ทำให้โครงสร้าง และสภาพของดินดีขึ้น ดินที่มีพืชคลุมดินขึ้นอยู่ จะไม่เกาะกันแน่นเหมือนดินที่ไม่มีพืชขึ้นเลย ถ้าเราเลือกพืชคลุมที่มีรากชอนไชไปในดิน และเป็นพืชที่ให้อินทรียวัตถุมาก จะทำให้ดินบริเวณนั้นร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้สะดวก และอุ้มน้ำได้ดี ทำให้ดินมีโครงสร้างเหมาะแก่การเจริญเติบโตของไม้ผล อินทรียวัตถุจากพืชคลุมดิน จะช่วยทำให้เม็ดดินเหนียวติดกันเป็นก้อนๆ มีขนาดโตกว่าปกติ ทำให้ดินร่วนขึ้น ทั้งนี้เพราะ สารที่มีลักษณะคล้ายวุ้นในอินทรียวัตถุจะมาเคลือบเม็ดดินเหนียว ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ให้เป็นก้อนโตขึ้น สารนี้ ยังช่วยทำให้เม็ดทรายในดินทรายให้ติดกันแน่น ทำให้เหนียวขึ้นมากกว่าเดิม เมื่อรวมกับซากพืชแล้ว ดินทรายก็จะอุ้มน้ำได้ดีขึ้น

4. ช่วยเก็บความชื้นให้กับดิน การปล่อยให้พืชคลุมดินคลุมตามผิวดินนั้น โดยเฉพาะพืชคลุมดินที่ปลูกในดินที่พรวนแล้วอย่างดี หลังจากฝนตกใหญ่ครั้งสุดท้าย จะช่วยให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น และช่วยลดการระเหยของน้ำ เพราะพืชคลุมดินจะช่วยบังแสงแดดไม่ให้โดนผิวดินโดยตรง นอกจากนี้อินทรียวัตถุที่หล่นปกคลุมผิวดิน จะเป็นวัตถุคลุมดินที่ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำเป็นอย่างดี พืชคลุมดิน จะช่วยดูดเอาน้ำที่จะไหลผ่านลงไปสู่ดินชั้นล่างไว้ แทนที่จะปล่อยให้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงทำให้ผิวดินชื้นอยู่เสมอ

5. ช่วยกำจัดวัชพืช พืชคลุมดินส่วนมาก จะมีใบเป็นจำนวนมาก และหล่นทับถมบนผิวดินจนแสงสว่างส่องไม่ถึงผิวดิน เมื่อเป็นเช่นนี้ วัชพืช ก็ไม่มีโอกาสงอกได้ แม้แต่วัชพืชที่ตั้งตัวได้แล้ว เช่น
หญ้าคา ถ้าเราปลูกพืชคลุมดิน เช่น ถั่วลาย ขึ้นคลุมจะทำให้หญ้าคาตายได้ เพราะถูกบังแสงแดด จนมีแสงไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

6. การใช้วัสดุธรรมชาติคลุมดินในช่วงเวลาที่หยุดพักการปลูกพืชไม่ควรปล่อยให้ดินว่างเปล่า ควรหาวัสดุมาคลุมดินไว้วัสดุที่เหมาะสำหรับคลุมดินคือ หญ้าและฟาง นอกจากจะเป็นการป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินแล้ว ยังช่วยรักษาความชื้นของดิน และยังสลายกลายเป็นปุ๋ยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินอีกด้วย

7. การปลูกพืชหมุนเวียน และปลูกพืชแซม เป็นการปลูกพืชสลับชนิดกันในพืชที่เดียวกัน เช่น การปลูกถั่วสลับกับพืชที่เราต้องการผลผลิต ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันพังทลายของดินแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้และยังช่วยบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ด้วยและการปลูกพืชแซม เป็นการปลูกพืชที่ให้ผลผลิตในพืชที่ว่างระหว่างแถวของพืชหลัก เป็นการป้องกันไม่ให้พื้นที่ว่างนั้น ถูกชะล้างพังทลาย และป้องการเจริญเติบโตของวัชพืชได้อีกด้วย

ที่สำคัญ การปลูกพืชคลุมดินช่วยปลูกป่า ป่าไม้จะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินได้เป็นอย่างดี  เพราะป่าไม้จะช่วยชะลอการไหลของน้ำ ทำให้น้ำซึมเข้าสู่ดินได้มากขึ้น และหน้าดินไม่พังทลาย  และยังช่วยให้ฝนตกตามฤดูกาล ไม่เกิดความแห้งแล้งแก่ดิน ไม่เกิดน้ำท่วม ฯลฯ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : บัวราชินีแห่งไม้น้ำ

Published January 28, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383434

x

รักษ์เกษตร : บัวราชินีแห่งไม้น้ำ

วันอังคาร ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมขอทราบถึงวิธีการปลูกบัวแต่ละชนิด ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร ด้วยครับ

สนธิชัย นาเจริญ

อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

คำตอบ

ดินปลูกดินปลูกบัวที่เหมาะสมที่สุดต้องเป็นดินที่มีธาตุโปแตสเซียมค่อนข้างสูง เช่น ดินเหนียว ดินท้องนา และดินท้องร่องสวน ไม่ควรใช้ดินที่มีซากอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายไม่หมด เพราะจะทำให้น้ำเน่าเสียได้

การเตรียมดินนำดินเหนียวไปตากแดดให้แห้งทุบย่อยให้มีขนาดเล็กลง เก็บเศษวัชพืชที่ติดมากับดินออกให้หมด จากนั้นแบ่งดินออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งนำไปผสมเพื่อทำเป็นดินปลูก อีกส่วนหนึ่งเป็นดินเปล่าๆ ไม่ต้องผสมอะไร เพื่อไว้ทำเป็นดินปิดหน้า

สูตรดินผสมจากความรู้ที่มีผู้แนะนำกันมา พอสรุปได้ดังนี้ ให้ใช้ดิน 10 ส่วนปุ๋ยคอก 1 ส่วนหินฟอสเฟต1 กำมือธาตุอาหารรอง 1 กำมือปุ๋ยคอกที่ใช้ผสมดินจะเป็นมูลสัตว์อะไรก็ได้ แต่จะต้องให้แห้งและจะต้องไม่มีวัตถุอื่นเจือปนในกรณีที่ใช้ปุ๋ยคอกเป็นมูลไก่ หรือมูลค้างคาวให้เพิ่มดินเป็น 15 ส่วน ทั้งนี้เพราะมูลทั้ง 2 ชนิดมีธาตุอาหารฟอสฟอรัสค่อนข้างสูงอาจเป็นโทษต่อบัวได้

วิธีการปลูกบัวแต่ละชนิดมีวิธีการปลูกต่างกันตามลักษณะของวัสดุปลูกและการเจริญเติบโตสำหรับการปลูกด้วยวัตถุประสงค์ให้เป็นไม้ดอกไม้ประดับ มีวิธีปลูกดังนี้

1. บัวหลวงส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ปลูกคือไหลที่กำลังจะแตกต้นอ่อน บัวหลวง สามารถสร้างไหลเจริญตามแนวนอนใต้ผิวดินไปได้ทุกทิศทางและรวดเร็วมาก วิธีการปลูกจึงใช้วิธีฝังไหลในจุดที่ต้องการ ให้ลึกประมาณ 8-12 เซนติเมตร ภายในเพียง 3-4 สัปดาห์ ก็จะแตกใบขึ้นพ้นน้ำ

2.บัวฝรั่งหรือบัวอุบลชาติ ส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ปลูกคือ เหง้าที่มีหน่องอกต้นแล้วซึ่งจะอยู่ส่วนปลายของหน่อหรือเหง้า ให้ปลูกตามแนวนอนริมอ่างใต้ผิวดินประมาณ 3-4 เซนติเมตร อัดดินให้แน่น

3.บัวผัน บัวเผื่อน บัวสาย และบัวจงกลนี ส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ปลูกคือหัว หรือต้นอ่อน โดยจะเจริญเติบโตทางแนวดิ่งจึงสามารถปลูกได้โดยตรงตามจุดที่ต้องการ ถ้าปลูกในอ่างหรือกระถาง ให้ปลูกตรงกลาง ฝังหัวหรือต้นอ่อนให้อยู่ใต้ผิวดินประมาณ2-3 เซนติเมตร อัดดินให้แน่น

4. บัวกระด้งส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ปลูกคือการเพาะเมล็ดในดินในกระถางแช่น้ำ เมื่อต้นโตแตกใบอ่อน 2-3 ใบ ขนาดใบที่ใหญ่ที่สุดยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร ย้ายปลูกในกระถางใหญ่ขึ้น จนโตเต็มที่ในกระถางขนาดปากกว้าง 12 นิ้ว ยกทั้งกระถางลงฝังในบ่อ ให้ดินพื้นบ่อกลบโคนประมาณ 6-10 เซนติเมตร ทุบกระถางให้แตก เอากระถางออกกลบดินรอบให้แน่น ข้อสังเกตว่าบัวจะรอดหรือไม่นั้น ให้ดูการขึ้นของขอบกระด้ง ถ้าขอบกระด้งตั้งตัวได้เต็มที่ใบบัวก็รอดตาย

“บัว” เป็นราชินีแห่งไม้น้ำ จัดเป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของคุณงามความดี เพราะลักษณะของใบและดอกที่ชูช่ออยู่เหนือน้ำ  และความงามของดอกบัวที่เบ่งบานบัว” ถือเป็นพืชไม้น้ำที่มีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ความเชื่อทางศาสนา เทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ และความเบิกบาน ซึ่งเห็นได้จากการนำดอกบัวมาใช้ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ทางเลือกการปฏิบัติ

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382104

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ทางเลือกการปฏิบัติ

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ทางเลือกการปฏิบัติ

วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่าเกษตรธรรมชาติ คืออะไร และผลผลิตที่ได้เป็นอย่างไรบ้างครับ

บุญส่ง จารุพาณิชย์

อ.เมือง จ.เลย

คำตอบ

เกษตรธรรมชาติเป็นวิธีการทำการเกษตรที่รบกวนทรัพยากรธรรมชาติน้อยที่สุด แต่ได้ผลกลับมาพอสมควร เป็นวิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม โดยมีวิธีการตั้งแต่เรื่องการปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีพลังในการเพาะปลูกเหมือนกับดินในป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ มีการนำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บริโภค สามารถให้ผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพ เป็นระบบการเกษตรที่มีความยั่งยืนถาวร นำไปสู่การได้ผลผลิตจากเกษตรธรรมชาติ ได้ผักที่ผลิตโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ เป็นการทำการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด รวมทั้งไม่ใช้สิ่งขับถ่ายจากมนุษย์ในกระบวนการผลิต จึงปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคมากที่สุด

หลักการของเกษตรกรรมธรรมชาติซึ่งเป็นแนวทางเกษตรกรรมที่เผยแพร่โดย เกษตรกรชาวญี่ปุ่น ชื่อ นายมาซาโนบุ ฟูกุโอกะ ได้วางรากฐานของเกษตรธรรมชาติของเขาไว้ 4 ประการคือ

1.ไม่มีการไถพรวนดิน การไม่ไถพรวนดินเป็นบทแรกแห่งการเกษตรธรรมชาติ เนื่องจากในธรรมชาตินั้นพื้นดินมีการไถพรวนโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว โดยการชอนไชของรากพืช สัตว์ แมลงและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยู่ในดิน กระบวนการเหล่านี้ดำเนินไปอย่างสัมพันธ์กัน พืชรากลึกจะช่วยไถพรวนดินชั้นล่าง พืชรากตื้นก็จะช่วยพรวนดินบริเวณดินชั้นบน การใส่ปุ๋ยจะทำให้รากพืชอยู่ตื้นและแผ่ขยายตามแนวนอนมากกว่าจะหยั่งลึกลงไป

2.งดเว้นการใส่ปุ๋ยเคมี การใส่ปุ๋ยเคมีเป็นการเร่งการเจริญเติบโตของพืชแบบชั่วคราวในขอบเขตจำกัดเท่านั้น ธาตุอาหารที่พืชได้รับไม่สมบูรณ์ พืชที่ใส่ปุ๋ยมักจะอ่อนแอส่งผลให้เกิดโรคและแมลงได้ง่าย ดินที่ใส่ปุ๋ยเคมีติดต่อกันนานๆจะมีสภาพเป็นกรดและเนื้อดินเหนียวไม่ร่วนซุย การใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยพืชสดมีความจำเป็นโดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ที่ต้องมีการปรับสภาพสิ่งแวดล้อมที่เสียไปจากเกษตรเคมีให้ดีขึ้น

3.ไม่กำจัดวัชพืช การกำจัดวัชพืชเป็นงานหนักวิธีการต่างๆ ก็ไม่สามารถทำให้วัชพืชหมดสิ้นไปได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องยอมรับการดำรงอยู่ของวัชพืช เช่นเดียวกับที่ธรรมชาติมิได้ประกอบด้วยพันธุ์ไม้เดียว เกษตรธรรมชาติต้องคิดค้นกฎเกณฑ์ที่วัชพืชจะควบคุมกันเอง เช่น การปลูกพืชบางชนิด ช่วยคลุมหญ้าแล้วก็เป็นปุ๋ยอินทรีย์แก่พืชที่ปลูกด้วย

4.ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สารเคมีไม่เคยกำจัดศัตรูพืชได้โดยเด็ดขาด เพียงแต่หยุดได้ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น และปัญหามลพิษที่เกิดจากสารเคมีประเภทต่างๆ ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศและมนุษย์ การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นการไปแทรกแซงธรรมชาติมากเกินไป และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศได้

ผลผลิตที่ได้จากเกษตรธรรมชาติก็คือ พืชที่ปลอดสารพิษ เป็นพืชที่มีสารพิษหรือสารเคมีทางการเกษตรที่ตกค้างอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค พืชปลอดสารพิษ อาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มแรก เป็นพืชที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือพืชที่ปลูกโดยวิธีธรรมชาติ ซึ่งไม่มีสารพิษตกค้างในผลผลิต กลุ่มที่สอง เป็นพืชที่ผลิตโดยวิธีทั่วไป มีการควบคุมการใช้สารเคมี และงดการใช้ เมื่อใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อไม่ให้มีสารพิษตกค้างในผลผลิต หรือถ้ามีสารพิษตกค้างอยู่ ก็ต้องไม่เกินระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคเป็นสำคัญ

นาย รัตวิ

%d bloggers like this: