รักษ์เกษตร

All posts tagged รักษ์เกษตร

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ทางเลือกการปฏิบัติ

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382104

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ทางเลือกการปฏิบัติ

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ทางเลือกการปฏิบัติ

วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่าเกษตรธรรมชาติ คืออะไร และผลผลิตที่ได้เป็นอย่างไรบ้างครับ

บุญส่ง จารุพาณิชย์

อ.เมือง จ.เลย

คำตอบ

เกษตรธรรมชาติเป็นวิธีการทำการเกษตรที่รบกวนทรัพยากรธรรมชาติน้อยที่สุด แต่ได้ผลกลับมาพอสมควร เป็นวิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม โดยมีวิธีการตั้งแต่เรื่องการปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีพลังในการเพาะปลูกเหมือนกับดินในป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ มีการนำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บริโภค สามารถให้ผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพ เป็นระบบการเกษตรที่มีความยั่งยืนถาวร นำไปสู่การได้ผลผลิตจากเกษตรธรรมชาติ ได้ผักที่ผลิตโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ เป็นการทำการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด รวมทั้งไม่ใช้สิ่งขับถ่ายจากมนุษย์ในกระบวนการผลิต จึงปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคมากที่สุด

หลักการของเกษตรกรรมธรรมชาติซึ่งเป็นแนวทางเกษตรกรรมที่เผยแพร่โดย เกษตรกรชาวญี่ปุ่น ชื่อ นายมาซาโนบุ ฟูกุโอกะ ได้วางรากฐานของเกษตรธรรมชาติของเขาไว้ 4 ประการคือ

1.ไม่มีการไถพรวนดิน การไม่ไถพรวนดินเป็นบทแรกแห่งการเกษตรธรรมชาติ เนื่องจากในธรรมชาตินั้นพื้นดินมีการไถพรวนโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว โดยการชอนไชของรากพืช สัตว์ แมลงและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยู่ในดิน กระบวนการเหล่านี้ดำเนินไปอย่างสัมพันธ์กัน พืชรากลึกจะช่วยไถพรวนดินชั้นล่าง พืชรากตื้นก็จะช่วยพรวนดินบริเวณดินชั้นบน การใส่ปุ๋ยจะทำให้รากพืชอยู่ตื้นและแผ่ขยายตามแนวนอนมากกว่าจะหยั่งลึกลงไป

2.งดเว้นการใส่ปุ๋ยเคมี การใส่ปุ๋ยเคมีเป็นการเร่งการเจริญเติบโตของพืชแบบชั่วคราวในขอบเขตจำกัดเท่านั้น ธาตุอาหารที่พืชได้รับไม่สมบูรณ์ พืชที่ใส่ปุ๋ยมักจะอ่อนแอส่งผลให้เกิดโรคและแมลงได้ง่าย ดินที่ใส่ปุ๋ยเคมีติดต่อกันนานๆจะมีสภาพเป็นกรดและเนื้อดินเหนียวไม่ร่วนซุย การใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยพืชสดมีความจำเป็นโดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ที่ต้องมีการปรับสภาพสิ่งแวดล้อมที่เสียไปจากเกษตรเคมีให้ดีขึ้น

3.ไม่กำจัดวัชพืช การกำจัดวัชพืชเป็นงานหนักวิธีการต่างๆ ก็ไม่สามารถทำให้วัชพืชหมดสิ้นไปได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องยอมรับการดำรงอยู่ของวัชพืช เช่นเดียวกับที่ธรรมชาติมิได้ประกอบด้วยพันธุ์ไม้เดียว เกษตรธรรมชาติต้องคิดค้นกฎเกณฑ์ที่วัชพืชจะควบคุมกันเอง เช่น การปลูกพืชบางชนิด ช่วยคลุมหญ้าแล้วก็เป็นปุ๋ยอินทรีย์แก่พืชที่ปลูกด้วย

4.ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สารเคมีไม่เคยกำจัดศัตรูพืชได้โดยเด็ดขาด เพียงแต่หยุดได้ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น และปัญหามลพิษที่เกิดจากสารเคมีประเภทต่างๆ ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศและมนุษย์ การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นการไปแทรกแซงธรรมชาติมากเกินไป และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศได้

ผลผลิตที่ได้จากเกษตรธรรมชาติก็คือ พืชที่ปลอดสารพิษ เป็นพืชที่มีสารพิษหรือสารเคมีทางการเกษตรที่ตกค้างอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค พืชปลอดสารพิษ อาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มแรก เป็นพืชที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือพืชที่ปลูกโดยวิธีธรรมชาติ ซึ่งไม่มีสารพิษตกค้างในผลผลิต กลุ่มที่สอง เป็นพืชที่ผลิตโดยวิธีทั่วไป มีการควบคุมการใช้สารเคมี และงดการใช้ เมื่อใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อไม่ให้มีสารพิษตกค้างในผลผลิต หรือถ้ามีสารพิษตกค้างอยู่ ก็ต้องไม่เกินระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคเป็นสำคัญ

นาย รัตวิ

Advertisements

รักษ์เกษตร : ใช้วิธีทางธรรมชาติกำจัดวัชพืช

Published December 13, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380732

รักษ์เกษตร : ใช้วิธีทางธรรมชาติกำจัดวัชพืช

รักษ์เกษตร : ใช้วิธีทางธรรมชาติกำจัดวัชพืช

วันอังคาร ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม วัชพืชคืออะไรครับ และมีวิธีการกำจัดอย่างปลอดภัยต่อผู้ใช้อย่างไรบ้างครับขอบคุณครับ

สานิตสุวทานนท์

อ.เมือง จ.แพร่

คำตอบ

วัชพืช เป็นพืชที่ขึ้นผิดตำแหน่ง หรือพืชที่เกิดขึ้นในที่ไม่สมควรและการเกิดขึ้นของมันส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตทางการเกษตร ไปแย่งสารอาหารของพืชหลักจนล้มตาย หรือเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ สามารถพบได้ทั่วไป ทั้งในบริเวณที่ปลูกพืชผลทางการเกษตร สนามหญ้า ริมถนน คูน้ำ และในป่า

การกำจัดวัชพืชด้วยวิธีทางธรรมชาติวัชพืชบางชนิด อาจดูเป็นต้นไม้ที่สวยงาม แต่ที่จริงแล้วเป็นพืชที่ผู้ปลูกไม่ต้องการ เพราะไปคอยแย่งอาหารพืชในดินไปจากพืชที่เราปลูกไว้ ทั้งยังทำลายความสวยงามในสวนให้รกรุงรัง จึงจำเป็นต้องหาวิธีกำจัดวัชพืชเหล่านี้ด้วยวิธีทางธรรมชาติ ซึ่งจะปลอดภัยทั้งพืชผล และปลอดภัยทั้งชีวิตของคนในบ้านอีกด้วยมีแนวทางทำได้ดังนี้

1. ถอนออกด้วยมือเปล่าเป็นวิธีง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ เลย โดยรดน้ำให้ดินเปียกชุ่มเสียก่อนแล้วจึงค่อยถอนออก
ดินจะคลายตัวทำให้ถอนออกมาได้ทั้งรากทั้งโคน วิธีนี้ เหมาะสำหรับพื้นที่น้อยๆ หรือตามภาชนะปลูกต่างๆ

2. ฉีดพ่นน้ำส้มสายชูน้ำส้มสายชู เป็นเครื่องปรุงอาหารที่มีในบ้าน โดยนำน้ำส้มสายชูใส่ขวดสเปรย์ แล้วฉีดพ่นไปบนวัชพืชโดยตรงเลย หรือฉีดผสมกับดินก่อนนำเมล็ดลงปลูก น้ำส้มสายชูจะไปเกาะอยู่ที่รากต้นไม้ เมื่อต้นไม้เจริญเติบโตขึ้น จะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้วัชพืชโตขึ้นมาแย่งอาหารได้ วิธีนี้ เป็นวิธีการของภูมิปัญญาชาวบ้าน

3. ใช้วัสดุคลุมดินป้องกันแสงอาทิตย์วัชพืชก็เหมือนกับพืชชนิดอื่นๆ ที่ต้องการแสงจากดวงอาทิตย์ช่วยในการเจริญเติบโต เมื่อปิดคลุมดินด้วยผ้าใบผ้าพลาสติกทึบ หรือวัสดุคลุมดินอื่นๆ วัชพืชก็จะหยุดการเจริญเติบโตและเฉาตายในที่สุด

4. ใช้น้ำร้อนลวก น้ำร้อนสามารถนำมาฆ่าหญ้าวัชพืชในสวนได้ โดยเทน้ำร้อนลงไปในดินที่มีหญ้าและวัชพืชขึ้นโดยตรง
วัชพืชก็จะตายไปเองวิธีนี้ เหมาะสำหรับพื้นที่น้อยๆ

5. สูตรน้ำส้มสายชูผสมเกลือ ให้ใช้น้ำส้มสายชู 2 ถ้วยตวง เกลือ ครึ่งถ้วยตวง และน้ำยาล้างจานอีกเล็กน้อย มาเทใส่รวมกันแล้วคนส่วนผสมให้เข้ากันดี จากนั้นเทใส่ขวดสเปรย์นำไปฉีดพ่นลงบนวัชพืชหรือต้นหญ้า ก็จะตายไปเอง

6. ปลูกพืชอื่นๆ ให้มากกว่าจำนวนที่วัชพืชมีอยู่ให้ปลูกพืชต่างๆ ให้มากกว่าหญ้าและวัชพืชที่มีอยู่ พืชที่ปลูกเหล่านี้ จะไปแย่งสารอาหารจากวัชพืชแทน จนมันตายไปเอง

7. สร้างรั้วล้อมรอบเอาไว้กินวัชพืชบางชนิดสามารถนำมาทำอาหารเอาไว้กินได้ ก็เก็บไว้เป็นผักสวนครัวได้เช่นกัน ให้หาอิฐบล็อกหรือไม้หนาๆ มาปักล้อมรอบมันไว้ทำเป็นแปลงปลูกวัชพืชด้วย จะได้ไม่ลามไปเติบโตพื้นที่อื่นๆ ในสวนแถมยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์อีกด้วย

วิธีเหล่านี้จะช่วยลดปริมาณวัชพืชที่ขึ้นรกอยู่ในสวนให้เหลือน้อยลงได้ โดยไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชให้ดินเสียลองใช้วิธีธรรมชาติกำจัดดูก่อน เพื่อรักษาต้นไม้และอาหารในดินเอาไว้ พร้อมทั้งไม่สร้างมลพิษให้กับดินด้วย และขอให้สำรวจว่าในบ้านของเรามีวัชพืชอะไรบ้าง ให้ลองหาข้อมูลว่าวัชพืชชนิดนั้นคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไรเพื่อที่จะได้นำไปใช้ประโยชน์ให้ถูกต้องโดยสรุปแล้ว ให้พิจารณาจากพื้นที่ที่จะกำจัดวัชพืชว่ามีมาก-น้อยเพียงใด เป็นเกณฑ์ในการเลือกจัดการกำจัดวัชพืช นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ถั่วบราซิล พืชคลุมดิน

Published December 12, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379321

x

รักษ์เกษตร : ถั่วบราซิล พืชคลุมดิน

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากปลูกถั่วบราซิลแทนการปลูกหญ้าสนามครับ ขอทราบวิธีปลูกด้วยครับ

ประยูร ม่วงทองคำ

อ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร

คำตอบ

ถั่วบราซิล หรือเรียก ถั่วปิ่นโต ถั่วลิสงเถา ถั่วเปรู มีชื่อทางการค้าว่า ถั่วอมาริลโล เป็นพืชเลื้อยคลุมดิน สูง 5 นิ้ว  ลักษณะคล้ายต้นถั่วลิสง แต่มีใบเล็กกว่า และมีลำต้นเลื้อยไปตามดิน มีรากแก้วแข็งแรง ขึ้นได้ดีในดินหลายสภาพ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด หรือใช้ท่อนพันธุ์

คุณสมบัติ เป็นพืชคลุมดิน มีความทนแล้ง ชอบแดดจัด ต้นเตี้ย ทนร่มเงา ทนต่อการเหยียบย่ำ มีดอกสีเหลืองสวยงาม เหมาะสำหรับจัดสวนประดับ และปลูกแทนสนามหญ้า เป็นพืชอาหารสัตว์ ให้ปุ๋ยที่สามารถตรึงไนโตรเจนในดินได้ดี ปลูกควบคุมวัชพืชอื่นๆ ครอบคลุมผิวดินได้ดี และโตเร็ว ระยะแรกเจริญเติบโต ต้นถั่วเริ่มออกดอก จะออกดอกมากช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และแทงส่วนที่มีลักษณะเป็นเข็มยื่น ออกจากลำต้น เป็นจุดกำเนิดของฝักลงดิน หลังเจริญเติบโตแล้ว ประมาณ 1 เดือน จะทยอยออกดอกไปเรื่อยๆ ตลอดฤดูฝน ช่วงที่มีดอกมากที่สุด อยู่ระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน และปริมาณดอก จะลดลงระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เมล็ดมีฝักหุ้มอยู่ใต้ดินเช่นเดียว
กับถั่วลิสง แต่ในหนึ่งฝักมีเพียง หนึ่งเมล็ดเท่านั้น

วิธีการขยายพันธุ์ ปลูกโดยใช้เมล็ด หรือใช้วิธีการปักชำ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุด สำหรับพืชชนิดนี้ เพาะชำง่าย การปลูกโดยใช้เมล็ด อาจจะกลายพันธุ์ได้ การปลูกด้วยเมล็ด ใช้อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ หรือส่วนของท่อนพันธุ์ที่นำไปเพาะชำ ยาวประมาณ 10 ซม. โดยปลูกเป็นหลุม หลุมละ 1 ต้น ที่ระยะ 50X50 ซม.

การปลูกและดูแลรักษา ช่วงปลูกที่ดีคือ ต้นฤดูฝน นำส่วนของท่อนพันธุ์ที่ไปเพาะชำ ยาวประมาณ 10 ซม. โดยปลูกเป็นหลุมลึก 2-3 ซม.
ส่วนการปลูกด้วยเมล็ด อัตรา 2 กก.ต่อไร่ หยอดเมล็ดเข้าไปในหลุม รดน้ำทุกวัน มีระยะการปลูก 50X50 ซม. อัตราการงอกของเมล็ดถั่วบราซิลประมาณ 60-70%  ประมาณ 2 สัปดาห์ เมล็ดจะเริ่มงอก ระยะแรกจะเจริญเติบโตช้า การเก็บเมล็ด ให้เก็บในอุณหภูมิห้องปกติ จะอยู่ได้นานประมาณ 2-3 เดือน ถ้าเกินกว่านี้ อัตราการงอกของเมล็ดจะลดลง

การให้ปุ๋ย ก่อนปลูก ควรมีการใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 15-15-15 ในอัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุลงในดิน ในการดูแลรักษาแปลงถั่ว ควรใส่ปุ๋ยสูตรตัวกลางสูง (0-46-0) ในช่วงต้นฤดูของทุกปี ในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่

การกำจัดวัชพืช ให้กำจัดวัชพืชครั้งแรก ในระยะ 3-4 สัปดาห์แรกหลังปลูก และกำจัดวัชพืชครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกอีก 2 เดือน

การตัดแต่งต้นถั่วบราซิล เนื่องจากถั่วบราซิล เป็นพืชที่เลื้อยอยู่บนพื้นไปเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นต้นที่จะเลื้อยขึ้นไปรัดบนต้นไม้ การตัดแต่งจึงทำปีละ 2-3 ครั้ง วิธีการตัด สามารถใช้เครื่องตัดหญ้าตัด หรือหากพบวัชพืชขึ้นแซมๆ อาจจะใช้วิธีการถอนออก ตามความเหมาะสม

การเก็บเกี่ยวเมล็ด กรณีที่เป็นดินเหนียว ต้องขุดลึก ประมาณ 10 ซม. นำดินขึ้นมาแช่น้ำให้ดินยุ่ย ประมาณ 15 นาที แล้วตักดินใส่ตะแกรงไม้ไผ่ชนิดก้นลึก และขนาดรูตะแกรงที่มีตาถี่ ทำการร่อนในน้ำ ใช้มือถูดินที่หุ้มอยู่ออกให้หมด นำเมล็ดถั่วที่ได้ล้างน้ำอีกครั้ง แล้วนำไปผึ่งแดด ประมาณ 3 วัน เมื่อแห้งดีแล้ว นำไปเก็บฝัดเศษดินทิ้ง เก็บเมล็ดถั่วลิสงเถาไว้ในที่ร่ม หรือกรณีที่เป็นดินร่วนปนทราย อาจขุดดินแล้ว นำมาร่อนแยกเอาเมล็ดออกได้โดยตรง ไม่ต้องร่อนในน้ำ ระยะเวลาเก็บเมล็ด ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม อายุประมาณ 8 เดือนขึ้นไป ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม ถ้าเก็บล่าช้า ฝนเริ่มตก ฝักที่มีอยู่ใต้ดิน และเถาที่ยังคงอยู่จะเริ่มงอก

ถั่วบราซิล เป็นพืชตระกูลถั่ว จึงให้ปุ๋ยตรึงไนโตรเจนในดินได้ดี  ลำต้นจะเลื้อยไปบนดินในบริเวณกว้าง ใช้เป็นพืชคลุมดิน รักษาความชื้น และป้องกันไม่ให้วัชพืชอื่นขึ้น ไม่ค่อยเลื้อยขึ้นต้นไม้  จึงไม่มีปัญหาว่าไปรัดต้นไม้ตาย การขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ จึงทำได้ง่าย พอถั่วงามแล้ว สามารถตัดกิ่งไปชำในถุง แล้วค่อยๆ ขยายพื้นที่ปลูกไปเรื่อยๆ เป็นวิธีประหยัด และทำให้การดูแลกำจัดวัชพืชได้ง่ายด้วย เพราะหลังจากถั่วขึ้นมาเต็มพื้นที่แล้ว วัชพืชจะขึ้นได้ยาก

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน คุณค่ามหาศาล

Published December 12, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377800

x

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน คุณค่ามหาศาล

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากจะเลี้ยงไส้เดือนดินครับขอทราบประโยชน์และวิธีเลี้ยงด้วยครับ

วิโรจน์ โรจน์พานิชย์

อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

คำตอบ

ไส้เดือน เป็นสองเพศในตัวเดียว ลักษณะของลำตัวเป็นข้อปล้องอ่อนนิ่ม สามารถยืดและหดได้ตามต้องการ มีสีดำบ้างแดงบ้างแล้วแต่พื้นที่ ลำตัวของไส้เดือนต้องมีความชื้นเคลือบอยู่ตลอดเวลา ความร้อนแห้งเหือดจะทำให้ไส้เดือนตาย จึงพบได้ในบริเวณที่มีความชื้นแฉะและอุดมสมบูรณ์ ไส้เดือนจะทำให้ดินร่วนซุยดี และมูลของไส้เดือนยังเป็นปุ๋ยชั้นเลิศที่มีคุณค่ามหาศาลอีกด้วย

ปุ๋ยมูลไส้เดือน จัดเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดปุ๋ยคอก แต่คุณประโยชน์มากกว่าปุ๋ยคอกปุ๋ยมูลไส้เดือนจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่จำนวนมาก เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชมีองค์ประกอบของกรดฮิวมิค ที่เป็นเหมือนแหล่งเก็บสะสมสารอาหาร ที่เกิดจากการย่อยสลายของอินทรียวัตถุ ฮิวมิคจะเก็บรวบรวมอาหารพืชไว้ และปล่อยออกมาเมื่อพืชต้องการใช้งาน เมื่อใช้มูลไส้เดือนกับดินบริเวณไหน จะเป็นเหมือนการสร้างโอเอซิสในชั้นดินนั้น ทำให้ดินมีความชื้นที่เหมาะสมกับการทำงานของจุลินทรีย์ในดินอยู่ตลอดเวลา ไม่ทำให้ดินแข็งตัวแม้จะใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ดินร่วนซุย น้ำและอากาศระบายได้ดี และช่วยเสริมให้ระบบรากของต้นไม้กระจายได้ดี และไม่เป็นอันตรายทั้งต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

การเลี้ยงไส้เดือนดิน เพื่อผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน มีดังนี้

1. คัดเลือกสายพันธุ์ของไส้เดือนที่จะเลี้ยง พันธุ์ที่หาได้ง่าย และนิยมเลี้ยงกันมากในขณะนี้คือ พันธุ์แอฟริกัน และพันธุ์อาร์เซน่า ไส้เดือนพันธุ์แอฟริกันจะเป็นไส้เดือนตัวใหญ่ที่มีลำตัวออกไปทางสีน้ำเงิน ส่วนไส้เดือนพันธุ์อาร์เซน่าจะเป็นไส้เดือนตัวเล็กสีแดง การเลือกพันธุ์ไส้เดือนมีผลต่อการดูแลที่ยากง่ายต่างกัน ก็ให้เลือกเอาตามความเหมาะสมและต้นทุนที่มีอยู่

2. เตรียมพื้นที่สำหรับเลี้ยงไส้เดือน อาจเลี้ยงได้หลายวิธีคือ การเลี้ยงไส้เดือนในบ่อซีเมนต์ เลี้ยงบนพื้นปูน เลี้ยงในกะละมัง หรือภาชนะพลาสติกอื่นๆ แล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่ที่มีอยู่ แต่ต้องสร้างโรงเรือนเพื่อกันแดดและฝน ถ้าจะใช้วงคอนกรีตที่เป็นท่อขนาดใหญ่ หรือจะก่อบ่อคอนกรีตขึ้นมา จะต้องไม่ลึกมากนัก เพื่อที่จะสะดวกในการดูแลไส้เดือนได้อย่างทั่วถึง และให้ใช้ฟางแห้งและขี้เลื่อยเป็นวัสดุรองก้นบ่อ โดยนำวัสดุทั้งสองอย่างมาผสมคลุกเคล้าให้เข้าด้วยกันก่อน แล้วพรมน้ำจนติดกันเป็นก้อน วางเรียงให้เป็นระเบียบ แล้วทับด้วยกระสอบป่านชุ่มน้ำอีกครั้งปล่อยทิ้งไว้ 7 วัน ก่อนที่จะปล่อยไส้เดือนลงไป ไม่จำเป็นต้องปล่อยไส้เดือนจนเต็มพื้นที่ เพราะไส้เดือนใช้เวลาในการขยายพันธุ์ไม่นานนัก จะออกไข่มาทุกๆ 10 วัน ก็จะได้ปริมาณไส้เดือนเพิ่มขึ้นมาเอง

3. การเตรียมอาหาร ให้เตรียมอินทรียวัตถุต่างๆ ที่จะเป็นอาหารของไส้เดือน มี 2 วิธีคือ

1) อาจใช้ขยะสดที่เป็นผักหรือผลไม้ โดยต้องแยกขยะมีพิษ และสิ่งที่ไม่ย่อยสลายออกให้หมด แล้วนำมาหมักให้เริ่มบูด ก่อนเทลงในบ่อไส้เดือน ให้เทแบบกระจายทั่วๆ และเป็นชั้นบางๆ

2) อาจใช้ปุ๋ยคอกชนิดปุ๋ยมูลวัวนมเพียงอย่างเดียว โดยนำมาแช่น้ำ 3 วัน เพื่อคลายความร้อน และเจือจางความเค็มให้ลดลงบ้าง

4. การให้อาหาร เมื่อปล่อยไส้เดือนไปแล้ว ควรให้อาหารที่ความถี่ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และจะต้องควบคุมโรงเรือนไม่ให้ร้อนเกินไป และระวังเรื่องฝนสาด เพราะน้ำจะเข้าไปทำให้เน่าได้ จากนั้นรอเวลาจนไส้เดือนรุ่นแรกโตเต็มวัย มีลูกหลานออกมา เราจึงคัดแยกแม่พันธุ์เดิมออกไป ทิ้งไว้เพียงรุ่นลูกเพื่อเลี้ยงต่อ

5. การเก็บมูลไส้เดือน ไส้เดือนจะถ่ายมูลออกมาอยู่บริเวณด้านบน มีลักษณะคล้ายดินที่ร่วนซุยดี ใช้เวลาประมาณ 30 วัน ก็สามารถเก็บมูลได้แล้ว ให้ใช้มือกวาดเอาผิวด้านบนออกมา หากมีไส้เดือนติดมาด้วยให้คัดออกไป แล้วเอามูลไส้เดือนที่ได้ไปตากแดดจนกว่าจะแห้งสนิทดี ประมาณ 30 นาที แล้วจึงบรรจุใส่ถุงที่มิดชิดเก็บไว้ได้ นำไปใช้ประโยชน์ในการบำรุงพื้นที่เกษตรกรรม หรือรอจำหน่ายต่อไป

การเลี้ยงไส้เดือน เพื่อผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เลี้ยงเป็นเงินมหาศาลต่อปี ขณะที่ต้นทุนนั้นต่ำมากๆ อีกทั้งรูปแบบของการนำปุ๋ยมูลไส้เดือนไปใช้นั้น ก็ไม่ยุ่งยาก จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ปุ๋ยไส้เดือนนั้น กลายเป็นปุ๋ยที่มีมูลค่ามาก ช่วยสร้างรายได้แบบเป็นกอบเป็นกำให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกรที่สะดวกจะทำไว้ใช้เอง ก็จะลดต้นทุนไปได้มาก และหากได้มูลไส้เดือนเกินกว่าปริมาณที่ต้องใช้ก็ยังสามารถนำออกจำหน่ายเป็นรายได้อีกทางหนึ่งได้ด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : หลักการเพาะเมล็ดพืช

Published December 11, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376385

รักษ์เกษตร : หลักการเพาะเมล็ดพืช

รักษ์เกษตร : หลักการเพาะเมล็ดพืช

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมมักจะประสบปัญหาในการเพาะเมล็ดครับ เวลาที่ผมเพาะเมล็ดพืช ก็ไม่ค่อยงอกตามที่ต้องการ ขอทราบวิธีการด้วยครับ

รัตนชัย อ่อนสมัน

อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี

คำตอบ

การเพาะเมล็ดพืช สำคัญอยู่ที่ต้องรู้ลักษณะของเมล็ดพืชนั้นๆ เพราะพืชแต่ละชนิดมีเมล็ดพันธุ์ที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง นับจากเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้ จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต และถ้าจะให้ดีเกษตรกรควรเริ่มต้นจากการหาเมล็ดพันธุ์ที่ดี แล้วนำมาเพาะกล้า การเพาะเมล็ดพันธุ์ได้เป็นผลสำเร็จ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก

วิธีการเพาะเมล็ด ที่นิยมกัน มุ่งหมายให้พืชที่ได้มีลำต้นแข็งแรง และให้ผลผลิตสูง มีดังนี้

1. ทำการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์พืชที่มีคุณภาพที่ดี ทนต่อโรคและแมลง มีอัตราการงอกสูง โดยดู วัน/เดือน/ปี ที่ผลิต และวันที่หมดอายุ

2. เมล็ดพืชที่เพาะ ถ้ามีเปลือกหุ้มเมล็ดแข็ง ควรกะเทาะเปลือก หรือลอกเปลือกออกให้หมด วิธีการนี้ จะช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น

3. ให้แช่น้ำเมล็ดพืช จะทำให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตัวลง จึงช่วยให้เมล็ดพืชงอกได้เร็วขึ้น โดยนำมาแช่ในน้ำอุณหภูมิปกติ หรือน้ำอุ่น ให้ใช้น้ำร้อนผสมน้ำเย็น อัตราส่วน 1:1 แช่นาน 30 นาที และปล่อยจนน้ำเย็น แช่ทิ้งไว้นาน 10-12 ชม. จึงนำมาห่อผ้าเปียกไว้ รดน้ำ 2-3 วัน พอเริ่มมีรากงอกออกมา ให้นำไปเพาะลงในถาดเพาะกล้า หรือถุงเพาะกล้า

4. การเตรียมวัสดุเพาะกล้าพืช โดยให้ผสมดินร่วน ปุ๋ยคอกเก่าแห้งอย่างละเอียด และขี้เถ้าแกลบ ในอัตราส่วน 1 : 1 : 1 เมื่อผสมวัสดุดีแล้ว ให้นำใส่ในภาชนะเพาะ เช่น ถาดเพาะ กระถาง หรือถุงพลาสติก โดยใส่วัสดุเพาะกล้าลงในภาชนะ ประมาณ 2 ใน 3 ของความสูงของภาชนะบรรจุ ไม่ควรใส่ให้สูงล้นเต็มภาชนะ เพราะเวลารดน้ำจะทำให้เมล็ดพันธุ์ไหลหลุดติดไปกับน้ำ

5. เกลี่ยผิวหน้าวัสดุเพาะให้เรียบ และทำเป็นหลุมหรือร่องเล็กๆ ตามขนาดความยาวของภาชนะ ระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 3 ซม. ลึกประมาณ
1 ซม.

6. ถ้าเป็นหลุมปลูก ให้โรยเมล็ดพันธุ์ลงไปเลย ควรหยอดเมล็ด 2-3 เมล็ด/หลุม ถ้าโรยเป็นแถว ควรโรยบางๆ และกลบวัสดุปลูกทับเมล็ดพันธุ์พืชที่โรยไว้

7. ให้หว่านปูนขาวบางๆ ลงบนผิวของวัสดุปลูก เพื่อป้องกันมด หรือแมลงเข้าทำลายเมล็ดพันธุ์ และควรวางภาชนะเพาะกล้าในที่ร่มรำไร และรดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น

8. เมื่อเมล็ดเริ่มมีใบ ควรวางภาชนะเพาะกล้าให้ได้รับแสงสว่างในช่วงครึ่งวันเช้า หรือใช้วัสดุพรางแสงกั้นบนภาชนะที่ใช้เพาะกล้า เพื่อให้กล้าผักเริ่มปรับตัวแข็งแรงขึ้น และไม่กระทบกระเทือนต่อสภาพการย้ายปลูกในแปลงปลูก

ที่สำคัญคือ การดูแลและการจัดการกล้าพืชที่เพาะโตและแข็งแรง เมื่อทำการย้ายกล้าลงแปลงปลูกแล้ว จากนั้นให้ใส่ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก รองก้นหลุมก่อนปลูก เพื่อช่วยปรับสภาพดิน เพราะเมื่อต้นกล้าโต ก็จะต้องการธาตุอาหารอย่างมากด้วยนะครับ

วิวัฒน์ ศัลยกำธร

รักษ์เกษตร : ต้นไม้มงคล

Published December 10, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374865

x

รักษ์เกษตร : ต้นไม้มงคล

วันอังคาร ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่าไม้มงคลที่ใช้กับพิธีกรรมต่างๆ มีอะไรบ้างครับ

ศรสมาน อนงค์คราญ

เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

คำตอบ

เรื่องของขวัญกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ตามความเชื่อของชาวไทยที่สืบต่อกันมา ไม่ว่าจะทำการใดในชีวิตก็ตาม ต้องมีธรรมเนียมพิธีการเอาฤกษ์เอาชัยกันก่อน เพื่อนำความเป็นสิริมงคลมาสู่ชีวิตครอบครัว และญาติของตนเอง ในการปลูกบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ก็ต้องมีการทำพิธีมงคลยกเสาก่อนสร้างบ้าน หรือสร้างศาลพระภูมิ เพื่อให้คนในบ้านอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข

ไม้มงคลที่ใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์นี้ ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน โดยใช้ไม้มงคลนาม9 ชนิด ปักกับพื้นดินตรงที่ตั้งเสาเอกของบ้าน ได้แก่ไม้ราชพฤกษ์ ไม้ขนุน ไม้ชัยพฤกษ์ ไม้ทองหลาง ไม้ไผ่สีสุก ไม้ทรงบาดาล ไม้สัก ไม้พะยูง และไม้กันเกรา

-ต้นราชพฤกษ์ มีความหมายถึง ความเป็นใหญ่ และมีอำนาจวาสนา ออกดอกในเดือน กุมภาพันธ์-พฤษภาคม ทิ้งใบก่อนออกดอกขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด วิธีการเตรียมเมล็ดก่อนเพาะ โดยนำเมล็ดมาตัด หรือทำให้เกิดบาดแผลที่ปลายเมล็ดแล้ว แช่น้ำไว้ 12 ชั่วโมง นำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้อีก 12 ชั่วโมง หรืออาจจะต้มน้ำให้เดือดแล้วเทลงในเมล็ด ทิ้งไว้ เมล็ดก็พร้อมที่จะงอก เมล็ดจะงอกภายใน 1-2 สัปดาห์ ทั้งยังสามารถนำรากมาฝนทาแก้กลาก รากและแก่นเป็นยาขับพยาธิ เปลือกและไม้ใช้ฟอกหนัง และใช้บดทาผื่นตามร่างกาย

-ต้นขนุน มีความหมายถึง หนุนให้ดีขึ้นร่ำรวยขึ้น ทำอะไรจะมีผู้ให้การเกื้อหนุน ลำต้นและกิ่งมีน้ำยางสีขาวข้น ผลมีขนาดใหญ่ สามารถนำไปบริโภคได้ทั้งผลดิบและผลสุก ขยายพันธุ์โดยเพาะเมล็ด ติดตา และทาบกิ่ง ประโยชน์คือ นำผลอ่อนไปปรุงอาหาร ผลสุกมีเยื่อหุ้มเมล็ดมีรสหวาน เมล็ดปรุงอาหารได้ เนื้อไม้ใช้ทำพื้นเรือน สิ่งก่อสร้างต่างๆครก เครื่องดนตรี รากและแก่น มีสีเหลือง ใช้ย้อมผ้าและแพรไหม รากนำมาปรุงเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้ไข้

-ต้นชัยพฤกษ์ มีความหมายถึง การมีโชคชัย ชัยชนะ ชนะศัตรู ชนะอุปสรรคต่างๆ ลำต้นสีน้ำตาล ทรงพุ่มใบกลมคล้ายร่ม เมื่อต้นยังอ่อนมีหนาม ใบประกอบรูปขนนกปลายคู่ เรียงสลับ มีใบย่อย 5-15 คู่ ใบเป็นรูปไข่ ผิวใบด้านล่างมีขนละเอียด ดอกมีสีชมพู แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ดอกใกล้โรยจะเป็นสีขาว กลีบเลี้ยงสีแดง ออกเป็นช่อตามกิ่ง ผลเป็นฝักกลมสีดำ เมื่อแก่มีเมล็ดจำนวนมาก ออกดอกในเดือน กุมภาพันธ์-เมษายน ขยายพันธุ์ โดยใช้เมล็ด มีประโยชน์คือ ใช้เนื้อในฝักเป็นยาระบายอ่อนๆ

-ต้นทองหลาง มีความหมายถึง การมีทรัพย์สินเงิน มีเงินทองใช้ไม่ขัดสน ตามกิ่งต้นอ่อนมีหนาม เรือนยอดเป็นพุ่มกลมโปร่ง ออกดอกในเดือน มกราคม-กุมภาพันธุ์ ขยายพันธุ์ โดยเมล็ด
และปักชำ มีประโยชน์ใช้เป็นไม้ประดับสวยงาม

-ต้นไผ่สีสุก มีความหมายถึง มีความสุขกายสบายใจ ไร้ทุกข์โศกโรคภัย เป็นไม้ไผ่ประเภทมีหนาม เนื้อไม้แข็ง ผิวเรียบเป็นมัน แผ่นใบกว้าง ใต้ใบมีสีเขียวอมเหลือง ขยายพันธุ์โดยปักชำ ตัดไม้ไผ่เป็นท่อน ให้ติดข้อตาปล้อง 1 ปล้อง นำมาปักไว้ในวัสดุชำ วางให้เอียง 45 องศา เรียงเป็นแถวเป็นแนวเดียวกัน เติมน้ำลงในกระบอกไม้ไผ่ให้เต็ม ประมาณ 4 สัปดาห์ หน่อจะแตกออกจากตาไม้ไผ่ และรากจะงอกออกจากปุ่มใต้ตา มีประโยชน์คือ ปลูกรอบบ้านเป็นรั้วกันขโมย กันลม หน่อไม้มีสีขาว ใช้ทำอาหาร และเก็บได้นาน เนื้อไม้หนาแข็งแรง ใช้สร้างบ้านในชนบทได้ทนทาน

-ต้นทรงบาดาล มีความหมายถึง ความมั่นคง หรือทำให้บ้านมั่นคงแข็งแรง มีใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ รูปไข่ขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน ดอก สีเหลืองออกตามซอกใบ และปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ผลเป็นฝักแบน ออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์โดยเพาะเมล็ด วิธีเพาะให้นำไปแช่น้ำหรือแช่น้ำอุ่นค้างคืน มีประโยชน์คือ ปลูกเป็นไม้ประดับสวยงาม

-ต้นสัก มีความหมายถึง ความมีศักดิ์ศรี ความมีเกียรติ อำนาจบารมี คนเคารพนับถือและยำเกรง เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ผลัดใบในฤดูร้อน ลำต้นมีเปลือกเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กๆ สีเทา ออกดอกและเป็นผลเดือน มิถุนายน-ตุลาคม ขยายพันธุ์โดยเมล็ด ปักชำ มีประโยชน์คือ ใช้ทำเครื่องเรือนและในการก่อสร้างบ้านเรือน ปลวก มอด ไม่ชอบทำลาย เพราะมีสารพวกเตคโตคริโนน เนื้อไม้มีลายสวยงามแข็งแรงทนทาน สามารถตบแต่งและชักเงาให้สวยงามได้ง่าย

-ต้นพะยูง มีความหมายถึง การพยุงฐานะให้ดีขึ้น เปลือกสีเทาเรียบ ออกดอกในเดือน พฤษภาคม-กรกฎาคม ขยายพันธุ์ โดยนำฝักแก่ไปแช่ในน้ำเย็น 24 ชั่วโมง แล้วเพาะในกระบะเพาะ โดยหว่านให้กระจายทั่ว แล้วโรยทรายกลบบางๆ รดน้ำให้ชุ่ม เมล็ดจะงอกภายใน 7 วัน มีประโยชน์คือ มีเนื้อไม้สีแดงอมม่วง ถึงแดงเลือดหมู เนื้อละเอียด แข็งแรงทนทาน ขัดและชักเงาได้ดี ใช้ทำเครื่องเรือน เกวียน เครื่องกลึงแกะสลัก ทำเครื่องดนตรี ได้สวยงาม

-ต้นกันเกรา หรือตำเสา มีความหมายถึง ป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ทำให้เสาเรือนมั่นคง เปลือกสีน้ำตาลเข้ม แตกเป็นร่องลึกไม่เป็นระเบียบ ออกดอกในเดือน เมษายน-มิถุนายน ขยายพันธุ์ โดยเพาะเมล็ด มีประโยชน์คือมีเนื้อไม้เป็นสีเหลืองอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อละเอียด เหนียว แข็งทนทาน ใช้ในการก่อสร้าง นิยมใช้ทำเสาเรือน แก่นมีรสฝาดใช้เป็นยาบำรุงธาตุแน่นหน้าอก เปลือกใช้บำรุงโลหิต ผิวหนังพุพอง ปลูกเป็นไม้ประดับสวยงาม

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ลดการสูญเสียน้ำในสระ

Published November 4, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371954

x

รักษ์เกษตร : ลดการสูญเสียน้ำในสระ

วันอังคาร ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม น้ำในสระที่ไร่ของผมลดแห้งไปมากทุกปี มีสาเหตุจากอะไร และจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างไรบ้างครับ

รัตนชัย สุขเกษม

อ.เมือง จ.มหาสารคาม

คำตอบ

การสูญเสียน้ำในสระ อาจมาจากหลายสาเหตุ ถ้าเกิดจากการระเหย ตัวแปรที่สำคัญคือ อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ และลม และถ้าเกิดจากการรั่วซึม ตัวแปรที่สำคัญก็คือ สภาพของดิน และระดับน้ำใต้ดิน เมื่อระดับน้ำในสระลดต่ำกว่าระดับน้ำในดินเมื่อไหร่ น้ำจากดินก็จะไหลเข้าบ่อเอง

การสูญเสียน้ำในสระ ที่เกิดขึ้นจากการที่น้ำซึมลงสู่ดินชั้นล่าง เมื่อดินมีช่องว่างทำให้น้ำที่เก็บกักอยู่ซึมลึกลงไปใต้ดิน วิธีป้องกันทำได้หลายวิธี อาจทำได้โดย 1) วิธีการอุดช่องว่างระหว่างดินก้นสระ ให้ทำการบดอัดดินเหนียวที่ก้นสระ หรือ 2) วิธีหว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไป เพื่อสร้างพืชน้ำเมื่อมันตายทับถมลงไปกลายเป็นอินทรียวัตถุอุดรูช่องว่างของดิน

การสูญเสียของน้ำในสระ ที่เกิดจากการซึมของน้ำออกทางด้านข้าง ในฤดูแล้งพื้นดินด้านข้างของสระแห้ง ทำให้น้ำจากสระซึมเข้าไปทดแทน วิธีป้องกันทำได้โดย 1) การบุด้วยผ้าพลาสติก หรือ 2) การปลูกแฝกเป็นแนวรอบสระ ให้ชิดติดกันสองหรือสามชั้น เพื่อให้รากแฝกที่ลงลึกไปช่วยป้องกันไม่ให้น้ำออกทางด้านข้างมากเกินไป

การระเหยของน้ำในสระไปในอากาศ เกิดจากความร้อนจากดวงอาทิตย์ และแรงลมที่พัดผ่านสระ จะช่วยเร่งการระเหยของน้ำให้เร็วขึ้น วิธีป้องกันคือ ต้องลดความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงสระน้ำ โดยการปลูกพืชที่ให้ร่มเงาให้แก่สระ เพื่อไม่ให้แดดแผดเผาทั้งวัน และต้องปลูกพืชรอบขอบสระ เพื่อชะลอแรงลมที่จะพัดผ่านน้ำในสระ และถ้าหากมีการปลูกโรงเรือนบนสระ เพื่อเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูควบคู่ไปกับการเลี้ยงปลา หลังคาโรงเรือนก็จะช่วยป้องกันแดดได้อีกส่วนหนึ่งด้วย

การป้องกันการรั่วซึมของน้ำในสระ

1) การใช้ดินเหนียว นำมาเกลี่ยเป็นชั้นบางๆ หนาชั้นละ 15 เซนติเมตร  ปูทับที่ก้นสระและทางลาดด้านข้าง ราดน้ำให้ทั่วจนมีความชื้นพอประมาณ แล้วจึงบดดินด้วยรถบดให้แน่นเป็นชั้นๆ ตลอดทั้งก้นสระและทางลาดด้านข้าง รวมความหนาของดินที่บดทับจนแน่นดีแล้ว ประมาณ 30 เซนติเมตร เป็นอย่างน้อย

2)  การใช้แผ่นวัสดุสังเคราะห์ นำมาปูที่ก้นและทางลาดด้านข้างสระ แทนการใช้ดินเหนียว แผ่นวัสดุสังเคราะห์จะมีคุณสมบัติทึบน้ำ น้ำไหลผ่านไม่ได้ แผ่นที่ใช้งานปูสระเก็บน้ำนี้ มีหลายชนิด ผลิตและมีจำหน่ายทั่วไป โดยคุณสมบัติของวัสดุ ขนาด ความหนาวิธีการปู บริการการปู และราคาต่อตารางเมตรแตกต่างกันด้วย

การพัฒนาพื้นที่รอบขอบสระ

1) การพัฒนาพื้นที่ที่ถูกคลื่นกัดเซาะ หรือฝนตกกัดเซาะ เป็นวิธีที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดคือ การปลูกหญ้าโดยตลอดเกือบถึงก้นสระ ให้หญ้าขึ้นงอกงามเต็มที่ก่อนจะมีการเก็บน้ำ  ถึงแม้ว่าจะมีน้ำท่วมหญ้าที่ปลูกไว้ตาย แต่รากของหญ้าที่ยึดเกาะดินไว้แน่น ซึ่งพอระดับน้ำในสระลด หญ้าก็อาจงอกขึ้นมาใหม่ตามเดิม ถ้าบริเวณใดถูกน้ำกัดเซาะไป ก็สามารถซ่อมแซมเติมดิน แล้วปลูกหญ้าเพิ่มเติมให้มีสภาพดีตามเดิมต่อไปได้ ส่วนการป้องกันพื้นที่รอบขอบสระและคันสระ ที่ไม่ให้ถูกน้ำฝนกัดเซาะ ควรนำหญ้าแฝกมาปลูกให้รอบขอบสระอย่างน้อย 2 แถว ให้ปลูกอยู่เหนือระดับน้ำเก็บกัก พร้อมกับบำรุงดูแลให้เจริญงอกงามโดยเร็ว เพื่อช่วยกรองป้องกันตะกอนดินไม่ให้ไหลลงสู่สระ

2) การพัฒนาพื้นที่รอบสระให้ร่มรื่น และช่วยลดการระเหยของน้ำในสระ พื้นที่โดยรอบขอบสระ ควรปลูกไม้ยืนต้นขนาดสูงเป็นระยะๆ  เพื่อช่วยให้เกิดความร่มรื่น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนได้ จะช่วยลดอุณหภูมิผิวน้ำได้มาก การคายน้ำของต้นไม้ จะช่วยทำให้บรรยากาศบริเวณนั้น มีความชื้นมากกว่าบริเวณทั่วไป และช่วยลดความเร็วของกระแสลมที่พัดมากระทบผิวน้ำอีกด้วย

ที่กล่าวมานี้ เป็นปัจจัยที่ช่วยลดอัตราการระเหยของน้ำจากสระได้เป็นอย่างดี ต้นไม้ที่ปลูกควรเป็นประเภทไม่ผลัดใบ เพื่อป้องกันมิให้น้ำในสระได้รับผลกระทบ เพราะใบไม้หล่นจมน้ำ ทำให้น้ำเน่าเสียได้

รักษ์เกษตร : แนวทางการผลิตผักปลอดสารพิษ

Published November 4, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370519

รักษ์เกษตร : แนวทางการผลิตผักปลอดสารพิษ

รักษ์เกษตร : แนวทางการผลิตผักปลอดสารพิษ

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทดลองปลูกผักปลอดสารพิษ ขอทราบข้อดี ขั้นตอน และวิธีปลูกด้วยครับ

นงค์ สินธุกาญจนา

อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

คำตอบ

ผัก เป็นพืชที่คนไทยนิยมนำมารับประทานกันอย่างมาก มีคุณค่าทางอาหาร มีวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูง แต่ค่านิยมในการบริโภคผักของคนไทยนั้น มักจะเลือกบริโภคผักที่สวยงามไม่มีร่องรอยการทำลายของหนอนและแมลง เกษตรกรที่ปลูกผัก จึงต้องใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดแมลง และใช้ฉีดพ่นในปริมาณที่มาก เพื่อให้ได้ผักที่สวยงามตามความต้องการของตลาด สารพิษที่ตกค้างอยู่ในพืชผักนั้น เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคอย่างยิ่ง การปลูกผักปลอดสารพิษ จึงเป็นการแก้ปัญหาโดยตรง เกษตรกรทุกคนเอง ก็ควรพึงสังวรเรื่องนี้ให้มาก ควรหันมาศึกษาวิธีทำ และนำเอาวิธีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชหลายวิธีมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เป็นการทดแทนและลดปริมาณการใช้สารเคมีทางการเกษตรให้น้อยลง เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรเอง ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

ข้อดีของการปลูกผักปลอดสารพิษ

1.ทำให้ได้พืชผักที่มีคุณภาพ ไม่มีสารพิษตกค้าง เกิดความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค และเกษตรกรผู้ปลูกเอง ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกผัก มีสุขภาพอนามัยดีขึ้น และปลอดภัยจากการใช้สารเคมี เนื่องจากไม่ได้รับสารเคมีจากการฉีดพ่นเพื่อป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

2.ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรด้านค่าใช้จ่าย ในการซื้อสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ส่งผลให้เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ ทำให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาสูงขึ้น

3.ลดปริมาณการนำเข้าสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช และลดปริมาณสารเคมีที่จะปนเปื้อนเข้าไปในอากาศและนํ้า ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และช่วยลดมลพิษของสิ่งแวดล้อม

วิธีการปลูกผักปลอดสารพิษ มีดังนี้

1.การเตรียมแปลงปลูก การเตรียมดินไม่ดี อาจมีผลกระทบต่อการงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของพืชผักได้ ก่อนการปลูกพืช ควรมีการปรับสภาพดินให้เหมาะสมเสียก่อน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยมีการปลูกผักหรือพืชชนิดอื่นมาก่อน โดยการปล่อยนํ้าให้ท่วมแปลง แล้วสูบออก เพื่อให้นํ้าชะล้างสารเคมีและกำจัดแมลงต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในดิน แล้วจึงทำการไถพลิกหน้าดินตากแดดไว้ เพื่อทำลายเชื้อโรคและแมลงศัตรูที่อาศัยอยู่ในดินอีกครั้ง จากนั้น ให้ปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้อยู่ในสภาพที่เป็นกลาง โดยใช้ปูนขาว ปูนมาร์ล หรือ แร่โดโลไมท์ อัตรา 200-300 กิโลกรัม/ไร่ แล้วรดนํ้าตาม เพื่อปรับสภาพดินที่เป็นกรดให้เป็นกลาง แล้วเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ อาจจะเป็น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ในอัตรา 1,000-2,000 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อช่วยให้ต้นพืชผักมีความแข็งแรงสามารถต้านทานต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลงได้

2.การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ โดยคัดแยกเมล็ดพันธุ์ ทำการคัดเมล็ดที่เสีย เมล็ดวัชพืชที่มีอยู่ปะปน และสิ่งเจือปนต่างๆ ออกทิ้งไป จากนั้นให้แช่เมล็ดพันธุ์ในนํ้าอุ่น ที่อุณหภูมิ 50-55 องศาเซลเซียส เป็น เวลา 15-30 นาที จะช่วยลดปริมาณเชื้อโรคที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ และกระตุ้นการงอกของเมล็ดด้วย

การปลูก และการดูแล วิธีการปลูก และระยะปลูก จะขึ้นอยู่กับชนิดของพืชผักที่จะปลูกด้วยโดยจะต้องคำนึงถึง การปลูกผักต้องมีระยะห่างพอสมควร อย่าให้แน่นจนเกินไป เพื่อให้ผักมีการระบายอากาศที่ดี เป็นการปรับสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะสมต่อการระบาดของโรค ต้องหมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอ โดยใช้วิธีเลือกสุ่มสำรวจเป็นจุดๆ ประมาณ 10-20 จุด/ไร่ ถ้าพบว่ามีการระบาดของโรคและแมลงในระดับที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พืชผักนั้น ก็ควรทำการกำจัดโรคและแมลงที่พบทันที โดยใช้สารควบคุมโรคและแมลง ที่ผลิตจากธรรมชาติ

การใช้สารควบคุมโรคและแมลง ที่ผลิตจากธรรมชาติ การป้องกันกำจัดโรค แมลง และสัตว์ศัตรูพืช ทำได้โดยปลูกพืชขับไล่แมลงบนแปลงปลูก เช่น ตะไคร้หอม และหากมีความจำเป็นต้องใช้สารฉีดพ่น ให้ใช้สารสกัดจากพืช เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม นะครับ

รักษ์เกษตร : ​ทำสารกำจัดวัชพืช จากวัสดุในครัวเรือน

Published October 9, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368989

x

รักษ์เกษตร : ​ทำสารกำจัดวัชพืช จากวัสดุในครัวเรือน

วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากจะทำสารกำจัดวัชพืช ไว้ใช้เอง เอาอย่างชนิดที่ไม่เป็นอันตราย และไม่มีสารตกค้าง จะใช้อะไรทำอย่างไรมาทำได้บ้างครับ

สมเหตุ รัตนชีวิน

อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

คำตอบ

วัชพืช เป็นปัญหาใหญ่ ที่ก่อกวนพื้นที่การทำเกษตรกรรมอย่างมาก เกษตรกรควรรู้วิธีการกำจัดวัชพืชโดยทางเลือกแล้ว อาจไม่ใช้สารเคมี โดยสามารถผลิตได้เองในครัวเรือน จะช่วยประหยัดต้นทุนการผลิต และไม่เกิดผลตกค้างแก่สิ่งแวดล้อมและพืชที่ปลูกอีกด้วย

วัชพืช มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

1.วัชพืชใบแคบวงศ์หญ้า เป็นวัชพืชใบแคบ มีใบเลี้ยงเดียว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เมื่อเมล็ดสุกแก่แล้ว จะร่วงลงดิน เมื่อพบกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ก็จะเจริญเติบโตขึ้นมา เช่น หญ้าคา หญ้าแพรก หญ้าขาว ฯลฯ

2. วัชพืชใบกว้าง เป็นวัชพืชที่มีใบขนาดใหญ่ เป็นได้ทั้งใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่ มีใบกว้าง เส้นใบเป็นร่างแห เช่น หญ้าผักโขมหนาม และผักเบี้ยใหญ่ ฯลฯ

3. วัชพืชจำพวกกก เป็นวัชพืชที่มีใบยาวเรียว ลำต้นเป็นสามเหลี่ยม เช่น กกทราย และแห้วหมู ฯลฯ ตัวอย่างที่เป็นแนวทางเลือกเบื้องต้น ที่มีผู้สนใจนำไปปฏิบัติและปรับใช้จนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนี้

สูตรที่ 1 สูตรกำจัดวัชพืชใบแคบ เช่น หญ้าปากควาย หญ้าตีนกา หญ้านก และหญ้าหวาย

-วัสดุที่ใช้ มีดังนี้ 1) เกลือทะเลชนิดเม็ด 2) กากน้ำตาล และ 3) น้ำเปล่า

-วิธีการทำ นําเกลือแกง มาผสมกับกากน้ำตาล และน้ำในอัตราส่วน 1:1:1 คนให้เข้ากัน แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน จากนั้นนําไปฉีดพ่นวัชพืช ในขณะที่มีแดด ต้องไม่มีเค้าฝน มิเช่นนั้น ฝน
จะชะล้างสารออกหมด วัชพืชจะแห้งเหี่ยวตายไปเองตายในเวลาประมาณ 1-2 วัน เนื่องจากสารชีวภาพนี้จะไปหยุดการทํางานในระบบการหายใจและสังเคราะห์แสงของพืช ทําให้ระบบการทํางานของวัชพืชเสียหาย ไม่สามารถหายใจและสังเคราะหแสงได้

สูตรที่ 2 สูตรกำจัดวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  เช่น หญ้าคา และหญ้าดอกขาว

-วัสดุที่ใช้ มีดังนี้ 1) สับปะรด 20 กิโลกรัม 2) เกลือ 10 กิโลกรัม 3) โซดาไฟ 1 กิโลกรัม และ 4) น้ำ 20 ลิตร

-วิธีการทำ นำสับปะรดมาสับให้ละเอียด แล้วผสมเกลือและน้ำลงไปด้วย กวนให้เข้ากัน แล้วผสมโซดาไฟ หมักทิ้งไว้ 15 วัน เมื่อจะนำไปใช้ ให้ผสมน้ำหมักที่ได้ 100 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้พ่นสัปดาห์ละครั้ง วัชพืชจะตาย เพราะสูญเสียการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ และทำให้กลายเป็นใบด่างขาว อันเป็นผลจากโซดาไฟที่แตกตัวกลายเป็นสารไฮโดรคลอริก

สูตรที่ 3 สูตรกำจัดวัชพืชประเภทใบกว้าง และใบเรียวยาว เช่น ผักโขมหนาม และแห้วหมู

-วัสดุที่ใช้ มีดังนี้  1) เกลือแกง 5 กิโลกรัม 2) กากน้ำตาล 2 ลิตร 3) กลีเซอรีน 2 ลิตร หาซื้อได้จากปั๊มน้ำมันทั่วไป 4) น้ำ 20 ลิตร และ 5) ถังหมักชนิดทึบแสง ขนาด 50 ลิตร แบบมีฝาปิด

-วิธีการทำ นำส่วนผสมทั้งหมดเทลงไปในถังหมัก แล้วคนให้เข้ากัน ปิดฝาให้มิดชิด และเก็บในที่ร่ม หมักไว้ 1 คืน จากนั้นนำไปกรองเอากากออก เก็บเอาไว้เฉพาะน้ำหมัก เมื่อจะนำไปใช้ให้นำน้ำหมักไปฉีดพ่นได้เลย จะเห็นผลใน 2-3 สัปดาห์

ทางเลือกที่นำเสนอนี้ ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ได้ทดลองปฏิบัติ จนเห็นผลสำเร็จ เกษตรกรและผู้สนใจ สามารถติดต่อสอบถามวิธีการปฏิบัติและปรับใช้ให้เหมาะทรัพยากรในท้องถิ่นกับหน่วยราชการ องค์กรพัฒนาภาคเอกชน หรือกลุ่มเกษตรกร นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปลูกไม้ประดับในอาคาร ต้องรู้อะไร

Published October 6, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367511

x

รักษ์เกษตร : ปลูกไม้ประดับในอาคาร ต้องรู้อะไร

วันอังคาร ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมชอบปลูกต้นไม้ไว้ในอาคาร แต่ไม่ทันไรก็จะดูโทรมๆ ลงทุกที ขอทราบความรู้เรื่องนี้ด้วยครับ

สถาพร เจริญสิทธิพงษ์

อ.เมือง จ.นครพนม

คำตอบ

การปลูกไม้ประดับในอาคาร มีเป้าหมายในการสร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ และดูร่มรื่นสวยงาม ผู้ปลูกควรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการพืชที่ปลูก ซึ่งอาจจะสอบถามจากผู้รู้ และจากแหล่งความรู้ต่างๆ เพราะมีความยุ่งยากพอควร และต้องใส่ใจในการบำรุงรักษาอย่างมากเป็นพิเศษ การนำต้นไม้มาตกแต่งภายในอาคาร นักวิชาการเกษตรได้ให้ข้อควรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้

การจัดวาง ถ้าต้องการจัดวางไว้ที่โต๊ะทำงาน หรือชุดรับแขก ต้นไม้ที่นำมาจัดวาง ควรมีขนาดเล็ก มีแบบรูปทรงที่น่ารักเมื่อมองใกล้ๆ และไม่บังสายตา เพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนย้าย หรือนำออกไปรับแสงแดด ถ้าจะจัดวางที่หลังตู้เอกสาร หรือหลังตู้เย็น ควรเป็นไม้ประดับประเภทไม้ใบ เช่น พลูด่าง ราชินีหินอ่อน โดยปลูกในกระถางทรงต่ำ มีจานรอง จะทำให้ต้นห้อยย้อยลงมาจะสวยงาม ถ้าจัดวางไว้ที่บริเวณมุมห้อง ควรเป็นต้นไม้ที่ปลูกในกระถางขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ เป็นไม้พุ่มสูงไม่เกิน 1 เมตร ไม่ควรตั้งกระถางต้นไม้ในที่ที่ลมพัดแรงๆ หรือที่มีไอร้อน วางต้นไม้ตามความต้องการแสงของแต่ละต้น หากต้นไม้ต้องการแสงมาก ให้วางใกล้ๆ ประตู หรือถ้าต้นไม้ต้องการแสงน้อย ก็ให้วางใกล้หน้าต่าง

การให้ปุ๋ยให้น้ำ ต้นไม้ที่นำมาปลูกในอาคาร ต้องหมั่นสังเกตว่า ถ้าเป็นต้นไม้ชนิดในร่มบางชนิด มีลำต้นบอบบาง ใบใหญ่ จะมีการคายน้ำสูง จึงต้องเติมน้ำบ่อยๆ และให้ปุ๋ยตามประเภทของไม้ประดับนั้นๆ ด้วย การรดน้ำต้นไม้ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรต้องระมัดระวัง น้ำที่ใช้ไม่ควรร้อน หรือเย็นเกินไป ควรรดน้ำในตอนเช้า หรือตอนเย็นเท่านั้น ไม่ควรรดตอนแดดจัด ควรรดที่โคนต้น หรือที่ดินเท่านั้น ไม่รดตรงดอกหรือใบ และไม่ควรรดให้ดินแฉะเกินไป

การรับแสงแดด ไม้ประดับในร่มส่วนใหญ่ ต้องการเพียงแสงสว่างเท่านั้น การได้รับแสงแดดได้รับเพียงเล็กน้อยในวันหนึ่งๆ ก็สามารถเจริญเติบโตได้ การดูแลควรนำไปรับแสงแดดบ้างเป็นบางครั้ง

การจัดต้นไม้สับเปลี่ยน การปลูกในสำนักงานหรืออาคารใหญ่ ควรมีต้นไม้สำหรับสับเปลี่ยนอย่างน้อย 2 ชุด เมื่อวางต้นไม้ตามจุดต่างๆ สักระยะหนึ่ง แล้วต้นไม้จะโทรม ควรเปลี่ยนอีกชุด เพื่อให้ชุดที่เริ่มโทรมนำไปรับอากาศและแดดรำไร ให้ฟื้นตัว จัดการดูแลรักษาและบำรุงให้ปุ๋ยต้นไม้ ตามความต้องการของต้นไม้แต่ละชนิด

การทำความสะอาดต้นไม้ ต้องหมั่นทำความสะอาดใบและต้นเสมอ โดยใช้วิธีรดน้ำ หรือจุ่มน้ำ และการใช้สำลี หรือฟองน้ำชุบน้ำเช็ดเบาๆ บริเวณใบ และลำต้น

การทำหลักให้กับต้นไม้ยึดเกาะ ควรทำหลักให้กับต้นไม้ที่นำมาปลูก ต้นไม้ส่วนใหญ่จะมีลำต้นอ่อนและยืดหยุ่นสูง การทำหลักให้ยึดเกาะ จะช่วยจัดทรงของต้นไม้ให้ดูดีขึ้น แต่ควรระวังเรื่องไปทำรากขาด และความสวยงามเหมาะสมด้วย

การดูแลรักษา ให้ทำการตัดแต่งกิ่งให้ได้รูปทรงที่สวยงาม หรือตามขนาดที่ต้องการ และห้ามใช้ยาปราบศัตรูพืชกับต้นไม้ในอาคารเป็นอันขาด เพราะตัวยาที่อันตราย จะระเหยอยู่ภายในอาคาร เกิดอันตรายได้

การหาซื้อต้นไม้มาปลูกในอาคาร ควรเลือกต้นไม้ที่ทนทานและตายยาก ควรศึกษาด้วยว่าต้นไม้แต่ละชนิด จะต้องดูแลอย่างไร ชอบดินประเภทไหน ต้นไม้นี้ ชอบแสงแดดจัดหรือรำไร ต้องการน้ำและปุ๋ยมากหรือน้อย การปลูกไม้ประดับไว้ภายในบริเวณบ้านหรือภายในอาคารสำนักงาน ช่วยให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น สีเขียวของต้นไม้ช่วยลดความเครียด ช่วยผ่อนคลายให้ความรู้สึกสดชื่นอีกด้วยนะครับ

นาย รัตวิ

%d bloggers like this: