รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม

All posts tagged รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม

วิถีเกษตรกรรม ‘เชี่ยวเหลียง’ การผลิตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ

Published July 15, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228507

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,วิถีเกษตรกรรม,เชี่ยวเหลียง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  29 พ.ค. 2559

วิถีเกษตรกรรม ‘เชี่ยวเหลียง’ การผลิตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : วิถีเกษตรกรรม ‘เชี่ยวเหลียง’ การผลิตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ : โดย…รัชตะ มารัตน์

                    เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ประเทศไทยมีทิศทางเกี่ยวกับการจัดการผลผลิตทางด้านการเกษตร ที่ดูเหมือนจะเพียงเพื่อการค้ากำไรในระบบการแข่งขัน มากกว่าที่จะคำนึงถึงความยั่งยืน ไม่มีผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม และลดการพึ่งพาจากนโยบายหรือภายนอกชุมชน
                    แต่ที่เกิดขึ้นกับ ต.เชี่ยวเหลียง นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง
                    บุญจักร สงคราม กำนันตำบลเชี่ยวเหลียง และประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลเชี่ยวเหลียง พร้อมด้วยคณะกรรมการสภาฯ ประกอบด้วย สุริโย ยอดสังวาล คณิต พรหมบุตร และ เครือวัลย์ สงคราม เล่าให้ฟังว่า ต.เชี่ยวเหลียง อ.กะเปอร์ จ.ระนอง พบจุดเปลี่ยนที่สำคัญหลังมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลเชี่ยวเหลียง ภายใต้พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 โดยเมื่อ พ.ศ.2557 สภาฯ และพี่น้องประชาชนในตำบลได้ร่วมกันวิเคราะห์พื้นที่ และตั้งธงคำถามใน 2-3 ประเด็น คือ “ปาล์มและยางที่ปลูกกันอยู่อะไรคุ้มค่ากว่ากัน ถ้าผลผลิตที่ออกมาพี่น้องในตำบลจะบริหารจัดการกันเองได้หรือไม่ จะสร้างความปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของพี่น้องได้อย่างไร ?”
                    เมื่อสภาฯ สามารถตกผลึกแนวความคิดดังกล่าวได้แล้ว จึงได้ทำข้อเสนอเพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ภายใต้โครงการ “เศรษฐกิจและทุนชุมชน”
                    ในครั้งแรกที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนเข้ามา สภาฯ ได้ดำเนินการออกสำรวจข้อมูลไปยังทุกภาคส่วนในตำบล พร้อมๆ กับการทำความเข้าใจในกระบวนการของสภาฯ และพบนัยสำคัญประการหนึ่ง คือ การทำเกษตรกรรมในระยะสิบปีให้หลัง พี่น้องเกษตรกรประสบปัญหาผลผลิตที่มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลมาจากระบบการแข่งขัน และกลไกราคาตลาด พี่น้องมีความต้องการผลผลิตครั้งละมากๆ จำเป็นที่ต้องใช้สารเคมีจำนวนมากไปด้วยเช่นกัน รวมไปถึงสุขภาพของพี่น้องเองก็ดูจะไม่ค่อยดีนัก ค่าใช้จ่ายที่หมดไปกับปุ๋ยยาก็สูงตามไปด้วย
                    และแม้พี่น้องเชี่ยวเหลียงจะปลูกยางพาราเป็นอาชีพหลัก แต่เมื่อสำรวจข้อมูลแล้ว ปาล์มน้ำมันกลับสร้างรายได้ต่อปีที่มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบโดยประมาณ กับราคาระดับกลางโดยเฉลี่ยในพื้นที่ 10 ไร่ ยางพาราให้มูลค่าอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาท ส่วนปาล์มน้ำมันให้มูลค่าได้สูงถึง 30,000 บาทต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับราคาตลาด และสภาพต้นผล) ทั้งนี้ อาจมีปัจจัยมาจากสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศที่ใน 1 ปี คนเชี่ยวเหลียงจะสามารถกรีดยางพาราได้แค่ประมาณ 60 วัน เนื่องจากเป็นพื้นที่พาดผ่านของลมมรสุม มีฝนตกตลอดทั้งปี เมื่อเทียบกับปาล์มน้ำมันที่สามารถเก็บผลผลิตได้ในทุกๆ 15 วัน ผนวกไปกับการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ในร่องสวน เพื่อรอเก็บผลผลิตไปด้วย อาทิ ผักเหลียง ข่า และตะไคร้
                    เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปเสนอให้พี่น้องในตำบลได้รับทราบแล้ว ก็มีความเห็นพ้องต้องกัน ที่คนในตำบลน่าจะมีการบริหารจัดการทรัพยากรของตนเอง อย่างเป็นระบบ เบื้องต้นคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กลุ่มเกษตรกรรายย่อยเห็นรูปธรรม โดยการปรับปรุงตลาดกลางสินค้าเกษตรที่รกร้างว่างเปล่า ให้กลายเป็นลานเทปาล์ม และตลาดสินค้าเกษตรพื้นบ้านปลอดสารเคมีของชุมชน ควบคู่ไปกับการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการกลุ่มเกษตรกรสวนปาล์มน้ำมัน โดยได้ไปศึกษาดูงานยังสถานที่ต่างๆ เพื่อนำรูปแบบ วิธีการมาปรับใช้ เช่น การดูงานกลุ่มสหกรณ์สวนปาล์มน้ำมัน ที่ จ.กระบี่ และ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น
                    ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการยกร่างระเบียบ เบื้องต้นจะมีการระดมทุนจากกลุ่มต่างๆ รวม 4 หมู่บ้าน และกลุ่มจาก ต.บ้านนา รวมแล้วประมาณ 120 ราย เข้ามาเป็นสมาชิก โดยจะให้ผลประโยชน์แก่เกษตรกรมากกว่าแค่การขายกับลานเทปาล์มในปัจจุบัน อาทิ การให้ปันผลช่วงสิ้นปี การให้ราคาที่เป็นธรรม โดยคาดว่าจะเปิดรับสมัครสมาชิกในอัตรารายละ 5 หุ้น หุ้นละ 100 บาท แต่ไม่เกิน 2,000 หุ้น ผลกำไรที่ได้จะแบ่งสรรปันส่วนตามเงื่อนไขที่กำหนด
                    ยกตัวอย่าง การจัดสรรรายได้ที่เกิดขึ้น ร้อยละ 100 ต่อปี แบ่งสำหรับการลงทุนใหม่ ร้อยละ 25 แบ่งคืนสมาชิก ร้อยละ 50 ออมทรัพย์ ร้อยละ 5 ค่าตอบแทนคณะกรรมการ ร้อยละ 10 รวมทั้งการจัดสวัสดิการสังคม และสาธารณประโยชน์ต่างๆ ของตำบล อีกร้อยละ 10 และที่สำคัญคือการนำผลกำไรมาลดต้นทุนการผลิตจากสารเคมี เปลี่ยนเป็นการทำปุ๋ยหมักใช้เองภายในตำบล และการส่งขายไปยังพื้นที่ใกล้เคียงในอนาคต
                    สำหรับการปรับปรุงลานเทปาล์มชุมชน สุริโย กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล จำนวน 1,060,000 บาท ตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตำบลละ 5 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการใน 2 ลักษณะ คือ การปรับปรุงสภาพพื้นที่ และการซ่อมบำรุงเครื่องชั่งให้มีมาตรฐาน
                    ทั้งนี้ สภาองค์กรชุมชนตำบลเชี่ยวเหลียง ยังมีกิจกรรมอื่นเพิ่มเติม เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าการปลูกพืชหลายชนิด แทนการปลูกพืชเพียงชนิดเดียวตามการส่งเสริมของรัฐที่ผ่านมา จะสามารถสร้างผลกำไรได้มากกว่า อาทิ การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชแซมปาล์มน้ำมัน และยางพารา ซึ่งสามารถสร้างรายได้เสริมได้สูงถึงปีละ 40,000 บาท เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาอาชีพเกษตรกรในการทำปุ๋ยหมักเพื่อลดต้นทุน ฯลฯ
                    วงสนทนากล่าวว่า องค์ความรู้ และแนวความคิดดังกล่าว เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนในตำบล โดยเฉพาะเกษตรกรได้รับรู้ในข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อประกอบการตัดสินใจที่จะลงทุนในการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน มากกว่าที่จะเชื่อมั่นในนโยบายรัฐเพียงด้านเดียว ซึ่งในบางครั้งอาจดูไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ รวมทั้งการมีชุดประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยนำสิ่งที่หาได้ในพื้นที่มาปรับใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต และการตระหนักถึงการสร้างความปลอดภัยทั้งในพื้นที่ตนเองและพื้นที่ข้างเคียง ที่มักเห็นข่าวการปนเปื้อนสารเคมีในระบบเกษตร ที่ไหลลงตามแม่น้ำลำคลอง เกิดเป็นปัญหาครอบคลุมหลายสิบตำบล
                    นี่เป็นเพียงกรณีศึกษาด้านหนึ่งของตำบล ที่พี่น้องประชาชนสามารถจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในตำบลได้อย่างเป็นระบบ ภายใต้การสำรวจข้อมูลและประเมินความเป็นไปได้ รวมทั้งไม่อาศัยการพึ่งพารัฐเพียงด้านเดียว แต่สามารถนำข้อมูลไปสู่การจัดการ เพื่อทดแทนรายได้หลัก ลดระบบพึ่งพาการผลิตจากภายนอก ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรมีราคาสูง เป็นผลระยะยาวในการเกิดภาระหนี้สินที่ไม่สามารถชำระคืนได้ นำไปสู่การสูญเสียที่ดินทำกินในอนาคต
                    หลักคิดของตำบล จึงนำไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรใน 3 ปัจจัย คือ คุณภาพผลผลิต คุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้บริโภคในระดับครัวเรือน ชุมชน ออกไปสู่ภายนอก และสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับหลักคิดในวิสัยทัศน์ของประเทศ ปี พ.ศ.2558- 2563 คือ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” สอดคล้องกับร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่จะใช้กันในปี พ.ศ.2560 ในแนวทางการพัฒนาด้านเกษตรกรรมสู่ความเป็นเลิศด้านอาหาร โดยให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างภาคเกษตร เร่งพัฒนา และขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง ซึ่งนั่นหมายถึงระบบการผลิตที่ปลอดภัยตั้งแต่ระดับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จนไปถึงมือผู้บริโภค ความยั่งยืนในวิถีชีวิต และวิธีการผลิตของเกษตร ประการหนึ่งด้วยเช่นกัน
                    อย่างที่ผู้เขียนกล่าวไว้ข้างต้น แม้ประชาชนจะสามารถจัดการระบบข้อมูลตำบล ไปสู่การจัดการเชิงนโยบายได้ก็ตาม แต่ในปัจจุบันความผันผวนเชิงนโยบายรายวันก็ยังมีให้เห็น การที่จะทำให้ประชาชนเข้มแข็ง ก็ควรส่งเสริมให้รู้จักการจัดการตนเองตั้งแต่ระดับฐานรากด้วยเช่นกัน การส่งเสริมให้เกษตรกรรู้เท่าทันกลไกราคา กลไกตลาด รวมทั้งองค์ความรู้ต่างๆ ในการเพิ่มมูลค่าผลผลิต และการทำเกษตรแบบผสมผสาน ก็น่าจะเป็นโจทย์ที่รัฐควรจะรับฟังเกษตรกรให้มากกว่าที่เป็นอยู่
                    รวมทั้งไม่ฟังความเฉพาะบุคลากรแถวหน้าในการให้ข้อมูลที่ไม่สะท้อนข้อเท็จจริงในแต่ละบริบทที่ต่างกันของชุมชน ยังไม่นับรวมถึงปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินทำกิน ที่พี่น้องประสบอยู่เกินครึ่งตำบล ซึ่งข้อมูลระบุว่า พี่น้อง ต.เชี่ยวเหลียง มีสิทธิในที่ดินทำกินอย่างถูกต้องและมั่นคงเพียงร้อยละ 14 เท่านั้น และก็น่าจะสะท้อนได้เช่นกันว่า ถ้าชาวบ้านคิดจะรวมตัวกันเอง คิดจะจัดการพืชผลอย่างเป็นระบบ พวกเขาคงไม่ได้เป็นนายทุนรุกที่ดินเพื่อทำลายทรัพยากรแต่ประการใด แต่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันในฐานะอาสินของคนทั้งตำบลมากกว่า จริงมั้ย?
———————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : วิถีเกษตรกรรม ‘เชี่ยวเหลียง’ การผลิตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ : โดย…รัชตะ มารัตน์)

เศรษฐกิจ ‘คนบึงพะไล’ สำเร็จได้ด้วยทุนในชุมชน

Published July 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227604

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,เศรษฐกิจ,คนบึงพะไล

การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 พ.ค. 2559

เศรษฐกิจ ‘คนบึงพะไล’ สำเร็จได้ด้วยทุนในชุมชน

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เศรษฐกิจ ‘คนบึงพะไล’ สำเร็จได้ด้วยทุนในชุมชน : โดย…รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

                    “ถึงแม้จะมีหนี้ แต่เราก็มีสถาบันจัดการเงินชุมชนที่มารองรับหนี้ ทำให้ครอบครัวดีขึ้น มีอันอยู่อันกิน มีรายได้ดีขึ้น” นายบำรุง มณฑาทิพย์
                    “ฉันภูมิใจที่ชุมชนฉันเข้มแข็ง สามารถเป็นแบบอย่างให้ชุมชนอื่นได้” นางลำดวน นวมโคกสูง
                    “รู้สึกภูมิใจที่บ้านหัวบึงทำได้ ก็มีโครงการหลายๆ อย่าง มีโรงสีข้าวชุมชน มีเลี้ยงหมู เลี้ยงควาย เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ มีลานตากข้าว ภูมิใจที่พวกเราทำได้” นายคมขำ ทับสุขา
                    “ผู้นำเขาเข้มแข็ง ถ้าเราไม่มีอาชีพเสริม ผู้นำก็ไปจ้างครูมาช่วยสอนทำขนม และทำอะไรหลายอย่าง ช่วยเหลือกลุ่มให้ดีขึ้น เราก็มีรายได้เพิ่มขึ้น เลี้ยงครอบครัวได้” นางคำบาง หยวกกลาง
                    “ตั้งแต่มุมานะมาก็เป็นเวลา 14-15 ปี ถึงวันนี้คิดว่าทะลุเป้า ดีใจมาก ภูมิใจ นึกสนุก ปลื้มในใจมากๆ เวลามีเพื่อนต่างจังหวัดมาดูงาน มาชมมาเชย” นางทองสาย ปิตาทะสา
                    นี่คือเสียงสะท้อนและคำบอกเล่าความรู้สึกสั้นๆ ของคน ต.บึงพะไล ส่วนหนึ่ง ที่ยืนยันถึงความสำเร็จและความภาคภูมิใจ ที่พวกเขาได้พัฒนาเศรษฐกิจรากฐานและทุนชุมชนให้เข้มแข็งด้วยตนเอง
                    ต.บึงพะไล อ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา ประกอบด้วย 15 หมู่บ้าน 2,409 ครัวเรือน ประชากร 10,709 คน คนที่นี่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร ปลูกมัน ทำนา เลี้ยงสัตว์ และมีวิถีวัฒนธรรมไม่ต่างจากเกษตรกรในภาคอีสานโดยทั่วไป
                    แต่ที่นี่…มีความโดดเด่นในการรวมกลุ่มของชาวบ้าน โดยเฉพาะที่บ้านหัวบึง ที่ร่วมกันพัฒนาชุมชนท้องถิ่นตนเองให้เกิดความเข้มแข็งในหลายด้าน ทั้งเรื่องการรวมกลุ่มออมทรัพย์ การดำเนินวิสาหกิจชุมชนผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด ศูนย์สาธิตการตลาด การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง การช่วยกันดูแลรักษาป่า การเรียนรู้อดีตจากของเก่า การฝึกอาชีพเสริมในการทำขนมกล้วย-เผือก-มัน สานหมวก และทอเสื่อจากวัสดุในท้องถิ่น มีธนาคารข้าว โรงสีข้าวชุมชน มีข้าวให้กู้ยืมบริโภคเพื่อคนในตำบล อีกทั้งยังมีการรวมกลุ่มเลี้ยงหมู เลี้ยงโค-กระบือ เลี้ยงไก่เนื้อโคราช ไก่ดำสมุนไพร และการทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอีกด้วย
                    ถ้าจะลองยกตัวอย่างกิจกรรมสำคัญๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชน ก็คงต้องพูดถึงเรื่องโรงสีข้าวชุมชน ที่เป็นของชุมชน เพื่อคนในชุมชน เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2535 แต่เดิมตั้งอยู่ในหมู่บ้านเป็นโรงสีเล็กๆ พัฒนาจนขยับขยายมาตั้งที่ศูนย์เรียนรู้เมื่อปี 2557 มีเครื่องสีข้าวที่มีคุณภาพมากขึ้น เป็นโรงสีขนาดกลาง ชาวบ้านทุกคนได้ใช้ประโยชน์ สามารถกู้ยืมข้าวไปบริโภคได้ และมีกองทุนโรงสีชุมชน ซึ่งสมาชิกจะได้รับการปันผลกำไรทุกสิ้นปี
                    หรือการเลี้ยงไก่เนื้อพันธุ์โคราช ชาวบ้านบอกว่า ไก่พันธุ์นี้มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ เนื้อเหนียวนุ่มติดสปริง รสชาติอร่อย พัฒนาสายพันธุ์โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นอกจากขายเนื้อได้แล้ว ขี้ไก่ก็ยังขายได้ เพราะมีความต้องการที่จะนำไปทำเป็นปุ๋ยให้คุณภาพดี ซึ่งการเลี้ยงไก่ของที่นี่ได้รับการสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. จะเลี้ยงเป็นรุ่น รุ่นละ 500 ตัว ใช้เวลา 75 วัน ก็ขายเอาเงินทุนไปคืน ธ.ก.ส. กำไรที่เหลือก็ปันผลคืนสมาชิก กำไรต่อที่สองคือได้ปุ๋ยมูลไก่ไว้จำหน่าย
                    อีกทั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ที่เกิดการจากลงหุ้นกันในชุมชนเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำเกษตร แก้ไขปัญหาสภาพดินที่เป็นกรดเป็นด่าง อีกทั้งช่วยเพิ่มแร่ธาตุอาหารให้แก่ดินและพืชพรรณ และที่สำคัญช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีอีกด้วย
                    ถ้าเป็นเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ต้องพูดเรื่องป่าชุมชน และธนาคารต้นไม้ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านหัวบึง พื้นที่ 4 ไร่ มีการปลูกป่าเพิ่มทุกปี มีการออกกฎระเบียบข้อห้ามร่วมกัน ห้ามตัดไม้ ห้ามเอาสัตว์เลี้ยงเข้าไป ห้ามบุคคลอื่นเข้าไปใช้ประโยชน์นอกเหนือจากสมาชิกชุมชน จนเกิดความภาคภูมิใจที่ป่ากำลังเติบโตฟื้นคืนให้ความร่มรื่น
                    และที่เป็นหัวใจนั่นก็คือเรื่อง “การออม” ชาวบ้านมองว่ามันคือการออมเพื่อไว้ใช้ในวันข้างหน้า หากไม่รู้จักออมครอบครัวจะไม่มีกินมีใช้ และเมื่อออมแล้วก็สามารถสะสมไว้กู้ยืมได้ในยามจำเป็น เวลาขาดเหลือก็ไปยืมที่กลุ่ม ไม่ต้องไปกู้นายทุน ทั้งยังสร้างรายได้ให้กลุ่ม แถมสมาชิกยังได้ปันผลคืนตอนสิ้นปี โดยทุกวันที่ 1 และ 2 ของเดือน พี่น้องจะนำเงินมาออมร่วมกันทุกเดือน ทั้งออมเพื่อสวัสดิการชุมชน ออมเพื่อกู้ยืม ออมเพื่อกองทุนกลุ่ม ซึ่งมีการแยกการบริหารจัดการอย่างชัดเจน
                    ซึ่งในการประกอบอาชีพและการดำเนินวิถีชีวิตนั้น เรื่องทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต ที่นี่มีกองทุนต่างๆ มากมายที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อหนุนเสริมให้แก่สมาชิกของชุมชน ทั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนหมู่บ้าน กองทุน ก.ข.ค.จ. กองทุนธนาคารข้าว กองทุนโรงสีชุมชน กองทุนปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ กองทุนป่าชุมชน กองทุนน้ำดื่มออมทรัพย์ กองทุนกลุ่มไก่เนื้อโคราช เป็นต้น โดยมีสถาบันจัดการเงินทุนชุมชนตำบลเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการเงินทุนให้แก่กลุ่มต่างๆ มีเงินทุนหมุนเวียนภายในตำบลกว่า 25 ล้านบาท ที่เกิดจากการระดมทุนภายในชุมชน และการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในการจัดตั้งสถาบันการเงินขึ้นมา
                    กระมล สุจริต กำนันตำบลบึงพะไล กำนันแหนบทอง แกนนำคนสำคัญที่มุ่งมั่นทำงานเสียสละเพื่อตำบลมา 15 ปี นับจากปี 2539 โดยริเริ่มพัฒนาหมู่บ้านหัวบึงให้เป็นต้นแบบกับหมู่บ้านอื่นๆ บอกเล่าให้ฟังว่า ความสำเร็จส่วนหนึ่งเกิดจากการวางตัวของผู้นำที่ทำจริง เสียสละ ละลายความคิดด้านลบของผู้นำให้เกิดเป็นศรัทธา ชาวบ้านจึงให้ความร่วมมือ และต้องใช้คนให้ถูกกับงาน จึงสามารถทำให้งานลุล่วงได้
                    กระมล เล่าถึงจุดเริ่มของการสะสมทุนเพื่อกลุ่มต่างๆ ว่า จากสมาชิกเริ่มต้นบ้านหัวบึง 200 กว่าราย และจากนั้นก็มีสมาชิกจากหมู่บ้านต่างๆ ในตำบลมาร่วมเป็นสมาชิก เข้ามาถือหุ้นเพิ่มเติม ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 971 คน มีเงินทุนหมุนเวียนที่เป็นเงินกู้ยืมจากธนาคารเพื่อการเกษตรฯ เพื่อมาทำในหลายกิจกรรมรวมทั้งหมดประมาณ 25 ล้านบาท
                    โดยกลุ่มต่างๆ ในชุมชน มีทั้งหมด 25 กลุ่ม ทุกกลุ่มตั้งเพื่อสร้างผลกำไรเป็นต้นทุนให้ชุมชนได้มีทุนโดยไม่ต้องไปพึ่งพาจากภายนอก กลุ่มที่สำคัญๆ ที่เป็นต้นแบบก็คือกลุ่มออมทรัพย์ ทำให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของการออม และยังเป็นการระดมทุน ปล่อยกู้ให้แก่สมาชิกอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ได้เสียสละ ทำบุญกับคนที่มีความเดือดร้อน คนที่ไม่เดือดร้อนก็เอาเงินมาออมถือว่าเป็นการช่วยเหลือกัน
                    และอีกกลุ่มที่ดำเนินการได้ผลอย่างน่าพอใจคือวิสาหกิจชุมชน ที่นำผลิตผลทางการเกษตรในพื้นที่มาแปรรูป สร้างรายได้ให้แก่สมาชิก เป็นที่แลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตรแบบพึ่งพากัน หรือกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ กลุ่มนี้ก็ช่วยกันเพื่อให้ดินดีขึ้นใช้ปุ๋ยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าที่ขายปุ๋ยเคมี
                    อย่างไรก็ตาม กำนันเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า การพัฒนาที่ ต.บึงพะไล เริ่มต้นจากพัฒนาบ้านหัวบึงให้เป็นรูปธรรม เพื่อเป็นต้นแบบให้แก่หมู่บ้านอื่นๆ ในตำบล เป็นการจุดประกายทำให้เห็นผลสำเร็จ หากลองพิจารณาปัจจัยที่ทำให้ ต.บึงพะไล มีความเข้มแข็ง นอกจากจะมีต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อแล้ว ผู้นำทางการ ผู้นำธรรมชาติ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ก่อให้เกิดการระดมทุนจากสมาชิกในชุมชน ด้วยความสามัคคี และพร้อมมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน จนเกิดกองทุนต่างๆ จากการที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ วางแผน ลงมือปฏิบัติ กำกับ ติดตาม ประเมินผลในการพัฒนาชุมชนของตนเอง และมีการนำความรู้มาประยุกต์ใช้จากการเรียนรู้ทั้งจากภายในและภายนอก
                    ที่สำคัญ มีเครือข่าย หน่วยงานที่ให้การสนับสนุนทั้งด้านวิชาการ และทุน จนสามารถก่อให้เกิดการพัฒนาและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องไปทั้งตำบลได้
—————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เศรษฐกิจ ‘คนบึงพะไล’ สำเร็จได้ด้วยทุนในชุมชน : โดย…รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน)

ทรัพยากรที่สมบูรณ์คือฐานชีวิต เสียงสะท้อน ‘ประมงพื้นบ้านโลก’

Published July 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227177

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,ทรัพยากร,ประมงพื้นบ้านโลก,เสียงสะท้อน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 พ.ค. 2559

ทรัพยากรที่สมบูรณ์คือฐานชีวิต เสียงสะท้อน ‘ประมงพื้นบ้านโลก’

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ทรัพยากรที่สมบูรณ์คือฐานชีวิต เสียงสะท้อน ‘ประมงพื้นบ้านโลก’ : โดย…ประกาศ เรืองดิษฐ์ ศูนย์เผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ.)

                    บทบาทของประมงขนาดเล็กทั่วโลก มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร และความมั่นคงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการปกป้องอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศและการอนุรักษ์ไว้ซึ่งความหลากหลายของทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง ที่ผ่านมากลุ่มประมงพื้นบ้านทั่วโลก ต่างเผชิญปัญหาการดำรงชีวิต และไม่ได้รับการใส่ใจอย่างจริงจังและเป็นธรรม
                    การใช้ทรัพยากรด้านประมงที่เกินกว่ากำลังของกระบวนการผลิตทางธรรมชาติ มีการใช้เครื่องมือประมงที่ทำลายล้างความสมดุล ปัญหาเกิดมาจากสาเหตุของการขาดการควบคุมอย่างเอาจริงเอาจัง การขาดความรู้ในการบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งกำลังเป็นปัญหาไปทั่วโลก จึงทำให้ชาวประมงขนาดเล็กในทุกภูมิภาคของโลกมารวมตัวกันทำงาน เพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากผลของการพัฒนาที่มุ่งเน้นการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ขาดธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ
                    พวกเขารวมตัวในนาม “คณะกรรมการประสานงานประมงพื้นบ้านโลก” (The Coordinating Committee of the World Forum of Fisher Peoples) หรือที่เรียกว่า ดับเบิลยูเอฟเอฟพี และจัดประชุมประจำปีไปแล้วระหว่างวันที่ 23 เมษายน ถึง 1 พฤษภาคม 2559 ที่ประเทศไทยมีสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยร่วมประชุมในฐานะกรรมการด้วย
                    เรวดี ประเสริฐเจริญสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (เอสดีเอฟ) อธิบายถึงความเป็นมาของคณะกรรมการประสานงานประมงพื้นบ้านโลกว่า “ประมงพื้นบ้านทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาความสมบูรณ์ของทรัพยากรที่ลดลง ทำให้มีวิถีชีวิตเปลี่ยนไป ความสมบูรณ์ของทรัพยากรคือฐานชีวิต ฐานวัฒนธรรมของชาวประมงพื้นบ้าน ปัญหาเกิดจากมีการจับสัตว์น้ำเกินกว่ากำลังการผลิตของธรรมชาติ ชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็กจึงได้มารวมกันทำงานเพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น โดยร่วมกันทำงานมากว่า 15 ปีแล้ว ที่ได้พยายามศึกษา รวมทั้งเสนอข้อตกลงในการทำประมงทั่วโลก ซึ่งประมงพื้นบ้านขนาดเล็กของไทยก็เข้าร่วมในคณะกรรมการนี้ด้วย”
                    สมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เกิดจากชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของทรัพยากรของทะเล สะมะแอ เจ๊ะมูดอ ประธานสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย อธิบายถึงการความเป็นมาขององค์กรว่า “มีการร่วมกันตั้งแต่ปีพ.ศ. 2535 เป้าหมายคือ รวมตัวกันเพื่อหาเพื่อนแลกเปลี่ยนความรู้ มีการรวมกลุ่มกันในทุกจังหวัดภาคใต้ยกเว้นยะลา มีการทำงานร่วมกัน มีการวิเคราะห์นโยบายร่วมกัน การรวมตัวกันจากกลุ่ม เป็นชมรม เป็นสมาพันธ์ จนถึงวันหนึ่งเรามองว่าเราต้องมีตัวตนที่เป็นทางการมากขึ้น จึงจดทะเบียนเป็นสมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย งานที่ทำก็จะเป็นการฟื้นฟูทะเล มีการพัฒนาแหล่งทุนของตนเอง และสุดท้ายก็พัฒนาผลิตภัณฑ์และมาตรฐานสินค้าของประมงพื้นบ้านเป็นสัตว์อินทรีย์ และให้สังคมได้มีทางเลือกในการซื้อสินค้า ส่วนหนึ่งเราก็ได้ทำงานร่วมกับประมงโลกในการขับเคลื่อนการทำงานไปด้วยกัน เพราะปัจจุบันนี้การสื่อสารก็ทำให้โลกเราเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น การขับเคลื่อนร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่ง่ายและสำคัญมาก”
                    องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ได้ให้ความสำคัญในการทำงานกับกลุ่มประมงพื้นบ้าน เพื่อสร้างความยั่งยืนในการทำประมงที่ใช้เครื่องมือหลากหลายชนิด ทำการประมงแบบเฉพาะเจาะจงในการจับสัตว์น้ำตามฤดูกาล ครอบคลุมทุกกิจกรรมตามห่วงโซ่คุณค่าอาหารทั้งก่อนและหลังการจับทรัพยากรสัตว์น้ำ
                    เรวดี ประเสริฐเจริญสุข ในฐานะนักพัฒนา องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ที่เข้าไปช่วยทำงานกับกลุ่มประมงพื้นบ้าน กล่าวถึงการทำงานร่วมกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ในการทำ “กรอบแนวทางการขับเคลื่อนตามความสมัครใจ เพื่อสร้างหลักประกันความยั่งยืนประมงขนาดเล็กในบริบทของความมั่นคงด้านอาหารและการขจัดความยากจน” (วีจีเอสเอสเอฟ) ว่าเป็นการได้รับฉันทานุมัติอย่างเป็นทางการโดยประเทศสมาชิกขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ เมื่อเดือนตุลาคม 2557 หลังจากที่ขบวนการประมงขนาดเล็กทั่วโลกได้ร่วมกันขับเคลื่อนในนามดับเบิลยูเอฟเอฟพีมาอย่างยาวนาน กรอบแนวทางนี้ได้รับการพัฒนาโดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมและปรึกษาหารือกันระหว่างผู้แทนชุมชนประมงขนาดเล็ก องค์กรภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐ องค์กรระหว่างภูมิภาคและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ
                    “การรวมตัวกันของประมงพื้นบ้านมากกว่า 15 ปี ที่ได้พยายารมสร้างข้อตกลงในการทำงานโดยการสนับสนุนของเอฟเอโอ ได้คำนึงถึงข้อพิจารณาและหลักการที่สำคัญอย่างกว้างขวาง รวมถึงความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ การมีส่วนร่วมและการให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมด้วย ความน่าเชื่อถือและการใช้กฎหมาย และหลักการด้านสิทธิมนุษยชน แนวปฏิบัติเหล่านี้จะเสริมต่อหลักปฏิบัติด้านจริยธรรม กฎหมายและความตกลงระหว่างประเทศในการทำประมงอย่างรับผิดชอบ”
                    ในขณะที่ สะมะแอ เจ๊ะมูดอ ประธานสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เห็นว่าที่ผ่านมามีการทำงานร่วมกับภาครัฐเป็นอย่างดี หลังจากที่เรียนรู้ร่วมกันแล้วว่า ทรัพยากรในทะเลเสื่อมโทรมและร่อยหรอ ดังนั้นจึงมีการฟื้นฟูและปกป้องทะเล นอกจากนี้ก็ยังมองไปที่การพัฒนาผลผลิตของชาวประมงให้มีมาตรฐานมากขึ้น ในขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันที่ยังเป็นอุปสรรคใหญ่คือ พ.ร.บ.ประมงฉบับใหม่ มีมาตรา 34 ที่ระบุไว้ว่า ผู้ที่ได้รับการทำประมงพื้นบ้าน ห้ามออกทำการประมงนอกชายฝั่ง
                    “ณ วันนี้สามไมล์ทะเลที่เคยได้มาอาจจะเหลือเพียงสามพันเมตรหรือไม่ถึง ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับวิถีประมงพื้นบ้าน เพราะว่าการทำประมงพื้นบ้านนั้นขึ้นกับอยู่กับชนิดของเครื่องมือ และการอาศัยอยู่ของสัตว์น้ำแต่ละชนิด ปลาแต่ละชนิดก็อยู่ในความลึกของทะเลแตกต่างกัน การออกไปจับสัตว์น้ำก็มีระยะแตกต่างกัน ปัญหาเรื่องเรือประมงผิดกฎหมายที่ห้ามใช้อวนรุน ก็มาใช้อวนลาก ทำให้กลายเป็นถูกกฎหมายขึ้น การทำลายก็คงเดิม ไม่ได้ลดลงเลย”
                    กรอบแนวทาง วีจีเอสเอฟเอฟ เป็นเรื่องที่องค์การประมงขนาดเล็กทั่วโลกร่วมมือกันพัฒนามากว่า 8 ปี เริ่มมาจากปฏิญญากรุงเทพฯ และมีการนำเสนอให้เอฟเอโอพัฒนาแนวทางในการแก้ปัญหา กรอบนี้ทำให้เห็นตัวตนของประมงพื้นบ้าน เกิดการรับรองสิทธิและให้ความสำคัญกับการพัฒนาให้เกิดความยั่งยืนกันของประมงพื้นบ้าน ที่มีสัดส่วนการสร้างผลผลิตสัตว์น้ำมากประมาณครึ่งหนึ่งของผลผลิตสัตว์น้ำโดยรวมที่จับกันได้ทั่วโลก อีกทั้งยังสร้างและทำให้เกิดการจ้างงานมากถึงร้อยละ 90 ของชาวประมงและแรงงานภาคประมงในโลก
                    กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมงส่วนใหญ่ เป็นกิจกรรมในระดับครอบครัวและระดับชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนชายขอบในการพัฒนา การสร้างหลักประกันและเพิ่มการมีส่วนร่วมของชาวประมงขนาดเล็กถือเป็นประเด็นท้าทาย ด้วยยังมีข้อจำกัดมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความยากจนในกลุ่มประมงขนาดเล็ก ที่มีรากฐานซับซ้อนในหลากหลายมิติ แนวทางการทำงานเพื่อสร้างความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากรประมงทั่วโลก ที่เป็นผลมาจากการปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมหลายฝ่าย บนหลักการและมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นที่ยอมรับทั่วกัน
                    จึงเป็นคำถามคำตอบที่รอการตัดสินใจและปฏิบัติการของทุกฝ่ายร่วมกัน
———————
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ทรัพยากรที่สมบูรณ์คือฐานชีวิต เสียงสะท้อน ‘ประมงพื้นบ้านโลก’ : โดย…ประกาศ เรืองดิษฐ์ ศูนย์เผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ.))

‘แม่แจ่มโมเดล’ ภายใต้แนวคิดธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม

Published July 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226372

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,แม่แจ่มโมเดล,นวัตกรรม,ธรรมาภิบาล

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 เม.ย. 2559

‘แม่แจ่มโมเดล’ ภายใต้แนวคิดธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ‘แม่แจ่มโมเดล’ นวัตกรรมใหม่ ภายใต้แนวคิดธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม : โดย…โอฬาร อ่องฬะ

                    ความพยายามขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ เพื่อตอบสนองการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้สะท้อนผ่านการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ เช่น การสร้างเขื่อน การผันน้ำ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ การส่งเสริมการลงทุนของอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ รวมถึงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่แผ่ขยายไปในหลายจังหวัดภาคเหนือ ซึ่งกิจกรรมที่เกิดขึ้นต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มุ่งเน้นไปสู่การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างเข้มข้นและรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบขยายวงกว้างออกไปสู่ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร ทั้งป่าไม้ ที่ดิน และแหล่งน้ำ
                    ขณะเดียวกัน มาตรการในทางนโยบาย กฎหมายของรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา การบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร กลับถูกนำมาเลือกปฏิบัติและบังคับใช้กับชาวบ้านอย่างเอาเป็นเอาตาย
                    จากข้อจำกัดที่ผ่านมานั้น ได้เกิดแรงผลักดันที่สำคัญของชุมชนท้องถิ่น ที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของชุมชนในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู การสร้างกฎกติกาใหม่ๆ ในการบริหารจัดการทรัพยากร ไม่ว่าการจัดการที่ดิน ป่าไม้ การพัฒนาระบบสิทธิชุมชน อย่าง “แม่แจ่มโมเดล” เป็นต้น
                    “แม่แจ่มโมเดล” ตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดที่สำคัญ คือ ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม (Environmental Governance) ซึ่งจะต้องอาศัยกลไกที่สำคัญ 3 ระดับ คือ
                    1) ระดับปฏิบัติการ ที่ต้องเชื่อมโยงความร่วมมือจากภาคีในหลายฝ่ายทั้งองค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ รวมถึงภาคธุรกิจ ในการร่วมคิด วางแผน ออกแบบ ให้เกิดแนวทางในการแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรในระดับพื้นที่
                    โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์การขยายตัวของพืชเชิงเดี่ยว รวมถึงระบบสิทธิในการใช้ประโยชน์จากที่ดิน “แม่แจ่มโมเดล” ได้เชื่อมโยงบนฐานพัฒนาการที่ต่อเนื่องของชุมชนในการจัดการทรัพยากร ที่อยู่บนพื้นฐานของการเคารพและการยอมรับถึงการมีตัวตนของสิทธิชุมชน ที่ดำรงอยู่บนหลักการของเจตจำนงร่วม (General Will) ของประชาชน รวมถึงองค์กร หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่
                    กระบวนการกำหนดทิศทางในการพัฒนาและบริหารจัดการ “แม่แจ่มโมเดล” ได้อาศัยกลไกภาคส่วนต่างๆ เข้ามาใช้ระบบฐานข้อมูล ที่เกิดขึ้นมาจากสำรวจ การจัดทำประชาคม การสอบทาน ร่วมกันในหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่เข้ามาเป็นหลักในการกำหนดภาพรวมฐานข้อมูลของ อ.แม่แจ่ม ซึ่งจากการจำแนกข้อมูลที่สำรวจได้ พบว่า เนื้อที่ทั้งหมด มีจำนวน 1,662,698 ไร่ ได้กำหนดแนวทางในแต่ละเงื่อนไข ได้แก่
                    1.ป่าธรรมชาติ จำนวน 1,231,171 หรือประมาณ 73 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ดอยอินทนนท์ ออบหลวง แม่โถ และในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการในการจัดการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับองค์กรชาวบ้าน ในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม
                    2.พื้นที่ที่ชาวบ้านเข้ามาใช้ประโยชน์ก่อนปี 2545 จำนวน 213,462 ไร่ หรือประมาณ 12.5 เปอร์เซ็นต์ จะนำไปสู่กระบวนการจัดการในรูปแบบสิทธิ โดยที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาจัดการ หรือรับรองในทางเอกสารที่สอดคล้องและเหมาะสม
                    3.พื้นที่ที่มีการขยายออกในช่วงระหว่างปี 2545-2554 จำนวน 161,706 ไร่ หรือประมาณ 9.5 เปอร์เซ็นต์ จะนำไปสู่แนวทางการสร้างป่าสร้างรายได้ของชุมชน ผ่านการพัฒนาให้มีกลไกเชิงสถาบันในการเข้ามาบริหารจัดการทรัพยากร ป่าไม้ ที่ดิน โดยใช้อำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการตราข้อบัญญัติท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยข้อบัญญัติท้องถิ่นดังกล่าวทำหน้าที่ในการรับรองกลไกเครือข่ายองค์กรชาวบ้านในระดับหมู่บ้านและตำบล ในการบริหารจัดการ ดูแลรักษา รวมถึงการใช้ประโยชน์ทรัพยากร การพัฒนาระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ทำกินของชุมชน การปลูกสร้างสวนป่าแบบผสมผสาน จัดทำกฎระเบียบกติกาในการบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาระบบสิทธิและการใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมกับภูมินิเวศวัฒนธรรม รวมทั้งตอบสนองระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ ในมิติของนิเวศเศรษฐศาสตร์ (Ecological Economic) เพื่อให้เกิดอนุรักษ์ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์
                    ภายใต้แนวทางนี้เอง ได้ใช้ข้อมูลจากโครงการต้นแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ อ.แม่แจ่ม และอมก๋อย ปี พ.ศ. 2551-2554 ของ จ.เชียงใหม่ ซึ่งได้มีการสำรวจฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ทั้งรายแปลง และขอบเขตที่ดินทำกินรอบนอก ที่มีความครอบคลุมและมีความชัดเจน รวมถึงเป็นที่ยอมรับของฝ่ายต่างๆ ทั้งในระดับพื้นที่หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ รวมถึงในระดับจังหวัด
                    และ 4.พื้นที่ที่มีการขยายหลังปี 2554 เป็นต้นไป จำนวน 86,359 ไร่ หรือประมาณ 5.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะนำไปฟื้นฟูให้เป็นพื้นที่ป่าเพื่อพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นน้ำ
                    2) ในระดับกรอบกติกาของชาติที่สัมพันธ์กับมาตรการจากการจัดระเบียบโลก ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการตัดสินใจในทางนโยบายของรัฐมากขึ้น Sustainable Development Goals (SDGs) หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นความต่อเนื่องของการกำหนดเป้าหมายการพัฒนา โดยอาศัยกรอบความคิดที่มองการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้มีความเชื่อมโยงกัน โดยมีเป้าหมายคือการพิทักษ์ บูรณะ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนของระบบนิเวศบนบก จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน การหยุดยั้งและฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของที่ดิน ทรัพยากรชีวภาพ
                    3) ในระดับนโยบาย กฎหมาย ที่จำเป็นต้องเอื้ออำนวยให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม การตรวจสอบจากภาคประชาชน ข้อนี้เมื่อย้อนกลับไปมองกรอบกติกาในการบริหารประเทศก็ยังมีคำถาม โดยเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะนำไปสู่การทำประชามติ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2559
                    อย่าง มาตราที่มีความสำคัญกับสิทธิชุมชน ซึ่งแม้มีการปรับเปลี่ยนแล้วก็ตาม จะสามารถนำไปสู่การสนับสนุนการจัดการทรัพยากรอย่างเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ และมีกติกา ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทของสังคม ผู้คน ชุมชนท้องถิ่น ได้อย่างไร
                    แต่อย่างไรก็ตาม บทเรียน ประสบการณ์ การตกผลึกในการจัดการกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของภาคส่วนต่างๆ รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ก็ยังคงจะต้องก้าวเดินต่อไป เพื่อยกระดับไปสู่การสถาปนารูปธรรมของสิทธิชุมชน ให้เกิดพลังที่จะเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูประบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย
——————–
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ‘แม่แจ่มโมเดล’ นวัตกรรมใหม่ ภายใต้แนวคิดธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม : โดย…โอฬาร อ่องฬะ)

ค้านร่างพ.ร.บ.น้ำ ฉบับกรมทรัพย์

Published July 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225972

พ.ร.บ.น้ำ,กรมทรัพย์,รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,อุตสาหกรรม,ค้าน,ร่าง,พ.ร.บ.,น้ำ,ฉบับ,กรม,ทรัพย์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 เม.ย. 2559

ค้านร่างพ.ร.บ.น้ำ ฉบับกรมทรัพย์

ค้านร่างพ.ร.บ.น้ำ ฉบับกรมทรัพย์ มุ่งจัดสรรน้ำเพื่อภาคอุตสาหกรรม? : คอลัมน์ รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม

          หลังจากกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการปรับปรุงพัฒนาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ….. เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ในส่วนกลาง เพื่อพิจารณากลั่นกรอง ตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … ให้เกิดความรอบคอบ อันก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในทุกภาคส่วน และลดข้อขัดแย้งในการเสนอร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ….ไปแล้วนั้น
          ในส่วนของภาคประชาชน มีข้อโต้แย้งและความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างมาก โดยเฉพาะที่ สิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน ให้ความเห็นว่า จากที่ได้ติดตามกระบวนการร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้มาพอสมควร และเห็นว่าถึงแม้ว่า ร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้จะปรับปรุงมาหลายครั้ง แต่ยังเห็นว่าโดยหลักการของเนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงรวมศูนย์อำนาจในการบริหารจัดการน้ำอยู่ที่รัฐ และเห็นว่าไม่มีการกระจายอำนาจให้คนลุ่มน้ำได้ตัดสินใจหรือกำหนดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจากข้างล่างขึ้นบน
          ที่เห็นได้ชัดคือ ในร่าง พ.ร.บ.น้ำ มาตรา 6 ที่ระบุว่า “ให้รัฐมีอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสาธารณะบนพื้นฐานความยั่งยืนและความสมดุลของระบบนิเวศ โดยเปลี่ยนแปลงรูปร่างของแหล่งน้ำหรือขยายแหล่งน้ำได้” การที่ยังคงให้อำนาจรัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือเปลี่ยนแปลงรูปร่างของแหล่งน้ำได้นั้น เป็นการเพิ่มอำนาจให้รัฐผูกขาดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยที่รัฐสามารถที่จะกำหนดการพัฒนาแหล่งน้ำไปในทิศทางที่คนลุ่มน้ำไม่มีส่วนร่วม ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแหล่งน้ำนั้นๆได้
          “สิริศักดิ์” ยังกล่าวต่อว่า ถ้ามองภาพรวม ร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้ ยังมีปัญหาอีกหลายประเด็น คือ 1.ไม่ได้ยึดโยงอำนาจประชาชนคนลุ่มน้ำผ่านการกระจายอำนาจที่จะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนในการตัดสินใจการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เห็นได้ชัดจากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา
          2.สัดส่วนในการแต่งตั้งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ส่วนใหญ่จะมีแต่ตัวแทนจากภาครัฐ ส่วนภาคประชาชนแทบจะไม่มีพื้นที่ให้เลย เรื่องนี้มองว่าหน่วยงานภาครัฐหรือกรรมการนโยบายควรมีบทบาทหน้าที่ในร่างพ.ร.บ.น้ำฉบับนี้เพียงแค่การติดตาม ส่งเสริมสนับสนุนองค์กรภาคประชาชนให้ทำงานให้มีประสิทธิภาพ
          3.การกำหนดนโยบายและแผนงานเป็นการกำหนดจากข้างบนลงมาล่าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของภาครัฐต่อประชาชนคนลุ่มน้ำ มองว่าการกำหนดนโยบายและแผนงานควรให้อำนาจประชาชนลุ่มน้ำนั้นร่วมกันกำหนดจากข้างล่างขึ้นไปบน
          4.ในประเด็นการให้ข้อเสนอแนะที่มีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และเป็นที่ประจักษ์ในด้านเทคนิควิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ด้านการบริหารทรัพยากรน้ำนั้น มองว่า จะอาศัยบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ตามร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้คงไม่พอ เพราะผู้เชี่ยวชาญใช่ว่าจะเข้าใจสภาพภูมินิเวศในแหล่งน้ำที่มีรูปแบบการจัดการในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน
          และ 5.ในร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้ ไม่มีเนื้อหาที่กล่าวถึงการบูรณาการในการที่จะอนุรักษ์ฟื้นฟู ดิน น้ำ ป่า ซึ่งเป็นระบบนิเวศสำคัญในการเชื่อมโยงกัน แต่ร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่การจัดสรรทรัพยากรน้ำ เพื่อการใช้ประโยชน์มากกว่าที่จะดูองค์รวมของ ดิน น้ำ ป่า
          “สิริศักดิ์” ยืนยันเหตุผลข้างต้น ด้วยการมองว่าการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมาของกรมทรัพยากรน้ำ เป็นเสมือนการเข้าร่วมเพื่อประทับตราให้ดูเหมือนมีความชอบธรรมเท่านั้น
          ดังนั้น “เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน จึงเสนอ คว่ำร่าง พ.ร.บ.น้ำ ของกรมทรัพยากรน้ำ ฉบับรวบหัวรวบหางประชาชน เพราะขาดความชอบธรรมและไม่เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย”
          ด้าน ประดิษฐ์ โกศล อุปนายกสมาคมคนทาม เห็นว่า ในส่วนของตนมองว่าร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับกรมทรัพยากรน้ำ มีกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง เพราะภาคประชาชนหรือภาคเกษตรกรในระดับพื้นที่ ไม่ได้มีส่วนร่วมเลย และยังมองอีกว่า พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้ให้อำนาจรัฐอย่างมาก เสมือนน้ำเป็นของรัฐ ประชาชนไม่ได้มีส่วนในการกำหนดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพราะรัฐเป็นผู้ควบคุมจัดสรร ฉะนั้นจึงไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ และมีข้อเสนอว่า รัฐจะต้องเปิดกว้างเพื่อให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียเข้าไปมีส่วนร่วมในการยกร่าง พ.ร.บ.น้ำ ถ้ากระบวนการยังเป็นแบบนี้อยู่ เราก็คงไม่เข้าร่วมและจะค้านร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ต่อไป
          ขณะที่ สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ นักวิชาการด้านน้ำ คณะวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ตั้งประเด็นขึ้นมาอย่างน่าสนใจว่า 1.การมีร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เราจะต้องมาดูเจตจำนงของร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้ว่าเพื่ออะไร ควรที่จะบอกให้ชัดว่าจะเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ หน่วยงานรัฐแทบจะไม่คำนึงถึง ในจุดนี้น่าเป็นห่วง เพราะจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของระบบนิเวศ
          2.แนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ควรเน้นที่กระบวนการมีส่วนร่วม ไม่ใช่หน่วยงานรัฐปักธงไว้แล้ว และมาบอกว่า รับฟังความคิดเห็นแต่มิได้ครอบคลุมประชาชนส่วนใหญ่ 3.กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของร่างพ.ร.บ.น้ำในครั้งนี้ รัฐมีธงไว้ชัดเจนแล้ว แต่จัดให้เป็นพิธีกรรม มองว่าไม่มีประโยชน์ ถ้าจะให้มีประโยชน์จริงควรที่จะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมใน ร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้ตั้งแต่ต้น
          อาจารย์สันติภาพ กล่าวด้วยว่า แม้จะมีการรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.น้ำที่จะเกิดขึ้น ปัญหาก็จะตามมาเหมือนเดิม เพราะรัฐไม่ให้ความสำคัญในหลักการและเนื้อหาที่เกี่ยวกับประชาชนในหลายด้าน เช่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำ กลุ่มหาปลา เป็นต้น
          และปัญหาที่น่ากล่าวถึงอย่างมากก็คือ การอนุมัติโครงการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ก็เป็นการปัดฝุ่นโครงการเก่าที่มีอยู่เดิม นำมาเสนอในยุคนี้ เช่น โครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล ซึ่งเป็นโครงการที่จะก่อให้เกิดผลกระทบทางระบบนิเวศ ความไม่คุ้มค่าการลงทุน ประชาชนไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสาร และเป็นโครงการที่ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ นี่คือปัญหาที่จะตามมา
          อาจารย์สันติภาพ ยังมีข้อเป็นห่วงอีกว่า ถ้าพ.ร.บ.น้ำฉบับนี้มีผลบังคับใช้จริง มันจะนำไปสู่กระบวนการของการแปรรูปน้ำหรือไม่ เพราะเป็นการนำน้ำไปตอบสนองภาคเศรษฐกิจ จะเป็นการให้เอกชนเข้ามาซื้อเพื่อสัมปทานน้ำ เพื่อป้อนอุตสาหกรรมที่กำลังจะผุดขึ้นในหลายพื้นที่หรือไม่ ฉะนั้นถ้าร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ไม่มีเจตจำนงที่จะให้ความสำคัญกับประชาชน ก็เท่ากับเป็นการมองข้ามความสำคัญของคนลุ่มน้ำอย่างชัดเจน เพราะที่ผ่านมารัฐไม่เคยมีแนวความคิดเรื่องความยั่งยืนของระบบนิเวศเลย
          คงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไปว่า ในเมื่อภาคประชาชน และนักวิชาการในพื้นที่ไม่เห็นด้วยอย่างนี้แล้ว ยังจะมีการดันทุรังผลักดันร่างพ.ร.บ.น้ำฉบับนี้ต่อไปหรือไม่ เพราะแทบไม่ต้องสงสัยว่าจะต้องถูกต่อต้านจากองค์กรภาคประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยเฉพาะที่อีสาน อย่างแน่นอน

ฝายมีชีวิต ต้นน้ำอยู่ที่ต้นไม้

Published July 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225590

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,ฝาย,ต้นน้ำ,ต้นไม้,ชีวิต,อยู่

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 เม.ย. 2559

ฝายมีชีวิต ต้นน้ำอยู่ที่ต้นไม้

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ฝายมีชีวิต ต้นน้ำอยู่ที่ต้นไม้ : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น

                    สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ นับว่าหนักเอาการ ข่าวทุกสื่อไม่มีแม้แต่วันเดียวที่จะไม่รายงานเรื่องภัยแล้ง หลายพื้นที่แล้งปีนี้นับว่าหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี บ้านของผมอยู่ในสวนที่เต็มไปด้วยไม้ยืนต้นก็ยิ่งสังเกตได้ว่า สภาพภัยแล้งมีความรุนแรงที่เห็นได้ชัดเจน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในระยะหลังนี้ มีการใช้น้ำใต้ดิน (เจาะบาดาล) กันมากขึ้น ฝนหยุดตกเพียงไม่กี่วัน ดินก็แตกระแหง
                    วันก่อนไปฟัง ดร.ดำรง โยธารักษ์ สถาบันการเรียนรู้เพื่อจัดการตนเอง และ สมเดช คงเกื้อ นายกสโมสรโลอ้อน นครศรีธรรมราช พูดเรื่อง “ฝายมีชีวิต” ก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ในท่ามกลางความแห้งแล้ง ถ้ามีความรู้มีการจัดการที่เหมาะสม มีส่วนร่วม มีความร่วมมือ ฯลฯ ความแห้งแล้งที่ดูเหมือนจะเป็นภัยพิบัติอย่างหนึ่งที่สำคัญในปัจจุบัน ก็จะกลายเป็นความชุ่มชื่นและเกิดประโยชน์กับสังคมได้
                    ดร.ดำรง โยธารักษ์ เล่าว่า หัวใจสำคัญประการหนึ่งของการทำฝายมีชีวิตก็คือ การยกระดับน้ำให้สามารถไหลไปยังแหล่งน้ำธรรมชาติได้แทนที่จะขุดลอดคลอง พอถึงหน้าแล้งน้ำดังกล่าวก็จะซึมไปให้เราใช้ ถ้ามองด้วยสายตาจะเห็นว่าน้ำอาจมีน้อยจึงคิดแต่จะสร้างเขื่อนหรือสร้างอ่างเก็บน้ำ แท้จริงแล้วมีอยู่จำนวนมหาศาล
                    เรื่องนี้เป็นจริงโดยประจักษ์ ไม่ว่าเราจะไปคลองสายไหนจะมีคอนกรีตสร้างเป็นช่วงๆ ซึ่งนอกจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำ ทำให้ตะกอนดินทับถมและพืชริมน้ำที่ช่วยอุ้มน้ำตามธรรมชาติหมดไป
                    สมเดช คงเกื้อ บอกว่า คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าต้นน้ำก็คือพื้นที่ป่าต้นน้ำเท่านั้น แต่ความจริงแล้วต้นไม้ทุกต้นไม่ว่าจะอยู่ช่วงไหนของคลอง ก็คือต้นน้ำทั้งสิ้น หรือพูดง่ายๆ ว่า “ต้นน้ำอยู่ที่ต้นไม้” ซึ่งน่าเสียดายอย่างยิ่งที่ทุกวันนี้ ต้นไม้อันเคยเป็นต้นน้ำถูกขุดไปปลูกในเมือง คนรวยซื้อไปจัดสวนตกแต่งปั๊มน้ำมัน ฯลฯ
                    “ฝายมีชีวิต เป็นกลยุทธ์ในการสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ การอยู่ดี กินดีของประชาชน สภาพดังกล่าวจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าขาดความอุดมสมบรูณ์ของฐานทรัพยากร เช่น ดิน น้ำ ป่า ดังนั้นถ้าเราสามารถทำให้น้ำเต็มคลองตลอดทั้งปี จะทำให้น้ำซึมแผ่กระจายไปในดิน เมื่อดินชุ่มน้ำ ป่าก็จะสมบูรณ์ สามารถทำการเกษตรได้ทุกพื้นที่ ส่งผลให้คนกลับถิ่น เพราะทรัพยากรเกิดขึ้นในชุมชน เป็นฐานการผลิต เกิดเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคง”
                    ดร.ดำรง โยธารักษ์ ได้เขียนไว้ในบทความเรื่อง “ได้อะไรจากฝายมีชีวิต” ตอนหนึ่งว่า “ฝายมีชีวิตเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ความเป็นพลเมือง เรียนรู้จากการปฏิบัติโดยเริ่มต้นตั้งแต่เรียนรู้เรื่องน้ำในคลอง ทำไมน้ำในคลองจึงแห้ง ทำไมคลองจึงตื้น ต้นไม้ข้างคลองมีประโยชน์อะไร แล้วมันหายไปไหน ทำไมถึงหายไป สัตว์น้ำในคลองมีอะไรบ้าง ปัจจุบันทำไมมันจึงหายไป เป็นต้น โดยใช้หลักการสิทธิและเสรีภาพ และหลักความเสมอภาค กล่าวคือ เป็นโอกาสที่ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นโดยเอาความเห็นร่วมแทนที่จะใช้วิธียกมือลงคะแนน”
                    ดังนั้นการจะเป็นฝายมีชีวิตได้ จะต้องยึดถือหลักการ 3 ขา โดย ขาแรก คือ ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ บนหลักเรียนรู้การเมืองจากพลเมืองข้างต้น คือต้องมีข้อมูลเชิงนิเวศ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีพืช มีสัตว์อะไรอยู่บ้าง แต่ละอย่างมีความสำคัญต่อชีวิตและธรรมชาติอย่างไร ถ้าจะฟื้นสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา จะต้องทำอย่างไร ฝายมีชีวิตจะต้องมีความปรองดองกับธรรมชาติ ปรองดองกับระบบนิเวศ โดยให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ให้ข้อมูลผู้แสดงความคิดเห็นและมีการตัดสินใจเลือกร่วมกัน ซึ่งเมื่อได้มีการตัดสินใจร่วมกันแล้ว ก็จะนำไปสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกันต่อไป
                    ขาที่สอง คือต้องไม่เริ่มด้วยงบประมาณ ต้องใช้ทุนในพื้นที่ เช่น ใช้ไม้ไผ่ หิน ดิน ทราย ในพื้นที่ ถ้าต้องใช้งบอยู่บ้าง ก็ควรเป็นการบริจาคหรือการจัดกิจกรรมหาทุน เช่น การเลี้ยงน้ำชา เป็นต้น คนที่มาทำต้องมาร่วมลงแรงไม่ใช่การจ้าง ซึ่งที่นิยมกันนั้นก็จะใช้ไม้ไผ่ (ที่สามารถแตกหน่อเติบโตได้) ปักเป็นแนว ใช้ไม้ไผ่หรือไม้อย่างอื่นกั้นแล้วผูกด้วยเชือกเป็นหูช้าง ก่อนที่จะใช้กระสอบที่บรรจุทรายวางทับลงไป และไม่ลืมที่จะมีดินผสมขี้วัวไว้เผื่อปลูกต้นไทร ซึ่งเมื่อต้นไทรโตขึ้น รากของมันก็จะชอนไชสานให้ตัวเขื่อนมีความมั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญหน้าฝายจะต้องทำเป็นชั้น เพื่อไม่ให้ตะกอนดินที่ไหลมากับน้ำทับถมและยังทำให้สัตว์น้ำว่ายทวนน้ำไปวางไข่ได้ตลอดสาย
                    ขาสุดท้าย ก็คือจะต้องมีกติการ่วม หรือ ธรรมนูญคลอง ในการใช้ประโยชน์หรือบำรุงรักษา มิเช่นนั้นแล้ว จะเรียกว่าฝายมีชีวิตไม่ได้ เพราะทำให้คนที่เห็นแก่ตัวใช้ประโยชน์จากน้ำจนไม่คำนึงถึงส่วนรวม เช่น ทำกระชังเลี้ยงปลา จนส่งกลิ่นเหม็น เป็นต้น ดังนั้นการมีกติการ่วมก็คือข้อตกลงในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ในสมบัติร่วม ซึ่งสมบัติ (น้ำคลอง) ไม่ใช่สมบัติของคนในชุมชนเท่านั้น แต่เป็นสมบัติทางนิเวศที่จะต้องส่งต่อให้ลูกหลานอย่างสมบูรณ์
                    สถาบันเรียนรู้เพื่อจัดการตนเองได้พรรณนาถึงประโยชน์ของฝายชีวิตไว้หลายประการด้วยกัน 1.ในช่วงหน้าน้ำหลาก ฝายมีชีวิตจะชะลอ กักเก็บน้ำไม่ให้ปริมาณน้ำไปท่วมในพื้นที่ชุมชนเมือง แต่ในขณะเดียวกันปริมาณน้ำของฝายมีชีวิตจะซึมไปช่วยให้ระบบนิเวศในพื้นที่มีความชุ่มชื้นตลอดเวลา 2.ในช่วงหน้าแล้ง ฝายมีชีวิตจะช่วยระบายน้ำออกมาให้ชาวเมือง ชาวบ้านได้ใช้ตลอดช่วงหน้าแล้ง
                    3.ปัจจุบันน้ำใต้ดินลดปริมาณลงอย่างมาก เพราะเรามักแก้ปัญหาน้ำมาก โดยการผันน้ำลงสู่ทะเลให้เร็ว จนน้ำไม่สามารถซึมผ่านลงใต้ดิน ปัญหานี้ฝายมีชีวิตสามารถช่วยได้ เพราะสามารถกักน้ำทำให้น้ำมีเวลาซึมลงสู่ใต้ดิน 4.ฝายมีชีวิตไม่ตัดวงจรทางระบบนิเวศทั้งสัตว์ พืช น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตะกอนทรายสามารถไหลข้ามผ่านไปได้ทางบันไดหน้าหลังของฝายมีชีวิตเพื่อไปหล่อเลี้ยงชายหาด รวมตลอดจนถึงสัตว์น้ำทุกชนิด โดยเฉพาะปลาสามารถขึ้นลงวางไข่ได้ตามธรรมชาติ
                    5.ฝายมีชีวิตสามารถสร้างวังน้ำตามธรรมชาติที่หายไปจากการขุดลอก ทำให้วิถีชีวิตริมคลองกลับคืนมา เช่น ปลา นก ต้นไม้ 6.ฝายมีชีวิตสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในชุมชนอย่างยั่งยืน 7.เมื่อดิน น้ำ ป่าสมบูรณ์ ฝายมีชีวิตสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง
                    การจัดทำฝายมีชีวิตตามแนวคิดข้างต้น จริงอยู่จุดเริ่มต้นเกิดจากการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองนครศรีธรรมราช ที่บ้านนบเตียน แต่ความรู้นี้ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาน้ำแล้งในรูปการจัดการนิเวศทั้งระบบลุ่มน้ำ จึงเกิดฝายมีชีวิตเพิ่มขึ้นในนครศรีธรรมราชจำนวนมาก ปัจจุบันได้มีการนำไปขยายผลที่อุดรธานี พัทลุง ฯลฯ รวมประมาณ 165 ฝาย และกำลังขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป
                    ดังนั้นฝายมีชีวิต ไม่เพียงเป็นการจัดการน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นการจัดการความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลับคืนมา เป็นการจัดการนิเวศทั้งระบบให้อยู่คู่กับสังคม สร้างการเมืองภาคพลเมือง โดยอาศัยเรื่องที่เป็นชีวิตของตนเองเป็นตัวนำ และทั้งหมดนี้นำไปสู่การจัดการทางสังคมที่นำวิถีแห่งการเอื้ออาทรกลับคืนมาสู่ชุมชน
———————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ฝายมีชีวิต ต้นน้ำอยู่ที่ต้นไม้ : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น)

ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย แรงใจพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ ‘ปูยู’

Published July 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225191

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,ความมั่นคง,ที่อยู่อาศัย,ปูยู

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 เม.ย. 2559

ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย แรงใจพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ ‘ปูยู’

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย แรงใจพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ ‘ปูยู’ : โดย…อุดมศรี ศิริลักษณาพร สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

                    ตำบล “ปูยู” เป็นตำบลหนึ่งของ อ.เมืองสตูล ประกอบด้วย 3 หมู่บ้าน ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม พูดได้สองภาษา คือภาษาไทยและภาษามลายู สภาพพื้นที่เป็นเกาะ ต้องเดินทางโดยทางเรือเพียงอย่างเดียว ทางทิศใต้มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ชายเลน และเป็นภูเขาหิน ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพหลักเรื่องประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก และงานรับจ้างทั้งบนเกาะและเดินทางไปหางานทำที่มาเลเซีย
                    ประชาชนใน ต.ปูยู มีจุดแข็งหลายเรื่อง เช่น การอยู่กันแบบระบบเครือญาติ มีอากาศบริสุทธิ์ มีสถานที่ท่องเที่ยว (บ่อน้ำ 300 ปี) มีป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ มีความสามัคคีในชุมชน มีทรัพยากรทางทะเลอุดมสมบูรณ์ อาหารทะเลสดและปลอดภัย มีป่าใช้สอยร่วมกัน และมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สามารถพัฒนาเชื่อมโยงกับ จ.สตูล รวมถึงระดับประเทศ แต่ปัญหาหลักของที่นี่คือ ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย
                    ปี 2558 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ “พอช.” สำนักงานภาคใต้ตอนล่าง ร่วมกับผู้นำชุมชนในพื้นที่ ได้สำรวจข้อมูลความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยของประชาชนใน ต.ปูยู พบว่ามีผู้เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยในพื้นที่ 3 หมู่บ้าน จำนวน 568 ครัวเรือน จากทั้งหมด 684 ครัวเรือน ประสงค์เข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยภายใต้โครงการบ้านมั่นคงจำนวน 508 ครัวเรือน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลน จำนวน 423 ครัวเรือน ในที่มีโฉนด 78 ครัวเรือน
                    ปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินที่กล่าวมาข้างต้น ชาวบ้านมีสภาพบ้านเรือนแออัด ที่อยู่อาศัยชำรุด ทรุดโทรม และสภาพครัวซ้อนคือหนึ่งหลังอาศัยหลายครอบครัว
                    ปัญหาสาธารณูปโภค ได้แก่ น้ำใช้อุปโภคบริโภคไม่เพียงพอ ไม่มีน้ำสะอาดสำหรับอุปโภค น้ำดื่มราคาแพง มีลิงเยอะ ทำให้หลังคาบ้านสกปรก ทำลายหลังคา ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อลูกรัง ทางเดินหน้าบ้านเป็นสะพานไม้ผุ และขาดไฟฟ้าส่องสว่างตามถนน นอกจากนี้ยังมีปัญหาท่าเรือชำรุดไม่มีทำนบกั้นน้ำเค็ม เป็นต้น
                    ปัญหาสิ่งแวดล้อม ได้แก่ เรื่องขยะ คือการจัดการขยะไม่มีที่รองรับทั่วถึง มีขยะหมุนเวียนในทะเล (ปูยู-ตำมะลัง) และท่อระบายน้ำเสียมีน้อย ทำให้เกิดน้ำเน่าขัง เป็นต้น
                    หลังทราบปัญหาทั้งหมดแล้ว ผู้นำชุมชนได้ทำโครงการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและพัฒนาสาธารณูปโภค เสนอต่อ พอช. และได้รับอนุมัติโครงการในเดือนสิงหาคม 2558 วงเงิน 27,940,000 บาท เพื่อการสร้างบ้านและปรับปรุงบ้าน รวมการพัฒนาสาธารณูปโภค รวม 508 หลังคาเรือน โดยเป็นบ้านที่เกาะยาว หรือ ต.ปูยู หมู่ 1 จำนวน 143 หลังคาเรือน ที่หมู่ 2 บนเกาะปูยู 156 หลังคาเรือน และหมู่ 3 บนเกาะปูยูเช่นกัน จำนวน 209 ครัวเรือน ซึ่งมีทั้งบ้านที่ต้องการสร้างใหม่และปรับปรุงต่อเติม
                    ด้านการพัฒนาสาธารณูปโภคทั้ง 3 หมู่บ้าน ส่วนใหญ่นำไปเพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ได้แก่ ถนนคอนกรีต ถนนในซอย อาคารอเนกประสงค์ ไฟส่องสว่างในชุมชน ระบบบำบัดน้ำเสียในครัวเรือน การซ่อมแซมสะพานท่าเทียบเรือ การจัดซื้อเรือสาธารณะของชุมชนในการขนส่งวัสดุสร้างบ้าน เนื่องจากการขนส่งด้วยเรือของเอกชนค่าใช้จ่ายสูงมาก การพัฒนาคูระบายน้ำ โป๊ะขึ้นลงเรือ แนวกันการกัดเซาะชายฝั่ง เป็นต้น
                    กระบวนการและกลไกการดำเนินงานในการพัฒนาที่อยู่อาศัยภายใต้โครงการบ้านมั่นคงนั้น ได้มีการสร้างความเข้าใจและทำงานร่วมกันกับองค์การบริหารส่วนตำบล ร่วมกับสมาชิกที่เดือดร้อน และหน่วยงานในพื้นที่ ภายใต้คณะทำงานบ้านมั่นคงตำบลปูยูจำนวน 19 คน ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนชุมชนผู้เดือดร้อนจาก 3 หมู่บ้าน รวม 15 คน ตัวแทนของท้องถิ่น และหน่วยงานในพื้นที่ 4 คน (ป่าชายเลน โรงเรียน อนามัย อบต.) มีการพัฒนาการออมและสวัสดิการชุมชนในโครงการ พร้อมส่งเสริมระบบกลุ่มย่อยในแต่ละหมู่บ้าน (ชุมชน)
                    ณัฐวุฒิ โตะดิน ประธานคณะทำงานบ้านมั่นคงตำบลปูยู เปิดเผยว่า ได้สร้างบ้านตัวอย่างจำนวน 3 หลัง หมู่บ้านละ 1 หลัง จากการสนับสนุนของเครือข่ายช่างชุมชนใน จ.สตูล หน่วยบ้านมั่นคงที่ดิน พอช.ภาคใต้ ภายใต้สโลแกน 3 วันเสร็จ 7 วันอยู่ ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา เมื่อชาวบ้านเห็นบ้านตัวอย่างทำให้สมาชิกรายอื่นๆ มีความเชื่อมั่นและทยอยสร้างบ้านของตนเอง ครัวเรือนที่ทำเองไม่ได้เราก็ใช้ช่างในชุมชนช่วยกันเป็นหลัก
                    ยาวาเรี๊ยะ ละใบง๊ะ อายุ 38 ปี เจ้าของบ้าน(มั่นคง)หลังแรกที่บ้านปูยู เล่าว่า ครอบครัวของเธอมีสมาชิกทั้งหมด 5 คน และบ้านเก่าทรุดโทรมมาก คณะทำงานในพื้นที่จึงได้เสนอให้บ้านของเธอเป็นบ้านหลังแรกในพื้นที่ โดยเพื่อนบ้านในเครือข่าย มาช่วยกันสร้าง ขนาดบ้าน 6×7 เมตร ครอบครัวของเธอเป็นชาวประมงพื้นบ้าน สามีออกเรือได้ปีละประมาณ 7-8 เดือน บางช่วงต้องไปทำงานรับจ้างที่มาเลเซีย เธอรู้สึกดีใจที่มีบ้านใหม่ เพราะหลังเดิมทรุดโทรมและมีลิงในพื้นที่รบกวนมาก ไม่สามารถเปิดบ้านในช่วงเช้าได้ เพราะลิงจะเข้ามาคุ้ยหาของกินในบ้าน
                    ลำละ หมาดสา อายุ 38 ปี ที่บ้านตันหยงกาโปย ต.ปูยู หมู่ 1 เล่าว่า ครอบครัวของเธอมีสมาชิกทั้งหมด 9 คน รู้สึกดีใจที่ได้บ้านใหม่ และบ้านเก่าได้รื้อทิ้งไปแล้ว สามีของเธอเลี้ยงครอบครัวด้วยอาชีพประมง ซึ่งในช่วงหลังๆ ความสมบูรณ์ในทะเลน้อยลง รายได้ไม่แน่นอน รวมทั้งทางการมีความเข้มงวดในเครื่องมือประมงมากขึ้น จึงหวังว่าในอนาคตปูปลาในทะเลจะสมบูรณ์ขึ้น คนหนุ่มสาวและหัวหน้าครอบครัวจะได้ไม่ต้องทำงานรับจ้างในมาเลเซีย
                    ปัจจุบันการพัฒนาที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมของโครงการบ้านมั่นคงตำบลปูยู มีความก้าวหน้าไปมาก เช่น มีบ้านที่สร้างและต่อเติมแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม จำนวน 62 หลังคาเรือน มีการเข้าอยู่อาศัยแล้ว 21 หลังคาเรือน มีการพัฒนาสาธารณูปโภค เช่น ที่หมู่ 1 บ้านเกาะยาว ได้ซื้อเรือเป็นของชุมชน เพื่อการขนส่งวัสดุก่อสร้างในการสร้างบ้านและสาธารณูปโภค เพราะราคาขนส่งแพงมาก หากใช้เรือของเอกชน ที่หมู่ 2 บ้านตันหยงกาโปย มีการซ่อมบันไดขึ้นลงเรือแล้วที่บ้านใต้ มีการสร้างบ้านผู้ด้อยโอกาสแล้ว 1 หลัง ในพื้นที่หมู่ 3 สำหรับสองคนพี่น้องที่ไม่มีพ่อแม่และบ้านอาศัย
                    ในการพัฒนาทุนชุมชน ปัจจุบันมีระบบการออมและเงินออมของชุมชนแล้ว วงเงิน 265,250 บาท คือออมสัจจะ 37,520 บาท ออมเพื่อพัฒนาอาชีพ 142,680 บาท ออมสวัสดิการ 46,690 บาท กองทุนรักษาดินและบ้าน 32,360 บาท มีการคืนทุนเงินอุดหนุนแล้ว 6,000 บาท
                    เมื่อถามถึงปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินงานพัฒนาเรื่องที่อยู่อาศัยในพื้นที่ ในที่ประชุมของคณะทำงานบ้านมั่นคงตำบลปูยู เห็นว่า เกิดจากคนในชุมชนมีความเชื่อมั่นในการสร้างบ้านของตนเอง หลังจากเห็นบ้านตัวอย่าง รวมทั้งการมีแกนนำที่ตั้งใจในการทำงาน มีอบต.และหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือ ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานดูแลเรื่องที่ดินป่าชายเลน ที่ได้จัดสรรพื้นที่และอนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยได้ และการใช้เวทีประชุมประจำเดือนในการติดตามและรายงานความคืบหน้า ทั้งความสำเร็จและอุปสรรคในที่ประชุมทุกเดือน
                    หวังว่า ผลสำเร็จที่ “ปูยู” จะเป็นพลังสร้างสรรค์ให้ชุมชนอื่นได้เรียนรู้ต่อไป
———————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย แรงใจพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ ‘ปูยู’ : โดย…อุดมศรี ศิริลักษณาพร สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน))

คืนธรรมชาติให้เขาหัวโล้น สร้างฐานอาชีพใหม่ให้ชุมชน

Published July 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224757

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,ธรรมชาติ,ภูเขาหัวโล้น,อาชีพ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 มี.ค. 2559

คืนธรรมชาติให้เขาหัวโล้น สร้างฐานอาชีพใหม่ให้ชุมชน

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : คืนธรรมชาติให้เขาหัวโล้น สร้างฐานอาชีพใหม่ให้ชุมชน : โดย…ธนชัย แสงจันทร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคม สกว.

                    “น่าน” เป็นจังหวัดที่มีต้นทุนทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ที่หลากหลาย และมีคุณค่า มีป่าต้นน้ำของลุ่มน้ำน่าน อันเป็นลุ่มน้ำที่สำคัญกับประเทศไทย โดยมีพื้นที่ป่าต้นน้ำ 3.4 ล้านไร่ สำหรับน้ำที่ก่อเกิดบนผืนป่าน่านจะถูกผันลงสู่ที่ราบลุ่มภาคกลางถึง 40% ครอบคลุมพื้นที่ 21 จังหวัดของจำนวนน้ำทั้งหมดที่ต้องการ
                    แต่สภาพการณ์ปัจจุบัน “น่าน” ถูกท้าทายด้วยการขยายตัวของการทำการเกษตรของชาวบ้าน จนทำให้พื้นที่ป่าของน่านลดลงกว่าปีละ 20,500 ไร่ โดยในระหว่างปี 2507-2556 ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าที่สำคัญ ได้แก่ การบุกรุกเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้อมูลชุดนี้ได้ถูกนำเสนอสู่สาธารณะ โดย บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในงานสัมมนาวิชาการ “รักษ์ป่าน่าน” เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2557 ซึ่งการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่ใช่แค่ก่อให้เกิดปัญหาการบุกรุก และตัดไม้ทำลายป่า แต่ยังทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ เชื่อมโยงเป็นลูกโซ่เกาะเกี่ยวกันตามมา เช่น ปัญหาเรื่องน้ำ ปัญหาไฟป่า และหมอกควัน
                    จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น นำมาสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยการบูรณาการของทุกภาคส่วน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เข้าไปสนับสนุนให้เกิดโครงการวิจัย พัฒนาจังหวัดน่าน
                    กิตติ สัจจาวัฒนา รองผู้อำนวยการหน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ อธิบายว่า นับตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา สกว.ได้สนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area Based Collaborative Research: ABC) ในจ.น่าน โดยมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยใช้กลไกการจัดการของจังหวัดเป็นตัวบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาสังคม ท้องถิ่น เอกชน ตลอดจนภาครัฐ ร่วมกันดำเนินงาน
                    ซึ่งตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา การทำงานยังเป็นลักษณะต่างคนต่างทำ ขาดการบูรณาการในการทำงานร่วมกัน และกระบวนการวิจัยจะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในภาพกว้างของการพัฒนาจังหวัดน่าน ทั้งเรื่องข้อมูลและความรู้ที่สำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่ รวมถึงเพื่อเกิดการประสานภาคีเครือข่ายการพัฒนาพื้นที่
                    กระทั่งปัจจุบัน มีการศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรและองค์กรท้องถิ่นเพื่อการจัดการผลิตทางเกษตรอย่างยั่งยืนบนฐานทรัพยากรธรรมชาติในจังหวัดน่าน โดยอาศัยความร่วมมือกับเครือข่ายต่างๆ ทำให้เกิดการพัฒนาแหล่งน้ำ ที่ครอบคลุมและเพียงพอต่อพื้นที่ที่มีศักยภาพและเหมาะสมกับการเพาะปลูก สร้างรายได้อย่างเพียงพอต่อการดำรงชีวิต รวมถึงความรู้สึกที่ดีต่อการอนุรักษ์และการคืนผืนป่า ทั้งหมดเป็นโซ่ที่ต้องเชื่อมโยงกัน
                    อย่างไรก็ดี จากการวิจัย ทำให้ค้นพบว่า การพัฒนาแหล่งน้ำในชุมชน และการส่งเสริมการทำการเกษตรอย่างอื่น ที่ไม่ใช่ข้าวโพด อาจช่วยได้ โดยทีมวิจัยใช้พื้นที่ตำบลเมืองจัง อ.ภูเพียง จ.น่าน ในการศึกษาทดลอง
                    สำรวย ผัดผล ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่านในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย สกว.อธิบายว่า เมื่อชาวบ้านในพื้นที่มีทางเลือกในปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิต แนวทางการแก้ไขปัญหาคนบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำในพื้นที่ก็ดำเนินการได้ง่ายขึ้น โดยเวทีระดมความคิดเห็นของชาวบ้านและข้อตกลงซึ่งเป็นเงื่อนไขของชุมชนข้อหนึ่ง คือ “น้ำแลกป่า” หรือการจัดหาแหล่งน้ำให้การเกษตร สร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านหันมาปลูกพืชในที่ราบแทนที่สูง โดยใช้ระบบกาลักน้ำ ซึ่งเป็นวิธีการถ่ายเทของเหลวจากที่สูงลงไปสู่ที่ต่ำอย่างต่อเนื่อง ผ่านตัวกลางคือท่อหลอด หรือสายพีวีซี เชื่อมต่อจากท่อหลักแล้วนำมาจัดเก็บในบ่อพักน้ำของตนอีกที หรือที่เรียกว่า บ่อพวง ควบคู่กับการสร้างปัจจัยเรียนรู้ในการปรับตัวการทำเกษตรและการส่งเสริมพันธุ์ไม้ผลที่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น มะม่วง ลิ้นจี่
                    “สำหรับกาลักน้ำไม่ต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าช่วยแต่อย่างใด วิธีการทำโดยใช้หลอดหรือท่อน้ำมาเติมน้ำให้เต็ม ปิดปลายหลอดทั้งสองข้างเอาไว้ให้แน่น และนำปลายหลอดข้างใดข้างหนึ่งใส่ลงไปในภาชนะที่ต้องการที่จะถ่ายเทน้ำออก และปลายหลอดอีกข้างหนึ่งก็ใส่ไว้ในภาชนะที่รองรับและจะต้องต่ำกว่าภาชนะที่จะถ่ายน้ำออกเสมอ แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของน้ำและน้ำหนักของน้ำในหลอดจะดูดเอาน้ำจากปลายหลอดด้านที่สูงกว่าลงมาสู่ด้านที่ต่ำกว่า ทำให้เราถ่ายน้ำออกจากภาชนะได้อย่างง่ายดาย” ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่าน อธิบาย
                    และยังกล่าวว่า ในส่วนของต้นทุนในการทำกาลักน้ำ ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ชาวบ้านได้รับ โดยกาลักน้ำหนึ่งตัวใช้เงินลงทุน 210,000 บาท มีอายุการใช้งานประมาณ 10 ปี และมีประชาชนได้รับประโยชน์เฉลี่ย 400-600 ครัวเรือน นอกจากกาลักน้ำ บ่อพวงแล้ว ทีมวิจัยยังได้นำระบบเหมืองฝาย ชลประทานชาวบ้านของคนภาคเหนือ มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่อีกด้วย โดยสรุปการจัดการน้ำในพื้นที่ต.เมืองจัง แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ กาลักน้ำ บ่อพวง และเหมืองฝาย
                    ทั้งนี้ เมื่อมีแหล่งน้ำในการเพาะปลูกเพียงพอ แนวทางในการเจรจาขอคืนพื้นที่ป่าจากชาวบ้าน ก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะที่ผ่านมาทางมูลนิธิฮักเมืองน่าน ก็ได้ดำเนินการมาบ้างแล้ว และจะเดินหน้าขอคืนผืนป่าต่อไป ตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปีข้างหน้าจะขอคืนให้ได้ 5 พัน ถึง 1 หมื่นไร่ ซึ่งการคืนพื้นที่ป่าก็เป็นการเพิ่มต้นทุนในการจัดการน้ำ เพราะมีป่าก็มีน้ำ ซึ่งเป็นการคืนพื้นที่ป่าด้วยความเต็มใจ โดยไม่ต้องใช้ยาแรงมากระตุ้น ตามที่รัฐบาลประกาศ
                    นอกจากการอธิบายเรื่องระบบการจัดการน้ำในพื้นที่ต.เมืองจัง สำรวย ผัดผล ยังอธิบายแผนภาพรวมของโครงการวิจัยต่อการเปลี่ยนพื้นที่เขาหัวโล้นให้เป็นพื้นที่อันสมบูรณ์ ที่สามารถทำการเกษตรได้หลากหลาย รวมถึงการปศุสัตว์ด้วย ทั้งหมดเห็นจะเป็นอย่างที่นักวิชาการว่า “แล้งเราแล้งเขาไม่เท่ากัน” อยู่ที่การจัดการ
————————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : คืนธรรมชาติให้เขาหัวโล้น สร้างฐานอาชีพใหม่ให้ชุมชน : โดย…ธนชัย แสงจันทร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคม สกว.)

เยี่ยมครอบครัวเด็กพิการ รวมพลังพ่อแม่ เสริมพลังสังคม

Published July 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224005

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,ครอบครัว,เยี่ยม,เด็กพิการ,พลัง,พ่อแม่,สังคม

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 มี.ค. 2559

เยี่ยมครอบครัวเด็กพิการ รวมพลังพ่อแม่ เสริมพลังสังคม

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เยี่ยมครอบครัวเด็กพิการ รวมพลังพ่อแม่ เสริมพลังสังคม : โดย…ประกาศ เรืองดิษฐ์ ศูนย์เผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ.)

                    ความผิดปกติเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและท่าทางของร่างกาย เป็นความพิการที่เป็นมาแต่กำเนิด หรือตั้งแต่เล็ก มักแสดงอาการและความรุนแรงต่างๆ กันไป ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะและตำแหน่งของรอยโรคในสมองใหญ่ (cerebrum) ซึ่งควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย เด็กพิการทางสมอง จึงเป็นคนพิการประเภทหนึ่งในความพิการที่มีหลากหลายประเภท
                    อดิศักดิ์ รอดสุวรรณ หรือ พ่อแอ๊ด ประธานชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ อธิบายว่า เด็กพิการทางสมอง หรือ เด็ก CP คือเด็กที่มีความเสียหายของเนื้อสมอง เกิดขึ้นในช่วงอายุที่สมองยังเจริญไม่เต็มที่และจะไม่สามารถคืนสู่สภาพปกติ เพราะเซลล์สมองไม่สามารถแบ่งตัว เพิ่มจำนวนแทนที่ส่วนที่เสียหายได้ สาเหตุของโรค เกิดขึ้นได้ทั้งก่อน ระหว่าง หรือหลังคลอด อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ หรือจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับแม่ อาจเป็นปัญหาระหว่างคลอดที่เด็กได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ คลอดยาก สมองได้รับการกระทบกระเทือน เด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กพิการทางสมองสามารถเรียนรู้ได้เพียงแต่สภาพร่างกายเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ เนื่องจากสมองบางส่วนไม่สามารถสั่งการควบคุมร่างกายได้
                    “ในกลุ่มของเรา มีเด็กคนหนึ่ง เมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ กินลำไยแล้วเม็ดลำไยติดคอ น็อกไป 2 นาที ฟื้นมาก็ไม่เหมือนเดิม มีอาการควบคุมร่างกายไม่ได้บางส่วน แต่การเรียนรู้ทำได้ทั้งหมด ถ้าร่างกายเป็นอุปสรรคมากก็ทำให้การเรียนรู้ลดลง ภาวะพิการจึงขึ้นอยู่กับความพิการทางสมองว่ามากหรือน้อย เด็กพิการทางสมองชีวิตเขาจะเกร็งตลอดทั้งชีวิต ผู้ปกครองต้องเข้าใจสภาวะของเด็กพิการทางสมอง เพราะเขารับรู้ทั้งหมด”
                    ความพิการที่เกิดขึ้นจะเป็นอยู่อย่างคงที่และต่อเนื่องตลอดไป และจะไม่เลวลงตามอายุที่มากขึ้น ส่วนใหญ่หากได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างจริงจัง ก็อาจช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และบางส่วนสามารถเรียนหนังสือและทำงานได้เช่นคนทั่วไป การขยับแขนขา ลำตัวใบหน้า ลิ้น รวมถึงการทรงตัวที่ผิดปกติ เด็กที่เป็นโรคนี้มักมีปัญหาในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ปัญหาการพูดคุย รวมถึงการกินอาหาร และอาจจะมีปัญหาในการควบคุมลมหายใจเพื่อเปล่งเสียง ในทางการแพทย์ จัดเป็นภาวะพิการชนิดหนึ่ง เด็กพิการ CP ส่วนใหญ่จึงมีสติปัญญาดี ไม่ปัญญาอ่อน ประมาณ 70-80% มีค่า IQ มากกว่า 70 บางรายมีการรับรู้ความรู้สึกที่ผิดปกติด้วย
                    แสงเพลิน จารุสาร หรือ แม่เพลิน เป็นคุณแม่ที่มีลูกเป็นออทิสติก สมองเล็ก กลุ่มของแม่เพลินจะเป็นลูกๆ ที่พิการซ้ำซ้อน แม่เพลิน กล่าวถึงการทำงานของชมรมผู้ปกครองเด็กพิการว่า “สิ่งแรกเลยคือเราต้องทำความเข้าใจกับครอบครัว ทำให้คนครอบครัวยอมรับก่อนว่าเขาเป็นคนคนหนึ่งในบ้านที่ไม่ใช่ผักปลา ต้องทำอะไรบางอย่างช่วยลูกๆ ของเรา การช่วยต้องเริ่มจากให้พ่อแม่เข้าใจลูกก่อน รู้ว่าพิการแบบไหนและต้องช่วยอย่างไร เป็นการปรับวิธีคิดของพ่อแม่ก่อน อีกปัญหาหนึ่งคือความไม่เข้าใจจึงไม่ยอมรับ วิธีการคือจะต้องเปิดใจคนในบ้าน โดยการเอาเด็กพิการอื่นๆ เข้าไปให้เขาเห็นว่าไม่ใช่เฉพาะลูกหรือหลานคุณที่เป็น คนอื่นก็เป็นและเขาก็ดูแลกันได้ เป็นการปรับวิธีคิดของคนในบ้านด้วย นี่คือเป็นภารกิจที่เราทำมาโดยตลอด”
                    จากปัญหาที่ไม่มีโรงเรียนใดยอมรับเด็กพิการเป็นนักเรียน แม่เพลินและเพื่อนๆ จึงได้ปรึกษาและร่วมมือกับมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ รวมตัวผู้ปกครองเด็กพิการจัดตั้งชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 เพื่อฟื้นฟูลูกๆ อย่างต่อเนื่อง เหมาะสมและเต็มตามศักยภาพ เพราะครอบครัวเด็กพิการซ้ำซ้อนจะมีความยากลำบากในการพาลูกไปรับบริการ ตามหน่วยงานหรือสถานที่ให้บริการด้านต่างๆ ชมรมผู้ปกครองเด็กพิการจึงเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทัศนคติ สร้างกำลังใจให้กันและกัน แบ่งปันความทุกข์ความสุขแก่กัน เป็นการสร้างพลังในการเลี้ยงดูลูก โดยจุดประกายด้วยความรักให้เป็นแสงสว่างในการดำเนินชีวิต เพื่อสุขภาวะที่ดีของครอบครัวเด็กพิการ
                    การลองผิดลองถูกด้วยการปฏิบัติการจริง มีผู้ปกครองเป็นผู้ดำเนินการเองและได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องทั้งรูปแบบและวิธีการ ด้วยประสบการณ์ตรงของพ่อแม่ทำให้ในวันนี้ ได้เกิดเครือข่ายชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ ดำเนินการเป็นศูนย์เรียนรู้เด็กพิการโดยครอบครัวเด็กพิการ กระจายอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศรวม 12 ศูนย์ มีสมาชิกกว่า 300 ครอบครัว
                    ทรรศภรณ์ ครองชัย หรือ แม่ยุ มีลูกพิการซ้ำซ้อน ตามองไม่เห็น ขาไขว้ สมองเล็ก สมาชิกคนหนึ่งที่ประสบปัญหาในการเลี้ยงดูลูกพิการ กล่าวสั้นๆ ถึงความรู้สึกแรกที่มาเข้าร่วมทำกิจกรรมกับชมรมว่า “ไม่เชื่อว่าการดูแลรักษาเด็กพิการ จะมีกลุ่มคนที่ร่วมกันดูแลโดยไม่คิดถึงเรื่องค่าใช้จ่าย เพียงแต่อยากให้เด็กๆ มีชีวิตที่ดีขึ้น การได้มาเห็นกลุ่มทำกิจกรรม ทำให้ได้เรียนรู้ว่าลูกของตนเองสามารถรับรู้ได้ จึงชักชวนให้คนในครอบครัวหันมาสนใจลูก” การพูดกับลูกพิการ จึงทำให้เขาจะคอยฟัง อยากรู้ว่าพ่อแม่จะพูดอะไร ลูกพิการจะกลายเป็นนางฟ้าน้อยๆ เมื่อคนในบ้านให้ความสำคัญ
                    พญ.จุไรรัตน์ บัวภิบาล นักเวชศาสตร์ฟื้นฟู สถาบันสิรินธร หรือ “หมอจ๋า” หนึ่งในผู้ที่มาเยี่ยมเยียนชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ กล่าวว่า “เป็นความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง เวชศาสตร์ฟื้นฟูเป็นการดูแลตั้งแต่เด็กไปจนกว่าเขาจะเสียชีวิต การที่เด็กพิการจะดีขึ้นไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลหรือแพทย์ที่ดูแลรักษา แต่อยู่ที่คุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตายาย ครอบครัวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด”
                    วันชัย บุญประชา ผู้ประสานงานโครงการส่งเสริมความเข้มแข็งภาคประชาสังคมเพื่อความเป็นธรรมทางสุขภาวะในสังคมไทย กล่าวถึงกิจกรรมรณรงค์ WE ARE CSO ใครๆ ก็เป็นได้ ในครั้งนี้ว่า เป็นการเรียนรู้และศึกษาประสบการณ์การทำงานกับพ่อแม่ที่มีลูกพิการ เพื่อมุ่งหวังเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมในการรวมพลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม “ประชาสังคม คือสังคมของประชาชน โดยมุ่งหวังให้ประชาชนร่วมกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยประชาชนกันเอง การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการเชิญชวนให้ทุกภาคส่วน ได้เห็นคุณค่าการทำงานของชมรมผู้ปกครองที่มีลูกพิการ เป็นตัวอย่างพ่อแม่ที่มีความเข้มแข็ง และควรแก่การสร้างความรับรู้สู่สาธารณะการรวมกลุ่มแบบนี้เป็นการเสริมพลังพ่อแม่โดยตรง เป็นการช่วยเหลือให้พึ่งตัวเองได้มากที่สุด”
                    การรวมกลุ่มช่วยเหลือกันแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของสังคม ที่เป็นการรวมพลังในสังคมของผู้ที่มีความรู้สึกใกล้เคียงกัน ในการหาทางออกให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดี ครอบครัว ชุมชน เป็นสังคมใหม่ที่เข้มแข็ง อยู่ร่วมกันได้ไม่แปลกแยก การพึ่งตนเองให้มากที่สุดนำไปสู่การแบ่งปันช่วยเหลือผู้อื่น จึงเป็นการให้เกียรติและเคารพสิทธิศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันในที่สุดที่ใครๆ ก็เป็นและทำได้ ขอเพียงเปิดใจในการรับรู้และรับฟัง ผู้สนใจแวะไปเยี่ยมเยียนได้ที่ศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูเด็กพิการโดยครอบครัว บ้านบางแค 1 กรุงเทพฯ
———————
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เยี่ยมครอบครัวเด็กพิการ รวมพลังพ่อแม่ เสริมพลังสังคม : โดย…ประกาศ เรืองดิษฐ์ ศูนย์เผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ.))

ต่อยอดสวัสดิการชุมชนที่หนองพ้อ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม-พึ่งตนเอง

Published July 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223594

สิ่งแวดล้อม,รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,หนองพ้อ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 มี.ค. 2559

ต่อยอดสวัสดิการชุมชนที่หนองพ้อ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม-พึ่งตนเอง

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ต่อยอดสวัสดิการชุมชนที่หนองพ้อ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและพึ่งตนเอง : โดย…อุดมศรี ศิริลักษณาพร สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

                      กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลหนองพ้อ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เป็นกองทุนหนึ่งที่ได้รับรางวัลองค์กรสวัสดิการชุมชน ในบทบาทของผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์ ตามแนวคิดของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประเภทองค์กรที่ร่วมดูแลงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การจัดการที่อยู่อาศัย การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การอนุรักษ์พลังงาน การจัดการขยะ และการจัดการฟื้นฟูภัยพิบัติ ประจำปี 2559
                      วิรุณ สุขนวล ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลหนองพ้อ เล่าว่า ได้เริ่มงานสวัสดิการชุมชนมาตั้งแต่ปี 2539 จากแนวคิดการสงเคราะห์ราษฎรประจำหมู่บ้านและพัฒนามาเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลในปี 2548 ด้วยการส่งเสริมของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. มีสมาชิกแรกเริ่ม 332 คน เงินกองทุน 9,930 บาท ปัจจุบันมีสมาชิก 5,512 คน จากประชากรทั้งหมด 5,517 คน มีเงินกองทุนสะสม 8,523,470 บาท โดยเป็นเงินออมของสมาชิก 4.3 ล้านบาท เงินสมทบจากรัฐบาลผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน 4.2 ล้านบาท เงินสมทบจาก อบต. 1 หมื่นบาท เงินสมทบจากหน่วยงานรัฐอื่นๆ 156,102 บาท นอกนั้นเป็นเงินบริจาค มีวัตถุประสงค์ในการจัดสวัสดิการชุมชน 21 ประเภท ครอบคลุมเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ทุนการศึกษา ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ ส่งเสริมศีลธรรมและศาสนา ส่งเสริมการเป็นทหารรับใช้ชาติ ส่งเสริมสถาบันครอบครัว เป็นต้น
                      ที่ผ่านมาได้จัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกและประโยชน์สาธารณะของชุมชนไปแล้วกว่า 7 ล้านบาท รวมผู้รับประโยชน์ 5,023 ราย โดยในปีที่ผ่านมา (2558) มีการจัดสวัสดิการที่สำคัญ ได้แก่ สวัสดิการเสียชีวิต 38 ราย เป็นเงิน 425,000 บาท การรักษาพยาบาล 581 ราย เป็นเงิน 290,000 บาท สวัสดิการการศึกษา 42 ราย เป็นเงิน 42,000 บาท สวัสดิการผู้สูงอายุ 30 ราย เป็นเงิน 9,000 บาท สวัสดิการส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ 1,216 ราย เป็นเงิน 5.6 ล้านบาท เป็นต้น
จากสวัสดิการสู่บ้านผู้ยากไร้
                      นอกเหนือจากการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกโดยตรงแล้ว กองทุนสวัสดิการชุมชนฯ ได้เข้ามาแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้คนยากไร้ในตำบล ภายใต้โครงการบ้านพักผู้ยากไร้เอื้ออาทร โดยใช้เงินกองทุนสวัสดิการชุมชน ซื้อที่ดินจำนวน 1 ไร่ เพื่อเป็นที่สร้างบ้านให้แก่คนที่ยากลำบากและนิสัยดีในตำบล ซึ่งได้สร้างไปแล้ว 5 หลัง โดยเลือกจากคนที่มีคุณธรรม ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคม ชอบช่วยเหลืองานส่วนรวมและเป็นผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน
ขยายผลชุมชนจัดการสิ่งแวดล้อม
                      เท่านั้นไม่พอ ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา กองทุนได้สนับสนุนการแก้ปัญหาขยะในชุมชน ร่วมกับเทศบาลตำบลหนองพ้อและสภาองค์กรชุมชน ด้วยการจัดตั้งธนาคารขยะด้วยเงินจากกองทุน 115,000 บาท จากเดิมมีถังขยะที่เทศบาลจัดให้ 20 ถัง แต่ไม่สามารถรองรับขยะจำนวนมากได้ไม่สามารถจัดรถมาเก็บได้บ่อย ส่งผลให้ขยะเน่าเหม็น เมื่อมีการจัดตั้งธนาคารขยะ ทำให้มีการรับซื้อขยะถึงที่ โดยขยะทุกประเภทมีราคาที่เป็นมาตรฐาน เพราะผ่านการรณรงค์ให้มีการคัดแยกขยะ ทั้งขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล ขยะอันตราย ขยะย่อยสลายนำมาทำน้ำหมัก ปุ๋ยหมักชีวภาพ ก่อให้เกิดรายได้เข้าธนาคารเดือนละ 1,500-3,000 บาท และสามารถแก้ปัญหาขยะสิ่งแวดล้อมเน่าเหม็นในตำบลจากขยะ 20 ตัน/เดือน ลดลงเหลือ 10 ตัน/เดือน และครัวเรือนในตำบลมากกว่าครึ่งมีการคัดแยกขยะ
                      ประกอบกับกองทุนสวัสดิการชุมชนได้หนุนเสริมงบประมาณจำนวน 3 แสนบาท ให้สมาชิกยืมต่อราย ไม่เกินรายละ 1,000 บาท และให้ชำระคืนเป็นขยะจนครบจำนวนเงินที่ยืม เป็นการสร้างแรงจูงใจในการจัดการขยะ ที่ได้รับความร่วมมือจากคนทุกเพศ ทุกวัยในตำบล
                      นอกจากนี้ กองทุนได้มีระบบดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชน โดยการอบรมให้ความรู้เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับผู้นำและเยาวชนในพื้นที่ เพื่อการดูแลแม่น้ำลำคลองสายหลัก คือ การอนุรักษ์คลองท่าแนะและคลองสะบ้าย้อย ด้วยความร่วมมือกับโรงเรียน 5 โรงเรียนในพื้นที่ เทศบาล 4 เทศบาล (มะกอกเหนือ บ้านสวน ควนขนุน หนองพ้อ)
                      รวมทั้งการส่งเสริมปลูกต้นไม้ริมแหล่งน้ำในชุมชน ในเรือกสวนไร่นาของสมาชิกและที่สาธารณะ ปัจจุบันกำลังปลูกสมุนไพรใกล้น้ำในแปลงทดลองของชุมชน ด้วยการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยทักษิณ เช่น ไม้นูด มะแว้ง มะระขี้นก เป็นต้น นอกเหนือจากแปลงทดลองแล้ว ได้สนับสนุนให้มีการปลูกในพื้นที่ของสมาชิกและส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนได้ปลูกผักและทำนาข้าวอินทรีย์เพื่อการบริโภคในครัวเรือน
                      อีกอย่างมีการส่งเสริมพลังงานทดแทน ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แผงโซลาเซลล์ มีตัวอย่างให้ดูคือ ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ ผสมกับการใช้ไม้ฟืนอบสมุนไพร ปลาและผลไม้ในชุมชน รวมทั้งถังเผาถ่านขนาด 200 ลิตร ในพื้นที่หมู่ 2 ถังขยะอินทรีย์ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดอนนูด เป็นต้น
จัดการป้องกันภัยพิบัติโดยชุมชน
                      ขณะเดียวกัน ก็มีการจัดระบบเฝ้าระวังภัยพิบัติร่วมกับเทศบาลตำบลหนองพ้อ ด้วยการจัดทำแผนที่ทำมือทั้ง 9 หมู่บ้าน เพื่อวางแผนการแก้ปัญหาที่ดินและรับมือภัยพิบัติ ทำให้เห็นว่าในพื้นที่ไม่ค่อยมีภัยพิบัติ หรือน้ำท่วมก็ไม่รวดเร็วรุนแรง เพราะที่นี่มีการจัดคณะทำงานเฝ้าระวังภัยพิบัติร่วมกับคณะกรรมการชุมชนทุกหมู่บ้านและบุคคลที่มีจิตอาสา มีการเตรียมสถานที่รองรับภัยพิบัติของชุมชน เช่น ศาลาหมู่บ้าน วัด โรงเรียน และจัดให้มีระบบการสื่อสารของชุมชนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือวิทยุสื่อสารเฝ้าระวังภัย เพื่อการเตือนภัยและความร่วมมือในการพัฒนา รวมทั้งการใช้สื่อบุคคล การประชุม เสียงตามสาย หอกระจายข่าว ที่สำคัญมีการจัดกิจกรรมร่วมกันในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและมีกองทุนแก้ปัญหาภัยพิบัติของชุมชนเองด้วย
สุดท้ายคือพึ่งตนเองในตำบล
                      กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำหนองพ้อ ทำให้ประชาชนในตำบล มีการดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันเกือบ 100% ของประชาชนในตำบล รวมทั้งประโยชน์สาธารณะจากการรณรงค์เสริมเรื่องการดูแลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในชุมชน การมีระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยพิบัติ เป็นต้น
                      ปัจจุบันกำลังส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนาของภาคประชาชนระดับตำบล ด้วยการบูรณาการแผนพัฒนาของสภาองค์กรชุมชนตำบล และแผนพัฒนาของกองทุนสวัสดิการชุมชน ทั้งเรื่องการพัฒนาคณะกรรมการและสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชน และกลุ่มองค์กรชุมชนที่ร่วมจัดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล จำนวน 50 กลุ่ม/องค์กร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การเสริมสร้างสังคมสวัสดิการในชุมชน การแก้ไขปัญหาที่ดิน การสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยการส่งเสริมการทำนาอินทรีย์ เป็นต้น
                      กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลหนองพ้อ จึงเป็นรูปธรรมหนึ่งของการให้อย่างมีคุณค่า และรับอย่างมีศักดิ์ศรี ต่อยอดงานสวัสดิการชุมชน สู่การจัดการตนเองในงานพัฒนาอื่นๆ เพื่อประโยชน์สาธารณะของคนในตำบลต่อไป
—————————
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ต่อยอดสวัสดิการชุมชนที่หนองพ้อ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและพึ่งตนเอง : โดย…อุดมศรี ศิริลักษณาพร สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน))

%d bloggers like this: