รอบโลก

All posts tagged รอบโลก

ยอดเหยื่อท่อส่งน้ำมันระเบิดในเม็กซิโกพุ่งเป็น73ราย

Published January 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/577598

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

ยอดเหยื่อท่อส่งน้ำมันระเบิดในเม็กซิโกพุ่งเป็น73ราย

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุท่อส่งน้ำมันระเบิดในเม็กซิโกเพิ่มเป็น 73 ราย เผยสาเหตุมาจากการลักลอบเจาะท่อส่งน้ำมันอย่างผิดกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการเม็กซิโกเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ท่อส่งน้ำมันระเบิดในรัฐอีดัลโก ทางภาคกลางของประเทศเม็กซิโก ได้เพิ่มขึ้นเป็น 73 รายแล้ว ขณะที่จำนวนผู้บาดเจ็บอยู่ที่ 74 ราย โดยมี 24 รายพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอีดัลโก ส่วนอีก 50 รายรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในกรุงเม็กซิโกซิตี้

ขณะที่ นายโอมาร์ ฟายัด ผู้ว่าการรัฐอีดัลโก ยอมรับว่า ความหวังในการค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวกำลังริบหรี่ลงไปทุกที

รายงานข่าวระบุว่า อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ของวันศุกร์ที่ 18 ม.ค.62 ตามเวลาท้องถิ่น หรือ ประมาณ 08.00 น.ของวันเสาร์ที่ 19 ม.ค.ตามเวลาในประเทศไทย โดยท่อส่งน้ำมันของ บริษัทน้ำมัน Pemex ของรัฐบาล ได้เกิดรั่วไหล ทำให้ผู้คนจำนวนมากพากันเข้าไปเก็บน้ำมันที่รั่วไหลออกมา ทว่าจู่ๆก็ได้เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้ถูกไฟคลอกเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ประธานาธิบดี อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ของเม็กซิโก ได้ทวีตแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และระบุว่า เขาได้สั่งการให้รัฐบาลควบคุมเพลิงไหม้และดูแลผู้ประสบเหตุแล้ว

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ระเบิดที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งมีสาเหตุมาจากการลักลอบเจาะท่อส่งน้ำมันอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลเม็กซิโกเผชิญมานานหลายปี และรัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังออกมาตรการเพื่อต่อสู้กับเรื่องนี้

Advertisements

จีนเสนอเพิ่มนำเข้าสหรัฐ6ปี

Published January 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/577560

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 10:02 น.

จีนเสนอเพิ่มนำเข้าสหรัฐ6ปี

ตลาดทุนขานรับข่าวดีหลังจีนเสนอทุ่มซื้อสินค้าสหรัฐเพิ่มยาว ขณะที่วอชิงตันอาจเลิกกำแพงภาษี

ซีเอ็นบีซีและบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า รัฐบาลจีนยื่นข้อเสนอระหว่างการเจรจาการค้ากับสหรัฐที่กรุงปักกิ่ง เมื่อต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า จีนจะเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐรวมเป็นมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31.75 ล้านล้านบาท) ต่อปี และนานต่อเนื่อง 6 ปี ไปจนถึงปี 2024 บนคาดการณ์ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้เป็นผู้นำสหรัฐต่ออีกสมัย เพื่อหวังยุติสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ

ทั้งนี้ หากคำนวณจากมูลค่าการค้า ในปี 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนอยู่ที่ 3.23 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 10.2 ล้านล้านบาท) ข้อเสนอ ล่าสุดนี้จะช่วยให้การขาดดุลลดลงเหลือศูนย์ได้ภายในปี 2024

ทิศทางเชิงบวกนี้ยังสอดคล้องกับรายงานในวอลสตรีท เจอร์นัล ว่า สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เสนอให้ยกเลิกการตั้งกำแพงภาษีสินค้ากับจีน เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนให้จีนยอมแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวต่างๆ และยังช่วยผ่อนคลายบรรยากาศตลาดทุนโลกด้วย ซึ่งแม้ว่าจะยังมีเสียงคัดค้านจากโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ แต่แหล่งข่าวเปิดเผยว่ากลุ่มสายเหยี่ยวที่มีแนวคิดแข็งกร้าวเริ่มผ่อนท่าทีลงมาบ้างแล้ว

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐทะยานขึ้นไปปิดบวกเมื่อวันศุกร์ ที่ผ่านมา โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์บวก 336.25 จุด หรือ 1.38% ไปปิดที่ 24,706.35 จุด ด้านดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 0.3% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปรับตัวขึ้น 3.3% หรือ 1.73 ดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 53.80 ดอลลาร์/บาร์เรล และน้ำมันดิบเบรนต์บวก 2.5% ไปอยู่ที่ 62.70 ดอลลาร์/บาร์เรล

อย่างไรก็ตาม แลร์รี คัดโลว์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของทำเนียบขาว ปฏิเสธว่าสหรัฐกับจีนยังไม่ได้ไปถึงจุดที่สามารถบรรลุความตกลงกันได้ แต่ยอมรับว่าการเจรจามีความคืบหน้าขึ้น

ด้านรอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า ฝ่ายสหรัฐต้องการให้มีกระบวนการประเมินผลความคืบหน้าของจีนเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ ว่าจีนจะปฏิรูปการค้าจริงตามที่รับปากไว้ เพื่อเป็นเงื่อนไขในการบรรลุความตกลงกับจีนและยังสามารถหยิบยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างตั้งกำแพงภาษีกับจีนได้ในภายหลัง หากพบว่าจีนไม่ทำตามที่ตกลงไว้ ทว่ายังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าจะมีการประเมินอย่างไร

“สงครามอวกาศ” สนามชิงมหาอำนาจโลก

Published January 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/577559

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 07:55 น.

"สงครามอวกาศ" สนามชิงมหาอำนาจโลก

ภารกิจพิชิตอวกาศไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักของชาติมหาอำนาจอีกต่อไป แต่การใช้อวกาศเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและทางทหาร คือสิ่งที่ผงาดขึ้นมาแทนที่

************************

โดย…จุฑามาศ เนาวรัตน์

ภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจของฉาก “สงครามอวกาศ” ที่เห็นได้บ่อยครั้งในหนังไซไฟฟอร์มยักษ์อาจกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในเร็วๆ นี้ เมื่อ

เมื่อวงโคจรของโลกกำลังกลายเป็นพื้นที่แห่งการช่วงชิงความเป็นใหญ่เช่นนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่มขึ้นจึงส่งผลให้รัฐบาลของแต่ละประเทศเริ่มวิตกกังวลว่า ดาวเทียมหรือสถานีอวกาศอาจถูกโจมตีโดยแฮ็กเกอร์ หรือถูกคุกคามจากอาวุธอวกาศรูปแบบใหม่ได้ จนต้องเร่งสร้างแผนป้องกัน ก่อนที่โครงการอวกาศของตัวเองจะกลายเป็นเหยื่อในสงครามนี้

นิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า มหาอำนาจที่เห็นได้ชัดว่ากำลังเร่งแข่งขันกัน เพื่อครองผลประโยชน์จากอวกาศคือ จีน สหรัฐ และรัสเซีย โดยข้อมูลจากมูลนิธิเพื่อความมั่นคงของโลก ระบุว่า ทั้ง 3 ประเทศได้ทดลองอาวุธที่สามารถทำลายดาวเทียม โดยเป็นขีปนาวุธที่ถูกปล่อยตัวจากโลกและทะยานพุ่งโจมตีดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลกได้ทันที

นอกจากนี้ ยังมีอาวุธอวกาศที่เรียกว่า โค-ออร์บิทอลส์ (Co-orbitals) ซึ่งเป็นดาวเทียมที่ติดตั้งขีปนาวุธหรือจรวดเอาไว้ และเมื่อดาวเทียมถูกปล่อยขึ้นสู่วงโคจรโลก ขีปนาวุธก็จะแยกตัวออกจากดาวเทียม และพุ่งไปในวงโคจรของดาวเทียมเป้าหมาย และเข้าโจมตีในที่สุด

จีน-สหรัฐจุดชนวน

เมื่อปี 2007 “จีน” ได้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ทั่วโลก จากการที่จีนประสบความสำเร็จในการทำลายหนึ่งในดาวเทียมพยากรณ์อากาศของตัวเอง ส่งผลจนทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่ 3 ของโลกที่มีความสามารถในการทำลายดาวเทียม จากก่อนหน้านี้ที่มีเพียงแค่สหภาพโซเวียตและสหรัฐเท่านั้น

ความสามารถด้านอวกาศอันโดดเด่น ของจีนถูกทำให้เด่นชัดมากขึ้นอีกครั้ง เมื่อล่าสุดจีนสามารถนำยานสำรวจ ฉางเอ๋อ 4 (Chang’e 4) ลงจอดในด้านมืดหรือด้านไกลของดวงจันทร์ได้สำเร็จ ใน วันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นภารกิจที่ไม่เคยมีประเทศไหนในโลกสามารถทำได้มาก่อน และนับเป็นการเปิดประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ในการสำรวจดวงจันทร์ของมนุษย์

ความทะเยอทะยานของจีนยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะจีนตั้งเป้าว่าจะส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวอังคารให้ได้ภายในปี 2020 และจะมีสถานีอวกาศที่โคจรรอบโลกราวปี 2022 ซึ่งทางการจีนระบุว่า ภารกิจทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศ และสถานีอวกาศที่กำลังพัฒนาอยู่นั้นก็จะเปิดรับสมาชิกจากสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ทุกประเทศ

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญหลายรายต่างระบุตรงกันว่า โครงการด้านอวกาศของจีนไม่ได้มีไว้เพื่อมวลมนุษยชาติอย่างที่จีนกล่าวอ้าง โดย ดีนเฉิง นักวิจัยจากเฮอริเทจ ฟาวน์เดชั่น กล่าวว่า ทุกความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศของจีนล้วนเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองและทางทหาร

สำหรับ “สหรัฐ” ที่เป็นเจ้าแห่งอวกาศในขณะนี้นับว่ามีความชัดเจนมากที่สุด สำหรับความพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่สงครามอวกาศในครั้งนี้ ด้วยการก่อตั้ง “กองทัพอวกาศ”

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ได้สั่งให้กระทรวงกลาโหมจัดตั้งกองทัพอวกาศขึ้นเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะนำเจ้าหน้าที่จากหน่วยงาน

ทหารด้านอวกาศที่มีอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว เข้ามาทำงานในกองทัพอวกาศ 600 คน และจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,000 คน ในเร็วๆ นี้ และคาดว่าต้องใช้งบประมาณมากถึง 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 25.5 ล้านล้านบาท) ในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้เป้าหมายของกองทัพอวกาศสำเร็จ

เป้าหมายของกองทัพอวกาศของสหรัฐนั้นสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนจากคำกล่าวของ ไมค์ เพนช์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ระบุว่า สถานการณ์ในอวกาศได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้เป็นพื้นที่แห่งความสงบสุขและสันติอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความเป็นปรปักษ์ นอกจากนี้จีนและรัสเซียก็กำลังพัฒนาอาวุธอวกาศหลายอย่าง เช่น อาวุธเลเซอร์หรือ

ขีปนาวุธทำลายดาวเทียม ดังนั้นแล้วการจัดตั้งกองทัพอวกาศ จึงเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวอเมริกันในอวกาศและสหรัฐจะไม่ยอมเป็นผู้พ่ายแพ้ ในความท้าทายนี้

“ญี่ปุ่น-อินเดีย” ตื่นงัดแผนตั้งรับ

ราเชสวารี พิลลัย ราชาโกพลัน ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์และมั่นคงทางอวกาศจากมูลนิธิออบเซอร์ฟเวอร์ รีเสิร์ช ระบุว่า จากสถานการณ์เช่นนี้ได้บีบให้“ญี่ปุ่น” และ “อินเดีย” มหาอำนาจ ด้านอวกาศอันดับที่ 4 และ 5 ของโลก ต้องเร่งปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทาง อวกาศ จากเดิมที่เน้นพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อความสงบสุข ให้เปลี่ยนไปเป็นเพื่อจุดมุ่งหมายทางทหารและ ความมั่นคงของชาติมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ บทบาทของอินเดียในด้านอวกาศจะเน้นไปที่การพัฒนาธุรกิจดาวเทียมที่มีต้นทุนต่ำ ซึ่งเคยได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐให้สามารถสร้างดาวเทียมของตัวเองในมูลค่าเพียงแค่ 76 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,426 ล้านบาท) แต่ปัจจุบันอินเดียกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อความมั่นคงของชาติแทน

เหตุการณ์ที่เด่นชัดว่าเป้าหมาย ด้านอวกาศของอินเดียได้เปลี่ยนแปลงไปคือ เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา อินเดียได้เปิดตัวดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร ทางทหารดวงที่ 3 ของประเทศ ในชื่อ จีแซท-7เอ (GSAT-7A) ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับฐานทัพ ฐานเรดาร์ เครื่องบินทหาร และเครือข่ายควบคุมโดรนได้ นอกจากนี้ อินเดียยังมีแผนที่จะสร้างสถานีภาคพื้นดินขนาดใหญ่ 5 แห่ง และขนาดเล็กอีกกว่า 500 แห่ง ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ภูฏาน เนปาล บังกลาเทศ มัลดีฟส์ และศรีลังกา

“จีนกำลังเร่งพัฒนาขีดความสามารถ ทางอวกาศ เพื่อใช้ในอนาคต สถานการณ์ เช่นนี้บีบบังคับให้อินเดียต้องเข้าสู่สงครามอวกาศนี้ ซึ่งหากไม่เร่งพัฒนา ศักยภาพ อินเดียก็จะต้องเผชิญกับการ เสียผลประโยชน์ เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น จริงๆ” ราชาโกพลัน กล่าว

ขณะที่ญี่ปุ่นก็ได้ประกาศแนวทางด้านความมั่นคงของชาติฉบับใหม่ เมื่อเดือน ธ.ค. โดยเน้นย้ำว่าปัญหาการโจมตีทางอวกาศนั้นถือเป็นความกังวลใหญ่ของประเทศ และเป็นภัยคุกคามที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ หากจะต้องรับมือกับสงครามอวกาศที่มีผู้เล่นยักษ์ใหญ่อย่าง จีน สหรัฐ และรัสเซีย แล้วนั้น การผนึกกำลัง เข้าด้วยกันจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่อินเดีย และญี่ปุ่นเลือกใช้ โดยทั้งสองประเทศ ได้ร่วมกันอภิปรายด้านอวกาศ ซึ่งเป็นความร่วมมือที่ไม่ใช่แค่การสำรวจ ดวงจันทร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยัง ให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงด้วย และ รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลด้านการเฝ้าระวัง ร่วมกัน

นอกจากอินเดียและญี่ปุ่นแล้วนั้น หลายประเทศก็กังวลกับสถานการณ์นี้เช่นกัน ส่งผลให้แนวคิดเรื่องการเฝ้าระวังทางอวกาศ (SSA) แพร่หลายมากขึ้น โดยหลายประเทศเริ่มใช้ระบบเรดาร์และเซ็นเซอร์จากภาคพื้นดิน เพื่อติดตามสถานการณ์และภัยคุกคามในอวกาศ ขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) ก็ได้พยายามผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติการในอวกาศ โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย

“ที่ผ่านมา เราได้เห็นความร่วมมือระหว่างประเทศด้านทหารและนโยบายต่างประเทศมาแล้ว แต่ในเวลาอันใกล้นี้ความร่วมมือด้านอวกาศกำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านความมั่นคงของหลายชาติในเอเชีย” เฉิง กล่าวทิ้งท้าย

เจ้าชายฟิลิปถอยรถคันใหม่ไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังชน

Published January 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/577546

  • วันที่ 19 ม.ค. 2562 เวลา 17:32 น.

เจ้าชายฟิลิปถอยรถคันใหม่ไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังชน

โซเชียลอังกฤษวิจารณ์ราชวงศ์ หลังเจ้าชายฟิลิปประสบอุบัติเหตุ

หลังจากที่มีรายงานข่าวการประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ของเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินเบอระ วัย 97 พรรษา พระสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมาบริเวณทางหลวงใกล้กับพระตำหนักซานดริงแฮม ที่ประทับส่วนพระองค์ของพระราชินี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เจ้าชายฟิลิปปลอดภัย หลังประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ

เหตุดังกล่าวพบว่า รถยนต์เรนจ์โรเวอร์ของพระองค์นั้นได้ชนเข้ากับรถยนต์คันหนึ่งก่อนจะไถลตกลงข้างทางจนพลิกคว่ำ และแม้เจ้าชายฟิลิปวัย 97 พรรษาจะทรงไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆก็ตาม แต่การเกิดอุบัติเหตุของพระองค์ได้สร้างของถกเถียงและเสียงวิจารณ์ในราชวงศ์อังกฤษอย่างแพร่หลาย

 

รายงานระบุว่า หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุดังกล่าวได้ไม่ถึง 24 ชั่วโมงนั้น มีผู้พบรถบรรทุกคันหนึ่งได้นำรถยนต์ยี่ห้อ แลนด์โรเวอร์ รุ่นฟรีแลนเดอร์ สีเขียวเข้มคันใหม่มาส่งยังพระตำหนักซานดริงแฮมซึ่งเป็นที่ประทับทันที โดยคาดกันว่าจะมาเป็นรถยนต์พระที่นั่งแทนแลนด์โรเวอร์คันที่ประสบอุบัติเหตุ

ภาพดังกล่าวส่งผลให้ในโลกโซเชียลมีเดียอังกฤษ วิจารณ์ราชวงศ์อังกฤษอย่างแพร่หลาย โดยส่วนใหญ่ระบุว่า เจ้าชายฟิลิปด้วยพระองค์ที่มีพระชนมายุมากแล้ว ไม่ควรขับรถยนต์พระที่นั่งด้วยองค์เอง รวมถึงโซเชียลอังกฤษยังคงถกเถียงถึงความเหมาะสมของผู้สูงอายุที่ยังขับรถยนต์ด้วยตัวเอง

 

ขณะเดียวกันรถยนต์อีกคันหนึ่งซึ่งเป็นยี่ห้อเกีย และมีขนาดเล็กกว่าและราคาถูกกว่า รถยนต์เรนจ์โรเวอร์ ของราชวงศ์อังกฤษนั้น กลับได้รับความเสียหาย พร้อมกับผู้โดยสารทั้ง 3 คนบนรถคันดังกล่าวซึ่งประกอบด้วยเด็กทารกวัย 9 เดือน กับหญิงวัย 28 และ 45 นั้นก็ได้รับบาดเจ็บ แต่โชคดีที่ทารก9เดือนไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด และดูเหมือนว่าครอบครัวนี้คงจะไม่สามารถหารถยนต์คันใหม่มาแทนได้ในระยะเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงอย่างแน่นอน

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจมณฑลนอร์ฟอร์ก ระบุว่า ทางตำรวจจะปฎิบัติต่อการชนครั้งนี้ เหมือนกับอุบัติเหตุโดยทั่วไป ซึ่งมีแนวโน้มว่าทางตำรวจอาจจะเข้าสอบปากคำเจ้าชายฟิลิปด้วย

อย่างไรก็ดี นักข่าวผู้ใกล้ชิดราชวงศ์เผยว่า สมเด็จพระราชีนีทรงไม่พอพระทัยในตัวพระสวามีอย่างมาก รวมถึงทรงเคยเตือนเจ้าชายแล้วถึงการขับขี่รถยนต์ไปในที่สาธารณะด้วยพระชนมายุที่มากแล้ว

 

ด้านผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายบอกว่า หากกรณีหากพบว่าเจ้าชายฟิลิปผิดจริง อาจถูกดำเนินคดีในข้อหาขับรถโดยประมาทได้ แต่ทว่าสามารถหลีกเลี่ยงการลงโทษด้วยการยึดใบขับขี่เนื่องจากพระชนมายุที่มากแล้ว พร้อมถูกสั่งห้ามขับรถยนต์อีก

 

สำหรับในอังกฤษนั้นไม่มีการกำหนดอายุในการต่อใบขับขี่ แต่หากผู้ต่อใบขับขี่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ต้องได้รับการตรวจประเมินการตอบสนองด้านต่างๆ โดยเฉพาะการมองเห็นจากแพทย์ถึงจะสามารถต่อใบขับขี่ได้

ทั้งนี้ สำหรับสมเด็จพระราชินีเองพระองค์ก็ทรงขับรถยนต์ด้วยพระองค์เองหลายครั้ง โดยล่าสุดหลังจากเกิดอุบัติเหตุของเจ้าชายฟิลิปได้เพียงวันเดียว มีผู้พบว่าพระราชินีเอลิซาเบธทรงขับรถยนต์โดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ซึ่งแน่นอนว่าผิดกฎหมายจราจรในอังกฤษ

แต่ทางตำรวจไม่สามารถเอาผิดพระองค์ได้เนื่องจากทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ จึงมีสิทธิพิเศษต่างและได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย หรือกล่าวเป็นนัยหนึ่งก็คือ พระองค์ทรงเป็นผู้ตรากฎหมายทุกฉบับในอังกฤษนั้นเอง รวมถึงสมเด็จพระราชินีเองทรงได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีใบขับขี่ด้วย

นาซาจับมือจีน สำรวจดวงจันทร์

Published January 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/577520

  • วันที่ 19 ม.ค. 2562 เวลา 15:10 น.

นาซาจับมือจีน สำรวจดวงจันทร์

“นาซา”เตรียมร่วมมือกับองค์การอวกาศจีนในภารกิจสำรวจดวงจันทร์

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (NASA) เปิดเผยว่าขณะนี้กำลังหารือกับทางองค์การอวกาศแห่งชาติจีน สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ หลังจากที่ทางการจีนประสบความสำเร็จในการส่งยานอวกาศฉางเอ๋อ-4 ลงจอดยังด้านไกลของดวงจันทร์

รายงานระบุว่า กรอบความร่วมมือนี้มีข้อพิจารณาเกี่ยวกับการคลายล็อกกฎหมายที่เข้มงวดของสหรัฐ เพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติและปกป้องการถ่ายโอนเทคโนโลยีด้านอวกาศไปยังจีน

ยานฉางเอ๋อ-4

Thomas Zurbuchen หนึ่งในคณะทำงานโครงการอวกาศของนาซาระบุผ่านทวิตเตอร์ว่า ด้วยการอนุมัติจากสภาคองเรส จะส่งผลให้ความร่วมมือด้านอวกาศกับจีนนั้นใกล้ชิดยิ่งขึ้น ในด้านที่นาซาสามารถใช้เครื่องมือบางอย่างของจีน ในการภารกิจส่งยานสำรวจของนาซาไปยังด้านไกลของดวงจันทร์ครั้งถัดไป รวมถึงการใช้ยานสำรวจดวงจันทร์ LRO ของนาซา ซึ่งส่งไปยังดวงจันทร์ก่อนหน้านั้นในปี 2009 แล้ว พร้อมทั้งร่วมถ่ายภาพของยานสำรวจฉางเอ๋อ-4 และยานโรเวอร์ยู่ทู๋-2 บนพื้นผิวดวงจันทร์กลับมายังโลกด้วย

โครงการอพอลโล 11 ของนาซา

 

เมื่อปี 2011 สภาคองเกรสและทำเนียบขาวได้ออกกฎห้ามไม่ให้นาซา หรือองค์กรด้านวิทยาศาสตร์ใดๆของรัฐบาลสหรัฐ รวมมือในการถ่ายทอด พัฒนา ออกแบบ วางแผน หรือร่วมมือใดๆกับทางองค์การอวกาศ หรือหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลจีน เนื่องจากเหตุผลด้านความมั่นคง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : นาซาอาจยืมเทคโนโลยีอวกาศของจีน สำรวจดวงจันทร์

ทั้งนี้ รายงานข่าวดังกล่าวสอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่ ศ. Wu Weiren หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ในโครงการสำรวจดวงจันทร์ของ องค์การอวกาศจีนระบุว่า องค์การนาซา ต้องการยืมเทคโนโลยีหลายอย่างจากจีน โดยเฉพาะยานสำรวจฉางเอ๋อ-4 ซึ่งถูกส่งขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์แล้ว และเทคโนโลยีในระบบสื่อสารของดาวเทียม  Queqiao ซึ่งโคจรอยู่รอบดวงจันทร์ในภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของจีน เพื่อใช้ในภารกิจสำรวจด้านห่างไกลดวงจันทร์ของนาซาในครั้งถัดไป

เช็คด่วน! อีเมลถูกแฮกมหาศาลกว่า 773 ล้านแอคเคาท์

Published January 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/577489

  • วันที่ 19 ม.ค. 2562 เวลา 13:06 น.

เช็คด่วน! อีเมลถูกแฮกมหาศาลกว่า 773 ล้านแอคเคาท์

เผยวิธีตรวจสอบ หลังพบอีเมลพาสเวิร์ดถูกแฮกข้อมูลสู่สาธารณะกว่า 773 ล้านแอคเคาท์

เว็บไซต์ Wired รายงานระบุว่าพบการแฮกข้อมูลจากอีเมลและพาสเวิร์ดของผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลกว่า 773 ล้านแอคเคาท์ อีกทั้งยังพบอีกว่าภายหลังมีการนำข้อมูลดังกล่าวไปปล่อยโหลดภายใต้ไฟล์ขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า Collection #1. เพื่อเปิดเผยต่อสาธาณะอีกด้วย

การพบแฮกครั้งใหญ่ถูกเปิดเผยโดยนาย Troy Hunt จากเว็บไซต์ Have i Been Pwned ซึ่งทำการตรวจสอบความปลอดภัยจากการแฮกว่าข้อมูลจากอีเมล์นั้นถูกเจาะหรือไม่

รายงานยังระบุอีกว่าข้อมูลจากอีเมลที่ถูกแฮกครั้งนี้ นับว่าเป็นการรั่วไหลข้อมูลครั้งใหญ่อันดับสองรองจากก่อนหน้านี้ที่่พบการแฮกข้อมูลจากอีเมลของผู้ใช้งาน Yahoo ซึ่งครั้งนั้นพบว่ามีการแฮกข้อมูลผู้ใช้งานไปได้ถึว 3 พันล้านแอคเคาท์

วิธีตรวจสอบว่าอีเมลของคุณปลอดภัยหรือไม่

วิธีตรวจสอบง่ายที่สุดคือการเข้าไปที่เว็บไซต์https://haveibeenpwned.com/ ซึ่งได้รวบรวมรายชื่ออีเมลที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงและอยู่ในรายชื่อของอีเมลในCollection #1.นี้ด้วย โดยการใส่ชื่ออีเมลของคุณลงไป

โดยหากตรวจสอบแล้วขึ้นข้อความว่า “Oh no, pwned” นั้นหมายความว่าอีเมลของคุณได้รับผลกระทบจากการแฮกเข้าแล้ว ทางเว็บไซต์แนะนำให้คุณรีบเปลี่ยนพาสเวิร์ดโดยทันที โดยควรตั้งรหัสพาสเวิร์ดที่คาดเดาได้ยาก

แต่หากตรวจสอบแล้วพบว่าอีกเมลส่วนตัวของคุณยังปลอดภัยนั้น ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะควรตั้งค่าพาสเวิร์ดใหม่ให้บ่อยครั้งขึ้นด้วยเช่นกัน

ท่อส่งน้ำมันในเม็กซิโกระเบิด ตายอย่างน้อย 21 ราย

Published January 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/577484

  • วันที่ 19 ม.ค. 2562 เวลา 12:37 น.

ท่อส่งน้ำมันในเม็กซิโกระเบิด ตายอย่างน้อย 21 ราย

เกิดเหตุท่อส่งน้ำมันในเม็กซิโกระเบิด บาดเจ็บกว่า 70 ราย คาดลักลอบขโมยน้ำมันเป็นเหตุ

สื่อต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุท่องส่งน้ำมันของบริษัท Pemex ซึ่งเป็นบริษัทผลิตน้ำมันของทางการเม็กซิโกระเบิดขึ้น ใกล้กับเมืองซานฆวน เดล ริโอ ตอนกลางของประเทศ ห่างจากกรุงเม็กซิโกซิตี้ราว 160 กิโลเมตร ส่งผลให้เบื้้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 70 ราย ส่วนใหญ่เป็นการบาดเจ็บลักษณะถูกไฟคลอก

 

รายงานระบุว่าท่อส่งน้ำมันดังกล่าว อยู่ไม่ไกลจากโรงกลั่นน้ำมัน Pemex’s Tula ซึ่งมักจะพบรายงานชาวบ้านลักลอบขโมยน้ำมันจากท่อส่งหลายร้อยครั้ง โดยจากการระเบิดครั้งนี้พบว่าเกิดขึ้นระหว่างที่ชาวบ้านนับร้อยคนกำลังพยายามขโมยน้ำมันที่ส่งผ่านท่อดังกล่าวจนเกิดระเบิด จึงส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

จากภาพแสดงให้เห็นการระเบิดอย่างรุนแรงที่เปลวไฟพุ่งขึ้นสูงในอากาศหลายสิบเมตร ขณะที่ทางบริษัท Pemex ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า เหตุระเบิดดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการลักลอบสูบน้ำมันอย่างผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ทันทีที่เกิดเหตุทางทหารของเม็กซิโกได้เขาควบคุมสถาณการณ์แล้ว ด้านประธานาธิบดีแอนเดรส มานูเอล โลเปซ ออบราดอร์ ของเม็กซิโกได้กล่าวประนามการลักลอบขโมยน้ำมันดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลต้องสูญเสียเงินไปกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2018

ทีวีจีนเซนเซอร์นักแสดงชายใส่ต่างหู

Published January 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/577480

  • วันที่ 19 ม.ค. 2562 เวลา 11:52 น.

ทีวีจีนเซนเซอร์นักแสดงชายใส่ต่างหู

แฟนคลับงง ทีวีจีนเซนเซอร์ดาราชายสวมต่างหู เชื่อขัดวัฒนธรรมดังเดิม

โลกออนไลน์ของจีนมีการถกเถียงกันถึงประเด็นที่เว็บไซต์ iQiyi ซึ่งเป็นผู้ให้บริการวิดิโอสตรีมมิ่ง หรือที่รู้จักกันว่าเป็น  Netflix เวอร์ชั่นจีน ได้ทำการเบลอ หรือเซนเซอร์ภาพของนักแสดงหนุ่มขวัญใจวัยรุ่นหลายคนที่สวมใส่ต่างหูกันตามเทรนด์ทั่วไป

รายงานระบุว่ามาตรการดังกล่าวนั้น ส่งผลให้ในโลกออนไลน์ของจีนอย่างเว็บไซต์เว่ยป๋อ มีการติด #MaleTVStarsCantWearEarrings มากกว่า 88,000 ครั้ง

 

 

ผู้ใช้งานเว่ยป๋อรายหนึ่งได้โพสต์ภาพของนักแสดงชายชื่อดังของจีน 3 รายคือ จิ่ง ปั๋วหราน วัย 29 ปี, Wang Linkai อายุ 19 ปี และ Lin Junyan วัย 23 ปี โดยพบว่าทั้งสามคนนี้ถูก ทางเว็บไซต์เบลอภาพบริเวณติ่งหู

 

 

อย่างไรก็ดี แม้จะไม่มีประกาศหรือนโยบายห้ามดาราชายสวมใส่ต่างหูจากสื่อจีนอย่างเป็นทางการ แต่ผู้ใชงานโซเชียลมีเดียเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นนโยบายเซนเซอร์ในลักษณะคำสั่ง เพื่อให้สอดคล้องกับการปกป้องวัฒนธรรมทางเพศแบบ”ดั้งเดิม” ของรัฐบาลจีน

 

 

เช่นเดียวกับแหล่งข่าววงในสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งของจีน เปิดเผยกับสำนักข่าว China News ด้วยว่าได้รับแจ้งเป็นการภายในให้ปิดบัง หรือเซนเซอร์ ดาราชายที่ใส่เครื่องประดับต่างหูขนาดใหญ่

โดยให้เหตุผลว่าดาราชายรุ่นใหม่ๆในยุคนี้จะมีลักษณะ “อรชรอ้อนแอ้น” (effeminate) ซึ่งได้กลายมาเป็นข้อถกเถียงในจีนในช่วงปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้งานเว่ยป๋อรายหนึ่งเคยได้โพสต์ข้อความเชิงประชดเสียดสีว่า “ดาราชายยุคนี้มีลักษณะ sissies แถมยังสวมต่างหูอีก เราควรแบนพวกเขา”

 

 

ด้านเว็บไซต์ http://k.sina.com.cn/ รายงานว่าสื่อออนไลน์ที่ถ่ายทอดผ่านทางสตรีมมิ่งจะต้องปฏิบัติตามนโยบายใหม่นี้เช่นกัน ไม่เพียงแค่สถานีโทรทัศน์ของรัฐเท่านั้น

ผู้ใช้งานเว่ยป๋อหลายรายต่างแสดงความคิดเห็นไม่พอใจนโยบายดังกล่าว โดยระบุว่า นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการละเมิดสิทธิในร่างกาย ขณะที่บางส่วนบอกว่านี่เป็นการการเลือกปฏิบัติทางเพศ รวมถึงสะท้อนต่อความไม่เท่าเทียมทางเพศในสังคมจีนด้วย

เคาะแล้ว! ทรัมป์-คิม ซัมมิตรอบสองปลายเดือนก.พ.

Published January 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/577465

  • วันที่ 19 ม.ค. 2562 เวลา 10:17 น.

เคาะแล้ว! ทรัมป์-คิม ซัมมิตรอบสองปลายเดือนก.พ.

ทรัมป์เตรียมหารือคิมจองอึน ครั้งที่สองปลายเดือนก.พ. นี้ คาดพบกันที่เวียดนาม

ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า การพบปะหารือครั้งประวัติศาสตร์รอบที่สอง ระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กับนายคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ แต่ยังไม่มีการระบุถึงวันที่ชัดเจน

ส่วนสถานที่นัดพบกันนั้น หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะเป็นที่ประเทศเวียดนาม

ทั้งนี้ การเปิดเผยดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่นายไมค์ ปอมเปโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐ ได้พบกับนายคิมยองชอล รองประธานกรรมการ พรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งเดินทางมายังกรุงวอชิงตันดีซี  เพื่อนำจดหมายส่วนตัวของนายคิมจองอึน มามอบให้กับปธน.ทรัมป์ โดยเชื่อว่าการพบกันครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับการหารือกำหนดการ และข้อตกลงร่วมในการนัดพบกันของทั้งสองผู้นำอีกครั้ง

 

เวียดนามเหมาะสมที่สุด?

รายงานของซีเอ็นเอ็นอธิบายถึงเหตุผลของการเลือกเวียดนามเป็นสถานที่จัดประชุมสำคัญครั้งที่สองนี้ว่าเวียดนามนั้น มีความสัมพันธ์อันดีกับทางเกาหลีเหนือ เนื่องจากเป็นชาติคอมมิวนิสต์เช่นกัน อีกทั้งสำหรับสหรัฐนั้นได้รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเวียดนามในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งตัวเลือกเวีดนามนั้นมีความเป็นไปได้มากที่สุดเนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ-เวียดนามนั้นได้เปลี่ยนจากศัตรูกลายเป็นคู่ค้ากันได้ ซึ่งเสมือนเป็นนัยยะให้กับทางเกาหลีเหนือ

สอดคล้องกับที่หนังสือพิมพ์ มุนฮวา อิลโบ (Munhwa Ilbo) ของเกาหลีใต้รายงานเมื่อวันจันทร์ (7 ธ.ค.) ที่ผ่านมาโดยอ้างแหล่งข่าวของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ อาจจัดประชุมสุดยอดซัมมิตเป็นครั้งที่ 2 ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

โดยรายงานดังกล่าวได้อ้างแหล่งข่าวระบุว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสหรัฐและเกาหลีเหนือต่างพบปะกันอย่างลับๆหลายครั้งเพื่อเตรียมการจัดการประชุมครั้งที่สองโดยจะเลือกกรุงฮานอย ประเทศเวียดนามเป็นสถานที่จัดประชุม

เนื่องจากสะดวกในการเดินทางจากกรุงเปียงยาง และรัฐบาลเวียดนามยังมีอำนาจในการรักษาความสงบ รวมถึงสามารถมีควบคุมด้านความมั่นคงและการชุมนุมประท้วง ซึ่งจะช่วยให้การประชุมดังกล่าวดำเนินไปอย่างราบรื่น

จีนเล็งหั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือ6%

Published January 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/577451

  • วันที่ 19 ม.ค. 2562 เวลา 08:16 น.

จีนเล็งหั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือ6%

จีนเตรียมลดเป้าเศรษฐกิจปีนี้ เหลือ 6-6.5% คาดออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มฟื้นเศรษฐกิจอ่อนแรง

หนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี่ ของจีน รายงานอ้างแหล่งข่าวรัฐบาลจีนว่า รัฐบาลมีแนวโน้มลดเป้าการขยายตัวของเศรษฐกิจลงมาอยู่ที่ 6-6.5% ในปี 2562 จากเดิมที่ 6.5% ซึ่งตั้งไว้เมื่อปีก่อนหน้านี้

“เราเผชิญความท้าทายมากขึ้นในการรักษาระดับการขยายตัว เมื่อเทียบกับเมื่อปีก่อนหน้า ด้วยเหตุนี้จึงต้องพยายามกระตุ้นการขยายตัวด้านโครงสร้างพื้นฐานมากยิ่งขึ้น แต่ต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยรัฐบาลท้องถิ่นจำเป็นต้องลดรายจ่ายลง และต้องปรับตัวให้คุ้นชินกับการใช้จ่ายน้อยลง” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งที่ร่วมร่างรายงานการทำงานของรัฐบาล จากคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (เอ็นดีอาร์ซี) กล่าว

ทั้งนี้ การเปิดเผยดังกล่าวมีขึ้นหลังตัวเลขเศรษฐกิจจีนหลายรายการปรับตัวลดลง เช่น ยอดส่งออก-นำเข้าเดือน ธ.ค.ที่ขยายตัวต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี และยอดขายรถยนต์ในจีน ซึ่งลดลงครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี

ด้าน นายหลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เปิดเผยว่า เศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญแรงกดดันมากยิ่งขึ้น และรัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มความพยายามมากขึ้นในรักษาระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ก่อนหน้านี้ นายจูเหอซิน รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) นายซื่อหงไค ผู้ช่วยรัฐมนตรีคลัง และนายเหลียนเว่ยเลี่ยง รองประธานคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน แถลงร่วมกันว่า รัฐบาลจีนจะขยายแผนปรับลดภาษี โดยเน้นที่ธุรกิจขนาดเล็กและภาคการผลิต พร้อมระบุว่าจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกในปีนี้ เพื่อช่วยรักษาระดับการขยายตัว

ขณะเดียวกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ประกาศปรับลดการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนปี 2560 ลงมาอยู่ที่ 6.8% จาก 6.9% โดยเซาท์ ไชน่า มอนิ่ง โพสต์ รายงานว่า การปรับลดดังกล่าวมีขึ้นเพื่อลดฐานเปรียบเทียบกับตัวเลขปี 2561 ซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันจันทร์นี้

นายจูเลียน อีแวน-พริตชาร์ด นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากบริษัทวิจัย แคปปิตอล อีโคโนมิก กล่าวว่า แม้การปรับลดจีดีพีปี 2560 ไม่น่าจะส่งผลใดมากนัก แต่บ่งชี้ว่าจีนอาจไม่ยอมผ่อนคลายนโยบายจนมากเกินไป และพร้อมรับการเติบโตที่ปรับลดลง

%d bloggers like this: