รอบโลก

All posts tagged รอบโลก

ผู้ติดเชื้อไวรัสอู่ฮั่นอาจถึง1,700 คน มีโอกาสไวรัสแพร่กระจายมากกว่าที่เปิดเผย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612131

  • วันที่ 19 ม.ค. 2563 เวลา 13:02 น.

ผู้ติดเชื้อไวรัสอู่ฮั่นอาจถึง1,700 คน มีโอกาสไวรัสแพร่กระจายมากกว่าที่เปิดเผย

ในช่วงเทศกาลตรุษจีนของแต่ละปีจะมีคนจีนเดินทางมาเที่ยวในไทยประเทศไทยหลายล้านคน แม้ว่าจะเกิดสงครามการค้าและเศรษฐกิจที่ซบเซาลง แต่ก็ยังจะมีคนจีนหลักล้านเดินทางเข้ามาในไทยอยู่ดี

หากเป็นสถานการณ์ปกติย่อมเป็นเรื่องน่ายินดีที่เม็ดเงินจาการท่องเที่ยวและการจับจ่ายจะหมุนเวียนในไทยมากมาย แต่ในเวลานี้สถานการณ์ไม่ปกติ เพราะมีการระบาดของไวรัสคล้ายซาร์สในประเทศจีน และตรวจพบชาวจีนที่ป่วยด้วยไวรัสคล้ายซาร์สในไทยแล้ว

ล่าสุด สหรัฐประกาศจะเริ่มทำการคัดกรองเที่ยวบินที่มาจากอู่ฮั่น ที่สนามบินซานฟรานซิสโก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และ JFK ของยครนิวยอร์ก ซึ่งทั้งคู่ได้มีเที่ยวบินตรงจากอู่ฮั่น และจะดำเนินการคัดกรองที่สนามบินลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีเที่ยวบินเชื่อมต่อจากอู่ฮั่นหลายเที่ยวบิน

ในส่วนของประเทศไทย ประกาศว่าจะทำการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ตแล้วและในไม่ช้าก็จะดำเนินการแบบเดียวกันที่จังหวัดกระบี่

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้อาจตอบรับสถานการณ์ได้ไม่เพียงพอ เพราะมีความเป็นไปได้ที่จีนจะแจ้งตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยไม่ตรงกับความเป็นจริง และอาจมีผู้ติดเชื้อเดินทางปะปนเข้ามา

ในเวลานี้ได้เข้าสู่ช่วงเดินทางกลับภูมิลำเนาของชาวจีนเพื่อกลับไปฉลองเทศกาลตรุษจีน จึงเกิดความกลัวว่าไวรัสจะแพร่ขยายออกไปก่อนวันหยุดตรุษจีน เพราะชาวจีนหลายร้อยล้านคนจะเดินทางไปทั่วประเทศ หรือเยี่ยมสมาชิกในครอบครัวย้ายไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ ยังไม่รวมช่วงพักผ่อน ดังนั้นเชื้ออาจจะแพร่กระจายจากอู่ฮั่นไปยังที่อื่นได้ง่ายในช่วสงเวลานี้

ช่วงเดินทางและพักผ่อนก่อนและหลังเทศกาลตรุศจีน เรียกว่า “ชุนหยุน” กินเวลา 15 วันก่อนเทศกาล และ 15 วันหลังเทศกาล เมื่อรวมกับวันเฉลิมฉลองแล้วจะกินเวลาถึง 40 วัน ช่วงนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วง 40 วันอันตราย ที่ไวรัสอาจแพร่กระจายได้มากที่สุด

เฉพาะการเดินทางโดยรถไฟ ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุดและสะดวกที่สุด ปีที่แล้วมีคนจีนเดินทางในประเทศช่วงตรุษจีนโดยรถไฟ 406 ล้านคน ในปีนี้คาดว่าจะมีถึง 440 ล้านคน

ที่น่ากังวลคือ มีนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าตัวเลขที่แท้จริงของการระบาดของไวรัสคล้ายซาร์สในประเทศจีนอาจสูงกว่ารายงานอย่างเป็นทางการ

เจ้าหน้าที่ในประเทศจีนกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิต 2 รายและมีผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 45 รายโดยมีการระบาดที่ศูนย์กลางตลาดอาหารทะเลในใจกลางเมืองอู่ฮั่นซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากร 11 ล้านคน เป็นศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญ

แพทย์คนหนึ่งจากองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ไม่น่าแปลกใจหากมี “การติดต่อจากคนสู่คนในวงจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ครอบครัวที่มีการติดต่อใกล้ชิดกัน ส่วนทางการจีนก็ยังไม่ตัดความเป็นไปได้เรื่องนี้เช่นกัน

แต่บทความที่ตีพิมพ์เมื่อวันศุกร์โดยนักวิทยาศาสตร์ที่มีศูนย์วิเคราะห์โรคติดเชื้อทั่วโลก MRC ที่ Imperial College ในลอนดอนกล่าวว่าจำนวนผู้ป่วยในอู่ฮั่นน่าจะอยู่ราวๆ 1,700 คน

นักวิจัยกล่าวว่า จากการประเมินของพวกเขาขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่ามีรายงานกรณีติดเชื้อในต่างประเทศ โดยพบ 2 ราย ในประเทศไทยและอีกหนึ่งในญี่ปุ่น

นักวิทยาศาสตร์ที่ศูนย์ MRC ซึ่งให้คำแนะนำแก่องค์กรต่างๆ รวมถึงองค์การอนามัยโลก กล่าวว่าพวกเขาประมาณว่าน่าจะมีคนติดเชื้อ “1,723 คน” ในอู่ฮั่นจากการประเมินล่าสุดจนถึงวันที่ 12 มกราคม

ศาสตราจารย์นีล เฟอร์กูสันหนึ่งในผู้เขียนรายงานบอกสำนักข่าว BBC ว่า “การที่อู่ฮั่นที่ส่งออกผู้ป่วย 3 กรณีไปยังประเทศอื่นๆ หมายความว่าจะต้องมีอีกหลายกรณีมากกว่าที่ได้รับรายงาน”

“ผมรู้สึกกังวลมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว” เขากล่าวแต่ก็กล่าวเช่นกันว่าตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะตื่นตกใจ

ศาสตราจารย์นีล เฟอร์กูสัน แนะว่าผู้คนควรพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของการแพร่เชื้อจากมนุษย์สู่มนุษย์อย่างมีนัยสำคัญให้มากขึ้น และไม่น่าเป็นไปได้ที่การสัมผัสกับสัตว์จะเป็นแหล่งของการติดเชื้อเพียงอย่างเดียว

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในอู่ฮั่นกล่าวว่าชายวัย 69 ปีเสียชีวิตเมื่อวันพุธจากไสรัสดังกล่าว ซึ่งหลังจากมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว การสนทนาออนไลน์ในประเทศจีน เริ่มพูดถึงกันเรื่องความรุนแรงของการระบาดที่อู่ฮั่น และรัฐบาลอาจซ่อนข้อมูลที่แท้จริงไม่ให้จากประชาชนได้รับรู้

หลายคนบ่นเรื่องการเซ็นเซอร์โพสต์ออนไลน์ ขณะที่คนอื่นเปรียบเทียบกับปี 2003 ตอนที่รัฐบาลจีนถูกองค์การอนามัยโลกตำหนิเรื่องแจ้งจำนวนผู้ป่วยโรคซาร์สต่ำกว่าจำนวนที่เกิดขึ้นจริง

ผู้ใช้เครือข่าย Weibo รายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่องแปลกที่มีรายงานพบผู้ป่วยไวรัสอู่ฮั่นในต่างประเทศคือญี่ปุ่นและไทย แต่ในประเทศจีนกลับไม่มีการติดเชื้อใดๆ นอกอู่ฮั่น พร้อมชี้ว่าเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์

เฟซบุ๊คขอโทษ แปลชื่อสีจิ้นผิงเป็นคำหยาบสกปรก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612123

  • วันที่ 19 ม.ค. 2563 เวลา 11:28 น.

เฟซบุ๊คขอโทษ แปลชื่อสีจิ้นผิงเป็นคำหยาบสกปรก

เฟซบุ๊ค (Facebook) มีแถลงการณ์ขอโทษระบบแปลอัตโนมัติแปลชื่อ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนจากพม่าเป็นคำหยาบคายในภาษาอังกฤษ

กรณีนี้เกิดขึ้นระหว่างที่สีจิ้นผิงเดินทางเยือนเมียนมาและพบปะกับอองซานซูจี ผู้นำเมียนมา ต่อมาอองซานวูจีได้เขียนถึงการพบปะกันไว้ที่ในหน้าเพจเฟซบุ๊คอย่างเป็นทางการของนาง

แต่เมื่อโพสต์พม่าแปลเป็นภาษาอังกฤษบน ชื่อของสีจิ้นผิงก็ถูกแปลเป็นคำว่า “Mr. Shithole”

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าปัญหานี้ค้างอยู่ในระบบนานแค่ไหน แต่ฟังก์ชั่นการแปลของ Google ไม่ได้แสดงข้อผิดพลาดเดียวกัน

ด้าน แอนดี้ สโตน โฆษกของ Facebook มีแถลงการณ์ขอโทษว่า “เราแก้ไขปัญหาทางเทคนิคที่ทำให้การแปลที่ไม่ถูกต้องจากภาษาพม่าเป็นภาษาอังกฤษบน Facebook แล้ว สิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นและเรากำลังดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก”โฆษกของ Facebookอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อระบบของ Facebook พบคำที่ไม่มีคำแปล มันจะทำการเดาและแทนที่ด้วยคำที่มีพยางค์คล้ายกันห ลังจากใช้การทดสอบ Facebook พบว่าคำพม่าหลายคำที่ขึ้นต้นด้วย “xi” และ “ shi” ก็แปลเป็นคำหยาบคายในภาษาอังกฤษ

เคเนธ หว่อง อาจารย์สอนภาษาพม่าที่ University of California, Berkeley กล่าวว่าเมื่อเขาเห็นคำแปลเป็นครั้งแรกเขาคิดว่ามีคนตั้งใจทำให้เกิดปัญหากับสีจิ้นผิง แต่หลังจาการตรวจสอบโพสต์ต้นฉบับพม่าอย่างละเอียด หว่องกล่าวว่าพบช่องโหว่ที่ทำให้ระบบผิดพลาด หว่องกล่าวว่าชื่อของสีจิ้นผิง นั้นคล้ายกับคำว่า “chi kyin phyin” (ออกเสียงคร่าวๆ ว่า “ชี จิน ผิน”) ในภาษาพม่า ซึ่งแปลว่า “รูอุจจาระที่ก้น”

ทั้งนี้ คำว่า Shithole ในภาษาอังกฤษเมื่อแปลเอาความหมายโดยตรง จะหมายถึงรูปล่อยอุจจาระ แต่ความหมายทางอ้อมหมายถึงสถานที่โสโครกอย่างที่สุด

“เจ้าชายแฮร์รี่” สละฐานันดรศักดิ์ “เจ้าฟ้า” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612108

  • วันที่ 19 ม.ค. 2563 เวลา 02:40 น.

"เจ้าชายแฮร์รี่" สละฐานันดรศักดิ์ "เจ้าฟ้า"

วังอังกฤษประกาศ เจ้าชายแฮร์รี่-ดัชเชสเมแกน สละฐานันดรศักดิ์ พร้อมไม่รับเงินอุดหนุนราชวงศ์

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมออกแถลงการณ์ ประกาศถึงการสละฐานันดรศักดิ์ ของเจ้าชายแฮร์รี่ และดัชเชสเมแกน โดยจะไม่ใช้คำนำหน้าว่า His Royal Highness (HRH) หรือ”เจ้าฟ้า” นำหน้าพระนามอีกต่อไป รวมถึงจะไม่ได้รับรับเงินอุดหนุนของราชวงศ์ และทั้งสองจะไม่เสด็จปฏิบัติพระกรณียกิจเป็นผู้แทนพระองค์ฯสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

แถลงการณ์ระบุว่า ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์จะนำเงินส่วนตัวจำนวน 2.4 ล้านปอนด์ จ่ายเพื่อชดใช้คืนเงินภาษีที่ถูกใช้ปรับปรุงตำหนัก Frogmore Cottage ใกล้กับปราสาทวินเซอร์ไปก่อนหน้านั้น โดยตำหนัก Frogmore Cottage จะยังคงเป็นบ้านสำหรับครอบครัวดยุกและดัชเชสต่อไปเมื่อทั้งสองพำนักในอังกฤษ

ในแถลงการระบุถึงพระดำรัสของสมเด็จพระราชินีว่า “หลังจากการหารือเป็นเวลานานหลายเดือน ข้าพเจ้า รู้สึกยินดีที่พระราชวงศ์พบทางออกที่สร้างสรรค์ ในการสนับสนุนพระราชนัดดา และครอบครัวซัสเซกส์ .. แฮร์รี่ เมแกน และอาร์ชี่ จะยังคงเป็นสมาชิกพระราชวงศ์ที่รักของข้าพเจ้าเสมอ”

“ข้าพเจ้าตระหนักถึงความท้าทายที่พวกเขาประสบมา อันเป็นผลจากความเข้มงวดต่างๆตลอดสองปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าสนับสนุนความปรารถนาของพวกเขาสำหรับการมีชีวิตอิสระมากขึ้น”

“ข้าพเจ้าอยากจะขอบคุณพวกเขาสำหรับการทุ่มเททำงานเพื่อ ประเทศชาติและเครือจักรภพ ข้าพเจ้ารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เมแกนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว”

สำหรับคำแถลงการณ์ของสำนักพระราชวังอังกฤษ ระบุว่า ทั้งเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน จะไม่มีบทบาทในการปฏิบัติพระกรณียกิจแทนพระองค์ หรือในนามสมาชิกพระราชวงศ์ รวมถึงพระกรณียกิจทางทหาร แต่ทั้งสองจะยังคงเป็นผู้อุปถัมภ์องค์กรการกุศลต่างๆในนามส่วนตัว

อย่างไรก็ดี ตามคำแถลงไม่ได้ระบุถึงการถวายความอารักขาแก่ทั้งสองว่าจะเป็นไปในลักษณะใด เมื่อทั้งสองประกาศสละฐานันดรศักดิ์แล้ว โดยข้อตกลงทั้งหมดจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้เป็นต้นไป

Election year brings feeling of hope at Women’s March #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/news/30380784?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Election year brings feeling of hope at Women’s March

Jan 19. 2020
Participants gather at Freedom Plaza for a rally before the Women's March. Along with equality, the event focused on environmental protection, international conflict and transgender rights. MUST CREDIT: Washington Post photo by Salwan Georges

Participants gather at Freedom Plaza for a rally before the Women’s March. Along with equality, the event focused on environmental protection, international conflict and transgender rights. MUST CREDIT: Washington Post photo by Salwan Georges
By The Washington Post · Marissa J. Lang, Samantha Schmidt · NATIONAL, POLITICS 

WASHINGTON – Freezing rain fell in cold, heavy drops as the Women’s March began its trek toward the White House on Saturday to confront the president where he lives.

“I can’t feel my toes anymore,” one woman said as she jumped up and down.

“My fingers are numb,” a college student told her friends, extending her hand toward them.

But they kept going – down the steps, into the street, past the Washington Monument and, eventually, into Lafayette Square across from the White House – along with thousands of others who gathered for the fourth annual Women’s March on Washington.

Women's March participants gather at Freedom Plaza during the fourth annual Women's March. Days before the holiday honoring his father, Martin Luther King III spoke, along with his wife, Arndrea. MUST CREDIT: Washington Post photo by Salwan Georges

Women’s March participants gather at Freedom Plaza during the fourth annual Women’s March. Days before the holiday honoring his father, Martin Luther King III spoke, along with his wife, Arndrea. MUST CREDIT: Washington Post photo by Salwan Georges

Women across the country sent a final rebuke to President Donald Trump before the 2020 presidential election. Though organizers have for weeks tried to put three main issues at the center of the march – climate change, immigration and reproductive rights – Saturday’s protest remained very much about the man in the White House.

But many women said this year’s march took on a new tone. Instead of feeling angry, fearful or devastated by Trump’s ascent to the presidency, demonstrators said they felt something new: hope.

“I remember being at the first Women’s March and I started crying while we were chanting,” said Emily Anderson, 24, a District of Columbia resident who brought her dog, Yogi. “But today feels really different. It’s more hopeful. I think that tells you a lot about how far we’ve come.”

The Women’s March burst into the national consciousness in 2017, when it inspired millions to take to the streets in Washington and across the globe. On Saturday, the annual feminist demonstration drew thousands to the nation’s capital, as well as to hundreds of cities around the country, including New York, Los Angeles and Denver in demonstrations that organizers said was the beginning of the group’s 2020 efforts.

More than 70 buses from states such as Alabama, Nebraska and Pennsylvania brought activists to the rally, Women’s March officials said. Many said the upcoming election compelled them to come to Washington this year by to the upcoming election.

“This is the last Women’s March we’re going to need because Trump is going to be gone by this time next year,” said Joann Edmunds, 69, a Roanoke, Virginia, resident who attended the march with three friends. “Once he’s out of office, there won’t be the same need for it.”

Despite organizers insisting Saturday’s rally would feature neither speakers nor a stage, the march kicked off with both.

As flakes of snow began to fall and temperatures hovered near 30 degrees, Martin Luther King III took the stage to introduce his wife, humanitarian and activist Arndrea Waters King. She reminded the crowd that 2020 marks 100 years since women earned the right to vote. And this weekend is one that also honors the legacy of her late father-in-law and civil rights leader, the Rev. Martin Luther King Jr.

“Remembering is not enough,” she said. “We must see this march as a time of rededication and renewal. . . . This can be the decade that ushers in new freedom.”

Throngs carried signs that read “Ratify the ERA now” or “See you at the voting booth,” while others held up images of House Speaker Nancy Pelosi, D-Calif., Supreme Court Justice Ruth Bader Ginsburg and teenage climate activist Greta Thunberg.

The right to vote was top of mind for many in the crowd who honored the centennial anniversary of women’s suffrage with signs, suffragist costumes and sashes.

“It’s been 100 years and we’re still fighting – we don’t have equal rights,” said Nancy Railey, 59, of Garrett County, Maryland, who dressed as a suffragist for the occasion and carried a sign that read “Another 100 years?”

A pair of sisters, Paula Beaty, 55, and Elizabeth Beaty, 61, of Arizona and North Carolina, respectively, said they spent two hours Friday standing in front of the White House in suffragist regalia as men shouted questions at them.

“They asked us why we were out there and said things like ‘women here have it better than anywhere else in the world, be grateful,’ ” Elizabeth Beaty said. “It made me think how the women who fought for the right to vote stood out there for two years – we did it for two hours and that was tough.”

Waves of women from Virginia cheered lawmakers’ vote earlier in the week to ratify the Equal Rights Amendment.

“It’s really cool to be able to come here and say, ‘Look, we’re making progress; we got this done,’ ” said Theresa Quitto-Dickerson, 37, who attended the march with her wife of 16 years, Gin-I Dickerson, 43. The couple, from Loudoun County (Virginia), helped to lobby for the ERA.

Other issues, including environmental protection, international conflict and transgender rights, were on display at rallies around the country.

In New York, pink hats dotted Columbus Circle as marchers carried signs with pro-woman and anti-Trump slogans.

The demonstrations, though smaller in some cities than in previous years, brought together longtime marchers and new demonstrators, including student activists who said the upcoming election inspired them to participate.

Linda Salzer, 56, of Cambridge, New York, traveled more than two hours to New York City to participate.

“The movement that started in 2017 got me riled up,” she said, adding that she had since joined the League of Women Voters and other women’s activist groups.

In Los Angeles, thousands of women demonstrated at Pershing Square and Grand Park. Organizers, who coined the theme “Women Rising,” for years have sought to separate themselves from the national Women’s March organization, but collaborated on Saturday.

Hundreds of participants carried wire hangers wrapped in pink paper with the #noban hashtag on one side and “Warning: this is a surgical instrument” on the other.

Graphic designer Robin McCarthy said she felt motivated to design the hangers after antiabortion “heartbeat bills” were passed around the country. She and two friends brought thousands to hand to demonstrators.

“They’re an awful but visceral reminder,” she said, “and that’s what we want.”

At rallies in the District and New York, small groups of antiabortion activists lined the march route and shouted at demonstrators. Protesters blocked them with their signs and chanted, “My body, my choice.”

Activists said one of the march’s most powerful moments came outside the White House, as Chilean feminist collective Las Tesis led a performance of “Un violador en tu camino” (“A rapist in your path”), a feminist protest anthem that excoriates patriarchal rule, rape culture and violence against women.

Chanting in English and Spanish, the women pumped their fists and tapped their feet as they moved to the beat of drums. Many wore blindfolds, a symbol used by feminist movements around the globe.

“I just yelled at the top of my lungs in front of the White House,” shouted Yara Travieso, 33. “In Spanish!”

Trump, however, wasn’t in Washington to hear the protesters. The president departed Friday for his Florida resort, Mar-a-Lago, where he spent the weekend.

Protesters marched past Freedom Plaza, their scheduled dispersal point, and toward the Trump International Hotel, where the group broke into another round of the feminist chant.

Though the group had thinned, an all-female drum line at the front of the march kept those present dancing through the street.

The decision to have drummers – instead of celebrities or board members – lead the march was one of several changes made to rebuild relationships with disaffected activists.

Some Jewish women remained weary of the organization because of delays in removing former board members accused of anti-Semitism. But others said they felt compelled to give the group another chance.

Outside the Trump International Hotel, marchers broke into song and dance, beating drums and clapping hands to the beat of the Chilean protest chant. The rain had lifted, and the snow had stopped.

As police cars blocked traffic, the group said in unison: “It’s the cops, it’s the judges, it’s the system, it’s the president.”

The crowd bust into cheers, women pointing at Trump’s gold-plated name as they shouted together, “The rapist is you.”

Britain’s Prince Harry and Meghan to surrender their ‘royal highness’ titles #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/news/30380781?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Britain’s Prince Harry and Meghan to surrender their ‘royal highness’ titles

Jan 19. 2020
File Photo of  Prince Harry and his American wife Meghan/ Getty Images

File Photo of Prince Harry and his American wife Meghan/ Getty Images
By The Washington Post · William Booth, Karla Adam

LONDON – Prince Harry and his American wife Meghan will no longer be known as “royal highnesses,” surrendering their top titles in another break with their lives as servants of the crown, a palace statement said Saturday.

They will also repay millions spent on renovating their mansion, as the couple step back from their royal duties and begin to split their time between Britain and Canada.

The announcement of a new deal for Harry and Meghan both giveth and taketh away.

The couple win their freedom from a palace-centric life of duty serving the queen as “senior working royals,” which they found suffocating – especially the intense, often harsh media coverage.

But in exchange, they give up the “HRH.”

This means that Harry and Meghan’s titles will be pruned back. Harry’s official title was “His Royal Highness The Duke of Sussex” and Meghan’s was “Her Royal Highness The Duchess of Sussex.” The statement confirms that they have lost the “HRH” part.

When Princess Diana and Sarah, the Duchess of York, divorced their royal husbands, they, too, lost their royal highness titles.

It seemed clear that Harry and Meghan wanted to keep at least some part of their titles – and hardly surprising given that they use “SussexRoyal” on their Instagram, website, and are reportedly trying to register that as part of a global trademark.

On their new website, SussexRoyal.com, Harry and Meghan included a question-and-answer on titles in the “funding” section of their site.

They ask: “Do any other members of the Royal Family hold a title and earn an income?” and answer: “yes, there is precedent for this structure and applies to other current members of the Royal Family who support the monarch and also have full time jobs external to their commitment to the monarchy.”

They may have been referring to people like Harry’s cousin Beatrice, or “Her Royal Highness Princess Beatrice of York,” who works in finance.

Harry and Meghan announced they will repay $3 million in British taxpayer funds that was used to refurbish their home near Windsor Castle, a five-bedroom, former fixer-upper known as “Frogmore Cottage.”

Polls have shown that the majority of Britons are in favor of the couple giving up their life as full-time royals, but they did not want the taxpayer picking up the tab.

They will also give up the salaries they received to perform as senior working royals.

The loss of top titles was expected.

Harry will continue on as prince and the couple will still be known as the Duke and Duchess of Sussex, titles awarded to the couple by the queen on the occasion of their wedding.

Plenty of questions remain unanswered, including what Harry and Meghan’s immigration, work and tax status will be in Britain and Canada. It is also unknown where they will live in Canada and who will pay for their security.

Buckingham Palace said it does not comment on the details of security arrangements. “There are well established independent processes to determine the need for publicly-funded security,” it said in a statement.

Megan returned to the Vancouver area, where the couple spent the Christmas and New Year holidays. She is with the couple’s 8-month-old baby, Archie. Harry is expected to rejoin them shortly. The British media reported that the couple expect to spend the majority of their time in North America.

In a statement, the queen said, “I am pleased that together we have found a constructive and supportive way forward for my grandson and his family. Harry, Meghan and Archie will always be much loved members of my family.”

Elizabeth II continued: “I recognize the challenges they have experienced as a result of intense scrutiny over the last two years and support their wish for a more independent life.”

The queen reached out to her grandson’s wife, thanking the couple for “all their dedicated work,” and adding, “I am particularly proud of how Meghan has so quickly become one of the family.”

In a parallel statement, Buckingham Palace announced: “The Duke and Duchess of Sussex are grateful to Her Majesty and the Royal Family for their ongoing support as they embark on the next chapter of their lives.”

This new arrangement means “they understand that they are required to step back from Royal duties, including official military appointments. They will no longer receive public funds for Royal duties,” the statement added.

Harry, who did two tours in Afghanistan, also has several military titles he will now be relinquishing, including Captain General of the Royal Marines, an appointment handed over by his grandfather the Duke of Edinburgh.

The changes will go into effect in spring this year, the palace said.

The palace said, “With The Queen’s blessing, the Sussexes will continue to maintain their private patronages and associations. While they can no longer formally represent The Queen, the Sussexes have made clear that everything they do will continue to uphold the values of Her Majesty.”

The couple may not mind that their titles are slimmed down. They opted not to give their son, Archie Harrison Mountbatten-Windsor, a courtesy title. He wasn’t entitled to be a prince, but he could have been Earl of Dumbarton.

And Meghan has revealed she likes to shorten names. In a documentary aired last fall she said that she simply calls her husband “H.”

Hunger strikes tend to work only when governments fear the consequences. Mustafa Kassem’s death in Egypt is a grim example. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/news/30380777?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Hunger strikes tend to work only when governments fear the consequences. Mustafa Kassem’s death in Egypt is a grim example.

Jan 19. 2020
By The Washington Post · Siobhán O’Grady 

Hunger strikes tend to work only when governments fear the consequences. Mustafa Kassem’s death in Egypt is a grim example. Around five years ago, Mohamed Soltan emerged from the arrivals gate at Washington’s Dulles International Airport to a crowd of cheering family and friends. They ran to embrace him. He lifted himself out of his wheelchair and knelt to kiss the ground.

For the past two years, Soltan, a U.S. citizen, had been held in Egypt on charges that he had backed an Islamist protest. He was sentenced to life in prison, and for several hundred days, he had staged a hunger strike in a bid to secure his freedom – ultimately losing more than 100 pounds.

In prison, he met Mustafa Kassem, a fellow Egyptian American who had been swept up in mass arrests while visiting family in Cairo. But when Soltan was freed, Kassem was not released alongside him. On Monday, after Kassem staged his own hunger strike that lasted more than a year, the New York taxi driver and father of two young children died in Egypt of apparent heart failure.

Kassem was held for five years in pretrial detention and then sentenced in 2018 to 15 years behind bars on charges that he took part in protests against the Egyptian government.

“It’s very devastating, and honestly it was tragic for me,” said Soltan, who after his release founded an advocacy group for other prisoners in Egypt. “It was a call I’ve been dreading for a couple of years now.”

Egyptian prisons hold tens of thousands of political prisoners. At least six U.S. citizens and two U.S. permanent residents are in Egyptian detention.

Some 300 prisoners are believed to be on hunger strikes, and how long they can survive depends largely on their willpower, fasting methods and body type.

During Soltan’s hunger strike, he only drank water with some vitamins and electrolytes, he said in a phone call this week. Even after he went in and out of a coma and suffered a pulmonary embolism, he continued the strike, only supplementing milk and yogurt products toward the end of his detention.

“They first take away your freedom, then they try to take your dignity and your willpower,” Soltan said, referring to prison authorities. “The idea of the hunger strike is to reverse that process, use whatever is left out of your willpower, ability to eat or not eat, to regain your dignity and hopefully regain your freedom.”

Hunger strikes have long been used as a form of political and personal protest. In apartheid-era South Africa, hundreds of black prisoners staged hunger strikes to call for their release. Mohandas Gandhi famously staged lengthy hunger strikes to protest British rule over India. Palestinians held in Israeli prisons have gone on hunger strikes to demand better living conditions – in 2017, more than 1,000 went on strike at once. Many men held in the U.S. detention facility at Guantánamo Bay refused food, which led to controversy over whether U.S. authorities were justified in force feeding them.

Soltan said that before beginning his strike in Egypt, he drew inspiration in part from the persistence of Irish hunger strikers.

A century ago, Terence MacSwiney, a member of Parliament and lord mayor of Cork, staged a hunger strike to demand his release from prison after he was sentenced to two years on sedition charges. Ireland was under British control at the time, and British authorities feared MacSwiney’s death could boost the Irish cause for independence. Still, they refused to release him, and MacSwiney died 74 days later.

“There was astonishment at the time that somebody could last for that long because there wasn’t much awareness of how the human body could deal with hunger striking,” said Diarmaid Ferriter, a history professor at University College Dublin. “It captured international attention because it was a powerful image of the Irish republic against the British Empire. It generated enormous emotion.”

Decades later, during the violent period of unrest in Northern Ireland known as the Troubles, hunger strikers drew inspiration from earlier strikers such as MacSwiney, and some managed to achieve their demands. Dolours and Marian Price, sisters who were arrested for their involvement in bombings in London, staged hunger strikes and fought back against their force-feeders. They were ultimately transferred from prison in London back to Northern Ireland.

Others succumbed to starvation. Bobby Sands, an Irish Republican, was elected to Parliament while leading a group of prisoners on a hunger strike. He died after 66 days.

The strikes drew attention to the Irish Republicans’ political cause. But British authorities proved that even the threat of an elected member of Parliament dying wasn’t enough to force their capitulation.

Still, Ferriter said, “for some people internationally, the Irish have provided some kind of illustration of what might be achieved by a successful hunger strike.”

But in Egypt, Soltan said, he fears hunger strikers have little leverage compared with that of some more successful movements.

“I can’t imagine what . . . the 300 hunger striking and 60,000 political prisoners went to sleep feeling when they found out that Mustafa died,” Soltan said.

If an American with powerful government officials advocating on his behalf can die in Egyptian custody, he said, it does not bode well for other prisoners.

China’s birth rate is its lowest in decades. Other countries are facing the same trend. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/news/30380775?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

China’s birth rate is its lowest in decades. Other countries are facing the same trend.

Jan 19. 2020
File Photo

File Photo
By The Washington Post · Miriam Berger, Rick Noack

China was long notorious for its one-child policy. After it took effect in the late 1970s, population growth began to slow – which was the point. The country’s leaders wanted to ensure that economic growth would outstrip demographic growth, however steep the price. Particularly stark was the decline in female babies, as some families prioritized keeping males instead.

The original policy did allow for some exceptions, and in 2015, China relented somewhat, shifting to a two-child rule.

But as the latest figures from China’s National Bureau of Statistics show, the change has not produced more babies. The country’s birthrate in 2019 was the lowest in the seven decades since the founding of the People’s Republic of China.

China is not alone. Many other countries, including Cuba, Germany, Hungary and Japan, face declining birthrates. Each of these five countries, though, is taking a different approach to the challenges this trend poses.

CHINA

China’s birthrate has been falling for years, and in 2019 it hit 10.48 per thousand, the lowest since 1949, according to China’s National Bureau of Statistics. Despite the low number of new babies, the country’s overall population grew, because of a simultaneous decline in death rates.

Still, China’s government is worried and looking to slow the trend it intentionally set in motion. The country’s share of aging people is growing fast, while the number of young people, the core of the workforce, continues to decline.

The problem, experts say, is that just because people can legally have another child now does not mean they will. A host of calculations goes into the decision to procreate, including affordability. There have not, for example, been additional overhauls of child-care and paternity-leave policies to make a second child more feasible.

CUBA

Birthrates in much of Latin America are declining – but Cuba stands out. The country’s low birth and fertility rates, coupled with steady emigration, means the population has long been shrinking. At the same time, Cuba has the oldest population in Latin America, putting further pressure on working-age people.

“Developed countries have low infant mortality, birth and fertility rates, but their populations don’t drop, because they receive immigrants,” Antonio Aja Díaz, with the Center for Demographic Studies at the University of Havana, told the Miami Herald. “But that’s not the case of Cuba.”

Part of the problem is that for years the government pushed political opponents – and anyone seeking a different kind of life – to emigrate. For now, Cuba’s demographic factors do not appear to be changing.

GERMANY

Germany and China both have declining birthrates coupled with population growth, but for very different reasons.

While birthrates in Germany are steadily low, the country’s overall population size has continued to grow because of the recent influx of more than 1 million migrants and asylum seekers. These new demographics have also been a boost for Europe’s largest economy: Without this new generation, Germany would have been beset by an aging workforce and not enough people to maintain it.

Germany’s population reached a record 83.2 million in 2019, though the rate of growth was the lowest since 2012. The country has also been reducing its openness to new migrants, in a possible harbinger of changes to come.

HUNGARY

In the face of population decline, Hungary’s government has decided that fertility clinics could be the answer.

Prime Minister Viktor Orban is a staunch nationalist vehemently opposed to immigration. So he is turning to government-run fertility clinics, one of a number of top-down policies he has instituted aimed at reversing Hungary’s falling birthrate and labor shortages without having to let anyone new, and not ethnically Hungarian, into the country.

In December, Orban’s government announced the purchase of six private clinics with in vitro fertilization as a specialty. Facing a matter of “national strategic importance,” the government said it was taking control of the IVF facilities and exempting them from anti-competition restrictions. As of 2020, the state now offers free fertility-treatment drugs in these clinics. Orban has also established tax benefits and loans beneficial for families in his effort to kick-start more reproduction.

JAPAN

Reproduction in Japan was never state-controlled as in China, but birthrates have been on a steady decline. While many economically developed countries are facing similar drops, the numbers in Japan are stark: The population is expected to decline from 127 million in 2018 to 88 million by 2065. Every year, 500 schools close because there are not enough students to fill them. Japan needs more babies or an influx of new people to keep the economy growing.

Yet discussions around population rates in Japan continue to skirt a politically charged word: “immigration.” In 2018, Prime Minister Shinzo Abe’s government proposed a controversial (by Japan’s standards) proposal to bring in hundreds of thousands of foreign workers. The bill sparked outrage among some lawmakers, who decried it as a back door to starting an immigration process.

This strategy also faced criticism among those who favored a more open approach to immigration.

“The problem is that Japan’s unwillingness to acknowledge that it is accepting immigrants means no government funds are allocated for integration efforts, and there is no law against hate speech or discrimination against foreigners,” The Washington Post’s Simon Denyer reported.

Women’s March protests set for Saturday as organizers pledge it’s only the beginning #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/news/30380774?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Women’s March protests set for Saturday as organizers pledge it’s only the beginning

Jan 19. 2020
File Photo

File Photo
By The Washington Post · Marissa J. Lang 

On the eve of the Women’s March on Washington, standing Friday in the spot where thousands of women are expected to gather, organizers and activists said Saturday’s protest is the beginning of what they hope to accomplish in 2020.

It begins with marching and, they hope, ends with President Donald Trump being voted out of office.

“Trump and his administration are bent on silencing us. If it were up to him, there would be no Women’s March,” said Rachel O’Leary Carmona, chief operating officer of the national Women’s March organization. “This year’s march is more crucial than ever. . . . We won’t allow anyone to divide us or keep us from being the women who make Trump a one-term president.”

The protest, one of hundreds planned Saturday nationwide, is expected to be the smallest Women’s March since the organization burst into the national consciousness in 2017 and inspired millions to take to the streets in Washington and across the globe.

National Park Service estimates indicate the group is expecting between 3,000 and 10,000 attendees in Washington. O’Leary Carmona said the group received 26,000 virtual RSVPs through its website.

More than 70 buses from states like Alabama, Nebraska and Pennsylvania were expected to bring activists to the rally, officials said.

But as of Friday afternoon, fewer than 6,000 people had indicated on Facebook they planned to attend. Weather – a cold and nasty mix of rain and sleet – also could depress turnout.

Washington’s chapter of Black Lives Matter, which is planning events around the Martin Luther King Jr. holiday, asked its supporters to boycott Saturday’s march due to an ongoing conflict with the Women’s March organization. Experts who study protest movements said burnout, fatigue and disillusionment threaten to keep many at home.

The event is scheduled to begin at 10 a.m. in Freedom Plaza with a short rally at 11 a.m., featuring a video of the organization’s newly minted board members reading the articles of impeachment against Trump that will take center stage in a Senate trial next week.

Protesters will march around the Ellipse and up 17th Street NW toward the White House, where they will sing, chant and dance to the song, “Un violador en tu camino,” a protest anthem penned by Chilean feminist collective Las Tesis.

But Trump won’t hear them. The president departed Friday for his Florida resort, Mar-a-Lago, where he will spend the weekend.

Saturday’s march is the culmination of a week of activities meant to foster a stronger grass-roots movement and support local organizers around the country working on three main issues the Women’s March will focus on this year: climate change, immigration and reproductive rights.

By moving the event’s focus to issues, rather than putting on a show featuring celebrities and politicians, officials hope to rebuild relationships with disaffected activists and groups that in recent years have cut ties with the organization.

Jewish women – weary of an organization that for nearly two years refused to remove former board members accused of aligning themselves with the anti-Semitic Nation of Islam and longtime leader Louis Farrakhan – have shown little interest in returning to the fold, religious leaders have said.

Issues of financial mismanagement and a reputation for being unwilling to aid local groups also have followed the group for years.

O’Leary Carmona pointed to the group’s effort to engage Washington-based artists and organizations this year as proof of change. The organization gave grants to three groups, including Reclaim Rent Control, an organization that aims to broaden renter protections in the District.

But Black Lives Matter D.C. condemned the group this week. Organizers said it failed to make good on promises of inclusion and were critical of march organizers for scheduling the event on the holiday weekend.

“D.C. is more than Congress and the White House. It is more than the DOJ and the National Mall,” Black Lives Matter D.C. wrote in a statement. “For large mobilizations that come into the District, this means holding the reality as D.C. as both the nation’s capital, the center of empire, a necessary place for national protests, and home to real life human beings with important local issues.”

O’Leary Carmona said Friday that the Women’s March has “tried to do better” but failed to meet Black Lives Matters’s needs.

“We’ve been interested in having – and we still are interested in having – a working relationship with them,” she said. “We fell short this year.”

D.C. police will close streets around the White House, the Ellipse and Lafayette Square beginning about 9:30 a.m. Saturday until roughly 4 p.m., officials said.

Roads inside the perimeter of 14th to 18th streets and I Street and Constitution Avenue in Northwest Washington will be closed to vehicles. The closures down 17th Street NW and 15th Street NW will extend to Independence Avenue SW and Madison Drive NW, respectively.

Parking access will be suspended in that area and along Pennsylvania Avenue NW, from the White House to 12th Street, on 13th Street NW between Pennsylvania Avenue and E Street, and on E Street NW between 14th and 13th streets.

The march will begin its procession toward the White House about 11:30 a.m., according to the group’s Park Service permit.

In cities around the country, women in pink hats will assemble under the Women’s March banner for various kinds of activism.

In Los Angeles, organizers expect thousands of women to demonstrate around Pershing Square, where a large rally will feature boldfaced names and activists. The group, which coined the theme “Women Rising,” has for years sought to separate itself from the national organization.

In New York, where two competing rallies have butted heads in years past, organizers have choreographed a symbolic coming together of the two protests, one of which will take place in Columbus Circle and the other in Foley Square. The rallies are being put on by the Women’s March NYC chapter and an unaffiliated group called Women’s March Alliance.

Travelers at 3 U.S. airports to be screened for new, potentially deadly Chinese virus #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/news/30380756?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Travelers at 3 U.S. airports to be screened for new, potentially deadly Chinese virus

Jan 18. 2020
By The Washington Post · Lena H. Sun

Federal health officials said Friday they will begin screening airline passengers arriving at three U.S. airports for a new virus from central China that has sickened dozens of people with pneumonialike illnesses and killed two.

Starting immediately, the screenings will be conducted at specially designated areas of Los Angeles, San Francisco, and New York’s John F. Kennedy international airports. Those airports receive most of the travelers on direct and connecting flights from the central Chinese city of Wuhan, a major transportation and business hub where a cluster of pneumonialike illnesses was first identified last month, officials said. Staff from the Centers for Disease Control and Prevention will administer questionnaires and check for fever and other symptoms.

The announcement comes as millions of people in China are already traveling across the country and overseas for Lunar New Year, which officially starts Jan. 25. There are direct flights several times a week from Wuhan to San Francisco and JFK airports, including one scheduled to arrive Friday in New York at 10 p.m.

Three additional cases have also been reported in other parts of Asia, the most recent Friday in a Chinese tourist who traveled to Bangkok, according to Thai officials. There are no known U.S. cases.

The World Health Organization said in a statement Thursday that additional cases in other countries are likely, given global travel patterns, a sentiment that CDC officials echoed Friday.

“This is a serious situation,” said Nancy Messonnier, who oversees CDC’s National Center for Immunization and Respiratory Diseases. Referring to previous epidemics of serious and complex respiratory outbreaks caused by new viruses that sickened thousands and killed hundreds around the world in the last two decades, she said it was crucial for the United States to be proactive and prepared.

At the start of an outbreak, the earliest cases tend to be the most severe, she said. “As we do more testing, we’re likely to see more cases, and I think we’ll see at least a case in the United States,” she told reporters during a Friday news briefing. “That’s why we’re moving forward so quickly with this screening.”

About 5,000 people arrive at the three airports weekly, monthly on direct or connecting flights from Wuhan, said Martin Cetron, director of CDC’s division of global migration and quarantine. Only JFK and San Francisco airports have direct flights.

About 60,000 to 65,000 people arrive on direct and connecting flights from Wuhan every year in the United States, he said.

The risk to Americans is low, officials said. “But the earlier we detect, the better we can protect,” Cetron said.

CDC staff will ask travelers about symptoms, places they have visited in Wuhan, and take temperatures. Suspected cases of illness will be transported safely to pre-designated facilities in those cities, Cetron said. Many will likely end up being referred for further evaluation. That process may take hours and up to day, officials said. Testing for common viruses may only take hours. But testing for the new virus will require that specimens be collected and then sent to CDC. As a result, “it’s unlikely [travelers] will make immediate connecting flights,” Cetron said.

Travelers who do not have symptoms will be given a card with information about what to do and who to contact if they develop symptoms, he said.CDC officials acknowledged that in the middle of winter, it’s far more likely that symptoms will be caused by common winter viruses than the new virus, he said. At airports in Asia, authorities have screened thousands of people before they identified the one or two individual cases, he said.

The three cases outside China include two Chinese tourists who flew to Thailand. The first tourist is in stable condition. The second arrived in Thailand on Monday with a fever, Thai authorities said. The third case is a Chinese resident of Japan whose case was confirmed on Thursday. He has recovered. All three travelers flew from Wuhan.

New information from China late Friday about additional infections among people who had close contact with initial patients, but did not go the animal market believed to be the origin of the outbreak, provides more evidence for human to human transmission. The patient in Japan also had not been to the Wuhan animal market but had “potential close contact with unspecified pneumonia patients in China,” according to the Japanese Ministry of Health.

One reason for concern is that the new pathogen is in the family of viruses that includes severe acute respiratory syndrome, or SARS. The SARS epidemic began in China in November 2002 and over eight months, infected more than 8,000 people, killed 774 and sparked mass panic as it spread across more than two dozen countries before it was contained in the summer of 2003.

SARS spread to humans through infected civet cats sold in live animal markets. Most patients in the Wuhan outbreak also worked or had some other exposure to a large live animal and seafood market that Chinese authorities shut down Jan. 1.

The airport screening is the first time such monitoring has been deployed for an infectious disease since the Ebola epidemic in 2014, when officials screened travelers arriving at U.S. airports from three West African countries: Guinea, Liberia and Sierra Leone.

Screening during Ebola took place a week after a man flew from Liberia to Texas and was later diagnosed with Ebola. No cases were detected.

Since Wednesday, passengers at the international airport in Wuhan have been required to pass through electronic temperature sensors at each of its doors, according to the South China Morning Post. Anyone with a temperature over 100 degrees is required to undergo a manual check and if high temperature is confirmed, “spend a period of time in a quarantine facility.”

Health officials say they don’t yet have enough information to draw conclusions about whether the new virus can spread easily from person to person, or describe its clinical features. The source of the virus also remains unknown.

But the emergence of a new respiratory illness that originated from an animal has raised concerns among health officials and infectious disease experts. If an infected person gets on a plane, “they have the potential to transmit the virus on the way, and the more people who are infected, the more chances the virus has to replicate in people and mutate,” said Matt Freiman, a virologist and associate professor at the University of Maryland School of Medicine who studies coronaviruses.

Human coronaviruses, known for their crown-like spikes on their surfaces, cause illnesses of differing severity. Some transmit easily. Novel coronaviruses emerge periodically, with SARS emerging in southern China in 2002 and MERS, or Middle East respiratory syndrome, a decade later.

With cases of the new virus found in Japan and the most recent case in Thailand, there is increased worry of spread to a wider area, Freiman said.

“This also suggests that either animals shedding the virus are still in Wuhan or that there is more human-to-human spread than is recognized,” he said. “Both of these scenarios are problematic for control of this new virus.”

CDC’s Messonnier said “there is some indication that limited person-to-person transmission is happening, including outside China.” Based on preliminary information, the incubation period, or time from exposure to the infection and appearance of first symptoms, seems to be between two and 14 days, she said.”But we don’t have all the information at the level of detail that our scientists would prefer,” she said. “We want to see every tidbit. We are more in a waiting mode. Things are still moving fast.”

Of 45 confirmed cases in China, most were male, middle-aged and elderly, with early symptoms of fever and cough, Wuhan health authorities said. The patients included a man who worked at the closed market and his wife, who had never visited it. The two who died were both men over 60 with underlying chronic diseases. The first had been a regular customer at the market, but health authorities have not said whether the second had contact with it. Five others are reported to have severe illnesses.

Of the 45 cases, four – all men – were reported late Friday, Wuhan health authorities said. Their condition is stable. In addition, of 17 close contacts of the first confirmed patient in Thailand, at least one has low fever and mild cough, authorities said.

The number of serious illnesses indicate this “is a big worry, this is a legitimate infection and that this is really going to cause problems,” Freiman said.

Controlling transmission and finding the animal source are key, say health officials. Chinese authorities said specimens collected from the closed market tested positive for the new virus.

Several countries in Asia have increased surveillance and entry screening at airports and other transport hubs. Suspect cases with pneumonia and recent travel history to Wuhan have been detected in Hong Kong, Macao, Singapore, South Korea and Taiwan.

Analysis of air travel patterns to map the potential spread of the new virus found that the top 20 destinations for travelers from Wuhan are in Asia. Bangkok, Hong Kong, Tokyo and Taipei had the largest volume, according to a study in the Journal of Travel Medicine, based on 2018 travel data.

ศึกน้ำลายผู้นำอิหร่าน-สหรัฐ หลังเตหะรานยอมรับยิงพลาดทำบินยูเครนตก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612100

  • วันที่ 18 ม.ค. 2563 เวลา 19:01 น.

ศึกน้ำลายผู้นำอิหร่าน-สหรัฐ หลังเตหะรานยอมรับยิงพลาดทำบินยูเครนตก

ผู้นำอิหร่านเตือน อย่าให้ศัตรูใช้เหตุเครื่องบินตกเบี่ยงประเด็นที่นายพลโซเลมานีถูกสังหาร ส่วนทรัมป์จวกผู้นำอิหร่านให้ระวังปาก

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ได้กล่าวในระหว่างการเทศนาต่อผู้สนับสนุนในกรุงเตหะราน โดยระบุถึงเหตุที่อิหร่านเผลอยิงเครื่องบินยูเครนตก จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 176 และเป็นพลเมืองอิหร่านมากถึง 82 คน ว่าเหตุเครื่องบินตกถือเป็นเรื่องข่มขืนที่เผาไหม้หัวใจคนทั้งชาติ แต่บางคนพยายามใช้เหตุการณ์นี้มาบดบังการลอบสังหารพลตรีกัสซิม โซเลมานี ผู้เป็นนำกองกำลังหน่วยรบพิเศษของอิหร่าน

อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ยังกล่าวอีกว่า บรรดาศัตรูของอิหร่านพยายามหาประโยชน์จากเหตุเครื่องบินตก ซึ่งยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของกองทัพอิหร่าน แต่มีศัตรูของชาติพยายามนำเรื่องนี้มาโฆษณาชวนเชื่อเพื่อต่อต้านกองทัพและรัฐบาลอิหร่าน

คำเทศนาของอยาตอลเลาะห์อิหร่านยังได้ตอบโต้สหรัฐว่า อิหร่านสามารถตบหน้าชาติมหาอำนาจที่หยิ่งยะโสก้าวร้าวอย่างสหรัฐได้ ดังเช่นที่เห็นจากการยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐในอิรัก การนี้ผู้นำอิหร่านยังได้เรียกประธานาธิบดีทรัมป์ และนายไมค์ ปอมเปโอว่า เป็นตัวตลกที่ชอบพูดจาโกหกที่ว่าสหรัฐจะอยู่เคียงข้างประชาชนอิหร่าน

 

คำพูดของผู้นำสูงสุดอิหร่านมีขึ้นหลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการถึงความผิดพลาดที่ยิงเครื่องบินยูเครตตก ส่งผลให้ต่อมา ประชาชนนับหมื่นทั้งในกรุงเตหะราน และอีกหลายเมือง ออกมาเดินขบวนประท้วงรัฐบาลอิหร่าน พร้อมตะโกนขับไล่อยาตอลเลาะห์คาเมเนอี ให้ออกจากตำแหน่งผู้นำสูงสุดอิหร่าน

การประท้วงช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลให้เมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ทวีตข้อความเป็นภาษาฟาร์ซี โดยมีใจความสำคัญเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านอย่าทำร้ายผู้ประท้วงที่ออกมาแสดงความไม่พอใจโศกนาฎกรรมเครื่องบิน พร้อมระบุว่าสหรัฐอยู่เคียงข้างประชาชนชาวอิหร่าน

ทั้งนี้ หลังคำเทศนาอย่างดุเดือดของอยาตอลเลาะห์อิหร่าน ล่าสุดประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทวีตข้อความจวกผู้นำอิหร่านว่า “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ไม่ได้เป็นผู้นำสูงสุดอย่างที่ใครๆเขาเรียกกัน ทั้งยังพูดจาน่ารังเกียจ เกี่ยวกับสหรัฐและยุโรป ขอเตือนว่าผู้นำสูงสุดอิหร่านควรระวังคำพูดไว้บ้าง เพราะเศรษฐกิจอิหร่านกำลังพังพินาศ ประชาชนอิหร่านกำลังยากลำบาก”

%d bloggers like this: