ยานยนต์

All posts tagged ยานยนต์

ซีรีส์ 7 ที่สุดที่ผู้บริหารต้องการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 17, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/411024?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ซีรีส์ 7 ที่สุดที่ผู้บริหารต้องการ

17 มกราคม 2563 – 12:05 น.
บีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 7
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

ซีรีส์ 7 ที่สุดที่ผู้บริหารต้องการ คอลัมน์…  ยานยนต์

บีเอ็มดับเบิลยูเปิดตัวยนตรกรรมระดับเรือธง บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 ใหม่ ในสองรุ่นย่อยมาให้เลือกซื้อ ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport ปลั๊ก-อินไฮบริดและบีเอ็มดับเบิลยู 730Ld sDrive M Sport ขุมพลังดีเซลทั้งสองรุ่นต่างพัฒนาต่อยอดเอกลักษณ์อันเป็นเลิศของยนตรกรรมระดับเรือธง ทั้งความสะดวกสบายขณะเดินทางและความคล่องตัวบนท้องถนน พร้อมด้วยความมั่นใจเต็มพิกัดจากระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ครบครันทั้งในด้านความแม่นยำและความปลอดภัยในการขับขี่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ส่งกำลังแบบเต็มพิกัดลงสู่ล้อทั้งสี่และเพิ่มความเกาะถนนในทุกสภาพการขับขี่ที่ให้มาทั้งสองรุ่น

บีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 7 มากับกระจังหน้าทรงไตคู่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า 30 เปอร์เซ็นต์ พร้อมขอบโครเมียมที่เชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียว พร้อมระบบ Active Air Flap Control เปิดปิดแผ่นในกระจังหน้าอัตโนมัติเพื่อระบายความร้อนในเครื่องยนต์ไฟหน้าทรงเรียวยาวมาพร้อมระบบ Adaptive LED ในรุ่น 730Ld sDrive M Sport ส่วนรุ่น 745Le xDrive M Sport เป็นระบบ Laserlight

โลโก้บีเอ็มดับเบิลยูบนกระโปรงหน้ามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้น 13 มิลลิเมตร ช่องดักอากาศด้านล่างกระจังหน้ามาพร้อมแผ่นปรับทิศทางลมไปยังช่องระบายอากาศของระบบเบรกและช่องดักลม Air Curtains โดยมาในรูปทรงตัว L ล้ออัลลอย M ลาย Star-spoke ขนาด 20 นิ้ว ในรุ่น 745Le xDrive M Sport และล้ออัลลอย M ลาย Double-spoke แบบสลับสีขนาด 19 นิ้ว ในรุ่น 730Ld sDrive M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport มากับระบบขับเคลื่อนแบบปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุด โดยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ 3.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี BMW Efficient Dynamics และมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 394 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 600 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 จังหวะอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 5.1 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าล้วนๆ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนรุ่นใหม่ล่าสุดที่ติดตั้งไว้ใต้เบาะที่นั่งหลังยังเพิ่มความจุเป็นขนาด 12 กิโลวัตต์ชั่วโมง ขยายระยะทางการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 50-58 กิโลเมตร

ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู 730Ld sDrive M Sport มากับเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตรเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 265 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 620 นิวตันเมตร ที่ 2,000–2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะ อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเช่นกัน พร้อมช่วงล่างแบบถุงลมที่สามารถปรับระดับอัตโนมัติและเทคโนโลยีแชสซีใหม่ Executive Drive Pro ที่ทำงานประสานกับระบบช่วงล่าง

ภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 7 ใหม่ออกแบบมาให้หรูหราขึ้นเลือกใช้เบาะหนังแท้ Nappa ลายใหม่ ปรับไฟฟ้าพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นบุหนังแท้และระบบระบายอากาศทั้งตอนหน้าและตอนหลัง รวมทั้งระบบนวดผ่อนคลายสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตอนหลังตกแต่งด้วยลายไม้ให้หลังคากระจก Panorama Sky Lounge ในบีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport ที่สามารถสร้างบรรยากาศเอ็กซ์คลูซีฟได้จากทั้งแสงธรรมชาติและชุดไฟ ambient light อีกด้วย

ห้องโดยสารประกอบด้วยจอระบบสัมผัสความละเอียดสูงบริเวณเบาะหลังระบบ BMW Live Cockpit Professional พร้อมระบบนำทางจอแสดงผลดิจิทัลที่แผงคอนโซลขนาด 12.3 นิ้ว และจอ Control Display ขนาด 10.25 นิ้ว พร้อมระบบกราฟฟิกรูปแบบใหม่ทำงานด้วยระบบประมวลผล BMW Operating System 7.0 ควบคู่กับ BMW Connected Drive ระบบผู้ช่วยส่วนตัวฉลาดล้ำ BMW Intelligent Personal Assistant พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียงผู้โดยสารเบาะหลังสามารถเพลิดเพลินไปกับความบันเทิงเต็มรูปแบบจากหน้าจอขนาด 10 นิ้ว ความละเอียด Full HD สองจอ พร้อมด้วยเครื่องเล่นบลูเรย์ที่ติดตั้งมาด้วยผู้โดยสารสามารถใช้หน้าจอนี้ควบคุมระบบนำทางและฟังก์ชันออนไลน์ต่างๆ ของตัวรถได้โดยตรงจากเบาะหลังที่พิเศษเสียงรบกวนจากภายนอกยังถูกกลั่นกรองออกไปด้วยกระจกกันเสียงที่หนากว่าเดิมถึง 5.1 มิลลิเมตร พร้อมด้วยฉนวนกันเสียงเพิ่มเติมรอบซุ้มล้อหลัง ทำให้เสียงเล็ดลอดเข้ามาได้น้อยมากๆ

าคาจำหน่าย บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7
745 Le xDrive M Sport ราคา 6,439,000 บาท
730 Ld sDrive M Sport ราคา 6,139,000 บาท 

พร้อมแพ็กเกจ BSI Standard บริการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

ซูบารุ รุกไทยเน้นระบบเซฟตี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 17, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/410626?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ซูบารุ รุกไทยเน้นระบบเซฟตี้

15 มกราคม 2563 – 14:15 น.
ซูบารุ,ยานยนต์,ระบบเซฟตี้
เปิดอ่าน 206 ครั้ง

ซูบารุ รุกไทยเน้นระบบเซฟตี้

ซูบารุเผยโฉม ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ จีที เอดิชั่น และฟอเรสเตอร์ อี-บ็อกเซอร์ ในงาน สิงคโปร์ มอเตอร์โชว์ 2020 ที่ผ่านมา เกลน ตัน รองประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล (TCIL) เปิดเผยว่า ในปี 2020 ทิศทางของ ซูบารุที่ทาง มอเตอร์ อิมเมจ เป็นแทนผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทยด้วยเช่นกันจะเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก พร้อมการนำซูบารุฟอเรสเตอร์จีทีเอดิชั่นที่เปิดตัวในงานนี้มาเปิดตัวที่ไทยในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ พร้อมเผยในช่วงปลายปีจะมีการนำเทคโนโลยี EyeSight มาใส่ในฟอเรสเตอร์ครบรุ่น

ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ จีที เอดิชั่น ได้รับการตกแต่งจากรุ่นมาตรฐาน 2.0 ลิตรของฟอเรสเตอร์ ออกแบบโดยอดีตหัวหน้าผู้ออกแบบซูบารุ มาซาฮิโกะ โคบายาชิ ประสบการณ์กว่า 25 ปี ผู้ที่รับผิดชอบการออกแบบภายนอกของโมเดลการผลิตซูบารุมากกว่า 12 รุ่น รวมถึง WRX STI ในตำนาน โดยมีส่วนประกอบที่เพิ่มขึ้นมาถึง 8 จุด อาทิ

ชุดสเกิร์ตกันชนหน้า ชุดสเกิร์ตกันชนด้านหลัง ชุดสเกิร์ตด้านข้าง เบาะหนังแท้หุ้มเบาะเป็นสีทูโทน ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว สปอยเลอร์ หลังคาออกแบบใหม่สีดำ กล้องมองรอบคันแบบ 360 องศา ที่ออกแบบมาใหม่ วิทยุพานาโซนิคใหม่ขนาด 8 นิ้ว รองรับระบบ Apple Carplay และ Android Auto

ซูบารุฟอเรสเตอร์อี-บ็อกเซอร์ อีกรุ่นที่เผยโฉมครั้งแรกในงานนี้ในรูปแบบเครื่องยนต์ไฮบริด 2.0 ลิตร ระบบเครื่องยนต์และมอเตอร์ให้แรงบิด 150 PS ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิด 196 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที e-Boxer มีมอเตอร์ให้แรงบิดเพิ่มขึ้น 16.7 แรงม้า และแรงบิด 66 นิวตันเมตร ตัวแบตเตอรี่ถูกวางไว้ตำแหน่งด้านหลังมาพร้อมระบบ EyeSight เป็นมาตรฐานที่แน่นอน ซูบารุฟอเรสเตอร์ยังไงก็มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ full-time ครับ ยังคงปุ่ม X-MODE เหมือนกับ Forester รุ่นเครื่องยนต์ปกติ เพิ่มฟังก์ชั่น SNOW/DIRT และ DEEP SNOW/MUD เข้ามาเพิ่มเติม จุดสำคัญของอี-บ็อกเซอร์จากซูบารุไม่ได้เน้นที่ความแรง เสริมความประหยัดกับอัตราเร่งที่ดีขึ้น

ส่วนท่านผู้อ่านที่อยากลองสัมผัสหรืออยากจะจับจอง ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ อี-บ็อกเซอร์ นั้นต้องร้องเพลงรอ…ไปก่อน เพราะทางซูบารุยังอยู่ในช่วงศึกษาที่จะทำการผลิตในบ้านเราอย่างแน่นอน

นอกจากสองโมเดลที่เผยโฉม ก็ยังมีการนำซูบารุ ฟอเรสเตอร์ มาตกแต่งในสไตล์เรซซิ่ง พร้อมตั้งชื่อ ForesterUltimate Customised Kit Special EDITION กับการตกแต่งได้โหด ดุดัน พร้อมชุดแต่งรอบคันของ STI ภายในมากับเบาะหุ้มหนัง อัลคันทาร่า สลับหนังลายคาร์บอนสีดำ พร้อมปักอักษร STI สีแดง

และยังมี Subaru Viziv Adrenaline Concept ที่นำมาโชว์หลังจากที่เราเห็นแต่ในรูป ครั้งในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ ปีที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิดการออกแบบใหม่เรียกว่า “BOLDER” ด้วยการพัฒนามาต่อเนื่อง Viziv ในปีนี้จึงเลือกใช้ชื่อ Adrenaline ในสไตล์รถครอสโอเวอร์ เลือกใช้เส้นสายแบบเหลี่ยมผสมโป่งข้างสีดำขนาดใหญ่ และแน่นอน ซูบารุ วิซิฟ อะดรีนาลีน คอนเซ็ปต์ มีโอกาสพัฒนาเป็น ซูบารุ เอ็กซ์วี เป็นได้

เกลน ตัน รองประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล (TCIL) กล่าวทิ้งท้ายว่า จากในกลุ่มตันจง หรือ มอเตอร์ อิมเมจ ในปีที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายได้ถึงสองหมื่นคัน โดยประเทศที่ขายเป็นอันดับหนึ่งคือ ประเทศไต้หวัน 6,300 คัน อันดับที่สอง เป็นประเทศไทย 3,900 คัน อันดับที่สามเป็นประเทศมาเลเซีย 3,300 คัน มั่นใจว่าประเทศไทยมีโอกาสขึ้นเป็นอันดับที่หนึ่งได้ ทั้งนี้จากยอดผลิตจากโรงงานนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง กว่าหกพันคันในปีที่ผ่านมา สร้างความเชื่อมั่นต่อลูกค้าบ้านเราได้อย่างดี โดยรุ่น จีทีเอดิชั่น จะเป็นส่วนเพิ่มให้ลูกค้าหันมาสนใจพร้อมปรับลุคให้ฟอเรสเตอร์มีความสปอร์ตดุดันมากขึ้นเพื่อตอบสนองลูกค้าบางส่วนที่ต้องการชุดแต่งสวยๆ จากโรงงาน

4อันดับรถยนต์ไฟฟ้าน่าใช้ปี 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 17, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/410154?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

4อันดับรถยนต์ไฟฟ้าน่าใช้ปี 2563

13 มกราคม 2563 – 14:45 น.
FOMM One,นิสสันลีฟ,เอ็มจีเอ็มจีแซดเอสอีวี,จากัวร์ไอ-เพซอีวี
เปิดอ่าน 665 ครั้ง

4อันดับรถยนต์ไฟฟ้าน่าใช้ปี 2563 คอลัมน์…  ยานยนต์

ในช่วงน้ำมันทุกชนิดต่างทยอยปรับราคาจากเหตุการณ์ในตะวันออกกกลางทำให้หันมานึกถึงพลังงานทางเลือกเลยนึกถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า งั้นวันนี้ต้องขออนุญาตนำเรื่องราวของรถยนต์ไฟฟ้า หรือยานยนต์ไฟฟ้า Electric Vehicle รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ผู้เขียนได้สัมผัสจริงไม่ใช่แค่เห็นแต่เป็นการขับจริง ขอเริ่มคันที่ประทับใจมากสุดก็คือ จากัวร์ ที่นำจากัวร์ไอ-เพซอีวีเข้ามาขาย เรียกเสียงตอบรับจากแฟนๆ ของเสือจากัวร์ได้อย่างจังพร้อมยอดจองที่น่าชื่นใจถึงแม้ราคาจะโหดร้ายกับเงินในกระเป๋าแต่แฟนพันธุ์แท้ที่ชื่นชอบรุ่นนี้ก็พร้อมควักเงินรางวัลการันตีติดตัวมามากมายและยังถือเป็นผู้นำในการขับรถยนต์รักษ์โลกก่อนใคร ขอวกกลับมาค่ายญี่ปุ่นผู้ที่ถือว่าเป็นผู้พัฒนารถยนต์ไฟฟ้ามานานก่อนใครอย่างนิสสันก็นำนิสสันลีฟ เข้ามาจำหน่ายในราคาที่หลายคนสะดุ้งและค่ายรถที่เรียกกระแสยอดจองแบบถล่มทลายเมื่อปี 2562 ก็คือเอ็มจีที่นำ เอ็มจีแซดเอสอีวี รถยนต์ไฟฟ้ามาจำหน่ายพร้อมราคาที่จับต้องได้

เกริ่นยาวขนาดนี้งั้นขอเล่าถึงรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าใช้ประจำปี 2563 นี้ กันเลยครับ

 1.จากัวร์ไอ-เพซอีวี
รถยนต์แฮตช์แบ็ก 5 ประตู ออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ พร้อมหลังแอโรไดนามิกส์ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานเพียง 0.29 ทำให้สามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 4.8 วินาที ขุมพลังของ จากัวร์ไอ- เพซ 2019 ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 2 ตัวให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 696 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD ทุกรุ่นย่อยสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 4.8 วินาที

ติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 90 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ติดตั้งอยู่ระหว่างเพลาขับหน้า–หลังโดยติดตั้งในตำแหน่งที่ต่ำที่สุดเพื่อให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำรองรับการขับขี่ระยะทางสูงสุด 470 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มแต่ละครั้ง การชาร์จไฟสามารถอัดไฟได้ 80 เปอร์เซ็นต์ ได้ในเวลา 20-40 นาที เมื่อชาร์จไฟแบบ DC Rapid Charging ขนาด 100 กิโลวัตต์ ส่วนการชาร์จด้วยไฟบ้านผ่าน AC Wall Box ขนาด 7 กิโลวัตต์ ต้องใช้เวลาราว 10 ชั่วโมงเพื่อให้ได้ระดับไฟเทียบเท่ากัน

และนี่คือรถยนต์ไฟฟ้าที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบมากที่สุดจากการได้ใช้ชีวิตในการขับด้วยกันถึง 48 ชั่วโมง จากราคาที่คิดว่าแพงมากๆ แต่พอขับจริงแล้วถ้ามีเงินในกระเป๋าผมจะควักซื้อจริงๆ เพราะผมไม่คิดเลยว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะตอบสนองได้เร็วทันใจ รถพร้อมจะทยานไปข้างหน้าทุกครั้งเพียงแตะคันเร่งไม่มีระบบเกียร์มาให้สับสนแค่ปุ่มกดเดินหน้าถอยหลังเท่านั้น! ไอ-เพซอีวี ต้องยกเป็นรถที่หนึ่งในดวงใจ

JAGUAR I-PACE ELECTRIC AWD S ราคาจำหน่าย 5,499,000 บาท
JAGUAR I-PACE ELECTRIC AWD SE ราคาจำหน่าย 6,299,000 บาท
JAGUAR I-PACE ELECTRIC AWD HSEราคาจำหน่าย6,999,000บาท

การรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร และรับประกันคุณภาพรถอีก 5 ปี บริการซ่อมบำรุงรักษาฟรี 5 ปี พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี อีกด้วย

  2.เอ็มจีเอ็มจีแซดเอสอีวี
รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% คันแรกที่ยกให้ความคุ้มค่า คุ้มราคา การตอบสนองนี่ไม่แพ้เบอร์หนึ่ง แต่ด้วยที่กำลังมอเตอร์น้อยกว่า และมีเพียงมอเตอร์ตัวเดียว แต่การตอบสนองคันเร่งไม่ธรรมดา และเหนือกว่ารถยนต์ระบบสันดาปที่ไม่จำกัดซีซี ต้องหลบให้เมื่อมองกระจกหลังเห็น สีตัวถัง “สีฟ้า Copenhagen Blue” เอกลักษณ์รถแซดเอสอีวีเท่านั้น!

เอ็มจีแซดเอสอีวี สามารถ Quick Charge ที่ 80% ในเวลาเพียง 30 นาที ขุมพลังจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 44.5 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง วิ่งได้ระยะ 337 กิโลเมตร กระจังหน้าทันสมัยพร้อมจุดชาร์จไว้บริเวณหลังกระจังหน้าล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว

รถที่เชื่อมกับหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้วระบบปรับอากาศแบบดิจิทัลที่มาพร้อมระบบกรองอากาศที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กพีเอ็ม 2.5 และโดดเด่นด้วยหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามาตามสไตล์เอ็มจีไปแล้ว

NEW MG ZS EV จำหน่าย ราคาเพียง 1,190,000 บาท พร้อมการรับประกันคุณภาพรถ 4 ปี หรือ 1.2 แสนกิโลเมตร และรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ 8 ปีหรือ 1.8 แสนกิโลเมตร

   3.นิสสันลีฟ
นิสสัน ลีฟ เป็นรถที่ได้ทดสอบมากกว่าใครทั้งในเมืองนอกเมืองต้องบอกเลยว่าขับครั้งแรกๆ ไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นเท่าไรนักเพราะเราไปสัมผัสความแรงจากรุ่นอื่นพอมาขับในเมืองธรรมดาเหมือนรถทั่วไปทำให้รู้สึกถึงราคาค่าตัวที่สูงเอาเรื่องแต่ความรู้สึกเปลี่ยนไปพอได้ลองขับทางไกลแล้วนำนิสสันลีฟไปปีนดอยถึงเห็นประสิทธิภาพของรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้และเเทคโนโลยีที่นิสสันคิดค้นมาใส่ไว้ในรถบอกเลยว่านิสสันลีฟเป็นรถที่เป็นมิตรต่อผู้ขับจริงๆ

นิสสัน ลีฟ คันนี้เป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 พร้อมระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า e-powertrain ส่งกำลังมากถึง 110 กิโลวัตต์ 150 แรงม้าที่ 3238-9795 รอบต่อนาที มีแรงบิดมากถึง 320 นิวตันเมตร มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลาเพียง 7.9 วินาที ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง และหัวใจสำคัญคือเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ อี-เพดัล  ราคาจำหน่าย 1,990,000 บาท

การประกันคุณภาพรถยนต์เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมการรับประกันระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และการรับประกันการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เป็นเวลา 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร อีกด้วย

 4.FOMM One
คันสุดท้ายที่เราได้ลองขับเป็นรถไฟฟ้าขนาดเล็กกะทัดรัดนั่งได้ถึง 4 ที่นั่งครั้งแรกที่ได้ขับต้องบอกเลยว่าต้องปรับตัวมากๆ เพราะคันเร่งมาอยู่ที่ปลายนิ้วทั้งสองข้างถือว่าแปลกแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะปรับตัวไม่ได้ด้วยที่มีขนาดเล็กการตอบสนองถือว่าทันใจยิ่งช่วงจอดติดไฟแดงเป็นคันแรกออกตัวมีมอเตอร์ไซค์เคืองเป็นแถวเพราะรถอะไรออกตัวเหนือกว่าสองล้อทั่วไป

ขุมพลังมาจากมอเตอร์ไฟฟ้าในดุมล้อหน้าทั้ง 2 ข้าง ขนาด 5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้กำลังสูงสุด 13 แรงม้า แรงบิดสูง 560 นิวตันเมตร ซึ่งถีบให้รถวิ่งได้เร็วสูงสุด 80 กม./ชม. สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 160 กิโลเมตร

โดยทาง FOMM ประกาศว่าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยอัตราสิ้นเปลืองเพียง 30 สตางค์ต่อกิโลเมตร ด้วยการชาร์จในระบบไฟฟ้าภายในบ้านเพียง 6–8 ชั่วโมงและสามารถวิ่งได้ไกลถึง 160 กิโลเมตร สุดท้าย FOMM One สามารถลอยน้ำได้เอาตัวรอดในเวลาที่มีน้ำท่วมสูงอย่างที่เกิดขึ้นที่ จ.อุบลราชธานี

ราคาจำหน่าย 664,000บาท

และนี่คือ 4 คันของรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดในบ้านเราจาก ที่ได้ลองไปขับมา ทุกคันถ้าเพื่อนอยากสัมผัสรถยนต์ไฟฟ้าหรือยานยนต์ไฟฟ้า Electric Vehicle ก็สามารถแวะไปทดลองกันดูนะครับ แล้วจะลืมรถในระบบสันดาปไปเลยแต่ก็ต้องฝากถึงภาครัฐให้พัฒนาต่อยอดทั้งระบบควรสนับสนุนให้เกิดสถานีชาร์จทั่วประเทศกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหลายร่วมมือกันบ้างก็ดีครับ ประชาชนคนไทยจะได้มีโอกาสเพราะนี่ก้าวต่อไปของยานยนต์ประเทศไทย

ซูบารุ รุกไทยเน้นระบบเซฟตี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 17, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/410149?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ซูบารุ รุกไทยเน้นระบบเซฟตี้

13 มกราคม 2563 – 12:15 น.
มอเตอร์ อิมเมจ,เกลน ตัน,ตันจง,ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ อี-บ็อกเซอร์,ฟอเรสเตอร์,อี-บ็อกเซอร์,ซูบารุ วิซิฟ,Subaru Viziv,ฟอเรสเตอร์ จีที เอดิชั่น,Forester e-BOXER,Forester
เปิดอ่าน 589 ครั้ง

พร้อมเปิดตัว ฟอเรสเตอร์ จีที เอดิชั่น และ ฟอเรสเตอร์ อี-บ็อกเซอร์ สิงคโปร์ มอเตอร์โชว์ 2020

ซูบารุ  เผยโฉม ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ จีที เอดิชั่น และ ฟอเรสเตอร์ อี-บ็อกเซอร์ ในงานสิงคโปร์ มอเตอร์โชว์ 2020 ที่ผ่านมา ยังได้รับการเปิดเผยจาก นายเกลน ตัน รองประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล (TCIL) ว่าในปี 2020 ทิศทางของ  ซูบารุ ที่ทาง มอเตอร์ อิมเมจ เป็นแทนผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทยด้วยเช่นกัน จะเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก พร้อมการนำซูบารุ ฟอเรสเตอร์ จีที เอดิชั่น ที่เปิดตัวในงานนี้นำไปเปิดตัวที่ไทยช่วง บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ยังเผยถึงไฮไลค์ในช่วงปลายปีจะมีการนำเทคโนโลยี EyeSight  มาใส่ใน ฟอเรสเตอร์ ครบรุ่น

ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ จีที เอดิชั่น Forester GT Edition ได้รับการตกแต่งจากรุ่นมาตรฐาน 2.0 ลิตรของ ฟอเรสเตอร์ ออกแบบโดยอดีตหัวหน้าผู้ออกแบบซูบารุ มาซาฮิโกะโคบายาชิ ประสบการณ์กว่า 25  ปี ผู้ที่รับผิดชอบการออกแบบภายนอกของโมเดลการผลิต Subaru มากกว่า 12 รุ่นรวมถึง WRX STI ในตำนาน โดยมีส่วนประกอบที่เพิ่มขึ้นมาถึง 8 จุด อาทิ

  • ชุดสเกิร์ตกันชนหน้า
  • ชุดสเกิร์ตกันชด้านหลัง
  • ชุดสเกิร์ตด้านข้าง
  • เบาะหนังแท้หุ้มเบาะเป็นสีทูโทน
  • ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว
  • สปอยเลอร์หลังคาออกแบบใหม่สีดำ
  • กล้องมองรอบคันแบบ 360 องศา ที่ออกแบบมาใหม่
  • วิทยุพานาโซนิคใหม่ ขนาด 8″ รองรับระบบ Apple Carplay และ Android Auto

ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ อี-บ็อกเซอร์ Forester e-BOXER อีกรุ่นที่เผยโฉมครั้งแรกในงานนี้ ในรูปแบบเครื่องยนต์ไฮบริด 2.0 ลิตร ระบบเครื่องยนต์และมอเตอร์ ให้แรงบิด 150 PS ที่ 6,000 รอบต่อนาทีและแรงบิด 196 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที e-Boxer มีมอเตอร์ให้แรงบิดเพิ่มขึ้น 16.7 แรงม้า และแรงบิด 66 นิวตันเมตร ตัวแบตเตอรี่ถูกวางไว้ตำแหน่งด้านหลัง   มาพร้อมระบบ EyeSight  เป็นมาตราฐาน ที่แน่นอนซูบารุ ฟอเรสเตอร์ ยังไงก็มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ full-time ครับ ยังคงปุ่ม X-MODE เหมือนกับ Forester รุ่นเครื่องยนต์ปกติ เพิ่มฟังก์ชั่น SNOW/DIRT และ DEEP SNOW/MUD เข้ามาเพิ่มเติม จุดสำคัญของ อี-บ็อกเซอร์ จากซูบารู ไม่ได้เน้นที่ความแรงเสริมความประหยัดกับอัตราเร่งที่ดีขึ้น

ส่วนท่านผู้อ่านที่อยากลองสัมผัสหรืออยากจะจับจอง ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ อี-บ็อกเซอร์ ก็ต้องร้องเพลงรอ…ไปก่อน เพราะทาง ซูบารุ ยังอยู่ในช่วงศึกษาที่จะทำการผลิตในบ้านเราอย่างแน่นอน

นอกจากสองโมเดลที่เผยโฉม ก็ยังมีการนำ  ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ มาตกแต่งในสไตล์เรซซิ่ง พร้อมตั้งชื่อ Forester Ultimate Customised Kit Special EDITION กับการตกแต่งได้โหด ดุดัน พร้อมชุดแต่งรอบคันของ STI ภายในมากับเบาะหุ้มหนัง อัลคันทาร่า สลับหนังลายคาร์บอนสีดำ พร้อมปักอักษร STI สีแดง 

และยังมี ซูบารุ วิซิฟ อะดรีนาลีน คอนเซ็ปต์ Subaru Viziv Adrenaline Concept ที่นำมาโชว์หลังจากที่เราเห็นแต่ในรูป ครั้งในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ปีที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิดการออกแบบใหม่ เรียกว่า “BOLDER” ด้วยการพัฒนามาต่อเนื่อง Viziv ล่าสุดเลือกใช้ชื่อ Adrenaline กับรถสไตล์ครอสโอเวอร์เลือกใช้เส้นสายแบบเหลี่ยมผสมโป่งข้างสีดำขนาดใหญ่ และแน่นอน ซูบารุ วิซิฟ อะดรีนาลีน คอนเซ็ปต์ มีโอกาสพัฒนาเป็น ซูบารุ เอ็กซ์วี ก็เป็นได้

นายเกลน ตัน รองประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล (TCIL) กล่าวทิ้งท้ายว่า จากในกลุ่มตันจง หรือ มอเตอร์ อิมเมจ ในปีที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายได้ถึงสองหมื่นคันในปี 2019 โดยประเทศที่ขายเป็นอันดับที่หนึ่งคือ ประเทศไต้หวัน 6,300   คัน อันดับที่สอง เป็นประเทศไทย 3,900 คัน  อันดับที่สามเป็นประเทศมาเลเซีย 3,300 คัน มั่นใจว่าประเทศไทยมีโอกาสขึ้นเป็นอันดับที่หนึ่งได้ ทั้งนี้จากยอดผลิตจากโรงงานนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง กว่าหกพันคันในปีที่ผ่านมา สร้างความเชื่อมั่นต่อลูกค้าบ้านเราได้อย่างดี  โดยรุ่น  จีที เอดิชั่น จะเป็นส่วนเพิ่มให้ลูกค้าหันมาสนใจ พร้อมปรับลุคให้ ฟอเรสเตอร์ มีความสปอร์ตดุดันมากขึ้น เพื่อตอบสนองลูกค้าบางส่วนที่ต้องการชุดแต่งสวยๆ จากโรงงาน

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

รู้ก่อนซื้อ ฮอนด้า ซิตี้ หรือ นิสสัน อัลเมร่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 11, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/409614?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

รู้ก่อนซื้อ ฮอนด้า ซิตี้ หรือ นิสสัน อัลเมร่า

10 มกราคม 2563 – 14:45 น.
ฮอนด้า ซิตี้,นิสสัน เอลเมล่า
เปิดอ่าน 259 ครั้ง

รู้ก่อนซื้อ ฮอนด้า ซิตี้ หรือ นิสสัน อัลเมร่า คอลัมน์… ยานยนต์

คำถามที่ช่วงนี้หลายคนที่หมายปองรถยนต์ราคาไม่แรง ให้ของมาคุ้มค่า แต่อัตราเร่งต้องดีด้วยนะ และต้องเป็นโฉมใหม่เท่านั้น! ตอบสนองครบทุกรส ก็จะมีสองชื่อสองรุ่นที่โดดเด่นก็คือ นิสสัน อัลเมร่าและ ฮอนด้า ซิตี้ นั่นเอง

วันนี้ “คมชัดลึก” ขออนุญาตมาบอกเล่ารู้ก่อนซื้อระหว่างสองคันนี้ ฮอนด้า ซิตี้ หรือ นิสสัน อัลเมร่า โดยยกที่หนึ่งขอเริ่มที่ค่าตัวกันเลย

  ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่
รุ่น RS ราคา 739,000 บาท ชุดแต่งสไตล์สปอร์ต สีแดงอิกไนต์ เฉพาะรุ่น RS เท่านั้น
รุ่น SV ราคา 665,000 บาท
รุ่น V ราคา 609,000 บาท
รุ่น S ราคา 579,500 บาท

     นิสสัน อัลเมร่า มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่น ได้แก่ 
รุ่น VL ราคา 639,000 บาท
รุ่น V ราคา 599,000 บาท
รุ่น EL ราคา 559,000 บาท
รุ่น E ราคา 509,000 บาท
รุ่น S ราคา 499,000 บาท

จากราคาจะเห็นจุดเด่นตรงที่นิสสัน อัลเมรา มีราคาให้เลือกซื้อเริ่มต้นไม่เกินห้าแสนบาท และตัวท็อปสุดก็ราคาต่ำกว่าฮอนด้า ซิตี้ ชัดเจน อุปกรณ์ที่ให้เป็นพื้นฐานจากทุกรุ่นย่อยก็ถือว่าครบครันมากกว่า ส่วนฮอนด้า ซิตี้ ถ้าเลือกตัวรุ่น RS ถึงจะให้มาครบไม่ต้องร้องขอ

   ยกที่สองมาต่อที่เครื่องยนต์
ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร 988 ซีซี 3 สูบ 12 วาล์ว มาพร้อมระบบเทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000-4,500 รอบต่อนาที

นิสสัน อัลเมรา เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร 999 ซีซี รหัส HRA0 3 สูบ 12 วาล์ว พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 100 แรงม้า ที่ 5,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 152 นิวตันเมตร 2,400-4,000 รอบต่อนาที

ยกนี้ฮอนด้า ซิตี้ เหนือกว่าที่แรงม้า 22 แรงม้ามากกว่านิสสัน อัลเมรา ชัดเจนและแรงบิดที่มากเร็วกว่าและลากได้ยาวกว่าตั้งแต่ 2,000-4,500 รอบต่อนาที เชื่อได้ว่าแค่กดคันเร่งลงไปรถก็น่าจะทะยานออกตัวได้ดี

ส่วนในเรื่องระบบส่งกำลังใช้ระบบเกียร์แบบ CVT เหมือนกัน แตกต่างที่ขนาดอัตราทดเฟืองท้ายฮอนด้า ซิตี้ 4.992 ส่วนนิสสัน อัลเมรา 3.9247 ไว้เมื่อไรทั้งสองค่ายเชิญไปทดสอบคงจะมีข้อมูลว่าการถ่ายทอดกำลังดีขนาดไหนและความเร็วปลายทั้งสองรุ่นนี้จะใช้รอบเครื่องกันที่เท่าไรบ้าง และขอรวมอัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ยฮอนด้า ซิตี้ 23.8 กม./ลิตร ส่วนนิสสัน อัลเมรา 23.3 กม./ลิตร และถ้าเทียบกับรูปของ ECO Sticker จะเห็นชัดเจนว่าฮอนด้า ซิตี้ มีตัวเลขที่ดีกว่า

     ยกที่สามมาเทียบกันเรื่องขนาดตัวของใครดีกว่ากัน
    ฮอนด้า ซิตี้
ความยาว 4,553 กว้าง 1,748 มม. สูง 1,467 มม. ฐานล้อ 2,589 มม. ความสูงใต้ท้องรถ 135 มม.
น้ำหนักเปล่าตัวรถ 1,165 กก. (RS)
ความจุถังน้ำมัน 40 ลิตร
รัศมีวงเลี้ยว 5.0 เมตร

  นิสสัน อัลเมรา
ความยาว 4,495 กว้าง 1,740 มม. สูง 1,460 มม. ฐานล้อ 2,620 มม. ความสูงใต้ท้องรถ 135 มม.
น้ำหนักเปล่าตัวรถ 1,076 กก. (VL)
ความจุถังน้ำมัน 35 ลิตร
รัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร

ยกนี้ยืนแลกหมัดกันเลยทีเดียวจากตัวเลขหลายอย่าง ฮอนด้า ซิตี้ มากกว่า แต่…ฐานล้อนิสสัน อัลเมรา กลับมากกว่าถึง 31 มม. ก็ช่วยให้ภายในยืดขึ้นอีกนิดหนึ่ง แต่นิสสัน อัลเมรา กลับโดนแย็บเป็นชุดไม่ว่าถังน้ำมันที่มีความจุน้อยกว่าตั้ง 5 ลิตร วงเลี้ยวที่กว้างมากกว่า

และฮอนด้า ซิตี้ ยังต้องแบกภาระน้ำหนักตัวที่มากกว่านิสสัน อัลเมรา ถึง 89 กก. และถ้าดูเฉพาะตัวเลขนิสสัน อัลเมรา ย่อมปราดเปรียวคล่องตัว และข้อดีที่ดูเสมอกันนั่นคือความสามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงผสม E20 ได้ทั้งคู่

   ยกที่สี่มาเรื่องของดีไซน์ภายนอก
ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่มาพร้อมภายนอกที่สปอร์ตและสง่างาม ไฟหน้าใหม่แบบ LED (RS) และมีไฟหน้าแบบโปรเจกเตอร์ในรุ่นรองทั้งหมด พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายแบบ LED ไฟตัดหมอกแบบ LED กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ต พร้อมไฟเลี้ยวในตัวพร้อมสัญลักษณ์ RS และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว

 

นิสสัน อัลเมรา รูปทรงเรียกศรัทธาจากสาวกนิสสันได้อีกครั้งและกระจังหน้าแบบ V-Motion ที่เป็นเอกลักษณ์ของค่ายนี้ไปแล้วไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ LED ไฟตัดหมอกและไฟท้ายแบบ LED ครบล้อ มีทั้งกระทะเหล็กพร้อมฝาครอบ 15 นิ้ว และล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว

ยกนี้ตัดสินกันยากหน่อยเพราะแล้วแต่ความชื่นชอบของแต่ละบุคคล แต่ถ้าใครอยากนำทั้งสองรุ่นไปแต่งเพิ่มเติมดูจากทรงนิสสัน อัลเมรา น่าจะดูเป็นวัยรุ่นมากกว่าใส่ล้อใหญ่ลายสวยๆ โหลดเตี้ยนิดหน่อย มีร้องขอชีวิตแน่นอน ส่วนฮอนด้า ซิตี้ รูปลักษณ์ด้านหน้ามาคล้ายรุ่นพี่ใหญ่พี่กลาง แต่ออกมาน่าจะคล้ายๆ กันแต่เส้นสายก็น่าจะแต่งออกมาแนวหรูหราน่าจะเหมาะกับคนที่ไม่ชอบแต่งรถแบบเลอะเทอะมากนัก เอาเป็นว่ายกนี้ให้เสมอดีกว่า

  ยกสุดท้ายมาเรื่องของภายในใครเฉียบคมมากกว่า
ฮอนด้า ซิตี้ใหม่ภายในห้องโดยสารให้เบาะหนังกลับตกแต่งด้วยด้ายสีแดงพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่พร้อมมาตรวัดเรืองแสงสีแดงล้อกับสีรถภายนอก สีแดงอิกไนต์ รุ่น RS หรือเบาะหนังและภายในสีทูโทนไอเวอรี่/ดำ(เฉพาะรุ่น SV) คอนโซลหน้าแบบ Piano Black มือจับเปิดประตูด้านในตกแต่งโครเมียมตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ มาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชันพร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ลำโพงให้ 8 ตัวในรุ่น(RS) 4 ตัวในรุ่นรองระบบปรับอากาศอัตโนมัติทุกรุ่น ยกเว้นรุ่น S

นิสสัน อัลเมรา ใหม่ภายในได้รับการออกแบบใหม่ที่นั่งผู้โดยสารเป็นเบาะผ้าสีดำตกแต่งขอบสีเทามีให้เลือกแบบทูโทนสีดำตัดสีเทา และใช้วัสดุคุณภาพสูงระบบอินโฟเทนเมนต์ Nissan Connect พร้อมหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ AIVI ช่วยให้ลูกค้าสะดวกสบายด้วยการนำระบบสาระและความบันเทิงลำโพงให้ 6 ตำแหน่ง (V, VL) ระบบนำทางระบบความปลอดภัยระบบรักษาความปลอดภัยและอื่นๆ ภายใต้แพลตฟอร์มเดียวด้วยการเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟน พวงมาลัยสปอร์ตมัลติฟังชั่น เรือนไมล์เปลี่ยนใหม่แสดงผลคล้ายใน Nissan LEAF และให้ระบบปรับอากาศอัตโนมัติมาด้วย (V, VL)

สรุปจากที่เทียบหมัดต่อหมัดจะเห็นว่าทั้งคู่มีความใกล้เคียงกันมากในทุกจุด แต่ครั้งนี้ถ้าหาที่ความคุ้มค่าและแต้มต่ออยู่ที่ราคาเป็นที่ตั้งต้องบอกเลยว่านิสสัน อัลเมรา ใหม่ให้ความคุ้มค่าห้องโดยสารกว้างขวางตามสไตล์นิสสัน และถ้าต้องให้คะแนนก็คงไม่เป็นเอกฉันท์ เพราะข้อดีของ ฮอนด้า ซิตี้ใหม่มาที่ความประหยัดและการตอบสนองที่ดีทำให้จุดนี้เหนือกว่าถึงเวลาที่ท่านผู้อ่านทุกท่านจะต้องช่วยตัดสินว่าทุกท่านจะยืนฝั่งไหนดี ครั้งหน้าเมื่อได้ลองขับจริงทั้งคู่จะกลับมาบอกเล่าต่อถึงการขับขี่ ใครจะโดนน็อกเอาท์กันแน่ !!!

หรู แรง สปอร์ต ปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 11, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/409169?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

หรู แรง สปอร์ต  ปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส

8 มกราคม 2563 – 15:20 น.
ปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส,สปอร์ต,ยานยนต์
เปิดอ่าน 174 ครั้ง

หรู แรง สปอร์ต  ปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส

กระแสรถเอสยูวีขนาดซับคอมแพคท์กำลังนิยม ปอร์เช่ได้นำรุ่นปอร์เช่ มาคันน์ มาลุยตลาดนี้มาพักนึง แต่เสียงเรียกร้องอยากได้ความสปอร์ตขึ้นแรงขึ้นอีกตามสายพันธุ์ที่ควรเป็น ปอร์เช่จึงตัดสินใจนำปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส The new Porsche Macan GTS กับความแรงมากถึง 380 แรงม้า มาเป็นทางเลือกสำหรับคนรักแรง !!

มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน V6 เทอร์โบคู่ ขนาดความจุ 2.9 ลิตรให้พละกำลังสูงสุด 380 แรงม้า (280 กิโลวัตต์) เพิ่มขึ้น 20 แรงม้า (15 กิโลวัตต์) เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า แรงบิดสูงสุดระดับมหาศาลถึง 520 นิวตันเมตร (เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 20 นิวตันเมตร) ที่รอบการทำงานระหว่าง 1,750-5,000 รอบต่อนาที แต่กลับมีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเพียง 10.41 กิโลเมตรต่อลิตร หรือใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพียง 9.6 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตรเท่านั้น

พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ PDK ลูกใหม่ และสามารถเลือกติดตั้งชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono package เป็นอุปกรณ์พิเศษสามารถเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในระยะเวลาเพียง 4.7 วินาที ทำความเร็วสูงสุดกว่า 261 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วกว่ารุ่นเดิมถึง 30%

ตัวอักษร GTS ย่อมาจาก “Gran Turismo Sport” มาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Porsche Active Suspension Management ผ่านการปรับแต่งช่วงล่างลดลง 15 มิลลิเมตร ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ Adaptive air suspension เป็นอุปกรณ์พิเศษที่สามารถลดระดับความสูงติดตั้งล้ออัลลอยขนาดมาตรฐาน 20 นิ้ว ลาย RS Spyder Design จานเบรกขนาดใหญ่คู่หน้า 360×36 มิลลิเมตร คู่หลัง 330×22 มิลลิเมตร นอกจากนี้ยังสามารถเลือกติดตั้งเบรกสมรรถนะสูง Porsche Surface Coated Brake (PSCB) เคลือบสารทังสเตนคาร์ไบด์บนจานเบรก ระบบเบรกเซรามิก Porsche Ceramic Composite Brake (PCCB) พร้อมคาลิเปอร์เบรกสีแดงอีกด้วย

ภายนอกติดตั้งชิ้นส่วนตัวถังใหม่ Sport Design package ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเน้นโทนสีดำไฟหน้า LED พร้อมระบบ Porsche Dynamic Light System (PDLS) และไฟท้าย LED 3 มิติหรูหรางดงามด้วยแถบ light bar ทั้งหมดนี้ได้รับการรมดำยกระดับความสปอร์ตยิ่งขึ้น สามารถสั่งติดตั้งไฟหน้า LED รมดำและชิ้นงานรายรอบตัวถังสีดำเงาตอกย้ำสมรรถนะที่เหนือชั้นมุมมอง ด้านท้ายยังคงเน้นเสน่ห์ของสีดำเป็นหลักด้วย diffuser ท้ายและปลายท่อไอเสียมาตรฐานของระบบระบายไอเสีย sports exhaust system

ภายในห้องโดยสารเลือกสรรวัสดุตกแต่งด้วยผ้าแบบอาคันทาร่าตกแต่งบริเวณกึ่งกลางเบาะนั่งที่เท้าแขนคอนโซลกลางและแผงประตูทั้ง 4 บาน พร้อมงานอะลูมิเนียมปัดเงาที่เพิ่มความหรูหรา พวงมาลัยสปอร์ตอเนกประสงค์ตัดเย็บอย่างประณีตด้วยหนังแท้ลายเรียบ มาพร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ shift paddles ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เบาะนั่งสปอร์ตเฉพาะจีทีเอสปรับระดับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง ปีกข้างเบาะที่โอบกระชับมอบความมั่นใจสูงสุดแม้ขณะขับขี่เข้าโค้งด้วยความเร็วสูง Porsche GTS มอบความโดดเด่นด้วยหนังแท้ Carmine Red หรือ Crayon และสามารถเลือกสั่งเพิ่มเติมวัสดุ Alcantara® ตกแต่งในจุดต่างๆ ได้ตามเฉดสีที่ต้องการ รวมถึงระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง BOSE®Surround Sound system และแท่นวางโทรศัพท์มือถือพร้อมระบบชาร์จไร้สายเป็นอุปกรณ์พิเศษ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกติดตั้งระบบเสริมความปลอดภัยและความสะดวกสบายเป็นอุปกรณ์พิเศษ ประกอบด้วยระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ adaptive cruise control พร้อม Traffic Jam Assist ระบบ Park Assist พร้อมกล้องมองหลัง rear view camera และกล้องฉายภาพรอบคัน Surround View กระจกหน้าไล่ฝ้าและเครื่องฟอกอากาศ ioniser

 

 

โรลส์-รอยซ์ ทำลายสถิติยอดขายสูงสุด 116 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 11, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/408936?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

โรลส์-รอยซ์  ทำลายสถิติยอดขายสูงสุด 116 ปี

8 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ซูเปอร์ลักซ์ชัวรี,รถหรู,โรลส์-รอยซ์,Rolls-Royce,BMW
เปิดอ่าน 485 ครั้ง

ความสำเร็จของรถยนต์ในระดับอัครมหายานยนต์ทำลายสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2562

ล่าสุด โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส  ประกาศความสำเร็จของปีที่ผ่านมา ด้วยการทำลายสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2562 ย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ 116 ปีของบริษัท

มร. ทอร์สตัน มูเลอร์-ออทเวิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส กล่าวเกี่ยวกับความสำเร็จครั้งนี้ว่า ผลประกอบการในปีนี้แตกต่างจากปีที่ผ่านมา ในหลายๆ แง่มุม ผมมองว่าสำหรับบริษัทใดๆ ก็ตาม การสร้างการเติบโตถึง 25% ภายในปีเดียว คือความสำเร็จที่น่าทึ่ง และยิ่งถ้าต้องเผชิญกับผลกระทบในด้านต่างๆ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ยิ่งนับเป็นความสำเร็จอันหาที่เปรียบไม่ได้ นี่คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงคุณภาพและความซื่อตรงต่อผลิตภัณฑ์ของเรา ความเชื่อมั่นและความหลงใหลในผลิตภัณฑ์จากลูกค้า และเหนือสิ่งอื่นใดคือ ทักษะ ความทุ่มเท และความมุ่งมั่นของทีมงานที่ยอดเยี่ยมของเราที่กู๊ดวูด และทั่วโลก


โดยไฮไลท์ที่สำคัญ คือ มียอดขายรวมประจำปีอยู่ที่ 5,125 คัน ให้กับลูกค้าในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก  สูงสุดในประวัติศาสตร์ 116 ปีของแบรนด์   คิดเป็นการเติบโต 25% จากยอดขาย 4,107 คัน ในปี 2561 มียอดขายต่อปีเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลก และโรลส์-รอยซ์  คัลลิแนน และ แบล็ค แบดจ์ ได้รับความนิยมอย่างสูง จนสามารถสร้างฐานอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและมั่นคงให้กับยนตรกรรม โรลส์-รอยซ์ รุ่นอื่นๆ อีกด้วย

ผลงานรังสรรค์แบบ Bespoke  หรืองานฝีมือที่ต้องสั่งผลิตพิเศษเป็นเอกลักษณ์เฉพาะผู้เป็นเจ้าของรถ กับงานฝืมือที่งดงามด้วยฝีมือของคน และยนตรกรรม Collection Cars รวมไปถึงเรธ อีเกิล 8 ในประเทศไทย ตอกย้ำสถานะของโรลส์-รอยซ์ ในฐานะผู้ผลิตชั้นนำแห่งยนตรกรรมซูเปอร์ลักซ์ชัวรี  ธุรกิจในไทยเป็นไปได้ด้วยดี ยอดขายเติบโตอย่างชัดเจน ในปีนี้ยังลงทุนขยายพื้นที่เพิ่มอีก 1,000 ตารางเมตร  ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของบริษัทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดและสร้างความมั่นใจในคุณภาพตามความต้องการของลูกค้าของจะแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปี 2020

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

บีเอ็มดับเบิลยู ส่งรถหรูมือสองกระตุ้นลูกค้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 11, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/408874?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

บีเอ็มดับเบิลยู ส่งรถหรูมือสองกระตุ้นลูกค้า

7 มกราคม 2563 – 12:00 น.
บีเอ็มดับเบิลยู,รถยนต์มือสอง,รถหรู,BMW,BMW Executive Car Day
เปิดอ่าน 869 ครั้ง

ทางเลือกให้ลูกค้าที่อยากสัมผัสรถยนต์หรูระดับพรีเมียมจากบีเอ็มดับเบิลยู

เป็นประจำที่ทาง บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย สร้างทางเลือกให้กับลูกค้าที่อยากครอบครองรถยนต์ระดับพรีเมียมของบีเอ็มดับเบิลยูได้ง่ายดายยิ่งขึ้น โดยยกทัพรถยนต์มือสองคุณภาพเยี่ยมกว่า 100 คัน กับงาน BMW Executive Car Day จัดเต็มข้อเสนอสุดคุ้ม คุณภาพชั้นเลิศ และบริการครบวงจร พร้อมการันตีมาตรฐานสูงสุดจากบีเอ็มดับเบิลยู ระหว่างวันที่ 18 – 19 มกราคม 2563 ณ ลานหน้าน้ำพุ ออล ซีซันส์ เพลซ

บีเอ็มดับเบิลยู เตรียมจัดงาน BMW Executive Car Day ยกทัพรถยนต์ผู้บริหารป้ายแดงและรถยนต์มือสองที่ได้มาตรฐานและผ่านการตรวจสอบสภาพจากบีเอ็มดับเบิลยูกว่า 100 คัน มาให้ลูกค้าได้สัมผัสยนตรกรรมหรูระดับพรีเมียมพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ กับรถยนต์ผู้บริหารป้ายแดงและรถยนต์มือสองที่ผ่านการรับรองภายใต้โปรแกรม BMW Premium Selection ที่ได้มาตรฐานชั้นเลิศจากบีเอ็มดับเบิลยูหลากหลายรุ่น ที่ล้วนผ่านการการันตีคุณภาพระดับโลก มอบความคุ้มค่า ความปลอดภัย และความสุนทรีย์บนทุกเส้นทางให้กับลูกค้าอย่างรอบด้าน

รถยนต์ผู้บริหารป้ายแดงและรถยนต์มือสองทุกคันภายใต้โปรแกรม BMW Premium Selection เป็นรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่ผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานโดยละเอียดแบบ 360 องศาของบีเอ็มดับเบิลยู อีกทั้งยังมีประวัติการเข้ารับบริการจากศูนย์บริการอย่างเป็นทางการ พร้อมการรับประกันเป็นระยะเวลา 2 ปี จึงสามารถอุ่นใจได้ในทุกการขับขี่ด้วยคุณภาพและมาตรฐานระดับโลก ให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของยานยนต์ระดับพรีเมียมของบีเอ็มดับเบิลยูได้ง่ายดายยิ่งขึ้นในราคาที่คุ้มค่า คุณภาพชั้นเลิศ และบริการครบวงจร

ข้อเสนอของสมนาคุณพิเศษ ที่จองรถยนต์ผู้บริหารป้ายแดงและรถยนต์มือสองภายในงานจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ดังนี้

1.    ได้รับนาฬิกา BMW ICE Watch มูลค่า 10,000 บาท

2.    รับมอบรถภายในวันที่ 31 มกราคม 2563 จะได้รับลำโพง Bowers & Wilkins T7 มูลค่า 16,900 บาท

3.    สำหรับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูที่จองรถยนต์ภายในงานและรับมอบรถตามเงื่อนไขข้อ 1 และ 2 ข้างต้นนี้ และเป็นพนักงานที่ทำงานที่อาคารออลซีซั่นส์เพลส ถนนวิทยุ จะได้รับบัตรน้ำมัน มูลค่า  10,000 บาท

ข้อเสนอพิเศษทางการเงิน โดยบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย

ลูกค้าที่ทำการจองรถยนต์ภายใน สามารถเลือกใช้บริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่จัดสรรมาเป็นพิเศษ โดย บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ในงานนี้โดยเฉพาะ ด้วยงวดผ่อนชำระต่อเดือนเพียง 1% ของราคารถยนต์ ด้วยเงินดาวน์เพียง 25% และยอดบอลลูน 60% สำหรับการผ่อนชำระ 5 ปี ช่วยให้ทุกท่านได้เป็นเจ้าของบีเอ็มดับเบิลยูได้อย่างง่ายดาย

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

4 อันดับ รถอเนกประสงค์ ปี2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 11, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/408611?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

4 อันดับ รถอเนกประสงค์ ปี2563

6 มกราคม 2563 – 13:50 น.
ซูบารุฟอเรสเตอร์,เอ็มจีเอชเอส MG HS,เชฟโรเลต แคปติวา,บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ 5 Drive30d M Sport 2019,รถยนต์
เปิดอ่าน 571 ครั้ง

4 อันดับ รถอเนกประสงค์ ปี2563 คอลัมน์…  ยานยนต์

ครบรอบปีขอย้อนรถยนต์ที่ผมมีโอกาสไปขับขี่และประทับใจและน่าชื่นชม ขอนำมาบอกเล่าให้ผู้อ่านหลายๆ คนที่ต้องการรถยนต์ที่สามารถตอบสนองทุกการใช้งานช่วงนี้คงไม่เกินรถยนต์ในรูปแบบเอสยูวี หรือรถยนต์รถอเนกประสงค์ไม่ว่าจะเป็นแบบสามแถว 7 ที่นั่ง หรือจะเป็นเพียงแค่ 5 ที่นั่ง แต่มีพื้นที่บรรทุกของได้มากขึ้น โดยวันนี้ขอเรียบเรียงถึงรถอเนกประสงค์ที่มีโอกาสไปร่วมขับขี่ในรอบปีมาให้ท่านผู้อ่านได้ช่วยกันตัดสินใจ

เช่นเดิมข้อมูลและความน่าสนใจ 4 รถอเนกประสงค์นี้มาจากการที่ได้ขับทดสอบจริงและเป็นการจัดลำดับโดยไม่นับมูลค่าตัวรถขอเพียงแค่เป็นรถที่ตอบสนองความคุ้มค่าคุ้มราคาเป็นที่ตั้ง เช่น รถยนต์บางรุ่นที่ไม่ได้เอ่ยถึงก็ต้องขออภัยด้วยครับ ขอเล่าจากการที่เราได้ทดสอบจริงๆ เท่านั้น

งั้นขอเริ่มเลยดีกว่าว่ามีรถรุ่นไหนกันบ้าง…
  1.ซูบารุฟอเรสเตอร์
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่ซูบารุยกฐานมาประกอบฟอเรสเตอร์ในประเทศไทยทำให้ตัวรถมีราคาที่ถูกลงและความจริงใจที่ให้สาวกทำให้ซูบารุฟอเรสเตอร์ใหม่มียอดจองที่ไม่ธรรมดายิ่งในรุ่นเริ่มต้น 2.0i-L มีวางราคาต่ำกว่าค่ายอื่นและเป็นแบรนด์เดียวที่ให้ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบ 4 ล้อ Asymetrical Full-Time AWD มาเลย เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบนอน BOXER DOHC รหัส FB20 16 วาล์ว 1,995 ซีซี กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก: 84.0×90.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 12.5 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อสูบแบบบล็อกเดิมแต่มีการปรับปรุงชิ้นส่วนไส้ในทั้งหลายให้แตกต่างจากเครื่องยนต์เดิมในรถรุ่นก่อนมากถึง 80% มีทั้งการปรับปรุงหลักๆ เช่นเปลี่ยนระบบหัวฉีดแบบปกติ (Port Injection) เป็นหัวฉีดตรงเข้าห้องเผาไหม้ (Direct Injection) และมี Camshaft แบบแปรผันองศาได้ทั้งฝั่งไอดีและไอเสีย (Dual AVCS) เพิ่มขึ้นจาก 150 เป็น 156 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 196 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจาก XV ซึ่งอยู่ที่ 162 กรัม/กิโลเมตร เป็น 179 กรัม/กิโลเมตร ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ อัตราทดแปรผัน Lineartronic CVT รหัส TR580GDJBA พัฒนาให้มีน้ำหนักเบาลงกว่ารุ่นเดิมถึง 7.8 กิโลกรัม

ความแตกต่างระหว่างรุ่นย่อยก็คือรุ่น 2.0 i-L มีไฟตัดหมอกหน้าแบบ Halogen สวมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 225/60 R17

แต่รุ่น 2.0 i-S และ i-S Eyesight จะเปลี่ยนมาเป็นไฟตัดหมอกหน้าแบบแอลอีดี อีกทั้งยังสามารถปรับมุมองศาทิศทางการเลี้ยวได้อีกด้วย รวมทั้งอัพเกรดล้ออัลลอย 18 นิ้วพร้อมยาง Bridgestone Dueler H/P Sport ขนาด 225/55 R18

ฟอเรสเตอร์ใหม่เวอร์ชั่นไทยจะยังคงใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกันรุ่นเดียวกันกับฟอเรสเตอร์รุ่นที่แล้ว และ XVทั้ งรุ่นก่อนและรุ่นล่าสุดเพียงแต่มีการปรับปรุงรายละเอียดไส้ในเสียใหม่จนเป็นเครื่องยนต์เวอร์ชั่นเดียวกับ XV รุ่นปัจจุบัน

นั่นคือเครื่องยนต์รหัส FB20 เบนซิน 4 สูบนอน BOXER DOHC 16 วาล์ว 1,995 ซีซี กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 84.0×90.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 12.5 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์
แม้จะยังเป็นผลของการปรับเปลี่ยนวัสดุในจุดต่างๆ ทำให้น้ำหนักเครื่องยนต์โดยรวมเบาลงกว่าเดิมอีก 12 กิโลกรัม และทำให้กำลังสูงสุดเท่ากับ XV เป๊ะ! กล่าวคือแรงเพิ่มขึ้นจาก 150 เป็น 156 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 196 นิวตัน-เมตร (20.0 กก.-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที (แรงบิดสูงสุดเท่าเดิมแต่มาเร็วขึ้น 200 รอบ/นาที) และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพิ่มขึ้นจาก XV ซึ่งอยู่ที่ 162 กรัม/กิโลเมตร เป็น 179 กรัม/กิโลเมตร (อ้างอิงจาก Eco Sticker ของรัฐบาลไทย)

ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผัน Lineartronic CVT รหัส TR580GDJBA ซึ่งถูกพัฒนาให้มีน้ำหนักเบาลงกว่าเกียร์รุ่นเดิม 7.8 กิโลกรัม ใช้โซ่ขับเคลื่อนเกียร์แบบที่ทำงานเงียบเสียงลงกว่าเดิมและยังเปลี่ยนโปรแกรมสมองกลควบคุมการทำงานของเกียร์ใหม่ให้มีการไล่รอบคล้ายเกียร์อัตโนมัติแบบปกติในจังหวะกดคันเร่งเดินหน้าลึกกว่าปกติ หรือกดคันเร่งเต็ม

นอกจากนี้ยังมีโหมด +/- เพื่อให้ผู้ขับขี่เลือกเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ได้เองพร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift ด้านหลังพวงมาลัยโดยเพิ่มการล็อกอัตราทดจาก 6 จังหวะในรุ่นเดิมเป็น 7 จังหวะอัตราทดเกียร์มีดังนี้

ระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อพร้อมระบบ X-MODE และที่สำคัญในรุ่น 2.0i-S EyeSight ให้ระบบความปลอดภัย EyeSight Driver Assist Technology มาด้วยซึ่งซูบารุฟอเรสเตอร์เน้นมาโดยเฉพาะที่หาจากค่ายแดนปลาดิบไม่ได้แล้ว

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องจับตาเพราะความเด่นในเรื่องความปลอดภัยการขับขี่ที่ทรงตัวดี เครื่องยนต์ออกแบบมาดีประหยัดแต่จะขัดใจจากขนาดเครื่องยนต์ที่ย่อลงจากรุ่นเดิมไปบ้าง ประเด็นนี้ก็ต้องแล้วแต่ลูกค้าเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะยอมแลกหรือจะหารุ่นอื่นเพื่อทดแทน…

ราคา All new Subaru Forester 2020
Forester 2.0i-L :1,330,000 บาท
รุ่น Forester 2.0i-S :1,380,000 บาท
รุ่น Forester 2.0i-S ES :1,450,000 บาท

  2.เอ็มจีเอชเอส MG HS
หลังที่เราได้รับเชิญไปขับก่อนเปิดตัวและลองขับจริงบนถนนกับระยะเวลาพอสมควรที่สามารถจับอาการและข้อดีต้องบอกนี่คือรถเอสยูวีที่ให้ความคุ้มค่าแบบสุดๆกับราคาเริ่มต้นเพียง 8.85 แสนบาท และท็อปสุดล้านนิดๆ เท่านั้นกับออปชั่นที่เรียกได้ว่าจัดเต็มไม่ต้องร้องขอ….

สมรรถนะกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรเทอร์โบ รหัสเครื่อง 15E4E 1,490 ซีซี DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว Turbo TGI อัตราส่วนกำลังอัด 10 : 1 กำลังสูงสุด 162 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,700–  4,400 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Twin Clutch Sportronic 7 จังหวะ

ขับเคลื่อน 2 ล้อรองรับน้ำมันสูงสุด E85 แค่นี้ก็สุดๆ กับราคาที่จ่ายแล้วครับ ยังทำความเร็ว 0-100 ได้ในเวลาไม่ถึง 10 วินาที

ภายในห้องโดยสาร ออกแบบโค้งมนวัสดุภายในแบบ Soft Touch ทั้งบริเวณคอนโซลหน้าและแผงประตูทั้งด้านหน้าและด้านหลังอีกจุดที่ว่าสุดกว่ารถทุกแบรนด์ในราคาเดียวกันคือการให้เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าและยังมากับทรง Bucket Seat แบบสปอร์ตสีดำสลับแดงที่จะให้มาในรถระดับท็อปคลาส และเวลาใช้งานจริงก็เหลือเฟือมากๆ อัตราเร่งทำได้ดีไม่แพ้เครื่องใหญ่ๆ การประหยัดก็อยู่ที่ปลายเท้าเราว่าจะสนุกกับอัตราเร่งและเพลินกับปุ่มกดซูเปอร์สปอร์ตจากปุ่มกดบนพวงมาลัยหรือไม่

และข้อดีที่มีต่อเนื่องคือระบบ i-SMART ที่ให้มาพร้อมหน้าตาพัฒนาสวยงามขึ้น ข้อเสียมีอย่างเดียวคือตัวอักษรดูเล็กถ้าเทียบกับคู่แข่ง แต่ข้อดีของ i-SMART อย่างมากคือไม่ต้องกังวลเวลาคุณลืมใครสักคนในรถพร้อมกุญแจรถเพราะคุณสามารถสั่งเปิดประตูเพียงปลายนิ้วจากแอพบนมือถือ และนี่คือรถที่ต้องจับตาและเป็นรถที่อยากแนะนำให้ไปลองขับก่อนและคุณจะรู้ว่านี่จะเป็นรถที่ตอบโจทย์คุณเกือบทุกข้อ

ราคา MG HS ทั้ง 3 รุ่นย่อย
รุ่น C 919,000 บาท
รุ่น D 1,019,000 บาท
รุ่น X 1,119,000 บาท

 

   3.เชฟโรเลต แคปติวา
อันดับที่ 3 ต้องยกให้ ดิ ออล นิว เชฟโรเลต แคปติวา เพราะด้วยราคาที่สูงกว่าทำให้ความคุ้มค่าด้านราคาจะสู้คู่แข่งไม่ได้เลย แต่ข้อดีของแคปติวา มาจากความคุ้มค่าในเรื่องการตอบสนองการใช้งานที่ให้ขนาดที่ใหญ่พอๆ กับรถ ซี-เซ็กเมนต์ และพอใช้ชีวิตไปกับรถคันนี้ถึงสองวันก็คือคำตอบของรถของคนมีครอบครัว

ยิ่งมีเด็กๆ ด้วยแล้วจะเป็นรถที่ตอบสนองทุกข้อแม้จะให้แม่บ้านเป็นผู้ขับก็เป็นรถที่ขับง่ายใครๆ ก็ขับได้ครับ

กำลังเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตรเทอร์โบ กำลัง 143 แรงม้า (105 กิโลวัตต์) ที่ 5,000 รอบต่อนาที แรงบิด 250 นิวตันเมตร ที่ 2,400 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT พร้อมโหมด Shift Control + – 8 สปีดน่าเสียดายใช้น้ำมันเชื้อเพลิง E10 เท่านั้น!!

กำลังพอเพียงให้เร่งแซงสบายแค่เผื่อระยะทางแซงสักนิดยางที่ให้มาขนาด 17 นิ้ว 215/ 60/17 เหมือนกันทั้งสามรุ่น

จุดเด่นคือห้องโดยสารที่มีขนาดใหญ่แบบ 7 ที่นั่งเบาะนั่ง 3 แถว (ยกเว้นรุ่น LS) ตามมาด้วยจอภาพขนาดใหญ่ 10.4 นิ้ว สามารถสั่งการเครื่องเสียง, เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้, รองรับการเชื่อมต่อระบบบลูทูธ, USB, AUX และ Chevrolet Link และที่สำคัญ All-New Chevrolet Captiva นั้น จะไม่มีปุ่มปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารโดยจะสั่งการและปรับอุณหภูมิได้ที่หน้าจออินโฟเทนเมนท์ หลังคาแบบพาโนรามิกซันรูฟขนาดใหญ่เกือบเต็มหลังคา แค่นี้พอชดเชยข้อเสียได้บ้าง

ถ้าคุณเลือกรถเพราะอยากได้รถที่ประหยัดเชื่อเพลิงคงต้องทำใจกับ ดิ ออล นิว เชฟโรเลต แคปติวา สักหน่อยเพราะตัวเลขไม่หรูหรามากครับ

ราคา ดิ ออล นิว เชฟโรเลต แคปติวา ทั้ง 3 รุ่นย่อย

รุ่น LS ราคา 999,000 บาท
รุ่น LTราคา 1,099,000 บาท
รุ่น Premier ราคา 1,199,000 บาท

4.บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ 5 Drive30d M Sport 2019
อาจจะแปลกใจทำไมถึงรวมรุ่นนี้เข้ามาด้วยเพราะราคากระโดดขึ้นไปสูงมากแต่ที่หยิบยกมาเล่าเพราะจากการใช้งานที่อยู่กับ บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ 5 นานพอจะรู้ว่านี่คือรถที่ดีมากๆ อยากแนะนำถ้าคุณมีกำลังทรัพย์แบบเหลือๆ เพราะการตอบสนองเรื่องของความงามความหรูหราระดับพรีเมียมมีให้ชนิดที่คุณไม่ต้องร้องขอเช่นกัน! ยิ่งเวลาขับเคลื่อนตัวฝ่าการจราจรติดขัดในเมือง ขับง่ายทักษะ วิสัย ความคุ้มค่ามากๆ ต่อการใช้งาน ข้อเสียเพียงข้อเดียวคือราคา!! ถ้าผมมีเงินเดือนเป็นแสนๆ ผมจะคว้าบีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ 5 คันนี้ ไว้ประจำบ้านแน่นอนครับ

บีเอ็มดับเบิลยู นิยามรถของตัวเองว่าสปอร์ต แอ็กทีฟ วิฮิเกิล SAV แทนคำว่าเอสยูวีนะครับ และด้วยดีเอ็นเอของค่ายนี้ทำรถให้ขับสนุกใกล้เคียงรถแข่ง X5 เป็นรถที่ให้ครบทุกรสพร้อมขุมพลัง เครื่องยนต์ดีเซล BMW TwinPower Turbo ความจุ 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 265 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 620 นิวตัน-เมตรที่ 2,000-2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 6.5 วินาทีความเร็วสูงสุด 230 กม./ชม. บวกกับช่วงล่าง Adaptive M และระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะแบบ xDrive สเปกแค่นี้ก็เหลือๆ ยิ่งปัจจุบันแพ็กเกจ BSI ของบีเอ็มดับเบิลยูทำให้เราใช้รถไม่ต้องกังวล ยิ่งคนที่ต้องขับรถใช้เดินทางไกลๆ เป็นประจำการการที่รถใช้น้ำมันดีเซลยิ่งตอบโจทย์ของความประหยัดและสะดวกหาเติมที่ไหนก็ได้ง่าย

BMW X5xDrive30d M Sport เป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 รหัสตัวถัง G05 จุดเด่นกว่าก็ตรงกระจังหน้าแบบ Kidney Grille เอกลักษณ์ของบีเอ็ดับเบิลยูสีโครเมียมรมดำมีครีบเปิด-ปิดแบบแอ็กทีฟขนาดใหญ่กว่ารุ่นก่อนพร้อมชุดแต่งแบบ M Sport ชุดเบรกและช่วงล่างแบบ M Sport และล้ออัลลอย M ขนาด 22 นิ้วลาย Double-spoke ล้อหน้ามากับขนาดยาง 275/35 R22 และ 315/30 R22 ในล้อหลังไฟหน้าแบบ Adaptive LED headlights และไฟท้าย LED

สรุปเอ็กซ์ 5 ใหม่เป็นรถที่ควบคุมง่ายตรงข้ามกับรูปร่างที่ใหญ่โตและเป็นรถที่เหมาะกับคนที่ชอบเป็นผู้ขับเองเท่านั้น! ระบบความปลอดภัยอาจมาให้ไม่ครบแบบบางเจ้าแต่ก็ให้พอการใช้งานที่จำเป็น แค่นี้คุณจะมองหารถคันไหนมาเปรียบเทียบคงไม่มี!!!

  ราคา BMW X5 xDrive30d M Sport 2019
รุ่น BMW X5 xDrive30d M Sport 2019 ราคา 5,699,000 บาท
นำเข้าทั้งคัน CBU

          นี่คือรถอเนกประสงค์ของปี 2563 ทั้ง 4 คันที่น่าใช้มากที่สุดตั้งแต่ราคาหลักแสนไปถึงหลายล้านบาทให้เลือกแล้วคุณจะรู้ว่ารถอเนกประสงค์เป็นรถยนต์ที่สามารถเดินทางไปได้ทุกที่ของประเทศไทย

วันสุดท้าย!! “บัตรโมโตจีพี” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 11, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/408484?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

วันสุดท้าย!!  “บัตรโมโตจีพี”

5 มกราคม 2563 – 11:00 น.
สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต,OR Thailand Grand Prix,MotoGP,โมโตจีพี
เปิดอ่าน 305 ครั้ง

เพื่อสนองแฟนสองล้อชาวไทยเท่านั้น! กับช่วงโปรโมชั่นมากมาย

ยังทัน!!! ใครที่ยังไม่ได้ซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขันโมโตจีพี สนามที่สอง ประจำปี 2020 นี้ ได้ย้ายขึ้นมาแข่งขันเป็นช่วงต้นปีท้าความร้อนของประเทศไทยกับ รายการ OR Thailand Grand Prix ที่สาวกห้ามพลาด

สนามช้างฯ เอาใจเหล่าแฟนพันธุ์แท้โมโตจีพี  จัดโปรโมชั่นแบบต่อเนื่อง ในราคาสุดคุ้ม สำหรับ บัตรชมโมโตจีพี 2020 สนามที่ 2 รายการ OR Thailand Grand Prix  เหลือเวลาเพียงสองวัน หากซื้อบัตรภายในวันที่ 5 ม.ค.นี้ !!  รับสิทธิ์ส่วนลดพิเศษมากมาย ซื้อบัตรได้ที่ ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ และ www.allticket.com

นายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ กรรมการผู้อำนวยการ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต .บรีรัมย์ เปิดเผยว่า กระแสมอเตอร์สปอร์ตของประเทศไทยเกิดการตื่นตัวอย่างมาก แฟนๆชาวไทยรวมทั้งแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก อยากจะได้มีโอกาสมาสัมผัสประสบการณ์ระดับโลกด้วยตาด้วยเองอย่างใกล้ชิดที่บุรีรัมย์สักครั้งในชีวิต คณะผู้จัดการแข่งขัน โมโตจีพี 2020 สนามที่ 2 รายการ OR Thailand Grand Prix จึงได้จัดโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษ  เพื่อโปรโมทประเทศไทยไปสู่สายตาคนทั่วโลก และให้แฟนกีฬาชาวไทย สามารถเข้าชมการแข่งขันด้วยบัตรราคาที่ถือว่าถูกที่สุดอีกด้วย

 

“โปรโมชั่น “บัตรเดี๋ยวนี้” ซื้อบัตรภายในวันที่ 5 ม.ค.นี้ !! รับส่วนลดทันที 15% สำหรับบัตร Marquez Stand, Rossi Stand, Side Stand  “พิเศษยิ่งกว่า” เพียงแสดงบัตร PTT Blue Card รับส่วนลด On Top อีก 25% หรือรับส่วนลด On Top อีก 20% เมื่อใช้สิทธิ์ส่วนลด จากผู้สนับสนุนเช่น บัตร Chang International Circuit Friend Club, กุญแจรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น, กุญแจรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทุกรุ่น, บัตรเครดิต และเดบิต ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัดจำนวนบัตร 6 ใบต่อ 1 การใช้สิทธิ์เท่านั้น ขอเชิญชวนคนไทยมาร่วมสร้างประวัติศาสตร์ด้วยกันอีกครั้งครับ”

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

#ThaiGP #MotoGP #ORThailandGrandPrix #ChangInternationalCircuit

%d bloggers like this: