มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ

All posts tagged มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ

ทำไมต้องกำหนด’พระพุทธศาสนาเถรวาท’

Published June 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160530/228583.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม 2559
ทำไมต้องกำหนด'พระพุทธศาสนาเถรวาท'

ทำไมต้องกำหนด’พระพุทธศาสนาเถรวาท’ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดย สำนักข่าวเนชั่น

             เมื่อ 2 วันก่อน “วัฒนา เมืองสุข” อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ตั้งคำถามต่อประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ว่า ทำไมต้องกำหนดไว้ด้วยว่า “รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแพร่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท” พร้อมแสดงความกังวลว่า การกำหนดเนื้อหาดังกล่าวไว้จะทำเพิ่มความขัดแย้งให้สังคมไทย

ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ซึ่งอยู่ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ เนื้อหาเต็มๆ มีอยู่ 2 วรรค คือ “(วรรคแรก) รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น”

“(วรรคสอง) ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย”

“ชาติชาย ณ เชียงใหม่” โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยอมรับว่า กรธ.เพิ่งมาเติมข้อความ “รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา” ในช่วงท้ายของการพิจารณา

“ที่ต้องกำหนดลงไปว่า เป็นพระพุทธศาสนาเถรวาท เพราะต้องการให้เกิดความชัดเจน เพราะเป็นนิกายที่คนไทยนับถือ เวลานี้ศาสนาพุทธมีหลายนิกายและนับวันจะมีนิกาย มีลัทธิใหม่ๆ ลัทธิแผลงๆ เกิดขึ้นมากมาย จึงต้องการให้กำหนดไว้ให้ชัดเจนว่า ศาสนาพุทธที่รัฐพึงสนับสนุนคือเถรวาท เพื่อรักษาพุทธแท้ตามพระไตรปิฎก ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเสรีภาพในการนับถือศาสนาของประชาชน ทุกคนยังสามารถเลือกนับถือศาสนาใดก็ได้ ส่วนที่กำหนดนี้เป็นเรื่องของหน้าที่ของรัฐเท่านั้น”

โฆษก กรธ.บอกว่า ก่อนที่ กรธ.จะกำหนดเรื่องนี้ลงไป ได้มีการปรึกษาผู้รู้ พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ และศึกษาจากงานวิจัยต่างๆ อย่างถ้วนถี่ เห็นว่าจะเป็นประโยชน์จึงได้กำหนดไว้ ไม่คิดว่าจะเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกแต่อย่างใด ต่างจากอีกเรื่องที่มีการเรียกร้องคือ ให้กำหนดให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ที่ กรธ.พิจารณาแล้วเห็นว่า หากไปกำหนดอย่างนั้นจะทำให้เกิดปัญหาตามมา ทั้งความเหลื่อมล้ำ แตกแยก จึงไม่ได้กำหนดลงไป

เมื่อถามย้ำว่า ทำไมต้องกำหนด “พระพุทธศาสนาเถรวาท” ไว้ ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ก็ไม่เคยเขียน โฆษก กรธ.บอกว่า เพราะสมัยก่อนเรื่องเกี่ยวกับศาสนาอาจไม่อ่อนไหวเหมือนปัจจุบัน ปัจจุบันถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสถาบันศาสนาทั่วโลก เกิดลัทธิ นิกาย พิธีกรรมแปลกๆใหม่ๆ จึงจำเป็นต้องเขียนไว้ให้เป็นหน้าที่ของรัฐเพื่อรักษาพุทธแท้เอาไว้

ป.ป.ช.ใหม่คล้ายเดิม

Published June 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160523/228159.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม 2559
ป.ป.ช.ใหม่คล้ายเดิม

มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : ป.ป.ช.ใหม่คล้ายเดิม : โดย…สำนักข่าวเนชั่น

                    การกำจัดทุจริต คอร์รัปชั่น ถือเป็นจุดขายของทุกรัฐบาลที่ผ่านๆ มา แม้ว่าจะไม่สามารถมีรัฐบาลใดที่ได้ชื่อว่าทำภารกิจนี้ได้ลุล่วง เพราะในทุกอณูของประเทศไทยนั้นเต็มไปด้วยช่องโหว่จนปัญหานี้ลุกลามกลายเป็นมะเร็งร้ายกัดกินประเทศรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมาจึงบัญญัติให้มี “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” หรือ ป.ป.ช. ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ทั้งตามจับ ป้องปราม และสร้างจิตสำนึก  แต่หลายๆ ครั้งก็ถูกครหาว่าเป็นเครื่องมือเพื่อนำมาเล่นงานทางการเมืองกับฝ่ายตรงข้าม
                    ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ก็มีพิมพ์เขียวเรื่องการปราบทุจริตคอร์รัปชั่นเช่นกัน และพวกเขาก็ได้วางรูปแบบของ ป.ป.ช. เพื่อให้เอือต่อภารกิจปราบทุจริตในแบบของพวกเขาเช่นกัน
                    โดย ป.ป.ช. ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะนำไปลงประชามตินี้จะมี 9 คน คล้ายกับที่ผ่านๆ มา แต่วาระการดำรงตำแหน่งนั้นมีเพียง 7 ปี มิใช่ 9 ปีเช่นเดียวกับที่ผ่านมาอีกแล้ว
                    สำหรับอำนาจและหน้าที่ของ ป.ป.ช. จะประกอบด้วย การไต่สวนและมีความเห็นกรณีมีการกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตาแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพื่อดำเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญหรือตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
                    นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เพื่อดาเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
                    รวมถึงการกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และเจ้าหน้าที่ของรัฐยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมทั้งตรวจสอบและเปิดเผย
                    ทั้งนี้ อำนาจของ ป.ป.ช.นั้น เป็นอำนาจในลักษณะคล้ายคลึงกับ “อัยการ” กล่าวคือ ไม่ได้มีอำนาจชี้ “ผิด-ถูก-เป็น-ตาย” อย่างชัดเจนหากแต่ต้องทำสำนวนเสนอต่อศาลให้เป็นผู้พิจารณา โดยหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองก็ให้ทำเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนหากเป็นข้าราชการก็ให้ส่งเรื่องต่อศาลยุติธรรม
                    อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าพวกเขาจะเป็นยักษ์ไม่มีกระบองเสียทีเดียว เนื่องจากหาก ป.ป.ช.ส่งเรื่องต่อศาลฎีกาแผนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แล้วศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้อง ก็ให้ผู้ถูกกล่าวหายุติการปฏิบัติหน้าที่
                    ทั้งนี้ หากกรรมการ ป.ป.ช.ถูกตั้งข้อสงสัยว่าทำทุจริต ให้ ส.ส. หรือ ส.ว. เข้าชื่อขอให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องให้ประธานศาลฎีกาตั้งผู้ไต่สวนอิสระ จากผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และเป็นกลางทางการเมือง มาทำหน้าที่ไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช.
                    ดังนั้น จะเห็นได้ว่า นอกจากวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว อำนาจอื่นๆ ของ ป.ป.ช.แทบจะไม่ต่างจากของเดิมเลย
——————-
(มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : ป.ป.ช.ใหม่คล้ายเดิม : โดย…สำนักข่าวเนชั่น)

‘6 ได้ 8 ไม่’

Published May 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160503/226909.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม 2559
'6 ได้ 8 ไม่'

มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : ‘6 ได้ 8 ไม่’ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น

                    คลอดแล้วสำหรับข้อปฏิบัติของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ตามประชามติ เพื่อเป็นการขยายความมาตรา 61 ของ พ.ร.บ.ประชามติฯ  ซึ่งแม้จะมีกำหนดข้อห้ามไว้ แต่หลายคนยังเห็นว่าเป็นไปในลักษณะกำกวม เช่น การก่อความวุ่นวาย หรือการที่ีระบุในวรรคท้ายว่า “ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”
                    ทำให้ กกต.ต้องออกเป็นคู่มือกำหนดว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ ซึ่งแม้จะยังไม่ชัดเจนอย่างที่หลายคนต้องการ แต่ก็ชัดเจนขึ้นมาก  โดยสรุปเรียกง่ายๆว่า “6 ได้ 8 ไม่”
                    ในส่วนของ 6 ได้ ประกอบด้วย 1.การศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ และประเด็นเพิ่มเติม จากเว็บไซต์ หรือสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแสดงความคิดเห็นของตน 2.แสดงความเห็นโดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพ 3.แสดงความเห็นด้วยข้อมูลที่มีความชัดเจน ไม่กำกวม อันอาจทำให้บุคคลอื่นเห็นว่าเป็นการบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง
                    4.การนำเสนอหรืออ้างอิงงานวิจัยตามหลักวิชาการ เพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็น และควรตรวจสอบความถูกต้องและแสดงที่มาของงานวิจัยนั้นด้วย 5.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อเพื่อแสดงความคิดเห็นพร้อมเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง และ 6.การนำเข้าข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นพร้อมแสดงเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตน ในเว็บไซต์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว โดยไม่มีการแสดงความเห็นเพิ่มเติม
                    สรุปได้ว่า การแสดงความเห็นสามารถทำได้ แต่ต้องหาข้อมูล  และแสดงหลักฐานทางวิชาการประกอบ ส่วนการส่งต่อข้อมูลหรือที่เรียกว่า “แชร์” และ “ฟอร์เวิร์ด” ก็ทำได้แต่ต้องไม่แสดงความเห็นเพิ่มเติม
                    ส่วน 8 ไม่ ประกอบด้วย 1.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ 2.การนำเข้าข้อมูล อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ ในเว็บไซต์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือส่งต่อข้อมูลในลักษณะดังกล่าว 3.การทำ หรือส่งสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมาย อันมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ 4.การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชนตามกฎหมายเข้าร่วม และมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง
                    5.การชักชวนให้ใส่เสื้อ หรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการขาย การแจกจ่ายสิ่งของดังกล่าว ในลักษณะรณรงค์ทั่วไป เพื่อนำไปสู่การปลุกระดมทางการเมือง 6.การใช้เอกสาร ใบปลิว หรือแผ่นพับ ที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย หรือปลุกระดมทางการเมือง 7.การรายงานข่าว หรือการจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดม หรือสร้างความวุ่นวายในสังคม และ 8.การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคม เพื่อให้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีลักษณะการปลุกระดมหรือขัดขวางการออกเสียง
                    แปลง่ายๆ ว่าอะไรที่เป็นการรณรงค์นั้นไม่สามารถทำได้ และถือว่าเข้าข่าย  “ปลุกระดม”
———————-
(มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : ‘6 ได้ 8 ไม่’ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น)

‘กฎเหล็ก’ คุม ‘ประชามติ’

Published May 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160502/226853.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม 2559
'กฎเหล็ก' คุม 'ประชามติ'

มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : ‘กฎเหล็ก’ คุม ‘ประชามติ’ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น

                    การจับกุมควบคุมตัวผู้แสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามว่า กฎหมายที่นำมาใช้ในการควบคุมการทำประชามติให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยตามเจตนารมณ์ของ คสช.นั้น มีอะไรบ้าง ซึ่งต้องบอกว่า ไม่ได้มีเฉพาะ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เท่านั้น
                    สำหรับ พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 23 เมษายน ที่ผ่านมานั้น เป็นการกำหนดกฎเกณฑ์ กติกาในการทำประชามติ รวมข้อห้าม ข้อทำได้ ซึ่งแม้ กกต.จะออกเป็นประกาศตามมา รวมถึงพยายามอธิบายเพิ่มเติม แต่ก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “กำกวม”
                    ความไม่ชัดเจนของประกาศ กกต.ที่ออกมา ก็เป็นไปตามเนื้อความในกฎหมายที่ประกาศออกมา จุดหลักที่โดนวิจารณ์คือ การให้คำจำกัดความของคำว่า “ก่อความวุ่นวาย” ซึ่งอยู่ในมาตรา 60 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติว่า “การเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง…ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิ หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวาย…” ซึ่งล่าสุดผู้มีอำนาจทั้งหลายยังตีความต่างกันไป เช่น บ้างก็ว่าบอกให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ บ้างก็ว่าบอกได้ แต่ต้องทำโดยอธิบายเหตุผลทางวิชาการ โดยปราศจากอคติ
                    นอกจากกฎหมายประชามติและประกาศของ กกต. ยังมีกฎหมายอื่นที่มีการนำมาใช้ในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญด้วย ได้แก่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กฎหมายอาญา มาตรา 116 และคำสั่ง คสช. เช่น ในการจับกุมผู้ต้องหา 8 ราย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการจับกุมในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
                    เนื้อความในมาตรา 116 ที่เกี่ยวข้อง คือ “กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต (2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร… ”
                    ส่วน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่น่าจะเกี่ยวข้องคือ การเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ…ก่อให้เกิดความตระหนกตกใจ ทำให้เกิดความผลกระทบในวงกว้างต่อความมั่นคงของชาติ
                    สำหรับคำสั่งของ คสช.ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความเห็นของประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญ มีอย่างน้อย 5 ฉบับ คือ
                    ประกาศ คสช.ฉบับที่ 7/2557 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน
                    ประกาศ คสช.ฉบับที่ 12/2557 เรื่องขอความร่วมมือจากสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปสู่ประชาชน
                    ประกาศ คสช.ฉบับที่ 18/2557 เรื่องการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะด้วยความถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือน ข้อมูลที่ก่อให้เกิดความสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่น หรือสร้างความแตกแยก ฯลฯ
                    ประกาศ คสช.ฉบับที่ 26/2557 เรื่องการดูแลและสอดส่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์
                    ประกาศ คสช.ฉบับที่ 49/2557 เรื่องความผิดสำหรับการสนับสนุนการชุมนุมทางการเมือง
                    ฉะนั้น หากจะเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการทำประชามติ ไม่ใช่จะดูเฉพาะกฎหมายประชามติ แต่ต้องดูกฎหมายอื่น และคำสั่ง คสช.ประกอบด้วย!!
——————
(มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : ‘กฎเหล็ก’ คุม ‘ประชามติ’ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น)

การเลือกนายกฯ

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160420/226183.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 20 เมษายน 2559
การเลือกนายกฯ

การเลือกนายกฯ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญโดย สำนักข่าวเนชั่น

            มีคำถามมากมายเกี่ยวกับกติกาการเลือกนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ใครจะเป็นคนเลือก จะเลือกใครมาเป็นนายกฯ ได้บ้าง ขั้นตอนเป็นอย่างไร ในเบื้องต้นก็ต้องบอกว่ามีหลายเงื่อนไข

ใครจะเป็นคนเลือกนายกฯ?

หากเป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ผู้ที่จะโหวตเลือกนายกฯ ได้ คือ ส.ส. 500 คนเท่านั้น แต่หาก “คำถามพ่วง” ที่ สนช.ส่งไปทำประชามติผ่านประชามติพร้อมร่างรัฐธรรมนูญ ส.ว. 250 คน ก็จะมาร่วมโหวตเลือกนายกฯ ด้วย สำหรับมติในการเลือกนายกฯ นั้น ให้ใช้เสียงเกินครึ่งของสมาชิกทั้งหมด หากเลือกเฉพาะ ส.ส. ก็เกินครึ่งของ 500 หาก ส.ว.มาร่วมเลือกด้วย ก็เกินครึ่งของ 750

จะเลือกใครมาเป็นนายกฯ ได้บ้าง?

หากเป็นไปตามบทถาวรของร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องเลือก “บุคคลจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมา” เท่านั้น แต่ในช่วง 5 ปีแรก ซึ่งก็คือตามบทเฉพาะกาล ได้เปิดช่องให้เลือก “นายกฯ คนนอก” หรือ “นายกฯ นอกบัญชี” ของพรรคการเมืองได้ แต่ก็มีขั้นตอน ไม่ใช่จู่ๆ จะไปเลือกนายกฯ นอกบัญชีได้เลยตั้งแต่ต้น นั่นคือ ในครั้งแรกต้องเลือกนายกฯ จากบัญชีรายชื่อก่อน แต่ถ้าไม่สามารถเลือกได้ ก็ให้ ส.ส.ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง คือ ไม่น้อยกว่า 250 คน เข้าชื่อเสนอให้มีการประชุมรัฐสภาเพื่อยกเว้นเงื่อนไข หากรัฐสภามีมติด้วยเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 500 คน ก็สามารถเลือกนายกฯ จากนอกบัญชีได้

ส่วนที่ก่อนหน้านี้ “รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม” เคยให้สัมภาษณ์ว่าการเลือกนายกฯ ต้องเลือกตามบัญชีที่พรรคเสนอมาเท่านั้น ก็ถูกต้อง เพียงแต่เป็นการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว ส่วนความจริงอีกครึ่งที่ “วิษณุ” ไม่ได้พูดคือ หากไม่สามารถเลือกนายกฯ จากบัญชีได้ ก็สามารถเสนอให้รัฐสภาโหวตงดเว้นข้อบังคับเพื่อเลือกนายกฯ นอกบัญชี ทั้งนี้เป็นไปตามบทเฉพาะกาล มาตรา 272 ในร่างรัฐธรรมนูญ

แต่แน่นอน ไม่ว่าจะนายกฯ ในบัญชี หรือนอกบัญชี ส.ว.มีสิทธิแค่ร่วมโหวตเลือก แต่ไม่มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ

ขั้นตอนเลือกนายกฯ เป็นอย่างไร?

สำหรับการเลือกนายกฯ ในช่วง 5 ปีหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งจะคาบเกี่ยวถึงการเลือกนายกฯ อย่างน้อย 2 ครั้ง (เนื่องจากสภาผู้แทนฯ มีอายุ 4 ปี) จะเป็นการเลือกตามกติกาในบทเฉพาะกาล ซึ่งหาก “คำถามพ่วง” ผ่านประชามติพร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญ ส.ว.ก็จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกนายกฯ ด้วย

ทั้งนี้ ตามปกติในการเลือกนายกฯ หลังเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ได้เสียงมากที่สุดหรือเสียงอันดับสองก็จะไปหาพรรคมาร่วมรัฐบาลให้ได้เสียงข้างมากเพื่อมาเลือกนายกฯ ซึ่งที่ผ่านมาพรรคที่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลก็จะมีเพียง 2 ขั้ว คือ เพื่อไทย กับพรรคประชาธิปัตย์ แต่สำหรับการเลือกนายกฯ หลังการเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ หาก “คำถามพ่วง” ผ่านประชามติ จะมี ส.ว.มาร่วมด้วย ซึ่งมีการมองว่า ส.ว.จะเป็นเหมือนขั้วที่ 3 และ ส.ว.จะกลายเป็น “พรรคที่ใหญ่ที่สุด”

‘ยำรวมร่าง รธน.’ไม่ดีแน่

Published April 19, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160419/226120.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 19 เมษายน 2559
'ยำรวมร่าง รธน.'ไม่ดีแน่

‘ยำรวมร่าง รธน.’ไม่ดีแน่ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น

            กรณี “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายของรัฐบาล เสนอทางเลือกให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540, ปี 2550 รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และร่างรัฐธรรมนูญของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มาผสมกัน หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามตินั้น

ปัจจุบันตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ไม่เปิดช่องให้นำรัฐธรรมนูญฉบับก่อนและร่างรัฐธรรมนูญมายำรวมกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ดังนั้น หากจะเลือกเดินตามแนวทางดังกล่าว ก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้ทำได้

แต่ยังมีข้อคิดให้พิจารณาว่า การนำรัฐธรรมนูญและร่างรัฐธรรมนูญมายำรวมกันแล้วประกาศใช้กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ เป็นหนทางแก้ไขปัญหาที่ดีแล้วหรือ

เพราะว่า ถ้ามองในด้าน “เนื้อหา” ของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ก็มี “จุดแข็ง” ที่แตกต่างกันไป ในส่วนของรัฐธรรมนูญปี 2540 มีจุดแข็งคือ ทำให้ฝ่ายบริหารเข้มแข็ง ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2550 คือ ทำให้องค์กรตรวจสอบเข้มแข็ง ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์” ที่ตกไปในชั้นของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็มีข้อดีตรงที่ทำให้พลเมืองเป็นใหญ่ มีจุดแข็งในเรื่องสิทธิเสรีภาพและการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ก็มีจุดเด่นในเรื่องการสร้างกลไกปราบโกง จึงมีปัญหาว่าจะเอาส่วนไหนของฉบับใด เพราะที่มาและบริบทของแต่ละฉบับล้วนแตกต่างกัน หากนำมายำรวมกันคงยุ่ง ไม่รู้ว่าหน้าตาร่างรัฐธรรมนูญฉบับยำรวมจะออกมาอย่างไร เพราะไม่รู้ว่าจะเอาส่วนไหนของแต่ละฉบับมาบ้าง เรียกว่า “ยากต่อการคาดเดา” จะแรงขนาดไหนใครจะรู้ และถ้าเกิดหนักกว่าเดิม ไปเอาของแรงจากทุกฉบับมาใช้ มันจะยุ่งกันไปใหญ่ และจะเกิดการเลือกตามอำเภอใจของคนเลือกหรือไม่ โดยไม่ได้มีหลักเกณฑ์ยึดโยงกับประชาชน

อีกทั้งข้อเสนอให้ยำรวมรัฐธรรมนูญและร่างรัฐธรรมนูญหลายฉบับเข้าด้วยกัน โดยที่ยังไม่ตกผลึกว่าจะมีรูปโฉมเป็นอย่างไร ยิ่งเป็นข้อเสนอที่เลื่อนลอย ทำจริงไม่ง่ายและยากจะเป็นไปได้และไม่ใช่คำตอบว่า ทุกอย่างจะเรียบร้อย อย่างเช่นที่ “วิษณุ” บอกว่า เมื่อนำรัฐธรรมนูญมายำรวมกัน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื้อหา 2 ใน 3 คงเหมือนเดิมกับที่เคยมีมา แต่ปัญหาสำคัญคือ แล้วอีก 1 ใน 3 ที่เพิ่มเข้ามาคืออะไร เอามาจากไหน ดังนั้นในความจริงไม่อาจรู้ได้ล่วงหน้าว่า หน้าตาร่างรัฐธรรมนูญฉบับยำรวม จะออกมาอย่างไร เรียกว่ายากต่อการคาดเดา เพราะไม่รู้ว่าจะเอาส่วนไหนของแต่ละฉบับมาบ้าง ยาจะแรงขนาดไหนใครจะรู้ และถ้าไปเอาของแรงจากทุกฉบับมาผสมกัน ก็จะยิ่งหนักกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เคยมีมา

นอกจากนี้ ถ้ายำได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วประกาศใช้เลยโดยไม่มีการทำประชามติอีก ผลที่ตามมาคือ ความชอบธรรมในสายตาของต่างประเทศรวมทั้งในประเทศก็จะไม่มี ผลสะเทือนตามมาทางการเมืองจะมีมาก

จึงเห็นว่า ไม่ควร “ยำรวม” แต่ควรจะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ โดยอาจจะใช้วิธีเอาเนื้อหาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือปี 2550 มาเป็นต้นแบบก็ได้ แล้วประกาศใช้ โดยที่รัฐบาลไม่ควรกลัวว่าจะ “เสียหน้า” จากการเอารัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกฉีกโดยคณะรัฐประหารกลับมาใช้อีกแต่อย่างใด

ข้อควรรู้กับประชามติร่างรธน.

Published April 19, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160415/225899.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 15 เมษายน 2559
ข้อควรรู้กับประชามติร่างรธน.

มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : ข้อควรรู้กับประชามติร่างรธน. : โดย…สำนักข่าวเนชั่น

                    ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอให้วันที่ 7 สิงหาคมนี้ เป็นวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและอนุมัติให้ใช้งบกลางจำนวน 2,991 ล้านบาทในการที่ กกต.จะดำเนินการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
                    หลังจากนี้ หน่วยงานหลักที่จะเกี่ยวข้องกับการดำเนินการจัดทำประชามติก็คือ กกต. ทั้งนี้ กกต.เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญและคำอธิบายร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นสาระสำคัญ รวมถึงหนังสือการ์ตูนอินโฟกราฟฟิก ตลอดจนคำถามพ่วงประชามติ และคำอธิบายคำถามพ่วงประชามติ จำนวนอย่างละ 4 ล้านชุด ซึ่งจะพิมพ์เสร็จและพร้อมแจกจ่ายในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ ส่วนเอกสารแจ้งเจ้าบ้านถึงการเป็นผู้มีสิทธิ์ลงประชามติมีจำนวน 17 ล้านเล่ม จะแจกจ่ายได้ 15 วันก่อนวันที่ 7 สิงหาคม
                    และยังมี “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญมากับมือ จะทำหน้าที่จัดเวทีเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญโดยจะร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีทั้งหมด 39 เวที ตามจังหวัดต่างๆ
                    สำหรับสิ่งที่ประชาชนอย่างเราๆ ควรรู้เกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ คือ นอกจากการศึกษาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “คำถามพ่วง” เพื่อจะได้ใช้สิทธิออกเสียงได้อย่างถูกต้องแล้ว ก็ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติิการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ…. ด้วย เพราะร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ จะเป็นการวางกฎกติกาเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติว่า อะไรทำได้หรือไม่ได้ และผู้ที่กระทำผิดตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ต้องได้รับโทษหนัก มีโทษถึงจำคุก
                    ทั้งนี้หลักของ ร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯ ก็คือ “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย” เพื่อให้บุคคลสามารถเผยแพร่ความคิดเห็นของตนเองที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญได้แต่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย
                    ยกตัวอย่าง เช่น การพูดว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามตินั้นสามารถทำได้ เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่เข้าข่ายการชี้นำ
                    แต่ถ้าบุคคลใดดำเนินการเผยแพร่ ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ โซเชียลมีเดีย หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง บิดเบือน หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อผู้มีสิทธิออกเสียง ออกเสียงไปในทางใดทางหนึ่ง ตาม ร่าง พ.ร.บ.ประชามติฯ ให้ถือว่า บุคคลนั้นกระทำการก่อให้เกิดความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งมีโทษหนักจำคุกไม่เกิน 10 ปีและปรับไม่เกิน 200,000 บาท
                    นอกจากนั้น การกระทำในลักษณะต่อไปนี้ ก็ผิดร่าง พ.ร.บ.ประชามติฯ ทั้งสิ้น เช่น การขัดขวางประชามติ, ให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงไปในทางใดทางหนึ่ง, รับเงินหรือผลประโยชน์ในการออกเสียงประชามติ มีโทษถึงจำคุก
                    อย่างไรก็ตาม ปัญหาว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ ยังมีปัญหาในเรื่องความชัดเจน โดยเฉพาะเส้นแบ่งระหว่าง “การแสดงและเผยแพร่ความคิดเห็นโดยสุจริต” ซึ่งทำได้ กับ “การชี้นำ” ที่มีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องเร่งสร้างความชัดเจนในเรื่องนี้
                    เพราะหากไม่ชัดเจน ก็จะมีการหยิบเอาช่องโหว่นี้ มาเลือกปฏิบัติ เล่นงานฝ่ายตรงข้ามได้ ..!!!
————————–
(มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : ข้อควรรู้กับประชามติร่างรธน. : โดย…สำนักข่าวเนชั่น)

‘การขัดกันแห่งผลประโยชน์’

Published April 19, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160414/225876.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน 2559
'การขัดกันแห่งผลประโยชน์'

มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : ‘การขัดกันแห่งผลประโยชน์’ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น

                    ในร่างรัฐธรรมนูญส่วนที่ว่าด้วยการควบคุมการใช้อำนาจรัฐ  มีการกำหนดบทบัญญัติไว้เฉพาะ เหมือนเป็นคู่มือว่าสิ่งใดห้ามทำ เพราะหากทำแล้วจะเป็นความผิดเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ โดยหมวดที่ว่าคือหมวดที่ว่าด้วย “การขัดกันแห่งผลประโยชน์”
                    ในหมวดนี้กำหนดไว้ เพียง 4 มาตรา แต่กำหนดเรื่องราวที่ห้ามทำไว้หลายเรื่อง ประกอบด้วย มาตราแรก มาตรา 184 บัญญัติห้าม ส.ส. และ ส.ว.  ไม่ให้  1.ไม่ดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
                    (2) ไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
                    (3) ไม่รับเงินหรือประโยชน์ใดๆ จากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษ
                    (4) ไม่กระทำการใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม อันเป็นการขัดขวาง หรือแทรกแซงการใช้สิทธิหรือเสรีภาพของสื่อมวลชน
                    โดยข้อห้ามเช่นว่าให้ขยายนำมาใช้กับ คู่สมรส และบุตรของ ส.ส. และ ส.ว.ด้วย ที่สำคัญรวมถึงนอมินี หรือผู้ที่รับทำแทน ส.ส. และส.ว. ด้วย
                    นอกจากนี้มาตรา 185 กำหนดห้าม ส.ส. ส.ว. ใช้สถานะ หรือตำแหน่ง อันมีลักษณะ ที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง
                    ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในเรื่องดังต่อไปนี้
                    (1) การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการ หรือหน่วยงานรัฐ
                    (2) กระทำการในลักษณะที่ทำให้ตนมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงินงบประมาณ หรือให้ความเห็นชอบในการจัดทาโครงการใดๆ ของหน่วยงานของรัฐ เว้นแต่เป็นการดำเนินการ ในกิจการของรัฐสภา
                    (3) การบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือนหรือการให้พ้นจากตำแหน่งของข้าราชการ
                    ซึ่งข้อห้ามตามมาตรา 185 นี้  ในมาตรา 186 ระบุว่าให้นำมาใช้กับรัฐมนตรีด้วย  เว้นแต่เป็นการกระทำตามหน้าที่ หรือตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้
                    มาตรา 187 กำหนให้รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือไม่คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่อไปตามจานวนที่กฎหมายบัญญัติ และต้องไม่เป็นลูกจ้างของบุคคลใด  หากใครที่ประสงค์จะได้รับประโยชน์ต่อไปก็ให้ แจ้งประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบภายในสามสิบวันนับแต่ วันที่ได้รับแต่งตั้ง และให้โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทดังกล่าวให้แก่นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และรัฐมนตรีจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทไม่ว่าทางใดไม่ได้
                    ข้อห้ามตามมาตรานี้รวมถึงคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะขอรัฐมนตรี และการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่อยู่ในความครอบคอรองหรือดูแลของบุคคลอื่น ซึ่งหมายถึงการถือหุ้นผ่าน “นอมินี” นั่นเอง
                    ใครจะมาเล่นการเมืองต้องจำไว้ให้แม่น  ว่าไม่เฉพาะตัวเท่านั้น แต่คู่สมรส บุตร หรือ “นอมินี” ก็เข้าข่ายทั้งสิ้น
————————
(มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : ‘การขัดกันแห่งผลประโยชน์’ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น)

เสียงตัดสินประชามติ

Published April 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160413/225816.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 13 เมษายน 2559
เสียงตัดสินประชามติ

มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : เสียงตัดสินประชามติ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น

                    การที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาแถลงแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำถามพ่วงประชามติ และบางประเด็นของร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดคำถามตามมา 2 คำถาม
                    คำถามแรก ประชาธิปัตย์จะโหวตอย่างไรต่อ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ในการทำประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม หลังจากชัดเจนว่าจะโหวตไม่เห็นด้วยกับคำถามพ่วง
                    จากท่าทีของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่แถลงออกมา ถูกเรียกว่า “แทงกั๊ก” คือยังไม่บอกชัดๆ ว่าการไม่เห็นด้วยกับบางประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญจะทำให้โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่
                    จากการตรวจสอบเชิงลึกในพรรคพบว่าในพรรคเองยังมีความเห็นหลากหลาย แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ
                    1.กลุ่มผู้ใหญ่ของพรรค เช่น ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน และจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ ไม่เห็นด้วยทั้งคำถามพ่วงและร่างรัฐธรรมนูญ ต้องการให้พรรคโหวตไม่เอาทั้งคำถามพ่วงและร่างรัฐธรรมนูญ
                    2.กลุ่มของอภิสิทธิ์ ไม่เห็นด้วยทั้งคำถามพ่วงและร่างรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับกลุ่มแรก จะโหวตไม่เห็นด้วยกับคำถามพ่วง แต่ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ชัดเจนเหมือนกลุ่มแรก อย่างไรก็ตาม “บางคน” ที่ใกล้ชิดอภิสิทธิ์เชื่อว่า สุดท้ายกลุ่มนี้จะโหวตสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ต้องการออกมาแสดงความเห็นบ้าง
                    3.กลุ่มใกล้ชิด “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาธิการ กปปส. ซึ่งแม้สุเทพจะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว แต่ยังมีอิทธิพลกับสมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อย กลุ่มนี้สนับสนุนทั้งคำถามพ่วงและร่างรัฐธรรมนูญ โดยสุเทพได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนผ่านรายการ “คิดต่างระหว่างบรรทัด” ทางช่องฟ้าวันใหม่เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
                    อีกคำถาม คือ การโหวตของพรรคประชาธิปัตย์จะส่งผลต่ออนาคตร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร
                    ดูจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาและข้อมูลล่าสุด สามารถแบ่งกลุุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงได้เป็น 3 กลุ่มพอๆ กัน คือ กลุ่มพรรคเพื่อไทย กลุ่มพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต้องยอมรับว่าวันนี้มวลชนส่วนหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุน คสช.อยู่ด้วย และกลุ่มที่สาม คือ กลุ่มกลางๆ มีทั้งคนที่ปกติไม่ออกมาใช้สิทธิ์ ที่ถูกเรียกว่า “ไทยเฉย” และคนที่ยังไม่ตัดสินใจ
                    ตอนนี้ คสช.กำลังพยายามให้คนออกมาออกเสียงลงประชามติให้มากที่สุด โดยหวังว่าคนกลุ่มนี้จะโหวตสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ อย่างที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” พูดเมื่อวันก่อนว่า “คนที่อยู่ตรงกลางจะเชื่อเขา(นักการเมือง)หรือเชื่อผม”
                    ทั้งนี้การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เพียง 57.6 เปอร์เซ็นต์
                    ตอนนี้กลุ่มเพื่อไทยมีจุดยืนชัดเจนและมีเอกภาพว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแน่ หากมีคนจากกลุ่มพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมโหวต “คว่ำ” ร่างรัฐธรรมนูญด้วย ก็จะทำให้โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านประชามติยิ่งยากขึ้น
                    แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะบอกว่า “ถ้าประชามติไม่ผ่านอำนาจก็อยู่ที่ผม” แต่ถ้าให้เลือก “บิ๊กตู่” ก็คงอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่าน!
———————–
(มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : เสียงตัดสินประชามติ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น)

เมื่อ ‘ประชาธิปัตย์’ คัดค้าน

Published April 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160412/225760.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 12 เมษายน 2559
เมื่อ 'ประชาธิปัตย์' คัดค้าน

มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : เมื่อ ‘ประชาธิปัตย์’ คัดค้าน : โดย…สำนักข่าวเนชั่น

                    กลายเป็นงานยากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” เมื่อมีใครบางคนหวังสูง ใส่คำถามพ่วงเจ้าปัญหาเข้าไปอีกหนึ่งคำถาม โดยถามแบบสรุปง่ายๆ ว่าจะให้ ส.ว.ร่วมลงมติเลือกนายกฯ ด้วยหรือไม่
                    งานนี้หลายฝ่ายออกมาคัดค้านทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง  ไม่ว่าจะเป็นขาเก่าอย่าง “เพื่อไทย” หรือ  “นิติราษฎร์”  แต่ที่น่าสนใจคือ ขณะนี้มีผู้เล่นรายใหม่กระโดดเข้ามาร่วมวงไม่เห็นด้วยทั้งกับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง  ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นคนคุ้นเคยกับผู้มีอำนาจอย่างพรรคประชาธิปัตย์
                    พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจเข้าร่วมในเกมนี้หลังจากที่สนช.มีมติเรื่องคำถามพ่วงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา นับจากวันนี้ พวกเขาก็ออกมาวิพากษ์ถึงความไม่เหมาะสมของคำถามพ่วง และล่าสุดเมือวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา พวกเขาก็เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ  นำโดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค
                    ประเด็นที่แถลงคัดค้านมีสามเรื่องประกอบด้วย   1.เรื่องพ.ร.บ.ประชามติ ได้พยายามชี้ว่าการทำประชามติ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมด้วยกระบวนการที่เสรีและเป็นธรรม แต่เนื้อหาตามร่างพ.ร.บ.ประชามติ ทำให้ประชาชนสับสนว่าสิ่งใดที่ห้ามทำหรือเป็นการชี้นำ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ กกต.ออกมายืนยันว่าประชาชนสามารถใช้สิทธิแสดงออกได้ มิเช่นนั้นการทำประชามติจะไม่ชอบธรรม
                    2.เรื่องคำถามพ่วง เป็นสิ่งที่พวกเขาพูดชัดที่สุดว่า  “พรรคไม่เห็นด้วยและไม่รับคำถามพ่วงประชามติที่ให้ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกฯ” และระบุด้วยว่า “ประชาชนสมควรลงมติไม่รับคำถามนี้”
                    ทั้งนี้ได้ให้เหตุผลว่า หากให้ส.ว.เลือกนายกฯ เป็นการให้ ส.ว. และส.ส.มีสิทธิมีเสียงเท่ากัน เท่ากับเป็นการลบล้างเจตจำนงของประชาชน นอกจากนี้จะเป็นการสร้างปัญหาขึ้นในอนาคต ไม่ว่า ส.ว.จะจับมือกับพรรคเสียงข้างมากหรือข้างน้อยก็มีปัญหาทั้งสิ้น เช่นหากจับมือกับเสียงข้างน้อยตั้งนายกฯ ก็จะทำให้รัฐบาลทำงานยาก จะมีปัญหาเรื่องการผ่านกฎหมาย รวมถึงญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือหากให้ ส.ว.จับมือกับพรรคเสียงข้างมากก็จะได้เผด็จการรัฐสภา ลดอำนาจเสียงข้างน้อยในการคานอำนาจ
                    ส่วนเรื่องที่ 3 เรื่องรัฐธรรมนูญ  แม้จะพูดไม่ชัด แต่พวกเขาก็ใช้คำว่า “ไม่เห็นด้วย” กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้  โดยระบุว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี
                    อย่างไรก็ตาม “อภิสิทธิ์” เลือกที่จะอธิบายเหตุผลที่ไม่พูดให้ชัดเจนว่าจะรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญว่า เพราะยังมีกระบวนการ ปัจจัย และสถานการณ์ทางการเมืองเกี่ยวข้องอีก โดยต้องการให้ คสช.พูดให้ชัดว่าหากไม่รับร่างจะมีหลักประกันอะไรว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปจะไม่เลวร้ายไปกว่านี้
                    แค่นี้ก็น่าที่จะชัดเจนเพียงพอว่าเป็นท่าทีที่แรงที่สุดเท่าที่พรรคประชาธิปัตย์จะทำได้แล้วในสถานการณ์เช่นนี้
                    น่าสนว่าจากนี้ “มวลชน” หรือ “ฐานเสียง” ของพรรคประชาธิปัตย์จะเลือกเดินหน้าไปในทางใด เพราะสิ่งที่ต้องยอมรับคือผู้ที่สนับสนุนของพรรคประชาธิปัตย์ และคสช.มีความเหลื่อมซ้อนและแทบจะทาบทับเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อถึงเวลาต้องเลือก พวกเขาจะทำตามที่ใครบอก
                    แน่นอนว่าหากทำตามที่พรรคประชาธิปัตย์โน้มน้าว เมื่อบวกกับฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยแล้ว การผ่านร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงอาจจะไม่ได้ง่ายเหมือนที่ใครบางคนฝันหวานเอาไว้
———————–
(มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : เมื่อ ‘ประชาธิปัตย์’ คัดค้าน : โดย…สำนักข่าวเนชั่น)
%d bloggers like this: