ภูมิปัญญาท้องถิ่น

All posts tagged ภูมิปัญญาท้องถิ่น

“โจ๊ะมาโลลือหล่า” ของคนปกากะญอ บ้านสบลาน

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

รศ.ดร.บุญยงค์ เกศเทศ

“โจ๊ะมาโลลือหล่า” ของคนปกากะญอ บ้านสบลาน

หมู่บ้านสบลาน ตั้งอยู่กลางหุบเขา มีภูเขาล้อมรอบหลายเทือก เช่น ดอยกะจื่อโจ๊ะ ผาลาย ม่อนดอก สามม่วง ป่าช้าลัวะ ห้วยหมี ห้วยโป่ง สันโป่ง สามธง ผาแดง สันซาง ผาหลวง สันก๋อย ผาผึ้ง ดอยสาม เป็นต้น กำเนิดของลำห้วยน้อยใหญ่หลายสาย แต่ละสายต่างไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำ 3 สาย แม่น้ำลานเงิน แม่ลานคำ และแม่ลานหลวง ทั้ง 3 สาย ไหลหลั่งพรั่งพรูมารวมกันเป็นแม่น้ำขาน แล้วไหลลงสู่แม่น้ำปิง

โดยเฉพาะแม่น้ำลานหลวงและแม่น้ำลานคำ ไหลมาจากพื้นที่ดอยสูง เหนือหมู่บ้านเป็นที่ตั้งของ “ศูนย์โจ๊ะมาโลลือหล่า” หรือ “โรงเรียนวิถีชีวิตของชุมชน” ถัดจากหมู่บ้านเป็นนาข้าว ไร่หมุนเวียน ป่าใช้สอย ป่าความเชื่อ ป่าอนุรักษ์ ลำดับมาเป็นชั้นๆ

บ้านสบลาน อยู่ห่างจากเทศบาลตำบลสะเมิงใต้ เพียง 14 กิโลเมตร ใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ประปาภูเขา ใช้น้ำฝนและน้ำบ่อในการบริโภค ถนนส่วนใหญ่เป็นลูกรัง สลับคอนกรีตบางช่วง ชาวบ้านเดินเท้าและรถจักรยานยนต์ หากมีคนเจ็บป่วยชาวบ้านจะรักษาด้วยสมุนไพรและคาถาอาคมทางไสยเวทย์ ยกเว้นอาการไม่ดีขึ้นจึงส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลสะเมิง

ย้อนหลังไปราวสัก 200 ปี บริเวณนี้เคยเป็นถิ่นอาศัยของชาวละว้า จากหลักฐานซากวัดเก่าที่มีอยู่ สันนิษฐานกันว่า ผู้คนย้ายหนีเพราะเกิดโรคระบาด ต่อมาราวปี พ.ศ. 2400 ครอบครัวกลุ่มชาติพันธุ์ปกากะญอ จากบ้านห้วยหยวก ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานพร้อมกับตั้งชื่อบ้านว่า “สบลาน” เนื่องมาจากการที่แม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำลานหลวงและแม่น้ำลานคำ ไหลมา “สบ” หรือบรรจบกันบริเวณนี้

บ้านสบลาน เป็นต้นแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติทั้งลุ่มน้ำ สามารถนำคุณค่าธรรมชาติ เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตได้อย่างสอดคล้อง ทั้งความเชื่อ พิธีกรรม/ประเพณี การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันทั้งชุมชน เพื่อการอยู่รอดอย่างยั่งยืน ใช้โครงสร้างทางสังคม ความเชื่อที่เคารพธรรมชาติ ผ่านสำนึก เคารพและเกรงกลัวต่ออำนาจธรรมชาติที่เรียกว่า “ผี” มีคำสอนที่เป็นชุดความรู้พื้นถิ่นของชาติพันธุ์ปกากะญอที่สืบสานส่งทอดกันมากกว่า 700 ปี ทั้งในรูป “นิทาน” และ “ทา” หรือ “ลำนำของชนเผ่า” มีการจัดทรัพยากรธรรมชาติโดยการทำไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นการจัดการ ดิน น้ำ ป่า สัตว์ป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ และการอนุรักษ์ควบคู่การใช้ทรัพยากรเหล่านั้นอย่างยั่งยืน

ในพื้นที่ป่าของชุมชนบ้านสบลานจำนวนราว 10,000 ไร่ นั้นพบว่า ประมาณ 50% จัดแบ่งเป็นพื้นที่ความเชื่อของผู้คนปกากะญอออกเป็นหลายป่า ทั้งป่าผีบรรพชน ป่าช้าผู้ใหญ่ ป่าสะดือ ป่าช้าเด็ก รวมไปถึงป่าอนุรักษ์ถาวรที่ห้ามใครรบกวน และป่าอนุรักษ์ที่ให้ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเสรี

สำหรับการเพาะปลูกในระบบไร่หมุนเวียนของปกากะญอ บ้านสบลานนั้น ใช้พื้นที่เพาะปลูกในช่วงระยะหนึ่ง จากนั้นจะย้ายไปพื้นที่ใหม่ เพื่อปล่อยให้ดินคืนความสมบูรณ์ โดยทิ้งระยะพักฟื้นราว 7 ปี ไร่ที่รอการฟื้นตัวเรียกว่า “ไร่เหล่า” ระหว่างรอจะหมุนเวียนไปใช้พื้นที่แปลงอื่นเพาะปลูก เมื่อครบ 7 ปี จึงหมุนเวียนกลับคืนมาใช้เพาะปลูกอีกครั้ง วิธีนี้ช่วยรักษาความหลากหลายของระบบนิเวศคืนสู่สภาพเดิม ต้นไม้จะเติบโตในช่วงเวลาที่เป็นไร่เหล่า กลายเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่

อย่างไรก็ดี พื้นที่ไร่หมุนเวียนดั้งเดิมนี้จะตกทอดจากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูกหลาน หากต้องการทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ใหม่จะต้องได้รับการยินยอมจากชุมชนและทำตามกฎข้อห้ามในการเลือกพื้นที่ ถือเป็นอุบายอันแยบยล เช่น ห้ามเลือกพื้นที่ที่มีน้ำขัง เพราะเชื่อว่าเป็นการลบหลู่ผีน้ำ ห้ามเลือกพื้นที่กิ่วดอย เพราะเชื่อว่าเป็นทางเดินของผี เป็นที่อัปมงคล หากฝืนทำจะได้ผลผลิตน้อย เป็นต้น

นอกจากทำไร่หมุนเวียนแล้ว ชาวปกากะญอยังให้ความสำคัญกับการทำนา พื้นที่นาในบ้านสบลานจัดโซนอยู่รอบหมู่บ้าน อาศัยเหมืองฝายนำน้ำเข้านา เป็นระบบธรรมชาติที่ใช้วิธีขุดร่องน้ำลัดเลาะตามชายเขา ผันน้ำจากลำห้วยเข้ามายังนาข้าว ในเดือนพฤษภาคมของทุกปีจะมีพิธีเลี้ยงผีฝายเพื่อให้มีน้ำอุดมสมบูรณ์

พะตีต๋าแยะ ผู้นำปกากะญอ บ้านสบลาน เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มองว่าถ้าให้เด็กออกไปเรียนข้างนอกทั้งหมด “ป่าไม่อยู่แน่” จึงสร้างโรงเรียน “โจ๊ะมาโลลือหล่า” หมายถึง โรงเรียนแห่งวิถีชีวิต สอนให้เด็กรักท้องถิ่น เพื่อต้องการให้ผืนป่าคงอยู่

อาจกล่าวได้ว่า การจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้วิถีวัฒนธรรมมาเป็นต้นแบบสอดคล้องกับการดำรงชีพ ส่งผลให้ผู้คนกินดีอยู่ดี เด็กๆ ต่างก็เล่าเรียนในโรงเรียนที่สร้างสำนึกรักท้องถิ่น เป็นที่หวังได้ว่าป่าและสายน้ำในพื้นที่บ้านสบลาน คงอยู่รอดปลอดภัยแน่

เมื่อลำห้วยคะคางวิกฤต ทั้งสารพิษและโลหะหนัก พรั่งพรูสู่อ่างแก่งเลิงจานและแม่น้ำชี

Published January 14, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

เมื่อลำห้วยคะคางวิกฤต ทั้งสารพิษและโลหะหนัก พรั่งพรูสู่อ่างแก่งเลิงจานและแม่น้ำชี

ลำห้วยคะคาง เกิดจากเนินดินสันปันน้ำ “โคกแบ่ง” ที่ทอดตัวในแนวนอนจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก จากเขตพื้นที่อำเภอวาปีปทุม และอำเภอบรบือ โดยมีลำรางธรรมชาติที่เป็นลำห้วยสาขาถึง 7 สาย มี ห้วยเครือซูด ห้วยหนองหิน ห้วยปลาคูน ห้วยโจด ห้วยหนองแสง ห้วยหนองปลิง และห้วยน้อย นอกจากจะเป็นสันเนินดินกักเก็บน้ำแล้ว ยังเป็นแนวเขตแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำชีกับลุ่มน้ำมูลอีกด้วย ลำห้วยคะคางมีความยาวตลอดสายเกือบ 50 กิโลเมตร ไหลจาก “อ่างเก็บน้ำห้วยคะคาง” หรือ “อ่างโคกก่อ” ที่หัวสันเขื่อนอยู่ในพื้นที่ตำบลโคกก่อ เชื่อมโยงไปยังตำบลบัวค้อ อำเภอเมืองมหาสารคาม อันเป็นบริเวณท้ายเขื่อน จากเนินดินและอ่างต้นน้ำส่งสายน้ำให้ไหลผ่านพื้นที่หลายหมู่บ้านในตำบลโคกก่อ ตำบลหนองโน ตำบลหนองปลิง ตำบลแวงน่าง จากนั้นจึงไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน ที่บ้านท่าแร่ ตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นพื้นที่ชลประทานและคลองส่งน้ำ เพื่อการเกษตรและการประมงถึง 4,500 ไร่

ลำห้วยคะคางเป็นเพียงลำห้วยสายเดียวที่ไหลผ่านกลางเมืองในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม มีสถานศึกษาหลายแห่งต้องอาศัยแหล่งน้ำจากลำห้วยสายนี้ ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ วิทยาลัยพลศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วิทยาลัยอาชีวศึกษา เป็นต้น ก่อนไหลผ่านพ้นไปออกนอกตัวเมือง เปลี่ยนวิถีการไหลจากแนวตะวันตกไปสู่ตะวันออก ผ่านพื้นที่ตำบลลาดพัฒนา ตำบลเขวา ออกไปเชื่อมกับลำน้ำชี ที่บริเวณบ้านท่าตูม ตำบลท่าตูม อำเภอเมืองมหาสารคาม

อ่างเก็บน้ำทั้งสองแห่งที่เป็นแหล่งต้นน้ำของห้วยคะคางคือ อ่างเก็บน้ำห้วยคะคาง หรืออ่างโคกก่อ และอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน สำหรับอ่างโคกก่อนั้นอยู่บริเวณบ้านโคกก่อ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีปริมาณพื้นที่รับน้ำฝนได้ถึง 72.50 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 0.956 ตารางกิโลเมตร หรือ 597 ไร่ มีความจุ 4.126 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วนอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจานอยู่ในเขตบ้านโนนหัวฝาย ตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม มีปริมาณพื้นที่รับน้ำฝนได้ 208 ตารางกิโลเมตร ความจุในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 3.04 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,900 ไร่ ในขณะที่ทั้งสองอ่างเก็บน้ำและลำห้วยคะคางอยู่ในเขตพื้นที่การปกครองท้องถิ่นถึง 11 องค์กร มี องค์การบริหารส่วนตำบลบัวค้อ องค์การบริหารส่วนตำบลโคกก่อ องค์การบริหารส่วนตำบลดอนหว่าน องค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลิง องค์การบริหารส่วนตำบลแวงน่าง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองโน องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งเลิงจาน เทศบาลเมืองมหาสารคาม องค์การบริหารส่วนตำบลลาดพัฒนา เทศบาลตำบลเขวา และองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม ซึ่งทั้ง 11 องค์กร มีประชากรราว 150,000 คน ใน 2,000 ครัวเรือน

จากข้อมูลดังกล่าวได้พบข้อเท็จจริงหลายประการ เป็นต้นว่า เกษตรกรได้เพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวเกือบเต็มบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ ทำให้ผืนป่าต้นน้ำซึ่งมีพื้นที่รวมราว 5,000 ไร่ ถูกทำลายเสื่อมโทรมเกือบสิ้นเชิง มีป่าชุมชนบ้านหนองคูณ ป่าหนองโน-อีดำ เป็นต้น อีกทั้งยังมีการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างรุนแรงส่งผลต่อคุณภาพน้ำ เกิดการพังทลายของหน้าดิน ส่งผลให้ลำห้วยสาขาตื้นเขิน เกิดปัญหาน้ำท่วมหลากในฤดูฝน พลังน้ำไหลเร็วและแรง ครั้นถึงฤดูแล้งลำห้วยสาขากลับแห้งผาก เหลือเพียงบริเวณฝายในลำห้วย แต่ก็ไม่อาจใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรกรรมได้มายาวนานกว่า 3 ปีต่อเนื่องกัน

ประการสำคัญอันเป็นปัญหาที่แผ่กระจายในวงกว้างเกือบทุกสังคมคือเรื่องราวของขยะ โดยเฉพาะบ่อขยะขนาดพื้นที่เกือบ 50 ไร่ ที่อยู่บริเวณต้นน้ำของลำห้วยคะคาง ที่เริ่มกลายเป็นพื้นที่ทิ้งขยะของ 19 หน่วยงาน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 ซึ่งส่งผลให้น้ำพาสิ่งปฏิกูลอันเป็นมลพิษไหลลงสู่ลำห้วยร่องน้ำสาขา ตลอดจนไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจานอันเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคหลักของคนในทุกเขตพื้นที่ โดยขาดการแก้ไขอย่างถูกวิธี จนในที่สุดก็เกิดความขัดแย้งของคนในพื้นที่กับหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างรุนแรงในปี พ.ศ. 2550 จนชาวบ้านต้องสูญเสียผู้นำ เรื่องราวจึงเงียบไปสักระยะ จนถึงปี พ.ศ. 2558 เกิดวิกฤตขยะล้น น้ำเน่าไหลลงอ่างน้ำสาธารณะ ถึงกับมีการเจรจาทำข้อตกลงกันถึง 9 ข้อ แต่ก็ดูจะยังไม่ขับเคลื่อนไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาสักเท่าใดนัก

เนื่องจากลำห้วยคะคางเป็นเพียงลำน้ำสายเดียวที่ไหลผ่านเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม ซึ่งมีประชากรหนาแน่น อีกทั้งลำห้วยคะคางและลำรางสาขาก็ไหลผ่านพื้นที่กลางเมือง เป็นต้นว่า คลองสมถวิล กุดนางไย กุดหว้า ต่างได้กลายเป็นพื้นที่รองรับน้ำเสียจากชุมชนเมือง ทำให้น้ำเน่าเสียสะสม ตะกอน ผักตบชวา ก่อนจะไหลเอื่อยๆ ลงสู่แม่น้ำชี บริเวณบ้านท่าประทาย และในพื้นที่ตำบลท่าตูม อำเภอเมือง ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 20 กิโลเมตร

วิกฤตดังกล่าวเห็นทีจะต้องให้หน่วยงานทุกองค์กร ทั้งส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการ ตลอดจนสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงประชาชนที่เป็นเกษตรกรและผู้ใช้น้ำในชุมชนเมือง ควรได้ตระหนักถึงปัญหาและหันหน้าเข้ามาใส่ใจ และร่วมมือกันอย่างจริงจัง แก้ไขด้วยสันติวิธี ทำนองปรองดอง เพื่อสุขภาวะของตัวเราเองและสังคมส่วนรวม

“หนองหานหลวง” แก้มลิงขนาดใหญ่ ในแอ่งสกลนคร วิถีพัฒนาที่ทำให้ภูมิปัญญาล่มสลาย

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

“หนองหานหลวง” แก้มลิงขนาดใหญ่ ในแอ่งสกลนคร วิถีพัฒนาที่ทำให้ภูมิปัญญาล่มสลาย

“หนองหาน” หรือ “หนองหานหลวง” ในเขตพื้นที่จังหวัดสกลนคร เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 360,000 ไร่ หรือประมาณ 250 ตารางกิโลเมตร นับเป็น 1 ใน 3 ของบึงน้ำจืดในประเทศ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนกว๊านพะเยา ในพื้นที่จังหวัดพะเยา เป็นลำดับที่ 3

พื้นที่ส่วนใหญ่ของหนองหานรับน้ำที่ไหลมาจากภูหลุบช้างเทือก เขาภูพาน อันเป็นสันปันน้ำที่อยู่ในแนวทิศตะวันตกเฉียงใต้ ลักษณะของพื้นที่ลุ่มน้ำหนองหานในทางทิศใต้และทิศตะวันตกเป็นแนวต่อเขตจากเทือกภูพาน ที่ลาดเอียงลงมาสลับกับเนินลูกคลื่นลอนสูง ลดหลั่นลงไปหาที่ราบลุ่มริมหนองหาน บริเวณนี้มีลักษณะสภาพเป็นป่าโคกและป่าดิบแล้ง สลับกับพื้นที่เกษตรกรรม ส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำทางทิศเหนือและตะวันออก มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มรอบหนองหาน สลับด้วยพื้นที่เนินลาดต่ำ และมีร่องน้ำลึกเชื่อมต่อ ระหว่างหนองหานกับลำน้ำก่ำ

อันที่จริงมีลำน้ำไหลลงสู่หนองหานหลายสาย เช่น ทางทิศใต้มี ลำน้ำพุง ห้วยคำรบ ห้วยสะเล ห้วยเฮ ห้วยเดียก ห้วยนาหลุบ เป็นต้น ทางทิศตะวันตกมี ห้วยโมง ห้วยกะป๊อด ห้วยสมอ ทางทิศเหนือมี ห้วยลาก ห้วยม่วง ห้วยขีน ห้วยแนบ ห้วยน้ำลอง ส่วนทางทิศตะวันออกมี ห้วยซ่งน้ำพุ ลำน้ำก่ำเป็นเพียงสายน้ำเดียวที่ไหลออกจากหนองหานลงสู่แม่น้ำโขง ที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม มีความยาวประมาณ 120 กิโลเมตร

บริเวณกลางหนองหาน มีดอน หรือเกาะกลางน้ำขนาดแตกต่างกันหลายแห่ง เช่น ดอนสวรรค์ใหญ่ ดอนสวรรค์น้อย ดอนหัน ดอนผลาญ ดอนไซพอ ดอนหวาย ดอนขาม ดอนงิ้ว ดอนกระโจ ดอนเล้า เป็นต้น

ชื่อ “หนองหาน” ปรากฏในสมัยขอมเรืองอำนาจ มีตำนานเล่าขานถึงเมืองสกลนคร กล่าวถึง ขุนขอมราชนัดดาพระเจ้ากรุงอินทปัฐนคร พาบริวารมาสร้างเมืองขึ้น ณ ริมหนองหานหลวง ตรงบริเวณ “ท่านางอาบ” แล้วตั้งชื่อว่า “เมืองหนองหานหลวง” ขุนขอมผู้เป็นเจ้าเมือง มีโอรสชื่อ “เจ้าสุระอุทกกุมาร” ขณะประสูติได้เกิดอัศจรรย์ขึ้นสองประการ

ประการแรก เจ้าสุระอุทกกุมารทรงพระขรรค์มาพร้อมด้วย ประการที่สอง มีน้ำพุขึ้นกับที่ใกล้ริมเมือง ต่อมาประชาชนเรียกขานบริเวณที่มีน้ำพุว่า “ทรงน้ำพุ” เจ้าสุระอุทกได้ขึ้นครองราชย์แทนบิดา มีพระนามว่า “พระยาสุระอุทก” มีพระโอรส 2 องค์ องค์ใหญ่มีนามว่า “เจ้าภิงคาระ” ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าเมืองหนองหานหลวง ทรงพระนามว่า “พระยาสุวรรณภิงคาร” ส่วนองค์น้องมีนามว่า “เจ้าคำแดง” ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองหนองหานน้อย ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เมืองหนองหานหลวงกับเมืองหนองหานน้อย จึงเป็นเมืองพี่ เมืองน้องสืบต่อมา

ส่วนในตำนาน “อุรังคธาตุ” หรือตำนานกำเนิดพระธาตุพนม กล่าวไว้ว่า “เมืองหนองหานหลวง มีพระยาองค์หนึ่งพระนามว่า พระยาสุวรรณภิงคาร พระยาองค์นี้มีกระโจมหัวดำและสังวาลดำ น้ำเต้าใหญ่ เสวยราชสมบัติอยู่ ณ เมืองนี้”

พระยาสุวรรณภิงคารมีชายาชื่อ “พระนางนารายณ์เจงเวง” ต่อมาเมืองหนองหานหลวงเกิดฝนแล้ง การทำมาหากินของราษฎรอัตคัดฝืดเคือง เจ้าเมืองเขมรที่ปกครอง จึงพากันอพยพกลับ ทำให้เมืองหนองหานหลวง กลายเป็นเมืองร้าง จนกระทั่งถึงสมัยพระเจ้าแผ่นดินสยาม ได้โปรดเกล้าฯ ให้อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ อพยพครอบครัวมารักษาพระธาตุเชิงชุม

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงให้เห็นว่า “วัฒนธรรมบ้านเชียง” ไม่ได้มีอยู่ที่บ้านเชียงเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่กระจายอยู่ทั่วไปในท้องที่ต่างๆ ในบริเวณ “แอ่งสกลนคร” ตามชายขอบเชิงเขาภูพาน และชุมชนโดยรอบหนองหาน สำรวจพบแหล่งโบราณคดีมีมากถึง 83 แห่ง จึงนับได้ว่าดินแดนแห่งนี้ เคยมีการตั้งถิ่นฐานและเป็นแหล่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่มาก่อน

ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า “แต่ก่อนน้ำในหนองหานกินได้ เอามอง (ข่ายขึง) ไปใส่ ตามเลาะริมฝั่งก็ไม่มีขี้สนม (กอวัชพืช) เอาสวิงไปช้อนกุ้งไม่นาน ก็ได้ปลาได้กุ้งมาเยอะแยะ วันไหนที่แดดจัดถ่อเรือออกไปตามที่ตื้นๆ น้ำหนองหานใส จนมองเห็นรังไข่ปลาดุก ปลาช่อนอยู่ตามรากผักอีรวยได้อย่างชัดเจน” วิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำหนองหาน อาศัยการทำนาปลูกข้าวไว้กิน พื้นที่นาส่วนใหญ่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน มีทั้งนาอยู่บนที่ดอน เรียกว่า “นาโคก”

ส่วนนาอยู่พื้นที่ลุ่มน้ำ เรียกว่า “นาท่ง” สำหรับนาตามริมฝั่งหนองหาน ชาวบ้านเรียกกันว่า “นาตีนบ้าน” ชาวบ้านมักจับจองพื้นที่ทำนาหลายแปลง ทั้งนาโคกและนาท่ง ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงของการมีข้าวกิน ยามใดแล้งก็ยังเหลือนาท่ง แต่หากฝนหนักนาท่ง ก็ยังได้กินข้าวจากนาโคก

ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ที่ตั้งชุมชนอยู่ริมหนองหาน ต้องสูญเสียวิถีชีวิตความเป็นอยู่จากอดีตอย่างสิ้นเชิง เนื่องมาจากการพัฒนารูปแบบต่างๆ เป็นต้นว่า การสร้างประตูกั้นลำน้ำก่ำ ซึ่งเป็นลำน้ำที่เชื่อมต่อไปยังแม่น้ำโขง ทำให้การขึ้น-ลงของน้ำในหนองหานเปลี่ยนไปจากเดิม อีกทั้งผักตบชวาและขี้สนมแผ่กระจายเต็มริมฝั่ง เป็นระยะทางมากกว่า 3 กิโลเมตร ชาวบ้านไม่สามารถนำเรือออกไปจับปลาได้ นอกจากนี้ พันธุ์ปลาที่ชาวบ้านได้เคยพบเห็น กลับสูญหายไป ทั้ง ปลาแมว ปลานกเขา ปลาขบ ปลาเสือ ปลาเพี้ย ปลาโจก ปลาหมากผาง ปลาหมู ปลาค้าว ปลาอีกุ่ม เป็นต้น

เห็นได้ชัดเจนว่า การพัฒนาที่หลายฝ่ายเห็นว่า ดี เจริญ นั้น มิได้เป็นไปตามนั้น แต่กลับส่งผลให้วิถีชาวบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่นล่มสลายไปทุกขณะ น่าจะได้มีการปรึกษาหารือ ทบทวนแนวคิด ด้านการพัฒนารูปแบบต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบกระเทือนกับหนองหาน ที่เคยมีตำนานอันยิ่งใหญ่ มิฉะนั้นแล้ว นิทานพื้นบ้านเรื่อง “ผาแดงนางไอ่คำ” จะมิคงความขลังศักดิ์สิทธิ์เฉกเช่นในอดีต

ลุงจาง ฟุ้งเฟื่อง เฒ่าทะเล ต้นแบบการอนุรักษ์ปูม้า อ่าวทุ่งมหา เมืองปะทิว

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

ลุงจาง ฟุ้งเฟื่อง เฒ่าทะเล ต้นแบบการอนุรักษ์ปูม้า อ่าวทุ่งมหา เมืองปะทิว

ครูไพบูลย์ พันธ์เมือง ร้อยเรียงบทกลอนสดุดีลุงจาง ด้วยสำนึกในคุณความดีตอนหนึ่งว่า

มีปูกินทั้งปีไม่มีสูญ ดอกผลพูนเป็นเงินตรามหาศาล

ฟุ้งเฟื่องขจรไกลในตำนาน จากชาวบ้านธรรมดามาเป็นครู

?

แด่ครูจาง เฟื่องฟุ้งผดุงสิน แม้ชื่อจางแต่แผ่นดินยังรู้ค่า

อยู่แห่งหนชนไกลคนไปมา เพื่อเสาะหานักปราชญ์ราษฎร์เดินดิน

?

“ลุงจาง” ชาวประมงพื้นบ้านป่าชายเลนอ่าวทุ่งมหา จังหวัดชุมพร มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของท้องทะเลที่เริ่มเสื่อมโทรมจากการใช้เครื่องมือประมงแบบล้างผลาญ ที่กวาดจับสัตว์น้ำน้อยใหญ่ จนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอย่างรุนแรง

ลุงจางใช้ชีวิตผูกพันกับท้องทะเลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในบ้านบ่อฝ้าย เมืองหัวหิน ได้ล่องเรือเลาะเลียบชายฝั่งอ่าวไทยเพื่อหาแหล่งทำกินใหม่ และได้ยึดทำเลชายฝั่งใกล้เกาะเตียบ บริเวณคุ้งอ่าวทุ่งมหา ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ปักหลักตั้งถิ่นเป็นที่อยู่อาศัยทำมาหากินเป็นชาวประมงพื้นบ้านตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา และเริ่มตั้ง “กลุ่มฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าชุมชนเกาะเตียบ” ริเริ่ม “ธนาคารปูม้า” เพื่อกระตุ้นสำนึกและจิตวิญญาณด้วยแนวคิด “ฟื้นฟูคู่อนุรักษ์ รู้จักใช้อย่างยั่งยืน” นับเป็นต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านอย่างเป็นรูปธรรม หลายคนนำไปขยายผล จนเกิดเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์น้ำกระจายไปทั้งสองฝั่งอ่าวไทย

เนื่องจากประมาณปี พ.ศ. 2544-2545 มีเรืออวนลากเข้ามาทำประมงในอ่าวทุ่งมหา โดยใช้ลอบตาถี่ขนาด 1 นิ้ว 2 หุน เป็นเครื่องมือทำลายล้าง เพราะไม่ว่าสัตว์ขนาดใดก็ตาม โดยเฉพาะลูกปูม้าตัวเล็กๆ ในวันอนุบาลก็จะติดมาด้วย ทำให้จำนวนสัตว์น้ำในอ่าวทุ่งมหาลดลงอย่างต่อเนื่อง จนแทบไม่เพียงพอต่อการออกเรือหากินในแต่ละวัน ลุงจาง เคยปรารภว่า

“…ถ้ายังเป็นแบบนี้ ชาวบ้านก็อยู่ไม่ได้ เพราะเรามีอาชีพจับปูขาย ลุงมานั่งคิดว่าจะมีวิธีไหนบ้างที่จะไม่ให้ปูหมดไปมากกว่านี้ เลยมาเห็นปูไข่นอกกระดอง ที่พร้อมจะวางไข่สืบพันธุ์ตัวที่เราจับมาได้ เราน่าจะลองเลี้ยงในกระชังกลางทะเล เพื่อให้ปูปล่อยไข่คืนสู่ทะเล ลุงจึงหาเพื่อนสมาชิกที่ทำอาชีพจับปูเหมือนกัน ทดลองเลี้ยงแม่ปูในกระชัง 1 ลูก หลังจากนั้นก็เพิ่มกระชังขึ้น ร่วมมือกันทำธนาคารปูขึ้น สมาชิกคนไหนจับปูมาได้ ก็เอามาใส่กระชังรวมให้อาหารและเลี้ยงแม่ปู ให้ปล่อยไข่ให้หมดแล้วจึงคืนปูตัวนั้นๆ ให้เจ้าของนำไปขาย…”

ลุงจางเริ่มออกไปพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อรวบรวมสมาชิกและจัดตั้ง “กลุ่มฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าชุมชนเกาะเตียบ” ขึ้นในปี พ.ศ. 2545 มีสมาชิกเริ่มต้นเพียง 18 คน

ไม่นานนักชาวประมงเริ่มจับปูม้าได้เพิ่มมากขึ้น บางคนถึงกับออกปากว่า “…ทำประมงมาทั้งชีวิต เห็นแต่ปูตัวใหญ่ๆ ได้พบลูกปูม้าตัวเล็กๆ เพิ่งออกจากไข่ก็คราวนี้เอง…”

ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น เห็นชัดเลยว่านี่คือนิยามของคำว่า “ฟื้นฟูคู่อนุรักษ์ รู้จักใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” หลากหลายผู้คนที่รู้เรื่องราวมักพูดกันติดปากว่า “…ถ้าอยากรู้เรื่องปู ต้องมาดูลุงจาง…”

ลุงจาง ฟุ้งเฟื่อง เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2483 โดยมี พ่อครื้น นางกุ้ย เป็นผู้ให้กำเนิด เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน เรียนจบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อายุ 28 ปี ได้สมรสกับ นางประเทือง ให้กำเนิดบุตรชาย 2 คน สมจิตร และมนัส

ในวัยเด็กของลุงจางได้เรียนรู้วิถีการดำรงชีพจากพ่อแม่ ทำงานช่วยทางบ้านหาเงินเลี้ยงน้องๆ ทั้งการออกเรือประมงตลอดจนเป็นลูกจ้างทำโป๊ะ วางอวนสารพัดงานเกี่ยวกับประมง ปี 2532 เกิดเหตุการณ์พายุใต้ฝุ่นเกย์ ทำให้บ้านเรือนเสียหาย ลุงจางจึงพาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่บ้านเกาะเตียบ อ่าวทุ่งมหา ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร จนถึงปัจจุบัน

ตลอดชีวิตของลุงจางใช้ชีวิตอย่างสมถะ ตั้งมั่นอยู่บนแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นผู้มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเสียสละ เป็น “ครู” ผู้ถ่ายทอดความรู้ทุกอย่างที่มี ให้กับทุกคนโดยไม่ปิดบังและไม่เรียกร้องค่าตอบแทน นับเป็นชาวประมงที่ไม่ทำร้ายธรรมชาติ อีกทั้งยังสามารถตอบแทนคุณแผ่นดิน ด้วยการอุทิศตนฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการอนุรักษ์ปูม้าและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยปณิธานที่จะรักษาท้องทะเลที่ลุงจางเปรียบเสมอว่าเหมือน “ขุมทรัพย์แห่งชีวิต” ให้คงอยู่เพื่อลูกหลาน แม้ตนเองจะล่วงลับไปแล้วก็ตาม

ในที่สุดลุงจางก็อำลาโลกด้วยวัย 77 ปี เมื่อวันที่ 1 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558 แต่ภูมิปัญญาในการสร้างและแผ่ขยายแนวคิดการสร้างเครื่องมือปกป้องการดำรงชีพของปูม้าจนถึงกระบวนการสร้างธนาคารปู นับเป็นมรดกอันยิ่งใหญ่ที่ลุงจางฝากไว้กับผู้คนและท้องทะเลไทย

เมื่อชีวิตผกผัน นายสถานจึงค้นพบความจริง พลิกฟื้นผืนดินตีนภูพานน้อย ให้คืนสภาพเป็นต้นน้ำและป่าดง

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05125150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

เมื่อชีวิตผกผัน นายสถานจึงค้นพบความจริง พลิกฟื้นผืนดินตีนภูพานน้อย ให้คืนสภาพเป็นต้นน้ำและป่าดง

คุณสถาน ตุ้มอ่อน เกิดที่บ้านยางคำ ตำบลอุ่มเหม้า อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวน 4 คน ของ คุณวาน คุณขัน ตุ้มอ่อน เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้ออกจากบ้านยางคำ บวชเณรตั้งแต่อายุ 10 ปี กระทั่งอุปสมบทเป็นพระ ย้ายเข้ามาอาศัยวัดคลองทุ่ม เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร เรียนจนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ วัดสิทธิธรรมวิทยา แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร จากนั้นจึงเข้าเรียนต่อคณะคุรุศาสตร์ อยู่ 2 ปี ที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แต่ต้องลาสิกขาบทก่อนเรียนจบหลักสูตร เนื่องจากล้มป่วย จึงกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านยางคำ เมื่อปี พ.ศ. 2526 พร้อมกับได้รับมอบมรดกที่ดินทำกิน จำนวน 80 ไร่ จากมารดา ในปี พ.ศ. 2528 ได้สมรสกับคุณวิลัย จากนั้นจึงเริ่มต้นพลิกฟื้นผืนดินทำกิน

คุณสถาน เล่าย้อนอดีตว่า เมื่อ 3 ทศวรรษก่อน ได้จัดการระบบนิเวศและทรัพยากรน้ำผิดทาง เพราะไปถางป่าเพื่อทำไร่ข้าว ตัดไม้จนพื้นที่ราบเตียนหมด ไม่มีน้ำใช้สอย จึงเริ่มเรียนรู้ใหม่ มุ่งให้เข้าใจธรรมชาติมากขึ้น ตลอดระยะเวลาราว 5 ปี ที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค คิดได้ว่าสาเหตุมาจากการตัดไม้ทำลายป่านั่นเอง จึงหันมาเริ่มฟื้นฟูป่าให้สมบูรณ์ดังเดิม เพื่อให้ต้นไม้เป็นตัวชะลอความแห้งเหือดหายของน้ำ สามารถดูดซับน้ำสำรองไว้ในดินและในต้นไม้ ปล่อยให้ต้นไม้ที่เคยตัด แตกหน่อก่อยอดขึ้นมาใหม่ เพาะเมล็ดปลูกกล้าไม้รุ่นใหม่ จนเต็มพื้นที่ป่าบริเวณเดิม จำนวน 20 ไร่ เมื่อวันเวลาล่วงเลยผ่านไป จึงพบเห็นว่า ป่าต้นน้ำค่อยๆ ฟื้นคืนให้ ทั้งความชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์

คุณสถาน เล่าย้อนอดีตว่า

ป่าต้นน้ำผืนนี้เป็นป่าที่ผมรักสุดหัวใจ ถ้าไม่มีป่านี้ก็ไม่มีน้ำ ผมไม่ยอมให้ใครตัดต้นไม้อีก ได้สอนลูกสอนหลานห้ามปลูกไม้เชิงเดี่ยวเด็ดขาด เพราะเวลาที่ต้นไม้พวกนี้ผลัดใบพร้อมกัน แสงแดดสาดส่องโดนผืนดินส่วนใด พื้นที่ตรงนั้นจะแห้งแล้งมาก

ในความเป็นจริงแล้ว ลักษณะภูมินิเวศของตำบลอุ่มเหม้า เป็นพื้นที่ราบลุ่มสลับที่ดอนลาดเนินไม่สูง คุณสถานจึงบริหารจัดการแบ่งพื้นที่ 80 ไร่ ออกเป็นสัดส่วนตามสภาพดั้งเดิม โดยให้ด้านทิศตะวันตกราว 20 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าดงดังเดิม ด้านทิศตะวันออกราว 40 ไร่ ให้คงสภาพเป็นป่าโคก พื้นที่เหลือเป็นแอ่งราบลุ่ม มีร่องน้ำไหล ได้จัดให้เป็นพื้นที่ทำนาปลูกข้าว เพื่อใช้บริโภคอีกราว 8 ไร่ โดยอาศัยน้ำซึมซับออกมาจากพื้นที่ป่าดงที่ฟื้นตัวแล้ว มีการกักเก็บน้ำด้วยระบบ “บ่อน้ำสร้าง” จากป่าโคก

คุณสถาน ยังอรรถาธิบายเพิ่มเติมอีกว่า แต่เดิมครัวเรือนในชนบทพึ่งตนเอง หาอาหารจากป่าหัวไร่ปลายนา แต่ต่อมาระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้าย ป่าหายไปเพื่อเป็นพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ ทั้ง อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา แถมยังมีการบุกรุกเข้าไปในป่าสงวนฯ และป่าสาธารณะมากขึ้น ชาวบ้านส่วนใหญ่หันไปพึ่งพิงอาหารใหม่จากตลาดร้านค้าประเภทสะดวกซื้อ และรถเร่ที่เข้ามาขายในชุมชน ความหวงแหนพื้นที่ป่าหัวไร่ปลายนาลดลง หรือหายไปเลยในหลายพื้นที่ จึงควรจัดระบบพื้นที่ให้เหมาะสมกับวิถีของตนเอง

เป็นต้นว่า กันพื้นที่ส่วนหนึ่งทำนา ทำไร่ ไว้เท่าที่จำเป็น และควรเพิ่มพื้นที่ป่าหัวไร่ปลายนา ปลูกทั้งไม้ใช้สอย ไม้ผล พืชผัก สมุนไพรเสริม ในพื้นที่ที่แบ่งส่วนไว้ ก็อาจเลี้ยงสัตว์ วัว ควาย ไก่ ปลา กบ เขียด ทำให้ได้ปุ๋ยคอก หรือทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ ราดรดผักเพื่อการบริโภคได้อย่างปลอดภัย

หากพื้นที่ใดขาดน้ำอุปโภคบริโภค ก็ควรขุดบ่อน้ำสร้างขึ้นมาใช้สอย โดยให้สังเกตดูพื้นที่บริเวณใกล้เคียงต้นไม้ใหญ่น้อยว่า ลักษณะผืนดินเป็นเช่นไร ชุ่มชื้นหรือแห้งผาก หากพิจารณาดูว่าชุ่มชื้นก็ให้ขุดเจาะตรงนั้นดักน้ำไว้ ให้น้ำซึมซับไหลออกมา บ่อน้ำลักษณะนี้มีข้อดีหลายอย่าง แม้ปีใดฝนไม่ตก ดินแตกระแหง แต่บ่อน้ำยังคงทนอยู่ได้ เพราะต้นไม้ข้างเคียงดูดอากาศมาช่วย เราไม่ต้องทำอะไร แต่บริเวณรายรอบบ่อน้ำต้องปลูกไม้ 3 ระดับ เพื่อป้องกันน้ำระเหย

ชั้นแรก ให้มี แหน จอก ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักก้านจอง ผักหลอด ใช้เป็นอาหารของคนและสัตว์ ชั้นสอง ปลูกหญ้าริมน้ำ ปลูกพืชผักสวนครัว รวมทั้งกล้วย มะพร้าว ไผ่ต่างๆ เพราะกล้วยจะช่วยเก็บน้ำ รักษาความชื้นให้ต้นไม้ที่เราปลูก หากมีปุ๋ยคอกใส่ลงก้นหลุม รดน้ำตีให้เป็นโคลน จะช่วยเก็บความชื้นไว้ได้ดีขึ้น ส่วนไม้ไผ่เก็บหมอกได้ดี ใบจะดึงความชื้นจากอากาศตอนกลางคืน รากจะเก็บความชื้นไว้ใต้ดิน ตามขอบสระ ชั้นสาม ปลูกไม้ใช้สอย ไม้ยืนต้นชนิดต่างๆ คลุมดินป้องกันแดดส่องถึงพื้น ช่วยชะลอการระเหยของน้ำได้

อีกทั้งต้องรักษาพืชพันธุ์ไม้ริมนาไว้ ไม่เผา หรือทำลายเศษขยะวัชพืช แต่ให้นำเศษซากไปคลุมหน้าดิน ครั้นเสร็จสิ้นฤดูการทำนาเก็บเกี่ยวแล้ว ให้นำปุ๋ยคอกหว่านลงในน้ำ เพื่อให้เกิดเทา และบ่มดิน รวมถึงการปล่อยวัว ควายเข้าเลี้ยง เพื่อปล่อยมูลเป็นปุ๋ย สัตว์จำพวกงู หนู ตุ่น ปลาไหล ปลา กั้ง มีส่วนช่วยทำให้มีน้ำซึมซับไหลออกมาได้ดี อย่าไปทำลาย

กล่าวได้ว่า ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของคุณสถาน เกิดจากความรัก ความสนใจ และแรงบันดาลใจจากวัยเด็ก ที่คลุกคลีกับสภาพพื้นที่บ้านเกิด เห็นตัวอย่างและความเมตตาของผู้ใหญ่ใกล้บ้าน ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งคุณลุงสอน-คุณลุงโสม ได้ช่วยให้คุณสถานเกิดความคิด ผนวกกับความรู้ด้านพุทธเกษตร ที่ได้รับรู้มา ช่วยสร้างเสริมให้ผืนดินเกิดความอุดมสมบูรณ์ พืชพันธุ์หลากหลายชนิด ได้สร้างวงจรของระบบนิเวศบนผืนป่าส่วนตัวของคุณสถาน ที่ได้ใส่ภูมิปัญญาและวิธีคิดลงไปบนเงื่อนไขธรรมชาติอย่างเชื่อมโยงและสอดคล้อง

ตาเลื่อน “เฒ่าทรนง” ผู้พลิกฟื้น “หอมน้ำ”, “ช้องนางคลี่” หรือ “พลับพลึงธาร” ด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

ตาเลื่อน “เฒ่าทรนง” ผู้พลิกฟื้น “หอมน้ำ”, “ช้องนางคลี่” หรือ “พลับพลึงธาร” ด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ

ต้นหอมน้ำ พลับพลึงน้ำ พลับพลึงธาร ช้องนางคลี่ หญ้าช้อง หรือว่านพระคงคา อันเป็นหลากหลายชื่อ ของพันธุ์ไม้น้ำขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวในโลก ที่มีถิ่นนิวาสถานอยู่แถบจังหวัดพังงาตอนบน และระนองตอนล่างเท่านั้น โดยปกติแล้วขึ้นอยู่ตามต้นน้ำลำธารตื้นๆ ที่ใสสะอาด มีน้ำไหลตลอดปี อยู่ในระดับความลึกตั้งแต่ไม่กี่เซนติเมตร ไปจนถึงกว่า 2 เมตร ขึ้นกับแหล่งน้ำบริเวณที่ขึ้นอยู่และระดับน้ำในแต่ละฤดูกาล

หอมน้ำ หรือพลับพลึงธาร เป็นไม้น้ำที่ให้ดอกสีขาวบริสุทธิ์ขนาดใหญ่เป็นช่อ ชูขึ้นเหนือน้ำ จนได้รับสมญาว่า “ราชินีแห่งสายน้ำ” มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ส่วนใบพลิ้วไหวไปตามความแรงของสายน้ำ มีหัวกลีบหรือหัวคล้ายหอมหัวใหญ่อยู่ในดินใต้ผิวน้ำ หัวอาจจมอยู่ใต้ดินหรือโผล่ขึ้นเหนือผิวดินได้ และเมื่อหลุดออกจากดินมักจะลอยอยู่ผิวน้ำ อาจพบหัวย่อยที่แตกแขนงยื่นออกมาจากบริเวณหัวใหญ่บริเวณฐานหัว เพื่อการขยายพันธุ์ ขณะเดียวกัน ก็จะมีช่อดอกสีขาวเป็น 6 แฉก เจริญออกมาจากด้านข้างของหัว

ถิ่นกำเนิดของหอมน้ำ พบอยู่เพียงบริเวณทางเหนือของอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา จนถึงทางใต้ของอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง เนื่องจากในพื้นที่แถบนี้มีภูมิประเทศเป็นแนวสันเขาสูงสลับซับซ้อน ตั้งขนานกับแนวชายฝั่งทะเลอันดามัน ภูเขาเหล่านี้เป็นป่าฝนชุ่มชื้นตลอดปี จึงเป็นแหล่งของต้นน้ำลำธารที่สำคัญ เช่น คลองกะเปอร์ คลองบางหิน คลองนาคา คลองกำพวน ในเขตจังหวัดระนอง คลองเตรียม คลองนางย่อน คลองบางปง อำเภอคุระบุรี คลองตำหนัง คลองห้วยทรัพย์ คลองตาเลื่อน หรือคลองไร่ลุ่ม คลองนายทุย คลองบ้านทับช้าง คลองบ้านโชคอำนวย ต่อเนื่องไปถึงตำบลแม่นางขาว ในเขตจังหวัดพังงา เป็นต้น รวมไปถึงแนวเขตรอยต่อจังหวัดพังงาและระนอง บริเวณคลองนุ้ย คลองตาผุด คลองบางเผาหมู คลองกำนันหัด เป็นต้น ลำคลองต่างๆ เหล่านี้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญพันธุ์เป็นแหล่งที่อยู่ของพลับพลึงธาร หรือหอมน้ำ

พลับพลึงธาร หรือหอมน้ำ เป็นพืชอวบน้ำ ดอกสีขาว มี 6 กลีบ ก้านชูดอก แต่ละก้านมีหลายก้านดอก ทยอยบานติดต่อกันไป หลังจากผสมเกสร กระเปาะเมล็ดจะเจริญเติบโตที่โคนก้านดอก เมื่อเมล็ดแก่จะหลุดออกจากกระเปาะ ยื่นสายออกด้านหนึ่งของเมล็ด ปลายสายจะเกิดเป็นต้นใหม่โดยมีรากยึดติดกับพื้นคลอง ระหว่างที่รากยังไม่สามารถเกาะยึดพื้นคลองได้ เมล็ดจะเป็นแหล่งอาหารให้ต้นอ่อนได้นาน 3-4 เดือน หัวมีลักษณะคล้ายหัวหอม จึงมีชื่อเรียกว่า “หอมน้ำ” หัวจะโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำ

ด้วยเหตุที่พลับพลึงธารเป็นพืชน้ำหนึ่งเดียวในโลก ที่มีระบบรากที่ยาว ช่วยยึดดินป้องกันหน้าดินถูกชะล้าง ส่วนใบที่ยาวก็สะบัดพลิ้วไปตามกระแสน้ำ ช่วยดักตะกอนในลำน้ำ ทำให้น้ำใส สะอาด กลายเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์ อีกทั้งเป็นที่วางไข่กุ้ง ปลากระทิง ปลาช่อน ปลาดุก ปลาชะโอน เป็นต้น

พลับพลึงธารจะออกดอกขาวสะพรั่งเต็มลำธารของ ตาเลื่อน ยายบุญช่วย ในช่วงปลายเดือนกันยายน ตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม

การขุดลอกและขยายลำคลองขององค์กรทางราชการที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั้งกรมชลประทาน กรมป้องกันอุบัติภัย กรมทรัพยากรน้ำ กรมเจ้าท่า ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้นหอมน้ำหรือช้องนางคลี่ถูกทำลายอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดปัญหาโดยไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้ ส่งผลให้ระบบนิเวศของแม่น้ำลำคลองถูกเปลี่ยนเป็นคลองแนวเส้นตรง เหมือนคลองชลประทานโดยทั่วไป ทำให้กระแสน้ำไหลแรงและเร็ว กัดเซาะตลิ่งพัง ที่ดินของชาวบ้านหลายรายที่อยู่ติดทางน้ำ ถูกกระแสน้ำพัดสูญสลายไปกับสายน้ำ จึงทำให้พลับพลึงธารลดจำนวนลงไปอย่างรวดเร็วเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างฝายกั้นน้ำในลำคลองต่างๆ อันเป็นที่อยู่ของพลับพลึงธาร เนื่องจากฝายจะทำให้น้ำนิ่งและไม่มีช่วงหน้าแล้ง สภาวะเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อพลับพลึงธารไม่เจริญเติบโตและไม่ออกดอก ช้องนางคลี่ต้องการอยู่ในแหล่งน้ำไหลเท่านั้น รวมไปถึงการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวประเภทสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดินในช่วงเวลาที่ฝนตกหนัก การทับถมของดินตะกอนทำให้แหล่งน้ำตื้นเขิน เกิดการพังทลายของตลิ่ง ทำให้แหล่งที่อยู่ของพลับพลึงธารเปลี่ยนแปลงไปจนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ตาเลื่อนและเพื่อนพ้องที่เห็นคุณค่าของช้องนางคลี่ จึงร่วมกันด้วยวิธีการต่างๆ ปักหลักต่อต้านทุกกระบวนการที่จะเข้ามาทำลาย

ตาเลื่อน และ ยายบุญช่วย เริ่มศึกษาวิถีของต้นช้องนางคลี่อย่างจริงจังในปลายปี พ.ศ. 2545 และช่วยกันอนุรักษ์อย่างเป็นระบบด้วยการเก็บหาเมล็ดในคลอง นำมาขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หว่านลงในคลอง ใช้โพงพางกั้นไม่ให้เมล็ดไหลตามน้ำ ขยายความรู้เป็นวิทยากรให้กับเด็กๆ ในหลายโรงเรียน เปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ มีผู้มาเยี่ยมชมทั้งในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งให้กลุ่มอนุรักษ์พลับพลึงธารคลองนางย่อน ตลอดทั้งเยาวชนบ้านบางซอย ตำบลคุระ ได้เข้ามาทำบ่ออนุบาล เพื่อนำกลับไปปลูกขยายในคลองนางย่อน และคลองสาขา ด้วยความคาดหวังว่าจะเห็นพลับพลึงธารเพิ่มมากขึ้น จนเป็นสีเขียวขจีพลิ้วไหว ออกดอกขาวสะอาดหอมกรุ่นไปทั้งสายน้ำ

ในความเป็นจริงแล้ว ตาเลื่อนและภรรยามีอาชีพทำสวนยางพาราบนพื้นที่เชิงเขา ประมาณ 20 ไร่ พร้อมกับปลูกไม้ผลอีกหลากหลายชนิด รวมไปถึงพืชผักสวนครัว มีทั้งสับปะรด ตะไคร้ ผักหวานป่า ผักหวานบ้าน หมาก กล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก กล้วยหิน กล้วยงาช้าง กล้วยเล็บมือนาง กระทือ หมากเม่า เต่าร้าง เตยหอม ไม้ไผ่ เป็นต้น

ลำธารน้ำบริสุทธิ์ที่ไหลมาจากเทือกเขาผ่านคลองไร่ลุ่ม หรือคลองสวนตาเลื่อน เฉพาะที่ไหล่ผ่านผืนดินของตาเลื่อนมีความยาว ประมาณ 500 เมตร ก่อนจะไหลผ่านที่ดินของคนอื่นๆ ในชุมชนอีกราว 1,500 เมตร และไปลงคลองนางย่อน

การพลิกฟื้นช้องนางคลี่ของตาเลื่อนด้วยสำนึกและจิตวิญญาณอันสูงส่งด้วยความรู้เพียงประถมศึกษาปีที่ 4 ใช้ภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่สั่งสมสืบทอดมาจากบรรพชน ส่งผลให้พืชที่มีหนึ่งเดียวในโลกมิถูกทำลายไปในวันนี้ ยังมิใช่ความยิ่งใหญ่ของตาเลื่อนอีกหรือ

กุฏิพระอาจารย์แสง วัดเขาบันไดอิฐ ศิลปสถาปัตยกรรมชั้นยอด ปลายกรุงศรีอยุธยา

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

กุฏิพระอาจารย์แสง วัดเขาบันไดอิฐ ศิลปสถาปัตยกรรมชั้นยอด ปลายกรุงศรีอยุธยา

คุณทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ นักประวัติศาสตร์และโบราณคดีผู้คร่ำหวอดเมืองเพชร พาไปชมกุฏิพระอาจารย์แสง เล่าให้ฟังว่า สมเด็จพระเจ้าเสือ พระมหากษัตริย์ไทยองค์สำคัญในสมัยอยุธยา มีพระอาจารย์เป็นพระเมืองเพชร อยู่ 2 รูป ด้วยกัน

รูปแรก สมเด็จเจ้าแตงโม ซึ่งสมเด็จพระเจ้าเสือถวายพระตำหนักเจ้าพระขวัญ สร้างเป็นศาลาการเปรียญ วัดใหญ่สุวรรณารามในปัจจุบัน

รูปที่ 2 คือ พระอาจารย์แสง วัดเขาบันไดอิฐ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จประพาสถึงที่วัด พระองค์ถวายเรือประทุนให้พระอาจารย์แสง ยังปรากฏอยู่ภายในถ้ำ พร้อมกับทรงสร้างกุฏิถวายพระอาจารย์แสงอีกหลังหนึ่ง รูปทรงคล้ายวิหารและอุโบสถ แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก มีบัวเป็นชั้นโดยรอบ โค้งแอ่นแบบท้องเรือสำเภา เครื่องบนเป็นไม้ มุงด้วยกระเบื้อง กาบู เป็นลอนลูกฟูก ลักษณะเดียวกับหลังคาศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม วัดขนาดรูปทางจากภายนอก กว้าง 5.70 เมตร ยาว 13.50 เมตร มีช่องหน้าต่าง 4 ช่อง

ภายในกุฏิแบ่งออก 2 ห้อง เป็นห้องโถงยาวห้องหนึ่ง และห้องขนาดเล็กอยู่ชั้นในอีกห้องหนึ่ง ความวิจิตรพิสดารและคุณค่าของกุฏิพระอาจารย์แสง อยู่ที่ซุ้มประตูเข้าห้องชั้นใน เป็นซุ้มประตูปั้นยอดนพศูลสวมฉัตรทอง ย่อมุมไม้สิบสอง ปิดทองร่องชาด ประดับกระจกเกรียบ

ซุ้มประตูปูนปั้นยอดนพศูลย่อมุม ภายในกุฏิพระอาจารย์แสงนั้น คุณทวีโรจน์ได้หยิบยกข้อเขียนของ ครูเลิศ พ่วงพระเดช (2437-2512) ในหนังสือศิลปะไทย ตำราสถาปัตยกรรมและลายไทย พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2513 ครูเลิศ พ่วงพระเดช อธิบายคำเรียกชื่อยอดนพศูลว่า มาจากวิธีทำแปลนยอด “ต้องทำแผนผังเป็นสี่เหลี่ยมด้านเท่ากัน แล้วตัดมุมสำหรับย่อ 2 มุม แผนผังเป็น 8 มุม แล้วจุดที่มุมทั้ง 8 มุมก็ได้ 8 สูญ ขีดเส้นไปหากันทุกจุด เส้นตัดกันตรงกลางก็เป็นจุดสูญอีกจุดหนึ่งเรียก เส้นนพสูญ เพราะมีจุดสูญ 9 สูญ…”

นอกจากนี้ ยังอธิบายองค์ประกอบของเรือนยอดนพศูล และวิธีการเขียนแปลนยอดนพศูลไว้ด้วยว่า “…วิธีการเขียนแปลนยอดนพศูลถือเอารูปดอกบัวเป็นหลักการประดิษฐ์ ทรวดทรงยอดนพศูล และรูปหัวเม็ดทรงมัน การหาทรงยอดนพศูล ต้องเขียนเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า แล้วขีดเส้นมุมแหลมเรียก “เส้นจอมปราสาท” เป็นเส้นหลังลูกระฆัง แล้วจึงขีดเส้นมุมแหลมเป็นเส้นหลังระฆังใต้ลูกระฆังเป็นเชิงกลอน จะทำเป็น 3 ชั้น หรือ 4 ชั้น ก็คิดแบ่งเป็นชั้นๆ ชั้นล่างต้องเตี้ย ชั้นที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ต้องไขสูงกว่ากันทุกชั้น ถึงชั้นปากระฆัง ส่วนหน้าบันชั้นล่างมีบันใหญ่ 3 บาน มีหน้าบันแทรกข้าง ชั้นที่ 2 มีหน้าบันใหญ่ 2 บาน มีหน้าบันเล็กแทรกข้าง ชั้นที่ 3 มีหน้าบันใหญ่ 1 บาน มีหน้าบันเล็กแทรกข้าง ชั้นปากระฆังมี 1 บาน ส่วนยอดสูงตั้งแต่หลังลูกระฆัง คิดเอาเท่าเชิงกลอนยาว 4 ศอก เอายอดสูง 4 ศอก แบ่งเป็นเชิงบาตรและกลีบขนุน 3 ชั้น บัวกลุ่ม 3 ชั้น และปลี ยอดภายใน 4 ศอก…”

อย่างไรก็ดี ซุ้มประตูปูนปั้นยอดนพศูลสวมฉัตรทอง ย่อมุม ห้องชั้นในกุฏิพระอาจารย์แสงนั้น ช่างทองร่วง เอมโอษฐ ศิลปินแห่งชาติ และช่างเฉลิม พึ่งแตง ครูช่างปูนปั้นเพชรบุรี เรียกว่า “ยอดบุษบก” ทั้งนี้ ปูนปั้นบนซุ้มประตูกุฏิพระอาจารย์แสง มีมุขหน้าบันซ้อนกัน 2 ชั้น ช่อฟ้าใบระกา และนาคเบือน ย่อมุม แต่ละชั้นประดับกระจังเรียงและนาคปักษ์ ปลีประดับด้วยกลีบขนุนเป็นปล้องๆ ยอดปลีมีฉัตรทองสวมไว้ พร้อมทั้งปิดทองร่องชาด ประดับกระจกเกรียบสีเขียวไว้โดยรอบ ปัจจุบันเหลือเพียง 4 ชิ้น เป็นฝีมือสกุลช่างเพชรบุรีสมัยอยุธยา อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าทางศิลปกรรมประวัติศาสตร์ ที่สุดยอดอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี

ร.อ. ชาญ ชาญใช้จัก ร.น. อดีตข้าหลวงจังหวัดเพชรบุรี ปูชนียบุคคลเมืองเพชรบุรี กล่าวถึงพระอาจารย์แสง องค์สถาปนาวัดเขาบันไดอิฐไว้ในหนังสือสมุดเพชรบุรี 2525 มีข้อความตอนหนึ่งว่า

“สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี มีพระภิกษุได้สร้างสำนักสงฆ์ไว้บนยอดเขา ตกมาถึงสมัยอยุธยาจึงเลื่อนลงมาสร้างพระอารามขึ้นที่ไหล่เขา มีโบสถ์วิหารสร้างหันหน้าเข้ากัน พระสถูปเจดีย์ ตั้งอยู่กลางเพราะมีที่ราบจำกัดในการก่อสร้าง จึงอุปมาตามรูปเรียกกันว่า “โบสถ์เมียน้อยเมียหลวง” ที่มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา พระอาจารย์แสงผู้มีชื่อเสียงในทางกฤตยาคม เป็นผู้สร้างขึ้น อีกทั้งเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ หรือขุนหลวงสรศักดิ์ ซึ่งเคยเสด็จประพาสเขาบันไดอิฐ ทรงเยี่ยมพระอาจารย์แสง อันเป็นเหตุให้พระอาจารย์แสง ระบือนาม มีผู้คนนับถือลือชา วัดวาอารามก็พลอยได้อย่างมหาศาล ต่อนั้นมา ก็ได้สืบกฤตยาจารย์ตามลำดับ จนถึงยุค “หลวงพ่อแดง” มีชื่อเสียงเป็นที่นับถือกันแพร่หลาย…”

อาจกล่าวได้ว่า กุฏิพระอาจารย์แสงอันมีหลักฐานทางศิลปสถาปัตยกรรมโบราณคดีและทางประวัติศาสตร์ แต่มิได้กล่าวถึงกันมากนัก ทั้งๆ ที่ “กุฏิพระอาจารย์แสง” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าร่วมสมัยเดียวกับศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม

“คุ้งตำหนัก” อีกวิถีหนึ่งของคนมอญ ปลายแม่น้ำเพชรบุรี

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

“คุ้งตำหนัก” อีกวิถีหนึ่งของคนมอญ ปลายแม่น้ำเพชรบุรี

บ้านคุ้งตำหนัก หมู่ที่ 7 ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ผู้คนชาวมอญอพยพมาตั้งภูมิลำเนาเมื่อเกือบ 200 ปี มาแล้ว ครั้งนั้นคนมอญจำนวนราว 40,000 คน ได้อพยพจากเมืองหงสาวดีเข้าสู่กรุงสยาม ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประมาณปี พ.ศ. 2352-2367 ส่วนหนึ่งได้แยกย้ายกันเข้ามาก่อตั้งชุมชนบริเวณนี้ในเวลาต่อมา

บ้านคุ้งตำหนัก อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี ที่มีน้ำทะเลท่วมถึง เป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ไม้ชายเลนประเภท ลำพู ตะบูน แสม โกงกาง กอจาก อีกทั้งมีอาหารทะเลครบครัน โดยเฉพาะกุ้งแม่น้ำมีชุกชุมมาก เนื่องจากเป็นน้ำกร่อย

ครอบครัวคนมอญกลุ่มแรกๆ มีสกุล ละโว้ สมิงนราเรืองพก ขาวสว่าง เป็นต้น คนมอญได้ตั้งวัดขึ้นกลางชุมชน ชื่อ “วัดบางด้วน” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “คุ้งตำหนัก” ด้วยเหตุผลที่มีพระมหากษัตริย์ “พระเจ้าเสือ” เสด็จทางเรือผ่านมาตามลำน้ำเพชรบุรี และได้ทรงเบ็ดปลากระโห้ ผู้คนในแถบนั้นจึงเรียกว่า “องค์พระทรงปลา” อีกทั้งมีตำหนักให้เสด็จพักผ่อน สุนทรภู่ กวีเอกรัตนโกสินทร์ ได้เขียนนิราศเมืองเพชร พรรณนาย้อนอดีตเมื่อครั้งปลายกรุงศรีอยุธยา ถึงสถานที่แห่งนี้ว่า

จนออกช่องคลองบางตะบูนใหญ่ ล้วนป่าไม้ตีนเป็ดเสม็ดแสม

นกกะรางยางกรอกกระรอกกระแต เสียงซ้อแซ้สองข้างทางกันดาร

ถึงที่วังตั้งประทับรับเสด็จ มาทรงเบ็ดปลากระโห้ไม่สังหาร

ให้ปล่อยไปในทะเลเอาเพดาน แต่โบราณเรียกว่า องค์พระทรงปลา

แต่เดี๋ยวนี้ที่วังก็รั้งร้าง เป็นรอยทางทุบปราบราบรุกขา

ยังแลเลี่ยนเตียนดีที่พลับพลา นึกระอาอนิจจังไม่ยั่งยืน

เดิมเป็นป่ามาเป็นวังตั้งประทับ แล้วก็กลับไปเป็นป่าไม่ฝ่าฝืน

เหมือนมียศลดลงไม่คงคืน นึกสะอื้นอายใจมาในเรือ

คุณลุงสนม (สรศักดิ์ สุจริตลักษณ์) ในวัย 64 ปี ท่องคำกลอนข้างต้นประหนึ่งว่าอยู่ในเหตุการณ์ เหมือนเมื่อครั้งสุนทรภู่ได้ประสบพบเห็น ทั้งยังอธิบายเสริมอีกว่า ในครั้งกระโน้นพระเจ้าเสือเสด็จทางเรือมาทางคลองยี่สาร คลองวัด คลองโคน คลองช่อง คลองสุนัขหอน คลองโคกขาม คลองลัด มาออกปากทางบางตะบูน พลางขยับถึงบทนิราศของสุนทรภู่ อีกว่า

ข้ามยี่สารบ้านสองพี่น้องแล้ว ค่อยคล่องแคล่วเข้าชะวากปากตะบูน

คุณลุงสนม ยังอ้างถึง คุณลุงสนิท คู่แฝดของตนว่า “เกิดที่คุ้งตำหนักนี่แหละ อยู่ด้านบางตะบูนออก” หมายถึง หมู่บ้านคุ้งตำหนัก อยู่ทิศตะวันออกของแม่น้ำเพชร ที่จริงมีอีกหลายหมู่บ้านในตำบลนี้ เช่น บ้านแสมชาย บ้านเขาตะเครา บ้านสามแพรก เป็นต้น ซึ่งก็มีคนมอญอยู่ปะปนทั่วไป แต่ไม่หนาแน่นเท่าบ้านคุ้งตำหนัก ปัจจุบัน มีราว 80 หลังคาเรือน ล้วนเป็นคนไทยเชื้อสายมอญทั้งหมด แต่ก็มีบางรายแทรกเข้ามาเป็นเขย เป็นสะใภ้อยู่บ้าง แต่ทั้งหมดก็ยังดำรงชีพและปฏิบัติตามประเพณีพิธีกรรมของบรรพชนคนมอญอยู่เช่นเดิม เป็นต้นว่า การบูชาเซ่นสรวงผีมอญ ลอยกระทง ปั้นหุ่นใส่ในเรือสำเภา พร้อมผลไม้ เงินทอง ทำพิธีไล่โรคห่า สะเดาะเคราะห์ แล้วปล่อยเรือสำเภาไป

สำหรับลวดลายลีลาการละเล่นในเทศกาลของคนมอญคุ้งตำหนัก คุณลุงสนม ยังออกท่าทางพร้อมร้องเพลงลิงลมให้ฟังว่า

ลิงลมเอยมาดมข้าวพอง เด็กน้อยทั้งสองมาทัดดอกจิก

เข้าหัวเข้าหางตรงกลางนกพริก พญาการวิกเล่นเบี้ยกินเหล้า

แล้วมาเข้าลิงลม…

คุณลุงสนม ร้องพลางทำท่าทางถือสากตำข้าวคู่หนึ่งตำไปที่หาง ขณะที่ใช้เชือกคล้องเอวไว้ เอามือปิดหู ผ้าปิดตา ทำท่าทางเป็นลิง

ภายในบริเวณวัดบางด้วน หรือวัดคุ้งตำหนัก มีพระครูนิเทศวัชรธรรม หรือพระอาจารย์สุพจน์ สีโร เป็นเจ้าอาวาส มีญาติโยมคนไทยเชื้อสายมอญจากพื้นถิ่นต่างๆ มาร่วมทำบุญกันมากหน้าหลายตา เขียนบันทึกด้วยภาษามอญไว้บนแผ่นป้ายเป็นหลักฐาน ยังมีสิม (โบสถ์) เก่า รูปทรงงดงามมาก อีกทั้งมีศาลเจ้าแม่อบนาค ซึ่งผู้คนชาวมอญที่ออกมาเล่นสนุกสนานในวันเทศกาลสงกรานต์แล้ว ยังนำดอกไม้ไปไหว้เจ้าแม่ด้วยทุกครั้ง

ถ้าพูดถึงวิถีของผู้คนตั้งแต่เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเพชรแล้ว ต่างดำรงชีวิตเรียบง่าย ตัดไม้เผาถ่าน เย็บใบจากสำหรับจำหน่ายไว้เพื่อมุงหลังคา แม่มณฑา ขาวสว่าง วัย 69 ปี เล่าว่า

“ราคาจากที่เย็บเป็นตับแล้ว ในช่วงก่อนๆ ขายได้ตับละสลึง ถือว่าได้ราคาดี ปัจจุบันไม่ค่อยมีผู้นิยมใช้กันมาก ราคาก็ขายกันตับละสามบาท…

นอกจากนี้ ยังเก็บลูกตะบูนไปขายได้อีก เขานิยมใช้ฟอกหนัง…”

อาหารการกินก็ยังคงสืบทอดจากคนเฒ่าคนแก่ มีทั้งแกงกระเจี๊ยบ มะตาด แกงลูกจาก หัวตาล มีปลาดุก ปลากด ปลากระบอก ปลาอีทู่ ปลาบู่ กุ้งแม่น้ำ ที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์เป็นองค์ประกอบ อีกทั้งผักชะคราม ยอดปรง ยังมี เมี่ยง ใส่ตะลิงปลิงเป็นเครื่องเคียง หรือจะนำลูกตะลิงปลิงไปตากแห้ง กวน เชื่อมกับน้ำตาล ก็ยังทำกันอยู่ในทุกวันนี้

คุณบุปผา ขาวสว่าง สาวมอญอีกคนหนึ่ง เล่าย้อนอดีต เมื่อครั้งพ่อและแม่ต้องเดินทางเข้าตัวเมืองเพชรบุรี แต่ละครั้งต้องพายเรือกระแชงจากบ้านคุ้งตำหนัก ออกเรือตั้งแต่ 6 ทุ่ม

กว่าจะถึงเมืองเพชร ก็สว่างพอดี

การหาน้ำจืดมาดื่ม มาใช้ ก็แสนยาก คุณบุปผา อธิบายว่า ต้องตะแคงเรือใส่น้ำบริเวณหน้าวัดใหม่สุธาวาส วัดกุฏท่าแร้ง ได้น้ำจืดมาค่อนลำเรือ ถึงท่าน้ำหน้าบ้าน จึงช่วยกันตักเข้าเก็บในโอ่ง ไว้กิน ไว้ใช้ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ

กล่าวได้ว่า ผู้คนชาวมอญที่ได้อพยพโยกย้ายถิ่นมาอยู่ปลายแม่น้ำเพชรบุรี ก่อนจะไหลลงปากอ่าว ก. ไก่ ยังคงใช้ชีวิตอันอบอุ่น ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะกลายเป็นนากุ้ง และกำลังจะเป็นผืนนากุ้งร้าง น้ำทะเลยังคงหนุนท่วมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ท่าน้ำหลายท่ากำลังหดหาย สะพานข้ามแม่น้ำเพชรผุดโผล่ขึ้นก็ตาม แต่สำนึกและจิตวิญญาณของคนรุ่นก่อน โดยเฉพาะชาวมอญคุ้งตำหนัก ยังโหยหาอดีตที่หวานชื่นอยู่มิรู้วาย

มหาเจดีย์มุเตา เมืองหงสาวดี อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ของ พระเจ้าราชาธิราช

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

มหาเจดีย์มุเตา เมืองหงสาวดี อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ของ พระเจ้าราชาธิราช

เมืองพะโค (Bago) หรือ หงสาวดี ชาวมอญเรียกว่า หานตาวดี (Hanthawaddy) อยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้ง ประมาณ 80 กิโลเมตร เคยเป็นอาณาจักรของคนมอญ เล่ากันสืบต่อเป็นตำนานมาว่า สร้างโดยสองพี่น้องชาวมอญ ชื่อ สมละ และ วิมละ ในราวปี พ.ศ. 825 หลังจากนั้นอีกประมาณ 260 ปี พม่าก็เข้ายึดครอง จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 1912 พระเจ้าพินยะอุ ผู้ครองเมืองเมาะตะมะ ได้ย้ายราชธานีมาที่พะโค

กษัตริย์มอญที่สำคัญองค์หนึ่งคือ พระเจ้าราชาธิราช ซึ่งเป็นต้นเรื่องของวรรณคดี ราชาธิราช ที่เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เรียบเรียงไว้เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเรื่องราวการรบระหว่างชนชาติมอญกับพม่า ที่เรารู้จักนามกันดี ฝ่ายมอญ มีพระเจ้าราชาธิราช ส่วนฝ่ายพม่า มีพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง บรรดาแม่ทัพนายกองฝ่ายมอญที่มีนาม อุโฆษ เช่น สมิงพ่อเพชร สมิงนครอินทร์ สมิงพระราม เป็นต้น ส่วนฝ่ายพม่ามีมังต่างๆ ทั้ง มังมหานรธา มังนันทสู มังนันทมิตร เป็นต้น ต่างทำสงครามรบพุ่งกันอย่างยาวนาน ยืดเยื้อ ด้วยฝีมือและไหวพริบอันชาญฉลาดของขุนนางและทหารเอกแต่ละฝ่าย

หัวเมืองมอญในอดีต เช่น เมาะตะมะ ทวาย ตะนาวศรี มะริด เป็นต้น ล้วนเป็นดินแดนกันชนระหว่างสยามกับพม่า เพราะเป็นเมืองท่าที่มีทางออกสู่ทะเล พม่าจึงต้องพยายามตีมอญเพื่อใช้เบิกทาง บุกมาตีกรุงศรีอยุธยาหลายครั้งหลายคราว

ในปี พ.ศ. 2084 พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กษัตริย์พม่า แห่งเมืองตองอู ตีเมืองหงสาวดีได้

ครั้งนั้น บรรดาชาวมอญถูกฆ่าฟันล้มตายจำนวนมาก จนบางส่วนต้องหลบหนีมาพึ่งสยาม ที่เหลือก็อยู่อย่างทุกข์ทรมาน นักประวัติศาสตร์ชาวพม่าบันทึกไว้ กล่าวถึงความบกพร่องอันยิ่งใหญ่ของคนมอญ ที่ไม่มีความทะเยอทะยานในด้านการเมือง จึงไม่เคยแสวงหาอาณาจักรของตนเอง แต่ในความเป็นจริงมิใช่เช่นนั้น ชาวมอญเป็นผู้เคร่งครัดในปรัชญาพุทธศาสนา เน้นหลักไม่เบียดเบียน ข่มเหง รังแกผู้อื่น อีกทั้งนิยมชมชอบในศิลปวิทยาสถาปัตยกรรม ตลอดจนหัตถกรรมมากกว่าการสู้รบกัน

กระทั่งปี พ.ศ. 2109 พระเจ้าบุเรงนอง ได้ตั้งเมืองหงสาวดีขึ้นเป็นราชธานี แห่งราชวงศ์ตองอู และได้ย้ายราชธานีไปยังกรุงอังวะ (Inwa) ในเวลาต่อมา คราวนี้มอญก็ประกาศอิสรภาพจากพม่า แต่ไม่นานนักพระเจ้าอลองพญาแห่งพม่าก็ยกทัพมาปราบอีก สุดท้ายพม่าต้องตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ คราวนี้อังกฤษก็พยายามจัดตั้งรามัญประเทศขึ้นใหม่ เพื่อประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของตน โดยเที่ยวสืบหาเชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์หงสาวดี เพื่อให้มาครองราชย์สืบสันติวงศ์มอญต่อไป

ยังมีคำบอกเล่าอีกว่า เชื้อพระวงศ์ของมอญได้สูญสิ้นไปแล้วทั้งหมด หรือเป็นเลศนัยอย่างหนึ่งของอังกฤษ นักล่าอาณานิคมที่แสร้งกล่าวเช่นนั้น เพื่อผลประโยชน์บางอย่างทำนองนัยซ่อนเร้น

อย่างไรก็ตาม รามัญ ประเทศของผู้คนชาวมอญได้หายไปจากแผนที่โลกแล้วจริงๆ

ในอาณาจักรหงสาวดียังมี พระธาตุมุเตา หรือเจดีย์ชเวมอว์ดอว์ (Shwemawdaw) เป็นสถาปัตยกรรมที่สูงค่าของคนมอญที่ยืนเด่นอยู่อย่างท้าทาย นับเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในเมียนมา เป็นอีกหนึ่งองค์มหาเจดีย์ในจำนวน 5 องค์ คำว่า “มุเตา” เป็นภาษามอญ แปลว่า จมูกร้อน เนื่องจากต้องแหงนหน้ามองยอดเจดีย์ที่สูงถึง 114 เมตร จนคอตั้งบ่า แสงแดดจึงแผดเผาจมูกจนร้อนถึงกับไหม้เกรียมเลยทีเดียว

พระธาตุมุเตา มีลักษณะรูปทรงแบบเจดีย์มอญอื่นๆ แต่มีอายุเก่าแก่กว่า กล่าวกันว่ามีอายุถึง 2,000 ปี สร้างโดยสองพี่น้องชาวมอญ เพื่อประดิษฐานพระเกศาธาตุ 2 เส้น ที่ได้รับจากพระพุทธเจ้า พระเจ้าบุเรงนองให้แกะอัญมณีเม็ดใหญ่จากยอดพระมหามงกุฎมาถวายเป็นฉัตรยอดเพื่อเป็นพุทธบูชา

พระธาตุมุเตาต้องประสบกับแผ่นดินไหวหลายครั้งหลายหน ครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2473 จนแผ่นดินสะท้านสะเทือนไปทั่วอาณาบริเวณในเมียนมา จนมาถึงเมืองสยาม เป็นเหตุให้พระธาตุมุเตาถึงกับพังทลายลง ชาวมอญและชาวพม่าร่ำไห้ไปทั้งเมือง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงรำพึงรำพันว่า เสียดายยิ่งนัก ได้พบเห็นแต่เพียงกองดินสูงใหญ่ท่วมถมออกไปจนพ้นลาน น่าอนาถใจยิ่งนักพุทธศาสนิกชนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า

รวมถึงชาวไทย ได้รวมใจผสานศรัทธาเรี่ยไรเงิน กระทั่งก่อสร้างเจดีย์ชเวมอร์ดอว์ขึ้นมาใหม่ ในปี พ.ศ. 2479 ชิ้นส่วนของเจดีย์ที่หักพัง ได้จัดแสดงไว้บริเวณลานทางทิศเหนือ กลายเป็นจุดอธิษฐานศักดิ์สิทธิ์ของชาวมอญ และอีกหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า เพื่อให้ชีวิตมั่นคงถาวร

ส่วนยอดเจดีย์ที่หักลงมานั้น ได้มีการสร้างมงกุฎครอบไว้ บนลานเจดีย์ยังมีพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ โดยจัดแสดงสิ่งของที่พุทธบริษัทนำมาสักการะ ทั้งพระพุทธรูป สร้อยคอ ดาบ เงิน ทอง จำนวนมาก

การละเล่น “วัวลาน” หรือ “วัวระดอก” กีฬาพื้นเมืองของนักเลงวัวเมืองเพชร

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

รศ.ดร. บุญยงค์ เกศเทศ

การละเล่น “วัวลาน” หรือ “วัวระดอก” กีฬาพื้นเมืองของนักเลงวัวเมืองเพชร

ผมจำได้ว่า เมื่อสมัยเป็นเด็ก คราลมหนาวโชยมาเอื่อยๆ พ่อ แม่ คุณน้า คุณอา นิยมทำลานนวดข้าวไว้ที่ทุ่งนา ใกล้บริเวณที่วางฟ่อนข้าวซึ่งเรียงลำดับไว้สูงท่วมหัว เรียกกันว่า “ลอมข้าว” เมื่อทำลานเสร็จ แห้งสนิทดีแล้ว จึงนำฟ่อนข้าวมาเรียงจากโคนเสากลาง ซึ่งเรียกว่า “เสาเกียด” ออกมาจนเกือบสุดลาน และทำเช่นนี้เรื่อยไปจนฟ่อนข้าวหนาจากพื้นลานราวครึ่งค่อนเมตร

วิธีการนวดข้าวก็ใช้วัวเป็นเครื่องผ่อนแรงช่วยนวด ซึ่งนิยมปฏิบัติกันในคืนเดือนหงาย จันทร์กระจ่างฟ้า อากาศเย็นสบาย ชาวนาต่างทำลานพื้นเรียบ โดยใช้ดินเหนียวผสมแกลบ น้ำ และมูลวัว คลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน ค่อนข้างเหลว ก่อนจะเทฉาบไล้ไปบนผืนดินที่ถากหญ้าปรับแต่งพื้นให้เรียบไว้แล้ว ขณะเดียวกันก็ต้องขุดหลุมปักเสาไม้เนื้อแข็งไว้ตรงกลาง เป็นจุดศูนย์กลาง มีรัศมีโดยรอบราว 6-10 เมตร จากนั้นจะผูกวัวเรียงเป็นแถวหน้ากระดานไว้กับเสาเกียด นิยมใช้วัวราว 5-7 ตัว ขึ้นอยู่กับความกว้างของพื้นลาน

วัวที่ผูกราวคานอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางไม่ต้องใช้กำลังและฝีเท้ามาก เพราะเดินอยู่ในช่วงหมุนรอบสั้นวนเป็นรอบไปเรื่อยๆ แต่วัวตัวที่อยู่ปลายคานนอกสุด อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลาง ระยะทางที่ต้องเดินจะไกลกว่า จำเป็นต้องเลือกวัวตัวที่มีกำลังและฝีเท้า ด้วยเหตุที่วัวทุกตัวต้องเดินเหยียบย่ำไปบนฟ่อนข้าว หมุนรอบเสาเกียดไปหลายรอบ จนเมล็ดข้าวเปลือกหลุดออกจากรวงข้าว

เมื่อพิจารณาดูเห็นว่า เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวงข้าวแล้ว สังเกตจากฟางที่วัวย่ำเหยียบเริ่มปลิวกระจายตามแรงเท้าของวัว แสดงว่า เมล็ดข้าวได้กองอยู่บนพื้นลานเรียบร้อยแล้ว เป็นอันเสร็จภารกิจของวัว จึงแก้เชือกวัวออกจากราวคาน จูงวัวออกมาพัก

จากนั้นจะใช้ไม้ขอฉาย หรือ คันฉาย เป็นไม้ไผ่ขนาดพอเหมาะมือ มีตาหรือกิ่งติดอยู่ปลายไม้ยาวสักคืบหนึ่งมาเกี่ยวโยงฟางกวัดเหวี่ยงสลัดเมล็ดข้าวที่ติดค้างอยู่ให้หลุดร่วงอีกครั้ง ก่อนจะโกยฟางไปกองไว้ด้านนอกลาน ก็จะเห็นเมล็ดข้าวนอนเรียงอยู่บนพื้นลาน สะดวกในการเก็บเอามาฝัด จนเศษฟางร่วงออกหมด กวาดเก็บเฉพาะเมล็ดข้าวใส่กระบุง หรือกองไว้สำหรับใส่เกวียนบรรทุกกลับสู่เหย้าเรือน

จากวิถีการนวดข้าวอันเป็นปกติวิสัยของพี่น้องชาวเพชรบุรี ได้พัฒนามาสู่กีฬาการละเล่น “วัวลาน” หรือ “วัวระดอก” ด้วยเห็นว่าเสร็จหน้านาแล้ว กว่าจะถึงฤดูกาลเพาะปลูกหว่านดำก็ต้องรอให้เข้าหน้าฝนเดือนหก เดือนเจ็ด วัวอาจต้องพักนานเกินไป

สนามแข่งขันวัวลานนั้นต้องเป็นลานดิน มีลักษณะทรงกลม ขุดหลุมฝัง “เสาเกียด” ไว้ตรงกลางลาน ใช้เชือกห่วงและเชือกพวนคล้องไว้ที่เสาเกียด สำหรับผูกวัว ปัจจุบัน นิยมใช้ยางนอกรถยนต์เป็นเชือกห่วง ส่วนเชือกพวนคือ เชือกคานที่ทาบคอวัวผูกติดกันไว้เป็นราว ซึ่งต้องนำไปผูกกับเชือกห่วงอีกทีหนึ่ง จากเสาเกียดวัดเส้นรัศมี ราว 20-25 เมตร นั่นหมายถึง เส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 40-50 เมตร บริเวณริมสนามด้านใดด้านหนึ่งต้องสร้างหอคอย สูงประมาณ 3-5 เมตร เพื่อให้คณะกรรมการและโฆษก จำนวน 3-5 คน นั่ง

สำหรับวัวที่ใช้วิ่งแข่งขันวัวลานมีอยู่ 3 ส่วน แต่ละส่วนมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ส่วนแรก เป็นวัวที่ต้องเพ่งมองไม่กะพริบตา คือ “วัวนอก” เป็นวัวตัวที่ 19 หรือตัวสุดท้าย ที่ผูกอยู่ปลายเชือกพวน จะต้องคัดเลือกวัวที่มีพละกำลัง มีความแคล่วคล่องว่องไวและฉลาดปราดเปรียวเป็นเลิศ เพราะจะต้องวิ่งชนะบรรดาวัวในทั้งราวคานให้ได้

ส่วนที่สอง เป็น “วัวใน” คือกลุ่มวัวที่อยู่ถัดจากวัวนอกเข้ามาในราวคาน 3 ตัว (ตัวที่ 16, 17 และ 18) จะต้องเลือกวัวตัวที่มีฝีเท้าดี มีพละกำลังดีเช่นกัน และ

ส่วนที่สาม เป็น “วัวคาน” คือวัวที่อยู่เรียงชิดติดอยู่กับวัวใน ตัวที่ 15 เข้าไปถึง ตัวที่ 1 ซึ่งอยู่ชิดกับเสาเกียด วัวกลุ่มนี้มีหน้าที่ช่วยพยุงวัวนอกและวัวในให้แข่งขันกันเต็มกำลัง อย่างไรก็ดี ทั้งวัวนอกและวัวใน ตลอดจนวัวคาน ต้องเป็นวัวพันธุ์ไทยเพศผู้เท่านั้น นักเลงวัวตัวจริงต้องดูจากสายเลือดทั้งพ่อและแม่ก่อนจะผสมกัน

ครั้งถึงเวลาแข่งขันก็มีอยู่เพียง 2 ฝ่าย คือ “ฝ่ายวัวรอง” หรือ “วัวใน” คือวัวลำดับที่ 15-18 นับจากเสาเกียด และ “ฝ่ายวัวนอก” คือตัวที่ 19 หรือตัวสุดท้าย หากฝ่ายใดล้มหรือถูกลาก ฝ่ายนั้นจะถูกจับแพ้ทันที ในบางคราววิ่งกันไม่กี่รอบก็ถูกจับแพ้ แต่บางคราวอาจวิ่งได้นับเป็นร้อยๆ รอบก็มี

องค์ประกอบของการแข่งขันวิ่งวัวลาน จำเป็นต้องมี “ราวผูกวัว” เป็นเรือนโรงขนาดใหญ่รอบๆ “ลานวัว” เป็นบริเวณพื้นที่ที่ผูกวัวสำหรับเตรียมตัวจะเข้าแข่งขันวัวลาน เมื่อเจ้าของวัวนำวัวขึ้นรถไปถึงลานวัวเป็นเวลาที่พลบค่ำ เจ้าของวัวจะนำวัวลงจากรถบรรทุก นำไปผูกไว้ยัง “ราวผูกวัว” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้จัดให้มีการเล่นวัวลานเป็นผู้จัดเตรียมไว้ ซึ่งก็จะอยู่ติดกับ “ลานวัว” นั่นเอง

ในวงการนักเลงวัวเมืองเพชร มีวงศัพท์ในการพูดถึงวัวแต่ละประเภท ดังนี้ “วัวผูก” หรือ “วัวพวง” ต้องมี 19 ตัว จึงจะครบชุดของการละเล่นในแต่ละครั้ง

ภายในกลุ่มวัวพวง จะมี “วัวสาม” เป็นวัวตัวที่ 17 คือ “วัวยืน” ตัวที่ 18 “วัวติด” ตัวที่ 19 อยู่นอกสุด วัวทั้ง 3 ตัว นี้ถือเป็นวัวแข่งขัน จำเป็นต้องเลือกวัวที่มีฝีเท้าและพละกำลังพอๆ กัน

วัวใครจะชนะหรือแพ้นั้น ต้องดูที่พฤติกรรมการวิ่งของวัวรอง หรือวัวคาน ซึ่งนับตั้งแต่ ตัวที่ 18 มาหาตัวที่ 1 ซึ่งอยู่ใกล้เสาเกียด มักเน้นเฉพาะ ตัวที่ 17 (วัวสาม) ตัวที่ 18 (วัวยืน) เพื่อแข่งขันกับวัวนอก (วัวติด) ตัวที่ 19 ถ้าวัวนอกวิ่งแซงวัวรองโดยสามารถลากวัวรองไปได้อย่างไม่เป็นขบวน ทำให้วัวรองดิ้นหลุดจากระดับแถว หรือตัวใดตัวหนึ่งล้มลง แสดงว่าวัวนอกชนะ แต่ถ้าวัวรองสามารถวิ่งแซงหรือลากวัวติดไปสุดช่วงตัว วัวติดล้ม หรือวิ่งไม่ทัน ถือว่าฝ่ายวัวรองชนะ

การแข่งขันวัวลานแต่ละครั้ง (คืน) มักมีวัวหลายร้อยตัวจากผู้เข้าร่วมหลายหมู่บ้าน ตำบล และจังหวัด ซึ่งแต่เดิมเล่นกันอยู่ในวงจำกัด เฉพาะในเขตอำเภอบ้านลาด อำเภอท่ายาง และอำเภอเมือง เท่านั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า ปัจจุบันมักมีการเล่นพนันแอบแฝงอยู่ด้วย แต่ละคราวมีวงเงินหมุนเวียนนับล้านบาททีเดียว ขณะวัวที่เข้าแข่งขันก็มักถูกปฏักทิ่มแทงอย่างไม่ยั้งมือ บาดเจ็บเลือดโทรมร่าง แต่ละฝ่ายน่าจะต้องหันมาทบทวนในเรื่องนี้บ้างก็จะเป็นการดีที่ยังสามารถสืบทอดการละเล่นไว้ได้โดยไม่ผิดเพี้ยนเจตนารมณ์ของบรรพชน

%d bloggers like this: