ภูมิบ้านภูมิเมือง

All posts tagged ภูมิบ้านภูมิเมือง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ฮกอันตั้ว’ ภูมิสถานฮกแซตึ๊ง บ้านสะแกกรัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467108

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฮกอันตั้ว’ ภูมิสถานฮกแซตึ๊ง บ้านสะแกกรัง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฮกอันตั้ว’ ภูมิสถานฮกแซตึ๊ง บ้านสะแกกรัง

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชุมชนชาวจีนบ้านเหนือ

ด้วยเอกลักษณ์ของอาคาร “ฮกแซตึ๊ง” ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมจีนประยุกต์แบบสื่อเหอหยวนหรือเรือนสี่ประสาน แห่งเดียวของบ้านสะแกกรัง เมืองอุทัยธานี
อาคารหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๕๕-๕๖ ในรัชกาลที่ ๕ จึงเป็นอาคารอนุรักษ์ที่สำคัญที่น่าสนใจ เพราะในวันที่ ๒๓ มกราคมนี้ อาคารแห่งนี้ผู้ดูแลจะน้อมเกล้าฯถวายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของบ้านสะแกกรังในโอกาสต่อไป อาทิตย์นี้จึงสืบค้นถึงชุมชนคนจีนบ้านเหนือของบ้านสะแกกรัง จากความเป็นถิ่นกำเนิดและที่พักอาศัยของบุคคลสำคัญหลายสกุลที่รู้จักกันดี คือ สมเด็จพระวันรัต(เฮง เขมจารี), พระยาวิฑูรธรรมพิเนต (โต๊ะ อัมระนันทน์), พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) เป็นต้น

คณะศึกษาและท่องเที่ยวเข้าชม

ภายหลังจากโฉนดที่ดินที่ออกเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๕ บนที่ดินกว่า ๑ ไร่นั้น ได้จัดตั้งสำนักกินเจหรือโรงเจขึ้นมีชื่อว่า ฮกอันตั้ว เป็นสาขาจากโรงเจวัดเล่งเน่ยยี่ที่เข้ามา
ประกอบกิจกรรมทางศาสนา สักการะเจ้าแม่กวนอิมและจัดพิธีไหว้พระถือศีลกินเจตามประเพณีนิยม โดยมีจีนแส เดินทางมาพำนักประกอบการศาสนาประจำในโรงเจแห่งนี้ตามลำดับ ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ ด้วย เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลงวัดเล่งเน่ยยี่ได้ส่งจีนแสชื่อ เล็ก แซ่ลี้ จึงได้เดินทางมาประจำ ด้วยเหตุที่จีนแสเป็นผู้มีความรู้การรักษาโรคแบบจีนและการทำยาสมุนไพร นอกจากได้เข้ามาดูแลกิจการโรงเจตามปกติแล้ว ยังได้อาศัยอาคารชั้นล่างของโรงเจ นั้นเปิดร้านขายยาจีนและรักษาอาการไข้ไปด้วย ใช้ชื่อเป็น “ฮกแซตึ๊ง” ในไม่ช้าผู้คนก็รู้จัก ฮกแซตึ๊ง มากขึ้นว่าเป็นร้านขายยาของชุมชนคนบ้านเหนือ ซึ่งเป็นถิ่นฐานของคหบดีที่มีกิจการโรงสีและมีท่าจอดเรือค้าขายข้าวเป็นหลัก

ตู้และชั้้นสมุนไพรของร้านขายยา

สำนักกินเจหรือโรงเจแห่งนี้เป็นอาคารสองชั้นที่สร้างด้วยอิฐฉาบปูนเป็นอาคารชั้นล่างและอาคารไม้สักเป็นชั้นบน สถาปัตยกรรมจีนแบบสื่อเหอหยวนคือแบบเรือนสี่ประสาน โดยแบ่งเป็นสัดส่วน ดังนี้ ๑.อาคารหลักอยู่ตรงกลาง โดยมี ๒.อาคารด้านหลัง และด้านข้างเป็น ๓.อาคารตะวันออก และ ๔.อาคารตะวันตกอยู่ขนาบซ้ายขวาประสานกัน โดยอาคารหลักนั้นด้านหน้าเป็นลานกว้างและมีประตูชั้นใน ต่อจากนั้นเป็นลานดินด้านนอกปลูกต้นไม้และมีประตูด้านนอก

บันไดทางขึ้นตะวันออก

สำหรับอาคารด้านตะวันตกและตะวันออกทั้งสองชั้นนั้น ได้มีการสร้างอาคารแยกใช้เป็นห้องสำหรับเป็นบันไดขึ้นด้านหน้าต่อจากอาคารตะวันออก (ใต้) และห้องด้านหน้าต่อจากอาคารตะวันตก (เหนือ) การปรับอาคารโรงเจให้เป็นร้านขายยาสมุนไพรไทย-จีนนั้น น่าจะมีการต่อเติมและจัดพื้นที่บางส่วนจากการใช้เป็นโรงเจและที่พักอาศัยของจีนแสไปด้วย เดิมอาคารหลักส่วนห้องโถงชั้นล่างนั้นใช้เป็นห้องส่วนรับแขกและอาคารอเนกประสงค์สำหรับผู้เข้ามาถือศีลกินเจตามเทศกาล เมื่อมีการปรับเป็นร้านขายยาจึงมีการจัดใหม่ให้ชั้นล่างนี้เป็นร้านขายยาสมุนไพร่จีนโดยมีตู้ชั้นเก็บตัวยาเพื่อจัดตามใบสั่ง มีป้ายร้าน ภาษาไทยว่า “ยี่ห้อฮกแซตึ๊ง ขายยาจีน ยาฝรั่งยาต่างๆ” อาคารหลักชั้นบน เป็นห้องโถงใช้เป็นสถานที่ตั้งแท่นบูชากวนอิมและบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งโรงเจนั้น ยังคงสภาพเดิมไว้ ซึ่งมีแผ่นป้าย-ภาพกระจกสี คำอวยพรและสัญลักษณ์มงคลพื้นชั้นบนนั้นเป็นไม้สักเก่า มีฝากั้นประดับกระจกและฝาบานพับปิด-เปิดตามแบบอาคารจีน โดยมีห้องด้านตะวันออกและตะวันตกสำหรับเป็นที่พักของจีนแส หรือแขกคนสำคัญ ดังนั้น อาคารฮกแซตึ๊งแห่งนี้จึงเป็นสถาปัตยกรรมจีน ที่ยังอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างตำนานของตำรายาหอมของบ้านสะแกกรังใช้รักษาผู้คนในชุมชนนี้มานานมากกว่า ๑๒๐ ปีแล้ว

ภาพจีนแสและบุคคลสำคัญในอดีต

ภาพจีนแสและบุคคลสำคัญในอดีต
ร้านขายยาฮกแซตึ๊ง

ร้านขายยาฮกแซตึ๊ง
ร้านขายยาฮกแซตึ๊งชั้นล่าง

ร้านขายยาฮกแซตึ๊งชั้นล่าง
ห้องโถงชั้้นบน

ห้องโถงชั้้นบน
ห้องเก็บสมุนไพรประกอบยา

ห้องเก็บสมุนไพรประกอบยา
ป้ายและโต๊ะจ่ายยาแบบเก่า

ป้ายและโต๊ะจ่ายยาแบบเก่า
ระเบียงชั้นบน

ระเบียงชั้นบน
อุปกรณ์การทำยาสมุนไพร

อุปกรณ์การทำยาสมุนไพร
อาคารฮกแซตึ๊ง

อาคารฮกแซตึ๊ง
ห้องโถงชั้นล่างของอาคารหลัก

ห้องโถงชั้นล่างของอาคารหลัก
รางเหล็กใช้บดสมุนไพร

รางเหล็กใช้บดสมุนไพร
ภาพเขียนสีบนกระจก

ภาพเขียนสีบนกระจก
พ่อค้าชาวจีนบ้านเหนือ

พ่อค้าชาวจีนบ้านเหนือ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระแก้วมรกต’ พระพุทธรูปสำคัญแห่งพระราชอาณาจักร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/465599

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระแก้วมรกต’ พระพุทธรูปสำคัญแห่งพระราชอาณาจักร

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระแก้วมรกต’ พระพุทธรูปสำคัญแห่งพระราชอาณาจักร

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เครื่องทรงพระแก้วมรกต

เมื่อแรกการสร้างกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๓๒๕ นั้นได้มีการสถาปนาวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นเป็นปฐมเพื่ออัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต ประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปสำคัญของพระราชอาณาจักรสยามหรือกรุงรัตนโกสินทร์ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยพระแก้วมรกต ซึ่งเป็นสิ่งเคารพนับถือสูงสุดของแผ่นดิน จากตำนานนั้นกล่าวว่าพระแก้วมรกตสร้างเมื่อพ.ศ.๕๐๐ โดยพระนาคเสนเถระ วัดอโศการามกรุงปาฏลีบุตร ในแผ่นดินพระเจ้ามิลินท์หรือเมนันเดอร์ โดยสมเด็จพระอมรินทราธิราช พร้อมกับพระวิสสุกรรมเทพบุตร นำแก้วโลกาทิพยรัตตนายกอันมีรัตนายกดิลกเฉลิม ๑,๐๐๐ ดวงสีเขียวทึบ มาจำหลักเป็นพระพุทธรูปถวายให้พระนาคเสน ถวายพระนามว่า พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต

พระนาคเสนได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุลงไปในพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต ๗ องค์ คือพระโมลี พระนลาฏ พระนาภี พระหัตถ์ซ้าย-ขวา และพระเพลาซ้าย-ขวา เมื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานครั้งนั้นได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นพระนาคเสนจึงพยากรณ์ว่าพระแก้วมรกตองค์นี้จะได้เสด็จไปโปรดสรรพสัตว์ในเบญจประเทศคือ ลังกาทวีป กัมโพชะศรีอโยธยา โยนะวิสัย ปะมะหละวิสัย และสุวรรณภูมิซึ่งภายหลังนั้นพระแก้วมรกตได้ถูกอัญเชิญสถิตในดินแดนต่างๆ หลายแห่งตามคำพยากรณ์และหายไปโดยไม่มีใครกล่าวถึง จนมีหลักฐานการพบในสุวรรณภูมิหรือไทยว่า มีการพบครั้งแรกจากเจดีย์วัดป่าญะ ตำบลเวียงเมืองเชียงราย ปัจจุบันคือวัดพระแก้ว ครั้งเกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าองค์พระเจดีย์เมื่อปี พ.ศ.๑๙๗๗ ทำให้พระเจดีย์พังทลายลง จึงพบพระพุทธรูปพอกปูนลงรักปิดทอง จึงอัญเชิญประดิษฐานในวิหาร ต่อมาปูนที่พอกอยู่ได้กะเทาะออกตรงบริเวณพระนาสิกจึงเห็นเป็นเนื้อแก้วมรกต เมื่อกะเทาะปูนออกหมดจึงเห็นเป็นเนื้อหยกสีมรกตทั้งองค์

ช้างอัญเชิญพระแก้วมรกต

พระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งเมืองเชียงใหม่ทราบเรื่องการค้นพบพระแก้วมรกต จึงอัญเชิญมาเพื่อประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่ แต่ช้างที่อัญเชิญพระแก้วมรกตนั้นกลับเดินทางไปเมืองลำปาง จึงอัญเชิญไว้ที่วัดพระแก้วดอนเต้า จนถึงสมัยพระเจ้าติโลกราช จึงได้เชิญพระแก้วมรกตกลับมาประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่ แม้จะสร้างวิหารทรงปราสาทเพื่อประดิษฐานให้ก็ถูกฟ้าผ่าอยู่หลายครั้งต่อมาพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งล้านช้างซึ่งเป็นญาติกับราชวงศ์ล้านนาได้ครองเมืองเชียงใหม่อยู่ระยะหนึ่งเมื่อเสด็จกลับหลวงพระบางนั้นได้อัญเชิญพระแก้วมรกตพร้อมกับพระพุทธสิหิงค์ไปด้วยกัน ต่อมาเมืองเชียงใหม่ขอคืนพระพุทธรูปจึงได้แต่พระพุทธสิหิงค์กลับคืนส่วนพระแก้วมรกตนั้นเมื่อล้านช้างย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมายังนครเวียงจันทน์ จึงอัญชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่หอพระแก้ว

อัญเชิญพระแก้วมรกต

เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง พระองค์ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบาง มาจากนครเวียงจันทน์ครั้งแรกประดิษฐาน
ที่วัดอรุณราชวราราม เมื่อมีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๑ จึงอัญเชิญพระแก้วมรกตลงบุษบกในเรือพระที่นั่งข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มาประดิษฐานยังวัด
พระศรีรัตนศาสดาราม พระราชทานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” ส่วนพระบางนั้นได้ส่งคืนกลับให้แก่อาณาจักรล้านช้าง ด้วยเหตุที่พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปประจำพระราชอาณาจักรจึงสถิตเป็นประธานในพระราชพิธีอยู่ทุกสมัยรัชกาลเช่น พระราชพิธีตรียัมปวายและตรีปวาย, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลมาฆบูชา-วิสาขบูชา-อาสาฬหบูชา,พระราชพิธีศรีสัจปานกาลถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา,พระราชพิธีสงกรานต์, พระราชพิธีฉัตรมงคล,พระราชพิธีพืชมงคล, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเข้าพรรษา-อุปสมบทนาคหลวง, พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, พระราชพิธีตรึงหมุดธงชัยเฉลิมพล, พิธีจารึกพระสุพรรณบัฏดวงพระราชสมภพและแกะพระราชลัญจกร, พระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก, พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา, และพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรตามกำหนดการดังนี้ เครื่องทรงฤดูร้อนทรงเปลี่ยน วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ เครื่องทรงฤดูฝนทรงเปลี่ยน วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หรือปีอธิกมาส จะเลื่อนเป็นวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ซึ่งตรงกับวันเข้าพรรษา ของทุกปีเครื่องทรงฤดูหนาวทรงเปลี่ยน วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒

ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ตามพยากรณ์และเป็นพระพุทธรูปสำคัญหนึ่งเดียวของศิลปกรรมที่งดงามนั้น พระแก้วมรกตจึงเป็นสิ่งเคารพนับถือของปวงชนชาวไทยได้กราบไหว้สักการะสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้

เรือพระที่นั่งอัญเชิญพระแก้วมรกต

พิมพ์ตะกั่วพระแก้วมรกต

พิมพ์ตะกั่วพระแก้วมรกต
ภาพเขียนพระแก้วมรกต ในรัชกาลที่ ๔

ภาพเขียนพระแก้วมรกต ในรัชกาลที่ ๔
องค์พระแก้วมรกต

องค์พระแก้วมรกต
พระแก้วมรกตน้อย

พระแก้วมรกตน้อย
หอพระแก้ว เวียงจันทน์

หอพระแก้ว เวียงจันทน์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระพุทธสิหิงค์’ พระพุทธรูปสำคัญแห่งวันปีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 5, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/464130

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระพุทธสิหิงค์’ พระพุทธรูปสำคัญแห่งวันปีใหม่

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระพุทธสิหิงค์’ พระพุทธรูปสำคัญแห่งวันปีใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระพุทธรูปสำคัญวันปีใหม่

ในวันปีใหม่ทุกปีนั้น พระพุทธสิหิงค์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครนั้นตามประเพณีจะมีพิธีอัญเชิญเสด็จออกให้ประชาชนทำการสักการบูชาสรงน้ำตามจารีตประเพณีของไทยในวันสงกรานต์อันเป็นวันขึ้นปีใหม่มาแต่โบราณทุกปี ภายหลังวันขึ้นปีใหม่ ๑ มกราคม พระพุทธสิหิงค์ได้กลายเป็นสัญลักษณ์มงคลในวันขึ้นปีใหม่ที่ทุกคนต้องสักการะกราบไหว้เช่นเดียวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ประวัติความเป็นมาของพระพุทธสิหิงค์นั้น ตามตำนานของพระโพธิรังษี พระเถระปราชญ์ชาวเชียงใหม่ แต่งเป็นภาษามคธ เมื่อราวปี พ.ศ.๑๙๖๐ นั้น ได้กล่าวว่า “พระพุทธสิหิงค์นี้ พระเจ้ากรุงลังกา ๓ พระองค์ ได้ร่วมกันกับพระอรหันต์ที่อยู่ในเกาะลังกาสร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ.๗๐๐ และประดิษฐานอยู่เกาะลังกามาได้ ๑,๑๕๐ ปี ต่อมาพ่อขุนรามคำแหงมหาราช (พ.ศ.๑๘๒๐-๑๘๖๐)ทรงรู้ถึงพุทธลักษณะอันงดงามของพระพุทธสิหิงค์ จากพระภิกษุชาวลังกาที่เดินทางเข้ามาสู่ประเทศไทย จึงโปรดเกล้าฯให้พระยานครศรีธรรมราชแต่งทูตเชิญพระราชสาส์น ไปขอประทานพระพุทธสิหิงค์ จากพระเจ้ากรุงลังกา  ซึ่งกรุงลังกาได้ถวายมาตามพระราชประสงค์ อัญเชิญมาประดิษฐานยังเมืองสุโขทัย และเมืองต่างๆ ในประเทศไทยอีกหลายแห่ง เช่น พิษณุโลก กรุงศรีอยุธยากำแพงเพชร เชียงราย  เชียงใหม่และกรุงเทพฯ ในที่สุด

พระพุทธสิหิงค์

สำหรับความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธสิหิงค์นั้นมีตำนานกล่าวว่า “การสร้างนั้นได้ประกอบขึ้นด้วยแรงอธิษฐาน ๓ ประการ คือ ๑.คำอธิษฐานของพระอรหันต์ผู้ร่วมพิธีสร้าง ๒.แรงอธิษฐานของพระเจ้ากรุงลังกาผู้สร้างทั้งสามพระองค์ ๓.อานุภาพแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทำให้เชื่อว่าการที่พระพุทธสิหิงค์เสด็จประทับอยู่ที่ใด พระพุทธศาสนาย่อมรุ่งเรืองดังดวงประทีปเสมือนหนึ่งพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่”พระพุทธสิหิงค์จึงเป็นพระพุทธรูปที่มีความสำคัญยิ่งมากกว่าจะมีพุทธศิลป์ที่สร้างได้สัดส่วนและงดงามที่สุดแล้ว ยังเป็นที่นิยมการพระพุทธสิหิงค์ให้ปรากฏขึ้นหลายพระองค์ในภูมิภาคต่างๆ พระพุทธสิหิงค์ที่ได้รับการนับถือมาแต่โบราณและมีความสำคัญนั้นมีอยู่ด้วยกัน ๓ องค์ คือ

พระพุทธสิหิงค์ เชียงใหม่

๑.พระพุทธสิหิงค์ขัดสมาธิราบ ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ, ๒.พระพุทธสิหิงค์ขัดสมาธิเพชร แบบสิงห์ ๑ หรือแบบล้านนา ที่วิหารลายคำวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่, ๓.พระพุทธสิหิงค์ขัดสมาธิเพชรแบบนายขนมต้ม ที่หอพระพระพุทธสิหิงค์จังหวัดนครศรีธรรมราช นอกจากนี้ ยังมีพระพุทธสิหิงค์องค์สำคัญในที่อื่นๆ อีก เช่น พระศากยสิงค์ที่ระเบียงวิหารคดรอบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร พระสิหิงค์ที่วัดโคกขาม เมืองสมุทรสาคร เป็นต้น พระพุทธสิหิงค์โดยทั่วไปนั้นมีพุทธศิลปะแบบสมัยเชียงแสน หรือล้านนาแตกต่างตรงสังฆาฏิสั้นลายอันซ้อนกันเรียกว่า สังฆาฏิแฉกเป็นพระพุทธรูปที่เราเรียกรู้กันคือ พระสิงห์ นั่นเองวันปีใหม่ปีนี้กรมศิลปากรได้อัญเชิญพระปฏิมาแห่งแผ่นดิน :พิพิธทศปฏิมาอารยศิลป์โดยอัญเชิญพระพุทธรูปมงคลโบราณที่มีความศักดิ์สิทธิ์ของประเทศไทย คือ พระพุทธสิหิงค์พระพุทธปฏิมาที่มีความสำคัญประจำพระราชวังบวรสถานมงคล(วังหน้า) เป็นพระประธานและพระพุทธรูปพุทธศิลป์นานาประเทศอีก ๙ องค์ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ให้ประชาชนสักการะเนื่องในเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๓ ได้แก่ พระพุทธรูปปางประทานอภัยสลักจากศิลา ศิลปะอินเดีย, พระอมิตาภพุทธเจ้าศิลปะญี่ปุ่น, พระพุทธรูปสมาธิ ศิลปะลังกา, พระพุทธศากยมุนี ศิลปะจีน, พระพุทธรูปทรงเครื่องมารวิชัยศิลปะเมียนมา, พระพุทธรูปมารวิชัย ศิลปะลาว, พระพุทธศากยมุนี ศิลปะเวียดนามเหนือ, พระพุทธรูปมารวิชัย สมัยมัณฑเลย์ ศิลปะเมียนมา และ พระพุทธรูป ทรงเครื่องมารวิชัย ศิลปะช่างเมืองพระตะบอง กัมพูชา เป็นต้น เช่นเดียวกันทุกพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศได้ร่วมกันอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญและสิ่งมงคลมาให้สักการบูชาซึ่งล้วนเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสิริมงคลและสิ่งยึดมั่นของพุทธศาสนิกชนทั่วไป โดยเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นจะบันดาลอานุภาพให้สามารถบำบัดทุกข์บำรุงสุขในใจให้เกิดความมานะบากบั่นไม่ท้อแท้ ทำให้จิตที่สิ้นหวังกลับสดชื่นมีความเข้มแข็ง และกล้าหาญที่จะอยู่บนโลกนี้ต่อไป

 

พระพุทธสิหิงค์ เมืองนครฯ

พระพุทธสิหิงค์ เมืองนครฯ
พระพุทธสิหิงค์ วัดโคกขาม สมุทรสาคร

พระพุทธสิหิงค์ วัดโคกขาม สมุทรสาคร
พระศากยสิงค์

พระศากยสิงค์
ประธานสวมสายสังวาลพระพุทธสิหิงค์

ประธานสวมสายสังวาลพระพุทธสิหิงค์
สักการะพระพุทธรูปสำคัญวันปีใหม่

สักการะพระพุทธรูปสำคัญวันปีใหม่
พิธีสวดมนต์ข้ามปีในวันปีใหม่

พิธีสวดมนต์ข้ามปีในวันปีใหม่
พระพุทธสิหิงค์องค์สำคัญ

พระพุทธสิหิงค์องค์สำคัญ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ยาสูบ’พืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้มากว่า๘๐ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 29, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/463170

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง :  ‘ยาสูบ’พืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้มากว่า๘๐ปี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ยาสูบ’พืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้มากว่า๘๐ปี

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในขณะที่สังคมกำลังให้ความสนใจเรื่อง “กัญชา” จนเกือบจะลืม “ยาสูบ” นั้น แต่ด้วยเหตุที่ยาสูบ มีบทบาทในวิถีไทยมาช้านานและเป็นพืชที่ทำรายได้เข้าประเทศมากมาย จึงขออาสาตามรอยหาภูมิปัญญา ยาสูบกับปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คำว่า กัญชา ยาสูบ นั้นเรียกว่ารู้จักกันมานาน แม้จะบอกไม่ได้ว่าเกิดขึ้นในไทยเมื่อไรแต่ก็พอจับเค้าได้ว่ากล้องยาสูบที่พบในสมัยสุโขทัยนั้นทำให้เชื่อว่าคนไทยมีวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการสูบยามากว่า ๗๐๐ ปีแล้ว แต่จะเป็นสูบใบยาสูบหรือสูบอะไรนั้นต้องสืบค้นกันต่อเพราะการเพาะปลูกยาสูบนั้นเริ่มต้นที่หมู่เกาะไฮติ เมื่อ พ.ศ.๒๐๗๔ แล้วจึงแพร่เข้ามาปลูกในอาเซียน ที่ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศแรกที่ปลูกยาสูบก่อน แล้วจึงเผยแพร่เข้ามาปลูกในไทย

จากหลักฐานที่สืบค้นได้ ปรากฏว่าวัฒนธรรมการสูบยามีมานานกว่า ๓๐๐ ปี คือในบันทึกของหมอสอนศาสนาที่เดินทางเข้าในกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินพระนารายณ์ได้บันทึกไว้ว่า เมื่อเข้ามาในเมืองไทยครั้งนั้นพบว่าคนไทยสูบยากันทั่วไป โดยชาวเปอร์เซียเป็นผู้นำเข้ามาเป็นการสูบยาในลักษณะหั่นใบยา ที่มวนด้วยใบตองหรือใบบัว และมีการสูบจากกล้องหรือเคี้ยวเส้นยาสูบ และบางทีก็ป่นเป็นผงสูดเข้าจมูกแบบยานัตถุ์ ลักษณะของยาสูบมี ๓ ลักษณะ คือ การเอายาเส้นมามวนด้วยกระดาษหรือเรียกกันว่า “บุหรี่” แต่ถ้านำเอายาเส้นมาใส่ลงไปในปลายกล้องยาแล้วสูบผ่านกล้องจะเรียกว่า “ไปป์” (Pipe) และถ้านำเอายาสูบมาพันกันไปมาจนเป็นมวนโตแล้วสูบเรียกว่า “ซิการ์” (Cigar)

เรื่องนี้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้บันทึกว่า “มองสิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ เอกอัครราชทูตชาวฝรั่งเศสได้เขียนเล่าเรื่องประเทศสยามว่าคนไทยชอบใช้ยาสูบอย่างฉุนทั้งผู้ชายและผู้หญิง ใบยาที่ใช้นั้นได้มาจากเกาะมะนิลาบ้าง เมืองจีนบ้างและปลูกในพื้นเมืองบ้าง ลักษณะของยาสูบหรือมวนบุหรี่ในสมัยนั้นจะมีก้นแหลม มวนด้วยใบตองหรือใบจากตากแห้ง ต่อมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์เจ้าสิงหนาทดุรงฤทธิ์ ก็ได้ทรงประดิษฐ์ก้นป้านขึ้นมาเพื่อสูบควันและอมยากับหมากพร้อมกัน ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีผู้ดัดแปลงบุหรี่ก้นป้าน โดยตัดยาเส้นให้พอดีกับวัสดุที่ใช้มวนคือ ใบตองแห้ง ใบตองอ่อนและใบบัว และได้รับความนิยมอย่างมาก คนไทยแต่เดิมเรียกยาสูบเป็นคำกลางๆ ว่า “ยา” และใช้ คำว่ายาไปประกอบกับคำอื่นๆ ที่บอกลักษณะของยาสูบแต่ละประเภท เช่น ยาเส้น ยาฉุน ยาจืด ยามวน เป็นต้น”

ส่วนกิจกรรมยาสูบนั้นรัฐบาลไทยเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๒ ได้มีนโยบายที่จะให้รัฐดำเนินการอุตสาหกรรมยาสูบเสียเองหมด โดยซื้อโรงงานยาสูบไทยของห้างหุ้นส่วน บูรพายาสูบ จำกัด ที่สะพานเหลือง ถนนพระราม ๔ มาดำเนินงานภายใต้การควบคุมของกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ตั้งแต่ วันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๒ โดยมีชื่อว่า โรงงานยาสูบไทยสะพานเหลือง ต่อมาเป็นโรงงานยาสูบสรรพสามิต ๒ ถือเอาวันนี้เป็นวันสถาปนาโรงงานยาสูบเป็นต้นมา โดยมีการพัฒนาการกิจการยาสูบที่ทำให้เกิดรายได้เป็นหลักมาจนวันนี้ คือวันที่กิจการยาสูบต้องถอยหลังด้วยเหตุปัจจัยการรณรงค์ต่างๆ จนมีผลทำให้การปลูกยาสูบตามโควตาถูกตัดลดลงจนเป็นปัญหาเกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะเรื่องนี้ นายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เรียกร้องและยกประเด็นการช่วยเหลือเรื่องการปลูกใบยาสูบสายพันธุ์เบอร์เลย์ ที่ปลูกกันมากในภาคกลางของประเทศ ได้แก่ สุโขทัย, เพชรบูรณ์ และบางจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสามารถปลูกได้ในดินหินปูนอาศัยปุ๋ยเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและมีผู้ปลูกใบยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์มากกว่า ๕,๐๐๐ ครัวเรือน คิดเป็นเนื้อที่ ๓๒,๐๐๐ ไร่ กระจายอยู่ในพื้นที่อ.หล่มสัก เมือง หนองไผ่ ชนแดน และ วังโป่ง สามารถผลิตใบยาแห้งได้ประมาณ ๑๓ ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าส่งออกประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างดีมากว่า ๘๐ ปีนั้นกลับถูกจำกัดโควตาลง ปัจจุบันขีดความสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เฉลี่ย ๓๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ หากปลูก ๑๐ ไร่ ในหนึ่งรอบการปลูกจะมีกำไรประมาณ ๑๑๐,๐๐๐ บาท ถือเป็นพืชราคาดีเมื่อเทียบกับการปลูกข้าวจึงเป็นเรื่องน่าคิดว่าทั้งยาสูบกับกัญชานั้นมีฤทธิ์ทางยาไม่แตกต่างกัน หากจะมีการวิจัยให้ยาสูบสร้างประโยชน์อื่นเพื่อรักษารายได้หลักไว้แล้ว ด้วยประสบการณ์การปลูกยาสูบที่มีมากว่า ๘๐ ปีนั้น น่าจะดีกว่าการปลูกกัญชาหรือจะส่งเสริมต่อยอดปลูกกัญชาก็ได้ตามโควตา ดีกว่าจะยุบเลิกลดสิ่งที่เคยทำและสร้างรายได้แผ่นดินมาอย่างน่าเสียดาย

นายกสมาคมยาสูบฯ ชี้ปัญหาการปลูกใบยา

นายกสมาคมยาสูบฯ ชี้ปัญหาการปลูกใบยา
สงกรานต์ ภักดีจิตร-นายกยาสูบฯ

สงกรานต์ ภักดีจิตร-นายกยาสูบฯ
ลงกล้ายาสูบในนา

ลงกล้ายาสูบในนา
กล้องยาสูบของเก่า

กล้องยาสูบของเก่า
ยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนีย-น่าน

ยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนีย-น่าน
ยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์-เพชรบูรณ์

ยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์-เพชรบูรณ์
เครื่องหั่นยา

เครื่องหั่นยา
การตากยาสูบให้แห้ง

การตากยาสูบให้แห้ง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หอสมุดแห่งชาติ’ภูมิหนังสือสำคัญความหวังภูมิภาค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 22, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/461685

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หอสมุดแห่งชาติ’ภูมิหนังสือสำคัญความหวังภูมิภาค

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หอสมุดแห่งชาติ’ภูมิหนังสือสำคัญความหวังภูมิภาค

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทรงสนพระทัยหนังสือ

คนทั่วไปย่อมทราบกันดีว่าสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชจริยวัตรโปรดการอ่านและทรงสนพระราชหฤทัยหนังสือมาแต่ครั้งทรงพระเยาว์ทรงสะสมหนังสือที่มีคุณค่าเพื่อการศึกษาเรียนรู้มาตลอด จึงทำให้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการส่งเสริมการอ่านและกิจการห้องสมุดต่างๆ ตลอดจนหอสมุดแห่งชาติ และทรงเป็นองค์อุปถัมภ์สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๙ เป็นต้นมา พระองค์ทรงโปรดฯที่จะร่วมกิจกรรมต่างๆ ของงานหนังสือและห้องสมุดอยู่เสมอโดยเฉพาะหอสมุดแห่งชาตินั้น พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในการพัฒนาหอสมุดแห่งชาติ และทรงสนับสนุนกิจการห้องสมุดต่างๆ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค พระราชทานคำแนะนำและเสนอแนวคิดในการอนุรักษ์ พัฒนา และส่งเสริมงานของหอสมุดแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ทรงรับสั่งว่า “ควรพัฒนารูปแบบการบริการประชาชนให้มีมาตรฐาน จัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้มากยิ่งขึ้น ปรับปรุงระบบจัดเก็บเอกสารหายากให้สามารถสืบค้นและเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น มีการวางแผน ปรับปรุง และพัฒนาควบคู่ไปด้วย”

คณะผู้ร่วมจัดห้องสมุดชาวตลาด

หนึ่งในจังหวัดที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญด้านงานห้องสมุดนั้นคือจังหวัดอุทัยธานีเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีความโชคดีในฐานะเป็นเมืองประวัติศาสตร์ ที่มีวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรม และแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งที่ได้รับการยกย่องเป็นแหล่งมรดกโลกจากยูเนสโก ด้วยพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวอุทัยธานีและพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงนั้น ได้ทำให้ประชาชนได้มีโอกาสเรียนรู้อาชีพที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการสร้างอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นการอนุรักษ์ สืบทอดภูมิปัญญาเหล่านั้นไปสู่เด็กและเยาวชนรุ่นหลัง โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบสนองงานในพระราชดำริหลายเรื่องโดยเฉพาะพระราชดำริ ที่ทำให้มีการจัดห้องสมุดสำหรับชาวตลาดขึ้นเป็นแห่งแรก เพื่อเป็นต้นแบบของประเทศไทย ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ประชาชนด้วย โดยมีเทศบาลเมืองอุทัยธานี ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนร่วมสนับสนุนในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยและช่วยกันพัฒนาการศึกษาเพื่อพัฒนาประชาชน ให้มีคุณภาพ ความรู้ความสามารถ พึ่งพาตนเองได้ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น และประเทศของเราให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืนตลอดไป แม้ว่าพื้นที่แห่งนี้จะมีการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยในห้องสมุดประชาชนจังหวัด และห้องสมุดประชาชนอำเภอ จำนวน ๘ แห่งห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” จำนวน ๒ แห่งห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชาวตลาดตามพระราชดำริฯจำนวน ๑ แห่ง และมีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดอุทัยธานีแล้ว สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งศูนย์วงเดือนอาคมสุรทัณฑ์ ศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรตามแนวพระราชดำริฯ ที่พระราชทานพระราชทรัพย์ในการก่อสร้างอาคารบนที่ดินส่วนพระองค์ อีกทั้งทรงให้มีการจัด “ห้องสมุดพร้อมปัญญา” ในเรือนจำด้วย เนื่องจากจังหวัดอุทัยธานีแห่งนี้เป็นถิ่นกำเนิดของสมเด็จชนกาธิบดี (ทองดี) พระปฐมราชวงศ์จักรี, และเป็นเมืองที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญของประเทศหลายท่าน เช่น หลวงสรวิชิต (หน) นายด่านเมืองอุทัยคือ เจ้าพระยาพระคลังหน, สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) อธิบดีคณะสงฆ์ หลวงวิจิตรวาทการ ปลัดบัญชาการสำนักนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมศิลปากร, พระยาวิฑูรธรรมพิเนต (โต๊ะ อัมระนันท์) องคมนตรีในรัชกาลที่ ๗ เป็นต้น ซึ่งแต่ละท่านนั้นล้วนมีบทบาทสำคัญและมีผลงานหนังสือที่เป็นหลักฐานสำคัญในการเรียนรู้ของเมืองในอนาคตที่ชาวอุทัยธานีจะได้ภาคภูมิใจ ซึ่งในการหารือร่วมกันเบื้องต้นตามดำริของกรมศิลปากรนั้น นายณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ได้มีความเห็นว่าน่ามีหอสมุดแห่งชาติขึ้นที่เมืองนี้เพื่อให้เป็นแหล่งกลางของหนังสือสำคัญของแผ่นดินที่จะแนวทางรวบรวมหนังสือเอกสารสำคัญและภาพเก่าที่กระจัดกระจายให้มีการศึกษาเผยแพร่ผลงานกันต่อไปมากกว่า จะเป็นห้องสมุดบริการให้ประชาชนอ่านกันทั่วไปอย่างเดียว

เจ้าฟ้านักอ่านและส่งเสริมงานห้องสมุด

เจ้าฟ้านักอ่านและส่งเสริมงานห้องสมุด
ทรงเปิดห้องสมุดพร้อมปัญญาในเรือนจำ

ทรงเปิดห้องสมุดพร้อมปัญญาในเรือนจำ
ทรงให้ความสำคัญกับการอ่านหนังสือ

ทรงให้ความสำคัญกับการอ่านหนังสือ
ห้องสมุดพร้อมปัญญาในเรือนจำ

ห้องสมุดพร้อมปัญญาในเรือนจำ
ทรงเปิดห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี

ทรงเปิดห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี
ห้องสมุดชาวตลาดแห่งแรกของประเทศ

ห้องสมุดชาวตลาดแห่งแรกของประเทศ
ห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี วัดท่าซุง

ห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี วัดท่าซุง
หนังสือพระราชทาน

หนังสือพระราชทาน
นายณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมหารือกับกรมศิลปากร

นายณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมหารือกับกรมศิลปากร
ทรงสนพระทัยหนังสือเมืองอุไทยธานี

ทรงสนพระทัยหนังสือเมืองอุไทยธานี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พิชัยสงคราม’ ภูมิตำราพยุหยาตราทัพแห่งกษัตริย์

Published December 19, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/460224

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิชัยสงคราม’ ภูมิตำราพยุหยาตราทัพแห่งกษัตริย์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิชัยสงคราม’ ภูมิตำราพยุหยาตราทัพแห่งกษัตริย์

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ขบวนพยุหยาตราทางน้ำสมัยอยุธยา

สืบเนื่องจากการที่ชาวไทยได้ชื่นชมพระบารมีจากการเสด็จเลียบพระนครในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกทั้งสองวาระ ซึ่งมีการจัดขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค และพยุหยาตราทางชลมารคนั้น จึงขอถอดบทเรียนเรื่องกระบวนการจัดทัพแบบโบราณ จากตำราพิชัยสงคราม ซึ่งเป็นต้นตำราว่าด้วยวิธีการเอาชนะข้าศึกในสงครามซึ่งนักปราชญ์ทางทหารสมัยโบราณ ได้แต่งขึ้นจากประสบการณ์ และจากการทดลอง เพื่อให้แม่ทัพนายกองใช้ศึกษา และเป็นคู่มือในการอำนวยการรบให้หน่วยทหารมีชัยชนะแก่ข้าศึก ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับกลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการรบต่างๆ ทั้งการรุก การตั้งรับ การแปรขบวนทัพการวางกลอุบายทำลายข้าศึก เป็นต้น แม้ว่าจะมีความเชื่อทางด้านโหราศาสตร์มาประกอบอยู่หลายประการ เช่น การดูฤกษ์ยามในการเคลื่อนทัพ การทำพิธีข่มขวัญข้าศึกและบำรุงขวัญฝ่ายตน เป็นต้นก็ตาม นับเป็นภูมิปัญญายุทธสงครามที่มุ่งแต่ความมีชัยชนะ และทำให้มีการขยายอาณาจักรให้แผ่ไพศาลขึ้นในสมัยอยุธยา กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น การจัดขบวนพยุหยาตราแห่งสมเด็จกษัตริยาธิราชตามตำราพิชัยสงครามจึงมีความสำคัญ ดังนั้นในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและพระราชพิธีสำคัญแต่โบราณ จึงมีแบบแผนการจัดกระบวนทัพทางบกและขบวนทัพทางน้ำอย่างโบราณนั้นมาประกอบในพระราชพิธีเพื่อแสดงแสนยานุภาพแห่งสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชในฐานะจอมทัพ เป็นการเฉลิมพระเกียรติยศปรากฏแก่ปวงอาณาประชาราษฎร์ได้ชื่นชมพระบารมีอันเป็นพระบรมเดชานุภาพยิ่งแล้ว

การจัดกระบวนทัพแบบโบราณ

ตำราพิชัยสงครามที่มีชื่อเสียงระดับโลกนั้น คือ ตำราพิชัยสงครามของซุนวู แต่งขึ้นเมื่อประมาณ ๖๐๐ ปีก่อนคริสตกาลหรือกว่า ๒,๖๑๙ ปี ในสมัยที่จีนนั้นอยู่ในยุคการสู้รบตั้งรัฐ ซึ่งมี หนังสือพงศาวดารจีนสำคัญหลายเล่มที่สังคมไทยอ่านและรู้จักกันดีถึงการเรียนรู้เรื่องการรบและการใช้กลอุบายในสงครามชิงเมือง เช่น สามก๊ก
ไซ่ฮั่น ซ๋องกั๋ง นั้น นับว่าเป็นวรรณกรรมที่สอดแทรกความตำราพิชัยสงครามไว้ด้วย ส่วนตำราพิชัยสงครามของไทยนั้นมีความปรากฏในพระราชพงศาวดารครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. ๒๐๔๑ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการชำระและรวบรวมตำราพิชัยสงครามต่างๆ ขึ้นเป็นฉบับหลวงครั้งแรก และต่อมาได้มีการปรับปรุงตำราพิชัยสงครามในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อใช้ในสงครามยุคนั้น หลังสุด พ.ศ. ๒๓๑๐ เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกก็ปรากฏว่าตำราพิชัยสงครามนั้นได้กระจัดกระจายหายสูญไปจำนวนมากคงเหลืออยู่แต่ฉบับที่มีผู้คัดลอกไว้บ้างเพียงบางตอนไม่ครบและมีการแต่งเพิ่มเติมใหม่ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้มีการคัดลอกตำราพิชัยสงครามฉบับปลีกที่ยังเหลืออยู่หลายสิบเล่มสมุดไทยเพื่อรักษาฉบับไว้ไม่ให้สาบสูญ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๑ สมัยรัชกาลที่ ๑ ได้มีการแปลตำราพิชัยสงครามของพม่านั้นเป็นภาษาไทยด้วย จนถึงปีพ.ศ. ๒๓๖๘ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ได้โปรดเกล้าฯให้มีการชำระตำราพิชัยสงครามให้สมบูรณ์ โดยเชิญพระตำรับพิชัยสงครามฉบับข้างที่(ฉบับหลวง) มาสอบสวนชำระ ๑๔ เล่มสมุดไทยเมื่อชำระเสร็จแล้วได้คัดลงสมุดไทยจำนวน ๒ ชุด รวม ๑๐ เล่มสมุดไทย นับเป็นตำราพิชัยสงครามฉบับสุดท้ายที่ชำระอย่างสมบูรณ์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาสมัยหลังนั้นเมื่อกองทัพไทยปรับรูปแบบกองทัพตามอย่างชาติตะวันตก ตำราพิชัยสงครามแบบโบราณจึงลดความสำคัญลง ด้วยสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นได้มีการปฏิรูปกองทัพไทยให้ทันสมัยจึงเปลี่ยนไปใช้ตำรายุทธศาสตร์แบบตะวันตกซึ่งทันสมัยกว่าแทน เป็นเหตุให้ตำราพิชัยสงครามที่มีผู้รักษาไว้นั้นกลับมามอบให้หรือขายให้หอสมุดแห่งชาติเป็นจำนวนมาก ตามบัญชีนั้นมีอยู่ ๒๑๙ เล่ม ส่วนมากเป็นคำร้อยกรองแบบฉันท์ โคลง กลอน และร่ายบ้าง แต่งเป็นคำร้อยแก้วบ้าง และเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้มีการค้นพบตำราพิชัยสงครามสมัยกรุงธนบุรีในสภาพสมบูรณ์อีกจำนวน ๕ เล่ม ที่จังหวัดเพชรบูรณ์

เนื้อหาในตำราพิชัยสงครามของไทยโบราณแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ได้แก่ ๑.เหตุแห่งสงคราม ๒.อุบายสงคราม ๓.ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับความเชื่อทางด้านโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ด้วยและมีมาตั้งแต่สมัยโบราณโดยเฉพาะสมัยอยุธยาตอนปลายนั้นเชื่อในเรื่องดังกล่าวมาก ดังนั้นขบวนพยุหยาตราของกองทัพทุกครั้งจึงเป็นกฤษดาภินิหารแห่งจอมทัพไทยที่มิอาจบดบังความศักดิ์สิทธิ์นั้นได้เลย

 

จัดทัพแบบมหิงสาพยุหะ

จัดทัพแบบมหิงสาพยุหะ
จัดทัพตามพิชัยสงคราม

จัดทัพตามพิชัยสงคราม
สมุดไทยตำราพิชัยสงคราม

สมุดไทยตำราพิชัยสงคราม
ขบวนพยุหยาตราทางบกสมัยอยุธยา

ขบวนพยุหยาตราทางบกสมัยอยุธยา
ขบวนพยุหยาตราสมัยพระนารายณ์

ขบวนพยุหยาตราสมัยพระนารายณ์
สมุดภาพพยุหยาตราวัดยม

สมุดภาพพยุหยาตราวัดยม
ภาพจากตำราพิชัยสงคราม

ภาพจากตำราพิชัยสงคราม
ตำราพิชัยสงคราม

ตำราพิชัยสงคราม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ขบวนเรือพระที่นั่ง’ พระราชพิธีเลียบพระนครทางชลมารค

Published December 17, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458787

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ขบวนเรือพระที่นั่ง’ พระราชพิธีเลียบพระนครทางชลมารค

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ขบวนเรือพระที่นั่ง’ พระราชพิธีเลียบพระนครทางชลมารค

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ ร.๙

ด้วยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นพระราชพิธีสำคัญยิ่งของพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งกำหนดให้มีขึ้นในวันที่ ๑๒ ธันวาคมนี้ นับเป็นครั้งแรกในรัชกาลที่ ๑๐ เป็นพระราชพิธีเบื้องปลาย ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ที่ปวงชนชาวไทยจะได้พากันเฝ้าชมพระบารมี พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และความงดงามของขบวนเรือพระราชพิธีที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก ขบวนพยุหยาตรา นั้นมีความหมายว่า การเดินทางเป็นกระบวนของกษัตริย์ ดังนั้นขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ก็คือการเดินทางเป็นกระบวนทางน้ำ ซึ่งมี ๒ รูปแบบ คือ พยุหยาตราทางชลมารค (น้อย) ใช้เรือจำนวนน้อย และพยุหยาตราทางชลมารค (ใหญ่) ใช้เรือจำนวนมาก สำหรับพระราชพิธีครั้งนี้ ใช้เรือทั้งหมด ๕๒ ลำ

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งนี้ เป็นเวลาห่างจากครั้งล่าสุดนานถึง ๙๔ ปี คราวนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งไม่ใช่การเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินตามประเพณี ซึ่งพระราชพิธีสำคัญดังกล่าวนั้นจะมีบทเห่เรือที่แตกต่างกัน และเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ชื่นชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ด้วย

การจัดขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรัชกาลที่ ๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กองทัพเรือจัดขบวนเรือตามโบราณราชประเพณี มีเส้นทางเสด็จฯ จากท่าวาสุกรี ไปยังท่าราชวรดิฐ ระยะทาง ๓.๔ กิโลเมตร โดยจัดขบวนเรือพระราชพิธีเป็นพยุหยาตราทางชลมารค (ใหญ่) ใช้เรือทั้งหมด ๕๒ ลำ แบ่งเป็น ๕ ริ้ว ๓ สาย ยาว ๑,๒๐๐ เมตร กว้าง ๙๐ เมตรใช้กำลังพล ๒,๒๐๐ นาย ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง ๔ ลำ เรือรูปสัตว์และเรือคู่ชัก ๑๐ ลำ และเรือประกอบอีก ๓๘ ลำ

แผนผังขบวนเรือพยุหยาตราฯ  

เรือพระที่นั่งองค์สำคัญนั้นมี ๔ ลำ คือ ๑.เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์สร้างขึ้นใหม่ปลายรัชกาลที่ ๕แต่แล้วเสร็จในรัชกาลที่ ๖ เมื่อพ.ศ.๒๔๕๔ โดยตั้งชื่อตามเรือพระที่นั่งโบราณสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา คือ เรือศรีสุพรรณหงส์ หรือเรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์สำหรับ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ นี้มีอายุมากที่สุด อายุ ๑๐๘ ปี ๒.เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๓ แต่เริ่มใช้ในรัชกาลที่ ๔ เดิมปรากฏชื่อว่า เรือพระที่นั่งบัลลังก์อนันตนาคราช ในรัชกาลที่ ๖ได้สร้างเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชขึ้นใหม่เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๔๕๗ มีอายุ ๘๗ ปี ๓.เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๕ ชื่อเรือมาจากคำสันสกฤตว่า อเนกะชาตะภุชงฺคะ แปลว่า นาคหรืองูหลากหลายชนิด ที่ประกอบลายเป็นโขนเรือที่ลายรูปนาคหรืองูตัวเล็กจำนวนมาก คำว่า ภุชงฺคะ นั้นหมายถึง นาค ด้วยเป็นตัวแทนแห่งพลังอำนาจ ความรอบรู้ และความอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันเรือนี้มีอายุ ๕๓ ปี ๔.เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ สร้างน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ปี ๒๕๓๙ นารายณ์ทรงสุบรรณ มีความหมายเดียวกับพระวิษณุทรงครุฑ ในนารายณ์อวตารสืบชื่อเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณมีมาแล้วตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ปัจจุบันเรือนี้มีอายุ ๒๕ ปี

โขน-เรือสำคัญ 

การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ตามพระราชพิธีนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพระที่นั่งสำรอง โดยจะทรงโปรดให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเสด็จประทับเรือพระที่นั่งดังกล่าวสำหรับเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช จะอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญลงประดิษฐาน รวมทั้งมีข้าราชบริพารลงเรือ มีพระตำรวจหลวงลงเรือเป็นครั้งแรก ส่วนบทเห่เรือในงานพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ 3 บท คือ ๑.บทสรรเสริญพระบารมี ๒.บทชมเรือ และ ๓.บทชมเมือง ประพันธ์โดย นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย ข้าราชการบำนาญกองทัพเรือ บทเห่เรือนี้จะดังกังวานไปทั่วคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมกับความสง่างามของขบวนเรือพระที่นั่งองค์สำคัญและเรือประกอบขบวนตามแบบอย่างที่ปรากฏในสมัยอยุธยา นับเป็นแห่งเดียวของโลกที่สืบสานราชประเพณีแห่งกษัตริยาธิราชมาถึงรัชกาลปัจจุบัน

เรือพระที่นั่งสำคัญในพระราชพิธี

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

ภาพเขียนสีกระบวนเรือพระที่นั่งสมัยอยุธยา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หลุมฝังศพ-สุสานจิ๋นซี’ ภูมิความรู้หลังตายจากไทย-จีน

Published December 15, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457395

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หลุมฝังศพ-สุสานจิ๋นซี’  ภูมิความรู้หลังตายจากไทย-จีน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หลุมฝังศพ-สุสานจิ๋นซี’ ภูมิความรู้หลังตายจากไทย-จีน

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สุสานจิ๋นซี

ในการเสวนาองค์ความรู้ไทย-จีนจากนิทรรศการพิเศษ เรื่อง จิ๋นซีฮ่องเต้ : จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา เมื่อวันที่ ๒๗-๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่ผ่านมานั้น นอกจากจะทำให้นักวิชาการไทย-จีนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันโดยเฉพาะแล้ว ยังได้สร้างมิติใหม่ของการถอดบทเรียนให้เป็นองค์ความรู้อย่างเป็นรูปธรรม การเสวนาแบบนี้น่าจะเป็นตัวแบบให้เกิดขึ้นในสังคมไทยให้มากกว่ากิจกรรมปิดเปิด-ถ่ายภาพหมู่-เพราะเป็นแนวทางสืบสาน รักษา ต่อยอด ที่เกิดขึ้นจากหัวข้อที่น่าสนใจหลายเรื่องเช่น The discovery and protection of the Qin TerracottaWarriors and Figures,The conservation and restorationof the painted pottery figures unearthed from Changling Mausoleum of Western Han dynasty, การจัดการและการอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีประเภทสุสานในประเทศไทย, การขุดค้นทางโบราณคดีประเภทสุสานในประเทศไทย, ความก้าวหน้าในการอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีประเภทสุสาน, ความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายและการแสวงหาชีวิตอมตะ, Simple explanation of the stone reliefs from the northern Shaanxi province, ภาพสะท้อนแนวคิดโลกหลังความตายผ่านการฝังสิ่งของในสุสาน และการอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงแนวคิดและการพัฒนาในอนาคตร่วมกัน โดยบรรยายเป็นภาษาไทยและภาษาจีน ซึ่งมีล่ามแปลความให้เข้าถึงข้อมูลตลอด

หลุมศพหนองราชวัตร

จากพื้นที่อุทยานสุสานจักรพรรดิจิ๋นซี (ฉินสื่อ) ขนาด ๔๕.๖๙ ตารางกิโลเมตรนั้น พบว่ามีอาคารประกอบพิธีกรรม ๔ แห่ง หลุมฝังวัตถุบริวารมากกว่า ๓๐๐ หลุม
อยู่โดยรอบสุสานและพบหลุมฝังกองทัพทหารม้าดินเผาอย่างต่อเนื่องอีก ๓ หลุม และที่ยังไม่เปิดอีก ซึ่งต้องใช้เวลานานปีสำหรับการซ่อมแซมและบูรณะหุ่นทหารดินเผาที่พบ และหุ่นดินรูปวัว ม้า แกะ กับสัตว์ต่างๆ ทั้งของสุสานของจักรพรรดิจิ๋นซีและสุสานของจักรพรรดิฮั่นเกาจู่หลิวปัง เมืองเสียนหยางโดยเฉพาะการวิจัยภาพจากประติมากรรมศิลาหน้าสุสานสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกและฮั่นตะวันออกนั้น มีการพบอยู่ทั่วประเทศ สำหรับภาพหน้าสุสานที่เมืองอวี๋หลินนั้นมีการถอดความหมายพบว่าเป็นภาพที่สะท้อนสังคมเมื่อ ๑,๙๐๐ ปีมาแล้ว ซึ่งมีทั้งภาพในวิถีชีวิตจริงและภาพตามจินตนาการ ถือเป็นจดหมายเหตุทางสังคมมนุษย์ที่เกิดก่อนสังคมไทยแม้ว่าจะมีการขุดพบเรื่องราวของมนุษย์ร่วมสมัยในประเทศไทยก็พบว่าแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร ที่พบมากกว่า ๑๒๑ หลุมศพนั้น ได้มีการฝังศพด้วยการฝังและเป็นการฝังศพครั้งแรกที่นอนหงายเหยียดยาวพร้อมเครื่องภาชนะดินเผา ขวานหินกะเทาะ ขวานหินขัดเครื่องมือกระดูก และมีการสวมเครื่องประดับที่ทำจากหินและงาช้าง ซึ่งเป็นการฝังศพทั่วไปในสังคมมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในขณะที่จีนนั้นมีสุสานขนาดใหญ่กันแล้วซึ่งต่างมีความเชื่อหลังความตายเหมือนกันมาตั้งแต่ยุคหินว่า การตายเหมือนการนอนหลับ วิญญาณอาจกลับมาเข้าร่างได้อีก จึงนิยมเอาข้าวของเครื่องใช้ใส่เข้าไปในหลุมเพื่อให้คนตายที่ฟื้นได้มีของใช้ หรือแม้ของมีค่าต่างๆ ตามฐานะคนตาย ซึ่งพบว่าคนมีอำนาจนั้นมักแสวงหาความเป็นอมตะและเชื่อในการกลับมาเกิดดังปรากฏในการทำศพของชาวอียิปต์ ชาวอินคาที่ต้องฝังข้าทาสบริวารลงไปในหลุมด้วย เพราะพบว่ามีการตายผิดจากธรรมชาติ บางศพถูกตัดขาเพื่อกันหนี ต่อมาความเชื่อได้มีการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยจากประเพณีจีนเดิมที่มีการฆ่าคนฝังไปกับผู้ตายมาจนมีการปั้นหมิงซี่เป็นรูปจำลองเท่าตัวฝังไปกับศพแทน ต่อมาจึงมีการปั้นขนาดเล็กลงรวมทั้งมีการปั้นสิ่งของเครื่องใช้ขนาดเล็กมาฝังแทน อันเป็นที่มาของการใช้กระดาษสร้างรูปต่างๆ แทนคือสิ่งของสำหรับพิธีกงเต๊ก

ผู้สนใจร่วมงานองค์ความรู้

สำหรับหลุมศพของจักรพรรดิในระยะแรกจึงมีการสร้างทหารหุ่นขนาดเท่าคนจริงเป็นหมิงซี่ มีหน้าตาไม่เหมือนกันโดยมีการหล่อพิมพ์อยู่ ๘ แบบ แต่ช่างปั้นนั้นใส่รายละเอียดให้มีลักษณะพิเศษไม่เหมือนกัน องค์ความรู้จากงานนี้ต้องขอบคุณผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องจากจีนคือ จ้าวคุณ,เก๋อหง, ซุยจื้อ, ซุนเหว่ยกัง และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องฝ่ายไทยคือ สมชาย ณ นครพนม, เสน่ห์ มหาผล, สุภมาศ ดวงสกุลและผศ.ดร.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช โดยเฉพาะ นายประทีปเพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร และนางสาวนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่มองเห็นงานวิชาการจากองค์ความรู้นั้นมีความสำคัญนัก

วิทยากรแลกเปลี่ยนความรู้

เก๋อหง ผอ.ศูนย์อนุรักษ์เมืองเสียหยาง

เก๋อหง ผอ.ศูนย์อนุรักษ์เมืองเสียหยาง
จ้าวคุณ วิศวกรจากพิพิธภัณฑ์จิ๋นซี

จ้าวคุณ วิศวกรจากพิพิธภัณฑ์จิ๋นซี
ซุยจื้อ ผอ.พิพิธภัณฑ์ประติมากรรม ฮั่น เมืองอวี๋หลิน

ซุยจื้อ ผอ.พิพิธภัณฑ์ประติมากรรม ฮั่น เมืองอวี๋หลิน
ผศ.ดร.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช

ผศ.ดร.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช
ศ.ซุนเหว่ยกัง สถาบันโบราณคดีส่านซี

ศ.ซุนเหว่ยกัง สถาบันโบราณคดีส่านซี
สมชาย ณ นครพนม

สมชาย ณ นครพนม
สุภมาศ ดวงสกุล

สุภมาศ ดวงสกุล
เสน่ห์ มหาผล

เสน่ห์ มหาผล

ภูมิบ้านภูมิเมือง : วัดสุวรรณดาราราม-ภูมินิวาสสถานพระปฐมราชวงศ์จักรี

Published December 13, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455912

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : วัดสุวรรณดาราราม-ภูมินิวาสสถานพระปฐมราชวงศ์จักรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : วัดสุวรรณดาราราม-ภูมินิวาสสถานพระปฐมราชวงศ์จักรี

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คณะชมวัดสุวรรณดาราราม

การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่มีสีสันนั้นต้องรู้จักสถานที่จริงอาทิตย์นี้สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย โดยนักแปลคนสำคัญ บุญญรัตน์ บุญญาธิษฐาน และ ม.ล.วีรอร วรนุช นายกสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย ได้จัดให้สมาชิกไปเรียนรู้ที่ วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร ซึ่งอยู่ในเกาะเมืองของกรุงศรีอยุธยาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ วัดนี้มีวิหารภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพเขียนฝีมือของมหาเสวกตรีพระยาอนุศาสน์จิตรกร ที่เขียนภาพเรื่องสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตามเนื้อหาในพงศาวดาร ซึ่งเป็นการเขียนภาพแนวศิลปะตะวันตกที่ประยุกต์กับจิตรกรรมไทย นับเป็นภาพจิตรกรรมสีน้ำมันบนฝาผนังปูนแห่งแรกด้านหลังของวิหารนั้นมีพระเจดีย์องค์ใหญ่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

เจดีย์ พระอัฐิสมเด็จพระชนกาธิบดี

ประเด็นสำคัญคือวัดนี้ก่อนนั้นเป็นบริเวณนิวาสสถานเดิมของ สมเด็จพระชนกาธิบดี (ทองดี) ซึ่งต่อมาได้สร้าง “วัดทอง” ขึ้น และอยู่ใกล้กับป้อมเพชรป้อมขนาดใหญ่ที่มีชุมชนตลาดครึกครื้น เมื่อพ.ศ.๒๓๑๐ พม่าได้ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาแตก วัดทองจึงถูกพม่าทำลายทิ้งเป็นวัดร้างมานานถึง ๑๘ ปี จนเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระปฐมกษัตริย์และสถาปนาราชวงศ์จักรี จึงได้มีการสร้างกรุงเทพมหานครเป็นราชธานีขึ้น ในพ.ศ.๒๓๒๘ รัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดทองที่ถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่กรุงแตกขึ้นใหม่ทั้งอาราม การปฏิสังขรณ์และการก่อสร้างครั้งนั้นกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) พระอนุชาได้ทรงร่วมปฏิสังขรณ์และก่อสร้างพระอุโบสถ พระเจดีย์ และหมู่กุฏิทั้งหมดด้วย เมื่อการบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ พระองค์ได้พระราชทานนามใหม่วัดว่าวัดทอง ตามชื่อของสมเด็จพระชนกนาถ (ทองดี) และพระราชมารดา (ดาวเรือง)ต่อมารัชกาลที่ ๔ ได้เปลี่ยนเป็นชื่อ “วัดสุวรรณดาราราม” โดยนำชื่อ“ทองดี” กับ “ดาวเรือง” มาเป็นชื่อวัดนี้ ซึ่งทุกสมัยได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้จนมีสภาพดีคงเดิม โดยก่อสร้างพระวิหารเจดีย์ กำแพงแก้ว และปูชนียสถานอื่นๆ จนถือกันว่าวัดสุวรรณดารารามแห่งนี้ คือ พระอารามแห่งราชวงศ์จักรี

ดาวเพดานที่สวยงามมาก

พระอุโบสถวัดสุวรรณดาราราม ยังเป็นโครงสร้างสมัยอยุธยาที่นิยมสร้างฐานให้แอ่นเป็นท้องสำเภา หลังคาพระอุโบสถประดับช่อฟ้าใบระกา หางหงส์ หน้าบันทำด้วยไม้สัก แกะสลักลายกนก เป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ปิดทองประดับกระจกตลอด เฉพาะคันทวยนั้นประดับรับเชิงชายคาพระอุโบสถทุกตัว ได้แกะสลักเป็นรายนกพันรอบทวย ลวดลายอ่อนช้อยงดงาม ภาพจิตรกรรมในพระอุโบสถซึ่งมีอายุกว่า ๒๐๐ ปี เขียนเรื่องพุทธประวัติ ไตรภูมิ ทศชาติชาดก การลำดับภาพคือฝาผนังด้านข้างแบ่งเป็นสองส่วน คือ ส่วนบนเหนือขอบหน้าต่าง เขียนภาพเทพชุมนุม๒ ชั้น ชั้นละ ๑๖ องค์ ชั้นบนเป็นรูปเทพ ชั้นล่างเป็นรูปเทพและยักษ์ ซึ่งเทพชั้นนี้ถือเป็นเทพชั้นต่ำสุด เทพทุกพระองค์พนมมือหันหน้าไปทางองค์พระประธานภาพส่วนล่าง ที่ห้องภาพระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพเรื่องทศชาติชาดกส่วนฝาผนังด้านหน้าเป็นภาพพุทธประวัติ ตอนมารวิชัย ที่มีขนาดใหญ่

นำสักการะพระเจดีย์สมเด็จพระชนกนาถ (ทองดี)

เมื่อรู้จักนิวาสสถานของบุคคลสำคัญแห่งราชวงศ์จักรีแล้ว ต้องเรียนรู้ถึงสถานที่กำเนิดของพระชนกนาถ ในรัชกาลที่ ๑ ที่เมืองอุไทยธานีด้วย ซึ่งยังเหลือร่องรอยชุมชนใหญ่ในสมัยอยุธยาที่เคยเป็นทางออกของเมืองหน้าด่านแห่งนี้อยู่  คือ บ้านท่าซุง ชุมชนที่เคยเป็นบ้านท่าของเมืองอุไทยธานี และเป็นท่าลำเลียงของป่า มูลค้างคาวและไม้ซุง ในสมัยรัชกาลที่ ๓ นั้นบ้านท่าซุงเป็นแหล่งถลุงแร่เหล็กส่งออก ครั้นเมื่อเลิกกิจการถลุงเหล็กคนท่าซุงจึงพากันตั้งบ้านเรือนใหม่ที่บ้านสะแกกลางบ้าน ซึ่งต่อมาบ้านสะแกกลางบ้านนั้นเป็นชุมชนใหม่และเป็นที่ตั้งของตัวจังหวัดอุทัยธานีในที่สุดเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๑ โดยมีแม่น้ำสะแกกรังเป็นแม่น้ำสายชีพที่ไหลออกขนานกับแม่น้ำเจ้าพระยา และเข้าแม่น้ำมะขามเฒ่า ไปเป็นแม่น้ำท่าจีนออกทะเล ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์สมเด็จพระชนกนาถ ในรัชกาลที่ ๑ ประทับนั่งในพลับพลาจตุรมุข หน้าบันตราจักรี  ที่ได้รับพระราชทานอัญเชิญมาเป็นหลักชัยให้ชาวอุทัยธานีได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบชั่วนิรันดร

พระประธานพระอุโบสถวัดสุวรรณดาราราม

พระประธานพระอุโบสถวัดสุวรรณดาราราม
พระรูปสมเด็จพระชนกาธิบดี (ทองดี)

พระรูปสมเด็จพระชนกาธิบดี (ทองดี)
วิทยากรให้ความรู้

วิทยากรให้ความรู้
บุญญรัตน์ นักแปลผู้มีชื่อเสียง

บุญญรัตน์ นักแปลผู้มีชื่อเสียง
ม.ล.วีรอร วรนุช นายกสมาคมฯ

ม.ล.วีรอร วรนุช นายกสมาคมฯ
บริเวณป้อมเพชร

บริเวณป้อมเพชร
อยุธยา-วัดสุวรรณดาราราม

อยุธยา-วัดสุวรรณดาราราม
หน้าบันพระนารายณ์ทรงครุฑ

หน้าบันพระนารายณ์ทรงครุฑ
วิหารวัดสุวรรณดาราราม

วิหารวัดสุวรรณดาราราม
ภาพจิตรกรรมในโบสถ์วัดสุวรรณดาราราม สมัยอยุธยา

ภาพจิตรกรรมในโบสถ์วัดสุวรรณดาราราม สมัยอยุธยา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ธิรุกกุรัล’ภูมิปัญญาชีวิตอินเดียโบราณ๒พันปี

Published December 12, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/454394

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ธิรุกกุรัล’ภูมิปัญญาชีวิตอินเดียโบราณ๒พันปี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ธิรุกกุรัล’ภูมิปัญญาชีวิตอินเดียโบราณ๒พันปี

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันก่อน คุณปราณี มุกจั่น แห่งหนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกปากชวนว่าสมาคมทมิฬแห่งประเทศไทย และ สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น จัดเสวนาว่าด้วยหนังสืออมตะของอินเดีย (Seminar on the Indian Classic Book : Thirukkural: Pearls of Inspiration) ชื่อเรียกยากเพราะไม่คุ้นคือ  ธิรุกกุรัล แปลว่า สร้อยมุกแห่งแรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นฉบับแปลเป็นภาษาไทยเล่มแรก
ที่ ดร.สุวิทย์ วิบูลย์เศรษฐ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้ตั้งใจแปลให้กับสังคม โดยมีคนสำคัญที่อยู่ในวงการหนังสือวรรณกรรมอินเดียหลายท่าน คือ แม่ชีวิมุตติยา หรือ รศ.ดร.สุภาพรรณ ณ บางช้าง ผู้เขียนประวัติวรรณคดีบาลีอินเดีย-ลังกาซึ่งเป็น ประธานหอพระไตรปิฎกนานาชาติ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ รศ.ดร.โสภนา ศรีจำปา ประธานศูนย์ภารตะศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล มาร่วมให้ความสำคัญของหนังสือเล่มนี้โดยเฉพาะ ด้วยเป็นผลงานที่เพิ่งจะรู้จักกัน ทั้งๆเป็นวรรณคดีที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ถือเป็นภูมิปัญญาหายากสำหรับความคิดในระยะแรกเริ่มของมนุษย์โดยเฉพาะ ซึ่งมีการรจนาเป็นบทกวีคำสอนเกี่ยวกับศิลปะการดำเนินชีวิตของอินเดีย ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมาทุกยุคทุกสมัย แม้ปัจจุบันก็ยังคงมีความร่วมสมัยเป็นสากล หนังสือเล่มนี้รจนาโดยนักปราชญ์“ธิรุวัลลุวาร์” ได้รับการตีพิมพ์กว่า ๔๐ ภาษาทั่วโลกยกเว้นภาษาไทย เป็นผลงานที่ มหาตมะ คานธีมหาบุรุษของโลกยกย่องว่า “เป็นทรัพย์สมบัติแห่งปัญญา” และ ดร.เอพีเจ อับดุล กาลัม อดีตประธานาธิบดีอินเดีย คนที่ ๑๑ ได้ยกย่องว่า “เป็นพวงมาลัยแห่งความรู้ โดดเด่นเรียบง่ายสง่างามไพเราะ” เดิมนั้นธิรุกกุรัล เป็นภาษาทมิฬ ได้ถูกแปลเป็นอังกฤษโดย ดร.เอ็ม ราชาราม ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษสำหรับชาวตะวันตกอ่านให้เข้าใจง่ายมากขึ้น  คำว่า “ธิรุก”แปลว่า ประเสริฐ ส่วนคำว่า “กุรัล” แปลว่า กลอน เมื่อรวมกันกลายเป็นคำว่า “บทกลอนแสนประเสริฐ” จึงเหมาะสำหรับการมีชีวิตประเสริฐ ประเด็นสำคัญคือเป็นผลงานที่น่าสนใจและมีความเก่าแก่กว่าวรรณกรรมเล่มใด ซึ่งผู้แปลนั้นต้องศึกษากับผู้เชี่ยวชาญภาษาทมิฬ เพื่อจะได้แปลจากต้นฉบับภาษาทมิฬได้บทความซาบซึ้งใจในความคิดเดียวกับภาษาทมิฬร้อยเปอร์เซ็นต์ บุคคลผู้เป็นแรงบันดาลใจของ ดร.สุวิทย์ วิบูลย์เศรษฐ์ ในการแปลเล่มนี้ ก็คือดร.เอพีเจ อับดุล กาลัม ผู้มีผลงาน เรื่อง Invisible spirit จิตวิญญาณไม่ยอมแพ้ ซึ่งมีวรรคทองอยู่บทหนึ่งว่า มนุษย์เรา ทำอะไรต้องมีความมุ่งมั่น ไม่อย่างนั้นจะทำอะไรไม่สำเร็จ คำคมประโยคนี้ผู้เขียนได้กล่าวว่านำมาจาก ธิรุกกุรัล ซึ่งรจนาเป็นกลอนสองบท กล่าวว่า“ความยาวของสายบัวนั้น ขึ้นอยู่กับระดับน้ำคนยิ่งใหญ่ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่น และผู้นำที่ประสบความสำเร็จคือจะไม่มีทางยอมแพ้ต่อปัญหา เขาจะเอาชนะปัญหาและกลายเป็นนายของสถานการณ์นั้น” ด้วยความประทับใจในบทรจนานี้มาก ผู้แปลจึงเห็นประโยชน์ว่าบทรจนาเป็นคู่มือการดำเนินชีวิต อีกทั้งสมาคมทมิฬแห่งประเทศไทยได้สนใจเผยแพร่วัฒนธรรมอินเดียผ่านวรรณคดี “ธิรุกกุรัล” อันเป็นงานของปราชญ์ที่มีชื่อเสียงและพรั่งพร้อมด้วยคุณสมบัติจากสรวงสวรรค์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่า ธิรุกกุรัล นั้นเป็นจินตกวีนิพนธ์ในวรรณกรรมทั้งโลกและเป็นส่วนหนึ่งในวรรณคดีโลกไม่เพียงแต่เป็นงานที่มีคุณค่าสง่างามและเชิงอักษรศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น ยังเป็นสิ่งที่นำทางให้กับศิลปะการดำรงชีพพร้อมด้วยเกร็ดอันสูงค่าดั่งทองคำแห่งปัญญาอันมีคุณค่าให้ประพรมอยู่ทุกแห่ง…ธิรุกกุรัล เป็นบทกวี๑๓๓ บท มี ๑๐ บท กลอนสองบรรทัดต่อหนึ่งบทรวมทั้งสิ้นมี ๑,๓๓๐ บทกลอน และจัดเรียงอย่างเป็นระบบ เป็นสามส่วน คือ คุณธรรม ทรัพย์ และความรักทั้งหมดบรรยายถึงกิจกรรมมนุษย์ เช่น ความภักดีต่อพระเจ้า ชีวิตนักบวช ชีวิตคฤหัสถ์ การทำบุญการกุศลความเป็นพระราชา จิตวิญญาณทางทหาร มิตรภาพ ความรักเป็นต้น จึงเป็นที่ยินดีสำหรับผลงานที่มีอายุกว่า ๒,๐๐๐ ปีได้ถูกรักษาและสืบทอดมาจนวันนี้ ซึ่งสังคมวันนี้ควรจะได้รู้จักวรรณคดีเล่มนี้ให้มากเช่นเดียวกับวรรณกรรมอินเดียที่เคยมีการแปลไว้ก่อนแล้ว เช่น พระไตรปิฎก หิโตปเทศธรรมนูญศาสตร์ รามายณะ มหาภารตะ เป็นต้น จึงนับเป็นเรื่องน่ายินดีของภูมิปัญญาโบราณที่ไม่สูญหายไปได้ง่าย

%d bloggers like this: