ภูมิบ้านภูมิเมือง

All posts tagged ภูมิบ้านภูมิเมือง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ผ้าทอบ้านผาทั่ง’ ภูมิลายโบราณลาวภูคัง-ลาวครั่ง

Published December 24, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/355717

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผ้าทอบ้านผาทั่ง’  ภูมิลายโบราณลาวภูคัง-ลาวครั่ง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผ้าทอบ้านผาทั่ง’ ภูมิลายโบราณลาวภูคัง-ลาวครั่ง

วันอาทิตย์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ทอดพระเนตรผ้าทอผาทั่ง

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ นั้นได้ทำให้การทอผ้าที่สืบต่อมาแต่โบราณนั้นได้รับความนิยมจนเป็นสินค้าพื้นถิ่นและมีช่างฝีมือสร้างชื่อเสียงในวงการผ้าทอของโลก หนึ่งในนั้น คือ สาวทอผ้าจากอุทัยธานีที่เคยเป็นปกหนังสืออนุสารอ.ส.ท. ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เมื่อพ.ศ. ๒๕๑๗ อาทิตย์นี้จึงออกตามรอยไปหาสาวช่างทอผู้นั้น คือ ทองลี้ ภูริผล สาวทอผ้าบ้านผาทั่งตำบลห้วยแห้ง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ที่ยังสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าจากบรรพบุรุษ ผู้สืบเชื้อสายจากลาวเวียง คือกลุ่มที่เรียกว่าลาวเวียงนั้นสืบเนื่องจากพากันอพยพมาจากเวียงจันทน์

การทอผ้าของชาวลาวนั้นนิยมทอผ้าแบบมัดหมี่เช่นเดียวกับกลุ่มลาวภูคัง คือ มาจากเมืองภูคังในลาว ภายหลังเห็นว่านิยมย้อมสีแดงหรือผ้าทอมักมีสีแดงเป็นหลัก จึงถูกเรียกว่าลาวครั่ง จากความเข้าใจว่าย้อมจากสีแดงของครั่ง วิธีการทอผ้านั้นนิยมใช้ฝ้ายมาทำเป็นเส้นด้ายและมัดย้อมสีตามลายแบบโบราณ แล้วทอด้วยกี่กระตุกโดยมีผ้าแม่ลายเป็นต้นแบบในการทอผ้าให้ลายผ้าแบบบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมา

วิธีการทอผ้านั้นใช้ด้ายเส้นยืนและด้ายเส้นพุ่งด้านเส้นยืนใช้สีแดง ส่วนด้ายเส้นพุ่งนั้นในการทอลวดลายจกนิยมใช้สีเหลืองเป็นสีหลัก ส่วนสีอื่นๆ เป็นองค์ประกอบมีสีส้มหมากสุก สีขาว สีดำ และสีเขียว ผ้าหนึ่งผืนจะมีเพียง ๕ สีเท่านั้น ลาวครั่งมีความชำนาญในการใช้สีโทนตรงข้ามและขัดแย้งมาอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนจึงทำให้งดงาม สำหรับผ้าทอผู้สูงอายุนั้นมักจะใช้สีดำแทนสีแดงทั้งด้ายเส้นยืนและเส้นพุ่ง ซึ่งใช้เพียง ๕ สีเช่นเดียวกัน ลายจกส่วนใหญ่นั้นจะเป็นลายเรขาคณิตขนาดใหญ่ เช่น ลายข้าวหลามตัด ลายสี่เหลี่ยมผืนผ้าลายสามเหลี่ยม เป็นต้น ผ้าทอนั้นจะมีลักษณะลายผสมที่นำลายเล็กๆ คือ ขิดหน่วยขิดดอก และขิดขอ มาออกแบบผสมกัน การทอตีนซิ่นจกนั้นจะเว้นส่วนปลายของซิ่นไว้เป็นสีพื้นแดงหรือดำแล้วแต่ชนิดของซิ่นและทอปลายสุดด้วยแถบ สีเหลืองหรือสีเขียว

ทองลี้ ภูริผล ช่างทอผ้าบ้านผาทั่งนั้นได้ให้ความสำคัญต่ออาชีพทอผ้ามาแต่ยังสาวซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมของบ้านผาทั่ง ต่อมา ทองลี้ ภูมิผล ได้รวบรวมกลุ่มสตรีเกษตรกร เพื่อใช้เวลาว่างจากงานหลักที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้วให้มีรายได้เพิ่ม ตั้งเป็นกลุ่มสตรีผ้าไหมไทยในโครงการพระราชดำริเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๘ ซึ่งทำการผลิตสิ่งทอโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศและทำออกจำหน่ายในรูปสิ่งทอผ้าไหม เสื้อผ้า งานจักสาน ฯลฯโดยเฉพาะ “ผ้าฝ้ายทอมือ” นั้น ได้ตัดเย็บเป็นชุดสำหรับสวมใส่จนได้รับความนิยม และพัฒนารูปแบบสำหรับการใช้ในงานต่างๆ จนเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มผ้าทอบ้านผาทั่ง เปลี่ยนจากการทอผ้าเพื่อใช้ในครัวเรือนมาเป็นการรวมกลุ่มของชาวบ้านผาทั่ง เพื่อการอนุรักษ์ศิลป์การทอผ้าโบราณและเพื่อเป็นการอนุรักษ์ทอผ้าโบราณเพื่อเสริมรายได้ของชาวบ้าน ซึ่งในปี พ.ศ.๒๕๒๔ จัดตั้ง “ศูนย์ผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่ง” ขึ้น และได้รวบรวมผ้าทอซึ่งเป็นผลงานจากสมาชิกมาจัดจำหน่ายมากมาย พร้อมกับการสร้างสรรค์ผ้าทอหลายรูปแบบให้งดงาม โดยยังมีกระบวนการผลิตตั้งแต่ปลูกฝ้ายวัตถุดิบไปจนถึงการทอผ้า เมื่อฝ้ายออกดอกก็เก็บมาลิ่วเอาเมล็ดฝ้ายออก นำมาดีดให้ฟูแล้วหล่อให้เป็นหลอดยาวประมาณ ๑ ฟุต จากนั้นนำมาปั่นเป็นเส้นด้าย จากนั้นนำด้ายไปย้อมด้วยสีธรรมชาติ เช่น สีแดงใช้เปลือกไม้ประดู่ สีเหลืองใช้แก่นขนุน สีเขียวใช้ใบสัก หรือใบเตยสีกรมท่า หรือสีดำใช้ต้นคราม จากนั้นนำไปตากให้แห้งเพื่อนำไปทอ และใช้เวลาทอผ้าผืนหนึ่งประมาณ ๑-๒ เดือน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของลายโบราณ สำหรับผลงานที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกนั้นคือชุดเครื่องนอนก่อนแต่งงาน เป็นผ้าฝ้าย ทอมือผ่านกรรมวิธีการย้อมสีโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น ลวดลายที่ถักผ้าทอเป็นผืนผ้าแต่ละชิ้นใช้ลายพญานาคว่ายน้ำ ซึ่งเป็นลายที่ยากที่สุด

ปัจจุบันผลงานผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่งแห่งนี้ได้รับความนิยมและจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ ปัจจุบันสามารถเข้าชมตัวอย่างลายผ้าโบราณ ๒๐๐ ปี ได้ที่ “กลุ่มผ้าทอบ้านผาทั่ง” โทร.056-539157, 089-2709683จัดเป็นแหล่งเรียนรู้สู่ภูมิปัญญาผ้าทอลายโบราณของอุทัยธานี

ทองลี้ ภูริผล ช่างทอฝีมือรางวัลยูเนสโก

ทองลี้ ภูริผล ช่างทอฝีมือรางวัลยูเนสโก
ลายโบราณผาทั่ง

ลายโบราณผาทั่ง
ลายช้างสามเศียร อายุ ๒๐๐ ปี

ลายช้างสามเศียร อายุ ๒๐๐ ปี
ผู้สืบทอดทอผ้าลายโบราณผาทั่ง

ผู้สืบทอดทอผ้าลายโบราณผาทั่ง
ประเพณีต้อนรับแขกผู้มาเยือน

ประเพณีต้อนรับแขกผู้มาเยือน
ทองลี้ ภูริผล ปกอนุสาร อ.ส.ท. ๒๕๑๗

ทองลี้ ภูริผล ปกอนุสาร อ.ส.ท. ๒๕๑๗
Advertisements

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองลับแล’ ภูมิเมืองแม่หม้ายผู้รักสัจวาจา

Published December 9, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/353001

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'เมืองลับแล' ภูมิเมืองแม่หม้ายผู้รักสัจวาจา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองลับแล’ ภูมิเมืองแม่หม้ายผู้รักสัจวาจา

วันอาทิตย์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมืองลับแล

จากเหตุการณ์ถ้ำหลวงนั้นมีเรื่องลี้ลับกล่าวถึงเมืองลับแล จึงทำให้นึกถึงตำนานเมืองแม่หม้ายที่รู้จักกันมานานว่าเป็นเมืองลับแล  ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยหาภูมิสถานแห่งนี้ไปกับเพื่อนธรรมชาติ ซึ่งนำพาไปชุมชนโบราณแห่งนี้นัยว่าเดิมเป็นชุมชนโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย  ก่อนจะถูกทิ้งร้างนั้นได้มีการอพยพเทครัวชาวเชียงแสนมาตั้งรกรากเพิ่มเติม ความเป็นมาของคำว่า “ลับแล” นั้น สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้สันนิษฐานไว้ว่าเดิมชาวเมืองแพร่ เมืองน่าน หนีข้าศึกและความเดือดร้อนมาซุ่มซ่อนตั้งชุมชนอยู่บริเวณนี้ ด้วยเหตุเป็นที่ป่ารก หลบซ่อนตัวง่ายและ ภูมิประเทศอยู่ในหุบเขาที่มีเนินสลับกับที่ต่ำ คนต่างเมืองหากไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศแล้วจะหลงทางได้ง่ายจึงลี้ลับเหมือนเมืองลับแลคือเมืองที่มองไม่เห็น

ชาวพื้นเมืองลับแล

จนเล่าว่าคนมีบุญเท่านั้นจึงจะเข้าไปถึงเมืองลับแลได้  นอกจากนี้มีตำนานเล่าขานว่า ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งเข้าไปหาของป่าและล่าสัตว์ในป่า ได้เห็นหญิงสาวสวยหลายคนเดินออกมาจากกลางป่า ครั้นมาถึงชายป่า นางเหล่านั้นก็เอาใบไม้ที่ถือมาไปซ่อนไว้ในที่ต่างๆ แล้วก็เข้าไปในเมือง ด้วยความสงสัยชายหนุ่มจึงแอบหยิบใบไม้มาเก็บไว้ใบหนึ่ง ตอนบ่ายกลุ่มหญิงสาวนั้นกลับมา ต่างก็หาใบไม้ที่ตนซ่อนไว้เมื่อพบแล้วก็ถือใบไม้นั้นเดินหายลับไป แต่มีหญิงสาวคนหนึ่งหาใบไม้ไม่พบ เพราะชายหนุ่มนั้นแอบหยิบใบไม้มา นางจึงวิตกที่กลับไปไม่ได้ ชายหนุ่มจึงปรากฏตัวให้เห็นและคืนใบไม้ให้และมีข้อแลกเปลี่ยนคือ ขอติดตามนางไปด้วย

การแต่งกายชาวลับแล

ด้วยอยากเห็นเมืองลับแลที่คนกล่าวขานถึงแม่หม้าย หญิงสาวจึงยินยอมแล้วนางพาชายหนุ่มเข้าไปในเมืองลับแล ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าทั้งเมืองมีแต่ผู้หญิง นางอธิบายว่า คนในหมู่บ้านนี้ล้วนมีศีลธรรม ถือวาจาสัตย์ ใครประพฤติผิดก็ต้องออกจากหมู่บ้านไป ผู้ชาย ส่วนมากมักไม่รักษาวาจาสัตย์ ทำให้ต้องออกจากหมู่บ้านไปจนหมด แล้วนางก็พาชายหนุ่มไปพบมารดาโดยชายหนุ่ม เกิดความรักใคร่ในตัวนางจึงขออาศัยอยู่ด้วย มารดาของหญิงสาวก็ยินยอมแต่ให้ชายหนุ่มสัญญาว่าจะต้องอยู่ในศีลธรรม ไม่พูดเท็จ ชายหนุ่มแต่งงานอยู่กินกับหญิงสาวชาวลับแลจนมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคน

ชายหนุ่ม​ลับแล

วันหนึ่งขณะที่ภรรยาไม่อยู่บ้านนั้น ชายหนุ่มผู้เป็นพ่อเลี้ยงบุตรอยู่แล้วบุตรน้อยเกิดร้องไห้หาแม่ไม่ยอมหยุด ผู้เป็นพ่อจึงปลอบโกหกว่า “แม่มาแล้วๆ” มารดาของภรรยาได้ยินเข้าก็โกรธมากที่บุตรเขยพูดเท็จ  เมื่อบุตรสาวกลับมาก็บอกให้รู้เรื่อง  ฝ่ายภรรยาของชายหนุ่มเสียใจมากที่สามีไม่รักษาวาจาสัตย์ นางบอกให้เขาออกจากหมู่บ้านไปเสีย แล้วนางก็จัดหาย่ามใส่เสบียงอาหารและของใช้ที่จำเป็นให้สามี พร้อมทั้งขุดหัวขมิ้นใส่ลงไปด้วยเป็นจำนวนมาก จากนั้นก็พาสามีไปยังชายป่า ชี้ทางให้แล้ว  นางก็กลับไปเมืองลับแล  ชายหนุ่มจำต้องเดินทางกลับบ้านตามที่ภรรยาชี้ทางให้ ระหว่างทางที่เดินไปนั้น เขารู้สึกว่าถุงย่ามที่ถือมาหนักขึ้นเรื่อยๆ และหนทางก็ไกลมาก จึงหยิบเอาขมิ้นที่ภรรยาใส่มาให้ทิ้งเสียจนเกือบหมด

ผ้าทอลับแล

ครั้นเดิน  ทางกลับไปถึงหมู่บ้านเดิมญาติมิตรต่างก็ซักถามว่าเหตุที่หายไปอยู่ที่ไหนมาเป็นเวลานานชายหนุ่มจึงเล่าให้ฟังโดยละเอียดรวมทั้งเรื่องขมิ้นที่ภรรยาใส่ย่ามมาให้แต่เขาทิ้งไปเกือบหมด เหลืออยู่เพียงแง่งเดียว พร้อมทั้งหยิบขมิ้นที่เหลืออยู่ออกมา ปรากฏว่าขมิ้นนั้นกลับกลายเป็นแท่งทองคำ ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจและเสียดาย จึงพยายามย้อนไปเพื่อหาขมิ้นที่ทิ้งไว้ ปรากฏว่าขมิ้นเหล่านั้นได้งอกเป็นต้นขมิ้นไปหมดแล้ว และเมื่อขุดดูก็พบแต่แง่งขมิ้นธรรมดาที่มีสีเหลืองทองแต่ไม่ใช่ทองเหมือนแง่งที่เขาได้ไป เขาพยายามหาทางกลับไปเมืองลับแลก็หลงทางวกวนไปไม่ถูก จึงละความพยายามกลับไปอยู่หมู่บ้านของตนตามเดิม

ทุเรียนหลิน-หลง ลับแล

ตำนานเมืองลับแลนี้ในหลายแห่งเล่าเหมือนๆกันจะต่างก็ตรงสิ่งของที่ใส่ให้กลับมา เมืองลับแลแห่งนี้ต่อมาตั้งเป็นอำเภอลับแล มีบุคคลสำคัญชื่อพระศรีพนมมาศ (ทองอิน) เป็นนายอำเภอลับแลในสมัยรัชกาลที่ ๕ ถือเป็นคนสำคัญที่สร้างความเจริญให้อำเภอลับแลเป็นอย่างมาก เป็นผู้วางผังเมืองลับแล สร้างฝายหลวง พัฒนาการศึกษารวมทั้งส่งเสริมการเกษตร เป็นผู้ต้นคิดทำ “ไม้กวาด” ติดผ้าแดงเป็นของที่ระลึก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นั้นเคยเสด็จฯ มาอำเภอลับแล เมื่อพ.ศ. ๒๔๔๔ ปัจจุบันอำเภอลับแลเป็นแหล่งทอผ้าลับแล ปลูกสวนทุเรียนพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงบนเขาคือ หลิน-หลง ทุเรียนที่ตั้งตามชื่อนางหลิน อุประและนายหลงปันลาด ผู้ปลูกทุเรียนชนะการประกวด อำเภอลับแลนี้มีอาหารพื้นถิ่นเช่น ข้าวแคบ หมี่พัน กระบองทอด ขนมจีนเค็ม ข้าวพันผัก ที่หากินได้แห่งเดียว

ผ้าเมืองลับแล

พระศรีพนมมาศ

สาวลับแลแต่งกาย

สาวลับแลปัจจุบัน

หญิงลับแลในอดีต

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ปฏิบัติการถํ้าใต้นํ้า’หนึ่งเดียวของโลกในไทย

Published November 11, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/351605

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปฏิบัติการถํ้าใต้นํ้า’หนึ่งเดียวของโลกในไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปฏิบัติการถํ้าใต้นํ้า’หนึ่งเดียวของโลกในไทย

วันอาทิตย์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี

ช่วงนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าการปฏิบัติการค้นหา ทีมฟุตบอล “หมูป่าอะคาเดมี” รวม ๑๓ ชีวิตที่เข้าไปติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย และความสำเร็จของการปฏิบัติการช่วยเหลือจนประสบความสำเร็จนั้นเป็นข่าวดีที่ทำให้ ๑๗ วัน แห่งการติดตามหานั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ด้วยเหตุที่พื้นที่แห่งนี้เป็นถ้ำใต้น้ำ ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นการปฏิบัติการกู้ชีวิตครั้งแรกของโลกที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อีกทั้งการปฏิบัติการทั้งหมดนั้นต้องมีการบูรณาการทีมงานจากทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และหน่วยงานต่างประเทศกว่า ๕๐ ทีมท่ามกลางอุปสรรคทางธรรมชาติชนิดประเมินสถานการณ์ระดับน้ำในถ้ำกันทุกวินาที ที่ต้องร่วมกันแก้ปัญหาท่ามกลางอากาศแปรปรวนและมีฝนตกทำให้เกิดความยากลำบากในการทำงาน

นายกรัฐมนตรีให้กำลังใจ ผอ.ศอร

การปฏิบัติการค้นหากลุ่มคนและการกู้ชีวิตในถ้ำใต้น้ำที่เกิดขึ้นครั้งนี้ จึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรกของโลกที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศได้พากันติดตามตั้งแต่วันแรกที่ทีม “หมูป่าอะคาเดมีแม่สาย” ซึ่งมี นายเอกพลจันทะวงษ์ ผู้ช่วยโค้ชพร้อมกับลูกทีมฟุตบอล รวม ๑๓ คนหายเข้าไปในถ้ำที่วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน๒๕๖๑ โดยมีการตั้งทีมค้นหาทุกวิธีจนเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม เวลา ๒๒.๐๐ น. นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งทำหน้าที่ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (ศอร.) นั้น ได้ออกมาแถลงข่าวและบอกผู้ปกครองของเด็กที่เฝ้ารอด้านหน้าถ้ำและสื่อมวลชนว่า ทีมค้นหานั้นได้พบบุคคลทั้งหมด ๑๓ คนแล้วและยืนยันว่าทุกคนปลอดภัย ผู้ที่สามารถเข้าไปพบทีมหมูป่าฯทั้ง ๑๓ คน เป็นทีมแรก คือคือ นายริชาร์ด สแตนตัน, เวิร์น อันสเวิร์ธ และ นายจอห์น โวลันเธน นักดำถ้ำที่ดีที่สุดในโลก ๓ คน จากประเทศอังกฤษ และหน่วยซีลที่ติดตามมาสมทบอีกที  ดังนั้น การวางแผนเพื่อปฏิบัติการช่วยเหลือทุกชีวิตให้ออกมาอย่างปลอดภัยจึงเป็นการปฏิบัติการหนึ่งเดียวที่มีการออกแบบขึ้นโดยเฉพาะจากทีมผู้เชี่ยวชาญทุกสาขา โดยมีการประสานงานและปฏิบัติการด้วยความรอบคอบและรัดกุมเพื่อให้ทุกชีวิตได้รับความปลอดภัยที่สุดซึ่งผอ.ศอร. ยืนยันการปฏิบัติการดีเดย์ในวันที่ ๘ กรกฎาคม โดยส่งทีมเชี่ยวชาญดำน้ำในถ้ำจากต่างประเทศพร้อมหน่วยซีลนำทีมหมูป่า ๑๓ คน ออกจากถ้ำหลวง ซึ่งยืนยันว่าเจ้าหน้าที่-เด็ก ทั้งหมดมีความพร้อม ๑๐๐% สุดท้ายวันที่ ๑๐ กรกฎาคม เวลา ๑๘.๕๑ น. เพจเฟซบุ๊ก Thai Navy SEALโพสต์ข้อความว่า “หมูป่า ๑๒ ตัว และโค้ช ออกจากถ้ำแล้วปลอดภัยทุกคน เวลานี้รอรับมนุษย์กบ ๔ คน ออกมาครับผม” Hooyah เวลา ๒๑.๓๓ น. เพจเฟซบุ๊ก Thai Navy SEAL โพสต์ข้อความว่า “ทุกคนออกจากถ้ำอย่างปลอดภัยแล้ว” หลังใช้เวลาปฏิบัติการเกือบ ๙ ชั่วโมง ในวันที่สามของการลำเลียงออกจากนับเป็นวันที่ ๑๘ ของปฏิบัติการถ้ำหลวงซึ่งเริ่มต้นด้วยการค้นหากู้ภัยส่งกลับ

ซีลฉลามขาว

วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๘.๑๘ น.นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (ศอร.) แถลงปิดศอร. หลังเปิดศูนย์มา ๑๗ วัน นายแพทย์ไชยเวช ธนไพศาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เปิดภาพน้องๆ ทั้ง ๘ คน ที่พักอยู่ในโรงพยาบาล พร้อมทั้ง ๕ คน ที่เข้าถึงโรงพยาบาลเมื่อคืน พร้อมหน่วยซีล ซึ่งได้รับการอนุญาตแล้ว โดยทุกคนแข็งแรงดี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า “นับตั้งแต่วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ที่นักฟุตบอลและผู้ช่วยโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี แม่สาย รวม ๑๓ คน ได้ประสบอันตราย ติดอยู่ภายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย รัฐบาลได้รวบรวมสรรพกำลังเพื่อให้การช่วยอย่างเต็มความสามารถด้วยการบูรณาการ ความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ได้ร่วมมือกัน เสียสละ อดทน ปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มขีดความสามารถด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญ ประกอบกับกำลังใจ จากทั่วทุกมุมโลก ทุกชาติ ศาสนาที่ส่งมายังประเทศไทย” และยังได้ยืนยันว่า “แม้วันนี้ภารกิจจะเสร็จสิ้นแล้วแต่ภาพของความร่วมแรงร่วมใจโดยไม่แบ่งเชื้อชาติ ศาสนาจะยังคงอยู่ตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพของเจ้าหน้าที่ผู้กล้าหาญ จ่าเอกสมาน กุนัน อดีตนักทำลายใต้น้ำจู่โจมแห่งกองทัพเรืออาสาสมัครผู้สละชีพ ในปฏิบัติการครั้งนี้อย่างสมเกียรติ ความเสียสละของจ่าเอกสมานจะเป็นต้นแบบแห่งความกล้าหาญและประทับในจิตใจของพวกเราตลอดไป”

พื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด

พื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด
ผู้ว่าณรงค์ศักดิ์ ผอ.ศอร

ผู้ว่าณรงค์ศักดิ์ ผอ.ศอร
ทีมลุยป่า

ทีมลุยป่า
นักประดานำชั้้นยอดจากอังกฤษ

นักประดานำชั้้นยอดจากอังกฤษ
นักประดาอังกฤษน้ำผู้พบทีมหมูป่า

นักประดาอังกฤษน้ำผู้พบทีมหมูป่า
หมอภาคย์ โลหารชุน ผู้อยู่ดูแลทีมหมูป่า

หมอภาคย์ โลหารชุน ผู้อยู่ดูแลทีมหมูป่า
ผนังถ้ำที่นำมาวางแผนปฏิบัติการ

ผนังถ้ำที่นำมาวางแผนปฏิบัติการ
แสดงการช่วยเหลืออีกวิธีหนึ่ง

แสดงการช่วยเหลืออีกวิธีหนึ่ง
แผนผังจากหน่วยซีล

แผนผังจากหน่วยซีล
ภาพการพบบุคคลผู้หายเข้าถ้ำ

ภาพการพบบุคคลผู้หายเข้าถ้ำ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘โบราณสถานเมืองศรีเทพ’ภูมิสุริยเทพแห่งลุ่มน้ำสัก

Published November 9, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/350194

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'โบราณสถานเมืองศรีเทพ'ภูมิสุริยเทพแห่งลุ่มน้ำสัก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โบราณสถานเมืองศรีเทพ’ภูมิสุริยเทพแห่งลุ่มน้ำสัก

วันอาทิตย์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปรางค์สองพี่น้อง

การเดินทางสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ในภาคเหนือ Familiarzation Trip นั้น เป็นโครงการเปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง๔ มรดกโลก เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนในประเทศไทย โดยสร้างเส้นทางความสนใจใคร่รู้ในแหล่งมรดกโลก ด้านประวัติศาสตร์ จากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ หลวงพระบาง อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย และอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา

อาทิตย์นี้จังหวัดเพชรบูรณ์โดยสำนักงานท่องและกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้เริ่มโครงการดังกล่าวนั้นได้ชวนกันตามหาคุณค่าของภูมิสถานมรดกโลกทั้งสี่แห่ง โดยเริ่มต้นจากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญของเมืองเพชรบูรณ์ ซึ่งมีพื้นที่โบราณสถานของเมืองเก่าศรีเทพ อยู่ที่อำเภอศรีเทพ เดิมเรียกว่า “เมืองอภัยสาลี” ถูกค้นพบเมื่อครั้งสมเด็จฯ พระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จตรวจราชการมณฑลเพชรบูรณ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๗-๘ และทรงเรียกเมืองนี้เสียใหม่ว่า “เมืองศรีเทพ” เมืองโบราณศรีเทพนี้มีลักษณะเป็นเมืองซ้อนเมืองขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในแม่น้ำป่าสักเป็นชุมทางที่สามารถติดต่อกับชุมชนอื่นได้สะดวก จึงทำให้รับอิทธิพลศิลปวัฒนธรรมจากอาณาจักรข้างเคียง ได้แก่ ศิลปทวารวดี ศิลปะขอม เป็นต้น มาบูรณาการสิ่งก่อสร้างในเมืองนี้

เมืองนี้มีเนื้อที่ประมาณสองพันไร่เศษมีแนวกำแพงเมืองเป็นเนินดินล้อมรอบ และมีคูเมืองนอกกำแพง มีประตูเมืองสี่ทิศ ภายในเมืองมีปรางค์สมัยลพบุรีอยู่สององค์ เรียกปรางค์สองพี่น้อง ทางทิศเหนือนอกกำแพงเมืองออกไปนั้นมีสระน้ำสองแห่ง ชื่อสระแก้วและสระขวัญซึ่งถือเห็นแหล่งน้ำสำคัญที่เมืองศรีเทพได้ส่งน้ำจากสระทั้งสองนี้ เพื่อนำไปใช้ทำน้ำศักดิ์สิทธิ์ในพิธีมุรธาภิเษกและพิธีถือน้ำพิพัธสัจจา จากร่องรอยสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมที่เกิดขึ้นจากโบราณสถานนั้น ประมาณว่าเมืองศรีเทพแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยที่ขอมครอบครองดินแดนแถบนี้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ เมื่อ ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว และเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีความเจริญสูงสุดทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมซึ่งอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพแห่งนี้ได้รับรางวัลThailand Tourism Award ประจำปี ๒๕๔๓ เป็นรางวัลประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโบราณสถานยอดเยี่ยมและรางวัลสื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ด้านอินเตอร์เนตดีเด่นที่สามารถค้นหาได้ง่าย กรมศิลปากรได้ดำเนินการ สำรวจ ขุดค้น ศึกษา และพัฒนาบรรดาโบราณสถานและโบราณวัตถุในเมืองศรีเทพมาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๒๑ จนปรากฏโบราณสถานที่น่าสนใจมากมายเช่น ปรางค์ศรีเทพ เป็นสถาปัตยกรรมแบบศิลปะขอมหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ฐานล่างก่อด้วยศิลาแลงเป็นฐานบัวลูกฟัก เรือนธาตุก่อด้วยอิฐ

ในการขุดค้นบริเวณนี้พบชิ้นส่วนทับหลังรูปลายสลักราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ เป็นการสร้างเพิ่มขึ้นหลังจากโบราณสถานเขาคลังในต่อมาได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่แต่ยังไม่สำเร็จในพุทธศตวรรษที่๑๘ สระแก้ว อยู่นอกเมืองไปทิศเหนือ ส่วน สระขวัญ นั้นอยู่ในบริเวณเมืองส่วนนอก สระน้ำทั้งสองสระนี้มีน้ำขังตลอดปีปรางค์สองพี่น้อง เป็นปรางค์สององค์ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่สร้างราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ หันหน้าไปทางทิศตะวันตกมีประตูทางเข้าทางเดียวและจากการขุดแต่งทางโบราณคดี ได้พบทับหลังที่มีจำหลักเป็นรูปพระอิศวรอุ้มนางปารวตี ประทับนั่งอยู่เหนือโคอุสุภราช ซึ่งลักษณะของทับหลังและเสาประดับกรอบประตูนั้นประมาณว่ามีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ เป็นศิลปะขอมแบบบาปวนต่อมาได้สร้างปรางค์องค์เล็กเพิ่มพบร่องรอยการสร้างทับกำแพงแก้วที่ล้อมรอบปรางค์องค์ใหญ่อยู่ใต้ปรางค์องค์เล็ก โดยมีการก่อปิดทางขึ้นและเสริมทางด้านหน้าให้ยื่นออกมา พร้อมกับสร้างอาคารขนาดเล็กทางทิศเหนือเพิ่มขึ้น โบราณสถาน เขาคลังใน สร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ เป็นเทวสถานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลักฐานสร้างรูปปูนปั้นบุคคล และสัตว์ประดับเป็นศิลปะแบบทวารวดีเช่นเดียวกับโบราณสถานเมืองคูบัวราชบุรี โบราณสถานบ้านโคกไม้เดน นครสวรรค์และวัดนครโกษา ลพบุรี ด้านนอกเมืองยังมีโบราณสถานคลังนอก ที่เพิ่งบูรณะเสร็จแล้ว และกำลังสำรวจขุดแต่งเจดีย์บริวารอยู่ และเขาถมอรัตน์  สิ่งเคารพหนึ่งเดียวของเมืองศรีเทพคือ พระสุริยเทพ ซึ่งเป็นเทพสำคัญของเมืองโบราณแห่งนี้พบถึง ๔ องค์ จึงมีชื่อเรียกภายหลังว่า “ศรีเทพ” ของเมืองเพชบูรโบราณ

พระสุริยเทพอีกองค์

พระสุริยเทพอีกองค์
พระสุริยเทพ

พระสุริยเทพ
พระพุทธรูปสมัยทวารวดี

พระพุทธรูปสมัยทวารวดี
ปูนปั้นฐานเขาคลังใน

ปูนปั้นฐานเขาคลังใน
จารึกเมืองศรีเทพ

จารึกเมืองศรีเทพ
คูเมืองและแนวกำแพง

คูเมืองและแนวกำแพง
เขาถมอรัตน์

เขาถมอรัตน์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน’ภูมิขุนเขาแห่งราชวงศ์ลวจักราช

Published November 8, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/348765

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน'ภูมิขุนเขาแห่งราชวงศ์ลวจักราช

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน’ภูมิขุนเขาแห่งราชวงศ์ลวจักราช

วันอาทิตย์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เขานางนอน

จากเหตุการณ์ทีมฟุตบอล “หมูป่าอคาเดมี”หายเข้าไปในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จนมีการระดมกำลังเข้าติดตามจนเป็นข่าวที่ทุกคนเอาใจช่วยนั้นอาทิตย์นี้ขอตามรอยภูมิประเทศถึงถ้ำหลวงสถานที่ลึกลับแห่งนี้ ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนนี้อยู่ในวนอุทยานในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอนตั้งอยู่ใน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงรายมีเนื้อที่ ๕,๐๐๐ ไร่ จัดตั้งเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๙ โดยกรมป่าไม้ ภูมิประเทศนั้นเป็นภูเขาขนาดใหญ่หลายลูกติดต่อกัน มีความสูงโดยเฉลี่ย ๗๗๙ เมตร และลาดชันมาทางทิศตะวันออกสำหรับถ้ำหลวงนั้น ตั้งอยู่ที่บ้านน้ำจำ ต.โป่งผา เป็นถ้ำหินปูนกึ่งแห้งขนาดใหญ่ มีความยาวรวมทั้งสิ้น ๑๐,๓๑๖ เมตร (สำรวจโดย SMCC, BEC, Unsworth ระหว่างปีพ.ศ.๒๕๕๗-๒๕๕๙) ถือเป็นถ้ำที่มีเกล็ดหินสะท้อนแสง มีหินงอกหินย้อย ธารน้ำถ้ำลอด และถ้ำแขนง แนวโถงถ้ำมีเส้นทางคดเคี้ยวบางช่วงเข้าถึงง่าย บางช่วงมีเพดานต่ำมีรอยการไหลของน้ำเป็นริ้วคลื่น (ripple mark)ระดับพื้นถ้ำเก่า มีหินถล่มขนาดใหญ่และเล็กจำนวนมาก มีรอยแตกแบบมีแรงดึง (tension crack) รอยระดับน้ำ หลุมยุบ โพรงเพดานถ้ำ และรอยแตกของผนัง ส่วนขุนน้ำนางนอน นั้นตั้งอยู่ที่บ้านจ้อง ต.โป่งผา อยู่ห่างจากถ้ำหลวง๒.๕ กิโลเมตร เป็นพื้นที่มีลำธารไหลออกมาจากรอยแยกของหินใต้ภูเขาหินปูน ซึ่งเมื่อทำฝายขนาดเล็กจะเป็นแอ่งน้ำขนาดพื้นที่ ๓ ไร่

ถ้ำหลวงและเขานางนอนนี้มีเรื่องเล่าว่ากาลนานมาแล้ว ณ เมืองเชียงรุ้ง ในแคว้นสิบสองปันนานั้น เจ้าหญิงองค์หนึ่งมีพระสิริโฉมงดงามยิ่ง แต่นางนั้นกลับแอบรักกับชายเลี้ยงม้า เป็นการผิดกฎโบราณราชประเพณีที่เจ้าหญิงจะลดตัวลงไปรักกับชายที่ต่ำศักดิ์กว่าไม่ได้ แต่ด้วยความรักที่มีต่อกันจึงทำให้ทั้งสองแอบรักกันมาจนเจ้าหญิงเกิดตั้งครรภ์ เกินกว่าที่จะปิดความต่อไปได้คนทั้งสองจึงหลบหนีตามกันมา เจ้าเมืองเชียงรุ้งรู้ก็โกรธจึงส่งทหารออกติดตาม คนทั้งสองพากันระหกระเหินเดินป่ามาจนถึงร่มไม้ในที่ราบแห่งหนึ่งริมน้ำโขง เจ้าหญิงซึ่งมีพระครรภ์ได้หลายเดือนเห็นว่านางเดินต่อไปไม่ไหว ประกอบกับความหิว และเหนื่อยอ่อน จึงขอหยุดพัก ชายหนุ่มให้นางรออยู่ที่แห่งนั้นแล้วตนเข้าป่าไปหาอาหารมาให้ อย่าได้ไปไหน แล้วชายหนุ่มก็เข้าป่าไปหาอาหารกองทหารเชียงรุ้ง ตามมาทันเห็นชายเลี้ยงม้าในป่าจึงเข้ารุมฟันแทงตายอยู่กับที่ ฝ่ายเจ้าหญิงรอชายคนรักอยู่จนเย็นมืดค่ำก็ไม่เห็นกลับมา ได้แต่ชะเง้อรอคอยอยู่นาน จนเห็นทหารของพระบิดาออกจากชายป่ามาล้อมเจ้าหญิง แล้วทูลเชิญกลับไปยังนครเชียงรุ้ง เจ้าหญิงนั้นสังหรณ์ว่าชายคนรักน่าจะมีภัยเสียแน่แล้ว จึงแข็งใจถามทหารว่าเห็นชายหนุ่มหรือไม่ ทหารตอบว่าได้ฆ่าตายไปแล้ว ทำให้เจ้าหญิงเสียพระทัย กรรแสงร่ำไห้เกลือกกลิ้งอยู่กับพื้น เมื่อได้สตินางเห็นว่าคนรักได้ตายไปแล้ว หากกลับนครเชียงรุ้งก็คงถูกอาญาลงโทษ อีกทั้งนางนั้นยังมีครรภ์กับชายเลี้ยงม้า ชาวเมืองจะดูแคลนนางอีกนางจึงตัดสินใจตั้งสัจจะอธิษฐานด้วยความรักอันบริสุทธิ์ของนางนั้นจึงยอมตาย แล้วนางจึงดึงปิ่นปักผมออกมาแทงที่ขมับ จนโลหิตไหลออกมาเป็นสาย สิ้นพระชนม์อยู่ตรงนั้น สายพระโลหิตที่ได้หลั่งไหลออกมาได้กลายมาเป็นต้นแม่น้ำแม่สายส่วนพระวรกายของนางที่นอนตายเหยียดยาวจากใต้จรดเหนือนั้นกลายเป็นดอยนางนอน อิตถีเพศของพระนางกลายเป็นถ้ำหลวง และส่วนพระอุทรที่ทรงครรภ์อยู่เป็นดอยตุง ส่วนพระเศียรเป็นดอยท่า หรือดอยจ้อง พระถันเป็นดอยลูกหนึ่งเรียกว่าดอยแม่ย่า

อีกความในตำนานลาวจก จากพงศาวดารลาวเฉียงเล่าแตกต่างว่า ปู่เจ้าลาวจกเทวบุตรได้เงินลงมาจากสวรรค์ ต่อมาได้สร้างตุงใหญ่ขึ้นปักบนดอยจึงเรียกดอยนั้นว่าดอยตุง ส่วนดอยที่เกิดจากพระถันนั้น ยอดพระถันเป็นที่อยู่ของชายาปู่เจ้าลาวจก จึงเรียกว่าดอยแม่ย่า ส่วนดอยที่เกิดจากพระเศียร เป็นดอยที่ราชโอรสปู่เจ้าลาวจกคอยพ่อ จึงเรียกว่าดอยท่า ด้วยความลึกลับจากธรรมชาติจึงมีความเชื่อกันว่า ดอยทั้งสามในเทือกเขานางนอนนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของบรรพบุรุษแห่งราชวงศ์ลวจักราช ต้นราชวงศ์ของพญาเม็งรายก่อนที่จะเคลื่อนย้ายลงจากเขามาสร้างเมืองหิรัญนครเงินยาง ซึ่งเหนือดอยดินแดงนั้นได้สร้างพระธาตุดอยตุงไว้ ถือเป็นปฐมพระธาตุแห่งแรกของอาณาจักรล้านนา ชื่อเสียงของถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนคงไม่หยุดแค่ตำนานนี้เท่านั้น

เหตุการณ์พลัดหลงในถ้ำลึกลับและอันตรายของทีมฟุตบอล “หมู่ป่าฯ” จึงเป็นปรากฏการณ์เสี่ยงชีวิตที่คนทั้งประเทศเอาใจช่วยและได้เห็นประสบการณ์ทำงานกู้ชีวิตที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ดอยหลวงขุนเขาของลวจักราช

ดอยหลวงขุนเขาของลวจักราช
อาคารด้านหน้า

อาคารด้านหน้า
แผนที่บริเวณถ้ำหลวง

แผนที่บริเวณถ้ำหลวง
บริเวณปากทางเข้าถ้ำหลวง

บริเวณปากทางเข้าถ้ำหลวง
ดอยแห่งบรรพบุรุษลวจักราช

ดอยแห่งบรรพบุรุษลวจักราช

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ผืนป่าห้วยขาแข้ง’ภูมิมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรก

Published November 7, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/347267

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'ผืนป่าห้วยขาแข้ง'ภูมิมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผืนป่าห้วยขาแข้ง’ภูมิมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรก

วันอาทิตย์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

โครงการทัศนศึกษา Agent& Media Fam Trip ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนั้้นทำให้คนหลายคนรู้จัก ตำบลแก่นมะกรูด ของอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ดีขึ้นและในไม่ช้าก็จะรู้จักแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวิถีชุมชนจนสามารถขยายการตลาดให้ชุมชนมีรายได้จากธุรกิจการท่องเที่ยวต่อไป ดังนั้้นเรื่องผืนป่าขนาดใหญ่ของตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานีนั้น น่าสนใจด้วยเหตุที่เป็นป่าต้นน้ำของแควใหญ่ มีลำน้ำแยกจากแควใหญ่ชื่อว่า “ลำน้ำข้าง”โดยไหลพาดผ่านผืนป่าใหญ่ขึ้นสู่ป่าแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ในอดีตนั้นป่าแห่งนี้เป็นป่ารกทึบไม่มีผู้บุกรุกทำลายป่าเรียกกันว่าเป็นป่าบริสุทธิ์(VIRGIN FOREST) ที่ยังไม่เคยมีการจัดการด้านป่าไม้มาก่อนนั่นเอง จนปีพ.ศ.๒๔๙๘ ป่าแห่งนี้ได้ถูกจัดให้เป็นป่าโครงการที่ให้สัมปทานการทำไม้แก่บริษัทไม้อัดไทยตามสัญญาสัมปทานที่ ๘๔เป็นป่าสัมปทานปิด

ต่อมา พ.ศ.๒๕๐๖ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ได้เสนอกรมป่าไม้ขอให้ดำเนินการสงวนป่าผืนนี้ ซึ่งกรมป่าไม้ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นป่ารกทึบยังไม่มีการบุกรุกทำลาย และมีอาณาเขตกว้างขวางมาก ประมาณ ๑,๖๐๐ ตารางกิโลเมตร จึงสมควรดำเนินการคุ้มครองไว้ก่อน ต่อมาหนังสือพิมพ์สารเสรี ฉบับประจำวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๗ ได้ลงข่าวเกี่ยวกับการตรวจราชการท้องถิ่น ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่  ของป่าไม้จังหวัดอุทัยธานี ตามคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น ได้พบว่าชาวกะเหรี่ยงบ้านใหม่ฯนั้นได้แผ้วถางป่าจำนวน ๒๐๐ ไร่ กับบริเวณป่าอีมาด ห้วยขาแข้ง ซึ่งอยู่ในโครงการที่จะกำหนดให้เป็นป่าคุ้มครอง ซึ่งมีเนื้อที่ ๒,๑๐๐ตารางกิโลเมตร จึงรายงานเสนอกรมป่าไม้ที่เห็นพ้องต้องกันประกอบกับได้มีการจัดให้ป่าแห่งนี้อยู่ในโครงการที่จะจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไว้ก่อนแล้วจึงพิจารณาจัดตั้งให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งมีอาณาเขตติดกัน

ต่อมาวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๘ ได้มีการแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๔  เรื่องการสำรวจควายป่าของนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งที่เข้าร่วมสำรวจป่ากับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่บริษัทไม้อัดไทย จำกัด หลังจากการแพร่ภาพนั้นจึงมีการส่งรายงานการสำรวจให้กรมป่าไม้ โดยรายงานว่าสัตว์ป่าในป่าห้วยขาแข้งนั้นยังมีอยู่จำนวนมาก จึงมีการดำเนินการและเตรียมการจัดตั้งให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยประสานงานกับ บริษัทไม้อัดไทย จำกัด เจ้าของสัมปทานทำไม้ในป่าบริเวณดังกล่าว เพื่อยกเลิกสัมปทาน จนวันที่๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๐ จึงได้ประกาศให้ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งอยู่ในท้องที่อำเภอลานสัก  อำเภอบ้านไร่  จังหวัดอุทัยธานีและอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เนื้อที่ ๑,๐๑๙,๓๗๕ ไร่หรือ ๑,๖๓๑ ตารางกิโลเมตร นั้นเป็น “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง”

ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้มีการผนวกพื้นที่เพิ่มเติมทางด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ รวมเป็นเนื้อที่ทั้งหมด ๑,๗๓๗,๕๘๗ ไร่ หรือ ๒,๗๘๐,๑๔ ตารางกิโลเมตร ประกาศเพิ่มพื้นที่เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๓๕ นับเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศและมีพื้นที่ติดต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรในพื้นที่จังหวัดตากและจังหวัดกาญจนบุรี ที่อยู่ทางทิศตะวันตก ถือเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของผืนป่าตะวันตกของประเทศไทย และเป็นผืนป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าผืนใหญ่นี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยองค์การยูเนสโก เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๔

ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของป่าผืนใหญ่จึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสุดท้ายของสัตว์ป่าหายากหลายชนิด บางชนิดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ เช่น สมเสร็จ, เก้งหม้อ, เลียงผา,กระทิง, วัวแดง, ควายป่า  และเป็นแหล่งอาศัยของเสือโคร่ง ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และได้แพร่ขยายไปยังพื้นที่ป่าใกล้เคียงกันด้วย จากการศึกษาพบว่าป่านี้มีเสือโคร่งประมาณ ๗๐-๘๐ ตัว จากจำนวนทั้งหมดที่มีอยู่ตามธรรมชาติในประเทศไทย ๒๕๐-๓๐๐ ตัว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งนี้มีสัตว์ป่าที่เป็นจุดสนใจที่เรียกกันว่า “ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งเจ็ด” (Big 7) ได้แก่ ช้าง, เสือโคร่ง,เสือดาว, ควายป่า, วัวแดง, กระทิง และสมเสร็จ ที่นักนิยมไพรถ่ายภาพสามารถเดินทางเข้าไปชมธรรมชาติได้ ก่อนจะเข้าป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯรอบนอกนั้น มีชุมชนชายป่าที่ได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีสวนดอกไม้ตามฤดูกาล  มีรีสอร์ทสวนไม้ผลธรรมชาติ และแหล่งผ้าทอพื้นบ้านที่มีฝีมือระดับอาเซียนและมีผลงานรับรางวัลจากยูเนสโกล้วนทำให้อำเภอบ้านไร่แห่งนี้มีเสน่ห์จากวิถีธรรมชาติจนมีคนพากันไปเที่ยวมากขึ้น

คณะในสวนห้วยขาแข้ง คันทรีโฮม

คณะในสวนห้วยขาแข้ง คันทรีโฮม
สัตว์ป่าที่พบเห็นกันประจำ

สัตว์ป่าที่พบเห็นกันประจำ
สวนไม้ดอกสวยงามในพื้นที่โครงการ

สวนไม้ดอกสวยงามในพื้นที่โครงการ
โรงเรียนเด็กเล็กบนเขา

โรงเรียนเด็กเล็กบนเขา
แผนที่ป่าห้วยขาแข้ง

แผนที่ป่าห้วยขาแข้ง
ผ้าทอพื้นบ้านราคาส่งนอก

ผ้าทอพื้นบ้านราคาส่งนอก
น้ำตกผาร่มเย็น

น้ำตกผาร่มเย็น
ธรรมชาติจากลำธารในป่าลึก

ธรรมชาติจากลำธารในป่าลึก
ถ้ำพุหวายท่ีสวยงาม

ถ้ำพุหวายท่ีสวยงาม
ต้นเซียงใหญ่ในสะนำ

ต้นเซียงใหญ่ในสะนำ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ภูมิสถานบรรพบุรุษ’เจ้าพระยาโกษาธิบดี(ปาน)ในกรุงศรีอยุธยา

Published November 6, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/345745

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'ภูมิสถานบรรพบุรุษ'เจ้าพระยาโกษาธิบดี(ปาน)ในกรุงศรีอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ภูมิสถานบรรพบุรุษ’เจ้าพระยาโกษาธิบดี(ปาน)ในกรุงศรีอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เจดีย์วัดดุสิต

ในเดือนมิถุนายนนี้ มีวันสำคัญอันเนื่องจากสมเด็จพระปฐมบรมชนกนาก (ทองดี) แห่งสมเด็จพระปฐมกษัตย์ราชวงศ์จักรี ซึ่งได้รับการสถาปนาเป็น “สมเด็จชนกาธิบดี” ดังนั้นการตามรอยเชื้อสายเจ้าพระยาโกษาปานถึงสมเด็จพระปฐมราชวงศ์จักรี ในโครงการทัศนศึกษา Agent & Media Fam Trip จึงเป็นโครงการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้จากสถานที่สำคัญโดยเฉพาะภูมิสถานที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ในกรุงศรีอยุธยา นอกจากภายในพระนครนั้นมีวัดขุนแสน อยู่ที่ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นถิ่นของกลุ่มมอญรุ่นแรกที่มีเรื่องราวในแผ่นดินพระมหาธรรมราชา ว่า “8 รอบครัวมอญ ซึ่งกวาดลงมานั้นก็พระราชทานให้พระยาราม พระยาเกียนควบคุมว่ากล่าวด้วย แลพระยาเกียนพระยารามนั้นให้อยู่ตำบลบ้านขมิ้นวัดขุนแสน” ซึ่งยังมีเจดีย์องค์ใหญ่อยู่แล้ว

ภูมิสถานแห่งนี้คือบรรพบุรุษของเจ้าพระยา โกษาธิบดี (ปาน) กล่าวคือพระยาเกียนมีลูกหลานสืบต่อมาจนถึงเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน)ในแผ่นดินพระนารายณ์ ต่อมาลูกหลานคนหนึ่งได้รับราชการกับเจ้าพระยาพิษณุโลกเมื่อตอนเสียกรุงศรีอยุธยาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระอักษรสุนทร เสมียนตรา พระอักษรเสมียนตรามีลูกหลานหลายคน คนที่ ๔ นั้นเป็นชาย ต่อมาได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินต้นคือรัชกาลที่ ๑ และในเรื่องอภินิหารบรรพบุรุษมีความว่า “พระยาเกียนแม่ทัพมอญได้ติดตามพระนเรศวรเข้ามารับราชการกับไทย ลูกหลานคนหนึ่งของพระยาเกียนได้แต่งงานกับเจ้าแม่ดุสิตซึ่งเป็นพระนางที่มีตำแหน่งสูงในสำนักพระราชวัง เจ้าแม่ดุสิตมีบุตร ๓ คน คือ นายเหล็กผู้พี่ใหญ่ คนที่สองเป็นหญิงชื่อแช่ม ต่อมาเป็นท้าวศรีสุดารักษ์ คนที่สามชื่อนายปาน  ซึ่งทุกวันนี้ยังมีวัดที่น่าสนใจอยู่นอกพระนครอันเกี่ยวข้องกับบรรพบุรุษคือวัดสมณโกฏฐาราม เป็นวัดสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น และปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยอยุธยาตอนปลายโดยเจ้าพระยาโกษา(เหล็ก) และเจ้าพระยาโกษา (ปาน) ในสมัยพระนารายณ์มหาราช เพื่อให้เป็นวัดประจำตระกูล เดิมเรียกว่า “วัดพระยาพระคลัง”มีความระบุว่าพระเพทราชาเสด็จไปวัดสมณโกฏฐาราม ในคราวพระราชทานเพลิงศพเจ้าแม่ดุสิต ผู้เป็นมารดาของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)และเจ้าพระยาโกษาธิบดี  (ปาน) ซึ่งเป็นพระนมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เมื่อปีพ.ศ.๒๒๓๓

ภายในวัดนี้ยังมีวิหารอยู่ทางทิศตะวันออกมีฐานปรางค์ขนาดใหญ่ล้อมด้วยระเบียงคดรูปสี่เหลี่ยม สำหรับวัดถัดไปเป็นวัดดุสิดารามสร้างเมื่อประมาณพ.ศ.๒๑๐๐ รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อพ.ศ.๒๑๑๐ หนังสือคำให้การชาวกรุงเก่าว่าวัดดุสิตมหานั้นเป็นวัดพระนเรศวรทรงสร้างสันนิษฐานว่า หมายถึงวัดดุสิดาราม ในพิธีพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยานั้นมีชื่อ “พระนารถ” อยู่วัดดุสิตาราม เป็นพระราชาคณะรูปหนึ่ง จากทั้งหมด ๑๗ รูป ๑๗ วัด ในกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา วัดนี้เป็นวัดที่เจ้าแม่วัดดุสิต ขัตติยะนารี บรรพบุรุษของราชวงศ์จักรี ผู้เป็นสตรีผู้สูงศักดิ์แห่งราชสำนักสยามในแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง และเป็นแม่นมของพระนารายณ์ ตอนหลังได้เป็นท้าวสมศักดิ์มหาธาตรี เดิมชื่อหม่อมเจ้าหญิงบัว เดิมอาศัยอยู่ใกล้วัดดุสิต ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองดุสิตตรงส่วนที่ต่อกับคลองปากข้าวสาร ต่อมาพระนารายณ์สร้างวังมีตำหนักตึกที่ริมวัดดุสิดารามถวายพระแม่นมจึงเรียกกันมาว่า เจ้าแม่วัดดุสิต ปัจจุบันวัดนี้มีเจดีย์สูงใหญ่เช่นเดียวกับเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคลเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ศิลปะสมัยอยุธยาตอนกลาง ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณ มีบันไดทางขึ้น-ลง โดยรอบมีเจดีย์บริวารทั้งสี่มุม ส่วนล่างของเจดีย์เป็นฐานรูปแปดเหลี่ยมลดหลั่นขึ้นไปรองรับมาลัยเถาด้านบนเป็นองค์ระฆัง ทรงเรียว ถัดขึ้นไปเป็นบัลลังก์ย่อมุมไม้สิบสอง รองรับเสาหานที่ล้อมรอบก้านฉัตร ถัดขึ้นไปเป็นปล้องไฉนและปลียอดได้รับการบูรณะ บริเวณวัดสมนโกฏฐารามที่ต่อไปถึงวัดดุสิดารามนั้นน่าจะเป็นภูมิสถานบรรพบุรุษของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ในสมัยนั้น ซึ่งด้านหลังมีคลองออกสู่แม่น้ำลพบุรีซึ่งเป็นเส้นทางเดินทางไปยังเมืองลพบุรีก่อนสิ้นแผ่นดินพระนารายณ์

เรือนเก่าแบบอยุธยา

เรือนเก่าแบบอยุธยา
ออกพระวิสูตรสุนทร (ปาน)

ออกพระวิสูตรสุนทร (ปาน)
ออกญาโกษาธิบดี (ปาน)

ออกญาโกษาธิบดี (ปาน)
วัดสมณโกฐ-พระศรีสมณโกฏบพิตร

วัดสมณโกฐ-พระศรีสมณโกฏบพิตร
วัดสมณโกฏฐาราม

วัดสมณโกฏฐาราม
วัดดุสิตาราม

วัดดุสิตาราม
วัดขุนแสน

วัดขุนแสน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๓ มิถุนายน’วันสมเด็จพระชนกาธิบดี พระปฐมราชวงศ์จักรี

Published October 31, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/344212

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๓ มิถุนายน’วันสมเด็จพระชนกาธิบดี พระปฐมราชวงศ์จักรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๓ มิถุนายน’วันสมเด็จพระชนกาธิบดี พระปฐมราชวงศ์จักรี

วันอาทิตย์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯยังอนุสาวรีย์ฯ

วันที่ ๑๓ มิถุนายน ที่จะถึงนี้ เป็นวันสำคัญของสมเด็จพระปฐมราชวงศ์จักรีซึ่งมีอนุสาวรีย์ตั้งอยู่ที่จังหวัดอุทัยธานี กล่าวคือเมื่อพ.ศ.๒๓๒๕ นั้นได้มีพิธีสถาปนาพระอักษรสุนทรศาสตร์ (ทองดี)ขุนนางสมัยอยุธยา ผู้เป็นพระบรมชนกแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นเป็น“สมเด็จพระชนกาธิบดี”พระปฐมราชวงศ์จักรีเป็นอันดับแรก สำหรับสาเหตุการสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ นั้นสืบต่อจากหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ประทานความรู้และแนะนำให้ นายพลาดิศัย สิทธิธัญกิจ ศิษย์ศึกษาค้นคว้าสืบค้นจากพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ ๔ ถึงเรื่องราวราชวงศ์และความสัมพันธ์ในราชตระกูลเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ถึงสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ (ทองดี) นั้นกำเนิดที่เมืองอุไทยธานี ณ ตำบลสะแกกรัง ในสมัยอยุธยาอันเป็นที่ตั้งจังหวัดอุทัยธานีปัจจุบัน

ในพ.ศ.๒๕๑๑ นายสง่า จันทรสาขาผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีได้ให้นำชื่อไปตั้งเป็นถนนพระบรมชนกขึ้นเป็นอนุสรณ์อันดับแรก ต่อมาพ.ศ.๒๕๑๔ นายเวทย์  นิจถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ได้เห็นชอบในข้อมูลดังกล่าวและได้รับการยืนยันจากกรมศิลปากรแล้ว จึงได้ริเริ่มโครงการสร้างอนุสาวรีย์ของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯแห่งราชวงศ์จักรีขึ้นจากผลงานการศึกษาค้นคว้าดังกล่าว นายน้อย มัธวรัตน์ ประธานสภาจังหวัดได้นำเรื่องผ่านความเห็นชอบจากสภาจังหวัดอุทัยธานีส่งเรื่องถึงกระทรวงมหาดไทยเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้มีการจัดสร้างอนุสาวรีย์ฯ เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ โดย นายเวทย์ นิจถาวรผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ได้ริเริ่มจัดงานลุ่มน้ำสะแกกรังและกาชาดอุทัยธานี เพื่อหาเงินทุนการสร้างพระรูปและอนุสาวรีย์ขึ้นครั้งแรกโดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุขุมาภินันท์  เป็นประธานการจัดงานในปีแรก ซึ่งมีการถวายเงินบริจาคในวาระต่างๆ คือวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชมารได้เสด็จฯพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้านและทรงเยี่ยมเยียนราษฎรชาวจังหวัดอุทัยธานี ได้ทูลเกล้าฯถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนสร้างพระบรมรูป สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯ เป็นเงิน ๓๕๘,๗๕๖.๐๐ บาท วันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชพิธีตัดลูกนิมิต พระอุโบสถวัดจันทาราม(วัดท่าซุง) และพระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน จังหวัดอุทัยธานี ณ สนามกีฬาจังหวัดอุทัยธานี  รวม ๕๐ รุ่น ชาวจังหวัดอุทัยธานีได้ทูลเกล้าฯถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนสร้างพระบรมรูปสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯ เป็นเงิน ๑,๔๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท ต่อมาพ.ศ.๒๕๒๐ ได้เริ่มการก่อสร้างพลับพลาอนุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯขึ้นที่บนยอดเขาสะแกกรังจากเงินบริจาคเป็นเงิน ๑,๕๒๐,๐๐๐.๐๐ บาท มีพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างพลับพลาจตุรมุข

เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๐พลับพลาอนุสาวรีย์ออกแบบสร้างเป็นพลับพลาจตุรมุข ได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญตราราชวงศ์จักรีประดิษฐานที่หน้าบันของพลับพลา  ออกแบบโดย นายอาวุธ เงินชูกลิ่น อธิบดีกรมศิลปากรและศิลปินแห่งชาติ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ เวลา ๑๕.๓๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเททองหล่อพระบรมรูปสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯ  ณ โรงหล่อของกรมศิลปากรพระบรมรูปฯนี้ออกแบบโดย นายสนิท ดิษฐพันธ์ศิลปินแห่งชาติและช่างศิลป์ของกรมศิลปากร ดำเนินการจัดสร้าง เป็นเงิน ๑๓๖,๐๐๐.๐๐ บาทหล่อแล้วเสร็จในวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๒ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช(วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธ เสด็จเป็นประธานในพิธีประดิษฐานและสมโภชพระบรมรูปสมเด็จ พระปฐมบรมมหาชนกนาถ บนยอดเขาสะแกกรังโดยพิธีอัญเชิญพระบรมรูปฯ พร้อมจัดขบวนแห่เป็นพระเกียรติยศและสิริมงคลแก่ชาวอุทัยธานีวันพฤหัสบดีที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๒ เวลา ๑๕.๑๕ น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระวิสูตรคลุมพระบรมรูปสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณวลัยลักษณ์ นับเป็นอนุสรณ์สถานหนึ่งเดียวของแผ่นดินที่มีความสำคัญและมีพิธีสักการะในวันนี้ตลอดไป

ตำบลบ้านสะแกกรัง

ตำบลบ้านสะแกกรัง
รัชกาลที่ ๑๐ เสด็จฯอุทัยธานี

รัชกาลที่ ๑๐ เสด็จฯอุทัยธานี
พิธีอัญเชิญพระรูปสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯ

พิธีอัญเชิญพระรูปสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯ
พลับพลาจตุรมุขหน้าบันตราจักรี

พลับพลาจตุรมุขหน้าบันตราจักรี
พระบรมอัฐิ

พระบรมอัฐิ
พระบรมรูปสมเด็จพระปฐมมหาบรมชนก

พระบรมรูปสมเด็จพระปฐมมหาบรมชนก
ปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

ปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
ประติมากรรมต้นแบบ

ประติมากรรมต้นแบบ
นายเวทย์ นิจถาวร

นายเวทย์ นิจถาวร

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘อนุสรณ์สถานแห่งชาติ’ แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติแห่งเดียว

Published October 30, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/342654

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'อนุสรณ์สถานแห่งชาติ'  แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติแห่งเดียว

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อนุสรณ์สถานแห่งชาติ’ แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติแห่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

อีกไม่กี่วันจะมีงานสำคัญที่น่าสนใจที่จะต้องตามรอยหาภูมิสถานกันคืองาน “รักชาติเฟสติวัล ตอนรักเธอประเทศไทย ครั้งที่ ๓”ในวันที่ ๖-๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๑ ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ตั้งอยู่ใกล้สนามบินดอนเมือง แต่เป็นเขตของจังหวัดปทุมธานี ซึ่งจัดโดยสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทยกระทรวงกลาโหม โดยความร่วมมือจากพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ มากกว่า ๕๐ แห่งทั่วประเทศ เช่น กลุ่มพิพิธภัณฑ์การทหาร ตำรวจและสงคราม กลุ่มพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี กลุ่มพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มพิพิธภัณฑ์เฉพาะเรื่องโดยเฉพาะมีการนำธงชาติไทยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกให้ชมด้วย สำหรับกิจกรรมนั้นมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมไทย การแสดงสุนัขตำรวจ มินิคอนเสิร์ตจากเหล่าศิลปิน และสินค้า OTOP สินค้าราคาประหยัดแล้ว เพื่อให้สถานที่ดังกล่าวเป็นแหล่งเรียนรู้ในอนาคต และมีการเสวนาทางวิชาการจากวิทยากรพิเศษ ในหัวข้อต่างๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติและความเป็นไทย เช่น “อนาคตพิพิธภัณฑ์ไทยในยุค 4.0” “เปิดเอกสารลับ คอนสแตนตินฟอลคอน” เป็นต้น โดยให้ทุกคนได้ชมและร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถือเป็นงานเผยแพร่แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายเรื่องในงานเดียว

สำหรับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาตินั้นภายในอนุสรณ์สถานแห่งชาตินี้มีการจัดการแสดงถาวรหลายเรื่องเพื่อให้เป็นอนุสรณ์แด่บูรพมหากษัตริย์และวีรชนไทยผู้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติในสงครามต่างๆ แล้ว ได้แก่พระบรมรูปมหาราช ๙ พระองค์ บทโคลงพระราชนิพนธ์ ภาพการก่อตั้งราชธานีภาพมงคลแปด และภาพเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดินจากสมรภูมิรบ แล้วยังมีอาคารประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร มีสร้างเป็นลักษณะคล้ายป้อมค่ายหอรบสมัยโบราณ ด้านหน้าของอาคารนี้ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานกำเนิดกองทัพไทยสมัยใหม่ประทับยืนอยู่ในชุดฉลองพระองค์เต็มยศ จอมพลทหารบก ขนาดหนึ่งเท่าครึ่งของพระองค์จริงโดยสลักจากหินอ่อน ภายในอาคารประวัติศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ทหาร มีการจัดแสดงกิจกรรมต่างๆทั้ง ๔ ชั้น ที่แสดงถึงเหตุการณ์สงครามสมัยใหม่ที่กองทัพไทยได้ปฏิบัติการรบครั้งสำคัญ ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ กรณีพิพาทอินโดจีน สงครามมหาเอเชียบูรพา สงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม มีห้องพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติจอมทัพไทย แสดงพระราชกรณียกิจอันเกี่ยวเนื่องกับกองทัพและกรณียกิจของกองทัพเพื่อสนองโครงการในพระราชดำริ  ห้องแสดงเครื่องแบบ เครื่องหมายยศ และส่วนประกอบของเครื่องแบบทหาร สมัยก่อนสุโขทัย สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา สมัยธนบุรี สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นและสมัยปัจจุบัน

สำหรับอาคารทรงแปดเหลี่ยมนั้นผนังภายในอาคารโค้งเป็นวงกลม มีจิตรกรรมฝาผนังขนาดสูง ๔.๓๐ เมตร ยาว ๙๐ เมตร เป็นภาพ ๓๖๐ องศา แสดงเหตุการณ์สำคัญประวัติศาสตร์สำคัญของชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ รวมทั้งความกล้าหาญเสียสละของบรรพบุรุษที่ได้อุทิศตนเพื่อปกป้องและรักษาเอกราชของชาติ ตลอดจนการพัฒนาประเทศที่สร้างความเป็นชาติไทย ซึ่งเขียนโดยนายปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ กับคณะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรและมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งนับเป็นฐานการเรียนรู้ที่ใช้สร้างความเข้าใจด้านประวัติศาสตร์ชาติที่น่าสนใจยิ่งส่วนด้านนอกนั้นเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง สำหรับจัดแสดงวัตถุ แสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่บางส่วน เช่น รถสะเทินน้ำสะเทินบก รถถังเครื่องบิน บ.จฝ. เรือยนต์เร็วตรวจการณ์ลำน้ำ(เรือนปข.) เฮลิคอปเตอร์แบบปืนใหญ่ เป็นต้นในสังคมการเรียนรู้ปัจจุบันมีการเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้สะดวกง่ายดาย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในสังคมโลกออนไลน์ แม้ว่าจะทำให้การเรียนรู้จากนิทรรศการและของจริงหรือภาพจำลองนั้นจะทำให้ลดจำนวนผู้เข้าชม จนต้องเกณฑ์จำนวนหรือคอยรับส่งกันอย่างที่ปรากฏ การสร้างกระบวนการเรียนรู้จึงจำเป็นต้องบูรณาการให้สอดคล้องกันโดยการมีกิจกรรมสำคัญๆ ดังกล่าว

ภาพประวัติศาสตร์ไทย

ภาพประวัติศาสตร์ไทย
ภาพเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยา

ภาพเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยา
ภาพเหตุการณ์สงครามยุทธหัตถี

ภาพเหตุการณ์สงครามยุทธหัตถี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วิถีชีวิตกะเหรี่ยง’ ภูมิปัญญาชุมชนคนทำไร่

Published October 27, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/341211

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิถีชีวิตกะเหรี่ยง’  ภูมิปัญญาชุมชนคนทำไร่

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิถีชีวิตกะเหรี่ยง’ ภูมิปัญญาชุมชนคนทำไร่

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การทำไร่หมุนเวียนใหญ่

อาทิตย์ที่แล้วได้มีโอกาสตามรอยการจัดเทศกาลวิถีภูมิปัญญาชาติพันธุ์กะเหรี่ยงหมุนเวียนอย่างยั่งยืนของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) ซึ่งได้นำสาระความรู้และแนวคิดพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษกับการฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและบทเรียนของการทำไร่หมุนเวียนในเอเชีย-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมาคุยกันพร้อมกับเปิดตัวหนังสือ “ต่า ออ เลอ คึ : อาหารในไร่หมุนเวียน” อันเป็นผลจากการศึกษาจากมิติวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงระบบการทำไร่ของชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นระบบการทำไร่ลักษณะหมุนเวียนโดยมีการหมุนเวียนใช้พื้นที่ประมาณ ๗-๑๐ ปี เพื่อทำให้ระบบนิเวศน์ที่ถูกทำลายไปนั้นได้ฟื้นตัวกลับสู่สภาพเดิมและทำการปลูกพืช หลายชนิดในไร่ ได้แก่ พันธุ์ข้าว ถั่ว แตงกวา ฟักทอง ฟักเขียว และเครื่องเทศหลายชนิด ตามความเชื่อเก่าที่เชื่อว่าการทำไร่นั้นเปรียบเสมือนการเหยียบบนท่อนไม้ไผ่ คือไม่มีความแน่นอนในด้านผลผลิต ด้วยขึ้นอยู่กับคุณภาพดิน และสภาพดินฟ้าอากาศของแต่ละปี อันมีตำนานการทำไร่หมุนเวียนเล่าขานไว้หลายเรื่อง เช่น หน่อ ส่อ ซริ (คนกับผี) จอ ปา จอ โผ่ แฆ (กษัตริย์กับยาจก) กอ แกละ (สิงห์โตกับเด็กสาว) เป็นต้น

ดังนั้น ประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ชาวกะเหรี่ยงได้เริ่มต้นเลือกหาพื้นที่สำหรับถางไร่ เพื่อให้เกิดวงจรชีวิตเริ่มต้นในรอบปีใหม่มาถึงอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้พื้นที่แล้ว ก็ทำเครื่องหมายกากบาทเอาไว้ที่ต้นไม้แสดงให้รู้ว่า พื้นที่ตรงนี้มีเจ้าของจับจองแล้ว สำหรับการคัดเลือกพื้นที่ทำไร่ยึดหลักการว่าไม่เป็นพื้นที่ป่าต้องห้ามตามประเพณี ไม่เป็นข้อห้ามตามประเพณีในการเลือกพื้นที่ทำไร่และไม่มีลางบอกเหตุ จากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ถึงเวลาลงมือฟันไร่ ก่อนลงมือฟันไร่หัวหน้าครอบครัวจะอธิษฐานให้ต้นไม้ตายให้แตกหน่อ ไม้ไผ่ตายให้แตกหน่อ เมื่อถึงเวลาจึงหว่านข้าวเจ้าซึ่งมีการเตรียมพื้นที่ปลูกแม่ข้าว ชายหนุ่มจะปักหลุมและหญิงสาวจะหยอดข้าว เมื่อเสร็จแล้วหากยังมีเชื้อข้าวเหลืออยู่ในมือของผู้หยอดข้าวเจ้าของไร่จะให้เก็บรวมกันไว้ในกระชุ หญิงสาวผู้หยอดข้าวแรกจะหยิบมาหน่อยหนึ่ง แล้วหยอดเป็นหลุมสุดท้าย จากนั้นก็จะแยกย้ายกันกลับบ้าน

นอกจากนี้มีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องจากการทำไร่ เช่น พิธีกินเชื้อข้าว พิธีเลี้ยงผี พิธีเลี้ยงผีไร่ขอพร พิธีเลี้ยงไร่ปัดรังควาญ พิธีเลี้ยงเทพอัคคีพิธีเลี้ยงเทพขวัญข้าว พิธีไล่ความชั่วในไร่ปัจจุบันการทำไร่เริ่มเลือนหายไปจากชนเผ่ากะเหรี่ยง ด้วยมีอาชีพใหม่ๆ และมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่และสิ่งแวดล้อม นายพีรพน พิสณุพงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ได้ชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญของชาวกะเหรี่ยง อัตลักษณ์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิทธิในสัญชาติ การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม และการศึกษา การรักษาวิถีการทำไร่หมุนเวียนให้คงอยู่ ซึ่งเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนนโยบายที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของวิถีชีวิตกะเหรี่ยงและธรรมชาติ ได้ทำเกษตรกรรมแบบไร่หมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อป่า รวมไปถึงการจัดแสดงผลผลิตจากไร่หมุนเวียน ที่ได้นำภูมิปัญญามาต่อยอดพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างสร้างสรรค์

ดังนั้น การให้ประชาชนในพื้นที่เมืองหลวงได้รับทราบและได้เข้าใจวิถีความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ทำให้การกำหนดนโยบายโดยไม่ได้ศึกษาหรือเข้าใจวิถีชีวิตของ
ท้องถิ่นนั้นจึงก่อให้เกิดอันตรายต่อวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งผลให้อัตลักษณ์วัฒนธรรมบางอย่างอาจสูญหายไปในอนาคตได้ การเรียนรู้วิถีชีวิตการทำไร่หมุนเวียน และการรักษาสมดุลแบบฉบับชาวกะเหรี่ยง โดยมีแบ่งป่าตามการใช้ประโยชน์ออกเป็น ๖ ประเภท จึงเป็นการสร้างความเข้าใจใหม่ต่อสังคมว่า ไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยง ไม่ใช่ไร่เลื่อนลอยตามที่สังคมเข้าใจกันมานาน ดังนั้นการศึกษาวิจัยและการเสวนาจึงเป็นฐานข้อมูลให้แก่รัฐ ได้ศึกษาก่อนที่จะนำกฎเกณฑ์ของส่วนกลางไปบังคับใช้กับกลุ่มชาติพันธุ์ หากไม่ได้ศึกษาในวิถีภูมิปัญญาอย่างละเอียดลึกซึ้ง ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด และเกิดผลร้ายต่อวิถีชีวิต รวมถึงกระทบต่อความมั่นคงของบ้านเมืองได้วิถีกะเหรี่ยง จึงเป็นตัวแบบหนึ่งจากภูมิปัญญาชุมชนคนอยู่ป่าทำไร่ทำนาอย่างยั่งยืนมาก่อน

ตัวอย่างเมล็ดพันธุ์พืช

ตัวอย่างเมล็ดพันธุ์พืช
วิถีชีวิตจากธรรมชาติ

วิถีชีวิตจากธรรมชาติ
%d bloggers like this: