ภูมิบ้านภูมิเมือง

All posts tagged ภูมิบ้านภูมิเมือง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สีทองผ่องอำไพ’ ปฐมเหตุความหายนะศิลปกรรมวัด

Published November 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/437220

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สีทองผ่องอำไพ’ ปฐมเหตุความหายนะศิลปกรรมวัด

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สีทองผ่องอำไพ’ ปฐมเหตุความหายนะศิลปกรรมวัด

วันอาทิตย์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ลอกสีทองให้เป็นหลวงพ่อดำตามเดิม

จากเหตุกิจกรรมทาสีทองลุกลามเข้าไปในวัดแบบผิดกาลเทศะและหลักการอนุรักษ์นั้น ทำให้เกิดกระแสการเฝ้าระวังจากสังคม แม้จะหยุดความเชื่อความศรัทธาได้ยาก ในภารกิจแรกที่ต้องแก้ไขก่อนนั้น คือต้องหยุดการทำลายชิ้นงานสำคัญในโบราณสถานของวัดเสียก่อน หน่วยงานศิลปากรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศได้พากันตรวจสอบและเร่งแก้ไขให้โบราณสถานที่ถูกทาสีทองดังกล่าว อาทิตย์นี้ได้ติดตามนายอรุณศักดิ์กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร ถึงการแก้ไขโบราณสถานและโบราณวัตถุตามวัดสำคัญที่ถูกทาสีทอง ของสำนักงานศิลปากรในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีคุณอัจฉรา แข็งสาริกิจ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรีและคณะรับผิดชอบพื้นที่และเร่งการแก้ไขหลังจากที่มีวัดถูกทาสีทองเกิดขึ้นไปก่อนหน้านี้

เปิดลวดลายเดิมกลับคืน

ในเบื้องต้นนั้นได้การคัดเลือกวัดไว้ ๓ แห่ง คือ วัดโพธาราม วัดลาวทอง และวัดไชนาวาส อำเภอเมือง โดยใช้เกณฑ์คัดเลือกโบราณสถานที่เก่าแก่ เป็นวัดที่สำคัญอันดับต้นๆ และมีประติมากรรมสวยงาม รวมถึงสภาพความเสียหายจากการทาสีทองที่จำเป็นเร่งด่วน การอนุรักษ์ได้ดำเนินการในประติมากรรมเฉพาะด้วยมีงบประมาณจำกัด คือ ใบเสมา ซุ้มประตู และหลวงพ่อดำ ก่อนที่จะเสียหายมากกว่านี้ ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการแก้ปัญหารวมประมาณ ๙ แสนบาทหน่วยช่างอนุรักษ์ศิลปกรรมนั้นได้แก้ไขโดยทำการลอกสีและทำให้ลวดลายของเดิมที่สำคัญกลับคืนสภาพเดิม ในวัดโพธาราม วัดลาวทอง วัดไชนาวาสแต่ละวัดนั้นถูกทาสีทองที่ตัวโบสถ์ เจดีย์ และกำแพงแก้วรวมทั้งโบราณวัตถุ พระพุทธรูปสำคัญ ในโบสถ์วิหารด้วยซึ่งพบการลอกของสีทองที่ทาทับหลุดออกมา โดยเฉพาะพระประธานที่ทำด้วยปูนในโบสถ์นั้นถูกสีทองปิดหรืออุดตันปูนทำให้เกิดตุ่มพองของเม็ดน้ำอยู่บนผิวทอง รอวันแตกออกเป็นรอย และความชื้นจากปูนก็จะทำลายเนื้อปูนตามไปด้วย

พระพุทธรูปที่ลอกสีทองออก

จากการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ของตัวอย่างสีทองที่ทาแต่ละวัดนั้นมีผลต่อการทำลายเนื้อในของโบราณวัตถุมากกว่าการอนุรักษ์และความมั่นคงของชิ้นงานวัสดุ ดังนั้นการเดินหน้าแก้ไขอันดับแรกจึงต้องให้ความรู้และสร้างความเข้าใจกับทุกฝ่ายทั้งวัด ชาวบ้านในชุมชน ที่จะต้องดูแลป้องกันไม่ให้พฤติกรรมทาสีทองจากเจ้าของผู้ผลิตสีหรือผู้มีความเชื่อไม่สร้างกิจกรรมโดยไม่ศึกษาเรียนรู้ก่อน

ทาสีทองหมด

การดำเนินโครงการอนุรักษ์ประติมากรรมเพื่อแก้ไขปัญหาโบราณสถานที่ถูกทาสีทองและความก้าวหน้าในการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานสำคัญในสุพรรณบุรีครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ต้องเร่งแก้ไขให้มีการดำเนินงานบูรณะโบราณสถานทั่วประเทศที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อโบราณสถานของวัดมากกว่า ๔๐ แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเกิดจากความเชื่อมาสร้างกิจกรรมทาสีทองหาบุญโดยผิดหลักการอนุรักษ์ คือใช้สีสมัยใหม่ที่มีความคงทนสูงนั้นแต่ไม่มีคุณสมบัติระบายความชื้นได้ อีกทั้งยังเร่งให้เนื้อปูนเนื้อหินผนังผุกร่อนได้ง่าย บางแห่งพบว่ามีการฉาบปูนซีเมนต์ดำทับปูนเก่า ทำให้ระบายความชื้นไม่ได้เลย เพราะสีนั้นไม่มีคุณสมบัติที่จะยึดเกาะชิ้นงาน ส่งผลต่อปูนเก่าอิฐเก่าให้ผุกร่อนหลุดร่อนขึ้น เหมือนจะเป็นอาการของกรรมที่จะเกิดกับผู้ที่มุ่งทำร้ายศิลปกรรมพุทธศาสนา เป็นตราบาปที่ทำให้สูญสิ้นงบประมาณจำนวนมากและต้องใช้เวลาในการแก้ไขนานวัน ดังนั้นการถวายความรู้ต่อพระสังฆาธิการจึงเป็นแนวทางที่เชื่อว่าจะลดละเลิกการอนุญาตและร่วมกันป้องกันไม่ให้มีการทำลายโบราณสถานต่อไปอีก ซึ่งภูมิปัญญาโบราณนั้นใช้การลงรักปิดทองตามชิ้นงานสำคัญ

แม้จะมีบางวัดไม่ให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ก็ตาม เรื่องนี้ได้มีการแจ้งดำเนินคดีกับวัดต่างๆ ที่ดื้อรั้นให้ทาสีทองจนทำให้ศิลปกรรมและโบราณสถานเสียหาย ขณะนี้มีวัดทาสีทองที่ถูกสีทองทาจำนวนมากที่คนทั้งประเทศต้องช่วยกันสอดส่องและเฝ้าระวังดูแล และน่าจะเป็นปฐมเหตุหนึ่งในการพิจารณาสนับสนุนวัดพัฒนาของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต่อไปด้วย

อัจฉรา แข็งสาริกิจ ผอ.สำนักศิลปากรที่ ๒

อัจฉรา แข็งสาริกิจ ผอ.สำนักศิลปากรที่ ๒
อรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร

อรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร
สีทองปิดทับจนบวม

สีทองปิดทับจนบวม
การลอกของสีทองที่เกิดขึ้น

การลอกของสีทองที่เกิดขึ้น
ความแตกต่างบนใบเสมาอยุธยา

ความแตกต่างบนใบเสมาอยุธยา
วิหารที่ถูกทาสีทองทั้งหลัง

วิหารที่ถูกทาสีทองทั้งหลัง
ใบเสมาอยุธยาที่ถูกทาทับ

ใบเสมาอยุธยาที่ถูกทาทับ
ใบเสมาหินทรายที่ผุร่อน

ใบเสมาหินทรายที่ผุร่อน
ซุ้มประตูที่ฟื้นฟูให้ลวดลายกลับคืน

ซุ้มประตูที่ฟื้นฟูให้ลวดลายกลับคืน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองร้อยเอ็ด’ภูมิการอนุรักษ์พัฒนากำแพงเมือง-คูเมือง

Published November 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/435578

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองร้อยเอ็ด’ภูมิการอนุรักษ์พัฒนากำแพงเมือง-คูเมือง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองร้อยเอ็ด’ภูมิการอนุรักษ์พัฒนากำแพงเมือง-คูเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กำแพงเมืองร้อยเอ็ด

ด้วยเหตุที่กำแพงเมือง-คูเมืองนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและเป็นที่ราชพัสดุที่กรมธนารักษ์มีหน้าที่สำรวจเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุนั้น ล้วนเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และร่องรอยของการตั้งถิ่นฐานของชุมชน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๓๙-๒๕๖๑ ซึ่งได้มีการสำรวจและให้การรับรองขอบเขตที่ดินกำแพงเมือง-คูเมืองแล้วจำนวน ๒๔๖ แห่ง ครั้งนี้ได้ตามรอยไปกับกรมธนารักษ์ โดยอธิบดีอำนวย ปรีมนวงศ์ได้ให้ความสำคัญในการพิจารณาคัดเลือกพื้นที่ที่มีสภาพทางกายภาพที่มีความเหมาะสม และมีศักยภาพในการพัฒนาฟื้นฟูและบูรณะ ซึ่งมีการบันทึกความร่วมมือการอนุรักษ์กำแพงเมือง-คูเมืองร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำเนินการอนุรักษ์กำแพงเมือง-คูเมืองขึ้นที่เมืองร้อยเอ็ด เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน พร้อมได้จัดทำแผนบริหารที่ราชพัสดุ เป้าหมาย ๕ ปี (ปีพ.ศ.๒๕๕๙-๒๕๖๓) ให้มีการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมไทยให้เป็นมรดกของชาติ และศูนย์การเรียนรู้สืบสานวัฒนธรรมชุมชนภายใต้นโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลังในการรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากร ซึ่งได้มีการประกาศเขตพื้นที่เมืองเก่าแล้วจำนวน ๒๓ เมือง โดยจัดทำป้ายสื่อความหมาย (Interpretation Sign) เพื่อเผยแพร่และเป็นการรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ประชาขนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติใน ๘ แห่ง หนึ่งนั้นคือ เมืองร้อยเอ็ด ซึ่งมีการจัดการเสวนา “กำแพงเมือง-คูเมืองสัญจร ณ เมืองร้อยเอ็ด” ขึ้นเมื่อวันที่ ๑๖-๑๗ สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นโครงการนำร่อง ในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ภารกิจการอนุรักษ์และเผยแพร่ความรู้เรื่องกำแพงเมือง-คูเมือง ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาการบูรณาการด้านการพัฒนาผังเมือง ปัญหาการบุกรุกและเสื่อมสภาพ การขาดการบูรณาด้านกฎหมาย รวมถึงการบริหารจัดการ และกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการนำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรมและแนวทางการอนุรักษ์ สืบสานต่อยอดให้เกิดคุณค่าอย่างยั่งยืนต่อไป โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ คือ ศ.ธงทอง จันทรางศุ, ดร.สุดสันต์ สุทธิพิศาล, พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ, ธีรพันธ์ จันทรเจริญ, ดร.วิศปัตย์ ชัยช่วย, และบรรจง โฆษิตจิรนันท์ นายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด โดยมีผู้รับผิดชอบจากกรมธนารักษ์ประสานงานการจัดนำร่องครั้งนี้ ขอขอบคุณ ดร.นันท์ธีมา สุวรรณเมธานักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ สำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน, ประภพ อนันตกุล และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ทำให้งานนี้เห็นแนวทางการดำเนินงานในแห่งอื่นต่อไป

คณะความร่วมมือจากทุกฝ่าย

จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นเมืองโบราณเดิมมีชื่อเรียกในตำนานว่า “เมืองสาเกตนคร” ลักษณะผังเมืองเป็นผังเมืองสมัยทวารวดีและสมัยขอม ซึ่งมีคูเมืองอยู่ด้านนอกและกำแพงเมืองเป็นคันดินอยู่ด้านใน โดยกำแพงเมือง-คูเมืองร้อยเอ็ด ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดี ที่ยังคงหลักฐานทั้งกายภาพที่บ่งบอกถึงลักษณะอันเด่นชัดของโครงการเมืองหรือโบราณสถาน และยังสะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจังหวัดร้อยเอ็ดมีแนวทางในการบริหารจัดการพื้นที่บริเวณดังกล่าวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์กับประชาชนทั่วไป โดยการบูรณาการกับทุกภาคส่วนในพื้นที่เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้สมกับเป็นเมือง “สิบเอ็ดประตูเมืองงาม-เรืองนามพระสูงใหญ่ผ้าไหมสาเกต-บุญผะเหวดประเพณี-มหาเจดีย์ชัยมงคล-งามน่ายลบึงพลาญชัย-เขตกว้างไกลทุ่งกุลาโลกลือชาข้าวหอมมะลิ” ซึ่งเมืองร้อยเอ็ดแห่งนี้นับเป็นภูมิบ้าน ๓ มิเมืองโบราณ ที่ตั้งอยู่ตอนกลางของภาคอีสาน ในลุ่มน้ำชี น้ำมูลมีความเจริญรุ่งเรืองมากในยุคประวัติศาสตร์ และมีความหลากหลายทางด้านศาสนา และวัฒนธรรม ด้วยเป็นดินแดนแห่งนี้ที่มีเรื่องราวของเมืองมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคทวารวดียุคขอมโบราณ และกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ต้องมีการศึกษาเรียนรู้ถอดบทเรียนกันใหม่ให้ทุกคนเห็นประโยชน์จากแผ่นดิน

พิธีเปิดโดยผู้ว่าราชการจังหวัด

พิธีเปิดโดยผู้ว่าราชการจังหวัด
วิทยากรให้ความรู้

วิทยากรให้ความรู้
วิทยากรชมโบราณวัตถุของเมือง

วิทยากรชมโบราณวัตถุของเมือง
อำนวย ปรีมนวงศ์ อธิบดีกรมธนารักษ์

อำนวย ปรีมนวงศ์ อธิบดีกรมธนารักษ์
บรรจง โฆษิตจิรนันท์ นายกเทศมนตรี

บรรจง โฆษิตจิรนันท์ นายกเทศมนตรี
เสวนาทางวิชาการ

เสวนาทางวิชาการ
ภาพสร้างบ้านแปงเมืองขุดบึงพลาญชัย

ภาพสร้างบ้านแปงเมืองขุดบึงพลาญชัย
ภาพแนวกำแพงเมืองร้อยเอ็ด

ภาพแนวกำแพงเมืองร้อยเอ็ด
แผนที่กำแพงเมือง.ร้อยเอ็ด พ.ศ.๒๔๘๓

แผนที่กำแพงเมือง.ร้อยเอ็ด พ.ศ.๒๔๘๓
บึงพลาญชัยกลางเมือง

บึงพลาญชัยกลางเมือง
เนินดินกำแพงเมืองที่เหลืออยู่

เนินดินกำแพงเมืองที่เหลืออยู่
เนินดินกำแพงเมืองทวารวดี

เนินดินกำแพงเมืองทวารวดี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองชัยปุระ’ ภูมินครสีชมพูรัฐราชสถานของอินเดีย

Published November 6, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/433956

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองชัยปุระ’  ภูมินครสีชมพูรัฐราชสถานของอินเดีย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองชัยปุระ’ ภูมินครสีชมพูรัฐราชสถานของอินเดีย

วันอาทิตย์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เทวสถาน

ด้วยเหตุที่เมืองชัยปุระนั้นเป็นเมืองสำคัญแห่งรัฐราชสถานที่มีผังเมืองแบบเดียวกับกรุงศรีอยุธยา แม้จะอยู่ไกลเกินกว่าจะเชื่อมสัมพันธไมตรีได้สะดวกนัก แต่ด้วยเห็นว่าสถาปัตยกรรมและศิลปะนั้นมีความน่าสนใจร่วมสมัยถึงกัน อาทิตย์นี้จึงเดินทางตามรอยสถาปัตยกรรมเมืองชัยปุระถึงอินเดีย เมืองชัยปุระแห่งนี้ตั้งครั้งสมัยอยุธยาเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๒๗๐ (ค.ศ.๑๗๒๗) โดยมหาราชาสวาอี ชัยสิงห์ที่ ๒ เจ้าครองนครอาเมร์ (Amer) เมืองนี้ถือว่ามีผังเมืองที่น่าสนใจและมีถนนกว้างแบ่งเป็นช่องตารางจำนวน ๖ เขต ที่กั้นด้วยถนนกว้างกว่า ๓๔ เมตร ใจกลางเมืองนั้นถูกถนนล้อมรอบสี่ด้านโดยแบ่งเป็นห้าเขตล้อมทางด้านทิศตะวันออก ทิศใต้และทิศตะวันตกซึ่งเป็นเขตพระราชวัง และเขตที่หกนั้นอยู่ทางทิศตะวันออก ภายในบริเวณเขตพระราชวังประกอบด้วย หมู่พระราชมณเฑียรฮาวามาฮาล(Hawa Mahal) สวนสาธารณะ และทะเลสาบขนาดเล็กแล้ว ยังมีป้อมนาฮาการ์ (Nahargarh Fort) ซึ่งเป็นพระราชวังที่ประทับของมหาราชาสวาอี ชัยสิงห์ที่ ๒ ตั้งอยู่บนเชิงเขาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขตเมืองเก่า และมีหอดูดาวจันตาร์ มันตาร์ (Jantar Mantar) ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก มหาราชาสวาอี ชัยสิงห์ ที่ ๒ แห่งอาเมร์ผู้สร้างเมืองนั้นสืบเชื้อสายมาจากราชปุต ราชวงศ์กาญจวาหา (Kachchwaha) ซึ่งปกครองระหว่างปี พ.ศ.๒๒๔๒-๒๒๘๗ ที่เมืองหลวงคือ “แอมเมร์” (Amber)ตั้งอยู่ห่างจากชัยปุระประมาณ ๑๑ กิโลเมตร การย้ายเมืองหลวงครั้งนั้นเนื่องจากมีประชากรเพิ่มขึ้นและเกิดการขาดแคลนแหล่งน้ำอย่างรุนแรงมาก พระองค์ทรงศึกษาตำราสถาปัตยกรรมมากมาย พร้อมทั้งที่ปรึกษาต่างๆ ก่อนจะทำผังเมืองของชัยปุระ ในที่สุดได้สถาปนิกคนสำคัญคือ “วิทยาธร ภัตตาจารย์” (Vidyadhar Bhattacharya)ผู้เป็นปราชญ์วรรณะพราหมณ์จากเบงกอล ต่อมาเป็นหัวหน้าสถาปนิกของมหาราชา ช่วยวางแผนและออกแบบอาคารต่างๆ รวมถึงพระราชวังหลวงใจกลางเมือง พร้อมทั้งกำแพงเมืองอย่างหนาแน่นที่เกิดขึ้นภายหลังสงครามกับจักวรรดิมราฐา

กำแพงป้อมบนเขา

นอกจากนี้พระองค์ยังมีความสนใจด้านดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ด้วย จึงทำให้ชัยปุระนั้นมีรูปแบบสถาปัตยกรรมตามหลักของวัสดุศาสตร์ (Vastu Shastra)และหลักจากตำราอื่นๆ การสร้างเมืองชัยปุระอย่างจริงจังใน พ.ศ.๒๒๗๐ ใช้เวลาการสร้างมากกว่า ๔ ปี ในการสร้างพระราชวัง ถนน และจัตุรัสต่างๆ โดยสร้างเมืองตามหลักตำราศิลปศาสตร์ (Shilpa Shastra) ซึ่งเป็นศาสตร์ของสถาปัตยกรรมอินเดีย โดยแบ่งผังเมืองออกเป็น ๙ ส่วนเท่าๆ กันอย่างตารางหมากรุก โดยสองส่วนเป็นที่ตั้งของพระราชวังต่างๆ และสถานที่ราชการต่างๆ ส่วนที่เหลืออีก ๗ ส่วนนั้นเป็นที่สำหรับประชาชนทั่วไป รอบเมืองถูกล้อมด้วยปราการอย่างแน่นหนาโดยเข้าออกผ่านทางประตูเมืองทั้ง ๗ แห่ง โดยรอบเหมือนกับกรุงศรีอยุธยา จะผิดก็ตรงป้อมนั้นอยู่บนเขา

คณะช่างภาพจากเมืองไทย

ภายหลังปี พ.ศ.๒๔๑๑ นั้น มหาราชาสวาอี ราม สิงห์ (Sawai Ram Singh) ได้มีพระบัญชาให้ทาสีอาคารบ้านเรือนต่างๆ ในเมืองเป็นสีชมพูเพื่อเป็นการต้อนรับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเจ้าชายแห่งเวลส์ในคราวเสด็จฯเยือนชัยปุระอย่างเป็นทางการ สีชมพูนั้นก็ยังคงอยู่จนปัจจุบันและได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของชัยปุระมาจนทุกวันนี้ ชัยปุระจึงเป็นเมืองที่มีการท่องเที่ยวมากที่สุดในอินเดีย และเอเซีย และเป็นที่ตั้งของห้องสูทอันหรูหราในโรงแรมที่แพงติดอันดับที่ ๒ จากทั้งหมด ๑๕ อันดับของโลก (World’s 15 most expensive hotel suites) ซึ่งเป็นห้อง Presidential Suite ของโรงแรมรัช พาเลซ (Raj Palace Hotel) มีราคากว่า US$ 45,000 ต่อคืน (จากการจัดอันดับโดยCNN Go ในปี พ.ศ. ๒๕๕๕) ส่วนแหล่งท่องเที่ยวนั้นที่น่าสนใจนั้นมีจันทรา มาฮาล ในพระราชวังซิตี้พาเลสป้อมนาฮาการ์ พระราชวังฮาวา มาฮาล พระราชวังกลางน้ำจาล มาฮาล จันตาร์ มันตาร์ป้อมจัยการห์ ป้อมแอมแมร์ ดังนั้นทั้งพระราชวังหลวง,พระราชวังสายลม, พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ทที่มีสีชมพูนั้น จึงถูกขนานนามเมืองชัยปุระ (Jaipur) ว่านี่คือ Pink City หรือนครสีชมพู ที่ทำให้เป็นที่สนใจของนักถ่ายภาพที่ชอบวิ่งหาแสงเงา…ถ่ายภาพกัน

พระมหาราชาผู้สร้างเมืองชัยปุระ

พระมหาราชาผู้สร้างเมืองชัยปุระ
จากพระราชวังโบราณ

จากพระราชวังโบราณ
ฮาวามาฮาล

ฮาวามาฮาล
ห้องสีฟ้าในพระราชวัง

ห้องสีฟ้าในพระราชวัง
ห้องมหาราชาแห่งโมกุล

ห้องมหาราชาแห่งโมกุล
สถาปัตยกรรมช่องประตู

สถาปัตยกรรมช่องประตู
ภาพเขียนลวดลายในป้อม

ภาพเขียนลวดลายในป้อม
พิพิธภัณฑ์ชัยปุระ

พิพิธภัณฑ์ชัยปุระ
พิธีสำคัญในทัชมาฮาล

พิธีสำคัญในทัชมาฮาล
ป้อมนาร์ฮาการ์

ป้อมนาร์ฮาการ์
ประตูและกำแพงพระราชวัง

ประตูและกำแพงพระราชวัง
นาฬิกาแดด-จันตาร์ มันตาร์

นาฬิกาแดด-จันตาร์ มันตาร์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘มณฑาทิพย์ ฮอลล์’ภูมิยูดี-เวทีมวยไทยคำชะโนด อุดรธานี

Published October 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/432393

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มณฑาทิพย์ ฮอลล์’ภูมิยูดี-เวทีมวยไทยคำชะโนด อุดรธานี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มณฑาทิพย์ ฮอลล์’ภูมิยูดี-เวทีมวยไทยคำชะโนด อุดรธานี

วันอาทิตย์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกาะเมืองคำชะโนด

ในภาคอีสานนั้นมีหลายจังหวัดที่ต่างสร้างพื้นที่ให้สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชนมากขึ้น วันอาทิตย์นี้ ธนกร วีรชาติยานุกูลประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดอุดรธานีและประธานกรรมการจัดรายการมวย “THAI FIGHT คำชะโนด” ได้เชื้อเชิญให้ไปตามรอยภูมิบ้านภูมิเมืองที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นจังหวัดตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เป็นศูนย์กลางพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงมีประวัติของพื้นที่ร่วมสมัยกับเมืองเวียงจันทน์ อาณาจักรล้านช้าง ในอดีตนั้นคือบ้านเดื่อหมากแข้งในการปกครองแบบเทศาภิบาลนั้น อุดรธานีมีฐานะเป็นศูนย์บัญชาการการปกครองของมณฑลอุดร เมื่อพ.ศ.๒๔๓๖ โดยพระเจ้าบรมวรวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ทรงเป็นข้าหลวงใหญ่สำเร็จราชการแทนพระองค์ปกครองมณฑลอุดร (หรือ มณฑลลาวพวน)ที่มีการรวมหัวเมืองฝ่ายเหนือในพื้นที่ คือ เมืองกุมภวาปี เมืองหนองหาน เมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน และบ้านเดื่อหมากแข้ง มีอาณาเขตปกครองกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้วยความที่เป็นศูนย์กลางการเดินทางทางบกและทางอากาศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่สามารถเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนนั้นทำให้เกิดการพัฒนาเมืองให้มีศูนย์กลางย่านธุรกิจให้ (NEW CBD) ขนานใหญ่ของจังหวัดคือมีการสร้างศูนย์ประชุมขนาดใหญ่“มณฑาทิพย์ ฮอลล์” อยู่ตรงข้ามศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ ซึ่งจะมีการเปิดสถานที่เป็นศูนย์ประชุมสัมมนาและจัดแสดงสินค้า นิทรรศการที่โอ่อ่าและทันสมัย บนพื้นที่๒๕,๐๐๐ ตร.ม. เพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน MICE CITY

การแสดงตำนานเมืองคำชะโนด

นอกจากนี้ศูนย์ยูดียังสร้างแนวคิด “UD สโมสร”ได้เปลี่ยนบรรยากาศให้เป็นสถานที่ Meeting Place, Chill Out, Cheer และ Place to be Seen ที่มีการลงทุนของเครื่องเสียงใหม่ ไม่ให้เสียงออกไปรบกวนด้านนอก โดยเสียงจะไพเราะอยู่ในโซน UD สโมสร สำหรับการเปิดความทันสมัยและให้คนทั้งประเทศและนานาชาติได้รับรู้ถึงการเติบโตของเมืองอุดรธานีนอกจากจะมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอยู่หลายแห่งที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เช่น พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี ตลาดผ้าบ้านนาข่า วัดป่าภูก้อน ภูพระบาท แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงเป็นต้น โดยเฉพาะป่าคำชะโนด นั้นได้นำชื่อมาใช้ในการประชาสัมพันธ์เมือง คือ ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม เวลา๑๘.๐๐-๒๒.๐๐ น. ที่จะถึงนี้ มวยไทยที่ดังไกลทั่วโลกคือ THAI FIGHT ครบรอบ ๑๐ ปี นั้นได้ร่วมกันจัดรายการพิเศษสุด คือ “THAI FIGHT คำชะโนด” ณ มณฑาทิพย์ ฮอลล์ ศูนย์การค้า ยูดี ทาวน์ แห่งนี้หลังจากที่มณฑาทิพย์ได้เปิดใช้พื้นที่ในช่วงฟุตบอลโลก และคอนเสิร์ต เพื่อทดลองพื้นที่ให้กลุ่มเป้าหมายไปแล้ว ปรากฏว่าได้การต้อนรับเป็นอย่างดี

แถลงข่าวการจัดงาน

ดังนั้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดอุดรธานี จึงเกิดความความร่วมมือของทุกฝ่ายโดยมุ่งให้ความสำคัญกับแหล่งท่องเที่ยวมหัศจรรย์ของพื้นที่ คือ ป่าคำชะโนด หรือ เมืองชะโนด หรือ วังนาคินทร์คำชะโนด ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ๓ ตำบล คือ ต.วังทอง,ต.บ้านม่วง และ ต.บ้านจันทร์ ใน อ.บ้านดุง จ.อุดรธานีซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด ป่าคำชะโนดนั้นมีลักษณะเป็นเกาะที่มีน้ำล้อมรอบในอ่างเก็บน้ำกุดขาม ขึ้นอยู่กลางทุ่งนา เต็มไปด้วยต้นชะโนด ซึ่งเป็นพืชจำพวกปาล์ม ความยาวประมาณ ๒๐๐ เมตรป่าคำชะโนดเป็นสถานที่โดยมีตำนานเล่าขานที่ทำให้เชื่อว่าเป็นสถานที่สถิตของพญานาค คือ ปู่ศรีสุทโธ ย่าศรีประทุมมา คำชะโนดเป็นดินแดนลี้ลับมหัศจรรย์ที่ชาวบ้านในละแวกเล่าขานกันมาว่าได้พบเห็นชาวเมืองชะโนดไปเที่ยวงานบุญพระเวสสันดร รวมถึงหญิงสาว มายืมเครื่องมือทอผ้าอยู่เป็นประจำ เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่จากลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งหมู่บ้านและอำเภอบ้านดุงถูกน้ำท่วมหมด แต่น้ำไม่ท่วมบริเวณคำชะโนดจึงเชื่อว่าป่าคำชะโนดนี้ลอยได้ เมื่อระดับน้ำลดลงคำชะโนดก็ยังคงอยู่เช่นเดิม ภายหลังป่าคำชะโนดเกิดน้ำท่วมจากการมีสิ่งก่อสร้างเกิดขึ้นมากมายพร้อมกับมีผู้คนพากันหลั่งไหลมาสักการะพญานาคจำนวนมาก น้ำจึงท่วมป่าคำชะโนดใน พ.ศ.๒๕๑๖, พ.ศ.๒๕๓๘, พ.ศ.๒๕๕๙ และ พ.ศ.๒๕๖๐ นั้น ถึงกับต้องปิดสถานที่แห่งนี้ ซึ่งนับวันนั้น ป่าคำชะโนดจะสร้างชื่อเสียงด้านท่องเที่ยวทางความเชื่อและความมหัศจรรย์ในพื้นที่มากขึ้นไป พร้อมกับมวยไทยที่ถ่ายทอด ๒ เวลาไปทั่วประเทศ

 

นักแสดงแต่งองค์ทรงเครื่องพญานาค

นักแสดงแต่งองค์ทรงเครื่องพญานาค
ผู้ศรัทธาสักการะทุกวัน

ผู้ศรัทธาสักการะทุกวัน
สถานที่มณฑาทิพย์ ฮอลล์

สถานที่มณฑาทิพย์ ฮอลล์
นพรัตน พุทธรัตนมณี ผู้จัด

นพรัตน พุทธรัตนมณี ผู้จัด
พิธีบวงสรวงการจัดงาน

พิธีบวงสรวงการจัดงาน
ป่าต้นชะโนด

ป่าต้นชะโนด
บายศรีบูชาพญานาค

บายศรีบูชาพญานาค

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ทะเลหินช้างสี’ ภูมิโลกดึกดำบรรพ์พันล้านปี

Published October 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/430772

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทะเลหินช้างสี’ ภูมิโลกดึกดำบรรพ์พันล้านปี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทะเลหินช้างสี’ ภูมิโลกดึกดำบรรพ์พันล้านปี

วันอาทิตย์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทะเลหินช้างสี บนอุทยานแห่งชาติฯ

เรื่องแร่ ดิน หิน ไดโนเสาร์นั้น ต้องตามรอยกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งมีนักวิชาการด้านธรณีวิทยาเฉพาะเรื่อง อาทิตย์นี้ได้มีโอกาสตามไปดูความมหัศจรรย์ของทะเลหินที่เขาช้างสีในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำพอง ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีลำน้ำพองและภูเม็ง ที่มีป่าและแหล่งน้ำครอบคลุมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโสกแต้ป่าภูเม็ง ป่าโคกหลวง ป่าโคกหลวงแปลงที่สาม ป่าภูผาดำ ป่าภูผาแดง ในเขตอำเภออุบลรัตน์ อำเภอบ้านฝาง อำเภอหนองเรือ อำเภอมัญจาคีรี และกิ่งอำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น เมื่อรวมกับพื้นที่บางส่วนของอำเภอบ้านแท่น อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิด้วยแล้วมีเนื้อที่ประมาณ ๑๙๗ ตารางกิโลเมตร หรือ ๑๒๓.๑๒๕ ไร่

เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ นั้น กรมป่าไม้ได้พิจารณากำหนดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูเม็ง ป่าโคกหลวง ป่าโคกหลวงแปลงที่สาม ในท้องที่จังหวัดขอนแก่นตามที่จังหวัดเสนอให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเดิมนั้นเป็นป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ และ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ พื้นที่เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีทิวทัศน์และจุดเด่นที่สวยงาม เมื่อพิจารณาตามความหมายของอุทยานแห่งชาติแล้วแม้จะยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ แต่ด้วยเหตุที่เป็นป่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดจึงสมควรอนุรักษ์ไว้ จึงได้กำหนดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ใกล้เคียงเพิ่มเติมให้ครบ จนในที่สุดได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๗ ตอนที่ ๑๐๕ ก ลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

สภาพพื้นที่ป่าทั่วไปนั้นมีลักษณะสัณฐานธรณีเป็นภูเขาหินทราย ได้แก่ หินชุดเขาวิหาร หินชุดภูกระดึง และหินชุดเสาขัว สภาพทางปฐพีเป็นดินร่วนปนทราย ได้แก่ ดินชุดโคราช ดินชุดสตึก ดินชุดบรบือ และดินชุดน้ำพอง โดยประกอบด้วยเทือกเขาที่สำคัญๆ ได้แก่ เทือกเขาภูพานคำ ภูเม็ง และภูผาดำภูผาแดง มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางโดยเฉลี่ยประมาณ ๒๐๐-๖๐๐ เมตร คล้ายกับเทือกเขาทั่วๆ ไปของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเทือกเขาเหล่านี้ทอดตัวเป็นแนวยาวจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ ขนานกับอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารส่วนหนึ่งของลำน้ำที่สำคัญหลายสาย เช่น ลำน้ำพอง ลำน้ำเชิญ ลำน้ำชี เป็นต้น

ส่วนสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในป่าดิบแล้งบริเวณเทือกเขาภูเม็งนี้สามารถพบเห็นสัตว์ขนาดกลางและขนาดเล็ก ได้แก่ หมูป่า เก้ง สุนัขจิ้งจอก เม่น นิ่ม กระต่ายป่า ไก่ป่า งู และนกชนิดต่างๆ เป็นต้น  อุทยานแห่งชาติน้ำพองนั้นมีพื้นแบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ ส่วนที่อยู่ในเทือกเขาภูพานคำ ด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้อยู่ในเทือกเขาภูเม็ง และภูผาดำภูผาแดง พื้นที่ด้านทิศตะวันตกมีสภาพลาดชันสลับกับหน้าผาในบางช่วงจรดที่ราบอ่างเก็บน้ำด้านล่าง ส่วนพื้นที่ด้านทิศตะวันออกเป็นที่ราบเชิงเขาพื้นที่ประมาณร้อยละ ๘๐ ของอุทยานแห่งชาติน้ำพองปกคลุมไปด้วยป่าเต็งรังโดยมีป่าเบญจพรรณ ป่าทุ่งหญ้า และป่าไผ่ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในบางพื้นที่ลึกเข้าไปบริเวณตอนกลางของอุทยานแห่งชาติ ทั้งในเทือกเขาภูพานคำและเทือกเขาภูเม็งมีสภาพเป็นป่าดิบแล้งที่สมบูรณ์จัดเป็นป่าต้นน้ำลำธารที่ไหลลงสู่เขื่อนอุบลรัตน์บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและแหล่งสมุนไพรธรรมชาติที่สำคัญด้วยพันธุ์ไม้มีค่าและพบเห็นได้ทั่วไปได้แก่ เต็ง รัง เหียง กระบก มะพอก ตะเคียนหินพืชพื้นล่างจำพวกปรงป่า เถาวัลย์ ไม้หนามชนิดต่างๆ รวมทั้งสมุนไพรนานาพันธุ์อีกมากมาย โดยเฉพาะความมหัศจรรย์ของหินก้อนขนาดใหญ่ที่วางเรียงจากการดันขึ้นของปฐพีนั้น ทำให้เกิดจินตนาการเห็นเป็นรูปร่างต่างๆ จากการเปลี่ยนแปลงของดินกลายเป็นหิน และไหวตัวของโคลนในโลกดึกดำบรรพ์ และยังพบภาพฝ่ามือแดงและรอยขีดร่องของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์อยู่ด้วย…นับเป็นภูมิโลกดึกดำบรรพ์มหัศจรรย์พันลึก…ที่เกิดมาพันล้านปีในขอนแก่น

กลุ่มหินมหัศจรรย์จากโลกดึกดำบรรพ์

กลุ่มหินมหัศจรรย์จากโลกดึกดำบรรพ์

หินช้างสี ร่องรอยมหัศจรรย์

หินช้างสี ร่องรอยมหัศจรรย์
หินคิงคอง

หินคิงคอง
ร่องรอยหินมหัศจรรย์

ร่องรอยหินมหัศจรรย์
ยอดเขาเห็นอ่างน้ำพอง

ยอดเขาเห็นอ่างน้ำพอง
คณะจากกรมทรัพยากรธรณี

คณะจากกรมทรัพยากรธรณี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : “๒๕ ปี ถนนดนตรี” ภูมิศิลปินเพื่อชีวิตมวลชน

Published October 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/429267

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง :

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : “๒๕ ปี ถนนดนตรี” ภูมิศิลปินเพื่อชีวิตมวลชน

วันอาทิตย์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในวงการเพลงนั้นแทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักเพลงจากนักร้องนักดนตรีเพื่อชีวิต และ เช่นเดียวกัน ถ้าใครไม่รู้จักพิณโญ รุ่งสมัย  ผู้จัดรายการถนนดนตรีด้วยแล้ว ถือว่าไม่ใช่มิตรรักนักเพลงเพื่อชีวิตพันธ์แท้  อาทิตย์นี้ มิตรรักนักเพลงดนตรีได้มาร่วมกันฉลอง ๒๕ปีถนนดนตรีที่ โรงเบียร์ตะวันแดง เป็นรายการคนละไม้ละมือที่บรรดานักร้องนักดนตรีและแฟนรายการต่างมาพบกัน ซึ่งเป็นบรรรยากาศที่ควรจะได้เห็นในน้ำใจที่เต็มไปด้วยมิตรไมตรีของบรรดาศิลปินที่เข้ามาช่วยกันหารายได้เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างไร้ขีดจำกัด..จัดไป   เพลงเพื่อชีวิต นี้เป็นเพลงที่ตอบโจทย์ถึงชีวิตของคน โดยเฉพาะคนชนชั้นกลาง-ชั้นล่าง ที่สะท้อนความยากลำบากแสนเข็ญในการใช้ชีวิต การถูกเอารัดเอาเปรียบ  ซึ่งเดิมนั้นแนวเพลงเป็นเพลงพื้นบ้านที่รู้จักในชื่อเพลงลูกทุ่ง ซึ่งมีเพลง กลิ่นโคนสาบควาย ของคำรณ สัมบุญณานนท์, จักรยานคนจน ของยอดรัก สลักใจ, น้ำมันแพง ของสรวง สันติ, น้ำตาอีสาน แต่งโดยชลธี ธารทอง และขับร้องโดยสายัณห์ สัญญา เป็นต้น หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ เพลงเพื่อชีวิตมีบทบาทมาแทนที่เพลงลูกทุ่งอาจจะเป็นด้วยมีกีตาร์เป็นดนตรีบูรณาการพับเพลงลูกทุ่งและมีเนื้อหาของเพลงไม่จำกัดเฉพาะชีวิตอย่างที่เคยร้องกันมา ด้วยเนื้อหาที่เรียกร้องประชาธิปไตยและความเห็นใจไปกับเหน็บแนมการเมืองด้วย

อีกทั้งแนวดนตรีนั้นเปิดกว้างเป็นแนวอคูสสติกหรือร็อก โดยรับอิทธิพลและแรงบันดาลใจจากดนตรีและนักร้องจากต่างประเทศ เช่น บ็อบ ดิลลัน, บ็อบ มาร์เลย์, นีล ยัง, ไซมอน แอนด์ การ์ฟังเกล เป็นต้น จนทำให้คำว่า “เพลงเพื่อชีวิต” นั้นได้รับความนิยมมาใช้เรียก ซึ่งนำมาจากคำว่า”ศิลปะเพื่อชีวิต” หรือ”วรรณกรรมเพื่อชี วิต “ซึ่งเป็นงานของศิลปินที่สะท้อนชีวิตและการต่อสู้ของมนุษย์ในสังคมเช่นกัน  เพลงเพื่อชีวิตได้พัฒนาการแนวเพลงที่มักจะรวมเอาองค์ประกอบของดนตรีตะวันตกเช่นเพลงบัลลาด และเพิ่มเป็นจังหวะของดนตรีไทยเช่น สามช่า หมอลำ และลูกทุ่ง และใช้ดนตรีคลาสสิกไทยเข้ามาบรรเลง จากเพลงเพื่อชีวิตในยุคแรกที่ะเป็นดนตรีโฟล์กตะวันตกพร้อมกับการใช้เครื่องดนตรีอคูสติก จนเพิ่มดนตรีร็อกพร้อมกับกีตาร์ไฟฟ้า เบส และกลองชุด บางศิลปินยังได้รับอิทธิพลของเร้กเก้ สกา และเพลงละตินบ้างและบางศิลปินยังใช้เครื่องดนตรีไทยเซ่น พิณ ขลุ่ย และซออู้โดยวงดนตรีเพื่อชีวิตที่มีชื่อเสียง และได้รับความนิยมเช่น คาราวาน, แฮมเมอร์, โคมฉาย เป็นต้น ความนิยมในเพลงเพื่อชีวิตไม่ได้เป็นเพียงกระแสในห้วงเวลานั้น หากแต่ยังได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีวงดนตรีและนักร้องเพลงเพื่อชีวิตที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน เช่น คาราบาว, พงษ์สิทธิ์ คำภีร์, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, อินโดจีน, คนด่านเกวียน, มาลีฮวนน่า, โฮป, ซูซู, ตีฆอลาซู เป็นต้น นอกจากนี้ศิลปินบางคนหรือบางกลุ่มแม้ไม่ได้ออกแนวเพลงเพื่อชีวิตเต็มตัว แต่เนื้อเพลงนั้นมีความใกล้เคียงกันก็ถือเป็นเพลงเพื่อชีวิตได้ เช่น จรัล มโนเพ็ชร, เสกสรร ทองวัฒนา, ธนพล อินทฤทธิ์, หนู มิเตอร์, นิค นิรนาม, พลพล พลกองเส็ง, กะท้อน, ศุ บุญเลี้ยง, สิบล้อ เป็นต้น

รายการถนนดนตรีจึงเป็นเวทีหนึ่งที่จัดรายการวิทยุและการแสดงบนเวที ที่ยังเปิดกว้างเสรีกับเสียงเพลงเพื่อชีวิตให้ซึมซับเข้าไปอยู่ในใจคนมาตลอด๒๕ปี เหมือนดังบทเพลงว่า  “ถนนสายนี้มีเสียงดนตรีขับกล่อม.ปลอบขวัญ    -เป็นเสียงของความสัมพันธ์…เป็นสื่อความฝันของคีตกาล-ถนนสายนี้มีเสียงเสรีของการสื่อสาร-เป็นกระบอกของเสียงตำนาน…กู่ร้องขับขานเสียงเพลงเสรี-บอกกล่าวถึงความเป็นไป…ในสังคมไทยในยุควันนี้เป็นสื่อกลางสังคมเสรี…ในคนชั้นดีสิทธิเท่าเทียม-ถนน…ถนนดนตรี…เป็นสื่อเสรีให้กับมวลชน”…จึงไม่แปลกที่รายการถนนดนตรีจะยืนยงมาจนวันนี้ ผ่านการจัดทางรายการวิทยุFMและAM ปัจจุบันรายการถนนดนตรีจัดทางโทรทัศน์ทางช่อง NBT ทุกวันอาทิตย์เวลา 10.00-11.00 นที่ยังเปิดเวทีสำหรับนักร้องนักดนตรี ตลอดจนกิจกรรมสาธารณะเพื่อการอนุรักษ์เพื่อธรรมชาติจัดปลูกป่า-หาทุนช่วยเหลือสังคมร่วมกันด้วย..

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ไดโนเสาร์พันธุ์ไทย’ ภูมิโลกดึกดำบรรพ์แห่งภูเวียง

Published October 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/427616

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไดโนเสาร์พันธุ์ไทย’  ภูมิโลกดึกดำบรรพ์แห่งภูเวียง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไดโนเสาร์พันธุ์ไทย’ ภูมิโลกดึกดำบรรพ์แห่งภูเวียง

วันอาทิตย์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ภูเวียง เวเนเตอร์ แย้มนิยมมี

นับเป็นข่าวดีที่ต้องชื่นชมยินดีกันในโอกาสที่กรมทรัพยากรธรณี ค้นพบไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ของไทยเป็นตัวที่ ๑๐ หลังจากที่มีการขุดพบไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยมาแล้ว ๙ ตัว แม้จะเป็นเพียงซากฟอสซิล  ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของไดโนเสาร์ก็ตาม แต่ด้วยเหตุที่มีการเรียนรู้ต่อรุ่นและมีศึกษาตรวจสอบตามระบบสากลจากนักบรรพชีวินของไทย จนทำให้มีการยอมรับว่าไดโนเสาร์ที่พบใหม่นี้ ได้พบเฉพาะพื้นที่ประเทศไทยนั้น ได้แสดงถึงความก้าวหน้าในการเรียนรู้เรื่องไดโนเสาร์ที่ต่อรุ่นกันมา จนเป็นที่ยอมรับในวงการไดโนเสาร์หรือบรรพชีวินในระดับโลก ซึ่งนายสมหมาย เตชวาลอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ได้สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้และเปิดศูนย์ข้อมูลในอุทยานไดโนเสาร์ศรีเวียงขึ้นที่ อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น ร่วมกับดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และประชาชนในพื้นที่ในการที่จะร่วมกันส่งเสริม
ให้แหล่งที่พบซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นสมบัติของโลกนั้น ได้เป็นจุดนำความสนใจให้เกิดการท่องเที่ยวเรียนรู้โลกดึกดำบรรพ์ขึ้นในพื้นที่จริง
ไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ที่พบนี้มีชื่อว่า “ภูเวียง เวเนเตอร์ แย้มนิยมมี” เป็นไดโนเสาร์เทอร์โรพอด ขนาดกลาง ซึ่งเป็นสกุลและชนิดใหม่ของโลกที่ขุดพบในหลุมขุดค้นที่ 9B ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง จ.ขอนแก่นนับเป็นซากไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ ตัวที่ ๑๐ ของประเทศไทย และเป็นตัวที่ ๕ ของขอนแก่น

ซากฟอสซิลไดโนเสาร์ที่พบ

ไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ที่พบนี้มีลักษณะแตกต่างจากที่เคยค้นพบมา เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อ เมื่อมีการศึกษาจากกระดูกสันหลังส่วนหลัง กระดูกสันหลังส่วนสะโพก กระดูกมือและเล็บ กระดูกหน้าแข้ง ข้อเท้าฝ่าเท้า และเท้า ที่ขุดพบแล้ว ได้ประมาณว่ามีขนาดลำตัวยาว ๕-๖ เมตร  จัดอยู่ในกลุ่ม เมกะแรพเตอรา และคาดว่าจะมีลักษณะทั่วไปคล้ายไดโนเสาร์ตัวอื่นๆ ที่พบในประเทศญี่ปุ่น คือมีขาหน้าและขาหลังที่ยาว บ่งบอกถึงการวิ่งเร็ว มีกรงเล็บใหญ่ มีกะโหลกเรียวกว่าไดโนเสาร์ที่มีการพบโดยทั่วไป จึงมีสมญาเล่าขานกันว่าเป็น “ไดโนเสาร์นักล่าแห่งเทือกเขาภูเวียง”

ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น กับชิ้นส่วนที่พบ

ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๓ เป็นต้นมา ไดโนเสาร์ที่พบในประเทศไทยนั้น มีทั้งชนิดที่พบใหม่ของโลก และชนิดที่พบอยู่ทั่วไปอยู่ในแหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในขอนแก่น กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ สำหรับไดโนเสาร์พันธุ์ไทยที่มีชื่อเฉพาะนั้นคือสยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส (Siamotyrannus isanensis)-ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่ (Phuwiangosaurus sirindhornae)-สยามโมซอรัส สุธีธรณี (Siamosaurus suteethorni)-คอมพ์ซอกนาธัส (Compsognathus)-ซิททาโกซอรัส สัตยารักษ์คิ(Psittacesaurus sattayaraki)-กินรีมิมัส (Kinnareemimus)-อีสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชี (Isanosaurus attavipatchi)-สเตโกซอรัส(Stegosaurus)

บทความเสนอไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ต่อโลก

ปัจจุบันมีการขุดพบฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์ในประเทศไทยถึง ๑๖ ชนิด ในจำนวนนี้เป็นไดโนเสาร์ชนิดใหม่ สกุลใหม่ของโลกแล้ว ๑๐ ชนิด ซึ่ง ๕ ชนิดนั้นอยู่ที่ขอนแก่น จึงทำให้การพัฒนาเป็นอุทยานธรณีระดับโลกของยูเนสโกนั้น ขอนแก่นจึงมีความพร้อมโดยจะมีการส่งเสริมร่วมกันให้ได้รับการรับรองจากยูเนสโก ซึ่งจะต้องมีการเตรียมเรื่องของงานวิจัยเพื่อเป็นหลักฐานการวิจัยมารองรับ สำหรับในเชิงพื้นที่ในเรื่องของการส่งเสริมการศึกษาและการท่องเที่ยว ถือว่าขณะนี้มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะในการยกระดับเรื่องการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐาน เพื่อนำไปเป็นข้อมูลให้กับทางยูเนสโกได้ โดยเฉพาะเรื่องการให้ความรู้และการอนุรักษ์ธรรมชาติและโปรแกรมของยูเนสโกที่เน้นการพัฒนาพื้นที่รวมถึงการทำกิจกรรมต่างให้ครบถ้วนซึ่งในอนาคตนั้นจะทำให้ขอนแก่นและประเทศไทยมีชื่อเสียงระดับโลกที่มีแหล่งไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยหนึ่งเดียวที่มีนักธรณีวิทยาทำการวิจัย สร้างเกียรติภูมิให้ประเทศต่อไป

พิธีเปิดตัวไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ของโลก

พิธีเปิดตัวไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ของโลก
สมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี แนะนำการค้นพบ

สมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี แนะนำการค้นพบ
เปิดความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เปิดความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
พรเพ็ญ จันทสิทธิ์ ผู้ขุดและศึกษาซากฟอสซิล

พรเพ็ญ จันทสิทธิ์ ผู้ขุดและศึกษาซากฟอสซิล
อุทยานไดโนเสาร์ศรีเวียงขอนแก่น

อุทยานไดโนเสาร์ศรีเวียงขอนแก่น

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘มนุษย์ดิจิทัล’ ภูมิสื่อในโลกออนไลน์ ยุค ๔.0

Published October 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/426253

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'มนุษย์ดิจิทัล' ภูมิสื่อในโลกออนไลน์ ยุค ๔.0

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มนุษย์ดิจิทัล’ ภูมิสื่อในโลกออนไลน์ ยุค ๔.0

วันอาทิตย์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คณะนักมานุษยวิทยาของ ศมส.

เมื่อวันที่ ๔ กรกฏาคม ที่ผ่านมานั้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานการประชุมวิชาการทางมานุษยวิทยาครั้งที่ ๑๓ เรื่อง “มนุษย์ในโลกดิจิทัล” พ.ศ.๒๕๖๒ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) สถาบันวิชาการด้านมานุษยวิทยา ได้ให้ความสำคัญของสถานการณ์โลกอนาคตในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งมองว่าความสัมพันธ์และกิจกรรมทางสังคมของมนุษย์นั้นมีการเคลื่อนออกจากพื้นที่ทางกายภาพไปสู่พื้นที่ของเทคโนโลยีสื่อสารและสื่อดิจิทัลมากขึ้น สิ่งที่นักมานุษยวิทยาจำเป็นต้องตั้งคำถามก็คือ โลกดิจิทัลสร้างรูปแบบทางสังคมและวัฒนธรรมนั้นต่างไปจากเดิมอย่างไร มนุษย์จะนิยามตัวตนและแบบแผนการดำเนินชีวิตอย่างไร อิทธิพลและอำนาจของสื่อดิจิทัลมีผลต่อการสร้างความรุนแรงและความไม่เท่าเทียมทางสังคมแบบใหม่อย่างไร คนกลุ่มไหนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จากการใช้สื่อดิจิทัล และอะไรคือการควบคุม การสร้างกฎระเบียบและการชี้นำทางสังคมที่ปรากฏอยู่ในสื่อดิจิทัล

แผนที่วัฒนธรรมสาครบุรี

คำถามเหล่านี้ได้นำไปสู่เรื่อง “มนุษย์ในโลกดิจิทัล” ที่คาดหวังว่านักมานุษยวิทยาจะได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและตั้งคำถามต่อเหตุการณ์และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัล เพื่อนำเสนอแนวคิดทฤษฎีและวิทยาการใหม่ๆ ใช้ศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์เหล่านี้ได้ทัน ซึ่งมีบทคัดย่อและบทความหลายเรื่องน่าสนใจ เช่นเรื่อง มานุษยวิทยาดิจิทัล (Digital Anthropology)อัตลักษณ์ในโลกดิจิทัล (Digital Self & Identity) พลเมืองเครือข่ายภายใต้วาทกรรม (Netizen in Social Media Discourses) ความเสี่ยงในสังคมดิจิทัล (Risks in digital society) เทคโนโลยีดิจิทัลกับการจัดการความรู้วัฒนธรรม (Digital technology and cultural knowledge management) ความเหลื่อมล้ำและการก้าวทันโลกดิจิทัล (Inequality and Digital Media Literacy)การแสวงหาความบันเทิงในโลกดิจิทัล (Digital Entertainment)ทุนนิยมดิจิทัล (Digital Capitalism) จริยธรรมในยุคดิจิทัล (Ethic in Digital Era)ความรุนแรงในโลกดิจิทัล (Digital Violence) เป็นต้น ในโลกดิจิทัลทุกวันนี้ ทุกคนใช้เวลาอยู่กับหน้าจอวันละ ๗-๘ ชั่วโมง ตั้งแต่จอโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และเครื่องมือดิจิทัลอื่นๆ อีกหลายชนิด ซึ่งใช้เวลามากกว่าการนอนพักผ่อน ทำให้โลกดิจิทัลวันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากของคนยุคนี้

พีรพน พิสณุพงศ์ ผอ.ศมส. กล่าวถวายรายงานองค์ประธาน

การก้าวเข้าสู่ยุค ๔.๐-๕.๐ นั้น ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี-ดิจิทัล จนกลืนกินสิ่งแวดล้อมเดิม จนเชื่อว่าในไม่ช้าก็หมดสิ้น ด้วยเทคโนโลยีใหม่นั้นได้ถูกต่อยอดจากอุปกรณ์ดิจิทัลเดิมนั้น ได้ไหลทะลักเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะการใช้ชีวิตของผู้คน จนทำให้มนุนย์ในสังคมเดิมและสังคมเทคโนโลยีนั้นไม่สามารถแยกออกจากกันได้ จนเรียกว่า “มนุษย์ดิจิทัล” ซึ่งมนุษย์ดิจิทัลเหล่านั้นจะต้องมีพื้นฐานการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในโลกยุคดิจิทัลทุกวันนี้ให้ได้ นั่นคือมนุษย์ต้องปรับตัวให้เรียนรู้อยู่กับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างชาญฉลาดให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นคนกลุ่มน้อยที่เหลืออยู่ในโลกดิจิทัล หากไม่เท่าทันหรือเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็จะมีความสุขและความอยู่รอดอย่างยั่งยืนต่อไปไม่ได้เช่นกัน  ซึ่งข้อคิดจากนักวิชาการถึงการเป็นมนุษย์ดิจิทัลที่ต้องมีตัวตนให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างตนเองและจัดการตนเองในทุกสาขาวิชาชีพให้มีอัตลักษณ์ทางดิจิทัลในการเป็นนักพูด นักสื่อสาร นักแสดง นักการเมืองที่ใช้ประโยชน์ทางดิจิทัลได้ การมีทักษะใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีและเครื่องมือสื่อสารให้เกิดประโยชน์ และควบคุม จัดการ ให้เกิดสมดุลในการใช้ประโยชน์ระหว่างโลกออนไลน์ และโลกความเป็นจริง ซึ่งต้องมีความปลอดภัยทางดิจิทัล สามารถจัดการความเสี่ยงทางออนไลน์ได้ สร้างความมั่นคงทางดิจิทัลให้สามารถตรวจสอบจับภัยคุกคามทางดิจิทัลได้ โดยเฉพาะการแฮก หรือการลักลอบเข้าถึงข้อมูล การละเมิดข้อมูล การสแกม หรือการฉ้อโกง และพวกมัลแวร์ หรือการใช้ซอฟต์แวร์ที่แฝงตัวเข้ามาทำความเสียหาย

องค์ประธานทรงเปิดงานการสัมมนาวิชาการ

ดังนั้นมนุษย์ดิจิทัลจึงต้องฉลาดทางอารมณ์มีความเข้าใจกัน จนสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนบนโลกออนไลน์โดยใช้การสื่อสารทางดิจิทัล ใช้คำศัพท์ สัญลักษณ์ ภาษาทางดิจิทัล หรือรู้จักหาข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ใช้แชร์แบ่งปันและสร้างเนื้อหาข้อมูลที่ถูกต้องภายใต้ความรู้ความสามารถในการคิดแบบวิเคราะห์เพื่อการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจและร่วมกันพิทักษ์สิทธิส่วนบุคคลและสิทธิผู้อื่นตามกฎหมายรวมถึงสิทธิในความเป็นส่วนตัว สิทธิบัตร เสรีภาพทางการแสดงออก เพื่อให้ทุกคนจะอยู่ร่วมกันในโลกดิจิทัลอย่างปลอดภัย มีสุขแบบยั่งยืนต่อไป

รัศมี ทรงชูเดช นักโบราณคดี

ศ.ไขศรี บุนปาน ประธานมูลนิธิฯ

ทรงสนพระทัยการเก็บข้อมูลมานุษยวิทยา

คลังข้อมูลดิจิทัลของ ศมส.

บันทึกของ ศ.ชิน อยู่ดี

วิทยากรนำเสนอผลงาน

วิทยากรนำเสนอมนุษย์ในโลกดิจิทัล

วิทยากรเสวนากลุ่มย่อย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘โบราณคดีใต้น้ำ’ภูมิงานใต้ท้องทะเลแห่งอาเซียน

Published October 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/424641

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โบราณคดีใต้น้ำ’ภูมิงานใต้ท้องทะเลแห่งอาเซียน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โบราณคดีใต้น้ำ’ภูมิงานใต้ท้องทะเลแห่งอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นักโบราณคดีใต้น้ำอาเซียน

การเริ่มต้นงานโบราณคดีใต้น้ำของกรมศิลปากร หลังจากงานโบราณคดีใต้น้ำครั้งแรกของประเทศไทยเกิดขึ้นที่อ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จากชาวประมงพบซากเรือโบราณรวมทั้งเครื่องถ้วยสังคโลกจำนวนมากจมอยู่ในร่องน้ำลึกใกล้เกาะคราม เมื่อพ.ศ.๒๕๑๗ นั้น ได้ทำให้มีการดำเนินการอย่างจริงจังจากการสนับสนุนของกองทัพเรือเมื่อปีพ.ศ.๒๕๑๘ และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศเดนมาร์ก ส่งผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีใต้น้ำมาช่วยแนะนำการปฏิบัติงานและร่วมการปฏิบัติงานโบราณคดีใต้น้ำในประเทศไทยปี พ.ศ.๒๕๒๐ นั้นจน รัฐบาลไทยได้อนุมัติให้กรมศิลปากรจัดโครงการโบราณคดีใต้น้ำขึ้น และมีศูนย์จัดการฝึกอบรมหลักสูตรโบราณคดีใต้น้ำระดับต่างๆ ด้วยเหตุที่ไทยนั้นมีศักยภาพด้านโบราณคดีใต้น้ำที่ทันสมัยในภูมิภาคอาเซียนมาแต่แรก ยูเนสโกจึงให้การดูแลโครงการ โดยมีรัฐบาลนอร์เวย์สนับสนุนการจัดฝึกอบรมการดำน้ำและค้นหาโบราณวัตถุใต้ท้องทะเล จัดหาวัสดุอุปกรณ์ จนสามารถจัดตั้งเป็นศูนย์ตามอนุสัญญามรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ ในที่สุดกรมศิลปากรจึงตั้งกองโบราณคดีใต้น้ำขึ้น ดำเนินการงานนี้ขึ้นโดยมีศูนย์ปฏิบัติการโบราณคดีใต้น้ำแห่งภูมิภาคอาเซียนที่สามารถฝึกอบรมบุคลากร และมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดในอาเซียน

การกู้รักษาโบราณวัตถุใต้ทะเล

หลังจากมีการประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ เช่น เมื่อวันที่ ๑-๑๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๙ เรื่อง “การสำรวจกู้แหล่งโบราณคดี” (Alternative Solution and Extended Frontier) แล้วยังมีการฝึกอบรมด้านโบราณคดีใต้น้ำระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักโบราณคดีใต้น้ำและสร้างเครือข่ายการปฏิบัติงานในกลุ่มประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง หลังสุดเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๒ ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมโบราณคดีใต้น้ำอาเซียนว่าด้วย เรื่องการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำและความร่วมมือทางโบราณคดีใต้น้ำอาเซียน (Underwater Cultural Heritage Protection and the Possibilityand Feasibility Study for the creation of an ASEANUnderwater Archaeology Association) ขึ้นมีนักโบราณคดีจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศติมอร์ตะวันออกมาร่วมประชุม ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ การประชุมครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญยิ่งต่อการรับรู้ร่วมกันว่ามรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำนั้นได้เผชิญกับความเสี่ยงอยู่หลายด้าน  หากยังมีการกระทำที่ขาดจิตสำนึก และทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ แล้วย่อมทำให้แหล่งโบราณคดีใต้น้ำหลายแห่งในอาเซียนได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายไปอย่างน่าเป็นห่วง ด้วยพบว่าหลักฐานในแต่ลำแห่งนั้น ทำให้เห็นการเชื่อมโยงติดต่อแลกเปลี่ยนทางการค้าและวัฒนธรรมทางทะเล ในระดับภูมิภาคอาเซียนมากขึ้นและสามารถเชื่อมต่อเส้นทางการค้าระดับโลกด้วย

สำรวจแหล่งเรือจมเกาะคราม

ดังนั้นการนำเสนองานโบราณคดีแต่ละประเทศจากนักโบราณคดีผู้ปฏิบัติงานจึงนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์ที่แตกต่างกันแต่ละประเทศจนเป็นองค์ความรู้ ทำให้การรับรู้ถึงปัญหา อุปสรรค เพื่อนำข้อมูลและวิธีการมาใช้หาแนวทางหรือวางกฎเกณฑ์ในการแก้ปัญหาดังกล่าวร่วมกัน ซึ่งนักโบราณคดีใต้น้ำแต่ละประเทศต่างมีความเห็นว่าควรมีการตั้งองค์กรความร่วมมือระหว่างชาติสมาชิกอาเซียน เพื่อร่วมกันป้องกันความเสี่ยงจากการทำลายแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำต่อไป ตลอดจนนำไปสู่เวทีองค์ความรู้โบราณคดีใต้น้ำให้สมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศรายงานสถานการณ์และความก้าวหน้าด้านโบราณคดีใต้น้ำ และการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำของประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียน โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่มีบทบาทและหน้าที่ด้านการศึกษาวิจัยและคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา ไทย เมียนมา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซีย และผู้แทนจากประเทศติมอร์ตะวันออก ซึ่งเป็นมิติความร่วมมือที่เกิดการทำงานร่วมกันโดยเริ่มต้นจากมดงานตัวเล็กๆ ที่ดำใต้น้ำใต้สมุทร เพื่อเรียนรู้และทำงานให้เกิดประโยชน์ทางด้านโบราณคดีใต้น้ำและการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมในอนาคตของภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน

การใช้อุปกรณ์ใต้น้ำ

แผนที่การค้าทางทะเลอาเซียน

 

 

 

ฉายสุวรรณ บุณยฤทธิ์ ผอ.กองโบราณคดีใต้น้ำ

ฉายสุวรรณ บุณยฤทธิ์ ผอ.กองโบราณคดีใต้น้ำ
นักโบราณคดีใต้น้ำ-ไทย

นักโบราณคดีใต้น้ำ-ไทย
นักโบราณคดีใต้น้ำ-ลาว

นักโบราณคดีใต้น้ำ-ลาว
นักโบราณคดีใต้น้ำ-มาเลเซีย

นักโบราณคดีใต้น้ำ-มาเลเซีย
นักโบราณคดีใต้น้ำ-ติมอร์เลสเต

นักโบราณคดีใต้น้ำ-ติมอร์เลสเต
การประชุมนักโบราณคดีใต้น้ำอาเซียน

การประชุมนักโบราณคดีใต้น้ำอาเซียน
นักโบราณคดีใต้น้ำ-เมียนมา

นักโบราณคดีใต้น้ำ-เมียนมา
นักโบราณคดีใต้น้ำ-ฟิลิปปินส์

นักโบราณคดีใต้น้ำ-ฟิลิปปินส์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๕๐ไทย-ออสเตรีย’เกียรติภูมิสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา

Published October 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/423138

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๕๐ไทย-ออสเตรีย’เกียรติภูมิสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๕๐ไทย-ออสเตรีย’เกียรติภูมิสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา

วันอาทิตย์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในวาระที่ประเทศไทยและสาธารณรัฐออสเตรียได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตมาครบ ๑๕๐ ปี กล่าวคือเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๒ ทั้งสองประเทศได้มีการลงนามในสนธิสัญญาไมตรีทางการค้าและการเดินเรือ ตลอดจนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯเยือนจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์ฮับส์บูร์ก และในปีพ.ศ.๒๕๐๗ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จฯเยือนสาธารณรัฐออสเตรียอย่างเป็นทางการ เพื่อรับการเทิดพระเกียรติในฐานะสมาชิกกิตติมศักดิ์ลำดับที่ ๒๓ ของมหาวิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดงเวียนนา ซึ่งทรงเป็นชาวเอเชียบุคคลแรกและมีพระชนมพรรษาน้อยที่สุด ที่รับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้

ดังนั้นในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ที่ผ่านมานี้ ได้มีคอนเสิร์ตเพื่อฉลอง ๑๕๐ ปี แห่งมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและออสเตรีย โดยวงออเคสตราเฉพาะกิจที่รวมวงเป็นพิเศษจากนักเรียนของ mdw-มหาวิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดงเวียนนา &Pgvim-สถาบันเจ้าหญิง vadhana แห่งดนตรี โดยมี จอห์น เคิร์ก Soloist และ ธนภรณ์ ทรงเกียรติศักดิ์Pianoforte ร่วมกันบรรเลงดนตรีเพลงของโยฮันสเตราส์ จูเนียร์ โหมโรงจาก be “Die Fledermau” joseph haydn: divertimento ในซีเมเจอร์สำหรับเปียโนและวงออเคสตรา, hob 4 ส. ค. 4 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช : kinnari suiteโยเซฟ สเตราส์ : เทศกาลไฟ 269 โยฮันน์สเตราส์ จูเนียร์ :ชีวิตของศิลปินวอลซ์, op 316

สำหรับนักดนตรีจาก Pgvim นั้น ก็คือนักดนตรีไทยจากนักศึกษาสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา กระทรวงวัฒนธรรม ด้วยความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย, กระทรวงการต่างประเทศออสเตรีย และมหาวิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง ณ กรุงเวียนนา (University of Music and Performing Arts Vienna) ร่วมกันดำเนินการจัด “การแสดงดนตรีฉลอง ๑๕๐ ปีสัมพันธไมตรีไทย-ออสเตรีย” เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันดีระหว่างสาธารณรัฐออสเตรียและประเทศไทย  และได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธานในวันอาทิตย์ที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๒ เวลา ๑๕.๐๐ น. ณ โรงแสดงละคร พระราชวังเชินบรุนน์ (Schönbrunn Palace Theater) กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย บรรเลงเพลงโดยวงดุริยางค์เฉพาะกิจระหว่างสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา และมหาวิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง ณ กรุงเวียนนา ภายใต้การอำนวยเพลงของวาทยกรที่มีชื่อเสียงชาวออสเตรียคือ โจฮันเนส ไมเซิล (Prof. Johannes Meissl)

สำหรับสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนานั้นเกิดจากความร่วมมือของคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และกระทรวงวัฒนธรรมที่ร่วมกันจัดทำโครงการจัดตั้งสถาบันดนตรีในรูปแบบของ Conservatory เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๘๔ พรรษา วันที่ ๖ พฤษภาคมพ.ศ.๒๕๕๐ ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อชาวไทยตลอดมา รวมทั้งเพื่อสนองพระปณิธานที่จะพัฒนาดนตรีคลาสสิกในประเทศไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียมนานาชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในเวลานั้นได้กราบทูลโครงการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาด้านดนตรีให้ทรงทราบ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงมีพระกรุณาธิคุณพระราชทานชื่อสถาบันว่า “สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา” ถือเป็นสถาบันดนตรีที่สร้างนักดนตรีคลาสสิกให้มีความสามารถออกสู่เวทีระดับโลก

ดังนั้น เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสชื่นชมถึงเกียรติภูมิด้านดนตรีนั้นอีกครั้งหนึ่ง ในวันอาทิตย์ที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๖.๐๐ น. จึงขอเชิญชมการแสดงได้ ณ ห้องสังคีตวัฒนา บรรเลงโดยวงดุริยางค์เยาวชนสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ที่สร้างชื่อเสียงด้านดนตรีคลาสสิกให้กับประเทศ

ความร่วมมือส่งเสริมดนตรีคลาสสิก

ความร่วมมือส่งเสริมดนตรีคลาสสิก
โจฮันเนส ไมเซิล (Prof.
Johannes Meissl)

โจฮันเนส ไมเซิล (Prof. Johannes Meissl)
วาทยกรระดับโลก

วาทยกรระดับโลก
กินรีประกอบการบรรเลงดนตรีคลาสสิก

กินรีประกอบการบรรเลงดนตรีคลาสสิก
คอนเสิร์ตเฉพาะกิจสองประเทศ

คอนเสิร์ตเฉพาะกิจสองประเทศ
โจฮันเนส ไมเซิล (Prof.
Johannes Meissl)

โจฮันเนส ไมเซิล (Prof. Johannes Meissl)

ธนภรณ์ ทรงเกียรติศักดิ์ เล่นเปียโน

ธนภรณ์ ทรงเกียรติศักดิ์ เล่นเปียโน
นักดนตรีไทยกับออสเตรีย

นักดนตรีไทยกับออสเตรีย
พระราชวังเชินบรุนน์

พระราชวังเชินบรุนน์
โรงละคร โรงโอเปร่าแห่งกรุงเวียนนา

โรงละคร โรงโอเปร่าแห่งกรุงเวียนนา
%d bloggers like this: