ภูมิบ้านภูมิเมือง

All posts tagged ภูมิบ้านภูมิเมือง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘รัฐโบราณ’ ภูมิศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งสุวรรณภูมิ

Published March 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/365698

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘รัฐโบราณ’ ภูมิศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งสุวรรณภูมิ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘รัฐโบราณ’ ภูมิศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งสุวรรณภูมิ

วันอาทิตย์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากการนิทรรศการเรื่อง “จากบ้านสู่เมือง รัฐแรกเริ่มบนแผ่นดินไทย” ของกรมศิลปากรที่จัดขึ้นยาวนานตั้งแต่มิถุนายนจนถึง ๓๐ กันยายน กับโครงการพิพิธภัณฑ์เสวนาเรื่อง “ทวารวดี รัฐโบราณ วัฒนธรรมหรือศิลปกรรม” และเรื่องศรีวิชัยในสุวรรณทวีปฯนั้นได้ทำให้ความสำคัญของรัฐโบราณที่อยู่ในดินแดนสุวรรณภูมินั้น ต้องปรับเปลี่ยนความรู้ไปพร้อมกับการพบหลักฐานใหม่ในคาบสมุทรภาคใต้

พระพุทธรูปศิลปทวาราวดี

ด้วยดินแดนสุวรรณภูมินั้นนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าศูนย์กลางน่าจะอยู่ที่ตอนกลางของคาบสมุทรอินโดจีน ด้วยเหตุเป็นจุดกึ่งกลางที่เชื่อมต่อการเดินทะเล การขนถ่ายสินค้าระหว่างทะเลทาง
ด้านทิศตะวันตกของคาบสมุทรกับทะเลด้านทิศตะวันออกได้สะดวกกว่าที่อื่นจนเชื่อว่าเป็น เมืองท่าสำคัญด้านตะวันตกคือ พื้นที่บริเวณ อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงาและอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และขนถ่ายสินค้าไปมาสู่เมืองท่าสำคัญด้านทิศตะวันออกคือ พื้นที่อำเภอพุนพิน อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี  “ดินแดนสุวรรณภูมิยุคแรก” นั้น “เมืองพันพาน”น่าจะเป็นเมืองศูนย์กลางดังกล่าว ในคัมภีร์มหาวงศ์ของลังกา บันทึกว่าเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๖ สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ เมื่อทำสังคายนา ครั้งที่ ๓ แล้วได้ส่งพระเถระผู้รู้ธรรมมาประกาศพระศาสนายังสุวรรณภูมิ คือพระโสณเถระและพระอุตตระเถระซึ่งเดินทางเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ

พระกฤษณพ เมืองศรีเทพ

การปรากฏชื่อ “ทวารวดี”ขึ้นเพื่อเรียกเป็นศิลปกรรม/วัฒนธรรมหรือรัฐโบราณหนึ่งในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่เมืองเพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี ลพบุรี นั้น สืบจากเหตุที่มีการพบเหรียญเงินจำนวนมาก และมีจารึกภาษาสันสฤตว่า “ศฺรีทฺวารวตีศฺวรปุณฺยะ” ที่แปลว่า “บุญกุศลของพระราชาแห่งทวารวดี” หรือ “พระเจ้าศรีทวารวดี ผู้มีบุญอันประเสริฐ” ดังนั้น ศูนย์กลางของทวารวดีจึงมีความเห็นต่างมากมาย เช่น อู่ทอง เป็นทวารวดียุคแรกประมาณพุทธศตวรรษที่ ๘-๑๒และนครปฐม เป็นทวารวดียุคหลังประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ การที่ทวารวดี เป็นเมืองท่าค้าขายนั้น จึงมีพ่อค้าชาวต่างชาติคืออินเดีย เข้ามาติดต่อค้าขายที่สำคัญ ทำให้ทวารวดีรับอิทธิพลของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ศิลปกรรม-วัฒนธรรมตลอดจนแบบแผนการปกครองจากอินเดีย จนเกิดการผสมผสานจนกลายเป็นวัฒนธรรมทวารวดีและความเป็นทวารวดีนั้นเริ่มเสื่อมลงเมื่อขอมโบราณได้มีอิทธิพลเข้ามาในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๕ เป็นต้นมาก่อนจะสิ้นสุดอำนาจลงโดยสิ้นเชิงในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘

พระวิษณุ-เขาศรีวิชัย

ส่วนศรีวิชัยนั้น ในเอกสารจีนโบราณ เรียกว่า ชิลิโฟชิ เกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑โดยราชวงศ์ไศเลนทร์ เมื่อฟูนันล่มสลายลงก็รวมตัวเป็นรัฐโบราณของชาติพันธุ์มลายูโบราณ มีอาณาเขตคลุมบริเวณมลายู เกาะชวา เกาะสุมาตรา ช่องแคบมะละกา ช่องแคบซุนดา และบริเวณภาคใต้ของไทย ซึ่งมีหลักฐานการติดต่อกับนาลันทาซึ่งมีมหาวิทยาลัยของคณะสงฆ์นิกายมหายาน ในแคว้นเบงกอล ของอินเดีย เดิมนั้นว่าศูนย์กลางอำนาจศรีวิชัย นั้นน่าจะอยู่ที่ปาเล็มบัง บนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย แม้จะมีการเสนอว่าเมืองไชยาสุราษฎร์ธานี เป็นศูนย์กลางจากการพบจารึกระบุชื่อและรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอีกยังเป็นพื้นที่เหมาะกับการติดต่อกับอินเดียและโลกภายนอกก็ตาม ศรีวิชัยนี้ในปี พ.ศ. ๑๕๖๘ ได้ถูกโจมตีจากโจฬะซึ่งอยู่ทางอินเดียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นการเกิดขึ้นของศิลปกรรมและรัฐโบราณนั้นไม่ว่าจะเป็น ฟูนัน,ศรีจนาศะ, ลพบุรี, ศรีเทพ, ทวารวดี, ศรีวิชัย, ตามพรลิงค์, ลังกาสุกะ เป็นต้น แต่ละแห่งนั้นต่างมีการสร้างศิลปกรรมของตนและบูรณาการกันจนเป็นวัฒนธรรมของรัฐโบราณให้น่าสนใจเรียนรู้ทั้งสิ้น

พระวิษณุ-ตามพรลิงค์

พระวิษณุ-ตามพรลิงค์
พระโพธิสัตว์ฯพบที่ไชยา

พระโพธิสัตว์ฯพบที่ไชยา
พระนารายณ์บรรทมสินธุ์-ศิลปะลพบุรี

พระนารายณ์บรรทมสินธุ์-ศิลปะลพบุรี
โบราณสถาน-ลังกาสุกะ

โบราณสถาน-ลังกาสุกะ
ดินเผาพระสามองค์อุ้มบาตร-อู่ทอง

ดินเผาพระสามองค์อุ้มบาตร-อู่ทอง
ท้าวกุเวร-สิงห์บุรี

ท้าวกุเวร-สิงห์บุรี
รูปปั้นชาวต่างชาติ

รูปปั้นชาวต่างชาติ
ฑูตจากลังกาสุกะ

ฑูตจากลังกาสุกะ
สุวรรณภูมิ-siam1686

สุวรรณภูมิ-siam1686
ตราดินเผา รูปเรือ-นครปฐม

ตราดินเผา รูปเรือ-นครปฐม
ศิวลึงค์ทองคำ-ตามพรลิงค์

ศิวลึงค์ทองคำ-ตามพรลิงค์
Advertisements

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เครื่องสังคโลก’ ภูมินวัตหัตถกรรมเมืองสุโขทัย

Published March 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/364280

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เครื่องสังคโลก’ ภูมินวัตหัตถกรรมเมืองสุโขทัย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เครื่องสังคโลก’ ภูมินวัตหัตถกรรมเมืองสุโขทัย

วันอาทิตย์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผอ.อพท.กับงานปั้นดิน

การเดินหน้าสู่ประเทศไทย ๔.๐ นั้นทำให้ชุมชนหลายแห่งต่างพากันค้นหาตัวเอง และสร้างวิถีของตนให้น่าสนใจ จากชุมชนถนนสายวัฒนธรรม ชุมชนถนนคนเดิน ชุมชนตลาด ๑๐๐ ปี ชุมชนตลาดประชารัฐ ชุมชนนวัตวิถี และอะไรๆ นั้นต่างก็มุ่งให้ชุมชนหรือท้องถิ่นรักษาและสร้างสิ่งดีงามให้ยังอยู่ โดยเฉพาะงานหัตถกรรมที่มีศิลปะและภูมิปัญญา อย่างเครื่องสังคโลกของแคว้นสุโขทัย ที่สืบทอดต่อรุ่นมากว่า ๗๐๐ ปีนั้นยังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวที่เดินทางชมโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและแหล่งเตาเผาเครื่องสังคโลก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสินค้าส่งออกมาแต่โบราณ

หัตถกรรมจากฝีมือชาวบ้าน

ดังนั้น เครื่องสังคโลกแคว้นสุโขทัยจึงเป็นมากกว่าวัตถุสิ่งของ นอกจากจะเป็นตัวแทนในการบอกเล่าเรื่องราวในอดีต บอกความเจริญ และความอุดมสมบูรณ์ของแคว้นสุโขทัยแล้ว ยังเป็นตัวแทนที่ชาวสุโขทัยมีความภาคภูมิใจ ด้วยเป็นหัตถกรรมที่สร้างศิลปะชิ้นเดียวโดยไม่ซ้ำกัน จากช่างฝีมือที่มีความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง โดยมีการพัฒนาออกแบบเครื่องสังคโลกและสร้างเป็นถ้วยชาม ของที่ระลึกที่สวยงามและงานศิลปะบนเครื่องเคลือบแบบโบราณ ผลงานแต่ละชิ้นนั้นใช้ช่างถึง ๓ คนในเป็น ช่างปั้น ช่างเขียนลาย ลงสีจากธรรมชาติและช่างเก็บรายละเอียด ใช้เวลามากกว่าสองชั่วโมงขึ้นไปจนถึงชิ้นงานที่ใช้เวลาหลายเดือนขึ้นอยู่กับการสร้างผลิตภัณฑ์งานศิลป์

เครื่องเคลือบเทียบแบบเก่า-ใหม่ 

ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตครื่องปั้นดินเผาเข้ามามีบทบาทในกระบวนการผลิตมากขึ้น ทำให้มีราคาถูกกว่าเครื่องสังคโลกมาก จนส่งผลกระทบให้กรรมวิธีการผลิตเครื่องสังคโลกแบบเดิมนั้นเริ่มจะสูญหายไป จนผู้ประกอบการทยอยปิดตัวหันไปทำอาชีพอื่นแทนด้วยปัญหาดังกล่าวองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) โดย พันเอก ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการ อพท.และคณะ ซึ่งรับผิดชอบร่วมในการพัฒนาเมืองสุโขทัย ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในฐานะที่เป็นแหล่งมรดกโลกสำคัญของประเทศ จึงได้มีการพัฒนาทั้งคน ชุมชน แหล่งท่องเที่ยว วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมขึ้นให้เกิดความยั่งยืนตามภารกิจของ อพท. ที่ไม่ใช่แต่เพียงการอนุรักษ์เท่านั้น ต้องสร้างงานให้เกิดการสืบทอดอย่างยั่งยืนซึ่งจะต้องใช้เทคโนโลยีและ นวัตกรรม เข้ามาช่วยพัฒนา โดยเฉพาะงานเครื่องสังคโลก ซึ่งจะต้องคงอยู่และสานต่องานให้มีการพัฒนาและน่าสนใจสืบไป

เครื่องเคลือบเขียนลายแบบเก่า

จากการที่อพท.ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วว.) ในการพัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์สังคโลกเพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นนั้นได้ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงกระบวนการผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบ เช่น การเตรียมดินสำหรับปั้น เนื้อดินต้องเนียนละเอียดสม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกัน มีคุณภาพคงที่ แนะนำวิธีการควบคุมความชื้น โดยมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ทั้งกระบวนการผลิต ด้วยการเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบนั้นจะส่งผลให้การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบทำได้ยาก ซึ่งมีผลต่อคุณภาพของชิ้นงานที่เกิดขึ้นหลังการเผาเครื่องเคลือบ

เครื่องเคลือบลงสีแบบใหม่

ภายหลังที่ได้ควบคุมคุณภาพการผลิตนั้นได้พบว่าคุณภาพชิ้นงานดีขึ้นร้อยละ ๑๙ ลดการแตกร้าวจากกระบวนการผลิตได้ร้อยละ ๒๐-๓๐ สามารถลดความหนาของชิ้นงานช่วยลดเวลาการเผาได้ร้อยละ ๓๐-๕๐ ซึ่งประหยัดแก๊สได้ร้อยละ ๓๐ และเมื่อผลิตภัณฑ์มีน้ำหนักเบาขึ้นจึงลดต้นทุนค่าขนส่งในการจัดจำหน่าย อีกทั้งยังพบว่าผลิตภัณฑ์มีจุดสีดำลดลง มีเนื้อดินเนียนและมีความสม่ำเสมอมากขึ้น

การเขียนลายด้วยมือ

การพัฒนาเครื่องเคลือบสังคโลกครั้งนี้ อพท. ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากเชียงใหม่ศิลาดล มาร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ในเบื้องต้นนั้นจัดทำรูปแบบชามสลัด ถ้วยซุป และจาน เพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำ โดยปรับรูปแบบให้มีความร่วมสมัย สวยงาม สะดวกต่อการใช้งาน และปรับลวดลายให้มีความประณีต แต่ยังคงเอกลักษณ์ของการเป็นสังคโลกสุโขทัยไว้ ด้วยการเพิ่มเทคนิคการเขียนลายการเคลือบ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ให้ได้รับความนิยมมากขึ้น จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการถ่ายภาพ การเขียนเนื้อหานำเสนอ และการใช้แพลตฟอร์มที่เป็นนวัตกรรมทางการตลาดออนไลน์ทำให้ผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวของชุมชนที่เป็นoffline นั้นสามารถเข้าสู่โลก online ได้ตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล จนมั่นใจได้ว่าเครื่องสังคโลกจะกลับมาเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอีกครั้งในปัจจุบัน

ลายเขียนแบบใหม่

ลายเขียนแบบใหม่
เครื่องเคลือบใหม่สู่สากล

เครื่องเคลือบใหม่สู่สากล
เครื่องเคลือบสังคโลกแบบเดิม

เครื่องเคลือบสังคโลกแบบเดิม
การเขียนลายใหม่เพื่อพัฒนา

การเขียนลายใหม่เพื่อพัฒนา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ไพบูลย์ บุตรขัน’ ภูมิคีตกวีผู้อัจฉริยะเพลงลูกทุ่งไทย

Published March 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362877

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไพบูลย์ บุตรขัน’ ภูมิคีตกวีผู้อัจฉริยะเพลงลูกทุ่งไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไพบูลย์ บุตรขัน’ ภูมิคีตกวีผู้อัจฉริยะเพลงลูกทุ่งไทย

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันที่ ๔ กันยายนที่ผ่านมาเป็นวันครบ ๑๐๐ ปีแห่งชาตกาลของครูเพลงลูกทุ่งไทยคนสำคัญที่สร้างผลงานเพลงจนเป็นที่รู้จักกันดีทั้งประเทศ ไม่มีใครเลยที่จะไม่เคยได้ฟังเพลงของ ครูไพบูลย์ บุตรขัน ครูเป็นทั้งนักแต่งเพลงและนักเขียนบทละคร จึงทำให้ผลงานจำนวนมากนั้นโดนใจผู้คนจนได้รับการยกย่องเป็น “นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้อัจฉริยะหนึ่งเดียวของแผ่นดิน” อาทิตย์นี้จึงขอตามรอยไปยังภูมิสถานบ้านครูไพบูลย์ บุตรขัน ที่ปทุมธานี เดิมนั้นครูชื่อ ไพบูลย์ ประณีต เกิดที่บ้านท้องคุ้ง ตำบลเชียงรากใหญ่อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เป็นบุตรของนายบุตรและนางพร้อม ประณีต ครอบครัวมีอาชีพทำนา มีฐานะยากจน มีปู่ชื่อ ขัน จึงนำชื่อปู่และพ่อมาตั้งนามสกุล บุตรขัน เมื่อครูอายุ ๖ ขวบนั้นบิดาเสียชีวิตจึงได้รับการเลี้ยงดูจาก นายเจน บุตรขัน ผู้เป็นอา ซึ่งพามาที่กรุงเทพฯ แถวอำเภอปทุมวัน ศึกษาที่โรงเรียนสตรีปทุมวันจบประถมปลาย และจบมัธยม ๘ ที่โรงเรียนสวัสดิ์อำนวยเวทย์ กรุงเทพฯ ครูได้ศึกษาดนตรีจาก ครูพิณ โปร่งแก้วงาม ระหว่างพ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๗๘ แล้วเรียนวิชาดนตรีและโน้ตเพลงสากลเพิ่มเติมที่สมาคมวายเอ็มซีเอ ถนนวรจักร จนสามารถได้ใช้โน้ตดนตรีประกอบการแต่งเพลงมาทุกครั้ง

เพลงของครูและนักร้อง

ครูไพบูลย์ บุตรขัน ได้ทำงานเป็นครูสอนภาษาไทยที่โรงเรียนกว๋องสิว ต่อมาลาออกไปทำงานเป็นช่างไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าสามเสน และลาออกไปทำงานอยู่กับคณะละคร คณะแม่แก้ว และคณะจันทโรภาส ของพรานบูรพ์ ทำโดยทำหน้าที่เขียนบทละครวิทยุ และแต่งเพลงให้กับคณะละคร มีผลงานเพลงบันทึกเป็นแผ่นเสียงครั้งแรกเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๙๐ จากการชักนำของ สวัสดิภาพ บุนนาค ซึ่งเป็นเพื่อนและน้องเขย สำหรับเพลงยุคแรกนั้นมีเพลง “มนต์เมืองเหนือ”“คนจนคนจร” “ดอกไม้หน้าพระ” “ดอกไม้หน้าฝน” และ “ค่าน้ำนม” ซึ่งได้รับความนิยมว่าเป็นผลงานที่มีคุณค่า และมีเพลงที่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน หลายเพลง เช่น “โลกนี้คือละคร” (ขับร้องโดย ปรีชาบุณยะเกียรติ) “เบ้าหลอมดวงใจ” และ “มนต์รักลูกทุ่ง”(ขับร้อง โดย ไพรวัลย์ ลูกเพชร) “ฝนเดือนหก” (ขับร้องโดย รุ่งเพชร แหลมสิงห์) “ยมบาลเจ้าขา” (ขับร้องโดย บุปผา สายชล) เป็นต้น โดยเฉพาะเพลงที่เป็นตำนานให้คนกล่าวถึงมากคือ “กลิ่นโคลนสาปควาย” (ขับร้องโดยชาญ เย็นแข) เป็นเพลงที่แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ นั้น ถูกประกาศห้ามเปิดในช่วงการปราบปรามคอมมิวนิสต์ ซึ่งยิ่งห้ามก็เท่ากับกระตุ้นให้คนอยากฟังมากจนพากันซื้อแผ่นเสียงไปฟังเป็นจำนวนมาก เพลงนี้ได้รับการยกให้เป็นต้นแบบของเพลงลูกทุ่ง ทำให้เกิดเพลงแนวนี้ตามมาจนมีการเรียกเพลงลูกกรุงและเพลงลูกทุ่งให้แตกต่างกันในเวลาต่อมา เสียดายที่ครูไพบูลย์อายุสั้น เมื่อ ๕๖ ปีนั้นได้ล้มป่วยและเสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๕

หุ่นครูไพบูลย์ บุตรขัน

ผลงานการแต่งเพลงของครูไพบูลย์ บุตรขัน นั้น มีอยู่จำนวนมาก ซึ่งถือเป็นเพลงลูกทุ่งชั้นครูที่มีเรื่องราวอย่างเรื่องสั้น จึงได้รับความนิยมอยู่ทุกสมัย ในปี พ.ศ.๒๕๓๒ นั้นมีเพลงของครูได้รับรางวัลพระราชทานตามมาในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกไทย อีก ๑๐ เพลง ได้แก่ “ชายสามโบสถ์” (ขับร้องโดย คำรณ สัมบุญณานนท์) “น้ำตาเทียน” (ขับร้องโดย ทูล ทองใจ) “บ้านไร่น่ารัก” และ “เพชรร่วงในสลัม” (ขับร้องโดย ชินกร ไกรลาศ) “ฝนซาฟ้าใส” (ขับร้องโดย ยุพิน แพรทอง) “ฝนเดือนหก” (ขับร้องโดย รุ่งเพชร แหลมสิงห์) “บุพเพสันนิวาส” และ “มนต์รักแม่กลอง” (ขับร้องโดย ศรคีรี ศรีประจวบ) “มนต์รักลูกทุ่ง” (ขับร้องโดย ไพรวัลย์ ลูกเพชร) และ “ยมบาลเจ้าขา” (ขับร้องโดย บุปผา สายชล) และในปี พ.ศ.๒๕๓๔ มีเพลงได้รับรางวัลอีกคือเพลง “หนุ่มเรือนแพ” (ขับร้องโดย กาเหว่า เสียงทอง) ด้วยความอัจฉริยะที่หาได้ยากและเป็นครูผู้สร้างผลงานให้ศิษย์อย่างมากมาย เพลงของครูทำให้ศิษย์ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ เป็นนักร้องลูกทุ่งที่มีชื่อเสียง  ดังนั้น เรือนไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของครูจึงถูกนำมาจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้คนทั่วไปได้ศึกษาชีวประวัติและผลงานการแต่งเพลง ซึ่งมีการแสดงต้นฉบับ สิ่งของ และนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับ ครูไพบูลย์ บุตรขันผู้ได้รับการยกย่องเป็น “บูรพศิลปิน” จากกระทรวงวัฒนธรรม

ต้นฉบับลายมือครู

ในวาระ ๑๐๐ ปีแห่งชาตกาลของครูไพบูลย์ บุตรขัน ในปีนี้จึงเป็นความหวังของศิษย์และผู้ที่นิยมเพลงลูกทุ่งไทยว่าผลงานของครูที่สร้างสรรค์เพลงลูกทุ่งนั้นจะมีชื่อเสียงและเผยแพร่ให้กว้างไกลมากขึ้น ทุกปีนั้นศิษย์เก่า-ใหม่จะพร้อมกันมาทำบุญแสดงความกตัญญูและระลึกเพลงของครูที่ไม่มีวันตายในที่แห่งนี้ตลอดไป

ผลงานเพลงลูกทุ่งยอดนิยม

ผลงานเพลงลูกทุ่งยอดนิยม
รางวัลแผ่นเสียงทองคำ

รางวัลแผ่นเสียงทองคำ
มนต์รักลูกทุ่งจากขลุ่ย

มนต์รักลูกทุ่งจากขลุ่ย
แสดงผลงานแต่งเพลงของครู

แสดงผลงานแต่งเพลงของครู
บ้านครูไพบูลย์ บุตรขัน

บ้านครูไพบูลย์ บุตรขัน
ทำบุญ ๑๐๐ ปี วันชาตกาล

ทำบุญ ๑๐๐ ปี วันชาตกาล
ศิษย์และคนรักเพลงลูกทุ่ง

ศิษย์และคนรักเพลงลูกทุ่ง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เสาเสมาธรรมจักร’ ภูมิพุทธศาสนสัมพันธ์อาเซียน

Published March 4, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/361498

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เสาเสมาธรรมจักร’ ภูมิพุทธศาสนสัมพันธ์อาเซียน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เสาเสมาธรรมจักร’ ภูมิพุทธศาสนสัมพันธ์อาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผู้แทนไทยและผู้รับเสาเสมาธรรมจักร

ประเทศแถบเอเชียอาคเนย์นั้นมีพุทธศาสนาเป็นหลัก ทำให้แต่ละประเทศได้มีการสร้างสรรค์งานศิลปวัฒนธรรมที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน หากย้อนประวัติศาสตร์แล้วพบว่าแต่ละประเทศนั้นได้มีความสัมพันธ์กันมาแต่โบราณ ในฐานะเพื่อนบ้านและมีวัฒนธรรมเดียวกันโดยผ่านมิติความเชื่อในศาสนา ด้วยเหตุนี้การที่ผู้แทนรัฐบาลไทยโดย นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วธ. พร้อมด้วย นายมานัส ทารัตนใจอธิบดีกรมการศาสนา และ นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ ได้ร่วมกันจัดพิธีถวายรางวัลพระราชทานเสาเสมาธรรมจักรผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ประจำปี ๒๕๖๑ แก่พระมหางอน ดำลงบุญ สมเด็จพระสังฆราชประธานาธิบดี ปัญจศรีวิสุทธิ พุทธวรางกูร (พระสังฆราช สปป.ลาว) แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และมอบรางวัลพระราชทานเสาเสมาธรรมจักรให้กรมศาสนา ศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์นั้น จึงเป็นการสานพุทธศาสนสัมพันธ์ที่มีแต่อดีตให้เกิดความสันติสุขและสานกิจกรรมสัมพันธ์ต่อกัน ดังปรากฏว่าประเทศเพื่อนบ้านต่างร่วมกันประกอบศาสนาพิธีในวันปีใหม่หรือสวดมนต์ข้ามปีพร้อมกันไปทั่วภูมิภาคอาเซียน พร้อมกันนี้สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีสารถึงประธานสังฆประธานาธิบดี ประธานศูนย์กลางองค์การพระพุทธศาสนสัมพันธ์ลาว ทรงเเสดงถึงความห่วงใยในพระภิกษุ สามเณร และประชาชนชาวลาว ผู้ประสบอุทกภัย

พิธีถวายเสาเสมาธรรมจักร

พร้อมนี้ได้ถวายกัปปิยภัณฑ์มีมูลค่าเท่ากับหนึ่งเเสนบาทถ้วน เพื่อนำไปสงเคราะห์ผู้ประสบภัยในโอกาสสำคัญนั้นด้วย ในการพิจารณาคัดเลือกผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ประจำปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมาได้มีการยกย่องเชิดชูเกียรติ ประกาศเกียรติคุณให้ทราบโดยแพร่หลาย และเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ จำนวน ๑๖๐ ราย เป็นพระสงฆ์ ๙๒ รูป ฆราวาส ๕๓ คน และหน่วยงาน ๑๕ แห่ง ซึ่งได้เข้ารับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ที่ผ่านมาในครั้งนั้นพระมหางอน ดำลงบุญ ประธานสงฆ์ และอธิบดีกรมศาสนา ศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติฯ นั้นได้รับรางวัลพระราชทานด้วย ผู้แทนรัฐบาลไทยดังกล่าว จึงเชิญรางวัลพระราชทานเสาเสมาธรรมจักรผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา มาถวายแก่พระมหางอน ดำลงบุญ ประธานสงฆ์ สปป.ลาว และมอบแก่อธิบดีกรมศาสนา ศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติฯ เมื่อวันที่๒๔ สิงหาคม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่กรมการศาสนาได้ถวายและมอบรางวัลแด่ประมุขสงฆ์ พระสงฆ์ หน่วยงาน และพุทธศาสนิกชนในประเทศอาเซียนและต่างประเทศที่ได้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาปรากฏเด่นชัด โดยร่วมกันสร้างกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมกับประเทศไทยตลอดมา เช่น การจัดงานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอาเซียนสานสัมพันธไมตรี จัดสวดมนต์ข้ามปี และภาวนาทั่วโลกเพื่อสันติภาพ ปี พ.ศ.๒๕๖๑ อันเป็นการสานสัมพันธ์ทางศาสนาในประเทศอาเซียนที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับของสาธารณชนนั้นให้ได้รับการยกย่องเชิดชูเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาซึ่งสอดคล้องกับนโยบายในการส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและศาสนากับประเทศอาเซียน

เสาเสมาธรรมจักร

สำหรับความร่วมมือกับ สปป.ลาว ได้ร่วมทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมเผยแผ่พระพุทธศาสนาและส่งเสริมความสัมพันธ์ในมิติศาสนาและศิลปวัฒนธรรมเป็นอย่างดี ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดงานสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งได้มีการหารือถึงแนวทางความร่วมมือและเชิญชวนคณะสงฆ์ สปป.ลาว ร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในปีนี้กรมการศาสนาของไทย จะนิมนต์ประมุขสงฆ์และเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและศาสนาในประเทศอาเซียนและประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเข้าร่วมพิธีสวดมนต์ข้ามปีที่ประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยนับเป็นการสร้างพุทธศาสนสัมพันธ์ที่เชื่อมความสัมพันธ์ด้านความร่วมมือทางด้านศาสนาและศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดีซึ่งในปลายปีนี้ประเทศไทยจะได้รับตำแหน่งเป็นประธานอาเซียน

 

ผู้แทนรัฐบาลไทยถวายเสาเสมาธรรมจักร

ผู้แทนรัฐบาลไทยถวายเสาเสมาธรรมจักร
นายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา

นายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา
ศ.ดร.บ่อแสงคำ วงดาลา รมว. แถลงข่าววัฒนธรรมและท่องเที่ยว

ศ.ดร.บ่อแสงคำ วงดาลา รมว. แถลงข่าววัฒนธรรมและท่องเที่ยว
พิพิธภัณฑ์วัดพระแก้ว

พิพิธภัณฑ์วัดพระแก้ว
พิพิธภัณฑ์ในวัดพระแก้ว

พิพิธภัณฑ์ในวัดพระแก้ว

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองเพนียด’ ภูมิเมืองท่าโบราณชายทะเลตะวันออก

Published February 6, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/360105

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเพนียด’  ภูมิเมืองท่าโบราณชายทะเลตะวันออก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเพนียด’ ภูมิเมืองท่าโบราณชายทะเลตะวันออก

วันอาทิตย์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การศึกษาจากแหล่งโบราณคดี

บริเวณชายทะเลตะวันออกนั้นไม่ได้มีแต่อาชีพการประมง ที่ออกหาปลาในทะเล สวนผลไม้ หรือเหมืองอัญมณีเท่านั้น ยังพบว่าเป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญที่น่าสนใจเพื่อต่อเชื่อมอดีตที่หายไป โดยเฉพาะการเป็นเมืองท่าโบราณในอดีตจนมาถึงเส้นทางพาณิชย์นาวีในปัจจุบัน อาทิตย์นี้ได้เดินตามรอยหาภูมิเมืองทางด้านตะวันออกไปกับ นายเมธาดล วิจักขณะ รองอธิบดีกรมศิลปากรและนักโบราณคดีผู้ทำงานพร้อมด้วยกลุ่มอาสาสมัคร ซึ่งทำให้สามารถเข้าเรียนรู้ถึงพื้นที่ซึ่งมีชื่อเรียกขานกันมานานแล้วว่า เมืองเพนียด หรือเมืองกาไว ที่เชื่อว่าเป็นเมืองโบราณเกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘ ซึ่งปัจจุบันนี้โบราณสถานนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ใกล้เชิงเขาสระบาปที่มีลำน้ำสาขา คือ คลองนารายณ์ ไหลออกสู่ทะเลอ่าวไทย ผ่านพื้นที่ของเมืองนี้ แต่ด้วยเหตุที่ถูกปล่อยทิ้งจนมีการนำพื้นที่ไปสร้างบ้านทำสวนจึงทำให้ภาพรวมของเมืองโบราณนี้ค่อนข้างจะหาขอบเขตของโบราณสถานทั้งหมดได้ยาก แม้เบื้องต้นจะมีโบราณสถานให้เห็นอยู่ ไม่กี่แห่ง แต่ด้วยความที่มีเอกสารเก่าระบุพื้นที่อยู่ประกอบกับตลอดเวลานั้นมีการค้นพบโบราณวัตถุสำคัญบ่อยครั้ง จึงทำให้ชุมชนแห่งนี้มองเห็นความสำคัญของความเป็นเมืองโบราณในอดีต

เขาสระบาป

เมืองเพนียดนี้เรียกตามปากชาวบ้านด้วยลักษณะผังเมืองคล้ายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีคันดินล้อมรอบ พื้นที่ราว ๑,๖๐๐ ไร่ เหมือนเป็นเพนียดคล้องช้าง แต่ด้วยเหตุที่พบจารึกจำนวน ๓ หลัก คือจารึกวัดทองทั่ว-ไชยชุมพล (อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒)  จารึกเพนียด ๑ (อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕) จารึกเพนียด (อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕) และโบราณวัตถุอื่นๆ อีกมากมาย เช่น พระหริหระแบบพนมดา (อายุราว พ.ศ.๑๐๘๐-๑๑๕๐) ทับหลังในสมัยต่างๆ โดยเฉพาะศิลปะแบบถาลาบริวัต (พ.ศ.๑๑๕๐) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอินเดียโบราณในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ นั้น จึงเชื่อกันว่าเมืองเพนียด นั้นเป็นเมืองท่าของขอมโบราณสืบจากวัฒนธรรมอินเดีย และพื้นที่จันทบูรแห่งนี้ก็เป็นชัยภูมิสำคัญที่เชื่อมวัฒนธรรมต่างถิ่นที่เดินทางเข้าสู่พื้นที่ด้านชายทะเลตะวันออก ในการสำรวจพบเมืองเพนียดโดยสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ เมื่อพ.ศ.๒๔๓๖-๒๔๔๖ นั้น ทำให้กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและประกาศในราชกิจจานุเบกษาพ.ศ.๒๔๗๘

ทับหลังของโบราณสถานเพนียด

ส่วนในการสำรวจและศึกษานั้น พ.ศ.๒๕๔๒- ๒๕๔๕ สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๔ ปราจีนบุรี (คือสำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี) ได้ดำเนินงานโบราณคดีและบูรณะโบราณสถานด้านทิศเหนือ หรือคูเพนียด ลักษณะเป็นสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ๒ สระ แต่ละสระมีขนาดกว้าง ๖๐ เมตรยาว ๔๐ เมตร กรุด้วยศิลาแลง มีบันไดทางขึ้น ซึ่งเชื่อว่าน่าจะสร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ หลังสุดสำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี ดำเนินโครงการสำรวจทำแผนผังและขุดแต่งโบราณสถานเมืองเพนียดขึ้นและพบว่ายังมีพื้นที่ของเมืองเพนียดและโบราณวัตถุอีกจำนวนมากที่ควรค่าแก่การศึกษาค้นคว้า เพื่อเชื่อมต่อความรู้ทางวิชาการและสามารถจะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านชายทะเลตะวันออกในอนาคต สำหรับหลักฐานสำคัญคือ จารึกเมืองเพนียด ซึ่งเป็นความพระราชโองการว่าด้วยธรรมเนียมปฏิบัติของบรรดาบุคคล ผู้เฝ้าแหนติดตามพระมหากษัตริย์ ที่จะเสด็จไปประกอบพระราชพิธีทางศาสนาในอาศรม ว่าบุคคลแต่ละตำแหน่ง แต่ละชนชั้นควรประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร เช่น ถ้าเป็นสามัญชนก็ห้ามสวมเครื่องประดับ และห้ามเข้าไปในอาศรม ส่วนนักบวช ให้เข้าพักในอาศรมได้ แต่ถ้าเป็นนักบวชที่มีความประพฤติไม่ดี ก็ห้ามเข้าพักในอาศรม เป็นต้น

ชิ้นส่วนทับหลัง

จากข้อความจารึกนี้เหมือนกับจารึกหลักอื่นอีก ๑๑ หลัก ที่พบในพระตะบอง เสียมราบนครจำปาสัก ตะโบงฆมุม บาพนม บันทายมาส และมาสัก ซึ่งมีลักษณะการจารึกอักษรและข้อความในจารึกเหมือนกันเกือบทุกประการคือ ด้านที่ ๑ จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ประพันธ์เป็นโศลกภาษาสันสกฤต ๔๙ บท มีข้อความร้อยแก้วภาษาเขมรสั้นๆ จารึกไว้ตอนท้าย ส่วนด้านที่สองจารึกด้วยอักษรอินเดียเหนือ ภาษาสันสกฤต ประพันธ์เป็นโศลกเนื้อความตรงกับด้านที่ ๑ และมีโศลกสุดท้ายจารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ซึ่งตรงกับตำแหน่งของจารึกภาษาเขมรในด้านที่ ๑ จึงกำหนดว่า จารึกหลักนี้เป็นจารึกอักษรขอมโบราณ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕นอกจากนี้ยังมีตำนานเมืองกาไวหรือพระนางกาไวส่วนชื่อเมืองนี้จะมีชื่อว่าอะไรนั้นต้องสืบค้นหาหลักฐานกันต่อไป…คงไม่ใช่เพนียดแน่

สิงห์ที่เหลืออยู่

สิงห์ที่เหลืออยู่
เทวรูปสำริด

เทวรูปสำริด
เสมาเก่าวัดทองทั่ว

เสมาเก่าวัดทองทั่ว
วัดทองทั่วในเมืองเพนียด

วัดทองทั่วในเมืองเพนียด
หน้ากลองมโหระทึก

หน้ากลองมโหระทึก
เมธาดล วิจักขณะ รองอธิบดีกรมศิลปากร

เมธาดล วิจักขณะ รองอธิบดีกรมศิลปากร
ศิวลึงค์ที่พบ

ศิวลึงค์ที่พบ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หมู่บ้านดอนไก่ดี’ ภูมิศิลปกรรมเบญจรงค์สู่สากล

Published January 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/358551

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หมู่บ้านดอนไก่ดี’  ภูมิศิลปกรรมเบญจรงค์สู่สากล

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หมู่บ้านดอนไก่ดี’ ภูมิศิลปกรรมเบญจรงค์สู่สากล

วันอาทิตย์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เครื่องเบญจรงค์งานพระเมรุมาศ รัชกาลที่ ๙

โครงการธุรกิจไตรภาคีมุ่งสู่สากลโดยมีกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพนั้น กิจกรรม Familiarzation Trip เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ทำให้รู้จัก หมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี ของสมุทรสาคร ซึ่งถือว่าเป็นหมู่บ้านทำมา
หากินที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากผลงานศิลปกรรม คือ การออกแบบเครื่องเบญจรงค์ร่วมสมัยและสืบสานเครื่องเบญจรงค์แบบเก่าที่มีการศึกษาและเรียนรู้ผ่านบุคคลผู้สืบสายงานวัฒนธรรมจนสามารถมีรูปแบบและความเด่นของตนเอง เช่น อุไรเบญจรงค์ของ ป้าอุไร แตงเอี่ยม ประธานกลุ่มหมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี ผู้สร้างตำนานหมู่บ้านเบญจรงค์มาจนถึงวันนี้ เอกลักษณ์เฉพาะตัวเน้นเบญจรงค์ที่มีลวดลายโบราณในสมัยรัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๕ แล้วยังออกแบบลวดลายใหม่ๆ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีไทยเป็นภาพประดับ หนูเล็กเบญจรงค์ มีลักษณะเด่นของภาพศิลปะเบญจรงค์พุทธประวัติ ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายไม้เลื้อย ลายจักรี และภาพศิลปะที่ใช้เทคนิคการเขียนลายแบบเบญจรงค์มาประยุกต์ใช้

ภาพพระพุทธประวัติ

แดงเบญจรงค์ มีลักษณะเด่นของการออกแบบสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น นาฬิกา กรอบรูป พวงกุญแจ และผลิตภัณฑ์สำหรับสปา เป็นต้น และจัดภายในบ้านแสดงห้องสรง และห้องเสวยที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เคยเสด็จฯมาประทับ ปานรดาเบญจรงค์ ออกแบบเบญจรงค์ตามสั่งแล้วยังจัดโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีของหมู่บ้าน และหาประสบการณ์การลงสีเบญจรงค์สังวาลย์เซรามิก สร้างชิ้นงานเครื่องดินออกมาเป็นรูปทรงต่างๆ ตามสั่งโดย ลุงสังวาลย์ ที่มีฝีมือประณีตสวยงามเพื่อส่งต่อให้ช่างได้เขียนสีเบญจรงค์ในแต่ละบ้านที่มีเอกลักษณ์ด้านการออกแบบและสร้างชิ้นงานของตน

เครื่องลายเขียนสีแบบเก่า

หมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดีนั้นมีกระบวนการผลิตเครื่องเบญจรงค์ที่ดียังคงอนุรักษ์การผลิตรูปแบบเก่าจากช่างโบราณ เป็นงานหัตถกรรมเชิงประณีตที่ใช้มือทำเท่านั้น ไม่มีเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรมาใช้สำหรับขั้นตอนการทำนั้นมีรูปแบบชัดเจน คือ ๑.เตรียมเครื่องปั้นขาว ๒.เขียนลาย ๓.ลงสี ๔.วนทอง ๕.เผาเคลือบ อันเป็นขั้นตอนการผลิตชิ้นงานเบญจรงค์ของชาวบ้านดอนไก่ดีที่เริ่มต้นด้วยการเลือกเครื่องปั้นขาวเนื้อดี แล้วนำมาเขียนลาย และการลงสี ซึ่งมีทั้งแบบดั้งเดิมคือแบบมัน จนถึงรูปแบบใหม่ แบบนูนและด้าน จากนั้นนำเครื่องเบญจรงค์เข้าเตาเผา การอบในเตาเผานั้นก็ต้องอบที่อุณหภูมิ ๘๐๐-๑,๒๐๐ องศา หรือใช้เวลาประมาณครึ่งวัน การอบสีหลังจากเขียนลวดลายแล้วจะนำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ ๘๐๐ องศา ใช้เวลาประมาณ ๓ ชม.ซึ่งถ้าอุณหภูมิแรง และใช้เวลานานกว่านี้จะทำให้สีไม่สดอาจละลายได้ จึงมีข้อห้ามว่าก่อนจะนำเข้าเตาอบห้ามนำมือไปแตะต้องสีที่เขียนเคลือบไว้เด็ดขาด

หมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี

กระบวนผลิตทั้งหมดนี้มาจากการเรียนรู้และประสบการณ์จนเป็นภูมิปัญญาที่ตกผลึกการเรียนรู้และบูรณาการความคิดที่นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานศิลปหัตถกรรมให้มีคุณค่าในศิลปกรรมเฉพาะตัว พร้อมกับได้พัฒนารูปแบบของเครื่องเบญจรงค์ให้สอดคล้องกับสมัยนิยมจากการใฝ่รู้สู้สิ่งยากผ่าน ความรู้สึก การสังเกต การคิดและการปฏิบัติ จากการเรียนรู้เป็นองค์ความรู้ใหม่ จึงไม่แปลกใจที่งานผลิตเครื่องเบญจรงค์ของหมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ได้สร้างผลงานจนมีชื่อเสียงสู่สากลที่ทำรายได้จากการส่งออกและการสั่งผลิตสำหรับงานสำคัญของแผ่นดิน อีกทั้งยังสร้างการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริงไปพร้อมกัน

ร้านจำหน่ายในหมู่บ้าน

ซึ่งปัจจุบันนั้นการถ่ายทอดความรู้ยังคงยึดหลักการเรียนรู้จากการทำงานจริง เพราะงานศิลปะเบญจรงค์นั้นเป็นงานฝีมือที่ไม่สามารถจับมือใครมาทำได้ ดังนั้น ผู้สนใจใฝ่รู้จะต้องสู้สิ่งยากตามอย่างบรรพบุรุษนั้นให้ โดยการเรียนรู้จริงเท่านั้นและมีเวลามากพอในการเรียนรู้จนประสบผลความสำเร็จได้จริง ด้วยเหตุนี้ ผลงานเบญจรงค์ของหมู่บ้านเบญจรงค์จากแห่งนี้จึงมีรางวัล สินค้า OTOP ระดับห้าดาว ปีพ.ศ.๒๕๔๖ รับรองผลงานการผลิตเครื่องเบญจรงค์ที่หลากหลายลวดลาย เช่น ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายไม้เลื้อย ลายจักรี ลายประเพณีไทย ประเพณีสงกรานต์ ลายตลาดน้ำดำเนิน ลายดอกพิกุลลายก้านแย่ง และลวดลายดอกไม้จีนต่างๆ ฯลฯ สีแบบต่างๆ เช่น แบบด้าน แบบมัน แบบด้านนูนซึ่งหาได้ยากในปัจจุบันนั้น ได้รับการเรียนรู้ฟื้นฟู จนสามารถผลิตได้ เป็นผลงานจากที่นี่ส่วนใหญ่ซึ่งถือเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบและสามารถออกแบบผลิตงานชิ้นเดียวได้ตามสั่งแห่งเดียว

สนใจดูงานและการดำเนินงานนั้นติดต่อกลุ่มหมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี จ.สมุทรสาคร นี้ได้ที่ โทร.๐๓๔-๔๗๓๔๘๐, ๐๘๑-๘๖๑๔๖๒๖ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่สร้างภูมิปัญญาไทยสู่สากลได้ตามจริง

ป้าอุไร แตงอ่อน ผู้สร้างตำนานดอนไก่ดี

ช่างลงสีเบญจรงค์ก่อนเคลือบ

งานออกแบบใหม่

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ผ้าทอบ้านผาทั่ง’ ภูมิลายโบราณลาวภูคัง-ลาวครั่ง

Published December 24, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/355717

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผ้าทอบ้านผาทั่ง’  ภูมิลายโบราณลาวภูคัง-ลาวครั่ง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผ้าทอบ้านผาทั่ง’ ภูมิลายโบราณลาวภูคัง-ลาวครั่ง

วันอาทิตย์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ทอดพระเนตรผ้าทอผาทั่ง

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ นั้นได้ทำให้การทอผ้าที่สืบต่อมาแต่โบราณนั้นได้รับความนิยมจนเป็นสินค้าพื้นถิ่นและมีช่างฝีมือสร้างชื่อเสียงในวงการผ้าทอของโลก หนึ่งในนั้น คือ สาวทอผ้าจากอุทัยธานีที่เคยเป็นปกหนังสืออนุสารอ.ส.ท. ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เมื่อพ.ศ. ๒๕๑๗ อาทิตย์นี้จึงออกตามรอยไปหาสาวช่างทอผู้นั้น คือ ทองลี้ ภูริผล สาวทอผ้าบ้านผาทั่งตำบลห้วยแห้ง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ที่ยังสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าจากบรรพบุรุษ ผู้สืบเชื้อสายจากลาวเวียง คือกลุ่มที่เรียกว่าลาวเวียงนั้นสืบเนื่องจากพากันอพยพมาจากเวียงจันทน์

การทอผ้าของชาวลาวนั้นนิยมทอผ้าแบบมัดหมี่เช่นเดียวกับกลุ่มลาวภูคัง คือ มาจากเมืองภูคังในลาว ภายหลังเห็นว่านิยมย้อมสีแดงหรือผ้าทอมักมีสีแดงเป็นหลัก จึงถูกเรียกว่าลาวครั่ง จากความเข้าใจว่าย้อมจากสีแดงของครั่ง วิธีการทอผ้านั้นนิยมใช้ฝ้ายมาทำเป็นเส้นด้ายและมัดย้อมสีตามลายแบบโบราณ แล้วทอด้วยกี่กระตุกโดยมีผ้าแม่ลายเป็นต้นแบบในการทอผ้าให้ลายผ้าแบบบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมา

วิธีการทอผ้านั้นใช้ด้ายเส้นยืนและด้ายเส้นพุ่งด้านเส้นยืนใช้สีแดง ส่วนด้ายเส้นพุ่งนั้นในการทอลวดลายจกนิยมใช้สีเหลืองเป็นสีหลัก ส่วนสีอื่นๆ เป็นองค์ประกอบมีสีส้มหมากสุก สีขาว สีดำ และสีเขียว ผ้าหนึ่งผืนจะมีเพียง ๕ สีเท่านั้น ลาวครั่งมีความชำนาญในการใช้สีโทนตรงข้ามและขัดแย้งมาอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนจึงทำให้งดงาม สำหรับผ้าทอผู้สูงอายุนั้นมักจะใช้สีดำแทนสีแดงทั้งด้ายเส้นยืนและเส้นพุ่ง ซึ่งใช้เพียง ๕ สีเช่นเดียวกัน ลายจกส่วนใหญ่นั้นจะเป็นลายเรขาคณิตขนาดใหญ่ เช่น ลายข้าวหลามตัด ลายสี่เหลี่ยมผืนผ้าลายสามเหลี่ยม เป็นต้น ผ้าทอนั้นจะมีลักษณะลายผสมที่นำลายเล็กๆ คือ ขิดหน่วยขิดดอก และขิดขอ มาออกแบบผสมกัน การทอตีนซิ่นจกนั้นจะเว้นส่วนปลายของซิ่นไว้เป็นสีพื้นแดงหรือดำแล้วแต่ชนิดของซิ่นและทอปลายสุดด้วยแถบ สีเหลืองหรือสีเขียว

ทองลี้ ภูริผล ช่างทอผ้าบ้านผาทั่งนั้นได้ให้ความสำคัญต่ออาชีพทอผ้ามาแต่ยังสาวซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมของบ้านผาทั่ง ต่อมา ทองลี้ ภูมิผล ได้รวบรวมกลุ่มสตรีเกษตรกร เพื่อใช้เวลาว่างจากงานหลักที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้วให้มีรายได้เพิ่ม ตั้งเป็นกลุ่มสตรีผ้าไหมไทยในโครงการพระราชดำริเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๘ ซึ่งทำการผลิตสิ่งทอโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศและทำออกจำหน่ายในรูปสิ่งทอผ้าไหม เสื้อผ้า งานจักสาน ฯลฯโดยเฉพาะ “ผ้าฝ้ายทอมือ” นั้น ได้ตัดเย็บเป็นชุดสำหรับสวมใส่จนได้รับความนิยม และพัฒนารูปแบบสำหรับการใช้ในงานต่างๆ จนเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มผ้าทอบ้านผาทั่ง เปลี่ยนจากการทอผ้าเพื่อใช้ในครัวเรือนมาเป็นการรวมกลุ่มของชาวบ้านผาทั่ง เพื่อการอนุรักษ์ศิลป์การทอผ้าโบราณและเพื่อเป็นการอนุรักษ์ทอผ้าโบราณเพื่อเสริมรายได้ของชาวบ้าน ซึ่งในปี พ.ศ.๒๕๒๔ จัดตั้ง “ศูนย์ผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่ง” ขึ้น และได้รวบรวมผ้าทอซึ่งเป็นผลงานจากสมาชิกมาจัดจำหน่ายมากมาย พร้อมกับการสร้างสรรค์ผ้าทอหลายรูปแบบให้งดงาม โดยยังมีกระบวนการผลิตตั้งแต่ปลูกฝ้ายวัตถุดิบไปจนถึงการทอผ้า เมื่อฝ้ายออกดอกก็เก็บมาลิ่วเอาเมล็ดฝ้ายออก นำมาดีดให้ฟูแล้วหล่อให้เป็นหลอดยาวประมาณ ๑ ฟุต จากนั้นนำมาปั่นเป็นเส้นด้าย จากนั้นนำด้ายไปย้อมด้วยสีธรรมชาติ เช่น สีแดงใช้เปลือกไม้ประดู่ สีเหลืองใช้แก่นขนุน สีเขียวใช้ใบสัก หรือใบเตยสีกรมท่า หรือสีดำใช้ต้นคราม จากนั้นนำไปตากให้แห้งเพื่อนำไปทอ และใช้เวลาทอผ้าผืนหนึ่งประมาณ ๑-๒ เดือน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของลายโบราณ สำหรับผลงานที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกนั้นคือชุดเครื่องนอนก่อนแต่งงาน เป็นผ้าฝ้าย ทอมือผ่านกรรมวิธีการย้อมสีโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น ลวดลายที่ถักผ้าทอเป็นผืนผ้าแต่ละชิ้นใช้ลายพญานาคว่ายน้ำ ซึ่งเป็นลายที่ยากที่สุด

ปัจจุบันผลงานผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่งแห่งนี้ได้รับความนิยมและจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ ปัจจุบันสามารถเข้าชมตัวอย่างลายผ้าโบราณ ๒๐๐ ปี ได้ที่ “กลุ่มผ้าทอบ้านผาทั่ง” โทร.056-539157, 089-2709683จัดเป็นแหล่งเรียนรู้สู่ภูมิปัญญาผ้าทอลายโบราณของอุทัยธานี

ทองลี้ ภูริผล ช่างทอฝีมือรางวัลยูเนสโก

ทองลี้ ภูริผล ช่างทอฝีมือรางวัลยูเนสโก
ลายโบราณผาทั่ง

ลายโบราณผาทั่ง
ลายช้างสามเศียร อายุ ๒๐๐ ปี

ลายช้างสามเศียร อายุ ๒๐๐ ปี
ผู้สืบทอดทอผ้าลายโบราณผาทั่ง

ผู้สืบทอดทอผ้าลายโบราณผาทั่ง
ประเพณีต้อนรับแขกผู้มาเยือน

ประเพณีต้อนรับแขกผู้มาเยือน
ทองลี้ ภูริผล ปกอนุสาร อ.ส.ท. ๒๕๑๗

ทองลี้ ภูริผล ปกอนุสาร อ.ส.ท. ๒๕๑๗

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองลับแล’ ภูมิเมืองแม่หม้ายผู้รักสัจวาจา

Published December 9, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/353001

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'เมืองลับแล' ภูมิเมืองแม่หม้ายผู้รักสัจวาจา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองลับแล’ ภูมิเมืองแม่หม้ายผู้รักสัจวาจา

วันอาทิตย์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมืองลับแล

จากเหตุการณ์ถ้ำหลวงนั้นมีเรื่องลี้ลับกล่าวถึงเมืองลับแล จึงทำให้นึกถึงตำนานเมืองแม่หม้ายที่รู้จักกันมานานว่าเป็นเมืองลับแล  ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยหาภูมิสถานแห่งนี้ไปกับเพื่อนธรรมชาติ ซึ่งนำพาไปชุมชนโบราณแห่งนี้นัยว่าเดิมเป็นชุมชนโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย  ก่อนจะถูกทิ้งร้างนั้นได้มีการอพยพเทครัวชาวเชียงแสนมาตั้งรกรากเพิ่มเติม ความเป็นมาของคำว่า “ลับแล” นั้น สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้สันนิษฐานไว้ว่าเดิมชาวเมืองแพร่ เมืองน่าน หนีข้าศึกและความเดือดร้อนมาซุ่มซ่อนตั้งชุมชนอยู่บริเวณนี้ ด้วยเหตุเป็นที่ป่ารก หลบซ่อนตัวง่ายและ ภูมิประเทศอยู่ในหุบเขาที่มีเนินสลับกับที่ต่ำ คนต่างเมืองหากไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศแล้วจะหลงทางได้ง่ายจึงลี้ลับเหมือนเมืองลับแลคือเมืองที่มองไม่เห็น

ชาวพื้นเมืองลับแล

จนเล่าว่าคนมีบุญเท่านั้นจึงจะเข้าไปถึงเมืองลับแลได้  นอกจากนี้มีตำนานเล่าขานว่า ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งเข้าไปหาของป่าและล่าสัตว์ในป่า ได้เห็นหญิงสาวสวยหลายคนเดินออกมาจากกลางป่า ครั้นมาถึงชายป่า นางเหล่านั้นก็เอาใบไม้ที่ถือมาไปซ่อนไว้ในที่ต่างๆ แล้วก็เข้าไปในเมือง ด้วยความสงสัยชายหนุ่มจึงแอบหยิบใบไม้มาเก็บไว้ใบหนึ่ง ตอนบ่ายกลุ่มหญิงสาวนั้นกลับมา ต่างก็หาใบไม้ที่ตนซ่อนไว้เมื่อพบแล้วก็ถือใบไม้นั้นเดินหายลับไป แต่มีหญิงสาวคนหนึ่งหาใบไม้ไม่พบ เพราะชายหนุ่มนั้นแอบหยิบใบไม้มา นางจึงวิตกที่กลับไปไม่ได้ ชายหนุ่มจึงปรากฏตัวให้เห็นและคืนใบไม้ให้และมีข้อแลกเปลี่ยนคือ ขอติดตามนางไปด้วย

การแต่งกายชาวลับแล

ด้วยอยากเห็นเมืองลับแลที่คนกล่าวขานถึงแม่หม้าย หญิงสาวจึงยินยอมแล้วนางพาชายหนุ่มเข้าไปในเมืองลับแล ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าทั้งเมืองมีแต่ผู้หญิง นางอธิบายว่า คนในหมู่บ้านนี้ล้วนมีศีลธรรม ถือวาจาสัตย์ ใครประพฤติผิดก็ต้องออกจากหมู่บ้านไป ผู้ชาย ส่วนมากมักไม่รักษาวาจาสัตย์ ทำให้ต้องออกจากหมู่บ้านไปจนหมด แล้วนางก็พาชายหนุ่มไปพบมารดาโดยชายหนุ่ม เกิดความรักใคร่ในตัวนางจึงขออาศัยอยู่ด้วย มารดาของหญิงสาวก็ยินยอมแต่ให้ชายหนุ่มสัญญาว่าจะต้องอยู่ในศีลธรรม ไม่พูดเท็จ ชายหนุ่มแต่งงานอยู่กินกับหญิงสาวชาวลับแลจนมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคน

ชายหนุ่ม​ลับแล

วันหนึ่งขณะที่ภรรยาไม่อยู่บ้านนั้น ชายหนุ่มผู้เป็นพ่อเลี้ยงบุตรอยู่แล้วบุตรน้อยเกิดร้องไห้หาแม่ไม่ยอมหยุด ผู้เป็นพ่อจึงปลอบโกหกว่า “แม่มาแล้วๆ” มารดาของภรรยาได้ยินเข้าก็โกรธมากที่บุตรเขยพูดเท็จ  เมื่อบุตรสาวกลับมาก็บอกให้รู้เรื่อง  ฝ่ายภรรยาของชายหนุ่มเสียใจมากที่สามีไม่รักษาวาจาสัตย์ นางบอกให้เขาออกจากหมู่บ้านไปเสีย แล้วนางก็จัดหาย่ามใส่เสบียงอาหารและของใช้ที่จำเป็นให้สามี พร้อมทั้งขุดหัวขมิ้นใส่ลงไปด้วยเป็นจำนวนมาก จากนั้นก็พาสามีไปยังชายป่า ชี้ทางให้แล้ว  นางก็กลับไปเมืองลับแล  ชายหนุ่มจำต้องเดินทางกลับบ้านตามที่ภรรยาชี้ทางให้ ระหว่างทางที่เดินไปนั้น เขารู้สึกว่าถุงย่ามที่ถือมาหนักขึ้นเรื่อยๆ และหนทางก็ไกลมาก จึงหยิบเอาขมิ้นที่ภรรยาใส่มาให้ทิ้งเสียจนเกือบหมด

ผ้าทอลับแล

ครั้นเดิน  ทางกลับไปถึงหมู่บ้านเดิมญาติมิตรต่างก็ซักถามว่าเหตุที่หายไปอยู่ที่ไหนมาเป็นเวลานานชายหนุ่มจึงเล่าให้ฟังโดยละเอียดรวมทั้งเรื่องขมิ้นที่ภรรยาใส่ย่ามมาให้แต่เขาทิ้งไปเกือบหมด เหลืออยู่เพียงแง่งเดียว พร้อมทั้งหยิบขมิ้นที่เหลืออยู่ออกมา ปรากฏว่าขมิ้นนั้นกลับกลายเป็นแท่งทองคำ ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจและเสียดาย จึงพยายามย้อนไปเพื่อหาขมิ้นที่ทิ้งไว้ ปรากฏว่าขมิ้นเหล่านั้นได้งอกเป็นต้นขมิ้นไปหมดแล้ว และเมื่อขุดดูก็พบแต่แง่งขมิ้นธรรมดาที่มีสีเหลืองทองแต่ไม่ใช่ทองเหมือนแง่งที่เขาได้ไป เขาพยายามหาทางกลับไปเมืองลับแลก็หลงทางวกวนไปไม่ถูก จึงละความพยายามกลับไปอยู่หมู่บ้านของตนตามเดิม

ทุเรียนหลิน-หลง ลับแล

ตำนานเมืองลับแลนี้ในหลายแห่งเล่าเหมือนๆกันจะต่างก็ตรงสิ่งของที่ใส่ให้กลับมา เมืองลับแลแห่งนี้ต่อมาตั้งเป็นอำเภอลับแล มีบุคคลสำคัญชื่อพระศรีพนมมาศ (ทองอิน) เป็นนายอำเภอลับแลในสมัยรัชกาลที่ ๕ ถือเป็นคนสำคัญที่สร้างความเจริญให้อำเภอลับแลเป็นอย่างมาก เป็นผู้วางผังเมืองลับแล สร้างฝายหลวง พัฒนาการศึกษารวมทั้งส่งเสริมการเกษตร เป็นผู้ต้นคิดทำ “ไม้กวาด” ติดผ้าแดงเป็นของที่ระลึก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นั้นเคยเสด็จฯ มาอำเภอลับแล เมื่อพ.ศ. ๒๔๔๔ ปัจจุบันอำเภอลับแลเป็นแหล่งทอผ้าลับแล ปลูกสวนทุเรียนพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงบนเขาคือ หลิน-หลง ทุเรียนที่ตั้งตามชื่อนางหลิน อุประและนายหลงปันลาด ผู้ปลูกทุเรียนชนะการประกวด อำเภอลับแลนี้มีอาหารพื้นถิ่นเช่น ข้าวแคบ หมี่พัน กระบองทอด ขนมจีนเค็ม ข้าวพันผัก ที่หากินได้แห่งเดียว

ผ้าเมืองลับแล

พระศรีพนมมาศ

สาวลับแลแต่งกาย

สาวลับแลปัจจุบัน

หญิงลับแลในอดีต

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ปฏิบัติการถํ้าใต้นํ้า’หนึ่งเดียวของโลกในไทย

Published November 11, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/351605

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปฏิบัติการถํ้าใต้นํ้า’หนึ่งเดียวของโลกในไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปฏิบัติการถํ้าใต้นํ้า’หนึ่งเดียวของโลกในไทย

วันอาทิตย์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี

ช่วงนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าการปฏิบัติการค้นหา ทีมฟุตบอล “หมูป่าอะคาเดมี” รวม ๑๓ ชีวิตที่เข้าไปติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย และความสำเร็จของการปฏิบัติการช่วยเหลือจนประสบความสำเร็จนั้นเป็นข่าวดีที่ทำให้ ๑๗ วัน แห่งการติดตามหานั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ด้วยเหตุที่พื้นที่แห่งนี้เป็นถ้ำใต้น้ำ ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นการปฏิบัติการกู้ชีวิตครั้งแรกของโลกที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อีกทั้งการปฏิบัติการทั้งหมดนั้นต้องมีการบูรณาการทีมงานจากทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และหน่วยงานต่างประเทศกว่า ๕๐ ทีมท่ามกลางอุปสรรคทางธรรมชาติชนิดประเมินสถานการณ์ระดับน้ำในถ้ำกันทุกวินาที ที่ต้องร่วมกันแก้ปัญหาท่ามกลางอากาศแปรปรวนและมีฝนตกทำให้เกิดความยากลำบากในการทำงาน

นายกรัฐมนตรีให้กำลังใจ ผอ.ศอร

การปฏิบัติการค้นหากลุ่มคนและการกู้ชีวิตในถ้ำใต้น้ำที่เกิดขึ้นครั้งนี้ จึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรกของโลกที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศได้พากันติดตามตั้งแต่วันแรกที่ทีม “หมูป่าอะคาเดมีแม่สาย” ซึ่งมี นายเอกพลจันทะวงษ์ ผู้ช่วยโค้ชพร้อมกับลูกทีมฟุตบอล รวม ๑๓ คนหายเข้าไปในถ้ำที่วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน๒๕๖๑ โดยมีการตั้งทีมค้นหาทุกวิธีจนเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม เวลา ๒๒.๐๐ น. นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งทำหน้าที่ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (ศอร.) นั้น ได้ออกมาแถลงข่าวและบอกผู้ปกครองของเด็กที่เฝ้ารอด้านหน้าถ้ำและสื่อมวลชนว่า ทีมค้นหานั้นได้พบบุคคลทั้งหมด ๑๓ คนแล้วและยืนยันว่าทุกคนปลอดภัย ผู้ที่สามารถเข้าไปพบทีมหมูป่าฯทั้ง ๑๓ คน เป็นทีมแรก คือคือ นายริชาร์ด สแตนตัน, เวิร์น อันสเวิร์ธ และ นายจอห์น โวลันเธน นักดำถ้ำที่ดีที่สุดในโลก ๓ คน จากประเทศอังกฤษ และหน่วยซีลที่ติดตามมาสมทบอีกที  ดังนั้น การวางแผนเพื่อปฏิบัติการช่วยเหลือทุกชีวิตให้ออกมาอย่างปลอดภัยจึงเป็นการปฏิบัติการหนึ่งเดียวที่มีการออกแบบขึ้นโดยเฉพาะจากทีมผู้เชี่ยวชาญทุกสาขา โดยมีการประสานงานและปฏิบัติการด้วยความรอบคอบและรัดกุมเพื่อให้ทุกชีวิตได้รับความปลอดภัยที่สุดซึ่งผอ.ศอร. ยืนยันการปฏิบัติการดีเดย์ในวันที่ ๘ กรกฎาคม โดยส่งทีมเชี่ยวชาญดำน้ำในถ้ำจากต่างประเทศพร้อมหน่วยซีลนำทีมหมูป่า ๑๓ คน ออกจากถ้ำหลวง ซึ่งยืนยันว่าเจ้าหน้าที่-เด็ก ทั้งหมดมีความพร้อม ๑๐๐% สุดท้ายวันที่ ๑๐ กรกฎาคม เวลา ๑๘.๕๑ น. เพจเฟซบุ๊ก Thai Navy SEALโพสต์ข้อความว่า “หมูป่า ๑๒ ตัว และโค้ช ออกจากถ้ำแล้วปลอดภัยทุกคน เวลานี้รอรับมนุษย์กบ ๔ คน ออกมาครับผม” Hooyah เวลา ๒๑.๓๓ น. เพจเฟซบุ๊ก Thai Navy SEAL โพสต์ข้อความว่า “ทุกคนออกจากถ้ำอย่างปลอดภัยแล้ว” หลังใช้เวลาปฏิบัติการเกือบ ๙ ชั่วโมง ในวันที่สามของการลำเลียงออกจากนับเป็นวันที่ ๑๘ ของปฏิบัติการถ้ำหลวงซึ่งเริ่มต้นด้วยการค้นหากู้ภัยส่งกลับ

ซีลฉลามขาว

วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๘.๑๘ น.นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (ศอร.) แถลงปิดศอร. หลังเปิดศูนย์มา ๑๗ วัน นายแพทย์ไชยเวช ธนไพศาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เปิดภาพน้องๆ ทั้ง ๘ คน ที่พักอยู่ในโรงพยาบาล พร้อมทั้ง ๕ คน ที่เข้าถึงโรงพยาบาลเมื่อคืน พร้อมหน่วยซีล ซึ่งได้รับการอนุญาตแล้ว โดยทุกคนแข็งแรงดี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า “นับตั้งแต่วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ที่นักฟุตบอลและผู้ช่วยโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี แม่สาย รวม ๑๓ คน ได้ประสบอันตราย ติดอยู่ภายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย รัฐบาลได้รวบรวมสรรพกำลังเพื่อให้การช่วยอย่างเต็มความสามารถด้วยการบูรณาการ ความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ได้ร่วมมือกัน เสียสละ อดทน ปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มขีดความสามารถด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญ ประกอบกับกำลังใจ จากทั่วทุกมุมโลก ทุกชาติ ศาสนาที่ส่งมายังประเทศไทย” และยังได้ยืนยันว่า “แม้วันนี้ภารกิจจะเสร็จสิ้นแล้วแต่ภาพของความร่วมแรงร่วมใจโดยไม่แบ่งเชื้อชาติ ศาสนาจะยังคงอยู่ตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพของเจ้าหน้าที่ผู้กล้าหาญ จ่าเอกสมาน กุนัน อดีตนักทำลายใต้น้ำจู่โจมแห่งกองทัพเรืออาสาสมัครผู้สละชีพ ในปฏิบัติการครั้งนี้อย่างสมเกียรติ ความเสียสละของจ่าเอกสมานจะเป็นต้นแบบแห่งความกล้าหาญและประทับในจิตใจของพวกเราตลอดไป”

พื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด

พื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด
ผู้ว่าณรงค์ศักดิ์ ผอ.ศอร

ผู้ว่าณรงค์ศักดิ์ ผอ.ศอร
ทีมลุยป่า

ทีมลุยป่า
นักประดานำชั้้นยอดจากอังกฤษ

นักประดานำชั้้นยอดจากอังกฤษ
นักประดาอังกฤษน้ำผู้พบทีมหมูป่า

นักประดาอังกฤษน้ำผู้พบทีมหมูป่า
หมอภาคย์ โลหารชุน ผู้อยู่ดูแลทีมหมูป่า

หมอภาคย์ โลหารชุน ผู้อยู่ดูแลทีมหมูป่า
ผนังถ้ำที่นำมาวางแผนปฏิบัติการ

ผนังถ้ำที่นำมาวางแผนปฏิบัติการ
แสดงการช่วยเหลืออีกวิธีหนึ่ง

แสดงการช่วยเหลืออีกวิธีหนึ่ง
แผนผังจากหน่วยซีล

แผนผังจากหน่วยซีล
ภาพการพบบุคคลผู้หายเข้าถ้ำ

ภาพการพบบุคคลผู้หายเข้าถ้ำ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘โบราณสถานเมืองศรีเทพ’ภูมิสุริยเทพแห่งลุ่มน้ำสัก

Published November 9, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/350194

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'โบราณสถานเมืองศรีเทพ'ภูมิสุริยเทพแห่งลุ่มน้ำสัก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โบราณสถานเมืองศรีเทพ’ภูมิสุริยเทพแห่งลุ่มน้ำสัก

วันอาทิตย์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปรางค์สองพี่น้อง

การเดินทางสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ในภาคเหนือ Familiarzation Trip นั้น เป็นโครงการเปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง๔ มรดกโลก เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนในประเทศไทย โดยสร้างเส้นทางความสนใจใคร่รู้ในแหล่งมรดกโลก ด้านประวัติศาสตร์ จากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ หลวงพระบาง อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย และอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา

อาทิตย์นี้จังหวัดเพชรบูรณ์โดยสำนักงานท่องและกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้เริ่มโครงการดังกล่าวนั้นได้ชวนกันตามหาคุณค่าของภูมิสถานมรดกโลกทั้งสี่แห่ง โดยเริ่มต้นจากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญของเมืองเพชรบูรณ์ ซึ่งมีพื้นที่โบราณสถานของเมืองเก่าศรีเทพ อยู่ที่อำเภอศรีเทพ เดิมเรียกว่า “เมืองอภัยสาลี” ถูกค้นพบเมื่อครั้งสมเด็จฯ พระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จตรวจราชการมณฑลเพชรบูรณ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๗-๘ และทรงเรียกเมืองนี้เสียใหม่ว่า “เมืองศรีเทพ” เมืองโบราณศรีเทพนี้มีลักษณะเป็นเมืองซ้อนเมืองขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในแม่น้ำป่าสักเป็นชุมทางที่สามารถติดต่อกับชุมชนอื่นได้สะดวก จึงทำให้รับอิทธิพลศิลปวัฒนธรรมจากอาณาจักรข้างเคียง ได้แก่ ศิลปทวารวดี ศิลปะขอม เป็นต้น มาบูรณาการสิ่งก่อสร้างในเมืองนี้

เมืองนี้มีเนื้อที่ประมาณสองพันไร่เศษมีแนวกำแพงเมืองเป็นเนินดินล้อมรอบ และมีคูเมืองนอกกำแพง มีประตูเมืองสี่ทิศ ภายในเมืองมีปรางค์สมัยลพบุรีอยู่สององค์ เรียกปรางค์สองพี่น้อง ทางทิศเหนือนอกกำแพงเมืองออกไปนั้นมีสระน้ำสองแห่ง ชื่อสระแก้วและสระขวัญซึ่งถือเห็นแหล่งน้ำสำคัญที่เมืองศรีเทพได้ส่งน้ำจากสระทั้งสองนี้ เพื่อนำไปใช้ทำน้ำศักดิ์สิทธิ์ในพิธีมุรธาภิเษกและพิธีถือน้ำพิพัธสัจจา จากร่องรอยสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมที่เกิดขึ้นจากโบราณสถานนั้น ประมาณว่าเมืองศรีเทพแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยที่ขอมครอบครองดินแดนแถบนี้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ เมื่อ ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว และเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีความเจริญสูงสุดทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมซึ่งอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพแห่งนี้ได้รับรางวัลThailand Tourism Award ประจำปี ๒๕๔๓ เป็นรางวัลประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโบราณสถานยอดเยี่ยมและรางวัลสื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ด้านอินเตอร์เนตดีเด่นที่สามารถค้นหาได้ง่าย กรมศิลปากรได้ดำเนินการ สำรวจ ขุดค้น ศึกษา และพัฒนาบรรดาโบราณสถานและโบราณวัตถุในเมืองศรีเทพมาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๒๑ จนปรากฏโบราณสถานที่น่าสนใจมากมายเช่น ปรางค์ศรีเทพ เป็นสถาปัตยกรรมแบบศิลปะขอมหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ฐานล่างก่อด้วยศิลาแลงเป็นฐานบัวลูกฟัก เรือนธาตุก่อด้วยอิฐ

ในการขุดค้นบริเวณนี้พบชิ้นส่วนทับหลังรูปลายสลักราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ เป็นการสร้างเพิ่มขึ้นหลังจากโบราณสถานเขาคลังในต่อมาได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่แต่ยังไม่สำเร็จในพุทธศตวรรษที่๑๘ สระแก้ว อยู่นอกเมืองไปทิศเหนือ ส่วน สระขวัญ นั้นอยู่ในบริเวณเมืองส่วนนอก สระน้ำทั้งสองสระนี้มีน้ำขังตลอดปีปรางค์สองพี่น้อง เป็นปรางค์สององค์ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่สร้างราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ หันหน้าไปทางทิศตะวันตกมีประตูทางเข้าทางเดียวและจากการขุดแต่งทางโบราณคดี ได้พบทับหลังที่มีจำหลักเป็นรูปพระอิศวรอุ้มนางปารวตี ประทับนั่งอยู่เหนือโคอุสุภราช ซึ่งลักษณะของทับหลังและเสาประดับกรอบประตูนั้นประมาณว่ามีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ เป็นศิลปะขอมแบบบาปวนต่อมาได้สร้างปรางค์องค์เล็กเพิ่มพบร่องรอยการสร้างทับกำแพงแก้วที่ล้อมรอบปรางค์องค์ใหญ่อยู่ใต้ปรางค์องค์เล็ก โดยมีการก่อปิดทางขึ้นและเสริมทางด้านหน้าให้ยื่นออกมา พร้อมกับสร้างอาคารขนาดเล็กทางทิศเหนือเพิ่มขึ้น โบราณสถาน เขาคลังใน สร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ เป็นเทวสถานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลักฐานสร้างรูปปูนปั้นบุคคล และสัตว์ประดับเป็นศิลปะแบบทวารวดีเช่นเดียวกับโบราณสถานเมืองคูบัวราชบุรี โบราณสถานบ้านโคกไม้เดน นครสวรรค์และวัดนครโกษา ลพบุรี ด้านนอกเมืองยังมีโบราณสถานคลังนอก ที่เพิ่งบูรณะเสร็จแล้ว และกำลังสำรวจขุดแต่งเจดีย์บริวารอยู่ และเขาถมอรัตน์  สิ่งเคารพหนึ่งเดียวของเมืองศรีเทพคือ พระสุริยเทพ ซึ่งเป็นเทพสำคัญของเมืองโบราณแห่งนี้พบถึง ๔ องค์ จึงมีชื่อเรียกภายหลังว่า “ศรีเทพ” ของเมืองเพชบูรโบราณ

พระสุริยเทพอีกองค์

พระสุริยเทพอีกองค์
พระสุริยเทพ

พระสุริยเทพ
พระพุทธรูปสมัยทวารวดี

พระพุทธรูปสมัยทวารวดี
ปูนปั้นฐานเขาคลังใน

ปูนปั้นฐานเขาคลังใน
จารึกเมืองศรีเทพ

จารึกเมืองศรีเทพ
คูเมืองและแนวกำแพง

คูเมืองและแนวกำแพง
เขาถมอรัตน์

เขาถมอรัตน์
%d bloggers like this: