ภูมิบ้านภูมิเมือง

All posts tagged ภูมิบ้านภูมิเมือง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดไชยวัฒนาราม’ ภูมิงานการอนุรักษ์บูรณะระดับโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 16, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/479298

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดไชยวัฒนาราม’ ภูมิงานการอนุรักษ์บูรณะระดับโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดไชยวัฒนาราม’ ภูมิงานการอนุรักษ์บูรณะระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บุพเพสันนิวาสที่สร้างกระแสออเจ้ากัน

หลังจากกระแสนวนิยาย “บุพเพสันนิวาส” ออเจ้าสร่างซาลง วัดไชยวัฒนาราม ก็ยังคงมีความสง่างามและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุเป็นโบราณสถานแห่งสำคัญที่ยืนยันความเป็นมรดกโลกให้โลกปรากฏ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยไปกับ คุณอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร เพื่อพบกับผู้สนับสนุนหลักในการทำงานของโครงการการบูรณะต่อเนื่องจากโครงการ WorldMomument Fund โดยมี นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, นายจารึก วิไลแก้ว ผอ.ศิลปากรที่ ๓ และนางสาวสุกัญญา เบาเนิด ผอ.อุทยานประวัติศาสตร์ฯซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่มรดกโลกแห่งนี้โดยตรง

คณะผู้สนับสนุนและผู้รับผิดชอบโครงการ

วัดไชยวัฒนาราม เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลาย ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทางฝั่งตะวันตกนอกเกาะเมือง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ.๒๗๑๓ เดิมเป็นนิวาสถานของพระราชมารดาและสถานที่สิ้นพระชนม์ก่อนที่พระเจ้าปราสาททอง เสด็จขึ้นเสวยราชเป็นกษัตริย์ พระองค์จึงสร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้นเพื่ออุทิศกุศลให้แด่พระราชมารดาของพระองค์ โดยนำสถาปัตยกรรมแห่งวิษณุโลกจากปราสาทนครวัด มาสร้างจนเข้าใจว่าน่าจะเป็นรูปแบบสร้างพระเมรุมาศในครั้งนั้นด้วย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ชัยชนะเหนือนครละแวกโดยจำลองแบบมาจากปราสาทนครวัด ต่อมาวัดไชยวัฒนารามเป็นวัดหลวงสำหรับบำเพ็ญพระราชกุศลของกษัตริย์สืบต่อมา จึงได้รับการปฏิสังขรณ์ให้งดงามมาทุกรัชสมัย และถูกใช้เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระศพพระบรมวงศานุวงศ์เกือบทุกพระองค์ เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สิ้นพระชนม์ก็ได้ถวายพระเพลิงที่วัดนี้ ก่อนกรุงแตกใน พ.ศ.๒๓๑๐ วัดไชยวัฒนาราม ได้ถูกแปลงเป็นค่ายตั้งรับข้าศึกแล้ว เมื่อสิ้นสงครามแล้วได้ถูกปล่อยทิ้งให้ร้างเรื่อยมา ทำให้บางครั้งมีผู้ร้ายเข้าไปลักลอบขุดหาสมบัติ ลักลอบตัดเศียรพระพุทธรูปและรื้ออิฐพระอุโบสถ และกำแพงของวัดไปขายจนเสียสิ้น จนถึงปี พ.ศ.๒๕๓๐ กรมศิลปากรได้เข้ามาทำการอนุรักษ์บูรณะขึ้นแล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๓๕ จนเห็นร่องรอยความงดงามทางสถาปัตยกรรมตามงบประมาณ

คณะชมการทำงานการบูรณะ

จนวันนี้ นายไมเคิล ดีซอมบรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และคณะผู้รับผิดชอบได้ร่วมกันเปิดงานบูรณะต่อเนื่องขึ้นหลังจากที่ได้เห็นความสำคัญและสนับสนุนมาตั้งแต่เริ่มต้น กล่าวคือเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๕ นั้น ได้มอบเงิน ๔ ล้านบาท เพื่อจัดการกำแพงกั้นป้องกันน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำและเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ.๒๕๕๔ โดยใช้เงินโครงการกองทุนเอกอัครราชทูตเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม (Ambassadors Fund for Cultural Preservation  หรือ AFCP) ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ ๒๐๐ ปี ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๕๖ ได้สนับสนุน ๒๒ ล้านบาทเพื่อสำรวจการวางแผนงานบูรณะปรางค์ทิศหรือเมรุทิศพ.ศ.๒๕๖๐ สนับสนุน ๑๐ ล้านบาท เพื่อต่อเนื่องการบูรณะปรางค์ทิศที่ชำรุดเสียหายที่ยังเหลืออยู่ และปีนี้ได้สนับสนุนการบูรณะต่อเนื่องสำหรับปรางค์ทิศที่มีอยู่โดยรอบ ๘ แห่ง รวมได้มีการสนับสนุนมาแล้วมากกว่า ๑,๑๐๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐหรือกว่า ๓๖ล้านบาท โครงการนี้จึงเป็นการเรียนรู้ร่วมกันสำหรับการบูรณะในหลักวิชาการที่เป็นสากลและเรียนรู้การบูรณะงานปูนปั้นและจิตรกรรม งานสลักไม้ที่เป็นลักษณะเฉพาะของช่างศิลปกรรมไทย เพื่อผลักดันวัดไชยวัฒนารามเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ระดับโลก ในการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมให้มีคุณค่าขึ้นโดยให้ความสนับสนุนการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมแห่งนี้ต่อเนื่องจนมีความสง่างามพร้อมกับการเรียนรู้งานโบราณคดีและงานช่างฝีมือของไทยจากโครงสร้างสถาปัตยกรรมวัดไชยวัฒนารามที่ได้อนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่ทรุดโทรมและเสริมโครงสร้างโดยรอบวัดให้แข็งแรงขึ้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย จึงเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับไทยซึ่งมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาให้การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบูรณะซ่อมแซมและอนุรักษ์โบราณสถานรวมถึงจัดการฝึกอบรมและการพัฒนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นต้นแบบการอนุรักษ์ที่กรมศิลปากรจะได้ประยุกต์ใช้กับโบราณสถานสำคัญแห่งอื่นๆ ในประเทศไทยต่อไป

จังหวัดพระนครศรีอยุธยากับกรมศิลปากรติดตามงานบูรณะ

จังหวัดพระนครศรีอยุธยากับกรมศิลปากรติดตามงานบูรณะ
เอกอัครราชทูต สรอ. ผู้สนับสนุน

เอกอัครราชทูต สรอ. ผู้สนับสนุน
ผู้แทนหน่วยงานสำคัญร่วมเปิดงาน

ผู้แทนหน่วยงานสำคัญร่วมเปิดงาน
พระพุทธรูปอันงามที่เหลืออยู่

พระพุทธรูปอันงามที่เหลืออยู่
วัดไชยวัฒนารามเมื่อแรกฟื้นฟู

วัดไชยวัฒนารามเมื่อแรกฟื้นฟู
วัดไชยวัฒนารามในปัจจุบัน

วัดไชยวัฒนารามในปัจจุบัน
ภาพปูนปั้้นที่เหลืออยู่

ภาพปูนปั้้นที่เหลืออยู่
ภาพจิตรกรรมอยุธยา

ภาพจิตรกรรมอยุธยา
ลายประดับหน้าบัน

ลายประดับหน้าบัน
ปรางค์ทิศที่กำลังบูรณะ

ปรางค์ทิศที่กำลังบูรณะ
ปรางค์ทิศที่บูรณะเสร็จแล้ว

ปรางค์ทิศที่บูรณะเสร็จแล้ว

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘โบราณคดีสบแจ่ม’ ภูมิสถานชุมชนโบราณ๑,๐๐๐ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/477737

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โบราณคดีสบแจ่ม’  ภูมิสถานชุมชนโบราณ๑,๐๐๐ปี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โบราณคดีสบแจ่ม’ ภูมิสถานชุมชนโบราณ๑,๐๐๐ปี

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริเวณโบราณสถานกลุ่มสบแจ่ม

การสำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดีนั้นทำให้พบหลักฐานใหม่ที่น่าสนใจอยู่เสมอ หากไม่มีความสนใจใคร่รู้กันแล้ว ก็จะไม่รู้เลยว่าสำนักโบราณคดีกรมศิลปากร ในแต่ละแห่งทั่วประเทศนั้นมีภารกิจในการสำรวจขุดแต่งและบูรณะโบราณสถาน ที่ต้องใช้เวลาแรมปีด้วยงบประมาณที่จำกัดจนไม่ทันการรักษาดูแลนั้น กว่าจะปรากฏให้เห็นผลงานก็นานจนลืมอาทิตย์นี้ฝ่ายเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ได้ชวนให้ติดตามผลงานของสำนักศิลปากรที่ ๗ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยมีการสำรวจและขุดแต่งโบราณสถานกลุ่มใหญ่ที่บ้านสบแจ่ม ซึ่งพบร่องรอยของศิลปกรรมแบบสุโขทัยเกิดขึ้นในดินแดนล้านนา กล่าวคือเมื่อปีพ.ศ.๒๕๖๑ นั้นมีโครงการขุดแต่งและอนุรักษ์โบราณสถานวัดพระเจ้าดำ (ร้าง) บ้านสบแจ่มฝั่งขวา ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นวัดขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในพื้นที่ดังกล่าว ผลจากการขุดแต่งทางโบราณคดีพบสิ่งก่อสร้างสำคัญคือเจดีย์ประธาน ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัย รากฐานของวิหารประธาน วิหารหลังรองและอุโบสถพร้อมอาคารโถงที่เป็นศาลา และแนวกำแพงก่ออิฐยังมีเสาทรงกลมและซุ้มประตูทางเข้า ๓ ด้าน โดยด้านหน้านั้นเดิมเป็นแนวกำแพงและประตูอยู่ด้านหน้า ต่อมาน้ำเซาะตลิ่งลึกเข้ามาจนล้มลงแม่น้ำปิง ครั้นเมื่อได้สำรวจบริเวณใกล้เคียงพบว่ามีวัดเก่าที่ถูกทิ้งร้างตามริมแม่น้ำอีกหลายวัด เช่น วัดปล่อง วัดป่าจี้วัดพระเจ้าดำ วัดช้างค้ำ วัดม่วง วัดป่าแดง วัดขมิ้นวัดสบแจ่มเก่า พระธาตุจามเทวี แหล่งถลุงเหล็กและโบราณสถานสันกู่ เป็นต้น

เจดีย์ช้างค้ำ

บริเวณกลุ่มโบราณสถานบ้านสบแจ่มทั้งหมดนี้ ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่น่าสนใจมาก คือ วัดพระเจ้าดำนั้น มีเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์และแนวกำแพงซึ่งก่อเสากลมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของงานศิลปกรรมในกลุ่มรัฐสุโขทัย เหมือนกับโบราณสถานหลายแห่ง เช่น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองเชลียง และวัดใหญ่ชัยมงคล เมืองบางขลัง จากการวิเคราะห์เบื้องต้นจากลักษณะศิลปกรรมร่วมกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ สามารถสันนิษฐานได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้ น่าจะมีอายุการสร้างและช่วงการใช้งานอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑อายุประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ ปีมาแล้ว สอดคล้องกับช่วงทีพญากือนา นิมนต์พระสุมนเถระจากเมืองสุโขทัยมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังเมืองเชียงใหม่ในปีพ.ศ.๑๙๑๒ วัดพระเจ้าดำแห่งนี้จึงเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ด้านศาสนาระหว่างล้านนาและสุโขทัย ซึ่งปรากฏว่ามีโบราณสถานในแห่งอื่น เช่น วัดม่วง (ร้าง) เป็นโบราณสถานที่มีขนาดใหญ่และครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุดในกลุ่มโบราณสถานสบแจ่ม จากการศึกษาพบว่าบริเวณสบแจ่มแห่งนี้น่าจะเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณที่มีอายุก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๕ คือไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ปี ต่อมาได้เติบโตเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีเส้นติดต่อทางการค้า หลังพุทธศตวรรษที่ ๑๙ หรือช่วงสมัยราชวงศ์มังราย ครองแผ่นดินล้านนาเมื่อ ๗๐๐ ปีมาแล้ว โดยพบสิ่งก่อสร้างที่มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์อยู่หลายแห่งซึ่งมี วิหาร เจดีย์ และกำแพงแก้ว ซึ่งนักโบราณคดีกำลังเร่งดำเนินการขุดแต่งอยู่ โบราณสถานที่พบในกลุ่มนี้ มีวัดช้างค้ำพบเป็นเจดีย์ทรงระฆังมีช้างค้ำอยู่สี่มุมเป็นช้างปูนปั้นยืนครึ่งตัวแบบสุโขทัย วัดป่าแดง พบเจดีย์ทรงระฆังที่ทำส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นชั้นบัวถลาในผังกลมแบบสุโขทัยนั้น มาผสมกันโดยทำส่วนรองรับองค์ระฆังที่เป็นชั้นบัวถลาในผังแปดแหลี่ยมแบบล้านนาที่นิยมในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ทำให้รู้สึกได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ล้านนากับราชวงศ์พระร่วงสุโขทัยนั้นสนิทแน่นแฟ้นกันมาแต่ปางบรรพ์

เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์

เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์
ร่องรอยเสากลมวัดพระเจ้าดำ

ร่องรอยเสากลมวัดพระเจ้าดำ
ประตูวัดพระเจ้าดำ

ประตูวัดพระเจ้าดำ
เจดีย์วัดม่วง

เจดีย์วัดม่วง
เจดีย์ช้างล้อม

เจดีย์ช้างล้อม
เจดีย์ช้างค้ำ

เจดีย์ช้างค้ำ
ปูนปั้นขาช้าง

ปูนปั้นขาช้าง
เจดีย์วัดป่าแดง

เจดีย์วัดป่าแดง
ปูนปั้นรูปช้าง

ปูนปั้นรูปช้าง
แม่น้ำปิงที่แห้งแล้ง

แม่น้ำปิงที่แห้งแล้ง
นักโบราณคดีกับคณะตามรอยล้านนา

นักโบราณคดีกับคณะตามรอยล้านนา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระโพธิสัตว์’ ภูมิการบำเพ็ญบารมีแห่งสุวรรณภูมิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 1, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/476238

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระโพธิสัตว์’ ภูมิการบำเพ็ญบารมีแห่งสุวรรณภูมิ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระโพธิสัตว์’ ภูมิการบำเพ็ญบารมีแห่งสุวรรณภูมิ

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อาทิตย์นี้ผมยังเดินทางตามรอยมรดกศิลปะวัฒนธรรมของชาติ ไปที่ถ้ำพระโพธิสัตว์ หรือ ถ้ำเขาน้ำพุ ซึ่งเป็นถ้ำอยู่ในตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ด้วยมีหลักฐานทางโบราณคดีสำคัญ คือภาพสลักนูนต่ำในยุคสมัยทวารวดี ที่มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ประมาณความเก่าอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๕ อยู่ในถ้ำพระโพธิสัตว์หรือถ้ำเขาน้ำพุ นอกจากถ้ำพระโพธิสัตว์นี้ยังมีถ้ำอื่นๆ อีก ได้แก่ ถ้ำธรรมทัศน์,ถ้ำลุมพินีสวนหิน, ถ้ำสงัดเจดีย์ เฉพาะถ้ำธรรมทัศน์นั้นมีอักษรจารึก จปร พระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งพระองค์ได้เสด็จประพาสถ้ำแห่งนี้เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๓๙ สำหรับภาพสลักพระโพธิสัตว์บนผนังถ้ำนี้เป็นภาพแกะสลักรูปพระโพธิสัตว์ปางประทับบาท ล้อมรอบด้วยเทวดา และเทพเจ้าฮินดู ได้แก่ พระอิศวร และ พระนารายณ์ในลักษณะถวายความเคารพแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลักษณะของศิลปกรรมน่าจะรับอิทธิพลจากศิลปะราชวงศ์คุปตะ-หลังคุปตะ นับเป็นภาพแกะสลักนูนต่ำเก่าแก่ที่สุดที่ได้พบแล้วในไทย และเป็นหลักฐานแสดงถึงการอยู่ร่วมกันของสองศาสนา ซึ่งมีพระพุทธเจ้าในพุทธศาสนาและเทพเจ้าของศาสนาฮินดู รวมกันอยู่ในภาพเดียวกัน

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร-Guimet

คตินิยมในพระโพธิสัตว์นั้นได้ให้ความหมายถึงผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า คำว่า “โพธิสัตว์” นั้นแปลว่า ผู้ข้องอยู่ในพระโพธิญาณ ดังนั้นพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน จึงมีความเชื่อว่า มีพระโพธิสัตว์อุบัติขึ้นเป็นจำนวนมาก พระธัมมปาละ ได้ระบุไว้ในอรรถกถาสโมทานกถา (ในปรมัตถทีปนี) ว่าผู้เป็นพระโพธิสัตว์มี ๓ ประเภท คือ ๑.พระมหาโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อให้ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ๒.พระปัจเจกโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อให้ได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๓.พระสาวกโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อให้ได้เป็นพระอนุพุทธะ ซึ่งสามารถบำเพ็ญบารมีให้เป็น ปัญญาธิกโพธิสัตว์ คือพระโพธิสัตว์ที่สร้างบารมีโดยใช้ปัญญาเป็นตัวนำ ระยะเวลาสร้างบารมีทั้งหมด ๒๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัป สัทธาธิกโพธิสัตว์ คือพระโพธิสัตว์ที่สร้างบารมีโดยใช้ศรัทธาเป็นตัวนำ ระยะเวลาการสร้างบารมีทั้งหมด ๔๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัปวิริยาธิกโพธิสัตว์ คือพระโพธิสัตว์ที่สร้างบารมีโดยใช้วิริยะเป็นตัวนำ ระยะเวลาการสร้างบารมีทั้งหมด๘๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัป ดังนั้นการสร้างบารมีจึงเป็น การกระทำที่ประเสริฐ อันประกอบด้วยกุศลเจตนาคุณงามความดีที่ควรกระทำ คุณงามความดีที่ได้บำเพ็ญมาคุณสมบัติที่ทำให้ยิ่งใหญ่เป็นธรรมส่วนหนึ่งที่สำคัญคอยช่วยเหลือเกื้อกูลให้ผู้ปฏิบัติได้ถึงซึ่งโพธิญาณ-บารมีที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญนั่นเองซึ่งมี ๓ ขั้นดังนี้

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร-กู๋โพนระฆัง

บารมีขั้นต้น คือ เนื่องด้วยวัตถุ และทรัพย์ นอกกาย เช่น การสละทรัพย์ช่วยผู้อื่น จัดเป็น ทานบารมี,รักษาศีลแม้ว่าจะต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง จัดเป็น ศีลบารมี, หรือ ยอมถือบวชโดยไม่อาลัยในทรัพย์สิน จัดเป็นเนกขัมบารมี เป็นต้น-บารมีขั้นกลางหรืออุปบารมี คือ เนื่องด้วยเลือดเนื้อ อวัยวะ เช่น การสละเลือดเนื้ออวัยวะแก่ผู้อื่น จัดเป็น ทานอุปบารมี, การใช้ปัญญารักษาอวัยวะเลือดเนื้อของผู้อื่น จัดเป็น ปัญญาอุปบารมี,การมีความเพียรจนไม่อาลัยในเลือดเนื้อหรืออวัยวะ จัดเป็นวิริยะอุปบารมี, มีเมตตาต่อผู้ที่จะมาทำร้ายเลือดเนื้ออวัยวะของตน จัดเป็น เมตตาอุปบารมี, หรือ มีความอดทนอดกลั้นต่อผู้ที่จะมาทำลายอวัยวะของตน จัดเป็น ขันติอุปบารมีเป็นต้น-บารมีขั้นสูงสุดหรือปรมัตถบารมี คือเนื่องด้วยชีวิต เช่น การสละชีวิตเป็นทานแก่ผู้อื่น จัดเป็นทานปรมัตถบารมี, ยอมสละแม้ชีวิตเพื่อจะรักษาคำพูดจัดเป็น สัจจปรมัตถบารมี, ตั้งจิตไม่หวั่นไหวต่อคำอธิษฐานแม้จะต้องเสียชีวิต จัดเป็น อธิษฐานปรมัตถบารมี, หรือวางเฉยต่อผู้ที่จะมาทำร้ายชีวิตของตน จัดเป็น อุเบกขาปรมัตบารมี เป็นต้น ทั้งหมดนี้คือการทำในสิ่งประเสริฐที่รวมกันเป็น บารมี ๓๐ ทัศ อันเป็นวิถีบารมีแห่งธรรมที่มีพระโพธิสัตว์หรือพระอวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นภาพเคารพนับถือที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในดินแดนสุวรรณภูมิ

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร-ไชยา

ภาพสลักพระพุทธเจ้า

ภาพสลักพระพุทธเจ้า
ภาพสลักพระวิษณุ

ภาพสลักพระวิษณุ
ภาพพระโพธิสัตว์ สระบุรี

ภาพพระโพธิสัตว์ สระบุรี
เจดีย์ในถ้ำโพธิสัตว์

เจดีย์ในถ้ำโพธิสัตว์
วัดพระโพธิสัตว์

วัดพระโพธิสัตว์
ภายในถ้ำพระโพธิสัตว์

ภายในถ้ำพระโพธิสัตว์
คณะผู้ตามรอยพระโพธิสัตว์

คณะผู้ตามรอยพระโพธิสัตว์
ภาพสลักบนหินในถ้ำ

ภาพสลักบนหินในถ้ำ
ลิงป่าในวัด

ลิงป่าในวัด

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระบวรราชวังสีทา’ ภูมิสถานเสียงแคนริมแม่น้ำป่าสัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/474689

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระบวรราชวังสีทา’ ภูมิสถานเสียงแคนริมแม่น้ำป่าสัก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระบวรราชวังสีทา’ ภูมิสถานเสียงแคนริมแม่น้ำป่าสัก

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระตำหนักใหญ่

จากโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่นำเรื่องราวใหม่ๆ น่าสนใจใคร่รู้กันทุกปีนั้น ทำให้ได้รู้ถึงมรดกแผ่นดินที่เครือข่ายของกรมศิลปากรทำงานกันมาตลอด โดยมีวิทยากรที่รู้จริงและรับผิดชอบพื้นที่ให้ข้อมูลนั้น นับเป็นโครงการหนึ่งที่สร้างการมีส่วนร่วมในสังคม ปีนี้โครงการดังกล่าวได้ตามรอยภูมิสถานสำคัญที่ไม่ค่อยจะได้รู้จัก เพื่อสืบต่อเรื่องราวจากการเปิดตำนานวังหน้าจากอดีตถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะตามรอยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปที่ พระบวรราชวังสีทา ที่ตำบลสองคอน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

คณะโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมฯ

ในรัชกาลที่ ๔ นั้น มีกงสุลต่างชาติเดินทางเข้ามาตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ด้วยเหตุที่ต่างไม่ได้คุ้นในภาษาและเข้าใจต่อกัน จึงมักมีเรื่องโต้เถียงกันเสมอ แล้วกงสุลต่างชาติมักขู่จะเรียกเรือรบเข้ามากรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรำคาญพระราชหฤทัยจึงมีพระราชดำริจะตั้งเมืองลพบุรีเป็นราชธานีสำรองตามอย่างสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่มีความเห็นอีกฝ่ายหนึ่งว่าควรตั้งที่เมืองนครราชสีมา พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นไปตรวจพื้นที่และทรงเห็นว่าเมืองนครราชสีมากันดารน้ำ ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดที่เขาคอก ตำบลท่าคล้อ แขวงเมืองสระบุรีด้วยมีภูเขาโอบล้อมเป็นธรรมชาติ สำหรับทำเป็นป้อมหรืออ่างเก็บน้ำโดยธรรมชาติในยามแล้งได้ โดยให้เขาคอกเป็นแนวปราการด้านหลัง ส่วนด้านหน้านั้นวางแนวหินเป็นสันเขื่อนที่สามารถใช้เป็นที่กั้นบริเวณ ให้เป็นแนวปราการ หรือป้อมค่ายรวมพลส่งกำลังต้านข้าศึกที่รุกเข้ามาจากด้านแม่น้ำป่าสักหรือตะวันออกเฉียงเหนือได้ ส่วนในความเป็นจริงอย่างไรนั้นต้องหาข้อมูลต่อว่าเขาคอกนี้ได้ใช้งานจริงอะไร ซึ่งภายในนั้นมีสระน้ำปรากฏอยู่ ๒ แห่ง และด้านหน้าแนวปราการมีคลองธรรมชาติไหลออกไปลงแม่น้ำป่าสัก โดยใช้เรือเดินทางลงป่าสักหรือใช้ช้างม้าเดินบกได้ แนวปราการนี้จึงมีช่องประตูเข้า-ออกทางเดียว โดยโปรดให้หลวงยกกระบัตรโนรี นายอำเภอคนแรกของแก่งคอยซึ่งเป็นเชื้อสายลาวเวียงจันทน์ เป็นผู้สร้างกำแพงเขาคอก นัยว่าสำหรับใช้ป้องกันช้างและม้าหนีออกจากคอกค่ายนี้ได้

ช่องประตูเข้า-ออกเขาคอก

ส่วนด้านล่าง ส่วนที่เป็นเนินดินสูงริมแม่น้ำป่าสักณ ตำบลบ้านสีทานั้น พระองค์ทรงโปรดให้สร้างพระบวรราชวังเป็นที่ประทับในคราวเดียวกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงสร้างพระที่นั่งในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ที่เมืองลพบุรี พระบวรราชวังสีทาแห่งนี้มีบริเวณกว้างมาก ประมาณกว่า ๑๕๐ ไร่ ปัจจุบัน กำนันสุพัฒน์ ฤทธิ์จำปา ได้กันให้เป็นที่สาธารณะได้ ๔ ไร่เศษ จึงคงเห็นบางส่วนที่เป็นฐานรากก่ออิฐพระตำหนักและอื่นๆ เดิมนั้นตั้งเป็นอาคารเครื่องไม้ เป็นส่วนพระตำหนักใหญ่ ด้านใต้มีแนวฐานรากของพระอาราม เป็นโบสถ์ มีหินสีมาตั้งประจำทิศอยู่รอบ ด้านหน้ามีแนวอิฐที่เป็นฐานรากของอาคารประกอบอยู่ ๒-๓ แห่ง และหลุมขนาดใหญ่ที่เป็นเตาเผา โดยเฉพาะริมแม่น้ำป่าสักนั้นมีแนวฐานรากของอาคารสำหรับเป็นที่ทหารอยู่ สำหรับในส่วนที่ถูกรุกไปนั้นไม่สามารถสืบค้นและหาร่องรอยอะไรได้มากกว่านี้ไปควานหากันเอาเอง หากเห็นความสำคัญก็คงมีอะไรคืนให้บ้านเมืองได้ข้อมูลเพิ่มเติมบ้าง พระบวรราชวังสีทาแห่งนี้เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตแล้วพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้รื้อเครื่องเรือนตำหนักลงมาสร้างวังพระราชทานแก่พระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้เหลือแต่แนวฐานรากของอาคารให้เห็น

คลองธรรมชาติหน้าเขาคอก

ปัจจุบันบริเวณพระบวรราชวังแห่งนี้กลับกลายเป็นที่ดินที่ราษฎรเข้าไปทำไร่ มีการไถทำลายซากเดิมและรุกพื้นที่ บริเวณชานประตูพระราชวังนั้นยังมีร่องรอย
ก่ออิฐฉาบปูน รอยวางแผ่นกระดานทำสะพานยื่นไปยังบึงน้ำที่ชาวบ้านเรียกว่า “บึงตลาดไชย” อยู่ทิศใต้ ห่างประมาณ๑๐๐ เมตร เล่ากันว่า พระองค์ทรงใช้เป็นที่ประทับสำหรับสรงน้ำในบึงแห่งนี้ และเป็นที่ฝ่ายในใช้อุปโภคในคราวมาพักแรมในฤดูร้อนทุกปี ด้วยพระองค์นั้นทรงสามารถเป่าแคนและโปรดปรานมากจนครึกครื้นกันทั้งวังหลวง จนมีประกาศใน ร.๔ ให้ห้ามเล่นในวังหลวงจึงทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นภูมิสถานเสียงแคนและแอ่วลาวอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์กลอนลำแอ่วลาว ที่ได้ยินเสียงแคนมาคราวใดก็เหมือนเสียงใบฉำฉาถูกกวาดให้คืนพื้นที่กลับคืนนั่นแล้ว

บริเวณด้านในเขาคอก

บริเวณด้านในเขาคอก
เครื่องถ้วยจากจีน

เครื่องถ้วยจากจีน
หลุมเตาเผาที่เหลืออยู่

หลุมเตาเผาที่เหลืออยู่
สีมาและฐานรากพระอาราม

สีมาและฐานรากพระอาราม
แนวฐานรากของวังสีทา

แนวฐานรากของวังสีทา
แนวเขื่อนด้วยหินเรียง

แนวเขื่อนด้วยหินเรียง
แผนที่บริเวณเขาคอกหรือสระโบราณ

แผนที่บริเวณเขาคอกหรือสระโบราณ
ผังพระบวรราชวังสีทา

ผังพระบวรราชวังสีทา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ทวารวตีวิภูติ’ จารึกใหม่สมัยทวารวดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 16, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/473219

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทวารวตีวิภูติ’ จารึกใหม่สมัยทวารวดี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทวารวตีวิภูติ’ จารึกใหม่สมัยทวารวดี

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อสูรดินเผามีเครื่องประดับ และ จารึกเก่าสมัยทวารวดี

หลังจากได้ตามรอยอารยธรรมในแถบแม่น้ำสินธุที่ปากีสถานมาแล้ว ได้ทำให้รับรู้ว่าโบราณวัตถุที่นั่นน่าจะมีอิทธิพลเข้ามาถึงดินแดนสุวรรณภูมิในสมัยทวารวดี เพราะพบว่าโบราณวัตถุทั้งสองแห่งนี้เหมือนและใกล้เคียงกัน เวลาเดียวกันนั้นนักโบราณคดีไทย โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้มีโครงการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานวัดพระงาม ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เมื่อต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๒ ทำให้พบลักษณะโครงสร้างและองค์ประกอบของสิ่งก่อสร้างที่สันนิษฐานในเบื้องต้นว่าเป็นสถูปสมัยทวารวดี สร้างขึ้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมยกเก็จ หรือกระเปาะซ้อนลดหลั่นกัน ๓ ชั้น ขนาดสถูปประมาณ กว้างxยาว ๔๑.๕๐ เมตร เมื่อพิจารณาชุดฐานทั้งสามชั้นแล้วมีลักษณะเปรียบได้กับชุดฐานของพระประโทณเจดีย์ที่ตั้งอยู่กลางเมืองโบราณนครปฐม

จุดที่พบแผ่นจารึกใหม่

ต่อมาสถูปด้านทิศเหนือนั้นได้การสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายถึงต้นรัตนโกสินทร์ ประมาณอายุโบราณสถานหรือสถูปวัดพระงามนี้น่าจะอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ และเป็นโบราณสถานขนาดใหญ่สมัยทวารวดีที่มีความสำคัญ ต่อมาวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๒ ระหว่างการขุดศึกษาพื้นที่ด้านทิศเหนือของเนินโบราณสถานวัดพระงามนั้น บริเวณพื้นที่ N6E1 ติดกับฐานด้านนอกของแนวอิฐที่ก่อสร้างขนานกับฐานด้านทิศเหนือของสถูป ได้พบศิลาจารึกสมัยทวารวดี จำนวน ๑ หลักลักษณะการพบศิลาจารึกวางตามยาวหงายด้านหน้าที่มีตัวอักษรขึ้นติดชิดกับขอบด้านนอกเกือบตรงตำแหน่งกึ่งกลางของแนวอิฐที่สร้างขนานกับฐานด้านทิศเหนือของสถูป แนวอิฐนี้สันนิษฐานว่าก่อสร้างขึ้นในระยะหลังเพื่อขยายฐานด้านทิศเหนือของสถูปให้กว้างขึ้นศิลาจารึกที่พบมีลักษณะเป็นแท่งรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำด้วยหินสีเทาขนาดกว้าง ๕๐ เซนติเมตร ยาว ๙๖ เซนติเมตร หนา ๑๔.๕๐ เซนติเมตร สภาพเกือบสมบูรณ์ พื้นผิวด้านหน้าบางส่วนแตกหลุดร่อนบริเวณส่วนขอบด้านขวาและขอบด้านล่าง พื้นผิวส่วนที่เหลือยังคงปรากฏรูปรอยอักษรเต็มพื้นผิวด้านซ้ายของจารึก และยังพบส่วนที่แตกหลุดออกมาเป็นส่วนขนาดเล็กอีก ๑๐ ชิ้น ต่อมาวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๒ สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้เชิญนักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ (ภาษา เอกสาร และหนังสือ) นางสาวพิมพ์พรรณไพบูลย์หวังเจริญ จากกรมศิลปากร และผู้อำนวยการกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นายเสน่ห์ มหาผลมาตรวจสอบศิลาจารึกดังกล่าว พบว่า ศิลาจารึกมีจารึกเพียงหนึ่งด้าน จำนวน ๖ แถว ซึ่งเป็นอักษรปัลลวะภาษาสันสกฤต มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒มีข้อความบางส่วนที่สามารถอ่านได้อย่างชัดเจนกล่าวถึงคำว่า ทวารวตีวิภูติ เป็นเบื้องต้น จึงนับว่าเป็นจารึกที่เป็นข้อมูลใหม่ เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจที่สุดในจังหวัดนครปฐมในปัจจุบันนายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ได้ให้ความสนใจการพบจารึกและโบราณวัตถุต่างๆ ที่วัดพระงามมากจึงได้ทำให้มีการถอดบทเรียนโดยเชิญนักวิชาการเฉพาะเรื่องและนักโบราณคดีผู้ปฏิบัติการมาร่วมให้ความรู้แก่นักโบราณคดีและผู้สนใจ ซึ่งมี ดร.จิรพัฒน์ประพันธ์วิทยา ราชบัณฑิตสาขาตันติภาษา และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยและกรมศิลปากร เช่นอาจารย์ก่องแก้ว วีระประจักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาโบราณ, ดร.อมรา ศรีสุชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านโบราณคดี, คุณพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ นักอักษรศาสตร์ผู้ทรงคุณวุฒิ,คุณพยุง วงษ์น้อย ผอ.กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๒ นายสรรินทร์ จรัลนภานักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และอาจารย์จากคณะโบราณคดี ดร.เชษฐ ติงสัฐชลี, ดร.อุเทนวงษ์สถิต, ดร.สฤษดิ์พงศ์ขุนทรง มาร่วมกันถอดบทเรียนให้เป็นข้อมูลใหม่ในทุกมิติจากภาษาโบราณ เพื่อให้เกิดความรู้ร่วมกันในอนาคต ในเบื้องต้นนั้นจารึกอักษรปัลลวะที่พบนี้ปรากฏว่าเป็นจารึกที่รจนาเป็นคำประพันธ์หรือภาษากวี พรรณนาพระพักตร์ที่งามเหมือนดวงจันทร์ กล่าวถึงสัทวิชยะคือชัยชนะที่แท้จริง เรือนกระจกทิมิรังคะ ระบุชื่อเมืองหัสตินาปุระ เมืองทวารวดีหรือทวารกา เมืองพระกฤษณะสร้างขึ้น มีการกล่าวถึงเครื่องประดับที่ดีของปศุปติคือพระศิวะ ซึ่งเป็นนิกายปาศุปตะ ที่ลกุลีศะ เป็นผู้ก่อตั้งนิกายขึ้นในไศวนิกาย ซึ่งมีการกล่าวถึงนิกายนี้ในจารึกที่พบจากปราสาทพนมรุ้งแค่นี้ก็เห็นได้ว่าจารึกนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว ซึ่งต้องหาที่มาว่าเดิมนั้นจารึกนี้อยู่ที่ไหนกันแน่เพราะเก่ากว่าโบราณสถาน

ชิ้นส่วนจารึกที่แตกออก

ชิ้นส่วนจารึกที่แตกออก
พระพิมพ์ดินเผา

พระพิมพ์ดินเผา
แผ่นจารึกปัลลวะที่พบใหม่

แผ่นจารึกปัลลวะที่พบใหม่
แผ่นอิฐที่มีลวดลาย

แผ่นอิฐที่มีลวดลาย
ประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร

ประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร
พิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาโบราณ

พิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาโบราณ
นักวิชาการจาก ม.ศิลปากร

นักวิชาการจาก ม.ศิลปากร
นักวิชาการด้านภาษาโบราณ

นักวิชาการด้านภาษาโบราณ
แผนที่อาณาจักรทวารวดี

แผนที่อาณาจักรทวารวดี
สถูปวัดพระงาม

สถูปวัดพระงาม
สถูปที่ขุดสำรวจ

สถูปที่ขุดสำรวจ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๕๐ปีวัดราชบพิธฯ’ ภูมิศิลปกรรมพระอารามหลวง ร.๕ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 9, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/471666

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง :  '๑๕๐ปีวัดราชบพิธฯ' ภูมิศิลปกรรมพระอารามหลวง ร.๕

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๕๐ปีวัดราชบพิธฯ’ ภูมิศิลปกรรมพระอารามหลวง ร.๕

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร) องค์ปัจจุบัน

ในศุภมงคลสมัย ๑๕๐ ปีแห่งการสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม-๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ นั้น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์
ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานสมโภช พระอารามและคณะกรรมการได้จัดงานเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเพื่อเผยแพร่ประวัติความเป็นมาของวัดและศิลปกรรมชั้นเอกของพระอารามหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม แห่งนี้เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาและมีพิธีก่อพระฤกษ์เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๑๒ หลังจากเสด็จขึ้นครองราชสมบัติได้ ๑ ปี พระองค์พระราชทานนามว่า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างและ “สถิตมหาสีมาราม” เป็นพระอารามที่มีสีมากว้างใหญ่นับเป็นพระอารามหลวงสุดท้ายที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างตามโบราณราชประเพณีในการสร้างวัดประจำรัชกาล

พระพุทธอังคีรส

การสร้างวัดครั้งนั้น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี(หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างมีลักษณะผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยส่วนภายนอกกับสถาปัตยกรรมตะวันตกส่วนภายในโดยเฉพาะกระเบื้องเบญจรงค์ที่ประดับด้านนอกเป็นฝีมือออกแบบของพระอาจารย์แดง แห่งวัดหงส์รัตนารามเขียนลายต้นแบบและส่งไปผลิตที่ประเทศจีนซึ่งความงดงามเหล่านี้ได้รับการทำนุบำรุงดูแลรักษาอย่างดีมาตลอดระยะเวลาร่วม ๑๕๐ ปี วัดนี้มีพระมหาเถระครองวัดสืบเนื่องดังนี้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ ทรงครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๒-๒๔๔๔, พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๔-๒๔๘๐, พระศาสนโศภน (ภา ภาณโก) ครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๐-๒๔๘๙, สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ (วาสน์ วาสโน) ทรงครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๕๓๑ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) ครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๕๑ และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร) ทรงครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๑-ถึงปัจจุบัน

ภาพเก่าสองสมเด็จพระสังฆราช

นอกจากจะเป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จ พระศรีสุลาไลย พระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าละม่อม กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร พระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี พระราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ณ พุทธบัลลังก์แล้ว เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๒สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกทรงเป็นประธานในพิธีบรรจุพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นส่วนที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ทรงเก็บรักษาไว้ถวายสักการบูชามาแต่เดิมนั้น ได้เชิญพระผอบศิลาบรรจุพระบรมอัฐิเข้าประดิษฐานในคูหาบนฐานพุทธบัลลังก์ของพระพุทธอังคีรส และในวันพุธที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ถวาย เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ แด่พระพุทธอังคีรส พระประธานกะไหล่ทองคำเนื้อแปดหนัก ๑๘๐ บาท สร้างจากทองที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้เมื่อยังทรงพระเยาว์นับเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศสูงสุดแห่งเดียวในพระอารามหลวง

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ฯพระประธาน

ร.๕ เสด็จฯวัดราชบพิธฯ

รัชกาลที่ ๕

ฝาบาตรประดับมุก

หน้าบันจุลมงกุฎบนช้างเอราวัณ

พระอุโบสถวัดราชบพิธฯ

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์

สวดมนต์

วัดราชบพิธฯ สมัย ร.๕

มหรสพสมโภช

กิจกรรมเสวนา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ตักศิลา’ ภูมิสถานศิลปวิทยาการชมพูทวีป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 2, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/470149

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตักศิลา’  ภูมิสถานศิลปวิทยาการชมพูทวีป

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตักศิลา’ ภูมิสถานศิลปวิทยาการชมพูทวีป

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 02.00 น.

โบราณสถานที่สิรกับ

ในชมพูทวีปนั้น ไม่มีใครไม่รู้จัก “ตักศิลา” ซึ่งเป็นเมืองอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียโบราณคือรัฐปัญจาบ ในอดีตนั้นเป็นมหาวิทยาลัยและศูนย์กลางของศิลปวิทยาการมาก่อนพุทธกาล และสมัยพุทธกาลนั้นมีสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์สั่งสอนศิลปวิทยาต่างๆ ให้ศิษย์ที่มาเล่าเรียนในดินแดนชมพูทวีป มีบุคคลสำคัญหลายคนที่สำเร็จการศึกษาจากตักศิลา เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล หมอชีวกโกมารภัจจ์ องคุลีมาล เป็นต้น อาทิตย์นี้ยังขอตามรอยหาอารยธรรมโบราณกันต่อไปยังกรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน โชคดีที่มีพิพิธภัณฑ์ตักศิลา รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับความเป็นอยู่และภูมิปัญญาของชาวตักศิลาในยุคต่างๆ ไว้อย่างเป็นระบบระเบียบ ทำให้ได้เรียนรู้จากซากสถูปเจดีย์ วัดวาอาราม และปฏิมากรรม แบบศิลปะคันธาระ ที่มีจำนวนมาก

คณะผู้ศึกษาที่ตักศิลา

เมืองตักศิลาแห่งนี้เป็นนครหลวงของแคว้นคันธาระ ซึ่งเป็นหนึ่งใน ๑๖ แคว้น ของชมพูทวีปก่อตั้งโดยชาวอารยันยุคแรก และดำรงอยู่ภายใต้อารยธรรมที่หลากหลาย คือ อารยธรรมกรีก โดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช  อารยธรรมฮินดูของหลายราชวงศ์ และสมัยพุทธกาลนั้นพระเจ้าอโศกมหาราชมีได้สร้าง ตักศิลา ให้มีชื่อเสียงพร้อมกับทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำแคว้นและสร้างความรุ่งเรืองมานับพันปี โดยมีศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ ที่สอนกันสำนักตักศิลาคือ ๑.ไตรเพท : พระเวท (Vedas) ฤคเวท (Rigveda)อำนาจแห่งเทวะ และประวัติการสร้างโลก ยชุรเวท(Yajurveda) สวดสรรเสริญเทพเจ้า สามเวท(Samaveda) พิธีกรรมต่างๆ ทั้งการบูชาและการบวงสรวง ๒.สรีรศาสตร์ (Sharira) วิชาพิจารณาลักษณะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ๓.สังขยาศาสตร์(Samkhya) วิชาคำนวณ ๔.สมาธิศาสตร์ (Samadhi) วิชาทำจิตให้แน่วแน่ ๕.นิติศาสตร์ (Niti) วิชาเกี่ยวกับกฎหมาย

เจดีย์ที่โมหรา มูราดู

๖.วิเสสิกศาสตร์ (Vaisheshika) วิชาแยกประเภทคนและสิ่งของ ๗.โชติยศาสตร์ (Jyothisha)วิชาทำนายเหตุการณ์ทั่วไป ๘.คันธัพพศาสตร์(Gandharva-veda) วิชาฟ้อนรำและดนตรี ๙.ติกิจฉศาสตร์(Chikitsa) วิชาแพทย์ ๑๐.ปุรณศาสตร์ (Puranas)วิชาโบราณคดี ๑๑.ศาสนศาสตร์ (Sasana) วิชาการศาสนา ๑๒.โหราศาสตร์ (Hora) วิชาเกี่ยวกับการทำนาย ๑๓.มายาศาสตร์ (Maya) วิชากล ๑๔.เหตุศาสตร์ (Hetu) วิชาค้นหาเหตุ ๑๕.วันตุศาสตร์ (Vantu) วิชาคิด๑๖.ยุทธศาสตร์ (Vyuha) วิชาการรบ ๑๗.ฉันทศาสตร์(Chandas)วิชาแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน๑๘.ลักษณะศาสตร์ (Lakshana) วิชาดูลักษณะคนซึ่งถือเป็นภูมิศิลปวิทยาการความรู้ของโลกจากตักศิลาที่ยังสืบต่อมาจนทุกวันนี้

พ.ศ.๒๙๖-๔๓๔ อักษรคันธารี-ขโรษฐี

ต่อมาคริสต์ศตวรรษที่ ๕ นั้น ชนชาติเฮฟทาไลต์ (Hephthalite) ได้ยกทัพมาตีอินเดียและทำลายพระพุทธศาสนา ทำให้เมืองตักศิลาพินาศสูญสิ้นแต่บัดนั้นมา ปัจจุบันตักศิลาได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ ๔เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสจากการที่เป็นสิ่งยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้วและมีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์ด้วยดินแดนนี้ได้รับวัฒนธรรมอินเดียและผสมกับวัฒนธรรมกรีกไซเธียน ปาร์เธียน และกุษาณะ ซึ่งอยู่รอบคันธาระจนเป็นเหตุให้เกิดศิลปะแบบคันธาระ และภาษาคันธารีซึ่งมีการค้นพบใน เมืองโขตาน เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีน นอกจากนั้นยังพบคัมภีร์ใบลานและเปลือกไม้ เก็บไว้ที่ภาควิชาตะวันออกศึกษาณ สถาบันวิทยาศาสตร์กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ ปารีส ประเทศฝรั่งเศส คัมภีร์ที่พบในอัฟกานิสถานว่าด้วยเรื่องปฐมเทศนา คำสวดมนต์เป็นต้น เก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกรุงคาบูลอัฟกานิสถาน จากนั้นยังปรากฏตามฝาผนังถ้ำมีรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเจริญสมาธิภาวนา ห่มผ้าสีขาวอมเหลืองด้วย ซึ่งเป็นหลักฐานของวิทยาการความรู้จากอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ

พระพุทธรูปศิลปคันธาระ

พระพุทธรูปศิลปคันธาระ
พระเจ้าอโศกมหาราช

พระเจ้าอโศกมหาราช
เศียรพระพุทธรูปรุ่นแรก

เศียรพระพุทธรูปรุ่นแรก
เศียรพระพุทธรูปแบบต่างๆ

เศียรพระพุทธรูปแบบต่างๆ
วัดเจาเลียน

วัดเจาเลียน
เมืองตักศิลาที่สิรกับ

เมืองตักศิลาที่สิรกับ
เมืองตักศิลาที่สิรกับ

เมืองตักศิลาที่สิรกับ
เมืองตักศิลาที่สิรกับ

เมืองตักศิลาที่สิรกับ
ภาพพระพุทธประวัติ

ภาพพระพุทธประวัติ
ภาพปางปฐมเทศนา

ภาพปางปฐมเทศนา
พระพุทธรูปฐานสถูป

พระพุทธรูปฐานสถูป

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ฮารัปปัน’ ภูมิอารยธรรมเก่าสุดลุ่มแม่น้ำสินธุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 26, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468595

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฮารัปปัน’  ภูมิอารยธรรมเก่าสุดลุ่มแม่น้ำสินธุ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฮารัปปัน’ ภูมิอารยธรรมเก่าสุดลุ่มแม่น้ำสินธุ

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563, 02.00 น.

สระน้ำขนาดใหญ่

เมื่อ ๔,๕๐๐ ปีก่อน ได้มีอารยธรรมเกิดขึ้นบนโลก ๔ แห่ง ได้แก่ อารยธรรมอียิปต์ ในแถบลุ่มน้ำ Nile อารยธรรมเมโสโปเตเมีย ในแถบลุ่มน้ำ Tigris กับ Euphrates อารยธรรมจีน ในแถบลุ่มน้ำเหลือง และ อารยธรรมฮารัปปา (Harappa) ในแถบลุ่มน้ำสินธุ (Indus) ของปากีสถาน  ด้วยเหตุที่อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ เป็นแหล่งอารยธรรมยุคแรกของโลกในยุคสำริดเมื่อประมาณ ๒,๕๐๐-๑,๙๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งสร้างความสนใจใคร่รู้อาทิตย์นี้ได้ตามรอยอารยธรรมโบราณที่นักโบราณคดีเรียกว่า ยุคฮารัปปัน ไปยังแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ที่ปากีสถานหรืออินเดียโบราณกับ คุณเอนก สีหามาตย์อดีตอธิบดีกรมศิลปากรและคณะ ด้วยมีการค้นพบว่าในอดีตนั้นเป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมที่เก่าสุดเริ่มจากเมืองอัมรี (Amri) บริเวณปากแม่น้ำสินธุมีอายุก่อนคริสตกาลถึง ๔,๐๐๐ ปี จากการพบเครื่องปั้นดินเผาระบายสี คล้ายของเมโสโปเตเมีย เมืองฮารัปปา และแหล่งโบราณคดีโมเฮนโจ-ดาโร อายุ ๒,๖๐๐-๑,๙๐๐ ปี และแหล่งโบราณคดีชุคาร์ และจันหุดาโร อายุ ๑,๐๐๐-๕๐๐ ปี สำหรับแหล่งโบราณคดีที่ได้รับการขุดค้นแล้ว ๒ แห่ง คือ เมืองฮารัปปา และโมเฮนโจ-ดาโรซึ่งทั้งสองแห่งนี้มีอารยธรรมเหมือนกันทุกประการ แม้จะอยู่ห่างกัน ๖๐๐ กิโลเมตรก็ตาม ด้วยพบจารึกอักษรภาพและจารึกจำนวนมากที่อ่านไม่ออกจึงจัดเป็นสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ (Pro history) ของโลกและอินเดีย แต่ด้วยเหตุที่ช่วงเวลาของอารยธรรมแห่งนี้ดำรงอยู่ค่อนข้างสั้นคือมีเวลาอยู่ประมาณ ๗๐๐ ปีเท่านั้น ประกอบกับหลักฐานโบราณวัตถุในอารยธรรมนี้พบน้อย และเป็นภาษาเขียนก็ยังไม่มีใครอ่านออก จึงทำให้มีการรับรู้กันค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบกับอารยธรรมโลกในแหล่งอื่นๆ จุดเริ่มต้นการพบนั้นสืบจาก Sir John Marshall ผู้อำนวยการกองสำรวจโบราณคดีของอังกฤษได้สำรวจหาแหล่งโบราณคดีในลุ่มน้ำสินธุได้ขุดพบซากเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่หมู่บ้านฮารับปา และต่อมา Sir Mortimer Wheelerและ Rahhal Das Baneji แห่งกองสำรวจโบราณคดี Archaeological Survey ได้พบซากเมืองโบราณอีกแห่งเมืองโมเฮนโจ ดาโรอยู่ห่างจากฮารับปาไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๕๖๐ กิโลเมตร และมีอายุน้อยกว่าฮารับปาประมาณ ๑,๐๐๐ ปี

คุณเอนก สีหามาตย์ และคณะ

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ นักโบราณคดีชาวอินเดียและปากีสถานได้สำรวจพบหมู่บ้านขนาดเล็กของอารยธรรมนี้อีกกว่า ๑,๐๐๐ แห่งมีบริเวณตั้งแต่ปากแม่น้ำนามทา (Narmada) ในอินเดียตะวันตก ไปทางเหนือข้ามแคว้น Gujaratและ Kutch จนถึงแคว้น Sind และด้านตะวันตกนั้นเริ่มตั้งแต่แคว้น Punjab จนถึงเมือง Rajasthan หมู่บ้านส่วนใหญ่นั้นตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำและในหุบเขาของแม่น้ำสินธุ ประมาณว่าเป็นชุมชนกลุ่มแรกที่มาตั้งรกรากในลุ่มแม่น้ำสินธุเมื่อประมาณ ๔,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาลจนถึง ๒,๗๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ผู้คนได้รวมตัวกันสร้างเมืองใหญ่ขึ้นสองเมืองโดยมีผังเมืองแบบเดียวกัน จุดเด่นของเมืองฮารับปานั้นมีป้อมปราการบนเนินดินและเชิงปราการ มีโรงช่าง และลานปูอิฐสำหรับเป็นพื้นที่สีข้าว บริเวณทั้งหมดมีความกว้าง ๑๙๘ เมตร และยาว ๕๙๖ เมตรส่วนป้อมปราการที่โมเฮนโจ ดาโรนั้นมีสิ่งก่อสร้างที่เป็นสถานอาบน้ำขนาดใหญ่ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่กว้าง ๗ เมตร ยาว๑๒ เมตร และลึก ๒.๔๗ เมตร เชื่อว่าน่าจะใช้ในพิธีสรงน้ำชำระบาปซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบพิธีอาบน้ำในพิธีกรรมศาสนาฮินดูในสมัยต่อมา

ตราประทับรูปช้าง

สิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจของฮารัปปาคือมีถนนใหญ่ ๑๒ สาย ขนาดกว้าง ๓-๙ เมตรโดยแนวถนนนั้นถูกตัดตรง พื้นที่จึงถูกแบ่งเป็นตาราง โดยสร้างที่อยู่อาศัยด้วยอิฐและตั้งอยู่เรียงรายอยู่ตามถนนซอย ทุกหลังนั้นมีพื้นที่กว้าง มีบ่อน้ำ ที่ระบายน้ำและมีห้องน้ำที่เป็นที่นั่งหรือส้วม ที่นี่พบรูปปั้น ตุ๊กตาเทพเจ้า ผู้คนในเมืองมีอาชีพชาวนา ชาวประมง เลี้ยงสัตว์ ช่างฝีมือ ช่างไม้ ช่างโลหะ ช่างปั้น ช่างแกะอัญมณี เครื่องใช้ในบ้านนั้นทำด้วยดินเหนียวและไม้แกะสลัก ยังไม่รู้จักใช้เหล็ก แต่มีการค้าขายต่างเมืองโดยนำลูกปัด งาช้าง ทองคำโกเมน หินโมกไปขาย แล้วซื้อผ้า และน้ำมันหอมกลับมาโดย ใช้วัวเทียมเกวียนเพื่อเดินทางไกลไปเมืองอูร์ (Ur) ในเมโสโปเตเมีย ที่น่าสนใจมากนั้นคือตราประทับจำนวนมากซึ่งทำจากหินสบู่และสลักเป็นรูปสัตว์พร้อมสัญลักษณ์ต่างๆ สำหรับใช้ประทับลงบนหีบห่อสัมภาระที่บรรทุกไปขายแสดงสัญลักษณ์เจ้าของ ภาพที่สลักมีลวดลายแปลกเฉพาะของอารยธรรมแห่งนี้ จากการที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมนั้นเมืองฮารัปปาจึงล่มสลายลงด้วยเหตุน้ำท่วมทิ้งอะไรๆ ให้สำรวจและขุดค้นเพื่อเรียนรู้กันต่อไปอีก

โบราณสถานในโมเฮนโจ-ดาโร

ผังเมืองฮารัปปา

ภาพวาดเมืองโมเฮนโจ ดาโร

เมืองโมเฮนโจ-ดาโร

เมืองฮารัปปา

ระบบระบายน้ำในโมเฮนโจ-ดาโร

รูปปั้นดินเผา

สถูปที่เก่าที่สุด

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ฮกอันตั้ว’ ภูมิสถานฮกแซตึ๊ง บ้านสะแกกรัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467108

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฮกอันตั้ว’ ภูมิสถานฮกแซตึ๊ง บ้านสะแกกรัง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฮกอันตั้ว’ ภูมิสถานฮกแซตึ๊ง บ้านสะแกกรัง

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชุมชนชาวจีนบ้านเหนือ

ด้วยเอกลักษณ์ของอาคาร “ฮกแซตึ๊ง” ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมจีนประยุกต์แบบสื่อเหอหยวนหรือเรือนสี่ประสาน แห่งเดียวของบ้านสะแกกรัง เมืองอุทัยธานี
อาคารหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๕๕-๕๖ ในรัชกาลที่ ๕ จึงเป็นอาคารอนุรักษ์ที่สำคัญที่น่าสนใจ เพราะในวันที่ ๒๓ มกราคมนี้ อาคารแห่งนี้ผู้ดูแลจะน้อมเกล้าฯถวายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของบ้านสะแกกรังในโอกาสต่อไป อาทิตย์นี้จึงสืบค้นถึงชุมชนคนจีนบ้านเหนือของบ้านสะแกกรัง จากความเป็นถิ่นกำเนิดและที่พักอาศัยของบุคคลสำคัญหลายสกุลที่รู้จักกันดี คือ สมเด็จพระวันรัต(เฮง เขมจารี), พระยาวิฑูรธรรมพิเนต (โต๊ะ อัมระนันทน์), พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) เป็นต้น

คณะศึกษาและท่องเที่ยวเข้าชม

ภายหลังจากโฉนดที่ดินที่ออกเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๕ บนที่ดินกว่า ๑ ไร่นั้น ได้จัดตั้งสำนักกินเจหรือโรงเจขึ้นมีชื่อว่า ฮกอันตั้ว เป็นสาขาจากโรงเจวัดเล่งเน่ยยี่ที่เข้ามา
ประกอบกิจกรรมทางศาสนา สักการะเจ้าแม่กวนอิมและจัดพิธีไหว้พระถือศีลกินเจตามประเพณีนิยม โดยมีจีนแส เดินทางมาพำนักประกอบการศาสนาประจำในโรงเจแห่งนี้ตามลำดับ ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ ด้วย เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลงวัดเล่งเน่ยยี่ได้ส่งจีนแสชื่อ เล็ก แซ่ลี้ จึงได้เดินทางมาประจำ ด้วยเหตุที่จีนแสเป็นผู้มีความรู้การรักษาโรคแบบจีนและการทำยาสมุนไพร นอกจากได้เข้ามาดูแลกิจการโรงเจตามปกติแล้ว ยังได้อาศัยอาคารชั้นล่างของโรงเจ นั้นเปิดร้านขายยาจีนและรักษาอาการไข้ไปด้วย ใช้ชื่อเป็น “ฮกแซตึ๊ง” ในไม่ช้าผู้คนก็รู้จัก ฮกแซตึ๊ง มากขึ้นว่าเป็นร้านขายยาของชุมชนคนบ้านเหนือ ซึ่งเป็นถิ่นฐานของคหบดีที่มีกิจการโรงสีและมีท่าจอดเรือค้าขายข้าวเป็นหลัก

ตู้และชั้้นสมุนไพรของร้านขายยา

สำนักกินเจหรือโรงเจแห่งนี้เป็นอาคารสองชั้นที่สร้างด้วยอิฐฉาบปูนเป็นอาคารชั้นล่างและอาคารไม้สักเป็นชั้นบน สถาปัตยกรรมจีนแบบสื่อเหอหยวนคือแบบเรือนสี่ประสาน โดยแบ่งเป็นสัดส่วน ดังนี้ ๑.อาคารหลักอยู่ตรงกลาง โดยมี ๒.อาคารด้านหลัง และด้านข้างเป็น ๓.อาคารตะวันออก และ ๔.อาคารตะวันตกอยู่ขนาบซ้ายขวาประสานกัน โดยอาคารหลักนั้นด้านหน้าเป็นลานกว้างและมีประตูชั้นใน ต่อจากนั้นเป็นลานดินด้านนอกปลูกต้นไม้และมีประตูด้านนอก

บันไดทางขึ้นตะวันออก

สำหรับอาคารด้านตะวันตกและตะวันออกทั้งสองชั้นนั้น ได้มีการสร้างอาคารแยกใช้เป็นห้องสำหรับเป็นบันไดขึ้นด้านหน้าต่อจากอาคารตะวันออก (ใต้) และห้องด้านหน้าต่อจากอาคารตะวันตก (เหนือ) การปรับอาคารโรงเจให้เป็นร้านขายยาสมุนไพรไทย-จีนนั้น น่าจะมีการต่อเติมและจัดพื้นที่บางส่วนจากการใช้เป็นโรงเจและที่พักอาศัยของจีนแสไปด้วย เดิมอาคารหลักส่วนห้องโถงชั้นล่างนั้นใช้เป็นห้องส่วนรับแขกและอาคารอเนกประสงค์สำหรับผู้เข้ามาถือศีลกินเจตามเทศกาล เมื่อมีการปรับเป็นร้านขายยาจึงมีการจัดใหม่ให้ชั้นล่างนี้เป็นร้านขายยาสมุนไพร่จีนโดยมีตู้ชั้นเก็บตัวยาเพื่อจัดตามใบสั่ง มีป้ายร้าน ภาษาไทยว่า “ยี่ห้อฮกแซตึ๊ง ขายยาจีน ยาฝรั่งยาต่างๆ” อาคารหลักชั้นบน เป็นห้องโถงใช้เป็นสถานที่ตั้งแท่นบูชากวนอิมและบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งโรงเจนั้น ยังคงสภาพเดิมไว้ ซึ่งมีแผ่นป้าย-ภาพกระจกสี คำอวยพรและสัญลักษณ์มงคลพื้นชั้นบนนั้นเป็นไม้สักเก่า มีฝากั้นประดับกระจกและฝาบานพับปิด-เปิดตามแบบอาคารจีน โดยมีห้องด้านตะวันออกและตะวันตกสำหรับเป็นที่พักของจีนแส หรือแขกคนสำคัญ ดังนั้น อาคารฮกแซตึ๊งแห่งนี้จึงเป็นสถาปัตยกรรมจีน ที่ยังอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างตำนานของตำรายาหอมของบ้านสะแกกรังใช้รักษาผู้คนในชุมชนนี้มานานมากกว่า ๑๒๐ ปีแล้ว

ภาพจีนแสและบุคคลสำคัญในอดีต

ภาพจีนแสและบุคคลสำคัญในอดีต
ร้านขายยาฮกแซตึ๊ง

ร้านขายยาฮกแซตึ๊ง
ร้านขายยาฮกแซตึ๊งชั้นล่าง

ร้านขายยาฮกแซตึ๊งชั้นล่าง
ห้องโถงชั้้นบน

ห้องโถงชั้้นบน
ห้องเก็บสมุนไพรประกอบยา

ห้องเก็บสมุนไพรประกอบยา
ป้ายและโต๊ะจ่ายยาแบบเก่า

ป้ายและโต๊ะจ่ายยาแบบเก่า
ระเบียงชั้นบน

ระเบียงชั้นบน
อุปกรณ์การทำยาสมุนไพร

อุปกรณ์การทำยาสมุนไพร
อาคารฮกแซตึ๊ง

อาคารฮกแซตึ๊ง
ห้องโถงชั้นล่างของอาคารหลัก

ห้องโถงชั้นล่างของอาคารหลัก
รางเหล็กใช้บดสมุนไพร

รางเหล็กใช้บดสมุนไพร
ภาพเขียนสีบนกระจก

ภาพเขียนสีบนกระจก
พ่อค้าชาวจีนบ้านเหนือ

พ่อค้าชาวจีนบ้านเหนือ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระแก้วมรกต’ พระพุทธรูปสำคัญแห่งพระราชอาณาจักร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/465599

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระแก้วมรกต’ พระพุทธรูปสำคัญแห่งพระราชอาณาจักร

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระแก้วมรกต’ พระพุทธรูปสำคัญแห่งพระราชอาณาจักร

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เครื่องทรงพระแก้วมรกต

เมื่อแรกการสร้างกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๓๒๕ นั้นได้มีการสถาปนาวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นเป็นปฐมเพื่ออัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต ประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปสำคัญของพระราชอาณาจักรสยามหรือกรุงรัตนโกสินทร์ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยพระแก้วมรกต ซึ่งเป็นสิ่งเคารพนับถือสูงสุดของแผ่นดิน จากตำนานนั้นกล่าวว่าพระแก้วมรกตสร้างเมื่อพ.ศ.๕๐๐ โดยพระนาคเสนเถระ วัดอโศการามกรุงปาฏลีบุตร ในแผ่นดินพระเจ้ามิลินท์หรือเมนันเดอร์ โดยสมเด็จพระอมรินทราธิราช พร้อมกับพระวิสสุกรรมเทพบุตร นำแก้วโลกาทิพยรัตตนายกอันมีรัตนายกดิลกเฉลิม ๑,๐๐๐ ดวงสีเขียวทึบ มาจำหลักเป็นพระพุทธรูปถวายให้พระนาคเสน ถวายพระนามว่า พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต

พระนาคเสนได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุลงไปในพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต ๗ องค์ คือพระโมลี พระนลาฏ พระนาภี พระหัตถ์ซ้าย-ขวา และพระเพลาซ้าย-ขวา เมื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานครั้งนั้นได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นพระนาคเสนจึงพยากรณ์ว่าพระแก้วมรกตองค์นี้จะได้เสด็จไปโปรดสรรพสัตว์ในเบญจประเทศคือ ลังกาทวีป กัมโพชะศรีอโยธยา โยนะวิสัย ปะมะหละวิสัย และสุวรรณภูมิซึ่งภายหลังนั้นพระแก้วมรกตได้ถูกอัญเชิญสถิตในดินแดนต่างๆ หลายแห่งตามคำพยากรณ์และหายไปโดยไม่มีใครกล่าวถึง จนมีหลักฐานการพบในสุวรรณภูมิหรือไทยว่า มีการพบครั้งแรกจากเจดีย์วัดป่าญะ ตำบลเวียงเมืองเชียงราย ปัจจุบันคือวัดพระแก้ว ครั้งเกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าองค์พระเจดีย์เมื่อปี พ.ศ.๑๙๗๗ ทำให้พระเจดีย์พังทลายลง จึงพบพระพุทธรูปพอกปูนลงรักปิดทอง จึงอัญเชิญประดิษฐานในวิหาร ต่อมาปูนที่พอกอยู่ได้กะเทาะออกตรงบริเวณพระนาสิกจึงเห็นเป็นเนื้อแก้วมรกต เมื่อกะเทาะปูนออกหมดจึงเห็นเป็นเนื้อหยกสีมรกตทั้งองค์

ช้างอัญเชิญพระแก้วมรกต

พระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งเมืองเชียงใหม่ทราบเรื่องการค้นพบพระแก้วมรกต จึงอัญเชิญมาเพื่อประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่ แต่ช้างที่อัญเชิญพระแก้วมรกตนั้นกลับเดินทางไปเมืองลำปาง จึงอัญเชิญไว้ที่วัดพระแก้วดอนเต้า จนถึงสมัยพระเจ้าติโลกราช จึงได้เชิญพระแก้วมรกตกลับมาประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่ แม้จะสร้างวิหารทรงปราสาทเพื่อประดิษฐานให้ก็ถูกฟ้าผ่าอยู่หลายครั้งต่อมาพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งล้านช้างซึ่งเป็นญาติกับราชวงศ์ล้านนาได้ครองเมืองเชียงใหม่อยู่ระยะหนึ่งเมื่อเสด็จกลับหลวงพระบางนั้นได้อัญเชิญพระแก้วมรกตพร้อมกับพระพุทธสิหิงค์ไปด้วยกัน ต่อมาเมืองเชียงใหม่ขอคืนพระพุทธรูปจึงได้แต่พระพุทธสิหิงค์กลับคืนส่วนพระแก้วมรกตนั้นเมื่อล้านช้างย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมายังนครเวียงจันทน์ จึงอัญชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่หอพระแก้ว

อัญเชิญพระแก้วมรกต

เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง พระองค์ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบาง มาจากนครเวียงจันทน์ครั้งแรกประดิษฐาน
ที่วัดอรุณราชวราราม เมื่อมีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๑ จึงอัญเชิญพระแก้วมรกตลงบุษบกในเรือพระที่นั่งข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มาประดิษฐานยังวัด
พระศรีรัตนศาสดาราม พระราชทานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” ส่วนพระบางนั้นได้ส่งคืนกลับให้แก่อาณาจักรล้านช้าง ด้วยเหตุที่พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปประจำพระราชอาณาจักรจึงสถิตเป็นประธานในพระราชพิธีอยู่ทุกสมัยรัชกาลเช่น พระราชพิธีตรียัมปวายและตรีปวาย, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลมาฆบูชา-วิสาขบูชา-อาสาฬหบูชา,พระราชพิธีศรีสัจปานกาลถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา,พระราชพิธีสงกรานต์, พระราชพิธีฉัตรมงคล,พระราชพิธีพืชมงคล, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเข้าพรรษา-อุปสมบทนาคหลวง, พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, พระราชพิธีตรึงหมุดธงชัยเฉลิมพล, พิธีจารึกพระสุพรรณบัฏดวงพระราชสมภพและแกะพระราชลัญจกร, พระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก, พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา, และพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรตามกำหนดการดังนี้ เครื่องทรงฤดูร้อนทรงเปลี่ยน วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ เครื่องทรงฤดูฝนทรงเปลี่ยน วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หรือปีอธิกมาส จะเลื่อนเป็นวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ซึ่งตรงกับวันเข้าพรรษา ของทุกปีเครื่องทรงฤดูหนาวทรงเปลี่ยน วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒

ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ตามพยากรณ์และเป็นพระพุทธรูปสำคัญหนึ่งเดียวของศิลปกรรมที่งดงามนั้น พระแก้วมรกตจึงเป็นสิ่งเคารพนับถือของปวงชนชาวไทยได้กราบไหว้สักการะสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้

เรือพระที่นั่งอัญเชิญพระแก้วมรกต

พิมพ์ตะกั่วพระแก้วมรกต

พิมพ์ตะกั่วพระแก้วมรกต
ภาพเขียนพระแก้วมรกต ในรัชกาลที่ ๔

ภาพเขียนพระแก้วมรกต ในรัชกาลที่ ๔
องค์พระแก้วมรกต

องค์พระแก้วมรกต
พระแก้วมรกตน้อย

พระแก้วมรกตน้อย
หอพระแก้ว เวียงจันทน์

หอพระแก้ว เวียงจันทน์
%d bloggers like this: