ภูมิบ้านภูมิเมือง

All posts tagged ภูมิบ้านภูมิเมือง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘รางวัลช่อสะอาด’ภูมิคุณธรรมความดีในใจคน

Published June 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375987

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘รางวัลช่อสะอาด’ภูมิคุณธรรมความดีในใจคน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘รางวัลช่อสะอาด’ภูมิคุณธรรมความดีในใจคน

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เครือข่ายจากวงการบันเทิง

ด้วยสังคมวันนี้ให้ความสำคัญและใส่ใจเรื่องการป้องกันทุจริตมากขึ้น จนมีความต้องการร่วมกันถึงการต้านการโกงกิน เพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในประเทศ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ มีการมอบรางวัล “ช่อสะอาด” ในงาน NACC AWARD ซึ่งเป็นงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (National Anti-Corruption Commission)ที่รู้จักกันดีในนาม ป.ป.ช. ประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่ง พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของ วุฒิสภา ผู้ได้รับการเสนอชื่อและได้รับเลือกให้เป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต้องเป็นผู้ซึ่งมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๑ มาตรา ๒๓๒ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙-๑๑ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติปัจจุบัน ได้แก่พล.ต.อ.ดร.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ประกอบด้วยนายปรีชา เลิศกมลมาศ, พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง, นายณรงค์ รัฐอมฤต, นางสาวสุภา ปิยะจิตติ, นายวิทยา อาคมพิทักษ์, นางสุวณา สุวรรณจูฑะ, นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร, พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ โดยมี นายวรวิทย์ สุขบุญ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติงานในหน้าที่สำคัญดังนี้ ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นเสนอต่อวุฒิสภาเกี่ยวกับการถอดถอนจากตำแหน่ง ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นส่งไปยังอัยการสูงสุด เพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา ๓๐๘ ของรัฐธรรมนูญ-ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

สำนักงาน ป.ป.ช.

การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งและชั้นหรือระดับของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่พร้อมข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทุกปี และนำรายงานออกเผยแพร่เสนอมาตรการ ความเห็น หรือข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล หรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ หรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เป็นต้น

การประชุมคณะรางวัลช่อสะอาด

หนึ่งกิจกรรมของการสร้างความร่วมมือจากประชาชนนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ใช้ผลงานชนะเลิศคือ “ช่อสะอาด” ของ นายกิตติบดี บัวหลวงงาม เป็นสื่อการส่งเสริมคุณธรรมความดี มีแนวคิดมาจากช่อดอกไม้ซึ่งเป็นของขวัญที่นิยมมอบให้กันในวาระสำคัญ เป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่แด่ผู้ตั้งมั่นและดำรงตนในความซื่อสัตย์สุจริต ด้านการทำความดี ไม่โกง ไม่ทุจริตต่อตนเอง ผู้อื่น ชุมชน สังคม ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และประเทศชาติ โดยการรวบรวมมือทุกล้านมือที่ขาวใสสะอาดของคนทั้งแผ่นดิน ทั้งในและนอกราชอาณาจักร ไม่จำกัดเพศ วัย เชื้อชาติและศาสนาไว้เป็นหนึ่งเดียว ผูกด้วยโบสีธงชาติไทยแสดงถึงการรวมพลังทำความดี คณะรัฐมนตรีรับทราบและให้หน่วยงานภาครัฐนำสัญลักษณ์ส่งเสริมคุณธรรมความดี “ช่อสะอาด” ใช้ในกิจกรรมการส่งเสริมคุณธรรมความดี เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ตั้งแต่นั้นมาจนวันนี้ รางวัลช่อสะอาดได้มอบรางวัลเป็นเกียรติและกำลังใจให้กับบุคคล หน่วยงานและสื่อที่ทำงาน ด้านสนับสนุนและป้องกันการทุจริต จนมีเครือข่าย “ช่อสะอาด” อยู่จำนวนมากหลายสาขาวิชาชีพที่พร้อมจะออกดอกช่อสะอาดบานไปทั่วแผ่นดิน

ผู้รับรางวัลช่อสะอาด

ผู้รับรางวัลช่อสะอาด

เครือข่ายจากลูกเสือ

เครือข่ายจากลูกเสือ

คณะอนุกรรมการรางวัลช่อสะอาด

คณะอนุกรรมการรางวัลช่อสะอาด

ผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมกันทำงาน

ผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมกันทำงาน

เครือข่ายลูกเสือช่อสะอาด

เครือข่ายลูกเสือช่อสะอาด

เครือข่ายโรงเรียน

เครือข่ายโรงเรียน

เครือข่ายนักเรียนอาชีวะ

เครือข่ายนักเรียนอาชีวะ
Advertisements

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ค่ายโพธิ์สามต้น’ สมรภูมิพระยาตาก(สิน)รบกู้ชาติ

Published May 28, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374500

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ค่ายโพธิ์สามต้น’ สมรภูมิพระยาตาก(สิน)รบกู้ชาติ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ค่ายโพธิ์สามต้น’ สมรภูมิพระยาตาก(สิน)รบกู้ชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พระเจ้ากรุงธนบุรี – พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

วันที่ ๖ พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ เป็นวันที่พระยาตาก (สิน) ได้ตีค่ายโพธิ์สามต้นและมีชัยชนะเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ ซึ่งเป็นเหตุการณ์พระยาตาก (สิน) กู้ชาติ หลังจากที่พระยาตาก (สิน) เข้าเมืองจันทบุรีได้เมื่อเดือน ๗ ปีกุนพ.ศ. ๒๓๑๐ แล้วนั้น พระยาตากได้เร่งระดมการต่อเรือรบ และรวบรวมอาวุธยุทโธปกรณ์ตรียมกำลังไว้โดยหมายจะยกเข้ามาตีคืนกรุงศรีอยุธยาจากพม่าในฤดูแล้ง ครั้งนั้นพระยาตากคิดเห็นการศึกกู้ชาติไว้อย่างรอบคอบ เห็นว่าเวลานั้นมีผู้ตั้งตัวเป็นใหญ่หลายชุมนุมหรือหลายก๊กอยู่ ถ้าใครจะเป็นใหญ่ให้ได้ทั่วทั้งแผ่นดินแล้ว จะต้องทำลายอำนาจข้าศึกที่มีอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเสียก่อนและจะต้องให้ก๊กอื่นๆ ยอมอยู่ในอำนาจด้วยจึงจะได้อำนาจเป็นใหญ่ได้ซึ่งทุกก๊กนั้นคงคิดอ่านเช่นเดียวกัน แต่ความคิดที่จะทำการสู้รบนั้น ก๊กอื่นยังขัดข้องที่จะต้องหาโอกาสและอุบายสู้รบจึงรั้งรออยู่  ในเวลานั้นมีแต่พระยาตากผู้เดียวที่เห็นว่าต้องรีบทำการก่อนก๊กอื่นๆ หากรั้งรอไปจนก๊กอื่นทำได้ก่อนก็จะต้องไปขึ้นกับเขา พระยาตากจึงมุ่งที่จะยกทัพมารบกับข้าศึกชิงเอากรุงศรีอยุธยาให้ได้ก่อนก๊กอื่น

พระยาตากนำทัพออกจากพระนคร

ในการที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ เจ้าตากเสียเปรียบก๊กอื่นอย่างไรได้กล่าวมาแล้ว ความได้เปรียบของพระยาตากนั้นเหตุที่พระยาตากเป็นชาวอยุธยาอายุหนุ่มกว่าหัวหน้าก๊กอื่นทั้งหมด คืออายุย่างเข้า ๓๔ ปี (เกิดพ.ศ.๒๒๗๗)จึงมีกำลังกายและสติปัญญาคิดอ่าน ด้วยเจริญวัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้คุ้นเคยคบหาเป็นมิตรสหายกับขุนนางรุ่นเดียวกัน จึงทำให้มีขุนนางหนุ่มเข้ามาช่วยเป็นกำลังอยู่มาก ในช่วงเวลาสู้รบรักษากรุงนั้นชื่อเสียงพระยาตากได้ปรากฏว่ามีฝีมือรบพุ่งเข้มแข็ง จนข้าศึกยกย่องว่าเป็นทหารสำคัญคนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา โดยพระยาตากนั้นได้ตั้งตัวเข้ารบพุ่งอยู่หลายครั้ง อีกทั้งยังหมั่นฝึกซ้อมทหารในกองทัพอยู่เสมอจนเป็นที่รู้กันว่า พระยาตากนั้นมีความกล้าหาญ มีวินัยและชำนาญการยุทธมากกว่าคนอื่น จนรู้กันว่าพระยาตากนั้นเป็นนักรบโดยอุปนิสัย เอาตัวออกนำหน้าฝ่าฝืนภยันตรายทั้งปวง ทำให้ไพร่พลพากันจงรักภักดี เชื่อฟัง ทำให้กำลังส่วนน้อยสามารถสู้รบมีชัยชนะได้ในเดือน ๑๑ ปีกุน พ.ศ.๒๓๑๐ สิ้นมรสุมนั้นพระยาตากต่อเรือรบได้ ๑๐๐ ลำ รวบรวมไพร่พลทั้งไทยจีนได้ประมาณ ๕,๐๐๐ คน ยกกองเรือออกจากเมืองจันทบุรีตามปากอ่าวไทยจนเข้าตีเมืองธนบุรีฆ่านายทองอินซึ่งข้าศึกตั้งรักษาเมืองธนบุรีได้แล้วพระยาตากได้เร่งกองเรือยกเข้าตีค่ายโพธิ์สามต้นสุกี้ผู้รักษาค่ายของข้าศึกๆ ได้รู้ใบบอกก็ตกใจ จึงเข้าเตรียมรักษาค่ายโพธิ์สามต้น ด้วยเวลานั้นเป็นเวลาฤดูน้ำจึงเกรงว่ากองทัพของพระยาตากจะขึ้นไปถึงเสียก่อนจึงให้เตรียมต่อสู้ไว้โดยให้มองย่านายทัพรองคุมพลพวกมอญและไทยที่ยอมมาอยู่ด้วยนั้นยกกองเรือลงมาตั้งสกัดคอยต่อสู้อยู่ที่เพนียด

พระยาตาก(สิน)กู้ชาติ

เมื่อพระยาตากขึ้นไปถึงกรุงศรีอยุธยาแล้วค่ำวันนั้นจึงรู้ว่ามีทัพข้าศึกลงมาตั้งอยู่ที่เพนียด โดยยังไม่รู้ว่ากำลังข้าศึกจะมามากน้อยเท่าใด พระยาตากจึงยั้งอยู่ฝ่ายพวกไทยที่มาในกองทัพของมองย่าพอรู้ว่าเป็นทัพไทยด้วยกัน จึงรวนเรพากันหลบหนีไปก็มีและเข้ามาช่วยพระยาตากก็มี มองย่าได้หนีเอาตัวรอดกลับไปค่ายโพธิ์สามต้นในค่ำวันนั้น พอรุ่งเช้าพระยาตากรู้จากพวกไทยที่หนีพม่ามาเข้าด้วยว่าข้าศึกถอยหนีจากเพนียดหมดแล้วจึงเร่งยกทัพตามขึ้นไป ค่ายข้าศึกที่โพธิ์สามต้นนั้นตั้งอยู่ด้านตะวันออกค่ายหนึ่ง ตั้งด้านตะวันตกค่ายหนึ่ง สุกี้แม่ทัพนั้นอยู่ค่ายด้านตะวันตก ซึ่งค่ายนี้ข้าศึกรื้อเอาอิฐตามวัดมาก่อกำแพงทำเชิงเทินมั่นคงมาแต่ครั้งเนเมียวสีหบดีแม่ทัพใหญ่มาตั้งค่ายล้อมพระนครจึงเป็นที่มั่นของสุกี้

พระยาตากนำทัพตีค่ายโพธิ์สามต้น ๖ พฤศจิกายน ๒๓๑๐

พระยาตากเมื่อยกทัพตามมองย่าขึ้นไปถึงค่ายโพธิ์สามต้นเวลาเช้าวันที่ ๕ พฤศจิกายน จึงเร่งให้ไพร่พลระดมตีค่ายพม่าข้างฟากตะวันออกพอเวลา ๙ นาฬิกา ก็ได้ค่ายนั้น พระยาตากจึงเข้าตั้งรักษาค่าย แล้วให้ทำบันไดสำหรับใช้พาดปีนค่ายพม่าข้างฟากตะวันตกแต่เวลาเช้านั้น ครั้นพร้อมเสร็จแล้ว เวลาค่ำจึงให้พระยาพิพิธ พระยาพิชัยนายทหารจีน คุมกองทหารจีนไปตั้งประชิดค่ายสุกี้ ทางด้านวัดกลาง พอรุ่งเช้าวันที่ ๖ พฤศจิกายน จึงให้กองทหารไทยจีนเข้าระดมตีค่ายสุกี้พร้อมกัน รบกันแต่เช้าจนเที่ยง กองทัพพระยาตากก็เข้าค่ายโพธิ์สามต้นได้และได้ฆ่าสุกี้แม่ทัพข้าศึกตายในที่รบ พวกข้าศึกต่างพากันหนีไปสิ้น การตีค่ายโพธิ์สามต้นครั้งนี้เป็นชัยชนะของการกู้ชาติของพระยาตาก (สิน) ที่ต่อมานั้นคือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ผู้สถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแทนกรุงศรีอยุธยา เมื่อ ๒๕๐ ปีมาแล้ว

กรุงศรีอยุธยาแตก ๗ เมษายน ๒๓๑๐

 

ค่ายโพธิ์สามต้นปัจจุบัน

สมรภูมิรบในค่ายโพธิ์สามต้น

วัดหงส์ ค่ายสุกี้พระนายกอง

พิธีบวงสรวงค่ายโพธิ์สามต้น

จำลองเหตุการณ์กองเรือพระยาตาก

จำลองกองเรือเดินทัพเข้ากู้ชาติ

พระบรมรูปพระเจ้ากรุงธนบุรี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองสังกัสนคร’ ปฐมภูมิประเพณีตักบาตรเทโว

Published May 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373055

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองสังกัสนคร’ ปฐมภูมิประเพณีตักบาตรเทโว

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองสังกัสนคร’ ปฐมภูมิประเพณีตักบาตรเทโว

วันอาทิตย์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พระพุทธเจ้าเปิดโลก

วันออกพรรษาที่ผ่านมา ทุกวัดส่วนใหญ่จะงานประเพณีตักบาตรเทโว ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันเช่น ตักบาตรเขาวงกต ตักบาตรดอกไม้ ตักบาตรออกพรรษา ตักบาตรพระร้อย งานบุญตักบาตรนี้ยึดถือจากพุทธตำนานว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดาซึ่งจุติเป็นเทพบุตรแล้ว พระพุทธองค์เสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยเสด็จดำเนินลงบันไดเนรมิตที่ทอดยาวจากเทวโลกจนถึงมนุษย์โลกนั้น บันไดนั้นอยู่ที่ภูเขาพระสิเนรุปลายบันไดนั้นมาอยู่ที่เมืองสังกัสสะหรือสังกัสนคร บันทึกฝ่ายเถรวาทกล่าวว่า บันไดขวาเป็นบันไดทองของเทพบันไดซ้ายเป็นบันไดเงินของพรหม บันไดกลางเป็นแก้วมณีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วทรงกระทำปาฏิหาริย์โลกทั้งสามภูมิให้เปิดออกเห็นกันและกันจากพรหมโลกจนถึงนรกอเวจี

บันทึกของพระฝาเสี่ยนฝ่ายมหายาน กล่าวว่าบันไดของเทพทำด้วยทองเหลือบม่วง (น่าจะเป็นนาก)บันไดของพรหมเป็นเงิน บันไดของพระพุทธองค์เป็นสัปตรัตนะ คือ แก้ว ๗ ประการ เมื่อลงมาถึงมนุษย์โลก พระองค์ทรงประทับพระบาทเบื้องขวา ซึ่งพระฝาเสี่ยนบันทึกอีกว่า เมื่อเสด็จถึงพื้นโลกแล้ว บันไดอันตรธานหายไปเหลือเพียง ๗ ขั้น

เสด็จจากดาวดึงส์

ต่อมาพระเจ้าอโศกปรารถนาจะเห็นปลายบันได ทรงสั่งให้ขุดลงไปถึงปลายก็ไม่พบปลายบันไดพบแต่น้ำพุสีเหลือง จึงเกิดศรัทธาสร้างวิหารครอบไว้ แล้วตั้งเสารูปสิงโต ในรูปจริงดูแล้วเป็นหัวช้างมากกว่า หัวเสาอโศกรูปช้างที่เมืองสังกัสสะนี้มีอายุราว ๓๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล หรือ ๒,๒๐๐ ปี เชื่อว่าพระเจ้าอโศกทรงตั้งเสาขึ้นเมื่อเป็นหมุดหมายประกาศความสำคัญของเมืองสังกัสสะ ให้เป็นเมืองที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จลงจากดาวดึงส์ หลังจากที่พระองค์เสด็จไปจำพรรษาที่ ๗ หลังการตรัสรู้ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎกโปรดเทพบุตรพระพุทธมารดา เพื่อทดแทนพระคุณที่ให้กำเนิดมาจนเป็นคติธรรมในพุทธศาสนาว่า ไม่มีอะไรที่จะทดแทนพระคุณบิดรมารดาได้ดีเท่ากับชักนำท่านเข้าสู่ธรรม

เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ในคัมภีร์สังคีติกถา กล่าวว่าการแสดงธรรมคราวนั้นมี ๗ รอบ ได้แก่ รอบที่ ๑ เทศนาธรรมสังคณี๑๒ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๗ โกฏิ รอบที่ ๒ ทรง เทศนาวิภังค์ ๑๒ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๗ โกฏิรอบที่ ๓ ทรงเทศนาธาตุกถา ๖ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๖ โกฏิรอบที่ ๔ ทรงเทศนาปุคคลบัญญัติ ๖ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล๖ โกฏิ รอบที่ ๕ ทรงเทศนากถาวัตถุ ๑๓ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๗ โกฏิ รอบที่ ๖ ทรงเทศนายมก ๑๘ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๗ โกฏิและรอบที่ ๗ ทรงเทศนามหาปัฎฐาน ๒๓ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๒๐ โกฏิรวมแล้วสามเดือนมีเทวดาบรรลุธรรม ๘๐ โกฎิ เทพบุตรพระสิริมหามายา พระมารดาจึงตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล เมื่อจบการแสดงธรรมแต่ละรอบ พระพุทธองค์จะเสด็จมาสอนพระสารีบุตร พระสารีบุตรจะสอนบรรดาศิษย์ในสำนัก และจดจำกันมาเป็นอภิธรรมทั้ง ๗ คัมภีร์ ตกทอดมาถึงทุกวันนี้

ทรงโปรดเทพบุตรพระพุทธมารดา

เมื่อครั้งที่นักบวชศาสนาอื่นมากล่าวว่าเขตวิหารนั้นเป็นของตนจึงเถียงกับภิกษุในพุทธศาสนาต่างเถียงกันไม่จบจึงพากันไปสาบานต่อหน้าวิหารว่า หากที่นี่เป็นของพุทธศาสนาแล้ว ขอให้เกิดปาฏิหาริย์ พอสิ้นคำ ช้างบนหัวเสานั้น ก็ร้องคำรามขึ้น ทำให้นักบวชนอกศาสนาเกิดความกลัว จึงยอมถอยไป ส่วนบันไดนั้นต่อมามีผู้สร้างด้วยอิฐและหินเป็นที่รำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ เมื่อพระถังซำจั๋งเดินทางมาถึงเมืองสังกัสสะเมื่อศตวรรษที่ ๗ ได้บันทึกว่าบันไดนั้นยังอยู่แต่จมแผ่นดินไปเกือบหมดแล้ว

ภาพพุทธตำนานเสด็จจากดาวดึงส์

สำหรับประเพณีตักบาตรเทโวในประเทศไทยนั้นแม้จะมีภูมิสถานครั้งแรกตามพุทธตำนานที่สร้างวัดตะพานหิน เมืองสุโขทัย ไว้บนเขาหรือสร้างมณฑปพระพุทธบาท สระบุรี ในสมัยอยุธยา ซึ่งมีประเพณีขึ้นเขาไหว้พระและตักบาตรเทโวอยู่แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ชัดเจนตามพุทธตำนานเท่าการสร้างภูมิสถานของการเสด็จจากดาวดึงส์และประเพณีตักบาตรเทโวของเมืองอุทัยธานี ที่สร้างวัดสังกัสรัตนคีรีให้เป็นเมืองสังกัสนครและสร้างมณฑปสิริมายากุฎาคารบนยอดเขาแก้วเป็นเจดีย์จุฬามณีบนดาวดึงส์ เพื่อจำลองเหตุการณ์งานบุญครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้้นดาวดึงส์ และแสดงปาฏิหาริย์เปิดโลกไว้ที่เมืองนี้ ครั้งพุทธกาลนั้นด้านล่างนั้้นมีหมู่พุทธสาวก กษัตริย์ทั้้ง ๗ เมือง และพุทธบริษัท มาเฝ้ารอรับพระพุทธเจ้าที่เมืองสังกัสนคร ระหว่างรอนั้้นกษัตริย์ พุทธบริษัทได้จัดสิ่งของถวายพุทธสาวกที่เฝ้ารอการเสด็จกับของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับเป็นการเกิดมหาสังฆทานครั้้งแรกของโลก งานตักบาตรเทโวเมืองอุทัยธานีจึงเป็นปฐมภูมิจำลองเหตุการณ์ครั้งสำคัญของพุทธกาลแห่งเดียวของแผ่นดินนี้

โบราณสถานบนยอดเขา

โบราณสถานบนยอดเขา

หัวเสารูปช้างที่เมืองสังกัสนคร

หัวเสารูปช้างที่เมืองสังกัสนคร

หัวเสารูปช้างที่พบครั้งแรก

หัวเสารูปช้างที่พบครั้งแรก

เขาหน้าเมืองสังกัสนครที่อินเดีย

เขาหน้าเมืองสังกัสนครที่อินเดีย

ตักบาตรเทโว วัดสะพานหิน เมืองสุโขทัย

ตักบาตรเทโว วัดสะพานหิน เมืองสุโขทัย

ตักบาตรเทโว เมืองอุทัยธานี

ตักบาตรเทโว เมืองอุทัยธานี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๒๕๐ ปีกองเรือกู้ชาติ’ วีรกรรมสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

Published May 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/371586

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๒๕๐ ปีกองเรือกู้ชาติ’ วีรกรรมสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๒๕๐ ปีกองเรือกู้ชาติ’ วีรกรรมสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี – ทรงนำการกู้ชาติ

ในวาระ ๒๕๐ ปี ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่รู้จักกันในนาม สมเด็จพระเจ้าตากสิน นั้นได้มีการศึกษาด้านประวัติศาสตร์และจัดกิจกรรมตามรอยทั้งทางบกและทางน้ำกันหลายแห่ง สำหรับเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ กองทัพเรือโดย พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มีโครงการ “๒๕๐ ปี ตามรอยกองเรือยกพลขึ้นบกสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จากจันทบุรีสู่อยุธยา” ร่วมกับ ๑๐ จังหวัด ซึ่งได้ทำพิธีมอบธงสัญลักษณ์การจัดงานให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง ๑๐ จังหวัดชายฝั่งทะเล และจังหวัดชายฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อยู่ตามเส้นทางยาตราทัพไปแล้ว คือ จันทบุรี ตราด ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพมหานคร

พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ

สำหรับโครงการนี้ได้จัดกองเรือขบวนชายฝั่งทะเลนั้นมีเรือหลวงอ่างทอง เป็นเรือประธาน อัญเชิญพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ขนาดเท่าพระองค์จริงเพื่อทำพิธีบวงสรวงในทุกจังหวัดที่กองเรือผ่าน และอัญเชิญมาประดิษฐานยังพิพิธภัณฑ์ทหารนาวิกโยธิน พร้อมจำลองกองเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้เรือปฏิบัติการพิเศษความเร็วสูงของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ หรือหน่วยซีล และเรือพายโบราณอีก ๒๕ ลำ ซึ่งมีระยะเวลาการจัดงานระหว่างวันที่ ๒๔ ตุลาคม ถึงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๑ งานนี้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมชมกิจกรรมเทิดพระเกียรติในวีรกรรมการกู้ชาติ ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ได้ โดยกองเรือนั้นจะจอดทำกิจกรรมแสดงแสงสีเสียงเชิดชูวีรกรรม “ย้อนตำนาน ๒๕๐ ปี ตากสินมหาราชชาตินักรบ” จากสำนักดาบพุทไธสวรรค์จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งกำหนดกิจกรรมดังนี้

ผู้บัญชาการทหารเรือ มอบธงการจัดงานให้จังหวัด

วันที่ ๒๔-๒๕ ตุลาคม กองเรือจะจอดที่ปากน้ำจันทบุรี จัดพิธีเปิดโครงการ ณ บ้านเสม็ดงามและจัดกิจกรรมที่วัดพลับใน, วันที่ ๒๖ ตุลาคมกองเรือจะเคลื่อนขบวนไปจอดที่ปากน้ำ จ.ระยอง จัดกิจกรรมที่วัดลุ่ม พระอารามหลวง, วันที่ ๒๘-๒๙ ตุลาคม กองเรือจอดที่แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จัดกิจกรรมที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ หรือหน่วยซีล, วันที่๒๙ ตุลาคม กองเรือจะจอดอ่าวพัทยา จ.ชลบุรี จัดกิจกรรมณ ศาลาว่าการเมืองพัทยา, วันที่ ๓๐ ตุลาคม กองเรือจอดหน้าหาดบางแสน จ.ชลบุรี จัดกิจกรรมที่วัดใหญ่อินทาราม,วันที่ ๓๑ ตุลาคม กองเรือจอดที่ปากแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทราจัดกิจกรรมที่วัดหงส์ทอง, วันที่ ๑-๓ พฤศจิกายน กองเรือจะจอดและจัดกิจกรรมที่บริเวณโรงเรียนนายเรือ จ.สมุทรปราการ,วันที่ ๔ พฤศจิกายน กองเรือจอดที่วัดกู้ จ.นนทบุรี จัดกิจกรรมที่วัดกู้และวัดเสาธงหิน, วันที่ ๕ พฤศจิกายนกองเรือจอดและจัดกิจกรรมบริเวณท่าเรือโรงเรียนวัดป่างิ้ว จ.ปทุมธานี,วันที่ ๖-๗ พฤศจิกายน กองเรือจอดที่วัดบางเดื่อ จ.พระนครศรีอยุธยา จัดกิจกรรมที่วัดบางเดื่อ และค่ายโพธิ์สามต้น, วันที่ ๑๐-๑๑ พฤศจิกายน กองเรือจอดบริเวณพระราชวังกรุงธนบุรี เพื่อจัดกิจกรรมใหญ่ที่พระราชวังกรุงธนบุรี และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ที่วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

ผู้แทน ๑๐ จังหวัด ร่วมจัดกิจกรรม

การกู้ชาติของพระยาตาก (สิน) เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ นั้นเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งเป็นการรวบรวมกองกำลังในขณะที่บ้านเมืองแตกพลัดกระจัดกระจายและเกิดการตั้งชุมนุมขึ้นอีก อีกทั้งมีกำลังข้าศึกอยู่ในประเทศ ดังนั้น การยกกองเรือเพื่อขับไล่ทัพพม่าที่ยังคงคุมกำลังกวาดต้อนเชลยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เรียกว่าการกู้ชาติครั้งนี้แพ้ไม่ได้ หลังการเสียพระนครนั้นส่งผลให้เกิดการจลาจลไปทั้งแผ่นดิน ทำให้ราชอาณาจักรอยุธยาเดิมนั้นถูกแบ่งออกเป็นชุมนุมอิสระขึ้นมากมาย หากย้อนเหตุการณ์ปีพ.ศ. ๒๓๐๙ ก่อนเสียกรุง พระยาตาก (สิน) ได้นำไพร่พลและทหารในบังคับบัญชาฝ่าวงล้อมข้าศึกไปทางด้านทิศตะวันออก เพื่อรวบรวมผู้คนและยุทธปัจจัยต่างๆ มาสู้รบกู้ชาติ เมื่อพระยาตาก (สิน) เตรียมกำลังรบจนพร้อมสรรพแล้ว จึงได้เคลื่อนกองเรือเข้าปากแม่น้ำเจ้าพระยาทำการสู้รบขับไล่ข้าศึกจนสำเร็จและปราบดาภิเษกเป็น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ฟื้นฟูแผ่นดินให้คนไทยมีประเทศมาจนทุกวันนี้ นี่คือบทเรียนที่คนไทยจำกันมาตลอด

เส้นทางกู้ชาติ

เส้นทางกู้ชาติ

การแต่งกายสมัยกรุงธนบุรี

การแต่งกายสมัยกรุงธนบุรี

การแสดงวีรกรรมการกู้ชาติ

การแสดงวีรกรรมการกู้ชาติ

ละครวีรกรรมการกู้ชาติ

ละครวีรกรรมการกู้ชาติ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ธรรมจักร’ ปฐมภูมิธงเผยแผ่พระพุทธศาสนา

Published May 3, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370143

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ธรรมจักร’ ปฐมภูมิธงเผยแผ่พระพุทธศาสนา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ธรรมจักร’ ปฐมภูมิธงเผยแผ่พระพุทธศาสนา

วันอาทิตย์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ธงฉัพพรรณรังสีผืนใหญ่ที่สุดในโลก

สัญลักษณ์แสดงความเป็นพุทธศาสนาในอดีตนั้นคือ ธรรมจักร ซึ่งมีการค้นพบโบราณวัตถุชิ้นนี้ปรากฏในดินแดนที่นับถือพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับพระพุทธรูปที่มีฉัพพรรณรังสี หรือประภามณฑล อาทิตย์นี้ขอตามหาปฐมภูมิแห่งธงพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุที่วัดของศาสนาพุทธทั้งสายเถรวาทและสายมหายานในประเทศต่างๆ นั้นนิยมแสดง “ธงฉัพพรรณรังสี” ให้เป็นสัญลักษณ์แทนธรรมจักรให้เป็น “ธงพระพุทธศาสนา” ขึ้น แม้ว่าจะมีบางกลุ่มหรือบางสำนักเลือกใช้สีธงให้แตกต่างกันออก ไปก็เพื่อเน้นแนวทางคำสอนแห่งสำนักของตน ดังนั้นธงพระพุทธศาสนาที่ใช้ทั่วไปเป็นสากลนั้นจึงใช้ ธงฉัพพรรณรังสี เป็นธงพระพุทธศาสนาสากล ซึ่ง เริ่มปรากฏการใช้มาตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ หรือปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ธงนี้ออกแบบโดยพุทธสมาคมโคลอมโบ เมื่อพ.ศ. ๒๔๒๓ โดยพันเอกเฮนรี เอส.โอลคอตต์ เป็นผู้แก้ไขให้เป็นแบบที่ใช้ในปัจจุบัน เริ่มใช้เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ ที่ประเทศศรีลังกา

ต่อมาองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก(World Fellowship of Buddhists-WFB) นั้นได้ประกาศให้ธงฉัพพรรณรังสีนั้นเป็นธงพุทธศาสนาสากลเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ณ กรุงโคลอมโบประเทศศรีลังกา ธงฉัพพรรณรังสี นั้นกำหนดให้เป็นธงแถบสี โดยนำสีของแสงที่แผ่ออกจากพระวรกายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมี ๖ สี คือ ๑.สีนีละ-สีเขียวเหมือนดอกอัญชัน คือสีน้ำเงินหมายถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แผ่ไพศาลไปทั่วสากลจักรวาล ๒.สีปีตะ-สีเหลืองเหมือนหรดาลทอง หมายถึงทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา ที่หลีกเลี่ยงความสุดโต่งทั้งปวง ๓.สีโรหิตะ-สีแดงเหมือนแสงตะวันอ่อนหมายถึงการอำนวยพรให้ประสบความสำเร็จสมบูรณ์พร้อมด้วยสติปัญญา คุณความดี ความเป็นผู้มีโชคและเกียรติยศทั้งปวง ๔.สีโอทาตะ-สีขาวเงินยวงหมายถึงความบริสุทธิ์แห่งพระธรรมอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งเป็นของที่ไม่จำกัดกาลคือ อกาลิโก และนำกลุ่มชนไปสู่ความหลุดพ้น ๕.สีมัญเชฏฐะ-สีแสดเหมือนหงอนไก่หมายถึงพระปัญญาธิคุณแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า๖.สีประภัสสร-สีเลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก อันเกิดจากการรวมของสีทั้ง ๕ สี หมายถึงความจริงทั้งมวลในพระธรรมคำสอนแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสงหรือสีที่ปรากฏนี้เรียกรวมว่า วรรณรังสี มี ๖ สี ถือว่า เป็นสีมงคลของพุทธศาสนิกชน ซึ่งนำมาใช้เป็นสีของ ธงฉัพพรรณรังสี ดังกล่าว คำว่า “ฉัพพรรณรังสี”ชื่อของธงนั้น แปลว่า รัศมี ๖ สี มาจากคำสมาสในภาษาบาลี“ฉ” (หก) + “วณฺณ” (สี) + “รํสี” (รังสี, รัศมี) ซึ่งมีที่มาจากสีของรัศมีว่าเป็นแสงที่แผ่ออกจากพระกายของพระพุทธเจ้า

ผู้ออกแบบธงนั้นได้นำสีทั้งหกมาดัดแปลงเป็นผืนธง มีลักษณะเป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้า แบ่งเป็นแถบเรียงเป็นแนวตั้งความกว้างเท่ากัน ๖ แถบ เรียงลำดับแถบสีจากด้านซ้าย ซึ่งเป็นด้านต้นของธง เรียงสีไปทางขวาดังนี้ แถบแรกสีน้ำเงิน แถบที่สอง สีเหลือง แถบที่สาม สีแดง แถบที่สี่ สีขาว แถบที่ห้า สีแสด ส่วนแถบสุดท้ายนั้นเป็นแถบสีประภัสสร ที่เกิดจากการนำแถบสีทั้งห้าสีแรกมาเรียงลำดับใหม่ในแนวนอน

ส่วนประเทศไทยนั้นมี ธงสัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนาที่ใช้โดยทั่วไปคือ ธงธรรมจักรอันหมายถึง ธรรมะที่นำไปสอนในที่ต่างๆ แล้วยังความสันติสุขให้เกิดขึ้นในที่นั้นๆ ลักษณะธงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเหลืองแก่ ตรงกลางเป็นรูปพระธรรมจักรสีแดง  โดยนำธรรมจักรซึ่งมีซี่ล้อหรือกำ สิบสองซี่ หมายถึง ปัจจยาการ หรือปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ประการ โดยปกติแล้ว ธงธรรมจักรที่ประดับศาสนสถานนั้นนิยมทำแบบธรรมจักรมีกำ ๘ ซี่ เพื่อให้มีความหมายถึงองค์ของอริยมรรคแต่ละองค์ อันมีองค์แปด อยู่ในวงล้อซึ่งหมายถึง ทุกข์และสมุทัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนเกิดมาแล้วจะต้องประสบ ส่วนดุมที่เป็นศูนย์กลางและสงบนิ่งไม่หมุน นั้นหมายถึง จุดหมายสูงสุด คือ นิโรธหรือนิพพานนั่นเอง ธงธรรมจักรนี้คณะสงฆ์ไทยได้ประกาศใช้ธงธรรมจักรอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๑ ทำให้ในวันสำคัญของพระพุทธศาสนามีการประดับธงธรรมจักรร่วมกับธงชาติไทยอยู่เสมอ ซึ่งต่อไปนี้จะมีธงฉัพพรรณรังสี เป็นธงพระพุทธศาสนาสากลเพิ่มมาอีกหนึ่งธง

ธงฉัพพรรณรังสี

ธงฉัพพรรณรังสี

ธรรมจักรศิลปทวารวดี

ธรรมจักรศิลปทวารวดี

ธรรมจักรกับกวางหมอบ

ธรรมจักรกับกวางหมอบ

ธรรมจักร

ธรรมจักร

ธรรมจักร กงสิบสองซี่

ธรรมจักร กงสิบสองซี่

ธงศาสนาพุทธสากล

ธงศาสนาพุทธสากล

ธงพุทธศาสนาของญี่ปุ่น

ธงพุทธศาสนาของญี่ปุ่น

ธงพุทธศาสนาของไทย

ธงพุทธศาสนาของไทย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หอระฆังวัด’ ปฐมภูมิแห่งการตื่นรู้ถึงพุทธธรรม

Published May 2, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/368661

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หอระฆังวัด’ ปฐมภูมิแห่งการตื่นรู้ถึงพุทธธรรม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หอระฆังวัด’ ปฐมภูมิแห่งการตื่นรู้ถึงพุทธธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หอกังสดาลวัดพระธาตุหริภุญชัย

ช่วงนี้มีเหตุการณ์เกี่ยวกับหอระฆัง ๒ เรื่อง คือกรณีหอระฆังทรุดและการร้องเรียนให้วัดลดเสียงตีระฆังลงจนสร้างกระแสสังคมให้แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางอาทิตย์นี้ขอตามรอย “ระฆัง” ที่มีบทบาทในการพระศาสนา จากการสำรวจทางโบราณคดีนั้นพบว่ามนุษย์รู้จักใช้หินเคาะแผ่นหินให้เกิดเสียงขึ้นแล้วเรียกว่า “กังสดาลหิน” ก่อนที่จะรู้จักทำแผ่นโลหะเคาะให้มีเสียงดังกังวานซึ่งน่าจะเป็นรูปแบบกังสดาลที่เกิดขึ้นก่อนจะมีการสร้างเป็นรูประฆัง

วัดสังกัส-ระฆังใหญ่

ในสมัยพระพุทธกาลมีเรื่องเล่าว่าผู้สร้างระฆังเป็นคนแรก คือ นางวิสาขา ซึ่งเป็นอริยบุคคล ผู้สำเร็จธรรมเป็นพระโสดาบันตั้งแต่ยังสาว นางเกิดในตระกูลเศรษฐี เมืองภัททิยะ แคว้นอังคะ เป็นบุตรีของธนญชัยเศรษฐี และสุมนาเทวี มีปู่ชื่อเมณฑกเศรษฐี ต่อมาคนในตระกูลเศรษฐีนี้ได้ย้ายไปอยู่เมืองสาวัตถีของพระเจ้าปเสนทิโกศล และนางได้แต่งงานกับปุณณวัฒนกุมาร บุตรของมิคารเศรษฐี ด้วยความถึงพร้อมแห่งเบญจกัลยาณีของนางนั้นทำให้นางศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ตามประวัตินั้้นว่า วันหนึ่งนางวิสาขาเมื่อมาถึงวัด นางได้ถอดเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์มอบให้สาวใช้ผู้ติดตามดูแล ด้วยเห็นว่าการใส่เครื่องประดับมากมายเข้าไปในศาลาฟังธรรมนั้นเป็นการไม่สมควรยิ่ง

ระฆังในพิพิธภัณฑ์ฯ

หลังจากนางฟังธรรมแล้วนางเดินกลับคฤหาสน์ สาวใช้เกิดลืมเครื่องประดับไว้ที่ข้างหน้าศาลาฟังธรรม ซึ่งพระอานนท์เห็นเข้าจึงเก็บรักษาไว้เสียข้างใน นางวิสาขาได้บอกสาวใช้ไปนำเครื่องประดับกลับมา โดยกำชับว่า หากพบว่าเครื่องประดับยังคงวางอยู่ที่เดิม ก็จงนำกลับมาแต่ถ้าพระคุณเจ้าเคลื่อนย้ายไปจากที่เดิมแล้วก็ถือว่าได้ถวายพระสงฆ์แล้วไม่ต้องขอกลับมา สุดท้ายสาวใช้ไม่ได้นำเครื่องประดับดังกล่าวกลับ นางวิสาขาเห็นว่าหากพระสงฆ์เก็บรักษาเครื่องประดับของสตรีเอาไว้ก็ไม่เป็นประโยชน์ จึงได้ช่วยประกาศขายเครื่องประดับนั้นโดยมีราคถึง ๙ โกฏิ กับ ๑ แสนกหาปณะ แต่ก็ไม่มีใครสามารถซื้อได้ สุดท้ายนางจึงขอซื้อไว้เอง แล้วนำเงินจำนวนนั้นมาสร้างวัดพระวิหารบุพผาราม ให้เป็นที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์ คราวนั้นนางได้สร้างระฆังแขวนไว้รอบชายคาพระวิหารและปราสาท เวลามีลมพัดกระดิ่งกระทบกับระฆังเสียงดังกังวานสดใสดุจเสียงแห่งบุญกุศลที่ส่งเสียงไปถึงประตูสวรรค์

หอระฆังไม้วัดศรีบุญเรือง

หลังพุทธกาลผ่านมาแล้ว ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓ เมื่อพระศาสนาเผยแพร่ไปดินแดนต่างๆ จึงนำเอาการสร้างระฆังแขวนขึ้นตามวัดวาอารามต่างๆ ในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งพากันนิยมสร้างระฆังสืบมาจนถึงปัจจุบัน จนมีการสร้างรูประฆังและหอระฆังขึ้นในวัดทุกแห่งสำหรับเป็นอาคารแขวนระฆังเพื่อใช้ตีบอกสัญญาณเวลาแก่พระสงฆ์ในการลงทำวัตรและประกอบสมณกิจ หอระฆังนั้นมีการสร้างด้วยไม้ อาคารก่ออิฐถือปูน และคอนกรีตเสริมเหล็ก ทำเป็นอาคารสวยงามในแบบสี่เหลี่ยมหกเหลี่ยม แปดเหลี่ยม และทรงกลมตามสถาปัตยกรรมนิยมแต่ละสมัย โดยมีการสร้างทรงหลังคาแบบต่างๆ เช่น หลังคาหน้าจั่วธรรมดา (ทรงคฤห์)-มณฑป-อาคารจัตุรมุข-อาคารบุษบก-อาคารยอดมงกุฎ-ยอดพระเกี้ยว-ยอดเจดีย์-ยอดปรางค์-อาคารทรงปราสาท หรืออาคารสถาปัตยกรรมตะวันตก หรือจีน ให้เป็นสื่อความหมายและแสดงสัญลักษณ์ทางพุทธปรัชญาให้รู้ว่าเป็นหอระฆังแห่งการตื่นรู้และเข้าถึงสัจธรรม ที่ให้ความรู้สึกแห่งสันติสุขในพระศาสนา

ระฆังพ่อขุนรามคำแหง

สำหรับหอระฆังที่งดงามที่สุดนั้นคือหอระฆังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๑สืบเนื่องจากมีการขุดพบระฆังลูกหนึ่งที่วัดบางหว้าใหญ่ ซึ่งมีเสียงไพเราะมาก รัชกาลที่ ๑ จึงขอมาใช้ที่หอระฆังในวัดพระแก้วและโปรดให้สร้างหอระฆัง พร้อมสร้างระฆังอีก ๕ ลูก แทนที่วัดบางหว้าใหญ่ ทำให้วัดนี้มีชื่อว่าวัดระฆัง มาจนทุกวันนี้ แม้รัชกาลที่ ๔ จะตั้งว่าวัดราชคัณฑิยาราม ก็ไม่นิยมเท่า

ระฆังสำริดสมัยสุโขทัย

ต่อมาหอระฆังในวัดพระแก้วนี้ รัชกาลที่ ๔ ได้ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ให้มีลักษณะคล้ายสถาปัตยกรรมไทยย่อมุมไม้สิบสอง คือตรงมุมทั้งสี่นั้นย่อเป็นมุมสามมุม ประดับด้วยเครื่องถ้วยชามแบบจีน เป็นลวดลายต่างๆ วิจิตรพิสดาร หอระฆังที่ปรากฏในพระอารามหลวงนั้นมีรูปแบบงดงามด้วยศิลปกรรมหลายแบบ เช่น หอระฆังของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังคาทรงบุษบก หอระฆังของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หลังคาจตุรมุขยอดทรงเจดีย์ย่อไม้สิบสอง หอระฆังของวัดสำโรงเป็นอาคารไม้ หลังคาทรงคฤห์ จั่วประดับช่อฟ้าใบระกา หางหงส์ เป็นต้น หอระฆังจึงเป็นสัญลักษณ์การตื่นรู้ในพระพุทธศาสนามาแต่โบราณ

หอระฆังวัดพระเชตุพนฯ

หอระฆังของวัดพระแก้ว

กังสดาล

กังสดาลหิน

ระฆังจีนในพิพิธภัณฑ์วังจันทรเกษม

หอระฆังวัดระฆังโฆสิตาราม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หมู่บ้านปิยะมิตร’ภูมิวิถีชุมชนคนบนเขาเบตง

Published April 29, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367131

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หมู่บ้านปิยะมิตร’ภูมิวิถีชุมชนคนบนเขาเบตง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หมู่บ้านปิยะมิตร’ภูมิวิถีชุมชนคนบนเขาเบตง

วันอาทิตย์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หมู่บ้านปิยะมิตร

สุดแดนของมาเลเซียที่อยู่เหนือสุดนั้นต่อแดนกันกับอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งมีเทือกเขาสันกาลาคีรีทอดยาวซับซ้อน จนทำให้มีทิวป่าทึบและแนวเขาที่สลับซับซ้อนจนกลุ่ม จคม. ได้หลบซ่อนตัวอยู่นานวันจากการปราบปรามทั้งสองฝ่าย จากวันนั้นบริเวณที่ห่างไกลและปกคลุมด้วยขุนเขานั้นได้ถูกพัฒนากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และมีการพัฒนาพื้นที่ตามธรรมชาตินั้นให้เป็นแหล่งเลี้ยงปลาจีน แปลงสวนผักน้ำ ฟาร์มเลี้ยงไก่เบตง เลี้ยงกบ เพื่อส่งเป็นอาหารประจำเมืองเบตง ได้แก่ ปลาจีนนึ่งบ๊วย เป็นอาหารชั้นหนึ่งของเบตง ปลาจีนเป็นชื่อใช้เรียกปลา ๓ ชนิด คือ ปลาเฉาฮื้อ หรือปลากินหญ้า (Grass carp) ปลาลิ่นฮื้อ หรือปลาเกล็ดเงิน (Silver carp) ปลาซ่งฮื้อ หรือปลาหัวโต (Bighead carp) ปลาจีนมีลักษณะคล้ายปลากระบอกมีขนาดโตที่เรียกว่าปลาจีน เพราะเป็นปลามาจากประเทศจีนนั่นเอง โดยนำมาเลี้ยงในบ่อข้างลำธารจนแพร่หลาย ไก่สับเบตง เป็นอาหารเลิศรสที่ขึ้นชื่อของเบตง ไก่เบตงนั้นกลายเป็นไก่เฉพาะถิ่นเบตงไปแล้วเดิมเป็นไก่พันธุ์เลียงชาน ที่ชาวจีนอพยพซึ่งมาตั้งรกรากในเบตงได้นำมาเลี้ยง และผสมพันธุ์กับไก่พื้นเมืองจนแพร่หลาย เนื้อไก่หวานนุ่ม ไม่เปื่อยยุ่ยเหมือนไก่ทั่วไป ไก่เบตง คือตัวผู้มีปากสีเหลืองอ่อน ส่วนตัวเมียปากสีน้ำตาลเข้ม ตานูน แจ่มใส หงอนจักร หัวกว้าง คอตั้ง แข็งแรง มีขนสีเหลืองทองที่หัว ปีกสั้น อกกว้าง ขาใหญ่ หน้าแข้งกลม และมีเล็บสีเทาอมเหลือง นับเป็นเอกลักษณ์ของไก่เบตง ผัดผักน้ำ ผักพื้นถิ่นคล้ายผักชีล้อม เติบโตเหมือนผักบุ้ง ใบเล็ก ลำต้นอวบน้ำ ชอบขึ้นในที่ที่มีอากาศเย็นที่มีน้ำไหลจากภูเขาผ่านตลอดเวลา มีสรรพคุณทางยาแก้ร้อนใน กบภูเขาเบตงทอดกระเทียม พริกไทยหรือผัดกบภูเขานี้อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ในป่าเบญจพรรณที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีขนาดใหญ่กว่ากบทั่วไป เป็นต้น

ทางเข้าหมู่บ้านปิยะมิตร

นอกจากอาหารพื้นถิ่นยังมีหมี่เบตง คือ เส้นเหนียวนุ่ม และซีอิ๊วเบตง ซึ่งมีซีอิ๊วน้ำหนึ่งหมักมา ๓ เดือน, ซีอิ๊วน้ำสอง ต้องใส่น้ำเกลือหมักต่ออีกอย่างน้อย ๑๕ วัน และซีอิ๊วดำหมักทิ้งไว้ถึง 6 เดือน, ซินซิงชาสมุนไพรเห็ดหลินจือ ของฝากพิเศษเมืองเบตง เคาหยก อาหารทำจากเนื้อหมูกับเผือกที่ผ่านความเย็นทันที หมักกับเครื่องยาจีน, จี๊ฉ่อง ฝันอาหารพื้นถิ่นเรียกว่าหมี่ขาว หรือ
หมี่ถังแตก เข้าเครื่องนึ่งทำแผ่นแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก แล้วมาปรุงด้วยซีอิ๊วขาวก่อนโรยงาขาว และกระเทียมเจียว, เฉาก๊วย หรือวุ้นดำของเบตง ซึ่งนำเอาหญ้าวุ้นดำจากประเทศจีนมาเป็นส่วนผสมจนเฉาก๊วยมีสีดำขลับ เหนียว และนุ่ม, ข้าวหลาม หรือปูโละลือแมของเบตงเนื้อเหนียว หวานมันมีรสชาติดีและกาแฟโบราณของเบตง เป็นกาแฟที่กลายพันธุ์มาเป็นกาแฟพื้นเมืองนับเป็นวิถีชุมชนของคนบนเขาในเบตง โดยเฉพาะเขตหมู่บ้านปิยะมิตรของคนที่เคยหลบซ่อนในอุโมงค์ใต้เขานี้มาเนิ่นนานและสืบลูกหลานเป็นคนรุ่นใหม่นั้น

อุโมงค์ปิยะมิตรที่นักท่องเที่ยวสนใจ

อาทิตย์นี้ได้เดินตามรอย “เพื่อนธรรมชาติ” เข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวนอกเมืองเบตง ไปยังหมู่บ้านปิยะมิตร ซึ่งมีบ่อน้ำร้อนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากภูเขา ความร้อนของน้ำสามารถต้มไข่ให้สุกได้ภายในเวลา ๗ นาที ซึ่งปรับน้ำร้อนนั้นให้มีอุณหภูมิจนสามารถอาบน้ำแร่ได้ พร้อมกับมีการสร้างรีสอร์ทไว้บริการแก่นักท่องเที่ยวด้วย และมีน้ำตกอินทรศรขนาดเล็กที่เกิดจากลำธารบนเขา ซึ่งมีแอ่งน้ำ ลงเล่นได้จากบ่อน้ำร้อนเบตงนั้นต้องเดินทางด้วยรถขนาดเล็กไปทางหมู่บ้านปิยะมิตร๑ ประมาณ ๓.๗ กิโลเมตร เป็นสถานที่ที่มีอุโมงค์ปิยะมิตร อยู่ในหมู่ที่ ๒ตำบลตะเนาะแมเราะ เป็นอุโมงค์ดินที่ขุดขึ้นบนเขา ซึ่งอดีตขบวนการโจรคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) ได้หลบการปราบปรามมาสร้างขึ้นไว้บนเนินเขาในป่าทึบ สำหรับเป็นฐานปฏิบัติการต่อสู้ทางการเมือง อุโมงค์แห่งนี้คดเคี้ยวเข้าไปในภูเขาประมาณ ๑ กิโลเมตร ลึก ๕๐-๖๐ ฟุตและมีทางออกในปัจจุบัน ๖ ทางเดิม มี ๙ ทาง ใช้เวลาขุด ๓ เดือนใช้เป็นที่หลบภัยทางอากาศและสะสมเสบียง ห่างไปอีก ๙ กิโลเมตร เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาว “สวนหมื่นบุปผา” อยู่บนเขาที่หมู่บ้านปิยะมิตร ๒ เป็นโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีอากาศเย็นสบาย มีแปลงทดลองปลูกไม้ดอกหลายประเภท เช่น ดอกฮอลีฮ้อค ดอกแอสเตอร์ ปัจจุบันมีบ้านพักบริการนักท่องเที่ยวด้วย นับเป็นวิถีชุมชนที่เกิดขึ้นมาเสริมให้เบตงนั้นไม่ได้มีแต่ตู้ไปรษณีย์ขนาดใหญ่ หรือนกนางแอ่นเกาะสายไฟอย่างเดียว

 

อุโมงค์ปิยะมิตร

อุโมงค์ปิยะมิตร
ปลาจีนนึ่งบ๊วย

ปลาจีนนึ่งบ๊วย
ไก่เบตงนํ้าแดง

ไก่เบตงนํ้าแดง
ผัดผักนํ้า

ผัดผักนํ้า
ไก่เบตง

ไก่เบตง
ปลาจีนในบ่อข้างลำธาร

ปลาจีนในบ่อข้างลำธาร
บ่อน้ำร้อนจากเขา

บ่อน้ำร้อนจากเขา
หอนาฬิกากลางเมืองเบตง

หอนาฬิกากลางเมืองเบตง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘รัฐโบราณ’ ภูมิศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งสุวรรณภูมิ

Published March 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/365698

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘รัฐโบราณ’ ภูมิศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งสุวรรณภูมิ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘รัฐโบราณ’ ภูมิศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งสุวรรณภูมิ

วันอาทิตย์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากการนิทรรศการเรื่อง “จากบ้านสู่เมือง รัฐแรกเริ่มบนแผ่นดินไทย” ของกรมศิลปากรที่จัดขึ้นยาวนานตั้งแต่มิถุนายนจนถึง ๓๐ กันยายน กับโครงการพิพิธภัณฑ์เสวนาเรื่อง “ทวารวดี รัฐโบราณ วัฒนธรรมหรือศิลปกรรม” และเรื่องศรีวิชัยในสุวรรณทวีปฯนั้นได้ทำให้ความสำคัญของรัฐโบราณที่อยู่ในดินแดนสุวรรณภูมินั้น ต้องปรับเปลี่ยนความรู้ไปพร้อมกับการพบหลักฐานใหม่ในคาบสมุทรภาคใต้

พระพุทธรูปศิลปทวาราวดี

ด้วยดินแดนสุวรรณภูมินั้นนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าศูนย์กลางน่าจะอยู่ที่ตอนกลางของคาบสมุทรอินโดจีน ด้วยเหตุเป็นจุดกึ่งกลางที่เชื่อมต่อการเดินทะเล การขนถ่ายสินค้าระหว่างทะเลทาง
ด้านทิศตะวันตกของคาบสมุทรกับทะเลด้านทิศตะวันออกได้สะดวกกว่าที่อื่นจนเชื่อว่าเป็น เมืองท่าสำคัญด้านตะวันตกคือ พื้นที่บริเวณ อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงาและอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และขนถ่ายสินค้าไปมาสู่เมืองท่าสำคัญด้านทิศตะวันออกคือ พื้นที่อำเภอพุนพิน อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี  “ดินแดนสุวรรณภูมิยุคแรก” นั้น “เมืองพันพาน”น่าจะเป็นเมืองศูนย์กลางดังกล่าว ในคัมภีร์มหาวงศ์ของลังกา บันทึกว่าเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๖ สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ เมื่อทำสังคายนา ครั้งที่ ๓ แล้วได้ส่งพระเถระผู้รู้ธรรมมาประกาศพระศาสนายังสุวรรณภูมิ คือพระโสณเถระและพระอุตตระเถระซึ่งเดินทางเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ

พระกฤษณพ เมืองศรีเทพ

การปรากฏชื่อ “ทวารวดี”ขึ้นเพื่อเรียกเป็นศิลปกรรม/วัฒนธรรมหรือรัฐโบราณหนึ่งในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่เมืองเพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี ลพบุรี นั้น สืบจากเหตุที่มีการพบเหรียญเงินจำนวนมาก และมีจารึกภาษาสันสฤตว่า “ศฺรีทฺวารวตีศฺวรปุณฺยะ” ที่แปลว่า “บุญกุศลของพระราชาแห่งทวารวดี” หรือ “พระเจ้าศรีทวารวดี ผู้มีบุญอันประเสริฐ” ดังนั้น ศูนย์กลางของทวารวดีจึงมีความเห็นต่างมากมาย เช่น อู่ทอง เป็นทวารวดียุคแรกประมาณพุทธศตวรรษที่ ๘-๑๒และนครปฐม เป็นทวารวดียุคหลังประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ การที่ทวารวดี เป็นเมืองท่าค้าขายนั้น จึงมีพ่อค้าชาวต่างชาติคืออินเดีย เข้ามาติดต่อค้าขายที่สำคัญ ทำให้ทวารวดีรับอิทธิพลของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ศิลปกรรม-วัฒนธรรมตลอดจนแบบแผนการปกครองจากอินเดีย จนเกิดการผสมผสานจนกลายเป็นวัฒนธรรมทวารวดีและความเป็นทวารวดีนั้นเริ่มเสื่อมลงเมื่อขอมโบราณได้มีอิทธิพลเข้ามาในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๕ เป็นต้นมาก่อนจะสิ้นสุดอำนาจลงโดยสิ้นเชิงในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘

พระวิษณุ-เขาศรีวิชัย

ส่วนศรีวิชัยนั้น ในเอกสารจีนโบราณ เรียกว่า ชิลิโฟชิ เกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑โดยราชวงศ์ไศเลนทร์ เมื่อฟูนันล่มสลายลงก็รวมตัวเป็นรัฐโบราณของชาติพันธุ์มลายูโบราณ มีอาณาเขตคลุมบริเวณมลายู เกาะชวา เกาะสุมาตรา ช่องแคบมะละกา ช่องแคบซุนดา และบริเวณภาคใต้ของไทย ซึ่งมีหลักฐานการติดต่อกับนาลันทาซึ่งมีมหาวิทยาลัยของคณะสงฆ์นิกายมหายาน ในแคว้นเบงกอล ของอินเดีย เดิมนั้นว่าศูนย์กลางอำนาจศรีวิชัย นั้นน่าจะอยู่ที่ปาเล็มบัง บนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย แม้จะมีการเสนอว่าเมืองไชยาสุราษฎร์ธานี เป็นศูนย์กลางจากการพบจารึกระบุชื่อและรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอีกยังเป็นพื้นที่เหมาะกับการติดต่อกับอินเดียและโลกภายนอกก็ตาม ศรีวิชัยนี้ในปี พ.ศ. ๑๕๖๘ ได้ถูกโจมตีจากโจฬะซึ่งอยู่ทางอินเดียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นการเกิดขึ้นของศิลปกรรมและรัฐโบราณนั้นไม่ว่าจะเป็น ฟูนัน,ศรีจนาศะ, ลพบุรี, ศรีเทพ, ทวารวดี, ศรีวิชัย, ตามพรลิงค์, ลังกาสุกะ เป็นต้น แต่ละแห่งนั้นต่างมีการสร้างศิลปกรรมของตนและบูรณาการกันจนเป็นวัฒนธรรมของรัฐโบราณให้น่าสนใจเรียนรู้ทั้งสิ้น

พระวิษณุ-ตามพรลิงค์

พระวิษณุ-ตามพรลิงค์
พระโพธิสัตว์ฯพบที่ไชยา

พระโพธิสัตว์ฯพบที่ไชยา
พระนารายณ์บรรทมสินธุ์-ศิลปะลพบุรี

พระนารายณ์บรรทมสินธุ์-ศิลปะลพบุรี
โบราณสถาน-ลังกาสุกะ

โบราณสถาน-ลังกาสุกะ
ดินเผาพระสามองค์อุ้มบาตร-อู่ทอง

ดินเผาพระสามองค์อุ้มบาตร-อู่ทอง
ท้าวกุเวร-สิงห์บุรี

ท้าวกุเวร-สิงห์บุรี
รูปปั้นชาวต่างชาติ

รูปปั้นชาวต่างชาติ
ฑูตจากลังกาสุกะ

ฑูตจากลังกาสุกะ
สุวรรณภูมิ-siam1686

สุวรรณภูมิ-siam1686
ตราดินเผา รูปเรือ-นครปฐม

ตราดินเผา รูปเรือ-นครปฐม
ศิวลึงค์ทองคำ-ตามพรลิงค์

ศิวลึงค์ทองคำ-ตามพรลิงค์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เครื่องสังคโลก’ ภูมินวัตหัตถกรรมเมืองสุโขทัย

Published March 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/364280

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เครื่องสังคโลก’ ภูมินวัตหัตถกรรมเมืองสุโขทัย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เครื่องสังคโลก’ ภูมินวัตหัตถกรรมเมืองสุโขทัย

วันอาทิตย์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผอ.อพท.กับงานปั้นดิน

การเดินหน้าสู่ประเทศไทย ๔.๐ นั้นทำให้ชุมชนหลายแห่งต่างพากันค้นหาตัวเอง และสร้างวิถีของตนให้น่าสนใจ จากชุมชนถนนสายวัฒนธรรม ชุมชนถนนคนเดิน ชุมชนตลาด ๑๐๐ ปี ชุมชนตลาดประชารัฐ ชุมชนนวัตวิถี และอะไรๆ นั้นต่างก็มุ่งให้ชุมชนหรือท้องถิ่นรักษาและสร้างสิ่งดีงามให้ยังอยู่ โดยเฉพาะงานหัตถกรรมที่มีศิลปะและภูมิปัญญา อย่างเครื่องสังคโลกของแคว้นสุโขทัย ที่สืบทอดต่อรุ่นมากว่า ๗๐๐ ปีนั้นยังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวที่เดินทางชมโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและแหล่งเตาเผาเครื่องสังคโลก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสินค้าส่งออกมาแต่โบราณ

หัตถกรรมจากฝีมือชาวบ้าน

ดังนั้น เครื่องสังคโลกแคว้นสุโขทัยจึงเป็นมากกว่าวัตถุสิ่งของ นอกจากจะเป็นตัวแทนในการบอกเล่าเรื่องราวในอดีต บอกความเจริญ และความอุดมสมบูรณ์ของแคว้นสุโขทัยแล้ว ยังเป็นตัวแทนที่ชาวสุโขทัยมีความภาคภูมิใจ ด้วยเป็นหัตถกรรมที่สร้างศิลปะชิ้นเดียวโดยไม่ซ้ำกัน จากช่างฝีมือที่มีความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง โดยมีการพัฒนาออกแบบเครื่องสังคโลกและสร้างเป็นถ้วยชาม ของที่ระลึกที่สวยงามและงานศิลปะบนเครื่องเคลือบแบบโบราณ ผลงานแต่ละชิ้นนั้นใช้ช่างถึง ๓ คนในเป็น ช่างปั้น ช่างเขียนลาย ลงสีจากธรรมชาติและช่างเก็บรายละเอียด ใช้เวลามากกว่าสองชั่วโมงขึ้นไปจนถึงชิ้นงานที่ใช้เวลาหลายเดือนขึ้นอยู่กับการสร้างผลิตภัณฑ์งานศิลป์

เครื่องเคลือบเทียบแบบเก่า-ใหม่ 

ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตครื่องปั้นดินเผาเข้ามามีบทบาทในกระบวนการผลิตมากขึ้น ทำให้มีราคาถูกกว่าเครื่องสังคโลกมาก จนส่งผลกระทบให้กรรมวิธีการผลิตเครื่องสังคโลกแบบเดิมนั้นเริ่มจะสูญหายไป จนผู้ประกอบการทยอยปิดตัวหันไปทำอาชีพอื่นแทนด้วยปัญหาดังกล่าวองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) โดย พันเอก ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการ อพท.และคณะ ซึ่งรับผิดชอบร่วมในการพัฒนาเมืองสุโขทัย ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในฐานะที่เป็นแหล่งมรดกโลกสำคัญของประเทศ จึงได้มีการพัฒนาทั้งคน ชุมชน แหล่งท่องเที่ยว วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมขึ้นให้เกิดความยั่งยืนตามภารกิจของ อพท. ที่ไม่ใช่แต่เพียงการอนุรักษ์เท่านั้น ต้องสร้างงานให้เกิดการสืบทอดอย่างยั่งยืนซึ่งจะต้องใช้เทคโนโลยีและ นวัตกรรม เข้ามาช่วยพัฒนา โดยเฉพาะงานเครื่องสังคโลก ซึ่งจะต้องคงอยู่และสานต่องานให้มีการพัฒนาและน่าสนใจสืบไป

เครื่องเคลือบเขียนลายแบบเก่า

จากการที่อพท.ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วว.) ในการพัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์สังคโลกเพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นนั้นได้ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงกระบวนการผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบ เช่น การเตรียมดินสำหรับปั้น เนื้อดินต้องเนียนละเอียดสม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกัน มีคุณภาพคงที่ แนะนำวิธีการควบคุมความชื้น โดยมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ทั้งกระบวนการผลิต ด้วยการเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบนั้นจะส่งผลให้การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบทำได้ยาก ซึ่งมีผลต่อคุณภาพของชิ้นงานที่เกิดขึ้นหลังการเผาเครื่องเคลือบ

เครื่องเคลือบลงสีแบบใหม่

ภายหลังที่ได้ควบคุมคุณภาพการผลิตนั้นได้พบว่าคุณภาพชิ้นงานดีขึ้นร้อยละ ๑๙ ลดการแตกร้าวจากกระบวนการผลิตได้ร้อยละ ๒๐-๓๐ สามารถลดความหนาของชิ้นงานช่วยลดเวลาการเผาได้ร้อยละ ๓๐-๕๐ ซึ่งประหยัดแก๊สได้ร้อยละ ๓๐ และเมื่อผลิตภัณฑ์มีน้ำหนักเบาขึ้นจึงลดต้นทุนค่าขนส่งในการจัดจำหน่าย อีกทั้งยังพบว่าผลิตภัณฑ์มีจุดสีดำลดลง มีเนื้อดินเนียนและมีความสม่ำเสมอมากขึ้น

การเขียนลายด้วยมือ

การพัฒนาเครื่องเคลือบสังคโลกครั้งนี้ อพท. ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากเชียงใหม่ศิลาดล มาร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ในเบื้องต้นนั้นจัดทำรูปแบบชามสลัด ถ้วยซุป และจาน เพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำ โดยปรับรูปแบบให้มีความร่วมสมัย สวยงาม สะดวกต่อการใช้งาน และปรับลวดลายให้มีความประณีต แต่ยังคงเอกลักษณ์ของการเป็นสังคโลกสุโขทัยไว้ ด้วยการเพิ่มเทคนิคการเขียนลายการเคลือบ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ให้ได้รับความนิยมมากขึ้น จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการถ่ายภาพ การเขียนเนื้อหานำเสนอ และการใช้แพลตฟอร์มที่เป็นนวัตกรรมทางการตลาดออนไลน์ทำให้ผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวของชุมชนที่เป็นoffline นั้นสามารถเข้าสู่โลก online ได้ตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล จนมั่นใจได้ว่าเครื่องสังคโลกจะกลับมาเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอีกครั้งในปัจจุบัน

ลายเขียนแบบใหม่

ลายเขียนแบบใหม่
เครื่องเคลือบใหม่สู่สากล

เครื่องเคลือบใหม่สู่สากล
เครื่องเคลือบสังคโลกแบบเดิม

เครื่องเคลือบสังคโลกแบบเดิม
การเขียนลายใหม่เพื่อพัฒนา

การเขียนลายใหม่เพื่อพัฒนา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ไพบูลย์ บุตรขัน’ ภูมิคีตกวีผู้อัจฉริยะเพลงลูกทุ่งไทย

Published March 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362877

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไพบูลย์ บุตรขัน’ ภูมิคีตกวีผู้อัจฉริยะเพลงลูกทุ่งไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไพบูลย์ บุตรขัน’ ภูมิคีตกวีผู้อัจฉริยะเพลงลูกทุ่งไทย

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันที่ ๔ กันยายนที่ผ่านมาเป็นวันครบ ๑๐๐ ปีแห่งชาตกาลของครูเพลงลูกทุ่งไทยคนสำคัญที่สร้างผลงานเพลงจนเป็นที่รู้จักกันดีทั้งประเทศ ไม่มีใครเลยที่จะไม่เคยได้ฟังเพลงของ ครูไพบูลย์ บุตรขัน ครูเป็นทั้งนักแต่งเพลงและนักเขียนบทละคร จึงทำให้ผลงานจำนวนมากนั้นโดนใจผู้คนจนได้รับการยกย่องเป็น “นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้อัจฉริยะหนึ่งเดียวของแผ่นดิน” อาทิตย์นี้จึงขอตามรอยไปยังภูมิสถานบ้านครูไพบูลย์ บุตรขัน ที่ปทุมธานี เดิมนั้นครูชื่อ ไพบูลย์ ประณีต เกิดที่บ้านท้องคุ้ง ตำบลเชียงรากใหญ่อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เป็นบุตรของนายบุตรและนางพร้อม ประณีต ครอบครัวมีอาชีพทำนา มีฐานะยากจน มีปู่ชื่อ ขัน จึงนำชื่อปู่และพ่อมาตั้งนามสกุล บุตรขัน เมื่อครูอายุ ๖ ขวบนั้นบิดาเสียชีวิตจึงได้รับการเลี้ยงดูจาก นายเจน บุตรขัน ผู้เป็นอา ซึ่งพามาที่กรุงเทพฯ แถวอำเภอปทุมวัน ศึกษาที่โรงเรียนสตรีปทุมวันจบประถมปลาย และจบมัธยม ๘ ที่โรงเรียนสวัสดิ์อำนวยเวทย์ กรุงเทพฯ ครูได้ศึกษาดนตรีจาก ครูพิณ โปร่งแก้วงาม ระหว่างพ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๗๘ แล้วเรียนวิชาดนตรีและโน้ตเพลงสากลเพิ่มเติมที่สมาคมวายเอ็มซีเอ ถนนวรจักร จนสามารถได้ใช้โน้ตดนตรีประกอบการแต่งเพลงมาทุกครั้ง

เพลงของครูและนักร้อง

ครูไพบูลย์ บุตรขัน ได้ทำงานเป็นครูสอนภาษาไทยที่โรงเรียนกว๋องสิว ต่อมาลาออกไปทำงานเป็นช่างไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าสามเสน และลาออกไปทำงานอยู่กับคณะละคร คณะแม่แก้ว และคณะจันทโรภาส ของพรานบูรพ์ ทำโดยทำหน้าที่เขียนบทละครวิทยุ และแต่งเพลงให้กับคณะละคร มีผลงานเพลงบันทึกเป็นแผ่นเสียงครั้งแรกเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๙๐ จากการชักนำของ สวัสดิภาพ บุนนาค ซึ่งเป็นเพื่อนและน้องเขย สำหรับเพลงยุคแรกนั้นมีเพลง “มนต์เมืองเหนือ”“คนจนคนจร” “ดอกไม้หน้าพระ” “ดอกไม้หน้าฝน” และ “ค่าน้ำนม” ซึ่งได้รับความนิยมว่าเป็นผลงานที่มีคุณค่า และมีเพลงที่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน หลายเพลง เช่น “โลกนี้คือละคร” (ขับร้องโดย ปรีชาบุณยะเกียรติ) “เบ้าหลอมดวงใจ” และ “มนต์รักลูกทุ่ง”(ขับร้อง โดย ไพรวัลย์ ลูกเพชร) “ฝนเดือนหก” (ขับร้องโดย รุ่งเพชร แหลมสิงห์) “ยมบาลเจ้าขา” (ขับร้องโดย บุปผา สายชล) เป็นต้น โดยเฉพาะเพลงที่เป็นตำนานให้คนกล่าวถึงมากคือ “กลิ่นโคลนสาปควาย” (ขับร้องโดยชาญ เย็นแข) เป็นเพลงที่แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ นั้น ถูกประกาศห้ามเปิดในช่วงการปราบปรามคอมมิวนิสต์ ซึ่งยิ่งห้ามก็เท่ากับกระตุ้นให้คนอยากฟังมากจนพากันซื้อแผ่นเสียงไปฟังเป็นจำนวนมาก เพลงนี้ได้รับการยกให้เป็นต้นแบบของเพลงลูกทุ่ง ทำให้เกิดเพลงแนวนี้ตามมาจนมีการเรียกเพลงลูกกรุงและเพลงลูกทุ่งให้แตกต่างกันในเวลาต่อมา เสียดายที่ครูไพบูลย์อายุสั้น เมื่อ ๕๖ ปีนั้นได้ล้มป่วยและเสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๕

หุ่นครูไพบูลย์ บุตรขัน

ผลงานการแต่งเพลงของครูไพบูลย์ บุตรขัน นั้น มีอยู่จำนวนมาก ซึ่งถือเป็นเพลงลูกทุ่งชั้นครูที่มีเรื่องราวอย่างเรื่องสั้น จึงได้รับความนิยมอยู่ทุกสมัย ในปี พ.ศ.๒๕๓๒ นั้นมีเพลงของครูได้รับรางวัลพระราชทานตามมาในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกไทย อีก ๑๐ เพลง ได้แก่ “ชายสามโบสถ์” (ขับร้องโดย คำรณ สัมบุญณานนท์) “น้ำตาเทียน” (ขับร้องโดย ทูล ทองใจ) “บ้านไร่น่ารัก” และ “เพชรร่วงในสลัม” (ขับร้องโดย ชินกร ไกรลาศ) “ฝนซาฟ้าใส” (ขับร้องโดย ยุพิน แพรทอง) “ฝนเดือนหก” (ขับร้องโดย รุ่งเพชร แหลมสิงห์) “บุพเพสันนิวาส” และ “มนต์รักแม่กลอง” (ขับร้องโดย ศรคีรี ศรีประจวบ) “มนต์รักลูกทุ่ง” (ขับร้องโดย ไพรวัลย์ ลูกเพชร) และ “ยมบาลเจ้าขา” (ขับร้องโดย บุปผา สายชล) และในปี พ.ศ.๒๕๓๔ มีเพลงได้รับรางวัลอีกคือเพลง “หนุ่มเรือนแพ” (ขับร้องโดย กาเหว่า เสียงทอง) ด้วยความอัจฉริยะที่หาได้ยากและเป็นครูผู้สร้างผลงานให้ศิษย์อย่างมากมาย เพลงของครูทำให้ศิษย์ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ เป็นนักร้องลูกทุ่งที่มีชื่อเสียง  ดังนั้น เรือนไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของครูจึงถูกนำมาจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้คนทั่วไปได้ศึกษาชีวประวัติและผลงานการแต่งเพลง ซึ่งมีการแสดงต้นฉบับ สิ่งของ และนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับ ครูไพบูลย์ บุตรขันผู้ได้รับการยกย่องเป็น “บูรพศิลปิน” จากกระทรวงวัฒนธรรม

ต้นฉบับลายมือครู

ในวาระ ๑๐๐ ปีแห่งชาตกาลของครูไพบูลย์ บุตรขัน ในปีนี้จึงเป็นความหวังของศิษย์และผู้ที่นิยมเพลงลูกทุ่งไทยว่าผลงานของครูที่สร้างสรรค์เพลงลูกทุ่งนั้นจะมีชื่อเสียงและเผยแพร่ให้กว้างไกลมากขึ้น ทุกปีนั้นศิษย์เก่า-ใหม่จะพร้อมกันมาทำบุญแสดงความกตัญญูและระลึกเพลงของครูที่ไม่มีวันตายในที่แห่งนี้ตลอดไป

ผลงานเพลงลูกทุ่งยอดนิยม

ผลงานเพลงลูกทุ่งยอดนิยม
รางวัลแผ่นเสียงทองคำ

รางวัลแผ่นเสียงทองคำ
มนต์รักลูกทุ่งจากขลุ่ย

มนต์รักลูกทุ่งจากขลุ่ย
แสดงผลงานแต่งเพลงของครู

แสดงผลงานแต่งเพลงของครู
บ้านครูไพบูลย์ บุตรขัน

บ้านครูไพบูลย์ บุตรขัน
ทำบุญ ๑๐๐ ปี วันชาตกาล

ทำบุญ ๑๐๐ ปี วันชาตกาล
ศิษย์และคนรักเพลงลูกทุ่ง

ศิษย์และคนรักเพลงลูกทุ่ง
%d bloggers like this: