ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เตาทุเรียง’ ภูมิการค้าเครื่องเคลือบของสุโขทัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/504715

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เตาทุเรียง’  ภูมิการค้าเครื่องเคลือบของสุโขทัย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เตาทุเรียง’ ภูมิการค้าเครื่องเคลือบของสุโขทัย

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เครื่องเคลือบแบบต่างๆ

อาทิตย์นี้ ได้ตามรอยสยามไปที่เมืองสุโขทัย ซึ่งมีการพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสุโขทัยหลายเรื่อง ที่น่าสนใจมากคือการสร้างอาคารหอบรรณสารให้เป็นสถานที่รวบรวมหนังสือ เอกสาร และข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรมเพื่อเชื่อมโยงความรู้และข้อมูลของมรดกโลกที่อยู่ในสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร  ในครั้งนี้ นายอเนก สีหามาตย์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ได้มอบหนังสือและเอกสารจากงานการปฏิบัติการโบราณคดีที่ผ่านมาเกือบ ๓๐ ปีนั้น กว่า ๓,๐๐๐ รายการ ให้เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำคัญของพื้นที่ ถือว่าเป็นการจุดประกายศึกษาให้เกิดหอบรรณสารในจังหวัดต่างๆ ที่เห็นความสำคัญเช่นเดียวกัน ดังนั้น การเรียนรู้ สืบค้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่เคยหยุดนิ่ง นอกจากในอุทยานประวัติศาสตร์จะมีโบราณสถานทั้งในและนอกเมืองเก่าที่กรมศิลปากรต้องดูแลแล้ว การสำรวจและขุดค้นของสำนักโบราณคดีก็ยังไม่เคยหยุดนิ่งโดยเฉพาะเรื่อง เครื่องสังคโลก ที่ใช้เรียกเครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตขึ้นในสมัยสุโขทัย ซึ่งพบว่ามีเตาเผาตั้งอยู่ทั้งที่เมืองสุโขทัย และเมืองศรีสัชนาลัย เป็นเครื่องถ้วยชามที่เคลือบสีต่างๆเช่น สีเขียวไข่กา สีน้ำตาล เขียนลายใต้เคลือบใสเป็นรูปต่างๆ ส่งเป็นสินค้าออกจนมีเส้นทางสายเครื่องเคลือบที่เชื่อมต่อไปในพื้นที่ต่างๆ บนแผ่นดินและเกาะต่างๆ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น ด้วย

กระปุกเขียนสีใต้เคลือบ

ประเด็นสำคัญก็คือการพบแหล่งเตาเผาเครื่องถ้วยชามสังคโลกที่เมืองเก่าสุโขทัยทางด้านเหนือ นอกกำแพงเมืองโดยเฉพาะบริเวณคันดินรอบวัดพระพายหลวงนั้น มีเตาเผาอยู่ ๒ แบบ คือ เป็นเตากลม มีพื้นเจาะรูเพื่อระบายความร้อนจากช่องใส่ไฟที่อยู่ด้านล่างขึ้นไปด้านบน เรียกว่าเตาตะกรับ ใช้เผาภาชนะที่ระดับอุณหภูมิไม่เกิน ๙๐๐ องศา และเตาที่มีลักษณะเป็นรูปหลังเต่า มีช่องใส่เชื้อเพลิง ช่องเรียงภาชนะ และปล่องระบายความร้อน อยู่คนละแนวกัน เพื่อระบายความร้อนในแนวนอน เรียกว่า เตาประทุน ใช้เผาภาชนะที่ระดับอุณหภูมิสูง ๙๐๐-๑,๒๐๐ องศา เตาเผาที่พบในสุโขทัยนี้ส่วนใหญ่เป็นเตาที่ก่อขึ้นจากอิฐดิบ ไม่ใช่เตาขุดที่ขุดเข้าไปในเนินดินธรรมชาติแบบเตาเผาบางแห่งที่พบในศรีสัชนาลัย เตาเผาจากอิฐดิบนี้พบว่าก่ออยู่บนชั้นดินดานซึ่งเป็นชั้นดินล่างสุดของสุโขทัย ดังนั้นชื่อเตาทุเรียง หรือ เตาสังคโลก จึงเป็นชื่อเรียกเตาเผาถ้วยชามสังคโลกของสุโขทัยในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒ที่สำรวจแล้วพบมีอยู่ ๓ แหล่งด้วยกัน คือ เตาทุเรียงบริเวณเมืองเก่าสุโขทัย เตาทุเรียงป่ายาง และเตาทุเรียงเกาะน้อย ที่อำเภอศรีสัชนาลัย ดังนั้นแหล่งเตาเผาจึงมีการผลิตตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน หมักดิน และปั้นเป็นภาชนะต่างๆ แล้วจึงไปสู่ขั้นตอนของการเผาภาชนะ อีกทั้งมีแหล่งน้ำที่ใช้เป็นเส้นทางส่งออกได้ด้วย  

ตุ๊กตาเคลือบ

สำหรับเตาเผาที่พบในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยนี้ อยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองสุโขทัย ใกล้กับวัดพระพายหลวงตามแนวฝั่งลำน้ำโจน เป็นเนินดินที่ชาวบ้านเรียกว่า เนินร่อนทองขณะนี้สำรวจพบเตาสังคโลกจำนวนไม่น้อยกว่า ๖๒ เตา มีลักษณะเป็นเตาเผาแบบอิฐกว้างขนาด ๑.๕๐-๒ เมตร ๕๐ เตา และยาวขนาด ๔-๕ เมตร มีรูปแบบคล้ายกับประทุนเกวียน ๑๒ เตา แบ่งออกเป็น ๓ ส่วนได้แก่ ที่จุดเชื้อเพลิง ที่วางถ้วยชามและปล่องไฟระบายความร้อน คาดว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ อีกทั้งยังพบภาชนะถ้วยชามที่เป็นของใช้สอยเป็นส่วนใหญ่ เป็นเครื่องปั้นที่เคลือบสีน้ำตาลหรือสีดำแล้วเคลือบใสสีเขียวอ่อน และในการเผามักจะใช้กี๋ ซึ่งเป็นจานที่มีขา มีปุ่ม ๕ ปุ่ม วางคั่นระหว่างชามแต่ละใบ เตาสังคโลกบางเตายังพบเศษถ้วยชามสังคโลกอยู่ในเตาเป็นจำนวนมากด้วย ทำให้พบว่ามีลายเขียนสีดำภาพใต้เคลือบที่ประณีตกว่ามีการเขียนปลาตัวเดียว-ปลา ๔ ตัว และเมื่อตรวจสอบอายุแล้วพบว่าอยู่ใน พ.ศ. ๑๙๕๓-๒๒๓ ตรงกับสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท(พญาลือไท) ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่ามีการส่งออกสินค้าเครื่องเคลือบหลากหลายชิ้นงานมากว่า ๖๐๐ ปีแล้ว ต่อไปคงจะได้เห็นลำน้ำแม่ลำพันออกจากบริเวณนี้เป็นร่องรอยการค้าเมืองสุโขทัยซึ่งยังปล่อยตื้นๆ รกๆ อยู่เตาทุเรียง-แบบประทุนเตาทุเรียง-แบบประทุนสังคโลก-ปลา ๓ ตัวสังคโลก-ปลา ๓ ตัวสังคโลก-เครือเถาสังคโลก-เครือเถาศึกษาเศษภาชนะเคลือบ

ศึกษาเศษภาชนะเคลือบพิธีมอบหนังสือและเอกสาร

พิธีมอบหนังสือและเอกสารผังสำรวจเตาเผาทุเรียง

ผังสำรวจเตาเผาทุเรียงบริเวณเตาทุเรียง

บริเวณเตาทุเรียงเตาทุเรียงเมืองสุโขทัยเตาทุเรียงเมืองสุโขทัย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ฟิล์มกระจก’ ภูมิมรดกโลกเรื่องราวเหนือกาลเวลา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/503330

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฟิล์มกระจก’  ภูมิมรดกโลกเรื่องราวเหนือกาลเวลา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฟิล์มกระจก’ ภูมิมรดกโลกเรื่องราวเหนือกาลเวลา

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระเจ้าลูกเธอฯ อุรุพงษ์รัชสมโภช

วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดย กรมศิลปากร ได้เปิดให้ทุกคนมีโอกาสชมนิทรรศการ “ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา” ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์ให้ภาพเก่าจากฟิล์มกระจกนั้นมาเล่าเรื่องราวประเทศไทยในอดีต ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔-๗ ผ่านภาพถ่ายฟิล์มกระจกชุดหอพระสมุดวชิรญาณที่องค์การยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกความทรงจําแห่งโลก (Memory of the World) เมื่อปี พ.ศ.๒๕๖๐ โดยมี ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เจ้าของโครงการ นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากรและผู้เกี่ยวข้องร่วมกันจัดงานนี้เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวที่มีคุณค่าเหนือกาลเวลา ที่ชั้น ๘ ของหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร นับเป็นการเผยแพร่ความเป็นฟิล์มกระจกให้เป็นเอกสารจดหมายเหตุประเภทโสตทัศนวัสดุ เป็นฟิล์มชนิดหนึ่งที่มีทั้งภาพเนกาทีฟและโพสซิทีฟอยู่บนแผ่นกระจก เป็นหนึ่งในวิทยาการด้านการถ่ายภาพที่นิยมกันในช่วง พ.ศ.๒๓๙๕-๒๔๗๒ ทุกแผ่นนั้นล้วนเป็นภาพบันทึกเรื่องราวตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีความสำคัญด้านข้อมูลผ่านมุมมองของผู้บันทึกภาพแทนเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งมีภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศ์ ขุนนางและช่างภาพ อันสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการด้านต่างๆ ทั้งการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตความเป็นอยู่บุคคล สถานที่ และเหตุการณ์สำคัญในอดีต

การศึกษาเริ่มแรก

นิทรรศการครั้งนี้ได้คัดเลือกภาพถ่ายจากหนังสือ “ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์” เล่ม ๒ร่วมกับภาพถ่ายชุดอื่นโดยออกแบบเนื้อหาและนําเสนอเป็นนิทรรศการ รวมทั้งสิ้น ๑๐๒ ภาพ แบ่งเป็น ๔ ส่วน คือ ส่วนที่ ๑ ปฐมบรรพ เป็นเรื่องการเสด็จประพาสหัวเมืองของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมพระบรมวงศานุวงศ์และการเสด็จประพาสต้นซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดําเนินส่วนพระองค์ที่ทำให้พระองค์ทรงใกล้ชิดราษฎรและทราบทุกข์สุขของประชาชน ส่วนที่ ๒ ทุติยบรรพ เป็นเรื่องของสยามในยามสุขสงบที่เป็นรอยต่อของกาลเวลา เป็นภาพวิถีชีวิตปกติของผู้คนในกรุงเทพฯ และบ้านเมือง ส่วนที่ ๓ ตติยบรรพ เป็นเรื่องราวของตะวันออกบรรจบตะวันตกที่สะท้อนบทบาทของชาวตะวันตกที่ส่งผลต่อการปรับปรนของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๗ และส่วนที่ ๔ จตุตถบรรพ เป็นเรื่องราวที่ประเทศเร่งรุดไปข้างหน้า ที่สะท้อนให้เห็นถึงการรับอิทธิพลของชาติตะวันตกจนสยามประเทศเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการสร้างและเชื่อมโยงระบบเส้นทางรถไฟ ที่นําไปสู่การปฏิรูปการปกครอง เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว 

ขนสัมภาระลงเกาะตะวันออก

นิทรรศการ “ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา” หลังจากพิธีเปิดนิทรรศการในวันพฤหัสบดีที่ ๙ กรกฎาคม แล้วก็จะเปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันที่ ๑๐ กรกฎาคม-๒๐ กันยายน ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐-๑๖.๓๐ น. ทุกวัน(ยกเว้นวันจันทร์) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และยังได้จัดให้ประชาชนทั่วประเทศได้มีโอกาสชมนิทรรศการที่น่าสนใจในครั้งนี้อย่างทั่วถึงจึงจัดทำเป็นนิทรรศการออนไลน์แบบเสมือนจริงให้ชมผ่านเว็บไซต์ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติประเด็นที่น่าสนใจในการสร้างสรรค์ภาพฟิล์มกระจกที่มีขนาดเล็ก จากเดิมนั้นใช้วิธีวางฟิล์มกระจกทาบบนแผ่นกระดาษและใช้แสงผ่านให้เป็นภาพเท่าแบบ วันนี้ได้มีการพัฒนานำฟิล์มกระจกไปขยายเป็นภาพขนาดใหญ่โดยยังมีความชัดมหัศจรรย์จนสามารถสร้างการเรียนรู้ใหม่ และเปิดความละเอียดของภาพให้ค้นหาความหมายได้มากขึ้น ดังนั้น การเก็บเรื่องราวในอดีตจึงเหนือกาลเวลาให้เรียนรู้ และแบ่งปันข้อมูลให้น่าสนใจที่ทุกคนสามารถค้นหาได้เอง โดยช่วยกันสืบค้น รักษา สืบสานต่อยอด เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วิถีสังคมและเหตุการณ์ในอดีตได้ชัดเจนขึ้น เป็นการยืนยันความทรงจำและเป็นมรดกสำคัญที่หาได้ยากในโลก ให้เป็นข้อมูลที่จูงใจนำพาให้เกิดการเที่ยวตามรอยภาพในอดีต โดยเฉพาะการตามรอยพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช พระราชโอรสองค์น้อยผู้สนิทเสน่หาที่โดยเสด็จประพาสในรัชกาลที่ ๕ ไปทุกแห่ง

ท่านหญิงใหม่เล่าเรื่องท่านหญิงใหม่เล่าเรื่องเรื่องราวเหนือกาลเวลาเรื่องราวเหนือกาลเวลาภาพขยายขนาดใหญ่ภาพขยายขนาดใหญ่

เรือยอดไชยาเรือยอดไชยาเรือประพาสต้นเรือประพาสต้นเรือเก๋งเจ้านายเรือเก๋งเจ้านายร้านรวงในอดีตร้านรวงในอดีต

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เขาสมอคอน’ ภูมิตำราวิทยาอาคมขลังแห่งลพบุรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/501869

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เขาสมอคอน’  ภูมิตำราวิทยาอาคมขลังแห่งลพบุรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เขาสมอคอน’ ภูมิตำราวิทยาอาคมขลังแห่งลพบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชื่อเสียงของเขาสมอคอนนั้น มีปรากฏอยู่ในพื้นที่หลายแห่ง การเดินทางตามรอยสยามเพื่อเรียนรู้ถึงภูมิบ้านภูมิเมืองอาทิตย์นี้ได้สนใจให้ความสำคัญกับเทือกเขาสมอคอน ที่อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ด้วยมีวัดเก่าเล่าขานกันว่าเป็นวัดที่ตั้งขึ้นเมื่อครั้งสมัยอยุธยา ด้วยยังเหลือ เจดีย์ ทรงลังกาย่อมุมไม้สิบสอง ซึ่งทำฐานบัวกลุ่มรองรับองค์ระฆัง ตามแบบเจดีย์ที่นิยมสร้างสมัยอยุธยามาถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันวัดนี้มีโบสถ์และมณฑปสร้างขึ้นเพิ่มเติมในชั้นหลัง รวมทั้งประติมากรรมขนาดใหญ่รูปหนุมานยกเขาสรรพยาให้มองเห็นแต่ไกล หากไม่เล่าตำนานที่คนเก่าเขาผูกเรื่องไว้ในพื้นที่ก็ดูจะขาดรสชาติของเขาสมอคอนไปทีเดียว 

จากนิทานตำนานเมืองละโว้เล่าว่า เมื่อครั้งที่พระลักษมณ์ถูกหอกโมกขศักดิ์ของกุมภกรรณนั้น พระรามได้ให้หนุมานไปเอาต้นยาที่เขาสรรพยา อำเภอหนึ่งของชัยนาทปัจจุบัน โดยกำชับตามพิเภกว่าให้กลับมาก่อนอรุณรุ่ง หนุมานไปหายาไม่พบด้วยตัวยาสังกรณี-ตรีชวาเกิดเล่นซ่อนหาสนุกกับกับหนุมานจนจะค่ำมืด หนุมานเกรงว่าหากไล่หากันก็จะรุ่งสางเสียก่อน จึงสำแดงฤทธิ์ยกภูเขาทั้งลูกและเหาะผ่านมาทางเมืองลพบุรี ซึ่งไฟกำลังลุกไหม้เมือง แสงสว่างของไฟทำให้หนุมานมองเห็นต้นยาที่ต้องการ จึงทิ้งภูเขาที่ยกมานั้นลงกลางทะเลเพลิงทำให้เขาถูกไฟเผาจนสุกเป็นดินสีขาวทั้งลูกเขา จึงเรียกกันว่า “เขาสมอคอน” เป็นภูเขา สีขาวลูกเดียวอยู่กลางทุ่งไปทางทิศเหนือประมาณ ๑๐ กิโลเมตร จากเหตุที่เขามีถ้ำโถงขนาดใหญ่และสามารถเข้าไปถึงหลืบที่แบ่งเป็นห้องด้านในทำให้มีตำนานเล่าต่อกันอีกว่า 

เขาสมอคอนนี้เป็นสำนักตักสิลาสมัยโบราณ เป็นที่อยู่ของสุกกทันตฤๅษี ซึ่งเป็นอาจารย์ของ พ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัย และ พระยางำเมือง เมืองพะเยา เล่าว่าทั้งสององค์มาศึกษาศิลปวิทยา ณ เขาสมอคอน แต่ยังทรงพระเยาว์ บางความเล่าว่าสุกกทันตฤๅษีลาพรตมาอยู่ที่เขานี้เพื่อสืบข่าวทางเมืองละโว้ จึงทำให้มีทางลงไปในถ้ำซึ่งมีพระนอนและมีถ้ำวิหาร ถ้ำแสนสุข ให้มุดให้ลอดสนุกสนานจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวและภูมิสมมุติเพื่อสร้างศรัทธาถึงฤๅษีตนนั้น แต่สิ่งที่คนพากันนับถือไม่ขาดนั้นคือ “พระอุปัชฌาย์ก๋ง” หรือ “หลวงปู่ก๋ง” พระเกจิอาจารย์ดัง๔ แผ่นดิน ที่รู้จักกันดี ท่านเกิดวันจันทร์ เดือนอ้าย ปีระกา ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่บ้านเขาสมอคอนเรียนหนังสือไทยและขอมจนแตกฉานแล้วจึงบวชที่วัดเขาสมอคอนกับเจ้าอธิการจีนพระอุปัชฌาย์ พระอธิการทับ เป็นพระกรรมวาจาจารย์พระอธิการชื่น เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ซึ่งอยู่จำพรรษาหลายวัด เช่น วัดมุจลินทร์ วัดบ้านไร่วัดบางลี่ และวัดน้อย บางยี่ขัน หลังสุดกลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบางลี่ ครองวัดอยู่ ๕ พรรษาจึงย้ายมาวัดเขาสมอคอน จนมรณภาพเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๖๙ รวมอายุยืนยาวถึง ๑๒๕ ปีต่อมาหลวงพ่อบุญมี  ศิษย์เอกของท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัด ได้ถ่ายทอดวิทยาคมจนมีชื่อเสียงตามกัน และได้เล่าว่า รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ มาหาหลวงปู่ก๋งที่วัดหนึ่งครั้ง โดยเสด็จขึ้นไปถึงยอดเขาสมอคอน อยู่กับท่านตามลำพังเป็นเวลานานจึงเสด็จกลับลงมา

ต่อมาได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งในราชกิจจานุเบกษาว่า “วันที่ ๔ พฤศจิกายน เวลาเช้า ๒ โมงเศษ ประทับเรือพระที่นั่งยอดไชยา เปนเรือมาดแจว พ่วงเรือกลไฟขึ้นไปจอดที่ตะพานศาลาเชิงเขาสมอคอน ทรงพระดำเนินประพาศบนเขาสมอคอนแล้วประพาศในถ้ำพระนอนที่บนเขา แล้วประทับที่ศาลาตรงหน้าบันไดเขาทางที่เสด็จขึ้นพระราชทานเสมาแก่เด็ก และพระราชทานเงินสำหรับปฏิสังขรณ์วัดเขาสมอคอน120 บาท…” ทั้งพระอธิการจีน หลวงปู่ก๋งหลวงพ่อบุญมี แห่งเขาสมอคอน นับเป็นพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมขลังจนสำนักเขาสมอคอนมีชื่อเสียงมาจนวันนี้…

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองมโนรมย์’ ภูมิตำนานเมืองสุดเสียงช้างร้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/500480

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองมโนรมย์’  ภูมิตำนานเมืองสุดเสียงช้างร้อง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองมโนรมย์’ ภูมิตำนานเมืองสุดเสียงช้างร้อง

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 17.48 น.

คุ้งสำเภาในปัจจุบัน

ด้วยความสำคัญของเรื่องราวแต่ละชุมชนนั้นทำให้มีการเดินทางเที่ยวตามรอยภูมิบ้านภูมิเมืองกันมากขึ้น ดังนั้นโครงการ “ตามรอยสยาม” จึงเป็นกิจกรรมหนึ่งสำหรับถอดบทเรียนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันตามแนวทางการรักษา สืบสานและต่อยอดความรู้ให้แพร่หลาย อาทิตย์นี้ได้เดินทางค้นหาตามเส้นทางแม่น้ำมะขามเฒ่า โดยเริ่มต้นที่วัดจวน ต.ท่าฉนวน จ.ชัยนาท ก่อนซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อท่าน้ำอ้อย เมืองบน บ้านโคกไม้เดนอันเป็นแหล่งโบราณคดีใน อ.พยุหะคีรี หากข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นเกาะเทโพ ที่ขวางแม่น้ำสะแกกรัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของลำแม่น้ำมะขามเฒ่าที่ไหลออกไปคุ้งสำเภา แล้วเลี้ยวเข้าปากคลองตรงวัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท ไปออกเมืองสุพรรณบุรี เป็นแม่น้ำท่าจีนนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันบางแห่งตื้นเขิน คงได้หาอ่านจากพระราชหัตถเลขาเสด็จประพาสลำแม่น้ำมะขามเฒ่าในรัชกาลที่ ๕

วัดจวนนี้คือวัดที่ใช้พื้นที่ของเจ้าเมืองมโนรมย์ที่มีมาแต่ครั้งอยุธยาสร้างเป็นวัดขึ้นในชั้นหลัง สำหรับร่องรอยที่จะบอกให้เห็นถึงความเก่าสมัยอยุธยานั้น ได้สูญสิ้นไปนานแล้ว เดิมนั้นมีโบราณสถานสมัยอยุธยาอยู่ริมแม่น้ำ เป็นกลุ่มเจดีย์สมัยอยุธยาเรียงรายอยู่ เรื่องเมืองมโนรมย์มีความในพระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ว่า “ลุศักราช ๑๐๒๐ (พ.ศ.๒๒๐๑) ปีจอ สัมฤทธิ์ศก จึงพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จด้วยพระที่นั่งชลวิมานกาญจนบวรนาวาไปประพาส ณ เมืองนครสวรรค์ จึ่งพระยาจักรีกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า ขุนสีขรจารินท์ ณ เมืองศรีสวัสดิ์ บอกมาว่า ออกไปฟังข่าว ณ ตำบลห้วยทราย แลนายอานซุยคล้องต้องนางช้างเผือกประมาณสามศอกมีเศษ หูหางสรรพด้วยรูปงาม คล้องได้ในวันอังคารเดือนอ้ายแรมสองค่ำ จึ่งมีพระราชโองการตรัสให้พระยาตะนาวศรี แลพฤติบาศแลขุนช้าง ทั้งหลายไปรับเศวตคเชนทร ก็เสด็จพระราชดำเนินไปแต่เมืองนครสวรรค์…” ประเด็นสำคัญของเรื่องคือนายอานซุย บุตรของขุนสีขรจารินท์ เป็นผู้คล้องช้างส่วนนางช้างนั้นขึ้นระวางสมโภชได้รับตั้งชื่อเป็นพระอินทไอยราวรรณวิสุทธิราชกริณีเมื่อวันศุกร์ เดือนยี่ ขึ้น ๕ ค่ำ นายอานซุยได้ความชอบเป็นขุนคเชนทรไอยราวิสุทธิราชกิริณีและขุนสีขรจารินท์ เป็นหลวงเศวตคเชนทร์ โดยมี พระศรีสิทธิกรรม เป็นปลัดกรมโขลงในกรมช้าง ซึ่งเป็นผู้พบและนำควาญไปโพนช้างดังกล่าว อีกทั้งยังโปรดฯให้เป็นผู้ดูแล ฝึกช้างหลวงจนเป็นที่พอพระทัยมาก ครั้งนั้นพระองค์ตรัสถามว่า “อยากได้บำเหน็จอะไร” พระศรีสิทธิกรรม น่าจะกราบทูลว่า “อยากจะเป็นเจ้าเมือง”

ช้างทรงพระนารายณ์ที่ทรงโปรด

พระนารายณ์ทรงพระสรวลแล้วตรัสว่า “มันอยากเป็นเจ้าเมืองก็ให้มันเป็น” จึงแบ่งพื้นที่ตำบลท่าฉนวน เมืองชัยนาทให้เป็นเมืองตามที่ขอว่า “ขอพื้นที่เพียงสุดเสียงช้างร้อง” ทำให้เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ที่ภูมิสถานบ้านเดิมของพระศรีสิทธิกรรม ซึ่งปรากฏชื่อทำเนียบนามว่ามีหลวงสรรพสิทธิกิจ เป็นปลัดเมือง ขุนวิเศษภักดี เป็นยกกระบัตร และพระครูมโนรมย์มุนี เป็นเจ้าคณะเมือง ต่อมานั้นมีเจ้าเมืองสืบต่อหลายคนเช่น ขุนศรีสิทธิกรรม (ใย) พระศรีสิทธิกรรม (ทรัพย์) หลวงศรีสิทธิกรรม (เปล่ง) และขุนอนุสรณ์สิทธิกรรม เป็นต้น

เมืองมโนรมย์ครั้งแรกตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกบริเวณวัดจวน ตำบลท่าฉนวน ห่างจากที่ว่าการอำเภอปัจจุบันไปทางทิศเหนือประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ต่อมาตัวเมืองถูกกระแสแม่น้ำเจ้าพระยาเซาะตลิ่งพังจนเมืองเดิมลงแม่น้ำ จึงต้องย้ายตัวเมืองมโนรมย์ไปตั้งบริเวณบ้านหาดมะตูม ตำบลศิลาดาน ปัจจุบันเป็นอำเภอมโนรมย์ ซึ่งมีเขตการปกครองข้ามไปถึงแม่น้ำสะแกกรัง คือตำบลหาดทนง ตำบลเกาะเทโพ และตำบลท่าซุง ในอดีตถือเป็นชุมชนตลาดที่มีการขนส่งสินค้าและการสัญจรทางเรือไปมาโดยอาศัยลำแม่น้ำเจ้าพระยา-แม่น้ำสะแกกรังเป็นเส้นการค้าหลักที่รู้จักกันดีในชื่อ “คุ้งสำเภา” ซึ่งมีเมืองโบราณอยู่คืออู่ตะเภา หลังสุด พ.ศ.๒๔๕๒ จึงตั้งที่ว่าการอำเภอมโนรมย์ใหม่ ส่วนเมืองมโนรมย์สมัยพระนารายณ์นั้นคงเห็นแต่วัดจวนบนพื้นที่เจ้าเมืองเดิม ความเป็นเมืองสุดเสียงช้างร้องนั้นถูกน้ำเซาะพื้นที่ลงแม่น้ำไม่เห็นร่องรอยแล้วเช่นเดียวกับตำนานที่ต่างเล่าต่างบอกมากมายหลายความชุมชนเก่าท่าฉนวน

ชุมชนเก่าท่าฉนวนหนังสือตำนานเมืองแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาหนังสือตำนานเมืองแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาวัดโรงช้างที่อยู่เหนือเมืองมโนรมย์

วัดโรงช้างที่อยู่เหนือเมืองมโนรมย์เรือนเก่าที่ยังอยู่เรือนเก่าที่ยังอยู่รูปปั้นพระศรีสิทธิกรรม

รูปปั้นพระศรีสิทธิกรรมพระศรีสิทธิกรรมฝึกช้างพระศรีสิทธิกรรมฝึกช้างพระพุทธรูปเก่า

พระพุทธรูปเก่าพระประธานในโบสถ์

พระประธานในโบสถ์โบสถ์ที่สร้างในชั้นหลังโบสถ์ที่สร้างในชั้นหลังโบสถ์เก่าวัดจวน

โบสถ์เก่าวัดจวน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๓ มิถุนายน’ปฐมภูมิราชาภิเษกแห่งราชวงศ์จักรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/499024

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๓ มิถุนายน’ปฐมภูมิราชาภิเษกแห่งราชวงศ์จักรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๓ มิถุนายน’ปฐมภูมิราชาภิเษกแห่งราชวงศ์จักรี

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระราชพิธีปราบดาภิเษก รัชกาลที่ ๑

เดือนมิถุนายนนี้ มีวันสำคัญของประวัติศาสตร์อันเกี่ยวกับพระราชพิธีปราบดาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขึ้นเป็นพระปฐมกษัตริย์ครองกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีเหตุการณ์ในพงศาวดารว่าในวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ นั้น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ (ทองด้วง) ได้เคลื่อนทัพเข้าจากวัดสะแก ต่อมาคือวัดสระเกศในปัจจุบัน เข้ากรุงธนบุรี เพื่อจัดการบ้านเมืองให้เรียบร้อยหลังจากที่พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ได้นำไพร่พลเข้าปราบการจลาจลในกรุงธนบุรี เมื่อวันที่ ๕เมษายน จนสงบเรียบร้อยแล้ว และสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ทรงรับเป็นพระเจ้าแผ่นดินดูแลไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์ตามความเห็นชอบของมุขอำมาตย์มนตรี ไพร่ฟ้าประชาชน ภายหลังรัชกาลที่ ๖ ทรงให้ประกาศว่าวันที่ ๖ เมษายน เป็นวันจักรี ส่วนการจัดการบ้านเมืองเพื่อให้มีชัยภูมิที่เหมาะสม ซึ่งก่อนนั้นได้มีการดำริไว้แต่ครั้งกรุงธนบุรีถึงการขยายเมืองว่าคับแคบและไม่สามารถป้องกันพระนครได้นั้น จึงทำให้ได้เลือกบริเวณพื้นที่การเกษตรหรือแปลงผักของคนในบังคับของพระราชาเศรษฐี ที่อยู่ฝั่งบางกอกตรงข้ามกับกรุงธนบุรีสร้างเป็นพระนครแห่งใหม่ โดยต่อมาวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธียกเสาหลักเมืองขึ้นตามเพชรฤกษ์มงคล ภายหลังได้ถือให้เป็นวันตั้งกรุงเทพมหานคร

จิตรกรรมเสด็จเลียบพระนคร

ดังนั้น การประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกเพื่อให้เป็นไปตามราชประเพณีโบราณจึงทำให้มีการฟื้นฟูขนบธรรมเนียมและรูปแบบพระราชวังตามอย่างกรุงศรีอยุธยาหลายประการ โดยเฉพาะการสร้างเครื่องราชูปโภคสำหรับพระมหากษัตริย์ที่ต้องใช้ช่างที่สืบทอดฝีมือแต่กรุงศรีอยุธยาและมีพระที่นั่งองค์สำคัญสำหรับเป็นมณฑลพิธี โดยให้พระยาธรรมาธิกรณ์และพระยาวิจิตรนาวี คุมช่างและไพร่ไปวัดพื้นที่สร้างพระนครนี้ เมื่อสร้างพระที่นั่งอินทราภิเษกองค์แรกเป็นพระที่นั่งเครื่องไม้ และสร้างเครื่องเบญจกกุธภัณฑ์ครบตามราชประเพณีโบราณแล้ว ในวันที่ ๑๐-๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๕ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีปราบดาภิเษกโดยสังเขป ตามโบราณราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์ซึ่งเสด็จผ่านพิภพต้อง “ราชาภิเษก” เป็นพระราชาธิบดีโดยสมบูรณ์ตามราชประเพณี ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ของเจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี(ขำ บุนนาค) ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงตรวจชำระและทรงนิพนธ์อธิบาย ได้บรรยายการ “ราชาภิเษก” ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชความว่า “…นิมนต์พระราชาคณะสวดพระปริตรพุทธมนต์ครบ ๓ วัน แล้ว รุ่งขึ้น ณ วันพฤหัสบดีเดือนแปด บุรพาษาฒขึ้นสี่ค่ำ เวลารุ่งแล้ว๔ บาท ได้มหามงคลฤกษ์ พระบาทสมเด็จบรมนารถบพิตรพระเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จทรงเรือพระที่นั่งบัลลังก์ศรีสักหลาด ประดับด้วยเรือจำนำท้าวพระยา ข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งปวงแห่โดยขบวนพยุหยาตราหน้าหลังพรั่งพร้อม เสด็จข้ามป่าริมคงคามา ณ ฝั่งตะวันออก เสด็จขึ้นฉนวนหน้าพระราชวังใหม่ ทรงพระราชยานตำรวจแห่หน้าหลังเสด็จขึ้นยังพระราชมนเทียรสถานทำการพระราชพิธีปราบดาภิเษก…”

ตั้้งเครื่องราชูปโภควันราชาภิเษก

ดังนั้น วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๕ จึงเป็นวันพระราชพิธี “บรมราชาภิเษก” ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งมีพระชนม์ได้ ๔๖ พรรษานั้นจึงเป็นปฐมราชาภิเษก หรือวันปราบดาภิเษกในรัชกาลที่ ๑ ขึ้นเป็นพระปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรีโดยสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี วันที่ ๑๓ มิถุนายนจึงเป็นวันสถาปนาราชวงศ์จักรีและเฉลิมพระอิสริยยศ พระชนกทองดี ขึ้นเป็น “สมเด็จพระชนกาธิบดี” พระปฐมราชวงศ์จักรี และสถาปนาพระบรมวงศ์ชั้นต้นตามลำดับ และเมื่อได้สร้างพระบรมมหาราชวังแล้วเสร็จสมบูรณ์ จึงได้โปรดเกล้าฯให้มีพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกให้สมบูรณ์อีกครั้งในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๘ และยึดถือเป็นแบบอย่างพระราชพิธีฯ มาทุกรัชกาลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๑

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๑พระปฐมกษัตริย์ รัชกาลที่ ๑พระปฐมกษัตริย์ รัชกาลที่ ๑พระปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่ ๑พระปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่ ๑พิธีสักการะพระปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี

พิธีสักการะพระปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรีพระชนกทองดี

พระชนกทองดีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระสุหร่ายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระสุหร่ายหลักเมืองรัชกาลที่ ๑ เมื่อตั้งพระนครหลักเมืองรัชกาลที่ ๑ เมื่อตั้งพระนครมหาจักรีบรมราชวงศ์

มหาจักรีบรมราชวงศ์พื้นที่สร้างพระนครใหม่

พื้นที่สร้างพระนครใหม่พระสมุดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระสมุดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สาส์นสมเด็จ’ ภูมิเจ้านายนักปราชญ์รัตนโกสินทร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/497549

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สาส์นสมเด็จ’ ภูมิเจ้านายนักปราชญ์รัตนโกสินทร์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สาส์นสมเด็จ’ ภูมิเจ้านายนักปราชญ์รัตนโกสินทร์

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สองสมเด็จฯ พบกันที่ปีนัง

ประเทศไทยนั้นโชคดีที่มีเจ้านายสองพระองค์ที่รู้จักกันดีในวงการศิลปไทยและประวัติศาสตร์คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานิวัดติวงศ์  ผู้ได้รับการยกย่องว่าทรงเป็น”พระบิดาแห่งช่างศิลปะไทย” และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ได้รับการยกย่องว่าทรงเป็น”พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย”เจ้านายทั้งสองพระองค์นี้ภายหลังยูเนสโก ได้ประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก  จากผลงานที่ทรงรอบรู้ในวิทยาการต่างๆ และทรงมีพระปรีชาสามารถโดยเฉพาะเรื่องที่เด่นชัด ดังปรากฏในผลงานด้านช่างศิลปะไทย  ศิลปะการละคร  ประวัติศาสตร์โบราณคดี  และอื่นๆ  จนเป็นที่รู้กันว่าความรู้ของ”สองสมเด็จ”นี้เป็นเป็นตำราแห่งปราชญของแผ่นดิน เจ้านายสองพระองค์นี้เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๔ คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานิวัดติวงศ์  ประสูติแต่พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย เมื่อวันอังคาร 8 เมษายน พ.ศ.2406  ส่วนสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพประสูติแต่เจ้าจอมมารดาชุ่ม ท.จ.ว. เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405ทั้งสองสมเด็จฯนี้ทรงสนองพระราชกิจและเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมืองมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 แล้ว สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เสด็จไปประทับที่ปีนัง ขณะสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงดำรงตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในช่วงหลังวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปประทับต่างประเทศ โดยพระสถานะที่มีโอกาสจะรู้ และสามารถศึกษาความรู้ได้ โดยความสนพระทัย และพระปรีชาในทางส่วนพระองค์จึง เป็นปัจจัยสำคัญต่อการมีส่วนร่วมทางสังคม ทางวิชาการ อันเป็นที่มาแห่งความรู้ และการที่ทรงแลกเปลี่ยนความรู้ ต่อกัน   เมื่อสองพระองค์ล่วงเข้าพระปัจฉิมวัยนั้นทรงได้แสดงความคิดด้วยความรู้ ด้วยสุขุมคัมภีรภาพ-รสนิยม และพระนิสัยใฝ่ดี อันควรจูงใจคนให้โดยเสด็จฯติดตามความรู้ของทั้งสองพระองค์อยู่เป็นนิจ จึงเป็นคุณลักษณะอันวิเศษทางวิชาการของเจ้านายที่มีคุณค่ายิ่งในการนำทางความคิด และสุนทรียภาพทางปัญญาที่หาได้ยาก สมเด็จเจ้าฟ้าฯได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณในตำแหน่งต่างๆ เช่น เสนาบดีกระทรงโยธาธิการ เสนาบดีกระทรวงการคลัง เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ ผู้บัญชาการทหารเรือ พระองค์ทรงประชวรด้วยโรคพระหทัยโต

สมเด็จฯเจ้าฟ้านริศรานุวัดติวงศ์

ขณะที่ยังทรงรับราชการในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง จึงได้กราบถวายบังคมลาออกจากราชการ  แต่พระองค์ก็ยังคงรับราชการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยทรงออกแบบงานต่างๆตามพระราชประสงค์ เช่น พระโกศ พระบรมอัฐิ และพระวิมานทองคำลงยาราชาวดี สำหรับประดิษฐาน พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่กับงานศิลปะและวิทยาการจนพระชราและสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2490มีพระชันษาได้ 83 ปี  สำหรับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพนั้น ทรงรับราชการเป็นเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทย สนองพระพระราชกิจจนชราภาพจึงกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในปี พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงเป็นเสนาบดีที่ปรึกษา ภายหลังเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475ทรงประทับอยู่ ณ เกาะปีนังต่อมาได้เริ่มประชวรด้วยโรคพระหทัยพิการมาตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 จึงเสด็จกลับมารักษาในประเทศไทย สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2486 รวมพระชันษา 81 ปี ตลอดพระชนม์ชีพนั้นพระองค์ทรงงานนิพนธ์ไว้มากมายหลายประเภท ได้แก่พงศาวดาร 134 เรื่อง,โคลงกลอน 92 เรื่อง,ศาสนา 79 เรื่อง,อธิบายแทรก 19 เรื่อง,ประวัติ 160 เรื่อง,ตำนาน 130 เรื่องและบทความในนิตยสารสยามสมาคม 10 เรื่อง,โดยเฉพาะเอกสารชุดสาส์นสมเด็จ นั้นเป็นงานรวบรวมพระหัตถเลขาส่วนพระองค์ของสองสมเด็จ ที่ทรงมีไป-มาระหว่างกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิด จากเรื่องราวและข้อมูลในลักษณะรอบรู้ หลากหลายด้วยอัจฉริยภาพที่เป็นสหวิทยาการที่มีคุณค่ายิ่งในการเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมและวิทยาการอื่นๆนับเป็นเอกสารสำคัญของแผ่นดินที่ใช้อ้างอิงมาจนทุกวันนี้ สนใจคอยติดตามนิทรรศการ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ที่รอวันเปิดให้ชมเรื่องนี้ต่อไป

 

นิทานโบราณคดี

นิทานโบราณคดี

รายชื่อหนังสือสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

รายชื่อหนังสือสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ภาพฝีพระหัตถ์ สมเด็จเจ้าฟ้านริศราฯ

ภาพฝีพระหัตถ์ สมเด็จเจ้าฟ้านริศราฯ

เสนาบดีมหาดไทย

เสนาบดีมหาดไทย

สาส์นสมเด็จ ๒๔๘๐-๒๔๘๖

สาส์นสมเด็จ ๒๔๘๐-๒๔๘๖

สองสมเด็จ

สองสมเด็จ

สองสมเด็จ

สองสมเด็จ

ระพินทร์ ฐากูร นักเขียนอินเดีย

ระพินทร์ ฐากูร นักเขียนอินเดีย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดไชยวัฒนาราม’ ภูมิงานการอนุรักษ์บูรณะระดับโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/479298

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดไชยวัฒนาราม’ ภูมิงานการอนุรักษ์บูรณะระดับโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดไชยวัฒนาราม’ ภูมิงานการอนุรักษ์บูรณะระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บุพเพสันนิวาสที่สร้างกระแสออเจ้ากัน

หลังจากกระแสนวนิยาย “บุพเพสันนิวาส” ออเจ้าสร่างซาลง วัดไชยวัฒนาราม ก็ยังคงมีความสง่างามและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุเป็นโบราณสถานแห่งสำคัญที่ยืนยันความเป็นมรดกโลกให้โลกปรากฏ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยไปกับ คุณอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร เพื่อพบกับผู้สนับสนุนหลักในการทำงานของโครงการการบูรณะต่อเนื่องจากโครงการ WorldMomument Fund โดยมี นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, นายจารึก วิไลแก้ว ผอ.ศิลปากรที่ ๓ และนางสาวสุกัญญา เบาเนิด ผอ.อุทยานประวัติศาสตร์ฯซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่มรดกโลกแห่งนี้โดยตรง

คณะผู้สนับสนุนและผู้รับผิดชอบโครงการ

วัดไชยวัฒนาราม เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลาย ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทางฝั่งตะวันตกนอกเกาะเมือง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ.๒๗๑๓ เดิมเป็นนิวาสถานของพระราชมารดาและสถานที่สิ้นพระชนม์ก่อนที่พระเจ้าปราสาททอง เสด็จขึ้นเสวยราชเป็นกษัตริย์ พระองค์จึงสร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้นเพื่ออุทิศกุศลให้แด่พระราชมารดาของพระองค์ โดยนำสถาปัตยกรรมแห่งวิษณุโลกจากปราสาทนครวัด มาสร้างจนเข้าใจว่าน่าจะเป็นรูปแบบสร้างพระเมรุมาศในครั้งนั้นด้วย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ชัยชนะเหนือนครละแวกโดยจำลองแบบมาจากปราสาทนครวัด ต่อมาวัดไชยวัฒนารามเป็นวัดหลวงสำหรับบำเพ็ญพระราชกุศลของกษัตริย์สืบต่อมา จึงได้รับการปฏิสังขรณ์ให้งดงามมาทุกรัชสมัย และถูกใช้เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระศพพระบรมวงศานุวงศ์เกือบทุกพระองค์ เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สิ้นพระชนม์ก็ได้ถวายพระเพลิงที่วัดนี้ ก่อนกรุงแตกใน พ.ศ.๒๓๑๐ วัดไชยวัฒนาราม ได้ถูกแปลงเป็นค่ายตั้งรับข้าศึกแล้ว เมื่อสิ้นสงครามแล้วได้ถูกปล่อยทิ้งให้ร้างเรื่อยมา ทำให้บางครั้งมีผู้ร้ายเข้าไปลักลอบขุดหาสมบัติ ลักลอบตัดเศียรพระพุทธรูปและรื้ออิฐพระอุโบสถ และกำแพงของวัดไปขายจนเสียสิ้น จนถึงปี พ.ศ.๒๕๓๐ กรมศิลปากรได้เข้ามาทำการอนุรักษ์บูรณะขึ้นแล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๓๕ จนเห็นร่องรอยความงดงามทางสถาปัตยกรรมตามงบประมาณ

คณะชมการทำงานการบูรณะ

จนวันนี้ นายไมเคิล ดีซอมบรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และคณะผู้รับผิดชอบได้ร่วมกันเปิดงานบูรณะต่อเนื่องขึ้นหลังจากที่ได้เห็นความสำคัญและสนับสนุนมาตั้งแต่เริ่มต้น กล่าวคือเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๕ นั้น ได้มอบเงิน ๔ ล้านบาท เพื่อจัดการกำแพงกั้นป้องกันน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำและเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ.๒๕๕๔ โดยใช้เงินโครงการกองทุนเอกอัครราชทูตเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม (Ambassadors Fund for Cultural Preservation  หรือ AFCP) ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ ๒๐๐ ปี ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๕๖ ได้สนับสนุน ๒๒ ล้านบาทเพื่อสำรวจการวางแผนงานบูรณะปรางค์ทิศหรือเมรุทิศพ.ศ.๒๕๖๐ สนับสนุน ๑๐ ล้านบาท เพื่อต่อเนื่องการบูรณะปรางค์ทิศที่ชำรุดเสียหายที่ยังเหลืออยู่ และปีนี้ได้สนับสนุนการบูรณะต่อเนื่องสำหรับปรางค์ทิศที่มีอยู่โดยรอบ ๘ แห่ง รวมได้มีการสนับสนุนมาแล้วมากกว่า ๑,๑๐๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐหรือกว่า ๓๖ล้านบาท โครงการนี้จึงเป็นการเรียนรู้ร่วมกันสำหรับการบูรณะในหลักวิชาการที่เป็นสากลและเรียนรู้การบูรณะงานปูนปั้นและจิตรกรรม งานสลักไม้ที่เป็นลักษณะเฉพาะของช่างศิลปกรรมไทย เพื่อผลักดันวัดไชยวัฒนารามเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ระดับโลก ในการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมให้มีคุณค่าขึ้นโดยให้ความสนับสนุนการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมแห่งนี้ต่อเนื่องจนมีความสง่างามพร้อมกับการเรียนรู้งานโบราณคดีและงานช่างฝีมือของไทยจากโครงสร้างสถาปัตยกรรมวัดไชยวัฒนารามที่ได้อนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่ทรุดโทรมและเสริมโครงสร้างโดยรอบวัดให้แข็งแรงขึ้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย จึงเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับไทยซึ่งมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาให้การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบูรณะซ่อมแซมและอนุรักษ์โบราณสถานรวมถึงจัดการฝึกอบรมและการพัฒนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นต้นแบบการอนุรักษ์ที่กรมศิลปากรจะได้ประยุกต์ใช้กับโบราณสถานสำคัญแห่งอื่นๆ ในประเทศไทยต่อไป

จังหวัดพระนครศรีอยุธยากับกรมศิลปากรติดตามงานบูรณะ

จังหวัดพระนครศรีอยุธยากับกรมศิลปากรติดตามงานบูรณะ
เอกอัครราชทูต สรอ. ผู้สนับสนุน

เอกอัครราชทูต สรอ. ผู้สนับสนุน
ผู้แทนหน่วยงานสำคัญร่วมเปิดงาน

ผู้แทนหน่วยงานสำคัญร่วมเปิดงาน
พระพุทธรูปอันงามที่เหลืออยู่

พระพุทธรูปอันงามที่เหลืออยู่
วัดไชยวัฒนารามเมื่อแรกฟื้นฟู

วัดไชยวัฒนารามเมื่อแรกฟื้นฟู
วัดไชยวัฒนารามในปัจจุบัน

วัดไชยวัฒนารามในปัจจุบัน
ภาพปูนปั้้นที่เหลืออยู่

ภาพปูนปั้้นที่เหลืออยู่
ภาพจิตรกรรมอยุธยา

ภาพจิตรกรรมอยุธยา
ลายประดับหน้าบัน

ลายประดับหน้าบัน
ปรางค์ทิศที่กำลังบูรณะ

ปรางค์ทิศที่กำลังบูรณะ
ปรางค์ทิศที่บูรณะเสร็จแล้ว

ปรางค์ทิศที่บูรณะเสร็จแล้ว

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘โบราณคดีสบแจ่ม’ ภูมิสถานชุมชนโบราณ๑,๐๐๐ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/477737

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โบราณคดีสบแจ่ม’  ภูมิสถานชุมชนโบราณ๑,๐๐๐ปี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โบราณคดีสบแจ่ม’ ภูมิสถานชุมชนโบราณ๑,๐๐๐ปี

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริเวณโบราณสถานกลุ่มสบแจ่ม

การสำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดีนั้นทำให้พบหลักฐานใหม่ที่น่าสนใจอยู่เสมอ หากไม่มีความสนใจใคร่รู้กันแล้ว ก็จะไม่รู้เลยว่าสำนักโบราณคดีกรมศิลปากร ในแต่ละแห่งทั่วประเทศนั้นมีภารกิจในการสำรวจขุดแต่งและบูรณะโบราณสถาน ที่ต้องใช้เวลาแรมปีด้วยงบประมาณที่จำกัดจนไม่ทันการรักษาดูแลนั้น กว่าจะปรากฏให้เห็นผลงานก็นานจนลืมอาทิตย์นี้ฝ่ายเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ได้ชวนให้ติดตามผลงานของสำนักศิลปากรที่ ๗ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยมีการสำรวจและขุดแต่งโบราณสถานกลุ่มใหญ่ที่บ้านสบแจ่ม ซึ่งพบร่องรอยของศิลปกรรมแบบสุโขทัยเกิดขึ้นในดินแดนล้านนา กล่าวคือเมื่อปีพ.ศ.๒๕๖๑ นั้นมีโครงการขุดแต่งและอนุรักษ์โบราณสถานวัดพระเจ้าดำ (ร้าง) บ้านสบแจ่มฝั่งขวา ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นวัดขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในพื้นที่ดังกล่าว ผลจากการขุดแต่งทางโบราณคดีพบสิ่งก่อสร้างสำคัญคือเจดีย์ประธาน ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัย รากฐานของวิหารประธาน วิหารหลังรองและอุโบสถพร้อมอาคารโถงที่เป็นศาลา และแนวกำแพงก่ออิฐยังมีเสาทรงกลมและซุ้มประตูทางเข้า ๓ ด้าน โดยด้านหน้านั้นเดิมเป็นแนวกำแพงและประตูอยู่ด้านหน้า ต่อมาน้ำเซาะตลิ่งลึกเข้ามาจนล้มลงแม่น้ำปิง ครั้นเมื่อได้สำรวจบริเวณใกล้เคียงพบว่ามีวัดเก่าที่ถูกทิ้งร้างตามริมแม่น้ำอีกหลายวัด เช่น วัดปล่อง วัดป่าจี้วัดพระเจ้าดำ วัดช้างค้ำ วัดม่วง วัดป่าแดง วัดขมิ้นวัดสบแจ่มเก่า พระธาตุจามเทวี แหล่งถลุงเหล็กและโบราณสถานสันกู่ เป็นต้น

เจดีย์ช้างค้ำ

บริเวณกลุ่มโบราณสถานบ้านสบแจ่มทั้งหมดนี้ ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่น่าสนใจมาก คือ วัดพระเจ้าดำนั้น มีเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์และแนวกำแพงซึ่งก่อเสากลมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของงานศิลปกรรมในกลุ่มรัฐสุโขทัย เหมือนกับโบราณสถานหลายแห่ง เช่น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองเชลียง และวัดใหญ่ชัยมงคล เมืองบางขลัง จากการวิเคราะห์เบื้องต้นจากลักษณะศิลปกรรมร่วมกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ สามารถสันนิษฐานได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้ น่าจะมีอายุการสร้างและช่วงการใช้งานอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑อายุประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ ปีมาแล้ว สอดคล้องกับช่วงทีพญากือนา นิมนต์พระสุมนเถระจากเมืองสุโขทัยมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังเมืองเชียงใหม่ในปีพ.ศ.๑๙๑๒ วัดพระเจ้าดำแห่งนี้จึงเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ด้านศาสนาระหว่างล้านนาและสุโขทัย ซึ่งปรากฏว่ามีโบราณสถานในแห่งอื่น เช่น วัดม่วง (ร้าง) เป็นโบราณสถานที่มีขนาดใหญ่และครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุดในกลุ่มโบราณสถานสบแจ่ม จากการศึกษาพบว่าบริเวณสบแจ่มแห่งนี้น่าจะเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณที่มีอายุก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๕ คือไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ปี ต่อมาได้เติบโตเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีเส้นติดต่อทางการค้า หลังพุทธศตวรรษที่ ๑๙ หรือช่วงสมัยราชวงศ์มังราย ครองแผ่นดินล้านนาเมื่อ ๗๐๐ ปีมาแล้ว โดยพบสิ่งก่อสร้างที่มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์อยู่หลายแห่งซึ่งมี วิหาร เจดีย์ และกำแพงแก้ว ซึ่งนักโบราณคดีกำลังเร่งดำเนินการขุดแต่งอยู่ โบราณสถานที่พบในกลุ่มนี้ มีวัดช้างค้ำพบเป็นเจดีย์ทรงระฆังมีช้างค้ำอยู่สี่มุมเป็นช้างปูนปั้นยืนครึ่งตัวแบบสุโขทัย วัดป่าแดง พบเจดีย์ทรงระฆังที่ทำส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นชั้นบัวถลาในผังกลมแบบสุโขทัยนั้น มาผสมกันโดยทำส่วนรองรับองค์ระฆังที่เป็นชั้นบัวถลาในผังแปดแหลี่ยมแบบล้านนาที่นิยมในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ทำให้รู้สึกได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ล้านนากับราชวงศ์พระร่วงสุโขทัยนั้นสนิทแน่นแฟ้นกันมาแต่ปางบรรพ์

เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์

เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์
ร่องรอยเสากลมวัดพระเจ้าดำ

ร่องรอยเสากลมวัดพระเจ้าดำ
ประตูวัดพระเจ้าดำ

ประตูวัดพระเจ้าดำ
เจดีย์วัดม่วง

เจดีย์วัดม่วง
เจดีย์ช้างล้อม

เจดีย์ช้างล้อม
เจดีย์ช้างค้ำ

เจดีย์ช้างค้ำ
ปูนปั้นขาช้าง

ปูนปั้นขาช้าง
เจดีย์วัดป่าแดง

เจดีย์วัดป่าแดง
ปูนปั้นรูปช้าง

ปูนปั้นรูปช้าง
แม่น้ำปิงที่แห้งแล้ง

แม่น้ำปิงที่แห้งแล้ง
นักโบราณคดีกับคณะตามรอยล้านนา

นักโบราณคดีกับคณะตามรอยล้านนา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระโพธิสัตว์’ ภูมิการบำเพ็ญบารมีแห่งสุวรรณภูมิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/476238

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระโพธิสัตว์’ ภูมิการบำเพ็ญบารมีแห่งสุวรรณภูมิ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระโพธิสัตว์’ ภูมิการบำเพ็ญบารมีแห่งสุวรรณภูมิ

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อาทิตย์นี้ผมยังเดินทางตามรอยมรดกศิลปะวัฒนธรรมของชาติ ไปที่ถ้ำพระโพธิสัตว์ หรือ ถ้ำเขาน้ำพุ ซึ่งเป็นถ้ำอยู่ในตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ด้วยมีหลักฐานทางโบราณคดีสำคัญ คือภาพสลักนูนต่ำในยุคสมัยทวารวดี ที่มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ประมาณความเก่าอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๕ อยู่ในถ้ำพระโพธิสัตว์หรือถ้ำเขาน้ำพุ นอกจากถ้ำพระโพธิสัตว์นี้ยังมีถ้ำอื่นๆ อีก ได้แก่ ถ้ำธรรมทัศน์,ถ้ำลุมพินีสวนหิน, ถ้ำสงัดเจดีย์ เฉพาะถ้ำธรรมทัศน์นั้นมีอักษรจารึก จปร พระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งพระองค์ได้เสด็จประพาสถ้ำแห่งนี้เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๓๙ สำหรับภาพสลักพระโพธิสัตว์บนผนังถ้ำนี้เป็นภาพแกะสลักรูปพระโพธิสัตว์ปางประทับบาท ล้อมรอบด้วยเทวดา และเทพเจ้าฮินดู ได้แก่ พระอิศวร และ พระนารายณ์ในลักษณะถวายความเคารพแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลักษณะของศิลปกรรมน่าจะรับอิทธิพลจากศิลปะราชวงศ์คุปตะ-หลังคุปตะ นับเป็นภาพแกะสลักนูนต่ำเก่าแก่ที่สุดที่ได้พบแล้วในไทย และเป็นหลักฐานแสดงถึงการอยู่ร่วมกันของสองศาสนา ซึ่งมีพระพุทธเจ้าในพุทธศาสนาและเทพเจ้าของศาสนาฮินดู รวมกันอยู่ในภาพเดียวกัน

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร-Guimet

คตินิยมในพระโพธิสัตว์นั้นได้ให้ความหมายถึงผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า คำว่า “โพธิสัตว์” นั้นแปลว่า ผู้ข้องอยู่ในพระโพธิญาณ ดังนั้นพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน จึงมีความเชื่อว่า มีพระโพธิสัตว์อุบัติขึ้นเป็นจำนวนมาก พระธัมมปาละ ได้ระบุไว้ในอรรถกถาสโมทานกถา (ในปรมัตถทีปนี) ว่าผู้เป็นพระโพธิสัตว์มี ๓ ประเภท คือ ๑.พระมหาโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อให้ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ๒.พระปัจเจกโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อให้ได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๓.พระสาวกโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อให้ได้เป็นพระอนุพุทธะ ซึ่งสามารถบำเพ็ญบารมีให้เป็น ปัญญาธิกโพธิสัตว์ คือพระโพธิสัตว์ที่สร้างบารมีโดยใช้ปัญญาเป็นตัวนำ ระยะเวลาสร้างบารมีทั้งหมด ๒๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัป สัทธาธิกโพธิสัตว์ คือพระโพธิสัตว์ที่สร้างบารมีโดยใช้ศรัทธาเป็นตัวนำ ระยะเวลาการสร้างบารมีทั้งหมด ๔๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัปวิริยาธิกโพธิสัตว์ คือพระโพธิสัตว์ที่สร้างบารมีโดยใช้วิริยะเป็นตัวนำ ระยะเวลาการสร้างบารมีทั้งหมด๘๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัป ดังนั้นการสร้างบารมีจึงเป็น การกระทำที่ประเสริฐ อันประกอบด้วยกุศลเจตนาคุณงามความดีที่ควรกระทำ คุณงามความดีที่ได้บำเพ็ญมาคุณสมบัติที่ทำให้ยิ่งใหญ่เป็นธรรมส่วนหนึ่งที่สำคัญคอยช่วยเหลือเกื้อกูลให้ผู้ปฏิบัติได้ถึงซึ่งโพธิญาณ-บารมีที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญนั่นเองซึ่งมี ๓ ขั้นดังนี้

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร-กู๋โพนระฆัง

บารมีขั้นต้น คือ เนื่องด้วยวัตถุ และทรัพย์ นอกกาย เช่น การสละทรัพย์ช่วยผู้อื่น จัดเป็น ทานบารมี,รักษาศีลแม้ว่าจะต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง จัดเป็น ศีลบารมี, หรือ ยอมถือบวชโดยไม่อาลัยในทรัพย์สิน จัดเป็นเนกขัมบารมี เป็นต้น-บารมีขั้นกลางหรืออุปบารมี คือ เนื่องด้วยเลือดเนื้อ อวัยวะ เช่น การสละเลือดเนื้ออวัยวะแก่ผู้อื่น จัดเป็น ทานอุปบารมี, การใช้ปัญญารักษาอวัยวะเลือดเนื้อของผู้อื่น จัดเป็น ปัญญาอุปบารมี,การมีความเพียรจนไม่อาลัยในเลือดเนื้อหรืออวัยวะ จัดเป็นวิริยะอุปบารมี, มีเมตตาต่อผู้ที่จะมาทำร้ายเลือดเนื้ออวัยวะของตน จัดเป็น เมตตาอุปบารมี, หรือ มีความอดทนอดกลั้นต่อผู้ที่จะมาทำลายอวัยวะของตน จัดเป็น ขันติอุปบารมีเป็นต้น-บารมีขั้นสูงสุดหรือปรมัตถบารมี คือเนื่องด้วยชีวิต เช่น การสละชีวิตเป็นทานแก่ผู้อื่น จัดเป็นทานปรมัตถบารมี, ยอมสละแม้ชีวิตเพื่อจะรักษาคำพูดจัดเป็น สัจจปรมัตถบารมี, ตั้งจิตไม่หวั่นไหวต่อคำอธิษฐานแม้จะต้องเสียชีวิต จัดเป็น อธิษฐานปรมัตถบารมี, หรือวางเฉยต่อผู้ที่จะมาทำร้ายชีวิตของตน จัดเป็น อุเบกขาปรมัตบารมี เป็นต้น ทั้งหมดนี้คือการทำในสิ่งประเสริฐที่รวมกันเป็น บารมี ๓๐ ทัศ อันเป็นวิถีบารมีแห่งธรรมที่มีพระโพธิสัตว์หรือพระอวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นภาพเคารพนับถือที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในดินแดนสุวรรณภูมิ

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร-ไชยา

ภาพสลักพระพุทธเจ้า

ภาพสลักพระพุทธเจ้า
ภาพสลักพระวิษณุ

ภาพสลักพระวิษณุ
ภาพพระโพธิสัตว์ สระบุรี

ภาพพระโพธิสัตว์ สระบุรี
เจดีย์ในถ้ำโพธิสัตว์

เจดีย์ในถ้ำโพธิสัตว์
วัดพระโพธิสัตว์

วัดพระโพธิสัตว์
ภายในถ้ำพระโพธิสัตว์

ภายในถ้ำพระโพธิสัตว์
คณะผู้ตามรอยพระโพธิสัตว์

คณะผู้ตามรอยพระโพธิสัตว์
ภาพสลักบนหินในถ้ำ

ภาพสลักบนหินในถ้ำ
ลิงป่าในวัด

ลิงป่าในวัด

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระบวรราชวังสีทา’ ภูมิสถานเสียงแคนริมแม่น้ำป่าสัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/474689

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระบวรราชวังสีทา’ ภูมิสถานเสียงแคนริมแม่น้ำป่าสัก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระบวรราชวังสีทา’ ภูมิสถานเสียงแคนริมแม่น้ำป่าสัก

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระตำหนักใหญ่

จากโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่นำเรื่องราวใหม่ๆ น่าสนใจใคร่รู้กันทุกปีนั้น ทำให้ได้รู้ถึงมรดกแผ่นดินที่เครือข่ายของกรมศิลปากรทำงานกันมาตลอด โดยมีวิทยากรที่รู้จริงและรับผิดชอบพื้นที่ให้ข้อมูลนั้น นับเป็นโครงการหนึ่งที่สร้างการมีส่วนร่วมในสังคม ปีนี้โครงการดังกล่าวได้ตามรอยภูมิสถานสำคัญที่ไม่ค่อยจะได้รู้จัก เพื่อสืบต่อเรื่องราวจากการเปิดตำนานวังหน้าจากอดีตถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะตามรอยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปที่ พระบวรราชวังสีทา ที่ตำบลสองคอน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

คณะโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมฯ

ในรัชกาลที่ ๔ นั้น มีกงสุลต่างชาติเดินทางเข้ามาตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ด้วยเหตุที่ต่างไม่ได้คุ้นในภาษาและเข้าใจต่อกัน จึงมักมีเรื่องโต้เถียงกันเสมอ แล้วกงสุลต่างชาติมักขู่จะเรียกเรือรบเข้ามากรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรำคาญพระราชหฤทัยจึงมีพระราชดำริจะตั้งเมืองลพบุรีเป็นราชธานีสำรองตามอย่างสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่มีความเห็นอีกฝ่ายหนึ่งว่าควรตั้งที่เมืองนครราชสีมา พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นไปตรวจพื้นที่และทรงเห็นว่าเมืองนครราชสีมากันดารน้ำ ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดที่เขาคอก ตำบลท่าคล้อ แขวงเมืองสระบุรีด้วยมีภูเขาโอบล้อมเป็นธรรมชาติ สำหรับทำเป็นป้อมหรืออ่างเก็บน้ำโดยธรรมชาติในยามแล้งได้ โดยให้เขาคอกเป็นแนวปราการด้านหลัง ส่วนด้านหน้านั้นวางแนวหินเป็นสันเขื่อนที่สามารถใช้เป็นที่กั้นบริเวณ ให้เป็นแนวปราการ หรือป้อมค่ายรวมพลส่งกำลังต้านข้าศึกที่รุกเข้ามาจากด้านแม่น้ำป่าสักหรือตะวันออกเฉียงเหนือได้ ส่วนในความเป็นจริงอย่างไรนั้นต้องหาข้อมูลต่อว่าเขาคอกนี้ได้ใช้งานจริงอะไร ซึ่งภายในนั้นมีสระน้ำปรากฏอยู่ ๒ แห่ง และด้านหน้าแนวปราการมีคลองธรรมชาติไหลออกไปลงแม่น้ำป่าสัก โดยใช้เรือเดินทางลงป่าสักหรือใช้ช้างม้าเดินบกได้ แนวปราการนี้จึงมีช่องประตูเข้า-ออกทางเดียว โดยโปรดให้หลวงยกกระบัตรโนรี นายอำเภอคนแรกของแก่งคอยซึ่งเป็นเชื้อสายลาวเวียงจันทน์ เป็นผู้สร้างกำแพงเขาคอก นัยว่าสำหรับใช้ป้องกันช้างและม้าหนีออกจากคอกค่ายนี้ได้

ช่องประตูเข้า-ออกเขาคอก

ส่วนด้านล่าง ส่วนที่เป็นเนินดินสูงริมแม่น้ำป่าสักณ ตำบลบ้านสีทานั้น พระองค์ทรงโปรดให้สร้างพระบวรราชวังเป็นที่ประทับในคราวเดียวกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงสร้างพระที่นั่งในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ที่เมืองลพบุรี พระบวรราชวังสีทาแห่งนี้มีบริเวณกว้างมาก ประมาณกว่า ๑๕๐ ไร่ ปัจจุบัน กำนันสุพัฒน์ ฤทธิ์จำปา ได้กันให้เป็นที่สาธารณะได้ ๔ ไร่เศษ จึงคงเห็นบางส่วนที่เป็นฐานรากก่ออิฐพระตำหนักและอื่นๆ เดิมนั้นตั้งเป็นอาคารเครื่องไม้ เป็นส่วนพระตำหนักใหญ่ ด้านใต้มีแนวฐานรากของพระอาราม เป็นโบสถ์ มีหินสีมาตั้งประจำทิศอยู่รอบ ด้านหน้ามีแนวอิฐที่เป็นฐานรากของอาคารประกอบอยู่ ๒-๓ แห่ง และหลุมขนาดใหญ่ที่เป็นเตาเผา โดยเฉพาะริมแม่น้ำป่าสักนั้นมีแนวฐานรากของอาคารสำหรับเป็นที่ทหารอยู่ สำหรับในส่วนที่ถูกรุกไปนั้นไม่สามารถสืบค้นและหาร่องรอยอะไรได้มากกว่านี้ไปควานหากันเอาเอง หากเห็นความสำคัญก็คงมีอะไรคืนให้บ้านเมืองได้ข้อมูลเพิ่มเติมบ้าง พระบวรราชวังสีทาแห่งนี้เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตแล้วพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้รื้อเครื่องเรือนตำหนักลงมาสร้างวังพระราชทานแก่พระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้เหลือแต่แนวฐานรากของอาคารให้เห็น

คลองธรรมชาติหน้าเขาคอก

ปัจจุบันบริเวณพระบวรราชวังแห่งนี้กลับกลายเป็นที่ดินที่ราษฎรเข้าไปทำไร่ มีการไถทำลายซากเดิมและรุกพื้นที่ บริเวณชานประตูพระราชวังนั้นยังมีร่องรอย
ก่ออิฐฉาบปูน รอยวางแผ่นกระดานทำสะพานยื่นไปยังบึงน้ำที่ชาวบ้านเรียกว่า “บึงตลาดไชย” อยู่ทิศใต้ ห่างประมาณ๑๐๐ เมตร เล่ากันว่า พระองค์ทรงใช้เป็นที่ประทับสำหรับสรงน้ำในบึงแห่งนี้ และเป็นที่ฝ่ายในใช้อุปโภคในคราวมาพักแรมในฤดูร้อนทุกปี ด้วยพระองค์นั้นทรงสามารถเป่าแคนและโปรดปรานมากจนครึกครื้นกันทั้งวังหลวง จนมีประกาศใน ร.๔ ให้ห้ามเล่นในวังหลวงจึงทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นภูมิสถานเสียงแคนและแอ่วลาวอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์กลอนลำแอ่วลาว ที่ได้ยินเสียงแคนมาคราวใดก็เหมือนเสียงใบฉำฉาถูกกวาดให้คืนพื้นที่กลับคืนนั่นแล้ว

บริเวณด้านในเขาคอก

บริเวณด้านในเขาคอก
เครื่องถ้วยจากจีน

เครื่องถ้วยจากจีน
หลุมเตาเผาที่เหลืออยู่

หลุมเตาเผาที่เหลืออยู่
สีมาและฐานรากพระอาราม

สีมาและฐานรากพระอาราม
แนวฐานรากของวังสีทา

แนวฐานรากของวังสีทา
แนวเขื่อนด้วยหินเรียง

แนวเขื่อนด้วยหินเรียง
แผนที่บริเวณเขาคอกหรือสระโบราณ

แผนที่บริเวณเขาคอกหรือสระโบราณ
ผังพระบวรราชวังสีทา

ผังพระบวรราชวังสีทา