ภูมิบ้านภูมิเมือง

All posts tagged ภูมิบ้านภูมิเมือง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สระทั้งสี่’ ภูมิน้ำมุรธาภิเษกจากสระศักดิ์สิทธิ์โบราณ

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/406490

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สระทั้งสี่’ ภูมิน้ำมุรธาภิเษกจากสระศักดิ์สิทธิ์โบราณ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สระทั้งสี่’ ภูมิน้ำมุรธาภิเษกจากสระศักดิ์สิทธิ์โบราณ

วันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พิธีเสกน้ำศักดิ์สิทธิ์จากทุกจังหวัด

วันที่ ๖ เมษายน ที่ผ่านมา ได้มีพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแหล่งน้ำสำคัญทั่วประเทศ สำหรับแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ขาดไม่ได้นั้นคือ น้ำจาก สระทั้งสี่ ในตำบลท่าเสด็จ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีประเพณีปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ อาทิตย์นี้ได้ตามหาภูมิน้ำศักดิ์สิทธิ์จากสระน้ำโบราณ โดยมี นายอรุณศักดิ์กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร ผู้เคยรับผิดชอบพื้นที่แห่งนี้ได้ให้ข้อมูลจากการศึกษาของนักโบราณคดี ด้วยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่จะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคมนั้นได้มีการเตรียมพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งสำคัญทั่วประเทศสำหรับนำมาเป็นน้ำสรงพระมุรธาภิเษกและน้ำอภิเษกในเดือนเมษายนนี้ ก่อนที่จะนำน้ำดังกล่าวเข้าไปประกอบในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งน้ำที่พลีกรรมนำมานั้นจะต้องมีความพิเศษกว่าน้ำธรรมดาทั่วไป

จากตำราโบราณของพราหมณ์นั้นระบุว่าต้องเป็นน้ำที่มาจาก “ปัญจมหานที” หรือแม่น้ำสายสำคัญ ๕ สาย ในชมพูทวีป ได้แก่ แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมนา แม่น้ำมหิ แม่น้ำอจิรวดี และแม่น้ำสรภู โดยน้ำในแม่น้ำทั้ง ๕ สายนี้ ไหลมาจากเขาไกรลาส หรือภูเขาหิมาลัย ซึ่งศาสนาฮินดู-พราหมณ์ ถือว่าเป็นสถานที่สีขาวอันเป็นสถานสถิตของพระผู้เป็นเจ้าของฮินดูคือพระศิวะพระนารายณ์ เทพนับถือของไศวะนิกายและไวษณพนิกายอันเป็นพระผู้เป็นเจ้าหรือเทพเจ้าที่เคารพนับถือในชมพูทวีปและสุวรรณภูมิ

คณะตามรอยสระทั้้งสี่

สมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยานั้นได้กล่าวถึงพิธีราชาภิเษก แต่ไม่พบหลักฐานการนำน้ำปัญจมหานทีในชมพูทวีปมาใช้ในราชพิธี แต่ก็เชื่อได้ว่าพราหมณ์ผู้ทำพิธีและเผยแพร่ศาสนาฮินดูนั้นน่าจะนำน้ำจากแหล่งสำคัญใส่ภาชนะติดตัวมาสำหรับทำพิธีเช่นเดียวกับสิ่งเคารพอื่นๆ ได้แก่ ศิวะลึงค์ขนาดเล็ก เช่นเดียวกับพระเถระในศาสนาพุทธ ซึ่งพบธรรมจักรขนาดเล็กดังนั้นการใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์จากปัญจมมหานทีจึงใช้ในลักษณะการเติมลงน้ำในหม้อบูรณฆฏะหรือเติมลงในสระน้ำเพื่อใช้สำหรับทำพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ด้วยพราหมณ์ได้กำหนดและมีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีของราชสำนักที่มีกษัตริย์ครองแผ่นดินแต่ละประเทศ “น้ำจากปัญจมหานที” จึงเป็นน้ำศักดิสิทธิ์ที่น่าจะน้ำมาพร้อมกับการเผยแพร่ศาสนาฮินดู-พราหมณ์

ดังนั้นในวาระกษัตริย์พระองค์ใดเสด็จผ่านพิภพ จะต้องทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกภายใน ๗ วัน หรืออย่างช้าภายในเดือนเศษอันเป็นประเพณีปฏิบัติสืบมาและกระทำกันก่อนที่จะออกพระเมรุมาศพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน หรือจะปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของแผ่นดินในเวลานั้น

สระทั้้งสี่มีมาแต่สุวรรณภูมิ

จากหลักฐานการใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์มาใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นในหลักศิลาจารึกวัดศรีชุมของพญาลิไทแห่งแคว้นสุโขทัยนั้นได้กล่าวถึงพ่อขุนผาเมืองอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวขึ้นเป็นผู้ปกครองสุโขทัยมีข้อความจารึก เมื่อ พ.ศ. ๑๑๓๒ ว่า “น้ำพุที่ออกมาจากเขาลิงคบรรพตข้างบนวัดภูใต้นครจำปาศักดิ์นั้นใช้เป็นน้ำอภิเษก” และสมัยอยุธยามีหลักฐานการใช้น้ำสำหรับพิธีบรมราชาภิเษกจากน้ำในสระทั้งสี่ คือ สระเกษ สระแก้ว สระคา สระยมนา ที่ตั้งอยู่ในสุวรรณภูมิ คือเมืองสุพรรณบุรี เท่านั้น

ต่อมาสมัยรัตนโกสินทร์นั้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ นั้น ยังใช้น้ำจากแหล่งเดียวกันกับในสมัยอยุธยาแล้ว ยังได้นำน้ำจากแม่น้ำสำคัญอีก ๕ สาย ซึ่งเรียกกันว่า “เบญจสุทธิคงคา” โดยตักมาจากเมืองต่างๆ คือ ๑.น้ำในแม่น้ำเพชรบุรี ตักที่ตำบลท่าไชย จังหวัดเพชรบุรี๒.น้ำในแม่น้ำราชบุรี ตักที่ตำบลดาวดึงส์ จังหวัดสมุทรสงคราม ๓.น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ตักที่บางแก้ว จังหวัดอ่างทอง ๔.น้ำในแม่น้ำป่าสัก ตักที่ตำบลท่าราบ จังหวัดสระบุรี ๕.น้ำในแม่น้ำบางประกงตักที่ตำบลพระอาจารย์ จังหวัดนครนายก โดยน้ำแต่ละแห่งนั้นได้นำมาตั้งพิธีเสก ณ ปูชนียสถานสำคัญของเมืองนั้น เมื่อเสร็จพิธีแล้วจึงจัดส่งเข้ามาทำพิธีการต่อที่พระนคร

ด้วยเหตุนี้ สระทั้งสี่แต่โบราณของแคว้นสุวรรณภูมิ จึงมีการตั้งชื่อสระสอดคล้องตามคติของปัญจมหานทีในอินเดีย ซึ่งมีหลักฐานว่ามีการนำน้ำจากสระทั้งสี่มาเป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกและน้ำสรงในพระราชพิธีต่างๆ ของพระมหากษัตริย์มาตลอด

พิธีมุรธาภิเษก

พิธีมุรธาภิเษก
พิธีมุรธาภิเษก

พิธีมุรธาภิเษก
พระครอบพระกริ่ง

พระครอบพระกริ่ง
ศิวลึงค์และฐานโยนี-ขนาดเล็ก

ศิวลึงค์และฐานโยนี-ขนาดเล็ก
สระแก้ว

สระแก้ว
สระยมนา

สระยมนา
สระคา

สระคา
สระแก้ว

สระแก้ว
รองอธิบดีกรมศิลปากร-อรุณศักดิ์ กิ่งมณี

รองอธิบดีกรมศิลปากร-อรุณศักดิ์ กิ่งมณี
Advertisements

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ’ ภูมิอนุรักษ์มรดกของแผ่นดิน

Published September 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/405009

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ’  ภูมิอนุรักษ์มรดกของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ’ ภูมิอนุรักษ์มรดกของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เครื่องราชศัตราวุธ

ในโอกาส ๑๐๘ ปี ของกรมศิลปากรเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ที่ผ่านมา และวันอนุรักษ์มรดกไทยวันที่ ๒ เมษายน ที่จะถึงไม่กี่วันนี้ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้มอบหมายให้ นางสาวนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และคณะ เปิดห้องแสดงให้ชมหลังจากที่กรมศิลปากรได้มีนโยบายการพัฒนาและปรับปรุงการจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตามนโยบายการพัฒนาและปรับเปลี่ยนโครงสร้างของหน่วยงาน เพื่อรองรับภารกิจในการดูแล รักษา และอนุรักษ์งานมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งมีการขับเคลื่อนภารกิจให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงมีนโยบายให้ความร่วมมือกับต่างประเทศดังปรากฏผลงานการจัดกิจกรรมเพื่อนำเสนอผลงานสำคัญที่เกี่ยวกับมรดกชิ้นสำคัญของชาติให้ประชาชนได้รับรู้อย่างกว้างขวาง ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค รวมถึงการจัดพิมพ์หนังสือเผยแพร่ข้อมูลใหม่ให้เป็นองค์ความรู้สู่ประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจ ให้เกิดความตระหนัก รักและหวงแหนมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของแผ่นดิน และร่วมเป็นเครือข่ายในการอนุรักษ์ ปกป้อง คุ้มครอง มรดกของชาตินั้นให้คงอยู่สืบไป

โดยเฉพาะการจัดห้องแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครนั้น ได้มีการออกแบบภายใต้แนวคิดหลักของการจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของจริง เพื่อให้ได้รู้ในคุณค่าของผลงานชิ้นเอกของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งมีการรักษาและการจัดแสดงรูปแบบสถาปัตยกรรมในพระที่นั่ง องค์ต่างๆ ของพระราชวังบวรสถานมงคลที่ใช้เป็นอาคารจัดเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในปัจจุบันการจัดวางวัตถุพร้อมออกแบบโดยการจัดแสงและจัดมุมมองแบบใหม่ให้ผู้ชมเห็นความชิ้นงานสำคัญ ๓๖๐ องศานั้น ได้มีการนำเทคโนโลยี เข้ามาใช้สื่อสารเนื้อหาจากตัววัตถุให้มองเห็นถึงคุณค่ของศิลปวัตถุนั้นโดยไม่รบกวนการจัดแสง มุมมองที่ให้เข้าถึงความงามของวัตถุ ผ่านการใช้ทัชสกรีน วีดิทัศน์ และแอพพลิเคชั่น QR-Code AR-Code อันเป็นการจัดพิพิธภัณฑ์แบบใหม่ที่มีการปรับปรุงให้มีการเรียนรู้และเพลิดเพลินกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่นำเข้ามาเสริมในการชมมากกว่า การจัดวางโบราณวัตถุและศิลปวัตถุแบบเดิม

อาคารหมู่พระวิมานที่จัดแสดงนิทรรศการศิลปไทยประเพณีนั้นมี พระที่นั่งบูรพาภิมุข จัดแสดงเครื่องราชศัตราวุธโบราณ ตำราพิชัยสงคราม พระที่นั่งวสันตพิมาน ชั้นบน จัดแสดงเครื่องประทับวังหน้า เครื่องเรือนโบราณ ส่วนชั้นล่างจัดแสดงเครื่องถ้วยในราชสำนัก พระที่นั่งปัจฉิมาภิมุข จัดแสดงเครื่องโลหะศิลป์ ที่มีทั้งงานถมเงิน งานถมทอง งานถมปัดงานกะไหล่ งานดุนทอง-เงิน และเครื่องบังกะลอ  พระที่นั่งปฤษฎางคภิมุข จัดแสดงเครื่องสัปคับ อันเป็นที่นั่งบนหลังช้างแบบต่างๆ โดยเฉพาะส่วนท้ายที่เป็นมุขเด็จ นั้นจัดแสดงเครื่องไม้แกะสลักชิ้นเอกคือบานประตูพระวิหารวัดสุทัศน์ พระที่นั่งอุตราภิมุขจัดแสดงอิสริยพัสตราภูษาภัณฑ์ ฉลองพระองค์รัชกาลที่ ๔ พระที่นั่งพรหมเมศธาดา ชั้นบนจัดเครื่องใช้ในพุทธศาสนา ตาลปัตร ส่วนชั้นล่างจัดแสดงเครื่องมุกของเจ้านาย  พระที่นั่งทักษิณาภิมุขจัดแสดงเครื่องมหรสพและการละเล่น โดยห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีนั้นจัดใหม่ ที่อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงศิลปะแห่งกรุงศรีอยุธยาและศิลปะแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ทำให้สะท้อนความรู้ผ่านชิ้นงานสำคัญให้เข้าถึงประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจการค้า และสังคมไทยแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดีนับเป็นก้าวใหม่ที่สร้างการเรียนรู้จากชิ้นงานสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่จะพลาดชมไม่ได้แล้ว

เครื่องใช้ในพุทธศาสนา

เครื่องใช้ในพุทธศาสนา
ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีศิลปอยุธยา

ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีศิลปอยุธยา
ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีอยุธยา

ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีอยุธยา
หมู่พระพิมานในพระราชวังบวรสถานมงคล

หมู่พระพิมานในพระราชวังบวรสถานมงคล
แสดงหัวโขน

แสดงหัวโขน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในอดีต

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในอดีต
พระแท่นบรรทม

พระแท่นบรรทม
ผู้บริหารกรมศิลปากรในวาระ ๑๐๘ ปี กรมฯ

ผู้บริหารกรมศิลปากรในวาระ ๑๐๘ ปี กรมฯ
บานประตูวัดสุทัศน์

บานประตูวัดสุทัศน์
นิตยา กนกมงคล ผอ.พิพิธภัณฑฯพระนคร

นิตยา กนกมงคล ผอ.พิพิธภัณฑฯพระนคร
ช้างสำหรับศึกสงคราม

ช้างสำหรับศึกสงคราม
เครื่องถ้วยในราชสำนัก

เครื่องถ้วยในราชสำนัก

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๕๐ปี ไทย-อิตาลี’ ภูมิโบราณคดีใหม่ของลุ่มน้ำลพบุรี

Published August 31, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/403510

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๕๐ปี ไทย-อิตาลี’  ภูมิโบราณคดีใหม่ของลุ่มน้ำลพบุรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๕๐ปี ไทย-อิตาลี’ ภูมิโบราณคดีใหม่ของลุ่มน้ำลพบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รมว.วัฒนธรรมไทย-เอกอัครราชทูตอิตาลี ร่วมพิธีเปิด

ด้วยเหตุที่ไทยกับอิตาลีนั้นได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมาตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ในวาระนั้นได้มีการลงนามร่วมกันใน “สนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ (Treaty of Friendship,Commercial and Navigation) เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๔๑๑ หลังจากนั้นสัมพันธภาพระหว่างไทยและสาธารณรัฐอิตาลีจึงมีการพัฒนามาตามลำดับ จนก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และความร่วมมือในมิติต่างๆ ที่มีผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาประเทศโดยเฉพาะทางด้านวัฒนธรรมนั้น ไทยได้มีการลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐอิตาลี เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๗ ส่งผลให้เกิดการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและโครงการความร่วมมืออย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการดำเนินงานโครงการความร่วมมือทางวิชาการโบราณคดีไทย-อิตาลี (Lopburi Regional Archaeological Project-LoARP) ซึ่งเป็นโครงการศึกษาวิจัยในพื้นที่ลุ่มน้ำลพบุรี โดย สำนักโบราณคดี กรมศิลปากรนั้นได้ดำเนินการร่วมกับสถาบันอิตาลีเพื่อการศึกษาภูมิภาคตะวันออก (The InstitutoItaliano per il Medio ed Esremo Orienede-Is. M.E.O.) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๗ ทำให้เกิดความรู้ใหม่ทางด้านโบราณคดีในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำลพบุรีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องโลหกรรมในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในชุมชนลุ่มแม่น้ำลพบุรีในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีส่วนต่อพัฒนาการของเมืองลพบุรีและกลุ่มเมืองโบราณอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง

นำชมพื้นที่ทางโบราณคดี

ความรู้ใหม่จากการศึกษาวิจัยแหล่งโบราณคดีในลุ่มแม่น้ำลพบุรีนั้นเป็นผลจากการดำเนินงานด้านโบราณคดีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำลพบุรีมาตลอดระยะเวลากว่า ๙๐ ปี ที่นักโบราณคดีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้ร่วมมือกันจากมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้โครงการโบราณคดีโลหะวิทยาในประเทศไทย (Thailand Archaeometallurgy Project: TAP) สถาบัน Istituto Italiano per il Medio ed Estremo Oriente : IsMEO ประเทศอิตาลี ภายใต้โครงการโบราณคดีพื้นที่ลพบุรี (Lopburi Regional Archaeology Project : LoRAP) การจัดนิทรรศการนี้ได้รวบรวมผลการดำเนินงานและโบราณวัตถุที่ได้จากการทำงานในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำลพบุรี ซึ่งเป็นข้อมูลความรู้ใหม่ที่จะเผยภาพการพัฒนาการของผู้คนยุคก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำลพบุรีเมื่อประมาณ ๓,๘๐๐-๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว โดยพบว่ามีแหล่งโบราณคดีกระจายตัวอยู่กว่า๑๑๖ แหล่ง ที่แสดงถึงความหนาแน่นของชุมชน ศักยภาพความสมบูรณ์ทางภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและธรณีวิทยาในลุ่มแม่น้ำลพบุรีได้เป็นอย่างดีเป็นการไขปริศนา ข้อสงสัยของประชาชน จากหลักฐานที่พบสามารถมองเห็นความชัดเจนทางโบราณคดี และประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดีสำคัญ เช่น แหล่งโบราณคดีท่าแค อ.เมือง แหล่งโบราณคดีเนินดิน-เขาทรายอ่อน อ.เมือง แหล่งโบราณคดีพุน้อย อ.บ้านหมี่ และแหล่งโบราณคดีโนนป่าหวาย อ.โคกสำโรง

การแสดงไทย-อิตาลี สานสัมพันธไมตรี

ซึ่งมีผลจากการศึกษาวิจัยในลุ่มแม่น้ำนี้ที่สามารถแสดงถึง ๑.พืช สัตว์ และสภาพแวดล้อม ๒.ความงามและรื่นรมย์ในชีวิต ๓.งานสร้างสรรค์เครื่องใช้ไม้สอย ๔.ความเชื่อและความตาย ๕.แหล่งผลิตโลหะระดับภูมิภาค ๖.ความเชื่อมโยงกับบ้านเมืองทั่วเอเชีย โดยร้อยเรื่องราวจากโบราณวัตถุให้เห็นการพัฒนาการชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์บริเวณลุ่มแม่น้ำลพบุรีเป็นแหล่งบ่มเพาะและก่อให้เกิดภูมิวัฒนธรรม จนสามารถพัฒนามาสู่บ้านเมืองในยุคปัจจุบัน ผู้สนใจนั้นสามารถเข้าชมนิทรรศการนี้ได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี โทรศัพท์ ๐๓๖-๔๑๑๔๕๘ หรือทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ E-mail : somdetphranarai_Museum@hotmail.com นอกจากนี้ไทยกับอิตาลียังได้ร่วมกันสืบทอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรมต่อกันดังเห็นจากผลงานของ ศ.ศิลป์ พีระศรีชาวอิตาลี ปัจจุบันไทยได้เริ่มนำคณะนาฏศิลป์และนักดนตรีของกรมศิลปากรไปแสดงโขน ชุดอัญเชิญพระนารายณ์ปราบมารร้ายทศกัณฐ์ และการแสดงทางวัฒนธรรม ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นต้น

นักโบราณคดีอิตาลี-ไทยกับงานขุดค้นแห่งใหม่

นักโบราณคดีอิตาลี-ไทยกับงานขุดค้นแห่งใหม่
ภาชนะลายจักสาน

ภาชนะลายจักสาน
ภาชนะดินเผาก่อนประวัติศาสตร์

ภาชนะดินเผาก่อนประวัติศาสตร์
ภาชนะสำริดมีกรวย

ภาชนะสำริดมีกรวย
ชุดแต่งกายหญิงไทย-อิตาลี

ชุดแต่งกายหญิงไทย-อิตาลี
แหล่งโบราณคดีที่พบใหม่

แหล่งโบราณคดีที่พบใหม่
ลุ่มน้ำลพบุรี

ลุ่มน้ำลพบุรี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เส้นทางทะเลโบราณ’ ภูมิโบราณคดีระหว่างประเทศ

Published August 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/401994

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เส้นทางทะเลโบราณ’  ภูมิโบราณคดีระหว่างประเทศ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เส้นทางทะเลโบราณ’ ภูมิโบราณคดีระหว่างประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เส้นทางน้ำจากเขาพระนารายณ์

ด้วยเหตุที่เส้นทางเดินเรือทางทะเลโบราณนั้น มีความสำคัญมาก เพราะเป็นประตูที่นำวิชาการใหม่ๆเข้ามาถึงกัน อาทิตย์นี้ได้ตามรอยนักวิชาการคนสำคัญของไทย คือ ศ.ดร.นันทนา ชุติวงศ์, ศ.พิสิษฐ เจริญวงศ์, ดร.อมรา ศรีสุชาติ พร้อมกับนักโบราณคดีฝ่ายไทยไปร่วมเสวนาทางวิชาการกับนักโบราณคดีคนสำคัญจากประเทศต่างๆ ๒๑ ประเทศ เช่น Prof Dr.John Norman Miksic, Dr.Mohammad Arif, Dr.Sabyasachi Mukherjee, Prof Dr.Suchandra Ghosh, Prof Dr.Shahnaj Husne Jahan, Dr.Debdutta Ray, Dr.Le Thi Lien, Dr.Ligaya Lacsina, Prof Dr.Goh Geok Yian, Prof Hong Tianhua, เป็นต้น เพื่อเรียนรู้ข้อมูลใหม่และเดินทางตามหาแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในเส้นทางการเดินเรือทางทะเลในสมัยโบราณทางใต้ ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากประเทศไทยนั้นตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายูมีแนวชายฝั่งทะเลยาวตั้งแต่ภาคตะวันออกลงไปจนถึงภาคใต้ ทำให้มีแนวชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งตะวันออกคืออ่าวไทย และฝั่งตะวันตกคือทะเลอันดามันเชื่อมต่อกับมาเลเซีย ซึ่งในสมัยโบราณใช้เป็นเส้นทางเดินเรืออ้อมแหลมมลายู ดังนั้นตำแหน่งที่ตั้งของประเทศไทยจึงนับว่าเป็นศูนย์กลางและเป็นเมืองท่าในการค้าขายมายาวนานที่ปรากฏชื่อในจดหมายเหตุถึงท่าเรือสำคัญๆเช่น จินหลิน ตักโกลา พันพัน โดยเฉพาะภาคใต้ของไทยนั้นได้สำรวจ พบหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงถึงการติดต่อสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมจากประเทศอินเดียและประเทศจีน จนทำให้ไทยได้ติดต่อการค้าและรับเอาวัฒนธรรมจากทั้งสองประเทศที่เป็นแหล่งอารยธรรมโดยตรง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนา เศรษฐกิจ และสังคม ตลอดจนศิลปกรรม จึงมีบทบาทและสัมพันธ์ต่อกันกับประเทศทั้งสองแล้ว ยังมีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วย

กลองมโหระทึกหลักฐานสำคัญ

ในการจัดเสวนาระหว่างประเทศนี้ กรมศิลปากรโดย นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากรได้เชื้อเชิญนักวิชาการจากประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางเดินเรือทะเลโบราณ และนักวิชาการของไทย ที่ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับการติดต่อค้าขาย แลกเปลี่ยนทางทะเลในภูมิภาคเอเชียนั้น มาร่วมบรรยาย เสวนาทางวิชาการ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ โดยเฉพาะข้อมูลใหม่ที่เกี่ยวข้องหรือแสดงถึงความเป็นเมืองท่า การติดต่อสัมพันธ์ การรับและแลกเปลี่ยนสินค้า กันมาแต่โบราณ รวมไปถึงการเชื่อมโยงกับเมืองต่างๆ ในแผ่นดินที่อยู่ลึกเข้าไป โดยสำนักบริหารกลาง และสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช ร่วมกันจัดให้อบรมสัมมนาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๒ วัน ในวันที่ ๗-๘ มีนาคม ๒๕๖๒ และเดินทางศึกษาดูงานในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พังงา และกระบี่ ๒ วัน ในวันที่  ๙-๑๐ มีนาคม ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นเปิดโลกทัศน์ทางวิชาการโบราณคดี ในอาเซียนที่น่าสนใจยิ่ง โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือในทะเลจากอันดามันที่แหล่งโบราณคดีบ้านพงตึกและเขาพะเหนอ สู่ฝั่งทะเลอ่าวไทยด้านแหลมโพธิ์ และแหล่งโบราณคดีที่ไชยา นั้นพบว่ามีแหล่งโบราณคดีหลายแห่งที่เกิดขึ้นในสมัยโบราณ เช่น โบราณสถานบนเขาพระนารายณ์ โบราณสถานที่วัดพระธาตุไชยา วัดแก้ว วัดหลง ถ้ำคูหา แหล่งโบราณคดีอ่าวบ้านดอน แหลมโพธิ์ และแหล่งโบราณคดีลูกปัดที่คลองท่อม ท่าเรือและตลาดเก่าตะกั่วป่า เป็นต้น ซึ่งเกี่ยวโยงไปถึงแหล่งเรือจมในทะเลไทย แหล่งเรือโบราณที่สมุทรสาคร ไปจนถึงแหล่งโบราณคดีที่พบในบังกลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ จีน และลาว ซึ่งต่างมีการศึกษาวิจัยและขุดค้นทางโบราณคดี พร้อมกับพบวัตถุสำคัญ ทำให้เชื่อมเนื้อหาทางวิชาการที่ต้องมีการศึกษาและสัมพันธ์กันทางวิชาการต่อไปด้วยซึ่งจะทำให้เกิดการส่งเสริม สนับสนุนให้มีการศึกษาค้นคว้า วิจัยทางวิชาการใหม่ๆ ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและต่อยอดทางวิชาการ ร่วมกับประเทศต่างๆ ต่อไปในอนาคต โดยโบราณวัตถุทางโบราณคดีจะมีการเก็บรักษาไว้ในพื้นที่ เหมือนกับพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่ไชยา พบกลองมโหระทึกเกาะสมุยที่มีภาพเรือโบราณอยู่ เป็นต้น ถือเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวเนื่องกับการติดต่อแลกเปลี่ยน ค้าขาย และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียและดินแดนที่ไกลออกไปร่วมกันเป็นครั้งแรก

 

การเสวนาข้อมูลจากประเทศต่างๆ

การเสวนาข้อมูลจากประเทศต่างๆ
เส้นทางโบราณทางทะเล

เส้นทางโบราณทางทะเล
รอยสลักเรือโบราณบนกลองมโหระทึก

รอยสลักเรือโบราณบนกลองมโหระทึก
อาคารเก่าที่ตลาดตะกั่วป่า

อาคารเก่าที่ตลาดตะกั่วป่า
แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์

แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์
แหล่งโบราณคดีบ้านทุ่งตึก

แหล่งโบราณคดีบ้านทุ่งตึก
แหล่งโบราณคดีเขาพะเหนอ

แหล่งโบราณคดีเขาพะเหนอ
วิทยากรลงพื้นที่บ้านทุ่งตึก

วิทยากรลงพื้นที่บ้านทุ่งตึก
เรือข้ามฝั่งเกาะคอเขาไปบ้านทุ่งตึก

เรือข้ามฝั่งเกาะคอเขาไปบ้านทุ่งตึก
นักโบราณคดีฝ่ายไทยร่วมเสวนา

นักโบราณคดีฝ่ายไทยร่วมเสวนา
ท่าเรือโบราณที่ตะกั่วป่า

ท่าเรือโบราณที่ตะกั่วป่า

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วังหน้านฤมิต’ ภูมิสร้างสรรค์เรียนรู้แบบ‘คุณใหม่’

Published August 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/400398

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วังหน้านฤมิต’  ภูมิสร้างสรรค์เรียนรู้แบบ‘คุณใหม่’

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วังหน้านฤมิต’ ภูมิสร้างสรรค์เรียนรู้แบบ‘คุณใหม่’

วันอาทิตย์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทอดพระเนตรผลงาน

การเรียนรู้ประวัติศาสตร์นั้น ได้ผ่านการสอนในชั้นเรียนที่มีตำราและพงศาวดาร ภายหลังได้มีนำเนื้อหามาถ่ายทอดผ่านการแสดง ละคร ภาพยนตร์ และทัศนศึกษาเรียนรู้จากโบราณสถานและชมพิพิธภัณฑ์ที่มีโบราณวัตถุและสิ่งของที่บอกเล่าเรื่องราวถึงศิลปกรรมและประวัติศาสตร์ต่างยุคสมัย โดยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองดูแล ดังนั้น การที่กรมศิลปากร โดย คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน ได้จัดโครงการ “วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา” ขึ้นตั้งแต่วันที่ ๖ มีนาคม-๒๘ เมษายน ๒๕๖๒ ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร นั้น จึงเป็นรูปแบบทดลองการรับรู้จากการเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ผ่านมุมมองใหม่ๆ และการใช้สื่อที่หลากหลาย เป็นงานสืบต่อหลังจากที่มีโครงการวังน่านิมิตมาแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๑

คุณใหม่ เป็นวิทยากรนำการชม

การจัดครั้งนี้เป็นการใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อ ในการนำเสนอข้อมูลทางประวัติศาสตร์ โดยใช้วังหน้ามาสร้างการมองประวัติศาสตร์ไทยจากหลากหลายมิติ โดยเชิญศิลปิน ช่างเขียนรูป นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นนักพฤกษศาสตร์ นักร้องประสานเสียง นักทำหนัง ร็อกเกอร์ เชฟ สถาปนิก นักภาษาศาสตร์ ฯลฯ รวม ๒๐ คน และ ๑ คณะนักร้องประสานเสียง มาสร้างชิ้นงานตามความถนัดของแต่ละคน ทำเป็นโครงการ “วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา” และนิทรรศการ “นัยระนาบนอกอินซิทู : แปลงร่างอดีตในหลืบแห่งปัจจุบัน” ให้ชมโดยไม่รู้ว่าผู้ชมและนักวิจารณ์จะตอบรับและเห็นเป็นอย่างไรกับแบบทดลองที่จัดขึ้น ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งเป็นท้องพระโรงของวังหน้าที่เคยเป็นที่ออกว่าราชการและต้อนรับแขกเมืองนั้นได้จัดให้ศิลปินและผู้เชี่ยวชาญเข้าไปใช้พื้นที่สำหรับสื่อสาร เพื่อสัมผัสกลิ่นอายและร่องรอยประวัติศาสตร์ เพื่อตั้งคำถามและสนเท่ห์ไปพร้อมกัน ส่วนจะหาแรงบันดาลใจและทำให้ค้นคว้าเพิ่มเติมหรือไม่นั้นขึ้นแต่ละบุคคลที่สนใจแต่ละความคิดสร้างสรรค์ ดังตัวอย่าง เช่น การพัฒนาแอพพลิเคชั่น (Application) ที่โต้ตอบกับผู้ใช้งานโดยออกแบบให้ใช้ร่วมกับกระจกสองบานที่เป็นส่วนหนึ่งของโบราณวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ในอดีตบานกระจกนี้ทำหน้าที่ ๒ ประการด้วยกัน คือใช้ขับไล่วิญญาณชั่วร้าย และใช้เป็นฉากกั้นเขตส่วนพระองค์ของกษัตริย์, การเคลื่อนย้ายลูกแก้วปรอท (Mercury Ball) ที่แสดงอยู่ในพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ มาจัดแสดงให้เห็นการสะท้อนภาพบน ผิวลูกแก้วให้เห็นพื้นที่ที่จัดนิทรรศการและผู้เข้าชม เพื่อสื่อถึงเจ้าพนักงานมองเงาสะท้อนบนลูกแก้วในห้องเสวยเพื่อถวายการรับใช้เมื่อมีพระราชประสงค์, และลูกแก้วปรอทถูกจัดวางสร้างบทสนทนากับห่วงโลหะ ๒ วงที่สลักเนื้อเพลง ลาวแพน เป็นภาษาไทยและภาษาลาว เนื้อเพลงพรรณนาถึงชีวิตชาวลาวในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวและคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูได้ขับร้องโดยไม่มีดนตรีบรรเลงประกอบ (A Cappella) ได้ร่วมร้องประสานเพลงซึ่งเรียบเรียงเสียงประสานและปรับแต่งสำหรับการแสดงในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยโดยเฉพาะ, การรับรู้ผ่านงานเขียนสองเล่มภายใต้ชื่อชุด One Million Years เล่มแรกคือ Past เขียนอุทิศแด่ “เพื่อนมนุษย์ผู้ล่วงลับไปแล้ว” ครอบคลุมช่วงเวลา ระหว่าง 998,031 ปีก่อนคริสต์ศักราช จนถึงคริสต์ศักราช 1969 ส่วนเล่มที่สอง Future เขียนอุทิศแด่“ผู้มีชีวิตอยู่เป็นคนสุดท้าย” เริ่มตั้งแต่คริสต์ศักราช 1993 จนถึงคริสต์ศักราช 1,001,992บางส่วนของหนังสือเล่มนี้ถูกอ่านออกเสียงในหลายสถานที่ทั่วโลก, ผลงาน The Ghost of Wang Na :การอ่านบทเพลงยาว พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระปิ่นเกล้า ประกอบเพลงอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยเพลงเเละดนตรีนั้นเป็นภาษาสากล เเละมีความเป็นอกาลิโก ความงามของสุ้มเสียงเเละอักษรในอดีตเกิดขึ้น ตั้งอยู่เเละดับไป เสียงต่างๆยังคงให้อารมณ์แก่มนุษย์เเตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรสนิยมเเละประสบการณ์ในการใช้ชีวิตและการสร้างสรรค์ผ้าม่านที่ใช้ในห้องมุขกระสันได้แรงบันดาลใจจากความเก่าแก่ของพื้นผิวอันเกิดจากความชื้นและความร้อน เป็นลวดลายที่แสดงสัจธรรมของวัสดุผ่านกาลเวลา และอื่นๆ เป็นต้น ดังนั้น แบบทดลองครั้งนี้เหมือนการเข้าถึงงานศิลปะร่วมสมัยมากกว่า จึงแตกต่างกับเข้าชมโบราณวัตถุและวัตถุศิลปะที่มีค่ายิ่งในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทุกแห่ง ซึ่งล้วนแต่มีขาประจำเข้าชมกันอยู่เสมอ

 

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน
การเรียนรู้ผ่านงานศิลป์สร้างสรรค์

การเรียนรู้ผ่านงานศิลป์สร้างสรรค์
ห่วงกลมที่มีอักษรเพลงลาวแพน

ห่วงกลมที่มีอักษรเพลงลาวแพน
สถาปัตยกรรมจำลองพระที่นั่งฯ ในวังหน้า

สถาปัตยกรรมจำลองพระที่นั่งฯ ในวังหน้า
ลูกแก้วปรอทของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ

ลูกแก้วปรอทของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ
ภาพเก่าพระราชวังบวรสถานมงคล

ภาพเก่าพระราชวังบวรสถานมงคล
แผนผังพื้นที่วังหน้า

แผนผังพื้นที่วังหน้า
แผนผังกรมพระราชวังบวรสถาน

แผนผังกรมพระราชวังบวรสถาน
ผ้าม่านทองเหลืองและแบบพระที่นั่ง

ผ้าม่านทองเหลืองและแบบพระที่นั่ง
เครื่องฉายภาพยนตร์

เครื่องฉายภาพยนตร์
คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู

คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู
ข้อมูล-ผลงานของกลุ่มแสดง

ข้อมูล-ผลงานของกลุ่มแสดง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บางคูเวียง-ปลายบาง’ ภูมิวิถีชุมชนคนนนทบุรี

Published August 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/398853

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บางคูเวียง-ปลายบาง’ ภูมิวิถีชุมชนคนนนทบุรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บางคูเวียง-ปลายบาง’ ภูมิวิถีชุมชนคนนนทบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คลองบางคูเวียง

จากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านหน้าตลาดนนทบุรีนั้น มีคลองเก่าหลายสายอยู่ทางด้านตะวันตกที่สามารถเดินทางเรือเชื่อมต่อถึงกันได้ ริมฝั่งคลองนั้นมีวัดสำคัญอยู่หลายวัดที่มีอายุอยู่ในสมัยอยุธยา เช่น วัดตะเคียน วัดโบสถ์บน ที่ต่างมีตลาดของชุมชนอยู่ริมคลอง อาทิตย์นี้ได้เดินทางไปตามเส้นทางน้ำโบราณโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชน จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีกำนัน ผู้ใหญ่ในพื้นที่เป็นกำลังสำคัญ ช่วยกันทำให้ทุกคนได้ร่วมกันสร้างเส้นทางวิถีชุมชนคนนนทบุรีให้เกิดขึ้น แม้ว่าจะมีถนนหนทางและสะพานคร่อมคลองอยู่ก็ตาม

จุดเริ่มต้นการตามรอยวิถีชุมชนตามลำคลองครั้งนี้ ใช้ตลาดวิถีชุมชนที่วัดโบสถ์บน ต.บางคูเวียง อ.เมือง จ.นนทบุรี เป็นจุดเริ่มต้น หลังจากวัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรีมีพิธีเปิดเถิดเทิงตามวิถีชุมชนแล้ว จึงออกเดินทางทางเรือหาความสำคัญของพื้นที่ กล่าวคือวัดโบสถ์บนแห่งนี้เป็นวัดสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พระเถระผู้มีคุณวิเศษและพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺสโร) พระเถระผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ได้เคยพำนักบำเพ็ญสมณธรรม ณ วัดเก่าแก่ครั้งอยุธยาตอนปลายแห่งนี้ ปัจจุบันวัดโบสถ์บนได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์จนมีภูมิสถานมั่นคงถาวรและงดงาม ซึ่งกรมศิลปากรได้เคยบูรณะก่อนแล้วเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปประธานและพระบริวาร ๒๘ องค์ และพระอัครสาวก ๒ องค์ประดิษฐาน และยังมีใบเสมาศิลปะอยุธยาเหลืออยู่ให้เห็น

กลองยาวจากเยาวชนในชุมชน

เส้นทางตามลำคลอง จากคลองบางคูเวียงผ่านวัดตะเคียน ซึ่งด้านบนมีชุมชนตลาดริมน้ำที่ชาวสวนมาจอดเรือซื้อขายอาหาร ผลไม้กันครึกครื้น เรือนั้นได้ล่องผ่านบ้านเรือนหลังเก่าริมคลองและเรือกสวนที่เหลืออยู่ ลัดเลาะผ่านคลองแยกเข้าคลองบางกอกน้อย คลองขื่อขวาง ของอ.บางกรวย ไปจนถึงชุมชนปลายบาง อ.บางกรวยทิวทัศน์บางช่วงนั้นทำให้นึกถึงคลองในอดีตที่ครั้งหนึ่งนั้นเป็นเส้นทางน้ำสายหลักของแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมที่ล่องเรือเดินทางคดเคี้ยวไปตามแม่น้ำ

ครั้นเมื่อมีการขุดตัดให้แม่น้ำไหลตรง แม่น้ำเจ้าพระยาเดิมบางส่วนได้แคบลงกลายเป็นคลอง คลองต่างๆ นี้ผ่านวัดใหม่หลายวัด ซึ่งในอดีตนั้นวัดนี้เคยเป็นวัดเก่าอยู่ในสมัยอยุธยา บางวัดมีอายุเก่าถึงสมัยอยุธยาตอนต้น คือ วัดปรางค์หลวง ที่มีปรางค์เก่าเหลืออยู่ สำหรับเส้นทางเที่ยวชุมชนปลายบางนั้นมีจุดเยี่ยมชมหลายแห่งที่มีอายุมากกว่า ๑๐๐ ปี เช่น บ้านช่างชุน ที่มีอายุกว่าร้อยปี เป็นช่างไม้สมัยรัชกาลที่ ๔ที่มีงานแกะสลักไม้จากช่างในตระกูล “ช่างชุน” ศาลเจ้าแม่ทับทิม อยู่ต้นคลองมหาสวัสดิ์ สร้างโดยชาวจีนที่เป็นคนงานขุดคลองมหาสวัสดิ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เพื่อใช้คลองมหาสวัสดิ์ส่งน้ำเพื่อทำนาและเป็นเส้นทางเดินเรือบรรทุกข้าว โดยจัดพื้นที่ให้เจ้านายสมัยนั้นทำนาปลูกข้าวส่งออกตามสนธิสัญญาเซอร์ จอห์น บาวริ่ง วัดศรีเรืองบุญ วัดเก่าที่มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง คือหลวงพ่อบุญธรรม และวัดยังได้จัดรวบรวมสิ่งของสำคัญของวัดและชุมชนเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับการศึกษาเรียนรู้ และสวนเกษตรลัดดาวัลย์ ที่ยังทำสวนอยู่ริมคลองตามวิถีดั้งเดิม โดยนำการเลี้ยงผึ้งชันโรงมาช่วยในการเกษตรจนไม้ผลมีผลผลิตสู่ชุมชน อีกทั้งยังปลูกไม้ดอกไม้ประดับสร้างรายได้ด้วย

คลองบางคูเวียงในอดีต

นอกจากนี้แหล่งเที่ยวตามเส้นทางแล้วยังมีวัดเก่าสมัยอยุธยาและแหล่งที่น่าสนใจอยู่ในเส้นทางอีกหลายแห่ง เช่น วัดส้มเกลี้ยงวัดเก่าในสมัยอยุธยา วัดบางไกรในซึ่งเป็นถิ่นของขุนไกรในวรรณคดีเรื่องไกรทอง สวนสมุนไพรเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาที่มีสมุนไพรกว่า ๓๐๐ ชนิด และร้านชมเฌยซึ่งเป็นร้านค้าโบราณย้อนยุคที่ใช้เป็นสตูดิโอถ่ายทำละคร แต่ละจุดเยี่ยมชมชุมชนคนนนทบุรีแต่ละแห่งนั้นมีอาหารและผลิตภัณฑ์ของชุมชนฝีมือบ้านๆ แล้ว ยังมีกิจกรรมการเรียนรู้จากผู้รู้ท้องถิ่นมาการสอนทำอาหาร การตัดพวงมะโหด การทำดอกไม้ การนวด อีกทั้งยังเปิดบ้านให้ใช้พักผ่อนเพื่อซึมซับบรรยากาศริมคลองได้ตามต้องการเหมือนการเที่ยวเยี่ยมญาติพี่น้องที่อยู่ริมคลองหรือแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่าเส้นทางนี้สามารถเที่ยวได้ทั้งทางรถจักรยาน และทางเรือโดยการติดต่อประสานงานได้ที่ศูนย์บริการท่องเที่ยว ๐๙๕-๘๕๑๓๔๘๓ ซึ่งเป็นวิถีชุมชนคนนนทบุรีที่น่าสนใจอยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร

เรือนเก่าริมคลอง

เรือนเก่าริมคลอง

สะพานข้ามคลอง

สะพานข้ามคลอง

ตลาดน้ำวังตะเคียน

ตลาดน้ำวังตะเคียน

ศูนย์ประสานงานเครือข่ายชุมชนฯ

ศูนย์ประสานงานเครือข่ายชุมชนฯ

ศาลเจ้าแม่ทับทิม

ศาลเจ้าแม่ทับทิม

พิพิธภัณฑ์วัดศรีเรืองบุญ

พิพิธภัณฑ์วัดศรีเรืองบุญ

ใบเสมาสมัยอยุธยา

ใบเสมาสมัยอยุธยา

ตู้กับข้าวไม้ไผ่อายุ ๑๐๐ ปี

ตู้กับข้าวไม้ไผ่อายุ ๑๐๐ ปี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองสรวงสองแคว’ ภูมิสถานการสร้างชาติบ้านเมือง

Published August 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/397313

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองสรวงสองแคว’ ภูมิสถานการสร้างชาติบ้านเมือง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองสรวงสองแคว’ ภูมิสถานการสร้างชาติบ้านเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระพุทธชินราช ศิลปะสุโขทัย

การเรียนรู้จากแหล่งความรู้นั้นมีความสำคัญต่อการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง แต่ด้วยเหตุที่เรียนรู้มีบทบาทในสังคมน้อยกว่าการท่องเที่ยวที่เป็นธุรกิจการเที่ยว กิน ซื้อของ ถ่ายภาพ จึงทำให้ขาดความใส่ใจในสาระข้อมูลที่ต่อยอดปัญญาทั้งๆ ที่ทุกแห่งล้วนมีสาระข้อมูลน่าสนใจมากมาย โชคดีที่กรมศิลปากรมีโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ เป็นประจำทุกปี จึงเห็นรูปแบบการเรียนรู้ที่มีอรรถสาระมากกว่าหน่วยงานผู้รับผิดชอบการศึกษาจะบากหน้าทำ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยไปโครงการนี้กับวิทยากรคนสำคัญ คือ คุณเด่นดาวศิลปานนท์, คุณวงศ์ฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา และคุณนาตยา ภูศรี ซึ่งเป็นผู้รู้และเกี่ยวข้องกับสถานที่สำคัญคือ เมืองพิษณุโลก เดิมเรียกเมืองสรวงสองแคว เป็นเมืองที่น่าสนใจมากกว่าไปไหว้พระพุทธชินราช หรือชมพระราชวังจันทน์ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากสถานที่จริงจึงคลี่คลายข้อเท็จจริงตามหลักฐานด้วยกัน เพราะตลอดเวลานั้นข้อมูลต่างๆ ได้หลั่งไหลจากผู้รู้ที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างน่าสนใจใคร่รู้จนทำให้อยากรู้อะไรๆ มากขึ้น

คณะวิทยากร เด่นดาว และ วงศ์ฉัตร

สำหรับเมืองพิษณุโลกแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานมีชื่อเรียกชื่อเมืองต่างกันจากหลักฐานในศิลาจารึก ตำนาน นิทาน และพงศาวดารนั้นมีการเรียกชื่อเมืองคือ สองแคว, สรวงสองแคว, ทวิสาขะ, ไทยวนที พระพิษณุโลก เป็นต้น  เดิมเมืองพิษณุโลกนี้เป็นเมืองเก่าเกิดขึ้นสมัยขอมมีอำนาจที่ตั้งเมืองเก่าลงไปทางทิศใต้ประมาณ ๕ กิโลเมตร เรียกว่า “เมืองสองแคว” ด้วยเหตุตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสาย คือ แม่น้ำน่านกับแม่น้ำแควน้อยซึ่งปัจจุบันแม่น้ำแควน้อยเปลี่ยนทางเดินไปแล้ว เมืองเก่านี้ คือ บริเวณวัดจุฬามณี หากสำรวจโดยรอบก็คงได้พบอะไรมาเติมข้อมูลกัน ในสมัยราชวงศ์ศรีนาวนำถม โดยพ่อขุนศรีนาวนำถม เสวยราชเมืองเชลียง ตั้งแต่ราว พ.ศ.๑๗๖๒ ได้มีอำนาจปกครองมาถึงบริเวณนี้ พระองค์ทรงให้โอรสทั้งสองพระองค์ คือ พ่อขุนผาเมืองครองเมืองราด และพระยาคำแหงพระราม ครองเมืองสรวงสองแคว (พิษณุโลก) เมื่อพ่อขุนศรีนาวนำถมสิ้นพระชนม์ ขอมสบาดโขลญลำพงได้เข้ายึดเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยไว้ได้ พ่อขุนผาเมืองและพระสหาย คือพ่อขุนบางกลางหาว ได้ร่วมกันปราบปรามจนได้ชัยชนะ พ่อขุนผาเมืองจึงยกเมืองสุโขทัยให้ขุนบางกลางหาวตั้งราชวงศ์พระร่วงครองเมืองสุโขทัยและได้เฉลิมพระนามเป็นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์แทน

เจดีย์วัดยอดทอง

ต่อมาพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ยึดเมืองสองแคว ซึ่งเดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นสุโขทัย จนพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) ได้เสด็จมาประทับที่เมืองสองแควที่ย้ายจากที่เดิมมาตั้งใหม่ พระองค์ได้ทำนุบำรุงเมืองให้เป็นราชธานีแห่งใหม่ จึงสร้างเหมือง ฝาย ขยายพื้นที่ทำนาเพาะปลูก สร้างทางถนนจากเมืองสองแควไปแคว้นสุโขทัย โดยเฉพาะได้สร้าง พระพุทธชินราช พระพุทธชินศรี พระศรีศาสดา เพื่อประดิษฐานไว้ในพระวิหารพระศรีรัตนมหาธาตุ แต่ยังเรียกว่าเมืองสองแควตามเดิม หลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเป็นศูนย์กลางที่มีการติดต่อทางลุ่มน้ำน่าน และโบราณสถานทั้งสมัยสุโขทัย-อยุธยา เช่น วัดเจดีย์ยอดทอง วัดใหญ่ หรือวัดศรีรัตนมหาธาตุวัดราชบูรณะ และแนวกำแพงเมืองอยู่ หลังสมัยพระเจ้าศรีสุริยวงศ์บรมปาลแล้วไม่พบว่าเมืองนี้มีบทบาทอะไร นอกจากช่วงพ.ศ.๑๙๘๑-๑๙๙๔ ผู้คนเอาใจออกห่างพาราษฎรไปร่วมกับพระเจ้าเชียงใหม่จนทางกรุงศรีอยุธยาต้องส่งทัพมาปราบและให้เจ้านายขึ้นมาปกครองเมืองพิษณุโลก แล้วผนวกเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา จนสมัยถึงพระบรมไตรโลกนาถ ตั้งแต่พ.ศ.๒๐๐๖-๒๐๓๑รวม ๒๕ ปี เมืองพิษณุโลกได้กลับเจริญรุ่งเรืองด้วยมีความสำคัญยิ่งทางด้านการเมือง การปกครองที่สร้างระบบจตุสดมภ์ขึ้น เศรษฐกิจ ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม เสมือนเป็นราชธานีทีเดียว ดังปรากฏว่าสมัยพระนเรศวรมหาราช ครั้งเป็นพระมหาอุปราชณ เมืองพิษณุโลก ระหว่าง พ.ศ.๒๑๑๒-๒๑๓๓ พระองค์ทรงปลุกสำนึกให้เกิดทหารหนุ่มเป็นกำลังรบที่ต่อสู้เพื่อชาติ ทรงสถาปนาพิษณุโลกเป็นเมืองเอก เป็นการประสานต่อความเจริญรุ่งเรืองจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน วันนี้เมืองพิษณุโลกมีศูนย์การเรียนรู้พระราชวังจันทน์ สรุปเรื่องราวให้เข้าใจก่อนจะตระเวนชมและเรียนรู้จากบริเวณพระราชวังจันทน์ทั้งหมด ที่ขาดไม่ได้คือ วัดเจดีย์ยอดทอง วัดใหญ่ หรือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดจุฬามณี เพื่อเรียนรู้สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมร่วมสมัยที่ยังเหลือให้ภาคภูมิใจไม่จบสิ้น ก่อนไปหาก๋วยเตี๋ยวห้อยขาอร่อยๆ กินกัน

รูปสิงห์และยักษ์แบก

รูปสิงห์และยักษ์แบก

ปูนปั้้นรูปครุฑที่ปรางค์จุฬามณี

ปูนปั้้นรูปครุฑที่ปรางค์จุฬามณี

ศูนย์การเรียนรู้ฯ

ศูนย์การเรียนรู้ฯ

วัดจุฬามณี

วัดจุฬามณี

นาตยา ภูศรี

นาตยา ภูศรี

วิทยากรให้ความรู้ตามสถานที่สำคัญ

วิทยากรให้ความรู้ตามสถานที่สำคัญ

วิทยากร นาตยา ภูศรี

วิทยากร นาตยา ภูศรี

พระราชวังจันทน์ที่ขุดแต่งแล้ว

พระราชวังจันทน์ที่ขุดแต่งแล้ว

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ปิ๊กภูมิบ้าน ภูมิเมือง’ ภูมิเรียนรู้จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ภาคเหนือ

Published July 30, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/395920

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปิ๊กภูมิบ้าน ภูมิเมือง’ ภูมิเรียนรู้จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ภาคเหนือ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปิ๊กภูมิบ้าน ภูมิเมือง’ ภูมิเรียนรู้จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ภาคเหนือ

วันอาทิตย์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เสวนาเชียงแสน อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

มนุษย์นั้นมีวิถีหลักอยู่กับสังคมการเกษตรกรรมและสังคมการล่าสัตว์ แต่ด้วยที่ทุกพื้นที่นั้นมีกลุ่มชาติพันธ์ุอาศัยอยู่ร่วมกัน สังคมพหุวัฒนธรรมจึงถูกให้ความสำคัญขึ้น โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) โดยการนำของ นายพีรพน พิสณุพงศ์ ผู้อำนวยการนั้นได้ร่วมกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภาคเหนือ โดยจัดงานมหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์ “ปาเจียงแสนปิ๊กบ้าน” ณ วัดเจดีย์หลวง ในเมืองโบราณเชียงแสนจังหวัดเชียงราย เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้กับนักเรียนและคนในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเครือข่ายพิพิธภัณฑ์นั้นต่างนำเสนอข้อมูลความรู้และผลการปฏิบัติงานที่ต่างทำงานมาตลอด ๑ ปี ให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยมีการออกแบบการเรียนรู้ให้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ และพื้นที่ใกล้เคียง อันเป็นบทบาทหนึ่งที่สร้างสังคมการเรียนรู้ด้วยความหลากหลายข้อมูลและความสนใจ ในวันที่ ๘-๑๐ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

การต้อนรับจากเครือข่ายฯ

ดังนั้นกิจกรรมการเรียนรู้จึงมีการสร้างชุดคู่มือการนำสู่เรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน ที่ศึกษาจากตำนาน เอกสารโบราณ จารึก ภาพถ่ายเก่าบันทึก และคำบอกเล่าของคนในเชียงแสน โดยเฉพาะเรื่องราวของไทยยวนเมืองเชียงแสน ที่ต่างแยกย้ายไปอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งไทยและลาว สะท้อนให้เห็นถึงวิถีในสังคมพาหุวัฒนธรรมที่ผ่านอดีตจนถึงปัจจุบัน  ประเด็นสำคัญคือให้เกิดการทำงานในระบบเครือข่ายที่สร้างนวัตกรรมร่วมกันให้เกิดประโยชน์ในการนำสู่สถานศึกษาในพื้นที่ ซึ่งการพบปะและเปิดโอกาสให้มีพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อกันซึ่งมีตัวแทนของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ และภาคใต้ มาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อใช้เป็นแนวทางการทำงานในอนาคตซึ่งถือว่าเป็นการสร้างรูปแบบให้พื้นที่อื่นๆ นั้นนำไปจัดกิจกรรมอย่างนี้ต่อไป

กิจกรรมงานตัดกระดาษ

การเปิดพื้นที่เมืองโบราณสถานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเมืองเชียงแสน โดยมีวิทยากรท้องถิ่นนั้นทำให้เกิดความรู้ใหม่และคลี่คลายปัญหาให้มีความชัดเจนขึ้นในครั้งนี้มีการนำเสนอจารึกเมืองเชียงแสน โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย-วิหารสกุล ช่างเชียงแสน ในจังหวัดลำปางโดยศูนย์ศิลปวัฒนธรรมราชภัฏ จังหวัดลำปาง-อุปกรณ์เครื่องตีเงิน ลวดลายสลุงเงินของชาวเชียงแสน โดยพิพิธภัณฑ์วัดม่อนคีรีชัย-ปั๊บสาพื้นเมืองเชียงแสนและพระทองคำเชียงแสนจิ๋ว โดยพิพิธภัณฑ์เมืองขุนควรพะเยา วัตถุโบราณศิลปเชียงแสน จากพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เช่น กู่เชียงแสน จากวัดพระแก้ว, ปูนปั้นเชียงแสน จากไร่แม่ฟ้าหลวง เป็นต้นซึ่งมีการสาธิตองค์ความรู้ให้เกิดความตระหนักถึงงานศิลปวัฒนธรรมและมนุษยวิทยา เช่น สาธิตการทอผ้าห่อคัมภีร์ และการทำสวยกาบแบบเชียงแสน โดยพิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านปงสนุก-สาธิตการจารคัมภีร์ใบลานเรื่อง “เชียงแสนแตก”โดยศูนย์ศิลปวัฒนธรรมราชภัฏจังหวัดลำปาง-กิจกรรมเรียนรู้ตั๋วเมือง, การตัดกระดาษ, การทำสวยดอก โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย-สาธิตงานปั้นปูนลายเชียงแสน โดย สล่าเสาร์แก้ว-สาธิตการทอผ้าลายเชียงแสน จักสาน ตอกลายผ้าจาก โรงเรียน ๓ วัย วัดพระธาตุผาเงา-สาธิตการปักผ้าบนเสื้อชุดไทยยวน จากโรงเรียนสูงวัยวัดผ้าขาวป้าน-สาธิตการประดิษฐ์ซึง และเล่นซึง จากบ้านร้อยซึง-สาธิตการทอตุงเชียงแสน โดยเฮือนตุง ศรีดอนมูล เชียงแสน เป็นต้น

ขันโตกต้อนรับผู้ปิ๊กบ้าน

โดยเฉพาะการจูงแขนปิ๊กบ้าน เป็นการร่วมจัดนิทรรศการของชาวไทยยวนเชื้อสายเชียงแสนที่ไปตั้งถิ่นฐานในจังหวัดต่างๆ ๑๐ จังหวัด เช่น ราชบุรี สีคิ้ว แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ฯลฯ และหลวงพระบาง ในลาว มาเป็นตลาดนัดไทยยวน และกิจกรรมสร้างสรรค์ความรู้ที่มีการสร้างชุดความรู้เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ในเชียงแสน ซึ่งถือว่าเชียงแสนนั้นเป็นเมืองพิพิธภัณฑ์โดยแท้ มีนิทรรศการภาพเก่าเล่าความหลังของเมืองเชียงแสน ที่ชุมชนมีส่วนร่วมค้นหามาถ่ายทอดความทรงจำในอดีต และการเสด็จฯเมืองเชียงแสน ในรัชกาลที่ ๙ ภาพสเกตช์จารเรื่องเล่าเชียงแสนในอดีตเรื่องปลาบึกเชียงแสน ตลอดจนการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ในรูปของคลินิกพิพิธภัณฑ์ที่ถอดบทเรียนจาก งานซ่อม :ซ่อมภาพ ซ่อมผ้า และซ่อมวัตถุต่างๆ งานสร้าง : สร้างผลิตภัณฑ์พิพิธภัณฑ์ต่างๆ และ งานเสริม : เสริมสร้างศักยภาพพิพิธภัณฑ์โดยการปรับปรุงและออกแบบนิทรรศการใหม่ โดยมีเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Workshop) ถ่ายทอดให้กับนักเรียนและผู้สนใจหมุนเวียนตลอดวัน เช่นเดียวกับการเที่ยวชมโบราณสถาน ซึ่งเป็นต้นแบบหนึ่งของการถอดบทเรียนที่น่าสนใจใฝ่รู้ในสังคมพหุวัฒนธรรมที่เห็นผลสำเร็จได้จริง

ผอ.พีรพน พิสณุพงศ์

ผอ.พีรพน พิสณุพงศ์

เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ภาคเหนือ

เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ภาคเหนือ

คุณยายในภาพ

คุณยายในภาพ

ลานสนุกกับการเล่นของเด็ก

ลานสนุกกับการเล่นของเด็ก

เรียนรู้จากโบราณสถาน

เรียนรู้จากโบราณสถาน

ภาพเก่าวัดเจดีย์หลวง

ภาพเก่าวัดเจดีย์หลวง

ฟ้อนของชาวไทยยวน

ฟ้อนของชาวไทยยวน

พิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน

พิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน

ตลาดนัดไทยยวน

ตลาดนัดไทยยวน

ชุดการเรียนรู้

ชุดการเรียนรู้

ชาวไทยยวนในอดีต

ชาวไทยยวนในอดีต

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ชนเผ่ามอแกน’ ภูมิชาวเลผู้ชำนาญท้องทะเล

Published July 26, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/394397′

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชนเผ่ามอแกน’ ภูมิชาวเลผู้ชำนาญท้องทะเล

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชนเผ่ามอแกน’ ภูมิชาวเลผู้ชำนาญท้องทะเล

วันอาทิตย์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเยี่ยมชาวเล

ข่าวไฟไหม้หมู่บ้านมอแกนที่หมู่เกาะสุรินทร์เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้นึกถึงกลุ่มชาติพันธุ์ “ชาวเล” กลุ่มนี้ขึ้นมาทันที อาทิตย์นี้ขอตามรอยชาวเล ผู้ใช้ชีวิตร่อนเร่อยู่ในท้องทะเล จนมีนามเรียกขานว่า เป็น“ยิปซีแห่งทะเลไทย” ภูมิกลุ่มชาติพันธุ์นี้เดิมเรียกกันว่า “ชาวเล” หลังจากเกิดคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๔๗ เรื่องราวของชาวเลจึงมีการรับรู้กันมากขึ้น ด้วยวิถีชีวิตที่น่าสนใจนั้นได้ทำให้นักท่องเที่ยวพากันล่องเรือเที่ยวทะเลกันจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่ง ชาวเลในทะเลไทยนั้นมีอยู่ ๓ กลุ่ม เรียกแตกต่างกันตามพื้นที่ คือ มอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย  ซึ่งต่างมีปัญหาร่วมกันกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ชายขอบอีกหลายกลุ่ม จนทำให้ขาดความมั่นใจและภูมิใจในวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน เมื่อการสืบทอดความรู้พื้นบ้านนั้นถูกกีดกัน ไปพร้อมกับสิทธิในการใช้และอาศัยทรัพยากรธรรมชาติแล้ว กลุ่มชาติพันธุ์นี้จึงเหมือนคนนอกที่ได้รับการดูแคลนจากบุคคลที่ไม่เข้าใจในวิถีวัฒนธรรมแบบ “ชาวเล” ด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่มีการยอมรับมากขึ้น นั้นเรื่อง “พหุวัฒนธรรม” จึงทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการดูแลและให้ความสำคัญจนมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่ขาดแคลนด้านสาธารณูปโภค ขาดพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียว ของชุมชน การขยายตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ได้ทำให้หลายแห่งปลูกบ้านเรือนอย่างไร้ทิศทาง แออัดมากขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคการลงทุนของกลุ่มนายทุนที่เอาประโยชน์

ท้องทะเลอันดามัน

“ชาวเล” เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวิถีชีวิต ภาษา วิถีวัฒนธรรมที่ผูกพันกับทะเล มีชื่อเรียกเฉพาะแต่ละพื้นที่ เช่น “มอแกน” นั้นเป็นชาวเลที่อยู่แถบเกาะเหลา เกาะพยาม และเกาะสินไห ในจังหวัดระนอง หมู่เกาะสุรินทร์ ในจังหวัดพังงา และหาดราไวย์ ในจังหวัดภูเก็ต“มอแกลน” เป็นที่อยู่แถบเกาะพระทอง และหมู่บ้านชายฝั่งทะเลกว่ายี่สิบหมู่บ้านในจังหวัดพังงา และภูเก็ต และ “อูรักลาโว้ย” เป็นชาวเลที่อาศัยอยู่บนเกาะต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ชาวเลนั้นเป็นคนพื้นเมืองที่อาศัยในบริเวณชายฝั่งทะเลแถบนี้มาแต่เดิม จนเป็นผู้เชี่ยวชาญทางทะเลที่ยึดการเก็บหาสัตว์ทะเลและพืชผักต่างๆ ในป่าเพื่อการยังชีพชาวเลเป็นคนที่รักพวกพ้อง อ่อนน้อมถ่อมตัว และไม่ละโมบโลภมาก ชาวเลมักจะไม่เกี่ยงงานหนัก โดยเฉพาะงานที่ต้องลงแรงกาย ตรากตรำกรำแดดฝน เป็นต้น ชาวเลทุกกลุ่มนั้นมีความรู้พื้นบ้านเกี่ยวกับทะเล มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเดินเรือ การสร้างเรือ การเก็บหาสัตว์ทะเล ความรู้นี้ทำให้ชาวเลมีชีวิตอยู่กับทะเลมาอย่างสมดุลนับร้อยๆ ปี ชนเผ่ามอแกน เป็นชาวเลที่สืบเชื้อสายมาจากโปโตมาเล ชนเผ่าผู้ร่อนเร่อยู่ในทะเลอันดามัน มากว่า ๑๐๐ ปี โดยอาศัยอยู่ตามหมู่เกาะ และชายฝั่งทะเลตั้งแต่หมู่เกาะมะริดในเมียนมา ลงไปทางใต้และทางตะวันออกในหมู่เกาะของทะเลซูลู ในประเทศฟิลิปปินส์ รวมถึงชายฝั่งของประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซียด้วย ในหมู่เกาะมะริดในเมียนมานั้นมีชนเผ่ามอแกน ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ซลัง เซลัง หรือ ซาเลา (Selon) ซึ่งมาจากคำว่า ซีลอน (CELON) แปลว่า เกาะ ซึ่งเป็นที่อยู่ของชนเผ่าชาวเลนี้

เรือของชาวเล

ชนเผ่ามอแกน ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามเกาะแถบภาคใต้ของไทย มีรูปแบบของวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ มีค่านิยมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน ใช้ชีวิตอยู่กับการเดินทางเคลื่อนย้ายถิ่น ทำมาหากินอยู่ในทะเลอันดามัน วิถีชีวิตส่วนใหญ่นั้น นิยมอาศัยอยู่บนเรือที่เรียกว่า “กำบาง” เที่ยวหากินในทะเล งมหอย ตกปลา จับปูและสัตว์ทะเลต่างๆ อาหารหลัก คือเผือกมัน มีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับฤดูกาลที่มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือ (เดือนพฤษภาคม-เดือนพฤศจิกายน) นั้นมีคลื่นลมจัด ชาวมอแกนนั้นจะอพยพมาสร้างบ้านเรือนตามเกาะ หรือบริเวณชายหาดที่มีอ่าวกำบังคลื่นลมเพื่อหลบลมพายุ ชนเผ่ามอแกนมีความเชื่อในเรื่องของภูตผีและวิญญาณบรรพบุรุษ ดังนั้นเดือนเมษายนของทุกปี กลุ่มชาวเลที่อยู่กระจัดกระจายตามเกาะต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียงและในเมียนมาจะมารวมตัวกันที่หมู่เกาะสุรินทร์ เพื่อทำพิธี “ลอยเรือ” บวงสรวงผีและวิญญาณบรรพบุรุษ และเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้ปลอดภัยและแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง อันเป็นประเพณีดั้งเดิมที่ยังสืบทอดจากอดีตมาจนถึงวันนี้

เรือมอแกนชาวเล

เรือมอแกนชาวเล

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเล

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเล

สาวชาวเล

สาวชาวเล

หมู่บ้านชาวเล หรือมอแกน

หมู่บ้านชาวเล หรือมอแกน

หมู่บ้านชาวเลที่ชายหาด

หมู่บ้านชาวเลที่ชายหาด

หมู่บ้านชาวเลตามเกาะทะเลไทย

หมู่บ้านชาวเลตามเกาะทะเลไทย

หมู่บ้านชาวมอแกน เกาะสุรินทร์

หมู่บ้านชาวมอแกน เกาะสุรินทร์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘นกหัสดีลิงค์’ ภูมิพิธีส่งสการผู้มีบุญแห่งลุ่มน้ำโขง

Published July 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/392917

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘นกหัสดีลิงค์’ ภูมิพิธีส่งสการผู้มีบุญแห่งลุ่มน้ำโขง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘นกหัสดีลิงค์’ ภูมิพิธีส่งสการผู้มีบุญแห่งลุ่มน้ำโขง

วันอาทิตย์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลวงพ่อคูณ บริสุทฺโธ

พิธีพระราชทานเพลิงศพของ หลวงพ่อคูณ บริสุทฺโธ ที่ผ่านมานั้น ได้ทำให้หลายคนรู้จักนกหัสดีลิงค์ และพิธีเผาศพในคตินิยมโบราณของเจ้านายและพระเถราจารย์ผู้ใหญ่ ผู้ที่อยู่แถบลุ่มแม่น้ำโขงในล้านนาและอีสาน นกหัสดีลิงค์เป็นชื่อนกใหญ่ที่เล่ากันว่าเป็นนกที่อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ มีตัวเป็นนกเว้นแต่จงอยปากเป็นงวงเหมือนงวงช้าง ชื่อของนกหัสดีลิงค์ไม่ค่อยปรากฏในเทวนิยายนักนกขนาดใหญ่ในเทวนิยายที่รู้จักกันนั้นคือ หงส์ พญาครุฑและนกหัสดิน ซึ่งมีชื่อใกล้เคียงกับชื่อหัสดีลิงค์นกหัสดินนั้นมีตัวใหญ่โตมากขนาดโฉบเฉี่ยวเอาช้างในป่าไปกินเป็นอาหารได้สบายๆ “นกหัสดิน” นั้นมีชื่อว่าหัตดีลิงค์สกุโณ (ภาษาบาลี) และ หัสดินลิงคะ (ภาษาสันสกฤต) เป็นนกคนละอย่างกับนกหัสดีลิงค์ที่มีจงอยงวงช้าง การใช้ชื่อนกหัสดีลิงค์นั้นน่าจะนิยมใช้กันในไทย แถบล้านนาเรียกสั้นๆ ว่า “นกหัส” แถบอีสานเรียกนกหัสดีลิงค์ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “หตฺถิลิงฺคสกุโณ” แปลความหมายว่า นกมีเพศเหมือนช้าง

นกหัสดีลิงค์งานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อคูณ

เรื่องราวของนกหัสดีลิงค์นี้ไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่เมื่อจับความจากนิทานชาดก จากตำราสัตว์หิมพานต์แล้วพอสรุปได้ว่า นกหัสดีลิงค์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีลำตัวเป็นนก มีปีก มีหางอย่างนก มีหัวเป็นช้าง มีลำตัวใหญ่และมีกำลังเทียบเท่าช้าง ๕ เชือก มารวมกัน นกหัสดีลิงค์นี้น่าจะถือกำเนิดในอินเดียมาก่อนแล้วแพร่เข้ามาในดินแดนล้านนา ด้วยมีเรื่องเล่าถึงนกหัสดีลิงค์เป็นนกจินตนาการที่เกิดขึ้นเมื่อ ๑,๔๐๐ ปี ในตำนานสร้างนครหริภุญไชย ว่าเหล่าฤๅษีทั้งสามคือ วาสุเทพฤๅษี สุกทันตฤๅษี และอนุสิสฤๅษี ได้ร่วมกันวางรากฐานเมืองลำพูนนั้นได้เรียก “นกหัสดีลิงค์” ออกจากป่าหิมพานต์ให้ทำหน้าที่บินไปคาบ “หอยสังข์” หนึ่งในสี่สวัสดิมงคลของพระนารายณ์ หรือวิษณุเทพของฮินดู ประกอบด้วยดอกบัว สังข์ จักร คทา ซึ่งถือว่าแทน ดิน น้ำ ลม ไฟ มาจากห้วงมหาสมุทร เพื่อนำสังข์มาเป็นต้นแบบในการสร้างเมืองนี้

หอแก้วเมรุหลวงพ่อคูณ เป็นนกหัสดีลิงค์สีขาว

นกในนิยายของชาติต่างๆ ที่รู้จักกันคือ นกเฮาะของจีน นกร้อค ของอาหรับ และนกรุค (rukh) ของฝรั่ง ขุนวิจิตรมาตราได้เล่าถึง นกเฮาะ ว่า ในทะเลเหนือของจีนนั้นมีนกมหึมาเรียกว่า ไต้เฮาะ รูปร่างใหญ่โตมหึมาเหลือประมาณ ถึงเดือนหกฤดูมีคลื่นลม นกเฮาะจะกางปีกออกปกฟ้ามิด เริ่มวิ่งฝ่าระลอกคลื่นเป็นระยะไกล ๓,๐๐๐ ลี้ก่อน แล้วจึงโผทะยานขึ้นบินสู่อากาศเป็นระยะสูง ๙๐๐ ลี้ แล้วบินมาอาศัยอยู่ในเกาะมลายู นกเฮาะ นี้ ฝรั่งว่าคือ นกรุค (rukh) ซึ่งก็ตรงกับ นกร้อค (roc) ในอาหรับราตรี สรุปว่าเป็นนกชนิดเดียวกันที่เรียกแตกต่างตามสำเนียง ส่วนนกหัสดีลิงค์นั้นเกิดขึ้นเป็นความเชื่อโบราณในแถบลุ่มแม่น้ำโขงตั้งแต่เมืองเชียงรุ้งแสนหวี แคว้นสิบสองปันนา ล้านนาเชียงใหม่ ล้านช้างหลวงพระบาง ดินแดนจําปาสัก มาจนถึงดินแดนแถบอีสาน ซึ่งมีผู้ครองนครครองบ้านเมืองอยู่นกหัสดีลิงค์ที่ปรากฏจึงรูปลักษณ์ไม่แตกต่างกันล้วนมีหัวเป็นช้าง มีตัวเป็นนก ตามจินตนาการโบราณ

เมรุหอแก้วสร้างเป็นนกหัสดีลิงค์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔

ด้วยความเชื่อนั้นจึงมีพิธีกรรมและตํานานมารองรับมากมายเพื่อคุมสังคมให้เกิดความสงบสุขและสามัคคีจนส่งผลให้สังคมอยู่ในกรอบประเพณีสืบทอดมาจนทุกวันนี้ โดยมีแบบแผนสําคัญต่อพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกัน ตั้งแต่การเกิด การเปลี่ยนแปลงฐานะทางสังคม จนถึงการตาย ส่วนพิธีปลงศพนั้น มีความละเอียดซับซ้อนขึ้นอยู่กับฐานะทางสังคม ไพร่ ทาส สามัญชนปลงศพตามมีตามเกิด ส่วนเจ้านายชั้นปกครองพระเถระผู้ใหญ่นั้นใช้ความเชื่อทางศาสนามารองรับ กล่าวคือการเผาในเมรุนั้นยังมีความเชื่อของพราหมณ์เกี่ยวกับโลกและจักรวาล มีเขาพระสุเมรุอยู่กลางจักรวาล ดังนั้นการปลงศพโดยนกหัสดีลิงค์ จึงรองรับว่านกหัสดีลิงค์นั้น จะนําพาไปสู่ภพภูมิตามที่มีความเชื่ออยู่ การสร้างพิธีกรรมและศิลปะเทคนิคต่างๆ จึงเกิดขึ้น ตั้งแต่โครงสร้างนก การเคลื่อนที่ของนก การติดประดับตกแต่ง จนกระทั่งการเคลื่อนไหวของงวง การกะพริบตา เกิดขึ้นก็เพื่อเสริมให้เห็นความสมจริง หรือสะท้อนให้เห็นอัจฉริยภาพของคนโบราณ แม้แต่ขบวนแห่ก็มีการจัดแบ่งรูปขบวนและผู้คนเข้าร่วมงาน ที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อศพ ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย หรือพระเถระผู้ใหญ่ ล้วนสะท้อนฐานะและแสดงความกลมเกลียวสมัครสมานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแทบทั้งสิ้น ชาวล้านนาเรียกพิธีศพนี้ว่า พิธีส่งสการ หรือ พิธีประกาศคุณความดีของผู้มีบุญญาธิการ ที่ได้สั่งสมไว้ชั่วชีวิต ให้กลับคืนไปเสวยสุขบนหล้าสรวง โดยใช้ “นกหัสดีลิงค์”ทำหน้าที่เป็นดั่ง “ทูตสวรรค์” อัญเชิญดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่ปรโลก โดยมีนางสีดามาทำพิธีฆ่านกนี้เพื่อเผาทั้งนกหัสดีลิงค์และร่างของผู้ตายไปพร้อมกัน

นางสีดารำฆ่านกหัสดีลิงค์

นางสีดารำฆ่านกหัสดีลิงค์

นกหัสดีลิงค์

นกหัสดีลิงค์

ทับหลังที่มีนกหัสดินคาบช้าง

ทับหลังที่มีนกหัสดินคาบช้าง

ภาพเขียนนกหัสดีลิงค์

ภาพเขียนนกหัสดีลิงค์

นกหัสดินคาบช้าง

นกหัสดินคาบช้าง

นกหัสดีลิงค์ที่มีสีสัน

นกหัสดีลิงค์ที่มีสีสัน

นกหัสดีลิงค์สีขาว

นกหัสดีลิงค์สีขาว
%d bloggers like this: