พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง

All posts tagged พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : เมื่อหนูเครียด!

Published July 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/228503

เกษตร,พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง,หนู,เครียด

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  29 พ.ค. 2559

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : เมื่อหนูเครียด!

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : เมื่อหนูเครียด! : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร

เมื่อหนูเครียด จะแสดงอาการอย่างไร ?
เมื่อหนูเครียด จะแก้ไขอย่างไร ?
เมื่อหนูเครียด จะป้องกันอย่างไร ?
ฯลฯ
                    “หนู” ที่ว่านี้ หมายถึง หนูจริงๆ หรือ Rodent สัตว์ตระกูลที่มีฟันแทะคู่หน้าทั้งบนและล่างใหญ่จนดูเหมือนจอบ ชอบแทะเป็นนิสัย ตัวอย่างเช่น หนูถีบจักร หนูขาวใหญ่ หนูแฮมสเตอร์ หนูเจอร์บิลล์ หนูตะเภา หรือหนูแกสบี้ ฯลฯ
                    ปัจจุบันหนูเหล่านี้ถูกนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงฉบับกระเป๋า ที่ผู้เลี้ยงอาจพบปัญหา หนูดุ ขู่ ไม่เชื่อง ซึม ป่วย ตาย แม้จะได้รับการดูแล อาหาร ที่อยู่ก็ตาม สาเหตุหนึ่งมาจาก “ความเครียด”
                    ความเครียดในหนูเป็นภาวะที่มันไม่สามารถปรับตัวเข้ากับภาวะแวดล้อม จนเกิดผลข้างเคียงตามมาทั้งร่างกายและจิตใจ ผลที่สุดอาจรุนแรงจนถึงกับชีวิต
                    หนูเครียด อาจแสดงอาการหลายรูปแบบ เช่น หงอย ซึม ซุกซ่อนตัว หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย ไม่ชอบให้คนสัมผัส เบื่ออาหาร ดุกว่าเดิม จนกัดทำร้ายเจ้าของ คนเลี้ยง หรือแม้แต่พรรคพวกหนูด้วยกัน หนูที่เคยจับเล่นได้กลายเป็นสัตว์น่ากลัว อันตราย สมาชิกอื่นในบ้านไม่อยากสังฆกรรมด้วยอีกแล้ว ฯลฯ
                    บางครั้งอาจพบว่าหนูแสดงอาการป่วย และตายลงเนื่องจากความเครียดก็มี!
                    สาเหตุที่ทำให้หนูเครียด เช่น ถูกคนรบกวน ชวนเล่น มีศัตรูอยู่ห้อมล้อม (เช่น หมา แมว) อาหารและน้ำกินไม่พอเพียงต้องแก่งแย่งกัน เลี้ยงในที่คับแคบแออัดสกปรก หรือเลี้ยงหนูเพศเดียวกัน โดยเฉพาะเพศผู้ละก็เป็นเรื่อง ฯลฯ
                    การแก้ไขสถานการณ์สามารถลดความเครียดในหนูลงเป็นเบื้องต้น โดยการแยกคู่กัด คู่กรณี ไม่เลี้ยงหนูเพศเดียวกันไว้ด้วยกัน ขยายกรงให้กว้างขวางขึ้น จัดที่ให้น้ำ อาหาร ที่มีปริมาณและคุณภาพให้เพียงพอ กระจายจุดให้น้ำให้อาหารไว้หลายๆ แห่ง จัดรังนอนให้มากพอจะได้ไม่แย่งกัน ลดการรบกวนก่อความรำคาญแก่หนู จัดเวลาให้มันได้อยู่เป็นส่วนตัว ฯลฯ
                    ทางที่ดีผมว่าน่าจะป้องกันมิให้หนูเกิดความเครียด เช่น รักษาสุขภาพร่างกายหนูให้แข็งแรงอยู่เสมอ จัดหาของเล่น ที่อยู่ให้ใช้อย่างพอเพียง และสะดวกสบาย
                    ที่สำคัญที่สุดคือ การจับต้อง การเล่น ของผู้เป็นเจ้าของต้องทะนุถนอม จับต้องไม่รุนแรง โดยเฉพาะเด็กๆ และต้องรู้จักเวลาพักผ่อนด้วย
                    รับรองว่าหนูของคุณก็จะไม่เครียดและไม่เป็นปัญหาต่อไปครับ!
———————-
(พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : เมื่อหนูเครียด! : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร)

Advertisements

แกสบี้ กับ วิตามินซี

Published July 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/227173

เกษตร,พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง,แกสบี้,วิตามินซี

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  8 พ.ค. 2559

แกสบี้ กับ วิตามินซี

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : แกสบี้ กับ วิตามินซี : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร

                    วิตามินซี เป็นวิตามินที่สำคัญ ซึ่งเรารู้จักกันดีว่ามีมากในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว รวมถึงผักสีเขียวทั้งหลาย การขาดวิตามินซีทำให้เกิดโรคเลือดออกตามไรฟันขึ้นในคนเรา
                    สำหรับสัตว์เลี้ยงแล้ว มีความต้องการปริมาณวิตามินซีมากน้อยแตกต่างกันไป แต่ถือว่าจำเป็นต้องได้รับตามแต่ละชนิด จะขาดไม่ได้ การขาดวิตามินซีจึงทำให้สัตว์ป่วยได้เช่นเดียวกับคนเรา
                    ส่วนสัตว์เลี้ยงฉบับกระเป๋าที่ร่างกายต้องการวิตามินซีสูงกว่าเขาเพื่อนคือ “แกสบี้” หรือ หนูตะเภา ที่เราเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในขณะนี้ วิตามินซีมีหน้าที่รักษาสภาพของร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง คือ ภูมิต้านทานโรคเป็นสำคัญ สำหรับแกสบี้แล้ว การขาดวิตามินซีก็ทำให้เกิดการติดเชื้อในร่างกายได้ง่าย หรือปัญหาฟันยื่นยาวผิดปกติ ตลอดจนความอ่อนแอในการทำงานของร่างกาย ฯลฯ
                    หากแกสบี้ขาดวิตามินซีจะทำให้มันแสดงอาการป่วยในเวลา 2 อาทิตย์ โดยแสดงอาการสำคัญให้เห็นเดิมๆ เช่น อ่อนเปลี้ย ไม่รื่นเริง ป้อแป้เหมือนใกล้ตาย ไม่ยอมกินอาหาร และตายอย่างปุ๊บปั๊บ ลูกแกสบี้ที่กำลังเติบโตเช่น ระยะหย่านม รวมถึงแม่แกสบี้ที่กำลังตั้งท้อง จะไวต่อการขาดวิตามินซีและแสดงอาการดังกล่าวก่อน เราอาจพบว่ามีอาการขาดน้ำ และน้ำหนักลดตามมา
                    นอกจากนี้อาจมีอาการอื่นๆ ให้เห็นได้อีก เช่น ขนหยาบ แท้งลูก ขี้มูกขี้ตาไหลเยิ้ม น้ำลายไหลมาก หากเป็นแผลจะหายยาก ขี้เหลวจนถึงขี้ไหล (ท้องร่วง) และบางครั้งจะมีเลือดปนออกมา ฯลฯ
                    ส่วนอาการที่คล้ายกับโรคเลือดออกไรฟันของคน สำหรับแกสบี้แล้ว เราอาจพบว่าเหงือกอักเสบ ฟันผิดรูป ฟันคลอน กระดูกผิดรูป ปวดข้อ เลือดออกง่ายเพราะเส้นเลือดเปราะ ฯลฯ แกสบี้ที่ป่วยมักตายในเวลา 2 อาทิตย์ด้วยสาเหตุทางการขาดอาหารและติดเชื้อแทรกซ้อน
                    การรักษาทำได้อย่างได้ผลดีด้วยการให้วิตามินทางการฉีด จึงต้องให้สัตวแพทย์เป็นผู้ดำเนินการ จึงจะหายได้ใน 7 วัน ส่วนการกินนั้นให้ผลไม่ดีเท่า
                    ทางที่ดีควรป้องกันอย่าให้แกสบี้ขาดวิตามินซีจะดีกว่า โดยการให้กินผัก หญ้าสีเขียว ผักสด ผสมวิตามินซีลงในน้ำกินหรือให้ชนิดผงผสมในอาหารสำเร็จรูป
                    จะช่วยป้องกันมิให้แกสบี้เกิด Scurvy ได้ครับ!
———————
(พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : แกสบี้ กับ วิตามินซี : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร)

ปฐมพยาบาลฉุกเฉินนกเลี้ยง!

Published June 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/226384

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  24 เม.ย. 2559

ปฐมพยาบาลฉุกเฉินนกเลี้ยง!

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : ปฐมพยาบาลฉุกเฉินนกเลี้ยง! : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร

                    “คุณที่พบนกตกนอนแหมบกับพื้นกรงจะทำอย่างไร ?”
                    “นกช็อกเพราะแมวไล่จับ จะปฐมพยาบาลได้ไหม ?
                    วิธีปฐมพยาบาลฉุกเฉิน สำหรับนกนั้นเราใช้ระบบ “ABCD” คือ
                    A = Airway = ทางเดินหายใจ ต้องทำให้โล่ง
                    B = Breathing = หายใจได้ ต้องช่วยให้หายใจ
                    C = Circulation = โลหิตไหลเวียน ต้องคล่อง
                    D = Drug = ยาช่วยชีวิต
                    สำหรับเจ้าของนก C และ D คงยากเกินไป ส่วน A และ B พอช่วยแก้เหตุการณ์เฉพาะหน้าให้คลี่คลายได้บ้าง เพื่อส่งต่อแก่หมอนกได้ดำเนินการแก้ไขต่อไป
                    A ; ทางเดินหายใจ คือ ตรวจดูว่าทางเดินหายใจไม่อุดตัน, เช็ดหรือดูดเศษเลือด ดิน ทราย เมือก น้ำมูก ฯลฯ ออกจากจมูกและปาก, ช่องหลอดลมก็ต้องปลอดโปร่ง ไร้สิ่งกีดขวาง และเหยียดคอให้ยืดยาวออกไปข้างหน้า พร้อมกับไม่มีการกีดขวางบังอากาศที่จะหายใจ
                    B ; หายใจ เริ่มจากตรวจดูว่านกหายใจหรือไม่? ถ้าไม่ ต้องหาวิธีทำให้หายใจ, เป่าปากช่วยหายใจ โดยการป้องฝ่ามือเป็นกระบอกครอบปากและจมูกของนกไว้ เป่าเบาๆ เพราะถ้าแรงไปปอดนกจะแตก และผายปอด โดยใช้นิ้วกดเบาๆ เป็นจังหวะที่ซี่โครงเป็นการช่วยให้ปอดทำงาน ต้องระวังแรงกด ถ้ารุนแรงจะทำให้ซี่โครงหัก อย่าทำติดต่อกันนานเกิน 2 นาที
                    C ; โลหิตไหวเวียน เมื่อพาไปพบสัตวแพทย์ คุณหมอจะตรวจดูโดยใช้หูฟัง (Stethoscope) และวัดชีพจ, หากนกขาดเลือดเลี้ยงสมอง (หัวใจหยุด) เกิน 3 นาที จะทำให้สมองถูกทำลาย และคุณหมอจะให้ยากระตุ้นหัวใจทุก 3 ถึง 4 นาที
                    D ; ยาช่วยชีวิต คุณหมอจะใช้ยาเพื่อกระตุ้นทั้งระบบหัวใจและหายใจ จากนั้นก็ขึ้นกับบุญ กรรม และดวงของนกละครับว่าจะรอดหรือไม่
                    ทว่า อย่างน้อยคุณเองผู้เป็นเจ้าของหากได้ช่วยแค่ A และ B ก็นับว่ามีโอกาสรอดไปมากแล้วละครับ!
——————–
(พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : ปฐมพยาบาลฉุกเฉินนกเลี้ยง! : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร)

หมาปวดฟัน!!

Published June 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/225979

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  17 เม.ย. 2559

หมาปวดฟัน!!

หมาปวดฟัน!! : คอลัมน์ พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย… รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร

          “หลายๆ ท่านถามผมว่าหมาปวดฟันได้ไหม ?”
          “แล้วหมอรู้ได้อย่างไร ?”
          วิธีที่จะรู้ได้มันมีอยู่ซึ่งเจ้าของหมาเองสามารถใช้เป็นข้อสังเกตเพื่อป้องกัน แก้ไข รักษาก่อนจะกำเริบเสิบสานใหญ่โต
          ร้อยละ 80 ของหมาจะเกิดปัญหาโรคฟันขึ้นเมื่ออายุ 3 ปีขึ้นไป ฉะนั้นจึงถือเป็นข้อสังเกตตั้งต้นประเด็นแรกเลยในการสันนิษฐานกรณีหมาปวดฟัน
จากนั้นท่านเจ้าของสามารถสังเกตความผิดปกติเพิ่มเติมอีกได้ดังนี้ ครับ
          1.มีคราบหินปูนหรือหินน้ำลายสีเหลืองและสีน้ำตาลเกิดขึ้นบริเวณผิวฟันตรงตำแหน่งคอฟัน (รอยต่อฟันกับเหงือก) หรือบริเวณอื่นของฟันก็ได้
          2.มีเลือดออกบริเวณไรฟันเป็นครั้งคราว หรือทุกครั้งหลังกินอาหาร หรือขบเคี้ยวสิ่งหนึ่งสิ่งใด
          3.มีกลิ่นปากเหม็นผิดปกติออกมา
          4.บริเวณเหงือกมีสีเปลี่ยนไปจากเดิม ปกติควรเป็นสีชมพูอ่อนๆ กลับกลายเป็นสีแดงเข้มเนื่องจากปฏิกิริยาการอักเสบมีผลให้เลือดไปเลี้ยงมากกว่าปกติ
          5.เคี้ยวอาหารลำบาก อาจช้ากว่าปกติ เคี้ยวไม่แหลก กัดบดไม่ขาด ฯลฯ
          6.พฤติกรรมการกินผิดไปจากเดิม เช่น อาหารไม่โปรดก็ไม่สน เบื่ออาหาร ขาดความกระตือรือร้นที่จะกินเช่นเดิม กินๆ อยู่แล้วก็เลิกไป ทำท่าอยากกินแต่พอกินไปสักหน่อยก็เลิก ฯลฯ
          7.ใช้ตีนเขี่ยบริเวณปากอยู่บ่อยครั้ง แสดงท่าเหมือนรำคาญ หรือคล้ายกับมีสิ่งระคายเคืองในช่องปาก
          8.ไม่ยอมให้เจ้าของจับหรือแตะต้องบริเวณปาก หรือเบี่ยงบ่าย หลีกเลี่ยงการถูกสัมผัส ฉะนั้นหมาที่เคยแปรงฟันให้ได้ก็กลับไม่ยอม เพราะกลัวความเจ็บปวดเมื่อถูกฟันสัมผัสจากแปรง ฯลฯ
          9.นี่คือสิ่งบ่งบอกเบื้องต้นง่ายๆ สำหรับเจ้าของที่จะสังเกตอาการปวดฟันของหมาจะได้นำไปพบคุณหมออย่างทันการณ์
          10.การป้องกันฟันผุอันเป็นปัญหาหลักของการปวดฟันในหมาทำได้ครับ การแปรงฟันให้หมาของคุณอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ตลอดไป ฝรั่งเขาว่าไว้แล้วหมาของคุณจะอายุยืนยาวอีก 5 ปี !!

พรมกับหมา-เหมียว

Published June 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/225582

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  10 เม.ย. 2559

พรมกับหมา-เหมียว

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : พรมกับหมา-เหมียว : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร

                    คนไทยวันนี้มีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ดูง่ายๆ แค่การตกแต่งและเป็นอยู่ในบ้านที่แตกต่างในแง่การใช้งาน เช่น เดิมจากพื้นบ้านเป็นไม้กระดาน ขยับเป็นไม้ปาเก้ บวกกับความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป บ้านไทยกลายเป็นสไตล์ฝรั่งที่นิยมปูพื้นด้วยพรม บ้านเขาจำเป็นเนื่องจากอากาศหนาว แต่บ้านเราเป็นเมืองร้อนจึงติดเครื่องปรับอากาศ พื้นไม้เดิมเริ่มเย็นจำต้องปูพรมตามมา
                    สิ่งที่ตามมาสำหรับการปูพรมในบ้านพักอาศัย โดยเฉพาะที่เลี้ยงหมาแมวไว้ คือเรื่องของกลิ่นอันเกิดจากสัตว์เลี้ยงทั้งสองขับถ่ายไว้บนพรม และขนที่ร่วงหล่นติดอยู่ เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้เกิดอาการภูมิแพ้ของคนในเหย้า ฉะนั้น มาดูวิธีกำจัดกลิ่นและร่องรอยที่หมาแมวทำไว้บนพรมในบ้านคุณ เพื่อลดการเกิดภูมิแพ้ และกลิ่นไม่พึงประสงค์
                    ขับถ่ายบนพรม
                    – ใช้กระดาษทิชชูชนิดหนาๆ ซับฉี่บนพรมออกให้มากที่สุด
                    – ห้ามขยี้ หรือถู
                    – ใช้แรงกดกระดาษซับบริเวณที่ฉี่ให้แน่น เพื่อรีดฉี่ออกจากพรมแล้วถูกซับโดยกระดาษทิชชู
                    – เปลี่ยนกระดาษหรือผ้าที่ใช้ซับให้บ่อยๆ
                    – ใช้น้ำสะอาดเจือจางฉีดบนพรม แล้วซับออกด้วยขั้นตอนข้างต้น
                    – ใช้น้ำยาเพื่อทำให้กลิ่นฉี่สลายตัวโดยเป็นน้ำยาที่ผลิตจากเอนไซม์ช่วยย่อยสิ่งปฏิกูล มีขายตามร้านเพ็ทช็อป
                    – ขณะใช้น้ำยาทำลายกลิ่นให้สวมหน้ากาก และใส่ถุงมือเพื่อลดความระคายเคืองจากน้ำยาที่ใช้ มันจะช่วยกำจัดรอยเปื้อนด้วย
                    – ห้ามใช้น้ำส้มสายชู หรือน้ำยาทำความสะอาดในบ้าน หรือน้ำยาซักพรมธรรมดา มันจะช่วยได้ชั่วคราว
                    ขับถ่ายบนพื้น
                    – ซับด้วยกระดาษทิชชูหรือน้ำจนแห้ง
                    – เช็ดล้างด้วยน้ำยาทำลายกลิ่นฉี่ที่เป็นเอนไซม์
                    สิ่งขับถ่ายแห้งติดพรม
                    – กรณีมีรอยเปื้อนบนพรมขนาดใหญ่ติดมานานต้องใช้เครื่องดูดฝุ่นแบบเปียก อย่าใช้ประเภทที่มีการพ่นไอน้ำออกมาเพราะยิ่งทำให้ความสกปรกติดแน่นและมีกลิ่นออกมาต่อไป
                    – เมื่อทำตามขั้นตอนแรกเสร็จแล้ว ให้ใช้น้ำยาทำลายกลิ่นที่เป็นเอนไซม์มาชะล้างต่อเพื่อขจัดกลิ่นยังหลงเหลือออก
                    – หากรอยฉี่มีมานาน กระจายวงกว้างมากเกินกำลังของคุณ ต้องจ้างร้านซักพรมจัดการ บางครั้งแก้ไขไม่ได้ต้องเปลี่ยนพรมใหม่ทั้งผืน
                    เสียน้อยเสียยาก อย่าลำบากเก็บไว้ทั้งเหม็น และก่อภูมิแพ้แก่คุณได้ครับ !
———————-
(พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : พรมกับหมา-เหมียว : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร)

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : แมวมีกลิ่น!!

Published June 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/224749

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  27 มี.ค. 2559

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : แมวมีกลิ่น!!

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : แมวมีกลิ่น!! : โดย … รศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร

                    คนเลี้ยงสัตว์มักคุ้นเคยกับการที่สัตว์เลี้ยงมีกลิ่นตามชนิดของมันบ้าง จะให้ไร้กลิ่นหรือหอมฉุยดั่งน้ำหอมย่อมไม่มีแน่ เอาเป็นว่าพอรับได้ แต่ถ้ากลิ่นที่มีมันผิดไปจากเดิมหรือรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นกลิ่นเหม็นล่ะก็นี่สิปัญหาแน่ ดังหลายคำถามของเจ้าของที่ถามว่าทำไมแมวที่เลี้ยงไว้มีกลิ่นเหม็นและจะแก้ไขด้วยวิธีใด
                    โดยทั่วไปเรามักไม่ค่อยพบว่าแมวจะมีและก่อปัญหาเกี่ยวกับกลิ่นสักเท่าไรเมื่อเทียบกับหมา คนทั่วไปมักเข้าใจว่าแมวเป็นสัตว์สะอาดเพราะเห็นว่าช่างแต่งตัวแต่งเล็บด้วยการเลียอยู่เสมอ นอนก็ในที่สะอาด ขี้เยี่ยวยังกลบทุกครั้ง ฯลฯ ทว่ามันก็มีกลิ่นไม่ชวนดมได้เช่นกัน โดยกลิ่นเหล่านั้นเป็นผลมาจาก
                    กลิ่นปาก  :  แมวก็เป็นโรคเหงือกอักเสบได้ โดยมีหินปูนเกาะฟันและเสียดสีกับเหงือกจนอักเสบ มีเชื้อแบคทีเรียในน้ำลาย รวมถึงเข้าไปตามซอกและรอบตอฟันกับเหงือก เมื่อมีเศษอาหารมาเกาะติดยิ่งเป็นอาหารให้แบคทีเรียเติบโต ผลที่ตามมาคือกลิ่นเหม็นที่ออกมากับลมหายใจ หรือเมื่อแมวอ้าปากนั่นเอง
                    กลิ่นหู  :  ไรในหู อาศัยอยู่ปะปนกับขี้หู ก่อให้เกิดกลิ่นที่เหม็นไม่น้อย จุดนี้ก็สร้างความเหม็นให้เกิดแก่เจ้าเหมียวได้
                    กลิ่นเหยื่อ  :  แมวเป็นสัตว์นักล่า จะต่อสู้เป็นพัลวัน ทำให้มีกลิ่นจากเหยื่อติดตัวกลับมาบ้าน ที่ได้กลิ่นเหม็นบ่อยๆ ก็คือกลิ่นหนู ซึ่งมักเป็นหนูท่อที่สกปรก มีกลิ่นรุนแรงอยู่แล้ว เจ้าเหมียวจึงพลอยเหม็นไปด้วย
                    กลิ่นน้ำลาย  :  แมวมีนิสัยชอบทำความสะอาดตัวเองด้วยการใช้ลิ้นที่สากดุจกระดาษทราย เลียทำความสะอาดขน เล็บ อุ้งตีน เศษโปรตีน ตลอดจนส่วนต่างๆ ที่มันเข้าถึงได้ ต่อเมื่อน้ำลายแห้งเศษโปรตีนเกาะติดขนเป็นอาหารของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เชื้อเจริญเติบโตและก่อให้เกิดกลิ่น
วิธีป้องกันแก้ไข
                    – รักษาสุขภาพช่องปากให้แข็งแรง สมบูรณ์ ปราศจากเศษอาหาร และหินปูนโดยการถูฟัน แปรงฟันเช่นเดียวกับหมา
                    – หมั่นตรวจตราและเช็ดทำความสะอาดในรูหูและใบหูของแมว หากพบว่ามีไรอยู่ให้พาไปพบสัตวแพทย์เพื่อกำจัดอย่างถูกวิธีรวมถึงการเช็ดหูเพื่อขจัดขี้หูตลอดเวลา
                    – เช็ดทำความสะอาดผิว ลำตัว ตีน อย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าแมวออกเที่ยวนอกบ้านไปล่าเหยื่อมาให้เช็ดตัวทำความสะอาดร่างกายเพิ่ม เพื่อขจัดกลิ่นเหยื่อที่ติดตัวมาให้เหลือน้อยที่สุด
                    – การเช็ดตัวเป็นระยะๆ หรือสักวันละครั้งก็ยังดี ทั้งแปรงขนด้วยจะช่วยขจัดเศษคราบน้ำลายที่ติดบนตัวแมวออกไป กลิ่นที่สะสมอยู่จะลดลง
ฯลฯ
                    ต่อไปนี้แมวเหมียวของคุณคงไม่มีกลิ่นให้เป็นที่น่ารังเกียจอีกนะครับ
————————-
(พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : แมวมีกลิ่น!! : โดย … รศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร)

%d bloggers like this: