พฤกษากับเสียงเพลง

All posts tagged พฤกษากับเสียงเพลง

พฤกษานนทรี ต้นไม้ศักดิ์ศรี แห่งทุ่งบางเขน

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05022151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษานนทรี ต้นไม้ศักดิ์ศรี แห่งทุ่งบางเขน

มีส่วนหนึ่งของคำร้อง แต่ละบทเพลงที่ระลึกถึง “ต้นนนทรี”

“นนทรีกางใบแผ่ ดังแม่เหลียวแล ปองแผ่พระคุณอันเลอค่า

ครั้นยามห่างไกลมา หวนนึกถึงคราครั้งศึกษา แล้วพาอาลัย…ฯลฯ”

(เพลง เกษตรที่รัก คำร้อง “ชาตรี-ศยาม” ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน)

“พร่างพรายนนทรี เสรีที่เราใฝ่ฝัน

ร่วมกันสร้างสรรค์ ฟ้าไทยอำไพเรืองรอง…ฯลฯ”

(เพลง “บทเพลงเสรีแห่งนนทรี) 1 ใน 30 เพลงประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เดิม)

“เมื่อลมทะเลพัดมา ศรีราชาแดนขจี สายฝนโปรยให้นนทรี พรวารี พระพิรุณอวยชัย หนุ่มสาวเข้ามาศึกษา เรียนรู้วิชา

ตั้งมั่นในความดี มีคุณธรรมดังปณิธานของเรา…ฯลฯ”

(เพลง สายสัมพันธ์เกษตรศาสตร์ เนื้อร้อง ผศ. ไพโรจน์ อุตรพงศ์ และ อาจารย์บุญธรรม วงศ์ไชย ทำนอง อาจารย์บุญธรรม วงศ์ไชย)

“เสียงเชียร์เกษตรศาสตร์ กึกก้องกัมปนาทขจรไกล ฮึกเหิมปลุกเร้าพลังใจ สู้ตายเพื่อชาวนนทรี”

(เพลง เกษตรชิงชัย เนื้อร้อง ผศ. ไพโรจน์ อุตรพงศ์ และ อาจารย์บุญธรรม วงศ์ไชย ทำนอง อาจารย์บุญธรรม วงศ์ไชย)

“เมื่อเดินผ่านเขตรั้ว สถาบันของเราโอบล้อมด้วยภูเขา ดั่งใจเราประสานกัน ณ ที่แห่งนี้ กล้านนทรี มุ่งสร้างฝัน เกียรติแห่งสถาบัน เป็นมิ่งขวัญของชาวเกษตร

รักสมัครสมาน งามน้ำใจไมตรี เกษตรเขียวขจี แผ่ความดีล้ำค่า ณ ที่แห่งนี้ ต้นนนทรีที่งามตา เกียรติแห่งศรีราชา อยู่คู่ฟ้ามหาวิทยาลัย ฯลฯ”

(เพลง ศาสตร์ของแผ่นดิน เนื้อร้อง ผศ. ไพโรจน์ อุตรพงศ์ และ อาจารย์บุญธรรม วงศ์ไชย ทำนอง อาจารย์บุญธรรม วงศ์ไชย ขับร้องหมู่)

“รวมไมตรี เป็นนนทรีศรีราชา งามตาแผ่กิ่งใบ ร่มไม้ปกคลุมทั่วทุกแคว้นแดนไกล รวมพลังสร้างไทยให้รุ่งเรือง ดังเทียนส่องเป็นแสงงดงาม ให้ตระการอยู่ในใจคน”

(เพลง ศรีราชารวมใจ เนื้อร้อง/ทำนอง บุญธรรม วงศ์ไชย ขับร้อง เกศฎาภรณ์ อาชวานันทกุล)

“ร่มนนทรี ร่มดวงฤดีของชาวขจี เป็นขวัญชาวเกษตรทั่วชาตรี โลมชีวีให้รื่นเริงใจ

ร่มนนทรี แผ่ความขจีไปทั่วแดนไทย แม้เราจะอยู่ห่างไกล ร่วมดวงฤทัย ยังดลใจให้สราญ…ฯลฯ”

(เพลง ร่มนนทรี คำร้องโดย “ศยาม” ทำนองโดย ธนิต ผลประเสริฐ)

บทเพลงที่เกี่ยวกับ “นนทรี” มีมากกว่าที่ได้กล่าวไว้อีกหลายบทเพลง โดยเฉพาะเพลง “ร่มนนทรี” เป็นหนึ่งในสามสิบกว่าเพลงประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เชื่อว่าทุกคนได้ยิน เคยรับฟังกันเป็นประจำ เมื่อเดินเข้าไปในงาน “เกษตรแฟร์” หรือ งานวันเกษตรแห่งชาติ ที่จัดในช่วงต้นปีของทุกๆ ปี หรือทุกรอบ 4 ปี สำหรับงานวันเกษตรแห่งชาติ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ต้นนนทรี ไม้ยืนต้น ยืนยงศักดิ์ศรี แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทุ่งบางเขน เป็นต้นไม้ที่ได้รับเลือกให้เป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเฉพาะต้นนนทรี จำนวน 9 ต้น บริเวณหน้าอาคารหอประชุมเดิม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ริมสระน้ำประตูด้านหน้าถนนพหลโยธิน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญเสด็จ ของคณะกรรมการนิสิตเก่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทรงปลูกต้นนนทรี เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 อันนำสู่การเสด็จ “เยี่ยมต้นนนทรี” ที่ทรงปลูก และ “ทรงดนตรี” สืบเนื่องมาจนถึง พ.ศ. 2515 จึงเป็นที่มาของชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้พร้อมใจกันจัดงานวันที่ระลึก ในวันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ณ บริเวณรอบสระน้ำหอประชุม (เดิม) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยใช้ชื่อว่า “วันที่ระลึก วันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด” และมาถึง ณ เดือนพฤศจิกายนนี้ ต้นนนทรีทั้ง 9 ต้น ริมสระน้ำหน้าหอประชุมเดิม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็มีอายุถึง 53 ปีบริบูรณ์ แล้วใน พ.ศ. 2559 นี้

“นนทรี” ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน นอกจากนนทรี 9 ต้น ซึ่งล้นเกล้าฯ ทั้ง 2 พระองค์ทรงปลูกไว้ ที่อายุมากกว่าครึ่งศตวรรษนี้แล้ว มีทั้งบริเวณทั่วไปในรั้วเขียวขจี บนพื้นที่เกือบ 850 ไร่ แม้ว่าปัจจุบันจะถูกตัดโค่นไปบ้างเพื่อต้องการใช้พื้นที่ก่อสร้างอาคารเรียน อาคารสำนักงาน เคยมีการสำรวจไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ทำให้ทราบว่า ในพื้นที่นี้มีทั้งต้นไม้เศรษฐกิจ ไม้ผล และไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ รวมไว้มากกว่า 7,000 ต้น กว่า 235 ชนิด ซึ่งในจำนวนนั้นมีต้นนนทรีซึ่งเป็นไม้ที่ใหญ่ที่สุดอยู่หน้าตึกชีววิทยา (เดิม) ตรงข้ามอนุสาวรีย์บูรพาจารย์ หรือตึกสถาบันเกษตราธิการปัจจุบัน (พ.ศ. 2559)

มีต้นนนทรีที่เป็นประวัติทรงคุณค่าศักดิ์ศรีแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีก 2 ต้น คือ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2520 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงปลูกต้นนนทรีทางด้านทิศตะวันตกของอนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ (ปัจจุบัน) ขณะที่พระองค์ทรงศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งก็มีอายุถึง 39 ปี ณ พ.ศ. 2559 นี้เช่นกัน

สำหรับต้นนนทรีอีกต้น ถ้าหากไปที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยเขตกำแพงแสน ก็จะได้ชื่นชมกับต้นนนทรีที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปลูกไว้เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดฝ่ายปฏิบัติการวิจัย และเรือนปลูกพืชทดลอง วิทยาเขตกำแพงแสน เมื่อ วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2523 ปัจจุบันนี้ก็มีอายุถึง 36 ปีแล้ว (พ.ศ. 2559)

ถ้าหากว่าอยากจะเห็นต้นนนทรีเป็นแถวเรียงต้นเป็นร้อยๆ ต้น ประดับสองข้างทางอย่างสวยงาม และร่มรื่นตา เขียวขจี และยามหน้าร้อนออกดอกเหลืองสะพรั่ง ก็ขอเชิญขับรถวนดูในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ปลูกโดย อาจารย์สุขุม ลิมังกร อาจารย์ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร ซึ่งปัจจุบัน ขนาดต้นก็โตเท่าต้นนนทรีในวิทยาเขตบางเขนแล้ว

ต้นนนทรี มีทั้งนนทรีป่า ซึ่งเป็นไม้มงคลพระราชทาน และปลูกเป็นไม้มงคลประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา มีชื่ออื่นๆ เช่น จ๊าขาม ราง อะราง อินทรี ส่วนต้นนนทรีอีกสายพันธุ์คือ นนทรีบ้าน หรือเรียกกันว่า นนทรี เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์และสกุลเดียวกัน คือ วงศ์ Leguminosae และ สกุล Peltophorum ส่วนที่ต่างกันคือนนทรีป่า มีช่อดอกเล็กกว่า และช่อดอกห้อยปลายช่อลง ไม่ตั้งขึ้นเหมือนนนทรีบ้าน และนนทรีป่า มีขนาดลำต้นทรงพุ่มใหญ่กว่า สมกับเป็นนนทรีป่า

นนทรีบ้าน มีชื่ออื่นๆ ว่า กระถินป่า กระถินแดง สารเงิน นอกจากจะเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลประจำจังหวัดนนทบุรีแล้ว ยังเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยและโรงเรียนอีกหลายโรงเรียน คือเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ โรงเรียนหอวัง โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย โรงเรียนนนทรีวิทยา โรงเรียนสตรีชัยภูมิ และเป็นต้นไม้ประจำสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จังหวัดสกลนคร อีกด้วย

นนทรี เป็นเอกลักษณ์ ศักดิ์ศรี บานสะพรั่ง เขียวขจี มิใช่จะมีเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน และวิทยาเขตกำแพงแสนเท่านั้น แต่ยังบานขจีทุกภาคทั่วไทย นอกเหนือจากที่เรียงรายในวิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม แล้ว ยังมีนนทรีศรีราชา ท้าคลื่นลมที่จังหวัดชลบุรี และนนทรีอีสาน ท่ามกลางเทือกเขาภูพาน ที่จังหวัดสกลนครด้วย ส่วนวิทยาเขตในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดตั้ง สนองนโยบายกระจายโอกาสทางการศึกษาของรัฐบาลมาแล้วตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2556 คือ ที่วิทยาเขตกระบี่ วิทยาเขตลพบุรี และวิทยาเขตสุพรรณบุรี ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาตามศักยภาพ และความต้องการของชุมชนนั้นๆ ป่านนี้จะมีนนทรีเขียวขจีบานสะพรั่งขนาดไหน ก็จะนำมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านในโอกาสต่อไป

จะเห็นได้ว่า นนทรี ไม้ศักดิ์ศรีแห่งหลายสถาบันการศึกษา กลายเป็นต้นไม้ที่ไม่กลัวทั้งคลื่นลม ชายเขา ชายป่า ทะเล พื้นที่ราบ ลุ่ม ดอน กลางทุ่งนา รวมทั้งเป็นที่นิยมในการนำมาจัดภูมิสถาปัติ และสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่น สวยงาม แบบวนานันทอุทยาน (Woodland Campus) เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต เพื่อการเรียนรู้ มีอ่างเก็บน้ำ และรายรอบด้วยอุทยานต่างๆ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ช่วยให้เป็นวิทยาเขตที่น่ามอง น่าดู น่าอยู่ น่าเรียน โดยมีเป้าหมายให้ “ลูกนนทรี” ต้นใหม่เติบโตภายใต้ร่มนนทรีอย่างมีความสุข ดังเช่นคำขวัญ จาก “นนทรี” อีสาน ที่ว่า ขวัญ…เป็นกำลังใจ วินัย…เป็นศักดิ์ศรี สามัคคี…เป็นพลัง พร้อมที่จะต้อนรับและปกป้องชาวนนทรี และยินดีกับแขกผู้มาเยือนทุกคน

ความสำคัญของต้นนนทรี นอกจากปลูกเป็นไม้ยืนต้นให้ร่มเงา ประโยชน์จากเนื้อไม้ทางด้านสมุนไพร และเปลือกต้นนนทรีนำไปต้มจะทำให้น้ำเป็นสีน้ำตาลเหลือง มีสารแทนนิน รสฝาด ดื่มได้ เป็นยากล่อมเสมหะ กล่อมโลหิต ขับลม แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้ไข้ ถ้านำไปเคี่ยวเข้มข้นใช้เป็นน้ำมันนวดแก้ตะคริว ปวดกล้ามเนื้อ แก้อักเสบ น้ำต้มเปลือกยังใช้ย้อมผ้าฝ้าย ผ้าบาติก เนื้อไม้มีสีชมพูอ่อน เป็นมันเลื่อม เสี้ยนตรง หรือเป็นคลื่นบ้าง เนื้อหยาบปานกลาง เลื่อยผ่าไสกบตกแต่งง่าย ใช้ก่อสร้างบ้านเรือนได้ดี เช่น ทำพื้น ทำฝา รอด ตง อกไก่ เครื่องเรือน หีบใส่ของ พานท้ายปืน คันไถ อุปกรณ์การเกษตรได้ดี ในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ที่เกาะชวา เปลือกนนทรีมีขายตามร้านสมุนไพร ใช้รักษาโรคท้องร่วง และนำไปต้มให้สีน้ำตาลเหลือง ย้อมผ้าฝ้ายบาติกเป็นที่นิยม

ต้นนนทรีเป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 เมตร ลำต้นตรงเปลา เปลือกค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดเล็กๆ สีเทาปนน้ำตาล ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ใบอ่อนผลิออกพร้อมผลิดอกในฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม ดอกออกแบบช่อกลุ่มใหญ่ที่ปลายกิ่ง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ มีกลีบดอกสีเหลืองเล็กๆ ประมาณ 1 เซนติเมตร ทยอยบานจากโคนไปหาปลายช่อ แต่ดอกงดงาม มีอายุติดอยู่ปลายกิ่งไม่นานจะร่วงลงโคนต้น เป็นเหมือนพรมปูพื้นสีเหลือง ออกดอกราวๆ เดือนมีนาคมถึงมิถุนายน หลังดอกร่วงหมดแล้วปลายกิ่งนนทรีจะมีพัฒนาการของดอกเป็นฝักแบนๆ รีๆ สีน้ำตาลอมม่วง เหมือนโล่สีสนิมเหล็กเป็นเงามันติดคาต้น เป็นผลแก่ไม่แตกตัว มีเมล็ดรูปร่างแบน 1-4 เมล็ด เรียงตามยาวฝัก สามารถนำไปเพาะเมล็ดขยายพันธุ์หรือปักชำกิ่งก็ได้ ต้นนนทรีเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ อายุยืน กิ่งก้านใช้ทำเชื้อฟืนได้ดี แต่ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจโดยตรงอาจจะไม่ชัดเจนมากนัก เป็นต้นไม้ที่เจริญได้ในทุกสภาพดิน แต่ชอบที่โล่งแจ้ง พบได้ทั้งชายป่าเบญจพรรณ หรือชายหาด เพราะทนแล้ง ทนแดดได้ดี

มีคนกล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คือต้นนนทรี นิสิตเกษตรคือดอกนนทรี ช่วงที่ฤดูดอกนนทรีบานสะพรั่ง ทั่วทรงพุ่มต้นดอกเหลืองอมแสด ให้ความรู้สึกสดชื่น สดใส แม้ยามดอกร่วงหล่นตามฤดูกาล ก็เหลืองพรมปูเต็มโคนต้นใต้พุ่มใบ มองดูยิ่งสะอาดตา ให้บรรยากาศสดชื่นไปอีกแบบ เป็นดังสีที่บอกความสงบ ร่มเย็น สำหรับนนทรีทุกดอกที่เบ่งบานทั่วแดนไทย ก็น่าจะเป็นตัวแทนของลูกเกษตรขจีรั้วนนทรีทุกคนที่สร้างชื่อเสียง สร้างความเจริญทุกด้านตามแต่ศักยภาพทุกดอกที่เบ่งบาน ดังร่มนนทรีที่แผ่ขจีทั่วแดนไทย

เพลง รำวงนนทรี

ทำนอง เพลงผู้ใหญ่ลี

เนื้อร้อง วีระพงษ์ วิริยาภรณ์

นนทรีกำลังดอกบาน ไม่ช้านานก็จะมีดอกใหญ่

ลมพัดสะบัดใบโปรย กลีบดอกโรยก็ร่วงหลุดพลัน

ลมโชยดอกโรยร่วงพรู เหลียวดูเหมือนเราจากกัน

นับคืนซึ้งทรวงโศกศัลย์ แต่นับวันสัมพันธ์ห่างไกล (ๆ)

ขอลาแล้วแดนเคยชื่น ทั้งหลับทั้งตื่นอาลัย

เกษตรแดนรักสุดหวง ร้าวทรวงเหมือนดังขาดใจ

ลับลาร้างกายจากไป แต่สัมพันธ์ฝังใจไม่ลืม (ๆ)

นนทรีกำลังแรกผลิ ไม้ใดสิจะเขียวงามตา

อยู่ชั่วนาตาปี สีไม่มีโรยรา

เขียวขจีสดใส ชื่นหัวใจของเกษตรทุกครา (ๆ)

เกษตรเป็นแหล่งรวมชีวี นนทรีก็เปรียบไม้แทนตน

กิ่งแขนงวิชา ศึกษามานะอดทน

ใบคือพวกเรานี้ เขียวขจี เลือดเกษตรทุกคน (ๆ)

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า คณะกรรมการสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงปลูกต้นนนทรี ต้นไม้ที่ได้รับเลือกเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 9 ต้น บริเวณริมสระน้ำ หน้าอาคารหอประชุมเดิมมหาวิทยาลัย ประตูด้านถนนพหลโยธิน เมื่อ วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 อันนำสู่การเสด็จฯ “เยี่ยมต้นนนทรี” และ “ทรงดนตรี” จึงเป็นที่มาของการจัดงาน “วันที่ระลึก วันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด” โดยเสด็จฯ ดังนี้

ครั้งที่ 1 วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 ทรงปลูกต้นนนทรี 9 ต้น และทรงดนตรี

ครั้งที่ 2 วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2507

ครั้งที่ 3 วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2508

ครั้งที่ 4 วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510

ครั้งที่ 5 วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2511 ทรงเยี่ยมต้นนนทรี

ครั้งที่ 6 วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2512 ทรงเยี่ยมต้นนนทรี และทรงดนตรี

ครั้งที่ 7 วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514

ครั้งที่ 8 วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514

ครั้งที่ 9 วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515

ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

พฤกษาสมุนไพรน่าคบ : เข้าตู้อบ หรือทำลูกประคบในสปา

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาสมุนไพรน่าคบ : เข้าตู้อบ หรือทำลูกประคบในสปา

“เนื้อนางศรีนวลยวนใจชาย

เพริศแพรวพรรณรายโสภาลาวัณย์

พี่ยลโฉมฉาย แล้วมิวายรำพัน

นวลเนื้อเย้ยจันทร์ ให้พลันอับแสง

สองปรางโสภางค์แซมชมพู

เมื่อยามชื่นชูพิศดูเรื่อแดง

พี่ตะลึงแลค้างคิดว่านางจำแลง

นวลน้องผิวแตงพี่แคลงอุรา

พรหมองค์ใด หรือใครสรรสร้าง

ให้นางงามเหนือกว่านางฟ้า

ดังเทวีหนีวิมานเยือนหล้า

ราตรีที่มีดาริกา ต้องมาแพ้พ่ายอับอายนวลน้อง

พี่เองยังต้องครองระทมข่มใจ…ฯลฯ”

บทเพลงพรรณนาความงามของนวลน้องศรีนวล จินตนาการแล้วน่าจะเป็นนางฟ้าจำแลง จากประโยคที่ว่า “ดังเทวีหนีวิมานเยือนหล้า” จึงไม่แน่ใจว่า บนสวรรค์ มีห้องอบซาวน่า หรือรับทำ “สปา” ก่อนลงมาเยือนโลกให้ชาวดินได้ชมโฉมโสภาลาวัณย์ หรือว่านวลน้องเป็นชาวโลกเอง ทำสปาอบซาวน่าจนเนื้อผิวนวลงามดับแสงจันทร์ ไล่แสงดาวให้อับอาย คงจะต้องตามหาห้องเสริมสวยทำสปาอบผิวนวลให้เนียนเหมือนผิวแตง ว่าร้านนั้นอยู่แห่งไหน หรือใช้สมุนไพรอะไร จึงทำให้งามยวนใจ ดังบทเพลงชื่อ “เนื้อนวล” ขับร้องโดย ชรินทร์ นันทนาคร ประพันธ์โดย ป.วรานนท์ และ ขนิษฐา ขนงทิพย์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2499 เป็นเวลา 60 ปีแล้ว

ความสวยงามใดๆ ของกุลสตรี โดยหลักก็มีอยู่ 3 ประการ ดังบทเพลงชื่อ “กุลสตรี” ที่ คุณสวลี ผกาพันธุ์ ขับร้อง ประพันธ์โดย ครูชาลี อินทรวิจิตร ความตอนหนึ่งว่า

“นารีมีความสวยสามประการ สวนน้ำคำพร่ำกล่าวขาน หวานหวานกับทุกคน สวยน้ำใจใสเย็นเช่นหยาดฝน สวยน้ำมือคือน้ำมนต์ รู้จักปรนนิบัติทั่วไป” นี่คือความงามที่มีในตัว ผู้อื่นจะมองเห็นได้เมื่อนวลนางนั้นพึงปฏิบัติ งามด้วย “น้ำคำ น้ำใจ น้ำมือ” แต่ความงามจากกายที่มองเห็นเป็นเบื้องแรก ที่จะสะดุดตาสะดุดใจผู้ที่เห็นจากผิวเนื้อ วงพักตร์ นวลปรางค์ พวงแก้มนั้น คือความงามที่ปรากฏเป็นภาพลักษณ์ภายนอก ซึ่งสามารถปรุงแต่งได้จากมวลวัตถุธาตุ

หากจะยึดคำพังเพยว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ก็คงไม่ยากที่จะกระทำ เพราะตั้งแต่โบราณกาลกระทั่งยุคดิจิตอลปัจจุบัน ที่นับวันจะปรุงแต่งความงามความสวยด้วยเจตนานั้น พัฒนาการเสริมงามจากสมุนไพรใต้ดินมาอยู่ในตลับครีม หลอดลามิเนทบีบ หรือกระป๋องสเปรย์ แม้แต่ “มีดหมอ หรือมือแพทย์” ก็มีคนปรารถนาที่จะยอมให้กรีดเนื้อเพื่อความงาม อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสคุณค่าของสมุนไพรไทย หรือสูตรเภสัชโบราณ ที่เป็นที่ยอมรับสวนกระแส สู้ผลิตภัณฑ์ “ของแพงจากเมืองนอก” บอกให้รู้ว่า สมุนไพรแผนโบราณ หรือสูตรสมุนไพรไทยท้องถิ่น เป็นเภสัชใกล้ตัวเราได้ผลไม่น้อยหน้ากว่าของนอกแน่นอน ก็หันกลับมามองและนำสมุนไพรเหล่านั้นมาใช้ในวงการความงามด้านสปามากขึ้น

ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ล้ำเลิศ หมอพื้นบ้านท่านรู้จักเอาสมุนไพรต่างๆ จากธรรมชาติมาปรุงเป็นยา ทั้งรักษาโรค บำรุงร่างกาย และทำเป็นยาสมุนไพรอบร่างกายได้ด้วย โดยคัดสรรสมุนไพรที่เหมาะสม มีสรรพคุณให้ร่างกายสดชื่น สูดดมเข้าไปได้ประโยชน์ คลายอาการปวดเมื่อย คลายเครียด สบายเนื้อตัว ปลอดโปร่ง โล่งจมูก หายใจคล่อง หายหอบหืด ผิวหนังสะอาด เกลี้ยงเกลา รวมทั้งวิธีการต่างๆ ในการอบสมุนไพร ก็สามารถปรุงใช้เองที่บ้านโดยไม่ยาก

มีพืชพันธุ์มากกว่า 2,000 ชนิด ในเขตเอเชีย ที่สามารถสกัดเป็นน้ำมันหอยระเหยได้ แต่สำหรับเมืองไทยมีไม่น้อยกว่า 400 ชนิด ที่นิยมนำมาใช้เป็นสมุนไพร แม้ว่าธุรกิจสปาจะถือกำเนิดมาจากซีกโลกตะวันตก แต่น่าแปลกที่วัตถุดิบประเภทสมุนไพร กลับอุดมสมบูรณ์ในฝั่งเอเชีย แสดงถึงความหลากหลายทางทรัพยากรที่เสริมสร้างสุขภาพของเราอย่างล้นเหลือ อย่างนี้แล้ว สปาไทยจึงเป็นที่โดดเด่นเรียกหาจากต่างชาติ ที่ถือว่าเป็นเสน่ห์แบบไทยๆ ที่จะสร้างทั้งอาชีพแก่เกษตรกรและเป็นที่รู้จักของโลก

ความเครียดของทุกคนเกิดขึ้นได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ จะคลายเครียดได้ด้วยการเยียวยารักษาความปวดร้าว ระบมให้อ่อนลงด้วยสูตรเภสัชสมุนไพรโบราณหมอชาวบ้านได้มากมาย หากเครียดด้านจิตใจ สัมผัสสมุนไพรคลายอารมณ์ ที่ปัจจุบันชอบใช้คำว่า “รีแลกซ์” ด้วยขั้นตอนกรรมวิธี “สปา” พาตัวเองไปอยู่ในโลกส่วนตัวกับกลิ่นไอ และสายเสียงกับบรรยากาศธรรมชาติที่อบอวลด้วยสมุนไพรกระตุ้นไออุ่น หรือไอเย็น ก็สุดแต่จะปรารถนา เพราะการนำเอาสมุนไพรที่ดี เหมาะสม มีคุณค่า มีสรรพคุณทางยาธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ จะเป็นครีมธรรมชาติ น้ำมันสมุนไพร หรือจะรวมเอาหลายสิ่งมาผสมผสานกลายเป็น “ลูกประคบ” ห่อผ้าดิบ มาใช้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เส้นตึง เอ็นหด ก็มีทุกสูตร ที่สำคัญกว่านั้นคือ ทั้งเข้ารับบริการทำสปา หรือเรียกหาลูกประคบ ก็เป็นการยกเอาความสุขมาห่อหุ้มทั้งเรือนร่างและจิตใจ มิได้หมายความว่าเป็นผู้ป่วยที่มารับการรักษาอาการป่วย แต่เป็นผู้ต้องการผ่อนคลายร่างกาย จิตใจ ให้สดชื่นรื่นรมย์ สร้างอาณาเขตแห่ง “โลกส่วนตัว” ได้โดยอิสระ

การอบสมุนไพร เป็นกรรมวิธีดูแลสุขภาพวิธีหนึ่ง ซึ่งมีมานานแล้วสำหรับเมืองไทย มีทั้งในร้านเสริมสวย ในบ้านตัวเอง แม้กระทั่งในวัดบางแห่งก็มีห้องอบสมุนไพรให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เบาเนื้อเบาตัว ระบายเหงื่อทุกขุมขน ร่างกายพลิกฟื้นคืนกลับ เช่นสตรีที่ร่างกายอ่อนแอ ขี้โรค หรือผู้ที่คลอดบุตร มักจะนิยมอบสมุนไพรในเวลาต่อมาหลังจากออกไฟแล้ว หากมดลูกอ่อนแอก็จะกลับเข้าอู่เร็ว การขับน้ำคาวปลาออกก็เป็นสิ่งที่ดี ช่วยให้ผิวพรรณดีขึ้น หมอพื้นบ้าน หรือแพทย์แผนโบราณของไทยเรามีการคิดค้นหาทางให้แม่ลูกอ่อน หรือผู้หญิงหลังคลอดบุตรมีสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ร่วงโรยไปตามธรรมชาติ จึงนำสมุนไพรมาเยียวยา ฟื้นฟู ซึ่งสมุนไพรที่นำมาใช้สามารถปรุงเป็นยากิน ยาอบในห้องอบ ตู้อบ รวมทั้งปรุงผสมเป็นลูกประคบ ก็นิยมใช้

ลูกประคบมีมานานกาลแล้ว เพราะการนำสมุนไพรมาปรุงเป็นยา ซึ่งใช้ได้ทั้งรับประทาน ยังสามารถปรุงเป็นยารักษาภายนอกร่างกายได้ด้วย ใช้ได้ทั้งเดี่ยวๆ หรือปรุงผสมผสานหลายๆ อย่าง ทำเป็นยาทา พอก พ่น สูบ ยาอม รมควัน และเป็นยาประคบ ซึ่งเราเรียกว่า ลูกประคบ ก็ถือว่าเป็นมรดกทางภูมิปัญญา ลูกประคบทำได้โดยนำส่วนผสมต่างๆ จากสมุนไพร มาคลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน หรือรวมแต่ละชิ้น แต่ละแท่ง มาห่อเป็นรูปทรงด้วยผ้าดิบ ให้มีชายผ้าที่ห่อรวบเอาขึ้นบนแล้วผูกชายผ้ามัดเป็นห่อ แล้วผูกมัดด้วยเชือก หรือเส้นด้ายให้แข็งแรง ขนาดใหญ่ เล็ก แล้วแต่ส่วนผสมตามสูตรสมุนไพร

สมุนไพรที่นำมาใช้เป็นส่วนผสมในมัดห่อลูกประคบมีหลากหลายสูตรส่วนผสม ส่วนใหญ่มักจะเท่าๆ กันทุกชนิดสมุนไพร แต่มีวัตถุส่วนผสมอย่างหนึ่งที่จะมีน้อยที่สุดในสูตรคือ การบูร ซึ่งจะใส่ทุกสูตรไม่ถึง 1% เช่น รากดีปลีแห้ง รากดองดึงแห้ง รากเจตมูลเพลิงแห้ง หญ้างวงช้างแห้ง ต้นตะไคร้แห้ง อย่างละ 1 ขีด แล้วใส่การบูรเกล็ด 2 กรัม สำหรับตัวยาสมุนไพรสูตรต่างๆ อัตราส่วนผสมและชนิดของสมุนไพรก็แตกต่างกันตามแต่ละตำรับยา หรือจุดประสงค์ในการใช้กับอวัยวะร่างกายส่วนใดก็มีสูตรเฉพาะ โดยใช้สมุนไพรที่หาได้ไม่ยาก เช่น ขมิ้นชันแห้ง เหง้ากระชายแห้ง ใบน้ำเต้าแห้ง ใบผักบุ้งแดงแห้ง สมุลแว้งแห้ง ไคร้น้ำแห้ง ผิวมะกรูดตากแห้ง ไพลตากหรืออบแห้ง ใบมะขามแก่ตากแห้ง ดอกคำไทยแห้ง ขมิ้นอ้อยตากแห้ง ใบมะนาวตากแห้ง ใบกะเพราแดงแห้ง ว่านไฟแห้ง เปลือกต้นขี้เหล็กแห้ง ใบส้มโอแห้ง ใบหนุมานประสานกายแห้ง หัวหอมแดงแห้ง ต้นตะไคร้แห้ง ส่วนใหญ่นำส่วนของสมุนไพรที่กล่าวมาผสมกัน บดละเอียด แต่ละสูตรจะใช้ตัวสมุนไพรไม่เกิน 10 อย่าง มาเป็นลูกประคบ และทุกสูตรจะมีการบูรผสมด้วย

การนำลูกประคบมาประคบร่างกายคนเรานั้น กรรมวิธีปฏิบัติก็คือ ให้นำลูกประคบไปอังความร้อนพออุ่นๆ เช่น ผ่านไอน้ำ หรือแผ่นความร้อน แล้วจึงประคบกับผิวหนังตรงบริเวณอวัยวะที่ต้องการ ความอุ่นจากลูกประคบที่อังความร้อนมาแล้ว จะแผ่กระจายความร้อนเข้าในตัวสมุนไพรที่บดเป็นผงละเอียด แล้วการระเหิดของการบูรก็จะพากลิ่นไออุ่นกระจายออกมา ทำให้ผิวหนังและเนื้อเยื่อได้รับสรรพคุณทางยาสมุนไพร ซึมซาบ แทรกซึม ผ่านผิวหนังสัมผัสเส้นเลือด เกิดความสบายและผ่อนคลาย

ลูกประคบ คือเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษไทย สืบทอดลูกหลานมาถึงปัจจุบัน เป็นเทคนิคการดูแลสุขภาพของบรรพบุรุษ ที่ยังใช้ได้ดี ได้ผล กับชนรุ่นต่อๆ มาจนปัจจุบัน จัดเป็นคุณค่าพลานุภาพของสมุนไพรไทยของเรา ซึ่งปัจจุบัน เราอาจจะพบเชิงการค้า การตลาด ที่โฆษณาลักษณะ “อโรมาเธอราปี้” (Aromatherapy) ที่ใช้พลังกลิ่นหอมจากมหัศจรรย์สมุนไพรธรรมชาติ ผสมผสานกลิ่นหอมจากดอกไม้ โดยวิธี “นาสิกสัมผัส” ขณะที่ลูกประคบแนบเนื้อเรา กลิ่นดอกไม้และสมุนไพรก็ทำหน้าที่เป็นแขกเยือนทั้งร่างกาย และจิตใจเราให้ล่องลอยตามไปด้วย

สำหรับการเสริมสร้างสุขภาพด้วย “ยาอบสมุนไพร” ก็เป็นอีกวิธีที่จะทำให้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายแข็งแรง สดชื่น ปลอดโปร่ง บรรเทาความเมื่อยล้า บำบัดความซึมเศร้าได้อีกด้วย การอบสมุนไพรจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับคุณสุภาพสตรีทั้งสูงวัยและสตรีที่มีบุตรแล้ว แต่ปัจจุบัน เป็นที่นิยมตั้งแต่สตรีวัยรุ่นจนถึงทุกๆ วัย ซึ่งถ้าย้อนถึงการคิดค้นวิธีใช้สมุนไพร ก็มีเริ่มตั้งแต่การนำพืชสมุนไพรมาต้มในน้ำ จากนั้นก็นำน้ำร้อนนั้นผสมกับน้ำธรรมดาให้อุ่นพออาบ ซึ่งน้ำสมุนไพรนี้ก็จะมีส่วนพืชสมุนไพรรินหลั่งสัมผัสผิวกาย ตัวยาก็จะแทรกซึมไปยังเนื้อเยื่อร่างกาย ซึ่งเรียกว่า “การอาบน้ำสมุนไพร” แล้วก็พัฒนาการต่อมาก็กลายเป็นการ “อบสมุนไพร”

การอบสมุนไพร ทำโดยการนำสมุนไพรหลายๆ ชนิดผสมรวมกัน แล้วต้มให้น้ำเดือด ปล่อยให้ไอระเหยออกมาสัมผัสเรือนร่างในพื้นที่จำกัด ให้ได้ความร้อนหรือไอร้อนจากน้ำต้มสมุนไพรด้วย ถ้าอบเป็นส่วนตัวคนเดียวก็อาจใช้ตู้อบ หรือกระโจมอบ แต่ถ้าหลายๆ คน ก็อาจจะเป็นห้องปิดที่เข้าไปนั่งหรือยืนได้ตามสะดวก ถ้าศึกษาภาชนะต้มตั้งแต่นานมาแล้ว หม้อต้มยานิยมใช้ “หม้อต้มดินเหนียว” หรือรู้จักกันว่า “หม้อดิน” ปัจจุบันนิยมใช้ “หม้อหุงข้าวไฟฟ้า” เพื่อความสะดวกและสามารถดัดแปลง หรือบังคับทางเดินไอน้ำสมุนไพรให้พ่นไปตามทิศทางที่ต้องการได้ ในการต้มน้ำสมุนไพรให้เดือดพล่านแล้ว ให้ใส่การบูรที่บดละเอียดลงในหม้อต้มที่กำลังเดือด กลิ่นไอการบูรพร้อมตัวยาสมุนไพรก็จะระเหย ให้สูดกลิ่นสัมผัสทั้งนาสิก สูดล้างโพรงจมูกให้โล่ง สบาย บำบัดโรคทางเดินหายใจได้ ส่วนร่างกายก็สัมผัสไออุ่นจากสมุนไพร ส่วนเวลาที่อยู่กับการอบตัว ควรใช้เวลาเพียง 12-15 นาที ไม่ให้ร่างกายอ่อนเพลีย เมื่อครบเวลา ควรออกมาสัมผัสให้ร่างกายแห้งแล้วจึงอาบน้ำให้สดชื่น

สูตรยาอบสมุนไพรก็มีส่วนผสมหลากหลายพืชสมุนไพร อาจจะใช้ทั้งยอด ทั้งใบ หรือส่วนต้น เหง้า ได้แก่ ใบมะขาม หัวหอมแดง ผิวมะกรูด ตะไคร้ ต้นใบส้มป่อย เปลือกมะนาว ใบกะเพรา ไพล กระชายแห้ง เปลือกส้ม ใบต้นเหงือกปลาหมอ ใบละหุ่ง หญ้าคา ใบส้มโอ ต้นข่า ขมิ้นชัน สูตรต่างๆ ก็มีส่วนผสมตามตำรับยาแต่ละสูตร มีหนึ่งอย่างที่ต้องใช้คือ ผงการบูร

จากคำร้องในบทเพลง “เนื้อนาง” ตอนต้น ซึ่งได้ยลโฉมความงามดังเทพีลงมาเยือนหล้า แม้ดาวเดือนบนฟ้ายังอาย ทีนี้เมื่อได้ผ่าน “สปาทำประคบ-อบสมุนไพร” แล้ว ลองพิจารณาอีกครั้งว่า ความสวยนั้น งามจนน่าอิจฉาระดับไหน จากคำร้องในบทเพลง “ปานทิพย์เทพี” ที่คิดว่าผู้ชื่นชมจะเหมาะสมเพียง “เทพ” เท่านั้นหรือ?

เพลง ปานทิพย์เทพี

ทำนอง พยงค์ มุกดา

คำร้อง ป.วรานนท์

ขับร้อง ชรินทร์ นันทนาคร

งามเอ๋ยแม่งามเพียงหยาดฟ้า

งามเสียจนอุมาแม่อิจฉาความงาม

ทั่วเรือนร่างโสภางค์สมลือนาม

คมเนตรแวววามดั่งจะหยามดารา

งามเอ๋ยแม่งามอรชร

งามแม้ยามบังอร แม่ย่างเยื้องลีลา

คิ้วขนงโก่งงอน คันศรรามา

พริ้มพักตร์จันทรา หลบเมฆาเพราะเอียงอาย

อยากจะปองเป็นเจ้าของเธอคนเดียว

อยากจะโน้มเหนี่ยวดอกฟ้ามั่นหมาย

อยากจะอยู่เคียงคู่เคียงกาย

กลัวเทวาใจร้าย คงสาปพี่วายชวดชม

งามเอ๋ยแม่งามสูงศักดิ์ศรี

ปานทิพย์ดังเทพี ยั่วพี่นี้ตรอมตรม

ได้แต่ปองเป็นเจ้าของในอารมณ์

เพราะเธอเหมาะสม เทพหมายชมปานทิพย์เทพี

นอกจากความงามของกุลสตรี ที่ว่า “งามน้ำคำ งามน้ำใจ งามน้ำมือ” แล้ว ความงามจากเรือนกายที่มองได้จากภายนอก ย่อมเป็นที่ปรารถนาทั้งของเจ้าตัว และผู้พบเห็น แม้ว่าจะต้อง “คนงามเพราะแต่ง” แต่การทำสปาชุบลูกประคบอบสมุนไพร ไม่ถือว่าแต่งให้งามตามใจคิดอย่างเดียว เพราะสมุนไพรไม่ได้เสริมเฉพาะสวย แต่จะรวยด้วยสุขภาพที่ซ่อนอยู่ในลูกประคบ และกลิ่นไออุ่น กรุ่นด้วยบรรยากาศที่ให้ทั้งสุขภาพกายและจรุงใจคลายเครียด

หากเดินออกจาก “ห้องเสริมสวย” อาจจะถูกนินทาว่า “เสริมเท่าไรก็ไม่สวย” แต่ถ้าคลุมผ้าออกจาก “ห้องอบสมุนไพร” ก็จะได้รับคำชื่นชมว่า “รักสวยด้วยสุขภาพ” นั่นแหละหนุ่มๆ จะอิจฉา “ลูกประคบ” แล้วอยากจะเป็นตู้อบสมุนไพร!

พฤกษาฝากดอกมะลิ บอกมามิ้ รักมาม้า

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาฝากดอกมะลิ บอกมามิ้ รักมาม้า

คำเอ่ยปากคำแรกของลูกทุกคนที่จะเอ่ยได้คือคำว่า “แม่” ซึ่งทุกชาติ ทุกภาษาต้องเอ่ยที่มีความหมายของคำนี้

อังกฤษ สิงคโปร์ มาเลเซีย เรียก Mother หรือ Mom mam

ลาว เรียก อิแม่

ฝรั่งเศส เรียก La mere ลาแมร์

เขมร เรียก แม

จีน เรียก ม๊ะ หรือ ม่า

เวียดนาม me ออกเสียง แหมะ โซ่ เรียก เม๋เปะ

มลายู มาเลเซีย บรูไน เรียก เมาะ หรือ แมะ

จีนกลาง เรียก mama ม๊ามะ

อินโดนีเซีย เรียก Ibuอิบู

เมียนมา อะเหม่ ไทไต้คง เรียก เม

ฟิลิปปินส์ (ตากาล็อก) เรียก Ina อินา

หากจะประมวลคำเรียก “แม่” ทั่วทั้งโลก สำเนียงกล่าวคงไม่แตกต่างกันมากนัก แม้จะอยู่คนละซีกโลก หรือต่างเชื้อชาติ แต่เชื่อว่าความหมายและความรู้สึกคงจะเป็นทิศทางเดียวกันทุกชาติ ทุกภาษา

“แม่” ผู้หญิงที่ให้กำเนิดลูก คนไทยเราให้สมญานาม มารดา มารดร และชนนี ถือเป็นความยิ่งใหญ่ที่หาตัวแทนมิได้ เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบทั้งขอบเขตที่ใหญ่ยิ่ง นักวิชาการทางภาษาได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า “แม่” ของทุกๆ ภาษา มาจากการออกเสียงของเด็ก หรือทารก ที่มีคำขึ้นต้นด้วยพยัญชนะจากริมฝีปากคู่ ได้แก่ คำ ม, พ, ป, บ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นพยัญชนะชุดแรกที่เด็กสามารถออกเสียงได้ โดยการใช้ริมฝีปากบนและล่าง

ทุกๆ ปี และหลายปีที่ผ่านมา มีคำขวัญที่เอ่ยถึงพระคุณของแม่ และสำนึกอันพึงสำเหนียกถึงผู้ให้กำเนิด โดยเปรียบเทียบอุปมาอุปมัยกับสารพัดสิ่ง แต่ก็ไม่ได้เทียบเคียงความเป็นจริงซึ่งได้รับจากแม่ ดังบทเพลง “ใครหนอ” ที่กล่าวไว้ว่า “…จะเอาโลกมาทำปากกา แล้วเอานภามาเป็นกระดาษ เอาน้ำหมดมหาสมุทรแทนหมึกวาด ประกาศพระคุณไม่พอ…ฯลฯ” ดังจะขออนุญาตนำคำขวัญมาเป็นอุทาหรณ์ตรึงใจเรา เช่น

คำขวัญวันแม่ ปี 2544

พระองค์แรก ผู้แสนดีให้ชีวิต ครูคนแรกผู้ประสิทธิ์การศึกษา

หมอคนแรกผู้ถือช้อนคอยป้อนยา รวมคุณค่านี้ได้แก่แม่เราเอง

คำขวัญวันแม่ ปี 2545

แม่คือพระประจำอยู่ในบ้าน บูชาท่านไว้เถิด เกิดมิ่งขวัญ

พระคุณแม่เลิศล้ำเกินรำพัน แม่จึงเป็นคนสำคัญทุกวันไป

คำขวัญวันแม่ ปี 2546

สามร้อยหกสิบห้าวันคือวันแม่ มิใช่แค่วันใดให้นึกถึง

สม่ำเสมอสมัครจิตคิดคำนึง เหมือนแม่ซึ่งรักลูกครบทุกวัน

คำขวัญวันแม่ ปี 2555

มือของแม่นั้นคือมือช่างปั้น ขึ้นรูปอันอ่อนลออ จนหล่อเหลา

อยากให้เป็นงานดีที่งามเงา อยู่ที่คอยขัดเกลาแต่เบามือ

คำขวัญวันแม่ ปี 2556

คำโบราณว่าดูนางดูอย่างแม่ คือคำแปลว่าแม่ดีมีลูกเด่น

จะชายหญิงรู้ชั่วดีมีกฎเกณฑ์ เพราะจัดเจนแบบอย่างในทางดี

จากสำนึกของทุกคนที่ระลึกถึงพระคุณของแม่ อันเป็นที่มาของ “วันแม่แห่งชาติ” ซึ่งประชาชนทุกหมู่เหล่าเห็นด้วย และสนับสนุนจนขยายขอบข่ายของงานกว้างขวาง รวมทั้งจัดพิธีกรรมทางศาสนา และประกวดคำขวัญวันแม่ ประกวดเรียงความเกี่ยวกับแม่ กล่าวบทร้อยแก้วร้อยกรองสรรเสริญพระคุณของแม่ รวมทั้งการประกวดแม่แห่งชาติ แม่ดีเด่น เพื่อเชิดชูเกียรติและตระหนักถึงความสำคัญของแม่ จึงเป็นที่มาของการจัดงานวันแม่ประจำปีแห่งชาติ ตามประกาศจากรัฐบาล ตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งงานวันแม่ได้จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ สวนอัมพร แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีการงดในบางปี เมื่อสงครามสงบลง ก็มีการร่วมกันให้มีงานวันแม่ขึ้นมาอีก โดยมีการเปลี่ยนกำหนดการวันแม่อีกหลายครั้ง และมีการรับรองโดยรัฐบาลประมาณเดือนเมษายน พ.ศ. 2493 แต่ก็งดไปอีกเมื่อกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ทำให้ขาดหน่วยงานที่สนับสนุน และมีการจัดขึ้นอีกครั้งในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2515 ซึ่งจัดได้เพียงปีเดียว แล้วในที่สุด เมื่อปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ตกลงเปลี่ยนแปลงกำหนดวันแม่แห่งชาติขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่คือ ดอกมะลิ

ดอกมะลิ ดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม ตั้งแต่ดอกตูมถึงบาน ส่งกลิ่นหอมได้ไกล และหอมได้นาน ทั้งสดและแห้ง อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดปี เปรียบได้ดั่งความรักของแม่ที่มีต่อลูกอย่างผูกพันธ์ บริสุทธิ์ ไม่มีวันเสื่อมคลายตลอดไป นอกเหนือจากคุณค่าความรู้สึกด้านจิตใจพันผูกระหว่างแม่กับลูกแล้ว ในส่วนของดอกมะลิ ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นคุณค่าในตัวดอกเอง เช่น การนำไปใช้ปรุงยาหอมบำรุงหัวใจ กลิ่นดอกหอมเย็น นำมาลอยในน้ำดื่ม น้ำเชื่อมขนมหวาน กลิ่นหอมเย็นชุ่มชื่นใจ และยังมีสรรพคุณทางยา ซึ่งใช้ได้ทุกประเภทยา รวมทั้งตั้งแต่สมัยโบราณมา ถือว่ามีต้นมะลิในบ้านเป็นสิริมงคล

มะลิ ถือเป็นไม้ดอกเศรษฐกิจที่สำคัญ คนไทยส่วนใหญ่ หรือกล่าวได้ว่าทุกคนรู้จักดอกมะลิเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย บ้านใดปลูกไว้ในรั้วรอบขอบชิดบ้าน ก็จะทำให้เกิดความรักความคิดไมตรีต่อกัน ดังความหอมเย็นของกลิ่นดอกที่เชื่อมโยงกับทุกคน สัญลักษณ์แสดงความกตัญญู เป็นเครื่องสักการะบูชาพระ เก็บมาใช้โดยตรง หรือเก็บดอกมาร้อยมาลัยประดับพานพุ่มบูชา ทำพวงหรีด อบขนม โรยหน้าขนมหวาน จนกระทั่งสกัดทำน้ำมันหอมระเหย (absolute) ซึ่งเป็นที่นิยม และมีราคาแพงในตลาดโลก

มะลิ มีชื่อสามัญ Jasmine Arabian

ชื่อวิทยาศาสตร์ Jasmine sambac

ชื่อวงศ์ OLEACEAE

ชื่ออื่นๆ มะลิป้อม มะลิหลวง มะลิขี้ไก่ มะลิไก่ มะลิเศรษฐี

ไม้ดอกพุ่มเล็ก ก้านเขียว ใบเข้ม ดอกขาวบริสุทธิ์ กลิ่นหอม มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน หรือกึ่งร้อนชื้น มีทั้งประเภทไม้พุ่ม ไม้เลื้อย และไม้กึ่งเลื้อย พบโดยทั่วไปไม่น้อยกว่า 200 ชนิด แต่ที่พบในประเทศไทย ประมาณ 45 ชนิด เรียกชื่อเป็นที่คุ้นเคยรู้จักกันดี และที่เป็นไม้พื้นเมืองของไทยเรา ประมาณ 15 ชนิด ที่เรียกชื่อเป็นที่นิยมในกลุ่มมะลิ เช่น มะลิซ้อน มะลิลา มะลิย่าน มะลิไส้ไก่ มะลิทะเล มะลิเขี้ยวงู มะลิป้อม มะลิวัลย์ มะลิพิกุล มะลิฉัตร มะลิพวง มะลิเถา มะลิต้น มะลิเลื้อย มะลิถอด เป็นต้น ซึ่งแต่ละสายพันธุ์เหล่านี้ก็สามารถซื้อหามาปลูก มาขยายพันธุ์ได้ไม่ยาก

ต้นมะลิเป็นไม้ดอกที่ปลูกง่าย ขยายพันธุ์ได้สะดวก เพียงพื้นที่ปลูกควรจะได้รับแสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ได้ทั้งการแยกกอ การชำ รวมถึงการตอนกิ่ง แต่นิยมการปักชำ โดยการชำด้วยกิ่งอ่อน ตัดยาวประมาณ 4-5 นิ้ว แล้วจุ่มฮอร์โมนเร่งราก นำไปปักชำในวัสดุเตรียมไว้ โดยใช้ทรายผสมขี้เถ้าแกลบ คลุมด้วยวัสดุเพื่อควบคุมความชื้น ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน แล้วแต่ชนิดพันธุ์ เมื่อมีรากออกมาก็นำไปปลูกในกระถางหรือแปลงได้ เมื่อมะลิเติบโตเต็มที่ ควรดูแลด้วยการตัดแต่งกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ หรือติดโรคแมลงออกไป และควรตัดแต่งกิ่งก้านไปให้โปร่ง ไม่ให้ใบเกาะกันจนแน่นเกินไป มะลิก็จะแตกกิ่งก้านใหม่ ทำให้ออกดอกมากขึ้น และไม่มีโรคแมลงรบกวน

ต้นมะลิ และดอกมะลิ เป็นไม้ดอกที่ให้ความรู้สึกเชิงปฏิพัทธ์ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของคนเรา เพราะสามารถนำไปใช้เป็นพฤกษาเนื้อนาบุญ นำไปบูชาพระ กราบผู้ใหญ่ขอพร หรือเป็นพฤกษาจินตนาการชวนคิดฝัน เปรียบเหล่านางสนมนมใน หญิงสาววัยรุ่น เปรียบเปรยความหอม ความงามในวรรณคดีมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ ถ่ายทอดวรรณกรรมอักษรจากเหล่ากวีหลากหลาย นอกจากนั้น ยังเป็นโอสถพฤกษาในกลิ่นอาหารเป็นพฤกษาเภสัช ให้สรรพคุณประกอบในตำรายาไทย รู้จักกันว่าเป็น “ยารสหอมเย็น”

จากฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในเว็บไซต์ Thaicrudedrug.com ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับมะลิไว้เป็นที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นประโยชน์ ที่จะได้ใช้ดอกมะลิให้ตรงกับคุณค่าสรรพคุณยาไทย ซึ่งดอกมะลิเป็นยาในพิกัดเกสรทั้ง 5 ทั้ง 7 และทั้ง 9 ซึ่งมีรสหอมเย็นเป็นสรรพคุณบำรุงหัวใจ ให้ความชุ่มชื่นใจ แก้อ่อนเพลีย ร้อนใน กระหายน้ำ ดอกมะลิที่ผสมเข้าในตำรับยาหอมที่มีสรรพคุณดังกล่าว มีตัวอย่างเช่น ยาหอมเทพจิต ยาหอมนวโกฐ ยาหอมทิพโอสถ และยาหอมอินทจักร์

เนื่องจากดอกมะลิใช้ได้ทั้งดอกสดและดอกแห้ง จัดไว้ในทางสุคนธบำบัดก็จะใช้น้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิในการกระตุ้นระบบประสาท สำหรับผู้มีภาวะอ่อนล้าทางจิตใจ เฉื่อยชา อ่อนเพลีย จะช่วยปรับอารมณ์ให้เกิดสภาพสมดุลของจิตใจดีขึ้น บรรเทาความเครียด การปวดกล้ามเนื้อ ความกลัวได้ เพียงใช้ดอกแห้ง 2-3 กรัม ต้มน้ำ หรือทำชามะลิชงน้ำร้อนดื่ม

ในการศึกษาทางเภสัชวิทยา สามารถใช้เพื่อการกระตุ้นหัวใจ มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ รวมทั้งสงบประสาทช่วยให้นอนหลับ ถ้าเป็นน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิลา จะมีฤทธิ์ไล่หมัดดีกว่าสารเคมีบางชนิดอีก ส่วนทางด้านพิษวิทยา สามารถสกัดสารจากดอกมะลิด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ นำไปใช้ในงานทดลองในห้องปฏิบัติการได้ สรรพคุณทั่วๆ ไปที่เป็นที่รู้จักของชาวบ้านและชาวเมืองในการนำดอกมะลิมาใช้เป็นส่วนประกอบยังมีอีกมากมาย เช่น

ดอก นำมาตำให้ละเอียดพอกขมับ แก้ปวดศีรษะ ดอกและใบมีรสเผ็ดชุ่ม แต่ใช้เป็นยาเย็น ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ร้อนใน หรือนำดอกสดมาตำใส่พิมเสน ใช้สุมหัวเด็ก แก้ทราง แก้หวัด ถ้าเป็นดอกแก่แก้หืดได้ หรือใช้ดอกสดตำให้ละเอียด เช็ดบริเวณเต้านม เพื่อหยุดการหลั่งของน้ำนม ทารักษาแผลเรื้อรัง ฝี หนอง ผื่นคัน ได้

ราก มีรสเผ็ด ขม เป็นยาเย็น ใช้ต้มเป็นยาแก้ปวด รากสดตำแก้ฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก บางประเทศใช้รากต้มดื่มน้ำเป็นยาแก้โรคเบาหวาน รากสดนำมาตำผสมน้ำสะอาด นำไปต้มเดือด ใช้น้ำเป็นยาล้างตา หรือช่วยแก้เยื่อตาอักเสบ แก้ตาแดง นอกจากนี้ ยังใช้รากสดทุบแหลกแช่เหล้า พอกบริเวณปวดฟัน ฟันผุ

ใบสดต้มดื่มเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย แก้นิ่วในถุงน้ำดี แก้โรคผิวหนัง ผสมน้ำมันมะพร้าวใหม่ ลนไฟทารักษาฝี แผลพุพอง ต้มน้ำดื่มแก้ไข้

ดอกมะลิมีหลายพันธุ์ ทั้งชนิดกลีบดอกชั้นเดียว และหลายชั้น ทั้งดอกเดียวและดอกช่อ ดังคำกล่าวที่ว่า “ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา” มีพันธุ์ที่ได้รับการส่งเสริมและนิยมปลูกกันมาก เช่น มะลิลาพันธุ์แม่กลอง พันธุ์ราษฎร์บูรณะ และพันธุ์ชุมพร ซึ่งปลูกกันในจังหวัดนครสวรรค์ นครปฐม ราชบุรี จันทบุรี นครศรีธรรมราช ลพบุรี นนทบุรี ผลผลิตมีทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศ ทั้งรูปแบบพวงมาลัยดอกมะลิ และดอกสด จนกระทั่งความหอมกระจายไกล เป็นน้ำมันหอมระเหยระดับโลก นาม “King of Essential oil” แต่เราก็ภูมิใจกับฉายาของมะลิไทย ในนาม “King of owner oil”

เพลง มะลิขาว

ทำนอง สมาน กาญจนผลิน

ขับร้อง ชรินทร์ นันทนาคร-สวลี ผกาพันธุ์

คำร้อง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล

หญิง : มะลิเจ้าเอย

ชาย : มะลิเจ้าเอย

หญิง : เก็บมาไว้แต่ตอนเช้า ยามเช้ากลิ่นเจ้าหอมจริงเอย

ชาย : มะลิเจ้าเอย

หญิง : มะลิเจ้าเอย

ชาย : พี่ขอรักใคร่ชมเชย อย่าหอมนักเลย ถ้าไม่มีคนดม

หญิง : มะลิดอกขาว

ชาย : มะลิดอกขาว

หญิง : งามพราวเสียนี่กระไร จะร้อยพวงมาลัยไว้ให้ใครชม

ชาย : มะลิน่ารัก หอมนักกลิ่นชื่นอารมณ์ เจ้าดอกฟ้าที่น่าดม อยากแอบภิรมย์ชื่นใจ

หญิง : มะลิน้อย จะร้อยมาลัยรัก งามหนักหนามิใช่จะแกล้งอวดใคร

ชาย : มะลิน้อย ที่น้องร้อยเอาไว้ ไม่ให้พี่แล้วเจ้าจะเก็บไว้ทำอะไรเอย

ต้นมะลิพุ่มกอนี้ ชูช่อส่งกลิ่นหอมผ่านเสียงเพลงคู่นี้มาแล้ว 40 ปี ตั้งแต่สมัยละครโทรทัศน์ ช่อง 4 บางขุนพรหม (ขาว-ดำ) แต่เดี๋ยวนี้สีสันของโทรทัศน์ชัดแจ๋วแหวว สี เสียง แต่กลิ่นหอมดอกมะลิก็ไม่จืดจาง ไม่ว่าจะฟังเพลงบทไหน “แม้ดอกไร้สีสัน แต่กลิ่นนั้นหอม”

ไม่ว่าบทกวีร้อยแก้ว ร้อยกรอง หากเอ่ยถึงดอกมะลิแล้ว ก็ให้ความรู้สึกสำนึกถึงความบริสุทธิ์ หอมสะอาด เสริมให้คุณค่าทางจิตใจทั้งผู้ให้และผู้รับ “มะลิซ้อนซ่อนกลิ่นรสสุคนธ์ หอมระคนกับบุหงารำไป” จากบทละคร อิเหนา หรือมะลิวัลย์พันกอพฤกษาดาษ เหมือนผ้าลาดขาวลออหนอน้องเอ๋ยฯ จากบทละคร เงาะป่า พระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 5

บทเพลงที่กล่าวถึงดอกมะลิมีมากมาย รวมทั้งบทเพลงที่กล่าวถึงพระคุณของแม่กับดอกมะลิ ซึ่งประพันธ์แทนคุณ แทนใจ แทนความรู้สึกเคารพบูชา เช่น “ดอกไม้วันแม่” โดยศิลปิน เอกพล มนต์ตระการ ที่ขึ้นต้นด้วยประโยคว่า

“คำรักที่บอกด้วยดอกมะลิ คู่ควรกับหนึ่งนารี ที่มีชื่อเรียกว่าแม่ ผู้ให้ชีวิต ให้ความรัก อุ้มชูดูแล ใจลูกรำลึกถึงแม่ เหมือนมีวันแม่ทุกวัน…ฯลฯ”

เพลงมาลัยดอกมะลิ โดย เพ็ญศรี พุ่มชูศรี เพลงแม่ดอกมะลิ โดย แคทรียา อิงลิช เพลงดอกมะลิ โดย วงเฉลียง เพลงก่อนดอกมะลิบาน โดย วงไทม์ รวมทั้งดนตรีกู่เจิง เพลงหอมดอกมะลิ รวมทั้ง “เข็มกลัดมะลิ เฉลิมนรินทร์” ที่ระลึกในวันแม่ จากพันธุ์ไม้สกุลมะลิพันธุ์ใหม่ JasminumbhumibolianumChalermglinแต่แม้ว่าจะรวมจำนวนต้นทุกสายพันธุ์ ทุกจำนวนดอกมะลิมากมาย ก็มิอาจเทียบเทียมสายใยรักได้สมค่าความรักจากพระคุณของแม่ด้วยจิตพิสุทธิ์รัก

พฤกษาดั่งพญาหงส์ เหินฟ้าลง มาเข้าพรรษา…

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาดั่งพญาหงส์ เหินฟ้าลง มาเข้าพรรษา…

หงส์เหม-ราชเอย สง่าผ่าเผยงามสคราญ

ณ แดนหิมพานต์ หวงตัวรักวงศ์วาน

หิมพานต์สถาน สำราญมา

หงส์ร่อนผกเผิน บินดั้นเมฆเหิรเกินปักษา

กางปีกกวักลมท่วงทีสมสง่า เหิรลมล่องฟ้า นภาลัย

หงส์ทรงศักดิ์เรืองยามเจ้าย่างเยื้องงามกระไร

สวยงามวิไล สวยเกินนกใดใด เยื้องไปแห่งไหน สวยสอางค์

หงส์ลงเล่นธาร ต้องสระสนาน ธารสุรางค์

ลงสระอโนดาษชำระร่าง ไซร้ขนปีกหาง สรรพางค์กาย

ทรงหงส์ อ่อนงอน ปกปิดซ้อน เชยฉอ้อน ช้อนโอบกาย

เคล้าคู่กันผันเรียงราย พร้อมกันว่ายแหวกธาร ว่ายน้ำฉ่ำกาย

ต่างผันผาย พากันว่ายฟ้าเบิกบาน

เหิรสู่แดนแสนสราญ ถึงหิมพานต์อันสุขใจ

(คำร้อง โดย แก้ว อัจฉริยะกุล ทำนอง โดย เวส สุนทรจามร บันทึกเสียงครั้งแรก พ.ศ. 2494)

เป็นบทเพลงที่มีท่วงทำนองสง่างามดั่งพญาหงส์เยื้องย่าง ได้ยินแล้วแทบจะไม่ต้องจินตนาการ เพราะให้รู้สึกว่ามีโอกาสนั่งอยู่ ณ ขอบสระอโนดาต หย่อนเท้าแช่น้ำเล่นกับฝูงหงส์ ที่ลงมาสรงสนาน จวนจะลืมแดนหิมพานต์สถานตน

บทเพลงอายุมากกว่า 65 ปี ที่คุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ขับร้องไว้ ยังคงเป็นหงส์ตัวเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลงความไพเราะ หรือบ่งบอกถึงนัยยะแห่งความล้าสมัย ทั้งๆ ที่ท่านผู้ขับร้องได้ผ่านแดนหิมพานต์ไปสู่สัมปรายภพ ณ แดนสุขาวดีแล้ว

ได้ฟังบทเพลง “หงส์เหิร” ด้วยความซาบซึ้งใจ จังหวะ ทำนอง น้ำเสียง และเนื้อหาที่บ่งบอกความสง่างาม มีศักดิ์ศรี ชวนให้จินตนาการถึงดอกไม้ช่อหนึ่งที่เคยผ่านใจและติดตา ยามที่ลมพัดช่อดอกแกว่งไกว กิ่งก้าน และกลีบดอก ดั่งหงส์ที่ขยับปีกเยื้องกราย เมื่อก้านช่อดอกส่ายเล่นลมก็ดั่งว่าจะเหิรฟ้า หรือเหิรลงมาดิน ทุกสีสันที่ช่อดอกบานออกสะพรั่ง เมื่อกวัดแกว่งมารวมกลุ่มก็เป็นเหมือนฝูงหงส์ที่รวมตัวเล่นน้ำ กางปีกโอบกอดหมุนส่ายตามสายคลื่นน้ำขึ้นลง

ตามหาช่อดอกไม้สง่างาม พบว่า มีชื่อ “ดอกหงส์เหิน” แต่อีกชื่อได้ยินว่า “ดอกเข้าพรรษา” ก็น่าสนใจยิ่ง ค้นหาเรื่องราวเผื่อจะสอดคล้องกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา เทศกาลเข้าพรรษา ก็พบว่า เป็นดอกไม้ที่เขานิยมใช้ตักบาตรดอกไม้ในวันเข้าพรรษา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อดอก มีเรื่องราวของดอกเข้าพรรษาที่ท่าน อาจารย์องอาจ ตัณฑวณิช กล่าวถึงตำนานรอยพระพุทธบาท และตำนานตักบาตรดอกไม้ ในเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับที่ 507 : 15 กรกฎาคม 2554 และ อาจารย์พัฒนา นรมาศ กล่าวถึงเลือกดอกหงส์เหินตักบาตรดอกไม้วันเข้าพรรษาในเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับที่ 531 : 15 กรกฎาคม 2555 จึงขออนุญาตนำมาสรุปเรื่องราวของดอกไม้แห่งพุทธธรรม เป็นอักษรพฤกษา ปวารณาบูชาในโอกาสวันเข้าพรรษา เพื่อภาวนาบุญร่วมกัน

อาจารย์องอาจ ตัณฑวณิช ได้กล่าวถึงตำนานรอยพระพุทธบาท โดยยกบทต้นของนิราศพระบาท ซึ่งท่านสุนทรภู่ พรรณนาไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เนื่องจากช่วงนั้นพระเจ้าแผ่นดิน หรือพระบรมวงศานุวงศ์มักจะเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่สระบุรีเป็นประจำ ท่านสุนทรภู่ ได้ติดตามเสด็จเจ้านายพระองค์หนึ่งไปด้วย จึงได้รจนาเป็นนิราศพระบาท “ด้วยเรียมรองมุลิกาเป็นข้าบาท จำนิราศร้างนุช สุดสงสาร ตามเสด็จโดยแดนแสนกันดาร นมัสการรอยบาทพระศาสดาฯ”

ตำนานรอยพระพุทธบาท มีมาตั้งแต่สมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา ในช่วงพุทธศักราช 2163-2171 มีภิกษุชาวสยาม เดินทางไปสักการะพระพุทธบาท ณ เขาสุมนกูฏ ลังกาทวีป ซึ่งภิกษุสงฆ์ชาวลังกากำลังสืบหารอยพระพุทธบาทที่ปรากฏในตำนาน 5 แห่ง คือเขาสุวรรณมาลิก เขาสุมนกูฏ เขาสุวรรณบรรพต เมืองโยนกบุรี และชายฝั่งลำน้ำนัมทานที และภิกษุชาวลังกาได้แจ้งแก่ภิกษุชาวสยามว่า มีรอยพระพุทธบาทที่อยู่บนเขาสุวรรณบรรพตบนแผ่นดินสยาม ภิกษุสยามจึงมาทูลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และทรงโปรดให้หัวเมืองกรุงศรีอยุธยาทั้งหมดค้นหารอยพระพุทธบาท และเขาสุวรรณบรรพต ความมาเปิดเผยพบรอย เมื่อมีนายพรานคนหนึ่ง ชื่อ พรานบุญ ติดตามเนื้อที่เนื้อที่ถูกยิงบาดเจ็บหนีขึ้นไปบนเขา และเห็นเนื้อตัวนั้นวิ่งลงมาในสภาพที่ไม่บาดเจ็บ จึงตามเข้าไปสำรวจ พบเห็นรอยเท้าคนขนาดใหญ่ มีน้ำขังอยู่เต็ม นำน้ำมาลูบเนื้อตัว กลาก เกลื้อน หายไปหมด จึงนำความแจ้งเจ้าเมืองสระบุรี ทราบถึงสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จึงเสด็จทอดพระเนตรเห็นรอยพระพุทธบาทสมบูรณ์ ต่อมาโปรดให้สร้างเป็นพระมณฑปสวมรอยพระพุทธบาท และทรงสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลา อุทิศเป็นสังฆารามสำหรับพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา และถวายพื้นที่เป็นพุทธเกษตร เพื่อนำผลิตผลจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาพระพุทธบาท ตลอดสมัยมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์ก็ทรงบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

ในตำนานตักบาตรดอกไม้ มีเรื่องราวของนายมาลาการ ทำหน้าที่นำดอกมะลิสด วันละ 8 กำมือ ถวายพระเจ้าพิมพิสาร วันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตรผ่านมา นายมาลาการมองเห็นฉัพพรรณรังสีรอบวรกายพระพุทธองค์ เกิดศรัทธา จึงนำดอกมะลิทั้งหมดถวายแด่พระพุทธเจ้า ซึ่งความจริงมีความผิดถึงถูกประหารชีวิต แต่พระเจ้าพิมพิสารกลับพอพระทัยปูนบำเหน็จความชอบ ด้วยอานิสงส์การถวายดอกมะลินี้ คือถือเอาวันเข้าพรรษาของทุกปี ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันตักบาตรดอกไม้ โดยชาวบ้านจะถวายดอกไม้ให้พระสงฆ์ที่เดินขึ้นไปอุโบสถเพื่อปวารณาเข้าพรรษา มีดอกไม้ถวายรอยพระพุทธบาท ชาวบ้านก็จะพลอยรับผลบุญไปด้วย ชาวบ้านพระพุทธบาทสระบุรีจึงปฏิบัติบูชาตลอดมานาน

แต่เมื่อปี พ.ศ. 2544 เนื่องจากมีพุทธศาสนิกชนหลั่งไหลมาปฏิบัติบูชาเป็นจำนวนมาก จังหวัดสระบุรีจึงได้เพิ่มวันตักบาตรดอกไม้ จาก 1 วัน เป็น 3 วัน เพื่อให้ประชาชนได้ทำบุญทั่วถึง โดยในพิธีนั้นในช่วงเช้าจะมีขบวนแห่รถบุปผชาติ และบางวันจะมีพิธีตักบาตรดอกไม้ ทั้งเวลา 10.00 น. และ 15.00 น. นอกจากนั้น ในพิธีการหลังจากพระสงฆ์ถวายดอกไม้แด่รอยพระพุทธบาทแล้ว เมื่อขากลับลงมาชาวพุทธมามกะก็จะนำน้ำสะอาดมาล้างเท้าภิกษุ ซึ่งถือว่าเป็นเสมือนรับบุญและชำระบาปตัวเอง

มีคำถวายดอกไม้ ธูป เทียน บูชาพระโดยทั่วไป เผยแพร่ไว้ในสื่อออนไลน์

อิมานิ มะยัง ภันเต ทีปะธูปะ บุปผะ วะรานิ

ระตะนัตตะ ยัสเสวะ อภิปู เชมะ

อัมหากัง ระตะนัตตะ ยัสสะ ปูชา ทีฆะรัตตัง

หิตะสุขาวะหาโหตุ อาสะวักขะ ยัปบัตติยา

อาจารย์พัฒนา นรมาศ ได้กล่าวถึงดอกหงส์เหิน ทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับการตักบาตรดอกไม้ และวิชาการด้านพฤกษศาสตร์ ซึ่งทำให้ดอกไม้ที่ออกดอกมาอวดสายตาปีละครั้งเดียว แต่ผู้คนที่สนใจจะคอยชื่นชมดอก เฝ้าคอยทั้งปีถึงช่วงกลางปี อาจจะเป็นปลายเดือนกรกฎาคม หรือต้นเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ แล้วแต่ปีไหนจะมีเดือนแปดสองหนตามวิธีนับ มีพิธีกรรมทางพุทธศาสนา จากวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ที่ตรงกับวันเข้าพรรษา ก็มีประเพณีที่ทรงคุณค่าของชาวพุทธที่จะได้ธำรงธรรมเนียมปฏิบัติบูชา ร่วมกันอุ้มลูกจูงหลานเข้าวัด ทำบุญตักบาตรถวายเทียนพรรษา บำรุงพุทธศาสนา เป็นสิริมงคลชีวิตและครอบครัว

ดอกหงส์เหิน หรือดอกเข้าพรรษา เป็นดอกไม้ที่เจริญเติบโตและออกดอกในช่วงเข้าพรรษานี้ จึงเป็นที่นิยมนำมาใช้บูชาพระ เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้พื้นบ้านที่พบได้เกือบทุกภาค แต่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น จังหวัดลำพูน เรียกว่า กล้วยจ๊ะก่าหลวง จังหวัดเลย เรียกว่า ว่านดอกเหลือง จังหวัดสระบุรี เรียกดอกเข้าพรรษา เป็นที่นิยมชมชื่นอย่างยิ่งโดยเฉพาะช่วงเข้าพรรษา ที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

ดอกเข้าพรรษา หรือดอกหงส์เหิน (Globba winiti) เป็นพืชในวงศ์ขิง ลักษณะคล้ายกับต้นกระชาย หรือขมิ้น แต่ออกดอกเป็นช่อ โดยจะแทงออกมาจากยอดของลำต้น ช่อจะโค้งห้อยลงมาอ่อนช้อยดังคอหงส์โค้ง สะบัดปากไซร้ปีกเช่นดอกบานกวัดไกวแกว่งยามต้องลม ก้านดอกย่อยเรียงอยู่โดยรอบประกอบด้วยดอกจริง มีกลีบประดับที่แตกต่างกันหลายรูปทรง และหลากสีงดงาม มีทั้งสีเหลือง สีขาว ส่วนดอกสีม่วงแดงจะค่อนข้างหายาก ดอกมักจะบานช่วงต้นเข้าพรรษา เมื่อดอกโรยจะมีหัวเล็กๆ สีขาวเติบโตเป็นต้น สามารถนำไปปลูกขยายพันธุ์ได้ ก้านดอกจะยาวขึ้นตามช่วงอายุ แล้วแตกกลีบดอกและเกสร ถ้าร่วงโรยแล้วจะเหลือเมล็ดไว้ ช่อก้านดอกที่ตัดไปปักแจกันจะมีความคงทนไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ จึงเป็นที่นิยมปลูก หรือหาจากป่าธรรมชาติบริเวณเชิงเขา สำหรับชาวบ้านแถบวัดพระพุทธบาท มักจะหาตัดดอกต้นเข้าพรรษาจากบริเวณเขา หรือพื้นที่สาธารณะใกล้เคียง แม้ว่าปัจจุบัน ต้นเข้าพรรษาจะเริ่มหายาก หรืออาจจะเข้าไปตามสวนผลไม้เก่าๆ หรือพื้นที่ป่าละเมาะ ก็จะพบต้นเข้าพรรษาขึ้นอยู่ตามบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่แผ่ร่มเงาบังไม่ให้ต้นเข้าพรรษาโดนแดดโดยตรง ชาวบ้านบางส่วนจะถอนต้นเข้าพรรษามา แล้วตัดดอกออกไปมัดรวมกับธูป เทียน เพื่อจำหน่าย โดยให้เหลือโคนต้นประมาณ 1 คืบ แล้วนำมาปลูกในถุงชำ โดยใช้ดินใส่ปุ๋ยหมัก ในช่วงนี้ก็พรางแสงให้มาก รดน้ำเช้า-เย็น จนกระทั่งมีต้นใหม่แตกออกมา แต่จะไม่มีการออกดอก และช่วงต่อมาปลายฤดูฝน ต้นก็จะยุบตัวหายไป โดยมีการสร้างหัวขึ้นใหม่ในดิน ในช่วงนี้ไม่ต้องรดน้ำขณะที่พักหัวตามธรรมชาติ เมื่อผ่านไปถึงปลายฤดูร้อน ย่างเข้าฤดูฝนถัดไป ต้นก็จะงอกออกจากหัวใต้ดิน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ต้นเข้าพรรษาก็จะออกดอกสะพรั่ง ทันช่วงเทศกาลเข้าพรรษาตัดดอกจำหน่ายหรือบูชาพระได้

ต้นหงส์เหิน เป็นพืชที่มีลำต้นใต้ดิน เรียกว่า เหง้า รากทำหน้าที่สะสมอาหาร ลักษณะอวบน้ำคล้ายกระชาย เรียงอยู่รอบหัวและส่วนของลำต้นเหนือดิน มีใบเรียงตัวกันแน่น จะเจริญเติบโตเป็นกลุ่มกอ มีความสูงไม่เกิน 1 เมตร เนื่องจากใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะเรียวยาว ออกเรียงสลับซ้าย ขวา เป็น 2 แถว ในระนาบเดียวกัน

การขยายพันธุ์ หงส์เหินสามารถทำได้ทั้งการเพาะเมล็ด และการแยกเหง้าปลูก ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกโดยการขุดเหง้า หรือหัวใต้ดินในระยะพักตัวช่วงฤดูแล้ง นำมาปลิดแยกเป็นหัวๆ ปลูกโดยฝังในดินลึก ประมาณ 5 เซนติเมตร ระยะห่าง 20-30 เซนติเมตร ดูแลรักษาโดยสร้างร่มรำไร หรือพรางแสง คลุมแปลงด้วยหญ้าแห้งหรือฟาง ให้ความชุ่มชื้น แต่ไม่ให้น้ำขังแฉะ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหว่านแปลง

ในแปลงปลูกที่หวังผลเชิงเศรษฐกิจ ควรมีการตัดแต่งเมื่อขึ้นปีที่ 2 ถ้าจำนวนต้น จำนวนใบแน่นหนาอาจเกิดโรคได้ ทำให้มีดอกขนาดเล็ก จึงต้องตัดแต่งให้ต้นโปร่ง โดยตัดต้นไม่สมบูรณ์ หรือตัดใบทิ้งบ้าง ในแปลงปลูกที่มีอายุเกิน 3 ปี ควรหลีกเลี่ยงโรคแมลง โดยย้ายแปลงใหม่หรือปลูกพืชอื่นหมุนเวียน เนื่องจากแมลงศัตรูที่สำคัญอาจจะพบหนอนและแมลงที่กัดกินกลีบประดับ

สำหรับการเก็บเกี่ยวดอกหงส์เหิน ควรเลือกตัดดอกที่บานเต็มที่ แต่ไม่แก่เกินไป คือกลีบดอกประดับบานไม่ถึงปลายช่อ มีสีสด ไม่เหี่ยวโรย โดยการใช้กรรไกรตัดก้านช่อดอก หรือตัดต้นเหนือผิวดิน ประมาณ 2 นิ้ว แต่งใบออกให้เหลือใบบนไว้เพียง 1 ใบ จับมัดรวมเป็นกำ ประมาณ 10 ก้าน นำไปแช่น้ำไว้ในที่ร่ม ถ้าต้องบรรจุกล่องควรผึ่งไว้ในที่ร่มให้แห้ง แล้ววางช่อดอกตามแนวนอนเรียงสลับหัวท้ายให้เป็นระเบียบ ปิดฝากล่องไม่ให้กดทับแน่นเกินไป ส่งระยะทางไกลได้

ขึ้นชื่อว่า “หงส์” ไม่ว่าพืชหรือสัตว์ ก็ให้ความรู้สึก สืบศรีสูงศักดิ์ สง่างาม ใครๆ ได้ชื่นชมก็ภูมิใจเป็นบุญตา ว่าสิ่งนั้น “เหิรฟ้ามาสู่ดิน”

เพลง วันเข้าพรรษา

วันเข้าพรรษาชาวพุทธมาจดจำ

เป็นวันแรม ในแรม 1 ค่ำ

เป็นวันแรม ในแรม 1 ค่ำ

เดือนแปดนั้นจำอย่าทำลืมนักเชียว

พระต้องอยู่วัด หนึ่งพรรษาที่เดียว

ไม่แลเหลียวเป็นเวลา 3 เดือน

ไม่ไปค้างแรม ไม่ไปนอนค้างคืน

ไม่ไปที่อื่น อยู่ที่วัดที่เดียว

เพราะเข้าหน้าฝน ข้าวกำลังเริ่มเขียว

พอถึงวันเกี่ยวก็ครบเวลา 3 เดือน

เพลง อาสาฬหบูชา และ วันเข้าพรรษา

อาสาฬหบูชา วันพระศาสดาทรงแสดงพระธรรม

จักกัปปวัตตนสุนำ โปรดปัญจวัคคีย์ที่มฤคทายวัน

พระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านได้บรรลุซึ่งพระโสดาบัน

เป็นพระสงฆ์องค์แรกอัน ที่พระพุทธะประกาศพระศาสนา

รุ่งขึ้นวันแรมค่ำนึง วันนี้แล้วถึงเข้าบุริมพรรษา

สมเด็จพระศาสดา ให้อยู่จำพรรษาเป็นเวลาชั่วคราว

อุ่นธรรมคร่ำไป จัดเจ็บจับไม่ เหยียบไร่นาข้าว

ชายหญิงไม่นิ่งอยู่เหย้า ต่างเข้าวัดนั่งฟังพระเทศนา

พุทธศาสนิกชนชาวไทย เราเทิดทูนไว้ซึ่งพระศาสนา

เข้าวัดเราจะพัฒนา ให้พระศาสนาของเรารุ่งเรือง

*ซ้ำ

พฤกษาข้าวหอมมะลิไทย ไฉนต้องปรับ…มาสู้คู่แข่ง?

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาข้าวหอมมะลิไทย ไฉนต้องปรับ…มาสู้คู่แข่ง?

?ข้าวไทย…อร่อย เปี่ยมคุณค่า

ข้าวไทยมีหลากหลายชนิด

แต่ละชนิด จะมีลักษณะเมล็ด สี และรสชาติอร่อย

และเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไป

แต่ที่สำคัญยิ่ง ข้าวไทยทุกชนิดเป็นธัญพืช

ที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

อุดมด้วยแร่ธาตุ กากใยธรรมชาติ และวิตามิน?

ข้อความจากแผ่นพับ กล่าวถึง ?ข้าวหอมมะลิไทย? โดย กองบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

?…ข้าวหอมมะลิไทย เป็นที่ต้องการของตลาดในทุกชั้นราคา ทุกเกรด จึงเกิดปัญหาเรื่องการปลอมปน ทำให้ชื่อเสียงเรื่องคุณภาพข้าวหอมมะลิเสียไป กระทรวงพาณิชย์จึงได้กำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิเพื่อการส่งออกว่า ต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 92 เพื่อรักษาคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยให้คงไว้ ซึ่งมาตรฐานด้านคุณภาพ ระดับพรีเมี่ยม แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้เราส่งออกข้าวหอมมะลิได้น้อยลง เนื่องจากประเทศคู่ค้าไม่ได้ต้องการข้าวในมาตรฐานเดียวนี้ จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาใหม่ คือลูกค้าสั่งข้าวหอมมะลิไปแล้วนำผสมเอง ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า นำข้าวชนิดใด จากประเทศใดไปผสม แล้วไปติดตราสินค้าว่าเป็น ข้าวหอมมะลิไทย เลียนแบบบรรจุภัณฑ์ ตราสินค้า ว่าเป็นข้าวหอมมะลิไทย?

ส่วนหนึ่งของข้อความ ในหัวข้อเรื่อง ?เกิดอะไรขึ้นกับตลาดข้าวหอมมะลิไทย ในทศวรรษที่ผ่านมา?? โดย DIT กรมการค้าภายใน ในเอกสารพิธีมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิ และข้าวตราคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2559

ข้าว เป็นทั้งพืชอาหารหลักที่สำคัญของคนไทย และรวมถึงเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของประเทศ ข้าวเป็นพืชดั้งเดิมที่เกษตรกรไทยปลูกกันมานานหลายศตวรรษที่ผ่านมา ทำให้การปลูกข้าวของไทยเป็นฐานของแหล่งประเพณี พิธีกรรม และวัฒนธรรมที่ดีงามต่อเนื่องกันมา อาชีพการทำนาในอดีตจึงเป็นอาชีพที่จำกัดและสงวนไว้สำหรับคนไทย ซึ่งมีประชากรไทยจำนวนมากที่ยึดการทำนาเป็นอาชีพหลัก เกิดเป็นแหล่งเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญแหล่งหนึ่งของประเทศ (ข้อความขึ้นต้นจาก คำนำ ในหนังสือ พลวัตเศรษฐกิจการผลิตข้าวไทย โดย อาจารย์สมพร อิศวิลานนท์ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สิงหาคม 2552) และอีกส่วนหนึ่งของข้อความในบทนำจากเอกสารเล่มเดียวกันนี้ กล่าวไว้ว่า ?นับต่อนี้ไป อาจกล่าวได้ว่า สินค้าข้าวจะเป็นสินค้ายุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ เพราะเป็นฐานเศรษฐกิจของครัวเรือนในชนบท การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ทั้งทางด้านราคาข้าวและราคาพืชอื่นๆ รวมทั้งราคาปัจจัยการผลิตจะส่งผลกระทบต่อภาวะการผลิตข้าวไทยอย่างไร และประเทศไทยควรปรับตัวในแนวนโยบายการผลิตข้าว พืชอาหาร และพืชพลังงานอย่างไร ถึงจะเอื้อประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจข้าวของประเทศ เพื่อปรับตัวให้ทันกับความเป็นพลวัตของสถานการณ์ทางการตลาด ต่อภาวะวิกฤตอาหารของโลก และการสร้างความสมดุล ทั้งเพื่อการเป็นสินค้าส่งออก และการเป็นพืชอาหารที่สำคัญของประเทศ?

ข้าวไทยเป็นข้าวคุณภาพดีที่ทั่วโลกเชื่อมั่น ไว้วางใจ เป็นอาหารหลักและรองของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยขึ้นอยู่กับวิถีการดำรงชีพ ประเพณี วัฒนธรรมในการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีความต้องการข้าวต่างชนิดกัน อาทิ ข้าวขาว ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ หรือข้าวหอมมะลิ GI ข้าวนึ่ง ข้าวคุณลักษณะพิเศษ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ข้าวสินเหล็ก โดยข้าวเหล่านี้ ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวที่สามารถผลิตและส่งออกสนองความต้องการของผู้บริโภคไปทุกภูมิภาคทั่วโลก เป็นสิ่งยืนยันคุณภาพข้าวไทย เป็นที่นิยม เชื่อมั่น และวางใจตลอดมา

การส่งออกข้าวไทยไปภูมิภาคต่างๆ ตามแต่ละชนิดข้าวทั่วโลก ได้แก่

– ข้าวนึ่ง ส่งออกไปประเทศแอฟริกาใต้ เยเมน ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย ไนจีเรีย ฯลฯ

– ข้าวขาว ส่งออกไปประเทศเม็กซิโก เปรู ชิลี แคมารูน ไนจีเรีย อิรัก อิหร่าน โมซัมบิก ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น ฯลฯ

– ข้าวลักษณะพิเศษ ส่งออกไปประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา แอฟริกาใต้ เดนมาร์ก ฝรั่งเศส อิตาลี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แอฟริกาใต้ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฮ่องกง ฯลฯ

– ข้าวหอมมะลิไทย ส่งออกไปประเทศออสเตรเลีย ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน ซาอุดีอาระเบีย เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ เซเนกัล ตรินิแดด เปอร์โตริโก้ จาไมก้า สหรัฐอเมริกา แคนาดา โกตดิวัวร์ กานา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฯลฯ

จากเอกสาร พิธีมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิ และข้าวตราคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2559 โดย DIT กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ 23 พฤษภาคม 2559 ได้บันทึกไว้ในหัวข้อเรื่อง ?เกิดอะไรขึ้นกับตลาด ?ข้าวหอมมะลิไทย? ในทศวรรษที่ผ่านมา?? ขออนุญาตสรุปเรื่องราวว่า ทำไม ประเทศไทยเราจะต้องปรับตัว เปลี่ยนยุทธวิธีมาสู้กับคู่แข่งการตลาดข้าว ซึ่งเราเคยเป็นผู้นำมาหลายทศวรรษ แต่ตอนนี้ประเทศเหล่านั้น จัดได้ว่ากลายมาเป็นคู่ปรับ คู่แข่ง ที่ต้องคำนึงถึงยุทธศาสตร์การตลาดโดยสรุป

กว่าทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิ อันดับ 1 ของโลกมาตลอด แต่ในระยะ 5 ปี มานี้ ส่วนแบ่งการตลาดของข้าวหอมมะลิไทย กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เพลี่ยงพล้ำสถานภาพเป็นรอง ถูกฉกชิง และแทนที่ด้วยข้าวสายพันธุ์กำเนิดเดียวกัน กับข้าวหอมมะลิ ที่หลายประเทศส่งเข้ามาแข่งขัน ทำให้ ?ข้าวหอมมะลิ? อาจจะไม่ใช่ข้าวของคนไทย และของประเทศไทย เพียงหนึ่งเดียวดังที่ผ่านมา หรือต่อไป เนื่องจากข้าวหอมในตลาดโลกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ข้าวบาสมาติ (Basmati rice) ซึ่งมีประเทศอินเดีย และปากีสถาน เป็นผู้ผลิตหลัก เป็นที่นิยมบริโภคอย่างมาก ในตลาดแถบเอเชียใต้และตะวันออกกลาง ส่วนข้าวหอมอีกกลุ่มหนึ่ง ถูกเรียกว่า ข้าวหอมมะลิ (Jasmine rice) มีแหล่งสำคัญที่เพาะปลูกอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน โดยปัจจุบัน มีประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญคือ ไทย เวียดนาม และกัมพูชา

ข้าวหอมมะลิไทย กับ ข้าวบาสมาติ แม้ว่าจะเป็นกลุ่มข้าวหอมเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกัน โดยไม่ถือว่าเป็นสินค้าทดแทนกันได้ เพราะข้าวหอมมะลิมีค่าอมิโลสต่ำกว่าข้าวหอมบาสมาติ ทำให้ข้าวหอมมะลิมีรสชาติดี นุ่มนวล จึงเป็นที่นิยมบริโภคในกลุ่มผู้บริโภคในเอเชียตะวันออก และสหรัฐอเมริกา

ส่วนข้าวบาสมาติ มีค่าอมิโลสระดับปานกลาง และสูงกว่าข้าวหอมมะลิไทย ทำให้เมื่อหุงสุกแล้ว ข้าวมีลักษณะร่วน ไม่นุ่มเหมือนข้าวหอมมะลิ ข้าวบาสมาตินิยมบริโภคกันในกลุ่มเอเชียใต้ และตะวันออกกลาง ข้าวทั้งสองชนิดจึงมีลักษณะเฉพาะตัวที่ต่างกันของตัวสินค้าข้าว และลักษณะการนำไปปรุงอาหาร

ประเทศไทยส่งออกข้าวหอมมะลิ ในชื่อ ?Thai Hom Mali Rice? เป็นข้าวที่มีมูลค่าการส่งออกสูง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ถ้าเอ่ยถึงอดีต ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มีการส่งออกข้าวหอมมะลิ ทำให้มีชื่อเสียงในเวทีการค้าโลก เป็นที่รู้จัก ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก โดยตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิไทย เดิมอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง ก่อนจะขยายตัวไปตลาดสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้

จากข้อมูลของ The Rice Trader ระบุปริมาณการค้าข้าวของโลก โดยเฉลี่ยประมาณ 40 ล้านตันข้าวสาร โดยในจำนวนดังกล่าวมีข้าวหอมที่เรียกกันว่า หอมมะลิ อยู่ 3 ล้านตันข้าวสาร ดูเหมือนจำนวนไม่มาก แต่ด้วยราคาซื้อ-ขาย ข้าวหอมมะลิในช่วงที่ราคาสูง เคยมากกว่าพันเหรียญสหรัฐ ต่อตัน จึงเป็นข้าวที่มีราคาสูงเป็น อันดับที่ 2 รองจากข้าวหอมกลุ่มบาสมาติ และข้าวหอมมะลิยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก จึงต้องหาคำตอบว่า ประเทศไทยผู้ซึ่งเคยเป็นแชมป์ตลาดข้าวหอมมะลิโลก จะยังคงรักษา หรือกลับมาดำรงตำแหน่งแห่งศักดิ์ศรีนี้ต่อไปได้หรือไม่ เพราะเป็นเวทีแห่งศักดิ์ศรีที่จะทวงคืนแชมป์ข้าวหอมมะลิไทย ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมข้าวไทย จึงต้องคำนึงถึงผลผลิตเชิงเศรษฐกิจ ทั้งปริมาณและคุณภาพ เพื่อจะนำภาพลักษณ์ระดับพรีเมี่ยมกลับมาในระบบอีกต่อไป

ประเทศไทย กำลังเผชิญกับศึกรอบทิศในตลาดข้าวหอมมะลิ ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล และกำลับขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น เป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าวไทยจะต้องคำนึงถึงการกำหนดกลยุทธ์ในการแข่งขัน เพื่อจะได้รีบหาคำตอบ ว่าจะดึงตลาดข้าวหอมของไทยในเวทีตลาดโลกกลับคืนมาได้อย่างไร ประกอบกับปัจจุบัน ลูกค้ารายสำคัญของข้าวหอมมะลิไทย อย่าง สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ ต่างก็มีปริมาณการค้าที่ลดลง เช่นเดียวกับตลาดในแถบแอฟริกา ที่เคยเป็นตลาดผู้บริโภคที่สำคัญของไทยในกลุ่มข้าวหอมหัก ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคไปเป็นการบริโภคข้าวหอมเต็มเมล็ดเกรดล่าง ซึ่งนำเข้าจากประเทศเวียดนามแทน และอีกปัจจัยที่มีผลให้การส่งออกข้าวหอมมะลิไทยมีปริมาณลดน้อยลง คือ มาตรฐานข้าวหอมมะลิเพื่อการส่งออก ถูกระบุชนิดและคุณภาพข้าวตามความต้องการของลูกค้า และด้วยความที่ข้าวหอมมะลิไทยเป็นที่ต้องการของตลาดในทุกชั้นราคา ทุกเกรด จึงเกิดปัญหาการปลอมปนข้าวหอมมะลิดังที่กล่าวไว้ในช่วงแรกของคำขึ้นต้นมาแล้ว

ในปี พ.ศ. 2558 มีการจัดเกรดโรงสีข้าวโดยการติดดาว โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินโครงการจัดเกรดโรงสีข้าวด้วยการติดดาว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเกี่ยวกับการผลิต การแปรรูป การค้าข้าว ผู้ประกอบการโรงสีข้าวของประเทศไทยให้มีการบริหารจัดการทั้งด้านกระบวนการผลิต การดูแล และเก็บสินค้าข้าว จนถึงการรับซื้อผลผลิต และจำหน่ายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวของประเทศไทย และพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน การส่งออกข้าว ในขณะที่ประเทศคู่แข่งในประชาคมอาเซียน อาทิ ประเทศเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา ก็ได้มีการพัฒนาอย่างเป็นลำดับ เนื่องจากเป็นประเทศคู่แข่งในการส่งออกข้าวหอมประเภทต่างๆ อย่างสำคัญยิ่ง

สำหรับการพัฒนาด้านการผลิตแปรรูปจากโรงสีข้าวให้มีระบบมาตรฐาน การผลิตข้าวสารที่มีความปลอดภัยในการบริโภค และการส่งออกซึ่งเป็นการผดุงรักษาชื่อเสียงและคุณภาพต่อประเทศลูกค้าผู้บริโภคนั้น ก็จะมีผลจากระบบมาตรฐาน GMP (GOOD MANUFACTURING PRACTCE ) และ HACCP (HAZARD ANALYSIS CRITICAL CONTROL POINT) จึงถือว่าเป็นกลยุทธ์ตามยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนเพื่อนำมาสู่การสู้กับคู่แข่งเป็นเบื้องต้นเช่นกัน

มีรายละเอียดจากเอกสารในพิธีมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิ และข้าวตราคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2559 ได้กล่าวถึงการเกิดอะไรขึ้นกับข้าวหอมมะลิไทย กับหัวข้อเรื่อง ?เมื่อคู่แข่งปรับ…ถึงเวลาเรา (ต้อง) เปลี่ยน? โดยวิเคราะห์ประเทศคู่แข่งที่จะมาช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดข้าวหอมของไทยกันอย่างคึกคัก เช่น ประเทศเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา รวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะขออนุญาตนำเสนอรายละเอียดจากข้อมูลในเอกสารฉบับดังกล่าวว่า…ไฉนต้องปรับ…มาสู้คู่แข่ง? ในฉบับหน้าต่อไป

เพลง ชีวิตชาวนา

ศรเพชร ศรสุพรรณ

ชีวิตเกษตรลูกชาวนาไทย เกิดจากปู่ย่าตายายด้วยใจสู้กับปัญหา ตากแดดตากฝน อาบเหงื่ออาบทั้งน้ำตา หน้าสู้ดินหลังสู้ฟ้า เกิดมาเป็นชาวนาไทย

ตื่นเช้าต้องรีบลุกจากที่นอน เก็บเสื่อเก็บมุ้งเก็บหมอน จากจรสู่ทุ่งนาไกล แม้แดดจะร้อน แม้ฝนเปียกปอนเพียงใด แต่ใจยังคงสู้ไหว ปลูกข้าวเรื่อยไปเพื่อไทยทุกคน

แม้เหนื่อยเพียงไหน ถ้าขายราคาตกต่ำ ถึงแม้เจ็บช้ำ แต่ใจก็ยังอดทน เหนื่อยใจ เหนื่อยกาย จากรายได้ผลิตผล ชีวิตชาวนาหลายคน เจ็บช้ำหลายหน ไม่มีคนรู้

ชีวิตเกษตรลูกชาวนาไทย เกิดจากปู่ย่าตายาย สืบสานไว้เป็นดั่งครู จะเป็นอย่างไรอยากจะให้ชาวไทยได้รู้ จะขอทำนาต่อสู้ เพื่อให้ได้รู้ ชีวิตไทย จะขอทำนาเรื่อยไป เพื่อพี่น้องไทยได้กินข้าวดี

บทเพลงมุ่งมั่น ยอมรับในสัมมาชีพ ไม่ได้บ่นน้อยใจ แต่บอกความในใจที่สู้ทน ยลยิน สู้ดินและฟ้า เทิดทูนบูชาความรู้ที่สืบสานจากบรรพบุรุษ ไม่ยี่หระต่อคำว่าเป็น ?ชาวนา?

มาถึงยุคนี้ ซื้อขายข้าวคราวละเป็นแสนเป็นล้านตัน ปลูกข้าวได้มากเพียงใด ก็ส่งของดีออกขายเมืองนอก เพราะคำว่า ?ส่งออก? คือเศรษฐกิจของชาติ โดยอาจจะลืมว่า ?เศรษฐกิจครัวเรือน? คืออะไร สักกี่ล้านตันข้าวสาร หรือกี่ล้านโกดังข้าวเปลือกที่เป็นของพ่อค้า ชาวนาก็ยังคงยินดีเลือกทำนาปลูกข้าวเรื่อยไป เพื่อพี่น้องไทยได้กินข้าวหอมมะลิอย่างดี แต่ตัวชาวนานี้ ขอเพียงมี ?ข้าวสารกรอกหม้อ? ก็พอที่จะมีชีวิตสู้ต่อไป

พฤกษาสาระ ที่มาของต้นสาละ-รัง กับพุทธประวัติ

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาสาระ ที่มาของต้นสาละ-รัง กับพุทธประวัติ

“เอาธูปเทียนบุปผาสุมาลัย

ชวนกันไหว้พระแท่นแผ่นศิลา

ในระหว่างนางรังทั้งคู่ค้อม

คำนับน้อมกิ่งก้านก็สาขา

แต่ไม้รังยังรักพระศาสดา

อนิจจาเราเกิดไม่ทันองค์”

ตอนหนึ่ง จาก นิราศพระแท่นดงรัง โดย นายมี เขียนถึงพระแท่นดงรัง ซึ่งแต่ก่อนเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ตามความเข้าใจแบบไทยๆ เรา ก็เชื่อว่าพระพุทธเจ้าประสูติ และปรินิพพานใต้ต้นรัง

สาละ robusta Shorea

ต้นรังในอินเดีย พุทธเจ้า

ชาวพุทธอย่าลืมเสีย ยกย่อง

กราบต้นปืนใหญ่เศร้า เน่าแท้พุทธไทย

โดย ศ.ดร. ธวัชชัย สันติสุข ราชบัณฑิต สาขาพฤกษศาสตร์ ได้กล่าวถึงต้นสาละลังกา หรือต้นลูกปืนใหญ่ ซึ่งมีพระสงฆ์ไทยบางรูปไปจาริกแสวงบุญ ณ ประเทศศรีลังกา แล้วนำพรรณไม้นี้มาปลูกในประเทศไทย เรียกกันว่าสาละลังกา แต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติแต่อย่างใด

ต้นไม้ในพระพุทธศาสนา มีหลายพรรณพฤกษ์ที่เกี่ยวข้องเป็นพุทธประวัติ ตั้งแต่ ประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน รวมทั้งตลอดเวลาที่พระพุทธองค์ทรงประกาศพระพุทธศาสนา ก็ส่วนใหญ่อยู่ท่ามกลางป่าภายใต้ต้นไม้ ในประเทศไทย ทางราชการเห็นความสำคัญ จึงประกาศให้ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือวันเพ็ญกลางเดือน 6 เป็นวันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ และเชิญชวนให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ากระทำการบูชาพระพุทธเจ้า ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ด้วยการปลูกต้นไม้เป็นพุทธบูชา เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกๆ คน และเพื่อเป็นการปลูกป่าทดแทน และในวันนี้โดยพุทธศาสนิกชน ก็ปฏิบัติบูชาเนื่องในวัน “วิสาขบูชา”

ตามพระประวัติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ประสูติภายใต้ต้นสาละใหญ่ ในอุทยานลุมพินี แล้วกลับมาประทับในพระราชวัง ดำรงตำแหน่งเป็นถึงองค์รัชทายาท คือผู้สืบทอดศากยวงศ์ ของกรุงกบิลพัสดุ์ต่อจากพระพุทธบิดา ต่อมาได้เสด็จออกผนวช และประทับพักแรมตามป่าเขาลำเนาไพรต่างๆ ทรงดำรงพระชนม์ชีพ โดยทรงอาศัยป่าเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรทั้งทางกาย และทางจิต อยู่เป็นเวลาถึง 6 ปี ในท่ามกลางป่า จึงได้ตรัสรู้พระโพธิญาณเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า และตลอดระยะเวลากว่า 45 พรรษา ก็ทรงอธิษฐานการอยู่จำพรรษา ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ และในที่สุดพระชนม์ชีพพระองค์ก็เสด็จภายในสาลวโนทยาน ภายใต้ร่มต้นสาละคู่ และเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

ความเข้าใจเรื่องต้นสาละและต้นรังของศาสนิกชนทั่วไป ยังมีความสับสนอยู่ บ้างก็ว่าเป็นต้นเดียวกันที่เรียกต่างกัน บ้างก็ว่าเป็นต้นไม้คนละชนิด สำหรับในด้านวิชาการ และจากเรื่องราวที่มีความเชื่อตามชาดก หรือศัพท์เรียกชื่อต้นไม้ต่างๆ ในภาษาบาลี และสันสกฤตก็มีการเทียบชื่อต้นไม้กับภาษาไทยจากท่านผู้ทรงความรู้ ที่ได้เขียนถึงต้นสาละและต้นรังไว้อย่างน่าสนใจ และทำให้เกิดความเข้าใจถึงที่มาของต้นไม้นี้ในพุทธประวัติ ซึ่งจะได้นำเสนอข้อเขียนดังกล่าวจากสองท่าน คือ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ธวัชชัย สันติสุข ราชบัณฑิต สาขาพฤกษศาสตร์ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ท่านได้รับเกียรติตั้งชื่อพรรณไม้หลายชนิด เช่น แคสันติสุข และมีผลงานเขียนเกี่ยวกับต้นไม้ เช่น ป่าของประเทศไทย และป่าสาละ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 24 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2542

อีกท่านคือ สมบัติ พลายน้อย หรือรู้จักในงานเขียน นาม ส.พลายน้อย ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2553 และได้รับรางวัล “นราธิป” จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย รวมทั้งได้รับการประกาศยกย่องเป็นปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย พุทธศักราช 2552 รวมทั้งงานเขียน “พฤกษนิยาย”

จึงขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวของต้นสาละ-รัง ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสองท่านได้อรรถาธิบายไว้ เป็นที่มาของต้นไม้ในพุทธประวัติ เป็นที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ธวัชชัย สันติสุข ได้เขียนไว้ในข่าว สอ.มก. ฉบับที่ 5 เดือนมิถุนายน 2556 เรื่อง สาละพระพุทธเจ้า (Shorea robusta) กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง สาละ กับ รัง ไว้ว่า สาละพระพุทธเจ้า (S. robusta) ในภูมิภาคเอเชียใต้ (อินเดีย และเนปาล) มีลักษณะรูปพรรณโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับรัง (S. Siamensis) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประเทศไทย) ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของลำต้นที่มีทั้งลำต้นสูงเปลาตรง หรือลำต้นที่คดงอ แคระแกร็น เปลือกหนา สีเทาปนน้ำตาล แตกเป็นร่องลึก ใบรูปไข่กว้าง โคนใบหยักเว้ารูปหัวใจ ผลมีปีกยาว 3 ปีก สั้น 2 ปีก ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบที่ชอบแสงสว่าง โตช้า ทนไฟป่า และชอบขึ้นเป็นกลุ่มในป่าผลัดใบ ที่มีลักษณะโครงสร้างคล้ายคลึงกัน สาละ และ รัง จึงเป็นพรรณไม้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในสกุล Shorea

การนำต้นสาละเข้ามาปลูกในประเทศไทย ยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับเป็นไม้โตช้า และระบบรากต้องอาศัยเชื้อมายคอร์ไรซาในดิน เท่าที่มีการบันทึกการปลูกต้นสาละในประเทศไทย ก็มี หลวงบุเรศ บำรุงการ นำมาถวายสมเด็จพระมหาวีรวงษ์ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน โดยปลูกไว้ที่หน้าอุโบสถ 2 ต้น กับได้น้อมเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ วันที่ 2 ธันวาคม 2510 อีก 2 ต้น ในจำนวนนี้ทรงปลูกไว้ในบริเวณพระตำหนักเรือนต้น สวนจิตรลดา 1 ต้น และพระราชทานให้วิทยาลัยเผยแพร่พระพุทธศาสนาบางละมุง อีก 1 ต้น อาจารย์เคี้ยน เอียดแก้ว และ อาจารย์เฉลิม มหิทธิกุล ก็ได้นำต้นสาละมาปลูกไว้ในบริเวณคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และบริเวณค่ายฝึกนิสิตวนศาสตร์ สวนสักแม่หวด อำเภองาว จังหวัดลำปาง พระพุทธทาสภิกขุ ก็ได้ปลูกไว้ที่สวนโมกข์ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายสวัสดิ์ นิชรัตน์ ผู้อำนวยการกองบำรุง กรมป่าไม้ได้นำมาปลูกไว้ในสวนพฤกษศาสตร์ พุแค จังหวัดสระบุรี และมีผู้นำมาปลูกในบริเวณวัดบวรนิเวศอีกหลายครั้ง สาละที่นำมาปลูกดังกล่าว บางต้นยังคงอยู่ แต่มีการเจริญเติบโตช้ามาก

สาละ กับพุทธประวัติ เป็นเรื่องราวของต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ประสูติ จนถึงปรินิพพาน โดยที่พระนางสิริมหามายา พระราชมารดาของพระพุทธเจ้า เมื่อใกล้จะถึงกำหนดพระสูติกาล ก็เสด็จจากกรุงกบิลพัสดุ์ไปยังกรุงเทวทหะ อันเป็นเมืองต้นตระกูลของพระนาง (ตามธรรมเนียมพราหมณ์ ที่ฝ่ายหญิงจะต้องกลับไปคลอดที่บ้านบิดา มารดา) เมื่อขบวนผ่านมาถึงอุทยานลุมพินี อันตั้งอยู่ระหว่างนครทั้งสอง (ปัจจุบัน อยู่ในเขตประเทศเนปาล ใกล้ชายแดนภาคเหนือของประเทศอินเดีย พระนางทรงปวดพระครรภ์ บรรดาข้าราชบริพารก็รีบจัดที่ประสูติถวายใต้ต้นสาละใหญ่ เวลานั้นแดดอ่อน ดวงตะวันยังขึ้นไม่ตรงศีรษะ เป็นวันเพ็ญเดือน 6 (วันวิสาขปุรณมี) พระจันทร์จักโคจรเต็มดวงในยามเที่ยงคืน ชมพูทวีปเริ่มมีฝน อากาศโปร่ง ต้นไม้ในอุทยานป่าสาละ กำลังผลิดอกออกใบอ่อน ดอกสาละ ดอกจำปาป่า ดอกอโศก และดอกไม้นานาพรรณกำลังเบ่งบาน ส่งกลิ่นเป็นที่จำเริญใจ พระนางสิริมหามายาประทับยืน พระหัตถ์ขวาเหนี่ยวกิ่งไม้รัง พระหัตถ์ซ้ายปล่อยตกประสูติพระโอรส (สิทธัตถกุมาร) ได้โดยสะดวก

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ขณะที่มีพระชนมายุได้ 35 พรรษา ได้ทรงบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในวันเพ็ญ เดือน 6 ใต้ต้นมหาโพธิ์ ภายในป่าสาละ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ตำบลพุทธคยา แขวงเมืองอุรุเวลาเสนานิคม ของรัฐพิหาร เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้สัจธรรมแล้ว จึงเสด็จมาแสดงธรรมเทศนากัณฑ์แรก คือ ธรรมจักรกัปปวัฒนสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ ตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 (วันอาสาฬหปุรณมี) บริเวณป่าสาละ อันร่มรื่น ณ อุทยานมฤคทายวัน หรือ อิสิปตนมฤคทายวัน เขตสารนาถ ทางทิศเหนือของกรุงพาราณสี

ในช่วงสุดท้ายที่ต้นสาละเกี่ยวข้องกับพุทธประวัตินั้น เมื่อพระพุทธองค์มีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ได้เสด็จถึงสาลวโณทยานของมัลละกษัตริย์ (ตอนเหนือของตำบลกาเซีย จังหวัดโครักขปุระ) เป็นเวลาใกล้ค่ำของวันเพ็ญเดือน 6 (วันวิสาขปุรณมี) รับสั่งให้พระอานนท์ปูลาดที่บรรทมระหว่างต้นสาละใหญ่ 2 ต้น ทรงเอนพระวรกายลง โดยหันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ประทับไสยาสน์แบบสีหไสยา เป็นอนุฏฐานไสยา คือการนอนครั้งสุดท้าย จนกระทั่งสังขารดับ

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ธวัชชัย สันติสุข ได้สรุปเรื่องราวของต้นสาละที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติไว้ว่า เดิมที ความเข้าใจเกี่ยวกับต้นสาละของชาวพุทธในประเทศไทย ยังค่อนข้างสับสน โดยเข้าใจว่า ต้นสาละ (Shorea robusta) เป็นชนิดเดียวกับ ต้นรัง (S. siamensis) เพราะรูปร่าง ขนาดของใบ และผล คล้ายคลึงกันมาก ประกอบกับต่างก็ชอบขึ้นเป็นกลุ่มด้วยเช่นกัน จากการสำรวจ ค้นคว้าพรรณไม้ทั้งสองชนิด ทำให้สามารถจำแนกชนิดของต้นสาละออกจากต้นรังได้อย่างชัดเจน โดยอาศัยลักษณะภายนอกที่เด่นชัด เช่น จำนวนเกสรเพศผู้ จำนวนเส้นแขนงใบ และเส้นปีกของผล ความแตกต่างของสีใบในช่วงผลัดใบ ประเภทของป่าสาละ และป่าเต็งรัง มีองค์ประกอบพรรณไม้เด่นที่แตกต่างกัน ตลอดจนเขตการกระจายพันธุ์ของสาละในเขตภูมิภาคเอเชียใต้ ที่แยกชัดเจนจากเขตการกระจายพันธุ์ของรังในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น สาละ (S. robusta) จึงเป็นต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติโดยแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ยังมีความสับสนจากการเรียกชื่อต้นสาละอีกประเภทหนึ่ง คือ “สาละลังกา” หรือ “ลูกปืนใหญ่” (Couroupita surinamensis Mart. Ex Berg วงศ์ Lecythidaceae) เป็นพรรณไม้อีกชนิดหนึ่งที่บรรดาพุทธศาสนิกชนในประเทศไทยสับสน เข้าใจว่าเป็นต้นสาละในพุทธประวัติ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ธวัชชัย สันติสุข ได้อธิบายว่า สาละลังกาเป็นพันธุ์ไม้พื้นเมือง ไม่ผลัดใบ ของประเทศเขตร้อน ทวีปอเมริกาใต้ เมื่อชาวโปรตุเกสยึดครองประเทศศรีลังกาอยู่นั้น ได้ทำลายวัดวาอาราม พุทธศาสนา และนำต้นลูกปืนใหญ่ (cannon ball tree) จากอเมริกาใต้มาปลูกในสถานที่ต่างๆ ของศรีลังกาทั่วไป รวมทั้งบริเวณวัดพุทธที่ถูกทำลาย ชาวศรีลังกาเรียกต้นไม้นี้เป็นภาษาท้องถิ่นว่า “สาละ (sal)” เช่นกัน เมื่อพระสงฆ์ไทยบางรูปไปจาริกแสวงบุญ ณ ประเทศศรีลังกา นำพรรณไม้ชนิดนี้มาปลูกในประเทศไทย จึงเรียกว่า สาละลังกา แต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติแต่อย่างใด ตามโคลงสี่สุภาพที่ขึ้นต้นไว้ และในบาทสุดท้าย ที่กล่าวว่า…กราบต้นปืนใหญ่เศร้า เน่าแท้พุทธไทย

สำหรับเรื่องของ ต้นรัง-สาละ ในทรรศนะของ อาจารย์สมบัติ พลายน้อย หรือ ส.พลายน้อย ซึ่งได้เขียนไว้ใน “พฤกษนิยาย” ตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2513 และถึงครั้งที่ 4 พ.ศ. 2543 นั้น ท่านได้กล่าวถึงเรื่องเล่ากันในหมู่นักแปลชาดก และได้หยิบยกเรื่องที่ถกเถียงกันเกี่ยวกับต้นรัง และสาละ ที่มีกล่าวถึงในหนังสือที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาของไทย ตั้งแต่ข้อความที่ปรากฏในปฐมสมโพธิกถา จนถึงคำพรรณนาเกี่ยวข้องกับต้นรังที่พระพุทธองค์ได้เสด็จมาประทับเมื่อปรินิพพาน ซึ่งจะขอนำเสนอรายละเอียดในฉบับต่อไป

เพลง วิสาขบูชา

คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร

ทำนอง สมาน กาญจนผลิน

ขับร้อง ชรินทร์ นันทนาคร

วิสาขบูชานี้เป็นวันสำคัญ ชาวพุทธทราบเป็นวันพระพุทธเจ้าประสูติสาล วันเริ่มตรัสรู้ และเสด็จสู่นิพพาน เกียรติแผ่ไพศาลช้านานตลอดเวลา

วิสาขบูชา น้อมวันทาพุทธองค์ โดยพร้อมจิตจำนง หนุนนำส่งศาสนา เดือนหกวันเพ็ญพ้อง แสงเดือนผ่องส่องนภา ดุจศาสดาใช้พระธรรม ประจำทุกกาล

เหล่าชาวพุทธ มิควรหยุดอยู่เฉย ช่วยกันเผยแผ่พระธรรมทั่วสถาน สร้างผลบุญเกื้อกูลแต่สุนทรทาน เป็นศรีพุทธกาล ผ่านยุคเข็ญ เป็นหลักชัย

วิสาขบูชา น้อมวันทา พุทธคุณ โดยพร้อมจิตเจือจุน พุทธศาสน์ตลอดสมัย ประกอบกิจกุศล ผลจะเพิ่มสุขเสริมใจ แผ่เมตตาไป พร้อมใจทำ ประจำนิรันดร์

มีบทเพลงมากมายที่ได้กล่าวถึง “วันวิสาขบูชา” และแต่ละเพลงก็มีเนื้อหาและท่วงทำนองแตกต่างออกไป ตามแต่หน่วยงาน องค์กร หรือแต่ละบุคคล ที่มีจิตน้อมนำเจริญธรรมในพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม เจริญสติของแต่ละบทเพลงก็มีทิศทางเดียวกันคือ ความศรัทธาบูชาในธรรมะแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แม้ว่า แต่ละบทเพลงมิได้กล่าวถึงต้นไม้ต้นสาละ หรือต้นรังโดยตรง แต่พุทธประวัติในพุทธองค์ที่เราได้ปฏิบัติบูชาเจริญรอยตามหลักธรรมแห่งพุทธศาสนานั้น เป็นเหมือนดั่งว่า เราเองก็ได้อานิสงส์แห่งร่มเงาจากต้นไม้ประจำพระพุทธองค์ไปด้วย ก็จะได้ประสบโอกาสแห่งการนำเสนอบทเพลงนั้นๆ เช่น เพลงวิสาขบูชา ทำนองและคำร้อง โดย ธำรง สมบูรณ์ศิลป์ ขับร้องโดย นักร้องวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ นำหมู่โดย โฉมฉาย อรุณฉาน

เพลงวันวิสาขบูชา เนื้อร้อง ทำนอง ขับร้องโดยบุคลากรใน บริษัท ชัวร์ออดิโอ จำกัด จัดทำสื่อเป็นพุทธบูชา โดย สถานีวิทยุพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

เพลงวิสาขบูชา โดย กุ๊กกิ๊ก ประกายฟ้า

เพลงวิสาขบูชา โดย มีโชค ชมภู 2557

เพลงวันวิสาขบูชา โดย มือพิณฮ้างๆ

และ เพลงวันวิสาขบูชา โดย กิรนันต์ จำเริญ วิศวะเคมี ปี 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2555

จะเห็นได้ว่า พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า ก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนาโดยทั่วกัน

พฤกษาย้อนตำนาน ภูมิปัญญาโบราณ สืบสานวิถี…ข้าวไทย

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาย้อนตำนาน ภูมิปัญญาโบราณ สืบสานวิถี…ข้าวไทย

ฉันทำนาเปล่า จะเอาอะไร

ฉันไม่มีทุน ให้ว้าวุ่นใจ

สู้ลงแรงไป มันไม่มีค่า

เลิกสมพัตสร ชาวสวนสบาย

พวกเราทั้งหลาย ยังต้องเสียค่านา

จึ่งไม่มั่งมี ป่นปี้มากกว่า

หาให้พ่อค้า สาแก่ใจ เอย

เป็นส่วนหนึ่ง ในงานประพันธ์ บทร้อยกรอง เรื่อง ข้าวของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (ครูเทพ) เรื่อง ความทุกข์ยากของชาวนา และมีบทสรุปที่เหนือคำอธิบาย ว่า…

ทั้งเหน็ดทั้งเหนื่อย มั่งมีที่ไหน

แลกข้าวขายข้าว ส่งเข้าในกรุง

เพื่อไปบำรุง พ่อค้าใหญ่ใหญ่

…ฯลฯ…

นานมาแล้วจนเป็นตำนานสำหรับกว่าจะเป็นเมล็ดข้าว สะท้อนจากบทร้อยกรอง ของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ให้เห็นภาพบริบทของชีวิต

เมื่อเอ่ยถึง “ครูเทพ” นามปากกาของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ผลงานประพันธ์บทกวี บทร้อยกรอง หรือบทเพลง ที่มิบังอาจจะนำเปรียบกับงานกวีใดๆ หากใครเคยขับร้อง “เพลงกราวกีฬา” (พวกเรานักกีฬาใจกล้าหาญฯ) หรือ “เพลงคิดถึง” (จันทร์กระจ่างฟ้า นภาประดับด้วยดาวฯ) นั่นหมายถึง ได้มีโอกาสสัมผัสผลงานของท่านตั้งแต่ 80 กว่าปีมาแล้ว เพราะท่านมีผลงานประพันธ์มา ระหว่าง พ.ศ. 2471-2484 ส่วนในบทร้อยกรอง เกี่ยวข้องกับความทุกข์ของชาวนา ท่านก็ได้สะท้อนให้เห็นสภาพของสังคมไทย ตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลที่ 7 ต่อรัชกาลที่ 8 ซึ่งผลงานของท่านก็ยังสอดคล้อง และเหมือนกับสภาพวิถีชีวิตชาวนามาถึงปัจจุบัน

หากจะย้อนตำนานชีวิตชาวนาจริงๆ จากงานเขียนของท่านปรมาจารย์อีกท่าน ซึ่งมีผลงานอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2467 และผลงานเด่นๆ หลัง พ.ศ. 2476 ก็คือ พระยาอนุมานราชธน (ยง เสถียรโกเศศ) โดยท่านใช้ชื่อในงานเขียนว่า “เสถียร โกเศศ” ผลงานของท่านทุกชิ้นงานก็กลายเป็นตำนานที่มิอาจนำเปรียบกับผลงานอื่นใด ทั้งด้านคุณค่าและจำนวนผลงาน โดยที่ท่านมีชีวิตอยู่ถึง พ.ศ. 2512 จึงมิอาจนำบทความใดๆ มาเทียบเคียงเช่นกัน

ดังนั้น ผลงานของปรมาจารย์ทั้งสองท่านที่ได้กราบคารวะเอ่ยถึง จึงยิ่งกว่าตำนาน เพราะสะท้อนความเชื่อมโยงวิถีชีวิต จากชีวิตชนบทชาวนาถึงชีวิตชาวเมือง ซึ่งผู้คนลูกหลานยุคนี้อาจจะหรือไม่เคยสัมผัสในความเป็นจริงได้เลย เนื่องจากทุกอย่างถูกครอบคลุมด้วยคำวลีสมัยใหม่ ที่รู้จักแต่คำว่า “เทคโนโลยี” และ “วิวัฒนาการ” ถึง “ยุคดิจิตอล”

ท่าน “เสถียร โกเศศ” ได้เขียนถึง “ชีวิตชาวนา” (ไม่ปรากฏปีพิมพ์) มีเผยแพร่ไว้ในหนังสือ ข้าว ความเชื่อมโยงวิถีชีวิตชาวเมืองและชาวชนบท จัดพิมพ์โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ในโอกาสที่จัดดำเนินงานการจัดสัมมนาดุสิตาวิชาการ ครั้งที่ 3 เมื่อวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งในงานสัมมนาครั้งนี้ ได้บรรจุเนื้อหา ข้อมูลวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเรื่องข้าว ทั้งการปาฐกถา อภิปรายในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนา เช่น สถานการณ์ข้าวไทย วิถีชีวิตและวัฒนธรรมชาวนาในท้องถิ่นต่างๆ ข้าวกับบริบททางยาและสมุนไพร ยุคเฟื่องฟูของการค้าข้าว ภาพหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง อนาคตข้าวไทย เป็นต้น

“ชีวิตชาวนา” ซึ่ง เสถียร โกเศศ ได้บันทึกไว้ไม่น้อยกว่า 60 ปี ที่ผ่านมา ได้สะท้อนประเพณี วัฒนธรรม ที่เป็นต้นตอสืบสาน และนำสู่การ “พัฒนาเป็นนวัตกรรมปัจจุบัน” เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตนอกเมืองและในเมือง มา ณ วันนี้ จึงขออนุญาตนำเรื่องราวนั้นมาสรุป ย่อตำนานแห่งปากท้องของทุกคน เพื่อระลึกคารวะด้วยจิตสำนึกแห่งพระคุณแม่โพสพ ข้าวไทยอาหารมวลมนุษย์

ห่างเมืองออกไปไม่ไกลนัก ที่เวิ้งว้างกว้างใหญ่สุดสายตา มีหมู่ไม้ขึ้นเป็นระยะ ขัดจังหวะเป็นหย่อมๆ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง เห็นขอบฟ้าอยู่ไกลลิบ สงบเงียบ ได้ยินแต่เสียงนกกาและลมพัด สูดหายใจอากาศบริสุทธิ์สดชื่น นี่คือสภาพของทุ่งนานอกเมือง ตรงข้ามกับในเมือง ที่คนพลุกพล่าน เสียงเอ็ดอึง ทั้งคน ทั้งรถ อากาศอบอ้าว หายใจอึดอัด ฝ่ายหนึ่งใกล้ชิดธรรมชาติ อีกฝ่ายห่างเหินธรรมชาติ ฝ่ายหนึ่งเป็นที่เกิดของอาหารและอนามัย อีกฝ่ายเป็นที่รวมบริโภคอาหารและเชื้อโรค อันที่จริงบ้านเมืองทั้งในเมืองและนอกเมือง ย่อมถึงซึ่งความสมบูรณ์ เพื่อบำรุงความสุขความสบาย หากเปรียบความรุ่งเรืองของในเมืองเป็นเหมือนดวงไฟที่ลุกรุ่งโรจน์อยู่พักหนึ่ง แล้วมอดดับไปเพราะขาดเชื้อคืออาหารที่นอกเมืองทำหน้าที่ผลิต และส่งป้อนให้ ดังนั้น ในเมืองก็ต้องอาศัยนอกเมืองเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต ฝ่ายนอกเมือง ถ้าอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติมากเกินไป ก็จะมีสภาพเป็นอยู่อย่างธรรมชาติอย่างใดก็อยู่อย่างนั้น ไม่มีขยับขึ้นแห่งความเจริญก้าวหน้า เพราะนอกเมืองต้องอาศัยทรัพย์สินปัญญาความรู้ และอำนาจจากในเมืองเป็นเครื่องบำรุงและส่งเสริม จึงทำให้นอกเมืองรุดหน้าขยายตัวสู่ความอุดมสมบูรณ์ขึ้นได้ ต่างฝ่ายต่างก็รู้จักถ้อยทีถ้อยอาศัย พึ่งพากัน ไม่มีใครดีหรือเลวกว่ากัน มีแต่ของใช้ แต่ไม่มีข้าวกิน หรือมีแต่ข้าว แต่ไม่มีของใช้ก็ต้องเดือดร้อน ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า ชาวบ้านในคือชาวเมือง และชาวบ้านนอกคือชาวชนบท แต่ชีวิตชาวนาชาวชนบท ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นพลเมืองที่ทำให้ประเทศอุดมไปด้วยโภคสมบัติ ซึ่งได้จากการทำนา อันเป็นงานเกษตรกรรม อุตสาหกรรมที่เก่าแก่ยิ่ง และแพร่หลายที่สุดของมนุษยชาติ

ตำนานแห่งเริ่มนา แรกนา ที่ เสถียร โกเศศ ได้เล่ากล่าวถึง โดยย้อนยุคด้วยภาษา และวิธีการสมัยนั้น เชื่อว่าหลายคน หลายคำ หลายวิธีการอาจจะไม่เคยได้ยิน หรือไม่รู้จัก ท่านเสถียร โกเศศ กล่าวเล่าเรื่องการทำนาว่าถึงลักษณะรูปเนื้อที่ของนา เป็นพื้นที่ราบ มีคันดินกั้นไว้โดยรอบ เป็นกระทงๆ เรียกว่า อันนา ก็มี เรียกว่า กะบิ้งนา หรือ ตะบิ้งนา ก็มี การนับจำนวนเนื้อที่นาตามที่ปรากฏในหนังสือเก่า เช่น ในพงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราช (ฉบับนายขาวผู้ใหญ่บ้าน) ใช้นับเป็นตะบิ้ง อันนา นั้น ส่วนมากเป็นรูปสี่เหลี่ยม ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แล้วแต่ขนาดที่แบ่ง ตอนปลายนาเนื้อที่จะไม่เป็นรูปสี่เหลี่ยมเสมอไป เพราะติดโคก โขด เนิน หรือต้นไม้ใหญ่ หรือติดเหมือง ติดหนอง คลอง บึง เป็นที่เหลือเศษ จะทิ้งไว้เฉยๆ ก็เสียดาย จึงกั้นคันเอาตามรูปลักษณะของเนื้อที่ ถ้าอันนาเป็นรูปเสี้ยวอย่างชายธง ก็เรียกว่า นาเสี้ยว ถ้าเป็นรูปด้านหนึ่งยาวเป็นแนวตรง อีกด้านหนึ่งเป็นแนวโค้งเฉไป ก็เรียกด้านยาวที่เป็นแนวตรงว่า แวง เรียกด้านยาวที่เป็นเส้นโค้งว่า รุ้ง ส่วนด้านกว้างก็คงเรียก กว้างตามเดิม นาอย่างนี้เรียกว่า นารุ้งนาแวง แต่เดี๋ยวนี้คำว่า รุ้ง มีความหมายว่า กว้าง ด้วยแล้ว

เครื่องมือที่ใช้ทำนาคือ ไถ คราด เวลาหน้านาจะเห็นวัว หรือควาย ลากไปตามอันนา มีคนถือไถตามไปข้างหลัง เป็นไม้โค้งๆ สูงเสมอเอว ท่อนหนึ่งเรียกว่า คันยาม ตอนปลายที่คนไถจับถือ เรียกว่า หางยาม กับมีไม้อีกท่อนหนึ่งเจาะติดกับคันยาม ตอนล่างโค้งไปข้างหน้าติดต่อกับแอกน้อย ซึ่งมีเชือกผูกไว้ 2 เส้น ถัดออกไปก็ถึงวัวหรือควาย ซึ่งลากไถไม้โค้งอันนี้ คือ คันไถ และเชือกที่ล่ามติดกับแอกน้อย เรียกว่า เชือกเคล่า ส่วนล่างของไถเห็นผลุบโผล่อยู่ในน้ำและดิน เวลาไถมีดินดันขึ้นมาเป็นก้อนๆ ในตอนหน้าเป็นไม้นอน ท่อนหนา ยาวเรียวศอกหนึ่ง ตอนหน้าปากเพล่ขึ้นอย่างเกือก เรียกว่า หัวหมู ตอนบนเป็นแผ่นเพล่ ยื่นลาดสูงขึ้นไป สำหรับเบิกพลิกดิน เรียกว่า ใบหัวหมู ปลายหัวหมูมีเหล็กรูปสามเหลี่ยม โตกว่าฝ่ามือเล็กน้อย สวมให้เพล่ไปข้างหน้า สำหรับแทงมุดดินให้แตกแยก และทะลักขึ้นมาได้สะดวก เหล็กนี้เรียกว่า ผาลไถนา หรือในบางท้องถิ่น เรียก ปะขาง ส่วนใหญ่เครื่องไถชาวนามักจะทำเอง ยกเว้นเหล็กผาล ที่ต้องซื้อหา

การทำนามักจะเริ่มต้นตั้งแต่ ขึ้นค่ำ เดือน 6 ชาวนาจะเตรียมเครื่องมือแล้วรอฤกษ์งามยามดี เพื่อทำพิธีแรกนา หรือเริ่มนา วันหนึ่งวันใดในเดือน 6 ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกวันคู่ โดยหาจากตำราหรือถามผู้รู้ ถ้ามีปฏิทินของหลวง ก็มักถือกำหนดวันแรกนาในปฏิทินเป็นเกณฑ์ กำหนดเวลาฤกษ์ ถ้าในตำราจดไว้ดูเวลา เขาจะใช้วิธีบอกเวลาอย่างของอินเดีย เป็นตัวกำหนดกี่ชั้นฉาย คือการวัดเงาของตัวเอง ด้วยขนาดยาวของช่วงเท้าตนเอง ซ้อนต่อๆ กันไปได้กี่ช่วงก็เป็นเท่านั้นชั้นฉาย ถ้าเป็นเวลาเช้าดวงตะวันเพิ่งจะขึ้น เงาที่อยู่กลางแดดก็จะยาวกว่าช่วงเวลาสาย วัดเงาด้วยเท้าตนเองได้กี่ช่วงระยะก็เท่ากับชั้นฉาย

ก่อนหน้าเวลาฤกษ์ นิยมปลูกศาลพระภูมินา เป็นศาลชั่วคราว เรียกว่า ศาลเพียงตา ขึ้น ณ ที่ใกล้อันนา ซึ่งกำหนดเป็นที่แรกนา เตรียมพร้อมทั้งเครื่องบูชา และเครื่องสังเวย ศาลเพียงตาปลูกโดยใช้ไม้ปักเป็นเสา 6 เสา สูงเสมอตา เป็นร้านสี่เหลี่ยม ไม่ต้องแข็งแรง ถาวร เพียงวางเครื่องบูชาสังเวยบนพื้นฟากสับ หรือไม้ไผ่เรียงก็พอ เครื่องสังเวยตามมีตามเกิดก็ได้ อย่างที่พูดรวมๆ ว่า กุ้งพล่าปลายำ ส่วนข้าวสังเวยต้องใช้ข้าวปากหม้อ โดยจัดใส่กระทง หรือใบตองวางแบก็ได้ ตามความเชื่อว่าใบตองจะบริสุทธิ์กว่าเครื่องใช้ภาชนะอื่นๆ เพราะถือว่าใช้แล้ว เรื่องบูชาก็ใช้ธูป เทียน ดอกไม้ การสังเวยบูชาจะหยิบก้อนดินวางไว้สักก้อน ก็กำหนดหมายว่าเป็นพระภูมิ แล้วจะกล่าวถ้อยคำอ้อนวอน ขอพรให้ทำนาปีนี้เป็นมรรคผล ข้าวงอกออกรวงได้ผลบริบูรณ์ อย่าให้มีภัยพิบัติมาขัดขวาง เสร็จจากสังเวยบูชาก็ลงมือไถแรกนา ชั่วโมงเดียวเสร็จก็กลับบ้าน ทิ้งศาลพระภูมิไว้อย่างนั้น จะทำพิธีสังเวยอีกครั้งเมื่อลงมือปักดำข้าว สำหรับทางภาคอีสาน เรียกพระภูมินา ว่า ผีตาแฮก หรือ ผีตาแรก นิยมสังเวยด้วยไก่ สำหรับแถบพระนครศรีอยุธยา นิยมทำธงรูปสามเหลี่ยม จำนวน 4 ธง สีขาวหรือสีอะไรก็ได้ ปักที่มุมนาทางทิศเหนือ เรียกเป็นรูปสี่เหลี่ยม บอกแม่โพสพ แม่ธรณี พระภูมิเจ้าที่ ขออย่าให้มีเภทภัยทำอันตรายแก่ข้าวที่หว่านปลูก ให้งอกงาม ปลอดภัย

สำหรับผู้ที่ถือฤกษ์ยาม เมื่อเริ่มไถแรกนา ถ้าเป็นผู้รู้ก็ไถให้ถูกทิศถูกทาง ที่ดินมีมงคลเป็นโชคชัย หลีกทิศที่เป็นอัปมงคล เช่น ทิศผีหลวง หลาวเหล็ก ทักทิน ยมขันธ์ ซึ่งมีอยู่ในตำราโหราศาสตร์ การไถแรกนา ไถเพียง 3 รอบพอเป็นพิธีเท่านั้น เพราะ 3 รอบ เป็นจำนวนที่เขาถือว่าศักดิ์สิทธิ์ บางแห่งมีตำราแรกลงมือไถตามชันษาของผู้ทำนา เช่น เกิดปีชวด แรกไถวันอาทิตย์ เกิดปีฉลู แรกไถวันพุธ (ตามตำราทำนาแบบโบราณของหมอแฉ่ง ใจตรง : โรงพิมพ์จันทนผลิน) เสร็จแรกนาแล้วทิ้งไว้อย่างนั้น ฝนตกลงมาเมื่อใด ดินเปียกพอง ก็ลงมือไถทำนาได้ การเพาะปลูกข้าว อาจมีพื้นที่นาสำหรับเพาะปลูกข้าวกล้า เป็นที่ทอดกล้า ซึ่งมีทั้งข้าวหนัก และข้าวเบา ที่ออกรวงเร็ว หรือพื้นที่นา ทอดกล้าข้าวเหนียวหรือข้าวเหนียวดำ ข้าวปลูกหรือข้าวทำพันธุ์ที่นำมาทอดกล้า เป็นข้าวที่คัดเลือกไว้แล้ว และนำข้าวแม่โพสพซึ่งไปเรียกเชิญจากนามาปนกับพันธุ์ข้าว บางท้องที่จะผูกเป็นหุ่นรูปคนขนาดเล็กๆ ซึ่งเก็บไว้ในยุ้งข้าวแม่โพสพนี้ ใช้ไม่กี่รวง นำมาปนพอเป็นพิธีเพื่อให้ข้าวปลูกมีเชื้อ กำลังใจเป็นเสมือนชีวิตจิตใจ มีความอบอุ่น มั่นใจ เชิงจิตวิทยาจากแม่โพสพ

กำลังใจจากชาวนา มีสุข เบิกบานใจ เมื่อทำนาได้ข้าวบริบูรณ์ ดังที่กล่าวกันว่า “ข้าวเหลือ เกลือถูก หรือมีข้าวเต็มนา มีปลาเต็มน้ำ” ก็นับว่ามีความสุขสุดๆ แล้ว

เพลง พวงมาลัย

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (ครูเทพ)

เจ้าพวง (เอ๋ย) มาลัย

เจ้าร่วงพรูไป กลับกลายเป็นลูกจ้าง

ไร่นาหาไม่ ได้อาศัยเขาบ้าง

หรือมิฉะนั้นนายห้าง ก็หาที่อยู่ให้เอง

(ลูกคู่)

แรง (เอ๋ย) แรงงานไทย เจ้าศิวิไลซ์สติไปจากนา

ที่ดินทวีค่า ตัวเจ้าก็น่าจนจริง

เจ้าแรง (เอ๋ย) แรงงานเอย

เปลี่ยนจากงานบ้าน กลายเป็นงานฉุกละหุก

บ่อทอง บ่อถ่าน บ่อน้ำมัน เหมืองดีบุก

บ่อพลอย พลอยสนุก หรือพลอยทุกข์ก็ตามที

(ลูกคู่)

กรรม (เอ๋ย) กรรมกร กรรมหรือจู่จรจัดให้

ทิ้งนาทิ้งไร่ ไพล่เป็นกรรมกรเอย

เจ้าแรง (เอ๋ย) แรงงานเอย

ต้องปฏิบัติการ ตามกำหนดของสำนัก

เหงื่อไหลไคลย้อย วันละน้อยชั่วโมงพัก

นับว่าเป็นงานหนัก ตามศักดิ์ลูกจ้างเอย

(ลูกคู่)

เจ้าแรง (เอ๋ย) แรงงานไทย จะถึงต้องไกลจากบ้าน

ไปเที่ยวหางาน ฐานลูกจ้างเขาเอย

เจ้าแรง (เอ๋ย) แรงงานเรา

ไร่นาพ่อค้าเขา มีทุนมาลงมากมาย

เจ้าสู้ไม่ได้ เจ้าก็ไพล่โอนขาย

ตัวเจ้าจึ่งกลาย เป็นลูกจ้างเขาเอย

(ลูกคู่)

แรง (เอ๋ย) แรงงานเรา จะมีแต่เมารายได้

เขาทำการใหญ่ ไล่เจ้าจนแต้มเอย

ไม่น่าเชื่อว่า 60 กว่าปีมาแล้ว จะมีแรงงานจากไร่นาเข้าหางานทำในเมือง หากไร่นาไม่ใช่ “สวรรค์บ้านนา” จริงๆ แล้ว ป่านนี้เราคงไม่มีข้าวกินแน่นอน ดังนั้น เมื่อรวงข้าวเต็มนา เก็บเกี่ยวมานวด ร่วมแรงรวมใจนวดเป็นเมล็ดข้าว ด้วยสุขสามัคคี กับการ “สงฟาง พานฟาง” ดังกลอนเพลงที่ขับกล่อมกันว่า…

พานเถิดหนาแม่พาน พี่มานั่งรอบขอบลาน มาช่วยน้องพายฟาง (เอ่ย)

ส่งเถิดหนาแม่สง แม่คิ้วต่อคอระหง ขอเชิญแม่สงฟาง (เอ่ย)

พฤกษามหัศจรรย์ โภชนาพรรณพืชสีม่วง

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษามหัศจรรย์ โภชนาพรรณพืชสีม่วง

PHYTONUTRIENT หมายถึง สารพฤกษาเคมี

เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นไม่ได้ ต้องได้รับจากพืชพันธุ์ชนิดต่างๆ เท่านั้น

ดังนั้น สีสันของพืชผัก ผลไม้ ก็เป็นสีสันของสุขภาพชีวิต

เราสามารถแบ่งจัดกลุ่มสีสันพืชผัก ผลไม้ ได้ถึง 5 สี และสีที่มีอยู่ในแต่ละพืชพรรณที่มีสารพฤกษาเคมีอยู่นั้น เป็นสีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นเม็ดสีที่พืชสร้างขึ้นตามแต่ลักษณะของพืชผัก ผลไม้ แต่ละสายพันธุ์นั้นๆ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกคุณสมบัติสารอาหาร ที่แตกต่างกันทั้ง 5 สี 5 กลุ่มใหญ่ๆ

จากการศึกษาวิจัยหลายสถาบัน พบว่า ในพืชผัก ผลไม้ แต่ละสี จะมีไฟโตนิวเทรียนที่มีประโยชน์ต่างกันไป ดังนั้น การที่จะได้รับสารอาหารครบถ้วนและหลากหลายต่อวัน หรือแต่ละวัน ควรกระจายรับประทานทุกๆ กลุ่มสี สลับหมุนเวียนกันไป เนื่องจากสีของพืชจะเป็นตัวบอกว่า พืชชนิดไหนกินได้หรือไม่ได้ หรือสีที่เปลี่ยนตามอายุเมื่อใกล้สุกเป็นตัวบอกรสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการได้เช่นกัน มีนักโภชนาการชาวต่างประเทศท่านหนึ่ง เขียนหนังสือชื่อว่า “What color your diet” ได้สาธยายครอบคลุมเกี่ยวกับพืชผัก ผลไม้ จะมีสารที่ให้สีตามธรรมชาติ ที่เรียกว่า “คาโรทีนอยด์” ซึ่งเป็นสารประกอบทางเคมีที่สามารถดูดซับแสงสว่าง และเป็นตัวกำหนดสีสันของพืชผักนั้นๆ นักวิทยาศาสตร์ประเมินกันว่า คาโรทีนอยด์ที่สกัดจากพืชและสัตว์ มีอยู่ถึง 700 ชนิด คิดเป็นพืชผัก ผลไม้ ที่เราใช้รับประทานเป็นอาหาร ได้ราวๆ 50-60 ชนิด คาโรทีนอยด์พวกนี้มีรูปแบบการแตกตัวพิเศษในร่างกาย โดยมีเกิดในกระบวนการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านลำไส้เล็ก จากนั้นก็แยกย้ายไปอยู่ตามเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ มีคุณสมบัติในการต้านสารอนุมูลอิสระ ให้กระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายที่จำเป็นต้องจัดการให้เกิดความสมดุลกับการทำงานของ DNA

ผัก ผลไม้สีเขียว มี คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดการเกิดริ้วรอย มีไฟเบอร์สูง ขับถ่ายดี ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง

ผัก ผลไม้สีแดง มี ไลโคปีน (Lycopene) และเบตาไซซีน (Betacycin) มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก ป้องกันความจำเสื่อม ลดไขมันในเส้นเลือด

ผัก ผลไม้สีเหลือง, ส้ม มี ลูทีน (Lutein) และเบตาแคโรทีน (Betacarotene) บำรุง ป้องกันความเสื่อมดวงตา ลดคอเลสเตอรอล ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความจำเสื่อมของเซลล์

ผัก ผลไม้สีขาว, สีน้ำตาลอ่อน มี แซนโทน (Xanthone) กรดไซแนปติก และอัลลิซิน (Allicin) รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิต ต้านอนุมูลอิสระ

ผัก ผลไม้สีน้ำเงิน สีม่วง มีแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) มีคุณสมบัติลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ยับยั้งอาการอาหารเป็นพิษ บำรุงเส้นผม กระตุ้นการทำงานของเซลล์ ผักสีม่วง หรือสีน้ำเงิน ถ้าเป็นดอกไม้เราจะนึกถึงดอกอัญชัน และยังมีสารฟีนอลอยู่มาก ซึ่งช่วยชะลอความแก่ชราได้เป็นอย่างดี

สำหรับพืชผัก ผลไม้ที่มีสีม่วง หรือน้ำเงินม่วง มีมากมายหลายชนิดพันธุ์ และหลายลักษณะพรรณ ได้แก่ ผลหม่อนสด ว่านกาบหอย กะหล่ำปลีสีม่วง ถั่วฝักยาวสีม่วง ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง มันสีม่วง มะเขือม่วง ชวนชม ปทุมมา ม่วงเทพรัตน์ พชรดีไลท์ กระชายดำ อัญชัน หน้าวัว บัวนิโลบล บัวผัน บัวเผื่อน เบญจมาศ โตเกียวบลู องุ่น มังคุด เสาวรส แก้วมังกร ซึ่งจะขอกล่าวถึงผัก ผลไม้ ที่เรานำมาแปรรูปเป็นโภชนาการ เป็นอาหารที่เรารู้จักกันดี

กะหล่ำปลีสีม่วง ลักษณะลำต้นสั้นมาก ไม่แตกแขนง ใบเรียงซ้อนเป็นปลีสลับซ้อนกันแน่น แผ่นใบเรียบ มีไขเคลือบสีม่วงแดง ออกดอกเป็นช่อ มีกลีบเลี้ยง กะกล่ำปลีสีม่วงชอบอากาศเย็นบนภูเขาสูง มีคุณค่าเชิงโภชนาการสูง ให้พลังงานแก่ร่างกาย ประกอบด้วย ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร น้ำตาล โปรตีน แคลเซียม โพแทสเซียม เป็นพืชมีใยอาหารสูง รสชาติรับรู้ความขมได้มากกว่าพันธุ์สีขาวทั่วไป เพราะมีสาร intypin ช่วยเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย และกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงตับ ไต ถุงน้ำดี และมีธาตุเหล็กมาก

ถั่วฝักยาวสีม่วง พันธุ์สิรินธร มีกลีบกลาง ดอกสีม่วงอ่อน ฝักสดเป็นสีม่วงอมแดง สีปลายฝักเป็นสีเขียว เนื้อหนา ออกผลผลิตดีในช่วงหน้าร้อนและหน้าฝน ปลูกได้ทุกสภาพดิน มีคุณค่าทางโภชนาการด้านเส้นใยอาหาร มีทั้งเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกาย และชนิดไม่ละลายน้ำ ช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน ช่วยระบบขับถ่ายทำงานได้ดี มีทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินซี และสารแอนโทไซยานิน

ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง เป็นพืชตระกูลเดียวกับหญ้า มีลำต้นสูงได้มากกว่า 2 เมตร ฝักและเมล็ดมีสีม่วงดำเข้ม เมล็ดสะท้อนแสงแวววาวคล้ายสีนิล รสชาติเหนียว นุ่ม หวานนิด แค่ติดปลายลิ้น แต่มีกลิ่นหอมแบบข้าวโพดพันธุ์พื้นเมือง มีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน เกลือแร่ มีเส้นใยหยาบ และวิตามินซี วิตามินอี มีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยป้องกันตาเสื่อม สารสีม่วงในเมล็ดมีคุณสมบัติช่วยลดอาการเกิดมะเร็งชนิดเนื้องอก ต่อต้านเชื้อโรค เพิ่มการทำงานของเม็ดเลือดแดง ชะลอการเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด

มันสีม่วง พืชล้มลุก หัวใต้ดิน มีทั้งชนิดม่วงแดง ส้ม นวล และขาว มีหัวยาว หรือรูปกระสวย ลำต้นเลื้อยบนดิน หรือตั้งตรง และเลื้อยพันวัตถุขึ้นได้ทั่วทุกภูมิภาค มีชนิดมันเทศสีม่วงเข้ม มีสารแอนโทไซยานินสูง จะมีมันเทศที่นำเข้าจากญี่ปุ่น เป็นสารที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตัน ส่วนใบและยอดอ่อน ช่วยบำรุงสายตา มีสารลูทีน (Lutein)

มะเขือม่วง ให้พลังงาน มีโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร วิตามิน แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส โซเดียม และโพแทสเซียม มีสารต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่าวิตามินซีหลายเท่า

กระชายดำ ส่วนที่ใช้ประโยชน์คือ เหง้า หรือ หัว ใช้ได้ทั้งหัวสดและแบบแห้ง เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดิน อวบน้ำ เรียงต่อกันเป็นปุ่มปม สีม่วงเข้ม มีคุณสมบัติบำรุงฮอร์โมนเพศชาย เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ กระตุ้นระบบประสาท บำรุงประสาท ชะลอความแก่ เป็นยาอายุวัฒนะ ขับลม ขับปัสสาวะ ช่วยย่อย บำรุงเลือดในสตรี รักษาโรคปวดข้อ ปวดเมื่อย ปวดหลัง โรคภูมิแพ้ แต่มีข้อจำกัด ควรระวังในการใช้ประโยชน์ คือห้ามใช้ในเด็ก หรือผู้ป่วยโรคตับ

องุ่น เป็นไม้เลื้อยจำพวกเถา ซึ่งยาวได้ถึง 10 เมตร มีหนวดมือยึดเกาะ มีผลเป็นพวง มีผลย่อย เนื้อในผลฉ่ำน้ำ แปรรูปเป็นไวน์ได้ รับประทานผลสดได้ทั้งเปลือกผล น้ำมันองุ่นลดกรดในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์เป็นยาระบาย คุณสมบัติทางโภชนาการ ช่วยรักษาโรคความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด ใบและเถามีฤทธิ์เป็นยาสมานแผลสด ห้ามเลือดในริดสีดวงทวาร ราก เถา ใบ ใช้ภายนอกได้ดี คือรักษาฝี หนองอักเสบ แผลบวม ฟกช้ำ มีผลผลิตเกือบตลอดปี

มังคุด ขณะเป็นผลอ่อนมีสีเขียวอมขาว พอผลเริ่มแก่มีลายสีแดงๆ หรือม่วงแดง ชาวสวนเรียกลายนี้ว่า “สายเลือด” จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงจนถึงม่วงดำ ภายใน 2-5 วัน เปลือกผลหนา มีท่อน้ำยาง เป็นสารพวกแทนนิน มีรสขม ฝาด เป็นตัวช่วยลดการทำลายของแมลง มีส่วนเนื้อสีขาวใช้รับประทาน มีคุณสมบัติป้องกันโรคซึมเศร้า ลดความเครียด โรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน ระบบประสาท ระบบทางเดินหัวใจ ลดไขมันไม่ดี ป้องกันเกิดเซลล์มะเร็ง เสริมสร้างภูมิต้านทาน สร้างกระดูกฟันให้แข็งแรง มีใยอาหาร ป้องกันท้องผูก มีสารแทนนิน มีฤทธิ์สมานแผล ยับยั้งการเกิดโรคผิวหนัง รักษาสายตา

เสาวรส เป็นไม้เถา ผลรูปไข่ มีทั้งสีม่วง สีเหลือง สีน้ำตาลอมส้ม แล้วแต่ชนิดสายพันธุ์ มีเนื้อและเมล็ดจำนวนมาก รสชาติเปรี้ยวจัด และเปรี้ยวอมหวาน ช่วยเสริมสร้างร่างกาย เพราะมีสารฟลาโวนอยด์ เหมือนเบตาแคโรทีน มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคไข้หวัด โรคความดันโลหิต ป้องกันมะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก และมะเร็งลำไส้ บำรุงรักษาสายตา บำรุงและควบคุมการทำงานของหัวใจ มีไฟเบอร์สูง มีผลดีต่อระบบขับถ่าย ขจัดคอเลสเตอรอลในร่างกาย นำผลมาคั้นน้ำดื่ม ยอด ใช้รับประทานเป็นผักสด จิ้มน้ำพริกหรือแกงได้ มีรสขมเล็กน้อย เนื้อไม้ เป็นตำรับสมุนไพร ควบคุมธาตุ ถอนพิษ รักษาแผล ราก ต้มน้ำดื่มแก้ไข้ ใบ ตำคั้นน้ำถ่ายพยาธิ ดอก ขับเสมหะ แก้ไอ

แก้วมังกร เป็นไม้เลื้อย ลำต้นยาว ชอบที่โล่ง แสงแดดไม่แรงเกินไป มีรากทั้งในดินและรากอากาศ ดอกสีขาว กลีบยาวเรียงซ้อน บานตอนกลางคืน ผลรูปทรงกลมรี สีเปลือกผลดิบเป็นสีเขียว เมื่อสุกเป็นสีแดงม่วง หรือบานเย็น ช่วยสร้างภูมิต้านทานร่างกาย ปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ลดและคุมน้ำหนัก บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง ชุ่มชื้น ชะลอวัย และริ้วรอย กระตุ้นการขับน้ำนมสตรี ป้องกันโรคหัวใจ การอุดตันของหลอดเลือด โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ รักษาโรคเบาหวาน โลหิตจาง แก้อาการท้องผูก

ข้าวก่ำ เป็นชนิดข้าวเหนียวดำ คือข้าวพื้นบ้านทางภาคเหนือ และภาคอีสาน ลักษณะที่โดดเด่นคือ มีสีม่วงทั้งลำต้นและเมล็ด ส่วนใหญ่นิยมนำมาบริโภคทั้งรูปแบบของขนม หรือของหวาน จากข้อมูลงานวิจัย พบว่า ที่มีสีม่วงของเปลือกหุ้มเมล็ด มีสารสำคัญ ทั้งแอนโทไซยานิน และแกมมาออริซานอล มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค เป็นข้าวปลูกที่ไวต่อช่วงแสง อายุประมาณ 130 วัน คุณภาพข้าวสุกนุ่ม เหนียว จากสารทั้ง 2 อย่างในเมล็ดข้าว มีคุณสมบัติช่วยการหมุนเวียนกระแสโลหิต ชะลอการเสื่อมของเซลล์ร่างกาย ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร เพิ่มฮอร์โมนอินซูลิน

นอกจากนั้น ยังมีไม้ดอกหรือประเภทดอกไม้สีม่วงที่ให้ประโยชน์ ทั้งด้านบริโภค หรือมีสรรพคุณทางยา เป็นพฤกษาโอสถได้เช่นกัน ได้แก่

หม่อนผลสด ผลโตเป็นช่อ เมื่อสุกมีสีม่วงดำ รสเปรี้ยวอมหวาน นิยมมาทำแยม หรือนำแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ หม่อนที่กินผลสุกมีคุณค่าทางการโภชนาการสูง ทำได้ทั้งน้ำผลหม่อน หรือไวน์หม่อนได้ และทำชาใบหม่อน เป็นที่นิยมดื่มด้วย ส่วนสรรพคุณทางยา แก้โรคไขข้ออักเสบ บำรุงหัวใจ สายตา

ว่านกาบหอย ใช้ใบตากแห้งเก็บไว้ใช้ได้ ใช้ดอกที่โตเต็มที่ตากแห้ง หรืออบด้วยไอน้ำ แล้วตากแห้งเก็บไว้ใช้ มีสรรพคุณทางยา แก้ร้อนใน แก้ไอ อาเจียน ฟกช้ำภายใน แก้โรคบิด ดอก รสชุ่มเย็น ต้มกับเนื้อหมูรับประทาน ขับเสมหะ

อัญชัน เป็นไม้เถาเลื้อย ดอกใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางประเภทแชมพูสระผม และใช้สีจากดอกเป็นส่วนผสมในขนม และอาหารหลายอย่าง เมล็ดใช้เป็นยาระบาย ดอก ตำพอก หรือคั้นน้ำ แก้ฟกช้ำ บวม แก้พิษแมลงกัดต่อย และใช้สระผมหรือคั้นน้ำทาผิวหนัง ส่วนที่ต้องการให้มีเส้นผมและเส้นขน เช่น ขนคิ้ว ใบและราก ฝนเอาน้ำหยอดตา ผสมยาสีฟัน แก้ปวดฟันได้

ส่วนพืชดอกต้นไม้อื่นในกลุ่มพืชสีม่วงที่มีประโยชน์หลายรูปแบบ ได้แก่ บัวชนิดต่างๆ เช่น บัวผัน ผัวเผื่อน

เบญจมาศ ที่มีความสามารถด้านประสิทธิภาพในการดูดสารพิษ เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ เบนซิน และแอมโมเนียได้ดี

โตเกียวบลู เป็นทั้งไม้ตัดดอกและไม้กระถาง ช่อดอกตั้งตรง และช่อยาว

ชวนชม ไม้ดอกชมพูม่วง กลีบดอกติดกันเป็นหลอด เจริญเป็นทรงพุ่ม

ดอกรัก ไม้ต้นลักษณะทรงพุ่ม ชูช่อดอกสวยงาม มีทั้งชนิดดอกสีขาวและดอกรักสีม่วง ไม้ดอกชื่อดี มีความหมาย ขอนำมาใช้เป็นตัวแทนเสียงเพลงแทนพืชพรรณสีม่วงอื่นๆ ที่ได้เอ่ยถึงมาแล้ว

กล่าวได้ว่า พืชพรรณทุกสายพันธุ์แต่ละกลุ่มสีมีของดี เป็นคุณภาพสำหรับสุขภาพผู้คนทุกระดับ เพศ อายุ และทุกระดับศักดิ์ศรีก็ต้องรับประทาน

เพลง ดอกรักสีม่วง

จินตนา สุขสถิตย์ ขับร้อง

ม่วงเอ๋ยม่วงอ่อน กลีบเกสรดอกรักจับใจหลง ถึงดอกไม้ใดอื่นทั้งหมื่นดง จะยิ่งยงสมญากว่ารักหรือ

ประมวลคำล้ำค่ามาทั้งโลก แสนสะโหลกมาสยบ ซบรักชื่อ ดอกรักนี้มีอาถรรพ์ออกลั่นลือ ดอกรักคือม่วงอ่อนรอนรอนใจ

แม้ว่าคำร้องเนื้อเพลงสั้นๆ แต่ด้วยจินตนารมย์ บรมครูนักแต่งเพลง และผู้ให้ทำนอง ระดับฟังลมพัดแปลงให้เป็นทำนองเพลงดุจมาจากเสียงสวรรค์ อย่าง ครูสง่า อารัมภีร และ ครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ แล้ว เพียงไม่กี่บรรทัด สามารถมองเห็นทุกอย่างล่องลอยดั่งจินตนาการ

ดอกไม้ พืชผักสีม่วง ที่ให้ประโยชน์โภชนาการกับสุขภาพผู้คน แม้รูปลักษณ์จะต่างกัน แต่สีสันแห่งคุณภาพที่เป็นคุณสมบัติประจำตัวของเหล่าพฤกษาสีม่วงนั้น ประทับใจทั้งประโยชน์โภชผล และความสวยงามแห่งสีสันที่ผ่านสายตา จึงอยากจะกล่าวว่า

ทุกเฉดสี มีดีที่ประโยชน์

เป็นของโปรดโภชนามาเสนอ

อยากชักชวนแบ่งปันฉันและเธอ

และอย่าเผลอทิ้งขว้างให้ห่างกาย

ด้วยพืชพรรณสีม่วงทุกพวงดอก

จะขอบอกว่าทุกส่วนล้วนดีหลาย

บริโภคหมุนเวียนเปลี่ยนสีลาย

สุขภาพทั้งจิตกายได้สมบูรณ์

พฤกษาคุณค่าไวน์ ผลไม้หมัก เพราะ…รักสุขภาพ

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาคุณค่าไวน์ ผลไม้หมัก เพราะ…รักสุขภาพ

The discovery of wine is of greater moment than the discovery of a constellation. The universe is to full of stars.

การค้นพบไวน์ เป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่กว่าการค้นพบกลุ่มดาว เพราะในจักรวาลนั้นเต็มไปด้วยดวงดาว (ไม่ใช่เรื่องตื่นเต้นที่จะพบดวงดาวเพิ่ม)

Wine brings gladness to the heart and cheerfulness to the mind.

เมื่อดื่มไวน์ หัวใจจะเป็นสุข และจิตใจจะชื่นบาน

The juice of the grape is given to him who will use it wisely.

น้ำหวานจากผลองุ่น ควรมอบให้แก่คนฉลาด ผู้ที่รู้ว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไรเท่านั้น

A feast is made for laughter and wine maketh merry.

งานเลี้ยงจัดขึ้นเพื่อให้ได้หัวเราะกัน ไวน์นั้นเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความสุขสันต์

A rich meal without wine is like and expensive automobile equipped with hard rubber tires.

อาหารเลิศรสที่ปราศจากไวน์ ก็เปรียบเสมือนรถยนต์ราคาแพง…ที่ใส่ยางตัน

Wine moistens and tempers the spirit, and lulls the cares of the mind to rest. Jt revives our joys, and is oil to the dying flame of life.

ไวน์ ให้ความชุ่มชื่น…มีชีวิตชีวา และช่วยทำให้จิตใจสงบ ไวน์กระตุ้นให้เกิดความหฤหรรษ์ และเติมเชื้อเพลิงให้ตะเกียงชีวิตอันริบหรี่ ลุกโพรงขึ้นอีกครั้ง

When a man tires of wine, be is tired of life.

เมื่อใดที่เราเบื่อไวน์ เมื่อนั้นเราจะเบื่อชีวิต

เป็นข้อความของ the Value of wine คุณค่าของไวน์ ที่รวบรวมไว้หลากหลายความคิด ความรู้สึกจากนักดื่มเพื่ออารมณ์และสุขภาพ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ ท่านศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี บันทึกไว้ในหนังสือ พืชสวน 50 ปี Horticulture

ศาสตราจารย์ปวิณ ปุญศรี ข้าราชการบำนาญ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับคำประกาศเกียรติคุณ เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในสาขาเกษตรศาสตร์ สำเร็จการศึกษาขั้นอนุปริญญากสิกรรมและสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาตรีทางพืชศาสตร์ และปริญญาโททางด้านพืชสวน จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเดวิส ประเทศสหรัฐอเมริกา

ในฐานะนักวิจัย ศาสตราจารย์ปวิณ ปุญศรี ได้ดำเนินการวิจัยทางด้านการพัฒนาการปลูกองุ่นในประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ จนสามารถเป็นสินค้าส่งออกของประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 ถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2512 ซึ่งเป็นปีเริ่มก่อตั้งโครงการหลวง ศาสตราจารย์ปวิณ ปุญศรี ได้เข้าปฏิบัติงานทางด้านวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมงานกับโครงการหลวงตลอดมา สำหรับในส่วนของบริหาร ศาสตราจารย์ปวิณ ปุญศรี ได้ปฏิบัติงานนับตั้งแต่เป็นคณะอาจารย์ ผู้ก่อตั้งภาควิชาพืชสวน เมื่อปี พ.ศ. 2499 เป็นต้นมาโดยลำดับ นับเป็นปรมาจารย์ทางด้านพืชสวน ที่เป็นนักวิชาการคนแรกของประเทศไทย ได้บริหารงานเป็นคณบดีคณะเกษตร ผู้อำนวยการงานเกษตรที่สูง รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ ประธานจัดตั้งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบเกษตรในเขตวิกฤต (ขยายงานจากงานเกษตรที่สูง) และที่ปรึกษาอธิการบดี

จากหนังสือ พืชสวน 50 ปี Horticulture จัดพิมพ์ครั้งแรก ปี พ.ศ. 2550 ซึ่งมีการจัดงานพืชสวน 50 ปี และเป็นปีที่ภาควิชาพืชสวนมีอายุครบ 50 ปีบริบูรณ์ ซึ่งภาควิชาได้ผลิตบัณฑิต ทั้ง ตรี โท และเอก มากกว่า 3,000 คน ได้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้น โดยมีเนื้อหาสาระจากข้อเขียนของนักวิจัย นักวิชาการพืชสวนไว้หลายหมวดหมู่ที่เป็นประโยชน์ต่อการนำมาใช้เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมีทั้งหมวดไม้ดอกไม้ประดับ หมวดพืชผัก หมวดไม้ผล รวมทั้งเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว และพืชสวนเพื่อสภาพแวดล้อม สำหรับในหมวดไม้ผล มีทั้งเรื่องราวของงานวิจัยและพัฒนาองุ่น และการกลายพันธุ์ขององุ่นพันธุ์ไวท์มะละกา ซึ่งอาจารย์ นักวิจัย ได้เรียบเรียงเรื่องราวไว้ และในหมวดนี้ ท่านศาสตราจารย์ปวิณ ปุญศรี ได้เขียนเรื่องคุณค่าของไวน์ ซึ่งได้นำเสนอไว้เป็นเบื้องต้นแล้ว ยังมีข้อเขียนเรื่อง “ไวน์กับสุขภาพ” โดย ศาสตราจารย์ปวิณ ปุญศรี ในโอกาสนี้จึงขออนุญาตสรุปมานำเสนอเพื่อเป็นพลังชีวิต และจิตใจที่เปี่ยมสุขดังที่กล่าวไว้ใน the value of wine

องุ่น เป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของโลก มีมากมายหลายชนิดพันธุ์ และมีลักษณะแตกต่างกันออกไป จึงทำให้เราได้เลือกใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม เช่น ใช้รับประทานสด ทำเหล้าองุ่น ทำองุ่นตากแห้ง หรือลูกเกด ทำน้ำคั้นองุ่น หรือองุ่นบรรจุกระป๋อง มีหลักฐานจากหนังสือ the kingdom of siam ในปี ค.ศ. 1988 ได้บันทึกหลักฐานว่ามีการปลูกองุ่นในสวนของพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2175-2231) องุ่นที่ทำเหล้าไวน์ขาว นิยมใช้พันธุ์ Chenin blance, Chardonnay, Sauvrignon blance.

องุ่นที่ทำเหล้าไวน์แดง ได้แก่ พันธุ์ Shiraz, Nebbiolo, Cabernet Sauvignon, Portugieser.

สำหรับองุ่นรับประทานสด จะมีทั้งผลสีเขียว-เหลือง, ผิวผลแดง-ดำ และมีทั้งชนิดมีเมล็ด และไม่มีเมล็ด

คำว่า ไวน์ ในเชิงวิชาการจะหมายถึง ไวน์ ที่หมักด้วยผลองุ่นได้แอลกอฮอล์ในน้ำหมักนั้นตามกรรมวิธีปฏิบัติการ แต่ “ไวน์” ที่หมักด้วยผลไม้อื่นๆ ทั่วๆ ไปที่ถูกต้อง จะเรียกว่า “ไวน์ผลไม้” จะใช้ผลไม้อะไร หรือเทคนิคใดๆ ตามเหมาะสม

การที่ไวน์ได้รับการสรรเสริญทั่วโลกนั้น ปัจจุบัน มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนมากขึ้น และมีเรื่องหนึ่งที่พูดกันมากคือ เรื่อง The Frence Paradox ซึ่ง ศาสตราจารย์ปวิณ ปุญศรี ได้อ่านและกล่าวว่า รู้สึกสมควรที่จะนำมาบอกต่อๆ กันไปให้พวกคอไวน์ได้รับรู้ จะได้เอาไว้เถียงกับคนที่คอยห้ามไม่ให้เราดื่มไวน์ คำว่า Paradox หมายถึงเรื่องจริงที่เหลือเชื่อ เกี่ยวข้องกับเรื่องไวน์ตรงที่มีการเก็บสถิติว่า ชาวฝรั่งเศสโดยเฉลี่ยแล้ว กินอาหารที่มีไขมันมากกว่าคนอเมริกัน สูบบุหรี่มากกว่า และออกกำลังกายน้อยกว่า แต่ดื่มไวน์มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบค่าทางสถิติแล้วพบว่า ชาวฝรั่งเศสไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจ และชาวอเมริกันมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากกว่าชาวฝรั่งเศส ถึง 3 เท่า ขณะที่พบว่า ชาวอเมริกันชอบดื่มเบียร์ หรือเหล้า เมื่อปี พ.ศ. 2536 ในการประชุมเรื่อง International Conference on the Diets of Mediterranean คณะนักวิจัย จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้นำเสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับโภชนาการ และยอมรับในความสำคัญของลักษณะอาหาร รวมทั้งการดื่มไวน์พร้อมอาหาร จะช่วยลดอันตรายในเรื่องโรคหัวใจได้

มีข้อมูลชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ แสดงส่วนดีของไวน์ที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจนั้น มิใช่อยู่ที่ส่วนของแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่อยู่ที่ส่วนผสมอื่นๆ ด้วย มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ catechins ซึ่งจะช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดปลอดโปร่ง และมีสารประกอบ phenol ในไวน์ เป็นสารทำให้รสชาติความฝาด ส่วนการที่เราเก็บบ่ม (aging) ไว้นาน ทั้งไวน์แดงและไวน์ขาว ก็มีสาร phend มากพอที่มีคุณสมบัติในการป้องกันโรคหัวใจได้ ก็ควรจะดื่มทั้งสองอย่างตามชนิดของอาหาร ในส่วนของแอลกอฮอล์ที่มีอยู่ในไวน์ มีผลงานวิจัยมากมายตรงกัน ว่าจะมีส่วนช่วยลดเรื่อง Heart attack และเรื่องเส้นเลือดอุดตัน ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ช่วยป้องกันอันตรายจากคอเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) อย่างไรก็ตาม ก็มีกติกาในการดื่ม คือ ควรดื่มเพียง 2 แก้ว ต่อวัน และควรดื่มพร้อมอาหาร

ในส่วนน้ำไวน์ที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ ส่วนประกอบที่สำคัญอีกอย่างคือ สารที่ได้จากเปลือกและเมล็ด ซึ่งได้จากระหว่างการหมัก วัตถุดิบจากเปลือกนี้จะทำให้สาร antioxidants ที่มีอยู่มากในเปลือกและเมล็ดละลายออกมาอยู่ในน้ำไวน์ ที่สำคัญมากมีประโยชน์คือ Tannins มีอยู่ในเมล็ด เปลือกและก้าน ซึ่งประกอบด้วยสาร Catechins เป็นหลัก ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น antioxidants และสารสำคัญเหล่านี้รู้จักกันในชื่อรวมๆ ว่า Pycnogenols

ได้กล่าวถึงคุณประโยชน์ของไวน์ในแง่ลดความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจ และช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตัน รวมทั้งสารที่มีประโยชน์ในน้ำหมักแล้ว ไวน์ยังมีประโยชน์และคุณค่าในคุณสมบัติอื่นๆ หลากหลายต่อสุขภาพอีกมาก

ไวน์ช่วยเรียกน้ำย่อย การเลือกดื่มไวน์ที่เหมาะสมจะช่วยเรียกน้ำย่อย และทำให้ระบบย่อยอาหารรู้สึกตัว เตรียมพร้อมที่จะย่อยอาหารต่อไป เช่น แชมเปญจ์ ชนิด Extra dry คือไม่หวานเลย หรืออีกชนิดคือ sparkling wine

ไวน์ช่วยให้อาหารอร่อยขึ้น เป็นการเพิ่มความโอชะให้อาหาร ถ้าเลือกไวน์ที่เข้ากับอาหารได้ดี ก็ทำให้เป็นการเจริญอาหาร enjoy eating

โรคปวดท้องเพราะความเครียด คนที่เป็นโรคปวดท้อง อาจเกิดจากความเครียด เพราะร่างกายสร้างกรดในกระเพาะอาหารมาก ถ้าดื่มไวน์ที่มีกรดน้อย และมีแคลเซียมสูง เช่น ไวน์จากแคว้น Anjou หรือไวน์หวาน จาก Sauternes และ Barsac ดื่มเป็นประจำก็มีโอกาสหายจากโรคได้ในไม่ช้า

โรคท้องผูก ไวน์ที่ช่วยรักษาโรคนี้ได้ ได้แก่ ไวน์หวาน จากแคว้น Anjou ซึ่งมี glycerol และ sorbitol สูง

โรคท้องร่วง ถ้าเป็นโรคนี้ จะต้องดื่มไวน์ Medoc ซึ่งมีแทนนินสูง

ช่วยขับปัสสาวะ ไวน์ขาวหลายชนิด มีคุณสมบัติขับปัสสาวะได้ดี เช่น ไวน์จาก Alsace และ Savoy ทำให้ปัสสาวะใส สะอาด นอกจากนั้น ยังเชื่อกันว่าป้องกันโรคเก๊าต์ และโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้ด้วย

โรคปวดข้อ ควรดื่มไวน์ขาว ที่ใช้กำมะถันรมในกรรมวิธีหมักไวน์ เช่น Blancs de Blancs หรือไวน์จาก Alsace หรือ Crepy จะดีมาก

อาการติดเชื้อ บางครั้งร่างกายเราเกิดได้รับเชื้อโรคที่แปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย ไวรัส การดื่มไวน์แดงบางชนิด ซึ่งมีสาร ocnidol มีคุณสมบัติด้านปฏิชีวนะ และสำหรับไวน์ขาวชนิดไม่หวานจะช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรีย เมื่อดื่มร่วมกับหอยนางรม

ไวน์กับอาการฟื้นไข้ เมื่อไม่สบาย ติดเชื้อไข้หวัด อ่อนระโหยโรยแรง ไวน์ที่มีแร่ธาตุ เกลือ และเหล็กมากๆ จะทำให้ฟื้นไข้ได้เร็ว เช่น ไวน์แดงจากแคว้นเบอร์กันดี

จะเห็นได้ว่า ไวน์ช่วยบำรุงรักษาสุขภาพได้เป็นอย่างดี ที่จะบรรเทาสารพัดโรคให้ทุเลา หรือป้องกันการเกิดอันตรายกับร่างกายได้ ตั้งแต่ โรคภูมิแพ้ เบื่ออาหาร พิษจากแบคทีเรีย โรคหัวใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบย่อยอาหารและลำไส้ โรคข้ออักเสบ โรคขาดแร่ธาตุ รวมถึงโรคเกี่ยวกับโลหิต ช่วยให้สูบฉีดกระปรี้กระเปร่า

องุ่นสมัยแรกๆ ที่นิยมปลูกเป็นการค้า มี 2 พันธุ์ คือ คาร์ดินัล และไวท์มะละกา แต่สำหรับพันธุ์ที่สำคัญของประเทศไทย ทั้งปัจจุบันและอนาคต มีทั้งองุ่นรับประทานสดชนิดมีเมล็ด สีผิวผลสีเขียว-เหลือง ชนิดมีเมล็ด สีผิวผลแดง-ดำ องุ่นชนิดไม่มีเมล็ด สีผิวผลเขียว-เหลือง และองุ่นรับประทานสดไม่มีเมล็ด สีผิวผลแดง-ดำ สำหรับองุ่นทำเหล้าไวน์ขาว ไวน์แดง ก็มีปลูกในประเทศไทยมากพันธุ์เช่นกัน

เรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ในไวน์ คือ มีงานวิจัยยืนยันว่า แอลกอฮอล์จะไปกระตุ้นเซลล์สมองในเรื่องความจำ และความคิดอ่านเกี่ยวกับการใช้สมองสำหรับผู้สูงอายุ (หมายถึงดื่มในอัตราที่ถูกต้อง) ถ้าท่านผู้ใดเชื่อมั่นในงานวิจัยกรณีนี้ ก็อย่าเพิ่งนำไปใช้เป็นข้ออ้างอิง โดยถือโอกาสดื่มไวน์ เช้า-เย็น เพื่อกระตุ้นเซลล์สมอง แล้วอ้างว่าป้องกัน “ความจำเสื่อม” ก็แล้วกันนะท่านๆ คอไวน์

เพลง ชวนหมัก

คำร้อง-ทำนอง “น้ำหมักป้าเช็ง”

มาซิพวกเรามา เช็งจะพาหมักด้วยกัน มาร่วมด้วยช่วยฝันหมักกันทุกบ้านทั่วไทย ขจัดขยะหมดเมือง รุ่งเรืองสว่างไสว ร่วมหมักทั่วแผ่นดินไทย โรคภัยไข้เจ็บไม่มี

ไม่เจ็บประเทศไม่จน ทุกคนอยู่ดีกินดี สมัครรักสามัคคี แฮปปี้สบายสบาย ควรหมักเอาไว้ใช้เอง หน้าเด้งอย่างกับดาวราย สวยหล่อแข็งแรงสุดท้าย สบายก็ไร้โรคา

เริ่มหมัก หมอ ยอ ป้อมเพชร ลิ้นจี่ ลำไย แยกหมักกันไว้หนึ่งปีแล้วรวมกันนา สิบปีให้หลังพลังสำคัญกลับมาเป็นน้ำมหาบำบัดช่วยได้ทุกคน

มาซิพวกเรามา ชวนหมักไปทั่วแห่งหน ป้องกันโรคร้ายหายจน มวลชนอยู่รอดปลอดภัย เปิดทีวีช่องซุปเปอร์เช็ง ผู้หมักกันเองบอกไว้ สรรพคุณบำบัดยิ่งใหญ่ ถูกใจไปทั่วทุกคน

พยายามที่จะหาบทเพลงเกี่ยวกับ “ไวน์” มาประกอบ พบแต่เพลง “เหล้าจ๋า” ขับร้องโดย คุณสุชาติ เทียนทอง และ เพลง “แม้พี่นี้จะขี้เมา” ขับร้องโดย คุณนริศ อารีย์ แต่ก็เคยใช้มาแล้วทั้ง 2 เพลง ตั้งแต่ พ.ศ. 2552 เนื่องจากเคยเขียนถึง “พฤกษาสุราเมรัย” สำหรับครั้งนี้กล่าวถึงเรื่องไวน์ที่ได้จากการหมักโดยตรง ก็จึงถือโอกาสนำเพลงที่มีกรรมวิธีหมักเช่นกัน แต่เป็นการ “หมักน้ำชีวภาพ” ของป้าเช็ง วัตถุดิบก็ใช้ผลไม้อย่างเดียวกันได้ ลิ้นจี่ ส้ม สมอ ลูกยอ สตรอเบอรี่ องุ่น แอปเปิ้ล มะขามป้อม มะยม สับปะรด และแม้แต่บอระเพ็ด เปิดเผยวิธีการหมัก โดย “เคล็ดไม่ลับ เอนไซม์ By ป้าเช็ง” ถ้าศึกษาวิธีทำน้ำหมักชีวภาพ ตามหลักวิธีถูกต้อง หรือการหมักผลไม้ให้เกิดแอลกอฮอล์ได้เป็นผลผลิต “ไวน์” ก็ให้คุณค่าประโยชน์ต่อสุขภาพได้ หากรู้จักใช้ตามหลักวิชาการ

สมัยพุทธกาล มีศีลข้อ 5 เป็นข้อห้าม แต่สมัยปัจจุบัน ถูกแปลงว่า “สุรามีระยะระยะ มัชฌิมะปฏิบัตา เวระมิมีฐถานา” อรรถาธิบายว่า “สุรามีเป็นระยะ คือปฏิบัติเป็นทางสายกลาง ไม่มีเวรในอาตมา” แล้วท่องคติว่า “จิบไวน์วันละนิด สุขภาพจิตสดใส รสซ่าชื่นใจ จิบเมรัยหมักเอง”

พฤกษานาปรัง ถูกหยุดยั้ง รอความหวังจาก…น้ำ

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05025150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษานาปรัง ถูกหยุดยั้ง รอความหวังจาก…น้ำ

“ฤดูแล้ง มีความหมายชัดเจนในตัวเอง หมายถึงฤดูกาลที่แห้งแล้ง ไม่มีฝน หากจะตกบ้างก็เล็กน้อยมาก คนไทยต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง เช่น หันไปปลูกพืชทนแล้งที่ใช้น้ำน้อย น้ำกิน น้ำใช้ ในครัวเรือน ส่วนหนึ่งอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติที่ยังหลงเหลืออยู่ หรือบ่อน้ำที่ขุดไว้ อีกส่วนใช้น้ำในตุ่ม หรือในโอ่ง ที่รองเก็บไว้ในช่วงหน้าฝน อาหารการกินก็ปรุงจากภูมิปัญญาที่มุ่งหมายให้ร่างกายเย็นลง เป็นต้น

ในสังคมเกษตรกรรมอย่างประเทศไทย ที่ผ่านมามีข้อพิสูจน์ชัดแจ้งแล้วว่า ระหว่างพื้นที่ชลประทาน กับพื้นที่นอกเขตชลประทาน มีความแตกต่างกันอย่างมากมาย ไม่ว่าผลผลิต รอบการผลิต ระดับรายได้ความเป็นอยู่ ก็ด้วยปัจจัยความมั่นคงด้านน้ำเป็นเครื่องชี้ขาด…ฯลฯ”

เป็นส่วนหนึ่งของข้อความ จากหัวข้อ “เครื่องค้ำประกันฤดูแล้ง” โดยกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เขียนไว้ในหนังสือ “น้ำเพื่อชีวิตเพื่อเศรษฐกิจไทย” ซึ่งเป็นเอกสารย้ำให้เห็นความสำคัญของน้ำ และความจำเป็นในการพัฒนาแหล่งน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม เพราะตระหนักดีว่า ทรัพยากรน้ำสำคัญต่อทุกชีวิตบนผืนแผ่นดินไทย และจำเป็นต้องเข้าไปจัดการมากกว่าปล่อยตามยถากรรม

หน้าแล้ง เป็นวัฏจักรธรรมชาติ เป็นมาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นในช่วงที่ประชากรยังน้อย สภาพทั่วไปยังอุดมสมบูรณ์ ความเดือดร้อนจึงไม่สู้มากนัก จนเมื่อประชากรขยายตัวมากขึ้น ความเดือดร้อนจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องหาทางแก้ไข มนุษย์จึงต้องสั่งสม เรียนรู้การเอาชีวิตรอดมาเป็นลำดับ เช่น การเก็บสะสมอาหารจำพวกเมล็ดธัญพืช หรือเนื้อสัตว์จากป่า จนพัฒนามาเป็นการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ แทนการอาศัยธรรมชาติฝ่ายเดียว และเพื่อความมั่นคงอยู่รอดในระยะยาว มนุษย์ยังเพียรพยายามสร้างความมั่นคงด้านน้ำควบคู่กับอาหาร

เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ระบบชลประทาน คือนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงของชีวิตที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมา เพื่อบริหารจัดการน้ำที่มีอย่างจำกัด ควบคู่กับการผลิตอาหารที่มนุษย์เองมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อย และด้วยเหตุนี้ ในด้านเกษตรกรรม ก็มีเหตุผลว่า ทำไม เกษตรกร หรือผู้คนในชนบท จึงอยากได้นวัตกรรมความมั่นคงของชีวิต อย่าง เขื่อน อ่างเก็บน้ำ และระบบชลประทาน กันนักหนา และนับวันความต้องการมากขึ้น แม้ว่าทางด้านกระแสอนุรักษ์จะมีเหตุผลในการคัดค้านตามมาก็ตามที นี่คือข้อคิดจากหัวข้อ “เครื่องค้ำประกันฤดูแล้ง” ที่กลุ่มประชาสัมพันธ์ฯ เขียนไว้ ตั้งแต่ 20 มกราคา 2557

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 2-3 ทศวรรษ ประเทศไทยมีชื่อเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวเป็น อันดับ 1 ของโลก เนื่องจากมีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวมากมายอีกครั้งหนึ่งของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งประเทศ และด้วยรอบการผลิตบางพื้นที่ทำนาปลูกข้าว ได้ผลผลิต 2-3 ครั้ง ต่อปี ทั้งๆ ที่ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคนี้ แต่ผลผลิตโดยรวมก็เป็นผู้นำ

พื้นที่เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญที่สุด ทั้งความเหมาะสมตามธรรมชาติเป็นที่ราบลุ่ม มีปริมาณน้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำหลักถึง 4 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน แต่ความสมบูรณ์ที่ไม่เหมาะสม หรือความเกินพอก็เกิดขึ้นได้จากการใช้โอกาสที่มีความขัดแย้งกับความเป็นจริง เมื่อมีการปลูกข้าว ปีละ 3 ครั้ง และนอกเหนือจากนาปีแล้ว ยังมีนาปรัง ครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 ทำให้ไม่มีเวลาพักดิน ชาวนาอาจจะตระหนักดีว่า การทำนาปรัง ครั้งที่ 2 มีโอกาสขาดทุนสูง ทั้งปริมาณน้ำต้นทุนที่จำกัดจนถึงขั้นขาดแคลน การระบาดของโรคและแมลงศัตรู แต่จากนโยบายข้าวของประเทศ ก็ผลักดันให้ชาวนาโหมปลูกข้าวมากมายและต่อเนื่อง ก็เท่ากับการปิดโอกาสการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยหรือพักฟื้นดิน

ในหนังสือ น้ำเพื่อชีวิตเพื่อเศรษฐกิจไทย กล่าวไว้ในหัวข้อ “รักษาสมดุลอู่ข้าว อู่น้ำ” เมื่อวันจันทร์ที่ 3 มีนาคม 2557 ตอนหนึ่ง สรุปความว่า การทำนามากครั้ง ยังกระทบต่อทรัพยากรอื่นๆ เช่น การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดินที่มากเกินพอ ส่งผลเสียต่อความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดิน และสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ในดิน ซ้ำยังสร้างโรคและแมลงศัตรูข้าว ซึ่งล้วนมีผลต่อผลผลิตเฉลี่ยที่ลดลง และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น นอกจากนั้น ข้าว เป็นพืชที่สิ้นเปลืองน้ำมากกว่าพืชอื่น ทำให้ละเลยความจริงที่ว่า เบื้องหลังของน้ำในนาข้าวล้วนแบกต้นทุนมหาศาล เพราะน้ำปริมาณเดียวกันนี้ สามารถใช้ผลิตพืชอื่นได้ไม่น้อยค่ากว่าข้าว แถมยังเพิ่มทางเลือกให้ชาวนาแทนการปลูกข้าวด้วยความเคยชิน และแรงจูงใจเพียงครั้งคราว

แหล่งน้ำและปริมาณน้ำกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากหลายเหตุปัจจัย เช่น ปริมาณน้ำฝนบางครั้งลดน้อยลงมากจากสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างมากในทุกกิจกรรม ทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ปัญหาของประเทศไทยเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่า เพราะปมประเด็นสำคัญเกี่ยวข้องกับการทำนาปรัง ซึ่งเป็นการทำนาในฤดูแล้ง โดยเริ่มลงมือเพาะปลูกปลายปีก่อน แล้วมาเก็บเกี่ยวราวๆ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนมีนาคมของปีถัดไป ซึ่งต้นทุนน้ำถูกใช้ไปในกิจกรรมต่างๆ แล้วรอน้ำฝนเติมตามฤดูกาล

กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน เขียนไว้ในหนังสือ น้ำเพื่อชีวิตเพื่อเศรษฐกิจไทย ในหัวข้อเรื่อง “ทำไมถึงห้ามทำนาปรัง ครั้งที่ 2” สรุปความว่า ลำพังนาปรังครั้งแรกก็ดูดซับน้ำต้นทุนโขอยู่แล้ว และเป็นตัวการที่ทำให้เกิดภาวะน้ำเค็มรุกล้ำขึ้นสูงด้วย เพราะน้ำที่กรมชลประทานปล่อยจากอ่างเก็บน้ำลงมาสำหรับทุกกิจกรรมนั้น ล้วนอยู่ในลำน้ำเดียวกัน เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อทำนาปรังกันเกินกว่าแผนที่กำหนดไว้มากเกือบเท่าตัว ย่อมเท่ากับดึงน้ำต้นทุนจากลำน้ำเข้าสู่นาจำนวนมหาศาล ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงไปรักษาระบบนิเวศ หรือไล่น้ำเค็มในลำน้ำด้านท้ายลงไปย่อมร่อยหรอลง น้ำเค็มจึงดันไหลย้อนเข้ามาได้เป็นระยะทางไกล ประเทศไทยก็เริ่มมีข่าวน้ำทะเลรุกน้ำจืด จนน้ำประปาในบางพื้นที่มีรสเค็มแปร่งปร่า ในขณะเดียวกัน หลายพื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแห้งแล้งที่รัฐต้องให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน

จากข้อมูลที่บันทึกไว้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม 2557 ระบุไว้ว่า มีตัวอย่างเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ค่าความเค็มบริเวณตำบลสำแล อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ที่เป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตประปาของการประปานครหลวง มีค่าสูงถึง 1.95 กรัม/ลิตร อันเนื่องจากน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาถูกดึงไปใช้เพื่อทำนาปรังมาก สังเกตได้จากปริมาณการไหลของน้ำบริเวณอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดิมเคยมีถึง 150 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ลดเหลือเพียง 80 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เท่านั้น เมื่อใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง การใช้น้ำน้อยลง บวกกับการผันน้ำจากลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง ลงมาช่วยผลักดันน้ำเค็ม ทำให้ปริมาณน้ำบริเวณบางไทร กลับคืนอยู่ในระดับ 100 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ทำให้ความเค็มบริเวณตำบลสำแล ค่อยๆ ลดลง จนไม่เป็นอุปสรรคต่อคุณภาพการผลิตน้ำประปา

การทำนาปรังครั้งแรก ยังส่งผลกระทบถึงการรุกล้ำของน้ำเค็มได้ถึงเช่นนี้ จึงเป็นเหตุผลที่กรมชลประทานรณรงค์ให้มีการงดการทำนาปรัง ครั้งที่ 2 โดยขอให้เกษตรกรรอทำนาปีพร้อมกันทีเดียว ในช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปริมาณฝนจะมากพอ แต่การพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนไม่ได้สัดส่วน หรือสมดุลต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกกิจกรรม โอกาสที่จะเกิดสภาวะขาดแคลนน้ำก็เป็นไปได้สูงเช่นกัน ในทางกลับกันหากมีการทำนาปรัง ครั้งที่ 2 ที่เผชิญความเสี่ยงสูงจากฝนทิ้งช่วง ขาดน้ำในระบบชลประทานแล้ว ถ้าหากคิดว่าโชคดีจะมีฝน แต่ช่วงการเก็บเกี่ยว ถ้าหากเป็นช่วงมรสุมพัดผ่านเข้ามาและมีปริมาณน้ำฝนสูงมาก โอกาสที่จะถูกน้ำท่วมเสียหายของผลผลิตก็เกิดขึ้นได้อีกเช่นกัน

มีข้อมูลตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ในหัวข้อ “งดนาปรังสู่สมดุลน้ำ” ขออนุญาตสรุปนำเสนอเพื่อเป็นเหตุและผลที่จะพิจารณาการได้มาของผลผลิตและผลกระทบเมื่อใช้น้ำในปริมาณที่เกินกว่าขีดความสามารถของปริมาณน้ำ หรือแหล่งเก็บกักน้ำที่มีอยู่ รวมทั้งปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยที่ควรจะเป็นตามฤดูกาล สืบเนื่องมาจากการตัดสินใจของรัฐบาลที่ประกาศงดทำนาปรังในฤดูการผลิต 2557/2558 นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไป ด้วยมีข้อจำกัดหลายประการ

ประการแรก ปริมาณน้ำต้นทุน หรือน้ำใช้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางร่อยหรอลงมาก สอดคล้องกับข้อสมมติฐานก่อนถึงฤดูฝน ในปี 2557 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายว่ามีปริมาณฝนน้อย และไม่มีพายุไต้ฝุ่นพาดผ่านประเทศไทย ปริมาณน้ำใช้การในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเมื่อหักลบจากน้ำที่ต้องสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูฝน ปี 2558 การอุปโภค บริโภค การรักษาระบบนิเวศ และอื่นๆ แล้ว จะมีน้ำเหลือพอสำหรับที่จะส่งเสริมการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยได้ 8 แสนกว่าไร่เท่านั้น ซึ่งพอๆ กับปริมาณน้ำใช้การของลุ่มน้ำแม่กลอง

ประการที่สอง ประเทศไทยเผชิญปัญหาข้าวล้นสต๊อก จากนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ซึ่งทำให้มีสต๊อกข้าวเกินอยู่หลายล้านตัน กว่าจะระบายหมดก็ต้องใช้เวลานาน รวมทั้งราคาข้าวโลกตกต่ำ หากมีการทำนาปรังตามปกติ มีปริมาณข้าวล้นเติมเข้าสต๊อกเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งนั่นหมายถึงจะต้องทำให้ต้นทุนน้ำสำรองลดลงอีกเช่นกัน

รัฐบาลจึงมีทางออกเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก จ่ายเงินชดเชยชาวนาตามข้อกำหนด ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ แนวทางที่สอง จ้างงานเกษตรกรขุดลอกคู คลอง แหล่งน้ำ เพิ่มเสริมรายได้

การงดทำนาปรัง นอกจากจัดระเบียบการผลิตข้าวให้เข้าสู่จุดสมดุลแล้ว ยังเป็นการจัดสมดุลให้น้ำต้นทุนด้วย เพราะการงดทำนาปรังจะเป็นการประหยัดน้ำต้นทุนสำหรับรองรับการเริ่มต้นทำนาปีในฤดูกาลต่อไปได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลว่าฝนในต้นฤดูกาลปลูกจะตกหรือไม่ตกก็ตาม รวมทั้งลดความเสี่ยงได้

การประกาศลดการทำนาปรังไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก จากต้นเหตุที่เป็นผลทำให้ปริมาณต้นทุนน้ำเหลือน้อย ปัจจัยหลักที่ต้องสงวนไว้เชื่อมโยงการผลิตครั้งต่อๆ ไป เคยถูกประกาศงดรอบการผลิตนาปรังในปี 2536/2537 และปี 2541/2542 ในลุ่มน้ำเจ้าพระยามาแล้ว จนมาครั้งล่าสุดจากวิกฤติน้ำ 2 ปีนี้

ผลกระทบจากวิกฤติน้ำที่คาดว่าต้องเกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งรัฐบาลได้มีมาตรการรณรงค์ให้เกษตรกรงดทำนาปรังมาแล้ว ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2557-เมษายน 2558 กลายเป็นบูมเมอแรง บ่งบอกการตอบรับสถานการณ์เพียงใด จากบทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2558 เขียนไว้ในหัวข้อเรื่อง “บูมเมอแรงจากนาปรัง” สรุปความได้ว่า พื้นที่นอกเขตชลประทาน กรมชลประทานไม่สามารถกำหนดกะเกณฑ์ให้ทำนาปรังหรือไม่ทำนาได้ แต่จากที่คาดหมายว่าคงจะมีการทำนาปรังไม่เกิน 4 ล้านไร่ กลายเป็นมีการทำนาปรังเพียงไม่ถึง 1 ล้านไร่ ก็สะท้อนให้เห็นการตอบรับที่พึงรู้เจียมรู้พอเรื่องน้ำพอควร

แต่สำหรับในเขตชลประทาน เขตบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ซึ่งตั้งเป้าคาดหมายว่าจะมีการทำนาปรังไม่เกิน 1.8 ล้านไร่ ทั่วประเทศ ถึงเวลาจริงกลับมีตัวเลขทำนาปรังมากกว่า 3 ล้านไร่ โดยส่วนใหญ่อยู่ในเขตชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งกรมชลประทานประกาศงดส่งน้ำโดยสิ้นเชิง แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรม และความเคยชิน และไม่มีการหยุดพักดิน รวมทั้งส่งผลให้มีการใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กระทบทั้งต้นทุนการผลิตข้าว และเกิดโรคระบาดศัตรูข้าว เนื่องจากมีหลายปัจจัย และส่วนสนับสนุนเป็นแรงจูงใจให้ชาวนาลุ่มเจ้าพระยาทำนามากครั้ง แม้ว่ากรมชลประทานจะงดส่งน้ำ แต่ชาวนาก็เสี่ยงอาชีพโดย ขุดบ่อ สูบบาดาล หรือแอบสูบจากลำน้ำหลายสาย ที่เป็นเหตุให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา แต่ที่แน่ๆ ก็ถือว่าเป็นตัวบูมเมอแรงหมุนทวนกระทบหลายปัจจัยโดยถ้วนหน้ากัน

วัฏจักรหมุนเวียนเปลี่ยนสถานการณ์ทุกอย่าง ก็ต้องผ่านพ้นเพราะมีเหตุผลในตัวเอง

เพลง อ้อนชาวนา

อย่าเพิ่งทำนาเลยนะคุณอาป้าลุง เดี๋ยวเรื่องจะยุ่งเพราะว่าน้ำท่าไม่ดี ถ้าหากเสี่ยงทำ แล้วน้ำในนาไม่มี เสียหายหมดเงินเป็นหนี้ ต้องชอกต้องช้ำ

รอให้กลางเดือนหน้าเสียก่อน ฝนตกแน่นอน น้ำมาค่อยหว่านค่อยทำ โปรดลองตรองดู เสี่ยงแล้วต้องมาผิดหวัง พักรอว่ากันวันหลัง ตอนนี้แล้งจังเลยหนา

*จากชลประทาน ห่วงท่านเสียจังพี่น้องเอ๋ย อย่ามองผ่านเลย นิ่งเฉยลงทุนทำนา น้ำเขื่อนไม่มี ดูคลองแห้งเห็นเต็มตา ค่อยๆ คำนวณดูหนา คุ้มค่ากันไหม

กระทรวงเกษตรขอมาร้องบอก บ้านในบ้านนอก ไม่หลอกให้ท่านปวดใจ ถ้าหากทำนา น้ำยังไม่มาไม่ไหล พักรออีกเดือนได้ไหม ห่วงใยพี่น้องชาวนา

(* ซ้ำอีก 1 รอบ จนจบ)

จากแผ่น ซีดี เพลงชลประทาน งานเพื่อแผ่นดินไทย ในอัลบั้ม “รวมบทเพลงชลประทาน” ซึ่งรวบรวมโดย กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน บันทึกไว้ตั้งแต่ มิถุนายน 2554 มีหลายกลุ่มเพลง เช่น A : เพลงเทิดพระเกียรติ B : เพลงชลประทาน C, D, E, F, : เพลงชลประทานแต่ละภาค ทั้ง 4 ภาค และ G : ดนตรีบรรเลง สำหรับเพลง “อ้อนชาวนา” อยู่ในกลุ่มเพลงชลประทาน ลำดับที่ 19 เสียดายที่ไม่ได้บอกชื่อผู้ขับร้อง แต่เมื่อได้ฟังทั้งเสียงและท่วงทำนองแล้ว น้ำเสียงของ “แมนชล” ท่านนี้ ถ้าออกอากาศเผยแพร่สื่อต่างๆ แล้วไม่ต้อง “อ้อนชาวนา” หรอก เพราะเหล่าเกษตรกรอาจจะออดอ้อนหลงเสียง คิดว่าเป็นเสียงของน้องชาย “ก๊อต จักรพรรณ์” จนลืมสูบน้ำทำนา

ขอขอบคุณ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ ที่กรุณาเผยแพร่เอกสารและสื่อสารบทเพลงที่เป็นประโยชน์ รณรงค์ให้รู้คุณค่าของน้ำ ทรัพยากรของชาติ ที่เป็นดั่งสายโลหิตชีวิตและผู้คน ดังจะกล่าวได้ว่า “คนรักน้ำต้องรักษ์ชล เกษตรกรทุกคน รัก…ชลประทาน”

%d bloggers like this: