ผ่าประเด็นร้อน

All posts tagged ผ่าประเด็นร้อน

บทเรียนจุดจบจุฑามาศและลูกสาว เตือนสติพวกโกงยกตระกูล

Published July 11, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/263058

วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

แม้คดีทุจริตอื้อฉาวที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 2546 จะยืดเยื้อมายาวนานถึง 14 ปี แต่ในที่สุดกรรมก็ตามเช็คบิลนางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ผู้ว่าฯททท.) จนได้เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษาคดีสินบนข้ามชาติที่เคยเป็นข่าวครึกโครมเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว โดยลงโทษจำคุกนางจุฑามาศซึ่งขณะนี้วัย 70 ปีแล้ว เป็นเวลา 66 ปี และที่สำคัญคือลงโทษจำคุก น.ส.จิตติโสภาศิริวรรณ บุตรสาวนางจุฑามาศ วัย 43 ปี เป็นเวลา 44 ปีด้วย

ทั้งนี้แม้นางจุฑามาศและบุตรสาวจะใช้เงินสดคนละ 1 ล้านบาท ยื่นขอประกันตัว แต่ศาลพิเคราะห์แล้วไม่อนุญาตให้ประกันตัวเพราะเกรงจะหลบหนี ทำให้จำเลยทั้งสองต้องเดินคอตกเข้าไปใช้กรรมในคุกหญิง

ตามขั้นตอนนั้น นางจุฑามาศ และบุตรสาวมีโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองอีกเพียงครั้งเดียวนั่นคือ การอุทธรณ์ เพราะตามกฎหมายศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนั้นจะไม่มีขั้นตอนการฎีกาดังนั้นการพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงถือเป็นที่สิ้นสุด

สำหรับความผิดฐานทุจริตรับสินบนข้ามชาติที่ทำให้สองแม่ลูกที่อาจต้องพบจุดจบในคุกเกิดจากกรณีที่นายเจอรัลด์ กรีน และนางแพทริเซีย กรีน สองสามีภรรยาซึ่งเป็นนักธุรกิจชาวอเมริกันได้ติดสินบนนางจุฑามาศ เมื่อครั้งเป็นผู้ว่าฯททท.หลายครั้งช่วงปี 2545-2549 เพื่อให้บริษัทของสองสามีชาวอเมริกันได้สัญญาที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่กรุงเทพฯ โดยสินบนข้ามชาติครั้งนี้จ่ายเข้าบัญชีบุตรสาวของ นางจุฑามาศ ที่เปิดไว้ในหลายประเทศ

การตัดสินลงโทษผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจครั้งนี้ ถือเป็นคดีตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นอะไรหลายอย่าง โดยประการแรก สะท้อนให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์เอาจริงและมีประสิทธิภาพในการปฏิรูปปราบโกงของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางหรือศาลปราบโกง ซึ่งเป็นศาลที่เพิ่งจัดตั้งใหม่เมื่อปีที่แล้วนี่เองภายใต้การผลักดันของอำนาจรัฐยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)

ช่วงที่มีการผลักดันร่างกฎหมายจัดตั้งศาลปราบโกงปรากฏว่า บรรดาเหล่าพรรคนักธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมออกมาคัดค้านการจัดตั้งศาลปราบโกงแบบหัวชนฝาด้วยข้ออ้างต่างๆ นานาอาทิ เป็นการตั้งศาลขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้งนักการเมือง ดังนั้นจึงหวั่นวิตกว่า หากพรรคธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมขึ้นมามีอำนาจเป็นรัฐบาลเมื่อไหร่มีหวังแก้กฎหมายยกเลิกศาลปราบโกงอันเป็นหนามยอกอกแน่

จุดเด่นสำคัญในประสิทธิของศาลปราบโกงก็คือพิจารณาคดีแยกเป็นเอกเทศและพิจารณาเฉพาะคดีทุจริตคอร์รัปชั่นภาครัฐเป็นการเฉพาะ ยกเว้นคดีทุจริตของนักการเมืองซึ่งจะเป็นหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งยังทำให้การพิพากษาคดีทุจริตเป็นไปอย่างรวดรวดเร็วมีประสิทธิภาพ

ผลงานของศาลปราบโกงช่วงปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ก่อตั้งได้พิพากษาลงโทษจำคุกข้าราชการระดับสูงมาแล้วหลายคดีซึ่งในจำนวนนี้รวมทั้ง นางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรมช.คลัง ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ และข้าราชการระดับสูงของกรมสรรพากรรวม 6 คน ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเอื้อประโยชน์ต่อตระกูลชินในการเลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น โดย นางเบญจา ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนอุทธรณ์

ชะตากรรมของอดีตผู้ว่าฯททท.และบุตรสาวยังสะท้อนให้เห็นว่า ยุคปฏิรูปผลกรรมไม่มีอายุความซึ่งแม้จะลอยนวลหนีความผิดการทุจริตคอร์รัปชั่นจนเวลาล่วงเลยมายาวนานแค่ไหนก็ตาม ในที่สุดจะช้า หรือเร็วผลกรรมก็จะตามเช็คบิลคนโกงไม่วันใดก็วันหนึ่ง ซึ่งในกรณีของ นางจุฑามาศ และบุตรสาวก็เช่นกัน หลังเกิดเรื่องอื้อฉาวจนมีการตรวจสอบใหม่ๆ สองแม่ลูกได้หลบหนีไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนนานหลายปี แต่แล้วก็หนีกรรมไปไม่พ้น

หากในชั้นศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นนั่นหมายถึงการปิดฉากชีวิตของอดีตผู้ว่าฯ ททท.และบุตรสาวเพราะด้วยวัยบั้นปลายชีวิตแม้จะได้รับการอภัยโทษจนได้รับอิสรภาพในอนาคตหากไม่ตายในคุกเสียก่อนก็คงต้องติดคุกนานหลายปี ซึ่งเมื่อพ้นโทษเวลานั้นก็คงอยู่ในวัยไม้ใกล้ฝั่งเต็มที และโทษที่ได้รับกลายเป็นตราบาปไปชั่วชีวิต

นอกจากโทษจำคุกแล้ว ศาลปราบโกงยังพิพากษาให้ยึดทรัพย์สองแม่ลูกทั้งทรัพย์ในประเทศและที่อยู่ในต่างประเทศ มูลค่า 62 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดินด้วย

เพราะฉะนั้นชะตากรรมของอดีตผู้ว่าฯททท.และบุตรสาวจึงเป็นคดีตัวอย่างและเป็นบทเรียนอุทาหรณ์เตือนสติเหล่าผู้บริหารหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจให้คำนึงถึงจุดจบผลกรรมในยุคปฏิรูปปราบโกงที่รวดเร็วเอาจริง และแม้จะหนีกรรมลอยนวลได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ไม่พ้นกฎที่จะต้องใช้กรรม ขณะเดียวกันเป็นการเตือนเหล่านักธุรกิจโกงเมืองในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมทั้งหลายโดยเฉพาะพวกโกงทั้งตระกูลด้วยการเล่นแร่แปรธาตุโกงโดยใช้คนในตระกูลเป็นหุ่นเชิดนอมินี ซึ่งในที่สุดอาจกลายเป็นกรณีพ่อแม่หรือพี่รังแกฉันโดยคนในตระกูลต้องรับเคราะห์กรรมที่ผู้นำตระกูลเป็นคนบงการ ซึ่งจากชะตากรรมของครอบครัวศิริวรรณ อาจเป็นบทเรียนเตือนสติและอดห่วงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอดีตนายกฯหุ่นเชิด ซึ่งเป็นจำเลยคนสำคัญในคดีโครงการรับจำนำข้าว ไม่ได้ ขณะที่การชี้ชะตาโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนับถอยหลังใกล้เข้ามาทุกขณะ

ทีมข่าวการเมือง

ภาษีหุ้นชินคอร์ปตามหลอน นช.แม้วก็แค่ดิ้นยื้อเวลาหนีกรรม?

Published July 11, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/262888

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

พฤติการณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก ส่อธาตุแท้พูดอย่างทำอย่างเอาแต่ได้ โดยที่ผ่านมา
เวลาศาลหรือองค์กรอิสระตัดสินคดีที่เป็นคุณต่อตัวเองก็ยอมรับชื่นชมในความยุติธรรม แต่พอตัดสินไม่สนองความต้องการของตัวเอง ก็ออกมาโวยวายกล่าวหาโจมตีอ้างว่าสองมาตรฐาน และบางครั้งลามปามถึงขนาดให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทย แต่พอต้องการพึ่งกระบวนการยุติธรรมกลับตั้งทนายเที่ยวฟ้องใครต่อใครทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นนักโทษหนีคุกคดีทุจริต

อย่างล่าสุดหลังจากที่กรมสรรพากร นำใบประเมินภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่นเพื่อเรียกเก็บจาก นายทักษิณ เป็นเงิน 17,629 ล้านบาท ไปติดไว้หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้าอย่างเป็นทางการก่อนที่คดีเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจะหมดอายุความในสิ้นเดือนมี.ค.นี้ ปรากฏว่า นายทักษิณ เต้นเป็นเจ้าเข้าตั้งทีมทนายชุดใหญ่อันประกอบด้วย แกนนำพรรคเพื่อไทย ขึ้นต่อสู้และเตรียมฟ้อง
กลับรัฐบาลและกรมสรรพากรฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา

นายนพดล ปัทมะ ทนายหน้าหอของนายทักษิณ แถลงโต้ทันควันว่าเตรียมยื่นอุทธรณ์แน่นอน โดยประเด็นสำคัญที่ นายนพดล อ้างก็คือเรื่องภาษีหุ้นชินคอร์ปจบไปแล้วและย้ำว่าเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

ความจริงข้ออ้างแบบตะแบงข้างๆคูๆของคนตระกูลชินและพวกนั้นมีการชี้แจงเปิดโปงจากหลายฝ่ายผ่านสื่อจนกระจ่างชัดเจนมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ยังมีพยายามดิ้นส่อเจตนายื้อเกมซื้อเวลาแบบเอาสีข้างเข้าถู

แต่เพื่อให้สาธารณชนไม่ถูกหลอกจนสับสนไปกับข้อมูลที่ส่อเจตนาบิดเบือนจึงทบทวนข้อเท็จจริงอีกครั้งว่า การประเมินภาษีหุ้นชินคอร์ปที่กรมสรรพากร เรียกเก็บจาก นายทักษิณ ครั้งล่าสุด 17,629 ล้านบาท นั้นไม่เกี่ยวกับกรณีที่มีการนำหุ้นชินคอร์ปขายให้กับกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตามกฎหมายหุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ต้องเสียภาษี

การประเมินเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจากนายทักษิณครั้งล่าสุดเป็นการประเมินจากการขายหุ้นชินคอร์ปของนายทักษิณในคราบของบริษัทแอมเพิลริชให้กับบุตรทั้งสอง คือ นายพานทองแท้ ชินวัตร และน.ส.พินทองธา ชินวัตร คนละ 164,600,000 หุ้น ในราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ทั้งๆ ที่ราคาในตลาดสูงถึงหุ้นละ 49.25 บาท ซึ่งเป็นการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ ก่อนที่นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา จะนำหุ้นทั้งหมดไปขายให้กับกองทุนเทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งส่วนต่างผลประโยชน์จากการขายหุ้นบริษัทแอมเพิลริชซึ่งที่จริงเป็นของนายทักษิณที่ทำทีเป็นขายให้กับบุตรทั้งสองที่เป็นนอมินี ถึงหุ้นละ 48.25 บาท จากหุ้นที่บุตรของนายทักษิณทั้งสองถือครองทั้งหมดรวมกัน 328,000,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่ารายได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเป็นเงิน 15,866,272,594 บาท และเมื่อคำนวณหักค่าลดหย่อนต่างๆ รวมทั้งเบี้ยปรับเงินเพิ่มทั้งหลายเป็นระยะเวลาหลายปีตามกรรมวิธีการคำนวณภาษีอากรทำให้ยอดภาษีที่ต้องชำระรวมเป็นเงิน 17,629,585,191 บาท

หลายคนอาจงงว่าบริษัทแอมเพิลริชโผล่มาได้ยังไงและเกี่ยวข้องอะไรด้วยคงต้องเท้าความเดิมอีกครั้งเพราะเบื้องหลังเกิดจากการเล่นแร่แปรธาตุซุกหุ้นของนายทักษิณที่สุดยอกย้อนส่อพฤติการณ์เจ้าเล่ห์เพื่อเลี่ยงจ่ายภาษีเข้ารัฐมูลค่ามหาศาล โดยก่อนที่จะมีการขายหุ้นลอตใหญ่มูลค่ามหาศาล 73,000 ล้านบาท ให้กับกองทุนเทมาเส็ก นายทักษิณ โดยการปรึกษากับนักบัญชีชื่อดังจอมเจ้าเล่ห์รายหนึ่ง วางแผนเล่นแร่แปรธาตุส่อเจตนาเลี่ยงการจ่ายภาษีหุ้นชินคอร์ปมูลค่ามหาศาล โดยมีการไป
จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแอมเพิลริชที่เกาะฟอกเงินบริติชเวอร์จิ้น แล้วโอนหุ้นชินคอร์ป ไปยังบริษัทแอมเพิลริช จากนั้น นายทักษิณ ขายหุ้นชินคอร์ปในคราบบริษัทแอมเพิลริชให้บุตรทั้งสองคือ นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา อีกทอดหนึ่ง ทั้งๆที่ทั้งสองก็เป็นกรรมการบริหารของบริษัทแอมเพิชริช ในราคาหุ้นละแค่ 1 บาทขณะที่ราคาในตลาดหุ้นละ 49.25 บาทโดยเป็นการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ ก่อนที่จะมีการขายหุ้นชินคอร์ปลอตใหญ่ให้กับกองทุนเทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์

ความจริงแล้วคดีการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปเป็นรายได้ให้แผ่นดินกำลังจะเหมือนอ้อยเข้าปากช้างอยู่แล้วเมื่อคดีจะหมดอายุความ 10 ปีในสิ้นเดือนมี.ค.นี้ แต่อาจจะด้วยกรรมทำให้มีหลายฝ่ายออกมากระทุ้งจนกรมสรรพากรจำต้องมีการประเมินเรียกเก็บภาษีจาก นายทักษิณ ช่วง 3 วันสุดท้ายก่อนคดีจะหมดอายุความ นั่นหมายความว่าเงื่อนไขเรื่องอายุความหมดไปและต้องเริ่มกระบวนการเรียกเก็บภาษีนับหนึ่งใหม่ ซึ่งจากนี้ไปหาก นายทักษิณ ยื่นอุทธรณ์ทุกอย่างก็จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและจบลงที่ศาล

คดีภาษีหุ้นชินคอร์ปยืดเยื้อมานานเกือบ 10 ปี โดยซ่อนเบื้องหลังทั้งที่ส่อเจตนาซุกหุ้นเล่นแร่แปรธาตุเพื่อเลี่ยงภาษีมูลค่ามหาศาลที่ควรเป็นรายได้เข้ารัฐ ขณะเดียวกัน มีการใช้อำนาจรัฐยุครัฐบาลเพื่อแม้วพยายามที่จะปิดคดีนี้ด้วยวิธีการฉ้อฉล

แต่ในที่สุดเงินของแผ่นดินตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ กรรมคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปกำลังตามหลอนนายทักษิณที่พยายามดิ้นซื้อเวลาออกไปให้นานที่สุด ซึ่งผลการตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลภาษีอากรก่อนหน้านี้น่าจะเป็นบรรทัดฐานชี้อนาคตคดีนี้ได้ดีว่าจะจบลงอย่างไร

ทีมข่าวการเมือง

ไม้เด็ดบิ๊กตู่ตาต่อตาฟันต่อฟัน เพื่อแม้วยิ่งป่วนคสช.ยิ่งอยู่ยาว

Published July 11, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/262689

วันพุธ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

นับวัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)จะแสดงจุดยืนดับเครื่องชนเดินบนเส้นทางขนานที่ยากบรรจบกับขบวนการเพื่อแม้วที่ขณะนี้อยู่ในสภาพหลังพิงฝาชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างล่าสุดการเดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดนครพนมของนายกฯลุงตู่เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงกับฟ้องชาวอีสานว่า สาเหตุที่บ้านเมืองแตกแยกจนทุกวันนี้เพราะมีพวกบิดเบือนบ่อนทำลายชาติ

ลีลาปราศรัยแบบพูดจากใจของนายกฯลุงตู่ถือว่าเหนือชั้นยิ่งกว่านักกินเมืองเพราะมีทั้งลูกล่อลูกชนอ้อนขอหัวใจจากชาวนครพนมคละเคล้ากับไปสไตล์ดุดันแบบทหาร โดยสรุปนายกฯลุงตู่พยายามชี้ให้เห็นในทำนองว่า ปัญหาบ้านเมืองที่เละเทะบอบช้ำมาจนทุกวันนี้ล้วนเกิดจากรัฐบาลกินเมืองที่ทิ้งปัญหาไว้มากมายจนประเทศกลายเป็นรัฐล้มเหลวใกล้ล้มละลาย ซึ่งหากคสช.ไม่เข้ามาป่านนี้คงล่มจมไปแล้ว ซึ่งคสช.เข้ามาทำให้สามารถหยุดวิกฤติและประเทศเดินหน้าต่อไปได้ แต่ปัญหาที่ทิ้งไว้มีมากจึงต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาบ้าง แต่ก็มีความพยายามโจมตีว่ารัฐบาลชุดนี้ว่าทำให้เศรษฐกิจแย่

ที่สำคัญนายกฯลุงตู่ดับเครื่องชนขบวนการบ่อนทำลายชาติว่า ทั้งๆ ที่ตัวเองสร้างปัญหา แต่ยังไม่เลิกเคลื่อนไหวบิดเบือนอยู่นอกประเทศใส่ร้ายบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองต่างๆ นานา คนบางพวกหนีไปอยู่ที่อื่น ทั้งๆ ที่ความจริงเกิดในแผ่นดินไทยต้องอยู่ที่นี่ตายที่นี่ แต่นี่หนีไปอยู่ประเทศอื่นแล้วด่าประเทศไทยโครมๆ เพราะฉะนั้นอย่าไปเชื่อคนพวกนี้

นายกฯลุงตู่ยังย้ำว่าตัวเองไม่เคยคิดไล่ล่าหรือรังเกียจใคร ไม่อยากเอาใครเข้าคุก แต่กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ทุกคนหากทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดีแม้แต่ตัวนายกฯเองก็ไม่ละเว้น จะผิดจะถูกไปต่อสู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ในศาล คดีความต่างๆ ซึ่งน่าจะหมายถึงคนตระกูลชินและแกนนำขบวนการเพื่อแม้วที่ถูกเช็คบิลอยู่ในขณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลชุดนี้ แต่เป็นคดีค้างเก่าที่เกิดขึ้นมานานแล้วทั้งสิ้น

นายกฯลุงตู่ยังย้ำเรื่องความการล้างทุจริตคอร์รัปชั่น และขอให้อย่าไปเชื่อพวกที่ชอบแอบอ้างชื่อนายกฯหรือรัฐมนตรีหาประโยชน์ ซึ่งหากใครได้เบาะแสทุจริตขอให้แจ้งที่นายกฯลุงตู่ได้ทันทีจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด นายกฯลุงตู่ยังประกาศสัจจธรรมชีวิตว่าตายแล้วเอาไปไม่ได้แม้แต่บาทเดียว นายกฯลุงตู่เองกินข้าวมื้อละแค่ร้อยกว่าบาทซึ่งเรียกเสียงปรบมือกึกก้อง

พล.อ.ประยุทธ์ ยังใช้ลีลาจริงใจแบบทหารซื้อใจประชาชน โดยย้ำว่าที่คสช.เข้ามาทุกวันนี้ก็เพื่อชาติและประชาชน ไม่ใช่เพื่อต้องการคะแนนเสียงหรือหาประโยชน์

แต่ที่เป็นไฮไลท์วาทะเด็ดคำปราศรัยของนายกฯลุงตู่อยู่ที่เนื้อหาช่วงท้ายที่ว่า “พวกที่ต่อต้านผมในต่างประเทศจะทำไปทำไม ทำแล้วคิดว่าจะไล่ผมได้หรือ ยิ่งทำผมยิ่งอยู่ เอาให้รู้เรื่องกันไปเลย ขอยืนยันว่าผมจะไม่ทำตามความต้องการของพวกเขาอยู่แล้ว วันนี้ผมเห็นประชาชนเดือดร้อน ผมอยากช่วยเหลือ ขอบอกไว้เลยถ้าคนไทยไม่พัฒนาขึ้นภายใน 5 ปีอันตราย เค้ายิ่งไล่ผมก็ยิ่งอยู่ ใครเห็นด้วยกับผมขอให้ยกมือ(ประชาชนยกมือกันพรึ่บ) ผมไม่ใช่นักการเมืองคงไม่ต้องการหาเสียง แต่อยากถามประชาชนเท่านั้น”

ท่าทีแข็วกร้าวดุดันจากนายกฯลุงตู่สะท้อนจุดยืนชัดเจนของอำนาจรัฐคสช.ที่เดินบนทางขนานที่ยากบรรจบกับขบวนการเพื่อแม้วที่ยังคงเคลื่อนไหวบ่อนทำลายคสช. รัฐบาลและความมั่นคงของชาติตลอดจนสถาบันเบื้องสูงในทุกวิถีทางทั้งบนดินใต้ดิน ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งตัวอย่างเหตุการณ์ล่าสุดก็คือปฏิบัติการทลายเครือข่ายแดงฮาร์ดคอร์ของ นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ “โกตี๋” โดยยึดอาวุธสงครามร้ายแรงได้จำนวนมากพร้อมจับกุมเครือข่ายโกตี๋ 9 คน ซึ่งมีการรับสารภาพแฉแผนร้ายขบวนการเพื่อแม้วโดยมีการพาดพิงอ้างถึง นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อแม้วและอดีตรมว.มหาดไทย

จุดยืนและเป้าหมายระหว่างอำนาจรัฐคสช.กับขบวนการเพื่อแม้วนับวันจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยจุดยืนของคสช.และรัฐบาลคือยึดกฎหมายบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ขณะที่เป้าหมายสำคัญของขบวนการเพื่อแม้วส่อเจตนาพยายามกดดันต่อรองให้มีการนิรโทษกรรมสุดซอยให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก และอาจรวมทั้งยุติคดีที่เกี่ยวข้องกับคนตระกูลชินโดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ซึ่งเป็นจำเลยคนสำคัญคดีโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มูลค่าหลายแสนล้านบาท ซึ่งในทางอาญาสำหรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบมีโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใกล้จะปิดการไต่สวนพิพากษาชี้ชะตา น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้าไปทุกขณะโดยคาดว่าการอ่านคำพิพากษาน่าจะมีขึ้นไม่น่าเกินเดือนกันยายนนี้ ขณะที่ในทางแพ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่แผ่นดินเป็นเงินราว 35,000 ล้านบาทโดยมีสิทธิ์ถูกยึดทรัพย์

เพราะฉะนั้นจากท่าทีของนายกฯลุงตู่จึงเหมือนเป็นปฏิบัติการตาต่อตาฟันต่อฟันต่อกรกับขบวนการเพื่อแม้วที่จ้องบ่อนทำลายอำนาจรัฐและอาจเป็นสัญญาณว่านายกฯลุงตู่มีสิทธิ์อยู่ยาว

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้วส่อตีรวนล้มปรองดอง ซ่อนเป้าหมายต่อรองนิรโทษสุดซอย

Published July 11, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/262490

วันอังคาร ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

ทั้งๆ ที่ขบวนการสร้างความปรองดองที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เป็นเจ้าภาพและมุ่งให้สำเร็จเสียทีหลังชาติบ้านเมืองบอบช้ำอย่างหนักจากกับดักแห่งวิกฤติความแตกแยกในชาติที่ยืดเยื้อมานานกว่า 10 ปี โดยเชิญบรรดาตัวแทนพรรคการเมืองและกลุ่มพลังคู่ขัดแย้งทุกสีร่วมเสนอแนะแสดงความเห็นแนวทางสร้างความสมานฉันท์ซึ่งทุกอย่างกำลังเดินหน้าไปด้วยดีใกล้จะถึงบทสรุปแต่ล่าสุดแกนนำพรรคเพื่อแม้วกลับออกมาตั้งแง่ขอให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระที่เป็นกลางทำหน้าที่เจ้าภาพหาแนวทางสร้างความปรองดองแทนคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง(ป.ย.ป.)

ล่าสุด นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อแม้ว ออกมาให้ความเห็นซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของ นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อแม้ว ก่อนหน้านี้ที่ให้ตั้งคณะกรรมการอิสระที่เป็นกลางมาเป็นเจ้าภาพสร้างความปรองดองแทน ป.ย.ป. โดยนายจาตุรนต์ อ้างว่ากระบวนการสร้างความปรองดองของป.ย.ป.มีแนวโน้มล้มเหลวเพราะขาดการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เป็นกลางเพื่อหาทางออกให้ประเทศอย่างแท้จริง

“เมื่อกระบวนการล้มเหลวก็น่าเป็นห่วงว่าในอนาคตสังคมไทยก็จะเผชิญกับความขัดแย้งและไม่สามารถพัฒนาไปอย่างราบรื่นได้อีก กลายเป็นปัญหาอย่างเดิมหรือหนักกว่าเดิม…..ถ้าสัญญาประชาคมที่จะทำกันต่อไปนี้กลายเป็นเรื่องที่บิดเบือนความจริง ไม่มีสาระเป็นแก่นสารป่วยการที่จะไปรับปากอะไรด้วย ถึงเวลานั้นก็คงต้องพูดกันตรงๆ จะให้เออออห่อหมกอะไรที่ไม่ใช่ทางออกของบ้านเมืองคงไม่ได้”

ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อแม้วเคยออกแถลงการณ์คัดค้านขบวนการสร้างความปรองดองที่คสช.เป็นเจ้าภาพโดยอ้างว่าเพราะคสช.เป็นคู่ขัดแย้งสำคัญของความแตกแยก

ขณะที่ตัวแทนแกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่ก่อนหน้านี้ร่วมให้ข้อเสนอแนะแนวทางสร้างความปรองดองซึ่งจัดขึ้นที่กระทรวงกลาโหม ได้เสนอความเห็นหลายข้อ ซึ่งหนึ่งในข้อเสนอของแกนนำกลุ่มเสื้อแดงถึงกับเรียกร้องให้คสช.ยกเลิกการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวรวมทั้งคำสั่งประกาศของคสช.ทั้งหมดที่ออกภายหลังการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการตั้งแง่ตีรวนเพราะเป็นเงื่อนไขซึ่งเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาคสช.ประกาศใช้มาตรา 44 และคำสั่งต่างๆ จำนวนมากซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วเพื่อปฏิรูปและจัดระเบียบประเทศ อาทิ การช่วยเหลือชาวนาทั่วประเทศที่ยังไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าวที่ค้างจ่ายมาตั้งแต่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด

ความจริงเรื่องข้อเรียกร้องให้ตั้งองค์กรที่อิสระเป็นกลางเพื่อหาแนวทางสร้างความปรองดองของขบวนการเพื่อแม้วนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ซึ่งในอดีตหลายรัฐบาลที่ผ่านมาก็มีการตั้งคณะกรรมการซึ่งเป็นที่ยอมรับในลักษณะนี้มาแล้วหลายชุดโดยทำการศึกษาและระดมข้อเสนอแนะจากคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายรวมทั้งผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาอาชีพมานานนับปีจนได้ข้อสรุปเป็นแนวทางสร้างความปรองดองฉบับสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพระปกเกล้าฯ หรือคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.)ที่มี ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน โดย คอป.เคยส่งรายงานผลสรุปการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับทิ้งลงตะกร้าอย่างไม่ให้ความสำคัญ ทั้งนี้เพราะผลสรุปการศึกษาของ คอป. ไม่ตอบสนองความต้องการของนายใหญ่ขบวนการเพื่อแม้วที่ต้องการให้มีการนิรโทษกรรมแบบสุดซอยเพื่อให้ตัวเองกลับบ้านแบบเท่ๆ โดยไม่ต้องติดคุก

ผลการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองของคปอ.นั้นมีสาระสำคัญนอกจากเสนอข้อเท็จจริงเหตุการณ์ต่างๆในอดีตซึ่งเป็นชนวนสร้างความแตกแยกในชาติอย่างรอบด้านตรงไปตรงมาเพื่อเป็นบทเรียนไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในอนาคตแล้ว ยังเสนอแนวทางสร้างความปรองดองอย่างยั่งยืนด้วยการนำความสำเร็จจากการยุติความแตกแยกที่ยืดเยื้อมายาวนานและสร้างความปรองดองที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในประเทศแอฟริกาใต้ภายใต้แนวคิด“เนลสัน มาเดลล่าโมเดล” มาใช้ โดยแนวทางสร้างความปรองดองต้องทำอย่างเป็นขั้นตอนโดยคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายต้องเปิดใจเจรจาและยอมรับความผิดของตัวเอง และผู้กระทำผิดต้องยอมรับโทษตามกฎหมาย จากนั้นจึงค่อยพิจารณาถึงแนวทางการนิรโทษกรรมหรือการลดหย่อนผ่อนโทษ

หลังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทิ้งผลการศึกษาของ คอป.ลงตะกร้า ต่อมาอาศัยเสียงข้างมากพยายามหักดิบผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อที่จะลบล้างโทษความผิดคดีทุจริตตามคำพิพากษาของศาล
ให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก เพื่อจะได้กลับบ้านแบบเท่ๆ จนเป็นชนวนให้มวลมหาประชาชนออกมาแสดงพลังต่อต้านครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ถึงเกือบ 10 ล้านคน และจบลงด้วยการยึดอำนาจของคสช.ในที่สุด

มาทางด้าน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตท่าทีของแกนนำพรรคเพื่อไทยที่ออกมาตั้งแง่ให้มีคณะกรรมการอิสระที่เป็นกลางเพื่อสร้างความปรองดองโดยอ้างเพราะว่าคสช.ไม่จริงใจพรรคเพื่อแม้วต้องแสดงเหตุผลที่
ชัดเจนว่าคสช.ไม่จริงใจตรงไหน เพราะตอนตั้งป.ย.ป.ทุกพรรครวมทั้งพรรคเพื่อไทยก็สนับสนุน แต่พอป.ย.ป.เดินมาครึ่งทางกลับออกอาการจะให้ถอยหลังกลับ

พร้อมกันนี้ นายนิพิฏฐ์ ตั้งข้อสังเกตว่า “พวกที่สนับสนุนความรุนแรงคือพวกที่ต้องการให้เวทีปรองดองล้มเหลว”

เพราะฉะนั้นการออกมาตั้งแง่เรียกร้องให้มีคณะกรรมการอิสระที่เป็นกลางเพื่อสร้างความปรองดองของบรรดาแกนนำขบวนการเพื่อแม้วทั้งๆ ที่ในอดีตรายงานผลศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองขององค์กรอิสระที่เป็นกลางอย่างคอป.หรือสถาบันพระปกเกล้าเคยเสนอรัฐบาลยิ่งลักษณ์แต่ถูกเก็บเข้าลิ้นชักมาแล้ว ท่าทีของขบวนการเพื่อแม้วจึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าพลิกลิ้นไปมาส่อเจตนาตั้งแง่ตีรวนโดยซ่อนเป้าหมายแท้จริงที่มุ่งต่อรองกดดันให้มีการนิรโทษกรรมแบบสุดซอยและไม่อยากเห็นการสร้างความปรองดองอันเป็นผลงานของคสช.ประสบความสำเร็จ

ทีมข่าวการเมือง

สังคมจับตาลุ้น2คดีสำคัญ เก็บภาษีแม้วเงียบ-สาวไอ้โม่งบงการโกตี๋

Published July 11, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/262284

วันจันทร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้คอการเมืองสนใจจับตา 2 คดีสำคัญนั่นคือการประเมินเพื่อเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นักโทษหนีคุก ซึ่งกำลังจะถึงเส้นตายคดีจะหมดอายุความในวันที่ 30 มี.ค.อยู่แล้วแต่กรมสรรพากรยังเฉยเงียบฉี่ผิดปกติในการประเมินเพื่อเรียกเก็บภาษี ทั้งๆ ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล ขณะที่คดีทลายเครือข่ายก่อการร้ายของนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณหรือ “โกตี๋” ซึ่งสมุน “โกตี๋” ที่ถูกจับกุมซัดทอดพาดพิงถึงนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อแม้ว และอดีตรมว.มหาดไทย ซึ่งขณะนี้เป็นผู้ต้องหาหนีคดีความมั่นคง ไปตั้งเครือข่ายต่อต้านคสช. รวมทั้งมั่วสุมอยู่กับขบวนการบ่อนทำลายเบื้องสูงที่ปักหลักอยู่ในต่างแดน

ทั้งๆที่เป็นเรื่องของผลประโยชน์มหาศาลที่ควรตกเป็นของแผ่นดินกรณีการเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป อีกทั้งถึงขนาด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) รวมทั้ง นายพิศิษฐ์ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ส่งสัญญาณเตือนว่า หากกรมสรรพากรไม่ดำเนินการประเมินเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป จาก นายทักษิณ ต้องรับผิดชอบเพราะเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

แต่นี่อีก 3 วัน ก็จะถึงเส้นตายคดีหมดอายุความ แต่นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ดูเหมือนจะยังเฉยแสดงท่าทีเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว หรืออาจถือดีว่ามีแบ๊กดีหนุนหลัง ซึ่งสังคมต้องจับตาดูต่อไป โดยหากไม่มีการประเมินภาษีหุ้นชินคอร์ปจากนายทักษิณจนคดีหมดอายุความ สังคมอาจตั้งข้อสงสัยได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ่อนเบื้องหลังเป็นปาหี่มวยล้มต้มคนดูยุครัฐบาลคสช.ที่หวังเกี๊ยะเซียะปรองดองกับระบอบแม้ว

ส่วนกรณีการขยายผลคดีกวาดล้างเครือข่ายก่อการร้ายของ “โกตี๋” ล่าสุดมีรายงานข่าวว่า “โกตี๋” เผ่นหนีหมายจับคดีก่อการร้าย จากนครหลวงเวียงจันทน์เมืองหลวงของลาว ไปยังประเทศเวียดนามแล้ว ซึ่งหากจริงสะท้อนให้เห็นข้อสังเกต 2 ประการ คือ ด้านหนึ่งสะท้อนว่า ทางการไทยอืดอาดในการประสานกับลาวเพื่อให้จับตัว “โกตี๋” กลับมาดำเนินคดีในไทย หรือด้านหนึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าทางการลาวไม่จริงใจเอาจริงในการจับตัว “โกตี๋” มิฉะนั้นคงไม่ปล่อยให้ “โกตี๋” ใช้ลาวเป็นแหล่งหลบซ่อนตัวและเคลื่อนไหวบ่อนทำลายความมั่นคงและที่สำคัญคือบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงของไทยมาอย่างต่อเนื่องลอยนวล

ส่วนการขยายผลการสอบสวน 9 ผู้ต้องหาเครือข่าย “โกตี๋”โดยเฉพาะนายธีรชัย อุตรวิเชียร สมุนคนสนิทของ “โกตี๋”ซึ่งใช้บ้านพักตัวเองซุกซ่อนคลังแสงอาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมาก โดยระบุว่าเป็นอาวุธที่ “โกตี๋” ฝากไว้เพื่อเตรียมใช้ปฏิบัติการก่อการร้ายรอบใหม่ หลังจากที่อาวุธเหล่านี้เคยใช้ก่อเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองมาหลายครั้งตั้งแต่ปี 2553

ที่น่าสนใจคือในการสอบปากคำ 9 ผู้ต้องหาเพื่อขยายผลโดยทีมนายตำรวจ นำโดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) นายธีรชัย เปิดปากสารภาพแฉแผนก่อการร้ายจนหมดเปลือกต่อหน้าสื่อ โดยพาดพิง นายจารุพงศ์เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อแม้ว และอดีตรมว.มหาดไทย ซึ่งนายใหญ่ให้ความไว้วางใจเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ นายธีรชัย ยังเปิดเผยความลับหลังจากที่เดินทางไปพบ “โกตี๋” ที่เวียงจันทน์ ก่อนถูกจับกุมไม่นานโดย “โกตี๋” นอกจากอ้างว่ารับใบสั่งจาก นายจารุพงศ์ แล้วยังได้รับการสนับสนุนจากนายใหญ่โดยจะมีการส่งอาวุธลอตใหญ่มาให้ทางตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ ซึ่งเป็นที่มาของการบุกตรวจค้นตู้คอนเทนเนอร์กว่า 2,000 ตู้ ของกำลังทหารและตำรวจก่อนหน้านี้ แต่ไม่พบอาวุธสงคราม อย่างไรก็ตาม พบว่ามีตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ หายไปอย่างปริศนา

ล่าสุด นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ รัฐบาลพรรคเพื่อแม้ว ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการกวาดล้างเครือข่าย “โกตี๋” โดยมีการพาดพิงถึง นายจารุพงศ์ ซึ่ง นายพงศ์เทพ อ้างว่า รู้สึกแปลกใจ เพราะ นายจารุพงศ์ เดินทางออกนอกประเทศไปนานแล้ว แต่ทำไมถึงเพิ่งถูกพาดพิงในช่วงนี้

“ผมเห็นนายจารุพงศ์สมัยเป็นรัฐมนตรีไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องอาวุธ และเป็นคนสุภาพเรียบร้อยจึงแปลกใจว่ามีชื่อถูกพาดพิงได้อย่างไร”

ขณะที่ปูมหลังของ นายจารุพงศ์ นั้นมาจากข้าราชการระดับกลาง แต่เนื่องจากมีจุดยืนรับใช้ใกล้ชิดอดีตนายกฯนักโทษหนีคุก ทำให้เติบโตในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว และได้รับความไว้วางใจถึงขนาดผลักดันให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแม้ว และรมว.มหาดไทย

บุคลิกของ นายจารุพงศ์ นั้นถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นคนโผงผางและนักเลงอยู่ในที มักใช้คำพูดขึ้นมึงขึ้นกู และมีแนวคิดทางการเมืองค่อนข้างสุดขั้ว รวมทั้งเคยขึ้นเวทีปราศรัยปลุกระดมมวลชนคนเสื้อแดง ซึ่งภายหลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 นายจารุพงศ์ ไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งของคสช.และหนีออกนอกประเทศไปปักหลักอยู่ในสหรัฐอเมริกา ร่วมกับอดีตแกนนำคนเสื้อแดงและอดีตสส.พรรคเพื่อแม้ว ที่ถูกออกหมายจับคดีหมิ่นเบื้องสูงกลุ่มหนึ่ง นำโดย นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรมต.ประจำสำนักนายกฯ ยุครัฐบาลเพื่อแม้ว โดยนายจารุพงศ์ ร่วมกับ นายจักรภพก่อตั้งองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย โดย นายจารุพงศ์ เป็นเลขาธิการ และมีเป้าหมายเพื่อต่อต้านคสช.

เพราะฉะนั้นคงต้องจับตาดูว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่จะสามารถขยายผลไปสู่การจับกุม หรือเปิดโปงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายก่อการร้ายของ “โกตี๋” ได้หรือไม่รวมทั้งตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ ที่สงสัยว่าจะซ่อนอาวุธสงครามจำนวนมากซึ่งหายไปอย่างปริศนา เช่นเดียวกับการเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป ซึ่งคดีกำลังจะหมดอายุความในสิ้นเดือนนี้อยู่แล้ว

ทีมข่าวการเมือง

ปรองดองแต่ไม่นิรโทษสุดซอย กดดันตระกูลชินเดือดสู้หลังพิงฝา

Published July 11, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/262136

วันอาทิตย์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

ขณะที่ขบวนการระบอบทักษิณทั้งในส่วนของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงออกมาแบะท่าในทำนองว่าหากจะปรองดองต้องให้อภัยส่อเป็นการส่งสัญญาณให้มีการนิรโทษกรรมความผิดให้กับคนตระกูลชินโดยเฉพาะนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นักโทษหนีคุกและอาจรวมถึงการไม่เอาผิดน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ซึ่งเป็นจำเลยคนสำคัญคดีรับจำนำข้าวที่กำลังนับถอยหลังไปสู่การชี้ชะตาทางอาญาเข้าไปทุกขณะ ขณะที่คดีทางแพ่งอาจถูกยึดทรัพย์ชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทก็เดินหน้าไปเรื่อยๆ แต่ดูเหมือนว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)จะแสดงจุดยืนชัดเจนมาตลอดว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย

ล่าสุดตระกูลชินยังถูกกรรมตามเช็คบิลในคดีภาษีซื้อขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่นนอกตลาดหลักทรัพย์มูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท โดยขณะที่อ้อยกำลังจะเข้าปากช้างเมื่อคดีจะหมดอายุความ 10 ปี ในสิ้นเดือนนี้อยู่แล้วโดยที่หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่เก็บภาษีโดยตรงคือกรมสรรพากลับส่อพฤติการณ์เกียร์ว่างปล่อยให้คดีหมดอายุความ แต่กลับมีผู้ออกมาเตือนสติรัฐบาลคสช.โดยเฉพาะสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)จนรัฐบาลต้องสั่งให้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีมติให้กรมสรรพากรประเมินภาษีการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์จาก นายทักษิณ ทำให้คดีที่กำลังหมดอายุความสิ้นสภาพต้องมาเริ่มต้นนับอายุความซึ่งมีกำหนด 10 ปีใหม่ทันที

การฟื้นคดีเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งทำให้สมาชิกตระกูลชินทั้งนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถึงกับเดือดออกมาดับเครื่องชนรัฐบาลโดยออกมาให้ความเห็นในทำนองว่า เป็นเกมจองเวรไล่ล่าตระกูลชินของฝ่ายรัฐบาลคสช.

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถึงกับดราม่าหลั่งน้ำตาขณะให้สัมภาษณ์หวังทำลายภาพพจน์ความชอบธรรมของรัฐบาล ขณะเดียวกัน ก็หวังเรียกคะแนนสงสารจากมหาชนซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า

การออกมาดับเครื่องชนอำนาจรัฐคสช.ของ นายพานทองแท้ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนสัญญาณพร้อมแตกหักภายใต้สถานการณ์ของระบอบแม้วโดยเฉพาะคนในตระกูลชินที่ขณะนี้อยู่ในสภาพหลังพิงฝาเจอคดีเก่าตามเช็คบิลถ้วนหน้า

การที่ขบวนการระบอบทักษิณพยายามส่งสัญญาณเรื่องการนิรโทษกรรมภายใต้คำว่า “ให้อภัย” เพื่อสร้างความปรองดองมาตลอดดูเหมือนจะสวนทางกับจุดยืนของคสช. ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ย้ำมาตลอดว่าเรื่องการสร้างความปรองดองกับเรื่องการบังคับใช้กฎหมายเป็นคนละเรื่องกัน ทั้งนี้ บ้านเมืองต้องยึดหลักกฎหมาย ใครที่ถูก
ดำเนินคดีก็ต้องไปต่อสู้พิสูจน์ความถูกผิดในศาล ซึ่งหากศาลตัดสินอย่างไรต้องยอมรับตามนั้น คนที่ทำผิดเมื่อรับโทษแล้วจะมีการอภัยโทษหรือลดหย่อนโทษอย่างไรค่อยมาพิจารณา ซึ่งที่สำคัญคือต้องยอมรับโทษความผิดก่อน

ในรายละเอียดจุดยืนของคสช.ผ่านแม่น้ำ 5 สาย โดยเฉพาะสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)และสภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอแนวทางที่สอดคล้องกันว่า ไม่ควรมีการนิรโทษกรรมเพื่อสร้างความปรองดอง แต่อาจจะมีการออกกฎหมายลดหย่อนผ่อนโทษในบางคดีสำหรับผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่จะไม่ครอบคลุมถึงคดีทุจริต คดีความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 คดีที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศอย่างร้ายแรง รวมทั้งคดีด้านความมั่นคง

ล่าสุดการที่กำลังทหารและตำรวจบุกค้นและควบคุมตัวสมุนของ นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ “โกตี๋” แกนนำแดงฮาร์ดคอร์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหนีหมายจับคดีความมั่นคงและคดีหมิ่นเบื้องสูง ที่บ้านหลังหนึ่งในจ.ปทุมธานีซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุเสื้อแดงในอดีต โดยพบคลังแสงอาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมาก พร้อมกันนี้ กำลังทหารและตำรวจยังบุกตรวจค้นเป้าหมายอีก 9 จุดใน 7 จังหวัดภาคกลางและภาคอีสานพบอาวุธสงครามและสิ่งผิดกฎหมายรวมทั้งควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้จำนวนหนึ่ง ทั้งนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินว่า อาวุธสงครามจำนวนมากเหล่านี้เชื่อว่าเตรียมไว้เพื่อก่อการร้ายรอบใหม่

เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงสภาพหลังพิงฝาของคนตระกูลชินจากวิบากกรรมคดีที่ทยอยเช็คบิลจนออกอาการฟิวส์ขาดส่งสัญญาณพร้อมดับเครื่องชนอำนาจรัฐ ภายใต้สถานการณ์ที่มีแนวโน้มแหลมคมเข้มข้นขึ้นทุกขณะ

 

เครือข่ายเพื่อแม้วเดี้ยงถ้วนหน้า อ่อนกำลังยากกลับมาใหญ่

Published July 11, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/262037

วันเสาร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้เครือข่ายแกนนำขบวนการเพื่อแม้วไม่ถูกกรรมจากคดีเก่าตามเช็คบิลก็ถูกกวาดล้างออกหมายจับจนแตกกระเจิง โดยหลายคนหมดอนาคตส่อนอนคุกยาวและจบชีวิตทางการเมืองหลายปีขณะที่บางคนต้องหนีหัวซุกหัวซุนในต่างแดนในฐานะผู้ต้องหาภัยความมั่นคง และบางคนมีแนวโน้มถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ถอดถอนซึ่งนอกจากหมดสิทธิ์ลงสมัคร สส. 5 ปีแล้วยังอาจเจอคดีอาญาด้วย

เครือข่ายขบวนการเพื่อแม้วที่ส่อติดคุกยาวก็คือ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีตแกนนำแดงฮาร์ดคอร์รวมทั้งอดีตสส.พรรคเพื่อแม้วและแกนนำเสื้อแดงอีก 12 คนที่ถูกศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 4 ปี กรณีบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียนและผู้นำชาติมหาอำนาจคู่เจรจาที่พัทยาเมื่อปี 2552 โดยคดีนี้ศาลไม่ให้ประกันตัวชั่วคราว

นอกจาก นายอริสมันต์ และพวกแล้ว ล่าสุด วัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเรื่องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการกลุ่มคนเสื้อแดง และอดีตสส.พรรคเพื่อแม้ว เนื่องจากปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า นายณัฐวุฒิ ปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดงเมื่อปี 2552 สั่งการให้กลุ่มเสื้อแดงบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนอีกทั้ง นายอริสมันต์ ก็ปราศรัยบนเวทียืนยันว่าได้รับเงินเบื้องต้นจาก นายณัฐวุฒิ 180,000 บาท เพื่อปฏิบัติการครั้งนี้

นายวัชระ ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมฝ่ายตำรวจและอัยการในอดีตถึงไม่สั่งฟ้อง นายณัฐวุฒิ ทั้งๆ ที่เป็นตัวการสำคัญและมีหลักฐานชัดเจนว่าสั่งการให้บุกล้มการประชุมผู้นำอาเซียน

เครือข่ายกองกำลังใต้ดินขบวนการเพื่อแม้วที่สำคัญอีกแก๊งหนึ่งที่กำลังถูกกวาดล้างอย่างหนักจนราบคาบและต้องหนีหัวซุกหัวซุนคือเครือข่ายของ นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณหรือ “โกตี๋” ที่ขณะนี้ถูกตั้งข้อหาหนักฐานเป็นภัยด้านความมั่นคงและวางแผนก่อการร้าย หลังกำลังทหารและตำรวจบุกทลายคลังแสงใหญ่ของเครือข่าย“โกตี๋” ใน 9 จุด 7 จังหวัด ซึ่งนอกจากยึดอาวุธสงครามร้ายแรงได้จำนวนมากและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยร่วมขบวนการวางแผนก่อการร้ายได้ 9 คน แล้วยังขยายผลจนออกหมายจับเครือข่ายร่วมขบวนการเพิ่มอีก 10 คน

ขณะที่กำลังทหารและตำรวจยังปฏิบัติการปูพรมกวาดล้างเครือข่ายนักการเมืองพรรคเพื่อแม้วและผู้มีอิทธิพลในจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะที่จ.อุทัยธานี พบอาวุธสงครามจำนวนมากเช่นกัน

สำหรับ “โกตี๋” ซึ่งหนีหมายจับและกบดานอยู่ในประเทศลาวนั้น ขณะนี้ทางการไทยเตรียมประสานไปยังทางการลาวอีกครั้งเพื่อให้จับตัวส่งกลับมาดำเนินคดีในไทยตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งมีรายงานข่าวว่า “โกตี๋” หนีหัวซุกหัวซุนออกจากที่พักในนครเวียงจันทน์แล้วและกำลังหาทางหลบหนีต่อไปยังประเทศที่สาม

แกนนำพรรคเพื่อแม้วอีกคนหนึ่งซึ่งอนาคตชะตากรรมร่อแร่ก็คือ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศ พรรคเพื่อแม้วซึ่งเป็นเด็กปั้นในคาถาของ นักโทษชายแม้ว ที่ล่าสุดถูกสนช.ไต่สวนจากถูกยื่นถอดถอนกรณีคืนพาสปอร์ตให้ นักโทษชายแม้ว โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจากคำชี้แจงของนายสุรพงษ์ ในที่ประชุมสนช. ถูกตั้งข้อสังเกตว่าสุนัขไม่รับประทานถามม้าตอบช้างแบบข้างๆ คูๆ อาทิ ในประเด็นที่ นายสุรพงษ์ เมื่อครั้งเป็นรมว.ต่างประเทศเคยประกาศช่วงก่อนวันปีใหม่ว่าจะคืนพาสปอร์ตให้ นักโทษชายแม้ว ผู้เป็นเจ้านายเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ซึ่ง นายสุรพงษ์ ชี้แจงต่อสนช.อย่างเล่นลิ้นเอาสีข้างเข้าถูหน้าตาเฉยโดยโยนความผิดให้สื่ออ้างว่า ตัวเองแค่พูดเล่นๆ แต่สื่อเอาคำพูดของตัวเองไปตีความและลงข่าวผิดๆ

หรืออย่างประเด็นคืนพาสปอร์ตให้ นักโทษชายแม้ว โดยใช้เวลาแค่ 1 วัน ซึ่ง นายสุรพงษ์ กล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนปกติ และเป็นการตัดสินใจดำเนินการทางการเมืองเนื่องจากไม่เห็นว่า นักโทษชายแม้ว มีพฤติการณ์เป็นภัยต่อประเทศ ทั้งๆ ที่ความจริง เขารู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า นักโทษชายแม้ว หนีโทษคดีทุจริตตามคำพิพากษาของศาลและหนีหมายจับคดีความมั่นคงหลายคดี ซึ่งตามกฎหมายและระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศห้ามออกพาสปอร์ตให้

ที่สำคัญ นายสุรพงษ์ ยังโยนความผิดให้ข้าราชการประจำโดยอ้างว่าการคืนพาสปอร์ตให้ นักโทษชายแม้ว เป็นการดำเนินการของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ

จากคำชี้แจงแบบข้างๆ คูๆ ของนายสุรพงษ์ จึงไม่แทบไม่ต้องทำนายผลการลงมติชี้ชะตาของสนช.ในวันที่ 30 มี.ค.นี้ล่วงหน้า เพราะ นายสุรพงษ์ ได้พิพากษาตัวเองไปเรียบร้อยแล้วจากคำชี้แจงแบบเอาสีข้างเข้าถู ซึ่งผลจากการถูกถอดถอนนอกจากหมดสิทธิ์ลงสมัคร สส. 5 ปีแล้วอาจถูกดำเนินคดีอาญาด้วย

อย่าว่าแต่แม้แต่ตัวนายใหญ่และคนตระกูลชินเองก็อยู่ในภาวะหลังพิงฝาเอาตัวแทบไม่รอด

เพราะฉะนั้นจากรูปการณ์พอจะมองได้ว่า แนวโน้มของแก้ว 3 ประการอันเป็นเครือข่ายขบวนการเพื่อแม้ว ซึ่งได้แก่พรรคการเมือง กลุ่มพลังมวลชนจัดตั้ง และกองกำลังก่อการร้ายใต้ดินนับวันจะถูกตัดแขนตัดขาสลายกำลังให้อ่อนแอลงเรื่อยๆ จนเชื่อว่ายากจะกลับมายิ่งใหญ่มีอำนาจยึดครองบ้านเมือง ได้อีกในอนาคต

ทีมข่าวการเมือง

กรรมทยอยเช็คบิล ขบวนการเพื่อแม้วหลังพิงฝา

Published July 11, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/261889

วันศุกร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

ช่วงนี้ดูเหมือนว่าบรรดาสาวกขบวนการเพื่อแม้วตั้งแต่นายใหญ่ไปจนกระทั่งแกนนำทั้งพรรคเพื่อแม้วและกลุ่มคนเสื้อแดงต่างๆ ทยอยใช้กรรมถูกคดีเก่าตามเช็คบิลกันเป็นทิวแถวอย่างล่าสุดคือนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำแดงฮาร์ดคอร์และพวกที่ถูกศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุก 4 ปีโดยไม่รอลงอาญาคดีที่นำมวลชนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและผู้นำชาติมหาอำนาจคู่เจรจาที่โรงแรมรอยัลคลิฟพัทยา เมื่อปี 2552 ยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกฯ

แม้ทนายความของ นายอริสมันต์ จะยื่นหลักทรัพย์ 2 ล้านบาท เพื่อขอประกันตัว นายอริสมันต์ และคนละ 1 ล้านบาท เพื่อขอประกันตัวจำเลยคนอื่นๆอีก 12 คน แต่ศาลไม่อนุญาตและให้ส่งตัวเข้าเรือนจำทันที เพื่อรอการพิจารณาในชั้นศาลฎีกา

สำหรับจำเลยอีก 12 คนนอกจาก นายอริสมันต์ ล้วนเป็นอดีตสส.พรรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง อาทิ นายวรชัย เหมะ, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภารัตน์, นพ.วัลลภ ยังตรง, นายสิงทอง บัวชุม, นายนิสิต สินธุไพร, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายวันชนะ เกิดดี,
นายพิเชฐ สุขจินดาทอง, นายศักดิ์ดา นพสิทธิ์, นายนพพร นามเชียงใต้, นายสำเริง ประจำเรือ และนายสมยศ พรหมมา

ข้อน่าสังเกตคือในสำนวนฟ้องคดีนี้ฝ่ายพนักงานสอบสวนและอัยการกลับไม่มีการสั่งฟ้องตัวการสำคัญอีกอย่างน้อย 2 คนคือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก รวมทั้ง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตสส.พรรคเพื่อไทย เลขาธิการคนเสื้อแดง ทั้งๆ ที่ในช่วงเหตุการณ์บุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนชัดเจนว่าทั้งสองส่อพฤติการณ์บงการและปราศรัยปลุกระดมให้มวลชนเสื้อแดงใช้ความรุนแรง

นายอริสมันต์ นอกจากใช้กรรมคดีบุกล้มอาเซียนซัมมิทแล้วยังมีคดีความมั่นคงเป็นชนักปักหลังอีกหลายคดีรวมทั้งคดีก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 และที่สำคัญซึ่งเป็นคดีเฉพาะหน้าคือคดีหมิ่นประมาท นายอภิสิทธิ์ว่าสั่งฆ่าประชาชนในเหตุการณ์เมื่อปี 2553 ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาจำคุกนายอริสมันต์ แต่ได้รับการประกันตัว ซึ่งคดีนี้ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาจะชี้ชะตา นายอริสมันต์ ในสิ้นเดือนนี้

แกนนำคนใกล้ชิด นายทักษิณ อีกคนหนึ่งที่กำลังจะถูกกรรมตามเช็คบิลคือ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและอดีตรมว.ต่างประเทศ ซึ่งที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)นัดถอดถอน นายสุรพงษ์ ในวันที่ 30 มี.ค.นี้กรณีคืนพาสปอร์ตให้กับ นายทักษิณ ทั้งๆที่เป็นผู้ต้องหาหนีหมายจับอันขัดต่อกฎหมาย ซึ่งแนวโน้ม นายสุรพงษ์ มีแนวโน้มสูงที่จะถูกถอดถอนส่งผลให้ต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์ลงสมัคร สส. 5 ปี ไม่รวมโทษทางอาญา

อีกหนึ่งแดงฮาร์ดคอร์ที่รับใช้ใกล้ชิดนายใหญ่แม้วก็คือ นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ ผู้ต้องหาหนีหมายจับคดีหมิ่นเบื้องสูงและคดีความมั่นคงซึ่งกบดานอยู่ในลาวที่กำลังตกเป็นข่าวครึกโครมอยู่ในขณะนี้หลังจากที่กำลังทหารและตำรวจบุกทลายเครือข่ายพื้นที่อิทธิพลของ “โกตี๋” ในจ.ปทุมธานี และอีก 8 จุดในอีก 6 จังหวัดโดยพบคลังแสงอาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมากรวมทั้งยาบ้า โดยมีการควบคุมผู้ต้องสงสัยเครือข่ายโกตี๋ไว้ได้ 9 คนเพื่อสอบสวนขยายผล

“โกตี๋” และพวกถูกตั้งข้อหาร้ายแรงหลายข้อหาคือ อั้งยี่ซ่องโจร มียาเสพติดไว้ในครอบครอง มีอาวุธยุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครอง มีพฤติการณ์อันเป็นภัยต่อความมั่นคงและวางแผนสังหารผู้นำประเทศ โดยขณะนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงเตรียมประสานไปยังทางการลาวเพื่อขอให้ส่งตัวมาให้ทางการไทยเพื่อดำเนินคดีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

นอกจากเหล่าแกนนำเพื่อแม้วที่กำลังหลังพิงฝาแล้ว นายทักษิณ เองก็กำลังถูกกรรมเก่าตามเช็คบิลเช่นกันจากการถูกเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่นมูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่อ้อยกำลังจะเข้าปากช้างเมื่อคดีกำลังจะหมดอายุความในสิ้นเดือนนี้อยู่แล้ว แต่รัฐบาลโดยกรมสรรพากรเตรียมยื่นประเมินภาษีใหม่เนื่องจากที่ผ่านมามีการส่อเจตนาเล่นแปรธาตุเลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ปด้วยการอ้างว่าเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯซึ่งไม่ต้องเสียภาษี แต่จากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สั่งยึดทรัพย์สิน นายทักษิณ 46,000 ล้านบาท ตอนหนึ่งชี้ชัดว่า หุ้นชินคอร์ปที่ นายทักษิณ ทำทีไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแอมเพิลริชที่เกาะฟอกเงินบริติชเวอร์จิ้นแล้วโอนหุ้นชินคอร์ปมาไว้ที่บริษัทแอมเพิลริช จากนั้นขายหุ้นบริษัทแอมเพิลริชให้บุตรทั้งสองคือ นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร หุ้นละแค่ 1 บาท ทั้งๆ ที่ราคาในตลาดสูงถึงหุ้นละ 49.25 บาท จากนั้นบุตรทั้งสองของ นายทักษิณ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทแอมเพิลริชนำหุ้นไปขายให้กองทุนเทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์ฯ อันสะท้อนว่าแท้ที่จริงแล้วหุ้นทั้งหมดยังเป็นของ นายทักษิณ โดยที่บุตรทั้งสองของ นายทักษิณ เป็นเพียงนอมินี ดังนั้นรัฐบาลชุดนี้เตรียมประเมินเรียกเก็บภาษีจาก นายทักษิณ จากส่วนต่างกำไรการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นมูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท

ขณะที่ นายทักษิณ ถูกเรียกเก็บภาษีทั้งๆ ที่อ้อยกำลังจะเข้าปากช้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ผู้เป็นน้องสาวก็อยู่ในภาวะกรรมกำลังจะเช็คบิลเช่นกันจากคดีโครงการรับจำนำข้าวโดยเฉพาะโทษทางอาญาที่กำลังงวดใกล้ชี้ชะตาเข้ามาทุกขณะในอีกไม่ช้า ยังไม่ร่วมคนตระกูลชินอีกหลายคนที่กำลังเผชิญวิบากกรรมจากคดีต่างๆ

ภายใต้สถานการณ์หลังพิงฝาของขบวนการเพื่อแม้วจึงไม่แปลกที่นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อแม้วคนสนิทของนายใหญ่จะออกมาโวยวายดับเครื่องชนรัฐบาลคสช. พร้อมทั้งขู่คิดบัญชีหลังเลือกตั้ง

ทีมข่าวการเมือง

แนวคิดอันตรายที่ยังซ่อนอยู่ แผนเปลี่ยนการปกครองประเทศ

Published July 11, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/261549

วันพุธ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

ในปฏิบัติการสลายเครือข่ายคลังแสงของนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ “โกตี๋” โดยจากการตรวจค้น 9 จุดใน 7 จังหวัด พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาสงสัยไว้ได้ 9 คนโดยเฉพาะบ้านพักเครือข่าย “โกตี๋” ย่านคูคต จ.ปทุมธานี พบคลังแสงอาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมาก พร้อมหลักฐานเอกสารการปลุกระดมที่นอกจากเป็นภัยบ่อนทำลายสถาบันเบื้อสูงแล้ว ยังเป็นอันตรายร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ ด้วยแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศเป็นระบอบสหพันธรัฐ

แนวคิดเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศและบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงของขบวนการเพื่อแม้วมีมานานแล้วซึ่งแม้แต่เหตุการณ์ “ขอนแก่นโมเดล” เมื่อกำลังทหารและตำรวจบุกจับกลุ่มแกนนำแดงฮาร์ดคอร์กว่า 20 คน ขณะประชุมวางแผนในอพารต์เมนท์หรูแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2557 หลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เพียงวันเดียว ซึ่งฝ่ายเจ้าหน้าที่ถึงกับผงะเมื่อสามารถยึดคลังอาวุธสงครามจำนวนมาก ซึ่งครั้งนั้นผู้ต้องหาหลายคนยอมรับสารภาพและเปิดเผยข้อมูลแผนก่อการร้ายครั้งใหญ่โดยเริ่มจากจ.ขอนแก่น เป็นแห่งแรก ก่อนที่จะลุกลามไปยังจังหวัดอื่นทั่วประเทศ โดยเป้าหมายสูงสุดคือสร้างสถานการณ์ให้เกิดความระส่ำระสายจนกลายเป็นสงครามประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศเป็นระบอบสาธารณรัฐ

ทั้งนี้แกนนำผู้ต้องหาขอนแก่นโมเดลที่ถูกจับกุมบางคนเปิดโปงแผนร้ายระบุว่าได้รับท่อน้ำเลี้ยงเบื้องต้น 5 ล้านบาท สำหรับการประชุมวางแผน และได้รับการสั่งการจาก “นายใหญ่” ที่บัญชาการเป็นระยะๆ

ที่ผ่านมาในเหตุการณ์จากการชุมนุมสร้างสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดงช่วงปี 2552-2553 แกนนำเสื้อแดงไม่ว่าจะเป็น นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานกลุ่มเสื้อแดง หรือ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำแดงฮาร์ดคอร์ ก็เคยประกาศแนวคิด “รัฐไทยใหม่” ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงในภาคอีสาน และภาคเหนือ ก็เคยเคลื่อนไหวถึงกับติดป้ายผ้าปลุกระดมให้แยกภาคอีสานและภาคเหนือ ตั้งเป็นประเทศล้านนา

นอกจากนี้ แกนนำขบวนการเพื่อแม้วจำนวนมากที่หนีหมายจับคดีความมั่นคงและหมิ่นเบื้องสูงไปเคลื่อนไหวอยู่ในประเทศต่างๆยังคงเคลื่อนไหวปลุกระดมผ่านสื่อโซเชียลรูปแบบต่างๆบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงอย่างเหิมเกริม รวมทั้งเผยแพร่แนวคิดระบอบการปกครองใหม่ ซึ่งรวมทั้ง “โกตี๋” ที่หนีหมายจับและขณะนี้กบดานอยู่ในประเทศลาว

ล่าสุดวิกิพีเดียได้เผยแพร่รายงานโดยเปิดเผยรายชื่อ “ขบวนการล้มเจ้า” ของไทยที่เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศต่างๆ โดยการเคลื่อนไหวใช้ทั้งรูปแบบให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติ ออกใบปลิวปลุกระดม แพร่ความเห็นผ่านสื่อไปยังประชาชนโดยตรง การพูดหรือปราศรัยในเวทีสาธารณะ การเผยแพร่ทางอินเตอร์เนต อาทิ เว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน หรือเว็บบอร์ดคนเหมือนกัน นอกจากนี้ ยังเผยแพร่ทางภาพและบทความผ่านสื่อเสื้อแดงรูปแบบต่างๆ

กลุ่มที่ใช้ชื่อว่ากลุ่มสหพันธรัฐไทยเคลื่อนไหวผ่านทางยูทูบและเฟซบุ๊คเป็นหลัก โดยผู้เคลื่อนไหวหลัก อาทิ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรมต.ประจำสำนักนายกฯยุครัฐบาลเพื่อแม้ว นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและอดีตรมว.มหาดไทย นายสุนัย จุลพงศธร อดีตสส.พรรคเพื่อไทย นายเสน่ห์ ถิ่นแสน หรือ ดร.เพียงดิน รักไทย นางสุดา รังกุพันธุ์ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นางจรรยา ยิ้มประเสริฐ นายจอม เพชรประดับ นายชูพงศ์ ถี่ถ้วน นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นางดารณี กฤตบุญญาลัย นายชนินทร์ คล้ายคลึง นายปวิน ชัชวาลพงษ์พันธ์ นายศรันย์ ฉุยฉาย หรือ “อั้ม เนโกะ” นายเอกภพ เหลือรา หรือ “ตั้ง อาชีวะ นายมนูญ หรือ เอนก ชัยชนะ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ฯลฯ

โดยขบวนการคิดล้มเจ้าเหล่านี้กระจายอยู่ทั้งในสหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรปบางประเทศ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และลาว

จากขบวนการขอนแก่นโมเดลมาจนกระทั่งปฏิบัติการยึดคลังแสงเครือข่าย “โกตี๋” โดยอาวุธส่วนหนึ่งเป็นอาวุธที่กลุ่มเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ปล้น หรือยึดจากทหารในเหตุการณ์ก่อการร้ายเมื่อปี 2553 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ขบวนการเพื่อแม้วยังมีความพยายามอย่างต่อเนื่องพร้อมที่จะก่อการร้ายรอบใหม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์ของขบวนการเพื่อแม้วที่อยู่ในภาวะหลังพิงฝาเมื่อคนตระกูลชินถูกคดีและมาตรการทางกฎหมายตามเช็คบิลเข้มข้นมากขึ้นทุกขณะ และหากมองไปข้างหน้าขบวนการเพื่อแม้วแทบมองไม่เห็นอนาคตที่จะกลับมาผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศเหมือนที่ผ่านมา โดยมีกองทัพเป็นอุปสรรคสำคัญ

ดังนั้นภายใต้สถานการณ์หลังพิงฝาหนทางเดียวที่จะเอาตัวรอดและฟื้นขบวนการเพื่อแม้วให้กลับมายิ่งใหญ่อย่างถาวรก็คือสร้างสถานการณ์ให้เกิดความระส่ำระสายสุมไฟก่อการร้ายเปิดทางให้เกิดสงครามประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศซึ่งแผนการดังกล่าวคาดว่ายังซ่อนอยู่ในความคิดของขบวนการเพื่อแม้วเพียงแต่รอโอกาสและสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยเท่านั้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติและสถาบันเบื้องสูง

ทีมข่าวการเมือง

วัดใจลาวจับส่งตัวให้ไทย หลังยึดคลังอาวุธเปิดแผนร้ายโกตี๋

Published July 11, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/261383

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

แน่นอนว่าคงไม่มีอาชญากรคนไหนยอมรับสารภาพแต่โดยดี ซึ่งนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ “โกตี๋” แกนนำแดงฮาร์ดคอร์ที่หนีหมายจับคดีหมิ่นเบื้องสูงและคดีความมั่นคงไปกบดานอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านลาวก็เช่นกันออกมาปฏิเสธผ่านยูทูบทันทีว่า ปฏิบัติการของฝ่ายทหารและตำรวจที่บุกตรวจค้นเครือข่าย“โกตี๋”พร้อมกัน 9 จุดใน 7 จังหวัด โดยเฉพาะที่จ.ปทุมธานี อันเป็นถิ่น“โกตี๋”เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพบคลังแสงอาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมาก ซึ่งฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าคลังแสงดังกล่าวเป็นแผนก่อการร้ายและเตรียมลอบสังหารผู้นำ เป็นปฏิบัติการจัดฉากของอำนาจรัฐที่ไม่แนบเนียน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตำรวจนำทีมโดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) พร้อมนายตำรวจใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการจับคลังอาวุธ“โกตี๋”ครั้งนี้แถลงข่าวใหญ่อย่างเป็นทางการ พร้อมนำหลักฐานที่ยึดได้คืออาวุธสงครามร้ายแรงกองมหึมาโชว์ต่อสื่อมวลชน โดยในบรรดาอาวุธสงครามร้ายแรงนานาชนิดที่น่าสนใจก็คือ ปืนสไนป์เปอร์เก็บเสียงซึ่งใช้สำหรับภารกิจลอบสังหารโดยเฉพาะ ซึ่งคลังอาวุธที่บุกยึดได้ดูเหมือนจะสอดคล้องกับพฤติการณ์ของ “โกตี๋” ที่ก่อนหน้านี้เคลื่อนไหวโฆษณาชวนเชื่อทางสื่อโซเชียลมีเดียซึ่งนอกจากหมิ่นเบื้องสูงอย่างหยาบช้าแล้ว ยังเคยประกาศว่าจะสังหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. รวมทั้งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง

พล.ต.อ.จักรทิพย์ เท้าความว่าการตรวจค้นยึดคลังแสง “โกตี๋” ครั้งนี้สืบเนื่องจากการเข้าตรวจค้นสำนักจานบินเพื่อจับ ธัมมชโย อดีตเจ้าสำนัก เมื่อต้นเดือนนี้พบว่ามีกลุ่มบุคคลที่เป็นเครือข่ายของ “โกตี๋” เคลื่อนไหววางแผนสะสมและซุกซ่อนอาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมากเพื่อเตรียมก่อเหตุร้ายหากฝ่ายเจ้าหน้าที่ใช้กำลังบุกเข้าตรวจค้นสำนักจานบินซึ่งสืบสวนขยายผลมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งบุกยึดคลังอาวุธจำนวนมากดังกล่าว

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ยืนยันว่าการบุกทลายเครือข่ายและสกัดแผนร้ายของ “โกตี๋”ครั้งนี้ไม่ได้มีการจัดฉาก โดยปฏิบัติการของฝ่ายเจ้าหน้าที่พาสื่อมวลชนและมีการบันทึกภาพการเข้าตรวจค้นทุกขั้นตอนอย่างละเอียด อีกทั้งก่อนลงมือปฏิบัติการหน่วยงานด้านการข่าวได้มีการติดตามพฤติกรรมความเคลื่อนไหวเครือข่ายของ “โกตี๋” มานานพอสมควร

ยิ่งหากศึกษาประวัติที่นิยมการใช้ความรุนแรงอย่างโชกโชนของ “โกตี๋” ก็คงไม่มีอะไรสงสัย โดย “โกตี๋” เคยร่วมกับกลุ่มเสื้อแดงก่อจลาจลทั่วกทม.และบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียนและผู้นำชาติมหาอำนาจคู่เจรจาที่โรงแรมรอยัล คลิฟ พัทยา เมื่อปี 2552 ตามด้วยการก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองปี 2553 และล่าสุดก็คือยกกำลังเสื้อแดงบุกยิงถล่มมวลมหาประชาชน กปปส. ที่นำโดย หลวงปู่พุทธะอิสระ ที่บริเวณสี่แยกหลักสี่ เมื่อปี 2557

ประเด็นที่น่าสนใจคืออาวุธร้ายแรงจำนวนมากของเครือข่าย“โกตี๋” ครั้งนี้และแผนร้ายที่เตรียมก่อเหตุรุนแรงใครต่อท่อน้ำเลี้ยงและชักใยอยู่เบื้องหลัง เพราะลำพังเครือข่าย “โกตี๋” จัดหาอาวุธสงครามมากมายขนาดนี้ไม่ได้แน่นอน และปฏิบัติการใหญ่ขนาดนี้ต้องมีคนหนุนหลัง วางแผนและสั่งการเป็นอย่างดีโดยทำอย่างเป็นขบวนการและเป็นระบบ เพราะจากปฏิบัติการตรวจค้น 9 จุดใน 7 จังหวัดประกอบด้วยปทุมธานี สมุทรปราการ อ่างทอง ประจวบคีรีขันธ์ หนองคาย สุรินทร์ และนครราชสีมานอกจากสามารถยึดอาวุธสงครามและสิ่งผิดกฎหมายได้จำนวนมากแล้ว ยังคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 9 คน ซึ่งขณะนี้กำลังถูกสอบเครียดเพื่อขยายผลหวังสาวไปให้ถึงตัวจอมบงการ

ทั้งนี้จ.ปทุมธานี ถือเป็นแหล่งอิทธิพลสำคัญของ “โกตี๋” โดยได้รับการหนุนหลังจากนักการเมืองดังของจังหวัด รวมทั้งอดีตนายตำรวจใหญ่คนดังที่ได้ดีเพราะพี่ให้ที่มีอิทธิพลอยู่ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี

ข้อน่าสังเกตก็คือ แผนร้ายของเครือข่าย “โกตี๋”เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ขบวนการเพื่อแม้ว และพันธมิตรคือสำนักจานบินกำลังอยู่ในภาวะหลังพิงฝาด้วยมาตรการทางกฎหมายของอำนาจรัฐจนใกล้ล่มสลายเข้าไปทุกขณะ

การที่“โกตี๋” ยังลอยนวลกบดานอยู่ในลาวมานานถึง 3 ปีต้องถือว่าไม่ธรรมดา และที่น่าสังเกตก็คือ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ทางการไทยโดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตร เคยนำทีมผู้นำหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยบินไปเจรจากับผู้นำระดับสูงของลาวด้วยตัวเองเพื่อขอให้ทางการลาวส่งตัว “โกตี๋” ที่ถูกออกหมายจับคดีหมิ่นเบื้องสูงกลับมาดำเนินคดีในไทย แต่จนบัดนี้เรื่องกลับเงียบสนิท

แต่ในเมื่อเกิดกรณีปฏิบัติการบุกจับเครือข่าย “โกตี๋” พร้อมอาวุธสงครามจำนวนมาก และพบเบาะแสแผนร้ายถึงขนาดมุ่งสังหารผู้นำของไทย จึงน่าที่หน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยหรือกระทรวงการต่างประเทศจะลองอีกครั้งโดยประสานงานไปยังทางการลาวเพื่อขอให้ส่งตัว “โกตี๋และพวกซึ่งเป็นผู้ต้องหาอันเป็นภัยต่อสถาบันเบื้องสูงและต่อความมั่นคงของชาติมาให้ทางการไทย แม้ไทยและลาวจะไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อกัน แต่เพื่อความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศในอนาคต

ทั้งนี้เพื่อเป็นการวัดใจทางการลาว ซึ่งหากทางการลาวยังเฉยไม่ยอมส่งตัว“โกตี๋”และพวก ก็คงได้แต่เก็บท่าทีไว้ในใจว่าทีใครทีมัน

ทีมข่าวการเมือง

%d bloggers like this: