ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

All posts tagged ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

“บัวบก” ปลูกง่าย มากสรรพคุณ แก้อกหักได้จริงเหรอ?

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

“บัวบก” ปลูกง่าย มากสรรพคุณ แก้อกหักได้จริงเหรอ?

อกหักมาหลายครั้ง

ดื่มน้ำใบบัวบกทุกครั้งไปก็ไม่ยักจะเห็นว่าอาการทุเลาลงได้ ยังคงเจ็บข้างใน น้ำตายังไหลพรากๆ นองเต็ม 4 ห้องหัวใจฟากทรวงอกข้างซ้าย

“คนอกหัก ต้องกินใบบัวบกแก้ช้ำ”

คำกล่าวนี้เชื่อได้จริงหรือ?

เพลงลูกทุ่งบางเพลงจากปากนักร้องเสียงหวานเคยแว่วเข้าหูเมื่อนานมาแล้ว เล่าเรื่องราวของไอ้หนุ่มรักคุด หลังจากถูกอีสาวบ้านนาทิ้งไปรักใครคนอื่น

ครูเพลงและนักร้องประสานใจกัน บอกทางแก้ไว้ทำนองเดียวกันนี้ด้วยเสร็จสรรพ

“?หาใบบัวบกกินแก้ช้ำ” (ฮา)

ไม่หรอกครับ เรื่องการดื่มน้ำใบบัวบก กินใบบัวบกแก้อกหักนั้นก็เป็นเพียงการอุปมาเปรียบเทียบ ตามสรรพคุณอย่างหนึ่งของพืชผักมากสรรพคุณ “บัวบก” เท่านั้นเอง

ด้วย บัวบก เป็นสมุนไพรที่ช่วยบำรุงหัวใจ แก้ช้ำใน (จากอุบัติเหตุเลือดตกใน ไม่ใช่อกหัก) แก้ร้อนในกระหายน้ำ ฯลฯ

นักเลงภาษารู้ฤทธิ์ทางยาของพืชพื้นถิ่น ใช้แซวคนอกหักติดปากเรื่อยมาจนถึงวันนี้

เห็นไอ้หนุ่ม หรืออีสาวที่เพิ่งอกหัก โดนแฟนบอกเลิก มีอาการเศร้าหมองๆ ร่างกายเหมือนไร้กำลังวังชา ก็อำกันไปเลยครับว่า…

“ลองหาใบบัวบกกินแก้อกหักดูสิ เผื่อจะดีขึ้น”

แต่แม้จะเป็นคำแซวเล่น แต่อย่างไร น้ำใบบัวบก ก็ช่วยให้กระชุ่มกระชวยสดชื่นได้

บัวบก มีชื่อวิทยาศาสตร์ที่บ่งบอกว่าเป็นพืชท้องถิ่นในทวีปเอเชียว่า Centella asiatica

สำหรับในประเทศไทย มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น อย่างภาคใต้ จะเรียกว่า “ผักแว่น” ภาคเหนือ จะเรียก “ผักหนอก”

จีน เรียก บัวบก ว่า “จิเสวี่ยเฉ่า” ที่หมายถึง หญ้า หรือสมุนไพรที่เสมือนมีหิมะสะสมตัวอยู่ (ว้าว!)

ขณะที่ในภาษาอังกฤษ ได้ชื่อว่า “Tiger”s herb” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “สมุนไพรเสือ”

ที่มาของชื่อนี้มีอยู่ว่า ถ้าเสือที่อาศัยอยู่ในป่าเกิดได้รับบาดเจ็บ ร่างกายมีบาดแผล มันมักจะไปนอนกลิ้งอยู่บนต้นบัวบกที่ขึ้นปกคลุมพื้นดิน

ราชาแห่งป่ารู้ว่าพืชชนิดนี้มีสรรพคุณช่วยสมานแผลได้

บัวบก เป็นพืชล้มลุก ที่ลำต้นเลื้อยไปตามพื้น แตกรากยึดเกาะไปเรื่อยขณะที่ใบซึ่งเป็นส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์จะออกตามข้อ

นับเป็นพืชผักและสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้กันมาก

อย่างเช่น ใช้กินกับก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย เคียงลาบ ส้มตำ หรือเป็นผักจิ้มน้ำพริกก็แซบหลาย (แต่หลายคนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นฉุนๆ ของมันเท่าไหร่นักหรอก)

หากใช้เป็นยาก็มีสรรพคุณหลายชนิด เป็นต้นว่า โรคลมชัก โรคผิวหนัง ท้องเสีย ท้องอืด แผลในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์กล่อมประสาท ช่วยบำรุงสมอง เพิ่มความจำ ช่วยลดความอ่อนล้าของสมอง

กระนั้นก็มีข้อเตือนอยู่ว่า คนขี้หนาวไม่เหมาะกับพืชชนิดนี้ ด้วยบัวบกมีฤทธิ์เย็นอยู่ในตัว เช่นเดียวกับคนที่ท้องอืดอาหารไม่ย่อย ก็ไม่ควรแตะต้องด้วยเช่นกัน

สำหรับคนขี้ร้อนกินได้ สบายมาก

บัวบก ที่ผมได้มาปลูก จะว่าไปแล้วช่างเป็นความบังเอิญอย่างยิ่ง ที่จู่ๆ หลังจากที่เตรียมดินสำหรับทำแปลงผักทิ้งไว้ วันหนึ่งก็พบมีต้นใบบัวบกขึ้น

แรกก็ไม่แน่ใจหรอกว่าใช่ต้นบัวบกหรือเปล่า แต่ลักษณะแล้วคลับคล้ายคลับคลามาก จึงลองขุดเอามาเพาะกล้าในกระถางก่อน

ผ่านไป 1-2 สัปดาห์ เริ่มชัดเจนขึ้น

บัวบก แน่ๆ

นาทีนั้นผมเริ่มคิดถึงคำกล่าว “กินบัวบกแก้อกหัก” เห็นภาพน้ำใบบัวบกที่ตัวเองเคยซื้อมาดื่ม

คิดในใจ “จะได้ลองทำกินดูด้วยตัวเองก็คราวนี้”

ค้นคว้าหาวิธีทำมาเสร็จสรรพ สำหรับคนที่มีอาการช้ำใน (ไม่เกี่ยวกับอกหัก) แต่เป็นอุบัติเหตุต่างๆ อย่างถูกกระแทกจนอาจเกิดเลือดตกใน เขาแนะนำให้เอาใบบัวบกมาล้างให้สะอาด จากนั้นเข้าเครื่องปั่นให้ละเอียด เติมน้ำตามปริมาณที่เหมาะสม

คือใบบัวบก สัก 1 กำมือ ต่อ น้ำ 1 แก้ว

จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง เอาแต่น้ำ จะเติมรสชาติด้วยน้ำตาล น้ำผึ้ง หรือเกลือ ก็แล้วแต่ชอบใจ

เขาแนะนำไว้ว่า คนช้ำใน ให้ดื่มวันละ 1 แก้ว ก่อนอาหาร 3 มื้อ

แต่ก็เตือนไว้ด้วยว่า อย่าดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะฤทธิ์เย็นของใบบัวบกนั้นจะทำให้ร่างกายเสียสมดุล สภาวะในร่างกายรวนเรปรวนแปรได้

ถึงวันนี้ ผมก็ยังไม่เคยได้ลองปั่นใบบัวบกมาดื่มน้ำสมใจอยากเลย

ด้วยอาหารอีสานมื้อเด็ดอย่าง ส้มตำ ลาบ ฯลฯ มักถูกซื้อติดกลับเข้ามากินในบ้านเสมอ และใบบัวบกก็มักจะเป็นหนึ่งในตัวเอกที่ถูกเด็ดมากินเคียง

อนาคต ตั้งใจว่าจะขยายจำนวนกระถาง จะได้ปลูกทันกินกับอาหารอีสาน

และเผื่อมีเหลือไว้ทำน้ำให้ได้ดื่มชื่นใจ

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตจากการปลูกบัวบกในกระถาง นั่นคือ เรื่องการให้น้ำ

จริงอยู่ แม้ว่าผักสมุนไพรมากสรรพคุณชนิดนี้จะชอบน้ำ ชอบดินที่ชุ่มชื้น

แต่การมีน้ำขังนั้นอันตราย เพราะจะทำให้ต้นเน่าได้

และยิ่งดินแน่นทิ้งไว้กลางแดดจ้า บางครั้งก็เห็นเจ้าพืชคลุมดินนี้เหี่ยวเฉา

ดังนั้น จึงต้องหมั่นดูดินในกระถางไม่ให้แน่น เกาะตัวเกินไป แก้ได้ก็ด้วยการเติมปุ๋ยหมักช่วยปรับหน้าดินบ้างเป็นครั้งคราว

หรือจะย้ายไหลไปปลูกในกระถางอื่นก็เป็นการขยายพันธุ์อย่างหนึ่ง

และเป็นวิธีการปลูกบัวบกเชิงการค้าที่ค่อนข้างได้รับความนิยมด้วยในปัจจุบันนี้

Advertisements

ปลูก “ผักสี่บาท” รอบรั้ว “ตำลึง” สารพัดประโยชน์ (จบ)

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

ปลูก “ผักสี่บาท” รอบรั้ว “ตำลึง” สารพัดประโยชน์ (จบ)

เป็นเมนูเด็ดในวัยเด็กเลยก็ว่าได้ สำหรับ แกงจืดหมูตำลึง

รั้วบ้านที่เมื่อก่อนเป็นเสาไม้ปักไว้พอกั้นอาณาเขตบ้านกับถนน (ไม่ใช่กำแพงคอนกรีตที่ปิดทึบอย่างปัจจุบันนี้) เป็นที่ดกดื่นด้วยเถาตำลึง ลูกตำลึงแดงๆ และยอดอ่อนๆ

แม่มักแวะเวียนไปเก็บยอดตำลึงสำหรับทำ แกงจืดหมูตำลึง อาหารโปรดของผมและน้อง

เพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมา แทบไม่ต้องเอ่ยปากขอก็สามารถเก็บไปทำกินได้เลย ไม่มีหวง

บางบ้านที่เลี้ยงนกแก้ว นกขุนทอง ฯลฯ ลูกตำลึงสุกสีแดงๆ เป็นอาหารชั้นเลิศ

ผมเก็บเอาลูกตำลึงไปฝากอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้อยู่เล่นกับนก พยายามสอนมันพูดภาษามนุษย์อยู่บ่อยๆ กระทั่งเคยคิดอยากหามาเลี้ยงบ้าง แต่พ่อไม่เห็นด้วย และไม่อยากให้จับสัตว์มาขังทรมาน (ถ้าวันนั้น พ่อบอกด้วยว่า จะทำให้นกไร้อิสรภาพคงเท่มากๆ)

แต่กับบ้านใหม่ในเมืองกรุง ตอนที่แล้วเล่าถึงความผิดพลาดในการพยายามบังคับให้เถาตำลึงเลื้อยพันรอบรั้วเหล็ก หากแต่ความที่ร้อนจัดตลอดทั้งวัน มือจับของตำลึงจึงไม่ทำงาน ที่สุดก็สลัดร่วงและเลื้อยราบไปกับพื้นดินอยู่เรื่อยๆ

กว่าจะถึง “บางอ้อ” ว่าตำลึงเขาร้อน ก็เมื่อผ่านไปนานพอสมควร

คราวนี้เมื่อรู้เหตุแล้ว วิธีแก้ก็แค่ง่ายๆ

เพียงเอาเสาไม้ กิ่งไม้ ไปวางแทน คราวนี้ต้นตำลึงก็เติบโตอย่างสบายใจ

“ผักสี่บาท” หรือที่เข้าใจตรงกันง่ายกว่าว่า “ตำลึง” สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้หลายอย่าง

ตอนก่อนที่จะย้ายจุดปลูกจากบริเวณที่ตำลึงไปเลื้อยพันต้นโมก (จนภรรยาเกรงว่า โมก จะตาย) ยอดตำลึงที่ผมเก็บได้ ถูกนำมาใช้ทำกินอย่างง่ายๆ ด้วยการลวกจิ้มน้ำพริก เพราะมีปริมาณไม่มากเท่าไหร่นัก

น่าเสียดายว่า ถ้าปล่อยให้ต้นโตกว่านี้อีกหน่อย บางทีอาจได้กิน แกงจืดตำลึง ต้มเลือดหมูใบตำลึง หรือไม่อาจเป็น แกงเลียง ก็เป็นได้

ว่าแล้ว นอกจากการกินตำลึงเป็นผักสด หรือลวกจิ้มน้ำพริก น่าลองมารู้จักการทำอาหาร 1-2 อย่าง โดยการใช้ผักอย่างตำลึง มาเป็นตัวชูโรง

เริ่มต้นที่ง่ายๆ อย่าง แกงจืดตำลึงหมูสับ

เป็นรายการที่ช่วยผุดวาบภาพชีวิตในวัยเด็กขึ้นมาได้เสมอ แม่กับการเก็บตำลึงที่ริมรั้ว ขณะที่ตั้งไฟต้มน้ำซุปกระดูกหมูเตรียมรอไว้ ตำลึง 1 กำมือ ถือติดมาเข้าครัว

ล้างทำความสะอาดตำลึงแล้วทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ

รอเวลาน้ำซุปเดือด ก็นำหมูสับที่หมักไว้ (สัก 10 นาที) กับรากผักชีโขลก พริกไทย กระเทียม เหยาะน้ำซีอิ๊ว ปั้นเป็นก้อนหรือรูปร่างตามใจใส่ลงไปขณะน้ำเดือดปุดๆ

พิจารณาว่าหมูสุกแล้ว ก็ปรุงรส โดยใส่เกลือ ใส่น้ำปลาตามชอบ ส่วนตำลึง 1 กำมือ ที่เตรียมไว้นั้น ใส่เป็นลำดับสุดท้าย ก่อนเตรียมเสิร์ฟ

อีกหนึ่งรายการผัดที่กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมาก

นั่นคือ ผัดผักตำลึงหมูสับ

ก็เหมือนกับการทำผัดผักทั่วไป เริ่มต้นด้วยตั้งน้ำมันให้ร้อน โขลกกระเทียมแล้วเอาลงไปเจียว ตามด้วยหมูสับคลุกเคล้าคนไปจนหมูสุก แล้วสุดท้ายก็ยอดตำลึง ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมันหอย น้ำตาลทราย และพริกไทยป่น ตามชอบ

ชัดเลยว่า ตำลึง สามารถนำมาทำอาหารได้หลายประเภท

และที่สำคัญคือเป็นอาหารที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยอย่างแน่นอน ผักที่ปลูกง่าย ขึ้นง่าย แต่มีประโยชน์สารพัดนี้เหมาะแก่การปลูกไว้เป็นผักสวนครัวอย่างยิ่ง

ในทางโภชนาการนั้น นักวิทยาศาสตร์พบว่า ตำลึง ที่เป็นผักช่วยบำรุงเรื่องสายตา เนื่องจากมีเบต้าแคโรทีนสูง เป็นแหล่งของวิตามินเอ

วิตามินเอ ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยในเรื่องการมองเห็นนั่นเอง

ยังมีอีกเยอะสำหรับสรรพคุณทางยาของตำลึง

ผมลองค้นคว้าข้อมูลจาก “มูลนิธิหมอชาวบ้าน” แล้วนำมาเรียบเรียงไว้เป็นที่เป็นทางในที่นี้ พบประโยชน์หลายอย่าง แต่ที่เอามานำเสนอต่อเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก

อย่างเช่น “ตำลึงกับการดูแลโรคเบาหวาน”

ตอนหนึ่งระบุว่า อินซูลินเป็นสารสร้างโดยเซลล์พิเศษในตับอ่อน ที่เรียก บีตาเซลล์ มีหน้าที่รักษาระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด บทบาทหลักของอินซูลินคือ การควบคุมความคงที่และความสมดุลของพลังงานในเลือด เพื่อควบคุมเมตาบอลิซึมของร่างกาย

โรคเบาหวาน แสดงออกโดยการมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงขึ้น เกิดจากการที่ร่างกายสร้างอินซูลินไม่เพียงพอ หรือการดื้อต่ออินซูลิน

“การดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้านของไทยเชื่อว่า การกินตำลึงจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โดยให้เอายอดตำลึงประมาณครึ่งกำมือ โรยเกลือพอให้มีรส ห่อใบตอง นำไปเผาไฟให้สุก กินก่อนนอนติดต่อกัน 3 เดือน กล่าวว่า น้ำตาลในเลือดก็จะลดลง”

คือบทสรุปเรื่องประโยชน์ของการกินตำลึง ที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือด

และเรื่องราวที่เอามาเล่าต่อนี้ก็มีการทดลองในต่างประเทศ มีผลการทดลองยืนยันด้วย

ใบตำลึง ยังใช้เป็นยาดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ได้อีกด้วย ขณะเดียวกันก็ใช้เป็นยาพอกรักษาผิวหนัง รักษาผื่นคันที่เกิดจาก หมามุ่ย ตำแย หรือพืชอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการคัน แก้ปวดแสบ ปวดร้อนได้

ที่ฮิตฮ็อตและน่าสนใจสำหรับคุณสาวๆ หรือหนุ่มๆ ที่รักสวยรักงามทั้งหลายคือ มีการนำใบตำลึงมาใช้ทำ “ครีมบำรุงผิว” ด้วย

แนะนำไว้โดย ให้เอาใบตำลึงสดๆ ล้างน้ำหลายๆ ครั้งให้สะอาด ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำแล้วก็เอามาโขลก บดให้ละเอียด โดยให้สังเกตว่า ใบตำลึงที่ละเอียดดีแล้วจะมีลักษณะเหนียวและข้น

ได้ที่แล้วก็เก็บเอาไว้ใช้ โดยใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด เก็บไว้ในตู้เย็นได้เป็นสัปดาห์ ไม่ต้องผสมสารกันบูดหรือวัตถุกันเสีย

ครีมบำรุงจากตำลึง มีสรรพคุณช่วยในเรื่องความงาม ช่วยให้ผิวพรรณสดชื่น และช่วยผ่อนคลายความเครียดด้วย

คุณหนุ่ม คุณสาว จะลองทำสปาเองดูที่บ้าน ก็ดูน่ารักกะหนุงกะหนิงดี

“ต้นมะขาม (เปรี้ยว)” หมั่นตัดแต่ง “ยอดอ่อน” ใส่ต้ม แซบหล้ายหลาย

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

“ต้นมะขาม (เปรี้ยว)” หมั่นตัดแต่ง “ยอดอ่อน” ใส่ต้ม แซบหล้ายหลาย

อาวุธติดมือของเด็กต่างจังหวัดที่ขาดเสียไม่ได้เวลาออกล่าสัตว์ นั่นคือ “หนังสติ๊ก”

อธิบายสักเล็กน้อยเผื่อคนเมืองไม่รู้จัก หนังสติ๊กเป็นอาวุธที่ทำจากง่ามไม้ มียาง 2 เส้น ยึดแต่ละง่ามไว้ที่ปลายด้านหนึ่ง ขณะอีกด้านหนึ่งจะใช้แผ่นหนังสัตว์รัดเชื่อมกันไว้ ใช้สำหรับเป็นฐานรองรับลูกกระสุน ที่โดยมากมักจะใช้ดินเหนียวปั้นตากแห้ง ก้อนกรวดดินลูกรัง หรือถ้ามีกระตังค์หน่อยก็ซื้อลูกแก้ว ซึ่งมีความแข็งแกร่งและมีอานุภาพในการทำลายล้างสูงมากๆ

วิธีใช้นั้น ให้มือข้างหนึ่งยึดด้าม มืออีกข้างออกแรงดึงบริเวณฐานหนังสัตว์ให้ยางยืดออก เล็งไปที่เป้าหมายแล้วปล่อย

เพียงลูกเดียว กิ้งก่า นก ก็มีอันต้องดิ้นกระแด่วๆ สิ้นใจตาย

ในวันที่โรงเรียนหยุด เรามักรวมตัวกันเพื่อออกผจญภัยประสาเด็กบ้านนอก กินข้าวที่บ้านแต่เช้า ห่อข้าวติดตัวไว้สำหรับไปกินกลางวัน กับข้าวไม่ต้องนำไปด้วย ก็หวังสัตว์จำพวก นก กิ้งก่า กบ ปลา ที่จะไปตามไล่ล่ากันนั่นแหละ

ต้องได้! ไม่อย่างนั้นมื้อกลางวันไม่มีกับข้าวกิน

ทุกคนจึงฮึกเหิม และสนุกสนานกับการล่าสัตว์มาเป็นอาหารมาก คิดไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับกองทัพพระเจ้าตากเพียงไม่กี่หยิบมือ ที่ฮึกเหิม มุ่งมั่น พร้อมแบบถวายหัว หลังจากทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองจันท์

ดินเหนียวที่ปั้นเป็นก้อนกลมๆ อัดแน่นอยู่เต็มกระเป๋า หนังสติ๊กเหน็บหลัง บางครั้งที่มืออีกข้างก็จะมีคันเบ็ดไม้ไผ่ยาวๆ สำหรับใช้ตกปลา

อาวุธอย่าง “หนังสติ๊ก” นี่เอง ที่ไม่มีใครยอมใคร

ของคนไหนสวย เพื่อนคนอื่นก็มักอิจฉา ต้องไปหาไม้มาทำใหม่เพื่อประชันกัน และแน่นอน ไม้ที่ดีที่สุดซึ่งเด็กอย่างเราพอจะหามาทำด้ามหนังสติ๊กได้ ก็คือ “มะขาม”

เรามักมีความสุขที่ได้ป่ายปีนต้นไม้ชนิดนี้เพื่อหากิ่งง่ามสวยๆ เหมาะๆ สำหรับตัดเอามาทำด้ามหนังสติ๊ก เพลิดเพลินกับการเก็บมะขามกินไป ร้องเพลงเล่นกันไป กระโดดจากกิ่งหนึ่งไปจับอีกกิ่งหนึ่งอย่างไม่กลัวว่ามันจะหัก เพราะประสบการณ์ชีวิตของทั้งคนรุ่นก่อนและรุ่นเราสอนให้รู้ว่า มะขาม เป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความแข็งแรงและทนทานมาก กิ่งไม่เปราะหักง่ายเหมือนต้นไม้อื่นๆ

ดูเขียงหมูนั่นปะไร ส่วนใหญ่ก็ทำจากโคนมะขาม

สับหมูฉับ ฉับ ฉับ เป็นสิบๆ ปีก็ไม่มีวันเสียหาย

มะขามไม่ใช่ผัก อาจเรียกได้ว่าเป็น “ผลไม้” ก็คงจะไม่ผิด

ที่คนไทยคุ้นเคยเห็นจะมีอยู่ 2 ชนิด คือ มะขามเปรี้ยว กับ มะขามหวาน โดยที่มะขามหวานจะมีพันธุ์อื่นๆ อีกมากมายหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์หมื่นจง พันธุ์สีทอง พันธุ์น้ำผึ้ง ฯลฯ ซึ่งหากอยากรู้ว่าต่างกันอย่างไร ให้ไปเยือนจังหวัดเพชรบูรณ์ ดินแดนแห่งมะขามหวาน

หรือลองไปเดินเที่ยวงานเกษตรแฟร์ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จะมีมะขามหวานมากมายให้ได้เลือกลองชิมรส

แต่ที่ผมคุ้นเคยคือ มะขามเปรี้ยว

โดยมากมักจะเก็บกินตามหัวไร่ปลายนา เมื่อครั้งเป็นฝักอ่อนก็ทำพริกเกลือจิ้ม ที่เหลือติดต้นเมื่อเป็นฝักดิบบางครั้งจะเก็บมาให้แม่ดองหรือทำแช่อิ่ม สุดท้าย ที่ยังเหลือติดต้นกลายเป็นฝักแก่ ก็เอามาทำเป็นมะขามเปียกได้ด้วย

ลืมบอกอีกอย่าง เม็ดมะขามสุกสามารถกินได้โดยการนำมาคั่วไฟอ่อนๆ เคี้ยวกินกรุบกรอบมาก

ผมได้พันธุ์มะขามเปรี้ยวยักษ์มาต้นหนึ่ง ตัดสินใจจะนำไปปลูกไว้เป็นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงาที่บ้าน

ด้วยความที่บ้านหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ หากต้องการได้ร่มเงาให้กับลานจอดรถก็ต้องปลูกต้นมะขามด้านทิศตะวันออก หากแต่เมื่อลองขุดดินลงไปได้เพียงจอบเดียว ก็พบว่าเป็นแนวท่อประปา คราแรกจะเปลี่ยนใจย้ายที่ปลูก แต่ด้วยความอยากได้ร่มเงาของมัน เพราะตั้งใจจะไม่ทำโรงรถ ที่สุดก็เลยขุดดินต่อและปลูกมะขามเปรี้ยวยักษ์ไว้ตรงตำแหน่งเดิม

มารู้อีกทีว่าดี ก็ตอนที่คนแก่คนเฒ่ามาเยี่ยมบ้าน

“ดีแล้ว ดีแล้ว…ตรงนี้แหละดีแล้ว บังแดดได้ด้วย อยู่หน้าบ้านด้วย”

ถามได้ความว่าชื่อมะขามก็พ้องเสียงกับ คำว่า “เกรงขาม” เป็นไม้มงคล ทำให้คนอื่นเกรงขาม

แต่สำหรับผมวิทยาศาสตร์อธิบายไว้ว่า มะขาม ก็เป็นไม้เนื้อแข็ง เหนียว ไม่เปราะหักง่าย การปลูกไว้บังแดดให้โรงรถจึงไม่ต้องห่วงเรื่องกิ่งที่จะหักลงมาทับรถสร้างความเสียหาย

สำหรับการปลูกมะขามเปรี้ยวยักษ์นั้นไม่ยาก แค่ขุดหลุมเตรียมดินโดยใส่ปุ๋ยคอก และดินผสมลงไป ฝังกลบดินเดิม รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน แค่นี้ต้นมะขามเปรี้ยวยักษ์ก็เติบโตงอกงามแล้ว เพราะเป็นต้นไม้ที่โรคและแมลงไม่ค่อยมี

ไม่เหมือนกับ มะขามหวาน ที่ค่อนข้างจะต้องดูแลอย่างพิถีพิถันกว่า

ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา บ้านผมจัดงานปาร์ตี้เล็กๆ ในหมู่เพื่อนพ้องน้องพี่

ไม่มีอะไรมาก ก็แค่มาทำกับข้าวกินร่วมกันที่บ้าน มีจับสลากของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ตามความนิยม

เพื่อนคนหนึ่งเล็งยอดอ่อนของต้นมะขามเปรี้ยวยักษ์ที่ปลูกไว้หน้าบ้านนานแล้ว และเมื่อถึงวาระพิเศษอย่างนี้ เขาจึงคิดอยากที่จะทำ “ต้มไก่ใบมะขามอ่อน” ให้เพื่อนคนอื่นๆ ได้ลองลิ้มชิมรส แต่ติดอยู่ตรงที่ว่า ตลาดสดเล็กๆ ใกล้บ้านวันนั้นไม่มีไก่ขาย

จึงต้องเปลี่ยนเนื้อสัตว์ แล้วก็มาลงเอยกันที่หมู

สูตรของเขาเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่เท่าที่เลียบๆ เคียงๆ ดู ก็เห็นว่าไม่ต่างอะไรจากการทำต้มไก่ใบมะขามอ่อน คือมีเนื้อสัตว์เป็นหลัก ต้มพอสุกแล้วยกพักไว้ก่อน จากนั้นตั้งหม้อต้มน้ำ เติมหอมแดง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ต้มจนน้ำเดือดแล้วจึงใส่ไก่ลงไปเคี่ยวให้สุก

น้ำเดือดปุดๆ ตักฟองออกสัก 2-3 ครั้ง จึงปรุงรสด้วย เกลือ น้ำปลา แล้วก็ถึงคราเติมพระเอกของเรา นั่นก็คือ ใบมะขามอ่อน

ชิมรสจนเป็นที่พอใจแล้วค่อยตักลงชาม

สำหรับน้ำมะนาว กับพริกแห้งค่อยมาปรุงในชามตอนหลัง รสใคร รสมัน

ง่ายๆ แค่นี้ ข้าวเย็นมื้อนั้นก็แซบหล้ายหลายแล้วเด้อ

“ชะอม” ไม้เด็ดจริงๆ ยิ่งตัด ยิ่งแตกยอดอ่อน

Published May 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

“ชะอม” ไม้เด็ดจริงๆ ยิ่งตัด ยิ่งแตกยอดอ่อน

ยังขำไม่หาย คิดถึงแล้วก็ยังอมยิ้มและเผลอหลุดเสียง หึ หึ ออกมาอยู่ในบางครั้ง

ยิ่งถ้าได้เห็นภาพ บางทีก็อาจถึงขั้นระเบิดเสียงหัวเราะ “ก๊าก”

ถ้าใครยังพอจำได้ เมื่อไม่นานมานี้มีละครโทรทัศน์ เรื่อง “เพื่อนรักเพื่อนริษยา” ออกอากาศทาง ช่อง 3 ซึ่งตั้งแต่เริ่มเรื่องกระทั่งอวสานไป ปรากฏว่าโดนชาวโลกออนไลน์ และไม่ออนไลน์วิจารณ์กันสนั่นเมือง โดยเฉพาะเรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของตัวละคร “นางเอก”

หนึ่งในนั้นคือชุดที่ทำให้ผมขำ และพอคิดจะเขียนคอลัมน์นี้ พูดคุยถึงเรื่องราวของผัก อย่าง “ชะอม” ผมก็ดันหวนคิดไปถึงคำวิจารณ์นั้นเป็นสิ่งแรก

กับ “คอสตูม” ของนางเอกในเรื่อง นุ่น-วรนุช วงษ์สวรรค์ ในฉากหนึ่งที่ว่ากันว่าเหมือนเอายอด “ชะอม” มาห่มร่าง

โลกออนไลน์กระเซ้าเย้าแหย่ ทำนองว่า…

“เห็นแล้วอยากกินไข่ชะอมเลย”

“ตีไข่รอซิคะ รออะไรอยู่”

“ทอดกับไข่เจียวอร่อยอย่าบอกใคร”

หนังดังเพราะคำวิจารณ์ หลายต่อหลายคนไปติดตามชมย้อนหลังก็เพราะอยากเห็นชุดที่นางเอกแต่งองค์มาปรากฏกายในแต่ละตอนนั่นเอง

นี่ก็ “แปลกใหม่” เหมือนกัน

?

เอาล่ะ กลับเข้าเรื่องชุด เอ้ย! “ชะอม” ที่อยากชวนปลูกกินกันเองดีกว่า

แน่นอนกับคำแซวของหลายๆ คนนั้น จะเห็นได้ว่า ยอดชะอมเป็นที่นิยมอย่างยิ่งสำหรับการนำมาเจียวกับไข่ กินกับข้าวหรือจะกินกับน้ำพริกกะปิ มีเครื่องเคียงเป็นผักอื่นๆ ก็อร่อยอย่าบอกใครเชียว

ในวัยเด็ก ผมไม่นิยมชมชอบผักชนิดนี้เท่าไรนักหรอก

อาจเพราะกลิ่นที่ค่อนข้างฉุน (เด็กๆ ว่าเหม็น) อีกทั้งเวลาต้องเก็บชะอม แกะยอดทีไรก็มีอันต้องโดนหนามแทงมือให้บ่นแล้วบ่นอีก จนไม่คิดอยากจะช่วยแม่เก็บผักเลย

นี่อาจจะเป็นข้ออ้างเลี่ยงการช่วยงานบ้านก็ได้ (ฮา)

เมื่อก่อนเคยคิดว่ายอดชะอมคงนำมาทำอาหารได้เพียงแค่การนำมาเจียวร่วมกับไข่อย่างที่หลายคนคุ้นเคย

หากแต่ระยะหลัง มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนผู้เป็นพ่อครัวนักพลิกแพลงอาหาร ก็ได้พบว่า ไข่เจียวชะอมนั้น เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของการใช้ประโยชน์จากผักชนิดนี้

ยังมีอาหารอีกหลายอย่างที่อยากแนะนำ-ขอยกมาบางตัวอย่าง

แรกเลยคือ “วุ้นเส้นผัดชะอม”

ที่วิธีการทำก็ไม่ต่างอะไรจากผัดวุ้นเส้นทั่วไป คือ เตรียมหมูสับ กุ้ง ไข่ไก่ วุ้นเส้น และยอดชะอมให้พร้อม

เริ่มต้นโดยนำหมูสับลงกระทะคั่วไปคั่วมา ใส่กุ้ง แล้วตามด้วยไข่ไก่คนให้เข้ากัน จากนั้นก็ใส่วุ้นเส้นและยอดชะอมลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม น้ำปลา น้ำตาลทราย ชอบมากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่รสมือตนเอง

อีกสักรายการ ที่เห็นว่าแปลกดี

เป็นรายการอาหารที่ค้นเจอในอินเตอร์เน็ต-เพราะยังไม่เคยลองทำ หรือมีเพื่อนพ่อครัวคนไหนทำให้กิน (ถือโอกาสนี้เรียกร้อง)

นั่นคือ “โรตีไข่ชะอมทอด”

แรกเห็นแล้วก็ขมวดคิ้วงงอยู่พอสมควร ก็โรตีโดยมากจะกินในฐานะขนมหวาน มาเจอผักขมกลิ่นฉุนอย่างชะอมแล้วจะไปด้วยกันได้อย่างไรนั้น เป็นที่สงสัยยิ่ง

สูตรอาหารชนิดนี้คิดค้นโดยแขกขายโรตีจากประเทศอินเดีย ที่เข้ามาทำมาหากินในประเทศไทย ได้แรงบันดาลใจมาจากการที่ลูกชายของเขาชอบกินชะอมมากๆ

จึงเริ่มคิดพัฒนาสูตรโรตีใหม่เพื่อเป็นจุดขาย

ขั้นตอนการทำโรตีไข่ชะอมทอดไม่ยาก

เริ่มต้นด้วยการลงแป้งโรตีทอดในกระทะ จากนั้นก็นำชะอมที่ตีผสมกับไข่ใส่ลงไป แล้วก็ห่อด้วยโรตี ทอดให้กรอบแล้วก็ตักขึ้นมาปรุงรส

ใช้ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก หรือมายองเนส แล้วแต่ชอบ

เจ้าของต้นตำรับบอกว่า ความพิเศษจะอยู่ตรงที่กลิ่นและรสชาติของชะอมจะไม่ฉุนมาก อร่อยตรงที่ได้มีแป้งโรตีกรอบๆ กินให้อิ่มได้เลย (ข้าวสวยไม่ต้อง)

ว่าแล้วก็อยากลองทำดู

ชะอม เป็นไม้พุ่ม ต้นไม่สูงใหญ่มาก ลำต้นและกิ่งก้านจะมีหนามแหลม

ลักษณะของใบชะอม เป็นใบประกอบสีเขียวเล็กๆ มีก้านใบย่อยแตกออกจากแกนกลางใบ ลักษณะก็คล้ายๆ กับใบกระถินนั่นเอง

ใบอ่อนชะอมจะมีกลิ่นฉุน แต่กระนั้นก็คือส่วนนี้เองที่นำมากินกัน ขนาดที่ปลูกขายกันเป็นล่ำเป็นสัน

ผมปลูกชะอมด้วยกิ่งตอนที่ได้รับมาจาก งาน “เกษตรมหัศจรรย์” ที่จัดโดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านนี่แหละครับ ได้ติดไม้ติดมือมาปักอยู่ริมรั้ว ประมาณ 3-4 ต้น

จะว่าไป ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงเตรียมดินง่ายๆ ด้วยการขุดเป็นหลุม รองก้นด้วยปุ๋ยคอก ปลูกประชิดติดแนวรั้วบ้าน ให้ห่างกันประมาณ 1 เมตร ในทิศที่คาดคะเนแล้วว่าจะได้รับแดดตลอดทั้งวัน

ระยะแรกๆ ก็รดน้ำ เช้า-เย็น เพียงไม่กี่วันจากต้นเปล่าๆ เปลือยๆ (ไร้ใบ) ก็จะเห็นตุ่มตาสีเขียวอ่อนงอกออกมาให้ได้ติดตามลุ้น

ชะอม เป็นผักที่ไม่ค่อยมีโรคและแมลงมารบกวนครับ อาจเพราะกลิ่นฉุนของมันเองนี่แหละ ที่เหล่าศัตรูพืชทั้งหลายไม่นิยม แต่หากจะป้องกันไว้ก่อน มีผู้แนะนำให้โรยปูนขาวไว้รอบโคนต้น

ผู้ประสบความสำเร็จและร่ำรวยด้วยการปลูกชะอมจำหน่ายแนะนำด้วยว่า ไม่ควรปล่อยให้ต้นชะอมสูงใหญ่มาก คำนวณว่าได้ความสูงเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร หมั่นตัดแต่งให้เป็นทรงพุ่มอยู่เรื่อยๆ ส่วนหนึ่งนอกจากจะทำให้ชะอมแตกยอดดีแล้ว ยังสะดวกต่อการเก็บอีกด้วย

ข้อควรระวังอย่างหนึ่งในการเก็บยอดชะอมคือ ควรใช้กรรไกรตัดแทนเด็ดด้วยมือ ซึ่งนอกจากจะสะดวกง่ายดายแล้ว ยังไม่ทำให้กิ่งชะอมเป็นแผลด้วย

“กวางตุ้งต้มจับฉ่าย” กับข้าวต้มร้อนๆ ล้ำขนาด!

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05061151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

“กวางตุ้งต้มจับฉ่าย” กับข้าวต้มร้อนๆ ล้ำขนาด!

“โอ้โฮ…ผักงามจัง กินไม่ทันนะเนี่ย…”

เสียงของหญิงวัยกลางคน ผู้ดำรงสถานะเป็นแม่ยายของผมเอ่ยขึ้น หลังจากที่แกเดินทางมาจากจังหวัดเชียงราย เพื่อเยี่ยมเยือนลูกถึงเมืองกรุง และจะถือโอกาสนี้มาเที่ยวชมงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี” ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั่นเอง

เมื่อเปิดประตูรั้วบ้านเข้าไปแล้วได้เผชิญหน้ากับแปลงผัก เหมือนแม่จะมีความสุข

“กวางตุ้ง” ขนาดอวบเหมาะ สีเขียวอ่อนเหล่านั้นเรียงเป็นแถวเป็นแนวอย่างมีระเบียบ

ทั้งหมดเกิดจากการปลูกแบบเพาะกล้า แล้วย้ายต้นอ่อนมาลงในแปลงนั่นเอง

“เดี๋ยวพรุ่งนี้จะทำต้มจับฉ่ายให้กิน…” แม่เสนอไอเดีย

เคยมีประสบการณ์มาแล้วเมื่อครั้งกระโน้น หากแต่ตอนนั้นเป็นผักกาดขาว

ด้วยความที่เริ่มปลูกผักในช่วงแรกๆ คิดคำนวณแน่ๆ ยังไม่ได้ว่าควรจะปลูกขนาดไหน แบบไหน ถึงจะเหมาะสมกับวิถีชีวิตมนุษย์คนเมืองที่ไม่ค่อยได้อยู่กินข้าวที่บ้าน อีกทั้งยังมีกันอยู่แค่เพียง 2 คน เท่านั้น

กินทันหรือไม่ อย่างไรไม่รู้-ปลูกไว้ก่อน

หว่านเมล็ดเพาะกล้า ต้นพอเหมาะปุ๊บ ก็เริ่มย้ายปลูกในแปลง รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยน้ำหมักป้องกันโรคแมลงตามปกติ ผักในแปลงโตอย่างรวดเร็วก่อนจะปรากฏว่ากินกันไม่ทัน

จิ้มน้ำพริกก็แล้ว ต้ม-ผัด ก็แล้ว แบ่งให้เพื่อนบ้านก็แล้ว ยังไม่หมดเสียที

ต้นเริ่มแก่ ใบเริ่มเหลืองเหี่ยว เตรียมทิ้งอยู่รอมร่อ หากวันหนึ่งแม่และพ่อไม่มาทำธุระในกรุงเทพฯ กระทั่งเกิดปรากฏการณ์แห่งต้มจับฉ่าย

ติดใจจนเอ่ยปากชม

ครั้งนี้จึงไม่พูดพร่ำทำเพลง เห็น “กวางตุ้ง” มากมายเรียงรายในแปลง ไอเดียต้มจับฉ่ายของแม่ก็ผุดวาบขึ้นมาในฉับพลัน

แต่สำหรับอาหารรายการอื่นก่อนนั้น อาทิ กินสดกับน้ำพริก หรือ กวางตุ้งผัดน้ำมันหอย ผมเคยมีโอกาสได้ทำกินเองมาก่อนหน้าแล้ว

ไม่ต้องมีเสียงไก่ขัน หรือเสียงนาฬิกาปลุก

วันไหนที่แม่มาเยี่ยมที่บ้าน รับประกันได้เลยว่าคนแรกที่จะลุกตื่นขึ้นมาก็คือแก

ครั้งนี้เช่นกัน ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่แม่ตื่นขึ้นมาทำภารกิจแม่บ้าน รู้แต่เพียงว่า ราว 07.00 น. เมื่อผมผลักประตูห้องนอนออกมาก็ได้พบว่า บ้านที่ตนเองอาศัยอยู่นั้นสะอาดเอี่ยม ข้าวของซึ่งเคยระเกะระกะถูกจัดเก็บเป็นที่เป็นทาง

ลงจากบ้าน เดินไปที่แปลงผัก ตั้งใจจะรดน้ำต้นไม้อันเป็นกิจวัตรประจำวัน

แต่ภาพตรงหน้าที่ปรากฏคือ แปลงผักกวางตุ้งโดนเก็บเรียบ (เหลือเพียงโคนต้นติดพื้น และใบแก่เหลืองๆ หงอยๆ ที่เรียดอยู่กับดิน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยคลุมด้วยผักใบเขียว)

“แม่ตัดกวางตุ้งไว้เรียบร้อยแล้ว…เดี๋ยวเย็นนี้ กลับมา เรามาทำต้มจับฉ่ายกินกัน” ว่าพลางโชว์ผักงามๆ เต็มกะละมังให้ผมดู ซึ่งตอนแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นักหรอกว่า ทำไมต้องใช้ปริมาณผักเยอะขนาดนี้ ทั้งบ้านมีกันอยู่ 3 คน จะกินได้เยอะแค่ไหน

ย้อนคิดถึงแรกเริ่มเมื่อคราวปลูกกวางตุ้ง…

จำได้แม่นยำว่า เมล็ดพันธุ์ที่ใช้นั้นก็ได้รับแจกฟรีมาจากงาน “เกษตรมหัศจรรย์” นี่แหละ เวียนมาบรรจบปีแล้ว มีโอกาสได้กินกวางตุ้งที่ปลูกเอง 1-2 ครั้ง ไปเดินเที่ยวงานในปีนี้ ก็ได้รับแจกมาอีกเช่นเคย (พร้อมกับผักอื่นๆ อีกมากมาย)

สำหรับวิธีการปลูก แน่นอนว่าขั้นแรกคือ การเตรียมดิน พรวนดินให้ร่วนซุย ที่สำคัญคือต้องระบายน้ำได้ดี

การปลูก ทำได้ 2 แบบ นั่นคือ 1. หว่านไปทั่วแปลง เหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่จำกัด วิธีนี้ ผักที่ขึ้นจะสะเปะสะปะ กระจัดกระจาย ตรงไหนกวางตุ้งขึ้นเนืองแน่นก็ถอนต้นเล็กๆ ทิ้งไปเสีย กับ 2. โรยเป็นแถว โดยใช้ไม้ ขีดเป็นร่องลึก ประมาณ 1-2 เซนติเมตร โรยเมล็ดลงไป ขีดร่องถัดไปให้ห่าง ประมาณ 1 ศอก พอใจกี่แถวก็แล้วแต่ เสร็จแล้วให้โรยดินกลบ

ด้วยความที่ กวางตุ้ง เป็นผักชอบน้ำ เพื่อความชุ่มชื้น ทั้ง 2 วิธีปลูก ควรโรยด้วยหญ้าหรือฟาง รดน้ำให้ชุ่มเช้า-เย็น เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการปลูก

แต่ถ้าจะแหกกฎ 2 แบบนี้ มาย้ายกล้าอย่างที่ผมทำก็ไม่ว่ากันครับ ปลูกแล้วนับวันได้เลย 1 เดือนครึ่ง ก็จะได้ผักกวางตุ้งงามๆ มาทำอาหารกินได้

กวางตุ้ง เป็นผักที่นิยมนำมาปรุงอาหารหลายประเภท โดยเฉพาะเมนูผัดและต้ม

ผมคุ้นเคยกับผักชนิดนี้มาจากอาหารอย่าง “บะหมี่หมูแดง” หรือ “ก๋วยเตี๋ยว” ทั่วๆ ไปก็จะมีกวางตุ้งอยู่ด้วยเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งในอาหารจีน บนโต๊ะจีนที่ใช้ตะเกียบคีบกับข้าวและคุ้ยข้าวกินนั้น ไม่มีทางเลยที่จะพลาดผักชนิดนี้-ไม่รายการใด ก็รายการหนึ่ง

อ้อ! ถ้ามีคนแนะนำอาหาร ว่า “ผัดผักกาดฮ่องเต้” ให้เข้าใจได้เลยนะครับ ว่ารายการอาหารนั้นก็คือ “ผักกวางตุ้งผัดน้ำมันหอย” นั่นเอง เพราะผักชนิดนี้ยังมีชื่อเรียกอีกหลากหลาย ผักกาดเขียวกวางตุ้ง (เรียกทั่วๆ ไป) ผักกาดฮ่องเต้ ผักกวางตุ้งฮ่องเต้ กวางตุ้งไต้หวัน ฯลฯ

ด้วยความเป็นที่นิยมกิน แน่นอนความนิยมปลูกย่อมต้องแพร่หลาย

ในแวดวงคนเดินตลาดสดจะรู้กันดีว่า กวางตุ้งที่ขายนั้น ส่วนใหญ่มักมาจากแปลงใหญ่ๆ ปลูกกันเป็นพืชเศรษฐกิจ แน่นอนว่ายาฆ่าแมลงที่ใช้ย่อมต้องมีตกค้างอยู่บ้าง

เพื่อความแน่ใจ ถ้าจะซื้อกินเองควรต้องล้างทำความสะอาดกันยกใหญ่

ไม่ว่าจะแช่น้ำเกลือ แช่น้ำส้มสายชู หรือปล่อยน้ำก๊อกผ่านยาวนานถึง 2 นาที ดังที่พ่อครัวแม่ครัวรู้กันดี

แต่จะให้ดีที่สุด เอาที่สบายใจสุดๆ เห็นควรว่าน่าจะปลูกกินเอง

หลังจากจบงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี”

ผมได้รับมอบหมายจากแม่ให้ไปหาซื้อซี่โครงหมู กระดูกหมู และก้อนปรุงรส สำหรับกลับไปทำอาหารอย่าง “กวางตุ้งต้มจับฉ่าย”

“ชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวบ้าน ไปกินข้าวที่บ้านกันนะเย็นนี้…” แม่ว่า ขณะที่ผมกำลังจะไปซื้อของ

นี่เอง เป็นเหตุผลที่แม่เก็บผักกวางตุ้งเรียบหมดทั้งแปลง (อีกเหตุผลคือ ต้มจับฉ่าย สามารถเก็บไว้กินได้นานหลายวัน)

ไม่รอช้า ในฐานะคนชอบสังสรรค์อยู่แล้ว แม่เปิดทางให้อย่างนี้ ผมก็รีบแจ้งเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่สนิทกัน ชวนมากินอาหารฝีมือแม่

อิ่มหมีพีมัน สังสรรค์สนุกสนานกันแล้วก็หลับนอนที่บ้านในค่ำคืนนั้น

ก่อนที่รุ่งเช้า “กวางตุ้งต้มจับฉ่าย” หม้อเดิมก็ถูกนำไปตั้งเตาอุ่นไฟอีกครั้ง

แต่แทนที่จะนำมากินกับข้าวสวยเหมือนเดิม มื้อเช้า แม่ได้ทำข้าวต้มหอมฟุ้งไว้สำหรับรอต้อนรับลูกและเพื่อนๆ ของลูก

ผมขอเติมข้าวต้มชามแล้วชามเล่า

ไม่น่าเชื่อว่า “กวางตุ้งต้มจับฉ่าย” จะกินกับข้าวต้มร้อนๆ แล้ว “ล้ำขนาด”

“ผักโขมจีน” ปลูกง่าย กินง่าย เสริมแกร่ง ให้กระดูกและฟัน

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05045011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

“ผักโขมจีน” ปลูกง่าย กินง่าย เสริมแกร่ง ให้กระดูกและฟัน

การ์ตูนฝรั่งในวัยเด็ก ยังเป็นที่จดจำของใครต่อใครหลายคนกับเรื่องราวของ “ป๊อปอาย” หนุ่มกะลาสีเรือ ซึ่งมักมีเหตุให้ต้องออกมาปกป้องคนรัก ร่างผอมแห้ง นาม “โอลีฟ” ของผู้ร้ายกล้ามใหญ่ ที่ชื่อ “บลูโต” อยู่บ่อย จากเงื้อมมือๆ

“ป๊อปอาย ช่วยด้วย! ป๊อปอาย ช่วยด้วย!” เสียงร้องขอความช่วยเหลือของหญิงสาวดังขึ้นทีไร พระเอกของเราก็มีอันงานเข้าทุกที แรกๆ ป๊อปอายออกมาก็ไม่เคยต่อกรอะไรกับตัวร้ายได้หรอก แต่จนเมื่อได้กิน “ผักโขม” เท่านั้นแหละ กล้ามแขนนั้นขึ้นเป็นมัดๆ ระเบิดพลัง เตะ ต่อย อัดผู้ร้ายซะน่วม และก็ชนะทุกตอนไปในวัยเด็ก ผมมักได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเจ้าผักสีเขียวที่ป๊อปอายกินเพื่อเพิ่มพลังไม่ค่อยชัด ติดหูมาว่า “ผักขม”

จนพลอยคิดไปว่า ผักที่มีรสชาติขมนั้นให้พลังงานสูง

ผู้เป็นแม่ที่เห็นว่าลูกๆ ไม่ค่อยกินผักก็เออออตาม

หลอกให้กินผัก (ซึ่งส่วนใหญ่เด็กมักเชื่อว่าขม) ด้วยประโยคที่ว่า “กินผักขมๆ จะมีพลังๆ” กว่าจะได้รู้ความจริงก็จนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ว่าจริงๆ แล้ว เขาเรียกกันว่า “ผักโขม”

นอกจากนี้ ยังมีความผิดพลาดเกี่ยวกับการเรียกชื่อผักในการ์ตูนเรื่อง “ป๊อปอาย” อีกจุดหนึ่ง จนทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด และเรียกผิดมาเนิ่นนาน แม้กระทั่งปัจจุบันนี้

จะเห็นชัดว่า ในภาพวาดผักกระป๋องที่ป๊อปอายยกซดเข้าปาก มีเขียนไว้คือ “Spinach” นั่นก็คือ ผัก “ปวยเล้ง” ไม่ใช่ผักโขมแต่อย่างใด แต่อาจเนื่องจากว่ามีลักษณะคล้ายกัน และคุณประโยชน์ก็คล้ายคลึง อีกทั้งการพากย์เสียงไปว่า “ปวยเล้ง” มันคงดูไม่เท่

ก็เลยทำให้ทีมงานพากย์การ์ตูนเรื่องนี้ พากย์เป็นภาษาไทย ถึงผักที่ป๊อปอายกินว่า “ผักโขม”

“ผักโขม” เป็นพืชที่มีมากมาย พบได้ทั่วไปทุกท้องถิ่นทั่วประเทศ บางชนิดเป็นวัชพืช ซึ่งชาวบ้านที่เลี้ยงหมูมักไปเด็ดถอนมาโยนให้เป็นอาหารของเจ้าสัตว์ร้อง อู๊ด อู๊ด ในเล้าผักโขมหมูกินได้ คนก็กินดี มีทั้ง ผักโขมบ้าน ผักโขมสวน ผักโขมหนาม ผักโขมจีน และ ผักโขมฝรั่ง

ทั้งหมดจะเหมือนกันคือ เป็นไม้พุ่ม ลำต้นอวบน้ำ แตกกิ่งก้านใบ ซึ่งเมื่อจะออกดอกก็จะปรากฏตามซอกใบเหล่านั้น โดยในดอกเมื่อแห้งแล้ว ขยี้เพียงเล็กน้อยจะเห็นเมล็ดเล็กๆ สีดำมากมาย

ความจริงแล้ว จะว่าไปผมเองรู้จักผักโขม และผูกพันกับการตามหา “ผักโขมหนาม” (หรือภาษาเขมร เรียก “ปะตี”) มาให้หมูกินเนิ่นนานแล้ว

เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของพืชชนิดนี้เท่านั้นเอง มาใกล้ชิดและรู้จริง ชนิดปลูกกินเป็นผัก นั่นคือ “ผักโขมจีน”จำได้ว่า ได้รับเมล็ดพันธุ์มาจากงาน “เกษตรมหัศจรรย์” โดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านนี่เอง เมล็ดสีดำๆ ของผักโขมจีนมีขนาดเล็กมาก หนึ่งเมล็ดถ้าทำตกพื้น หากจะตามหาก็คงมีสภาพไม่ต่างไปจากการ “งมเข็มในมหาสมุทร”ผมเริ่มปลูกผักโขมจีนด้วยด้วยความฝันอันแสนหวาน นั่นคือ ติดใจกับรสอาหารอิตาเลี่ยน อย่าง “ผักโขมอบชีส”

โดยมีร้านอาหารใกล้ๆ สำนักงานมติชน อย่าง “ฟาบิโอ” ที่มักไปนั่งและสั่งเมนูนี้ จากนั้นก็จดจำรสชาติ ให้ติดลิ้น ติดความรู้สึกมาให้มากที่สุด

เพื่อกลับไปทำเองที่บ้าน

ผมเริ่มต้นปลูกผักโขมจีน ด้วยการเตรียมดินอย่างง่ายที่สุดจากนั้นไม่รอช้า โรยเมล็ดผักโขมลงทันที แบบที่ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังนั่นเป็นเพราะว่า ถ้ารู้จักธรรมชาติของผักชนิดนี้ ด้านหนึ่งมันคือ “วัชพืช”

อย่างไรเสียก็ย่อมที่ต้องมีความอดทนกว่าพืชผักทั่วไปอย่างแน่นอน เพราะเท่าที่สังเกต ขนาดริมทาง หรือในป่าละเมาะต่างจังหวัด ชาวบ้านก็ไม่ได้ตั้งใจปลูก ก็เห็นเติบโตงอกงามได้เอง

เมล็ดร่วงตรงไหน ก็กระจายพันธุ์เกิดต้นใหม่ไปตรงนั้น ผักโขมจีนที่ผมปลูกมีสีเขียวอ่อน ทั้งลำต้นและใบนับเป็นสายพันธุ์ผักโขมที่นิยมปลูก กิน และมีขายมากที่สุดในท้องตลาด ผมใช้วิธีการปลูกผักโขมจีนลงดิน โดยเตรียมแปลงดินไว้ขนาดไม่ใหญ่มาก จากนั้นก็โรยเมล็ดสีดำเล็กๆ นั้นเป็นแถว ฝังกลบ รดน้ำแล้วก็นอนตีพุงรอการงอก

ตำราบอกไว้ว่า ดินที่เหมาะกับการปลูกผักโขมจีนนั้น ควรเป็นดินร่วนซุย สำคัญคือ อย่าให้มีน้ำขังเท่านั้นเป็นพอไม่ถึง 1 เดือนเต็ม ก็เก็บมากินได้สบายแล้ว

เคยมีคำถามเล่นๆ กับตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมทีมพากย์การ์ตูน “ป๊อปอาย” ต้องจำเพราะว่าเป็น “ผักโขม”จนเมื่อได้รู้จักผักโขมมากขึ้นเท่านั้นเอง ผมก็ได้พบว่า นี่คือผักที่เพียบพร้อมด้วยสรรพคุณ และมีคุณค่าทางอาหารมากมาย ชนิดที่หากจะบรรยายทั้งหมดตรงนี้ คงต้องใช้พื้นที่เยอะมากแต่ที่โดดเด่นเป็นตัวชูโรงเห็นจะเป็นเรื่องของ “ธาตุเหล็ก” และ “ธาตุแคลเซียม”ธาตุอาหารทั้ง 2 ช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟันจึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ “ป๊อปอาย” เลือกจะกินผักโขม ไม่ใช่ผักชนิดอื่น เพียงแต่คงไม่ใช่ว่า กินแล้วแข็งแรง กล้ามใหญ่โต มีพลังขึ้นมาทันใดแบบในการ์ตูน คงต้องกินแบบสะสม ให้ร่างกายได้นำไปช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ดังสรรพคุณที่มี เป็นระยะเวลาหนึ่งเรื่องปุ๊บปั๊บฉับพลันทันด่วน คงมีแต่ในการ์ตูนเท่านั้นแหละ

และย้ำอีกครั้ง ผักที่ป๊อปอายกินในการ์ตูน เขาเรียกว่า “ปวยเล้ง” ไม่ใช่ “ผักโขม” ครับ

สะระแหน่ ไม่ต้องสาระแนมาก แค่เด็ด ชีวิตก็เปลี่ยน

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

สะระแหน่ ไม่ต้องสาระแนมาก แค่เด็ด ชีวิตก็เปลี่ยน

คนบ้านเดียวกัน แค่มองตากันก็เข้าใจอยู่…รู้ว่าเหนื่อยแค่ไหนว่าหนักแค่ไหนบนหนทางสู้

ยังมีคำปลอบโยน ยังมีคำปลอบใจ…มีคำว่าซำบายดีบ่ ให้กันเสมอ เด้อคนบ้านเรา

เพียงคิดถึงพืชผักสวนครัวอย่าง “สะระแหน่” เพลงลูกทุ่งชื่อก้องนาม “คนบ้านเดียวกัน” ของนักร้องชื่อดัง “ไผ่ พงศธร” ก็ลอยวนเวียนดังก้องอยู่ในหัวสมอง

ยิ่งในมิวสิควิดีโอของเพลงด้วยแล้ว การที่พระเอก เอ็มวี (ไผ่ พงศธร) เล่นเป็นพ่อค้าเปิดร้านขายอาหารอีสาน ยิ่งทำให้นึกภาพตามถึงรายการที่จะถูกเสิร์ฟวางบนโต๊ะ

ไม่ว่าจะเป็น ลาบ น้ำตก แหนมส้ม ยำต่างๆ

เหล่านี้ล้วนมีผัก อย่าง สะระแหน่ โรยหน้า หรือมาเป็นเครื่องเคียง

นั่นเป็นเพราะเจ้าผักชนิดนี้ช่วยดับกลิ่นคาวได้ดีมาก

“แล้วถ้าไม่เคยกินอาหารอีสานล่ะ?” บางคนซึ่งไฮโซหน่อยอาจเม้มปากถาม

ถ้าอย่างนั้นหากอยากรู้ว่าสะระแหน่หน้าตาเป็นอย่างไร ก็ลองดูใบเขียวๆ เล็กๆ หยักๆ ที่ประดับตามไอศกรีมหรือน้ำผลไม้ปั่นๆ เย็นๆ นั่นสิ

“นั่นมันมิ้นต์” เขาหรือเธออาจแย้งกลับ

“ครับ…นั่นแหละ อันเดียวกัน”

เพราะ สะระแหน่ ก็เป็นพืชในตระกูลมิ้นต์ (มีภาษาอังกฤษติดกำกับไว้ว่า Kitchen Mint : มิ้นต์ติดครัว)

เป็นพืชผักที่ให้รสเย็น กลิ่นหอมเหมือนกัน เพียบพร้อมไปด้วยประโยชน์สารพัด

โดยข้อมูลที่เป็นสรรพคุณทางยาบอกไว้ว่า สารฤทธิ์เย็นที่อยู่ในใบสะระแหน่นั้น สามารถช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย บรรเทาอาการหวัด หลอดลมอักเสบและหอบหืด รักษาอาการอ่อนเพลีย ช่วยขับลมในลำไส้ ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยในการย่อยอาหารให้ดีขึ้น

อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดต่างๆ เช่น ปวดหัวไมเกรน ปวดฟัน เป็นต้น

ที่ผมเคยลองทำดู และได้ผลมาแล้วคือ ใช้เป็นยากันยุง

เหตุจากที่บ้านมักจัดงานสังสรรค์หมู่เพื่อนฝูงกันบ่อย

ตั้งโต๊ะตั้งเก้าอี้ออกมานั่งดูดาวหน้าบ้านยามดึกดื่นก็มักจะโดนยุงรุมกัด

วิธีแก้ไขซึ่งได้ค้นพบจากสะระแหน่และคนที่เคยทำมาก่อนคือ ให้เอาใบมาตำๆ โขลกๆ หรือขยี้ให้กลิ่นหอมระเหยออกมา นำมาไว้ป้องกัน

หากจะเอาชัวร์เลย ก็ขยี้แล้วทาๆ ถูๆ ทั่วตัว

หรือในบริเวณที่ไม่อยากให้ยุงมารบกวน

ผมปลูกสะระแหน่ลงกระถาง เด็ดกินบ้าง ทากันยุงบ้างเป็นบางครั้ง

ปลูกนานเข้า เด็ดบ่อยเข้า ก็เริ่มพบว่า เจ้าสะระแหน่เริ่มยาวเริ่มเลื้อยแผ่ จนผมมีความคิดที่จะนำมาลงดินให้รู้แล้วรู้รอด

เคยเห็นจากบ้านเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเปิดร้านขายอาหารเวียดนาม (เข้าใจว่าน่าจะเป็นสะระแหน่ญวน) เขาปลูกเป็นพืชคลุมดิน ซึ่งผมเคยเดินเหยียบย่ำ (เพราะไม่ทันสังเกต) นึกว่าเป็นต้นหญ้า (ฮา)

สะระแหน่ปลูกง่าย โตง่าย งดงามง่าย ไม่ต้องใส่ใจหรือไปสาระแนอะไรกับมันมาก

จำได้ว่าตอนเริ่มปลูกนั้น ต้นพันธุ์ เอ่อ…อันที่จริงน่าจะเรียกว่ากิ่งก้านสะระแหน่ที่เพื่อนบ้านซื้อเอามาทำอาหารนั่นแหละ ปันมาให้กันกำมือหนึ่ง

ผมเลยลองเอาแช่ไว้ในน้ำสักคืนหรือสองคืน

ปรากฏว่ารากงอก

ทีนี้ก็ลองปลูกลงกระถาง รอสัก 4-5 วัน ก็จะเริ่มแตกใบใหม่

จากนั้นต้นสะระแหน่ก็จะเริ่มเลื้อยคลุมเดินไปเรื่อย ไม่นานนักก็จะคุมเต็มกระถาง จนบางครั้งเห็นย้อยๆ ลงมาขวางหูขวางตาจำเป็นต้องเด็ดทิ้ง

สำคัญสำหรับดินที่ใช้ปลูกคือ ต้องเป็นดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี

ปลูกในที่มีแสงสว่างแต่ไม่ใช่ว่าร้อนมาก ให้มีร่มเงารำไรก็เป็นใช้ได้

นอกจากนำไปประกอบอาหาร (อีสาน) อย่าง ก้อย ลาบ ยำต่างๆ แล้ว อีกทางเลือกของใบสะระแหน่ อย่าง การนำมาทำเป็นเครื่องดื่มก็น่าสนใจไม่น้อย

และแน่นอนว่าการเป็น “น้ำผัก” ย่อมต้องอุดมไปด้วยประโยชน์สารพัด

ขอเสนอ 2 แบบ ให้เลือก คือ “ชาสะระแหน่” และ “น้ำสะระแหน่ปั่น”

แบบแรก เพียงนำใบสะระแหน่สด หรือที่ตากแห้งก็ได้ เอามาบดให้ละเอียด ประมาณการว่าได้สัก 2 ช้อนชา ต่อน้ำร้อน 1 แก้ว ชงพร้อมกับน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อม คนๆ ให้ทั่ว กรองเอาแต่น้ำมาดื่ม

อีกแบบ เพียงนำใบสะระแหน่สดประมาณ 1 กำมือ ใส่เข้าในเครื่องปั่น เติมน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อม และน้ำอีก 1 แก้ว จากนั้นก็กดปุ่มเดินเครื่องปั่นให้ละเอียด

แบบแรกกรองดื่ม

แต่แบบหลังนั้นดื่มไปเต็มๆ ใบ

ชอบแบบไหน ลองดูไม่ยาก

เห็นไหมล่ะว่า…สะระแหน่…แค่เด็ด (ใบ) ชีวิตก็เปลี่ยน

ใช้กิน ใช้ทา ในพืชชนิดเดียวกัน

เมนูกะเพรา เขาว่าสิ้นคิด (แต่คิดถึงเป็นสิ่งแรก)

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

เมนูกะเพรา เขาว่าสิ้นคิด (แต่คิดถึงเป็นสิ่งแรก)

“เมนูสิ้นคิด” เป็นคำที่ไม่รู้ว่าที่อื่นจะเรียก “ข้าวกะเพรา (ไก่-หมู-หมึก-กุ้ง)” เหมือนกันหรือเปล่า

เพราะสำหรับผม เมื่อครั้งอาศัยอยู่ในหอพัก ในฐานะนิสิตคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ด้วยความที่ต้องฝากท้องไว้ที่โรงอาหารของสถาบัน ทั้งอาหารมื้อเช้า เที่ยง และเย็น หลายคนมักเรียกรายการอาหารกันติดปากอย่างนี้

กินบ่อยๆ เจ้าเดิมๆ ซ้ำๆ เมื่อคิดอะไรไม่ออก หัวสมองจึงแล่นปรู๊ดไปที่ เมนู “ข้าวกะเพรา”

“กะเพราไก่จานหนึ่งครับ”

“กะเพราหมูกล่องหนึ่งค่ะ”

เมื่อสั่งบ่อยเข้าก็เลยเรียกกันติดปาก เข้าใจตรงกันว่าเป็น “เมนูสิ้นคิด” ช่างไม่เป็นธรรมเลยกับพืชผักอย่างกะเพรา

เพราะหากมองมุมกลับ เราจะพบว่า เมื่อคิดไม่ออกสำหรับอาหารรายการอื่น การที่เมนูกะเพราปิ๊งวาบขึ้นมาเป็นลำดับแรกนั้น น่าจะหมายความว่า นี่คือ อาหารสำคัญ

น่าจะพิเศษกว่าการตกอยู่ในสถานการณ์ “สิ้นคิด”

คิดดูสิ หากวันหนึ่งโลกสิ้นไร้ใบกะเพรา ในขณะที่เราต้องยืนเกาหัวแกร๊กๆ หน้าร้านอาหารตามสั่ง จะหวังพึ่งเมนูใดได้…

คุ้นเคยกับ ข้าวกะเพรา (ไก่-หมู-หมึก-กุ้ง) เช่นเดียวกับเพื่อนๆ อีกหลายคน

และก็เป็นคนแรกๆ ที่เปรยว่า อาหารชนิดนี้ไม่น่าจะทำยาก หากมีกล้ากะเพราเพาะไว้ โรยไว้ในกระถางหลังหอพัก คงเติบโตได้ง่ายอยู่หรอก ค้นข้อมูลมาก็พบว่าเก็บกินได้ 4-5 ปี เรียนจบพอดี๊พอดีเลย

แต่จนแล้วจนรอด นักศึกษาผู้แขวนตัวอยู่ในตึกพัก/หอพัก อย่างผมและเพื่อนก็ไม่เคยได้ทำตามฝัน

จึงปวารณาตัวเลยว่า หากมีที่ทางและเวลาเอื้ออำนวย พืชผักชนิดแรกที่ผมอยากปลูกไว้ในบ้านคือ “กะเพรา”

คิดง่ายๆ ว่า เมื่อไม่รู้จะทำกับข้าวอะไรกิน (หรือไม่มีคนทำกับข้าวให้กิน) เพียงแค่เดินไปเด็ดใบกะเพรามาสัก 1 กำมือ โขลกพริก ตำกระเทียม แล้วนำลงไปเจียวพร้อมกัน

จากนั้นตามด้วยหมูสับ เหยาะน้ำตาลนิด น้ำปลาหน่อย ปล่อยใบกะเพราลงไปคลุก แค่นี้ก็ได้เมนูอาหารจานเด็ด เป็นอันเสร็จภารกิจไป 1 มื้อ

ผักอย่างกะเพราปลูกไม่ยาก

ที่ยากคือ ตอนเริ่มต้นและคิดว่าจะต้องลงมือปลูก

อย่างผมเอง ตั้งใจจะปลูกกะเพราเป็นผักสวนครัวอย่างแรก แต่พอเอาเข้าจริงกลับเป็นพืชผักชนิดอื่น และก็ทอดเวลามาเนิ่นนานมากกว่าจะได้มีกะเพราไว้ในครอบครอง

เป็นผลงานของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาเยี่ยมที่บ้าน

เขาไปเดินตลาดใกล้ๆ ออฟฟิศ และไม่รู้ว่า “สิ้นคิด” หรือ “ติดใจ” รายการอาหารอย่างกะเพรา จึงได้ซื้อต้นพันธุ์เอามาฝากเป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่

ได้มาปุ๊บผมก็เริ่มจัดแจงปลูกทันที

หลายคนอาจปลูกลงกระถาง แต่สำหรับผมอยากได้ต้นกะเพราที่แข็งแรง แตกกิ่งก้านสาขาได้ใหญ่กว้าง ที่สำคัญคือปลูกครั้งเดียวและอยู่ได้นานๆ ตามธรรมชาติคนขี้เกียจ

จึงนำลงดินปลูกทันที

ขุดดินในมุมที่แดดสาดส่องถึง รองพื้นด้วยปุ๋ยคอก หรือดินก้ามปู จากนั้นก็ลงต้นกะเพรา รดน้ำในช่วงแรกๆ เช้า-เย็น พอต้นแข็งแรงดีแล้วเปลี่ยนมาเป็นวันเว้นวัน

ไม่ยากครับ-ง่ายกว่าปอกกล้วยเข้าปากเยอะ เพียงแค่เลือกทำเลทองในทิศทางที่มีแดดส่องทั้งวัน และก็หมั่นเด็ด หมั่นเก็บยอดกะเพราเสียหน่อย แค่นี้ก็แตกกิ่งก้านมากมายแล้ว

เดือนกว่าๆ ก็สามารถเก็บมากินได้

หรือใครจะสถาปนาตนเป็นคนขายอาหารรายการสิ้นคิดก็ไม่ว่ากัน

กะเพราที่นิยมปลูก ส่วนใหญ่มีอยู่ 2 ชนิด คือ กะเพราขาว และกะเพราแดง

ต่างกันก็ตรงสีนั่นแหละ โดยกะเพราขาวนั้นไม่ว่าจะส่วนกิ่ง ก้าน ใบ และดอก จะเป็นสีเขียวอ่อน ขณะที่กะเพราแดงก็จะออกสีม่วงๆ แดงๆ

มีกะเพราอีกชนิดหนึ่งที่รสกลิ่นฉุนและรสเผ็ดร้อนกว่า นั่นคือ กะเพราป่า ที่สามารถพบได้ตามป่าดิบเขา รวมถึงที่รกร้างว่างเปล่า

ระยะหลังๆ นั้น นิยมนำมาปลูกกันเป็นพืชผักสวนครัวด้วย (พ่อครัวผู้นิยมทำกับแกล้มในวงสุรา บอกว่า “เผ็ดร้อน” กลิ่นแรง และสะใจดีนัก)

เมื่อไม่นานเท่าไหร่นัก เคยมีข่าวการค้นพบกะเพราสายพันธุ์ใหม่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จังหวัดหนองคาย

โดยคณะสำรวจของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช บอกว่า เป็นพืชหายาก และใกล้สูญพันธุ์

ตั้งชื่อว่า “กะเพราศักดิ์สิทธิ์” เพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร. ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยาน (เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่ จังหวัดน่าน)

กะเพราศักดิ์สิทธิ์ขึ้นอยู่ตามดินตื้นๆ บนภูเขาหินทรายตามป่าเต็งรัง

ลักษณะลำต้นเป็นเหลี่ยม กิ่งมีขนสั้น นุ่ม ใบเดี่ยวเรียงตรงสลับตั้งฉาก แผ่นใบมีขนสาก ด้านบนออกดอก และติดผลเดือนตุลาคม-ธันวาคม มีกลิ่นเหมือนกะเพราทั่วไป แต่ไม่ฉุนเท่า

หากแต่ยังไม่มีการยืนยันว่ากินได้หรือไม่นะครับ

ไม่งั้นเชื่อสิ อาจสูญพันธุ์เร็วขึ้นก็เป็นได้

ต้นอ่อนทานตะวัน ผัก “เฮลท์ตี้” ที่มาแรงแซงถั่วงอก

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

ต้นอ่อนทานตะวัน ผัก “เฮลท์ตี้” ที่มาแรงแซงถั่วงอก

“ชะ แม่งามหงส์เอย ปีกอ่อนร่อนลง เข้าในดงทานตะวัน”

“ทานตะวันดอกหนึ่ง” เรื่องสั้นเลื่องชื่อของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ นาม “เสนีย์ เสาวพงศ์” ขึ้นต้นด้วยบทเพลงลูกคู่ลำตัดเก่าๆ บทหนึ่ง

ก่อนที่จะเล่าเรื่องราวการปลูกทานตะวัน ของครอบครัวชาวไร่ครอบครัวหนึ่ง

ผู้เป็นพ่อได้เมล็ดพันธุ์อันเป็นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาปลูก ได้ผลลัพธ์เป็นดอกใหญ่ยักษ์

หากแต่ก็ต้านความเชื่อความงมงายของคนในสังคม ตลอดจนการเมืองท้องถิ่นไม่ไหว สุดท้าย ต้นทานตะวันต้นนั้นจึงโดนโค่นทิ้ง

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของประเทศต้องชะงักลง

เผลอๆ อาจเรียกได้ว่าถอยหลัง “ลงคลอง”

แต่สำหรับผักที่ปลูกกินเองง่ายๆ อย่าง “ต้นอ่อนทานตะวัน” นั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาโค่น

เพราะเพียงแค่โรยเมล็ดลงดิน รดน้ำเช้า-เย็น ได้ต้นอ่อนยาวหน่อยก็ตัดมากินกันเรียบร้อย ไม่ต้องรอให้ทานตะวันออกดอกชูช่อแต่อย่างใด

ต้นอ่อนทานตะวัน กลายเป็นกระแสฮ็อตฮิตติดลมบนในตอนนี้ หลังจากค่านิยม “เฮลท์ตี้” ในประเทศไทยมาแรง

ผักปลอดสารพิษ ผักอินทรีย์ ผักออร์แกนิก ผักไฮโดรโปนิก ฯลฯ เป็นสิ่งที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจเป็นอย่างมาก หลังจากที่เนิ่นนานมาแล้วต้องทนกินผักเจือสารพิษ สะสมสารก่อมะเร็งในร่างกาย

สุดท้าย สุขภาพทรุดต้องเข้าโรงหมอกันอยู่บ่อยๆ

มนุษย์เริ่มเรียนรู้มากขึ้น อย่างไรที่เรียกว่าความปลอดภัย แบบไหนที่เรียกว่าอันตราย

“ผักปลอดสาร” เป็นทางออกที่ดีที่สุด

แต่จะให้ยอดเยี่ยมไปกว่านั้น คงต้องเป็นผักที่ปลูกกินเอง ถึงจะมั่นใจได้เกิน 100 เปอร์เซ็นต์

กระนั้น วิถีชีวิตคนเมืองที่ไม่ค่อยมีพื้นที่และเวลา ก็ไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่นัก

ต้องไปหาซื้อเขากินอยู่ดี

เหตุนี้เองที่ผักปลูกง่าย กินง่าย อย่าง “ต้นอ่อนทานตะวัน” จึงกลายมาเป็น “พระเอกขี่ม้าขาว”

ระยะหลังมานี้ มีงานแฟร์ที่ห่วงใยเรื่อง “เฮลท์ตี้” เกิดขึ้นบ่อย

ผมมีโอกาสได้ลองไปเดินเลียบๆ เคียงๆ กับเหล่าคนรักสุขภาพด้วยเช่นกัน

จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้ห่วงใยสภาพสังขารของตัวเองอะไรมากนักหรอก เพียงแต่อยากหาความรู้ใหม่ๆ อยากได้พืชผักใหม่ๆ ลองเอามาปลูกเองที่บ้านให้รกๆ เล่น

นี่เองจึงทำให้ได้เห็นการมาแรงแซงโค้งของพืชผักอย่างต้นอ่อนทานตะวัน

หากเมื่อก่อน ถั่วงอกว่าปลูกง่าย และนิยมนำมาใช้ในหลากหลายเมนูอาหาร วันนี้ลองหันไปดูรอบข้าง เราจะพบต้นอ่อนทานตะวันชนิดที่กินกันสนุก (คือกินกันเยอะมากๆ)

เอาล่ะ! เมื่อเห็นคนสนุกกัน ผมก็เลยลองเล่นสนุกบ้าง ด้วยการลองปลูกและกินด้วย

เริ่มต้นจากการซื้อเมล็ดทานตะวัน ที่มีขายตามงานแฟร์เพื่อสุขภาพนั่นแหละ

จากนั้น ลองโฉบผ่านร้านขายดิน 7 ถุง 100, 8 ถุง 100 (หรือตามแต่จะตกลงได้) ซึ่งมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง

ได้มาแล้วก็มองหาตะกร้า หรือกระบะแบนๆ หรืออะไรก็ได้ที่พอมีรูระบายน้ำหน่อย เพื่อเอามาเป็นกระถางปลูกต้นอ่อนทานตะวัน

วิธีปลูกหรือก็ไม่ยาก เพียงแช่เมล็ดไว้ในน้ำอุ่นสักคืน รุ่งเช้าตื่นมาก็โรยดินถุงที่ซื้อมาในตะกร้า รดน้ำ โรยเมล็ดทานตะวันให้เต็ม โรยดิน หรือขุยมะพร้าวบางๆ ให้ทั่ว รดน้ำอีกสักครั้ง จากนั้นก็นำเอาเข้าที่ร่ม

รดน้ำเช้า-เย็น แล้วอดใจรอไม่เกินสัปดาห์

ต้นอ่อนทานตะวัน ปลูกง่ายไม่ต่างไปจากถั่วงอก

แต่พิเศษกว่าหน่อย ตรงที่สิ่งซึ่งผมเรียกว่า “ความเต็มปากเต็มคำเวลากิน” คือ เคี้ยวหนุบหนับ กินได้ไม่เหมือนถั่วงอก ที่คล้ายจะฉ่ำแฉะไปด้วยน้ำ

อีกทั้งยังมีกลิ่นหอม รสชาติหวาน และกรอบกว่าด้วย

ผักชนิดนี้สามารถปรุงเป็นอาหารได้สารพัด อาทิ ส้มตำต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนทานตะวันผัดน้ำมันหอย หรือแม้แต่สลัดต้นอ่อนทานตะวัน

ส่วนใครจะเอาไปเป็นผักจิ้มน้ำพริกก็ไม่ผิดกติกา

ด้วยความที่กินง่าย และเต็มปากเต็มคำนี่เอง แม้แต่คนที่ไม่เคยนิยมชมชอบถั่วงอก เมื่อได้กินต้นอ่อนทานตะวันแล้วยังรู้สึกชอบ ติดใจ จนอยากกินอีกเรื่อยๆ

แต่ที่สำคัญซึ่งเป็นที่ถูกใจบรรดาคนรักสุขภาพทั้งหลายนั้น เห็นจะเป็นคุณค่าทางอาหาร

โดยเฉพาะคุณสาวๆ ทั้งหลาย

เพราะ 1. เป็นอาหารไดเอ็ต หรือลดอ้วน และ 2. เพียบพร้อมด้วยวิตามินหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบี ที่ช่วยบำรุงสายตา และช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ขณะที่วิตามิน บี 1 บี 6 บี 12 ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อม

แต่น่าเสียดาย เมื่อกินแล้วกลายเป็น “หงส์งาม” ดังเพลงลำตัดเปิดเรื่อง

“ชะ แม่งามหงส์เอย ปีกอ่อนร่อนลง เข้าในดงทานตะวัน”

เกรงว่า แม่หงส์งามจะไม่มีดงทานตะวันให้ได้ร่อนลง เพราะเพียงเป็นต้นอ่อนก็ถูกตัด ถูกเก็บเอามากินเป็นอาหารเรียบร้อยแล้ว

%d bloggers like this: