ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

All posts tagged ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

จิตรลดา ทรัพย์ศิริ ขายซาลาเปาริมทาง สร้างงาน สร้างรายได้ตลอดปี

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

กิตติภณ เรืองแสน

จิตรลดา ทรัพย์ศิริ ขายซาลาเปาริมทาง สร้างงาน สร้างรายได้ตลอดปี

ซาลาเปา เป็นอาหารว่างอีกเมนูหนึ่งที่เรามักเห็นจำหน่ายอยู่ในร้านสะดวกซื้อ หรือตามสถานที่ต่างๆ เนื่องจากเป็นอาหารที่หารับประทานง่าย ใช้เป็นอาหารรองท้องสำหรับรอมื้อหลัก หรือรับประทานเป็นอาหารว่างก็เป็นที่นิยม เพราะราคาไม่สูงมากนัก และในปัจจุบันมีคนคิดและปรับปรุงสูตรของการผลิตไส้ซาลาเปาให้มีความหลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการในรสชาติของผู้บริโภคทุกกลุ่ม มีทั้งไส้หวาน ไส้หมูสับไข่เค็ม ไส้หมูแดง ไส้ครีม และไส้แปลกใหม่อื่นๆ สำหรับไส้ที่ขายดิบขายดี เพราะมีคนติดใจในรสชาติดั้งเดิมของซาลาเปาคือ ไส้หมูสับไข่เค็ม หรือไส้หมูแดง

ที่หมู่บ้านภูเขาแก้ว ถนนสถิตย์นิมานกาล ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี (ริมถนน 4 เลน สายอุบลราชธานี-พิบูลมังสาหาร-ด่านชายแดนช่องเม็ก) จะมีซาลาเปานึ่งขายกันสดๆ อยู่ริมถนนหลายเจ้า เรียงรายกันไป เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ที่สัญจรไปมาได้แวะซื้อรับประทานกันทั้งวัน ด้วยเพราะความอร่อยจริงไม่อิงการโฆษณา ซาลาเปาที่นี่จึงมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักทั่วไปในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวที่มาจากภาคอื่นๆ ที่เดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของจังหวัดอุบลราชธานี รวมทั้งไปด่านชายแดนช่องเม็ก ต้องผ่านเส้นทางนี้ ส่วนใหญ่จะจอดรถซื้อซาลาเปาเพื่อลิ้มลองรสชาติบรรเทาอาการหิวและซื้อเป็นของฝากกันทั้งนั้น

คุณจิตรลดา ทรัพย์ศิริ อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1/1 ถนนสถิตย์นิมานกาล ชุมชนภูเขาแก้ว ตำบลพิบูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่ผ่านการประกอบอาชีพมามากมายหลายประเภท ทั้งค้าขาย เย็บผ้า ซักรีด ฯลฯ แต่ปัจจุบันได้หันมาทำซาลาเปา และขนมจีบ ขายสร้างรายได้อย่างงดงามที่หน้าบ้านของตนเองมากว่า 5 ปี โดยตั้งชื่อร้านว่า ร้านคุณย่า จนสามารถพลิกฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งคุณจิตรลดา บอกว่า เนื่องจากชุมชนของตนหรือหมู่บ้านภูเขาแก้ว ตั้งอยู่ริมทางหลวง (ถนน 4 เลน) ซึ่งเป็นเส้นทางจากตัวเมืองอุบลราชธานี มุ่งสู่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังมากมายหลายจุดของจังหวัดอุบลราชธานี ไม่ว่าจะเป็น ผาแต้ม แก่งสะพือ แม่น้ำสองสี พัทยาน้อย ด่านชายแดนช่องเม็ก รวมทั้งน้ำตกอีกหลายแห่ง จึงทำให้ได้เปรียบในด้านทำเลการค้าอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะประเภทอาหารการกินจะขายดีมาก และหนึ่งในจำนวนสินค้าริมทางที่สร้างชื่อสร้างเงินให้กับชาวบ้านที่นี่ก็คือ ซาลาเปา เพราะซาลาเปาที่นี่มีความอร่อย รสชาติเป็นหนึ่งมาตลอดถึงขนาดที่ว่า ถ้าเอ่ยชื่อ ซาลาเปาพิบูล (พิบูลมังสาหาร) นักชิมจะรู้และนึกออกทันที ถึงกับมีคนเอาชื่อไปแอบอ้างวางขายซาลาเปาแล้วติดป้าย ซาลาเปาพิบูล ทั้งๆ ที่มิได้เป็นซาลาเปาพิบูล แต่คนที่เคยลิ้มลองรสชาติของซาลาเปาพิบูลจะรู้ทันทีว่าอันไหนของจริงหรือของปลอม ส่วนร้านของตนก็จะทำซาลาเปาทั้งไส้หวาน ไส้เค็ม ไส้หวานก็มี ไส้เผือก ไส้สังขยา ไส้ครีม ไส้ถั่วดำ ส่วนไส้เค็ม ก็จะมี ไส้หมูสับ ไส้หมูสับหน่อไม้ ไส้หมูแดง และขนมจีบที่สะอาด อร่อย ไว้คอยบริการลูกค้า

คุณจิตรลดา กล่าวต่อว่า การทำซาลาเปาและขนมจีบของพวกตนจะทำกันเองภายในครอบครัว ไม่ได้จ้างแรงงาน ทำให้มีต้นทุนผลผลิตต่ำ แต่กำไรสูง แต่ละวันเราจะนึ่งขายกันสดๆ ที่หน้าบ้านและจะขายหมดทุกวัน ทำให้มีรายได้ดีกว่าที่คิดไว้ ส่วนการทำซาลาเปาจะมีหลายสูตรตามความเหมาะสมและความถนัดของแต่ละคน ซึ่งแต่ละเจ้า มีเทคนิคหรือสูตรแห่งความอร่อยเป็นของตนเอง และความอร่อยจะเริ่มต้นตั้งแต่การทำแป้งซาลาเปา สูตรผสมจะสำคัญมาก ทั้งผสมครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เช่น ส่วนผสมที่ 1 แป้งสาลี (ไม่ขอบอกยี่ห้อ) เหลือง 1 ขีด น้ำ 370 ซีซี ยีสต์ 1 1/2 ช้อนโต๊ะโดยมีวิธีทำดังนี้ ร่อนแป้งด้วยตะแกรงตาถี่ใส่ในภาชนะ นำยีสต์ผสมกับน้ำ คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 5 นาที จากนั้นนำมาเทใส่แป้ง ค่อยๆ ใช้มือนวดจนเป็นเนื้อเดียวกันประมาณ 30 นาที เมื่อแป้งเนียนได้ที่แล้วจึงใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดให้แห้งคลุมไว้ เพื่อหมักให้แป้งฟู ประมาณ 2-3 ชั่วโมง และส่วนผสมที่ 2 ประกอบด้วย แป้งสาลี 5 ขีด 2 1/2 ออนซ์ น้ำตาลทราย 300 กรัม ผงฟู 2 ช้อนโต๊ะ และเนยขาว 100 กรัม โดยมีวิธีทำก็คือ เมื่อหมักส่วนที่ 1 ได้ที่แล้ว จึงเทน้ำตาลทรายลงไปในส่วนที่ 1 นวดจนน้ำตาลละลายเข้าไปในเนื้อแป้ง แล้วเทแป้งสาลี ผงฟู นมสดลงไป นวดให้เข้ากัน (ปัจจุบันใช้เครื่องนวดแทนมือ) จึงเติมเนยขาว นวดต่อไปจนเนื้อแป้งฟูนุ่มมือ ถ้าแป้งแห้งเกินไปให้ค่อยๆ พรมน้ำอุ่น แล้วนวดแป้งต่อไป ประมาณ 10-15 นาที แล้วคลุมด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำบิดให้แห้ง 20 นาที ใส่ไส้แล้วนำไปนึ่งในน้ำที่กำลังเดือด เมื่อสุกแล้วยกลงพักให้เย็น

ด้านการทำไส้ซาลาเปาให้มีรสเป็นเลิศ คุณจิตรลดา บอกว่า คนที่ทำซาลาเปาขายมักจะมีสูตรคล้ายๆ กันทั่วประเทศ ส่วนจะให้อร่อยจริงๆ นั้น มันเป็นเคล็ดลับของแต่ละคน นอกจากการทำแป้งซาลาเปาให้นุ่มนิ่มอร่อยแล้ว อันดับต่อมาอยู่ที่ไส้ของซาลาเปา อยู่ที่ว่าใครจะทำให้รสชาติของไส้อร่อยได้กว่ากัน ยกตัวอย่าง ไส้หวาน ทุกคนมีสูตรคล้ายๆ กันคือ ส่วนผสมประกอบด้วย ถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง หรือ เผือก 8 ขีด น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม มะพร้าวขูด 1 กิโลกรัม และมีวิธีทำคือ ถ้าเป็นถั่วดำหรือถั่วเขียว แช่น้ำ 1 คืน (เผือกหรือถั่วเหลืองไม่ต้องแช่น้ำ) ต้มให้สุกนำมาโขลกหรือบดให้ละเอียด นำมะพร้าวมาคั้นเอาแต่หัวกะทิ นำขึ้นตั้งไฟเคี่ยวให้เดือด ใส่ถั่วลงไป กวนเรื่อยๆ เติมน้ำตาลทราย กวนจนแห้งเป็นอันเสร็จ และขณะที่ทำใครมีความสามารถพิเศษ เคล็ดลับพิเศษ หรือมีดีตรงไหนก็จะใส่ลงไปแบบไม่ยั้ง และขอบอกว่าซาลาเปาของเราไม่หวงส่วนประกอบ อย่างมะพร้าวหรือกะทิ นี่เต็มที่ไปเลย น้ำตาลต้องให้ถึง รสชาติจะได้ออกมาอย่างละมุนละไม ไม่หนักแน่นหรือเลี่ยนจนเกินไป

คุณจิตรลดา บอกอีกว่า ราคาขายซาลาเปาของตน จะขายในราคา ชิ้นละ 5 บาท ส่วนขนมจีบก็ราคาเดียวกัน ทั้งนี้ จะเริ่มตั้งเตานึ่งขายตั้งแต่เช้าตรู่ยันสี่หรือห้าโมงเย็น ซึ่งก็ขายหมดเกลี้ยงทุกวัน ส่วนรายได้จากการขายซาลาเปาและขนมจีบของตนเมื่อหักต้นทุนผลผลิตแล้วจะได้กำไรตกวันละ 500-1,000 บาท เดือนหนึ่งๆ ก็ประมาณ 15,000-30,000 บาท เป็นอย่างต่ำ ถ้าช่วงไหนเป็นเทศกาลท่องเที่ยว จะมีนักท่องเที่ยวผ่านเยอะ ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ปกติแล้วจะมีนักท่องเที่ยวผ่านเยอะทุกฤดูกาล จะมากหน่อยก็เป็นช่วงฤดูแล้ง นอกจากจะนึ่งซาลาเปาขายหน้าร้านแล้ว ยังมีพ่อค้าคนกลางมาสั่งทำ เพื่อนำไปจำหน่ายยังต่างหมู่บ้าน ต่างอำเภอ อีกด้วย และในแต่ละวันที่ร้านของตนยังมีขนมจีบที่ทำเอง รสชาติอร่อย สะอาด ถูกหลักอนามัย ไว้จำหน่ายให้ลูกค้าด้วย

หากท่านใดมีโอกาสผ่านไปเที่ยวที่แก่งสะพือ อำเภอพิบูลมังสาหาร หรือด่านชายแดนช่องเม็ก หรือผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี อย่าลืมแวะชิมรสชาติซาลาเปา-ขนมจีบ ร้านคุณย่า หากออกจากตัวเมืองอุบลราชธานี ก่อนถึงตัวอำเภอพิบูลมังสาหาร ประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ ร้านคุณย่า จะอยู่ริมถนนทางด้านซ้ายมือ แต่ถ้าหากขากลับเข้าตัวเมืองอุบลราชธานี พอออกจากอำเภอพิบูลมังสาหาร ประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ ร้านจะอยู่ทางขวามือ มองเห็นป้ายบอกชื่อ ร้านคุณย่า อย่างโดดเด่นชัดเจน หรือสนใจสั่งซื้อเป็นจำนวนมากก็โทร. (087) 454-7116 รับรองว่า ร้านคุณย่า ไม่สร้างความผิดหวังในเรื่องของความอิ่มอร่อยอย่างแน่นอน

Advertisements

เห็ดอบกรอบ แบรด์ “หัวเห็ด” เจาะตลาดคนรักสุขภาพ

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05107150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

สาวบางแค 22

เห็ดอบกรอบ แบรด์ “หัวเห็ด” เจาะตลาดคนรักสุขภาพ

ชาวจีน จัด “เห็ด” อยู่ในกลุ่มพืชสมุนไพรประเภทยาเย็น ที่มีสรรพคุณช่วยลดไข้ แก้ช้ำใน ลดความดัน ขับปัสสาวะ บำรุงเซลล์ประสาท ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ฯลฯ ทุกวันนี้ ผู้คนทั่วโลก นิยมบริโภคเห็ดเพื่อสุขภาพ เพราะเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ปราศจากไขมัน มีปริมาณน้ำตาลและเกลือค่อนข้างต่ำ ที่สำคัญปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู เด็กรับประทานได้ ผู้ใหญ่รับประทานดี

“พณัญญา ธิติบดินทร์” และ “เศรษฐกาล เศรษฐภากรณ์” สองสามีภรรยา เจ้าของบริษัท มายาณกานต์ จำกัด เล็งเห็นประโยชน์ของเห็ด จึงนำเห็ดนางฟ้าและเห็ดเข็มทอง มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เห็ดอบกรอบ จำหน่ายในชื่อแบรนด์ “หัวเห็ด” ภายใต้คำขวัญที่ว่า “เห็ดกรอบ อร่อยเยอะ ประโยชน์แยะ” ปรากฏว่า ขนมรับประทานเล่น (สแน็ก) ชนิดนี้ โดนใจผู้ซื้อที่รักสุขภาพอย่างจัง เพราะรับประทานแล้วมีประโยชน์ ได้สารอาหารทั้งโปรตีนและวิตามิน จึงขายดิบขายดี เป็นที่สนใจของตลาดทั้งไทยและต่างประเทศ

คุณเศรษฐกาล บอกว่า สาเหตุที่เลือกเห็ดเข็มทองและเห็ดนางฟ้า เพราะเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ง่ายและมีจำนวนมาก ที่สำคัญเห็ดทั้ง 2 ชนิด ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดย “เห็ดนางฟ้า” เป็นอาหารโปรตีนที่มีทั้ง วิตามิน ซี ไฟเบอร์ และธาตุเหล็ก ส่วน “เห็ดเข็มทอง” เป็นอาหารโปรตีนที่มี วิตามิน บี 1 บี 2 ไฟเบอร์ และธาตุเหล็ก

ผลิตภัณฑ์หัวเห็ด รับประทานแล้วไม่ต้องกลัวอ้วน เพราะแปรรูปด้วยวิธีการอบแห้ง ทางบริษัทคัดสรรวัตถุดิบมาจากฟาร์มเห็ดปลอดสาร จำนวน 4 ราย ที่บริษัทเข้าไปควบคุมคุณภาพมาตรฐานได้ตามที่ต้องการ ทั้งนี้ เห็ดสดทุกๆ 1 กิโลกรัม เมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เห็ดอบกรอบ จะเหลือน้ำหนักประมาณ 6 ขีดเท่านั้น

ทางโรงงานมีกำลังการผลิต ประมาณวันละ 8,000-10,000 ซอง สินค้ามีอายุการใช้งานนาน 6 เดือน ขณะนี้จำหน่ายสินค้าใน 2 รูปแบบ คือ เห็ดเข็มทอง รสดั้งเดิม กับเห็ดฝอย (เห็ดนางฟ้า) รสดั้งเดิม น้ำหนักซองละ 30 กรัม ขายปลีกในราคาซองละ 30 บาท คุณเศรษฐกาล กล่าวว่า บริษัทเน้นเจาะตลาดขนมรับประทานเล่นเพื่อสุขภาพ ที่เหมาะสำหรับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย โดยเริ่มนำสินค้าออกสู่ตลาด ตั้งแต่ปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ในห้างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างเดอะมอลล์ และยูเอฟเอ็ม และกำลังวางแผนส่งออกไปขายในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม และมาเลเซีย เป็นต้น คาดว่า ในปีแรกจะสร้างยอดขายไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

ปลาร้าสับ อาหารพื้นบ้าน

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05103150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

ทองสุข สิงห์พิมพ์

ปลาร้าสับ อาหารพื้นบ้าน

ปลาร้า เป็นอาหารพื้นบ้าน ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี ปลาร้านับว่าเป็นอาหารที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในตัว โดยเฉพาะคนพื้นบ้านคุ้นเคยกับปลาร้า ชาวไร่ ชาวนา ภาคอีสานกับภาคตะวันออก รวมไปถึงภาคใต้ก็ยังนิยมกินปลาร้าเป็นอาหาร

คนในกรุงเทพฯ ยังกินปลาร้า ปลาร้าเกิดมาจากวิธีการทำง่ายๆ สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ถึงรุ่นพ่อแม่

ขั้นตอนการทำปลาร้าไม่ยุ่งยาก แค่มีวัตถุดิบไม่กี่อย่าง ได้แก่ ปลา ปลาที่จะนำมาทำปลาร้า ได้แก่ ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลานิล ปลาซิว ปลาซิวอ้าว ปลากระดี่ ปลาสร้อยขาวหางแดง นำปลามาทำความสะอาดโดยผ่าท้องเอาเครื่องในออกให้หมด ตัดส่วนหัวออกต่างหากมาผสมเข้ากับเครื่องปรุง อัตราส่วน ปลาดิบ 5 กิโลกรัม เกลือ 1 กิโลกรัม น้ำเปล่า 4 ลิตร ข้าวคั่ว 2 กิโลกรัม จากนั้นนำทุกอย่างมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำใส่ไห ปี๊บ หมักไว้ประมาณ 15-20 วัน นำมาเป็นอาหารได้แล้ว

สมัยก่อนคนไทยเรามักบริโภคปลาร้าดิบๆ เป็นอาหาร เอาปลาร้ามา 1 ถ้วยแกง ใส่พริกป่น ผงชูรส ซอยหอมแดง ตะไคร้ซอย ข่าซอย กินกับข้าวได้เลย แกงส้ม แกงเปอะ ส้มตำ เหล่านี้ใส่ปลาร้าทั้งนั้น เรื่องของอร่อยไม่ต้องพูดถึง ปัจจุบันมีการรณรงค์ไม่ให้กินปลาร้าดิบเนื่องจากมีพยาธิใบไม้ในตับสูง ปลาต่างๆ ที่อยู่ในธรรมชาติ ตามห้วย หนอง คลอง บึง มีใบไม้เน่าเสีย พยาธิใบไม้จะแทรกอยู่ในตัวปลา เมื่อเรากินปลาดิบเข้าไปจะทำให้เกิดอันตรายได้ แม้จะห้ามกินปลาร้าดิบ คนไทยเราก็ยังกินกันอยู่แต่ก็ส่วนน้อย ส่วนใหญ่จะนำมาปรุงให้สุกก่อนเอาน้ำปลาร้ามาใส่จำพวกส้มตำ แต่ก็ขาดเสียไม่ได้เอาปลาร้าปลากระดี่ ปลาร้าปลาสร้อยขาวหางแดงมาตำใส่ส้มตำ หรือบางคนก็ยังฉีกปลาร้ากินได้เลย พูดถึงทีไรทำให้น้ำลายสอทุกที ปลาร้ามีชาวต่างชาติหลายประเทศรู้จักกันอย่างแพร่หลาย กินปลาร้าตามอย่างคนไทยทั่วทวีป นับว่าปลาร้าสร้างชื่อเสียงให้คนไทยเราอีกทางหนึ่ง

คุณรัชนี เทียมแก้ว สาวใหญ่ หัวหน้ากลุ่มสินค้าโอท็อปพื้นบ้าน แห่งบ้านโคกปีบ ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี นำปลาร้ามาทำเป็นอาหารสำเร็จรูป ปลาร้าสับบรรจุกระปุกขาย วิธีทำปลาร้าสับไม่ยุ่งยาก นำปลาร้ามาสับ นำข่า ตะไคร้ มะขามเปียก หอมแดงที่อยู่ในครัวมาซอย ใส่พริกป่นนิดหน่อย ผสมให้เข้ากัน นำใส่กระปุกเล็กๆ ออกไปวางขายในตลาดนัดใกล้บ้าน ตอนแรกไม่คิดว่าจะขายได้ พอวางขายกลับขายดี จึงมีแนวคิดที่จะทำปลาร้าสับสำเร็จรูปขาย จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเล็กๆ ดู สิ่งที่คิดไว้เหมือนง่ายขายคล่อง ดูดี และน่าหาซื้อสะดวก เธอจึงคิดทำอาหารสำเร็จรูปออกขายด้วย รวมถึงทำขนมหวานขาย น่าจะขายได้ คิดแล้วลงมือทำ ทำให้อาหารจำพวกนี้ขายง่ายหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป คุณรัชนีทำขนมไทยขาย เช่น ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด หมี่ผัด อาหารพื้นบ้านเหล่านี้ขายดีอย่างที่คิด จนมีลูกค้าติด จึงกลายเป็นอาหารพื้นบ้านที่น่าสนใจ เธอจึงให้ลูกสาวมาทำปลาร้าสับขายกับทำขนมสดวางขายในตลาดนัดใกล้บ้าน และส่งขายพื้นที่รอบนอกหลายแห่ง มีพวกพ่อค้าแม่ค้ามารับถึงที่ ทำให้คุณรัชนีเป็นแม่ค้าขายส่งปลาร้าสับสำเร็จรูปในที่สุด กลุ่มสินค้าโอท็อปโคกปีบนั้นมีหลากหลายอย่างให้สมาชิกกลุ่มทำ ไม่ทำเหมือนๆ กัน แบ่งกันทำคนละอย่าง ไม่ตีตลาดกันเอง เน้นการทำเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลัก

คุณรัชนี ทำปลาร้าสับบรรจุกระปุกขายมานานแล้ว โดยเธอมีลูกสาวคนสวย 2 คน ช่วยงาน ทำให้สินค้าขายดิบขายดีเป็นจุดขายได้อย่างดี ใครเห็นใครซื้อ แม่ค้าสาวยังสวยทั้งแม่และลูก ใครๆ ก็อยากช่วยซื้อนะครับ เป็นการทำอาหารพื้นบ้านที่ประสบผลสำเร็จ ใครอยากทำแบบอย่าง ลองทำดูนะครับ อาจเป็นการเสริมรายได้ให้กับครอบครัวได้ระดับหนึ่งก็ได้ ปลาร้าบรรจุกระปุกของคุณรัชนี ขายแค่กระปุกละ 25 บาท กระปุกหนึ่งหนักราวๆ 1 ขีด ราคานี้ก็พอซื้อได้ครับ สะดวก กลับถึงบ้านแกะกินได้ทันที ในนั้นมีพริกขี้หนูแถมให้ด้วย หากใครที่ต้องการรสเผ็ดจัดจ้าน คุณรัชนีจัดให้ครับ

การทำปลาร้าสับ 1 กิโลกรัม ขายได้เงิน 500 บาท นับว่ามีรายได้อย่างดีเลยทีเดียว ใครสนใจอยากลองทำปลาร้าสับบรรจุกระปุกขาย ลองทำดูครับ ทำไม่ยาก คุณรัชนีกระซิบบอกว่า การทำปลาร้าสับถ้าจะให้อร่อยไม่ยาก นำปลาร้าที่สับใส่ครกพร้อมเครื่องปรุงแล้ว ให้เอามะขามเปียกแทนมะนาวโขลกลงไปด้วยเลย รับรองว่าอร่อยลูกค้าติดใจ ปลาร้าสับเก็บไว้กินได้นานแรมเดือนเลยทีเดียว ขายได้แน่นอน…

อยากซื้อ อยากชิม ถามได้ที่ คุณรัชนี เทียมแก้ว โทร. (081) 762-6446

วิสาหกิจชุมชนการตีแผ่นแร่ สันกำแพง เชียงใหม่ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับคนในชุมชน

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

ว่าที่ร้อยตรีหญิงภัทรานิษฐ์ รุจิอริยอธิพร

วิสาหกิจชุมชนการตีแผ่นแร่ สันกำแพง เชียงใหม่ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับคนในชุมชน

วิสาหกิจชุมชน เป็นกิจการของชุมชนเกี่ยวกับการผลิตสินค้าโดยที่มีวิถีชีวิตร่วมกันและมารวมตัวกันเพื่อสร้างรายได้ สามารถพึ่งพาตนเองในชุมชนและระหว่างชุมชน อย่างเช่น วิสาหกิจชุมชนการตีแผ่นแร่ บ้านป่าสักขวาง ตำบลสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็น 1 ใน 154 กลุ่มของวิสาหกิจชุมชนของอำเภอสันกำแพง ที่สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้คนในชุมชน

คุณศรัญญู มีทองคำ นายอำเภอสันกำแพง เปิดเผยว่า “วิสาหกิจชุมชนของอำเภอสันกำแพง มีอยู่ 154 กลุ่ม ในพื้นที่ 10 ตำบล โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งวิสาหกิจชุมชนเป็นการรวมตัวของชาวบ้านเพื่อประกอบอาชีพที่มีวัตถุประสงค์เดียวกันที่สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน วิสาหกิจชุมชนของอำเภอสันกำแพงส่วนใหญ่จะเป็นงานหัตถกรรม เช่น ร่มบ่อสร้าง กระดาษสา การตัดเย็บผ้า งานฝีมือของชำร่วย แกะสลัก การผลิตผลิตภัณฑ์จากไม้มะม่วง การตีแผ่นแร่ รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมของอำเภอสันกำแพงที่โดดเด่น”

คุณแจ่มจันทร์ ล่ามช้าง เกษตรอำเภอสันกำแพง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “วิสาหกิจชุมชนของอำเภอสันกำแพงนอกจากจะมีงานหัตถกรรมแล้ว ด้านการแปรรูปทางเกษตรก็มี การผลิตพืชผักอินทรีย์ การแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ข้าวแคบ ข้าวแต๋น เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ต่างๆ ฯลฯ ซึ่งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่รวมตัวกัน โดยการรวมตัวกันจะมีต้องมีองค์ประกอบคือ ชุมชนเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการ ผลผลิตต้องมาจากกระบวนการในชุมชน ด้วยการใช้วัตถุดิบ ทรัพยากร แรงงานในชุมชนเป็นหลัก ริเริ่มสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมของชุมชน ต้องเป็นฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานภูมิปัญญาสากล มีการดำเนินการแบบบูรณาการเชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ อย่างเป็นระบบ มีกระบวนการเรียนรู้เป็นหัวใจหลัก มีการพึ่งพาตนเองของครอบครัวและชุมชนเป็นเป้าหมาย โดยหลักเหล่านี้จะทำให้วิสาหกิจชุมชนของอำเภอสันกำแพงมีความเข้มแข็ง สร้างงาน สร้างรายได้กับชุมชนเป็นจำนวนมาก และมีความยั่งยืน”

คุณสงวน ปัญโญสุข ประธานกลุ่มหัตถกรรมตีลายแผ่นแร่ เปิดเผยอีกว่า “หัตถกรรมตีลายแผ่นแร่ เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมมาจากการตีเครื่องเงิน (ตีขันเงิน) โดยตนเองได้สืบทอดเรียนรู้มาจากช่างตีขันเงินชื่อ คุณสาย เป็นชนชาติเขมร เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเมื่อ 80 ปีก่อน จากการที่ได้เรียนรู้วิชาการตีขันเงินกับคุณสายได้ทุกขั้นตอนแล้ว ได้หยุดการตีขันเงินมาเรียนรู้การตีลายขันเงิน (ดุจลาย) ทั้งลายนูนสูง นูนต่ำ ลายพม่า และลายไทย จากนั้นก็ได้เริ่มต้นเป็นครูสอนภูมิปัญญาคนแรก เมื่อปี พ.ศ. 2510 มีผู้สนใจเข้าเรียนครั้งแรก 6 คน แต่ละคนมาจากหมู่บ้านอื่นและต่างตำบลในอำเภอสันกำแพง จาก 6 รายแรก ก็ได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมาหลายรุ่นจนถึงปัจจุบัน ได้สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนเป็นอาชีพหลักและอาชีพรองไม่น้อยกว่า 50 ครัวเรือน ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2534 เครื่องเงินหายาก มีราคาแพง ต้นทุนสูง อีกทั้งการตีลายบนสลุงมีผู้ใช้น้อยแต่ช่างตีลายมีจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน อาชีพตีลายหลายๆ คนได้หันไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้าง จากปัญหานี้จึงทำให้ต้องปรับเปลี่ยนวัสดุที่ใช้จากเงินเป็นแร่อะลูมิเนียม มีคุณสมบัติที่ใช้ตีลายและขึ้นรูปแบบลายนูนสูง นูนต่ำได้ สีผิวคล้ายเงินถ้าผ่านการผลิตทุกขั้นตอนแล้วจะมีความหลากหลายที่เป็นเอกลักษณ์ อ่อนช้อย สวยงาม

ส่วนขั้นตอนของการตีแผ่นแร่ เริ่มต้นจากการออกแบบลวดลายตามที่ลูกค้าต้องการ นำวัตถุดิบแผ่นแร่ มาตัดแต่งขึ้นรูปทรงให้ได้สัดส่วนแล้วเขียนแบบลายลงบนชิ้นงาน ตอกและเดินลายเส้นให้ได้รูปทรงตามสัดส่วน ตีเส้นหนักลงบนแผ่นแร่ที่มีความหนา ตีเส้นเบาลงบนแผ่นแร่ที่มีความบาง ตีลายนูนสูงต่ำด้วยการใช้ชัน (ขี้ย้า) เป็นพิมพ์รองตีและขึ้นรูป หลังจากนั้นตอกย้ำลาย ตีลายเบาลายตื้นใช้แท่นเหล็กรองตี แล้วนำชิ้นงานที่ตอกและตีลายทำความสะอาด ล้างด้วยน้ำมันก๊าด หรือทินเนอร์ ตากแดดหรือผึ่งให้แห้ง นำชิ้นงานมาตัดแต่งด้วยกรรไกร ขัดกระดาษทราย ทำสีรมดำ นำชิ้นงานไปผึ่งและตากแดดให้แห้งอีกครั้ง เพื่อนำชิ้นงานใส่กรองติดไม้ตามรูปแบบทรงต่างๆ เป็นการสิ้นสุดกระบวนการผลิต

นอกจากทางกลุ่มจะส่งเสริมอาชีพให้แก่ชาวบ้านแล้ว ยังได้ส่งต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กับเยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ เพื่อให้งานตีแผ่นแร่ได้มีการอนุรักษ์สืบต่อกันต่อไป”

สำหรับผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอสันกำแพง โทร. (053) 331-096

เพิ่มมูลค่า สร้างตลาดใหม่ กับ มะดันแปรรูป-ทุเรียนเม็ดมินต์

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

เพิ่มมูลค่า สร้างตลาดใหม่ กับ มะดันแปรรูป-ทุเรียนเม็ดมินต์

บ้านเราเป็นแหล่งผลไม้นานาชนิด ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยได้นำผลไม้เหล่านั้นมาแปรรูป ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าได้หลายเท่าตัว ภาครัฐเองต่างก็สนับสนุนเต็มที่ อาทิ “โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด” ภายใต้แผนส่งเสริมยุทธศาสตร์การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระยะเร่งด่วน โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ร่วมกันคัดเลือกคลัสเตอร์ที่มีศักยภาพรวม 17 เครือข่าย ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ทั้ง 2 หน่วยงาน ได้เปิดตัวโครงการดังกล่าว พร้อมคาดการณ์ว่าภายใน 1 ปี จะเกิดการขยายตัวในระบบเศรษฐกิจ 530 ล้านบาท และสามารถลดต้นทุนได้ 65 ล้านบาท

โดยใน 17 คลัสเตอร์ดังกล่าว มีผู้ประกอบการหน้าใหม่จำนวนหนึ่งที่เพิ่งผลิตสินค้าได้ไม่นาน บางรายเป็นสินค้าใหม่ที่ยังไม่เคยมีวางขายในท้องตลาดมาก่อน ดังนั้น การเข้ารวมกลุ่มเครือข่ายนี้จึงเกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การซื้อวัตถุดิบและการทำตลาดร่วมกัน

มะดัน มีวิตามินซีสูง

ดังที่ “คุณนงนุช เทียมณรงค์” เจ้าของผลไม้แปรรูป แบรนด์ “งามลมัย” ในนามวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลไม้ ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก แจกแจงให้ฟังว่า มีสมาชิกทั้งหมด 33 คน ได้เข้าร่วมในกลุ่มคลัสเตอร์ผู้ผลิตและแปรรูปผลไม้ภาคตะวันออกที่มี 6 จังหวัด ประกอบด้วย ระยอง จันทบุรี ปราจีนบุรี นครนายก ชลบุรี และฉะเชิงเทรา

ซึ่งเป็นการรวมตัวกันในส่วนที่เป็นต้นน้ำ คือเกษตรกรผู้ผลิตภาคการเกษตร สามารถช่วยเหลือให้ความรู้ข่าวสารแก้ไขปัญหาให้ไปในทิศทางเดียวกัน กลางน้ำ คือการแปรรูปผลผลิตที่มีปริมาณมากก็จะเข้ามาช่วยต้นน้ำได้มากมาย ปลายน้ำ คือผู้ที่ทำการตลาด สามารถมาช่วยกลางน้ำ ทำให้สายน้ำยาวและใหญ่ ทำให้บ้านเราอุดมสมบูรณ์และยั่งยืน

สำหรับกิจการแปรรูปผลไม้ของเธอนั้น มีมะดันเป็นตัวชูโรง ทั้งมะดันลอยแก้ว มะดันอบแห้ง น้ำมะดัน และมะม่วงกวน ในชื่อแบรนด์ “งามลมัย”

ปัจจุบันขายมะดันลอยแก้วกระป๋องละ 50 บาท มะดันอบแห้งกิโลกรัมละ 250 บาท ส่วนน้ำมะดันขวดละ 25 บาท มีวางขายที่กรุงเทพฯ ร้านค้าใกล้สถานีตำรวจสามเสน ซึ่งกลุ่มลูกค้ามีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า และพนักงานออฟฟิศ

ทั้งนี้ ผู้สนใจในกรุงเทพฯ สั่งซื้อได้ที่ คุณนงนุช เบอร์โทร. (081) 733-1745 ส่วนถ้าอยู่นครนายกสั่งได้ที่ คุณตู่ โทร. (089) 001-4112

เธอเล่าถึงสาเหตุของการแปรรูปมะดันว่า ปัจจุบันเป็นพนักงานธนาคารกรุงเทพ เริ่มทำสวนที่จังหวัดนครนายก ครั้งแรกปี 2550 เมื่อก่อนบริเวณนั้นเป็นที่นาจึงต้องลงทุนถมที่ในเนื้อที่ 4 ไร่กว่าๆ เพื่อปลูกมะยงชิดและผลไม้ที่ตัวเองชอบ เช่น มังคุด มะม่วง กล้วย ละมุด ฯลฯ

ส่วนมะดันเป็นต้นไม้ที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม ต่อมาเริ่มปลูกมะดันเพิ่มเติมเข้าไปด้วย แต่พอปี 2551 ราคามะดันตกต่ำมาก เลยเริ่มทำมะดันลอยแก้ว ตามด้วยมะดันอบแห้ง และน้ำมะดัน โดยมีการปรับปรุงพัฒนาสูตรตลอดมา

การที่นำมะดันมาแปรรูปนั้นเพราะเป็นผลไม้พื้นบ้านที่มีวิตามินสูงมาก ช่วยในเรื่องภูมิแพ้หวัด ทำให้ผิวพรรณดีและช่วยระบบขับถ่ายด้วย

ออกลูกตลอดทั้งปี

ใครชิมมะดันอบแห้งหรือน้ำมะดันของคุณนงนุช ต่างชอบอกชอบใจในรสชาติที่ไม่เปรี้ยวจี๊ดจ๊าดจนเกินไป ด้วยเหตุนี้ จึงมีลูกค้าประจำและมีออเดอร์ไม่ขาด เจ้าตัวเองก็รู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการแปรรูปนี้

เพราะที่ผ่านมาผู้คนมักจะนำมะดันมาใส่ในต้มปลาทูและนำไปแช่อิ่มเท่านั้น แต่ของเธอได้นำมาทำน้ำ ทำอบแห้ง และทำลอยแก้ว ซึ่งในท้องตลาดยังไม่เห็นมีใครทำเป็นล่ำเป็นสัน หรือมีบ้างแต่คุณภาพและความอร่อยก็ต่างกัน

เธอย้ำว่า ทางกลุ่มเน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ เพื่อให้ได้มาตรฐานสูงสุด สามารถเข้าตลาดระดับสูงได้ รวมถึงมองการส่งออกด้วย ซึ่งทางกลุ่มทำได้ไม่ยากเพราะทุกครัวเรือนในบริเวณนี้ปลูกมะดันกันอยู่แล้ว สามารถคัดเลือกลูกที่มีขนาดใหญ่และเนื้อแน่น

ตอนนี้ราคามะดันดีกว่าปีก่อนๆ จากที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 3 บาท ขึ้นมาเป็นกิโลกรัมละ 7-15 บาท แล้วแต่ช่วงว่ามีมากหรือน้อย

ในเรื่องการปลูกมะดัน เธอให้ข้อมูลว่า ไม่มีแมลงอะไรมารบกวน จะมีก็แต่กาฝาก จึงต้องทำการตัดแต่งกิ่งให้ดี

ส่วนการเก็บผลผลิตจะต้องเลือกเก็บเฉพาะลูกที่มีขนาดใหญ่

ทั้งนี้ มะดันจะออกผลมากในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม แต่ออกผลตลอดทั้งปี ถ้าให้น้ำตลอด

ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะปลูกมะดันแบบออร์แกนิก

คุณนงนุช พูดถึงปัญหาของการแปรรูปมะดันว่า ปัญหาที่เห็นชัดคือ มีผลผลิตเป็นฤดูกาล การเก็บรักษา ต้องใช้ความเย็นช่วยถนอมอาหาร ซึ่งการใช้ความเย็นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

ผู้ประกอบการอีกรายที่อยู่ในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล คือ “คุณเชิดพงษ์ เมธาวุฒินันท์” ซึ่งก่อนหน้านี้เคยรับราชการ ปัจจุบันเป็นผู้ประกอบการเต็มตัว เขาระบุถึงการเข้าร่วมในคลัสเตอร์ผู้ผลิตและแปรรูปผลไม้ภาคตะวันออกว่า ในกลุ่มมีทั้งความแตกต่างและความเหมือนกัน จึงมีมุมมองในหลายๆ ด้านที่แลกเปลี่ยนและสามารถเสริมแนวทางธุรกิจซึ่งกันและกันได้

เติมมินต์ให้รสชาติดี

คุณเชิดพงษ์ อธิบายถึงธุรกิจแปรรูปผลไม้ที่ทำอยู่ว่า เริ่มจากจุดที่ว่าเมืองไทยมีผลไม้ตามฤดูกาลหลากหลายชนิด โดยเฉพาะทุเรียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชาแห่งผลไม้” ประกอบกับเทคโนโลยีการถนอมอาหารของไทยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ ด้วยเหตุนี้ จึงนำทุเรียนหมอนทองมาแปรรูปเป็นเม็ดๆ เหมือนทอฟฟี่ ในชื่อแบรนด์ “ชิวดี้” โดยจ้างโรงงานผลิตที่มีมาตรฐานและมีประสบการณ์ อยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี

ว่าไปแล้วคุณเชิดพงษ์ก็เหมือนกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ยุคนี้ที่เน้นจ้างผลิตแล้วมาทำการตลาดเอง ซึ่งหากจับตลาดได้ถูกกิจการก็จะไปได้ดี ไม่ต้องมายุ่งในส่วนการผลิต การตั้งโรงงานหรือจ้างพนักงานแต่อย่างใด เป็นการลดขั้นตอนไปได้เยอะ อยู่ที่ว่าหากเป็นสินค้าใหม่จะทำให้ลูกค้ารู้จักและเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าได้มากน้อยแค่ไหน

คุณเชิดพงษ์ บอกว่า จุดเด่นของ “ชิวดี้” คือผลิตจากทุเรียนหมอนทองพันธุ์ดี ผ่านการคัดสรรจากสวนผลไม้ที่ปลูกด้วยระบบออร์แกนิก และผ่านกระบวนการผลิตอันทันสมัยได้มาตรฐาน ทำให้ได้ทุเรียนเม็ดมินต์ที่มีรสชาติอร่อย เพิ่มความสดชื่นเวลารับประทาน และเป็นรสชาติที่แปลกใหม่ เคี้ยวเพลินได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งในท้องตลาดไม่มีใครผลิตแบบนี้ โดยผลิตภัณฑ์ขนาด 20 กรัม ราคาขายปลีกซองละ 25 บาท และบรรจุกล่อง กล่องละ 60 ซอง ราคาขายส่ง 1,200 บาท

“ความจริงผลิตภัณฑ์ของเราก็คล้ายๆ กับทอฟฟี่ แต่ไม่อยากให้เรียกแบบนั้น เนื่องจากมูลค่ามันต่างกัน เพราะทางเราเลือกใช้ทุเรียนหมอนทองเกรดดี”

ผู้ประกอบการหน้าใหม่รายนี้เล่าว่า เตรียมวางแผนที่จะจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ และจะวางขายเพิ่มเติมในร้านขายของฝากบริการนักท่องเที่ยวและร้านอาหาร ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของนักท่องเที่ยวจีนที่ชอบรับประทานทุเรียน รวมทั้งการเข้าถึงตลาดอาเซียนเป็นตลาดที่ใหญ่มากทั้งจำนวนประชากรและรายได้ประชาชาติ หากสามารถมีผลิตภัณฑ์ที่สนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้จะสร้างยอดขายได้สูงมาก

เจ้าตัวพูดถึงปัญหาอุปสรรคของการเริ่มทำธุรกิจนี้ว่า อยู่ที่การเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป เพราะเป็นของใหม่ไม่มีในท้องตลาด แต่หากได้ลองชิมแล้วจะถูกปากและติดใจในรสชาติที่มีความแปลกใหม่อันผสมกลมกลืนระหว่างทุเรียนกับมินต์ได้อย่างลงตัว

ในงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด” เมื่อไม่นานมานี้ คุณเชิดพงษ์ก็ได้นำผลิตภัณฑ์มาให้ชิมกัน หลายรายชื่นชอบรสชาติที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะพวกที่ชอบรสมินต์ทั้งหลาย

สนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายหรืออยากลิ้มชิมรสทุเรียนหมอนทองรสมินต์แบรนด์ “ชิวดี้” ติดต่อคุณเชิดพงษ์ได้ที่ โทร. (092) 419-6695

การแปรรูปผลไม้เหล่านี้ นอกจากจะทำให้ผลผลิตไม่ล้นตลาด ราคาไม่ตกต่ำแล้ว ยังทำให้ผู้คนได้รับประทานผลไม้ที่ชื่นชอบในหลากหลายรูปแบบอีกด้วย

สหกรณ์เมืองเลย ช่วยสร้างอาชีพ จากไม้ไผ่ข้างบ้าน เป็นกระปุกออมสิน เดือนละหมื่นสบายๆ

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

สิรินนา อ้นบุตร

สหกรณ์เมืองเลย ช่วยสร้างอาชีพ จากไม้ไผ่ข้างบ้าน เป็นกระปุกออมสิน เดือนละหมื่นสบายๆ

การปลูกฝังนิสัยรักการออมให้แก่เด็กและเยาวชน นับเป็นสิ่งสำคัญที่หลายหน่วยงานหันมาให้ความสำคัญและจัดกิจกรรมรณรงค์ให้เด็กไทยมีวินัยทางการเงิน รู้จักการประหยัดและเก็บออมเงินเพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น และวางรากฐานสำหรับอนาคต

กระปุกออมสิน เป็นเครื่องมือรณรงค์สำหรับการส่งเสริมการออมให้กับเด็กๆ

ปัจจุบัน มีรูปแบบที่หลากหลาย ผลิตจากวัสดุหลายประเภท ทั้งเซรามิก แก้ว พลาสติก และอะลูมิเนียม โดยออกแบบรูปทรงที่สวยงามและมีสีสันสดใส เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ มีความชื่นชอบและรักในการออมเงินมากยิ่งขึ้น

อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย มีชุมชนที่เป็นแหล่งผลิตกระปุกออมสินจากกระบอกไม้ไผ่ โดยชาวบ้านได้ร่วมกันคิดและออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยการนำวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

โดยได้รวมกันจัดตั้งเป็นกลุ่มอาชีพ ตั้งแต่ ปี 2547 ในนาม “กลุ่มหัตถกรรมไม้ไผ่ ไม้เนื้อแข็ง และกะลามะพร้าว” สังกัดสหกรณ์การเกษตรประชาสามัคคีตาดข่า จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 53 หมู่ที่ 10 บ้านผางาม ตำบล ปวนพุ อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย ปัจจุบัน มี นายวีระยุทธ แก้วโวหาร ทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่ม

กลุ่มหัตถกรรมไม้ไผ่ ไม้เนื้อแข็ง และกะลามะพร้าว ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเลย เป็นเงินอุดหนุนให้กลุ่ม 40,000 บาท สำหรับนำไปซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และซื้อวัตถุดิบสำหรับนำมาผลิตสินค้า รวมถึงเป็นทุนหมุนเวียนภายใน

นายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์ สหกรณ์จังหวัดเลย เปิดเผยว่า สินค้าหลักของกลุ่มหัตถกรรมไม้ไผ่ วัตถุดิบหลักคือ ไม้ไผ่ ที่นำเอามาจากในป่าใกล้กับหมู่บ้าน และมีชาวบ้านบางรายปลูกต้นไผ่ไว้ในพื้นที่หัวไร่ปลายนา ไม้ไผ่จะถูกนำมาแปรรูปเป็นกระปุกออมสินและของใช้ของที่ระลึก

ซึ่งขนาดของไม้ไผ่ที่จะนำมาแปรรูปได้นั้น ได้ดูขนาดอายุ 2 ปีขึ้นไป หากตัดไม้ที่มีอายุต่ำกว่านั้น จะมีปัญหาเรื่องการยุบตัวของไม้

เมื่อมีลูกค้าสั่งซื้อสินค้า ทางกลุ่มจะแบ่งงานให้สมาชิกแต่ละบ้านรับไปทำตามความถนัด หรือตามเวลาว่างที่แต่ละคนจะสามารถทำได้ ก่อนจะรวบรวมมาส่งไว้ที่เดียวที่บ้านประธาน

สมาชิกจะมีรายได้เสริม ครอบครัวละประมาณ 10,000-20,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่ดีกว่าการออกไปรับจ้าง

ยอดการสั่งซื้อสินค้ามีต่อเนื่องตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปลายปีใกล้วันปีใหม่ จนไปถึงเดือนมีนาคม จะเป็นช่วงที่ลูกค้าโทร.มาสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก

สินค้าที่ขายดี ได้แก่ กระปุกออมสินไม้ไผ่แบบทรงสูง และสั่งซื้อคราวละประมาณ 3,000-5,000 ชิ้น

การทำกระปุกออมสินกระบอกไม้ไผ่ เป็นอาชีพที่ทุกคนสามารถทำได้อยู่กับบ้าน ในยามว่างที่เสร็จสิ้นหลังจากทำไร่ทำนา ขั้นตอนการทำกระปุกออมสินไม้ไผ่ เมื่อตัดไม้ไผ่มาแล้วจะพักไม้ไว้ประมาณ 3-4 วัน เพื่อให้ไม้ไผ่อยู่ตัว ไม่ให้แตกหรือยุบตัว

เมื่อตัดเป็นท่อนๆ เป็นรูปร่างตามแบบ ก่อนจะนำมาขัดผิวเอาเปลือกไม้ไผ่เขียวๆ ออก และแต่งรูปร่าง จากนั้นจึงตกแต่งให้สวยงาม ใช้สีเมจิกวาดตัวลวดลายเป็นตัวการ์ตูนบนผิวไม้ไผ่

ซึ่งแต่ละวันลูกหลานของสมาชิกเมื่อกลับจากโรงเรียนจะมาล้อมวงกันวาดภาพ โดยใช้ทักษะฝีมือด้านศิลปะมาช่วยครอบครัวหารายได้เสริม

หลังจากวาดภาพและตกแต่งสีสันจนสวยงามแล้ว นำกระบอกไม้ไผ่ไปเคลือบเงาด้วยแล็กเกอร์ ก่อนจะผึ่งแดดสักระยะหนึ่ง เพื่อไล่ความชื้นไม่ให้เกิดเชื้อรา จากนั้นจึงรวบรวมและจัดส่งให้ลูกค้าได้ทันที

กำลังการผลิตของสมาชิกแต่ละบ้าน จะสามารถผลิตกระปุกออมสินได้ ประมาณ 100 กระบอก ต่อวัน สร้างรายได้ วันละประมาณ 1,000 บาท หากมียอดสั่งซื้อจากลูกค้า จำนวน 3,000 ชิ้น จะใช้เวลาในการผลิต ประมาณ 1 สัปดาห์

โดยจะขายส่งเป็นสินค้าทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ ราคาตั้งแต่ 10 บาท ถึง 100 บาท

สินค้ามีทั้งกระปุกออมสินหลายขนาด หลายรูปแบบ ตามลักษณะและจินตนาการของผู้ผลิต ซึ่งเป็นชาวบ้าน รูปแบบส่วนใหญ่จะเป็นทรงกระบอกตามลักษณะของไม้ไผ่ และบางครั้งก็จะนำกะลามะพร้าวมาทำเป็น กระปุกออมสินรูปสัตว์ต่างๆ ด้วย เช่น เต่า กระต่าย ไดโนเสาร์

นอกจากกระปุกออมสินที่เป็นสินค้าขายดีแล้ว ทางกลุ่มยังผลิตเป็นแก้วน้ำ แก้วกาแฟ แก้วไวน์ กระติกน้ำ โคมไฟไม้ไผ่ ซึ่งได้นำกะลามะพร้าวมาเป็นส่วนประกอบตกแต่งด้วย โดยทางกลุ่มจะผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า

แต่สินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ กระปุกออมสินไม้ไผ่ ซึ่งจะมีบริษัทห้างร้านและโรงเรียนสั่งซื้อไปแจกเป็นของที่ระลึกในโอกาสต่างๆ หรือแจกให้นักเรียนไว้ใช้สำหรับการออมเงิน และยังมีร้านค้าสั่งซื้อไปวางจำหน่ายตามสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดเลย และสถานที่ท่องเที่ยวทั้งในกรุงเทพฯ ภาคเหนือ ภาคใต้ และอีสาน

สหกรณ์จังหวัดเลย กล่าวทิ้งท้ายว่า กลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ต่างๆ ในจังหวัดเลย ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเลย ได้เข้าไปมีบทบาทในการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือชาวบ้านมีการรวมกลุ่ม จัดตั้งเป็นกลุ่มอาชีพ เพื่อใช้เวลาว่างจากงานประจำมาสร้าง ผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านและวัสดุในท้องถิ่นมาแปรรูปและเพิ่มมูลค่า เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ในครัวเรือน

นอกจากนี้ ยังได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปคอยให้คำแนะนำและสนับสนุนด้านการตลาด โดยเชื่อมโยงกับสหกรณ์ต่าง ๆ ภายในจังหวัดเลย สั่งซื้อสินค้ากระปุกออมสินจากกลุ่ม ดังกล่าว สำหรับแจกจ่ายและใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการออมให้กับสมาชิกสหกรณ์แต่ละแห่ง

ขณะที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเลยก็ได้สั่งซื้อไปแจกให้กับเด็กและนักเรียน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการออมในหมู่เยาวชน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำไปมอบให้กับเด็กๆ ทุกครั้งที่มีการออกหน่วยในกิจกรรมจังหวัดเคลื่อนที่ในอำเภอต่างๆ

ในปี 2559 ทางกลุ่มยังได้รับงบฯ สนับสนุนเพื่อใช้สำหรับการพัฒนาการผลิตและบรรจุภัณฑ์อีก จำนวน 25,000 บาท

หากมีผู้สนใจ ติดต่อสอบถามและสั่งซื้อสินค้าได้ที่ โทร. (081) 058-3630

กลุ่มแม่บ้านแก้วสุรกานต์ สืบทอดภูมิปัญญา “มังคุดคัด และน้ำพริกแกงเมืองนครฯ”

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05103011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

นิพนธ์ สุขสะอาด หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช Nsuksaad@gmail.com

กลุ่มแม่บ้านแก้วสุรกานต์ สืบทอดภูมิปัญญา “มังคุดคัด และน้ำพริกแกงเมืองนครฯ”

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแก้วสุรกานต์ ตำบลเขาแก้ว อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่นของจังหวัดนครศรีธรรมราช ประจำปี 2558 ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของสตรีภาคเกษตร เพื่อทำกิจกรรม ร่วมคิด ร่วมทำ ประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ในครัวเรือน และร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแก้วสุรกานต์ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ด้วยสมาชิกเริ่มต้นเพียง 30 คน ปัจจุบัน มีสมาชิกรวม 95 คน

สินค้าหลักของกลุ่มคือ การผลิตเครื่องแกงขายตลอดทั้งปี ส่วนการผลิตมังคุดคัด เพื่อจำหน่ายตามฤดูกาล เพื่ออนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาหลายช่วงอายุคน ให้เป็นสินค้าเด่นของกลุ่ม และเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของจังหวัดตลอดไป

คุณเสาวนีย์ ศรีใส ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแก้วสุรกานต์ กล่าวว่า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแก้วสุรกานต์ส่วนใหญ่เป็นสตรีในภาคเกษตรที่มีอาชีพหลักคือ การทำสวนยางพารา สวนผลไม้ และสวนเกษตรแบบผสมผสาน หรือที่เรียกว่า “สวนสมรม” ซึ่งมีกิจกรรมให้ทำตลอดทั้งปี แต่ด้วยความขยัน อดทน และไม่ให้เวลาว่างจากการทำสวนสูญเปล่า จึงได้ร่วมกันคิด และจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเพื่อประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่ครัวเรือนอีกทางหนึ่ง

สินค้าหลักที่กลุ่มได้ร่วมกันทำตลอดปี คือการผลิตเครื่องแกงขายเป็นรายได้เข้ากลุ่มและสมาชิก เครื่องแกงที่ผลิตมีทั้งเครื่องแกงส้ม เครื่องแกงคั่ว และเครื่องแกงกะทิ ฯลฯ ผลิตอย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยผลิตสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 200-300 กิโลกรัม หรือผลิตตามที่ลูกค้าหรือคนในชุมชนสั่งทำเป็นพิเศษเมื่อมีงานต่างๆ

การทำพริกแกงขาย นอกจากเป็นการเสริมรายได้ให้ครัวเรือนโดยตรงแล้ว กลุ่มยังให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาดทุกขั้นตอนการผลิต รสชาติที่ถูกปากลูกค้า ความปลอดภัยที่ไม่ใช้สารเคมีหรือสารกันบูด และคัดเลือกวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพเท่านั้น เครื่องแกงที่ผลิตได้จะขายทั้งในชุมชน ต่างอำเภอ ต่างจังหวัด และส่งไปขายยังประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ซึ่งนับว่าสมาชิกกลุ่มจะมีรายได้หลายช่องทาง นอกจากได้เป็นอาชีพหลักแล้ว ยังมีรายได้จากการทำเครื่องแกงและการขายผลผลิตที่มีในครัวเรือนให้แก่กลุ่มด้วย เช่น พริก ตะไคร้ ขมิ้น พริกไทย ขิง ข่า ใบมะกรูด ฯลฯ

นอกจากการทำเรือกสวนไร่นา ตามวิถีของเกษตรกรทั่วไปแล้ว สมาชิกกลุ่มนี้ยังได้ฝึกฝีมือ ในการทำมังคุดคัดเพื่อสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

โดยเลือกเอามังคุดผลแก่ใกล้สุก นำมาผ่านกระบวนการใช้มีดคมปาดหัวท้ายผลมังคุด ล้างน้ำสะอาด แกะเปลือก ล้างน้ำสะอาด ล้างน้ำเกลือและสารส้มเพื่อกำจัดยาง และรักษาเนื้อมังคุดให้คงมีเนื้อสีขาวได้นาน แล้วเสียบไม้ ไม้ละ 3 ผล

โดย คุณสุภาณี วิชัยผล สมาชิกกลุ่มผู้มีความชำนาญในการทำมังคุดคัด เล่าให้ฟังว่า การทำมังคุดคัดนับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนนครศรีธรรมราช ที่นับได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทย เพราะมีขั้นตอนการผลิตค่อนข้างยุ่งยาก แต่สมาชิกกลุ่มเห็นว่าเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และสืบทอดให้แพร่หลายมากขึ้นและได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างมาก สังเกตได้จากการที่สมาชิกกลุ่มได้ไปสาธิตการทำมังคุดคัดที่กรุงเทพมหานคร หาดใหญ่ และในงานต่างๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช สินค้าชนิดนี้จะขายดีจนแทบผลิตไม่ทัน และลูกค้าส่วนใหญ่ที่ได้บริโภคต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า กรอบ อร่อย หวาน มัน และมีรสชาติแปลกลิ้น และไม่เคยพบเจอที่ไหนมาก่อน นับเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของเมืองนครฯ เลยทีเดียว

คุณเสรีย์ แป้นคง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแล ส่งเสริมการผลิตมังคุดให้มีคุณภาพดีตามที่ตลาดต้องการ และส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า นับว่า “มังคุดคัด” เป็นสินค้าแปรรูปที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอีกทางหนึ่ง และยังเป็นการช่วยลดปริมาณผลผลิตมังคุดที่จะสุกออกสู่ตลาดพร้อมๆ กัน โดยเก็บมังคุดแก่มาแปรรูปทำรายได้ก่อนและขายได้ราคาสูงอีกด้วย

โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอคอยให้คำแนะนำในเรื่องความสะอาด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การไม่ใช้สารเคมีที่เป็นสารกันบูด หรือสารฟอกขาว การช่วยประชาสัมพันธ์และการช่วยเหลือในการจัดทำข้อมูลคุณลักษณะเฉพาะของสินค้า มังคุดคัด ที่เรียกว่า QR Code เพื่อเป็นการยืนยันแหล่งผลิต และให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบย้อนกลับ หรือติดต่อสั่งซื้อได้ตามรายละเอียดใน QR Code นี้

หากท่านใดสนใจจะลิ้มลองมังคุดคัดที่แสนอร่อย สะอาด ถูกหลักสุขอนามัย ชนิดที่เรียกได้ว่า อร่อยแบบ Unseen ไม่เคยพบเจอ ติดต่อได้ที่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแก้วสุรกานต์ เลขที่ 174/1 หมู่ที่ 2 ตำบลเขาแก้ว อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. (086) 293-4859 ได้เลยครับ

ปลาอบกรอบ Mr. Sea…อาหารขบเคี้ยว ป้อนตลาดต่างประเทศ

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

กาญจนา จินตกานนท์

ปลาอบกรอบ Mr. Sea…อาหารขบเคี้ยว ป้อนตลาดต่างประเทศ

ตลาดอาหารไทยในรูปแบบสำเร็จรูป เน้นคุณค่าทางโภชนาการ รับประทานสะดวก บรรจุภัณฑ์กิ๊บเก๋ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อาหารไทยๆ ธรรมดาๆ ตามภูมิภาคต่างๆ ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ โดยมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ใช้นวัตกรรมการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผู้ประกอบการมากขึ้น

ปลาอบกรอบ Mr. Sea…อาหารขบเคี้ยว

ผลิตภัณฑ์สินค้า ปลาอบกรอบ Mr. Sea เป็นผลิตภัณฑ์จากปลาเกล็ดขาวและปลาแอนโชวี่ (ปลาจิ้งจัง) อบกรอบภายใต้สูตรปรุงเฉพาะที่ได้มาตรฐานด้านคุณภาพและบรรจุภัณฑ์แปลกใหม่ จัดจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ เป็นไอเดียนักธุรกิจชาวตราดรุ่นใหม่ 3 หนุ่ม ที่ต่างจบการศึกษามาจากหลากหลายสาขา คือ คุณจตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล ปริญญาตรี วิศวโยธา คุณปิรัตถกรณ์ หิรัญรัตน์ ปริญญาตรี รัฐศาสตร์ และ คุณชัยวิวัฒน์ นาควิเวก อนุปริญญา การโรงแรม ร่วมหุ้นกันจดทะเบียนภายใต้ชื่อ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.เอ็ม.เค.ฟู้ด ที่จังหวัดตราด ปี 2555 นี้เอง

คุณจตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล หรือ “น้องแชมป์” หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.เอ็ม.เค.ฟู้ด เล่าว่า กับเพื่อนสนิทอีก 2 คน หลังเรียนจบกันแล้ว ลงทุนทำปลาเกล็ดขาวและปลาแอนโชวี่ (ปลากะตัก) อบกรอบจำหน่าย เพราะเห็นช่องทางว่าเป็นปลาทะเลอบกรอบปรุงรสที่มีการผลิตออกมาจำหน่ายในตลาดทั่วไปจำนวนมากอยู่แล้ว แต่สำหรับในช่องทางโมเดิร์นเทรดและต่างประเทศยังไม่มีใครทำจำหน่าย และมองเห็นว่าน่าจะเป็นช่องทางตอบสนองกลุ่มเป้าหมายระดับบนได้

“เริ่มจากพวกเราต้องการมองหาธุรกิจทำร่วมกัน ครั้งแรกมองธุรกิจร้านกาแฟ แต่เห็นว่าคู่แข่งมากแน่นอน จึงเปลี่ยนมาที่การอัพเกรดปลาอบกรอบที่มีการผลิตวางขายกันในตลาดทั่วไป จึงเริ่มลงหาข้อมูลโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐานที่ผลิตปลาอบกรอบให้เราได้ ไปดูถึงมหาชัย, จังหวัดระยอง ที่บ้านเพ และในที่สุดทราบว่ามีโรงงานผลิตใหญ่อยู่ที่ตำบลปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง พูดคุยตกลงได้แล้ว เห็นความเป็นไปได้ จึงร่วมกับเพื่อนๆ ลงหุ้นกันตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปลาอบกรอบทั้งภายในและต่างประเทศ ด้วยการคิดต่อยอดยกระดับให้ผลิตภัณฑ์มีมูลค่าเพิ่มด้วยมาตรฐานการผลิต เพิ่มความแปลกใหม่ด้วยรสชาติ แพ็กเกจจิ้งที่เก็บได้นาน รับประทานสะดวก และสื่อสารกับลูกค้าด้านคุณค่าทางโภชนาการ เจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม (ระดับบน)” คุณจตุพัฒน์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้น

จัดจำหน่าย ตลาดใน

และต่างประเทศ…ต่อยอด

สูตรปรุงรส แพ็กเกจจิ้ง

ทุกอย่างต้องมาตรฐาน

คุณจตุพัฒน์ เล่าว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.เอ็ม.เค.ฟู้ด เน้นการจัดจำหน่ายเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ผลิตเอง

แต่ต้องมีการต่อยอดผลิตภัณฑ์เหมือนเป็นสินค้าตัวใหม่ เพราะโรงงานจะมีหน้าที่ผลิตและบรรจุภัณฑ์ให้เรา

แต่ทุกอย่างเราต้องออกแบบเองทั้งหมด เช่น การปรุงรสชาติ แพ็กเกจจิ้ง ซึ่งทุกขั้นตอนเราต้องได้มาตรฐาน

เริ่มจาก

1. ให้โรงงานอุทัย-ติ๋ม ปลากรอบ ได้การรับรองมาตรฐาน มีแรงงานเพียงพอ ที่ตำบลปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นผู้ผลิตปลาเกล็ดขาว ปลาแอนโชวี่อบกรอบให้

2. โรงงานควบคุมการผลิต โดยคัดเลือกปลาที่มีคุณภาพ ผ่านการอบกรอบและกระบวนการปรุงรส 2 แบบ รสธรรมดา (คลาสสิก) รสฮ็อต แอนด์ สไปซี่ ตามที่เรากำหนด และบรรจุภัณฑ์ตามน้ำหนัก ให้ได้มาตรฐาน เน้นความสะอาด

3. ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.เอ็ม.เค.ฟู้ด เน้นการออกแบบแพ็กเกจจิ้ง เพื่อยกระดับสินค้า วัสดุที่ใช้เป็นซองพลาสติกผิวด้าน ด้านในเป็นอะลูมิเนียมฟอยล์สุญญากาศ เก็บได้นานถึง 6 เดือน พร้อมบอกส่วนประกอบสำคัญที่ใช้ปรุงรสและคุณค่าทางโภชนาการ วิธีการปรุงอาหารตามเมนูเพิ่มเติม นอกจากรับประทานทันที

4. การทำตลาด การเจาะกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการออกบู๊ธในงานแสดงสินค้าใหญ่ๆ เช่น งานแสดงสินค้าไทย ที่เมืองทอง (THAIFEX) และการฝากขายในโมเดิร์นเทรด เว็บไซต์อาลีบาบา (Alibaba.com) วางขายร่วมกับผลิตภัณฑ์ของเถ้าแก่น้อย เราเริ่มจากการทำตลาดในประเทศ เช่น ห้างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต โมเดิร์นเทรด ริมปิงที่เชียงใหม่ ร้านค้าสุขภาพและร้านค้าทั่วไปในจังหวัดตราด และจังหวัดใกล้เคียงก่อน ตลาดต่างประเทศมาภายหลัง

5. การจัดส่ง ใช้การส่งทางไปรษณีย์ ในระยะทางไกลๆ ส่วนระยะใกล้ๆ จัดส่งด้วยตัวเอง ซึ่งช่วง 1 ปีเศษที่ผ่านมา ได้ขยายไปตลาดต่างประเทศ ประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง มีลูกค้าเห็นสินค้าแล้วสั่งไปจำหน่าย ปัจจุบัน ส่งออก 7 ประเทศ คือ ฮ่องกง เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และกัมพูชา

“ธุรกิจเราเป็นเพียงการเริ่มต้น ทุนที่จดทะเบียนไม่มากนัก ไม่สามารถลงทุนสร้างโรงงานที่ได้มาตรฐานตามกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดผลิตเองได้ เมื่อโรงงานรับผลิตให้จึงช่วยลดต้นทุนได้มาก แต่จะไปหนักเรื่องการออกแบบแพ็กเกจจิ้งที่ต้องเสียค่าบล็อกถึง 500,000 บาท แต่ในช่วงอีก 2 เดือนข้างหน้า เราวางแผนไว้แล้วจะเปลี่ยนเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพราะครั้งแรกเราคิดว่ากลุ่มเป้าหมายจะเป็นเด็กและตลาดภายในประเทศ จึงออกแบบเป็นการ์ตูนอนิเมชั่น แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราทำวัยเล็กๆ ผลิตภัณฑ์ของเรากลับได้ความนิยมในกลุ่มผู้ใหญ่และเป็นตลาดต่างประเทศมากกว่าในประเทศ จึงออกแบบเปลี่ยนเป็นภาพถ่ายจริงและใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมดบนซอง เพราะปีนี้ตลาดต่างประเทศเราโตขึ้นถึง 60% ตลาดภายในลดลง 40%” คุณจตุพัฒน์ กล่าว

คุณค่าทางอาหารสูง…โดนใจตลาดพรีเมี่ยม

“ปัญหาการทำตลาดภายในประเทศที่สำคัญคือ ราคา ด้วยที่เราตั้งราคาไว้ที่ซองละ 20 บาท น้ำหนักปลาแอนโชวี่ 30 กรัม ปลาเกล็ดขาว 40 กรัม เพราะราคาปลาดิบต่างกัน แต่ลูกค้าทั่วๆ ไป ตลาดภายในประเทศเห็นบรรจุภัณฑ์ซองพลาสติกที่วางขายร้านค้าทั่วไปราคาถูกกว่ามาก จึงทำให้ขายยาก แต่สำหรับลูกค้ากลุ่มบนหรือที่เป็นชาวต่างประเทศเขาเห็นแพ็กเกจจิ้งจะเห็นความต่างของคุณภาพสินค้าจะซื้อง่ายกว่า และโชคดีว่าที่ผลิตภัณฑ์เป็นอาหารขบเคี้ยวที่มีคุณค่าสารอาหารจากปลาทะเลเป็นปลาที่มีแคลเซียม โปรตีนสูง ผู้ใหญ่ที่รักสุขภาพมีมาก จึงทำให้กลุ่มเป้าหมายเราเปลี่ยนไป ได้ลูกค้าตลาดระดับบนมากขึ้น เป็นประสบการณ์ที่จะวางแผนการทำตลาดในอนาคต” คุณจตุพัฒน์ ให้ความเห็นความต่างของผลิตภัณฑ์ปลาอบกรอบ Mr. Sea

ส่วนประกอบสำคัญ ในการปรุงรสปลาอบกรอบ Mr. Sea มี 3 แบบ คือ

1. ปลาเกล็ดขาวอบกรอบ รสคลาสสิก ส่วนประกอบสำคัญ ปลาเกล็ดขาว 90% ซอสปรุงรส 5% พริก 3% แป้งสาลี 2%

2. ปลาแอนโชวี่อบกรอบ รสคลาสสิก ส่วนประกอบสำคัญ ปลาแอนโชวี่ 90% ซอสปรุงรส 5% งา 3%

3. ปลาแอนโชวี่อบกรอบ รสฮ็อต แอนด์ สไปซี่ ส่วนประกอบสำคัญ ปลาแอนโชวี่ 90% ซอสปรุงรส 5% ผงปรุงรสฮ็อต แอนด์ สไปซี่ 5%

“การมองตลาดเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเรียนรู้ไปไม่มีวันจบ เช่น ปรุงรสชาติรสฮ็อต แอนด์ สไปซี่ เป็นรสชาติที่ทำเพิ่มทีหลัง แต่ต้องดูตลาดต่างประเทศด้วย กัมพูชาจะไม่ชอบเผ็ดมาก อินโดนีเซียชอบเผ็ด อีกส่วนหนึ่งผลิตภัณฑ์ Mr. Sea มีเมนูเพิ่มเติม ใช้รับประทานคู่กับบะหมี่สำเร็จรูป ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว สลัดผัก ข้าวต้ม หรือนำมาทำต้มโคล้งปลากรอบ ต้มยำปลากรอบ อร่อยไม่ซ้ำใคร ทำให้กลุ่มผู้ใหญ่ขยายตัวมากขึ้น ต่อไปเปิด เออีซี และจังหวัดตราดเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษแล้ว คาดว่าผลิตภัณฑ์นี้น่าจะทำตลาดต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น ซึ่งทีมงานได้เตรียมพัฒนาออกแบบแพ็กเกจจิ้งใหม่ เสร็จภายใน 2 เดือนนี้ ใช้ภาพจริงให้เห็นผลิตภัณฑ์ชัดเจนและเปลี่ยนหน้าซองหลังซองเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเพื่อเน้นการสื่อสารกับต่างประเทศ” คุณจตุพัฒน์ หนุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจทดสอบรสชาติ ปลาอบกรอบ Mr. Sea อาหารขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ สอบถาม คุณจตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล เลขที่ 945 อาคารฤกษ์สหกุล หมู่ที่ 1 ถนนสุขุมวิท ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด โทร. (085) 099-6547

“ความต่างของผลิตภัณฑ์ปลาอบกรอบ Mr. Sea”

เสื่อจากผือ-กก กลุ่มแม่บ้านหนองญาติ OTOP เสริมรายได้หลังนา ที่นครพนม

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

ชนะ วสุรักคะ Chanawasu@gmail.com

เสื่อจากผือ-กก กลุ่มแม่บ้านหนองญาติ OTOP เสริมรายได้หลังนา ที่นครพนม

ช่วงฤดูฝนในภาคอีสาน หลายพื้นที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ไม่ตกต้องตามฤดูกาล

ดังนั้น หากว่างเว้นจากการทำนา จะพบเห็นชาวบ้านบ้านหนองญาติ หมู่ที่ 2 ตำบลหนองญาติ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม นำต้นผือ และต้นกก มาผึ่งตากแดดริมถนนในหมู่บ้านดังกล่าว จนผู้สัญจรผ่านมาพบเห็นจนเป็นภาพชินตาไปแล้ว

กว่า 10 ปีมาแล้ว ที่ชาวบ้านแห่งนี้ 1-2 ครัวเรือน ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ หลังพบต้นผือที่เกิดขึ้นในอ่างเก็บน้ำหนองญาติ ซึ่งมีเนื้อที่ 4,950 ไร่ ผุดขึ้นริมตลิ่งตามธรรมชาติ จนกระทั่งกรมชลประทานต้องเร่งขุดลอกเพื่อไม่ให้หนองน้ำที่หล่อเลี้ยงชาวบ้านแห่งนี้ต้องตื้นเขิน มาทอเป็นเสื่อจนมีสมาชิกเพิ่มขึ้น และตั้งเป็นกลุ่มทอเสื่อบ้านหนองญาติ เพื่ออนุรักษ์อาชีพของบรรพบุรุษให้คงอยู่ต่อไป

คุณอัมพร จันทะเสนา อายุ 50 ปี และ คุณบุญล้ำ พลชัยยา วัย 45 ปี สองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 86 บ้านหนองญาติ หมู่ที่ 2 เล่าว่า มีอาชีพรับจ้างก่อสร้างทั่วไป ส่วนภรรยาเป็นแม่บ้าน ในช่วงฤดูฝนจะไม่ค่อยมีงานเข้ามา อีกทั้งไม่มีนาจะทำเช่นคนอื่น จึงต้องหาอาชีพเสริมด้วยการทอเสื่อ สืบทอดตามบิดา มารดา ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมขอเข้าร่วมกลุ่มเป็นสมาชิกกลุ่มทอเสื่อดังกล่าว

เริ่มจากตระเวนออกหาวัตถุดิบ คือต้นผือ ซึ่งมีลักษณะลำต้นสูง ประมาณ 1.8-2 เมตร มีลำต้นตรง สามเหลี่ยมแฉก ซึ่งจะต้องลุยน้ำฝ่าปลิงที่ชุกชุมไปดึงหรือตัดเอาในอ่างเก็บน้ำหนองญาติ หลังได้มาก็จะคัดตามขนาดความสั้น ยาว แล้วตัดปลายให้ตรง ก่อนมัดไว้เพื่อนำไปผึ่งแดดจ้า 3-4 วัน เพื่อให้ลำต้นแห้ง ก่อนใช้มีดปลายแหลมเลาะผ่าแต่ละต้นให้ได้เส้นผือ 3-4 เส้น จึงนำไปตากแดดอีกครั้งให้แห้งสนิท เพื่อไม่ให้ขึ้นราได้ง่าย

จากนั้นจึงเป็นขั้นตอนนำไปย้อมสีในถังปี๊บ หรือภาชนะ เช่น สีแดง สีเขียว สีม่วง สีเหลือง เป็นต้น หากใช้สีย้อมผ้าเส้นผือจะไม่กินเนื้อสี ควรใช้สีย้อมผือ หรือกก (ตราหัวช้าง) โดยเฉพาะหลังต้มน้ำเดือดใส่ผงสีลงไป แล้วจุ่มเส้นผือลงให้เนื้อสีกินจึงยกขึ้น ก่อนนำไปห้อยผึ่งแดดกันเชื้อราอีกครั้ง จึงค่อยนำไปทอเสื่อโดยใช้กี่แบบพื้นบ้าน

กี่ที่ใช้ทอเสื่อก็จะขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 2.5-3 เมตร แล้วแต่ขนาด หลังจากนำด้ายทอเสื่อสีเหลืองสอดเข้าไปในฟืมตามต้องการ ก็จะคิดออกแบบลวดลายเอง เช่น ลายต้นสน ลายผ้าขาวม้า ด้ายที่สอดใส่ฟืม ราคาม้วนละ 60 บาท 1 ม้วน ทอเสื่อได้ 6-7 ผืน การทอกี่พื้นบ้านซึ่งมีขนาดกว้างจะต้องมีผู้ช่วยด้วย รวม 2 คน คนหนึ่งทำหน้าที่ทอ อีกคนหนึ่งมีหน้าที่ใช้ไม้ไผ่ที่ยาวประมาณ 2 เมตร คอยสอดเส้นผือใส่ระหว่างที่ทอ

สามีเป็นคนทอ ส่วนภรรยาจะช่วยสอดผือ หากขาดคนใดคนหนึ่ง หรือเวลาว่างไม่ตรงกันก็ไม่ได้ทอ แตกต่างจากการทอเสื่อกก ซึ่งเป็นกี่สมัยใหม่มีขนาดสั้นกว่าเยอะ สามารถทอเสื่อคนเดียวได้อย่างสบายๆ โดยในแต่ละวันหากลงมือทอแต่เช้าตรู่ จะสามารถทอเสื่อได้วันละ 2-3 ผืน หลังทอเสร็จก็จะใช้มีดปลายแหลมปาดผือที่โผล่ล้นขอบทั้งสองข้างออกให้ตรง และเกิดความสวยงาม

ข้อดีของผือที่นำมาทอเสื่อ คือลวดลายไม่สลับซับซ้อนกว่าการทอกก แม้ว่าเสื่อที่ทอจากผือจะมีราคาถูกกว่า ตกผืนละ 150-200 บาท ตามลวดลายความสวยงาม แต่การทอเสื่อกกผืนจะสั้น แคบ มีความทนทานเหนียวกว่า ลวดลายประณีต แต่กลับมีคนไม่กล้าซื้อ เพราะผู้ซื้อต้องนำไปปูนอน นั่ง ขณะที่เสื่อที่ทอจากกกมีราคาสูง ตกผืนละ 200-400 บาท นำไปโชว์เป็นม่านหรือต่อกันเป็นมู่ลี่ แต่ละเดือนจะมีรายได้ประมาณ 5,000-7,000 บาท โดยจะมีคนมาแวะซื้อถึงบ้าน

คุณวรรณา อาษาวัง วัย 56 ปี สมาชิกกลุ่มทอเสื่อบ้านหนองญาติ กล่าวว่า หลังจากที่ คุณทองแดง คานดง ผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองญาติ หมู่ที่ 2 มีแนวคิดสนับสนุนส่งเสริมการทอเสื่อจากกก ซึ่งมีความสวยงาม จึงได้นำรถไถไปปรับเกรดท้ายหมู่บ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ของกรมชลประทาน เพื่อขอให้ชาวบ้านปลูกต้นกกในคลองสองข้างขนาบถนนลูกรัง ยาวกว่า 100 เมตร โดยนำหน่อกกมาจากบ้านสุขเกษม ตำบลโพธิ์ตาก ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 7 กิโลเมตร

มีสมาชิกที่เข้าร่วมกลุ่มลงมือปลูก 10 ราย เริ่มปลูกตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่ปลูกหน่อก็ต้องใส่ปุ๋ยมูลโคด้วย เพื่อให้ลำต้นเจริญเติบโตเร็ว และต้องเป็นพื้นที่ที่มีน้ำขัง ล่าสุดเดือนมิถุนายนจึงเริ่มตัดมาเป็นวัตถุดิบในการทอเสื่อกกได้แล้ว

โดยทางกลุ่มจะนำเงินสนับสนุนที่ได้มาจากพัฒนาชุมชนจังหวัดนครพนม และเงินสนับสนุนบางส่วนจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนนครพนม มาซื้อฟืมที่จะใช้ทอลวดลายสวยงามมาจากจังหวัดยโสธร โดย 1 ลาย มี 9 ไม้ รวม 5 ลาย มีทั้งหมด 45 ไม้ ตกเป็นเงิน 8,000 บาท เช่น ลายผ้ามัดหมี่ ลายต้นสน ลายดอกปลีก ลายลำดวน

การทอก็จะคล้ายกับทอเสื่อจากผือ แต่กี่ที่ใช้ทอจะเล็กกว่า ขนาดกี่จะยาว 60 เซนติเมตร 80 เซนติเมตร และ 1 เมตร ความยาว 1.2-1.3 เมตร จะใช้เวลาทอนานกว่า ได้แค่วันละ 1 ผืน ส่วนขั้นตอนหลังได้ต้นกกมา ก็จะนำมาผึ่งแดดคล้ายผือ แต่ต้นกกลำต้นจะกลม เรียว ผ่าได้เส้นกก 3-4 เส้น แต่มีไส้ ต้องใช้มีดปลายแหลมควักเลาะไส้ออก

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มอยู่ระหว่างเตรียมซื้อจักรเย็บ เพื่อต่อเสื่อกกและเสื่อผือให้มีขนาดความยาวตามความต้องการ ซึ่งทางกลุ่มได้ลงมือทอเพื่อเตรียมวางจำหน่ายในงานสินค้าโอท็อป (OTOP) และในช่วงเทศกาลออกพรรษาที่จะถึงนี้ หลังทอเสื่อเสร็จก็จะเตรียมสานหมวกที่ทำจากต้นกก ซึ่งพบว่าเป็นสินค้าที่ขายดีในช่วงดังกล่าว

ด้าน คุณชุติมล พลหาราช ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองญาติ หมู่ที่ 2 ในฐานะประธานกลุ่มแม่บ้านทอเสื่อหนองญาติ กล่าวว่า ชาวบ้านในตำบลแห่งนี้พากันทอเสื่อมานานกว่า 10 ปีแล้ว วัตถุดิบก็หาในพื้นที่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ปัจจุบันมีสมาชิกในกลุ่ม 12 ครัวเรือน ซึ่งเป็นอาชีพเสริมของแม่บ้าน ซึ่งได้พัฒนาฝีมือในการทอ เน้นลวดลายที่สวยงามมากยิ่งขึ้น

ผู้สนใจ จะสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เสื่อจากกก และเสื่อที่ทำจากผือ ติดต่อได้ที่กลุ่ม โทร. (091) 368-7244

“วรพร” มะม่วงแปรรูป รสอร่อย แห่งเมืองแปดริ้ว

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05105150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“วรพร” มะม่วงแปรรูป รสอร่อย แห่งเมืองแปดริ้ว

เมืองไทย เป็นแหล่งผลิตมะม่วงจำนวนมากเป็นอันดับ 3 ของโลก ทุกปีมักเกิดปัญหาผลผลิตเข้าตลาดเป็นจำนวนมาก และขายไม่ได้ราคาในช่วงฤดูมะม่วง ซึ่งเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 1-2 เดือน บริษัท ผลไม้แปรรูปวรพร จำกัด จึงเป็นเสมือนที่พึ่งสุดท้ายของเกษตรกร ที่ช่วยรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด

แต่ละปี “วรพร” จะรับซื้อมะม่วงที่ปลูกในพื้นที่เมืองแปดริ้วกว่า 10 ล้านผล เพื่อนำมาแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ ด้วยการผลิตที่ได้มาตรฐาน จากจุดเริ่มต้นที่เป็นอาชีพเสริมรายได้ในครอบครัวเมื่อ 60 ปีก่อน ปัจจุบัน “วรพร” กลายเป็นผู้ผลิตมะม่วงดอง มะม่วงกวน รายใหญ่ที่สุดในไทย ส่งออกสินค้าไปขายมากกว่า 11 ประเทศ ทั่วโลก

คุณชัยพร โสธรนพบุตร (แชมป์) ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บริษัท ผลไม้แปรรูปวรพร จำกัด ในฐานะทายาทรุ่น 3 ที่สืบทอดธุรกิจแห่งนี้ เล่าว่า อากง “ไต่ไห้ แซ่โค้ว” ได้อพยพโล้เรือสำเภาจากเมืองซัวเถา ประเทศจีน มาขึ้นชายฝั่งประเทศไทยที่จังหวัดฉะเชิงเทรา อากงเห็นว่าที่แปดริ้ว มักมีปัญหามะม่วงล้นตลาด จึงซื้อมะม่วงนำมาแปรรูป ใส่ไหตำรับซัวเถา และนำมะม่วงดองใส่โหลแก้วแล้วตักใส่ถุงขายอยู่หน้าบ้าน สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว

จนถึงรุ่นคุณพ่อ “คุณชัยรัตน์ โสธรนพบุตร” อดีตข้าราชการครูวิชาเคมี ที่ใช้เวลาว่างช่วงวันอาทิตย์ทำมะม่วงดองและผลไม้ดองอยู่หลังบ้านและขายส่งตามร้านค้าต่างๆ ในย่านแปดริ้ว เพื่อเป็นรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว จนเห็นว่าอาชีพนี้สร้างรายได้ดีกว่างานประจำ จึงตัดสินใจลาออกแล้วผันตัวมาทำธุรกิจแปรรูปผลไม้เต็มตัว เมื่อปี 2529

คุณชัยรัตน์ นำเงินทุน 1 ล้านบาท ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิตมาลงทุนดองผลไม้ตุนไว้สำหรับขาย 1 ปี ปรากฏว่าผลไม้ขายดีมาก สินค้าหมดภายใน 3 เดือนแรก จึงลงทุนเพิ่มซื้อที่ดินสร้างโรงงาน มูลค่า 3 ล้านบาท พัฒนากิจการเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อม เปลี่ยนจากไหเป็นถังดองผลไม้ขนาดใหญ่ น้ำหนักเบา บรรจุผลไม้ได้มากกว่าเดิมแต่รสชาติดีเหมือนเดิม ใช้ส่วนผสมที่บริสุทธิ์ ปลอดภัย จนได้รับรองมาตรฐาน GMP, HACCP ยกระดับจากสินค้าโอท็อปสู่ห้าง และรุกขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

“วรพร” ถือเป็นเจ้าแรกที่สร้างนวัตกรรมใหม่ให้วงการมะม่วงดอง เปลี่ยนวิธีรับประทานแบบเดิมๆ ตักใส่ถุง จิ้มพริกเกลือ มาเป็นมะม่วงดองพร้อมรับประทานเจ้าแรกในประเทศไทย ซึ่งนวัตกรรมนี้เกิดจากการร่วมทำธุรกิจกับร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เมื่อ 20 ปี ที่แล้ว โดยเซเว่นฯ เห็นผลิตภัณฑ์และชื่นชอบในรสชาติ จึงได้ติดต่อให้นำสินค้าไปวางขาย และจัดส่งทีมงานเข้ามาช่วยพัฒนาสินค้า บรรจุภัณฑ์ วัสดุที่ใช้ การจัดวางสินค้า และวางแผนการตลาด ปัจจุบัน “วรพร” มียอดขายในร้านเซเว่นฯ เฉลี่ยปีละ 50 ล้านบาท รวมกับยอดส่งออกมีรายได้เกือบ 100 ล้านบาท ต่อปี

คุณสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น ร้านอิ่มสะดวกของคนไทย กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าจากผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่สามารถผลิตสินค้าได้คุณภาพมาตรฐานและเป็นที่นิยมของประชาชนมาโดยตลอด โดยบริษัทจะเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการเหล่านี้ เพื่อส่งตรงถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศผ่านสาขาร้านเซเว่นฯ ที่มีอยู่กว่า 8,400 สาขา และบริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด ที่มีช่องทางการจำหน่ายผ่านนิตยสารเซเว่นแค็ตตาล็อก

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ บริษัท ผลไม้แปรรูปวรพร จำกัด เลขที่ 20/5 หมู่ที่ 6 ตำบลวังเย็น อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา โทร. (038) 813-444 หากใครสนใจนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายที่เซเว่น อีเลฟเว่น ติดต่อได้ทาง http://www.cpall.co.th หรือ http://www.7eleven.co.th และสำนักจัดซื้อของเซเว่น อีเลฟเว่น โทร. (02) 677-9000

%d bloggers like this: