ปัญหาเกษตร

All posts tagged ปัญหาเกษตร

รักษ์เกษตร : การปลูกผักสวนครัว ไว้บริโภคเอง

Published October 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239440

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากจะปลูกผักสวนครัวไว้บริโภคเองครับ จะต้องทำอย่างไรบ้างครับ ขอคำแนะนำด้วยครับ

ชรินทร์ จงถนอมวงศ์

เขตมีนบุรี กทม.

คำตอบ คนในเมือง มีพื้นที่ก็ปลูกผักสวนครัวหลายชนิดได้ สามารถปลูกในภาชนะเหลือใช้เก่าๆ หรือกระถาง ก็เจริญเติบโตได้ดีไม่แพ้กับการปลูกลงดิน เพราะผักสวนครัวบางอย่าง ควรจะมีติดบ้านไว้บริโภคเอง เช่น หอมแดง ผักชี โหระพา กะเพรา ตะไคร้ พริกขี้หนู ฯลฯ ยังมีอีกหลายชนิดสามารถเลือกปลูกในกระถาง

การปลูกผักแบบใส่ภาชนะการปลูกผักในภาชนะ ต้องหาขนาดของภาชนะที่ปลูกให้เหมาะกับการหยั่งรากของพืชผักชนิดนั้นด้วย ถ้าเป็นพืชผักที่หยั่งรากตื้น สามารถปลูกได้ดีในภาชนะก้นตื้น และภาชนะชนิดห้อยแขวน ที่มีความลึกไม่เกิน 10 เซนติเมตร เช่น ผักบุ้งจีน คะน้าจีน กวางตุ้ง ผักกาดฮ่องเต้ ผักกาดหอม ผักกาดขาวเล็ก ผักกาดขาวขาวใหญ่ ตั้งโอ๋ ปวยเล้ง หอมแบ่ง ต้นหอม ผักชี ขึ้นฉ่าย ผักโขมจีน กระเทียมใบ กุยช่าย กระเทียมหัว ผักชีฝรั่ง บัวบก สะระแหน่ แมงลัก โหระพา กะเพรา พริกขี้หนู ตะไคร้ ชะพลู หอมแดง หอมหัวใหญ่ หัวผักกาดแดงแรดิช

วัสดุที่ใช้ปลูก สามารถนำวัสดุเหลือใช้เก่าๆ มาทำแปลงเป็นภาชนะปลูกได้ เช่น ยางรถยนต์ กะละมัง ปลอกซีเมนต์ ถังพลาสติก กล่องโฟม ลังไม้
ลังใส่ไข่ กระถาง สำหรับภาชนะแขวนอาจใช้ กาบมะพร้าว กระถาง หรือเปลือกไม้ก็สามารถนำมาใช้ได้ทั้งนั้น

การดูแลรักษา ต้องให้การดูแลความเอาใจใส่ทุกขั้นตอน จะช่วยให้ผักเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ให้ผลผลิตดี

การให้น้ำ การปลูกผักจำเป็นต้องให้น้ำเพียงพอ รดน้ำในช่วงเช้าและเย็น ไม่ควรรดตอนแดดจัด และรดน้ำแต่พอชุ่มอย่าให้แฉะ

การให้ปุ๋ย ควรให้ปุ๋ย 2 ระยะ คือ 1) ใส่รองพื้นใส่เมื่อเวลาเตรียมดิน หรือรองก้นหลุมก่อนปลูก ปุ๋ยที่ใส่ ควรเป็นปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก คลุกในดินให้ทั่วก่อนปลูก เพื่อปรับโครงสร้างดินให้โปร่งร่วนซุย จะช่วยในการอุ้มน้ำ จะช่วยรักษาความชื้นของดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชด้วย 2) การใส่ปุ๋ยบำรุง ควรใส่ปุ๋ยหมัก โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อย้ายกล้าไปปลูกจนกล้าตั้งตัวได้แล้ว และใส่ครั้งที่ 2 หลังจากใส่ครั้งแรก ประมาณ 2-3 สัปดาห์ การใส่ให้โรยบางๆ ระหว่างแถว ระวังอย่าให้ปุ๋ยอยู่ชิดต้น จะทำให้ผักตายได้ เมื่อใส่ปุ๋ยแล้วให้พรวนดิน และรดน้ำทันที

การป้องกันกำจัดศัตรูพืช ควรบำรุงรักษาต้นพืชให้แข็งแรง โดยการกำจัดวัชพืช ให้น้ำอย่างเพียงพอ และใส่ปุ๋ยตามจำนวนที่กำหนด เพื่อให้ผักเจริญเติบโต แข็งแรง ทนต่อโรคและแมลง หากมีโรค และแมลงระบาดมากควรใช้สารธรรมชาติ หรือใช้วิธีต่างๆ ในการป้องกันกำจัด เช่น ใช้น้ำคั้นจากใบหรือเมล็ดสะเดา หนอนต่างๆ ใช้มือจับออก ใช้พริกไทยป่นผสมน้ำฉีดพ่น ถ้าเป็นพวกเพลี้ยต่างๆ ให้ใช้น้ำยาล้างจาน 15 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นใต้ใบเวลาเย็น ถ้าเป็นพวกมด หอย และทากให้ใช้ปูนขาว โรยบางๆ ลงบริเวณพื้นดิน

การที่เราปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง ตามแนวทางเกษตรพอเพียงถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากในยุคที่ภาวะเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะทำให้ไม่ต้องไม่ซื้อวัตถุดิบในการปรุงอาหาร ลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปได้ ที่สำคัญได้ผักปลอดภัยจากสารพิษ และสารเคมี การปลูกผักกินเองนั่นเป็นหนึ่งในกิจกรรม ที่ครอบครัวสามารถทำร่วมกันได้ อย่างมีความสุข เชื่อว่าคนในครอบครัวและเด็กๆ จะมีความสุขร่วมกันได้แบบพอเพียง

นาย รัตวิ

ปัญหาเกษตร ที่นีมีคำตอบ : การปลูกพืชบนพื้นที่ลาดชัน

Published October 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238349

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ผมอยู่บนพื้นที่ลาดชันในภาคเหนือต้องการทราบวิธีปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ ขอคำแนะนำด้วยครับ

สมพงษ์ คงสมจันทร์

อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน

คำตอบ การเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินบนพื้นที่ลาดชันในภาคเหนือ นับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น อันเกิดจากการใช้ประโยชน์ที่ดินบนพื้นที่ลาดชันอย่างผิดวิธี และต่อเนื่องเป็นเวลานาน ขาดปรับปรุงบำรุงดินและปลูกพืชที่เหมาะสม ผลที่ตามมาก็คือ ปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน และการเสื่อมโทรมของที่ดินอย่างรวดเร็ว ทำให้ผลผลิตพืชแต่ละปีลดต่ำลง

เกษตรกรควรศึกษาและทำความเข้าใจระบบการปลูกพืชเชิงอนุรักษ์ และการปลูกพืชแบบผสมผสานบนพื้นที่ลาดชันให้มากขึ้น จะสามารถช่วยให้เกษตรกรได้ใช้พื้นที่ดิน เพื่อการเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยลดปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น และสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร

ขั้นตอนการปลูกพืชบนพื้นที่ลาดชัน

1.การปลูกแถบพืช โดยการปลูกพืชเป็นแถบขวางความลาดชันของพื้นที่เป็นระยะๆ ระยะห่างระหว่างแถบขึ้นอยู่กับความลาดชันของพื้นที่ ซึ่งปกติที่ความลาดชัน 30-40% แนะนำให้ใช้ระยะห่างตามแนวดิ่ง ประมาณ 3 เมตร หรือระยะห่างตามแนวราบ 8-10 เมตร แล้วแต่ความเหมาะสมสำหรับพืชที่ใช้ปลูก จะมี 2 ประเภท คือ

1) การใช้หญ้าแฝก โดยการปลูกหญ้าแฝกเป็นแถบขวางความลาดชันของพื้นที่ โดยการปลูกเป็นแถวเดี่ยว ระยะห่างกัน 8-10 เมตร ที่ความลาดชัน 20-30% แนะนำให้ปลูกเป็นแถวเดี่ยว ระยะปลูกระหว่างหลุมห่างกัน 5-10 เซนติเมตร การดูแลรักษาแถบหญ้าแฝกควรมีการตัดแต่งใบทุกๆ 3-4 เดือน เพื่อเอาเศษหญ้าแ้กไปใช้คลุมดิน หรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ตามความต้องการ เช่น ทำปุ๋ยหมัก หรือเครื่องจักสาน

2) การใช้ไม้พุ่มบำรุงดิน ได้แก่ การใช้เมล็ดกระถิน ถั่วมะแฮะ ถั่วมะแฮะนก ครามป่า หรือแคฝรั่ง โดยการปลูกเป็นแถวคู่ห่างกัน 50 เซนติเมตร ขวางความลาดชันของพื้นที่ อาจปลูกพืชมากกว่าหนึ่งชนิด ปลูกผสมกันในแถบก็ได้ เช่น การใช้เมล็ดกระถิน และถั่วมะแฮะผสมกันในอัตรา 1:1 การดูแลแถบไม้พุ่มบำรุงดิน ควรตัดแต่งใบและกิ่ง ที่ระดับ 1 เมตร เหนือพื้นดินทุกเดือน ในช่วงฤดูปลูกพืชเพื่อไม่ให้ไม้พุ่มเหล่านี้ บังแสงแดดพืชที่ปลูกแถบไม้พุ่มบำรุงดิน นอกจากจะช่วยชะลอความเร็วของน้ำ และช่วยดักตะกอนดินให้อยู่ในพื้นที่ แล้วยังใช้ใบเป็นแหล่งของปุ๋ยพืชสด เพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน และใช้เลี้ยงสัตว์ได้

2.การปลูกพืชแบบผสมผสาน ควรจะเลือกชนิดพืชตามความต้องการของเกษตรกรและตลาดในท้องถิ่น พืชที่ปลูก ควรมีทั้งพืชไร่ พืชผัก ไม้ดอก และไม้ผล เกษตรกรควรจะปลูกพืชตระกูลถั่วชนิดที่กินได้ขายได้ ปลูกหมุนเวียนเป็นพืชครั้งที่สองทุกปี เช่น ถั่วแปยี ถั่วแดงหลวง ถั่วดำ และถั่วนิ้วนางแดง เพื่อการปรับปรุงดินด้วย สำหรับวิธีการปลูก อาจใช้ระบบการปลูกแบบสลับเป็นแถบ

สิ่งที่เกษตรกรควรรู้ คือ การปลูกพืชครั้งที่สองแบบไม่เตรียมดิน โดยทำการกระทุ้งหลุมปลูกพืช การใช้เศษเหลือของพืชฤดูแรกเป็นวัสดุคลุมดิน และบำรุงดินในพืชครั้งที่สอง หรือการทิ้งเศษเหลือของพืชทุกชนิดคลุมดินหลังจากการเก็บเกี่ยวแล้ว เพื่อใช้เป็นวัสดุปรับปรุงบำรุงดิน โดยไม่ต้องเผาทิ้ง ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้กับดิน และหลีกเลี่ยงการปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำที่เดิม เพื่อลดการสะสมปัญหาของโรคและแมลง

ข้อดีของการปลูกพืชวิธีนี้ จะช่วยลดการชะล้างพังทลายของผิวหน้าดินได้ดี ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น ทำให้เกษตรกรใช้พื้นที่ได้อย่างถาวรตลอดไป ช่วยปรับปรุงสภาพสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้กับเกษตร ลงทุนต่ำ ลดความเสี่ยง และเกษตรกรสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง

นาย รัตวิ

ปัญหาเกษตร ที่นี่มีคำตอบ : การจัดการสวนผลไม้ หลังน้ำท่วม

Published October 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237196

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีการจัดการดินและน้ำในพื้นที่สวนผลไม้ ที่กำลังประสบน้ำท่วมอยู่

สมควร อิ่มเกสร

อ.เมือง จ.นครพนม

คำตอบ ผลเสียหายที่เกิดแก่ไม้ผลที่ถูกน้ำท่วมขัง ถ้าน้ำท่วมนานๆ ไม้ผลบางชนิดอาจจะล้มตายได้  น้ำท่วมทำให้ดินขาดการระบายอากาศ ทำให้รากไม้ผลขาดออกซิเจน รากพืชจำเป็นต้องใช้ในการหายใจและเป็นที่สะสมของคาร์บอนไดออกไซด์  ในขณะน้ำท่วมอินทรียวัตถุในดิน เศษพืช และซากสัตว์ต่างๆ จะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลาย ทำให้เกิดก๊าซพิษที่อันตรายต่อรากไม้ผล  ขณะน้ำท่วมประสิทธิภาพการดูดน้ำ และแร่ธาตุต่างๆ ของไม้ผลจะลดลง ทำให้ต้นไม้ขาดน้ำขาดธาตุอาหารพืช ขณะน้ำท่วมรากพืช ลำต้นของไม้ผลจะอ่อนแอ ง่ายต่อการที่โรคและแมลงจะเข้าทำลาย

วิธีลดความเสียหายของไม้ผลจากน้ำท่วม นักวิชาการด้านการเกษตรได้แนะนำข้อควรปฏิบัติไว้ดังนี้

1.ห้ามเข้าไปเหยียบย่ำใต้ต้นไม้ผล เพราะจะทำให้รากขาด และอาจทำให้รากเน่าได้ง่าย

2.กรณีที่ไม้ผลจะล้ม ต้องทำการค้ำยันไม้ผลไว้ก่อน ต้องใช้ไม้ยาวๆ โดยหลีกเลี่ยงการเข้าไปเหยียบย่ำใต้ต้นไม้

3.ทำการระบายน้ำออกจากโคนต้นให้หมดเป็นการเร่งด่วน โดยทำร่องน้ำระหว่างแถวไม้ผลให้ลึกอย่างน้อย 50 ซม.- 1 ฟุต ถ้าในขณะนั้น ดินเป็นเลน ให้ใช้ไหผูกเชือกแล้วลากให้เป็นรอยลึกระหว่างแถว สามารถใช้เป็นทางระบายน้ำได้ แล้วเอาไม้แหวกดินให้เป็นร่องเล็กๆ ที่บริเวณโคนต้น ให้น้ำไหลลงสู่ทางระบายน้ำที่สร้างขึ้นมา

4.ใช้พลั่วดึงเศษพืชและซากสัตว์ต่างๆ ที่ดินเลนทับถมออกให้หมด

5.ใช้ไม้ไผ่เจาะรูปักไว้ใต้โคนต้น เพื่อระบายความร้อน และก๊าซพิษออกจากโคนต้น ขณะน้ำท่วมขังและดินแฉะ

6.เมื่อดินเริ่มแห้ง ให้ทำการตัดแต่งกิ่ง โดยเอาใบแก่ และกิ่งที่อยู่ระหว่างทรงพุ่มที่ใบไม้ได้รับแสงแดดออก เพราะใบพวกนี้ ปรุงอาหารไม่ได้ หรือได้น้อย แต่กินอาหารมาก

7.ทำการให้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ร่วมกับปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ใส่ในร่องที่ขุดดินขึ้นรอบๆ ทรงพุ่ม ความกว้างของร่องประมาณ 15 ซม. ลึกประมาณ 15 .ซม. หรือใส่ที่โคนต้นในกรณีที่ต้นไมยังมีขนาดเล็ก

8.ในกรณีที่ดินแห้ง ให้น้ำรอบๆ โคนต้น ในกรณีที่เป็นที่ต่ำ ให้ยกขอบแปลงเป็นคันดินให้สูงกว่าระดับน้ำที่เคยท่วม ไม่ต่ำกว่า 30 ซม. โดยทำการขุดคูน้ำรอบๆ แปลง แล้วนำดินจากการขุดคูน้ำมาปั้นเป็นคันดินรอบๆ แปลง ขอบคูน้ำให้ปลูกหญ้าแฝก เพื่อป้องกันการพังทลายของดิน และกรองตะกอนดินไม่ให้ไหลลงร่องน้ำ แล้วนำดินที่ได้จากการขุดคูน้ำมาถมเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่เรียก คูยกร่องสวน

9.ควรขุดบ่อหรือสระน้ำไว้ในพื้นที่ เพื่อให้ระบายน้ำ เมื่อฝนตกชุก และนำไปใช้เมื่อฝนทิ้งช่วง

10.ถ้าพื้นที่เป็นดินลูกรัง ดินเหมืองแร่เก่า พื้นที่ดินทราย หรือดินแฉะ ให้ใช้วงบ่อในการปลูกไม้ผลนะครับ

นาย รัตวิ

ปัญหาเกษตร ที่นีมีคำตอบ : ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง

Published October 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236099

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ขอความรู้เรื่องปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงมีคุณสมบัติและคุณประโยชน์อย่างไร และมีขั้นตอนการผลิตอย่างไรครับ

ธรรมนูญ รัตนาธรรม

อ.แม่ทา จ.ลำพูน

คำตอบ ปุ๋ยอินทรีย์ ที่ได้จากการนำวัสดุอินทรีย์และอนินทรีย์ธรรมชาติที่มีธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัสสูง มาผ่านกระบวนการหมักจนสลายตัวสมบูรณ์ หรือการนำปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านกระบวนการหมักและสลายตัวสมบูรณ์แล้ว มาผสมกับวัสดุอินทรีย์หรืออนินทรีย์ธรรมชาติ ที่มีธาตุอาหารไนโตรเจน และฟอสฟอรัสสูง

พืชแต่ละชนิด ต้องการปริมาณธาตุอาหารที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของการเจริญเติบโตดังนั้น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ควรคำนึงถึงความต้องการ ปริมาณ และชนิดของธาตุอาหารในแต่ละช่วงเวลาการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งความอุดมสมบูรณ์ของดิน การผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่มีปริมาณธาตุอาหารหลักแต่ละชนิด ได้แก่ สูตรไนโตรเจนสูง และฟอสฟอรัสสูง จะสามารถช่วยให้การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ได้ตรงตามความต้องการของพืชในช่วงการเจริญเติบโต จะทำให้ประหยัดการใช้ปุ๋ย ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต ซึ่งนักวิชาการเกษตรของกรมพัฒนาที่ดิน ได้แนะนำไว้ดังนี้

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สูตรไนโตรเจน ปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เท่ากับ 4.0-5.0, 3.0-4.0 และ 1.0-2.0 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

ส่วนผสมที่ใช้ในการผลิต ประมาณ 100 กิโลกรัม ประกอบด้วย กากเมล็ดถั่วเหลือง หรือปลาป่น 60 กิโลกรัม มูลสัตว์ 40 กิโลกรัม สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 จำนวน 1 ซอง และสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 จำนวน 1 ซอง แล้วนำมาขยายเชื้อในกากน้ำตาล 26-30 ลิตร

วิธีการขยายเชื้อสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ให้เจือจางกากน้ำตาล โดยนำกากน้ำตาล 5 กิโลกรัม ผสมกับน้ำ 50 ลิตร ใส่สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 จำนวน 1 ซอง คนให้เข้ากัน จากนั้นปิดฝาถัง ตั้งไว้ในที่ร่มเป็นเวลา 3 วัน

ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สูตรไนโตรเจน ผสมกากเมล็ดถั่วเหลืองหรือปลาป่นและมูลสัตว์ตามส่วนผสมให้เข้ากัน นำสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 จำนวน 1 ซอง เทลงในสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ที่ขยายเชื้อแล้ว จำนวน 26-30 ลิตร คนประมาณ 5-10 นาที นำไปรดลงบนกองวัสดุที่ผสมในข้อ 1 คลุกเคล้าให้ทั่วกองเพื่อให้ความชื้นสม่ำเสมอทั่วทั้งกอง ตั้งกองปุ๋ยเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ให้มีความสูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร แล้วใช้วัสดุคลุมกองให้มิดชิด เพื่อรักษาความชื้นในกองปุ๋ยระหว่างการหมัก กลับกองปุ๋ยทุก 5 วัน และควบคุมความชื้นในระหว่างการหมัก 50-60 เปอร์เซ็นต์ หมักกองปุ๋ยเป็นเวลา 10-15 วัน หรือจนกระทั่งอุณหภูมิภายในกองปุ๋ยลดลงเท่ากับภายนอกกองปุ๋ยจึงนำไปใช้ได้

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สูตรฟอสฟอรัส ผลิตจากหินฟอสเฟต ซึ่งมีปริมาณฟอสฟอรัสสูง แต่ส่วนใหญ่อยู่ในรูปที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อพืช หมักกับปุ๋ยหมักรำข้าวเพื่อช่วยในการดูดซับความชื้นและปรับลักษณะเนื้อวัสดุหมักให้เหมาะสม และใช้สารเร่ง พด.9 ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ละลายหินฟอสเฟตให้อยู่ในรูปฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้

ส่วนผสมที่ใช้ในการผลิต ปริมาณ 100 กิโลกรัม ประกอบด้วย หินฟอสเฟต 80 กิโลกรัม รำข้าว 10 กิโลกรัม ปุ๋ยหมัก 10 กิโลกรัม และสารเร่งพด.9 จำนวน 1 ซอง

ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สูตรฟอสฟอรัส ผสมหินฟอสเฟต รำข้าว และปุ๋ยหมักตามส่วนผสม ให้เข้ากัน นำสารเร่ง พด.9 จำนวน 1 ซองเทลงในน้ำ 20 ลิตร คนประมาณ 5-10 นาที นำไปรดลงบนกองวัสดุในข้อ 1 คลุกเคล้าให้ทั่วกองเพื่อปรับความชื้นให้สม่ำเสมอทั่วกอง ตั้งกองปุ๋ยเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ให้มีความสูง ประมาณ 30-50 เซนติเมตร แล้วใช้วัสดุคลุมกองให้มิดชิด เพื่อรักษาความชื้น จากนั้นหมักกองปุ๋ยเป็นเวลา 4-5 วัน จึงนำไปใช้

คุณสมบัติเด่นของปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สูตรไนโตรเจน ฟอสฟอรัส เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่มีธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัสสูง สามารถเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงตามความเหมาะสมของดินและพืช มีการปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่พืชแบบช้าๆ ทำให้ลดการสูญเสียธาตุอาหาร มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดินและพืช เป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรในการทดแทน หรือลดการใช้ปุ๋ยเคมี เป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรในการทำเกษตรอินทรีย์ และเกษตรกรสามารถทำใช้เองได้

การใช้ประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส เมื่อการนำไปใช้กับพืชชนิดต่างๆ ก็จะนำปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ทั้ง 2 สูตรดังกล่าวมาผสมกันตามปริมาณธาตุอาหารที่พืชแต่ละชนิดต้องการ และความอุดมสมบูรณ์ของดิน

อัตราและวิธีการใช้

-ข้าว ใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สูตรไนโตรเจน25-50 กิโลกรัมต่อไร่ ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สูตรฟอสฟอรัส อัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่

-พืชไร่ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สูตรไนโตรเจน อัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่ ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สูตรฟอสฟอรัส อัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่

-พืชผัก ใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สูตรไนโตรเจนอัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สูตรฟอสฟอรัส อัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่

-ไม้ผล/ไม้ยืนต้น ใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สูตรไนโตรเจน อัตรา 2-3 กิโลกรัมต่อไร่ ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สูตรฟอสฟอรัส อัตรา 2-3 กิโลกรัมต่อไร่

นาย รัตวิ

ปัญหาเกษตร ที่นีมีคำตอบ : ปุ๋ยหมัก วิธีการผลิตและการใช้

Published September 15, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/234984

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีทำปุ๋ยหมักครับ ขอทราบขั้นตอนการผลิต และการใช้ด้วยนะครับ

บุญทรง ถาวรเสถียร

อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

คำตอบ ปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง เกิดจากการนำซาก หรือเศษเหลือจากพืช มาหมักรวมกัน และผ่านกระบวนการย่อยสลาย โดยกิจกรรมจุลินทรีย์ จนเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม เป็นวัสดุที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม เปื่อยยุ่ย ไม่แข็งกระด้าง และมีสีน้ำตาลปนดำ

ส่วนผสมของวัสดุที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยหมัก นักวิชาการ กรมพัฒนาที่ดิน ได้แนะนำวิธีการจัดทำและวิธีใช้ ไว้ดังนี้

เศษพืชแห้ง 1,000 กิโลกรัม

มูลสัตว์ 200 กิโลกรัม

ปุ๋ยไนโตรเจน 2 กิโลกรัม

สารเร่ง พด.1 1 ซอง

วิธีการกองปุ๋ยหมัก การกองปุ๋ยหมัก 1 ตันจะมีขนาดความกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 1.5 เมตร การกองมี 2 วิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุ วัสดุที่มีขนาดเล็ก ให้คลุกเคล้าวัสดุให้เข้ากัน แล้วจึงกองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนวัสดุที่มีชิ้นส่วนยาว ให้กองเป็นชั้นๆ ประมาณ 3-4 ชั้น โดยแบ่งส่วนผสมที่จะกองออกเป็น 3-4 ส่วน ตามจำนวนชั้นที่จะกอง มีวิธีการกองดังนี้

1. ผสมสารเร่ง พด.1 ในน้ำ 20 ลิตร นาน10-15 นาที เพื่อกระตุ้นให้จุลินทรีย์ออกจากสภาพที่เป็นสปอร์ และพร้อมที่จะเกิดกิจกรรมการย่อยสลาย

2. การกองชั้นแรก ให้นำวัสดุที่แบ่งไว้ส่วนที่หนึ่ง มากองเป็นชั้นมีขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 30-40 เซนติเมตร ย่ำให้พอแน่น และรดน้ำให้ชุ่ม นำมูลสัตว์โรยที่ผิวหน้าเศษพืชให้ทั่ว โรยปุ๋ยไนโตรเจนทับบนชั้นของมูลสัตว์ แล้วราดสารละลายสารเร่งให้ทั่ว โดยแบ่งใส่เป็นชั้นๆ หลังจากนั้น นำเศษพืชมากองทับ เพื่อทำชั้นต่อไป ทำเหมือนการกองชั้นแรก ทำเช่นนี้ อีก 2-3 ชั้น ชั้นบนสุดของการกองปุ๋ย ควรปิดทับด้วยเศษพืชที่เหลืออยู่ เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้น

การดูแลรักษากองปุ๋ยหมัก

1. รดน้ำรักษาความชื้นในกองปุ๋ย รดน้ำให้กองปุ๋ยชุ่มอยู่เสมอให้มีความชื้น ประมาณ 50-60เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนัก ตรวจสอบโดยการหยิบวัสดุภายในกองปุ๋ยมาบีบดู อย่าให้เปียกถึงขนาดมีน้ำออกจากง่ามนิ้วมือ หรือเมื่อคลายมือออก จะไม่มีน้ำติดตามฝ่ามือ ถ้าหากความชื้นน้อยเกินไป จะทำให้กระบวนการย่อยสลายเกิดขึ้นได้ช้า แต่ถ้ากองปุ๋ยแฉะจนเกินไป จะทำให้การถ่ายเทอากาศไม่ดี เกิดสภาพขาดออกซิเจน จะมีผลกระทบต่อกิจกรรมของจุลินทรีย์ในกองปุ๋ย กระบวนการย่อยสลายจะเกิดขึ้นช้าเช่นกัน

2. การกลับกองปุ๋ยหมัก ให้กลับกองปุ๋ย 7-10 วันต่อครั้งเพื่อระบายอากาศ เพิ่มออกซิเจน ลดความร้อน และให้วัสดุคลุกเคล้าเข้ากัน ทำให้กิจกรรมของจุลินทรีย์ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กรณีไม่มีแรงงานกลับกองปุ๋ย ให้ใช้ไม้ไผ่เจาะรูทะลุตลอดทั้งลำและเจาะรูด้านข้างตามข้อ หรือใช้ท่อเอสล่อนเจาะรูโดยรอบ ปักลงไปในกองปุ๋ยหมักให้ลึกรอบๆ กองปุ๋ย ห่างกันลำละ 50-70 ซม.จะช่วยการถ่ายเทอากาศของกองปุ๋ยได้ดีขึ้น

3. การเก็บรักษากองปุ๋ยหมักที่เสร็จแล้ว ถ้ายังไม่ได้นำปุ๋ยหมักไปใช้ทันที ควรนำปุ๋ยหมักที่ได้ไปเก็บไว้ในโรงเรือน การที่ปล่อยให้ปุ๋ยหมักตากแดดและฝนจะทำให้ธาตุอาหารพืชในปุ๋ยหมักสูญเสียไปได้

การพิจารณาปุ๋ยหมักที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว

1.สีของวัสดุเศษพืช ปุ๋ยหมักที่เสร็จสมบูรณ์ จะมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำ

2.ลักษณะของวัสดุเศษพืช ปุ๋ยหมักที่เสร็จสมบูรณ์ จะมีลักษณะอ่อนนุ่ม ยุ่ย และขาดออกจากกันได้ง่าย ไม่แข็งกระด้างเหมือนวัสดุเริ่มแรก

3.กลิ่นของวัสดุปุ๋ยหมักที่สมบูรณ์ จะไม่มีกลิ่นเหม็น

4.ความร้อนในกองปุ๋ย หลังจากกองปุ๋ยหมัก 2-3 วัน อุณหภูมิภายในกองปุ๋ยจะสูงขึ้นระยะหนึ่ง แล้วจะค่อยลดลงจนใกล้เคียงกับอุณหภูมิภายนอกกองปุ๋ยจะถือว่าเป็นปุ๋ยหมักที่สมบูรณ์ ควรพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย เพราะกรณีที่ความชื้นน้อยหรือมากไป อาจทำให้อุณหภูมิภายในกองปุ๋ยหมักลดลงเช่นกัน

5.สังเกตเห็นการเจริญของพืชบนกองปุ๋ยหมัก เมื่อกองปุ๋ยหมักใช้ได้แล้ว อาจมีพืชเจริญบนกองปุ๋ยหมักได้ แสดงว่าปุ๋ยหมักนำไปใส่ในดินได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อพืช

อัตราและวิธีการใช้ปุ๋ยหมัก ระยะเวลาที่เหมาะสมในการใส่ปุ๋ยหมัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพืชที่ปลูก ควรใส่ปุ๋ยหมักในช่วงเตรียมดิน และไถกลบลงไปในดิน ขณะที่ดินมีความชื้นเพียงพอ ซึ่งจะทำให้ธาตุอาหารที่มีอยู่เป็นประโยชน์ต่อพืชสูงสุด

นาย รัตวิ

ปัญหาเกษตร ที่นี่มีคำตอบ : เพิ่มคุณภาพน้ำหมักชีวภาพ

Published September 14, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/233828

วันอังคาร ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพให้มีคุณภาพมากขึ้น ทำอย่างไรครับ ขอทราบวิธีทำและขั้นตอนการทำด้วยครับ

แสงอรุณ สวัสดิการกรณ์

อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

 

คำตอบ วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพให้มีคุณภาพ นักวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน ได้ให้คำแนะนำวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพให้มีคุณภาพ ไว้ดังนี้

1.การเพิ่มคุณภาพของน้ำหมักชีวภาพสามารถใช้น้ำนมไข่น้ำมะพร้าวพืชโตเร็วหรือที่มีคุณค่าทางอาหารสูงจะทำให้มีฮอร์โมนและแร่ธาตุมากขึ้น

2.การผลิตเพื่อต้องการฮอร์โมนพืชควรใช้กากน้ำตาลน้อยลงหรือใช้น้ำมะพร้าวทดแทนและควรใช้ทันทีอายุการหมักควรอยู่ระหว่าง 15-30 วันถ้าทิ้งไว้นานไปฮอร์โมนจะสลายตัว

3.การใช้ส่าเหล้าควรเติมกากน้ำตาลในอัตราส่วนร้อยละ 20 รำข้าว 5 กก. ในการผลิต 200 ลิตรควรใส่ผักผลไม้อัตราส่วนส่าเหล้าผสมกากน้ำตาล:ผัก/ผลไม้ เป็น 60:40

4.พืชผักที่มีธาตุอาหารสูงอวบโตเร็วจะให้คุณภาพของน้ำหมักชีวภาพมีคุณภาพสูงแต่ทั้งนี้ต้องสดและสะอาด

5.ไม่ควรนำวัสดุเช่นหอยเชอรี่ปลารวมทั้งพืชผักมาต้มให้สุกก่อนเพราะจะทำให้สูญเสียกรดอะมิโนฮอร์โมนและแร่ธาตุทำให้คุณภาพของน้ำหมักชีวภาพลดลง

ขั้นตอนการทำน้ำหมักชีวภาพให้มีคุณภาพ

1.เตรียมวัสดุที่สดและสะอาดสับหรือบดวัสดุให้ละเอียด

2.ผสมกากน้ำตาล 5 กก. สารเร่งพด. จำนวน 2 ซอง (โดยใช้พด.2 1 ซองและ พด.6 1 ซอง) ผสมน้ำ 5 ลิตรรำข้าว 5 กก. ผักหรือผลไม้ 5 กก. คลุกให้เข้ากันส่วนผสมนี้ถ้าสามารถบ่มเชื้อไว้ 2 วันหรือ 48 ชั่วโมงก็จะดีมาก

3.นำส่วนผสมในข้อ 2 ผสมกับวัสดุในข้อ 1 เติมกากน้ำตาลอีก 5 กก. เติมน้ำให้อยู่ต่ำกว่าผิววัสดุ 10 ซม.

4.หมักไว้ในที่ร่มให้แง้มฝาไว้ไม่ปิดสนิท

5.ทำการคนหรือกวนเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากให้คนทุกๆ 7 วันโดยให้สังเกตทุก 3-4 วันว่าสีของฝ้าด้านบนเป็นอย่างไรถ้าสีขาวเหลืองหรือนวลให้เอาไม้แทงช่วยระบายก๊าซออกถ้าครบรอบ 7 วันสีฝ้าจะเป็นสีเทาเข้มหรือดำให้คนลึกประมาณ 25 ซม. เท่านั้นการคนลึกถึงก้นถังจะให้เชื้อจมน้ำการย่อยสลายจะช้าปรับปริมาณน้ำให้อยู่ที่ 5-10 ซม. เติมกากน้ำตาลในสัดส่วน 1:5 ของปริมาณน้ำที่เติม

6.การคนเฉพาะส่วนบนจะทำ 3 ครั้งส่วนครั้งที่ 4 หรือวันที่ 28 จะคนตลอดถัง (หอยเชอรี่จะคนเฉพาะส่วนบนถึงครั้งที่ 6 หรือวันที่ 42 ทิ้งให้ตกตะกอน)

7.ทิ้งให้ตกตะกอน 10-15 วันเพื่อให้แยกส่วนที่ใสกากข้นและกากหยาบออกจากกัน

8.รินส่วนที่ใสด้านบนออกซึ่งเป็นส่วนที่ดีที่สุด เอาไปใช้นำกากทั้งหมดออกไปทำปุ๋ยหมักหรือใส่รอบโคนไม้ยืนต้นควรกลบหรือคลุมด้วยวัสดุเศษพืชแล้วรดน้ำระวังปริมาณและความเข้มข้นเพราะถ้ามากพืชจะตายได้

9.กากข้นที่เป็นโคลนนำมาใส่ถังไว้ให้ตกตะกอน แยกส่วนใสออกไปใช้จนเหลือแต่กากข้นเหนียวเอาออกจากถังไปทำปุ๋ยหมักหรือใส่ไม้ยืนต้นได้ตามความเหมาะสม

10.การใช้น้ำหมักชีวภาพที่ผสมเจือจางแล้ว ต้องรีบใช้ภายในหนึ่งวันหรือใช้ทันทีไม่ควรผสมทิ้งไว้นานข้ามวันเพราะคุณภาพจะลดลงมาก

คำแนะนำเพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิตน้ำหมักชีวภาพ

1.ให้เพิ่มปริมาณสารเร่งพด.2 ซึ่งในทางปฏิบัติตามคำแนะนำเดิมใช้สารเร่งพด.2 1 ซองสำหรับสูตรที่ผลิตจากหอยเชอรี่หรือปลาจะน้อยไปจึงทำให้ย่อยสลายช้าเกิดเน่าเสียทั้งนี้จะเพิ่มสารเร่งพด.2 หรือสารเร่งพด.6ก็ได้เพราะสารเร่งพด.6 จะทำให้การย่อยโปรตีนได้เร็วขึ้น

2.ให้เพิ่มรำข้าวแต่เดิมไม่ได้แนะนำอยู่ในสูตรแต่เนื่องจากจุลินทรีย์ต้องการน้ำตาลเป็นอาหารการที่จุลินทรีย์จะเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างรวดเร็วนั้นจำเป็นต้องการธาตุคาร์บอนการเพิ่มรำข้าวลงไปจะทำให้การขยายจำนวนจุลินทรีย์เป็นไปอย่างรวดเร็วการย่อยสลายจึงดีขึ้นรำข้าวเองก็มีแร่ธาตุและวิตามินที่สมบูรณ์จึงเพิ่มคุณภาพของน้ำหมักชีวภาพพด.2 ให้ดีขึ้นอีกทั้งเป็นวัสดุที่ราคาถูกและหาได้ง่ายในท้องถิ่นทั่วไป

 

3.ให้เพิ่มปริมาณน้ำควรเพิ่มปริมาณน้ำระยะที่มีการคนในรอบ 7 วันการเติมน้ำทุกครั้งควรเติมกากน้ำตาลในอัตรา 1:5 ถึง 1:10 ปรับให้ระดับน้ำต่ำกว่าระดับวัสดุ5-10 เซนติเมตร

นาย รัตวิ

ปัญหาเกษตร ที่นี่มีคำตอบ : น้ำหมักชีวภาพจากปลา

Published September 14, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/232760

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 18.13 น.

คำถาม ที่บ้านมีเศษปลาจำนวนมาก ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ อยากจะขอวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพจากปลาครับ

ถวิล นาเจริญ

อ.เมือง จ.ตราด

คำตอบ น้ำหมักชีวภาพ เป็นธาตุอาหารธรรมชาติอย่างแท้จริง เป็นธาตุอาหารสำหรับพืชที่ประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง จุลธาตุ ฮอร์โมน โปรตีน วิตามิน ฮิวมิคแอชิต จุลินทรีย์ และอื่นๆอีกมากมาย ธาตุอาหารพืชเหล่านี้ ทำได้จากวัสดุหลายชนิด และหนึ่งในหลายชนิดนั้น คือ เศษปลาหรือปลาเหมาะสำหรับคนที่ทำการเกษตรในแถบชายฝั่ง

น้ำหมักชีวภาพที่ได้จากการย่อยสลายเศษวัสดุเหลือใช้จากปลา ได้แก่ หัวปลา ก้างปลา หางปลา พุงปลา และเลือด ผ่านกระบวนการหมักโดยการย่อยสลายโดยการใช้เอนไซม์ ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติหลังจากหมักจนได้ที่แล้ว จะได้สารละลายสีน้ำตาลเข้ม ประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม นอกจากนี้ยังประกอบด้วยธาตุอาหารรอง ได้แก่ กำมะถันเหล็กทองแดง และแมงกานีสอีกด้วย

สูตรที่ใช้

1.ปลาหรือเศษปลาจำนวน 40 กิโลกรัม

2.กากน้ำตาลจำนวน 20 กิโลกรัม

3.หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพพด.2 จำนวน 1 ถุง(สามารถขอได้ที่กรมพัฒนาที่ดิน หรือสำนักงานพัฒนาที่ดินในเขตหรือจังหวัดใกล้บ้าน)

ขั้นตอนการทำ นักวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน ได้แนะนำวิธีทำไว้ดังนี้

นำหัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพพด.2 มาละลายในน้ำอุ่น 20 ลิตร ผสมลงในถังขนาด 200 ลิตร พร้อมปลาหมักและกากน้ำตาลเติมน้ำสะอาดจนเกือบเต็มแต่อย่าให้ถึงกับล้นประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ นำไนล่อนชนิดถี่มาปิดไว้เพื่อป้องกันแมลงวันวางไข่หมักไว้ประมาณ 25-30 วัน ในระหว่างนี้น้ำในถังจะเริ่มลดลงให้เติมน้ำสะอาดลงไปอีกให้ออกซิเจนตลอดเวลา โดยหมั่นคนน้ำหมักอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้งในกรณีที่ใช้พ่นทางใบควรหมักให้นานกว่าปกติยิ่งนานยิ่งดีเพราะถ้านำมาใช้เร็วอาจเกิดผลเสียทำให้ใบไหม้ได้

วิธีสังเกต มีวิธีสังเกตว่าจะนำน้ำหมักมาใช้ได้ ดังนี้

ระยะที่ 1 สังเกตน้ำหมักจะออกเข้มข้นเป็นฟองใหญ่ไม่แตกง่าย

ระยะที่ 2 ฟองจะค่อยๆเล็กและแตกง่ายจะมีกลิ่นหอม

ระยะที่ 3 ฟองจะค่อยๆเล็กลงมากมีกลิ่นน้ำส้มคล้ายกลิ่นแอลกอฮอล์และฟองจะละเอียดมากขึ้น

ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพ ทำให้พืชที่ปลูกออกดอกเร็วเก็บผลผลิตได้เร็วได้ผลผลิตปริมาณที่มากขึ้นและมีคุณภาพดีลงทุนน้อยลดต้นทุนในการผลิตและสามารถผลิตไว้ใช้เองในครัวเรือนไม้ผลจะมีรากที่แข็งแรงใบสวยใบใหญ่และยังปรับให้สภาพพื้นที่ดินดีไม่เสียไม่เปรี้ยว

วิธีการใช้น้ำหมักชีวภาพ ถ้าจะใช้ฉีดพ่นทางใบใช้น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตรต่อน้ำ100-150 ลิตร ปริมาณการพ่น 7-10 วัน/ครั้ง และถ้าใช้ราดลงดินให้ราดที่โคนต้นใช้น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตรต่อน้ำ 50 ลิตร ปริมาณการใช้อย่างน้อยปีละ 3-4 ครั้ง หรือ 30-40 วัน/ครั้ง

น้ำหมักชีวภาพจากปลานั้น ทำได้ไม่ยาก สะดวก รวดเร็ว ใช้ได้ง่าย ลงทุนน้อย ลดต้นทุนในการผลิตและสามารถผลิตไว้ใช้เองในครัวเรือนง่ายๆ และมีประโยชน์มากกว่าโทษ หากมีความรู้ความเข้าใจในการนำไปใช้ ก็จะใช้ได้ผลดีเป็นอย่างมาก จากคำบอกเล่าของเกษตรกรผู้ใช้น้ำหมักชีวภาพจากปลาพบว่า น้ำหมักชีวภาพจากปลา จะไปช่วยพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์เช่น ดอกไม้ให้มีสีสดขึ้น ผลไม้มีคุณภาพดีขึ้นช่วยเร่งการแตกยอดและออกดอกใหม่ให้แก่ต้นไม้อีกด้วย

นาย รัตวิ

ปัญหาเกษตร ที่นีมีคำตอบ : ปลูกผักสวนครัว ตามฤดูกาล

Published August 24, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/231631

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ขอถามนะเรื่อง การปลูกผักต้องตามฤดูกาล มีอะไรบ้างครับ มีวิธีปลูกอย่างไรครับ ผมสนใจปลูกมะเขือเทศครับ

คำตอบ

ผักสวนครัว ถ้าปลูกตามฤดูกาล จะได้ผลดี เมื่อได้อุณหภูมิและน้ำพอเหมาะ พืชบางอย่างต้องการน้ำน้อยและทนร้อน ปลูกในฤดูร้อนได้ พืชบางชนิดต้องการอากาศหนาว จึงจะได้ผลดี  การปลูกพืชผักตามฤดูต่างๆ มีดังนี้

ผักที่ปลูกได้ตลอดปี และปลูกได้ทุกพื้นที่ ได้แก่ พืชที่ทนทาน ปลูกครั้งเดียวรับประทานได้ตลอดปี เช่น กวางตุ้ง คะน้า แตงต่างๆ ถั่วต่างๆ มะเขือพวง มะเขือต่างๆ หอมแดง สะระแหน่ ผักชีฝรั่ง แมงลัก โหระพา กะเพรา ผักตำลึง ผักบุ้งไทย กระชาย ขิง ข่า ตะไคร้ บัวบก มะแว้ง พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู ผักชีฝรั่ง

ผักที่ควรปลูกในฤดูร้อน เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ได้แก่ ผักที่ทนร้อนได้ดี และทนความแห้งแล้งพอสมควร แต่ต้องรดน้ำเช้าเย็น ต้องพรวนดินแล้วคลุมด้วยฟางข้าวเพื่อรักษาความชุ่มชื้น เช่น ผักกาดเขียวกวางตุ้ง ผักกาดหอม ผักกาดขาว ผักชี ผักชีลาว หอม มะระ ถั่วฝักยาว ถั่วพุ่ม ถั่วพู ถั่วเขียว พริก น้ำเต้า ฟักทอง คะน้า มะเขือเปราะ และมันเทศ ส่วนผักกาดหอม และผักชีนั้น ควรทำร่มรำไรให้ด้วย

ผักที่ควรปลูกในต้นฤดูฝน  เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ได้แก่ ผักกาดหัว ผักกาดหอม ผักกาดเขียว กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน หอมแบ่ง คะน้า พริกต่างๆ มะเขือต่างๆ บวบ มะระ ฟักเขียว แฟง แตงกวา แตงไทย ข้าวโพดหวาน ถั่วฝักยาว ถั่วพุ่ม ถั่วพู น้ำเต้า กระเจี๊ยบเขียว มะเขือต่างๆ ผักกาดหัว ผักกาดหอม

ผักที่ควรปลูกปลายฤดูฝน เดือนสิงหาคม-ตุลาคม ผักที่ปลูกต้นฤดูฝนก็ปลูกได้ผลดีในปลายฤดูฝน ยิ่งกว่านั้นยังปลูกผักฤดูหนาวได้อีกด้วย เช่น กุ้ยฉ่ายผักคะน้า ผักกาดขาวปลี ผักกาดหอมห่อ ผักกาดเขียวปลี ผักกาดขาวปลี กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่ หอมหัวใหญ่ หอมแดง แครอท แรดิช ผักชี ข้าวโพดหวาน พริกยักษ์ พริกหยวก ฟักทอง มะเขือเทศ มะเขือพวง มะเขือลาย ขึ้นฉ่าย ถั่วลันเตา แตงเทศ และแตงโม

ผักที่ควรปลูกในฤดูหนาว เดือนพฤศจิกายน–มกราคม ได้แก่ ผักชีไทย ผักชีลาว ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง บร็อคโคลี่ พริก ผักกาดขาว ผักกาดหัว ผักกาดเขียวปลี ผักกาดหอม กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ถั่วลันเตา ถั่วพู ขึ้นฉ่าย หอมหัวใหญ่ ตั้งโอ๋ แครอท และมะเขือเทศ

วิธีการการเตรียมแปลงปลูก มีขั้นตอนดังนี้

1.ทำการพรวนดิน โดยใช้จอบขุดดินลึก 6 นิ้ว ทำการพรวนดิน กำจัดวัชพืชในดินกำจัดไข่แมลง หรือโรคพืชที่อยู่ในดิน ตากทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน

2.ทำการยกแปลง ใช้จอบพรวนยกแปลงสูง 5 นิ้ว กว้าง 1-2 เมตร ความยาวตามลักษณะพื้นที่ หรือแบ่งแปลงย่อยตามความเหมาะสม แต่ความยาวควรอยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้ให้ผักได้รับแสงแดดทั้งแปลง

3.ปรับปรุงเนื้อดิน เนื้อดินควรเป็นดินร่วน แต่สภาพดินเดิมนั้น อาจเป็นดินทรายหรือดินเหนียว จำเป็นต้องปรับปรุงให้เนื้อดินดีขึ้น โดยใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกอัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อ 1 ตารางเมตร

4.ทำหลุมปลูก ต้องทำหลุมที่จะปลูกให้เหมาะกับชนิดของผักที่จะปลูก เช่น พริก ควรใช้ระยะ ประมาณ 75×100 เซนติเมตร เป็นต้น

นาย รัตวิ

ปัญหาเกษตร ที่นีมีคำตอบ : ระบบเกษตรกรรมแบบผสมผสาน

Published August 24, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/230557

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม อยากทราบความรู้ความเข้าใจว่า การเกษตรแบบผสมผสาน คืออะไร มีลักษณะอย่างไรครับ และมีความแตกต่างจากไร่นาสวนผสมอย่างไรครับ

ศรีเดชา ศิริอมรเดช

อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย

คำตอบ

หลักการในการทำของเกษตรแบบผสมผสาน คือ ต้องประกอบด้วยกิจกรรมการเกษตรตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไป อาจเป็นการผสมผสาน ระหว่างพืชกับพืช สัตว์กับสัตว์ หรือสัตว์กับพืช กิจกรรมการผลิตแต่ละชนิด จะต้องเกื้อกูลกัน โดยพิจารณาจากการหมุนเวียนการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับอาหาร อากาศ และพลังงาน โดยต้องทำในพื้นที่ และระยะเวลาเดียวกัน ซึ่งกิจกรรมนั้นๆ ควรประกอบไปด้วยการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ และสามารถผสมผสานระหว่างการปลูกพืชต่างชนิด หรือการเลี้ยงสัตว์ต่างชนิดกันได้ และมีการเกื้อกูลประโยชน์ระหว่างกิจกรรมเกษตรต่างๆ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในระบบเกษตรนี้ เกิดขึ้นทั้งจากวงจรการใช้แร่ธาตุอาหาร รวมทั้งอากาศ และพลังงาน คือมีการหมุนเวียนใช้ประโยชน์จากมูลสัตว์ให้เป็นประโยชน์กับพืช และใช้เศษพืชเป็นอาหารสัตว์ โดยที่กระบวนการใช้ประโยชน์ จะเป็นไปทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม ทั้งยังใช้แรงงานคนเป็นหลัก โดยเป็นแรงงานที่มีอยู่ภายในครอบครัว ครอบครัวเกษตรกร ต้องมีความใจเย็นและเข้าใจ มีความอดทนมุมานะในการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และต้องให้เวลาทำกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ลักษณะการผสมผสานในระบบเกษตร สามารถทำได้ดังนี้

-การปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยอาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างพืช สิ่งมีชีวิต และจุลินทรีย์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติ นำมาจัดการและปรับใช้ในระบบการเกษตร เช่น การปลูกพริกไทยร่วมกับมะพร้าว การปลูกตาลโตนดในนาข้าว การปลูกระกำในสวนยาง การปลูกพืชไร่ผสมกับถั่ว การปลูกทุเรียนร่วมกับสะตอ โดยที่ยิ่งมีความหลากหลายของพืชปลูกมากเท่าใด ก็จะสามารถเพิ่มมั่นคงให้กับระบบมากขึ้นเท่านั้น

-การผสมผสานการเลี้ยงสัตว์ โดยการผสมผสานระหว่างสัตว์ สัตว์ชนิดหนึ่งจะมีความสัมพันธ์กับสัตว์อีกชนิดหนึ่ง เช่น การเลี้ยงหมูควบคู่กับปลา การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน การเลี้ยงเป็ดหรือไก่ร่วมกับปลา

-การปลูกพืชผสมผสานกับการเลี้ยงสัตว์ เป็นรูปแบบการเกษตรที่สอดคล้องกับสมดุลของแร่ธาตุ พลังงาน และมีการเกื้อกูลประโยชน์ระหว่างกิจกรรมการผลิตต่างๆ มากขึ้น ใกล้เคียงกับระบบนิเวศตามธรรมชาติมากขึ้น เช่น การเลี้ยงปลาในนาข้าว การเลี้ยงเป็ดในนาข้าว การเลี้ยงหมูและปลูกผัก การเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชไร่

ต่างจาก “ไร่นาสวนผสม” อย่างไร ไร่นาสวนผสม เป็นระบบการเกษตรที่มีเป้าหมาย เพื่อการยังชีพ หรือเพื่อลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอนเป็นหลัก มีการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลายๆ อย่างรวมอยู่ในพื้นที่เดียวกันสำหรับใช้บริโภคในครอบครัว แต่มิได้ดีการให้กิจกรรมการผลิตผสมผสานเกื้อกูลกัน เพื่อลดต้นทุนการผลิต และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสูงสุดเหมือนการเกษตรแบบผสมผสาน ไร่นาสวนผสม อาจมีกลไกการเกื้อกูลกันจากกิจกรรมการผลิตได้บ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อย และเป็นกลไกที่เกิดเอง

การเกษตรแบบผสมผสาน เป็นการจัดระบบของกิจกรรมการผลิตในไร่นา ได้แก่ พืช สัตว์ ประมง ให้มีการผสมผสานอย่างต่อเนื่อง และเกื้อกูลในการผลิตซึ่งกันและกัน โดยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นา เช่น ดิน น้ำ แสงแดด อย่างเหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุด มีความสมดุลของสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และเกิดผลในการเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติด้วย

นาย รัตวิ

ปัญหาเกษตร ที่นี่มีคำตอบ : วงจรชีวิตของพืช ธาตุอาหารหลักและฮอร์โมน

Published August 24, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/229543

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่า ธาตุอาหารพืชและฮอร์โมน มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชอย่างไรบ้างครับ

คำนวณ คูณทวีทรัพย์

อ.เด่นชัย จ.แพร่

 

คำตอบ ความสำคัญของธาตุอาหารหลักของพืช พืชต้องการธาตุอาหารในปริมาณมาก 3 ธาตุ ได้แก่ ไนโตรเจน จะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของยอดอ่อนใบ และกิ่งก้านฟอสฟอรัส จะช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน และสารอินทรีย์ที่สำคัญในพืช เป็นองค์ประกอบของสารที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดพลังงานในกระบวนการต่างๆ เช่น การสังเคราะห์แสง และการหายใจ และโพแทสเซียม จะช่วยสังเคราะห์น้ำตาล แป้ง และโปรตีน ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายของน้ำตาลจากใบไปยังผล ช่วยให้ผลเจริญเติบโตเร็ว
พืชแข็งแรงมีความต้านทานต่อโรคพืช

ลักษณะของพืชเมื่อขาดธาตุอาหารหลัก ตามหลักวิชาการได้บ่งบอกไว้ดังนี้

-การขาดธาตุไนโตรเจน พืชเมื่อได้รับธาตุไนโตรเจนในปริมาณที่น้อย จะทำให้ใบพืชเป็นสีเหลือง ลำต้นเหลือง การแตกกิ่งแตกตาไม่เกิดขึ้น ในส่วนตามกิ่งมีการแตกแขนง น้อยกว่าปกติ ผลผลิตที่ได้จะต่ำ เช่น เมล็ดลีบ น้ำหนักน้อย และมีผลเล็ก

-การขาดธาตุฟอสฟอรัส พืชเมื่อได้รับธาตุฟอสฟอรัสในปริมาณที่น้อย จะทำให้สีของใบพืช โดยเฉพาะใบล่างจะมีสีเหลือง สีม่วง สีแดงปนอยู่
รวมทั้งขนาดใบเล็กผิดปกติ การออกดอกช้า ผลไม่สมบูรณ์ ต้นเล็กแคระ ไม่แข็งแรงล้มง่าย และมีผลผลิตที่ได้ต่ำ

-การขาดธาตุโพแทสเซียม พืชเมื่อได้รับธาตุโพแทสเซียมในปริมาณที่น้อย จะทำให้ขอบใบล่างมีสีเหลืองกลายเป็นสีน้ำตาล จะเริ่มเหี่ยวแห้งจากต้นไป ขนาดดอกและผลเล็กผิดปกติ ผลไม่มีความหวาน พืชอ่อนแอต่อโรคพืชและแมลง

ความสำคัญของฮอร์โมนพืชต่อการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช

ฮอร์โมนพืช  เป็นสารเคมีที่ควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ถูกผลิตขึ้นในต้นพืชเอง และถูกพบในปริมาณความเข้มข้นที่ต่ำมาก จะเป็นตัวควบคุมกระบวนการที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต ฮอร์โมนยังช่วยกำหนดรูปทรงของพืช การงอกของเมล็ด การออกดอก ระยะเวลาการออกดอก การแตกกิ่ง การแตกใบ การสลัดใบ การเจริญเติบโต และการสุกของผลอีกด้วย
ฮอร์โมนพืชที่สำคัญ ได้แก่ ออกซิน จิบเบอเรลลิน และไซโตไคนิน

-การตอบสนองของพืชต่อฮอร์โมนพืชออกซิน ทำให้เกิดการขยายตัวของเซลล์ เช่น การขยายตัวของใบ ทำให้ผลเจริญเติบโต ทำให้การติดผลมากขึ้น ช่วยกระตุ้นให้มีการออกดอกมากขึ้น และกระตุ้นการเกิดรากฝอยและรากแขนงเพิ่มขึ้น

-การตอบสนองของพืชต่อฮอร์โมนพืชจิบเบอเรลลิน ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชทั้งต้น ทำให้เกิดการยืดตัวของเซลล์ กระตุ้นการยืดยาวของช่อดอก กระตุ้นการงอกของเมล็ด และตาที่พักตัว และทำให้เกิดการแทงช่อดอก

-การตอบสนองของพืชต่อฮอร์โมนพืชไซโตไคนิน ช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์ ชะลอกระบวนการเสื่อมสลาย ทำให้เกิดการแตกของตาข้าง และส่งเสริมให้พืชมีประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายอาหารจากรากสู่ยอดพืช

การเพาะปลูกพืชติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน โดยไม่มีการเติมธาตุอาหารพืชลงไปในดิน ย่อมทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง และในที่สุดพืชก็จะไม่เจริญเติบโตอีกต่อไป ในการปลูกพืชจึงต้องมีการใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงดิน ช่วยเพิ่มธาตุอาหารพืช และคงระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้อยู่เสมอ จึงขอให้มีการปรับปรุงบำรุงดิน ด้วยปุ๋ยอินทรีย์ หลีกเลี่ยงการเผาตอซังพืช เพราะจะทำลายจุลินทรีย์ปุ๋ยชีวภาพที่ใส่ลงไปในดิน รวมทั้งเป็นการทำลายอินทรียวัตถุ ซึ่งเป็นแหล่งธาตุอาหารหลักและฮอร์โมนที่สำคัญของพืช นะครับ

นาย รัตวิ

%d bloggers like this: