บี มาย เกสห์

All posts tagged บี มาย เกสห์

บี มาย เกสห์ : เต้นอย่างมีความสุข…ครูเปิ้ล-บุษกร จันทรวรเมท

Published November 9, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/350517

บี มาย เกสห์ : เต้นอย่างมีความสุข...ครูเปิ้ล-บุษกร จันทรวรเมท

บี มาย เกสห์ : เต้นอย่างมีความสุข…ครูเปิ้ล-บุษกร จันทรวรเมท

วันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถ้าให้เอ่ยชื่อของครูสอนเต้นและนักเต้นที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของประเทศ ในวงการศิลปะการเต้นต่างยกให้ ครูเปิ้ล–บุษกร จันทรวรเมท แห่งโรงเรียนศิลปะลีลารำปุรี (RAMPUREE WORD DANCE STUDIO) เป็น “ตัวแม่” ผู้ที่มีส่วนยกระดับศิลปะการเต้นของเมืองไทยให้เป็นที่ยอมรับและยังเป็นผู้บุกเบิกศิลปะการเต้นอันหลากหลาย เช่น ระบำหน้าท้อง และ Pole Dance ให้เป็นที่รู้จักในบ้านเราอีกด้วย ซึ่งเธอทำทั้งหมดด้วย “ใจรัก” และอยากจะพัฒนาวงการศิลปะการเต้นบ้านเราให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น เท่าที่เธอยังมีแรงเต้น

ครูเปิ้ล-บุษกร จันทรวรเมท เล่าว่า เธอรู้จักศิลปะการเต้นในช่วงที่เรียนจบปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย จึงไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เพื่อเตรียมตัวไปเรียนต่อปริญญาโท ที่นิวยอร์ก ระหว่างที่เบื่อๆ ชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษ เธอก็ไปเจอโรงเรียนสอนเต้นลีลาศเล็กๆ แห่งหนึ่งย่านเสาชิงช้า แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาไม่นาน แต่มันก็มากพอที่จะทำให้เธอหลงใหลศิลปะแขนงนี้ และกลายเป็นงานอดิเรกสุดโปรดเมื่อตอนอยู่นิวยอร์ก ที่พูดได้ว่า เต้นได้ยันเช้า แต่นั่นก็ไม่กระทบต่อการเรียน เพราะเธอคว้าปริญญาได้ถึง 2 ใบ จาก Facilities Management, PRATT INSTITUE และ Design Technology, Graduate School of Design Harvard University

“หลังจากเรียนจบ ก็ยังทำงานอยู่ที่นิวยอร์ก มีรายได้เป็นของตัวเองแล้วก็เลยไปเรียนเต้นจริงจังมากขึ้น ตอนนั้นซัลซากำลังฮิตในนิวยอร์ก ตอนแรกก็ทำงานฟูลไทม์ พอมาตอนหลังมาเลือกทำงานเป็นลักษณะพาร์ทไทม์ เป็นที่ปรึกษา ยิ่งมีเวลามากขึ้น ก็เริ่มออกเดินทางไปตามประเทศต่างๆ ที่เป็นต้นกำเนิดของการเต้นแต่ละประเภท เช่น แทงโก้ก็ไปอาร์เจนตินา ระบำหน้าท้องก็ไปตุรกี อียิปต์ ซัลซาก็ไปคิวบา เพราะอยากรู้ลึกให้มากขึ้น และมีโอกาสเป็นครูสอนเต้น รวมๆ 12 ปีที่อยู่ที่นิวยอร์ก จนทางบ้านเริ่มถามว่าจะกลับบ้านไหม ตอนนั้นคือสัก 20 ปีก่อนนี้ คนไทยยังไม่มองว่ามันคือ ศิลปะการเต้น เป็นศาสตร์ศาสตร์หนึ่ง แต่หลายคนมองว่าอาชีพเต้นกินรำกิน มันไม่น่ายกย่อง ซึ่งผิดกับทางฝั่งตะวันตกที่เขาให้การยอมรับ เปิ้ลก็เลยคิดว่าอยากกลับมาสร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนรักศิลปะการเต้น อยากเห็นว่ามันเป็นศาสตร์หนึ่งของศิลปะที่สามารถยึดเป็นอาชีพได้”

ในฐานะครูสอนศิลปะการเต้นกว่า 10 ปีในเมืองไทย ครูเปิ้ล มองว่า แม้จะยังไม่มีธุรกิจที่จะรองรับแบบครบวงจรเหมือนในต่างประเทศก็ตาม แต่เรื่องที่น่ายินดีว่าทัศนคติคนไทยที่มีต่อศิลปะการเต้นให้การยอมรับมากขึ้น

“นักเรียนส่วนใหญ่ที่มาเรียนกับรำปุรี จะเป็นวัยทำงานกันหมด เหตุผลที่มาเรียนคือ รู้ว่าตัวเองชอบเต้นแต่ไม่มีโอกาสเรียน บางคนก็ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร พอเขาได้มาเรียนได้มาเจอเพื่อนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน มันก็เลยเป็นสังคมที่เขาจะพูดคุยกันได้ ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทย เปิ้ลก็พยายามที่จะหาพื้นที่ให้นักเรียนได้แสดง ได้ปล่อยของ เราก็เชิญนักเต้นนานาชาติมาร่วมกับเราด้วย หรือพานักเรียนไปร่วมงานเต้นในต่างประเทศ ก็ทำให้เราได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนกันและกัน”

ล่าสุดนี้ รำปุรี ได้มีโอกาสร่วมงานกับ สถานทูตสาธารณรัฐโคลอมเบียประจำประเทศไทย นำคณะนักเต้นชื่อดังของโคลอมเบีย SWING LATINO เข้ามาแสดงและจัดเวิร์กช็อปให้กับผู้ที่ชื่นชอบ
การเต้น ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2561 ที่ ฮีลิกซ์ การ์เด้นท์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์

“SWING LATINO เป็นคณะนักเต้นที่เพิ่งได้รับรางวัลรองอันดับสองจากการแข่งขันในรายการ World Dance ของสหรัฐอเมริกา ที่มี เจนิเฟอร์ โลเปซ เป็นหนึ่งในกรรมการตัดสิน เพอร์ฟอร์เมนซ์ที่สุดยอดขนาดที่ทำให้ผู้ที่ได้ชมสามารถว้าวได้ตลอดเวลา ความโดดเด่นคือสไตล์การเต้น ที่นำเอาการแสดงเชียร์ลีดเดอร์มาผสมผสานกับการเต้นซัลซ่า เป็นการเต้นที่มีจังหวะรวดเร็ว ต้องใช้พลังเยอะ ซึ่งเวิร์กช็อปครั้งนี้ที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศในเอเชียที่เขาเลือกมาแสดง โดยในเวิร์กช็อปแบ่งออกเป็น 3 คลาส คือ คลาสเริ่มต้น คลาสสำหรับคนที่เต้นเป็นแล้ว เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจร่วมกิจกรรมฟรี ซึ่งก็ไม่อยากให้นักเต้นชาวไทยหรือคนที่อยากเรียนรู้การเต้นพลาด ซึ่งคนที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ ID Line: @rumpuree ค่ะ”

หลายคนอาจสงสัยว่าดีกรีปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก เหตุใดเธอจึงตัดสินใจมาเป็นครูสอนเต้น ที่ดูแล้วไม่น่าจะสร้างความมั่นคงได้เลย แต่วันนี้ ครูเปิ้ล ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเธอทำได้

“เปิ้ลเปิดรำปุรี เราไม่ได้หวังเรื่องเงินอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ปฎิเสธว่าเงินก็ยังเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ ดังนั้น เราต้องยอมรับและบริหารจัดการตัวเองให้ดี แรกๆ การเต้นไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างรายได้ เปิ้ลก็ยังต้องทำงานที่มีได้รายได้แน่นอน แต่เปิ้ลอาจจะมีจังหวะที่ดีว่างานที่เป็นรายได้หลัก มันไม่ต้องทำอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเราเลือกที่จะเป็นที่ปรึกษาไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ทำให้เรามีเวลากับการเต้นจนมาถึงจุดที่การเต้นทำให้เราอยู่ได้ อาชีพนักเต้น ครูสอนเต้นก็เลยกลายเป็นงานหลัก ส่วนงานด้านสถาปัตย์ที่ร่ำเรียนมา ก็กลายเป็นอาชีพเสริม”

ครูเปิ้ล ยังทิ้งท้ายอีกว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญกว่าการเริ่มต้น คือการค้นหาสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็นให้เจอ และจะต้องมั่นใจว่าคุณรักและมีความสุขในสิ่งในนั้น เพราะความรักและความสุขในสิ่งที่ทำ จะเป็นแรงผลักดันให้คุณประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

Advertisements

บี มาย เกสห์ : สาวสมาร์ท ‘ภัสสร ภัสสรศิริ’ เลือกที่จะทำในสิ่งที่ ‘แตกต่าง’

Published November 7, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/347413

บี มาย เกสห์ : สาวสมาร์ท ‘ภัสสร ภัสสรศิริ’  เลือกที่จะทำในสิ่งที่ ‘แตกต่าง’

บี มาย เกสห์ : สาวสมาร์ท ‘ภัสสร ภัสสรศิริ’ เลือกที่จะทำในสิ่งที่ ‘แตกต่าง’

วันจันทร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หากจะบอกว่ามีดวงทำมาหากินกับสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะมนุษย์ หรือสัตว์ ที่หมดลมหายใจไปแล้ว ก็คงไม่ผิดนัก สำหรับสาวสมาร์ท พลอย-ภัสสร ภัสสรศิริ เพราะว่าธุรกิจที่เธอจับอยู่นั้นล้วนเกี่ยวข้องกับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของใครหลายคน ซึ่งแต่ละธุรกิจก็ล้วนเกิดขึ้นจากความเข้าใจว่า ผู้สูญเสียต้องการทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนหรือสัตว์ที่ตัวเองรักเป็นครั้งสุดท้าย

“เริ่มจากครอบครัวพลอย มีธุรกิจด้านการออกแบบและผลิตเตาเผาศพไร้มลพิษอยู่แล้ว พอเรียนจบปริญญาตรีสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ต้องเข้ามาทำงานตรงนี้อยู่แล้ว และก็เห็นว่าคนรอบๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะคนในครอบครัว เพื่อนๆ ส่วนใหญ่จะเลี้ยงน้องหมา น้องแมว ซึ่งคนที่เลี้ยงเขาไม่ได้เห็นว่าเป็นแค่สัตว์เลี้ยง แต่คือสมาชิกในครอบครัว ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาน้องหมา น้องแมวตายเจ้าของก็จะทำได้อย่างมากก็แค่ฝังไว้ในบริเวณบ้าน แต่หลายๆ คนก็อยากจะทำพิธีเผาเหมือนเวลาที่คนคนหนึ่งเสียชีวิต ก็เลยเป็นไอเดียให้พลอยทำธุรกิจให้บริการฌาปนกิจศพสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร Pet Master ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มคนรักสัตว์เป็นอย่างมาก”

ความสูญเสีย ที่เกิดขึ้นสิ่งที่คงอยู่นอกจากความรัก ความผูกพัน ความทรงจำแล้ว หลายๆ คนจึงมีสิ่งของแทนใจติดตัวเพื่อเป็นที่ระลึก ที่ให้ความรู้สึกว่าบุคคลอันเป็นที่รัก หรือสัตว์เลี้ยงตัวโปรด ยังอยู่กับเขาตลอดเวลา จากแนวคิดนี้เอง ภัสสร จึงได้เริ่มต้นศึกษาค้นคว้าหาเทคโนโลยีที่จะมาสามารถสร้างความทรงจำให้อยู่ในรูปแบบของอัญมณีได้ จนเกิดเป็นแบรนด์เครื่องประดับแนวคิดสร้างสรรค์ที่ชื่อว่า “เจมโมรีส์” (GEMORIES)

“เป็นการนำอัฐิ หรือกระดูก เส้นผม เส้นขนของสัตว์ เสื้อผ้า มาแปรสภาพด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จนได้เป็นอัญมณี เป็นนวัตกรรมในต่างประเทศทำกันมานานแล้วและได้รับการยอมรับ โดยใช้ระยะเวลาไม่นาน ลูกค้าสามารถเลือกขนาดและสีสันของอัญมณีได้ และเรายังมีบริการออกแบบผลิตเป็นเครื่องประดับ เรียกว่า เป็นสิ่งแทนใจที่เห็นครั้งใดก็สามารถนึกถึงเรื่องราวที่บันทึกไว้ในความทรงจำได้ในทันที ส่วนที่มาของชื่อ “เจมโมรีส์” (Gemories) นั้นมาคำว่า “เจม” (Gem) ที่แปลว่าอัญมณี กับคำว่า “เมมโมรี” (Memory) ที่แปลว่าความทรงจำเจมโมรีส์ จึงหมายถึง การนำมวลสารที่เป็นความทรงจำมาบันทึกเป็นอัญมณีที่มีคุณค่า”

แน่นอนว่า “เจมโมรีส์” (Gemories) ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี แม้จะเปิดตัวไม่นาน เรียกว่าหยิบจับทำอะไรก็ฉลุย แต่ไม่ใช่ว่า “โชค” เพียงอย่างเดียวที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ แต่เกิดจาก “มุมมอง” และการเลือกทำในสิ่งที่แตกต่าง

“โชคดี คือ พลอยอยู่ในครอบครัวที่ทำธุรกิจออกแบบและผลิตเตาเผาศพ และเราเองก็มีธุรกิจฌาปนกิจศพสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบ เพราะเราได้เข้าไปคลุกคลีกับคนเหล่านี้ที่มีการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก รวมไปถึงสูญเสียสัตว์เลี้ยงไป จึงได้มองเห็นโอกาส ส่วนมุมมอง คือ การที่เราจะทำธุรกิจอะไรสักอย่าง เราต้องรู้ว่าเรามีจุดแข็งอะไร ทรัพยากรรอบตัวที่เรามีอะไรบ้างที่จะสามารถพัฒนาให้ไปสู่ธุรกิจใหม่ได้ โดยจะต้องเป็นธุรกิจใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพราะนั่นจะช่วยลดปัญหาเรื่องการมีคู่แข่งลงไปได้ ซึ่งพลอยเริ่มจากเตาเผาคน ไปสู่เตาเผาสัตว์ จากสองสิ่งที่ทำอยู่ พลอยสังเกตเห็นว่ามีคนชอบเอารูปของบรรพบุรุษมาทำเป็นล็อกเก็ต หรือบางคนก็เอาขนของสัตว์เลี้ยงมาทำ นั่นแสดงให้เห็นว่ามีคนบางกลุ่มที่เขาต้องการเก็บของที่มีคุณค่าทางจิตใจเอาไว้ใกล้ตัว ซึ่งเครื่องประดับเป็นของสวยงามที่คนสามารถสวมใส่ได้ง่ายที่สุด เจมโมรีส์ จึงเกิดขึ้น และในเมืองไทยก็ยังไม่มีใครทำ

สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ พลอยยึดหลักความเรียบง่าย ความพอเพียง และความซื่อสัตย์ที่มีต่อลูกค้า พร้อมกับการพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด เพราะสินค้าของเราเป็นสินค้าที่มีคุณค่าทางจิตใจ”

ว่ากันว่า ต้นไม้จะเจริญงอกงาม ออกดอกออกผลได้นั้น ย่อมเกิดจากการดูแลเอาใจใส่ การรดน้ำพรวนดินของผู้ปลูกซึ่งสาวเก่งมาดเท่คนนี้ ยกคุณงามความดีทั้งหมดให้กับ “บุพการี”ผู้เป็นบุคคลสำคัญในชีวิต

“คุณพ่อคุณแม่ เป็นต้นแบบของพลอย เป็นคนที่เราเคารพนับถือมากที่สุด คุณพ่อเป็นวิศวกร ส่วนคุณแม่ก็เป็นอาจารย์ หลักการดำเนินชีวิตหลายอย่างก็จะได้มาจากท่านทั้งสองที่คอยอบรม สั่งสอน ให้เรากล้าที่จะคิดและกล้าลงมือทำ พร้อมทั้งการสนับสนุนเราอยู่เสมอ อย่างเรื่อง การใช้ชีวิต ท่านปลูกฝังลูกๆ ให้เป็นคนใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อสังคมให้มากที่สุด ในด้านการทำงาน ต้องทำงานด้วยความถ่องแท้และรู้ลึก รู้จริง เพื่อจะได้ไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น และสิ่งสำคัญของการทำงานคือ ต้องรู้สึกสนุกสนานไปกับงานที่ทำและอยากจะพัฒนางานให้ดีขึ้นอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่พลอยยึดถือมาตลอด”

บี มาย เกสห์ : พญ.เสาวภาคย์ พงศ์ศศิธร สร้างสวยด้วยความสุข อย่างมีจรรยาบรรณ

Published November 6, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/345959

บี มาย เกสห์ : พญ.เสาวภาคย์ พงศ์ศศิธร  สร้างสวยด้วยความสุข อย่างมีจรรยาบรรณ

บี มาย เกสห์ : พญ.เสาวภาคย์ พงศ์ศศิธร สร้างสวยด้วยความสุข อย่างมีจรรยาบรรณ

วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คลินิกแพทย์ผิวหนังเสริมความงาม ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดพอๆ กับร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดัง แต่ก็ใช่ว่าทุกคลินิกจะเกิด“ตัวจริง” เท่านั้นถึงจะอยู่รอด ซึ่งเรื่องนี้คงไม่มีใครรู้ซึ้งเท่ากับ พญ.เสาวภาคย์ พงศ์ศศิธร หรือ หมอเกรซ แห่ง Doctor Grace Clinic ต้องผ่านอุปสรรคมามากมายกว่าจะมาเป็นตัวจริงเรื่องการปรับรูปหน้าโดยไม่ต้องศัลยกรรม ผู้อยู่เบื้องหลังรูปหน้าสวยๆ ของคนดังระดับ A-List บ้านเรา

“ตอนทำงานเป็นลูกจ้าง ก็ยังไม่ได้คิดว่าจะเปิดคลินิกเองจนกระทั่งแต่งงาน หมอกับสามีก็คุยกันว่าถ้ามีลูกเราอยากเลี้ยงลูกเอง ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ก็วางแผนกันเลยว่าใครจะทำอะไร พอตั้งท้องจริงๆ ก็คิดว่าถ้ายังทำงานเป็นลูกจ้างเขาต่อไปเราไม่สามารถเลี้ยงลูกเองได้อย่างที่ตั้งใจ จึงตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจของตัวเองดีกว่า”

อย่างที่บอกว่าคลินิกแพทย์ผิวหนังเสริมความงามเกิดขึ้นมากมาย การเปิด Doctor Grace Clinic จึงเป็นบททดสอบ
ชิ้นแรกในฐานะ คุณแม่ และนักธุรกิจมือใหม่ ไปพร้อมๆ กัน

“โชคดีว่าหมอมีตึกอยู่ตรงรามคำแหง 65 ต้นทุนเรื่องสถานที่ไม่มี ไม่ต้องเช่าใคร แต่อุปสรรคใหญ่ตอนนั้นจำได้ว่าวันเปิดคลินิกวันแรกเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองพอดี ทุกอย่างมันเงียบไปหมด เดือนแรกไม่มีรายได้เข้า แต่รายจ่ายมีไง พนักงานในร้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ เงินที่ลงทุนไปกับการตกแต่ง เครื่องมือ อุปกรณ์การแพทย์ ถึงขั้นกุมขมับ ลูกก็
ยังเล็กมาก คิดทุกทางจะทำอย่างไรดีให้เราอยู่รอด ก็เลยทำโปรโมชั่นคิดราคาแบบเท่าทุนจริงๆ กำไรไม่ต้องพูดถึง ขอแค่มีรายได้มาหมุนเวียนก่อน ตอนนั้นคิดแค่นั้นจริงๆ เพราะหมอก็เข้าใจว่าคนก็ไม่อยากใช้จ่ายมากในสถานการณ์ที่อะไรก็ไม่แน่นอน ด้วยโปรโมชั่นหั่นราคานี่แหละก็ค่อยๆ มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ แต่ปีแรกก็ยังไม่มีกำไร แค่พออยู่ได้ หมอก็คิดว่าอย่างน้อยก็มีคนรู้จักแล้ว เราน่าจะอยู่รอด”

สิ่งสำคัญ หมอเกรซ บอกว่า ต้องรู้จุดยืนของตัวเองก่อนว่าจะโดดเด่นด้านไหน แล้วมุ่งไปด้านนั้นอย่างจริงจัง และหมอเกรซก็เลือกที่จะให้ Doctor Grace Clinic เป็นผู้นำด้านการปรับรูปหน้าแบบไม่ต้องพึ่งศัลยกรรม โดยหมอเกรซทุ่มทุนไปเรียนเพิ่มเติมจนได้รับ Diploma in Dermatology, Cardiff University, UK. รวมถึง Fellowship in Cosmetic Dermatology, Mount Sinai Hospital, USA.

“การปรับรูปหน้าโดยไม่ศัลยกรรม ก็คือการใช้สารเติมเต็มต่างๆ อย่างที่เรารู้จักกันดี เช่น การฉีดโบท็อกซ์ ฉีดฟีลเลอร์ซึ่งการฉีดสารพวกนี้ไม่ใช่ว่าเป็นหมอแล้วจะฉีดได้หมดทุกคน หมอต้องรู้ว่าโครงหน้าของคนไข้ ใช้เข็มอย่างไร ความลึกในการแทงเข็มลงไปแค่ไหน ปริมาณของสารเติมเต็มที่ใช้ และจะฉีดจุดไหนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ซึ่งหมอจะไม่ตามใจคนไข้นะคะ บางคนถือรูปมาเลยว่าอยากได้รูปหน้าแบบไอดอลคนนี้ แต่ในความเป็นจริงโครงหน้าเขาทำไม่ได้ คือถ้ามาหาหมอหมออยากให้ทุกคนสวยอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดมากกว่า

จรรยาบรรณ ความซื่อสัตย์สำคัญมากค่ะ ทุกอย่างที่หมอนำมาใช้ในคลินิกให้บริการคนไข้ ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ยา สารเติมเต็มต่างๆ จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ใด ทุกอย่างต้องผ่าน อย. ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่แค่ อย.ไทย ต้องดูไปถึงระดับนานาชาติด้วย ถามว่าจะทำกำไรง่ายๆ ได้ไหม ไม่ใช่ไม่ได้ แต่ถ้าทำแล้วเสี่ยงต่อความปลอดภัยของคนไข้ เสี่ยงต่อชื่อเสียงของเราหมอไม่ทำอย่างที่บอก หมอก็ไม่ตามใจคนไข้ไปซะหมดเพื่อจะให้ได้เงินเยอะๆ แต่หมออยากให้คนไข้สวยอย่างไม่สิ้นเปลืองจ่ายแบบเหมาะสม และตั้งใจทำให้คนไข้สวยอย่างสุดฝีมือดีกว่า ตรงนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้คนไข้กลับมาหาหมออีก และยังแนะนำต่อด้วย เรียกว่าเป็นความไว้วางใจกัน ทำให้ Doctor Grace Clinic มาได้ถึงจุดนี้”

ปัจจุบัน Doctor Grace Clinic มีแพทย์ประจำ 3 ท่านซึ่ง คุณหมอเกรซ ออกตรวจคนไข้อาทิตย์ละ 3 วัน คือ พฤหัสบดี-ศุกร์-เสาร์ ส่วนวันจันทร์-พุธ ก็เป็นงานบริหารงานเอกสาร และแน่นอนว่าเวลาที่เหลือคือ การดูแลครอบครัวดังที่ตั้งใจไว้

“ตอนนี้ลูกสาวอายุ 4 ขวบเท่ากับ Doctor Grace Clinic เขาจะเห็นคุณแม่ทำงานมาตลอด โชคดีว่าลูกสาวเลี้ยงง่ายโดยปกติวันจันทร์-ศุกร์หมอจะไปรับส่งลูกที่โรงเรียนเอง ใช้เวลาในช่วงเช้ากับเขาอย่างเต็มที่ ตอนเย็นก็จะสอนการบ้านเขา ไม่ได้ให้เขาเรียนพิเศษ เพราะมีความรู้สึกว่าไม่มีใครใจเย็นหรือสอนลูกเราได้ดีเท่ากับคนเป็นแม่หรอก ดังนั้น อยากสอนอะไร หรืออยากเสริม เพิ่มเติมเรื่องอะไร ก็ทำได้เต็มที่ และด้วยวัยของเขา มันยังไม่จำเป็น อยากให้เขาได้เล่น ได้ใช้ชีวิตแบบเด็กๆ อย่างที่ควรจะเป็น วันอาทิตย์จะเป็นวันครอบครัวค่ะ เป็นวันที่เราจะไม่คุยกันเรื่องงานแต่จะไปทำกิจกรรมร่วมกันพ่อแม่ลูก”

จากที่เคยคิดเพียงว่าเป็นเจ้าของธุรกิจเพื่อที่จะได้มีเวลาเลี้ยงลูก หมอเกรซ ยอมรับว่า Doctor Grace Clinic
เป็นเหมือนอีกหนึ่งลมหายใจที่สร้างความสุขให้เธอได้ไม่ต่างจากลูกสาวตัวน้อย เพราะการได้เห็นคนไข้ที่มารับบริการ
มีความพึงพอใจ มีความสุขกับผลลัพธ์ที่ได้ ในฐานะแพทย์ เธอก็มีความสุขเช่นกัน

บี มาย เกสห์ : อาริญา ปราสาททองโอสถ CSR สร้างคุณค่า สร้างสังคม

Published July 1, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/319686

บี มาย เกสห์ : อาริญา ปราสาททองโอสถ  CSR สร้างคุณค่า สร้างสังคม

บี มาย เกสห์ : อาริญา ปราสาททองโอสถ CSR สร้างคุณค่า สร้างสังคม

วันเสาร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

…อยากให้ทุกคนร่วมด้วยช่วยกันดูแลสังคมให้มากขึ้น เรื่องจิตอาสาไม่ใช่เรื่องที่ต้องบังคับกัน แต่เน้นการมีส่วนร่วมช่วยกันคนละไม้ละมือ…

กิจกรรม CSR หรือการทำกิจกรรมคืนกำไรให้สังคม ซึ่งเรามักจะได้ยินคำนี้บ่อยๆ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ ที่ถือเป็นนโยบายสำคัญในการดำเนินธุรกิจ เพื่อคืนกลับให้สังคมและสร้างภาพลักษณ์อันดีให้กับองค์กร แต่สำหรับ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บางกอกแอร์เวย์ส สายการบินบูติคแอร์ไลน์อันดับหนึ่งของประเทศ ภายใต้การนำของผู้บริหารหญิงเก่ง อาริญา ปราสาททองโอสถ กรรมการบริษัท และประธานคณะทำงานส่วนรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ แต่คือการให้ที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

“กิจกรรม CSR ของบางกอกแอร์เวย์ส มีมานานแล้ว แต่เราเพิ่งมาประกาศออกสื่อจริงๆ จังๆ ว่าเราทำอะไรอยู่ก็ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี่เอง เพราะเรามองว่าธุรกิจของเราเกี่ยวข้องกับชุมชน เราจึงต้องลงไปดูแลชุมชนและคนที่อยู่รอบข้างเราให้มากขึ้น ภายใต้มีแนวคิดว่า เราอยู่ได้ เขาอยู่ได้ โดยใช้สิ่งที่เรามี สิ่งเราถนัดในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน ซึ่งแบ่งเป็น 3 ด้านหลักๆ ที่ทำอยู่ตอนนี้ คือ ชุมชน สิ่งแวดล้อม และการศึกษา ซึ่งเริ่มจากชุมชนที่เรามีสนามบินตั้งอยู่ และขยายไปสู่พื้นที่ใกล้เคียง”

ประธานคณะทำงานส่วนรับผิดชอบต่อสังคม บางกอกแอร์เวย์ส ยกตัวอย่างถึงกิจกรรม CSR ในพื้นที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมครบทั้ง 3 ด้าน โดยในส่วนของชุมชน ได้มีการเข้าไปสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพดั้งเดิมของชาวสมุยให้คงอยู่ เริ่มตั้งแต่การเข้าไปให้ความรู้ การบริหารจัดการ รวมถึงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ในด้านการศึกษาได้มีการจัดทำค่ายภาษาอังกฤษ เพื่อฝึกฝนให้เด็กๆ ในพื้นที่สมุยสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น เนื่องจากสมุยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนหรือช่วยผู้ปกครองประกอบอาชีพ โดยมีพนักงานของบางกอกแอร์เวย์สเป็นพี่เลี้ยง และการทำโครงการเยาวชนต้นแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่จะมาเป็นผู้นำให้เขาเหล่านั้นทำหน้าที่บอกต่อถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมที่ดีของชุมชน และเราสามารถสร้าง ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมนั้นอย่างไร เพราะสิ่งแวดล้อมที่ดีก็ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนเช่นกัน

“ในการทำกิจกรรม CSR บางกอกแอร์เวย์ส เราทำเป็นโครงการต่อเนื่อง บางโครงการจึงต้องใช้เวลาที่จะเป็นผลสัมฤทธิ์ แต่เราก็มีการวัดผลอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่จะบอกเราได้ว่ากิจกรรมต่างๆ ที่ทำนั้นเป็นอย่างไรดูได้ง่ายๆ จากความพึงพอใจ ความร่วมมือของคนในชุมชน อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าเราทำ CSR โดยใช้ทักษะความเชี่ยวชาญที่เรามีอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความยั่งยืน และบางกิจกรรมเราอาจไม่มีทักษะที่ดีพอก็จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆ หน่วยงานเข้ามาช่วย ก็จะทำให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน

จริงๆ แล้วแผนก CSR ของเรามีทีมงานไม่กี่คน แต่ทุกครั้งที่เราทำกิจกรรม เราไม่เคยต้องบังคับฝืนใจพนักงานเลย เพราะเมื่อไหร่ที่เราเปิดรับอาสาสมัครก็จะมีน้องๆ บางกอกแอร์เวย์สทุกภาคส่วนสมัครมาร่วมทำกิจกรรมตลอดเวลา ซึ่งแสดงว่าน้องๆ เขาก็เห็นด้วยและเห็นความสำคัญในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมขององค์กรที่เขาเป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้วยเช่นกัน”

ผู้บริหารหญิงคนเก่ง บอกอีกว่า การทำกิจกรรม CSR ก็คือการ “ให้” ในรูปแบบหนึ่ง ดังนั้น ทุกครั้งที่ได้ลงพื้นที่ทำกิจกรรมเธอจึงมีความสุขที่ได้เป็นผู้ให้

“ในแง่ของ CSR หลายคนมองว่าเป็นเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์องค์กร แต่สำหรับตัวเองไม่ได้มองแบบนั้น แต่มันคือการส่งต่อสิ่งดีๆ ไปสู่คนอื่นมากกว่า บางกิจกรรมเป็นลักษณะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาของชุมชน การที่เราช่วยเขาแก้ปัญหาให้เขาได้ นำสิ่งดีๆ ไปให้เขา เขายิ้มได้ มีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วย มันเป็นการเกื้อกูลซึ่งกันและกันแบบนั้นมากกว่า เพราะหลายๆ โครงการเราไม่ได้แค่วันสองวัน มันต้องใช้เวลา ถ้าไม่มีใจ ไม่มีความสุขที่จะทำมันก็คงไปต่อไม่ได้ ไม่ใช่แค่ตัวพี่เองนะพี่เชื่อว่าน้องๆ บางกอกแอร์เวย์สที่มีส่วนร่วมลงมือทำก็เขาคิดแบบนั้น ที่สำคัญคือ มันยังเป็นการสร้างคุณค่าให้กับตัวเองด้วยอีกทางหนึ่ง”

ไม่ใช่แค่เพียงกิจกรรม CSR ของบางกอกแอร์เวย์สเท่านั้น แต่ส่วนตัวเธอคนนี้ยังมีทำกิจกรรมเพื่อสังคมอีกมากมายที่ไม่เคยบอกใคร และเธอก็ยังมุ่งมั่นตั้งใจทำต่อไปเรื่อยๆ เท่าที่ยังมีแรงจะทำไหว

“พูดตามตรงคือด้วยวัย ด้วยฐานะอย่างเรา อยู่สบายๆ มีกินมีใช้ เพียงแต่ไม่อยากอยู่เฉยๆ เราอายุขนาดนี้ เรามีแรง มีกำลัง ยังมีมันสมอง ขอไปสร้างงานช่วยคนอื่นดีกว่า ถ้าเราสามารถทำให้คนอื่นมีรายได้เพิ่มขึ้น มันก็เป็นความภาคภูมิใจว่าตัวเรายังมีประโยชน์อยู่ แล้วจะปล่อยเวลาให้หมดประโยชน์ไปทำไม อยากให้ทุกคนร่วมด้วยช่วยกันดูแลสังคมให้มากขึ้น เรื่องจิตอาสาไม่ใช่เรื่องที่ต้องบังคับกัน แต่เน้นการมีส่วนร่วมช่วยกันคนละไม้ละมือ เมื่อสังคมดีขึ้น ก็เป็นพวกเราเองที่ได้รับผลประโยชน์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้เฉพาะเงิน แต่เราให้รอยยิ้ม ให้ความสุข ก็ถือว่าเป็นการแบ่งปันแล้วเท่านี้สังคมเราก็จะน่าอยู่ขึ้น”

บี มาย เกสห์ : ‘ผศ.ดร.ชัชวาล วงศ์ชูสุข’ เจ้าของสิ่งประดิษฐ์ปืนวัดการปนเปื้อนฟอร์มาลินในอาหาร

Published June 24, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/316753

บี มาย เกสห์ : ‘ผศ.ดร.ชัชวาล วงศ์ชูสุข’ เจ้าของสิ่งประดิษฐ์ปืนวัดการปนเปื้อนฟอร์มาลินในอาหาร

บี มาย เกสห์ : ‘ผศ.ดร.ชัชวาล วงศ์ชูสุข’ เจ้าของสิ่งประดิษฐ์ปืนวัดการปนเปื้อนฟอร์มาลินในอาหาร

วันเสาร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

…เรามีความสุขที่ได้ผลิตชิ้นงานผ่านการประดิษฐ์เพราะทำให้ทีมงานได้ร่วมกันคิดและบูรณาการอย่างสนุกสนาน บนกรอบพื้นฐานความรู้ความสามารถและประสบการณ์ และต่อฐานเติมยอดสิ่งใหม่ให้กับสังคมไทยเกิดความทันสมัย มีมาตรฐานและก้าวล้ำเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์…

การประดิษฐ์คิดค้นทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ที่นอกจากจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต แล้วยังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกด้วย ดังเช่น ผศ.ดร.ชัชวาล วงศ์ชูสุขอาจารย์หนุ่มผู้รักงานสอน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ยังใส่ใจและสังเกตการเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบตัวเพื่อมองหาอุปสรรคและปัญหา แล้วนำมาแก้ไขและจัดการเพื่อสร้างชิ้นงานผ่านการประดิษฐ์ด้วยหลักการของวิชาฟิสิกส์ ที่จะทำให้คนไทยและประเทศไทยก้าวสู่ยุค 4.0 ได้อย่างแท้จริง

ผศ.ดร.ชัชวาล วงศ์ชูสุข เป็นหนึ่งในนักวิจัยจากสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับทุนพัฒนาอาจารย์และบุคลากร สำหรับสถาบันอุดมศึกษา จาก สกอ. หรือ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาให้ศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกและเข้ามาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“ภาควิชาฟิสิกส์ในปัจจุบันเป็นที่ต้องการของตลาดอาชีพในอนาคต โดยเฉพาะอาชีพกลุ่มอาจารย์ ภาคของนักวิจัย รวมทั้งวิศวกร โดยต่อปีมีผู้จบการศึกษายังไม่เยอะเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความยากของบทเรียน ในฐานะอาจารย์ได้ทราบและเข้าใจช่องว่างดังกล่าวดีจึงได้มุ่งเน้นการสอนเชิงบูรณาการทั้งภาคทฤษฏีและการทดลองเข้าไปผสมผสาน เพื่อให้นักเรียนนักศึกษารู้สึกสนุก ตื่นเต้นเมื่อได้ทำงานวิจัย และสัมผัสได้ว่าภาควิชาฟิสิกส์อยู่รอบตัวเราในทุกลมหายใจ ขณะเดียวกันถือเป็นโอกาสที่ตนและคณาจารย์จะได้เปิดรับความคิดของนักศึกษาเพื่อนำไปยกระดับการเรียนการสอนให้เข้าถึงอย่างเข้าใจ”

นอกจากการเรียนการสอนที่มุ่งมั่นพัฒนาในทุกวันผศ.ดร.ชัชวาล ยังติดตามข่าวสารทั่วไปของสังคม เพื่อมองการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลเสียต่อสังคม เพื่อนำมาเป็นโจทย์ในการประดิษฐ์ชิ้นงาน เช่น การตรวจพบสารฟอร์มาลินปนเปื้อนในอาหารหลายชนิดที่วางขายตามตลาดสด ตลาดนัด ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหารแผงลอย ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้ไม่ได้ส่งผลเสียเฉพาะผู้บริโภคในประเทศเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหารไทยอีกด้วย จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เขามุ่งมั่นการพัฒนาเซ็นเซอร์อัจฉริยะเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพมาตรฐานด้านอาหาร เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมด้วยสิ่งประดิษฐ์ที่มีชื่อว่า “เครื่องตรวจวัดการตรวจสารปนเปื้อนฟอร์มาลินในอาหาร” หรือ Smart-Gunปืนวัดการปนเปื้อนฟอร์มาลินในอาหารนั่นเอง


ปืนวัดการปนเปื้อนฟอร์มาลินในอาหาร

“ปืนวัดการปนเปื้อนฟอร์มาลินในอาหารนี้ ทำงานได้รวดเร็ว ไม่อาศัยสารเคมี วัดซ้ำไปซ้ำมาได้ ไม่มีสารเคมีของเสีย ไม่สัมผัสกับวัสดุทดสอบและสามารถบ่งบอกค่าปริมาณที่ชัดเจนเป็นตัวเลข การประมวลผลได้อาศัยชุดสมการทางคณิตศาสตร์และเทคนิคทางฟิสิกส์ สำหรับประโยชน์ใช้ตรวจวัดการปนเปื้อนในอาหารทุกชนิดทั้งของแข็งและของเหลว โดยมีค่าการตรวจวัดตั้งแต่ 0-12 ppm ระยะในการตรวจวัดสามารถวัดห่างจากสารตัวอย่างประมาณ 15 เซนติเมตร และใช้เวลาการวิเคราะห์ผลน้อยกว่า 12 วินาที ด้านตัวอุปกรณ์มีลักษณะคล้ายปืน สามารถหยิบจับได้ง่าย คล่องตัว ดูทันสมัย และฉีกกรอบรูปทรงสี่เหลี่ยมแบบเดิมๆ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของประเทศไทยมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคทั้งแง่ของการบริโภคภายในประเทศหรือการส่งออกก็ตาม”

ไม่เพียง Smart-Gun ปืนวัดการปนเปื้อนฟอร์มาลินในอาหาร เท่านั้น ผศ.ดร.ชัชวาล ยังได้ประดิษฐ์ชิ้นงานนวัตกรรมต่างๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของสังคมอย่างต่อเนื่อง อาทิ ช้อนอัจฉริยะวัดความเค็มแสดงค่าผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ได้แบบ real time ใช้งานง่าย พกพาสะดวก และนาฬิกาแจ้งเตือนสารพิษที่สามารถตรวจจับสารพิษ หรือก๊าซพิษชนิดอื่นๆ ได้ เพียงแค่เปลี่ยนแผ่นเซ็นเซอร์ตรวจจับและสามารถวัดปริมาณออกซิเจนในสถานที่ต่างๆ ได้ เหมาะกับเจ้าหน้าที่ ที่ทำงานตามโรงงานหรือ เจ้าหน้าที่กู้ภัย ที่ต้องทำงานในที่อับอากาศ โดยผลงานหลายชิ้น ได้รับรางวัลและการยอมรับจากหลากหลายสถาบัน อาทิ รางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่น สาขา วิทยาศาสตร์กายภาพ จาก สกว.และ สกอ.รางวัลเกียรติบัตรผู้เสนอผลงานวิจัยดีเยี่ยมแบบโปสเตอร์ ในการประชุมนักวิจัยรุ่นใหม่พบเมธีวิจัยอาวุโส ครั้งที่ 17 ซึ่ง ผศ.ดร.ชัชวาล บอกว่าผลสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดทีมงานที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยวิจัย นักศึกษา และสถาบันต้นสังกัดที่ให้การสนับสนุน

“เรามีความสุขที่ได้ผลิตชิ้นงานผ่านการประดิษฐ์ เพราะทำให้ทีมงานได้ร่วมกันคิดและบูรณาการอย่างสนุกสนาน บนกรอบพื้นฐานความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ตลอดจนสร้างสรรค์โอกาสเพื่อนำมาแก้ไข ปรับปรุง และต่อฐาน เติมยอดสิ่งใหม่ให้กับสังคมไทยเกิดความทันสมัย มีมาตรฐาน และก้าวล้ำเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์”

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมผลงานประดิษฐ์ของ ผศ.ดร.ชัชวาล วงศ์ชูสุข ได้ที่นิทรรศการในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2561 รวมทั้งเชิญชวนผู้สนใจร่วมนำเสนอผลงานประดิษฐ์คิดค้นเข้าร่วมจัดแสดง ระหว่างวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2561 ณ Event Hall 98-99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

บี มาย เกสห์ : อภิชาติ สวรรค์คำธร คนเบื้องหลังโทรคมนาคม

Published May 30, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/311721

บี มาย เกสห์ : อภิชาติ สวรรค์คำธร  คนเบื้องหลังโทรคมนาคม

บี มาย เกสห์ : อภิชาติ สวรรค์คำธร คนเบื้องหลังโทรคมนาคม

วันเสาร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

…ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนมีการเปลี่ยนแปลง เก่าไปใหม่มา เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมก็เช่นกัน พูดได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงและเติบโตแบบก้าวกระโดด และนับจากนี้จะยิ่งมาเร็วไปเร็วมากขึ้น…

ทุกวันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่รอบตัวต่างใช้สมาร์ทโฟนเชื่อมต่อ รับ-ส่ง ข้อมูลกันตลอดเวลา แต่ทราบหรือไม่ว่า เบื้องหลังของการติดต่อสื่อสารแบบไร้สายและการใช้อินเตอร์เนตนั้น คือระบบโครงข่ายโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพสูง ซึ่งสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจ รวมทั้งเชื่อมโยงการสื่อสารข้อมูลระหว่างกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

อภิชาติ สวรรค์คำธร ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์สื่อสารข้อมูล บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ผู้อยู่เบื้องหลังการวางระบบเชื่อมโยงสื่อสารโทรคมนาคมให้กับบุคคลและธุรกิจมากมาย จากคนทำงานด้านเทคนิค ที่เก็บตัวอยู่กับอุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ผู้ซึ่งผ่านประสบการณ์ในการพัฒนาธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมมาหลายยุคสมัย ประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้ทำให้เขาได้เห็นความก้าวล้ำของเทคโนโลยีการสื่อสารที่เข้ามามีบทบาทในเกือบทุกนาทีของชีวิตในปัจจุบัน และที่สำคัญเขามองเห็นความล้ำยุคของการสื่อสารที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและจะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั่วโลกที่เราแทบไม่ทันได้สังเกตหรือรู้ตัว

อภิชาติ เริ่มงานด้าน Operation ด้วยความทุ่มเทด้วยใจรักในงานบริการ โดยนอกจากการให้บริการในช่วงเวลาปกติแล้ว การเฝ้าระวังมอนิเตอร์ระบบเครือข่ายสำหรับการใช้งานของลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่ในขณะนั้นจะเป็นลูกค้ากลุ่มองค์กรธุรกิจ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องถือเป็นภารกิจที่สำคัญในหน้าที่ความรับผิดชอบ

“กว่า 20 ปีก่อน เครือข่ายเชื่อมโยงสำหรับระบบโทรคมนาคมยังเป็นการลงทุนในระยะเริ่มต้น เส้นทางระบบเคเบิลใต้น้ำยังมีไม่มากนัก ทำให้การออกแบบเชื่อมโยงในเส้นทางหลัก/สำรองจะมีต้องมีการบริหารจัดการ และดูแลอย่างใกล้ชิดให้พร้อมสำหรับการเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งเราก็สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ผ่านไปได้ด้วยดีมาโดยตลอดในยุคแรก ผู้ให้บริการของประเทศต่างๆ ที่ต้องการเชื่อมโยงผ่านหรือเข้ามาในประเทศไทยเพื่อให้บริการกับลูกค้า จะมุ่งมาที่การเชื่อมโยงกับ CAT ซึ่งเป็นผู้ให้บริการหลักสำหรับเครือข่ายระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้ผมได้ประสบการณ์ทั้งการให้บริการในประเทศและระหว่างประเทศ อีกทั้ง มีความใกล้ชิดกับผู้ประกอบการโทรคมนาคมในนานาประเทศ ทำให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยโดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศพัฒนา ซึ่งส่งผลให้ได้เรียนรู้ในเรื่องของการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและได้นำมาใช้ในงานพัฒนาธุรกิจในปัจจุบัน”

ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนมีการเปลี่ยนแปลง เก่าไปใหม่มาเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมก็เช่นกัน พูดได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงและเติบโตแบบก้าวกระโดด และนับจากนี้จะยิ่งมาเร็วไปเร็วมากขึ้น

“สังเกตกันไหมว่าเราเปลี่ยนมือถือเครื่องใหม่เกือบทุกๆ 2 ปี สำหรับการใช้งานปกติ โดยที่เรารู้สึกเหมือนว่าใช้มานานกว่านั้น และสำหรับความต้องการในเครื่องใหม่เราก็ต้องการสมรรถนะที่มากกว่าเดิม เช่น หน่วยความจำหรือพื้นที่ฮาร์ดดิสก์เพิ่มขึ้นอีกกว่าเท่าตัว หรืออาจจะต้องการมากกว่านั้น ในธุรกิจสื่อสารข้อมูลก็เช่นกัน ลูกค้า มีความต้องการแบบ Double Quality ทั้งความต้องการด้านปริมาณแบนด์วิดท์ (Double Bandwidth), คุณภาพของระบบอุปกรณ์เชื่อมต่อ และมีเดียส่งสัญญาณ

ซึ่งธุรกิจสื่อสารข้อมูลของ CAT เราเน้นในเรื่องของคุณภาพการให้บริการด้วยความซื่อสัตย์เป็นสำคัญโดยเราจะให้คำปรึกษาเกี่ยวกับรูปแบบบริการตามปริมาณความต้องการใช้งานจริงในธุรกิจของลูกค้า ซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่ตัวเลข Double Bandwidth ในเชิงปริมาณ แต่สามารถตอบสนองความต้องการ Double Quality ของลูกค้าได้ในเชิงคุณภาพ เช่น การวางระบบสำรองเครือข่าย ข้อมูล หรือการแชร์ใช้ระบบเครือข่ายภายใน ซึ่งทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในการใช้บริการได้อย่างต่อเนื่องและเต็มประสิทธิภาพคุ้มค่าการลงทุน และสามารถเพิ่มผลกำไรให้กับองค์กรได้อย่างแท้จริง”

ในฐานะที่อยู่ในแวดวงนี้และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จคนหนึ่งของ CAT อภิชาติ ให้ความเห็นเกี่ยวกับเทรนด์เทคโนโลยีของธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมปีหน้า หรืออนาคตจะไปในทิศทางใด

“ในอนาคตผลิตภัณฑ์ บริการด้านไอทีจะเดินไปในทิศทางของ Smart Mode เป็นหลัก คือการที่ระบบ-อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รอบตัวเราจะสามารถรับ-ส่งข้อมูล ประมวลผล วิเคราะห์ผล และตอบสนองต่อเรา และหรือบุคคล หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้แบบ Real-time แม้ว่าจะมีการพูดถึงเทรนด์ของ IT, Digital Transformation, Digital Based Service หรืออื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่มุ่งไปยัง Smart Concept ทั้งสิ้น ความก้าวหน้าทางดิจิทัลเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากกับทุกภาคส่วนในสังคม ซึ่งสังคมได้เกิดการเรียนรู้และปรับตัวมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บุคลากรในสาขาวิชาชีพต่างๆ มีความตื่นตัวที่จะเรียนรู้ในการปรับใช้ดิจิทัลในสาขาวิชาชีพของตนเอง และนั่นจะเป็นการเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันในระดับบุคคล ไปจนถึงระดับองค์กรและระดับประเทศต่อไป”

ในฐานะที่เราเป็นผู้ใช้บริการนอกจากจะตามให้ทันกับเทคโนโลลีการสื่อสารโทรคมนาคมใหม่ๆ ที่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงกันแบบวินาทีต่อวินาทีแล้ว ที่สำคัญเรายังต้องรู้จัก “ใช้ให้เป็น” เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเองและสังคมประเทศ ให้สมกับที่เป็นคนไทยยุค 4.0 อีกด้วย

บี มาย เกสห์ : ณิชชา ธนาลงกรณ์ พิสูจน์ฝีมือด้านแฟชั่น ส่งแบรนด์ NICHA โกอินเตอร์

Published April 26, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/306499

บี มาย เกสห์ : ณิชชา ธนาลงกรณ์ พิสูจน์ฝีมือด้านแฟชั่น ส่งแบรนด์ NICHA โกอินเตอร์

บี มาย เกสห์ : ณิชชา ธนาลงกรณ์ พิสูจน์ฝีมือด้านแฟชั่น ส่งแบรนด์ NICHA โกอินเตอร์

วันเสาร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

…การที่เราเริ่มต้นอะไรด้วยตัวเอง แน่นอนว่ามันยากทำให้เราต้องมีแพชชั่น (Passion)อย่างแรงกล้ามากที่จะทำให้มันสำเร็จตัวณัฏกับแบรนด์ NICHA จึงเป็นการเรียนรู้และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไปพร้อมๆ กัน…

เพราะได้เลือดนักสู้มาจากอาม่า จินตนา ธนาลงกรณ์ ผู้ก่อตั้งและสร้างแบรนด์ “จินตนา” ให้เป็นแบรนด์ชุดชั้นในสตรีอันดับหนึ่งของเมืองไทย หลานสาวร่างเล็กอย่าง ณัฏ-ณิชชา ธนาลงกรณ์ จึงสู้
ไม่ถอยกับการปลุกปั้นแบรนด์เสื้อผ้า “NICHA” ที่หลายอย่างต้องลองผิดลองถูก สะสมประสบการณ์ทั้งด้านแฟชั่นและการบริหารธุรกิจ มาถึงวันนี้ 4 ปี ที่แบรนด์ NICHA เติบโตอย่างช้าๆ แต่มั่นคง ซึ่งพิสูจน์ได้เพราะไม่ใช่แค่สาวไทยเท่านั้น ตอนนี้เสื้อผ้าแบรนด์ NICHA มีตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศอีกด้วย

ย้อนไปเมื่อ 4 ก่อน ในวันที่ตัดสินใจจะสร้างธุรกิจของตัวเอง ณิชชา ในฐานะดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ NICHA เล่าว่า “ในวันที่ตัดสินใจเดินเข้าไปบอกแม่ (วิยะดา ธนาลงกรณ์) ว่าจะทำแบรนด์ของตัวเอง แม่ไม่ห้าม ท่านบอกว่าอยากทำให้ทำเลย เพราะแม่ส่งเราเรียนจบปริญญาตรีมาแล้ว การที่แม่ให้ณัฏยืมเงินมาลงทุน ก็เหมือนกับการเรียนเพื่อให้ได้ปริญญาชีวิต ซึ่งมันก็จริงมาก จากวันแรกที่ลงมือทำจนถึงวันนี้ ณัฏ มีล้ม มีเจ็บ มีผิดหวัง แต่ทั้งหมดมันคือบทเรียนที่ทำให้เรามีความอดทน มีความเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่เกิดขึ้นตอนที่เราเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย ก็มีหลายคนบอกว่าบ้านเราก็มีธุรกิจอยู่แล้ว จะมาทำตรงนี้อีกทำไม แต่ในความคิดของณัฏมองว่า การที่เราเริ่มต้นอะไรด้วยตัวเอง แน่นอนว่ามันยาก ทำให้เราต้องมีแพชชั่น (Passion) อย่างแรงกล้ามากที่จะทำให้มันสำเร็จ ตัวณัฏกับแบรนด์ NICHA จึงเป็นการเรียนรู้และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไปพร้อมๆ กัน”

การทำงานแฟชั่น หน้าที่ของดีไซเนอร์ คือการออกแบบเสื้อผ้าที่ไม่เฉพาะแต่สนองความต้องการของตัวดีไซเนอร์ หรือมองแค่เทรนด์เท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงผู้สวมใส่ ซึ่งเป็นลูกค้าที่จะสนับสนุนแบรนด์ให้ก้าวต่อไปได้ “คำติชม” จึงเป็นสิ่งที่แบรนด์ NICHA ไม่เคยละเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าคนสำคัญที่ชื่อ วิยะดา ธนาลงกรณ์

“เชื่อไหมว่าตอนที่ณัฏออกคอลเลคชั่นแรก คุณแม่นี่ส่ายหัวเลย ประมาณว่าแกทำอะไรของแก คอลเลคชั่นที่ผ่านมาคุณแม่ก็ซื้อนะ แต่ไม่เคยใส่ จนมาถึงคอลเลคชั่นนี้คุณแม่พูดมาคำนึงว่า “ดีแล้ว” ไม่ใช่แค่นั้น แต่เราเห็นท่านใส่ทุกชุดที่ซื้อไป ทำให้ณัฏดีใจมากเลย มันก็เป็นสิ่งที่แสดงว่าคุณแม่ยอมรับในสิ่งที่เราทำว่าณัฏสามารถทำแบรนด์มาได้ถูกทางแล้วนะ ใครชมยังไม่ดีใจเท่าที่คุณแม่ชมจริงๆ ค่ะ”

เมื่อถามถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์คอลเลคชั่นณัฏ บอกว่า มักจะเกิดจากสิ่งรอบตัวที่ได้พบเจอในช่วงเวลานั้นๆ ที่ทำให้เธอมีความสุข มีความสบายใจ แต่สำหรับคอลเลคชั่น ฟอลล์/วินเทอร์ 2017-2018 ที่เพิ่งเปิดตัวไป แรงบันดาลใจเกิดในช่วงที่เธอกำลังรู้สึกเหนื่อยที่จะต้องทำหลายๆ สิ่งที่มีอยู่ในมือให้ดีในทุกๆ เรื่อง

“เป็นช่วงเวลาที่ณัฏต้องเดินทางบ่อยมาก งานสำหรับคอลเลคชั่นใหม่ก็ต้องคิด งานบริหารก็ต้องทำ รู้สึกว่าเราทำอะไรอยู่ เหนื่อยมากจริงๆ แล้วแว่บนึงก็นึกถึงอาม่าเลยค่ะ อาม่าเป็นไอดอลของณัฏด้วย เพราะณัฏจะสนิทกับอาม่ามาก ตั้งแต่เด็กเราก็เห็นว่าท่านทำงานหนัก ดูแลบ้าน ดูแลธุรกิจ ดูแลลูกน้องอย่างดี ออกแบบตัดเย็บชุดชั้นในเองอีก ท่านก็ยังทำได้ดีทุกเรื่องแล้วเราทำแค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้ ก็ทำให้ณัฏเกิดแรงบันดาลใจโดยหยิบยกเอางานออกแบบชุดชั้นในของอาม่ามาตีความใหม่ บวกกับอิทธิพลการแต่งกายในยุค 50’s ซึ่งเป็นยุคที่แนวความคิดความเสมอภาคเท่าเทียมระหว่างชายหญิงกำลังเข้ามาในบ้านเรา แฟชั่นเสื้อผ้าต่างๆ ก็เริ่มชี้ทางไปตามความต้องการของผู้หญิงมากขึ้น ซึ่งก็คือเสื้อผ้าของ NICHA ในคอลเลคชั่น ฟอลล์/วินเทอร์ 2017-2018 และณัฏ ก็ตั้งชื่อคอลเลคชั่นนี้ว่า Reminiscence หรือความทรงจำ เพื่อให้เป็นที่ระลึกถึงอาม่า”

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า NICHA ไม่ได้ถูกอกถูกใจเป็นที่ยอมรับของสาวไทยเท่านั้น ตอนนี้ NICHA โกอินเตอร์ ได้อย่างมั่นใจในการยอมรับของแบรนด์

“ตอนนี้ที่คุยกันแล้วเรียบร้อยมี 4 ประเทศ มาเลเซีย จีน อินเดีย และออสเตรเลีย ณัฏ พยายามที่จะเจาะตลาดโซนเอเชียก่อน เพราะตลาดแฟชั่นโซนเอเชียเป็นตลาดที่ดีไซเนอร์หรือเจ้าของธุรกิจเล็กๆ อย่างณัฏ ยังมีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับฝั่งยุโรป มีบ้างที่ติดต่อเข้ามาแบบสั่งซื้อเป็นพันตัว แต่เราก็ต้องปฎิเสธไปก่อน เพราะเราไม่ใช่แบรนด์ที่จะตัดเย็บแบบโรงงานอุตสาหกรรมอย่างนั้น อีกอย่างณัฏไม่รีบที่โตแบบก้าวกระโดด อยากให้ค่อยเป็นค่อยไป เอาให้ชัวร์ดีกว่า ดูว่าเราคุยกับใครแล้วเข้ามีแนวคิดเดียวกับเรา เข้ากันได้ก็ถึงจะตัดสินใจทำด้วยกันแบบนั้นดีกว่า”

แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าตัวก็ยังออกปากว่า การเดินทางของแบรนด์ NICHA ยังไม่ถึงจุดที่เรียกว่าประสบความสำเร็จ

“ตอนนี้ไม่รู้สึกถึงคำนั้นเลยค่ะ มันเร็วไปถ้าจะพูดว่าประสบความสำเร็จ แต่เรียกว่าเราพัฒนาก้าวหน้าขึ้นมากจากวันแรกทั้งในด้านของงานแฟชั่น และการบริหารธุรกิจ คือแบรนด์เป็นที่รู้จัก คนยอมรับ ยอดขายดี ส่วนตัวณัฏก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มากขึ้นทุกวัน และจะหยุดพัฒนาตัวเองไม่ได้ ถ้าถามว่าจุดที่ประสบความสำเร็จของณัฏคืออะไร หนึ่งคือ ใช้ทุนคืนแม่ได้หมด สองคือการเห็น NICHA เป็นแบรนด์ไทยไปเติบโตในต่างประเทศ แต่ณัฏคิดว่าคำว่าประสบความสำเร็จมันไม่ใช่แค่นั้น เมื่อเราโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น จุดประสบความสำเร็จมันก็เขยิบขึ้นไปอีก เราก็ต้องทำต่อไปอีก”

แต่ถ้าขนาดว่าที่เจ้าสาว มาร์กี้-ราศรี บาเล็นซิเอก้า ยังเลือกใช้บริการให้ NICHA ออกแบบตัดเย็บชุดเพื่อนเจ้าสาวระดับนางเอกตัวแม่ของวงการทั้ง 14 นาง ในพิธีวิวาห์สุดอลังส่งท้ายปีนี้แล้วล่ะก็การันตีฝีมือของเธอคนนี้ได้เป็นอย่างดี…จริงไหมล่ะคะ

บี มาย เกสห์ : นิศานาถ ธรรมเกษีรัตนา สาวนักบริหารการศึกษา ใช้‘สมาธิ’พัฒนาการเรียนรู้

Published April 1, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303751

บี มาย เกสห์ : นิศานาถ ธรรมเกษีรัตนา  สาวนักบริหารการศึกษา  ใช้‘สมาธิ’พัฒนาการเรียนรู้

บี มาย เกสห์ : นิศานาถ ธรรมเกษีรัตนา สาวนักบริหารการศึกษา ใช้‘สมาธิ’พัฒนาการเรียนรู้

วันเสาร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

…ทุกวันนี้เราไม่ได้โฆษณาตัวเองมากนัก แต่เราสามารถอยู่ในธุรกิจนี้ได้มากกว่า 30 ปี เป็นเพราะพ่อ แม่ ผู้ปกครอง เห็นในผลงานและความตั้งใจของเรา สิ่งเหล่านี้ก็ถูกพูดกันไปปากต่อปาก ในฐานะครูเราก็มีความสุขที่เห็นเด็กๆ เติบโตไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยดีๆ ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ…

The American School of Bangkok หรือ ASB เดิมชื่อ โรงเรียนนานาชาติดิษยะศริน นับว่าเป็นโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกๆ ของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2527 นับจนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 33 ปีแล้ว จนขึ้นชั้นโรงเรียนนานาชาติที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้โรงเรียนแห่งนี้ยังคงก้าวหน้าไม่หยุดยั้ง ก็คือผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง นิศานาถ ธรรมเกษีรัตนา รองผู้อำนวยการโรงเรียนคนเก่ง และยังเป็น “มิสกิ๊ฟ” คุณครูคนสวยใจดีของเด็กๆ อีกด้วย

“ASB เป็นโรงเรียนนานาชาติที่สอนด้วยระบบอเมริกัน สาเหตุที่เป็นระบบอเมริกันก็คือคุณพ่อ คุณแม่ ท่านเป็นนักเรียนเก่าอเมริกา และมีความประทับใจและเชื่อมั่นในระบบการเรียนการสอนของอเมริกามาก เมื่อท่านเปิดกิจการโรงเรียนท่านจึงเลือกใช้ระบบอเมริกัน แม้แต่ตัวเองก็เป็นนักเรียนเก่าอเมริกาเช่นกัน จุดแข็งของระบบอเมริกัน คือ ครูผู้สอนมีหน้าที่ดึงสิ่งที่เป็นจุดแข็งหรือเป็นทาเล้นท์ของเด็กออกมา และส่งเสริมให้เขาได้เรียนรู้ในสิ่งที่เด็กสนใจ การให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการเรียนการสอน การแสดงความคิดเห็นที่ไม่ใช่การโต้เถียงเพื่อเอาชนะ จึงทำให้เด็กรู้ว่าเขาควรจะไปในทิศทางใด มีความกล้าแสดงออก มีเหตุผล สามารถยอมรับความเห็นต่าง แต่นั่นยังไม่พอ สำหรับนักเรียนของ ASB ยังจะต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความเป็นผู้ให้ รู้จักการทำประโยชน์เพื่อสังคมด้วย เป็นผู้มีความเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกควบคู่ไป”

ในการบริหารโรงเรียนในฐานะ “รองผู้อำนวยการ” เธอได้พัฒนาโรงเรียนในหลากหลายมิติ ทั้งระบบการบริหาร บุคลากร โดยเฉพาะการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของนักเรียนโดยนำ “อาณาปาณสติ” มาบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับวัยของนักเรียน

“แนวทางนี้เกิดจากตอนที่ไปเรียนต่อปริญญาโท มหาวิทยาลัย Columbia New York ที่อเมริกา หลักสูตรที่โน่นจะมีวิชาทำสมาธินับเป็นหน่วยกิตที่นักศึกษาทุกคนต้องลง นั่นแสดงว่าแม้แต่ฝรั่งเองเขาก็ยอมรับว่า การทำสมาธิแบบพุทธเราเป็นเรื่องที่ดี และตัวเราเองเป็นพุทธศาสนิกชนที่ได้ศึกษาธรรม วิปัสสนากรรมฐานมาในระดับหนึ่ง

จึงได้มีการพัฒนาหลักสูตรการทำสมาธิให้เหมาะสมกับวัยของเด็กๆ เช่น เด็กอนุบาลเป็นการทำสมาธิผ่านเกมส์ การระบายสี และบูรณาการร่วมกับการเรียนการสอนในรายวิชาต่างๆ เช่น พลศึกษา ศิลปะ วิชาดนตรี เป็นต้น ซึ่งจากการติดตามผลเราเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเด็กที่มีสมาธิต่อการเรียนหนังสือ การเล่นกีฬา รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กๆ อีกด้วยค่ะ”

แม้จะเป็นโรงเรียนเอกชน ที่ดำเนินธุรกิจด้านการศึกษาก็ตาม แต่ มิสกิ๊ฟ แห่ง ASB บอกว่า เมื่อมีธรรมในใจ ธุรกิจจะเป็นเรื่องรอง เพราะการให้วิชาความรู้และทักษะชีวิตที่จะเป็นพื้นฐานการดำรงชีวิตของลูกศิษย์ คือเป้าหมายสำคัญ

“โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยมีหลายร้อยโรงเรียนแต่ ASB มีสิ่งที่มุ่งหวังคือการเห็นเด็กๆ จบจาก ASB แล้วเขาสามารถก้าวไปสู่โลกภายนอกได้อย่างมั่นคง และกิ๊ฟคิดว่าเราก็มาถูกทางแล้ว ทุกวันนี้เราไม่ได้โฆษณาตัวเองมากนัก แต่เราสามารถอยู่ในธุรกิจนี้ได้มากกว่า 30 ปี เป็นเพราะพ่อ แม่ ผู้ปกครอง เห็นในผลงานและความตั้งใจของเรา ในฐานะครูเราก็มีความสุขที่เห็นเด็กๆ เติบโตไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยดีๆ ทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ”

นอกจากบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติ และการเป็นครูแล้ว ยังมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญคือการเป็น คุณแม่ลูกสาม ที่อยู่ในวัยกำลังเติบโต เธอจึงต้องบริหารเวลาให้ลงตัวในทุกหน้าที่

“ก่อนหน้านั้นแต่งงานแต่ยังไม่มีลูก ก็สามารถทุ่มเทเวลาให้กับโรงเรียนและลูกศิษย์ได้อย่างเต็มที่ แต่พอมามีลูกๆ ซึ่งอยู่ในวัยที่กำลังเรียนรู้และต้องการความรัก ความอบอุ่นของพ่อแม่ เราก็ต้องจัดสรรเวลาให้เขาอย่างเต็มที่

เวลาของครอบครัวก็ต้องให้เขา ในการเลี้ยงลูกหรือกับนักเรียนก็ตามกิ๊ฟเชื่อว่าถ้าเราอยากให้เขาเป็นอย่างไร เราต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและทำให้เขาเห็น ที่สำคัญคือไม่เลี้ยงลูกแบบยัดเยียด เช่น การเรียนเขาอาจจะเรียนไม่เก่งในวิชาเลข แม่ก็จะไม่บังคับว่าเขาต้องเรียนพิเศษ ต้องเรียนให้เก่ง เพราะเชื่อว่าเมื่อวันหนึ่งที่ลูกพร้อมเขาจะสามารถทำได้ด้วยตัวเอง”

ด้วยความที่สนใจศึกษาธรรม และวิปัสสนากรรมฐานมานานกว่า 25 ปี นิศานาถ บอกว่า ทำให้เธอมี “สติ” ก่อการใช้ชีวิต

“การมีธรรม มีสติ ทำให้เรามองอะไรได้อย่างถี่ถ้วน แต่อาจเกิดความผิดพลาดบ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย เพียงแค่ทำหน้าที่ในแต่ละบทบาทอย่างที่ดีที่สุด มีเวลาที่จะไปปฺฏิบัติธรรม มีเวลาไปทำประโยชน์เพื่อสังคมเท่านี้ก็มีความสุขแล้วค่ะ”

บี มาย เกสห์ : พญ.อณัฏฐ์ชา อัศดามงคล ‘ตัวจริง’ เรื่องผิวพรรณและความงาม

Published March 10, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/301006

บี มาย เกสห์ : พญ.อณัฏฐ์ชา อัศดามงคล ‘ตัวจริง’ เรื่องผิวพรรณและความงาม

บี มาย เกสห์ : พญ.อณัฏฐ์ชา อัศดามงคล ‘ตัวจริง’ เรื่องผิวพรรณและความงาม

วันเสาร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

…หลักในการทำงานของเราคือ จะต้องเป็น The Best Professional วงการความงามมันต้องอัพเดทสิ่งใหม่ตลอดเวลา และปัจจุบันนี้คนไข้เข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย และผลลัพธ์ที่ดีเท่านั้นถึงจะคงอยู่ได้ในอนาคต…

ธุรกิจคลินิกดูแลผิวพรรณและเสริมความงาม เป็นธุรกิจที่มีอนาคตสดใสและเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องสวยๆ งามๆ แลดูอ่อนกว่าวัยใครๆ ก็อยากมี จึงทำให้คลินิกผิวหนังเกิดขึ้นมากมาย แต่ใครจะเป็น “ตัวจริง”ในวงการได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกโซเชียลมีส่วนช่วยในการกระจายข่าวสารไปไวปานติดจรวด “คุณภาพ”เท่านั้นที่จะการันตีและทำให้อยู่ในวงการนี้ได้อย่างมั่นคง เช่นเดียวกับ พญ.อณัฏฐ์ชา อัศดามงคล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ที่ทำให้ “มิเนอร์วา คลินิก” (Minerva Clinic) โฮลิสติก สกินแคร์ แอนด์ บิวตี้ เซ็นเตอร์ เป็นที่หนึ่งในใจลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติมานานกว่า 5 ปี

พญ.อณัฏฐ์ชา อัศดามงคล หรือ หมอเจี๊ยบ หลายคนคงจะคุ้นหูนามสกุลของเธอเป็นแน่ เพราะนามสกุลนี้คือเจ้าของโรงพยาบาลบางมด ที่มีชื่อด้านศัลยกรรมความงามนั่นเอง

“พอเรียนจบหมอ ก็มาเปิดคลินิกของตัวเอง เพราะเราถนัดด้านผิวหนัง อยากทำคลินิกที่ทุกคนเข้าถึงได้ ปีแรกๆ ก็เปิด 2 สาขา หมอก็ต้องวิ่งรอกดูแลคนไข้ ก็เลยตัดสินใจปิดทั้งสองสาขา ย้ายคลินิกมาอยู่ที่สยามพารากอนที่เดียว เพราะหมอตั้งใจที่จะดูแลคนไข้ด้วยตัวเอง ไม่อยากมีหมอเยอะๆ เพราะใช่ว่าทุกคนจะมีความคิดเห็นที่เหมือนกัน อีกอย่างคือ ถ้าเรามีหลายสาขา มีหมอหลายคน การคุมคุณภาพการรักษาและบริการเป็นเรื่องยาก เพราะหมอเข้าใจคนไข้ที่เข้ามาหาก็อยากเจอหมอเต็มที่ ไม่ใช่เจอหน้าหมอสองนาที จากนั้นก็เป็นพยาบาล อันนี้เป็นคอนเซ็ปต์เป็นความตั้งใจของหมอเองเลย”

“มิเนอร์วา คลินิก” โฮลิสติก สกินแคร์ แอนด์ บิวตี้ เซ็นเตอร์ ให้บริการแก้ไขจุดบกพร่องบนใบหน้าและร่างกาย การดูแลผิวพรรณ ทั้งปัญหาริ้วรอย ร่องลึก ผิวหน้าไม่เนียนเรียบ ปัญหาจุดด่างดำ กระ ฝ้า ผิวไม่กระชับเกิดการหย่อนคล้อย ปัญหาไขมันส่วนเกินต่างๆ อีกทั้ง ยังช่วยเติมในส่วนที่ขาด โดยคุณหมอเจี๊ยบ ได้อัพเดทนวัตกรรมที่กำลังมาแรงในการดูแลผิวพรรณตอนนี้ว่า

“นวัตกรรมเรื่องความงามมีใหม่เข้ามาตลอด เช่น การฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือร้อยไหม ยังไม่ถึงกับเอ้าท์ แต่ความนิยมก็ลดลง เพราะของใหม่เข้าแทนที่ เช่น การฉีดไขมันบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นการนำไขมันของตัวคนไข้เองมาผ่านกระบวนการให้ได้ไขมันบริสุทธิ์แล้วฉีดกลับเข้าไปในส่วนที่เราต้องการเติมเต็ม หรือแก้ไขปัญหาผิวพรรณ

นอกจากการฉีดไขมันแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่มาแรงก็จะเป็นเรื่องของการฉีด โกรท แฟคเตอร์ (Growth Factor) ได้จากการนำเอาเลือดของคนไข้เองมาทำการปั่นแยกชั้น โดยเมื่อปั่นแล้วเลือดจะแยกตัวออกมาเป็น 3 ชั้น ชั้นที่ 1 คือ Platelet poor plasma ชั้นที่ 2 คือ Platelet-Rich Plasma และชั้นที่ 3 คือเม็ดเลือดแดงที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งเจ้า โกรท แฟคเตอร์ จะอยู่ในชั้นที่ 2 โดยคุณสมบัติของโกรท แฟคเตอร์ คือเป็นตัวที่ไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ที่อยู่ในชั้นคอลลาเจน ทำให้คอลลาเจนในตัวเราฟูกลับขึ้นมาใหม่ ถ้าฉีดที่ใบหน้าก็จะช่วยเรื่องความกระจ่างใส ริ้วรอย จุดด่างดำต่างๆ หรือฉีดที่บริเวณหนังศีรษะ ก็ช่วยกระตุ้นการเกิดใหม่ของเส้นผมได้ ซึ่งการฉีดไขมัน และโกรท แฟคเตอร์ นั้นมีความปลอดภัยสูงเพราะเป็นสารเติมเต็ม หรือสารกระตุ้นที่ได้จากร่างกายของตัวคนไข้เอง ที่สำคัญต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น”

กว่า 5 ปีที่ มิเนอร์วา คลินิก เปิดให้บริการมา แม้ปัจจุบันจะมีเพียงสาขาเดียว แต่ขอบอกว่าได้รับความไว้วางใจมีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

“หลักในการทำงานของเราคือ จะต้องเป็น The Best Professional วงการความงามมันต้องอัพเดทสิ่งใหม่ตลอดเวลา และปัจจุบันนี้คนไข้เข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย และผลลัพธ์ที่ดีเท่านั้นถึงจะคงอยู่ได้ในอนาคต หมอจึงเน้นถึงความพึงพอใจของคนไข้เป็นสูงสุด ความจริงใจ การให้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริง ความปลอดภัย ราคาที่สมเหตุสมผล รวมถึงผลลัพธ์หลังทำ และการติดตามผลในการบริการ สิ่งเหล่านี้ทำให้ลูกค้าไทยและต่างชาติเกือบทั้งหมดก็จะกลับมาใช้บริการต่อเนื่องค่ะ”

ไม่เพียงแต่ทุ่มเทให้กับการทำงานเท่านั้น คุณหมอเจี๊ยบ ยังเผยถึงหลักการใช้ชีวิตว่า ต้องมีความสุขทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต

“หมอไม่ได้ทำงานเพื่อไปมีความสุขตอนแก่ แต่ในระหว่างทางเราก็ต้องมีความสุขด้วย กับทั้งตัวเราและครอบครัว ฉะนั้นต้องแบ่งเวลาให้กับทั้งงานและครอบครัว เพราะตอนนี้เราไม่ได้มีบทบาทเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างเดียว แต่เราเป็นทั้งภรรยา และเป็นแม่ ซึ่งการสร้างความสุขให้กับตัวเองคือ การคิดบวก เพราะการคิดบวกนอกจากจะทำให้เรารู้สึกดีแล้วยังส่งผลให้คนรอบข้างรู้สึกดีไปด้วย ถ้าเรากลัวหรือคิดแต่ในด้านลบ ก็จะพลอยทำให้คนรอบข้างกลัวไปด้วย เราก็จะไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้ใครได้ ทั้งกับลูกน้องและครอบครัวเรา”

ท้ายสุดสำหรับอนาคตของมิเนอร์วา คลินิก คุณหมอเจี๊ยบ บอกว่า มีความสุขกับที่เป็นอยู่ แม้ปัจจุบันจะมีคลินิกความงามเกิดขึ้นมากมาย แต่เธอก็ไม่กังวล เพราะเธอเชื่อว่าความเป็นมืออาชีพ ความจริงใจในวิชาชีพ และความจริงใจต่อคนไข้ นั่นจะทำให้ มิเนอร์วา คลินิก เป็น “ตัวจริง” ในวงการนี้ได้อย่างยาวนาน

บี มาย เกสห์ : ดร.สิทธิชัย สมานชาติ สร้างงานวิจัยต่อลมหายใจผ้าทออีสาน

Published February 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293615

บี มาย เกสห์ : ดร.สิทธิชัย สมานชาติ  สร้างงานวิจัยต่อลมหายใจผ้าทออีสาน

บี มาย เกสห์ : ดร.สิทธิชัย สมานชาติ สร้างงานวิจัยต่อลมหายใจผ้าทออีสาน

วันเสาร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.
%d bloggers like this: