บี มาย เกสท์

All posts tagged บี มาย เกสท์

บี มาย เกสท์ : ‘รณิดา เหลืองฐิติสกุล’ ชีวิตนี้…ทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ

Published May 26, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/371748

บี มาย เกสท์ : ‘รณิดา เหลืองฐิติสกุล’ ชีวิตนี้...ทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ

บี มาย เกสท์ : ‘รณิดา เหลืองฐิติสกุล’ ชีวิตนี้…ทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ

วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อาชีพ “ข้าราชการ” นับว่าเป็นงานที่มีความมั่นคงมีเกียรติ หากเป็นข้าราชการระดับสูงก็มีคนนับหน้าถือตา ในขณะเดียวกัน “ข้าราชการ” ก็ถูกมองว่าเป็นงานสบาย ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม แต่นั่นไม่ใช่ “ข้าราชการ” ในความคิดของรณิดา เหลืองฐิติสกุล หัวหน้าสำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ ข้าราชการผู้ยึดมั่นในคุณธรรมและปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเข้มแข็ง เพราะตระหนักดีว่า ข้าราชการ คือผู้ทำงานเพื่อประชาชนและแผ่นดิน ที่สำคัญเงินเดือนข้าราชการล้วนมาจาก “ภาษีของประชาชน”

รณิดา เล่าว่า มีความตั้งใจที่จะเข้ารับราชการมาตั้งแต่วัยเด็ก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะค่านิยมของพ่อแม่ในยุคเก่าที่อยากเห็นลูกรับราชการ เมื่อเรียนจบและสามารถสอบบรรจุเป็นข้าราชการได้ดังที่ตั้งใจ เธอจึงมุ่งมั่นที่จะทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่และดีที่สุด

“ดิฉันมีอริยสงฆ์ 2 รูป ที่นับถือ คือท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี และ หลวงปู่แบนวัดดอนธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร ทั้งสองท่านเป็นพระสงฆ์ที่ไม่มีเงินเดือนแต่ท่านออกทำงานแจกจ่ายให้คนยากจน สร้างโรงพยาบาล คือนอกจากเผยแพร่พระพุทธศาสนา ท่านยังสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ ทำไมท่านถึงทำได้ แต่ตัวเราเองเป็นข้าราชการ กินเงินหลวง จะนิ่งเฉยอย่างไร จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ดิฉันทุ่มเททำงานให้ประเทศชาติและประชาชน ซึ่งตัวเราเองก็เชื่อว่านี่คือโอกาสที่เราได้ทำบุญอีกทางหนึ่ง”

จากข้าราชการตำแหน่งเล็กๆ ไต่เต้าจนมาถึงตำแหน่ง หัวหน้าสำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ รณิดา บอกว่า ก็ยังไม่ใช่ตำแหน่งใหญ่โตอะไร แต่เป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบสูง

“ตั้งแต่รับราชการมา ดิฉันกล้าพูดได้ว่าตนเองเป็นคนจริงจังกับงาน ทุ่มเท ยึดความสำเร็จที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ เพราะงานราชการ เราทำงานด้วยงบประมาณที่มีจำกัด และเป็นเงินภาษีประชาชน ดังนั้น เราต้องเอาประโยชน์ของประโยชน์และประเทศชาติเป็นที่ตั้ง นี่คือสิ่งที่ยึดถือมาตลอดชีวิตการเป็นราชการ

มีหลายๆ ครั้งก็คิดนะว่าพี่ๆ น้องๆ ที่ทำงานกับเรา เขาจะรำคาญเราหรือเปล่า เขาจะเหนื่อยมากไปไหม เราใช้งานเขาหนักไปไหม แต่ดิฉันก็จะบอกกับผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดว่า งานของเรา คืองานที่ต้องนึกถึงประชาชนและประเทศชาติ เมื่อได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชามาแล้ว เราต้องทำให้เต็มที่ ก่อนทำงานก็ต้องวางแผนให้ดี ทำงานเสร็จแล้วก็ต้องตรวจสอบให้ถ้วนถี่ เพราะเมื่องานผ่านไปแล้วและมีข้อผิดพลาด บางครั้งเราก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้เลย แต่ถ้าเราทำงานด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ มีความซื่อสัตย์สุจริต นึกถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติมาก่อน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ความสำเร็จของการทำงานปรากฏต่อสาธารณชน และสร้างความภาคภูมิใจในหน้าที่การงานของตนเองได้เป็นอย่างดี”

เรียกได้ว่าเป็น ข้าราชการน้ำดี และเป็นผู้หญิงเก่งที่มีความเป็น “ผู้นำ” แต่ทั้งนี้ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ บอกว่า การเป็นผู้นำหรือเป็นคนเก่ง ก็ไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้ถ้าไม่มีทีมงานที่ดี

“รูปแบบงานที่ดิฉันทำ ส่วนใหญ่คนจะบอกว่าไม่เหมือนงานทั่วไป แตกต่าง มีความทันสมัย เพราะดิฉันเชื่อว่าไม่มีใครเก่งทุกอย่าง การทำงานต้องมีองค์ประกอบหลายส่วน ดังนั้น ในการทำงานจึงมีการเชิญผู้รู้ ผู้มีความเชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้การดำเนินงานโครงการต่างๆ มีประสิทธิภาพ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าผู้ที่เราเชิญมาทำงานด้วยล้วนมีอุดมการณ์ที่ดีในการปฏิบัติงานคือ คุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ตั้ง เมื่อเรามีทั้งคนเก่ง และคนดี งานจึงออกมาสำเร็จตามเป้าหมาย”

ล่าสุด เธอเพิ่งเป็นโต้โผในการจัดนิทรรศการภาพถ่าย “100 ภาพ 1,000 เรื่อง เมืองศรีสะเกษ” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งได้มีโอกาสมาจัดนิทรรศการที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางกรุงเทพฯ ไปเมื่อเร็วๆ นี้

“ด้วยหน้าที่ ดิฉันต้องลงพื้นที่อยู่เป็นประจำ เพื่อดูแลทุกข์สุขของพี่น้องชาวศรีสะเกษ ทำให้มีโอกาสได้เห็นมุมต่างๆ ที่คนนอกพื้นที่อาจจะยังไม่เคยเห็น จึงเป็นที่มาของการจัดนิทรรศการครั้งนี้เพราะบางสิ่งบางอย่างที่เราพบเห็นก็ไม่สามารถที่จะเล่าได้หมด จึงให้ภาพถ่ายมาเล่าเรื่องเมืองศรีสะเกษแทน ดังคำกล่าวที่ว่าภาพหนึ่งภาพทดแทนคำพูดได้เป็นหมื่นๆ คำ โดยหวังว่าคนกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวที่ได้ชมนิทรรศการชุดนี้ จะเกิดแรงบันดาลใจอยากไปสัมผัสวิถีชีวิตและท่องเที่ยวที่จังหวัดศรีสะเกษบ้าง เพราะเรื่องเมืองศรีสะเกษ พูดอย่างไรก็พูดไม่หมด มันเป็นประสบการณ์ที่ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเอง”

ในด้านชีวิตส่วนตัว รณิดา คือ ภริยาของท่านผู้พิพากษา และเป็นแม่ของลูกๆ สามคน ใช้ชีวิตอย่างสมถะ ยึดหลักธรรมและความพอเพียง

“สามีเป็นผู้พิพากษา อยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ส่วนตัวดิฉันอยู่ที่ศรีสะเกษ ลูกๆ ก็อยู่ในวัยเรียนทั้งหมด วันหยุดสุดสัปดาห์หากไม่ติดงานราชการ จึงเป็นวันครอบครัว ดิฉันใช้วิธีการสื่อสารพูดคุยให้ลูกๆ เข้าใจว่าทั้งพ่อและแม่เป็นข้าราชการที่ต้องทำงานเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเขาก็เข้าใจ ถ้าลูกมีปัญหาอะไร พูดกับพ่อแม่ได้ทุกเรื่อง เราพร้อมรับฟังและให้คำปรึกษาลูกได้เสมอ ในส่วนตัวของดิฉันหลักเลี้ยงลูกก็คือหลักธรรมะ ปฏิบัติแต่สิ่งที่ดี ที่ชอบ ที่ควร เพื่อเป็นแบบอย่างให้เขา ซึ่งมันได้ผลมากกว่าที่เราจะมานั่งพูดนั่งสอน เพราะเวลาที่เราใช้ร่วมกันในวันหนึ่งๆ มันก็น้อยอยู่แล้ว ดังนั้น เราต้องใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพดีกว่า”

การเป็นข้าราชการ ถือเป็นงานที่ได้สร้างประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ เป็นการสร้างความดีได้ทางหนึ่งอยู่แล้ว แต่สำหรับ รณิดา เธอยังเสียสละแรงกาย แรงใจ และทุนทรัพย์ส่วนตัว ในการทำงานเพื่อสังคมด้วยการก่อตั้งมูลนิธิบูชาคุณพระพุทธเจ้าและแทนคุณแผ่นดิน

“มูลนิธิฯ นี้ดิฉันก่อตั้งขึ้นเพื่อการช่วยเหลือพระพุทธศาสนา การสาธารณสุข การศึกษาของเด็กด้อยโอกาส และสาธารณกุศลอื่นๆ ด้วยความที่งานราชการของตนเอง ทำให้ได้พบเจอกับประชาชนคนไทยที่ยังขาดแคลน ด้อยโอกาส จึงอยากเป็นส่วนเล็กๆ ของสังคมที่จะสร้างเครือข่ายในการช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส ซึ่งทุนทรัพย์ก็มาจากเงินเดือนข้าราชการที่เหลือใช้จ่ายภายในครอบครัวแล้ว เราก็แบ่งส่วนหนึ่งมาทำประโยชน์ต่อผู้อื่น พอทำมาเรื่อยๆ เท่าที่กำลังทรัพย์เราพอมี ไม่เคยขอใครนะคะ แต่มีคนเห็นความตั้งใจของเราและเขาเองก็มีจิตกุศลอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ก็แสดงความจำนงมาร่วมกับมูลนิธิฯ ตรงนี้ก็ยิ่งทำให้ดิฉันภูมิใจว่า สิ่งเล็กๆ ที่เราทำ แต่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้”

เป็นเรื่องราวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ ทำให้เราพอจะเชื่อมั่นได้ว่า “ข้าราชการไทยน้ำดี” ที่ไม่ต้องงมเข็มในมหาสมุทรก็เจอ

Advertisements

บี มาย เกสท์ : ศิรสิทธิ์ ตั้งจิตกมล จับธุรกิจเนอร์สซิ่งโฮม ตอบรับสังคมผู้สูงอายุ

Published May 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367370

บี มาย เกสท์ : ศิรสิทธิ์ ตั้งจิตกมล  จับธุรกิจเนอร์สซิ่งโฮม ตอบรับสังคมผู้สูงอายุ

บี มาย เกสท์ : ศิรสิทธิ์ ตั้งจิตกมล จับธุรกิจเนอร์สซิ่งโฮม ตอบรับสังคมผู้สูงอายุ

วันจันทร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ทั่วโลกกำลังก้าวสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” ประเทศไทยก็เช่นกัน ในขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มจำนวนมากขึ้น จำนวนคนในวัยหนุ่ม-สาวก็ลดลง อีกทั้ง สภาพสังคมการอยู่อาศัยเปลี่ยนไปเป็น “ครอบครัวเดี่ยว” ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยขาดคนดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงวัยที่มีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง “เนอร์สซิ่งโฮม” หรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ จึงเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่กำลังเติบโตในประเทศไทย ทำให้ ศิรสิทธิ์ ตั้งจิตกมล ผู้บริหารหนุ่มวัย 28 ปี กระโดดมาจับธุรกิจนี้โดยนำประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำ มาเปิดให้บริการ “เพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮม” ภายใต้สโลแกน “เพราะความสุขของคุณ สำคัญกับเรา”

ศิรสิทธิ์ เล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจเนอร์สซิ่งโฮมให้ฟังว่า ก่อนหน้านั้นไม่กี่ปี น้องสาวของคุณยายป่วยและจำเป็นต้องมีคนดูอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ลูกหลานต้องทำงานนอกบ้าน ครอบครัวจึงตัดสินใจใช้บริการเนอร์สซิ่งโฮมแห่งหนึ่ง ด้วยชื่อเสียงและการเปิดให้บริการมานาน จึงคิดว่าเนอร์สซิ่งโฮมแห่งนั้นจะดูแลคุณยายของเขาได้เป็นอย่างดี แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ขาดทั้งการบริการและการเอาใจใส่ต่อผู้สูงอายุอย่างที่ควรจะเป็น

“สิ่งที่ประสบมากับครอบครัวเราคือ บริการที่ไม่ใส่ใจ กิริยาวาจาไม่สุภาพเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลผู้สูงอายุ แต่นั่นยังไม่เลวร้ายเท่ากับการไม่ดูแลเอาใจใส่ที่จริงใจ ผู้ใหญ่ในบ้านจึงตัดสินใจจ้างคนมาดูแลในลักษณะของโฮมแคร์ แรกๆ เขาก็ทำงานดี แต่ก็มาดีแตกภายหลัง จับผิดได้เพราะติดกล้องวงจรปิด มันเลยเป็นประสบการณ์ตรงที่แย่สำหรับผมและครอบครัว ช่วงที่คุณยายเสียชีวิต ผมเพิ่งจบปริญญาโทและทำงานอยู่ที่สหรัฐอเมริกา รวมๆ ประมาณ 3 ปี จึงมี Passion ว่า อยากจะทำธุรกิจเนอร์สซิ่งโฮม”

แม้คุณพ่อและคุณแม่จะเป็นแพทย์ทั้งคู่ และตัวเขาเองก็จบด้าน MBA มา แต่การทำธุรกิจเนอร์สซิ่งโฮมสำหรับ ศิรสิทธิ์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาใช้เวลาศึกษาธุรกิจในช่วงระหว่างที่ยังทำงานอยู่สหรัฐอเมริกาอยู่พักใหญ่ รวมทั้งตระเวนศึกษาดูงานหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ เมื่อมั่นใจแล้วจึงเปิดให้บริการ “เพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮม” เมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา

“ทั้งผม คุณพ่อ คุณแม่เอง เราช่วยกันตระเวนไปศึกษาดูงานเนอร์สซิ่งโฮมหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ อย่าง สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น รูปแบบการให้บริการในหลายๆ ด้าน แตกต่างกันมาก เราก็นำข้อดีมาประยุกต์ให้เข้ากับวัฒนธรรมบ้านเรามากที่สุด ผมใส่ใจรายละเอียดทุกอย่างตั้งแต่เรื่องของอาคารสถานที่ ที่ออกแบบก่อสร้างมาเพื่อการพักอาศัยของ
ผู้สูงอายุ ซึ่งเน้นความปลอดภัยมากที่สุด เจ้าหน้าที่ในด้านการดูแลผู้สูงอายุระดับหัวหน้าของเพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮม เป็นพยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์อย่างน้อย 30 ปี เจ้าหน้าที่ระดับฅปฏิบัติการจบหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล มีการดูแลโภชนาการ การดูแลสุขภาพเบื้องต้น รวมไปถึงการส่งต่อเพื่อรับบริการทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ”

การรับดูแลผู้สูงอายุของเพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮม แบ่งกลุ่มได้ 3 รูปแบบ คือ ติดสังคม ติดบ้าน และติดเตียง ศิรสิทธิ์
อธิบายว่า ติดสังคม คือกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังช่วยเหลือดูแลตัวเองได้ตามปกติ แต่ต้องการมีเพื่อน มีผู้ดูแล ส่วนติดบ้าน คือผู้สูงอายุที่ต้องได้รับการช่วยเหลือในกิจวัตรประจำวันบางอย่าง หรือช่วยเหลือดูแลตัวเองได้เพียง 50% ผู้สูงอายุที่เป็นอัมพาตครึ่งซีกหรือเดินไม่สะดวก และติดเตียง คือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งผู้สูงอายุในกลุ่มนี้ต้องได้รับการดูแลเต็มรูปแบบ

ความกังวลของลูกหลานที่จะนำผู้สูงอายุไปฝากไว้กับเนอร์สซิ่งโฮมนั้นมีมากมาย ซึ่งจุดนี้ ศิรสิทธิ์ เข้าใจและรู้ซึ้งดีกว่าใคร

“จากประสบการณ์ที่ไม่ประทับใจเมื่อครั้งนำคุณยายไปฝากเนอร์สซิ่งโฮม เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมเปิดเพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮม ดังนั้น เมื่อผมมาทำธุรกิจนี้เอง แน่นอนว่าการบริการต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง นอกจากเรามีเจ้าหน้าที่ที่เป็นมืออาชีพในการดูแลผู้สูงอายุแล้ว สิ่งสำคัญคือเจ้าหน้าที่ของเพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮม ต้องมีเซอร์วิสมายด์ มีทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงานดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งตรงนี้มันอาจจะดูได้จากขั้นตอนการสัมภาษณ์งานเพียง 60% แต่อีก 40% คือการบริหารจัดการบุคลากรของเรา ที่ผมเองก็ต้องดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด เราต้องสร้างแอดติจูดที่ตรงกันในการให้บริการดูแลผู้สูงอายุเสมือนว่าท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ของเราเอง มากกว่าเป็นลูกค้ามาใช้บริการ ให้ท่านรู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านหลังที่สอง เราไม่ได้ดูแลผู้สูงอายุแค่กายภาพภายนอก แต่เราต้องดูแลจิตใจเพื่อให้ท่านมีความสุขตลอดระยะเวลาที่อยู่เพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮมมากที่สุด ซึ่งส่งผลดีต่อลูกหลานของผู้สูงอายุที่มาใช้บริการของเราด้วย เขาจะได้มีกำลังใจที่ดีในการทำงานได้อย่างสบายใจ”

เพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮม เพิ่งเปิดให้บริการได้เพียง 10 เดือน ศิรสิทธิ์ บอกว่า ปัจจุบันมีผู้สูงอายุในความดูแลที่หลักสิบ ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ

“ถ้ามองในแง่ธุรกิจ ตัวเลขผู้ใช้บริการอาจยังไม่มากนัก แต่สำหรับผมเราคิดว่า เราทำธุรกิจแบบอยู่ได้ดีกว่า หรือแบบค่อยๆ เติบโต เพราะการอยู่ที่เนอร์สซิ่งโฮมจะสะดวกสบาย ถึงอย่างไรผู้สูงอายุก็คงอยากอยู่ใกล้ชิดลูกหลานมากกว่า หาก
จำเป็นจริงๆ เพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮมจึงขอเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยดูแลผู้สูงอายุ เป็นบ้านหลังที่สองที่ไว้วางใจได้ว่าเราจะทำหน้าที่แทนได้อย่างไม่บกพร่องครับ”

บี มาย เกสท์ : น้องกาย-ด.ช.พสิษฐ์ วัฒนาเลขาวงศ์ เปียนิสท์ไทยคว้าแชมป์ระดับโลก

Published April 7, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/365893

บี มาย เกสท์ : น้องกาย-ด.ช.พสิษฐ์ วัฒนาเลขาวงศ์  เปียนิสท์ไทยคว้าแชมป์ระดับโลก

บี มาย เกสท์ : น้องกาย-ด.ช.พสิษฐ์ วัฒนาเลขาวงศ์ เปียนิสท์ไทยคว้าแชมป์ระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ถ้าเราตั้งใจ น้องกายเชื่อว่าเด็กไทยทุกคนก็ทำได้ครับ”

เป็นคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นของเด็กชายวัย 9 ปี นามว่า น้องกายหรือ เด็กชายพสิษฐ์ วัฒนาเลขาวงศ์ เจ้าของรางวัลชนะเลิศรายการ “World Championships of Performing Arts 2018” ที่น้องกายโชว์ความสามารถทั้งการเล่นเปียโน และการร้องเพลง ไม่เพียงคว้ารางวัลชนะเลิศแต่ยังพ่วงรางวัลเหรียญทอง เหรียญเงิน และโล่ จากประเภทต่างๆ มาอีกเป็นหางว่าวในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย

น้องกาย ดูเหมือนเด็กเนิร์ดที่อยู่กับหนังสือกองโต แต่แท้จริงเป็นหนุ่มน้อยสดใส ร่าเริง ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ เกรด 4
โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ เป็นลูกชายคนเล็กของ ไพบูลย์ วัฒนาเลขาวงศ์ และสุวรรณี ชนพันธ์นนท์ เจ้าของบริษัทสมาร์ทแลนด์ แอสเสท จำกัด เผยถึงแรงบันดาลใจของการเป็นนักเปียโนนั้นมาจากศิลปินดัง โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร

“ตั้งแต่เด็กจำได้ว่าคุณแม่ชอบเปิดเพลงคลาสสิกให้ฟัง พอไปโรงเรียนก็จะมีคลาสดนตรีให้เราเลือกเรียนได้ตามความสนใจ น้องกายก็เลือกเรียนหลายอย่างจนมาเห็น พี่โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ ในทีวีที่พี่เขาเล่นเปียโนไปด้วย ร้องเพลงไปด้วย รู้สึกว่าพี่เขาเท่มากเล่นเปียโนก็ดี ร้องเพลงก็เพราะ น้องกายอยากเป็นเหมือนพี่โต๋บ้างครับ อีกอย่างคือคุณครูที่โรงเรียนเห็นว่าน้องกายเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องดนตรีได้เร็ว โดยเฉพาะเปียโนก็บอกกับคุณแม่ว่าน้องกายน่าจะเป็นนักเปียโนได้”

 

น้องกาย เริ่มเรียนเปียโนอย่างจริงจังตามคำแนะนำของคุณครูตั้งแต่ตอน 4 ขวบครึ่งที่ Piano Academy of Bangkok” กับ ดร.พรพรรณ บันเทิงหรรษา และ ดร.คริสโตเฟอร์จันวอง แมคคิแกน ด้วยพรสวรรค์และการได้รับคำแนะนำรวมทั้งการฝึกฝนจากนักเปียโนฝีมือดีทั้งสองท่าน น้องกายฉายแววมากขึ้น และสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 2 จากรายการ “1st Hong Kong Music Competition for Young Pianist” ซึ่งจัดขึ้นที่ฮ่องกง เมื่อปี 2014 รวมถึงได้รับคัดเลือกให้ร่วมแสดงที่งานเทศกาลนานาชาติ Spovakov “Moscow Meets Friend” ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย และคว้ารางวัลต่างๆ ในการแข่งขันเปียโนในระดับนานาชาติเรื่อยมา

ล่าสุด น้องกาย เพิ่งคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จาก “World Championships of Performing Arts 2018” (WCOPA) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 22 ณ นครลอสแอนเจลีสรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรายการแข่งขันที่สำคัญรายการหนึ่งของวงการดนตรีคลาสสิก โดยน้องกายลงแข่งในรุ่น Junior อายุ 8-10 ปี ชาย ทั้งการบรรเลงเปียโนเดี่ยวและการร้องเพลงประกอบการเล่นเปียโน ซึ่งนับเป็นเด็กไทยคนแรกที่สามารถทำได้ รวมถึงกวาดเหรียญรางวัลจากเวทีนี้มาอีก 14 เหรียญ อาทิ เหรียญทองจาก Instrument ประเภท Classical, เหรียญทอง จาก Instrument ประเภท Contemporary, เหรียญทอง จาก Instrument ประเภท Jazz, เหรียญทอง จาก Vocal with Self – Accompanimest ประเภท เป็นต้น จึงทำให้เรารู้ว่า น้องกาย ไม่ได้มีความสามารถเฉพาะเปียโนเพียงอย่างเดียว

“คุณพ่อคุณแม่สนับสนุนให้น้องกายได้ทำอะไรหลายๆ อย่าง ไม่แค่เปียโน แต่น้องกายเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆ ด้วย อย่าง กีตาร์ วิโอล่า แซกโซโฟน หรือแม้แต่กีฬา น้องกายก็ชอบฟุตบอล บาสเกตบอล และน้องกายก็ชอบเรียนหนังสือ เพราะตอนนี้น้องกายยังเด็ก ยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนสายดนตรีเลยไหม แต่คุณพ่อก็เป็นนักธุรกิจ กายก็อยากเป็นเหมือนคุณพ่อ น้องกาย
เลยไม่ทิ้งการเรียนหนังสือ เอาไว้ให้โตกว่านี้มั่นใจจริงๆ ว่าจะเป็นนักดนตรี หรือนักธุรกิจก็เลยต้องตั้งใจทำทุกอย่างให้ดี อนาคตแม้ว่าน้องกายจะไม่เป็นนักดนตรี แต่ข้อดีของดนตรี คือทำให้น้องกายมีสมาธิ มีระเบียบวินัย เพราะดนตรีต้องอาศัยการฝึกฝน มันก็ช่วยเรื่องเรียนได้ดีมาก เวลาเรียนหนังสือในห้องเรียนก็ตั้งใจเรียน ทำให้น้องกายไม่ต้องเรียนพิเศษ”

อีกหนึ่งรายการแข่งขันที่เป็นความภาคภูมิใจคือ การแข่งขันรายการ Best Etude Award from the “UCSI University International Piano Festival&Competition 2018” จัดขึ้นที่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งน้องกายได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 และทำให้ได้รับทุนไปเวิร์กช็อปที่ WELLS CATHEDRAL SCHOOL ประเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งมี
ชื่อเสียงด้านการเรียนการสอนดนตรี เป็นเวลา2 สัปดาห์ ในเดือนธันวาคม 2561ที่จะถึงนี้อีกด้วย

 

 

“ทุกครั้งที่มีแข่งน้องกายไม่เคยคิดว่าตัวเองแข่งกับใคร เพราะคุณพ่อคุณแม่บอกเสมอว่า เราต้องแข่งกับตัวเอง การแข่งขันคือสนามที่ทำให้เราได้พัฒนาฝีมือ ได้เจอเพื่อนใหม่ได้เจอนักดนตรีที่เก่งๆ เพิ่มขึ้น ดังนั้น เวลาที่ขึ้นเวทีแข่งขันน้องกายเลยไม่กดดัน ไม่เครียด แต่แสดงอย่างสุดฝีมือ รางวัลที่ได้มาก็เป็นความภูมิใจ เวลาที่ต้องซ้อมหนักน้องกายจึงไม่งอแง เพราะเป็นสิ่งที่เราเลือกจะทำด้วยตัวเอง ซึ่งน้องกายเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ดนตรี กีฬา การเรียนหนังสือ ถ้าเราตั้งใจ มุ่งมั่น ฝึกซ้อม น้องกายเชื่อว่าเพื่อนๆ ที่เป็นเด็กเหมือนน้องกาย ก็สามารถทำได้สำเร็จเหมือนกัน มากกว่ารางวัล ความสำเร็จ การทำให้พ่อแม่ดีใจ ภูมิใจ เป็นสิ่งที่ดีกว่ารางวัลที่ได้มา น้องกายขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ”

ล่าสุดน้องกายยังได้มีโอกาสแสดงความสามารถด้านดนตรี เมื่อนักร้องนักดนตรีรุ่นพี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง เก่ง-ธชย ประทุมวงศ์ ซึ่งเคยไปคว้ารางวัลจากเวที WCOPA 2017 ในรุ่นบุคคลทั่วไป (Senior) ชวนน้องกายมา Featuring ร่วมกัน ซึ่งสามารถติดตามชมได้ที่ Youtube Channel Tachaya https://www.youtube.com/user/PirstsaclassOfficial

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวน่าชื่นชมของเด็กไทยที่ต้องนำมาบอกต่อ หวังว่า น้องกาย จะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กไทยคนอื่นๆ ได้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะ “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” น่ะสิคะ

บี มาย เกสท์ : สุปภาดา ภูรีพงศ์ สาวเก่งนักบริหารเวลา เพื่องานที่รัก

Published March 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363040

บี มาย เกสท์ : สุปภาดา ภูรีพงศ์  สาวเก่งนักบริหารเวลา เพื่องานที่รัก

บี มาย เกสท์ : สุปภาดา ภูรีพงศ์ สาวเก่งนักบริหารเวลา เพื่องานที่รัก

วันจันทร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คนเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ได้มากกว่ากัน บี มาย เกสท์ วันนี้เรามีตัวอย่างของผู้หญิงเก่งรุ่นใหม่ สายไหม-สุปภาดา ภูรีพงศ์ เธอมีความสามารถในการบริหารเวลา เพื่อทำในสิ่งที่รักในหลายบทบาทหน้าที่ ที่แตกต่างกันได้อย่างลงตัว

หากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้นางงามอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาเธอคนนี้อยู่บ้าง เพราะเธอคือ รองอันดับสอง นางสาวไทย ประจำปี 2559 นั่นเอง นอกจากการเป็นนางงาม นางแบบโฆษณา นักธุรกิจและอาจารย์ ที่มีตำแหน่งทางวิชาการ “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” แล้ว เธอยังเป็นผู้บริหารการศึกษา ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยพิษณุโลก ซึ่งเป็นธุรกิจการศึกษาของครอบครัวที่ดำเนินกิจการมานานกว่า 40 ปีแล้ว

“เริ่มจากคุณตาก่อตั้งโรงเรียนพาณิชย์ที่เปิดสอนระดับปวช.–ปวส. และยกระดับวิทยฐานะมาเป็นวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย ปัจจุบัน ไหม เป็นอาจารย์สอนด้านการตลาดในระดับปริญญาตรีและโท ตอนที่มาสอนใหม่ๆ ก็กังวลเหมือนกัน กลัวว่าจะทำได้ไม่ดี เพราะใครๆ ก็บอกว่าไหมหน้าเด็ก แล้วนักศึกษาที่มาเรียนปริญญาตรี อายุห่างกันไม่มาก แต่พอเป็นปริญญาโท ก็จะอาวุโสกว่าเรามาก ก็ต้องปรับบุคลิกให้มีความน่าเชื่อถือ สไตล์ การสอนของไหมไม่ใช่อาจารย์ที่ดุหรือสอนตามตำรา แต่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เน้นการวิเคราะห์ร่วมกัน ทำให้ผู้สอนและผู้เรียนเชื่อมกันได้ และนักศึกษาก็ให้เกียรติในฐานะอาจารย์ผู้สอนก็เลยเป็นงานที่ทำแล้วสนุก ไม่เบื่อ เพราะพอหมดภาคการศึกษา เราก็จะได้เจอนักศึกษาใหม่ๆ ก็จะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ตามไปด้วย”

 

มาถึงบทบาทล่าสุดกับการเป็นเจ้าของธุรกิจนำเข้านาฬิกาสั่งทำ (Customize Watch) แบรนด์ UNDONE ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่กำลังมาแรงในหมู่คนรักนาฬิกาและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

“ไหม รู้จักนาฬิกาแบรนด์นี้ตอนไปทำงานถ่ายแบบโฆษณาที่ฮ่องกง ได้มีโอกาสรู้จักกับ คุณไมเคิล ยัง (Michael Young) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง พอได้คุยแล้วชอบในคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ UNDONE ที่ว่า ความหรูหรา คือสิ่งที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ที่แสดงถึงบุคลิกหรือไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งาน ไม่ใช่สิ่งสำเร็จที่ออกแบบมาเหมือนๆ กันที่คุณสามารถพบได้ทั่วไป UNDONE จึงเป็นนาฬิกาที่ลูกค้าสามารถเลือกวัสดุองค์ประกอบต่างๆ ของนาฬิกาได้ด้วยตัวเอง ทั้งตัวเรือน กรอบหน้าปัด สายนาฬิกา เข็มบอกเวลา ที่สามารถสร้างสรรค์นาฬิกาในแบบของคุณเองได้กว่า 2 ล้านเรือน และยังสามารถเลือกได้ว่าฝาหลังแกะสลัก ใช้กระจกโชว์ระบบการทำงาน หรือจะสลักรูปภาพ ลายเซ็น โลโก้ก็ได้ และทุกขั้นตอนเป็นการประกอบด้วยมือ จึงทำให้เป็นนาฬิกาที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก

UNDONE เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 2014 ที่ นิวยอร์กในปีแรกแทบไม่มีใครรู้จัก ซึ่งคุณไมเคิลเองก็แทบถอดใจ แต่เขาได้
นำรุ่น Urban ไปร่วมโครงการ Crowd Funding กับ www.kickstarter.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจสตาร์อัพได้มีโอกาสระดมทุนในการทำธุรกิจ ซึ่งเขาก็ประสบความสำเร็จมียอดขาย 1,500 เรือนภายในระยะเวลา 30 วัน ทำให้เขายังดำเนินธุรกิจมาถึงปัจจุบันมีสาขาที่นิวยอร์ก ฮ่องกง ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ รัสเซีย และประเทศไทย เป็นประเทศล่าสุด ซึ่งไหมคิดว่าด้วยคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ ก็น่าจะเป็นที่ถูกใจของคนไทย ที่ชอบความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือต้องการของขวัญชิ้นพิเศษเพื่อคนพิเศษ ซึ่งตอนนี้นาฬิกาทุกเรือนจะผลิตที่ฮ่องกงและเน้นที่การตลาดออนไลน์เป็นหลัก”

ในฐานะทายาทธุรกิจมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังของจังหวัดพิษณุโลก ที่กล้าโดดมาทำธุรกิจส่วนตัว สายไหม ให้เหตุผลว่า

“ไหมเป็นคนอยู่นิ่งไม่ได้ ชอบหาความท้าทายให้กับตัวเอง การมีธุรกิจครอบครัวให้ทำก็เป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง คือเรามีแบ๊กอัพ ไม่ได้บริหารคนเดียว มันมีกรอบ มีเซฟโซนที่ทำให้เราไม่ต้องแบกความรับผิดชอบคนเดียว แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นข้อจำกัดที่ทำให้เราไม่สามารถทำอะไรได้อย่างที่เราอยากทำ แต่การทำธุรกิจส่วนตัวทำให้ไหมได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมา เพราะเราต้องแบกความรับผิดชอบในทุกๆขั้นตอน การตลาด การโฆษณา การขาย ต้องคิดทุกอย่างให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ ซึ่งไหมยังไม่สามารถพูดได้ว่าเราเป็นคนเก่งแต่การที่ได้ทำด้วยมือของเราเอง ทำให้เราได้เรียนรู้ ได้ประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา และเป็นประสบการณ์ที่สามารถนำไปใช้ในการสอนหนังสือได้ด้วย

 

นับว่าเป็นผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ทำอะไรได้หลายด้านพร้อมๆ กัน การบริหารจัดการเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่ง สายไหม บอกว่า เธอใช้หลัก 30 : 30 : 40

“30 แรกคืองานที่มหาวิทยาลัย ซึ่งการสอนจะมีตารางเวลาที่แน่นอนอยู่แล้ว อีก 30 คือ งานถ่ายโฆษณา ไหมจะดูว่าถ้างานนั้นไม่ตรงกับเวลางานที่มหาวิทยาลัย ก็จะรับ แต่ถ้างานชนกับเวลามหาวิทยาลัย ก็แน่นอนว่าต้องเลือกงานของครอบครัวก่อน อย่างที่บอกไปแล้วว่างานบริหาร ไหมไม่ได้ทำคนเดียว มันก็ค่อนข้างจะตายตัว ตอนนี้ไหมจึงทุ่มเทให้กับแบรนด์UNDONE มากเป็นพิเศษ ในการที่จะทำให้คนไทยรู้จักแบรนด์ของเรา ซึ่งไหมตั้งเป้าว่าขายให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 เรือน ถือว่าประสบความสำเร็จในก้าวแรก ตอนนี้ตัวไหมเองก็กำลังเรียนปริญญาเอก DBA, Doctorate of Business Administration Liverpool Johnmoores University ประเทศอังกฤษ เหลือแค่สอบเล่มวิทยานิพนธ์ ก็จะจบแล้ว น่าจะมีเวลาเพิ่มขึ้น หากแบรนด์ UNDONE ไปได้สวย ไหมก็มีแผนที่จะเปิดส่วนผลิตที่เมืองไทยเลย เพื่อลดเวลาการจัดส่ง ทำให้ลูกค้าที่สั่งซื้อได้รับสินค้าเร็วขึ้น รวมถึงการเปิดหน้าร้านอีกด้วย”

ทั้งสวย ทั้งเก่ง สมควรกับเป็นสาวรุ่นใหม่ยุค 4.0 และสำหรับใครที่อยากมีนาฬิกาเรือนพิเศษเป็นของตัวเอง หรือมอบให้คนพิเศษในโอกาสพิเศษ ก็ลองเข้าไปดีไซน์นาฬิกาUNDONE ของตัวเองได้ที่ www.undone.com

บี มาย เกสท์ : ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ผู้บริหารรุ่นใหม่เครือโรงพยาบาลนวมินทร์

Published January 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/358744

บี มาย เกสท์ : ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล  ผู้บริหารรุ่นใหม่เครือโรงพยาบาลนวมินทร์

บี มาย เกสท์ : ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ผู้บริหารรุ่นใหม่เครือโรงพยาบาลนวมินทร์

วันจันทร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คนรุ่นใหม่ยุค 4.0 ตัวจริงคงต้องยกให้ ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล วัย 29 ปี เธอเป็นสาวมั่นสุดแอคทีฟ ที่งานหลัก คือการนั่งเก้าอี้ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดระหว่างประเทศโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 และเครือโรงพยาบาลนวมินทร์แต่เธอยังมีอีกหลายบทบาทที่ทำด้วยใจรัก เพื่อสร้างประสบการณ์และความสามารถให้กับตัวเอง

ดร.พิมพ์ขวัญ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี ก่อนจะไปคว้าปริญญาโทในสาขา European Law จาก Imperial College London, London, United Kingdom ประเทศอังกฤษ และกลับมาเรียนปริญญาเอก Public Health จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นดอกเตอร์ในวัยเพียง 25 ปี

“ตอนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ติดแพทยศาสตร์ มศ. แต่ตัวเองเป็นคนกลัวเลือด ซึ่งพิมพ์ก็มองว่าการทำธุรกิจโรงพยาบาลไม่จำเป็นที่เราจะต้องจบหมอหรอก แต่เรื่องการเงินการบัญชีนี่แหละ ที่เป็นหัวใจสำคัญ พิมพ์จึงเลือกเรียนบัญชี กฎหมาย และจบด้วยการบริหารงานด้านสาธารณสุข เรียกว่าครอบคลุมที่จะมาสานต่องานโรงพยาบาล” แม้จะเป็นธุรกิจครอบครัวที่เธอต้องเข้ามาสานต่อและมี นายแพทย์ประจักษ์-วราภรณ์ บุญจิตต์พิมล ผู้เป็นบิดา มารดา และผู้ก่อตั้งได้วางรากฐานไว้แล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในการก้าวมาเป็น
ผู้บริหารเจนเนอร์เรชั่นที่ 2

“ตอนนี้พิมพ์พยายามเรียนรู้งานโรงพยาบาลจากคุณพ่อให้ได้มากที่สุด เพราะพิมพ์อยากจะให้คุณพ่อได้พักผ่อนเสียที ท่านทำงานหนักมานานมากแล้ว แต่ความจริงคือ การบริหารธุรกิจบางอย่างก็สอนกันด้วยคำพูดไม่ได้ ก็ต้องอาศัยเคสที่ทำให้เราได้เรียนรู้เองโดยเฉพาะเรื่องการบริหารคน ซึ่งเราต้องทำงานกับทั้งรุ่นบุกเบิกกับอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจจะมีอายุเท่ากัน หรือ
เด็กกว่า แต่ทั้งสองกลุ่มก็จะมองเราเหมือนกันว่าจะมาเป็นผู้นำเขาได้จริงเหรอ ซึ่งพิมพ์ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองจนได้รับการยอมรับ เรื่องความยากของการบริหารคน คือเรื่องความแตกต่างของมุมมอง โดยเฉพาะท่านผู้ใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญ มีความชำนาญ แต่อาจจะขาดเรื่องการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ส่วนคนรุ่นใหม่อาจจะเก่งเทคโนโลยี แต่ไม่มีความเชี่ยวชาญ พิมพ์อยากจะจับข้อดีของคนสองกลุ่มมารวมกันเพื่อสร้างทีมเวิร์กที่เข้มแข็งให้กับธุรกิจ”

แน่นอนว่าการเป็นผู้บริหารยุคใหม่ ก็ต้องมีความทันสมัยและต่อยอดธุรกิจให้ก้าวหน้ากว่าสิ่งที่ผู้บริหาร
รุ่นแรกได้สร้างไว้

“ถ้าคนที่ไปใช้บริการโรงพยาบาลของเราเป็นประจำ ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการบริการด้านการแพทย์ ที่พิมพ์พยายามจะเติมในส่วนที่เราขาด เช่น ศูนย์ผู้มีบุตรยาก ด้านผิวหนังและความงาม การสร้างมาตรฐานสากลสำหรับสถานพยาบาลในระดับโลกการใช้โซเชียลเพื่อรับเรื่องร้องเรียนการใช้บริการจากลูกค้า อีกหนึ่งโปรเจกท์ที่สำคัญและกำลังทำอยู่คือ การเพิ่มทักษะด้านภาษาต่างประเทศให้กับบุคลากรที่ต้องทำงานใกล้ชิดคนไข้ เช่น พยาบาล ที่เราพยายามส่งเสริมให้บุคลากรส่วนนี้ต้องสอบ TOEIC ให้ได้อย่างน้อย 450 ขึ้นไปเพื่อเตรียมตัวในการเป็นโรงพยาบาลระดับอินเตอร์”

Positive Thinking เป็นหลักในการใช้ชีวิตของสวยมากความสามารถคนนี้ ทำให้ทุกครั้งที่ต้องเจอปัญหาหรืออุปสรรค เธอจึงผ่านมาได้และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

“ชีวิตคนเราไม่ได้ยาวอะไรมาก ถ้าเราจมอยู่กับความคิดด้านแย่ๆ ไม่ใช่เสียแค่สุขภาพจิต สุขภาพกายเราก็เสียตามไปด้วย ทุกปัญหามีทางแก้ แต่พิมพ์ไม่คิด ไม่แก้คนเดียว เพราะการที่เราหมกหมุ่นกับมันมากๆ ก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา ดังนั้น เวลาที่มีปัญหาหรือเราคิดอะไรไม่ออก เราก็เดินออกมามองห่างๆ ก่อน ถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ ก็ให้คนอื่นช่วยคิด แน่นอนว่ามือวางอันดับหนึ่งที่เป็นที่ปรึกษาให้พิมพ์ได้ดีที่สุดคือ คุณพ่อ คุณแม่ และเพื่อนสนิทที่เราไว้ใจ พอแก้ปัญหาได้ก็จบให้เร็วที่สุด ไม่คิดต่อ”

ลำพังแค่งานบริหารโรงพยาบาล กับสารพันโครงการในการพัฒนาการให้บริการและมุ่งสู่ความเป็นอินเตอร์ฯ ก็เรียกว่า “ยุ่ง” มากแล้ว แต่ ดร.พิมพ์ ยังมีเวลาไปทำงานด้านอื่นๆ เช่น เล่นละครโทรทัศน์ อ่านข่าวภาคภาษาอังกฤษให้กับสถานีวิทยุทหารเรือ รายการโทรทัศน์ด้านสุขภาพและความงาม อาจารย์สอนพิเศษ แม้กระทั่งขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์

“ถ้าเราบริหารเวลาได้ ทุกอย่างจะลงตัวค่ะ งานที่ทำอยู่ตอนนี้อย่างการอ่านข่าว หรือรายการทีวี.มีกำหนดตารางเวลาที่ชัดเจนแน่นอนในการบันทึกเทป งานอะไรที่ไม่กระทบกับงานหลักและเป็นสิ่งที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเอง พิมพ์รับหมด เพราะนิสัยพิมพ์ชอบทำงาน อย่างขายเสื้อผ้าออนไลน์ก็เกิดจากความชอบแต่งตัวของเราเอง จากที่ซื้อของคนอื่น เราก็ขายเอง เพราะพิมพ์ไม่ต้องขับรถเอง เรานั่งอยู่เฉยๆ จะเสียเวลาทำไม ก็ตอบแชทลูกค้าไปพลาง เราต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด ถึงจะไม่รับงานอะไร แต่ถ้ามีเวลา พิมพ์ก็ชอบที่จะเรียนหลักสูตรต่างๆ ที่จะเพิ่มเติมความรู้ ความสามารถให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา”

จะว่าไปลำพังแค่ธุรกิจครอบครัวก็ทำให้เธอมีชีวิตที่สาวๆ หลายคนใฝ่ฝัน แต่การที่เธอลุกขึ้นมาทำอะไรที่หลากหลาย ดร.พิมพ์ ให้เหตุผลว่า

“พิมพ์โตมากับการเห็นคุณพ่อทำงานหนัก ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีให้พิมพ์เป็นพิมพ์ได้อย่างทุกวันนี้ พิมพ์เชื่อว่า
การทำงานหนักไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ดังนั้น การที่เรามีโอกาสได้ทำอะไรหลายสิ่งหลายอย่างมากกว่าคนอื่นๆ ทำไม
เราจะไม่คว้าไว้ และเมื่อลงมือทำ เราก็ต้องทำให้เต็มที่ที่สุด และผลของมันคือเราเป็นคนที่เก่งขึ้น เป็นคนที่มีคุณค่ามากขึ้น”

เชื่อว่าโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 และเครือโรงพยาบาลนวมินทร์ จะก้าวสู่ระดับอินเตอร์ได้ไม่ยาก เพราะมีผู้บริหารยุคใหม่ ที่มีครบทั้งความสวยทั้งรูปร่างหน้าตา และทัศนคติ มากความสามารถ สมเป็นผู้หญิงยุค 4.0 จริงๆ

บี มาย เกสท์ : วีรานันท์ พิพัฒวงศ์เกษม เปิดหลักสูตร FTE ปั้น SME – StartUp

Published January 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/357379

บี มาย เกสท์ : วีรานันท์ พิพัฒวงศ์เกษม   เปิดหลักสูตร FTE ปั้น SME - StartUp

บี มาย เกสท์ : วีรานันท์ พิพัฒวงศ์เกษม เปิดหลักสูตร FTE ปั้น SME – StartUp

วันจันทร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า SME และ Start Up กลายเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟูอย่างมากในประเทศไทย ในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจหน้าใหม่ หน้าเก่า วัยรุ่น หรือวัยเก๋า ก็ต่างหันมาจับธุรกิจประเภทนี้กันแทบทั้งสิ้น แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ทำให้หลายบริษัทขาดสภาพคล่อง มีไอเดียแนวคิดที่ดี แต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการประกอบธุรกิจ รวมไปถึงสภาวะการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จนต้องล้มพับกิจการไปเกินครึ่ง จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้วีรานันท์ พิพัฒวงศ์เกษม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วีพี โค้ชชิ่ง แอนด์ คอนซัลติ้งจำกัด จัดทำหลักสูตร Fast-Track Entrepreneurหรือ FTE ตัวช่วยจุดประกายพลังของคนยุคใหม่ที่มีความฝันในเส้นทางของการเป็นเจ้าของธุรกิจ

“แรงบันดาลใจในการจัดทำหลักสูตร FTE นี้ เกิดจากการเข้าร่วมโครงการ Ignite ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และสามารถผลักดันไอเดียธุรกิจให้เป็นจริงได้ในเขต Silicon Valley สหรัฐอเมริกา ภายในเวลาเพียงสองเดือน ซึ่งโปรเจกท์นั้นดิฉันได้ร่วมกับทีมที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนชาวต่างชาติ พัฒนาไอเดียธุรกิจแอพพลิเคชั่นชื่อ Tuki ที่จะตอบโจทย์ธุรกิจร้านอาหาร โดยเราได้มีโอกาสนำเสนอไอเดียธุรกิจนี้ให้กับนักลงทุนในทวีปอเมริกาและยุโรป จนกระทั่งได้รับคัดเลือกเข้ารอบ Top 10 ในการแข่งขัน โครงการ BASES pitchingchallenge ของมหาวิทยาลัย Stanfordซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ Silicon Valley และได้รับคัดเลือกเข้าโครงการ Startup School ของ Y-Combinator ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับในหมู่ของ Startups มากมาย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ผู้ก่อตั้งลูกค้า และหุ้นส่วน หลังจากนั้นไม่นานไอเดียธุรกิจนี้ได้รับ Seed funding จากนักลงทุนในประเทศอังกฤษ ซึ่งในปัจจุบันธุรกิจนี้กำลังเติบโตอยู่ในกรุงลอนดอน และยังได้รับคัดเลือกเพื่อบ่มเพาะในโครงการ Lisbon Acceleratorประเทศโปรตุเกสอีกด้วย”

หลังจากประสบความสำเร็จในธุรกิจแอพพลิเคชั่นชื่อ Tuki จึงทำให้ วีรานันท์ เชื่อมั่นว่า คนไทยมีไฟและเก่งไม่แพ้ชาวต่างชาติ แต่อาจขาดโอกาสในการได้รับคำปรึกษา เงินทุน และ Connection หรือเครือข่ายที่ดี แต่การสร้างธุรกิจของคนยุคใหม่ในประเทศไทยอาจจะยังไม่เปิดกว้างเท่ากับประสบการณ์ที่เธอได้รับในเขต Silicon Valley จึงตัดสินใจทิ้งโอกาสในการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจที่ตนได้สร้างกับเพื่อนในต่างแดน เพื่อกลับมาก่อตั้งบริษัท วีพี โค้ชชิ่ง แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด ในประเทศไทย พร้อมทำหลักสูตร Fast-Track Entrepreneur (FTE)หลักสูตรเพื่อพัฒนาเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ แบบครบเครื่อง ทันใจ และ เร่งรัด

“วีพี โค้ชชิ่ง แอนด์ คอนซัลติ้ง เป็นบริษัทที่ให้บริการในด้านการให้องค์ความรู้และคำปรึกษา การเข้าถึงช่องทางในการจัดจำหน่ายและการเข้าถึงเงินทุนให้ธุรกิจ SME และ StartUp ซึ่งหลักสูตร Fast-Track Entrepreneur หรือ FTE เป็นหลักสูตรที่จะช่วยสร้าง Mindset กระบวนการทางความคิด หรือทัศนคติที่แข็งแกร่ง และพัฒนาความเป็นมืออาชีพให้กับเจ้าของรุ่นใหม่ เติมในเรื่องของ Inspiration หรือแรงบันดาลใจ และ Knowledge Sharing หรือการแบ่งปันองค์ความรู้ เป็นเครื่องมือติดอาวุธให้กับธุรกิจ SME และ StartUp สามารถต่อยอดต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง”

สำหรับหลักสูตร Fast-Track Entrepreneur (FTE) วีรานันท์ บอกว่า เป็นหลักสูตรที่เหมาะกับผู้ที่อยู่ในธุรกิจ SME และ StartUp ใน 3 กลุ่ม

“กลุ่มแรกคือ ทายาทธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่ต้องสืบทอดกิจการต่อจากรุ่นพ่อแม่ แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ ความกดดันในการรับช่วงต่อ อาจจะด้วยแนวคิดทัศนคติที่ต่างจากคนรุ่นก่อน การยอมรับจากคนในองค์กร ฯลฯ เนื้อหาในหลักสูตรจะช่วยให้คำแนะนำแนวทางในการแก้ไขปัญหา เช่น การปรับระบบบริษัทจากธุรกิจครอบครัวมาเป็นการบริหารแบบมืออาชีพ วิธีการรับมือในการทำงานกับพ่อแม่ญาติพี่น้อง หรือการค้นหาแนวทางที่จะออกมาสร้างธุรกิจเอง กลุ่มสองคือ เจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ เนื่องจากในจำนวนนับหมื่นของ StartUp และ SME มีเพียงแค่ 10% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ ส่วนอีก 90% กลับไปไม่ถึงฝันเนื้อหาในหลักสูตรนี้จะช่วยแนะนำแนวทางในการพัฒนาธุรกิจ เพื่อทำให้เข้าใจว่าทำอย่างไรธุรกิจจะสามารถอยู่ในกลุ่ม 10% ที่ประสบความสำเร็จ และกลุ่มสุดท้ายคือ พนักงานบริษัท ผู้ที่อยากก้าวข้าม Income Security และมีความฝันในการเป็นเจ้าของธุรกิจ หลักสูตรนี้จะช่วยค้นพบตัวตนว่าเราพร้อมและเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจจริงๆ หรือไม่”

หากจะพูดกันตามตรง บริษัท วีพี โค้ชชิ่ง แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด และหลักสูตรปั้นธุรกิจ SME และ StartUpในเมืองไทยก็ไม่ใช่ของใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้วีรานันท์ กล้าที่จะอาสามาเป็นเพื่อนคู่คิดที่จะทำให้ SME และ StartUp เติบโตไปได้ นั่นเพราะเธอเคยผ่านจุดที่เป็นธุรกิจ StartUpมาก่อน

“ดิฉันและทีมงานมีความมุ่งมั่นต้องการที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่ นอกจากองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญในฐานะที่เราเคยผ่านจุดที่เป็นธุรกิจ StartUp มาก่อน วีพี โค้ชชิ่งแอนด์ คอนซัลติ้ง ยังมีความพร้อมที่จะนำพาธุรกิจ SME และ StartUp ไปพบกับแหล่งเงินทุน เครือข่าย เทคโนโลยี และพื้นที่ขาย ที่จะผลักดัน SME ให้เติบโตอย่างยั่งยืน แม้ว่าจบหลักสูตรไปแล้วทุกธุรกิจสามารถหารือเพื่อขอคำปรึกษาจากเราและได้รับการดูแลจากทีมงานอย่างต่อเนื่องถาวร โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ ทั้งสิ้น นี่คือจุดแตกต่างของเราอีกทั้งหลักสูตร FTE มีวัตถุประสงค์ให้เจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ผู้มาเข้าร่วม FTE
ช่วยเหลือดูแลกันแบบคนในครอบครัว”

เพราะการออกสตาร์ทที่ดี จะทำให้เราสู่เส้นชัยได้อย่างสวยงาม

บี มาย เกสท์ : ลิขิต ลือสกุลกิจไพศาล พรหมวิหาร 4 หลักบริหารสู่ความสำเร็จ

Published January 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/355868

บี มาย เกสท์ : ลิขิต ลือสกุลกิจไพศาล  พรหมวิหาร 4 หลักบริหารสู่ความสำเร็จ

บี มาย เกสท์ : ลิขิต ลือสกุลกิจไพศาล พรหมวิหาร 4 หลักบริหารสู่ความสำเร็จ

วันจันทร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เราอาจไม่คุ้นหน้า ลิขิต ลือสกุลกิจไพศาล ที่เพิ่งมานั่งเก้าอี้ประธานคณะกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ เจเอสพีเพราะความที่ชอบอยู่เงียบๆ ทำตัวติดดินแต่ในแวดวงนักลงทุนถือว่าเก๋าเกมไม่เป็นรองใคร วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับซีอีโอคนใหม่ของเจเอสพี กับสไตล์การบริหารงาน ที่นำมาซึ่งความสำเร็จของชีวิตและธุรกิจ

“ธุรกิจอสังหาเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ ผมมองว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจไม่กี่อย่างในบ้านเราที่เติบโตได้เรื่อยๆ ซึ่งธุรกิจนี้มันมีไทม์มิ่งช่วงไหนต้องรุกหรือชะลอก็ต้องดูให้ถูกจังหวะ”

ลิขิต เข้ามารับตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของเจเอสพี ในช่วงที่ใครๆ ก็มองว่า เจเอสพี กำลังขาดสภาพคล่องทางการเงินแต่ในฐานะ “นักบริหาร” และ “นักลงทุน” ลิขิต มองว่านี่คือ “โอกาส” และ “ความท้าท้าย” ของตนเอง

“ผมศึกษาทุกอย่าง ทั้งความเป็นไปได้ และความเสี่ยง หากเป็นนักลงทุนอย่างเดียวคงคิดแค่ลงทุนแล้วต้องได้กำไร แต่ผมไม่ใช่แค่นักลงทุน ผมเป็นนักบริหารด้วย ดังนั้นผมจึงมองเห็นโอกาส และกล้าตัดสินใจลงทุน เพราะเจเอสพีมีจุดแข็ง จุดเด่นหลายอย่าง แต่ที่ผ่านมาอาจมีจังหวะที่ก้าวพลาดไปบ้างทำให้ติดอยู่ในภาวะความเสี่ยง สิ่งที่ผมเข้ามาทำอย่างแรกคือ บริหารจัดการความเสี่ยงให้ลดลงและหมดไป เรียกความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้นด้วยการที่ทำให้เจเอสพีมี Income มีความเข้มแข็งในการบริหารให้เร็วที่สุด

เจเอสพีเป็นเหมือนเพชรที่ได้รับการเจียรไนแล้ว แต่บังเอิญว่าปื้อนฝุ่น ผมก็จับมาปัดฝุ่นทำความสะอาดเพื่อให้เพชรประกายแสงแค่นั้นเองผมมองว่าบริษัทมีแนวทางการสร้างรายรับ 3 แนวทางคือ สร้างทรัพย์ สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อขาย,ซื้อขายทรัพย์ นำที่ดินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เป็นเวลา 2 ปีมาขายเพื่อให้ได้ Incomeและพัฒนาทรัพย์ โดยนำพื้นที่เช่ามาพัฒนาเป็นตลาดมีการนำผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดมาบริหารในส่วนนี้ โดยกลยุทธ์ของเจเอสพีมุ่งมั่นพัฒนาโครงการบ้านแนวราบในกลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งเจเอสพีมีโครงการที่อยู่อาศัยติดกับถนนใหญ่ ไม่ต้องเข้าซอย มีการเดินทางสะดวกในจุดเชื่อมต่อต่างๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตปริมณฑล วัสดุการก่อสร้างมีการใช้วัสดุแบบพรีเมี่ยมเทียบเท่าแบรนด์ไฮแอนด์ มีการออกแบบให้ตัวบ้านเป็นแบบ Space Plus โดยชั้นบนมีความสูงถึง 3 เมตร   ทำให้มีความโปร่งโล่ง ไม่อึดอัด ซึ่งปกติเป็นฟังก์ชั่นของบ้านราคาแพง แต่ราคาเราไม่สูงเท่าแบรนด์อื่น พร้อมคุณภาพเหนือกว่าราคา มีการดูแลที่ดี และจากนี้โครงการเราจะเพิ่มฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการดูแลลูกบ้านมากขึ้น อย่าง J Care และ I style tech โดยมุ่งมั่นให้บริการพร้อมส่งมอบความสุขต่างๆ ให้กับลูกบ้าน ทั้งเรื่องแจ้งซ่อม ดูแลระบบรักษาความปลอดภัย และให้บริการในเวลาอันรวดเร็วทันใจ เพื่อแสดงถึงความใส่ใจดูแลเสมือนครอบครัวเดียวกัน”

 

การบริหารจัดการภายในองค์กร เป็นสิ่งที่ ซีอีโอ เจเอสพี คนนี้ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เช่นกัน ซึ่ง “พรหมวิหาร 4” เป็นกลยุทธ์การบริหารคนที่มีประสิทธิภาพที่สุดในทุกธุรกิจ

“เจเอสพีมีบุคลากรที่มีความสามารถ แต่อาจจะไม่ชัดเจนในบางจุด ในฐานะผู้บริหาร ผมต้องวิเคราะห์วางนโยบาย ปรับโครงสร้างเลือกคนให้ถูกกับงาน ต้องให้โอกาสในการทำงาน และต้องฟังคนที่ทำงาน เช่น ฝ่ายการตลาด การขาย เขาได้พบกับลูกค้าเขาจะรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร ในขณะที่เรานั่งอยู่ในระดับบริหาร วางนโยบายไปโดยไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ระดับปฏิบัติการมันไม่มีทางไปได้รอด และหลายๆ ครั้งที่เกิดปัญหาในการทำงานเราก็ต้องกลับมามองตัวเองด้วยว่าเราใช้คนถูกกับงานหรือเปล่า อย่ามองว่าเขาผิด ถ้าเราใช้คนไม่ถูกกับงานอันนั้นคือความบกพร่องของเราเอง ต้องช่วยกันแก้ไข ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือหลักพระพุทธศาสนาในการบริหารคนต้องมี เมตตา กรุณา มุทิตาอุเบกขา พูดง่ายๆ คือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ผมเชื่อว่าด้วยหลักนี้ทำให้เราเดินไปสู่จุดหมายร่วมกันได้อย่างดี”

ในการทำธุรกิจหรือการใช้ชีวิตก็ตาม ในหลายครั้งทุกคนก็ต้องเจอบททดสอบที่เรียกว่า “ปัญหาอุปสรรค” ซึ่ง ซีอีโอ เจเอสพี บอกว่า มองให้ออกและอย่าดันทุรังเท่านั้นเอง

“คนอื่นอาจมองว่าปัญหาและอุปสรรคคือสิ่งเดียวกัน แต่สำหรับผมมันคือคนละเรื่อง เราต้องแยกให้ออกมามันคือปัญหา หรืออุปสรรค ต้องรู้จักที่จะหยุดมองให้เห็นข้อเท็จจริง ถ้าเกิดเป็นปัญหา ก็ต้องหาทางแก้ไข จัดลำดับความสำคัญของปัญหา ถ้าทำแล้วปัญหายังมีอยู่ ก็หยุดดูใหม่ หาทางแก้ใหม่ ถ้ามันเป็นอุปสรรคทำให้ไปต่อไม่ได้บางครั้งเราต้องถอย ต้องเลี่ยง ไม่ใช่ดันทุรัง เพราะการมุทะลุไปในทางที่ไม่เห็นผลย่อมไม่เกิดผลดีใดๆ บางทีกับบางสิ่งบางอย่างมันมีเวลาของมัน เราก็ต้องรู้จักการรอคอยบ้าง แล้วผลสำเร็จก็จะตามมาในที่สุด”

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า ผู้บริหารพันล้านคนนี้ มีวิถีชีวิตแบบ “ติดดิน” สุดๆ เพราะนอกเหนือจากงาน เวลาทั้งหมดของเขาหมดไปกับ “ครอบครัว”

“วันหยุด วันว่างพาภรรยาและลูกไปเที่ยวช้อปปิ้ง กินข้าว ดูหนัง กันสามคนตลอด ถ้าวันว่างมากหน่อยก็ขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด ผมชอบธรรมชาติและชอบความเร็ว จึงชอบขับรถไปเที่ยวเองตามต่างจังหวัด ไปอยู่กับธรรมชาติ ต้นไม้เขียวๆ อากาศบริสุทธิ์ เพราะชีวิตประจำวันทำงานเจอรถติด เจอความวุ่นวายมากแล้ว ผมจึงเลือกพักผ่อนกับครอบครัวมากกว่า แต่พยายามหาเวลาไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันปีละครั้งสองครั้ง ผมชอบไปประเทศที่ไม่ค่อยมีใครไป เพราะผมอยากเห็นอะไรที่แตกต่าง เป็นการเรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมที่หลากหลาย ที่สำคัญคือไม่วุ่นวายดีซึ่งผมโชคดีว่า ทั้งภรรยา และลูกชาย ก็ชอบไลฟ์สไตล์แบบนี้ ทำให้เรามีความสุขร่วมกัน

เคยมีผู้ใหญ่ถามผมตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ว่า ในชีวิตนี้อยากได้อะไร ผมตอบว่า ผมอยากได้ 2 อย่าง เป็นสิ่งที่คนจนและคนรวยอยากได้ คนจนอยากได้ ‘เงิน’ คนรวยอยากได้ ‘เวลา’ บางคนทำงานหาเงิน พอวันที่มีเงินมันก็ไม่มีเวลา สำหรับผมจึงต้องบริหารทั้งสองอย่างให้ลงตัว ไม่ใช่เพื่อตัวเองแต่เพื่อคนที่เรารักครับ”

เป็นทั้ง Business Man และ Family Man ที่แท้ทรูจริงๆ ค่

บี มาย เกสท์ : ‘ชนิสรา ชำรัมย์’สร้างทุกสิ่งด้วยสมองและสองมือ

Published December 9, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/353191

บี มาย เกสท์ : ‘ชนิสรา ชำรัมย์’สร้างทุกสิ่งด้วยสมองและสองมือ

บี มาย เกสท์ : ‘ชนิสรา ชำรัมย์’สร้างทุกสิ่งด้วยสมองและสองมือ

วันจันทร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เป็นผู้หญิงรุ่นใหม่ที่กระโดดเข้ามาสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ ภายใต้
แบรนด์ ชนิส (CHANIS) ตาล-ชนิสรา ชำรัมย์ วัย 35 ปี จากเด็กสาวเมืองบุรีรัมย์ที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ด้วยการลงมือทำที่เริ่มจากศูนย์ ค่อยๆ เรียนรู้สั่งสมประสบการณ์เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต

ชนิสรา เป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวเล็กๆที่มีพ่อรับราชการครู ส่วนแม่ทำอาชีพค้าขาย หลังจากเรียนจบมัธยมปลาย เธอตัดสินใจมาศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่กรุงเทพมหานคร เมื่อจบปริญญาตรีก็เข้าสู่ชีวิตวัยทำงานอย่างเต็มตัวด้วยการเป็นลูกจ้าง

“ตำแหน่งที่ทำเป็นเลขานุการผู้บริหาร บริษัทขนาดใหญ่ ด้วยตำแหน่งและเงินเดือนก็ดีในระดับหนึ่ง มันเป็นรายได้ประจำที่แน่นอน ถ้าเราไม่ฟุ้งเฟ้อก็อยู่ได้ แต่ตาลคิดเสมอว่าเราอยากมีอิสระ อยากเป็นนายตัวเอง และชอบอะไรที่ท้าทาย ซึ่งการ
เป็นลูกจ้างมันไม่ตอบโจทย์ ทำงานประจำได้ 2 ปีก็ลาออกเป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่อยากให้กลับไปอยู่บ้านที่บุรีรัมย์พอดี ตาลก็เลยกลับบ้านแล้วชิมลางการทำธุรกิจด้วยการเปิดร้านอาหารเล็กๆ ทำไปได้สักพักก็รู้สึกว่าเราอยากทำธุรกิจส่วนตัวจริงๆ ก็เลยลงเรียนปริญญาโทด้านการตลาด เพื่อนำความรู้มาใช้ในการทำธุรกิจ”

ธุรกิจร้านอาหารกำลังไปได้สวย แต่ก็มีความท้าทายสิ่งใหม่เข้ามาหา เมื่อเพื่อนของเธอชวนไปทำธุรกิจเปิดร้านสปา ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเธอก็ไม่ปฏิเสธที่จะลองทำในสิ่งใหม่ๆ

“ชลบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยว ร้านสปาก็ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีทำให้ร้านไปได้สวย แต่ด้วยการที่มีหุ้นส่วน 3 คน ซึ่งแต่ละคนก็มีธุรกิจหลัก มีงานประจำเป็นของตัวเอง ทำให้มีเวลาเข้ามาดูแลร้านไม่เพียงพอ ในที่สุดพวกเราก็ตัดสินใจว่าปิดร้านเพื่อไปโฟกัสเรื่องหลักของแต่ละคนดีกว่า ซึ่งตรงนี้ก็เป็นบทเรียนให้ตาลเหมือนกันว่าถ้าเราจะทำอะไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่เราต้องมีเวลาที่จะทุ่มเทให้กับสิ่งๆ นั้น ในฐานะเจ้าของธุรกิจเราจะมองว่าเรามีลูกจ้างทำงานให้ไม่พอ”

แม้จะต้องเลิกธุรกิจสปาไปในขณะที่สามารถทำกำไรได้อย่างงดงาม แต่ก็ทำให้ ชนิสรา ได้ไอเดียในการทำธุรกิจใหม่
คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ ภายใต้แบรนด์ ชนิส (CHANIS)

“ธุรกิจสปา ลูกค้าคือคนที่รักสวยรักงาม เราก็จะได้เจอลูกค้าที่มีปัญหาบ่นเรื่องรูปร่างบ้าง ผิวพรรณไม่สดใส ตัวตาลเองก็เป็นคนที่ดูแลผิวพรรณและรูปร่างตัวเองมากพอสมควร ก็จะมีลูกค้า คนใกล้ชิดที่มาถามเรื่องเคล็ดลับการดูแลตัวเอง พอไม่ได้ทำธุรกิจสปา ตาลก็มองเห็นว่าเราต่อยอดจากตรงนั้นได้ เพราะทำธุรกิจสปาเราก็ต้องหาผลิตภัณฑ์สปามาให้บริการลูกค้า ทำให้เรารู้ว่าอะไรดี ไม่ดี อะไรที่จะช่วยดูแลลูกค้าอย่างได้ผลดีที่สุดจึงเป็นที่มาของแบรนด์ชนิสค่ะ”

แต่อย่างที่เห็นตามสื่อต่างๆ ว่ามีแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อการดูแลรูปร่างและผิวพรรณมีอยู่จนล้นตลาด และยังมีกระแสในแง่ลบเกิดขึ้นมากมาย แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะไม่ลงมือทำ

“แบรนด์ชนิส ไม่ได้ทำตามกระแส แต่มันเกิดจากตัวเราเองเป็นหลัก ตาลมองว่าถ้าเราทำตามกระแส เราก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้น ตาลจึงสร้างแบรนด์ด้วยการใช้ความซื่อสัตย์จริงใจต่อผู้บริโภคเป็นอันดับหนึ่ง สูตร วัตถุดิบต่างๆที่นำมาใช้ ตาลได้คัดสรรมาอย่างดี โดยเฉพาะโรงงานผลิต เป็นโรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีมาตรฐานการผลิตรับรอง ผลิตภัณฑ์แบรนด์ชนิส มีการขออนุญาตผลิตและจำหน่ายอย่างถูกต้อง ก่อนที่ตาลจะทำตลาด เราทดลองใช้ด้วยตัวเองรวมทั้งให้เพื่อนคนใกล้ชิดได้ทดลองเพื่อพิสูจน์คุณภาพผลิตภัณฑ์ ความพึงพอใจของลูกค้า จนมั่นใจจึงได้วางจำหน่าย และยังมีการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์อยู่เป็นระยะๆ เพื่อความมั่นใจ เพราะปัจจุบันสื่อไปเร็วมาก แม้แต่ตัวแทนจำหน่ายเองไม่ใช่ว่าใครก็ได้ เพราะตาลมีการคัดตัวแทนจำหน่ายที่เข้าใจในแบรนด์อย่างแท้จริง เพื่อที่จะสื่อสารข้อมูลไปยังผู้บริโภคได้อย่างถูกต้อง”

แบรนด์ชนิส เพิ่งเปิดตัวได้ปีกว่า แต่ก็นับว่าเป็นการเริ่มต้นด้วยแนวโน้มที่ดี แต่หนทางของการทำธุรกิจยังมีอะไรอีกมากให้พบเจอ ซึ่งเธอก็พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า

“ตาลเป็นเด็กอีสานคนหนึ่ง พ่อแม่ไม่มีสมบัติอะไรให้นอกจากการศึกษา และอบรมสั่งสอนให้เราเป็นคนดี สิ่งที่เหลือคือ ต้องขวนขวายด้วยตัวเอง ตาลไม่ใช่คนที่มีความฝันแล้วได้แต่นั่งมองความสำเร็จของคนอื่น แต่ตาลเลือกที่จะลงมือทำเริ่มจากศูนย์เพื่อเดินไปให้ถึงสิบถึงร้อย ตาลรู้ว่ายังจะต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก ในการทำธุรกิจมันอาจจะมีที่เราตัดสินใจถูกและผิดพลาดบ้าง ไม่ว่าจะผิดหรือถูกมันคือบทเรียนให้เราก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง

ตาลไม่ได้หวังว่าทำธุรกิจเพื่อให้กลายเป็นมหาเศรษฐีในอีกสิบปีข้างหน้า แต่ตาลต้องการสร้างความมั่นคงให้กับตนเอง ให้กับคนที่เรารัก บนพื้นฐานของความพอเพียง ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และมีโอกาสที่จะแบ่งปันให้กับสังคม ซึ่งตาลไม่เคยกำหนดว่าการประสบความสำเร็จจะต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง แต่ถ้ามีอะไรที่ท้าทายความสามารถของเราก็พร้อมที่จะเรียนรู้และลงมือทำ เหมือนกับการสร้างแบรนด์ชนิสที่เป็นสิ่งท้าทายความสามารถของตาลตอนนี้ค่ะ”

“ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน” เป็นคำพูดเปรียบเปรยที่ตรงกับเธอคนนี้อย่างแท้จริง นับเป็นตัวอย่างผู้หญิงแกร่งที่มีความคิดบวก หวังว่าเรื่องราวของเธอคงจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคน

บี มาย เกสท์ : ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์ ปรับโฉม‘จัสมิน’ร้านเพชรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้

Published November 19, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/351734

บี มาย เกสท์ : ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์  ปรับโฉม‘จัสมิน’ร้านเพชรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้

บี มาย เกสท์ : ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์ ปรับโฉม‘จัสมิน’ร้านเพชรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้

วันจันทร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การสืบทอดธุรกิจครอบครัว ไม่เพียงแค่ดำรงให้ธุรกิจที่คนรุ่นแรกทำไว้ให้ดำเนินต่อไปได้ แต่ยังต้องพัฒนาให้ก้าวหน้ากว่าเดิม ดังเช่นร้านเพชรชื่อดัง “จัสมิน” ที่อยู่คู่โรงแรมดุสิตธานีมาเกือบครึ่งทศวรรษ วันนี้มีทายาทรุ่นลูกนำโดย ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์ นั่งเก้าอี้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จัสมิน จิวเวลรี่ กรุ๊ป จำกัด เข้ามาสานต่อแบรนด์จัสมิน พร้อมกับภาพลักษณ์ใหม่ “ร้านเพชรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้”

“คุณพ่อเปิดร้านจิวเวลรี่ชื่อจัสมินแห่งแรกที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ถ้าย้อนไปสมัยนั้นแน่นอนว่ากลุ่มลูกค้าก็คือผู้มีอันจะกิน แต่เมื่อผมเข้ามา ผมมองว่ากลุ่มหนุ่มสาวที่เข้าสู่วัยทำงานแล้ว และต้องการมีเครื่องประดับดีๆ สักชิ้น เป็นกลุ่มที่น่าสนใจและมีฐานที่กว้างกว่า เราจึงขยายตลาดไปกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายที่เข้าสู่วัยทำงาน แต่พอพูดถึงร้านเพชรทุกคนจะนึกถึงความหรูหรา อลังการ วิบวับไปหมด ผมก็ปรับเรื่องภาพลักษณ์ใหม่ให้มีความเรียบง่าย ให้ความรู้สึกจริงใจ ตรงๆ เหมือนกับบุคลิกของผม เข้ามาในร้านไม่ต้องเกร็ง เข้ามาดูยังไม่ซื้อไม่เป็นไรเราไม่กดดันลูกค้า เครื่องประดับของเราก็มีราคาตั้งแต่หมื่นต้นๆ เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้ารุ่นเล็ก โดยไปเปิดร้านแรกที่ ดิ เอ็มโพเรียมซึ่งตรงกับกลุ่มเป้าหมายของเรา”

กลุ่มลูกค้าแม้จะเป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่ด้วยช่วงอายุและสถานะทางสังคม ก็ทำให้การเลือกซื้อเครื่องประดับแตกต่างกัน ซึ่ง CEO แบรนด์เครื่องประดับ จัสมิน บอกถึงรสนิยมลูกค้าของตนเองว่า

“กลุ่มลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นตอนปลายหรือเพิ่งเริ่มทำงานและยังโสด อายุประมาณ 25-30 ปี จะชอบดีไซน์ที่เรียบๆ ไม่หรูหรามากนัก สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ซื้อเพื่อเป็นของขวัญความสำเร็จ เสริมบุคลิกภาพของตนเอง หรือถ้าแต่งงานแล้วก็จะชอบอะไรที่ชิ้นใหญ่ขึ้นมาอีกนิด ส่วนกลุ่มวัยผู้ใหญ่ 50 อัพ แน่นอนว่าเป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงมาก ก็จะชอบดีไซน์ที่มีความหรูหรามากขึ้น ซึ่งเราก็มีสินค้าครอบคลุมทุกกลุ่ม รวมไปถึงจิวเวลรี่สำหรับหนุ่มๆ ที่จัสมินก็มีบริการ”

จัสมิน ไม่ใช่แค่ร้านจำหน่ายเครื่องประดับเท่านั้น แต่ยังเป็นแบรนด์ที่ให้บริการครบวงจร ตั้งแต่การรับออกแบบ ผลิต
ดูแลรักษา ซึ่งมีทีมออกแบบและช่างฝีมือมากประสบการณ์ที่สำคัญยังมีวัตถุดิบอย่างอัญมณีต่างๆ ทั้ง เพชร พลอย นำเข้ามาแบบครบครันทีเดียว

“จัสมิน มีทั้งเพชร พลอยต่างๆ ไว้ให้ลูกค้าเลือกได้ตามความต้องการ เรานำเข้ามาเอง เวลาที่ลูกค้าสั่งทำ จึงไม่ต้องรอนาน อย่างมากก็ประมาณ 3 สัปดาห์ นอกจากว่าลูกค้าต้องการเพชร พลอยที่พิเศษมากจริงๆ ก็ต้องใช้เวลาในการจัดหา
เคยมีเคสเร่งด่วน อยากจะเซอร์ไพรส์ขอแฟนสาวแต่งงาน อยากได้แหวนเพชร มีเวลาให้เรา 2 วัน ผมก็ทำให้ เพราะมันหมายถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อเรา หน้าที่ของเราคือทำให้สุดฝีมืออีกหนึ่งบริการที่ทำให้จัสมินได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าคือ การดูแลหลังการขาย ไม่ว่างานซ่อม ทำความสะอาด งานรีดีไซน์ แม้จะไม่ได้ซื้อจากร้านเราก็ตามเราก็รับไม่เกี่ยง ทำให้เราได้ใจและได้ลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น”

การอยู่ในธุรกิจนี้เป็นเรื่องของ “งานบริการ” ที่ต้องทำด้วย “ความสุข” ของผู้ให้บริการเป็นสำคัญ เพราะถ้าผู้ให้บริการไม่มีความสุข ลูกค้าผู้รับบริการก็คงไม่ความสุขเช่นกัน

“ในการขายจิวเวลรี่ ผมไม่ได้มองว่าเป็นสินค้าที่ซื้อมาขายไป ดังนั้น เครื่องประดับทุกชิ้นที่อยู่ในร้าน ผมก็ใช้ตัวเองเป็นมาตรวัด คือจิวเวลรี่ทุกชิ้น ผมมองแล้ว ผมต้องมีความสุขกับการได้เห็นเขาในทุกๆ วันก่อน เพราะผมมองแล้วผมยังไม่ชอบ ไม่อยากมอง แล้วลูกค้าจะมองไหม จะมีใครอยากซื้อหรือเปล่า ผมไม่ต้องการขายสินค้าแบบยัดเยียด หรือเพียงแต่ขอให้ขายได้เพราะผมเชื่อว่าลูกค้าจะสัมผัสได้ สิ่งที่ผมขายไม่ใช่แค่จิวเวลรี่ แต่ผมขายความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ทุกสิ่งไม่ว่าจะเพชร พลอย การออกแบบ การผลิต เราคัดสรร เราตั้งใจ เพื่อความพึงพอใจของลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่ง และคำชม รอยยิ้ม ความพึงพอใจจากลูกค้า ก็คือ ความสุขของผมที่อยู่ในธุรกิจนี้”

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า จัสมิน ดำเนินธุรกิจโดยรุ่นที่สอง ซึ่งมี ภาณุวัฒน์ ในฐานะลูกชายคนโตนั่งเก้าอี้ ประธานกรรมการบริหาร เขาบอกถึงเคล็ดลับการทำธุรกิจครอบครัวที่หลายๆ คนมองว่าคงง่ายต่อการบริหารงาน

“ตอนที่ตัดสินใจจะมาสานต่อแบรนด์จัสมิน ผมคุยกับน้องๆ อีก 3 คนแล้วว่าจะมาช่วยกันสืบทอดสิ่งที่พ่อแม่สร้างไว้หรือเปล่า เมื่อทุกคนตกลงพร้อมใจกัน มันคือทีมเวิร์ก ถามว่าง่ายไหม ก็ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเช่นกัน สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจครอบครัว คือการแบ่งหน้าที่ แบ่งงานกันอย่างชัดเจน และแยกบทบาทความเป็นพี่น้องให้ห่างจากงานให้ได้มากที่สุด อยู่บ้านเราคือพี่น้อง แต่ถ้าทำงานเราต้องวางคำว่าพี่น้องไว้ที่บ้านนะ ถึงแม้มันจะแยกกันได้ยาก แต่อย่างน้อยๆ 80% ถ้าเอาพี่น้องมาใช้ในที่ทำงาน เวลาที่มีปัญหามันจะเต็มไปด้วยอารมณ์ ซึ่งการทำธุรกิจมันต้องมีเหตุมีผลมาคุยกัน อาจจะมีความเห็นที่ไม่ตรงกันบ้างแต่ท้ายที่สุด ผลที่ออกมาเราต้องคำนึงถึงลูกค้ามากที่สุด ระหว่างทางเราอาจจะถกเถียงกันแต่ท้ายที่สุดถ้าลูกค้าแฮปปี้เราก็จบ”

เป็นที่รู้กันดีว่า โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ กำลังจะหยุดให้บริการในเร็วๆ นี้ ภาณุวัฒน์ จึงมีแผนรองรับในการขยายสาขาเพิ่มเติม นอกจาก จัสมิน สาขาดิ เอ็มโพเรียม แล้ว ในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ สาขาใหม่ล่าสุด โรงแรมอนันตรา สยาม จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ และไม่ใช่แค่เพียงสองสาขานี้ เพราะอนาคตเราจะได้เห็นเคาน์เตอร์แบรนด์ จัสมิน ในห้างสรรพสินค้า และโรงแรมหรูห้าดาว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ร้านเพชรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้” อีกหลายสาขาทีเดียว

บี มาย เกสท์ : วรลักษณ์ บางประเสริฐ เริ่มต้นจากศูนย์สู่ประสบการณ์เต็มร้อย

Published November 8, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/348918

บี มาย เกสท์ : วรลักษณ์ บางประเสริฐ เริ่มต้นจากศูนย์สู่ประสบการณ์เต็มร้อย

บี มาย เกสท์ : วรลักษณ์ บางประเสริฐ เริ่มต้นจากศูนย์สู่ประสบการณ์เต็มร้อย

วันจันทร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เรียกได้ว่าเป็นเจ้าแม่เซี่ยงไฮ้ได้เลยทีเดียว สำหรับสาวมาดเท่ ที่ดูเก๋และเปรี้ยวมาก ด้วยบุคลิกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ แลดูเป็นเวิร์กกิ้งวูแมนสุดโต่ง ที่มีความจริงจังและลงทุกดีเทลของการทำงาน แต่ภายใต้สิ่งเหล่านั้น เราสัมผัสกับตัวตนที่อ่อนโยนและสนุกสนานไปกับการทำงานของเธอ วรลักษณ์ บางประเสริฐ จากอดีตพนักงานบริการลูกค้าธนาคารดีเด่นธรรมดาๆ คนหนึ่ง ก้าวสู่การเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบูติคโฮเตลสุดหรูในเครือบุราส่าหรีกรุ๊ป

วรลักษณ์ เล่าถึงการมาทำงานร่วมกับบุราส่าหรีกรุ๊ปนั้นเริ่มต้นจากได้รับการติดต่อจากหัวหน้าเก่าว่า บุราส่าหรีกรุ๊ป ต้องการคนมาทำงานฝ่ายจัดซื้อที่โรงแรมบุราส่าหรีที่ภูเก็ต แม้จะไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้ แต่เมื่อโอกาสมาถึง เธอก็ไม่ปล่อยให้หลุดมือไป

“พอเรียนจบ ก็ทำงานธนาคาร เป็นพนักงานให้บริการลูกค้าหน้าเคาน์เตอร์ พอแต่งงานก็ลาออกมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว จนกระทั่งลูกโตก็ได้รับการชักชวนให้ร่วมโปรเจกท์ห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ที่ภูเก็ต แต่บังเอิญว่าเกิดเหตุการณ์สึนามิเสียก่อน โปรเจกท์นั้นก็เลยชะงักไป จริงๆ เขาก็ไม่ได้เทเราหรอก แต่รู้สึกว่าเราไม่ได้ทำอะไรให้คุ้มค่าจ้าง ก็เลยตัดสินใจลาออกเอง จากนั้นไม่นานหัวหน้าเก่าที่ทำโปรเจกท์ห้างสรรพสินค้านี่แหละ มาเสนองานว่า คุณลิลลี่ (ลิลลี่ อุดมคุณธรรม กรรมการผู้จัดการบุราส่าหรีกรุ๊ป) อยากได้คนมาทำงานด้านจัดซื้อของโรงแรมบุราส่าหรี ที่ภูเก็ต พี่ก็เอ๊ะเราไม่เคยรู้จักงานแบบนี้เลย ไม่เคยทำงานเกี่ยวกับการจัดซื้อเลย เราจะทำได้เหรอหัวหน้าเก่าก็บอกว่า ไม่ยากหรอก แค่มีทักษะการเจรจาต่อรองและความซื่อสัตย์ ก็ทำได้แล้ว เราทำได้แน่นอน พี่ก็เลย เอ้า…ลองดูกันสักตั้ง”

ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อ บุราส่าหรีกรุ๊ป เธอกล้าการันตีว่าของที่ใช้ในโรงแรมบุราส่าหรีภูเก็ต ไม่มีชิ้นไหนที่เธอไม่ได้จับไม่ได้ดู และทำให้เธอค้นพบว่างานจัดซื้อเป็นงานที่ “ถูกจริต” ยิ่งนัก

“คงเป็นเพราะพี่ชอบพูดคุยติดต่อประสานงานด้วย มันก็เลยสนุกกับการได้ค้นหา คัดเลือก ได้ต่อรอง ซื้อของสวยๆ หลังจากนั้นเจ้านายก็เริ่มมอบหมายงานรีโนเวท เพื่อปรับปรุงโรงแรมต่อเนื่องเลย พี่ก็เลยขอเข้าประชุมโปรเจกท์ด้วย เพราะจะได้ทราบคอนเซ็ปต์ตั้งแต่ต้นว่าทางอินทีเรียดีไซเนอร์ต้องการอะไร วิศวกรอยากได้แบบไหน เราจะได้ไปหามาให้ถูกใจทุกฝ่าย คือของบางอย่าง อาจจะดูสวย แต่เสียบ่อย หรือลูกค้ามาใช้แล้วไม่สะดวก เราจึงมีข้อมูลไปคุยว่าชิ้นไหนที่ดี ใช้งานง่าย และทนทาน คือมันเข้าข่ายที่ว่าคนออกแบบไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ออกแบบ การร่วมประชุมทำให้เราสามารถซื้อของได้ตรงกับความต้องการของคนออกแบบ ช่างที่ติดตั้ง รวมทั้งลูกค้าหรือผู้ใช้งาน เพราะเราจะเข้าใจฟังก์ชั่นการใช้งานของสิ่งนั้นๆ ได้ดี ซึ่งได้ประโยชน์หลายทาง โรงแรมก็ประหยัดขึ้นได้ของสวยและดี ช่างก็แฮปปี้ ไม่ต้องซ่อมบำรุงบ่อย ลูกค้ามาใช้ก็ใช้งานง่าย สะดวกสบาย ก็มีความสุขในการมาพักผ่อน เราเองก็มีความสุขกับงานเพราะทำให้ทุกคนมีความสุข”

จากผลงานที่เข้าตาผู้บริหาร เธอจึงได้รับความไว้วางใจให้ดูแลงานที่พิสูจน์ความสามารถมากขึ้น นั่นคือ โปรเจกท์การรีโนเวทและงานบริหาร โรงแรมบุราส่าหรี เฮอริเทจ หลวงพระบาง ซึ่งเป็นการสร้างสมประสบการณ์งานบริหารโรงแรมให้กับเธอเป็นอย่างดี

“มีแต่คนบอกว่า หลวงพระบาง เป็นเมืองปราบเซียน เพราะด้วยวัฒนธรรมที่สโลว์ไลฟ์มาก และย้อนกลับไป 5-6 ปีก่อน โรงแรมระดับ 5 ดาว ในหลวงพระบางไม่มีเลย อีกทั้งคนท้องถิ่นเขาก็ไม่ค่อยอยากทำงานโรงแรม เพราะมันต้องอยู่ในกฎระเบียบของโรงแรมซึ่งเขาจะกลัวกันมาก ทำให้ยากในการบริหาร ไปอยู่ใหม่ๆ เจอแบบว่าอยากจะหยุดก็หยุด ไม่มีส่งใบลาล่วงหน้า พี่เองก็ต้องปรับตัว เพราะโรงแรมต้องเปิดให้บริการทุกวัน ใช้วิธีการค่อยๆ สอน ทำให้เขารู้ว่าทุกคนทุกตำแหน่งในโรงแรมมีความสำคัญหมด ถ้าใครไม่มาคนหนึ่งอาจทำให้การบริการแขกไม่ทันท่วงที อะไรทำนองนี้ ให้มีการวางแผน สอนให้เขาทำงานแบบมืออาชีพให้ได้ ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานในการให้เขาปรับตัวเข้ากับกฎระเบียบที่เขาเกรง และสามารถอยู่กับกฎระเบียบได้อย่างมีความสุขทุกคน จนรู้สึกภูมิใจว่า โรงแรมเรากลายเป็นโรงแรมที่มีการ turn over ต่ำสุดในหลวงพระบาง และพนักงานเรามากกว่าครึ่งที่อยู่กับเราตั้งแต่เปิดจนถึงปัจจุบัน หลักสำคัญคือ ทำให้เห็น เราจะเป็นหัวหน้าที่ทำงานแทนลูกน้องได้ทุกฟังก์ชั่น เหนื่อยก็เหนื่อยด้วยกัน กินพร้อมกัน พักพร้อมกัน เขาคงจะรู้สึกเหมือนเราเป็นพี่ เกรงใจพี่ ไม่อยากให้พี่เหนื่อย ก็จะช่วยกันเป็นทีมเวิร์กที่เหนียวแน่น”

เมื่อโรงแรมบุราส่าหรี เฮอริเทจ หลวงพระบาง เข้าที่เข้าทางทุกอย่างสามารถดำเนินการได้ไปตามระบบที่วางไว้ เธอก็ได้รับการโปรโมทให้เป็นผู้จัดการโรงแรมเซี่ยงไฮ้แมนชั่น ซึ่งตั้งอยู่ที่ย่านเยาวราช กรุงเทพมหานคร ทันที ควบคู่กับเก้าอี้ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อบุราส่าหรีกรุ๊ป

“ความสนุกของฝ่ายจัดซื้อ บุหราส่าหรีกรุ๊ป ก็คือเอกลักษณ์ของโรงแรมในเครือแต่ละแห่งจะออกแบบตกแต่งตามภูมิประเทศและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่โรงแรมเราตั้งอยู่ ดังนั้น บุราส่าหรี ภูเก็ต หลวงพระบาง จนมาถึงเซี่ยงไฮ้แมนชั่น เยาวราช ของใช้ของตกแต่งโรงแรม มันจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้พี่ต้องศึกษาถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นด้วย อย่างที่เซี่ยงไฮ้แมนชั่น เป็นอะไรที่สนุกมากจริงๆ เพราะได้ช็อปของจีนแนววินเทจ ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์โรงแรม แล้วก็ต้องมารับบทบาทผู้จัดการทั่วไปของเซี่ยงไฮ้แมนชั่นด้วย พี่ก็ใช้ประสบการณ์ที่หลวงพระบางมาใช้ นั่นคือการทำงานแบบทีมเวิร์ก สร้างแรงจูงใจทางบวก ดูแล อบรม แต่ละคนให้สามารถทำงานแบบมัลติฟังก์ชั่นเหมือนเราให้ได้ ไม่ใช่ทำแค่หน้าที่ตัวเองแล้วจบ น้องๆ มักจะบอกว่า เราเป็น GM ที่ทุกคนเข้าถึงได้ เราอยู่กันแบบครอบครัว โรงแรมหรือที่ทำงานก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนบ้าน เพราะเราใช้เวลาในที่ทำงานมากเกือบเท่ากับที่บ้าน เมื่อเราให้ใจเขา เขาก็เทใจให้เรากลับมา”

กว่า 10 ปี บนเส้นทางสายงานโรงแรม ที่เริ่มต้นจาก “ศูนย์” จนก้าวสู่ตำแหน่ง ผู้จัดการโรงแรมเซี่ยงไฮ้แมนชั่น และผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อ บุราส่าหรีกรุ๊ป พิสูจน์แล้วว่าความมุ่งมั่นตั้งใจเรียนรู้ จนก่อเกิดเป็น “ประสบการณ์” ที่พร้อมจะส่งต่อเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับ บุราส่าหรีกรุ๊ป

“พี่เชื่อว่าในการทำงาน ยิ่งทำมาก ยิ่งได้มาก ประสบการณ์เป็นสิ่งที่สอนกันไม่ได้ และหาซื้อไม่ได้ตามท้องตลาด แต่มันเกิดจากการลงมือทำเท่านั้น จึงจะได้กลับมา และประสบการณ์การทำงานที่เกิดขึ้นก็ไม่มีใครเอาไปจากเราได้แต่พี่ตั้งใจจะใช้ประสบการณ์นี้สอนให้น้องๆ ได้เอาไปใช้ต่อได้ เพราะประสบการณ์การทำงานและการใช้ชีวิตจะทำให้เราเติบโตขึ้นไปในทางที่เราต้องการได้ค่ะ”

%d bloggers like this: