บี มาย เกสท์ : ‘พรสวรรค์’ต้องมาพร้อมกับ‘พรแสวง’ ‘วิคเตอร์-มีชัย สีหราช’กับเส้นทางนักเต้นที่ไม่หยุดพัฒนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/474906

บี มาย เกสท์ : ‘พรสวรรค์’ต้องมาพร้อมกับ‘พรแสวง’  ‘วิคเตอร์-มีชัย สีหราช’กับเส้นทางนักเต้นที่ไม่หยุดพัฒนา

บี มาย เกสท์ : ‘พรสวรรค์’ต้องมาพร้อมกับ‘พรแสวง’ ‘วิคเตอร์-มีชัย สีหราช’กับเส้นทางนักเต้นที่ไม่หยุดพัฒนา

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ว่ากันว่า “พรสวรรค์” เป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่ละคนก็มีพรสวรรค์ที่แตกต่างกันไปทำให้มนุษย์สามารถเป็นเลิศในด้านใดด้านหนึ่ง โดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม แต่ในปัจจุบันเพียงแค่ “พรสวรรค์” คงไม่พอ เพราะสิ่งที่จะทำให้พรสวรรค์นั้นคงอยู่ และสำเร็จผลได้ก็คือ “พรแสวง” ที่ต้องมาคู่กัน แสวงหาความรู้ ตั้งใจฝึกฝน และไม่หยุดที่จะพัฒนา ดังเช่น วิคเตอร์-มีชัย สีหราช นักเต้นที่ไม่จำกัดขีดความสามารถของตนเอง

วิคเตอร์-มีชัย สีหราช กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชานิเทศศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อย้อนไปคุยถึงสาเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจบินตรงกลับมาจากประเทศออสเตรเลีย เพื่อมาศึกษาต่อที่ประเทศไทย วิคเตอร์ เล่าว่า

“พอจบ High School จากที่ออสเตรเลีย ก็เริ่มทำงานเลยครับ ทั้งไปเต้นบนเรือ งานละครเวทีต่างๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ต้องกลับมาประเทศไทย รู้สึกอยากเรียนต่อ เมื่อได้ลองหามหาวิทยาลัยที่มีหลักสูตรอินเตอร์ดู จึงเห็นว่ามหาวิทยาลัยรังสิตเป็นหนึ่งในนั้น พอได้ตัดสินใจเข้ามาเรียนแล้วเราก็รู้สึกประทับใจมาก เพราะมีสังคมที่ดี รู้สึกว่าที่นี่เหมือนบ้านเลยครับ”

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในมหาวิทยาลัยรังสิต เขามุ่งมั่นในเรื่องการเรียนและการทำกิจกรรมควบคู่กันไปไม่ว่าจะเป็นพิธีกรในงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัย การแสดง หรือการเต้น และสิ่งที่เขาได้รับกลับมาทุกครั้งหลังจากการเข้าร่วมกิจกรรมคือ มิตรภาพ

“ทุกคนเป็นมิตรมากครับ ไม่ใช่แค่เพื่อนๆ แต่อาจารย์ก็มีความเป็นกันเองมาก เหมือนคนในครอบครัวที่อยู่ด้วยกันแล้วไม่อึดอัดเลย ผมอาจจะพูดคำนี้บ่อย แต่รู้สึกแบบนั้นจริงๆ ครับ ไม่ใช่แค่เฉพาะอินเตอร์เท่านั้น แต่ทั้งมหาวิทยาลัยรังสิตก็ถือว่าเป็นครอบครัวใหญ่อีกครอบครัวหนึ่งของผมเลย”

 

 

l เส้นทางการเต้นของ “วิคเตอร์”

วิคเตอร์ เริ่มเต้นตั้งแต่อายุ 8 ขวบ โดยเริ่มจากการเต้นลีลาศสไตล์ละติน เขาเล่าว่า จากเมื่อก่อนเป็นคนเก็บตัวขี้อาย และไม่มั่นใจในตัวเอง แต่แล้วการเต้นก็ช่วยเปลี่ยนแปลงให้วิคเตอร์กลายเป็นคนมั่นใจ และกล้าแสดงออกมากขึ้น วิคเตอร์ตั้งใจว่าจะยึดเส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักที่พาเขาไปถึงความฝันของชีวิต แต่สุดท้ายแล้วเขาก็พบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

“หลังจากที่จบจาก Performing Arts ระดับ High Schools ที่ออสเตรเลียก็เริ่มทำงานเกี่ยวกับการเต้นมาโดยตลอด จนวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุ ข้อเท้าพลิกเส้นเอ็นขาด ก็เครียดว่าถ้าหากเราเต้นไม่ได้จะทำอย่างไรดี จึงเริ่มมองหาแผนสำรองให้ตัวเองว่าควรจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยไหม จะได้มีปริญญาที่สามารถเอาไปต่อยอดได้ จึงตัดสินใจย้ายมาเรียนที่ประเทศไทย ตอนแรกคิดว่าจะตั้งใจเรียน ไม่ต้องคิดเรื่องเต้นแต่มันก็ห้ามไม่ได้ครับ เพราะว่าเรารักการเต้นจริงๆ มันเป็น Passion ของผม ก็เลยเลือกที่จะกลับมาเต้นต่อไป ฝึกซ้อม ฝึกฝน พยายามเรียนรู้เพิ่มเติม พัฒนาตัวเอง จากแค่ความชอบก็กลายมาเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้กับตัวเอง กับการเป็นครูสอนเต้น และ Choreographer ซึ่งเป็นอีกบทบาทที่สำคัญในชีวิตของผมครับ ตอนนี้ก็สอนอยู่ที่ Studio Zoom ที่สุขุมวิท และยังได้ร่วมงานเป็นคู่เต้นกับพี่ๆ ดารานักแสดงด้วยครับ ทั้ง พี่แต้ว (ณฐพร เตมีรักษ์) พี่ณเดชน์ คูกิมิยะ พี่ซาร่า (นลิน โฮเลอร์) และก็มีได้ไปออกรายการ I Can See You Voice และยังเข้าร่วมการประกวดต่างๆ มากมายครับ”

 

 

l พรสวรรค์จะไม่มี ความหมาย ถ้าไม่มีใครเห็นคุณค่า

วิคเตอร์ เล่าว่า เขานั้นโชคดีที่ครอบครัวให้การสนับสนุนทุกอย่างมีครั้งหนึ่งที่เขาต้องย้ายจากบ้านเกิดที่ Canberra (เมืองหลวงของออสเตรเลีย) ไปอยู่ที่ Sydney เพื่อศึกษาต่อในโรงเรียน Performing Arts ตั้งแต่อายุ 15 ปี เพียงคนเดียว นับเป็นการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว แต่ครอบครัวก็ยังเคียงข้างและให้การสนับสนุน

“พ่อแม่ไม่เคยบอกเลยว่า อย่าเต้นนะ การเต้นไม่ใช่อาชีพที่ก้าวหน้า แต่เขาจะพูดอยู่ตลอดเวลาทำให้เต็มที่ทำตามความฝันไปให้สุด ซึ่งรู้สึกว่าโชคดีมากๆ เพราะรู้ว่ายังมีหลายคนที่ครอบครัวไม่ได้ให้การสนับสนุน แต่ผมก็อยากเป็นกำลังใจกับทุกคนให้พยายามต่อไปครับ ถ้าสุดท้ายเราทำเต็มที่แล้ว อย่างไรมันต้องสำเร็จในสักวันหนึ่งที่สำคัญเมื่อผมเลือกที่จะเรียนต่อแล้ว ผมก็จะไม่ละทิ้งการเรียนครับ สำหรับผมรู้สึกว่าการเรียนต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเราใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยแค่4 ปีเอง จันทร์ถึงศุกร์เราเรียน เสาร์อาทิตย์เราก็เต้น วันอังคาร วันพฤหัสบดี เราก็ต้องเข้าไปที่สตูดิโอเพื่อจะไปสอนด้วย ก็ต้องแบ่งเวลาให้เป็น อะไรที่เป็นเรื่องเรียนเราก็ทำให้เสร็จก่อน หลังจากนั้นค่อยไปทำอย่างอื่น แรกๆ มันก็ยากแต่ผ่านไปสักพักเริ่มรู้สึกว่าปรับตัวได้แล้วครับ”

ในปัจจุบันการจำกัดความตัวเองว่าเป็น “นักเต้น” แล้วเต้นได้อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ วิคเตอร์อยากให้เรียกตัวเขาว่า “นักแสดง” เพราะเขาไม่จำกัดขีดความสามารถตัวเองไว้แค่เรื่องเต้น แต่ยังพัฒนาในด้านการร้อง การแสดง ควบคู่ไปด้วย โดยเป้าหมายสูงสุดของวิคเตอร์ คือการเปิดสตูดิโอเป็นของตัวเอง ที่จะมีทั้งการเต้น การแสดงแบบครบวงจร

“ผมรู้สึกว่าการเต้น คือสิ่งที่อยู่ในสายเลือดของผมไปแล้ว มันเลิกไม่ได้ ก็เลยมองว่าจะต่อยอดให้มันเป็นธุรกิจได้อย่างไร การเปิดสตูดิโอเป็นของตัวเอง จึงเป็นคำตอบครับ ผมอยากฝากกำลังใจมาถึงน้องๆ ที่กำลังเดินตามความฝัน ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือความมั่นใจและเชื่อในตัวเอง เราต้องเชื่อว่าเรามีศักยภาพพอที่จะทำให้สำเร็จได้ อาจจะเหนื่อย อาจจะท้อ อาจจะยอมแพ้กี่รอบ แต่ก็ต้องลุกขึ้นใหม่ เพราะในโลกนี้มันไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ อย่าหยุดที่จะเรียนรู้อย่างตัวผมเองก็ฝึกฝนอยู่ตลอด ไม่มีเวลาให้เรารู้สึกว่าตัวเองดีที่สุด เต้นมา 15 ปีแล้วแต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ต้องขยันและต้องตั้งใจทำให้เต็มที่ครับ”

บี มาย เกสท์ : ผศ.ดร.สิริอร เศรษฐมานิต อาชีพอาจารย์กับการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านงานวิจัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/471871

บี มาย เกสท์ : ผศ.ดร.สิริอร เศรษฐมานิต อาชีพอาจารย์กับการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านงานวิจัย

บี มาย เกสท์ : ผศ.ดร.สิริอร เศรษฐมานิต อาชีพอาจารย์กับการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านงานวิจัย

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ แสดงความยินดีและเชิดชูเกียรติ ผศ.ดร.สิริอร เศรษฐมานิต ที่ผลงานวิจัย ได้รับรางวัล Best Paper

เป็นทั้งอาจารย์และนักวิชาการที่มีผลงานโดดเด่น ผศ.ดร.สิริอร เศรษฐมานิต อาจารย์ประจำภาควิชาพาณิชยศาสตร์ และรองประธานหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (นักบริหาร) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ล่าสุดเพิ่งไปคว้ารางวัล Best Paper จากเวทีประชุมวิชาการนานาชาติ The 8th Global Conference on Business and Social Sciences 2018 ซึ่งถือเป็นเวทีใหญ่ระดับนานาชาติและมีผู้นำเสนองานวิจัยในการชิงชัยกว่า 500 ผลงาน

ย้อนรอยเส้นทางสู่แวดวงวิชาการ ด้วยความตั้งใจแรกสมัยเรียน อยากทำงานสายธุรกิจ หลังจากจบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 1 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขาการตลาด ได้เข้าทำงานและเก็บเกี่ยวประสบการณ์สายการตลาดและการเงินสักพัก จึงไปเพิ่มพูนความรู้ในระดับปริญญาโท โดยได้รับทุน Fullbrightจาก University of Oregon สาขาบริหารธุรกิจ เป็นจุดเริ่มต้นที่ได้เรียนรู้การฝึกคิดวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับตัวแบบจำลอง หรือ Simulation จากสถานการณ์ต่างๆ ให้ได้ฝึกคิด เรียนรู้วิธีแก้ปัญหา ทำให้เริ่มสนใจ หลังจากจบปริญญาโทก็ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอกทันที ที่ Portland State University ในสาขา PhD in Systems Science ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความรู้ด้านธุรกิจและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกันและจากการศึกษาต่อระดับปริญญาเอกนี่เองที่จุดประกายให้อาจารย์สนใจในบทบาทของการเป็นผู้ส่งต่อความรู้ให้กับนิสิต

“ส่วนตัวแล้วค่อนข้างคุ้นเคยกับอาชีพอาจารย์ เพราะคุณพ่อเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เห็นและซึมซับมาตั้งแต่เด็ก และช่วงที่เรียนปริญญาเอกยังได้มีโอกาสช่วยอาจารย์ที่สอนเรา ด้วยการเป็นผู้ช่วยหรืออาจารย์ช่วยสอนนิสิตปริญญาตรี แต่สิ่งที่กระแทกใจจุดแรงบันดาลใจในการเป็นอาจารย์อย่างจังมาจากที่เราได้มีโอกาสสอนเด็กตาบอด ซึ่งในสหรัฐอเมริกาเปิดโอกาสในการศึกษาเล่าเรียนค่อนข้างมาก มีตำราอักษรเบรลล์และหนังสือเสียง ซึ่ง เด็กตาบอดสามารถศึกษาค้นคว้าได้เอง พวกเขาจะมีความตั้งใจและความพยายามสูงมาก สิ่งที่ท้าทายที่สุดในการสอนเด็กตาบอด คือ รูปภาพ เราจะทำหรือจะอธิบายอย่างไรให้เขานึกตาม สร้างภาพขึ้นมาในสมองก่อให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการสื่อให้ได้มากที่สุด จนวันหนึ่งเมื่อเขาพูดขึ้นมา เข้าใจแล้ว วันนั้นแหละ เรารู้สึกดีใจ ตื้นตันและภูมิใจเป็นอย่างมาก ทำให้เราเริ่มรู้สึกสนใจการเป็นอาจารย์ขึ้นมาและคิดว่า เป็นอาจารย์ก็ดีเหมือนกันนะ จึงตั้งใจกลับมาเมืองไทยมาสมัครเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ ตามรอยของคุณพ่อซึ่งครอบครัวก็สนับสนุนเป็นอย่างดี จนถึงวันนี้ก็คลุกคลีอยู่ในวงการวิชาการมาเกือบ 13 ปีแล้ว

การเป็นอาจารย์ไม่น่าเบื่อนะคะ ได้เจอนิสิตใหม่ๆ ทุกปี ซึ่งแต่ละรุ่นก็จะมีความแตกต่างกันไปต้องปรับต้องจูนกันไปเรื่อยๆ เพื่อให้นิสิตสนุกที่จะเรียนรู้ ทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการเรียนการสอน โดยเราได้นำสิ่งที่เราถนัดอย่างตัวแบบจำลองหรือ Simulation จากสถานการณ์ต่างๆ มาให้นิสิตได้ฝึกคิด เรียนรู้วิธีแก้ปัญหา ลองผิดลองถูกก่อนที่จะออกไปสู่โลกแห่งความจริงในการทำงาน ดึงนิสิตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการสอน (Active Learning) ซึ่งได้รับผลดี เพราะนิสิตสนใจตื่นเต้น และสนุกสนานกับตัวแบบจำลองเหล่านี้มาก อาจารย์จะบอกนิสิตเสมอว่า อยากรู้อะไรหรือพบเจออะไรมาแล้วสงสัยให้ถาม คิดซะว่าเป็นการแบ่งปันความรู้ แชร์ความรู้ร่วมกัน”

ผศ.ดร.สิริอร กล่าวอีกว่า การเป็นอาจารย์ยังทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต้องมีความใฝ่รู้ ชอบการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เช่นเดียวกับการทำงานวิจัยก็เป็นการค้นหาองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้วยตัวเอง และยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์หรือ Networking อีกด้วย เช่น การทำงานวิจัยร่วมกับองค์กรธุรกิจ ทำให้ได้เห็น case study หรือกรณีศึกษาต่างๆ เปิดโลกการเรียนรู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

“ตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่อาจารย์ ทำให้มีโอกาสได้ทำงานวิจัยมาอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี โดยล่าสุดผลงานวิจัยของอาจารย์ได้รับคัดเลือกให้เป็น Best Paper จากเวทีประชุมวิชาการนานาชาติ The 8th Global Conference on Business and Social Sciences 2018 จากผลงานวิจัย ในหัวข้อ Evaluation of Outsourcing Transportation Contract Using Simulation and Design of Experiment เป็นสุดยอดผลงานวิจัยที่สามารถสร้างเครื่องมือเพิ่มประสิทธิผลด้านโลจิสติกส์ให้กับภาคธุรกิจได้สำเร็จ ช่วยลดปัญหาในการขนส่งจนเกือบเป็นศูนย์ ขณะที่ต้นทุนลดลง 5% ทำให้องค์กรธุรกิจมีศักยภาพการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งรางวัลนี้ถือเป็นรางวัลใหญ่ที่ได้รับเป็นครั้งที่ 2 จากเวทีนานาชาติ

สำหรับในอนาคต ยังอยากที่จะทำงานวิจัยเพิ่มไปเรื่อยๆ และอยากเขียนหนังสือตำราเรียนเป็นภาษาไทย เน้นเรื่องของตัวแบบจำลองช่วยในการตัดสินใจของธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราถนัด เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจของไทยมีศักยภาพในการแข่งขันกับต่างชาติได้ในวันที่โลกทั้งใบถูกเชื่อมโยงให้เป็นโลกใบเดียวกัน ควบคู่กับการสอนนิสิต คอยชี้แนะ นำทางให้นิสิตค้นพบในสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบและหลงใหล เพราะเมื่อเราค้นพบสิ่งที่เราชอบแล้วนั้นก็จะช่วยให้นิสิตเกิดการเรียนรู้ ใฝ่หาความรู้ พัฒนาตัวเองไปได้ตลอดชีวิต”

บี มาย เกสท์ : อาจารย์บี๊-นุกูล ลักขณานุกุล กับบันได 7 ขั้น‘ออกจากวังวนที่จนตลอดชาติ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/465787

บี มาย เกสท์ : อาจารย์บี๊-นุกูล ลักขณานุกุล  กับบันได 7 ขั้น‘ออกจากวังวนที่จนตลอดชาติ’

บี มาย เกสท์ : อาจารย์บี๊-นุกูล ลักขณานุกุล กับบันได 7 ขั้น‘ออกจากวังวนที่จนตลอดชาติ’

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำว่า “จน” คงเป็นคำวิเศษณ์ที่หลายคนคงรู้จักและสนิทสนมกับมันดี เพราะคำคำนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกขัดสน อัตคัด ขาดแคลน ฝืดเคือง ไม่พอจนไปถึงองศาที่ติดลบสุดขั้ว อย่างความรู้สึก “ไร้ค่า”และเมื่อวังวนความรู้สึกเหล่านี้ถูกทับถมมากขึ้นจนก่อตัวเป็นกำแพงที่ไร้ทางออก จากจุดเริ่มต้นที่ความ “จน” ถูกนิยามอยู่แต่ในแง่ของเงินทอง ก็จะลุกลามไปยังความจนรูปแบบอื่นๆ ที่หลายคนมองไม่เห็นอีกด้วย

“ขยะยังมีค่ามากกว่าผม” คำพูดของอดีตวิศวกรสิ่งแวดล้อมในโรงงานขยะ ผู้ที่ควรจะใช้ชีวิตบนเส้นขนานห่างจากความจนมากกว่าใคร กลับถูกดึงเข้าสู่วังวนของความจนอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ความรู้สึกไร้ค่าค่อยๆ กัดกินพื้นที่ในใจไปทีละน้อย และไม่ว่าจะสรรหาความท้าทายใหม่มากแค่ไหน ก็ต้องจบลงที่ทางตัน เดินย้อนกลับมาในวังวนที่จนตลอดชาติเช่นเดิม

นุกูล หรือ อาจารย์บี๊-นุกูล ลักขณานุกุล คือ อดีตวิศวกรคนนั้น สิ่งแรกที่อาจารย์บี๊ทำ หลังรับรู้ถึงความจนที่เข้ามาในชีวิตตัวเอง เขาได้ลงมืออ่านหนังสือ How to เพื่อพาตัวเองกลับมาสัมผัสความมั่งคั่งอีกครั้ง และนั่นก็เป็นอีกหนึ่งบทชีวิตแห่งความผิดพลาด ที่จะตรึงติดในใจของอาจารย์บี๊ เพราะการก้าวเดิน ย่ำบนเส้นทางที่หนังสือขีดวางไว้ ทำให้เขาต้องสูญเงินกว่า 8 แสนบาท ไปในบทเรียนครั้งนั้น แต่การสูญเงินก้อนนี้ได้ช่วยให้เขาเข้าใจบางสิ่งมากขึ้นว่าหนังสือที่ถือและความรู้ที่เคยเข้าใจ ไม่ได้บอกเส้นทางที่จะออกจากวังวน เพียงแต่บอกวิธีการสร้างเส้นทางนั้นต่างหาก

หลังจากเข้าใจและกลับมาสู่จุดเริ่มต้นครั้งใหม่อาจารย์บี๊ได้ค่อยๆ เริ่มสร้างเส้นทางของตัวเอง จนกราฟความจนที่ค้างอยู่ในจุดติดลบมาเนิ่นนาน ค่อยๆ ไต่พุ่งขึ้น ลบภาพคำว่า “จน” ที่นั่งอยู่บนไหล่มาหลายปี กลายเป็นเพียงวังวนในอดีตเท่านั้น ในวันนี้ อาจารย์บี๊ได้ผันตัวมาเป็นวิทยากร และใช้วิธีการสร้างเส้นทาง ที่พิสูจน์ด้วยชีวิตของตัวเอง มาประกาศให้โลกรับรู้ผ่าน training center ให้ผู้เข้าร่วมหลายร้อยชีวิตได้นำไปใช้ เกิดเป็นเส้นทางออกจากวังวนหลายร้อยแบบ

ปัจจุบัน นุกูล หรือ อาจารย์บี๊ ลักขณานุกุล ได้สร้างคุณค่าของตัวเองขึ้นมาใหม่ พร้อมปีนออกจากวังวนความจนอย่างสมบูรณ์ ในบทบาทที่ปรึกษาทางธุรกิจ และผู้เขียนหนังสือ “ออกจากวังวนที่จนตลอดชาติ”

“หลังจากที่ผมรู้ว่า ผมสามารถออกจากวังวนนี้ได้และมีความรู้สึกอยากช่วยเหลือคนที่เจอปัญหาเหมือนที่ผมเจอมา ผมจึงเริ่มเปิดคอร์สให้คำปรึกษา และเมื่อเริ่มมีหลายคนในคอร์สสามารถที่จะออกจากวังวนได้ เริ่มมีคนที่ชีวิตดีขึ้น ผมก็ได้เห็นว่าหลายคนเคยเจอปัญหาเดียวกับผม เคยเดินตามเส้นทางหนังสือ 100% แบบผม และไม่ได้สร้างเส้นทางของตัวเองขึ้นมา ความคิดนี้มันผลักดันให้ผมอยากลองถ่ายทอดสิ่งที่ผมเจอ ออกมาเป็นตัวอักษรดูบ้าง เพื่อให้สามารถช่วยคนได้ในวงกว้างมากขึ้น จึงนำมาสู่การเขียนหนังสือเล่มแรกในชีวิตอย่าง “ออกจากวังวนที่จนตลอดชาติ” ซึ่งผมมั่นใจว่าหนังสือเล่มนี้ให้ได้มากกว่าคำว่า How to และสามารถช่วยให้คนคนหนึ่ง บอกถึงเป้าหมาย ความเชื่อ วิธีคิด หรือเส้นทาง ที่เป็นของตัวเองได้ผ่านทางเรื่องเล่า หลักคิด กระบวนการ แม้กระทั่งแบบฝึกคิดเพื่อสร้างแผนการ เพื่อทำให้ผู้อ่านได้ออกจากวังวนเดิมๆ และลบความรู้สึก “จน” ออกได้อย่างสมบูรณ์”อาจารย์บี๊ เล่าถึงที่มาของการเขียนหนังสือเล่มนี้

“ออกจากวังวนที่จนตลอดชาติ” เป็นหนังสือที่จะช่วยทำให้ผู้อ่านมองเห็นทางออกจากปัญหาชัดเจนขึ้นผ่านองค์ประกอบที่ถูกจัดวางอย่างมีแบบแผน ไม่ซับซ้อน เป็นขั้นตอน อ่านง่าย เข้าใจง่าย และลงมือทำได้ง่าย โดยสื่อสารผ่านแนวคิด “บันได 7 ขั้น” โดยบันไดทั้ง 7 ขั้น ได้เรียบเรียงจากประสบการณ์ตรงจากชีวิตที่เคยล้มเหลว ของ อาจารย์บี๊-นุกูล ลักขณานุกุล ผสานกับการศึกษาศาสตร์จากหนังสือ Millionaire Master Plan โดยแนะนำหลักคิดและกระบวนการให้ผู้อ่านสามารถสร้างบันไดแต่ละขั้น ที่เป็นของตัวเองขึ้นมา พร้อมพาก้าวไปสู่ขั้นต่อไปอย่างมั่นคง เหมาะกับผู้ที่ยอมรับว่าตัวเองติดอยู่ในวังวนแห่งความจน ความเบื่อหน่าย ความเครียด หรือความรู้สึกไร้ค่า ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำที่อยากลาออก ฟรีแลนซ์ที่แบกรับความกดดันทุกวินาที หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่จนเงิน แต่จนความสุข ก็สามารถอ่านได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาหลงทางไปในเส้นทางที่ไม่ใช่อีกต่อไป

“บันไดในแต่ละขั้น เป็นเพียงโครงสร้างที่ยังไม่สมบูรณ์ การจะก้าวไปสู่ขั้นต่อไป ผู้อ่านต้องเติมรายละเอียด ใส่เป้าหมายและทิศทางของตัวเองให้ชัดเจน บันไดขั้นนั้นจึงจะแข็งแรงพอพร้อมให้ก้าวผ่านไปสู่ขั้นที่เหนือกว่าได้”

สำหรับบันไดทั้ง 7 ขั้นของหนังสือ “ออกจากวังวนที่จนตลอดชาติ” ของ อาจารย์บี๊-นุกูล สรุปสั้นๆ ประกอบไปด้วย ขั้นที่ 1 Future Vision-มองหาทิศทางที่จะไป ขั้นที่ 2 Money Management-เงินทองต้องจัดการ ขั้นที่ 3 Flight Path & Time Management-กำหนดทิศทางและการจัดการเวลา (เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย) ขั้นที่ 4 Internal Value-ค้นหาเพชรในตัวเอง ขั้นที่ 5 External Value-เปลี่ยนฝันเป็นรายได้ตามกระแสสายธารหลัก ขั้นที่ 6 Set Your Standard-รักษามาตรฐานแล้วชีวิตจะไม่ตก ขั้นที่ 7 Follow the FLOW-ก้าวในท่าที่ถนัด

“ในช่วงเวลาที่ผมอยู่ในจุดที่ตัวเองรู้สึกไร้ค่ามองไปทางไหนก็เจอแต่ทางตันของวังวนเดิมๆ จนในวันที่ผมหลุดพ้นจากวังวนนั้นได้ ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเดินหาทางออกจนเจอ เพียงแต่ผมได้สร้างบันไดขึ้นมา แล้วเห็นปลายทางที่พาผมออกจากวังวนได้ในที่สุด จนได้รู้สึกถึงความมั่งคั่งในความคิด ความมั่งคั่งในความสุข ความมั่งคั่งในการเงิน และเกิดเป็นความต้องการ ที่อยากจะแชร์ให้กับคนอื่นได้รับรู้ถึงความรู้สึกนี้บ้างนั่นเอง”

สุดท้ายแล้ว ผมหวังว่าคนไทยที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้จะมีวิธีการจัดการการเงิน มีวิธีการใช้เงินและหาเงินที่ดีขึ้น จนหลุดออกจากวังวนของปัญหาเงินติดลบ ใช้เงินเดือนชนเดือน และปัญหาหนี้สินที่เคยเป็น เท่านี้ผมก็สบายใจว่าผมเองก็เป็นประโยชน์ต่อโลกนี้ ผมมีค่ามากกว่าขยะรีไซเคิล ที่ผมเคยมองอย่างแน่นอน” อาจารย์บี๊ กล่าว

ก้าวไปสู่บันไดขั้นสุดท้ายเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง กับ อาจารย์บี๊-นุกูล และหนังสือ “ออกจากวังวนที่จนตลอดชาติ” ได้ที่ Line ID: @getbiz

บี มาย เกสท์ : ซีอีโอ ไทยสมายล์‘ชาริตา ลีลายุทธ’โชว์โรดแมป เดินหน้า ‘ไทยสมายล์ รักษ์โลก’ ดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/463292

บี มาย เกสท์ :  ซีอีโอ ไทยสมายล์‘ชาริตา ลีลายุทธ’โชว์โรดแมป  เดินหน้า ‘ไทยสมายล์ รักษ์โลก’ ดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม

บี มาย เกสท์ : ซีอีโอ ไทยสมายล์‘ชาริตา ลีลายุทธ’โชว์โรดแมป เดินหน้า ‘ไทยสมายล์ รักษ์โลก’ ดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ธุรกิจการบินพาณิชย์ จะมีสตรีมานั่งแท่นผู้บริหารสูงสุด อาจด้วยภาพลักษณ์ธุรกิจน่าจะเหมาะสมกับบุรุษมากกว่า แต่นั่นไม่ใช่ม่านประเพณีหรือมาตรวัดที่จะกีดกั้นศักยภาพของผู้หญิงที่มีความสามารถและเต็มไปด้วยหัวใจบริหารในกิจการขนาดใหญ่ อย่าง นางชาริตา ลีลายุทธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด เธอได้นำทักษะการบริหารจัดการการเงิน ทรัพยากรบุคคล และระบบงานภายใน มาปรับใช้เป็นพื้นฐานการทำงานที่รัดกุม ตรงไปตรงมา และเกิดการตัดสินใจอย่างรอบด้าน 360 องศา เพื่อนำพาหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในปี 2020 คือ“ไทยสมายล์ รักษ์โลก” จัดสรรทุกองศาทัพ ตั้งแต่ระบบความคิดองค์กร ไอเดียสร้างสรรค์เพื่อลดขยะการบินและบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมส่งเสริมความเข้าใจด้านนโยบายรักษ์โลกกับบุคลากรทั้งนักบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และทุกฝ่าย เพื่อนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายสายการบินของไทยที่ครองหัวใจผู้โดยสารทุกคน ในขณะที่ร่วมเป็นส่วนเล็กๆ ที่ผลักดัน ให้โลกเต็มเปี่ยมด้วยรอยยิ้มสู่ความยั่งยืน

การเข้ารับตำแหน่งสูงสุด หรือ CEO ของไทยสมายล์ นางชาริตา ลีลายุทธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด ยอมรับว่า ไม่ได้ทำให้รู้สึกแตกต่างจากการทำงานตำแหน่งเดิมมากนัก เพราะอยู่กับองค์กรมาก่อน กับตำแหน่ง CFO ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ขององค์กรอยู่แล้ว เพียงแต่ปัจจุบันมาดูแลงานบริหารการขายและการตลาดเพิ่มขึ้น โดยวิสัยทัศน์มุ่งขับเคลื่อนนโยบายให้เป็นไปและสอดคล้องกับที่การบินไทยวางไว้ อย่างการวางแผนเส้นทางบินการขาย การตลาด ต้องทำงานประสานความร่วมมือกัน และหาจุดที่พอเหมาะที่จะเติบโตไปด้วยกันได้

“เนื่องจากธุรกิจการบิน คีย์เวิร์ดคืองานบริการ ดังนั้น ทักษะเรื่องการบริหารคนจึงเป็นสิ่งสำคัญ คนให้บริการต้องมีความสุขและบริการจากใจ ความรับผิดชอบแรกๆ ของเราจะเริ่มจากการเข้ามาบริหารในส่วนของงานบุคลากร ด้วยการสรรหาหลักสูตรการฝึกอบรมต่างๆ พร้อมทั้งร่วมกันสร้างวัฒนธรรมแห่งการลงมือปฏิบัติจากเป้าหมายหลักขององค์กร ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรในเรื่องต่างๆ เพื่อให้พนักงานมีความสุขแล้วจะได้ส่งต่อความสุขนั้นไปยังลูกค้าได้”

ซีอีโอคนล่าสุดของไทยสมายล์ ยังคงมุ่งสร้างความเข้าใจในแบรนด์ (Brand Perception) ในฐานะสายการบินให้บริการแบบฟูลเซอร์วิส และทำการบินเชื่อมต่อกับการบินไทย (Seamless Connectivity) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้โดยสารของทั้งสองสายการบิน พร้อมกับเดินหน้านโยบายรักษ์โลก ตามแนวคิดประสิทธิภาพเชิงนิเวศ (Eco-efficiency) ด้วยวิธีลดการใช้พลาสติก ปรับเปลี่ยนมาใช้ภาชนะหรือบรรจุภัณฑ์สร้างสรรค์ ใช้วัสดุย่อยสลายง่าย อีกทั้ง พยายามลดวัสดุที่จะก่อให้เกิดขยะ เช่น ลดการใช้อะลูมิเนียมฟอยล์ในการบรรจุอาหาร และเพิ่มแนวทางเปลี่ยนให้เป็นวัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นโรดแมปสำคัญที่จะผลักดันให้ไทยสมายล์เป็นหนึ่งในสายการบินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นแบรนด์รักษ์โลกเต็มตัว

“จากผลสำรวจพบว่ากลุ่มเป้าหมายของเราซึ่งมีอายุ 30 ปีขึ้นไปสนใจ และตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นผู้รับผลกระทบที่เกิดจากการใช้พลาสติกของคนในยุคก่อนและยุคนี้ บวกกับเหตุผลที่ว่าเราคือผู้ให้การบริการขนส่ง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า เราก็คือหนึ่งในผู้ที่ปล่อยคาร์บอน ตัวการร้ายเข้าสู่บรรยากาศโลกนั่นเป็นเหตุให้เราหันมายึดแนวคิดคืนกลับสู่สังคม ด้วยแนวคิด Eco-efficiency ซึ่งหากมองในส่วนการบริหารจัดการแล้ว จะพบว่านอกจากทำให้สายการบินสามารถลดปริมาณการบรรทุกอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกแล้ว ยังอาจเปลี่ยนเป็นการเพิ่มพื้นที่ให้บริการสัมภาระของผู้โดยสารได้มากขึ้น ทั้งยังสามารถสร้างความภาคภูมิใจให้กับทั้งตัวผู้โดยสารเองที่เขาเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์โลกใบนี้ร่วมกับสายการบินของเรา เรียกว่า Win-Win กันทุกฝ่าย”

ทั้งนี้ รูปแบบการพัฒนาแนวคิด Eco-efficiency ให้เป็นรูปธรรมนั้น ต้องใส่ใจทุกกระบวนการและลงมือปฏิบัติทุกภาคส่วน เริ่มจากพนักงานต้องเข้าใจในเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ก่อนส่งต่อไปยังผู้โดยสาร เริ่มจากการให้ความรู้ความเข้าใจ ซึ่งทุกคนมีจิตสำนึกเรื่องนี้กันอยู่แล้วแต่จะต้องเข้าใจเหตุผลและสามารถตอบคำถามได้ว่าทำไมไทยสมายล์จึงต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษ์โลก รวมถึงวิธีในการสื่อสารการทำงานกับผู้โดยสาร ตลอดจนมีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบอื่นๆ เช่น เครื่องแต่งกายพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินบางชิ้นโดยปรับเปลี่ยนเป็นผ้าที่ผลิตจากกระบวนการ Upcycling ขวดพลาสติก PET ซึ่งจะทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนตัวนักบินเองก็ต้องให้ความสำคัญกับการบินอย่างประหยัดพลังงานเช่นกัน สายการบินมีเกณฑ์และมาตรวัดการบินของนักบินเพื่อประเมินผลการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายการบินสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ดีเยี่ยม โดยยังคงให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดอยู่เช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม ตลอดปี 2019 ที่ผ่านมา ไทยสมายล์ได้เริ่มกระบวนการที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบแก้วพลาสติกที่ให้บริการบนเครื่องบินเป็นแก้วที่ผลิตจากชานอ้อย ซึ่งสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ เริ่มให้บริการไปตั้งแต่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา รวมถึงการคัดแยกขยะพลาสติกประเภท PET ตั้งแต่บนเครื่องบินโดยให้พนักงานต้อนรับฯ ร่วมกับผู้โดยสารคัดแยกขวดน้ำดื่มเพื่อนำไปเข้ากระบวนการ Upcycling (การแปลงวัสดุเหลือใช้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่) และภายในต้นปี 2020 เราจะมีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกระบวนการ Upcycling มาจำหน่ายบนเที่ยวบินอาทิ เสื้อยืดคอกลม ผลิตจากเส้นใยที่มาจากพลาสติก PET ที่ใช้แล้ว 35% ผสม Cotton 65% กระเป๋าผ้าสะพายข้าง ผลิตจากเส้นใยที่มาจากพลาสติก PET ที่ใช้แล้ว100 % เป็นต้น

“นโยบายไทยสมายล์ รักษ์โลก ภายใต้แนวคิด Eco-efficiency นี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสะท้อนภาพลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยสมายล์ตอกย้ำความเป็นสายการบินให้บริการแบบฟูลเซอร์วิส ที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆมุ่งมั่นสร้างคุณค่าสู่ความยั่งยืน พร้อมสร้างความแตกต่างเล็กๆ เพื่อร่วมกันสร้างรอยยิ้มในทุกๆ เที่ยวบินได้อย่างชัดเจนแล้ว เรากำลังทำให้ทุกคนเห็นว่าการประหยัดและรักษ์โลกนั้นได้ประโยชน์ทุกฝ่าย และดีที่สุดคือทั้งโลกได้รับประโยชน์นั้นด้วย” นางชาริตา กล่าวทิ้งท้าย

บี มาย เกสท์ : แกะไอเดียชีวิต‘ก้อ-ณฐพล ศรีจอมขวัญ’ เมื่อความมั่นคงในชีวิต ไม่ใช่มีไว้ให้คิดเมื่ออายุมาก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/450017

บี มาย เกสท์ : แกะไอเดียชีวิต‘ก้อ-ณฐพล ศรีจอมขวัญ’  เมื่อความมั่นคงในชีวิต ไม่ใช่มีไว้ให้คิดเมื่ออายุมาก

บี มาย เกสท์ : แกะไอเดียชีวิต‘ก้อ-ณฐพล ศรีจอมขวัญ’ เมื่อความมั่นคงในชีวิต ไม่ใช่มีไว้ให้คิดเมื่ออายุมาก

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตากันกับศิลปินชายลุคแสนอบอุ่นอย่าง ก้อ-ณฐพล ศรีจอมขวัญหนึ่งในสมาชิกและหัวหน้าวงดนตรีดิสโก้ฟังก์ชื่อดังอย่าง Groove Riders และโปรดิวเซอร์มือทองผู้ขับเคลื่อนวงการดนตรีไทยและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศิลปินไทย รวมถึงบรรดาเพลงฮิตคุ้นหูมากมาย และไม่ใช่เพียงเส้นทางศิลปิน แต่บนเส้นทางนักลงทุน ก้อ-ณฐพล เริ่มออกสตาร์ทไปพร้อมๆ กับงานบันเทิงไปพร้อมๆ กัน ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ก้าวเข้าสู่วงการการลงทุน ศิลปินหนุ่มมากฝีมือคนนี้ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และเปิดมุมมองความมั่นคงทางการเงินมากมาย

ก้อ-ณฐพล สลัดคราบคนดนตรีชั่วคราว และหยิบเอามุมมองที่แตกต่างด้านการลงทุนมาแนะนำคนรุ่นใหม่และคนทำงาน ที่เจ้าตัวเชื่อมั่นว่า การลงทุนจะช่วยสร้าง “อิสรภาพทางการเงิน”ได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งความมั่นคงในชีวิต ไม่ใช่มีไว้ให้คิดเมื่ออายุมาก

ศิลปินหนุ่มนักลงทุน เล่าว่า สมัยเด็กๆคุณพ่อคุณแม่จะปลูกฝังเรื่องการใช้จ่ายเงิน และปลูกฝังวินัยด้านการออมมาโดยตลอด สาเหตุหนึ่งมาจากเศรษฐกิจในอดีตที่ทำให้ตนได้เรียนรู้การประหยัดอดออม เมื่อย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางนักลงทุนจากคำแนะนำจากคุณพ่อ โดยหลังจากที่ตนเริ่มทำงานและมีเงินเก็บก้อนหนึ่ง ได้ปรึกษากับคุณพ่อว่าอยากให้เงินก้อนงอกเงย ซึ่งคุณพ่อที่เป็นนักลงทุน จึงแนะนำให้นำเงินไปลงทุนกับหุ้นกลุ่มวัสดุชื่อดัง และเมื่อผ่านไปไม่นาน ได้รับเงินปันผลกลับมามากกว่าการฝากออมกับธนาคารปกติ ตนจึงเริ่มรู้สึกสนใจ และหันมาศึกษาเกี่ยวกับลงทุนอย่างจริงจัง เข้าร่วมสัมมนาการลงทุน และเริ่มต้นวางแผนการลงทุนด้วยตนเอง

“ข้อจำกัดใหญ่หลังจากที่ก้าวเข้ามาวางแผนการลงทุนด้วยตนเอง นั่นคือการบริหารเวลาระหว่างการทำงาน และกับการลงทุน เนื่องจากผมยังคงต้องทำงานไปด้วย ทำให้ไม่มีเวลาติดตามสถานการณ์ตลาดลงทุน รวมถึงการขาดความเชี่ยวชาญในการปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับความต้องการของตัวเอง ถึงขนาดเคยขาดทุน เพราะเลือกหุ้นเข้าพอร์ตด้วยการซื้อตามกระแส จึงเป็นจุดเริ่มต้นตัดสินใจเลือกใช้บริการบริหารการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญ”

ไม่เพียงความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่สิ่งที่คนรุ่นใหม่ๆ ต้องวางแผนได้แก่ การใช้ชีวิตอย่างมั่นคง ซึ่ง ก้อ-ณฐพล เชื่อว่า “การลงทุน” เป็นหนึ่งในเรื่องต้องคำนึงสำหรับการวางแผนทางการเงินที่นำไปสู่การใช้ชีวิตอย่างมั่นคงในระยะยาว แต่การสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำได้ในระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้น ในยุคปัจจุปันที่การลงทุนเข้าถึงได้ง่ายมากกว่าสมัยก่อน จึงเป็นทางเลือกที่การเติบโตที่น่าสนใจ และหากใครสามารถเริ่มต้นเส้นทางการลงทุนได้เร็วกว่า ก็จะสามารถสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้เร็ว หรือ “เริ่มก่อนได้เปรียบ”

หนึ่งคำถามใหญ่ที่คนชอบถามกันมาก นั่นคือจะทำการลงทุนไปพร้อมๆ กับทำงานไปด้วยได้อย่างไร ซึ่ง ก้อ-ณฐพล มีข้อแนะนำว่า รูปแบบของการลงทุนนั้นมีหลากหลาย ทั้งการลงทุนระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงมีประเภทการลงทุนที่แตกต่างกันไป สิ่งที่ควรพิจารณานั่นคือ หากต้องทำงานระหว่างวันจนไม่มีเวลาติดตามสถานการณ์ลงทุน ตัวเลือกการลงทุนระยะยาวและการลงทุนในกองทุนรวมที่มีการกระจายการลงทุนนั้น นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม โดยควรหมั่นวิเคราะห์สินทรัพย์ที่เลือกลงทุน รวมถึงต้องมีวินัยและเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน เช่น การกำหนดความเสี่ยงการลงทุนที่รับได้ และการควบคุมอารมณ์เหนือสภาวะทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

“อย่างไรก็ดี คำถามที่มักพบบ่อยในกลุ่มผู้เริ่มต้นลงทุนคือ ควรมีเงินเริ่มต้นลงทุนเท่าใด ซึ่งผู้ลงทุนต้องพิจารณาความต้องการใช้เงินของตนเอง โดยเงินที่นำมาลงทุนควรเป็นเงินที่แบ่งสัดส่วนออกมาจากเงินออม และผู้ลงทุนพิจารณาแล้วว่า ไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้เงินจำนวนดังกล่าวในระยะเวลา 3-6 เดือนข้างหน้าและจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันหากเกิดกรณีฉุกเฉินที่ต้องการใช้เงินด่วน

ผมยังประสบข้อจำกัดด้านเวลาเช่นเดียวกันกับคนทำงานทั่วไป จึงตัดสินใจใช้ “ซิตี้ ไพรออริตี้” บริการบริหารการลงทุนของธนาคารซิตี้แบงก์ เพื่อช่วยอุดรอยรั่วที่เกิดขึ้น ซึ่งข้อได้เปรียบของบริการ ได้แก่ การมีเพื่อนคู่คิดที่คอยช่วยติดตามวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ และแนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการสูญเสีย และเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผมที่มีภาระหน้าที่ที่ค่อนข้างแน่นตลอดเวลา นอกจากนี้ ซิตี้ ไพรออริตี้ ยังช่วยให้การลงทุนสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ กับตัวเลือกการลงทุนที่เหมาะกับสถานการณ์ตลาดอย่าง กองทุนรวมจาก 6 บลจ. ชั้นนำ”

ก้อ-ณฐพล มองว่า การลงทุนไม่มีสูตรสำเร็จ ทุกวันนี้เขาก็ยังคงอยู่ในวงการการลงทุน โดยจะนำเงินมากระจายการลงทุนในส่วนต่างๆ ทั้งการลงทุนในกองทุนรวมหลากหลายสินทรัพย์ รวมถึงเข้าไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ แอลทีแอฟ และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหรือ อาร์เอ็มเอฟ ซึ่งสามารถนำสิทธิไปลดหย่อนทางภาษีได้ อีกทั้งยังเป็นแหล่งพักเงินที่ดีกว่าการฝากเงินไว้กับธนาคารด้วย

“สิ่งที่ได้รับจากเส้นทางนักลงทุน ไม่เพียงความงอกเงยทางการเงินและความมั่นคงที่เป็นหลักประกันชีวิตในระยะยาวแล้ว แต่ยังทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของผมมีสีสันมากขึ้น ท้าทายความสามารถและเปิดโลกกว้าง ทำให้เป็นคนรอบรู้และมีวินัย รวมถึงยังช่วยสร้างอิสรภาพทางการเงินอย่างลงตัว ให้ทุกคนสามารถมีความสุขกับการทำงาน สนุกกับการลงทุนไปพร้อมกับการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์ในแบบที่ต้องการ”

อีกทั้ง ปัจจุบันเทรนด์การลงทุนที่เติบโตค่อนข้างเร็ว จากอดีตที่นักลงทุนมักเป็นกลุ่มที่มีเงินจำนวนมาก หรือทำงานมาเป็นระยะเวลานาน แต่ปัจจุบันเริ่มเป็นที่สนใจในกลุ่มวัยรุ่น อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และวัยเริ่มต้นทำงานเพิ่มมากขึ้น
เนื่องจากการเข้ามาของเทคโนโลยี ทำให้การเข้าถึงเรื่องการลงทุนนั้นสะดวกกว่าเดิม รวมถึงแนวคิดคนสมัยใหม่ที่อยากประกอบธุรกิจเป็นของตนเอง ทำให้เริ่มต้นลงทุนไวขึ้นกว่าอดีต

“ตัวผู้ลงทุนเองควรวางแผนการลงทุนอย่างเหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้น อาทิ เลือกรูปแบบการลงทุนในระยะยาว ลงทุนในกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงและกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม และสำหรับผู้ที่ทำงานประจำและมีเวลาน้อย อาจตัดสินใจเลือกใช้บริการบริหารการลงทุนที่น่าเชื่อถือ ที่สามารถเป็นที่ปรึกษาแนะนำกลยุทธ์การลงทุน รวมถึงหมั่นแบ่งเวลาบางส่วน มาอัพเดตสถานการณ์เศรษฐกิจและการลงทุนในแต่ละสัปดาห์”

บี มาย เกสท์ : นักออกแบบคิ้วแถวหน้า‘จารุภัทร พันธุ์ปัญญา’ ความสุขของลูกค้า คือรางวัลของความทุ่มเท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/437448

บี มาย เกสท์ : นักออกแบบคิ้วแถวหน้า‘จารุภัทร พันธุ์ปัญญา’  ความสุขของลูกค้า คือรางวัลของความทุ่มเท

บี มาย เกสท์ : นักออกแบบคิ้วแถวหน้า‘จารุภัทร พันธุ์ปัญญา’ ความสุขของลูกค้า คือรางวัลของความทุ่มเท

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ชื่อ จารุภัทร พันธุ์ปัญญา อาจไม่เป็นที่คุ้นหูนัก แต่ถ้าบอกว่า อาจารย์หนึ่ง แห่ง ซุปเปอร์หนึ่งเมคอัพ ชื่อนี้คือผู้ที่สาวๆ (รวมถึงหนุ่มๆ) ไว้วางใจให้เป็นผู้ดูแลความงามบนใบหน้าในฐานะ เมคอัพอาร์ติสท์ ฝีมือดี ที่อยู่ในวงการมานานกว่า 20 ปี แถมมีคนดังทั้ง เซเลบริตี้ ศิลปิน ดารา เป็นลูกค้ามากมาย ไม่ใช่แค่ฝีมือการแต่งหน้าแบบหาตัวจับยาก แต่ อาจารย์หนึ่ง ยังเป็น “นักออกแบบคิ้ว” แถวหน้าที่มีลูกค้าจองคิวกันยาวเหยียดอีกด้วย

อาจารย์หนึ่ง-จารุภัทร บอกเล่าถึงเส้นทางการมาเป็นเมคอัพอาร์ติสท์ให้ฟังว่า เป็นคนจังหวัดน่านโดยกำเนิด มีความชอบเรื่องความสวยความงามมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งอายุ 17 ปี เรียนจบ ปวส. จึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาพร้อมกับเงิน 500 บาท โดยบอกพ่อว่าจะมาเที่ยวไม่กี่วันก็กลับ

“ไม่กล้าบอกพ่อ เพราะท่านเป็นข้าราชการ ก็อยากให้ลูกเรียนหนังสือ แต่หัวเรามันไม่ไปทางนั้น พอมากรุงเทพฯ มีเพื่อนรุ่นพี่ที่เขาเป็นช่างแต่งหน้ากองถ่าย เราก็มาอยู่กับเขา เป็นลูกมือถือกระเป๋าเครื่องสำอาง เขาก็สอนเราไปด้วย ครูพักลักจำไปด้วย เพราะ 20 กว่าปีก่อนค่าเรียนแต่งหน้าทำผมแพงมาก ไม่มีเงินไปเรียนก็ต้องใช้วิธีนี้ จนได้เลื่อนขั้นให้แต่งหน้านักแสดง ก็คิดว่าไม่พอ ไปสมัครทำงานพนักงานขายเคาน์เตอร์เครื่องสำอาง ก็ได้ความรู้จากตรงนั้น พอมีฝีมือดีขึ้นจึงลาออก แต่ก็ยังวนเวียนแต่งหน้ากองถ่าย รับงานฟรีแลนซ์มาเรื่อยๆ พอมีเงินเก็บ จึงไปเรียนต่อจนจบปริญญาตรีตามที่พ่อคาดหวัง เพื่อให้เขาภูมิใจว่า อาชีพที่เขาเคยไม่เห็นด้วยมันสามารถทำให้ลูกคนนี้ดูแลตัวเองได้”

การเป็นช่างแต่งหน้ากองถ่าย ถือเป็นการเปิดโอกาสในอาชีพนี้อย่างมาก เพราะการได้แต่งหน้าดารา นักแสดงชื่อดัง เป็นการการันตีฝีมือได้เป็นอย่างดี

“คุณแหม่ม-จินตหรา สุขพัฒน์, คุณนก- จริยา, คุณอ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ เป็นนักแสดงรุ่นแรกๆ ที่หนึ่งได้มีโอกาสแต่งหน้าให้ตอนทำงานใหม่ๆ ซึ่งพี่ๆ เขาให้โอกาสกับเด็กคนหนึ่งมากๆ ถ้ารุ่นเด็กลงมาหน่อย น้องเด่นคุณ น้องอาย- กมลเนตร ที่ได้มีโอกาสแต่งหน้ากันเป็นประจำ อย่าง คุณนก-ชลิดา และคุณกบ-เกรียงศักดิ์ สามี ก็ไว้วางใจให้ดูแลแต่งหน้าทำผมจนถึงทุกวันนี้ แถมยังช่วยแนะนำลูกค้าให้อีกด้วย ซึ่งหนึ่งก็ขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ในวงการบันเทิงที่มีส่วนในการทำให้เรายืนอยู่ตรงนี้ได้”

นอกจากฝีมือการแต่งหน้าแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ อาจารย์หนึ่ง-จารุภัทร ได้รับการยอมรับในฝีมือคือ การออกแบบและสักคิ้ว ด้วยการทำงานที่แตกต่างไปจากช่างสักคิ้วคนอื่นๆ

“หนึ่งใช้เรื่องของโหงวเฮ้ง ราศีเกิดเข้ามาควบคู่ด้วย เพราะลูกค้าที่มาให้ออกแบบคิ้วมีหลายจุดประสงค์ หลักๆ คือ เพิ่มความสะดวกในการแต่งหน้า สองคือเสริมโหงวเฮ้ง บางคนต้องการเรื่องเงิน ต้องการเรื่องเสน่ห์ แต่ไม่ได้เป็นหมอดูนะครับ แค่เอาศาสตร์พวกนี้เข้ามาเสริมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า พอเอาศาสตร์โหงวเฮ้ง ราศีเกิดเข้ามาทำให้การออกแบบคิ้วของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไปและด้วยความที่เราเป็นช่างแต่งหน้าอยู่แล้ว เราจะรู้ว่าโครงหน้าแบบนี้ควรจะมีทรงคิ้วอย่างไรที่เหมาะรับกับรูปหน้าและใช้สีโทนไหนที่จะเสริมชะตาราศีของคนคนนั้น”

ลำพังแค่การใช้ศาสตร์โหงวเฮ้งเข้ามาเสริม ก็คงไม่อาจทำให้มีลูกค้ามาต่อคิวได้มากมายถึงต้องจองคิวล่วงหน้ากันเป็นเดือน

“ไม่ว่าจะแต่งหน้า หรือคิ้ว สิ่งที่หนึ่งจะยึดเสมอในการทำงาน คือลูกค้าที่มาหาเราเพราะเขาอยากสวยขึ้น อยากมีความมั่นใจมากขึ้น ดังนั้น ก่อนทำงาน เราก็ต้องมีการคุยให้เข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าก่อน ดูว่าลูกค้ามีจุดต้องแก้ไขตรงไหน แล้วเราก็จะให้คำแนะนำว่าหน้าแบบนี้ควรแต่งหน้าโทนไหน หรือจะทำคิ้วทรงไหนดี อย่างเรื่องคิ้วไม่ใช่ว่าลูกค้ามาแล้วเราจะลงสีอย่างเดียว บางคนอาจจะคิ้วเข้ม มีขนคิ้วอยู่แล้ว ก็ใช้เทคนิคสไลด์คิ้ว แทนเทคนิคการลงเส้น เพื่อให้ง่ายต่อการเขียนคิ้วแต่งหน้า หรือหนุ่มๆ บางคนมีปัญหาคิ้วแหว่ง เราก็เติมส่วนนั้นให้เต็ม คือต้องดูไลฟ์สไตล์ของลูกค้าด้วยว่าจะใช้เทคนิคแบบไหนพอทำออกมาแล้วถ้าลูกค้ามีความพึงพอใจตั้งแต่ครั้งแรก ลูกค้าแฮปปี้ นั่นแสดงว่าเราทำงานได้ตอบโจทย์ เขาก็จะรู้สึกดีกับเราและบอกต่อ ที่ผ่านมาหนึ่งไม่ค่อยโฆษณาตัวเองเลย เพราะหนึ่งเชื่อมั่นว่าการบอกต่อปากต่อปาก คือการโฆษณาที่ดีที่สุด เราไม่ต้องบอกว่าเราดีเราเก่ง แต่ให้ลูกค้านี่แหละครับเป็นคนการันตีผลงานฝีมือของเรา”

แม้วันนี้จะได้รับการยอมรับในฝีมือมากแค่ไหน อาจารย์หนึ่ง แห่งซุปเปอร์หนึ่งเมคอัพ บอกว่า ต้องทำตัวให้เป็นแก้วที่พร่องน้ำอยู่ตลอดเวลา

“ทุกวันนี้หนึ่งก็ยังต้องไปศึกษาหาความรู้เพิ่มตลอดนะครับ อาจารย์ไหนใครว่าดีมีฝีมือ หนึ่งก็ยังต้องไปดูไปศึกษา เพราะแต่ละท่านเขาก็มีความเชี่ยวชาญ มีเทคนิคที่แตกต่างกัน ถ้ามีคนถามหนึ่งไปเรียนทำคิ้วมาจากไหน ตอบยากเพราะไปเรียนมากับอาจารย์หลายท่านมากมีงานสัมมนาที่ไหน เรื่องแต่งหน้าทำผม ทำคิ้วก็จะพยายามไป เรียนแล้วก็มาลองทำดูว่าเทคนิคนี้เหมาะกับเราไหม หรือเอามาปรับให้เป็นสไตล์ของเราได้อย่างไร ไม่ใช่แค่เทคนิคในประเทศที่ต่างประเทศหนึ่งก็ไปเรียนกับอาจารย์ชาวเยอรมันและรัสเซีย ถ้าในเอเชียเทคนิคของเกาหลี หรือเวียดนาม เรื่องคิ้วของเขาถือว่าระดับต้นๆ เลยทีเดียว”กว่า 20 ปี ในวงการเมคอัพ นอกเหนือจากชื่อเสียงและรายได้ที่ได้รับแล้ว สิ่งสำคัญคือ “ความภาคภูมิใจ” และ “ความสุข”

“จากตอนอายุ 17 ปี ที่เข้ากรุงเทพฯ มาด้วยเงิน 500 บาท ตอนนี้อายุ 36 ปี มีทรัพย์สินในระดับหนึ่ง สามารถเป็นหลักให้กับ
ครอบครัวได้อยู่สุขสบาย ก็ภูมิใจในตัวเองมาก และมีความสุขที่ได้เห็นลูกค้ามีความสุขจากสิ่งที่
เราทุ่มเทตั้งใจแต่งแต้มให้เขา ทุกวันนี้ทำงานไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ เพราะสิ่งที่มีอยู่หนึ่งก็พอใจ
มากแล้ว แต่ทำงานเพราะอยากเห็นรอยยิ้ม อยากเห็นใบหน้าที่ความสุขของลูกค้าที่มาใช้บริการของเราครับ”

ใครที่กำลังมองหาเมคอัพอาร์ติสท์คู่ใจหรืออยากจะมีคิ้วสวยๆ เสริมโหงวเฮ้ง ตามไปส่องผลงานการแต่งหน้าและการออกแบบคิ้วของ อาจารย์หนึ่ง ได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ “ซุปเปอร์หนึ่งเมคอัพ” นะคะ

 

บี มาย เกสท์ : ‘ดร.เบญจวรรณ สุจริต’ ความสุขจากการเป็นผู้ให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/431029

บี มาย เกสท์ : ‘ดร.เบญจวรรณ สุจริต’  ความสุขจากการเป็นผู้ให้

บี มาย เกสท์ : ‘ดร.เบญจวรรณ สุจริต’ ความสุขจากการเป็นผู้ให้

วันจันทร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จับงานมาหลากหลายบทบาท ก่อนจะผันตัวมาเดินบนเส้นทางสายการศึกษา จากอาจารย์ผู้สอนได้รับความไว้วางใจสู่ตำแหน่งบริหาร ดร.เบญจวรรณ สุจริต รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ แต่ยังคงมุ่งมั่นกับการเป็นผู้ให้วิชาความรู้แก่ศิษย์อย่างสุดความสามารถ และทำทุกหน้าที่อย่างมีความสุขในทุกวัน

“เหมือนพรหมลิขิตให้ต้องมาทางนี้ เพราะก่อนหน้านั้นดิฉันทำงานอยู่รัฐวิสาหกิจ เป็นนักจัดรายการวิทยุ เปิดร้านอาหาร
จำได้ว่าวันนั้นกำลังอ่านข่าวประกาศรับสมัครอาจารย์ของสถาบันราชภัฏอุตรดิตถ์อยู่ กลับบ้านไปนั่งคิดว่าเรามีประสบการณ์ทำงานหลากหลาย เราน่าจะนำประสบการณ์ความรู้ตรงนั้นไปสร้างประโยชน์อะไรได้มากกว่านี้ และโดยส่วนตัวก็เป็นคนชอบสื่อสารกับผู้อื่น ซึ่งงานสอนหนังสือก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะได้นำความรู้ ประสบการณ์ไปถ่ายทอดต่อก็เลยตัดสินใจไปสมัคร พอผ่านการสอบคัดเลือกขั้นตอนต่างๆ ก็ได้เริ่มงานสอนตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2545 ถึงวันนี้ก็ 17 ปีแล้วค่ะ”

บนเส้นทางสายการศึกษา ดร.เบญจวรรณ เป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรคณะบริหารธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ กระทั่งปี พ.ศ. 2556 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น รองอธิการบดี รับผิดชอบสำนักงานกิจการพิเศษ และประชาสัมพันธ์องค์กร ก่อนจะได้รับตำแหน่งรองอธิการบดีในปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน

“จากการทำงานสอนหนังสือเพียงอย่างเดียว พอได้รับมอบหมายให้ดูแลงานบริหารควบคู่กันด้วย ก็ต้องมีการเปลี่ยนบทบาท เพราะในความรับผิดชอบของเรานอกจากดูแลนโยบายและแผนของมหาวิทยาลัยแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานด้านยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นด้วย ก็ต้องแสดงบทบาทที่เหมาะสมกับสิ่งที่ได้รับมอบหมาย ด้วยความที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บริหารตั้งแต่อายุยังไม่มากนักและเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยเพียงคนเดียวในขณะนั้นที่ได้รับเลือกให้มาเป็นรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัย จึงต้องทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด เพื่อเป็นการพิสูจน์ความสามารถให้เป็นที่ยอมรับว่าเรามีความเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ที่ผู้ใหญ่ไว้วางใจให้มาทำงานตรงนี้”

 

 

ดร.เบญจวรรณ เล่าถึง บทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ที่สำคัญว่า ไม่ใช่เพียงการผลิตบัณฑิตเท่านั้น แต่บัณฑิตที่จบไปจะต้องมีคุณภาพที่สามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนท้องถิ่นได้

“มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ หรือ มรอ. มีวิสัยทัศน์ คือสถาบันอุดมศึกษาร่วมพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน และมีอัตลักษณ์มหาวิทยาลัย คือ ดี เก่ง มีจิตอาสา พัฒนาให้เป็นผู้ประกอบการ โดย มรอ. มีเขตพื้นที่การศึกษา
ที่รับผิดชอบใน 3 จังหวัด ได้แก่ แพร่ น่าน และอุตรดิตถ์ ซึ่งมหาวิทยาลัยมีการจัดหลักสูตรการศึกษาที่สอดคล้องกับพื้นที่ เพราะมีเป้าหมายในการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ มีจิตอาสา สามารถนำความรู้ความสามารถนั้นไปประกอบอาชีพ เลี้ยงดูพึ่งพาตนเองได้ และในขณะเดียวกันเราก็ปลูกฝังให้นักศึกษามีจิตอาสาด้วยการนำความรู้จากห้องเรียนลงไปแก้ไขปัญหา หรือพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตัวเอง เพื่อให้นักศึกษาหรือบัณฑิตที่จบการศึกษาไปเกิดความรัก ความภูมิใจ ในท้องถิ่นของตัวเอง”

แต่ให้เลือกระหว่างงานสอน กับงานบริหาร ดร.เบญจวรรณ บอกว่า งานสอน “การสอนหนังสือคือการให้ความรู้ทำให้เราสนุก เพราะเราไมได้ยืนอยู่หน้าห้องแล้วฉายสไลด์ แต่เราได้อธิบาย ได้เล่าประสบการณ์ รู้สึกชอบที่จะเอาความรู้ที่เรามีอยู่มาถ่ายทอดให้นักศึกษาได้โต้ตอบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากกว่า และทุกครั้งที่มีนักศึกษามาบอกว่าอาจารย์สอนสนุก เข้าใจง่าย สามารถนำไปใช้ได้จริง มันเป็นความสุขความภูมิใจว่าเราได้ทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่ แต่พอมีงานบริหารเข้ามาภาระงานสอนก็ลดลงตามภารกิจบริหาร วันไหนที่มีงานประชุมด่วน ก็จะหาเวลาสอนชดเชยให้กับนักศึกษาหรือให้อาจารย์ท่านอื่นสอนแทนคิดเสมอว่าเราต้องพยายามที่จะทำงานทั้งสองบทบาทควบคู่กันให้ดีที่สุดค่ะ”

ในบทบาทหน้าที่ที่มีให้ทำมากมายในฐานะ รองอธิการบดี ดร.เบญจวรรณ เผยถึงเคล็ดลับการทำงานให้ฟังว่า

“ไม่ว่าจะทำงานหรือใช้ชีวิตส่วนตัว มันมีความเครียดด้วยกันทั้งนั้น เราจึงไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงความเครียด
ได้เลย โดยส่วนตัวก็พยายามจะบำบัดความเครียดออกไปให้เร็วที่สุดค่ะ และจะทำงานให้มีความสุข ซึ่งส่วนตัวเวลาที่ได้รับ
มอบหมายงานอะไรมาจะไม่มีคำว่า “ทำไม่ได้” แต่จะลงมือทำก่อน ถ้าไม่ได้จริงๆ ถึงจะปรับเปลี่ยนแนวทาง แล้วคิดเสมอว่าทำด้วยความสุข เพราะการมีความสุขกับงานที่ทำจะทำให้เราทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไรก็ตามเราจะสามารถแก้ไข และพร้อมที่จะรับมือกับงานหนักได้อย่างดี และเชื่อมั่นว่าเมื่อเรามีความสุขทำอย่างเต็มที่แล้วผลจะออกมาดีเสมอ”

ด้วยความเป็นคนไม่อยู่นิ่ง แม้งานบริหารและงานสอนจะล้นมือ แต่ ดร.เบญจวรรณ ก็ชอบท้าทายตัวเองอยู่เสมอ ล่าสุดเปิดธุรกิจเล็กๆ เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อว่า ก๋วยเตี๋ยวหมูยิ้ม

“ดิฉันเป็นคนชอบทำอาหารมาก และชอบทานก๋วยเตี๋ยว โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวไทย และหมูแดงอบน้ำผึ้งซึ่งสูตรก๋วยเตี๋ยวของเราเป็นสูตรดั้งเดิมทำทานกันมานานเป็น 10 ปี ทำในช่วงเทศกาลที่ญาติพี่น้องมารวมกัน ทำแล้วมีคนทานจนหมด เราก็มีดีใจ และความสุข จนอยากเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ส่วนหมูแดงอบน้ำผึ้งได้พัฒนาและทดลองสูตรหมูแดงอบน้ำผึ้งมานานมากเช่นเดียวกันกว่าจะได้สูตรที่ลงตัวจนใครได้ชิมก็ติดใจ เลยเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นธุรกิจเสริม พอลูกค้าได้ทานก็ชอบกันถามว่าเราไปซื้อแฟรนไชส์มาหรือเปล่า อยากได้บ้าง ถึงแม้ร้านเราเพิ่งเปิดบริการได้ 3-4 เดือน จึงอยากจะขายแฟรนไชส์หมูยิ้มให้กับผู้สนใจอยากมีธุรกิจเสริมหรือผู้ที่ต้องการอาชีพ โดยแนวคิดของการเป็นผู้ให้เหมือนเดิม คือให้โอกาส ให้อาชีพคนสนใจอยากซื้อแฟรนไชส์เราลงทุนไม่สูง จะขายก๋วยเตี๋ยวหมูแดงอบน้ำผึ้งหรือเป็นข้าวหมูแดงก็ได้ โดยเราจะส่งหมูแดงให้ สอนวิธีการอบการปรุงน้ำซอสให้ มีอุปกรณ์เริ่มต้นให้ ในราคาแฟรนไชส์เริ่มต้นที่งบประมาณเพียงแค่หมื่นต้นๆ ใช้เวลาเพียงเดือนเดียวก็คืนทุนแล้วค่ะ”

บทบาทหน้าที่ที่เอ่ยมาทั้งหมดเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะ ดร.เบญจวรรณ ยังคงมีบทบาทด้านการเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ทั้งในด้านการวางแผนนโยบาย การกำหนดกลยุทธ์ เทคนิคการสื่สาร การบริการแบบมืออาชีพ การสื่อสารต่อหน้าชุมชน และที่ถูกเชิญบ่อยๆ ได้แก่ การพัฒนาบุคลิกภาพ ให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นอกจากนี้
ยังมีแผนที่จะเขียนหนังสือพอคเกตบุ๊ค “พูดแล้วฉลาด” ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการให้ความรู้ที่มีประโยชน์แก่ผู้อื่นทั้งสิ้น เรียกว่ามีจิตวิญญาณของการเป็น “ครู” อย่างเต็มเปี่ยมทีเดียว

บี มาย เกสท์ : ฮุสนี่ พิศสุวรรณ สลัดภาพนักกฎหมายสู่ทีมบริหารมะลิกรุ๊ป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/429703

บี มาย เกสท์ : ฮุสนี่ พิศสุวรรณ สลัดภาพนักกฎหมายสู่ทีมบริหารมะลิกรุ๊ป

บี มาย เกสท์ : ฮุสนี่ พิศสุวรรณ สลัดภาพนักกฎหมายสู่ทีมบริหารมะลิกรุ๊ป

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อต้องตัดสินใจระหว่าง “งานที่ปรึกษากฎหมาย” กับ “งานบริหารธุรกิจ”ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ ฮุสนี่ พิศสุวรรณ และยิ่งต้องมาสานต่อในสิ่งที่คนรุ่นก่อนก่อร่างสร้างไว้อย่างยิ่งใหญ่ แล้วคนรุ่นใหม่อย่างเขาจะทำได้ดีหรือไม่ แต่เมื่อตัดสินใจเลือกแล้วสิ่งที่ทำได้คือ “ทำให้ดีที่สุด” เพื่อให้บริษัท มะลิกรุ๊ป 1962 จำกัด เป็นผู้ผลิตนมข้นหวานแบรนด์ไทยอันดับหนึ่ง และเติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ฮุสนี่ พิศสุวรรณ เป็นบุตรชายคนที่สองของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ และ อลิสา พิศสุวรรณ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเอสเซกส์ ประเทศอังกฤษ ทันทีที่เรียนจบ ฮุสนี่ ได้มีโอกาสร่วมงานกับบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเคนซี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษากฎหมายชั้นนำของประเทศไทยนานเกือบ 5 ปี ก่อนจะมารับตำแหน่ง Global Business Manager ที่บริษัท มะลิกรุ๊ป 1962 จำกัด ตามคำเรียกร้องของคุณแม่ หนึ่งในผู้บริหารนมตรามะลิ

 

“ผมทำงานเป็นที่ปรึกษากฎหมายอยู่ที่เบเคอร์ฯ ตั้งแต่เรียนจบ ทำงานที่นั่นอยู่เกือบ 5 ปี ได้เรียนรู้งานด้านกฎหมายจากพี่ๆ และเพื่อนร่วมงานมากพอสมควร จนถึงวันที่คุณแม่ขอให้กลับมาช่วยงานที่มะลิกรุ๊ป ยอมรับว่าตัดสินใจยากเหมือนกัน เพราะงานที่ปรึกษากฎหมายคือสิ่งที่ทำมานานระยะหนึ่ง มีความคุ้นเคยกับงาน และกำลังไปได้ดี จริงๆ คุณแม่ก็ไม่ได้กดดันอะไร ผมก็มาพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ การที่ท่านมาบอกให้เรากลับไปช่วยงานที่บริษัท ท่านก็คงมองเห็นแล้วว่าผมจะทำอะไรให้กับบริษัทได้บ้าง จึงตัดสินใจลาออกจากเบเคอร์ฯมาทำงานที่มะลิกรุ๊ปครับ

ตอนมาทำงานที่มะลิกรุ๊ปช่วงแรกๆ ก็ยอมรับครับว่าเป็นงานที่ท้าทายพอสมควร เพราะเดิมการเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ก็คือการนำความรู้กฎหมายที่เราเรียนมา ไปปรับใช้กับธุรกิจของลูกความ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจให้กับลูกความ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องกระบวนการทำธุรกิจภายในองค์กรมากนัก แต่ที่มะลิกรุ๊ปคือ ผมต้องเปลี่ยนภาพจากนักกฎหมายมาเป็นนักธุรกิจอย่างเต็มตัว ต้องมาเรียนรู้เรื่องธุรกิจกันตั้งแต่เริ่มต้นก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหาร การตลาด การขาย การทำ Branding ต่างๆ ซึ่งมะลิกรุ๊ปเป็นธุรกิจที่ดำเนินกิจการมานาน ในองค์กรก็มีผู้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่ผมได้เรียนรู้งานจากท่านเหล่านั้น”

ในตำแหน่ง Global Business Manager บริษัท มะลิกรุ๊ป 1962 จำกัด ฮุสนี่ เผยถึง ภาระความรับผิดชอบของตนเองให้ฟังว่า

“ต้องอธิบายก่อนว่า มะลิกรุ๊ป 1962 เราคือ ผู้ผลิต ส่วนบริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด จะเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของมะลิกรุ๊ป มะลิกรุ๊ปมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในไลน์การผลิตอยู่หลายตัว เช่น นมข้นหวานและนมข้นจืดตรามะลิ ตราเบิร์ดวิงซ์ และเนยตราออร์คิด ซึ่งส่งออกไปมากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ในส่วนของการทำงาน ผมจะทำหน้าที่ดูแลลูกค้าต่างประเทศ ให้คำปรึกษากับลูกค้า ดูแลเรื่องการส่งออก รวมถึงการดูสัญญาข้อกฎหมายทั้งหมด ซึ่งเป็นส่วนที่ผมได้ใช้ความรู้ด้านกฎหมายที่เคยทำมาใช้กับธุรกิจนี้”

 

 

ฮุสนี่ เป็นหนึ่งในผู้บริหารรุ่นใหม่ของครอบครัวมะลิที่อยากทำให้มะลิกรุ๊ปมีความทันสมัยมากขึ้น ปรับตัวเข้ากับการบริโภคของคนรุ่นใหม่ และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดใหม่ๆ

“ปัจจุบันการแข่งขันในประเทศและตลาดต่างประเทศสูงมาก แม้ว่าเราจะมีตลาดมากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก แต่มันก็ยังมีช่องทางให้เราไปได้อีก ตลาดที่เรามองไว้คือ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และอเมริกาใต้ เป็นกลุ่มประเทศที่มีความต้องการบริโภคนมข้นหวานและจืดสูงมาก และเขาก็มองหาผู้ผลิตในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่อย่างที่บอกว่าการแข่งขันสูงในบ้านเราอาจมีผู้รับจ้างผลิตไม่กี่ราย แต่ถ้ามองในแถบภูมิภาคนี้เรามีคู่แข่งเยอะพอสมควร สิ่งที่เราพยายามสื่อสารไปยังลูกค้าก็คือ การที่เราเป็นผู้นำการผลิต และอยู่ในธุรกิจนี้มานานมีประสบการณ์มากกว่า สามารถผลิตได้ตามความต้องการของลูกค้าเรามีโรงงานผลิตที่ผ่านการรับรองมาตรฐานทั้งในประเทศและในระดับสากล ที่สำคัญที่สุดคือนมตรามะลิเป็นแบรนด์ของคนไทย เราต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าแบรนด์ไทยก็มีศักยภาพที่จะแข่งขันได้ในตลาดโลก”

นับว่าเป็นความท้าทายของผู้บริหารหนุ่มคนนี้ กับการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนมะลิกรุ๊ปให้ก้าวไปอย่างเข้มแข็งและยิ่งใหญ่เหมือนกับที่คนรุ่นก่อนได้ทำไว้

“ถามว่ากดดันไหมตอบตรงๆ ว่าก็มีความกดดันอยู่บ้าง เพราะผู้ใหญ่ทุกท่านทำไว้แล้วอย่างดี แต่ผมเปลี่ยนความกดดันให้เป็นความท้าทาย ที่จะทำให้มะลิกรุ๊ปเติบโตแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่งการจะเดินไปถึงเป้าหมายของธุรกิจที่ตั้งกันไว้ ไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่จะทำให้สำเร็จได้ ต้องมีทีมงานที่ดี มี Passion และมีเป้าหมายร่วมกัน จึงจะสำเร็จได้การมีคนรุ่นใหม่เข้ามาก็เป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งเราก็มีเป้าหมายเดียวกันคือการทำให้มะลิกรุ๊ปเป็นเบอร์หนึ่งทั้งในและต่างประเทศครับ”

บี มาย เกสท์ : อัญจิฎา กรรณสูต รุ่นใหม่ไฟแรงเสริมทัพอาณาจักรนมมะลิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/427851

บี มาย เกสท์ : อัญจิฎา กรรณสูต  รุ่นใหม่ไฟแรงเสริมทัพอาณาจักรนมมะลิ

บี มาย เกสท์ : อัญจิฎา กรรณสูต รุ่นใหม่ไฟแรงเสริมทัพอาณาจักรนมมะลิ

วันจันทร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“มะลิ” คือชื่อของนมข้นหวานที่คนไทยคุ้นเคยมานานถึงครึ่งศตวรรษ ซึ่งหลายคนอาจมีภาพจำแบรนด์มะลิในแบบเดิมๆ แต่จากนี้ผู้บริโภคจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ เริ่มจากผู้บริหารรุ่นใหม่ที่เข้ามาเสริมทัพสร้างความแข็งแกร่งให้กับมะลิมากขึ้นอย่าง อัญจิฎา กรรณสูต วัย 28 ปี ที่นับว่าเป็นผู้บริหารอายุน้อยที่สุดคนหนึ่งของมะลิในขณะนี้

อัญจิฎา กรรณสูต หรือ ฟิล์ม เป็นลูกสาวคนโตของ คุณพ่ออุปพร และคุณแม่สุดถนอม กรรณสูต ที่มีดีกรีปริญญาตรี International Business in Hotel and Tourism Management จาก Cesar Ritz Colleges โรงเรียนการโรงแรมชื่อดังของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และปริญญาโทในสาขาเดียวกันจาก Manchester Metropolitan University, Global Campus ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เช่นกัน หลังจากเรียนจบ ฟิล์ม ได้มีโอกาสชิมลางงานโรงแรมตามที่ร่ำเรียนมาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะย้ายไปทำด้านการตลาดให้กับสายการบินไทยสมายล์ 3 ปีซึ่งถือเป็นรุ่นบุกเบิกก็ว่าได้ แต่ในที่สุดผู้เป็นป้า คุณพิมพ์ จารุเศรนี กรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด และ บริษัท มะลิ กรุ๊ป 1962 จำกัด ได้เรียกตัวกลับให้มาช่วยที่มะลิ

“การทำงานที่ไทยสมายล์ ทำให้เราได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับองค์กร จึงได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เยอะ เป็นการเปิดโลกทำให้ฟิล์มได้เรียนรู้เรื่องการตลาดที่นอกเหนือจากตำรา แถมยังได้เดินทางบ่อยๆ ได้ใช้ภาษาอย่างที่ชอบ ตอนที่คุณพิมพ์ส่งสัญญาณ ให้กลับมาช่วยที่มะลิ ก็คิดหนักอยู่เหมือนกันค่ะ เพราะกำลังสนุกกับตรงนั้น”

ไม่ใช่แค่คุณป้า แต่รวมถึงคุณแม่สุดถนอมด้วยเช่นกัน ที่อยากให้ลูกสาวคนโตกลับมาช่วยบริษัท เพราะอยากให้คนรุ่นใหม่ๆ มาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับธุรกิจที่อยู่มานานถึง 57 ปี ซึ่ง อัญจิฎา ยอมรับมีความกดดันอยู่บ้าง

“แรกๆ กดดันเพราะการที่เรามาทำงานตรงนี้ข้อแรก ความเป็นลูกหลานก็คงมีหลายคนที่มีความหวังในตัวเราสูง เราจะทำงานเป็นหรือเปล่า สองคือฟิล์มก็กังวลว่าตัวเองจะทำได้ไม่ดีเท่าที่เขาหวังไหม แต่เมื่อตัดสินใจกลับมา คุณพิมพ์อยากให้ศึกษางานหลายๆ ด้าน ฟิล์มก็มาเป็นพนักงานฝ่ายขายตลาดในประเทศก่อนค่ะ ทำตั้งแต่เปิดออเดอร์ ลิสต์สินค้า และขาย เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่า ฟิล์มมีความรับผิดชอบ และสามารถทำงานได้ ฟิล์มทำงานอยู่ฝ่ายขาย 2 ปี ผลงานที่เราทำก็ได้พิสูจน์ความสามารถของเรา”

ปัจจุบัน อัญจิฎา ดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด ผู้จัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์นมข้นหวานตรามะลิ ครีมเทียมข้นหวานชนิดพร่องมันเนยตราเบิร์ดวิงส์ และผลิตภัณฑ์เนยตราออร์คิด

“ด้วยความที่บริษัทที่ดำเนินกิจการมา 50 กว่าปี โครงสร้าง รูปแบบการดำเนินงาน โดยเฉพาะลูกค้าส่วนใหญ่ ก็เป็น Tradition trade เช่น ลูกค้าร้านกาแฟรถเข็น โมเดิร์นเทรด และกลุ่ม Food Service โรงแรม ร้านอาหาร ที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์เยอะๆ สิ่งที่เราพยายามปรับอยู่ตอนนี้คือการเปิดกลุ่มลูกค้าใหม่โดยเฉพาะกลุ่ม Home Use เช่น กลุ่ม New Joberหรือกลุ่มเจนวายเจนแซด ให้มะลิอยู่ในทุกช่วงวัยของคนกลุ่มนี้ จำเป็นต้องมีการสื่อสารกับผู้บริโภคมากขึ้นช่องทางออนไลน์ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เรากำลังรุกคืบอยู่ ในส่วนของผลิตภัณฑ์ก็มีการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ๆ ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มโฮมยูส อย่างตัวที่เราเปิดตัวไปแล้ว คือ มะลิในรูปแบบหลอดบีบ 3 รสชาติ นมข้นหวานสูตรปกติ มะลิ 0% Fat สำหรับผู้รักสุขภาพ นมข้นหวานรสช็อกโกแลต และในเดือนสิงหาคมนี้ มะลิจะเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 4 ตัว ภาพยนตร์โฆษณา พรีเซ็นเตอร์คนใหม่ล่าสุด ที่จะเป็นตัวแทนมะลิของคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นใครนั้นต้องติดตามกัน
ต่อไปค่ะ”

 

 

เป็นเวลา 3 ปีกว่าๆ กับการมาสานต่อธุรกิจอัญจิฎา บอกถึงความแตกต่างของการทำงานให้กับบริษัทอื่น กับการบริหารธุรกิจของตัวเองว่า

“สำหรับฟิล์ม การทำงานในฐานะลูกจ้างคนอื่น หน้าที่ความรับผิดชอบในงานที่ทำก็ระดับหนึ่ง ถ้าเราทำงานในส่วนของเราเรียบร้อยดีคือจบ แปดโมงเข้างานห้าโมงเย็นกลับบ้าน แต่พอมาช่วยคุณป้า หน้าที่ความรับผิดชอบมันมากกว่านั้น ทุกนาทีเราต้องคิดว่าอะไรจะดีกับมะลิ เวลาไปพบเห็นอะไรไม่ใช่แค่มองผ่าน แต่เราคิดให้ไกลว่ามันช่วยบริษัทได้ไหม ซึ่งมันเป็นโดยอัตโนมัติเลยค่ะ ข้อดีของการทำงานกับคุณแม่และคุณพิมพ์ คือมีครู มีตัวอย่างที่ดี ที่จะช่วยสอน ให้คำปรึกษาเราได้ตลอดเวลา และโชคดีอีกอย่างคือผู้ใหญ่ท่าน Open Mind ให้โอกาสให้เราได้ทำงาน เวลาที่ฟิล์มนำเสนอสิ่งใหม่ๆ เขาก็พร้อม Move Out ออกจากสิ่งเดิมไปสู่แนวทางใหม่ๆ ที่เรานำเสนอ ก็ทำให้เราทำงานได้เต็มที่ และสนุกกับงาน เพราะสุดท้ายแล้วก็เพื่อธุรกิจทั้งนั้นค่ะ”

ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ของมะลิ เป้าหมายของ อัญจิฎา คือ การสานต่อธุรกิจทำให้อาณาจักรมะลิมีความแข็งแกร่ง และครองตลาดอันดับ 1 เช่นนี้ตลอดไป

บี มาย เกสท์ : คิดนอกกรอบ‘ณิชาภัทร ศรีมโนธรรม’ ส่งต่อสุขภาพดีๆ ด้วย เฮลท์ตี้สแน็ค ออร์แกนิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/423290

บี มาย เกสท์ : คิดนอกกรอบ‘ณิชาภัทร ศรีมโนธรรม’  ส่งต่อสุขภาพดีๆ ด้วย เฮลท์ตี้สแน็ค ออร์แกนิก

บี มาย เกสท์ : คิดนอกกรอบ‘ณิชาภัทร ศรีมโนธรรม’ ส่งต่อสุขภาพดีๆ ด้วย เฮลท์ตี้สแน็ค ออร์แกนิก

วันจันทร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สาวนักบัญชีผู้รักสุขภาพและชอบทาน “ถั่ว” เป็นของทานเล่นแก้หิว แต่บรรดาถั่วแบรนด์ต่างๆ ที่ขายอยู่ในท้องตลาดยังไม่มีแบรนด์ไหนที่เป็น “ออร์แกนิก” อย่างแท้จริง ณิชาภัทร ศรีมโนธรรม จึงเกิดปิ๊งไอเดียลาออกจากงานประจำ เงินเดือนหลายหมื่นบาท ออกมาสร้างแบรนด์อาหารทานเล่นเพื่อสุขภาพจากถั่วและซูเปอร์ฟู้ดนานาชนิด ภายใต้แบรนด์ “บีนแบ็ก (Beanbag)” มาชิงพื้นที่เอาใจคนรักสุขภาพ

เบ๊น-ณิชาภัทร ศรีมโนธรรม ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ธิงค์กิ้งกู้ด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเฮลท์ตี้สแน็คแบรนด์ “บีนแบ็ก (Beanbag)” วัย 28 ปี บอกว่า หลังเรียนจบคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (หลักสูตรนานาชาติ BBA) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้ทำงานเป็นนักตรวจสอบบัญชีในบริษัทที่ปรึกษาด้านการบัญชีชื่อดังแห่งหนึ่งที่ต้องเดินทางไปทำงานที่บริษัทลูกค้าต่างจังหวัดอยู่เป็นประจำ

“งานบัญชี ก็อย่างที่รู้กันว่าเป็นงานเกี่ยวกับตัวเลข วันๆ ก็นั่งโต๊ะตรวจสอบกันไป กินก็ไม่เป็นเวลา ยิ่งทำงานต่างจังหวัดการจะหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นเรื่องยากกินไม่เป็นเวลาบ้าง เดินไปกินข้าวกลับมานั่งโต๊ะทำงานต่อ วันไหนเลิกดึกก็มีสั่งไก่ทอด พิซซ่า มากินกัน และไม่มีเวลาออกกำลังกาย ก็ส่งผลต่อสุขภาพ ทำให้เบ๊นเป็นทั้งกรดไหลย้อนและโรคกระเพาะตามมา งานบัญชีเป็นงานที่ชอบ ทำแล้วก็มีความสุขกับมัน แต่พอมานั่งคิดว่าถ้าเราประสบความสำเร็จในงานก็จริง แต่ถ้ามันต้องแลกด้วยสุขภาพที่ทรุดโทรม มันคุ้มค่ากันไหม จึงมานั่งคิดว่าจะทำอะไรดีที่เป็นสิ่งที่เราชอบ และไม่ทำร้ายสุขภาพ
ตัวเอง เพราะเบ๊นเชื่อว่าการที่เราทำในสิ่งที่เรามี Passion เราจะทำออกมาได้ดี”

 

 

เมื่อตัดสินใจที่จะลาออกจากงานประจำ เธอจึงมานั่งค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่ชอบ และ “ถั่วอบ” ก็ผุดขึ้นมาในความคิด

“ที่บ้านเราเป็นครอบครัวรักสุขภาพอยู่แล้ว ตัวเบ๊นเองก็ชอบทานถั่ว เวลาทำงานกินไม่เป็นเวลา แต่เบ๊นไม่ใช่คนกินจุกจิก ถั่วอบ จะเป็นตัวช่วยยามที่ทำงานแล้วหิว ซึ่งเป็นถั่วที่อบไปเองจากที่บ้าน เพราะในท้องตลาดนั้นน้อยมากที่จะเป็นถั่วอบ 100% รสชาติก็ไม่ถูกปาก แถมเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง จึงทำให้ไม่ใช่อาหารทานเล่นเพื่อสุขภาพที่แท้จริงเบ๊นก็มองไปอีกว่าการที่จะทำถั่วอบเพื่อสุขภาพก็ดูจะธรรมดาไป ไม่แตกต่างเท่าไหร่ เพื่อให้เป็นเฮลท์ตี้สแน็คที่แท้จริง เบ๊นจึงมองไปถึงถั่วออร์แกนิก ที่ไม่ใช่ออร์แกนิกแค่วัตถุดิบ แต่ยังรวมไปถึงกระบวนการผลิตที่เป็นออร์แกนิกอีกด้วย”

ด้วยความตั้งใจในการสร้างเฮลท์ตี้สแน็ค แบรนด์ “บีนแบ็ก” ณิชาภัทร ลงทุนคัดเลือกวัตถุดิบอย่าง ถั่ว อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ด้วยการนั่งชิมถั่วแต่ละเม็ดจากแต่ละแหล่งผลิต เพื่อให้ได้เม็ดสวยรสชาติดีที่สุด และต้องเป็นแหล่งปลูกที่เป็นออร์แกนิกเท่านั้น เลือกใช้น้ำตาลมะพร้าวและน้ำตาลทรายออร์แกนิก รวมไปถึงโรงงานผลิตเครื่องจักรต่างๆ ให้มีมาตรฐานการผลิต การประกันคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ จนได้การรับรองมาตรฐานความปลอดภัยอาหารระหว่างประเทศ GMP/HACCP และได้รับการรับรองภายใต้ NOP กระทรวงเกษตร สหรัฐอเมริกา (USDA) สำหรับผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ในปี 2559 ซึ่งลูกค้าจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด แม้แต่บรรจุภัณฑ์เธอก็ให้ความสำคัญในการเลือกรูปแบบของบรรจุภัณฑ์ ความหนา สีสัน ไปจนถึงตัวอักษร และได้เปิดตัวในงาน THAIFLEX 2016 ซึ่งได้รับการตอบรับ
ที่เกินคาด

“วันที่เปิดตัวสินค้าในงาน THAIFLEX 2016 วันนั้นคือ หายเหนื่อย เพราะไม่คาดคิดว่าลูกค้าจะสนใจมากขนาดนั้น พอจบงานบีนแบ็กสามารถไปวางจำหน่ายตามโมเดิร์นเทรดใหญ่ๆ ทันที และก็ขยายพื้นที่วางจำหน่าย รวมถึงได้ผลิตสินค้าวางจำหน่ายในร้านกาแฟชื่อดัง อย่างสตาร์บัคส์ โอ บอง แปง ดีนแอนด์เดลูก้า ซึ่งเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลแบรนด์ทั้งนั้น แล้วเราไม่ได้มีแบ๊กกราวนด์ฟู้ดมาก่อน เป็นเด็กหน้าใหม่ การเป็นพาร์ทเนอร์กับแบรนด์เหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่การันตีสินค้าของเราด้วยอีกทางหนึ่ง”

ไม่เพียงแค่นั้น บีนแบ็ก ยังได้รับการติดต่อจากแบรนด์ร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่ที่มีสาขาแทบจะทุกมุมถนน แต่เธอเลือกที่จะปฏิเสธ เพราะอยากให้ธุรกิจค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคงแข็งแรง

“ต้องขอบคุณที่เลือกเรียนบัญชีและเป็นนักตรวจสอบบัญชีมาก่อน ตั้งแต่ปีแรกที่เปิดตัวแบรนด์ เขาก็ติดต่อมาพร้อมกับคิดมาให้เสร็จว่าถ้าวางขายในร้านเขา จะได้ยอดขายเท่าไร กำไรเท่าไร ถ้าเป็นคนอื่นก็อาจจะคว้าไว้เลย แต่เบ๊นเป็นนักบัญชี ที่เรื่องของยอดขาย กำไร ไม่ใช่คำตอบเพียงอย่างเดียว เราต้องมาคำนวณเหมือนกันว่าถ้ายอดขายและกำไรเท่านั้น เราต้องลงทุนเพิ่มอีกเท่าไหร่ ต้องเพิ่มกำลังการผลิตแค่ไหนกับไซส์โรงงานของเรา เพราะธุรกิจนี้เบ๊นทำด้วยเงินทุนของตัวเอง ไม่ได้กู้ธนาคารมา ถ้าจะเพิ่มกำลังการผลิต ต้นทุนก็ต้องเพิ่ม ต้องไปขอเงินพ่อแม่ หรือกู้ธนาคารมา อันนี้ไม่ใช่วัตถุประสงค์แล้ว ที่สำคัญคือ เบ๊นคิดว่าตัวเองยังไม่รีบร้อน อยากค่อยๆ โต ค่อยๆ เรียนรู้กับธุรกิจไปทีละขั้น ให้ธุรกิจกิจมั่นคงด้วยตัวเองจะดีกว่า”

 

 

ปัจจุบัน บีนแบ็ก ไม่ได้มีแค่เฮลท์ตี้สแน็คตระกูลถั่ว 4 รสชาติเท่านั้น และกำลังจะออกอีก 3 รสชาติใหม่ในเร็วๆ นี้ รวมถึง บีนแบ็ก ซูเปอร์ฟู้ด พาวเดอร์ (Beanbag Superfood Powder) ผักและผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุสูงในรูปแบบผงอีก 15 รสชาติ สำหรับคนใส่ใจสุขภาพขั้นสุด ซึ่งวางจำหน่ายกูร์เมต์ มาร์เก็ต, โฮมเฟรช มาร์ท, เซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์, ท็อปส์มาร์เก็ต, วิลล่า มาร์เก็ต, เลมอน ฟาร์ม, Lab pharmacy, ใบเมี่ยง, โอ บอง แปง และดีนแอนด์เดลูก้า เป็นต้น

“เกือบ 5 ปีที่ทำธุรกิจ จากที่เคยเป็นลูกคนเล็ก เคยเป็นน้องเล็กในที่ทำงาน มีชีวิตอยู่ในกรอบ บีนแบ็กเปลี่ยนเบ๊นให้เป็นคนใหม่ มีความกล้าคิด กล้าที่จะทำอะไรนอกกรอบ มีความเป็นผู้นำ เพราะต้องดูแลธุรกิจ ดูแลลูกน้อง และชอบที่จะทำอะไรใหม่ที่ท้าทายเพื่อให้แบรนด์บีนแบ็กดีขึ้น ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น บีนแบ็กจึงเป็นความภูมิใจในตัวเองที่เราสามารถทำมาได้และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญคือ ดีใจที่บีนแบ็กมีส่วนในการส่งมอบสุขภาพดีให้กับลูกค้าทุกคน”