บี มาย เกสท์

All posts tagged บี มาย เกสท์

บี มาย เกสท์ : แน็ตตี้-นิดา วงศ์พันเลิศ นักบริหารโรงแรมเลือดใหม่แห่ง 137 PILLARS

Published August 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/400562

บี มาย เกสท์ : แน็ตตี้-นิดา วงศ์พันเลิศ  นักบริหารโรงแรมเลือดใหม่แห่ง 137 PILLARS

บี มาย เกสท์ : แน็ตตี้-นิดา วงศ์พันเลิศ นักบริหารโรงแรมเลือดใหม่แห่ง 137 PILLARS

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม้จะเป็นถึง “ลูกสาวเจ้าของกิจการ” แต่ใช่ว่าจะได้มานั่งเก้าอี้บริหารง่ายๆ ดูอย่าง แน็ตตี้-นิดา วงศ์พันเลิศ ทายาทคนโตของนิพันธ์ และทันตแพทย์หญิงดวงพร วงศ์พันเลิศเจ้าของธุรกิจลักซูรี่ บูติค โฮเตล แบรนด์ 137 พิลลาร์ส (137 Pillars) ทันทีที่คว้าดีกรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ UK MPhil Industrial Systems, Manufacture and Management (ISMM) University of Cambridge สำเร็จ ก็ได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในทีมงานดูแลโครงการก่อสร้างและตกแต่ง 137 พิลลาร์ส สวีท แอนด์ เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ (137 Pillars Suites & Residences Bangkok) กลายเป็นดาวเด่นของวงการธุรกิจโรงแรมไปแล้ว

“แบรนด์ 137 พิลลาร์ส ประสบความสำเร็จจาก 137 พิลลาร์ส เฮ้าส์ เชียงใหม่ แน็ตตี้เรียนจบกลับมาพอดี ซึ่งตอนนั้นกำลังก่อสร้างโครงการบ้านจามจุรี 2 ซึ่งเป็นธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ตัวโครงสร้างขึ้นมาแล้ว 7 ชั้นคุณพ่อก็ตัดสินใจที่จะขยายแบรนด์ 137 พิลลาร์ส มากรุงเทพฯ จึงได้เปลี่ยนจากโครงบ้านจามจุรี 2 มาเป็น 137 พิลลาร์ส สวีท แอนด์ เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ต้องมีการออกแบบตกแต่งใหม่ โดยแบ่งเป็นเรสซิเดนซ์ 176 ห้อง และห้องสวีทที่เป็นลักซูรี่ บูติค โฮเตล อีก 34 ห้อง จุดเด่นของห้องคือ ห้องมีพื้นที่กว้าง ตกแต่งอย่างหรูหราไม่ว่าจะห้องนอน ห้องน้ำ ห้องแต่งตัว ห้องสวีทเล็กที่สุดก็ยังมีพื้นที่ 70 ตร.ม. อีกหนึ่งจุดเด่นคือ ระเบียงกว้าง ที่ให้แขกสามารถออกไปชมวิวของกรุงเทพฯ ซึ่งโรงแรมอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ไม่ค่อยมีระเบียง เพราะเราอยากให้แขกที่มาอยู่รู้สึกว่าเขาได้ใกล้ชิดกรุงเทพฯ เหมือนได้อยู่บ้าน รวมถึงเซอร์วิสที่มีทั้งบัทเลอร์ สระว่ายน้ำ Loof top เฉพาะสำหรับแขกสวีทเท่านั้น”

เมื่อ 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ก่อสร้างตกแต่งแล้วเสร็จและเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ แน็ตตี้-นิดา จึงได้ย้ายสายงานมาในตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด แบรนด์ 137 พิลลาร์ส ซึ่งไกลจากวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาอยู่มาก

“งานด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ เป็นโลกใบใหม่เลยค่ะ ต้องดูแลทั้งหลังบ้านและหน้าบ้านไปพร้อมๆ กัน การพาแบรนด์ไปนำเสนอให้ลูกค้ารู้จักและมาใช้บริการเรา การทำตลาดออฟไลน์ ออนไลน์ ไม่ว่าจะทำด้วยตัวเองหรือการมีภาครัฐเข้ามาช่วย อย่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเหลือเราค่อนข้างมากในการพาแบรนด์ไปทำตลาดต่างประเทศ ซึ่งการแข่งขันตลาดโรงแรมในเชียงใหม่ยังไม่สูงเท่ากับในกรุงเทพฯ เพราะแบรนด์ลักซูรี่ บูติค โฮเตล ในกรุงเทพฯ มีเป็นสิบ และเปิดใหม่เยอะมาก เราจะต้องตื่นตัวอยู่เสมอในการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดจะทำอย่างไรให้ลูกค้าไว้วางใจและเลือกใช้บริการแบรนด์ของเรา เรียกว่างานการตลาดเป็นสิ่งที่มีอะไรให้แน็ตตี้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลาเป็นงานที่สนุกและท้ายทายดีค่ะ”

อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่า แม้จะเป็น “ลูกสาวเจ้าของโรงแรม” แต่ก็เรียนรู้งานตั้งแต่รากฐาน ไม่ต่างจากพนักงานธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่การเป็นผู้บริหารในอนาคตได้เป็นอย่างดี

“องค์ความรู้ของงานโรงแรมมีรายละเอียดเยอะจริงๆ ค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เราลงทุนเอง บริหารเอง ไม่ว่าจะด้านการก่อสร้าง ถึงแม้จะเรียนวิศวะมา แต่พอมาทำงานจริงๆ ถ้ามานั่งเป็นคนสั่งงานเองมันอาจจะไม่ดีเท่านี้ก็ได้ ยิ่งงานการตลาดเราไม่มีความรู้เลย ดังนั้น การที่แน็ตตี้ได้เริ่มต้นเรียนรู้จากงานระดับล่าง ซึ่งมีมืออาชีพที่ผ่านงานโรงแรมแบรนด์ใหญ่ๆ มาแล้ว มาเป็นเจ้านายเราอีกที ทำให้แน็ตตี้ได้เรียนรู้งานกับคนเก่งๆ และมีโอกาสได้สัมผัสกับองค์ประกอบต่างๆ ของงานโรงแรม ในวันหนึ่งที่แน็ตตี้จะขึ้นไปบริหารแบรนด์เอง จะทำให้เราเข้าใจในจุดเล็กๆ และมองเห็นมุมมองที่กว้าง

กับเพื่อนร่วมงานแรกๆ เขาก็มีเกร็งๆ บ้างว่าเราเป็นลูกเจ้าของ แน็ตตี้ก็ใช้ความจริงใจ การเดินเข้าไปหาเขาก่อน แสดงให้เห็นว่าเราก็เป็นพนักงานคนหนึ่ง แน็ตตี้ไม่ใช่เจ้าของ แต่เราเป็นทีมเดียวกันที่จะมาช่วยสร้างแบรนด์ 137 พิลลาร์สให้มันประสบความสำเร็จไปด้วยกัน”

ว่าที่สาวนักบริหารโรงแรมวัย 25 ปี ที่อยู่คลุกคลีอยู่กับงานโรงแรมมาเกือบ 4 ปี จากคนที่ไม่เคยคิดว่าจะมาทำงานโรงแรม แต่วันนี้ แน็ตตี้-นิดา บอกว่า งานโรงแรมคือ สิ่งที่เธอหลงรัก

“เคยมีคนพูดกับแน็ตตี้ว่า ถ้าไม่เชื่อในสิ่งที่ทำอยู่ก็อย่าทำเลย ตอนแรกๆ แน็ตตี้ไม่เข้าใจนะที่คนบอกว่า เมืองไทยคือจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เคยสงสัยว่าจริงเหรอ ทำไมใครๆ ก็อยากมาเที่ยวเมืองไทย แต่พอได้มาทำงานโรงแรมถึงเข้าใจ เป็นเพราะวิถีชีวิต วัฒนธรรมไทยที่เป็นมิตร พร้อมต้อนรับด้วยความจริงใจและมีรอยยิ้มให้ผู้อื่นเสมอ อาหารก็อร่อย ที่เที่ยวก็เยอะ ทำให้ชาวต่างชาติอยากมาเมืองไทย ทำให้ธุรกิจโรงแรมในบ้านเรายังเดินหน้าไปได้ ขนาดบ้านเรามีเหตุการณ์อะไรมากมาย แต่นักท่องเที่ยวก็เดินทางมา อาจจะจำนวนลดลง แต่ไม่เคยถึงขั้นว่าไม่เดินทางมาเลย จึงทำให้แน็ตตี้เกิดความเชื่อมั่นในธุรกิจนี้ และบอกตัวเองตลอดว่า แน็ตตี้ทำได้ ถ้าจะถามว่าแน็ตตี้รักงานโรงแรมไหม ก็ต้องบอกว่าหลงรักเลยค่ะ”

และเธอก็ปิดท้ายว่า ยังคงสนุกกับงานและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ทุกวัน และวางแผนที่จะเรียนต่อด้านการบริหารโรงแรมอย่างจริงจัง เพื่อรองรับการขยายแบรนด์ 137 พิลลาร์ส ในอนาคตด้วย

 

Advertisements

บี มาย เกสท์ : พญ.พรลักษณ์ – พรสุดา หาญพาณิชย์ สองผู้บริหารคลื่นลูกใหม่เครือเกษมราษฎร์

Published July 30, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/396076

บี มาย เกสท์ : พญ.พรลักษณ์ - พรสุดา หาญพาณิชย์ สองผู้บริหารคลื่นลูกใหม่เครือเกษมราษฎร์

บี มาย เกสท์ : พญ.พรลักษณ์ – พรสุดา หาญพาณิชย์ สองผู้บริหารคลื่นลูกใหม่เครือเกษมราษฎร์

วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“โรงพยาบาลเกษมราษฎร์” ขึ้นแท่นเป็นโรงพยาบาลชั้นนำระดับประเทศด้วยฝีมือการปลุกปั้นของ รศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH และ ผศ.พญ.สมพร หาญพาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BCH ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่หยุดยั้งที่จะขยายธุรกิจบริการทางการแพทย์ให้ครอบคลุมคนไทยทุกกลุ่ม ซึ่งไม่เพียงแต่ลูกชายคนกลาง“กันตพร” ที่เข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจ แต่ยังมีสองลูกสาวสุดรัก พญ.พรลักษณ์ และ พรสุดา หาญพาณิชย์ เข้าเสริมทัพความแข็งแกร่งให้กับเครือโรงพยาบาลเกษมราษฎร์

พญ.พรลักษณ์ หาญพาณิชย์ ลูกสาวคนโต จบจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั่งเก้าอี้ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และรองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) ส่วนลูกสาวคนเล็ก พรสุดา หาญพาณิชย์ จบปริญญาโททางด้านบริหาร จากประเทศสิงคโปร์ มารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบบัญชีและการเงิน และรองประธานฝ่ายจัดซื้อกลาง บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน)

พญ.พรลักษณ์ หรือ หมอส้ม วัย 33 ปี เล่าว่า หลังเรียนจบก็เข้ามาทำงานในธุรกิจของครอบครัวทันที “ในช่วงปีแรกต้องทำสองหน้าที่ไปพร้อมๆ กัน คือออกตรวจรักษาคนไข้ เพราะอยากให้ความรู้ที่เรียนมาในการดูแลผู้ป่วย และทำงานด้านบริหารไปด้วย แต่พอทำไปได้สักระยะหนึ่งมันบาลานซ์เวลาได้ยาก จึงต้องเลือกที่จะมาทำงานด้านบริหารอย่างเต็มตัว เพราะงานที่รับผิดชอบคือ การควบคุมดูแลคุณภาพของโรงพยาบาลในเครือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล ยา ไปจนถึงห้องแล็บเพื่อให้การบริการออกมามีคุณภาพที่สุด”

ส่วน พรสุดา หรือ ลูกปลา ลูกสาวคนสุดท้อง วัย 29 ปี ก็ไม่ต่างกับพี่สาวที่เรียนจบแล้วก็เข้ามาทำงานที่โรงพยาบาลทันที “มันค่อนข้างกดดันเหมือนกันค่ะ เพราะจะมีคนจับจ้องเราอยู่ เข้ามาก็มาดูแลฝ่ายจัดซื้อ ซึ่งธุรกิจโรงพยาบาลมันไม่เหมือนธุรกิจบริการอื่น มันไม่ใช่แค่การซื้ออุปกรณ์สำนักงานทั่วๆ ไป การซื้อเครื่องมือแพทย์แต่ละชิ้นไม่ใช่ว่าราคาไหนโอเคสุดแล้วซื้อได้ ทำให้ปลาต้องศึกษารายละเอียดทุกอย่างของเครื่องมือแพทย์ยาแต่ละตัว ซึ่งค่อนข้างยากที่จะต้องทำความรู้และมีความเข้าใจต่อสิ่งที่เราจะตัดสินใจอย่างถ้วนถี่ เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริหารให้มาดูแลเรื่องการเงินของธุรกิจในเครือทั้งหมดค่ะ”

ปัจจุบัน บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอลจำกัด (มหาชน) แบ่งออกเป็น 3 แบรนด์ ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ที่เจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมและลูกค้าต่างประเทศ, กลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ เป็นกลุ่มลูกค้าฐานกลาง และกลุ่มโรงพยาบาลการุญเวชจะให้บริการกลุ่มลูกค้าประกันสังคมเป็นหลัก รวมทั้ง 3 แบรนด์ทั้งสิ้น 11 โรงพยาบาล ซึ่งเรียกว่าครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทุกระดับ

ในการทำงานของสองสาวพี่น้องสุดซี้ ซึ่งมีคุณพ่อ นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ เป็นแบบอย่าง เผยถึงหลักในการทำงานของแต่ละคน โดย หมอส้ม-พญ.พรลักษณ์ บอกว่า “สิ่งที่เห็นจากการทำงานของคุณพ่อ คือความขยันค่ะ เพราะถ้าเราขยันเราจะนำหน้าคนอื่นๆ ไปแล้วหนึ่งก้าว นอกจากนี้ คือการพร้อมที่จะเรียนรู้ หมอจะเตือนตัวเองเสมอว่าทุกวันคือการเรียนรู้ อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว เพราะว่าเราไม่ได้เก่งในทุกๆ เรื่อง จึงต้องเรียนรู้จากผู้รู้ในเรื่องนั้นๆ และนำความรู้นั้นมาปรับใช้ในการทำงานหรือการแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ใช่แค่การเรียนรู้จากคนที่เก่งกว่าหรือเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แม้แต่กับผู้ใต้บังคับบัญชาของเราเองก็สามารถที่จะเรียนรู้จากเขาได้ การรับฟังความคิดเห็นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการทำงานให้สำเร็จได้ตามเป้าหมายไปด้วยค่ะ”

ขณะที่ ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบบัญชีและการเงิน และรองประธานฝ่ายจัดซื้อกลาง แห่ง BCH พรสุดา บอกว่า “หลักในการทำงานของปลา คือ จะฟังให้มากๆ อย่าคิดว่าตัวเองเรียนจบมาตรงสายแล้วจะรู้ทุกอย่าง เพราะว่าความรู้ที่เรียนจากมหาวิทยาลัย พอเข้าสู่การทำงานจริงๆ มันไม่สามารถนำมาใช้กับโรงพยาบาลได้หมด ความรู้จากมหาวิทยาลัยเป็นเพียงพื้นฐานเพราะธุรกิจแต่ละธุรกิจก็จะมีมุมของมัน ดังนั้น เราต้องเรียนรู้จากคนที่อยู่มาก่อน ฟังจากคนที่มีประสบการณ์มากกว่า และหาทางมาปรับใช้ให้ตรงกับงานของเรามากที่สุดค่ะ”

ด้วยวัยที่ไม่ห่างกันมากนัก และเป็นเจเนอเรชั่นใหม่ที่เข้ามาสานต่อให้ธุรกิจในเครือ BCH ให้ก้าวหน้า พญ.พรลักษณ์ เผยถึงการทำงานร่วมกันระหว่างพี่น้อง

“ตั้งแต่เด็กเราก็เป็นพี่น้องที่ใกล้ชิดกันอยู่แล้ว ยิ่งเป็นผู้หญิงก็จะมีความมุ้งมิ้งของพี่สาวน้องสาว พอมาทำงานที่เป็นธุรกิจครอบครัว มันก็เหมือนกับว่าเราทำงานกับคนที่เราไว้วางใจได้ เพราะแต่ละคนก็ดูแลงานกันคนละส่วน แต่ว่ามันต้องขับเคลื่อนซึ่งกันและกัน ดังนั้น เวลาที่เรามีอะไร เราก็จะคุยกัน ปรึกษากัน ช่วยเหลือกัน เพราะเรื่องบางเรื่องเราอาจจะไม่สามารถพูดได้กับทุกคน แต่พอเป็นพี่น้องก็จะสามารถพูดกันได้แบบเปิดอก แน่นอนว่าในการทำงานมันก็ย่อมมีบ้างในส่วนที่เราคิดเห็นไม่ตรงกัน ก็ต้องมานั่งถกกันถึงข้อดี ข้อเสีย เพื่อหาจุดร่วมที่จะยอมรับได้ ทั้งนี้ ก็เพื่อผลประโยชน์ของธุรกิจ เพราะเราสามพี่น้องต่างก็อยากทำให้สิ่งที่คุณพ่อสร้างไว้ให้เติบโตก้าวหน้าในรุ่นของเรา มากไปกว่านั้นคือ การทำให้โรงพยาบาลในเครือ BCH ทั้งหมด เป็นผู้นำในธุรกิจการบริการด้านสุขภาพทั้งในประเทศและในภูมิภาค เป็นโรงพยาบาลที่หนึ่งในใจของทุกๆ คน”

ถ้าเปรียบเป็นการจัดกองทัพ ก็ต้องบอกว่า กองทัพ BCH นี้มีแม่ทัพครบทุกด้าน ที่พร้อมจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจโรงพยาบาลของประเทศที่เราจะได้เห็นในไม่ช้าอย่างแน่นอน

บี มาย เกสท์ : ธานินท์ หยวกขาว มองอดีต ส่องอนาคต โลกสื่อสารสัญญาณดาวเทียม

Published July 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/390062

บี มาย เกสท์ : ธานินท์ หยวกขาว มองอดีต ส่องอนาคต โลกสื่อสารสัญญาณดาวเทียม

บี มาย เกสท์ : ธานินท์ หยวกขาว มองอดีต ส่องอนาคต โลกสื่อสารสัญญาณดาวเทียม

วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกีฬาระดับสากลทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ข่าวสารจากอีกซีกโลก เบื้องหลังของภาพและเสียงที่เราติดตามทางโทรทัศน์ คือการถ่ายทอดสัญญาณสดผ่านดาวเทียม ภายใต้การกำกับดูแลของ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT โดยมีหนึ่งในกุนซือคนสำคัญที่ชื่อ ธานินท์ หยวกขาว ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์สื่อสารดาวเทียม บมจ.กสท โทรคมนาคมผู้รับผิดชอบงานด้านธุรกิจสื่อสารดาวเทียม มีภารกิจผลักดันให้การสื่อสารดาวเทียมของบ้านเรารุดหน้าก้าวไกล

ธานินท์ นับว่าเป็นลูกหม้อขององค์กรแห่งนี้อย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่การเป็นนักเรียนโทรคมนาคมรุ่นแรกๆ จนสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านวิศวะโทรคมนาคม และเข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรในปี 2525 ซึ่งขณะนั้นยังใช้ชื่อว่า “การสื่อสารแห่งประเทศไทย” จากนั้นได้ทุนองค์กรไปเรียนต่อปริญญาโทด้านวิศวกรรมไฟฟ้า-สื่อสาร ที่มหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา และได้ไปปฏิบัติงานที่องค์การสื่อสารโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศ (Intelsat) สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 2 ปี แล้วจึงกลับมาทำงานที่กองวิศวกรรม รับผิดชอบด้านสื่อสารดาวเทียม

“ในยุคแรก การรับ-ส่ง ข้อมูลผ่านดาวเทียม ส่วนใหญ่ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ ซึ่งบนน่านฟ้าเหนือมหาสมุทรทั่วโลกมีดาวเทียมค้างฟ้าลอยอยู่เพื่อรับ-ส่งสัญญาณ เป็นการสื่อสารดาวเทียมแบบวงโคจรสูงที่เรียกว่า วงโคจรค้างฟ้า (Geo – Stationary Orbit) ที่ความสูงจากโลกมากกว่า 35,000 กิโลเมตร ซึ่งประเทศไทยมีจุดรับ-ส่งสัญญาณดาวเทียมหลัก คือสถานีศรีราชา มีชุมสายโทรศัพท์อยู่ทั้งที่ศรีราชาและบางรัก ต่อมาเมื่อความต้องการการใช้งานสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียมเพิ่มมากขึ้น รวมถึงข้อจำกัดด้านเทคนิคของจานรับ-ส่งสัญญาณดาวเทียม การสื่อสารแห่งประเทศไทย จึงได้สร้างสถานีรับสัญญาณดาวเทียมเพิ่มอีก 2 ที่ คือ นนทบุรี และอุบลราชธานี ทำให้ประเทศไทยสามารถโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม เพื่อสื่อสารไปได้ทั้งทวีปยุโรป อเมริกา แอฟริกา นับว่าในยุคสมัยนั้นดาวเทียมมีบทบาทอย่างยิ่งในการสื่อสารโทรคมนาคมระหว่างประเทศ

ต่อมา ในปี 2530 เริ่มมีเคเบิลใต้น้ำเข้ามาทดแทนมีการรองรับ capacity ที่ดีกว่า แต่ก็ยังต้องใช้ประโยชน์ในด้านการรับ-ส่งสัญญาณภาพและเสียงจากสัญญาณดาวเทียมอยู่ โดยเฉพาะเมื่อมีการถ่ายทอดสดเหตุการณ์สำคัญจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก การสื่อสารเพื่อช่วยประชาชนในพื้นที่ประสบภัยต่างๆ รวมไปถึงบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ โดยให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ อาทิ THAICOM, ASIASAT, INTELSAT”

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และ CAT เข้ามามีบทบาทอย่างมากนั่นคือ การค้นหาเพื่อช่วยชีวิต 13 ชีวิตหมูป่าอะคาเดมี ณ ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย การสื่อสารผ่านดาวเทียมเป็นระบบเดียวที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากพื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่ห่างไกล เข้าถึงยาก ด้วยหลักการของดาวเทียมคือ One For All Area จึงสามารถส่งสัญญาณจากจุดหนึ่งไปยังหลายพื้นที่ได้ ทำให้คนไทยและชาวโลกได้รับรู้ทุกความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์นี้ได้อย่างทันท่วงทีจากการนำเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ

“ในอนาคตอันใกล้เทคโนโลยี 5G จะเข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาประเทศอย่างมาก การสื่อสารผ่านดาวเทียมซึ่งมีศักยภาพรองรับการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ได้มหาศาล การใช้งานในลักษณะเคลื่อนที่ (Mobility) จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะเข้ามามีบทบาทในการเสริมให้เทคโนโลยี 5G เข้าถึงได้ในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง ซึ่ง CAT อยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรธุรกิจ ผู้พัฒนาดาวเทียม High Throughput Satellite และผู้ให้บริการระบบสื่อสารดาวเทียมในย่าน Low Earth Orbit (LEO) พร้อมทั้งเสนอพื้นที่สถานีดาวเทียมภาคพื้นดินของ CAT ให้เป็นสถานี Gateway ของเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาธุรกิจสื่อสารผ่านดาวเทียมให้มีศักยภาพที่จะรองรับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างทันท่วงที”

จากวิศวกรที่ดูแลงานด้านเทคนิคมาตลอด ธานินท์ ได้เลือกศึกษาต่อปริญญาโทในสาขาการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และได้รับโอกาสการเติบโตไปในสายงานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกลยุทธ์ และสื่อสารการตลาด บริการสื่อสารไร้สาย บริการอินเตอร์เนตในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์บรอดแบรนด์ เรียกได้ว่าสำหรับสายงานด้านโทรคมนาคมแล้ว ถือว่าครบเครื่องเลยทีเดียว

“ในการทำงาน การเรียนรู้และเปิดโอกาสให้ตัวเองและผู้อื่น เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งผมเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทำหลายๆ อย่าง เช่น ถ้ามีเปิดสอบ ผมก็ไปสอบ และใช้ความพยายามผลักดันข้อจำกัดของตัวเองไปเรื่อยๆ งานบางอย่างแม้เราไม่รู้ แต่ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เรียนรู้กันได้ เวลาว่างผมชอบอ่านหนังสือ ส่วนใหญ่ก็เพื่อหาความรู้มาพัฒนาตัวเอง พัฒนาทีมอยู่ตลอดเวลา แนวคิดในการทำงานกับคนอื่นก็เช่นกัน ผมเน้นเรื่องของการทำงานเป็นทีม มีการวางแผนงานและกำหนดเป้าหมายการบริหารจัดการที่มีเป้าหมาย ปรึกษาหารือกันเพื่อหาข้อสรุปให้ทีม มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันและผมย้ำกับน้องๆ ทุกคนเสมอว่า การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งตรงนี้ผมได้จากการทำงานกับคนต่างชาติ”

แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาก้าวไปไกลแค่ไหน การสื่อสารดาวเทียมก็ยังคงมีบทบาทอยู่เสมอ เช่นเดียวกับบุคลากรที่มีองค์ความรู้หลากหลาย และไม่เคยหยุดเรียนรู้ สิ่งเหล่านี้คือกำลังสำคัญที่จะช่วยผลักดันประเทศให้พัฒนาได้อย่างยั่งยืน

บี มาย เกสท์ : ‘แม่เก๋-เปรมฤดี พันธุ์รัตน์’สร้าง‘สปาร์คเซ็นเตอร์’ เปิดโลกของเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้สังคมเข้าใจ

Published July 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/387201

บี มาย เกสท์ : ‘แม่เก๋-เปรมฤดี พันธุ์รัตน์’สร้าง‘สปาร์คเซ็นเตอร์’ เปิดโลกของเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้สังคมเข้าใจ

บี มาย เกสท์ : ‘แม่เก๋-เปรมฤดี พันธุ์รัตน์’สร้าง‘สปาร์คเซ็นเตอร์’ เปิดโลกของเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้สังคมเข้าใจ

วันจันทร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลังจากส่ง “ฟาร์มตาเล็ก (Fram de Lek)” ให้กลายเป็นห้องสมุดธรรมชาติสำหรับเด็กๆ และทุกคนในครอบครัว ให้ได้มาสัมผัสวิถีชีวิตแบบติดดินที่ได้ทั้งความสนุกและประสบการณ์นอกห้องเรียน และคลุกคลีอยู่กับเด็กหลากหลายกลุ่มมานาน ล่าสุด แม่เก๋-เปรมฤดี พันธุ์รัตน์ เพิ่งร่วมกับ 2 คุณแม่เพื่อนซี้ที่มีแนวทางเดียวกันอย่าง ปิ่น-เก็จมณี วรรธนะสิน และ อีน-นราวดี บัวเลิศ เปิดตัวกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ภายใต้ชื่อ “สปาร์ค เซ็นเตอร์” (Spark Centre) ซึ่งยังคงเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับเด็กแต่ครั้งนี้ สปาร์ค เซ็นเตอร์ ถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อ “เด็กที่มีความต้องการพิเศษ”

“เด็กที่มีความต้องการพิเศษนั้นเป็นกลุ่มเด็กที่มีพฤติกรรมและการเรียนรู้ที่แตกต่างไปจากเด็กคนอื่นๆในวัยเดียวกัน พวกเขาจึงต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดและถูกต้องตามลักษณะเฉพาะบุคคล โดยเพิ่มเติมจากการเรียนรู้ตามธรรมชาติ เพื่อช่วยพัฒนาการในด้านต่างๆ ทั้งร่างกายสติปัญญา และอารมณ์ให้เป็นไปในทางที่ดี ให้เขาพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งที่ผ่านมาสังคมไทยยังมีความเข้าใจที่เกี่ยวกับเรื่องราวของเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่ไม่มากพอ และมองว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษเหล่านี้คือปัญหา ภาระ และความเครียดของครอบครัว ทั้งที่จริงๆ แล้ว ถ้าเขาได้รับการวิเคราะห์อย่างถูกต้องและได้รับการบำบัดอย่างถูกวิธี พวกเขาจะสามารถมีพัฒนาการเชิงบวกได้เช่นเดียวกับเด็กๆ ทั่วไป ซึ่งตัวเก๋เองทำงานอยู่กับเด็กๆ มานาน จึงอยากให้สังคมและคนทั่วไปได้ตระหนักถึงเรื่องราวเหล่านี้ โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ อยากให้เข้าใจว่าเขาไม่ใช่เด็กมีปัญหาหรือเป็นภาระ จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง สปาร์ค เซ็นเตอร์ เพื่อริเริ่มจุดประกายความเปลี่ยนแปลงในสังคม ผ่านการให้ความรู้ที่ถูกต้อง พร้อมเสนอกิจกรรมบำบัดทางเลือกให้กับครอบครัวค่ะ”

 

ผู้ก่อตั้ง แม่เก๋-เปรมฤดี พันธุ์รัตน์, มร.รูเพิร์ต ไอแสคสัน พร้อมทีมงานและอาสาสมัคร เก็จมณี วรรธนะสิน

แม่เก๋-เปรมฤดี เล่าต่อว่า “สปาร์คเซ็นเตอร์” (Spark Centre) ทำงานในรูปแบบของกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ดำเนินกิจการภายใต้พันธกิจหลัก 4 ประการ คือ A.C.T.S โดย A-Advocate ให้ข้อมูลที่ชัดเจน สร้างการยอมรับความแตกต่าง ให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง, C-Counseling ให้คำปรึกษา เติมกำลังใจและคำแนะนำ สร้างความพร้อมให้กับผู้ปกครองที่ลูกมีภาวะความต้องการพิเศษ, T-Therapy นำเสนอทางเลือกในการบำบัด ส่งเสริมพัฒนาการผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เหมาะสมและ S-Synergy สร้างภาคีเครือข่ายเพื่อให้การสนับสนุนทั้งด้านกิจกรรม การบำบัด การศึกษา และวิชาชีพ

“สปาร์ค เซ็นเตอร์ เป็นกิจการเพื่อสังคม ที่เราไม่ได้มุ่งแสวงหากำไร แต่แน่นอนว่าเราต้องดำเนินธุรกิจให้เติบโตมั่นคง ให้ธุรกิจยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองในส่วนของค่าบริการต่างๆ เราก็คิดให้เหมาะสมกับการจัดต่างๆ ในส่วนของพ่อแม่ผู้ปกครองที่คิดว่าจ่ายไม่ไหวหรือด้อยโอกาสจริงๆ เราก็จะมีส่วนที่รองรับตรงนั้นซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป รวมถึงผลกำไรที่จะเกิดขึ้นเราก็จะนำไปใช้เพื่อการพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษในส่วนอื่นๆ เช่น ให้ทุนการศึกษา ทุนวิจัยสำหรับผู้ที่ทำงานด้านนี้ สนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์การศึกษาพิเศษ หรือช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่ด้อยโอกาสเป็นต้น”

การทำงานที่คลุกคลีกับเด็กและครอบครัวและมานาน แม่เก๋-เปรมฤดี บอกว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเด็กไม่ว่าจะเด็กปกติหรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ นั่นคือ “พ่อแม่ผู้ปกครองและครอบครัว”

“ถ้าพ่อแม่ไม่ยอมรับและไม่เข้าใจลูก การจะส่งเสริมพัฒนาเด็กย่อมเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เท่าที่เจอมาพ่อแม่และครอบครัวมักทำใจยอมรับไม่ได้ มีการกล่าวโทษสิ่งอื่นๆ และไม่ยอมที่จะพาลูกไปรับการบำบัด ซึ่งมันเป็นทัศนคติที่เป็นลบต่อลูกเพราะหากพ่อแม่ยอมรับในความแตกต่างของลูก พาเขาไปเรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ให้เขาได้รับการบำบัดส่งเสริมพัฒนาการอย่างถูกต้อง ด้วยความรักความเข้าใจ จะพบว่าเด็กๆ เหล่านี้เขามีศักยภาพไม่ต่างจากเด็กปกติทั่วไปหรืออาจจะมีมากกว่าด้วยซ้ำแต่เป้าหมายจริงๆ ของการบำบัดก็คือการที่เด็กจะสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ สามารถดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี”

 

ทีมงาน สปาร์ค เซ็นเตอร์ และฮอร์สบอย

โดยกิจกรรมบำบัดแรก ที่ สปาร์ค เซ็นเตอร์ (Spark Centre) นำมาเปิดตัวเมื่อเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมาคือ การบำบัดด้วย “เทคนิคฮอร์สบอย” (Horse Boy Method) ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นในปี 2550 โดย มร.รูเพิร์ต ไอแสคสัน แห่งมูลนิธิเดอะฮอร์สบอย (The Horse Boy Foundation) เป็นการผสมผสานระหว่าง อาชาบำบัด (Therapeutic Riding) การบำบัดด้วยการเคลื่อนไหว (Kinetic Learning) และเสริมพัฒนาการระบบประสาท (Brain Building) ในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งเทคนิคฮอร์สบอยนี้เหมาะกับกลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ที่ต้องการพัฒนาทั้งด้านระบบประสาท สติปัญญา และการเคลื่อนไหว อาทิ ออทิสซึ่ม สมาธิสั้น สภาวะดื้อและต่อต้าน กลุ่มอาการดาวน์ หรือแม้แต่สภาวะสมองพิการ

“เก๋และเพื่อนๆ เราทำงานในเรื่องของการสร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนักต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษนานแล้ว การก่อตั้งสปาร์ค เซ็นเตอร์ จะทำให้การทำงานของเราเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งตอนนี้อยู่ในระยะเริ่มต้น ในการสร้างบุคลากรที่จะมาทำงานตรงนี้ การค่อยๆ ปรับการดำเนินงานให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้อีกมาก มันอาจจะเป็นงานหนักและงานยาก แต่ในฐานะที่เก๋ก็เป็นแม่เช่นกันและเราก็เคยเป็นเด็กมาก่อน เก๋เชื่อว่าเด็กทุกคนเขาไม่ได้ต้องการอะไรมากนอกจากความรัก ความเข้าใจ และการยอมรับ โดยเฉพาะเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่เขาอาจจะไม่สามารถบอกเล่าอะไรให้เราเข้าใจเขาได้เช่นเด็กปกติ ดังนั้น การมาทำตรงนี้ถ้าสามารถช่วยให้สังคมเข้าใจเขามากขึ้น หรือมีเด็กสักคนมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ เก๋ก็มีความสุขแล้วค่ะ”

ผู้ปกครองและผู้สนใจต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ หรือต้องการนำบุตรหลานเข้ารับการบำบัด แม่เก๋-เปรมฤดี ทิ้งท้ายว่า วันนี้ “สปาร์ค เซ็นเตอร์” (Spark Centre) พร้อมให้บริการตาม 4 พันธกิจหลัก A.C.T.S แล้ว
โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sparkcentre.net, เฟซบุ๊ค SPARK Centre Thailand, Line ID: @sparkcentre และโทร.096-7743610

เด็กที่มีความต้องการพิเศษเข้าร่วมกิจกรรมบำบัดเทคนิคฮอร์สบอย

เด็กที่มีความต้องการพิเศษเข้าร่วมกิจกรรมบำบัดเทคนิคฮอร์สบอย

เด็กที่มีความต้องการพิเศษเข้าร่วมกิจกรรมบำบัดเทคนิคฮอร์สบอย

เด็กที่มีความต้องการพิเศษเข้าร่วมกิจกรรมบำบัดเทคนิคฮอร์สบอย

บี มาย เกสท์ : นายแพทย์กนธร ปราณีประชาชน เพราะความสุขของคนไข้ คือความสุขของหมอเช่นกัน

Published July 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/386061

บี มาย เกสท์ : นายแพทย์กนธร ปราณีประชาชน เพราะความสุขของคนไข้ คือความสุขของหมอเช่นกัน

บี มาย เกสท์ : นายแพทย์กนธร ปราณีประชาชน เพราะความสุขของคนไข้ คือความสุขของหมอเช่นกัน

วันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.13 น.

พรุ่งนี้จะปีใหม่แล้ว ผู้อ่าน “ผู้หญิงแนวหน้า” คงมีหลายๆ เป้าหมายที่จะต้องทำให้สำเร็จในปี พ.ศ.2562 หนึ่งในนั้นเชื่อแน่ว่าต้องมีเป้าหมายในการที่จะทำให้ตัวเอง สวยขึ้น หล่อขึ้น ซึ่งการ “ศัลยกรรม” ยังเป็นทางเลือกยอดนิยม ดังนั้น ในฉบับส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้ บี มาย เกสท์ ขอนำเสนอ นายแพทย์กนธร ปราณีประชาชน เผยเทรนด์ด้านความงามด้วยมีดหมอในปี 2562 รวมถึงข้อคิดก่อนการตัดสินใจทำศัลยกรรมอีกด้วย

ก่อนอื่นไปทำความรู้จักกับ นายแพทย์กนธรปราณีประชาชน หรือ “หมอกร” กันก่อนดีกว่า เพราะคุณผู้อ่านโดยเฉพาะสาวๆ คงจะคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี เพราะ “หมอกร” คือคุณหมอหนุ่มหล่อเจ้าของตำแหน่ง “หนุ่มโสดในฝัน CLEO 2014” “Men’s Health Guy Award” จากการประกวด Men’s Health Guys Challenge 2011 และเป็นที่กรี๊ดกร๊าดของสาวๆ มากขึ้นเมื่อคุณหมอไปร่วมรายการ “Take me Out Thailand” ตอกย้ำความฮอตกันเข้าไปอีกจนถึงขั้นติด#หมอหล่อบอกต่อด้วย โดยจบการศึกษา แพทยศาสตรบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และเรียนต่อเฉพาะทางด้านจักษุ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และทำงานเป็นจักษุแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว จ.ราชบุรี อยู่ 3 ปี ก่อนจะตัดสินใจเบนเข็มมาเป็น “ศัลยแพทย์ตกแต่งตา” พร้อมรับตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการแพทย์ WONJIN Thailand

“จริงๆ แล้วการทำงานด้านจักษุ หรือตา เป็นการทำงานที่ละเอียดอ่อนมาก เนื่องจากดวงตาของเราค่อนข้างเล็ก ทุกการขยับมีผลต่อผลลัพธ์ ซึ่งผมได้รับการปลูกฝังตั้งแต่การเรียนด้านจักษุจนมาถึงการทำงานเป็นแพทย์ด้านจักษุด้วย ถามว่าทำไมถึงเปลี่ยนฟิลจากหมอรักษา มาเป็นหมอทำสวย เพราะในการเรียนด้านจักษุ หรือทางด้านตานั้นจะมีการศึกษาเกี่ยวกับจักษุตกแต่ง ซึ่งคือการศัลยกรรมตกแต่งตาอยู่แล้วในเนื้องาน พอมาทำงานนอกจากรักษาโรคตาแล้วมันก็มีหลายๆ เคสที่หมอต้องทำตาคนไข้ให้สมบูรณ์แบบหรือดูดีมากที่สุดด้วย พอทำงานไปก็รู้ว่าตัวเองชอบการทำให้คนไข้มีดวงตาหรือรูปตาที่สวยงามมากกว่า จึงได้มาร่วมงานกับ WONJIN ในตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการแพทย์ก็จะดูแลเรื่องการแพทย์ทั้งหมด รวมถึงดูแลเรื่องการปฏิบัติการทางการแพทย์ด้วย”

มาถึงคำถามที่หลายคนรออ่านนั่นคือ เทรนด์การศัลยกรรมความงามในปีหน้าจะเป็นอย่างไร ซึ่งหมอกรเผยว่า

“แน่นอนว่าทุกคนอยากดูอ่อนกว่าวัย อยากสวย อยากหล่อในแบบที่เป็นตัวเอง มีความเป็นธรรมชาติ เวลาไปเจอใครก็อย่างให้ทักว่า “อุ๊ย! ดูดีขึ้น สวยขึ้น หล่อขึ้น” แต่คนที่มาทักเรา เขาไม่รู้ว่าเราไปทำอะไรมา ฟังแล้วมันก็จะสร้างความปลาบปลื้มและความมั่นใจให้กับคนไข้มากขึ้น สำหรับเทรนด์ของศัลยกรรมความงามในปี 2019 คงจะหนีไม่พ้นการทำศัลยกรรมที่ลดการใช้สิ่งสังเคราะห์ให้มากที่สุด เช่น การทำศัลยกรรมจมูกที่ลดการใช้ซิลิโคน ซึ่งปัจจุบันก็มีการนำกระดูกอ่อนหลังใบหูมาต่อตรงส่วนปลายทดแทน หรือการทำ Fat Grafting บริเวณใบหน้า คือการเติมไขมันของตนเองลงไปในจุดที่เป็นปัญหา ช่วยเติมเต็มใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์และยังสามารถเติมเต็มเพื่อเพิ่มวอลุ่มในส่วนที่ต้องการได้อย่างสวยงามปลอดภัย เพราะไขมันที่นำมาใช้นั้นเป็นสารเติมเต็มตามธรรมชาติที่ได้จากไขมันของตัวคนไข้เอง เมื่อเวลาผ่านไปไขมันที่ฉีดเข้าไปนั้นส่วนหนึ่งจะสลายไปตามธรรมชาติ อีกส่วนหนึ่งก็จะเติบโตกลายเป็นเซลล์ไขมันบริเวณนั้นๆ ต่อไป ซึ่งการศัลยกรรมความงามที่ลดการใช้สิ่งสังเคราะห์เหล่านี้ นอกจากจะเสริมความงามให้กับเราได้อย่างสวยงามเป็นธรรมชาติแล้ว ยังสร้างความปลอดภัยต่อคนไข้มากขึ้นด้วย”

แม้การทำศัลยกรรมจะมีนวัตกรรมมากมาย แต่เราก็มักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดจากการศัลยกรรมอยู่เนืองๆ ในเรื่องนี้ นายแพทย์กนธร ฝากถึงผู้ที่คิดจะทำศัลยกรรมว่า การศึกษาหาข้อมูลก่อนการตัดสินใจเป็นที่เรื่องสำคัญมาก

“ส่วนใหญ่แล้วเรื่องการทำศัลยกรรมความงาม คนไข้จะคำนึงถึงเกี่ยวกับความสวยงามมาก่อนสิ่งอื่นใด รองมาเป็นเรื่องของราคา แต่ในความเป็นจริงมันยังมีอีกมิติหนึ่งที่สำคัญมากๆ นั่นคือเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งความปลอดภัยนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากยิ่งกว่าความสวยงาม เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่หมออยากจะฝาก คืออยากให้คนที่สนใจทำศัลยกรรมไม่ว่าด้านใดๆ ควรจะหาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความรู้ความชำนาญของแพทย์ที่ดูแล สถานพยาบาลต้องได้มาตรฐาน มีระบบดูแลความปลอดภัยอย่างเหมาะสมเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสามารถ ทุกๆ ปัจจัยมีผลต่อความสวยงามและความปลอดภัยของคนไข้ทั้งสิ้น”

สิ่งที่สำคัญคือหมอกับคนไข้จะต้องมานั่งคุยกันก่อนว่าสิ่งที่คนไข้ต้องการคืออะไร แล้วสิ่งที่หมอจะทำให้ได้จะเป็นอย่างไร ผลลัพธ์จะต้องมาในรูปแบบไหน หรือสามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของคนไข้ได้มากน้อยแค่ไหน ต้องมาปรับจูนความเข้าใจให้ตรงกัน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จำเป็นอย่างยิ่งที่คนไข้ควรจะต้องเข้ามาทำการปรึกษากับแพทย์เพื่อวางแผนร่วมกันก่อนทำการศัลยกรรม”

ที่ WONJIN Thailand แม้จะนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ แต่ หมอกร ก็ยังต้องดูแลคนไข้ในฐานะ “ศัลยแพทย์ตกแต่งตา” คุณหมอได้เล่าถึงเคสที่ประทับใจให้ฟังว่า “มีคนไข้รายหนึ่งมาให้หมอช่วยแก้ปัญหาจากการไปทำศัลยกรรมตาสองชั้นจากที่อื่นมา ซึ่งปัญหาค่อนข้างรุนแรง แทนที่จะได้ตาสวยแต่กลายเป็นว่าสร้างความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันของคนไข้มาก ด้วยความที่เป็นจักษุแพทย์เห็นเคสนี้ยังตกใจ คนไข้เพิ่งไปทำมาได้แค่ 2 สัปดาห์ แต่เกิดความเสียหายได้ขนาดนี้ ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานก็จะยิ่งรุนแรงและสร้างความทรมานกับคนไข้มากขึ้น เคสนี้จึงถือว่าเป็นเคสเร่งด่วน หมอจึงได้รีบเชิญคนไข้มาพูดคุยถึงแนวทางการแก้ไขร่วมกันกับทีมแพทย์ วันรุ่งขึ้นก็รีบผ่าตัดให้คนไข้ทันที พอทำออกมาแล้วตาก็ดีขึ้นมากๆ เขาก็มาขอบคุณหมอและทีมงานที่ทำให้เขาเหมือนได้ชีวิตใหม่กลับมาและได้ดวงตาที่สวยอย่างที่ต้องการ คนไข้มีความสุขมากในฐานะหมอก็มีความสุขไปด้วยครับ”

“ทำบุญสวยชาติหน้า ทำศัลยกรรมสวยชาตินี้” แต่จะสวยทั้งทีก็ไม่จำเป็นบินไปไกลถึงประเทศเกาหลี เพราะ หมอกร การันตีว่า “หมอไทย” เก่งไม่แพ้หมอชาติใดในโลก ใครอยากจะไปคุณหมอลงมีดเนรมิตตาคู่สวย รับปี 2562 กับหมอกร ต้องรีบจองกันแต่เนิ่นๆ นะคะ เพราะคิวของหมอกรนั้น ขอบอกเลยว่าแน่นมากจริงๆ

บี มาย เกสท์ : ปลุกชีวิตให้ร้าน kanom ความท้าทายครั้งใหม่ของซีอีโอหน้าเด็ก พอลล่า-ภรวรรณ อภิธนาคุณ

Published July 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384667

บี มาย เกสท์ : ปลุกชีวิตให้ร้าน kanom ความท้าทายครั้งใหม่ของซีอีโอหน้าเด็ก พอลล่า-ภรวรรณ อภิธนาคุณ

บี มาย เกสท์ : ปลุกชีวิตให้ร้าน kanom ความท้าทายครั้งใหม่ของซีอีโอหน้าเด็ก พอลล่า-ภรวรรณ อภิธนาคุณ

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปลุกชีวิตให้ร้าน kanom

ความท้าทายครั้งใหม่ของซีอีโอหน้าเด็ก

พอลล่า-ภรวรรณ อภิธนาคุณ

เห็นหน้าใสๆ เหมือนหญิงสาววัย 30 ต้นๆ แต่ พอลล่า-ภรวรรณ อภิธนาคุณ ไม่ใช่นักธุรกิจหน้าใหม่ เพราะในอดีตเธอคือ “เจ้าแม่วงการเกม” ผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้วงการเกมดิจิทัลเมืองไทยคึกคัก อันเป็นธุรกิจของตระกูล “อภิธนาคุณ” ภายหลังเมื่อสามารถนำธุรกิจของครอบครัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ เธอจึงตัดสินใจขอลาออกจากธุรกิจครอบครัว เพื่อมาเดินบนเส้นทางชีวิตที่เลือกด้วยตัวเอง และเมื่อไม่นานมานี้เธอเพิ่งเปิดตัวในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ขนมแฟคตอรี่ (1999) จำกัด เจ้าของแบรนด์ขนมชื่อดังอย่าง “kanom” ที่มีซิกเนเจอร์ยอดนิยมคือ“ทาร์ตไข่” นั่นเอง

“เมื่อก่อนก็เป็นลูกค้าคนหนึ่งของร้าน การได้มาเป็นเจ้าของแบรนด์เรียกว่าเป็นโอกาสที่ดี มีการวางแผนเป็น Road map 5 ปี เริ่มจากRe-Branding ตั้งแต่กลางปีก็มีการรีโนเวทบางสาขาไปแล้วให้แตะกลุ่มวัยรุ่น ให้มีความสดใสเข้าถึงง่าย ส่วนเมนูขนมก็มีการเพิ่มความหลากหลายอย่างเมนูซิกเนเจอร์ทาร์ตไข่ นอกจากสูตรปกติ ก็จะมีทาร์ตไข่ที่เป็น seasonal มากขึ้น เช่น ออเร้นจ์ทาร์ต บลูทาร์ต ทาร์ตไข่ขาวเอาใจคนรักสุขภาพแต่ชอบทานขนม ยังมีขนมอีกหลายเมนูที่ไม่ได้รับการโปรโมทจากนี้ไปก็จะเริ่มเห็นเมนูต่างๆ มาขึ้น อีกจุดหนึ่งคือ packaging ที่เหมาะสำหรับการซื้อเป็นของขวัญของฝาก อะไรที่เป็นจุดแข็ง เป็นจุดเด่นของแบรนด์ก็ยังคงไว้อยู่ ส่วนไหนที่มองเห็นว่ามันยังไปได้เราก็ไปพัฒนาตรงนั้น ปีหน้าตั้งเป้าไว้ว่าจะขยายสาขาเพิ่มให้ได้ 25 สาขาและต่อด้วยการขยายสาขาไปยังต่างประเทศด้วย”

แม้จะไม่เคยอยู่ในธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารมาก่อน แต่ด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่เคยทำให้ธุรกิจกงสีและธุรกิจของคนอื่นประสบความสำเร็จมาแล้ว อีกทั้ง โอกาสมาถึง เธอจึงไม่รอช้าที่จะคว้าไว้

“ที่ออกจากธุรกิจกงสีของที่บ้าน เพราะอยากมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง อยากทำอะไรที่ท้าท้ายที่เป็นตัวของตัวเอง การตัดสินในซื้อแบรนด์ kanom มาทำ พี่ไม่ได้มาเล่นๆ แน่นอนอีกอย่างพี่คิดว่าเจ้าของเดิมเขาก็ต้องศึกษาตัวเราเหมือนกันว่าจะไม่ทำแบรนด์ของเขาเสีย เขาถึงยอมขาย และจากประสบการณ์ที่เคยทำธุรกิจกงสี เป็นผู้บริหารองค์กรใหญ่ๆ ผ่านงานมาทั้งหน้าบ้าน หลังบ้าน เรารู้งานทุกส่วนของการสร้างธุรกิจเป็นอย่างดี ที่สำคัญคือเรามีแผนธุรกิจที่ชัดเจน จุดเด่นของแบรนด์คือเป็นธุรกิจของคนไทย 100% มองว่าเราจะทำมันให้มันน่ารัก ให้คงอยู่กับคนไทยแล้วก็ขยายไปต่างประเทศ ในรูปแบบที่มันลงตัวได้อย่างไร นี่คือสิ่งท้าทายตัวเองในการหาโซลูชั่นที่จะทำให้ธุรกิจเป็นไปตามที่ตั้งไว้”

ตั้งแต่มาเป็น ซีอีโอ คนใหม่ของแบรนด์ kanom ทำให้เธอต้องตระเวนชิมอาหารและขนมเป็นว่าเล่น รวมถึงมีส่วน
ในการพัฒนาสูตรของแบรนด์เอง ซึ่งน่าจะทำให้น้ำหนักขึ้นหลายกิโลกรัม แต่เมื่อได้เจอตัวจริงต้องขอบอกว่า ฟิตแอนด์เฟิร์ม มากๆ

“เป็นคนชอบทาน แต่ไม่อ้วนมาแต่ไหนแต่ไร แล้วก็เป็นคนทำงานหนัก ใช้ร่างกายและสมองเยอะ จนวันหนึ่งรู้สึกว่า
ไม่ไหว มันผอมก็จริง แต่ไม่โอเค จนมาเริ่มออกกำลังกายเมื่อไม่กี่ปีนี่เอง แล้วก็ติดกลายเป็นนิสัยว่าต้องออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 4-5 วัน หลักๆ คาร์ดิโอ บอดี้เวท ต่อยมวย ว่ายน้ำ พอมาทำธุรกิจอาหารกลายเป็นว่า ยิ่งกินยิ่งผอม เพราะเลือกกินอาหารที่มี Nutrition ที่ดี แล้วก็มีระเบียบวินัยเรื่องการกินมากขึ้น บวกกับการออกกำลังกาย แม้จะผอมแต่ผอมแบบฟิตแอนด์เฟิร์ม และมีสุขภาพดีขึ้นด้วยค่ะ”

ถ้าบอกว่าซีอีโอสาวเก่งคนนี้อายุจะขึ้นเลข 5 ในอีก 2 ปีข้างหน้า หลายคนคงไม่เชื่อแน่นอน จึงต้องถามเคล็ด(ไม่)ลับ “หน้าเด็ก หน้าใส” ของเธอ

“ตอนที่เป็นวัยรุ่นยี่สิบปลายๆ พี่เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Maturity เป็นหนังสือเกี่ยวกับการบรรลุวุฒิภาวะทางอารมณ์ สิ่งเดียวที่จำได้จากหนังสือเล่มนี้คือ “การกลับไปสู่ความเป็นเด็ก” เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากลับไปสู่ความเป็นเด็ก หน้าตาเราเป็นผู้ใหญ่ก็จริง แต่ความเป็นเด็กจะฉายแววออกทางดวงตา ตั้งแต่นั้นก็สะกดจิตตัวเองไว้เลยว่าเราอายุแค่ 26 เชื่อว่าทุกคนมีความเป็นเด็กในตัวเอง เราต้องดึงออกมา สนุกกับมัน และความเป็นเด็กทำให้เรามีพลังที่จะทำอะไรใหม่ๆ มีความแอ๊กทีฟอยู่เสมอ ทุกอย่างอยู่ที่ Thinking หรือ ความคิดของเรา เวลามีใครทักว่าหน้าเด็ก บางทีก็มีคิดว่าเราจะ 50 แล้วเหรอ ยังคิดว่าตัวเองยัง 26 อยู่เลย สุดท้ายมันอยู่ที่ Maturity ข้างใน ที่มันจะสื่อด้วยสายตา สื่อด้วยบุคลิกท่าทางที่ออกมาจากข้างในมากกว่า การเป็นซีอีโอไม่จำเป็นต้องดูท็อปฟอร์ม ผมเป็นกระบังหรอก แต่เป็นธรรมชาติอย่างที่เราเป็นนี่แหละค่ะ”

ในการดำเนินชีวิต หรือแม้แต่การทำงาน “ธรรมะ” คือสิ่งที่ เวิร์กกิ้งวูเมน คนนี้เลือกใช้ “ทุกอย่างมันมีพื้นฐานจาก
หลักธรรมทั้งหมด ในการทำงานเราต้องเป็นผู้นำ ต้องบริหารคนซึ่งธรรมะมันใช้ได้จริงๆ พี่เป็นคนที่ทำงานเยอะ ทำเร็ว และทำตามแผนที่วางไว้ แต่เวลาที่งานมีปัญหาเราก็ต้องผู้ฟังที่ดี ฟังแล้วช่วยกันหาทางแก้ไขในระยะสั้น กับการใช้ชีวิตก็เช่นกัน คิดดีทำดี ถ้าเราเข้าใจว่าเหตุเกิดตรงไหนก็แก้ตรงนั้น มันมีอยู่แค่นั้นจริงๆ ไม่ใช่คนแก่วัดนะคะ แต่เวลาเดินทางไปไหนถ้ามีวัดก็แวะทำบุญ และจะไปวัดเวลาที่มีความสุขเท่านั้น ถ้ามีทุกข์ มีปัญหาไม่ไปวัดนะ เพราะไปวัดตอนที่ทุกข์มันร้อนรน มันไมใช่ เอาเวลาไปแก้ปัญหาก่อนดีกว่า แต่ถ้าเรามีความสุขการไปวัดคือการไปแบ่งบุญ มันสบายใจมากกว่า มีความสุขมากกว่า”

เธอคนนี้ไม่ได้เป็นเพียง เวิร์กกิ้งวูแมน ที่ประสบความสำเร็จในการทำงานเท่านั้น แต่เธอยังเป็น ซิงเกิ้ลมัมของลูกสาว 3 คน ซึ่งหนึ่งในนั้น จูเน่ NBK48 ไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังแห่งยุค

“เลี้ยงลูกเหมือนเพื่อนเลยค่ะ ให้อิสระกับลูกๆ ไม่มีกรอบอะไรเลย ไม่ใช่แม่ลูกที่ตัวติดกัน ตามรับตามส่งแบบนั้นค่ะ
แต่เมื่อไหร่ที่ลูกต้องการแม่ ลูกจะรู้ว่าแม่อยู่ตรงนี้เสมอ ซึ่งลูกๆ เขาก็เป็นเด็กดี รู้หน้าที่ของตัวเอง สิ่งที่ปลูกฝังเขาคือให้เขารู้จักที่จะต้องมีเป้าหมายในชีวิตตัวเอง สองคนแรกหายห่วงแล้ว คนโตอยากเป็นหมอ เขาก็ทำได้ คนที่สองจูเน่ เขาอยากเข้าวงการบันเทิง เขาก็ทำได้ ส่วนคนเล็กฝันเขาใหญ่มากอยากเป็นนักบินอวกาศ ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม แต่ถ้าทำได้ แม่ก็ต้องชมตัวเองนะว่าเราก็เก่งเหมือนกันที่เลี้ยงลูกให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างที่เขาต้องการ”

ไม่ว่าจะบทบาทไหน เธอก็ล้วนทำด้วย Passion และทำอย่างมีความสุข เพราะเธอเชื่อว่ามันจะส่งผลสำเร็จได้อย่างงดงาม สำหรับแบรนด์ kanom ก็เช่นกัน ที่เธอหวังไว้ว่าจะเป็นแบรนด์อาหารและขนมอันดับหนึ่งในใจนักชิมทั้งชาวไทยและชาวโลกในเร็ววัน

บี มาย เกสท์ : คิดบวก คิดอย่างผู้ชนะ นาตาลี เกลโบวา มิสยูนิเวิร์ส 2005

Published July 8, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/383267

x

บี มาย เกสท์ : คิดบวก คิดอย่างผู้ชนะ นาตาลี เกลโบวา มิสยูนิเวิร์ส 2005

วันจันทร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในขณะที่เราทุกคนกำลังลุ้นว่าสาวงามจากประเทศใดจะได้ครองตำแหน่ง “ผู้หญิงที่สวยที่สุดในจักรวาล” ซึ่งปีนี้มีความพิเศษสำหรับคนไทย เพราะการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 จัดขึ้นที่ประเทศไทย ซึ่งครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ที่ประเทศไทยได้รับสิทธิ์ให้เป็นเจ้าภาพ แต่วันนี้เราจะพาย้อนกลับไปเมื่อปีพ.ศ.2548 ที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการประกวดมิสยูนิเวิร์ส ครั้งที่ 2 ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้คนไทยได้รู้จัก นาตาลี เกลโบวา สาวงามจากแคนาดา ผู้มาคว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์ส 2005 และกลาย “น้องฟ้า” ขวัญใจคนไทย มาจนถึงปัจจุบันกับบทบาทใหม่ในฐานะ “โค้ชชิ่ง” (Coaching) ที่สวยระดับจักรวาล

นาตาลี ได้ย้อนความทรงจำไปในวันที่มงลงและทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จักในฐานะมิสยูนิเวิร์ส 2005 ว่า “บอกตามตรงว่าฉันแทบจำอะไรไม่ได้เลยในวินาทีที่ประกาศผล ฉันคิดอะไรไม่ออก ทุกอย่างว่างเปล่า มีแต่ความรู้สึกตื่นเต้น ทันทีที่ชื่อถูกประกาศฉันค่อนข้างช็อกมากกว่า เพราะฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้ตำแหน่งนี้เลย แต่แน่นอนว่าฉันดีใจมากที่ถูกเลือกให้เป็นมิสยูนิเวิร์ส”

ในวันที่นาตาลีได้รับตำแหน่ง มิสยูนิเวิร์ส 2005 เธอมีอายุเพียง 24 ปี เธอยอมรับว่ามันคือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วสำหรับเด็กสาวที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัย

“มันเป็นเรื่องยากที่จะรับมือ ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย แล้วต้องมาเป็นมิสยูนิเวิร์ส ฉันต้องกลายเป็นผู้ใหญ่ ฉันไม่สามารถทำอะไรได้ตามใจมากนัก แต่ฉันก็ตระหนักดีถึงหน้าที่ที่จะต้องทำสิ่งที่ฉันทำได้ดีที่สุดนั้นตอนนั้นคือ ทำทุกอย่างให้เต็มที่เพราะมันเป็นโอกาสที่พิเศษมากๆ สำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีในตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สฉันได้เดินทางไปทั่วโลก ไปในสถานที่ที่ไม่เคยไปและคงมีไม่กี่คนที่จะได้อย่างนี้ ฉันได้เจอผู้คนมากมาย มองย้อนกลับไปฉันก็คิดว่าถ้าไม่ได้เป็นมิสยูนิเวิร์สฉันจะมีโอกาสอย่างนั้นเปล่าซึ่งมันเป็นประสบการณ์ที่ฉันไม่เคยลืม”

อย่างที่ทราบกันดีว่าหลังจากหมดภารกิจมิสยูนิเวิร์ส 2005 นาตาลี ก็ตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย โดยมีผลงานการถ่ายแบบถ่ายโฆษณา เป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าอยู่เป็นระยะ ก่อนจะผันตัวมาทำธุรกิจ และล่าสุดเธอผันตัวเองมาเป็น “โค้ชชิ่ง” (Coaching) ที่เป็นผู้ก่อตั้ง EMPOWERED ซึ่งเป็นโปรแกรมที่พัฒนาศักยภาพของเด็กให้มีทักษะในการ “บรรลุเป้าหมายอย่างมีความสุข” รวมถึงการสร้างคนรุ่นใหม่ให้คิดเช่นผู้ชนะและเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของพวกเขา
ซึ่งเธอเล่าถึงแรงบันดาลใจในบทบาทนี้ของเธอว่า

“ทุกคนเคยมีช่วงเวลาที่ดีและร้ายทั้งนั้น ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น ในช่วงเวลาหนึ่งฉันเคยรู้สึกว่าตัวเองจะทำอะไร จะเลือกทางไหน แล้วในวันหนึ่งฉันเดินทางไปภูเก็ต วันหนึ่งเขียนบันทึกเรื่องราวของตัวเอง อยู่ๆ ฉันก็คิดได้ว่า ฉันมีความสามารถในการพูดโน้มน้าว ฉันชอบสอนหนังสือ และฉันคิดว่าฉันมีประสบการณ์มากพอที่จะสามารถนำมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นได้ในการที่จะช่วยให้เขาเหล่านั้นสามารถค้นพบตัวเอง หรือช่วยเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนหลายๆ คนให้กลายเป็นคนใหม่ที่ประสบความสำเร็จได้ ฉันจึงตัดสินใจมาทำงานการเป็นโค้ชชิ่ง”

หนังสือ I AM WINNER เป็นผลงานเขียนเล่มที่สองซึ่งเธอกลั่นกรองจากประสบการณ์ทั้งหมด เพื่อจะเป็นแนวทางสำหรับคนที่อยากเป็น “ผู้ชนะ”

“ฉันมีความตั้งใจที่จะทำให้คนคนหนึ่งได้เห็นถึงศักยภาพของตนเอง ทุกคนสามารถมีเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นจากที่เป็นอยู่ ในหนังสือเล่มนี้จะบอกวิธีที่ทำให้ทุกคนเป็นผู้ชนะในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ทั้งการใช้ชีวิต การทำงาน ความรัก หรือแม้แต่เรื่องการเงิน ในหนังสือเล่มนี้จะบอกถึง 7 ลักษณะของบุคคลที่จะประสบความสำเร็จ รวมถึง 8 ขั้นตอนที่คุณจะกลายเป็นผู้ชนะได้ และยังมีอีก 5 วิธีปฏิบัติในชีวิตประจำวันที่จะทำให้คุณเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งถ้าทุกคนทำตามในหนังสือเล่มนี้ทุกคนเป็นผู้ชนะได้หมด ซึ่งคีย์เวิร์ดสำคัญของหนังสือเล่มนี้ที่จะนำคุณไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั่นคือ “ถ้าคุณ
คิดว่าคุณทำได้คุณก็ชนะในสิ่งนั้นแล้ว”

 

เมื่อถามถึง “ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ” ในมุมมองของโค้ชชิ่งหญิง นาตาลี บอกว่า “ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ คือ
ผู้หญิงที่มีความมั่นใจ ใจกว้าง มีความอยากเรียนรู้ กล้าหาญและยืดหยุ่น ที่สำคัญคือการเป็นผู้หญิงที่มีเป้าหมาย และรู้ว่าจะทำอย่างไรให้เดินไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ สำหรับตัวฉัน ฉันคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จ เพราะฉันสามารถทำสิ่งต่างๆ ที่ตั้งใจไว้ได้ฉันมีครอบครัวที่สวยงาม ฉันรักประเทศไทย ทุกวันฉันจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับความมุ่งมั่นตั้งใจในการใช้ชีวิต”

ในวันนี้ถือว่าเธอเป็นผู้หญิงที่มีหลายบทบาทที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของภรรยา บทบาทของแม่ และการเป็นโค้ชชิ่ง ซึ่งเธอบอกว่าทุกบทบาทมีความสำคัญกับเธอทั้งสิ้น

“ฉันจะเลือกใช้เวลาทำในสิ่งที่ดีที่สุด จัดลำดับความสำคัญและจดทุกสิ่งที่ฉันต้องการทำ โดยจะเลือกทำในสิ่งที่สำคัญก่อนเสมอ และจะตัดกิจกรรมที่ไม่มีประโยชน์หรือไม่ชอบออกไป เช่น การใช้เวลาอยู่กับโซเชียลมีเดีย หรือ ดูทีวี”

หลายคนคงอยากรู้ว่าแม้เวลาผ่านมาถึง 13 ปีแล้วแต่ทำไมเธอถึงยังคงความงามไม่ต่างจากวันที่ได้รับตำแหน่งนาตาลี บอกว่าไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรเลยนอกจาก “คิดบวก”

“การคิดบวกทำให้คนสวย มันฟังดูน่าเบื่อ แต่เป็นเรื่องจริงเมื่อคุณเผื่อแผ่ความรักและความคิดบวกให้กับผู้อื่น สิ่งนี้มันจะแสดงให้โลกเห็นและทำให้ผู้คนต่างสนใจคุณอยู่เสมอได้จริงๆ”

มาถึงบรรทัดนี้ผู้อ่านคงได้ทราบแล้วว่าสาวงามจากประเทศใดคว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์ส 2018 ไปครอง ในฐานะมิสยูนิเวิร์สรุ่นพี่ เธอมีคำแนะนำส่งท้ายถึงมิสยูนิเวิร์สคนใหม่ว่า “ฉันยินดีกับผู้ที่ได้ตำแหน่งมิสยูนิเวิร์ส 2018 ฉันขอให้เธอมีความสุขและจงภูมิใจกับสิ่งนี้ ตั้งใจทำหน้าที่ของมิสยูนิเวิร์สให้ดีที่สุด เรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตลอดระยะเวลา 1 ปีจากนี้ เพราะมันคือสิ่งที่มีค่ามากสำหรับคุณเหมือนอย่างที่ฉันเคยได้รับมาแล้ว”

บี มาย เกสท์ : ในวันที่เกินฝัน…รรินทร์ ทองมา O&B รองเท้าแบรนด์ไทยบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2018

Published July 6, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/381955

บี มาย เกสท์ : ในวันที่เกินฝัน...รรินทร์ ทองมา O&B รองเท้าแบรนด์ไทยบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2018

บี มาย เกสท์ : ในวันที่เกินฝัน…รรินทร์ ทองมา O&B รองเท้าแบรนด์ไทยบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2018

วันจันทร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ภูมิใจ ดีใจ ตื่นเต้น เหมือนมงลงตัวเองเลยค่ะ” นี่คือความรู้สึกแรกของ ต้า-รรินทร์ ทองมา ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์รองเท้าและกระเป๋า O&B (โอแอนด์บี) เมื่อเธอได้รับรู้ว่า โอแอนด์บี ได้รับเกียรติให้เป็นแบรนด์รองเท้าหนึ่งเดียวของไทยในการออกแบบรองเท้าสำหรับสาวงามผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

“หลังจากดีใจ ตื่นเต้นอยู่ 2 วัน จากนั้นคือเริ่มจะเครียดแล้วค่ะ เพราะมันคือหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เพราะเราคือแบรนด์ที่โตจากตลาดออนไลน์ แม้จะได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี แต่เราก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นแบรนด์เล็กๆ ซึ่งในบ้านเรามีแบรนด์ใหญ่ๆ อยู่หลายแบรนด์ แต่กองประกวดมิสยูนิเวิร์สก็ให้เกียรติและมอบความไว้วางใจให้เราเป็นผู้ออกแบบรองเท้าให้กับผู้หญิงที่สวยที่สุดจากทั่วโลกได้สวมใส่ ซึ่งต้าคิดว่ามันไม่ใช่โอกาสของโอแอนด์บีเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นโอกาสของแบรนด์ไทยทั้งหมดที่จะทำให้คนทั่วโลกได้เห็นว่าแบรนด์ไทยเป็นสินค้ามีคุณภาพมากแค่ไหน”

ทันทีที่ได้รับโจทย์ รรินทร์ และทีมออกแบบจึงต้องทำการบ้านอย่างหนักในการออกแบบรองเท้าที่ตรงตามคอนเซ็ปต์ของการประกวดในปีนี้ “Confidently Beautiful” สำหรับการออกแบบรองเท้าให้สาวงามใส่ในงาน Thai Night ค่ำคืนวันที่ 5 ธันวาคม 2561ที่ผ่านมา และรองเท้าสำหรับรอบ Preliminary ชุดว่ายน้ำ ในวันที่ 16 ธันวาคม 2561 ที่จะถึงนี้

 

Selena Heels

“รองเท้าในงาน Thai Night ชื่อคอลเลคชั่นว่า Selena Heels ซึ่งต้าได้แรงบันดาลใจมาจาก เซเลน่า โกเมซ นักแสดง-นักร้องสาวชื่อดัง เพราะเซเลน่าเป็นผู้หญิงที่มีทั้งความสวยและความสามารถ มีความเป็นของตัวเอง และป๊อปปูลาร์ ซึ่งตรงกับคอนเซ็ปต์ของเวทีมิสยูนิเวิร์ส โดยออกแบบเป็นรองเท้าทรง Stiletto สังเกตให้ดีจะเห็นว่าส้นรองเท้ามีรูปทรงคล้ายเรียวขาของผู้หญิง ทำให้รองเท้ามีความเพรียว มีความเป็นเฟมินีน และเนื่องจากเป็นรองเท้าสำหรับคืน Thai Night ต้านึกไปถึงชุดไทยที่ปักดิ้นทอง อีกทั้ง สาวงามจะต้องสวมใส่ชุดผ้าไหมไทยจาก 19 ดีไซเนอร์ไทย มีความหลากหลายของดีไซน์ และสีสัน สีรองเท้าจึงมาลงตัวที่สีทองสำริด เพื่อให้เข้ากับทุกชุดที่ดีไซเนอร์ออกแบบมา

 

Angle Crystal Heels

ส่วนรองเท้าสำหรับชุดว่ายน้ำ ชื่อคอลเลคชั่นว่า Angel Crystal Heels ซึ่งต้องเท้าความไปก่อนหน้านั้น ต้าได้ออกแบบรองเท้าคอลเลคชั่นAngel Heels ไว้ก่อนแล้ว โดยแรงบันดาลใจมาจากนางงามแต่ละคนกว่าจะมาถึงจุดนี้เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง กว่าจะได้เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศของเขา แล้วมาถึงเวทีมิสยูนิเวิร์ส เราจึงอยากทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อสาวๆ เปรียบเธอเหล่านั้นคือ นางฟ้าลงมาจุติแน่ๆ พวกเธอจึงมีความงามในระดับนี้ได้ จึงให้ชื่อว่า Angel Heels หรือรองเท้าของนางฟ้านั่นเอง แต่พอต้องมาใส่กับชุดว่ายน้ำ รองเท้ามันแม้จะเป็นส้นสูง ก็ต้องดูสปอร์ตตี้ขึ้นมาอีกหน่อย ต้าก็นึกถึงว่า Universe คือความระยิบระยับ เมื่อพูดถึงความระยิบระยับก็ต้องนึกถึงคริสตัล ต้าจึงเพิ่มหนังแก้วเข้าไปตรงสายคาดช่วยให้สวมใส่สบายขึ้น รองรับอุ้งเท้าได้ดี เวลาเดินหรือหมุนตัวก็สามารถทำดูสง่างาม ที่สำคัญคือ สี เราได้รับโจทย์ว่าต้องเป็นสีนู้ด แต่นู้ดก็มีหลายเฉด ต้าก็มาศึกษาว่านางงามทั้ง 95 ประเทศ มีโทนสีผิวอะไรบ้าง สรุปว่าสีที่เราจะใช้คือ โทนสีนู้ดอมเหลือง สำหรับสาวผิวสองสี หรือผิวสี และนู้ดอมชมพูสำหรับสาวผิวขาวก็จะช่วยขับสีผิวของนางงามให้สวยยิ่งขึ้น เวลาที่สวมใส่ คนมองไปจะรู้สึกเหมือนว่าสาวๆ เหล่านั้นกำลังลอยอยู่ในอากาศ”

แม้จะได้รับมอบหมายให้ออกแบบตัดเย็บรองเท้าสำหรับงาน Thai Night และรอบชุดว่ายน้ำแต่เมื่อโอกาสมาถึงทั้งที รองเท้าแค่สองคู่ก็จะดูน้อยไป งานนี้ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์อย่าง รรินทร์ อยากให้สาวงามผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ได้สัมผัสกับคุณภาพรองเท้าแบรนด์ไทยให้ถึงแก่น เธอจึงได้มอบรองเท้ารุ่น Angel Heels และรองเท้าบัลเลต์คอลเลคชั่น Audrey Original ให้สาวๆ ไปสวมใส่ในการทำกิจกรรมเก็บตัวอีกด้วย ซึ่งเราก็ได้เห็นสาวงามสวมใส่จริงๆ กันด้วย

 

Audrey Original

“การได้มาทำรองเท้าให้กับเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2018 นี้ สำหรับต้ามันคือโอกาสที่ยิ่งใหญ่มากๆ เพราะจริงๆ แล้วก่อนหน้านี้มีลูกค้าเรียกร้องมาว่า เขาต้องการรองเท้าส้นสูงที่สบายด้วยและสวยด้วย ลูกค้าอยากให้เราทำมาก ซึ่งต้าก็กำลังจะออกคอลเลคชั่นใหม่ที่เป็น Runway Fashion หรือรองเท้าส้นสูงพอดี รวมถึงการขยายตลาดออกวางจำหน่ายในต่างประเทศ ประจวบเหมาะได้รับโอกาสนี้มา เวทีประกวดมิสยูเวิร์ส 2018 จึงถือว่าเป็นการเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ไปในตัว ซึ่งลูกค้าน่าจะสั่งซื้อได้ในวันที่ประกวดรอบตัดสินพอดีค่ะ”

แต่กว่าจะเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงอย่างนี้ได้นอกจากความมุ่งมั่นที่อยากจะมีแบรนด์ของตัวเองแล้ว ความจริงใจต่อลูกค้า ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ โอแอนด์บี กลายเป็นแบรนด์ในใจของใครหลายๆ คน

“ต้าเริ่มต้นธุรกิจด้วยการมีเพียงแค่ความฝันจริงๆ ไม่มีความรู้ในธุรกิจเลย ก่อนหน้าที่เป็นโอแอนด์บี ต้าก็เป็นแม่ค้ารับสินค้ามาขาย ขายตามตลาดนัดบ้าง สวนจตุจักรบ้าง จนวันที่ตลาดออนไลน์ ขายของในเฟซบุ๊คมันเริ่มมาต้าจึงตัดสินใจทำแบรนด์ จะไปได้แค่ไหนยังไม่รู้ มีแต่ความมุ่งมั่นและอดทนเท่านั้น และต้าคิดเสมอว่าทำแล้ว ก็ต้องทำของดีๆ ออกมาขาย ต้าจึงเลือกใช้แต่วัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพไม่จากที่แบรนด์ดังๆ ใช้ และต้าเชื่อว่าถ้าโอกาสมันเป็นของเรา เราจะทำมันสำเร็จได้ ยิ่งการขายของออนไลน์ มันไม่ง่ายที่จะทำให้คนเชื่อว่าของเราดีจริง แต่เราสื่อสารอย่างจริงใจบวกกับคุณภาพที่ลูกค้าสัมผัสได้ด้วยตัวเอง ลูกค้าก็จะกลับมาหาเราและเขาก็จะบอกต่อ

เคยมีคนพูดกับต้าว่า ดีจัง มีรองเท้าแค่แบบเดียว แต่ขายทำกำไรได้ยาวเลยซึ่งต้าอยากจะบอกว่า กว่าต้าจะได้รองเท้าคอลเลคชั่นนี้มา ต้าออกแบบตัดเย็บทดลองสวมใส่เป็นร้อยๆ แบบ จนมี Know How เป็นของตัวเองในการผลิตรองเท้าที่ให้ความรู้สึกเบาสบายได้อย่างนี้ ซึ่ง 7 ปีของแบรนด์ วันนี้ต้ากล้าพูดว่าเราเป็นเบอร์ต้นๆ และเป็นไอเท็มที่มีสาวไทยไม่น้อย
เลือกใช้ในชีวิตประจำวัน”

วันนี้เรายังต้องลุ้นกันต่อไปว่าสาวงามจากประเทศใดจะเป็น “ผู้หญิงที่สวยที่สุดในจักรวาล” แต่ที่แน่ๆ จากนี้ไปใครๆ ก็จะต้องรู้จัก โอแอนด์บี ในฐานะ “รองเท้านางงามจักรวาล” อย่างแน่นอน

บี มาย เกสท์ : Painterbell-เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล เจ้าของการ์ตูน‘John Lulu and Friends’ที่โด่งดัง

Published July 4, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380496

บี มาย เกสท์ : Painterbell-เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล เจ้าของการ์ตูน‘John Lulu and Friends’ที่โด่งดัง

บี มาย เกสท์ : Painterbell-เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล เจ้าของการ์ตูน‘John Lulu and Friends’ที่โด่งดัง

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รู้ตัวว่าชอบงานศิลปะ โดยเฉพาะการวาดรูป และอยากเป็นศิลปินวาดรูปมาตั้งแต่วัยประถม แต่เพราะมีปัจจัยหลายอย่างทำให้ เบล-เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล ไม่อาจเดินตรงไปบนทางสายนั้นได้ จนกระทั่งความฝันในวัยเด็กย้อนกลับมาอีกครั้ง และประสบการณ์ที่มากพอ จึงทำให้ชื่อ “Painterbell” เป็นที่รู้จักในฐานะนักสร้างสรรค์คาแร็กเตอร์และเจ้าของคาแร็กเตอร์การ์ตูน John Lulu and Friends

“สมัยเด็กชอบวาดการ์ตูนแน่นอนว่าวิชาที่ชอบที่สุดคงหนีไม่พ้นศิลปะ และรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้วาดรูป โดยมีเพื่อนๆ ในห้องเรียนเป็นแรงบันดาลใจ เราดึงจุดเด่นที่เพื่อนๆ มีออกมาสร้างเป็นคาแร็กเตอร์การ์ตูนมากมาย แต่ในวันที่ต้องเลือก เบลเลือกเดินทางสาย Graphic Design ซึ่งเป็นอีกแขนงที่ชอบและเลือกที่จะทำเป็นอาชีพในด้านนี้พอทำงานไปพักใหญ่นิสัยเก่าที่ชอบการวาดรูปก็กลับมาอีกครั้ง ทำให้เบลกลับมาตั้งคำถามและอยากหาคำตอบด้วยตัวเองว่า ถ้าจะยึดอาชีพวาดรูปเราจะทำได้ไหม”

ในขณะที่งานประจำก็ต้องทำ เบล จึงใช้เวลาหลังเลิกงานมุ่งมั่นในการฝึกฝน หาแนวทางให้กับงานศิลปะของตัวเอง จนค้นพบว่าการวาดการ์ตูนคือสิ่งที่ “ใช่” และบ่งบอกความเป็นเบลได้ดีที่สุด

“ผมเริ่มต้นหา Cartoon Character ที่เป็นเอกลักษณ์เริ่มจากการวาดตัวเอง เด็กผู้ชายผมตั้งบวกกับลายเส้นที่เราคุ้นเคยในวัยเด็ก สร้างเพื่อน พี่ น้อง คนรอบๆ ตัวมาทำเป็น Characters หลัก ใช้เวลาวาดรูปทุกวันหลังเลิกงานเพื่อจะหา Character ที่ใช่ ทำอย่างนี้อยู่ 3 ปี จนพอใจว่าCharacters แบบนี้แหละคือใช่ เพราะเวลาผมวาดทุกครั้งจะมีความสุขที่สุด ก็จะรู้เลยว่ารูปนี้ใช่ รูปแบบนี้ยังไม่ใช่ เหมือนใช้เซ้นส์ด้านการออกแบบที่เรามีมาช่วยในการตัดสินใจ ดีใจทุกครั้งที่คนพบเห็นตัว Cartoon Character ของผมแล้วพวกเขาแฮปปี้ นั่นหมายความว่าตัวการ์ตูนของเรามันสื่อสารออกไปได้ เหมือนเราส่งความสุขผ่านรูปวาด พวกเขาทำหน้าที่นั้นได้ดี”

Painterbell คือนามแฝงของเขาในฐานะคนทำงานศิลปะ เบล บอกเล่าถึงที่มาของการการสร้างสรรค์ “John Lulu and Friends” ว่า

“John Lulu and Friends ประกอบด้วย John ตัวแทนเด็กผู้ชาย เราดึงอุปนิสัยมาจากตัวเราเอง นิสัยกล้าหาญ ชอบความท้าทายและแน่นอนรักศิลปะเป็นที่สุด Lulu ตัวแทนเด็กผู้หญิงLulu เป็นเด็กอารมณ์ดี ชอบเพลง Jazz เป็นที่สุดมีน้ำใจกับเพื่อนๆ และบางทีก็มีนิสัยห้าวๆ แบบผู้ชาย Fufuland ตัวแทนเด็กผู้ชายใจดี นิสัยอ่อนโยน ขยันที่สุดและสามารถให้ความช่วยเหลือผู้อื่นได้ตลอดเวลา Emily ตัวแทนเด็กผู้หญิง ชอบดอกไม้และกลิ่นหอมเป็นที่สุด Emily ชอบสร้างบรรยากาศที่ดีให้คนรอบข้างผ่อนคลายเมื่ออยู่ด้วย และ Joeน้องชายคนเล็กที่เป็นตัวแทนเด็กน้อยที่นิสัยไม่เด็ก คอยสนับสนุนและเป็นคนที่คอยให้กำลังใจเพื่อนๆ ในยามท้อแท้ พวกเขาคือตัวแทนความสุขที่ผมถ่ายทอดออกมา ทั้งรอยยิ้มท่าทางต่างๆ ที่ส่งออกมา ศิลปะก็สะท้อนตัวเรา เราได้ยินเสมอว่าศิลปินจะถ่ายทอดงานออกมาผ่านความคิด ความรู้สึก และมันทำให้เรารู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร”

ย้อนกลับไปสู่คำถามที่ว่า วาดรูปจะยึดเป็นอาชีพได้หรือไม่ ทั้งตัวเขาและคนที่ได้สัมผัสงานของ Painterbell ที่ได้ร่วมงานกับศิลปินและแบรนด์ดังมาแล้ว ล่าสุดคือการสร้างคอลเลคชั่นพิเศษ สมุดโน้ตรุ่นลิมิเต็ด “Wonder journey” ให้กับแบรนด์ Moleskine คงเป็นคำตอบได้อย่างดี

“Moleskine ดังในเรื่องของสมุดที่มีสายรัด เป็นต้นฉบับเลยก็ว่าได้ ซึ่งผมก็ใช้อยู่ พอทาง Moleskine ติดต่อมาเพราะอยากสร้าง exhibition แบบใหม่ที่สามารถให้คนที่มารับชมได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการนี้ด้วยและด้วยลายเส้นการวาด portrait รวมถึงการ์ตูน John Lulu & Friends ของเบลดูสนุก ตอบโจทย์กับช่วงใกล้งานเทศกาลต่างๆ ในช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งเบลดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Moleskine GlobalBrand ระดับโลกที่ได้ร่วมงานกับ Cartoon Character ใหญ่ๆ อย่าง Snoopy, Pokémon, Tin Tin เป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่ JohnLulu and Friends ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง และยังร่วมออกแบบหน้าปกสมุดโน้ตรุ่นลิมิเต็ด Moleskine Limited Edition Wonder journey ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อมอบให้กับลูกค้า 300 คนแรก ได้ร่วมสนุกออกเดินทาง ชมงานศิลปะระดับโลกในเทศกาลศิลปะ Bangkok Art Biennale พก Passport ไป Stamp และถ่ายภาพตามจุดต่างๆ 20 ที่ทั่วกรุงเทพฯ ก็จะได้รับไปเลยฟรีๆ แถมเป็นคอลเลคชั่นที่ไม่มีวางจำหน่ายอีกด้วย”

เมื่อฝันแรกทำสำเร็จไปอย่างงดงาม ฝันต่อไปที่จะทำในฐานะ Painterbell รวมถึงอนาคตของ John Lulu and Friendsเบลอยากสร้าง Café John&Lulu ที่จะเป็นศูนย์รวมของคนรัก John Lulu and Friends แต่ตอนนี้รอเพียงเวลา เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และเมื่อเวลามาถึงทุกคนคงจะได้เห็น

“โชคดีที่ผมเป็นคนคิดบวกมาตลอด พลังงานบวกในตัวเยอะมาก คำว่า “ไม่” จะต้องไม่มีในหัว ผมจะพูดกับตัวเองเสมอว่าต้องทำได้ และถึงวันนี้ดีใจมาก ที่ John Lulu and Friends สามารถทำให้แบรนด์ต่างๆ เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถไปสร้างรอยยิ้มและความสุข พร้อมมอบพลังบวกให้แก่ทุกคนได้ ทุกวันนี้ดีใจทุกครั้งที่มีคนชอบงานของผม ทำให้ผมได้เจอความท้าทายและโจทย์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา พร้อมที่จะสร้างสรรค์ผลงานสร้างความสุขให้กับผู้พบเห็น และเชื่อว่าทุกๆ คนจะต้องชอบอย่างแน่นอนครับ”

ใครที่อยากได้พลังบวกและความสุขจาก John Lulu and Friends  ไปผลงานของ Painterbell ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Moleskine Journey Exhibitionได้ที่ https://www.facebook.com/pg/moleskineth/photos/?tab=album&album_id=1828183730611160 และสามารถติดตามผลงานของเบลได้ที่ IG: WhitepaperandLifeis Short, Happiness is Shorter มาทำอะไรที่เรามีความสุขกันเถอะ

บี มาย เกสท์ : ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว.คนใหม่ กับการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

Published June 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379135

บี มาย เกสท์ : ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว.คนใหม่ กับการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

บี มาย เกสท์ : ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว.คนใหม่ กับการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามที่รัฐบาลประกาศนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0”คือการนำพาประเทศไทยก้าวไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนนั่นเอง ซึ่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. เป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทและหน้าที่ในการสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดผลงานวิจัยพัฒนาที่มีผลกระทบสูงต่ออุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ซึ่งเรากำลังพูดคุยกับ ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิตผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย คนใหม่ล่าสุด กับภารกิจการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต กล่าวว่า “รู้สึกภูมิใจที่ได้มีโอกาสในการที่จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน วว. และเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ ในการที่ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เพื่อจะพัฒนาต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งดิฉันพร้อมที่จะเสียสละในการทำงานครั้งนี้เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มาสร้างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยในมิติการทำงานของ วว. เป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมและเป็นแกนหลักที่จะทำให้ภาคประชาชน ผู้ประกอบการโอท็อป เอสเอ็มอี นำ วทน. ไปเสริมสร้างผลิตภาพการผลิตให้ดีขึ้น สร้างนวัตกรรมตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม Value added, Value creation ทำให้ประเทศหลุดจากกับดักทางรายได้”

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวัสดุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาโท และปริญญาเอก Ceramics Sci. & Engineering, Rutgers University, USA.โดยเริ่มงานที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ในตำแหน่งนักวิจัยด้านวัสดุศาสตร์ เมื่อปีพ.ศ. 2531 ด้วยความมุ่งมั่น วิริยอุตสาหะ จึงก้าวสู่ตำแหน่ง รองผู้ว่าการบริหารดูแลงานในสายสนับสนุนต่างๆ ก่อนจะได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย คนล่าสุด

“การได้มาเป็นส่วนหนึ่งของ วว. ที่เริ่มจากระดับล่าง ทำให้ดิฉันได้รับโอกาสที่หลากหลายในการพัฒนาความรู้ความสามารถมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่ได้มีโอกาสทำงานแทบทุกกลุ่มงานของ วว. ทำให้พบความท้าทายและประสบการณ์ในหลายมิติ แต่ละงานมีความยาก แต่เนื่องจากเป็นคนคิดบวก จึงใช้โอกาสนั้นเพื่อแสดงความสามารถที่สร้างประโยชน์ให้แก่องค์กร อีกส่วนหนึ่ง คือเรื่องความเพียร มองว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้ และทำให้ได้ทราบว่าความต้องการของส่วนงานต่างๆ เป็นอย่างไร และด้วยประสบการณ์ที่ทำงานกับ วว. มานาน จึงเห็นทั้งการเปลี่ยนผ่านและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นข้อดีที่ทำให้ได้เรียนรู้ในการบริหารงานทุกด้านให้เกิดความสมดุลและเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เราปิดช่องว่างและความเสี่ยงขององค์กร รวมถึงการสร้างหลักธรรมาภิบาล และการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรได้เป็นอย่างดี”

ในก้าวย่างสำคัญที่ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ วว. คนล่าสุด ดร.ชุติมา บอกถึงแผนงาน นโยบายสำคัญที่ต้องเร่งทำให้ประสบความสำเร็จ

“แน่นอนว่าก็ต้องเป็นการทำงานสนองนโยบายของรัฐบาลในเรื่องของ ไทยแลนด์ 4.0 ที่เราต้องมุ่งเป้ามากขึ้นส่วนงานวิจัยซึ่งเป็นภารกิจหลักของ วว. จะเน้นการวิจัยที่เรามีแผนงานการสร้างนวัตกรรมพร้อมใช้ และฐานองค์ความรู้ 40% โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวิจัยของเราต้องมีผู้ใช้เกิดขึ้นให้ได้ หรือเข้าสู่ตลาดให้มากขึ้น ไม่ใช่งานวิจัยขึ้นหิ้งอีกต่อไป โดยตลอดช่วงระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง 4 ปีนั้น การดำเนินงานของ วว. จะมุ่งนโยบายให้ความสำคัญในการใช้องค์ความรู้ วทน. เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0 ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ซึ่งขับเคลื่อนโดยการนำความเชี่ยวชาญและโครงสร้างพื้นฐาน วทน. ไปสร้างประโยชน์อย่างครบวงจร พัฒนาเทคโนโลยีที่สนองตามบริบทของผู้ใช้ประโยชน์ และสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนและประชาชนเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจและสังคม”

สำหรับหลักการทำงาน และการบริหาร ผู้ว่าการ วว. คนใหม่ บอกว่า มุ่งเน้นการมีส่วนร่วม สร้างคนให้เก่ง สร้างทีม และยึดหลักธรรมาภิบาลในการทำงาน

“ตลอดระยะเวลาในการทำงานดิฉันใช้หลัก เราทำได้ และคิดบวก เพราะดิฉันเชื่อว่าเราตั้งใจจะทำสิ่งที่เราได้รับมอบหมาย เราไม่กลัวความยาก ความลำบาก แนวคิดนี้แหละจะทำให้เห็นสิ่งที่ยากและสิ่งที่ท้าท้ายเป็นโอกาส ทำให้ไม่กลัวและกล้าที่จะรับโอกาส ความท้าทายที่เข้ามาเสมอ รวมทั้งยึดหลักรับผิดชอบและตั้งใจทำในสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด สำหรับการทำงานของ วว. มุ่งการลงพื้นที่จริง เห็นข้อมูลจริงยุติธรรมเสมอภาค เน้นประโยชน์ขององค์กรเป็นหลักและปลูกฝังสร้างความตระหนักให้บุคลากรถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก ประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง เพราะถ้าตอบประเทศได้ สุดท้ายประโยชน์ขององค์กรก็จะตามมา”

นอกจากนี้ ดร.ชุติมา ยังได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ในการเป็นองค์กรที่เติบโตเปี่ยมด้วยศักยภาพและพร้อมรับพลวัตการเปลี่ยนแปลง โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลงานเพื่อให้เกิดสังคมนวัตกรรมที่ยั่งยืน ผ่านการบูรณาการประสานพลังให้เกิดขึ้นกับบุคลากรและเครือข่ายพันธมิตร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นที่ประจักษ์ ชัดเจน และรวดเร็ว

%d bloggers like this: