บี มาย เกสท์

All posts tagged บี มาย เกสท์

บี มาย เกสท์ : วีรานันท์ พิพัฒวงศ์เกษม เปิดหลักสูตร FTE ปั้น SME – StartUp

Published January 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/357379

บี มาย เกสท์ : วีรานันท์ พิพัฒวงศ์เกษม   เปิดหลักสูตร FTE ปั้น SME - StartUp

บี มาย เกสท์ : วีรานันท์ พิพัฒวงศ์เกษม เปิดหลักสูตร FTE ปั้น SME – StartUp

วันจันทร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า SME และ Start Up กลายเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟูอย่างมากในประเทศไทย ในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจหน้าใหม่ หน้าเก่า วัยรุ่น หรือวัยเก๋า ก็ต่างหันมาจับธุรกิจประเภทนี้กันแทบทั้งสิ้น แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ทำให้หลายบริษัทขาดสภาพคล่อง มีไอเดียแนวคิดที่ดี แต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการประกอบธุรกิจ รวมไปถึงสภาวะการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จนต้องล้มพับกิจการไปเกินครึ่ง จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้วีรานันท์ พิพัฒวงศ์เกษม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วีพี โค้ชชิ่ง แอนด์ คอนซัลติ้งจำกัด จัดทำหลักสูตร Fast-Track Entrepreneurหรือ FTE ตัวช่วยจุดประกายพลังของคนยุคใหม่ที่มีความฝันในเส้นทางของการเป็นเจ้าของธุรกิจ

“แรงบันดาลใจในการจัดทำหลักสูตร FTE นี้ เกิดจากการเข้าร่วมโครงการ Ignite ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และสามารถผลักดันไอเดียธุรกิจให้เป็นจริงได้ในเขต Silicon Valley สหรัฐอเมริกา ภายในเวลาเพียงสองเดือน ซึ่งโปรเจกท์นั้นดิฉันได้ร่วมกับทีมที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนชาวต่างชาติ พัฒนาไอเดียธุรกิจแอพพลิเคชั่นชื่อ Tuki ที่จะตอบโจทย์ธุรกิจร้านอาหาร โดยเราได้มีโอกาสนำเสนอไอเดียธุรกิจนี้ให้กับนักลงทุนในทวีปอเมริกาและยุโรป จนกระทั่งได้รับคัดเลือกเข้ารอบ Top 10 ในการแข่งขัน โครงการ BASES pitchingchallenge ของมหาวิทยาลัย Stanfordซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ Silicon Valley และได้รับคัดเลือกเข้าโครงการ Startup School ของ Y-Combinator ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับในหมู่ของ Startups มากมาย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ผู้ก่อตั้งลูกค้า และหุ้นส่วน หลังจากนั้นไม่นานไอเดียธุรกิจนี้ได้รับ Seed funding จากนักลงทุนในประเทศอังกฤษ ซึ่งในปัจจุบันธุรกิจนี้กำลังเติบโตอยู่ในกรุงลอนดอน และยังได้รับคัดเลือกเพื่อบ่มเพาะในโครงการ Lisbon Acceleratorประเทศโปรตุเกสอีกด้วย”

หลังจากประสบความสำเร็จในธุรกิจแอพพลิเคชั่นชื่อ Tuki จึงทำให้ วีรานันท์ เชื่อมั่นว่า คนไทยมีไฟและเก่งไม่แพ้ชาวต่างชาติ แต่อาจขาดโอกาสในการได้รับคำปรึกษา เงินทุน และ Connection หรือเครือข่ายที่ดี แต่การสร้างธุรกิจของคนยุคใหม่ในประเทศไทยอาจจะยังไม่เปิดกว้างเท่ากับประสบการณ์ที่เธอได้รับในเขต Silicon Valley จึงตัดสินใจทิ้งโอกาสในการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจที่ตนได้สร้างกับเพื่อนในต่างแดน เพื่อกลับมาก่อตั้งบริษัท วีพี โค้ชชิ่ง แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด ในประเทศไทย พร้อมทำหลักสูตร Fast-Track Entrepreneur (FTE)หลักสูตรเพื่อพัฒนาเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ แบบครบเครื่อง ทันใจ และ เร่งรัด

“วีพี โค้ชชิ่ง แอนด์ คอนซัลติ้ง เป็นบริษัทที่ให้บริการในด้านการให้องค์ความรู้และคำปรึกษา การเข้าถึงช่องทางในการจัดจำหน่ายและการเข้าถึงเงินทุนให้ธุรกิจ SME และ StartUp ซึ่งหลักสูตร Fast-Track Entrepreneur หรือ FTE เป็นหลักสูตรที่จะช่วยสร้าง Mindset กระบวนการทางความคิด หรือทัศนคติที่แข็งแกร่ง และพัฒนาความเป็นมืออาชีพให้กับเจ้าของรุ่นใหม่ เติมในเรื่องของ Inspiration หรือแรงบันดาลใจ และ Knowledge Sharing หรือการแบ่งปันองค์ความรู้ เป็นเครื่องมือติดอาวุธให้กับธุรกิจ SME และ StartUp สามารถต่อยอดต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง”

สำหรับหลักสูตร Fast-Track Entrepreneur (FTE) วีรานันท์ บอกว่า เป็นหลักสูตรที่เหมาะกับผู้ที่อยู่ในธุรกิจ SME และ StartUp ใน 3 กลุ่ม

“กลุ่มแรกคือ ทายาทธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่ต้องสืบทอดกิจการต่อจากรุ่นพ่อแม่ แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ ความกดดันในการรับช่วงต่อ อาจจะด้วยแนวคิดทัศนคติที่ต่างจากคนรุ่นก่อน การยอมรับจากคนในองค์กร ฯลฯ เนื้อหาในหลักสูตรจะช่วยให้คำแนะนำแนวทางในการแก้ไขปัญหา เช่น การปรับระบบบริษัทจากธุรกิจครอบครัวมาเป็นการบริหารแบบมืออาชีพ วิธีการรับมือในการทำงานกับพ่อแม่ญาติพี่น้อง หรือการค้นหาแนวทางที่จะออกมาสร้างธุรกิจเอง กลุ่มสองคือ เจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ เนื่องจากในจำนวนนับหมื่นของ StartUp และ SME มีเพียงแค่ 10% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ ส่วนอีก 90% กลับไปไม่ถึงฝันเนื้อหาในหลักสูตรนี้จะช่วยแนะนำแนวทางในการพัฒนาธุรกิจ เพื่อทำให้เข้าใจว่าทำอย่างไรธุรกิจจะสามารถอยู่ในกลุ่ม 10% ที่ประสบความสำเร็จ และกลุ่มสุดท้ายคือ พนักงานบริษัท ผู้ที่อยากก้าวข้าม Income Security และมีความฝันในการเป็นเจ้าของธุรกิจ หลักสูตรนี้จะช่วยค้นพบตัวตนว่าเราพร้อมและเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจจริงๆ หรือไม่”

หากจะพูดกันตามตรง บริษัท วีพี โค้ชชิ่ง แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด และหลักสูตรปั้นธุรกิจ SME และ StartUpในเมืองไทยก็ไม่ใช่ของใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้วีรานันท์ กล้าที่จะอาสามาเป็นเพื่อนคู่คิดที่จะทำให้ SME และ StartUp เติบโตไปได้ นั่นเพราะเธอเคยผ่านจุดที่เป็นธุรกิจ StartUpมาก่อน

“ดิฉันและทีมงานมีความมุ่งมั่นต้องการที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่ นอกจากองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญในฐานะที่เราเคยผ่านจุดที่เป็นธุรกิจ StartUp มาก่อน วีพี โค้ชชิ่งแอนด์ คอนซัลติ้ง ยังมีความพร้อมที่จะนำพาธุรกิจ SME และ StartUp ไปพบกับแหล่งเงินทุน เครือข่าย เทคโนโลยี และพื้นที่ขาย ที่จะผลักดัน SME ให้เติบโตอย่างยั่งยืน แม้ว่าจบหลักสูตรไปแล้วทุกธุรกิจสามารถหารือเพื่อขอคำปรึกษาจากเราและได้รับการดูแลจากทีมงานอย่างต่อเนื่องถาวร โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ ทั้งสิ้น นี่คือจุดแตกต่างของเราอีกทั้งหลักสูตร FTE มีวัตถุประสงค์ให้เจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ผู้มาเข้าร่วม FTE
ช่วยเหลือดูแลกันแบบคนในครอบครัว”

เพราะการออกสตาร์ทที่ดี จะทำให้เราสู่เส้นชัยได้อย่างสวยงาม

Advertisements

บี มาย เกสท์ : ลิขิต ลือสกุลกิจไพศาล พรหมวิหาร 4 หลักบริหารสู่ความสำเร็จ

Published January 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/355868

บี มาย เกสท์ : ลิขิต ลือสกุลกิจไพศาล  พรหมวิหาร 4 หลักบริหารสู่ความสำเร็จ

บี มาย เกสท์ : ลิขิต ลือสกุลกิจไพศาล พรหมวิหาร 4 หลักบริหารสู่ความสำเร็จ

วันจันทร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เราอาจไม่คุ้นหน้า ลิขิต ลือสกุลกิจไพศาล ที่เพิ่งมานั่งเก้าอี้ประธานคณะกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ เจเอสพีเพราะความที่ชอบอยู่เงียบๆ ทำตัวติดดินแต่ในแวดวงนักลงทุนถือว่าเก๋าเกมไม่เป็นรองใคร วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับซีอีโอคนใหม่ของเจเอสพี กับสไตล์การบริหารงาน ที่นำมาซึ่งความสำเร็จของชีวิตและธุรกิจ

“ธุรกิจอสังหาเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ ผมมองว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจไม่กี่อย่างในบ้านเราที่เติบโตได้เรื่อยๆ ซึ่งธุรกิจนี้มันมีไทม์มิ่งช่วงไหนต้องรุกหรือชะลอก็ต้องดูให้ถูกจังหวะ”

ลิขิต เข้ามารับตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของเจเอสพี ในช่วงที่ใครๆ ก็มองว่า เจเอสพี กำลังขาดสภาพคล่องทางการเงินแต่ในฐานะ “นักบริหาร” และ “นักลงทุน” ลิขิต มองว่านี่คือ “โอกาส” และ “ความท้าท้าย” ของตนเอง

“ผมศึกษาทุกอย่าง ทั้งความเป็นไปได้ และความเสี่ยง หากเป็นนักลงทุนอย่างเดียวคงคิดแค่ลงทุนแล้วต้องได้กำไร แต่ผมไม่ใช่แค่นักลงทุน ผมเป็นนักบริหารด้วย ดังนั้นผมจึงมองเห็นโอกาส และกล้าตัดสินใจลงทุน เพราะเจเอสพีมีจุดแข็ง จุดเด่นหลายอย่าง แต่ที่ผ่านมาอาจมีจังหวะที่ก้าวพลาดไปบ้างทำให้ติดอยู่ในภาวะความเสี่ยง สิ่งที่ผมเข้ามาทำอย่างแรกคือ บริหารจัดการความเสี่ยงให้ลดลงและหมดไป เรียกความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้นด้วยการที่ทำให้เจเอสพีมี Income มีความเข้มแข็งในการบริหารให้เร็วที่สุด

เจเอสพีเป็นเหมือนเพชรที่ได้รับการเจียรไนแล้ว แต่บังเอิญว่าปื้อนฝุ่น ผมก็จับมาปัดฝุ่นทำความสะอาดเพื่อให้เพชรประกายแสงแค่นั้นเองผมมองว่าบริษัทมีแนวทางการสร้างรายรับ 3 แนวทางคือ สร้างทรัพย์ สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อขาย,ซื้อขายทรัพย์ นำที่ดินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เป็นเวลา 2 ปีมาขายเพื่อให้ได้ Incomeและพัฒนาทรัพย์ โดยนำพื้นที่เช่ามาพัฒนาเป็นตลาดมีการนำผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดมาบริหารในส่วนนี้ โดยกลยุทธ์ของเจเอสพีมุ่งมั่นพัฒนาโครงการบ้านแนวราบในกลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งเจเอสพีมีโครงการที่อยู่อาศัยติดกับถนนใหญ่ ไม่ต้องเข้าซอย มีการเดินทางสะดวกในจุดเชื่อมต่อต่างๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตปริมณฑล วัสดุการก่อสร้างมีการใช้วัสดุแบบพรีเมี่ยมเทียบเท่าแบรนด์ไฮแอนด์ มีการออกแบบให้ตัวบ้านเป็นแบบ Space Plus โดยชั้นบนมีความสูงถึง 3 เมตร   ทำให้มีความโปร่งโล่ง ไม่อึดอัด ซึ่งปกติเป็นฟังก์ชั่นของบ้านราคาแพง แต่ราคาเราไม่สูงเท่าแบรนด์อื่น พร้อมคุณภาพเหนือกว่าราคา มีการดูแลที่ดี และจากนี้โครงการเราจะเพิ่มฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการดูแลลูกบ้านมากขึ้น อย่าง J Care และ I style tech โดยมุ่งมั่นให้บริการพร้อมส่งมอบความสุขต่างๆ ให้กับลูกบ้าน ทั้งเรื่องแจ้งซ่อม ดูแลระบบรักษาความปลอดภัย และให้บริการในเวลาอันรวดเร็วทันใจ เพื่อแสดงถึงความใส่ใจดูแลเสมือนครอบครัวเดียวกัน”

 

การบริหารจัดการภายในองค์กร เป็นสิ่งที่ ซีอีโอ เจเอสพี คนนี้ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เช่นกัน ซึ่ง “พรหมวิหาร 4” เป็นกลยุทธ์การบริหารคนที่มีประสิทธิภาพที่สุดในทุกธุรกิจ

“เจเอสพีมีบุคลากรที่มีความสามารถ แต่อาจจะไม่ชัดเจนในบางจุด ในฐานะผู้บริหาร ผมต้องวิเคราะห์วางนโยบาย ปรับโครงสร้างเลือกคนให้ถูกกับงาน ต้องให้โอกาสในการทำงาน และต้องฟังคนที่ทำงาน เช่น ฝ่ายการตลาด การขาย เขาได้พบกับลูกค้าเขาจะรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร ในขณะที่เรานั่งอยู่ในระดับบริหาร วางนโยบายไปโดยไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ระดับปฏิบัติการมันไม่มีทางไปได้รอด และหลายๆ ครั้งที่เกิดปัญหาในการทำงานเราก็ต้องกลับมามองตัวเองด้วยว่าเราใช้คนถูกกับงานหรือเปล่า อย่ามองว่าเขาผิด ถ้าเราใช้คนไม่ถูกกับงานอันนั้นคือความบกพร่องของเราเอง ต้องช่วยกันแก้ไข ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือหลักพระพุทธศาสนาในการบริหารคนต้องมี เมตตา กรุณา มุทิตาอุเบกขา พูดง่ายๆ คือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ผมเชื่อว่าด้วยหลักนี้ทำให้เราเดินไปสู่จุดหมายร่วมกันได้อย่างดี”

ในการทำธุรกิจหรือการใช้ชีวิตก็ตาม ในหลายครั้งทุกคนก็ต้องเจอบททดสอบที่เรียกว่า “ปัญหาอุปสรรค” ซึ่ง ซีอีโอ เจเอสพี บอกว่า มองให้ออกและอย่าดันทุรังเท่านั้นเอง

“คนอื่นอาจมองว่าปัญหาและอุปสรรคคือสิ่งเดียวกัน แต่สำหรับผมมันคือคนละเรื่อง เราต้องแยกให้ออกมามันคือปัญหา หรืออุปสรรค ต้องรู้จักที่จะหยุดมองให้เห็นข้อเท็จจริง ถ้าเกิดเป็นปัญหา ก็ต้องหาทางแก้ไข จัดลำดับความสำคัญของปัญหา ถ้าทำแล้วปัญหายังมีอยู่ ก็หยุดดูใหม่ หาทางแก้ใหม่ ถ้ามันเป็นอุปสรรคทำให้ไปต่อไม่ได้บางครั้งเราต้องถอย ต้องเลี่ยง ไม่ใช่ดันทุรัง เพราะการมุทะลุไปในทางที่ไม่เห็นผลย่อมไม่เกิดผลดีใดๆ บางทีกับบางสิ่งบางอย่างมันมีเวลาของมัน เราก็ต้องรู้จักการรอคอยบ้าง แล้วผลสำเร็จก็จะตามมาในที่สุด”

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า ผู้บริหารพันล้านคนนี้ มีวิถีชีวิตแบบ “ติดดิน” สุดๆ เพราะนอกเหนือจากงาน เวลาทั้งหมดของเขาหมดไปกับ “ครอบครัว”

“วันหยุด วันว่างพาภรรยาและลูกไปเที่ยวช้อปปิ้ง กินข้าว ดูหนัง กันสามคนตลอด ถ้าวันว่างมากหน่อยก็ขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด ผมชอบธรรมชาติและชอบความเร็ว จึงชอบขับรถไปเที่ยวเองตามต่างจังหวัด ไปอยู่กับธรรมชาติ ต้นไม้เขียวๆ อากาศบริสุทธิ์ เพราะชีวิตประจำวันทำงานเจอรถติด เจอความวุ่นวายมากแล้ว ผมจึงเลือกพักผ่อนกับครอบครัวมากกว่า แต่พยายามหาเวลาไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันปีละครั้งสองครั้ง ผมชอบไปประเทศที่ไม่ค่อยมีใครไป เพราะผมอยากเห็นอะไรที่แตกต่าง เป็นการเรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมที่หลากหลาย ที่สำคัญคือไม่วุ่นวายดีซึ่งผมโชคดีว่า ทั้งภรรยา และลูกชาย ก็ชอบไลฟ์สไตล์แบบนี้ ทำให้เรามีความสุขร่วมกัน

เคยมีผู้ใหญ่ถามผมตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ว่า ในชีวิตนี้อยากได้อะไร ผมตอบว่า ผมอยากได้ 2 อย่าง เป็นสิ่งที่คนจนและคนรวยอยากได้ คนจนอยากได้ ‘เงิน’ คนรวยอยากได้ ‘เวลา’ บางคนทำงานหาเงิน พอวันที่มีเงินมันก็ไม่มีเวลา สำหรับผมจึงต้องบริหารทั้งสองอย่างให้ลงตัว ไม่ใช่เพื่อตัวเองแต่เพื่อคนที่เรารักครับ”

เป็นทั้ง Business Man และ Family Man ที่แท้ทรูจริงๆ ค่

บี มาย เกสท์ : ‘ชนิสรา ชำรัมย์’สร้างทุกสิ่งด้วยสมองและสองมือ

Published December 9, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/353191

บี มาย เกสท์ : ‘ชนิสรา ชำรัมย์’สร้างทุกสิ่งด้วยสมองและสองมือ

บี มาย เกสท์ : ‘ชนิสรา ชำรัมย์’สร้างทุกสิ่งด้วยสมองและสองมือ

วันจันทร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เป็นผู้หญิงรุ่นใหม่ที่กระโดดเข้ามาสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ ภายใต้
แบรนด์ ชนิส (CHANIS) ตาล-ชนิสรา ชำรัมย์ วัย 35 ปี จากเด็กสาวเมืองบุรีรัมย์ที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ด้วยการลงมือทำที่เริ่มจากศูนย์ ค่อยๆ เรียนรู้สั่งสมประสบการณ์เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต

ชนิสรา เป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวเล็กๆที่มีพ่อรับราชการครู ส่วนแม่ทำอาชีพค้าขาย หลังจากเรียนจบมัธยมปลาย เธอตัดสินใจมาศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่กรุงเทพมหานคร เมื่อจบปริญญาตรีก็เข้าสู่ชีวิตวัยทำงานอย่างเต็มตัวด้วยการเป็นลูกจ้าง

“ตำแหน่งที่ทำเป็นเลขานุการผู้บริหาร บริษัทขนาดใหญ่ ด้วยตำแหน่งและเงินเดือนก็ดีในระดับหนึ่ง มันเป็นรายได้ประจำที่แน่นอน ถ้าเราไม่ฟุ้งเฟ้อก็อยู่ได้ แต่ตาลคิดเสมอว่าเราอยากมีอิสระ อยากเป็นนายตัวเอง และชอบอะไรที่ท้าทาย ซึ่งการ
เป็นลูกจ้างมันไม่ตอบโจทย์ ทำงานประจำได้ 2 ปีก็ลาออกเป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่อยากให้กลับไปอยู่บ้านที่บุรีรัมย์พอดี ตาลก็เลยกลับบ้านแล้วชิมลางการทำธุรกิจด้วยการเปิดร้านอาหารเล็กๆ ทำไปได้สักพักก็รู้สึกว่าเราอยากทำธุรกิจส่วนตัวจริงๆ ก็เลยลงเรียนปริญญาโทด้านการตลาด เพื่อนำความรู้มาใช้ในการทำธุรกิจ”

ธุรกิจร้านอาหารกำลังไปได้สวย แต่ก็มีความท้าทายสิ่งใหม่เข้ามาหา เมื่อเพื่อนของเธอชวนไปทำธุรกิจเปิดร้านสปา ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเธอก็ไม่ปฏิเสธที่จะลองทำในสิ่งใหม่ๆ

“ชลบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยว ร้านสปาก็ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีทำให้ร้านไปได้สวย แต่ด้วยการที่มีหุ้นส่วน 3 คน ซึ่งแต่ละคนก็มีธุรกิจหลัก มีงานประจำเป็นของตัวเอง ทำให้มีเวลาเข้ามาดูแลร้านไม่เพียงพอ ในที่สุดพวกเราก็ตัดสินใจว่าปิดร้านเพื่อไปโฟกัสเรื่องหลักของแต่ละคนดีกว่า ซึ่งตรงนี้ก็เป็นบทเรียนให้ตาลเหมือนกันว่าถ้าเราจะทำอะไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่เราต้องมีเวลาที่จะทุ่มเทให้กับสิ่งๆ นั้น ในฐานะเจ้าของธุรกิจเราจะมองว่าเรามีลูกจ้างทำงานให้ไม่พอ”

แม้จะต้องเลิกธุรกิจสปาไปในขณะที่สามารถทำกำไรได้อย่างงดงาม แต่ก็ทำให้ ชนิสรา ได้ไอเดียในการทำธุรกิจใหม่
คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ ภายใต้แบรนด์ ชนิส (CHANIS)

“ธุรกิจสปา ลูกค้าคือคนที่รักสวยรักงาม เราก็จะได้เจอลูกค้าที่มีปัญหาบ่นเรื่องรูปร่างบ้าง ผิวพรรณไม่สดใส ตัวตาลเองก็เป็นคนที่ดูแลผิวพรรณและรูปร่างตัวเองมากพอสมควร ก็จะมีลูกค้า คนใกล้ชิดที่มาถามเรื่องเคล็ดลับการดูแลตัวเอง พอไม่ได้ทำธุรกิจสปา ตาลก็มองเห็นว่าเราต่อยอดจากตรงนั้นได้ เพราะทำธุรกิจสปาเราก็ต้องหาผลิตภัณฑ์สปามาให้บริการลูกค้า ทำให้เรารู้ว่าอะไรดี ไม่ดี อะไรที่จะช่วยดูแลลูกค้าอย่างได้ผลดีที่สุดจึงเป็นที่มาของแบรนด์ชนิสค่ะ”

แต่อย่างที่เห็นตามสื่อต่างๆ ว่ามีแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อการดูแลรูปร่างและผิวพรรณมีอยู่จนล้นตลาด และยังมีกระแสในแง่ลบเกิดขึ้นมากมาย แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะไม่ลงมือทำ

“แบรนด์ชนิส ไม่ได้ทำตามกระแส แต่มันเกิดจากตัวเราเองเป็นหลัก ตาลมองว่าถ้าเราทำตามกระแส เราก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้น ตาลจึงสร้างแบรนด์ด้วยการใช้ความซื่อสัตย์จริงใจต่อผู้บริโภคเป็นอันดับหนึ่ง สูตร วัตถุดิบต่างๆที่นำมาใช้ ตาลได้คัดสรรมาอย่างดี โดยเฉพาะโรงงานผลิต เป็นโรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีมาตรฐานการผลิตรับรอง ผลิตภัณฑ์แบรนด์ชนิส มีการขออนุญาตผลิตและจำหน่ายอย่างถูกต้อง ก่อนที่ตาลจะทำตลาด เราทดลองใช้ด้วยตัวเองรวมทั้งให้เพื่อนคนใกล้ชิดได้ทดลองเพื่อพิสูจน์คุณภาพผลิตภัณฑ์ ความพึงพอใจของลูกค้า จนมั่นใจจึงได้วางจำหน่าย และยังมีการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์อยู่เป็นระยะๆ เพื่อความมั่นใจ เพราะปัจจุบันสื่อไปเร็วมาก แม้แต่ตัวแทนจำหน่ายเองไม่ใช่ว่าใครก็ได้ เพราะตาลมีการคัดตัวแทนจำหน่ายที่เข้าใจในแบรนด์อย่างแท้จริง เพื่อที่จะสื่อสารข้อมูลไปยังผู้บริโภคได้อย่างถูกต้อง”

แบรนด์ชนิส เพิ่งเปิดตัวได้ปีกว่า แต่ก็นับว่าเป็นการเริ่มต้นด้วยแนวโน้มที่ดี แต่หนทางของการทำธุรกิจยังมีอะไรอีกมากให้พบเจอ ซึ่งเธอก็พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า

“ตาลเป็นเด็กอีสานคนหนึ่ง พ่อแม่ไม่มีสมบัติอะไรให้นอกจากการศึกษา และอบรมสั่งสอนให้เราเป็นคนดี สิ่งที่เหลือคือ ต้องขวนขวายด้วยตัวเอง ตาลไม่ใช่คนที่มีความฝันแล้วได้แต่นั่งมองความสำเร็จของคนอื่น แต่ตาลเลือกที่จะลงมือทำเริ่มจากศูนย์เพื่อเดินไปให้ถึงสิบถึงร้อย ตาลรู้ว่ายังจะต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก ในการทำธุรกิจมันอาจจะมีที่เราตัดสินใจถูกและผิดพลาดบ้าง ไม่ว่าจะผิดหรือถูกมันคือบทเรียนให้เราก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง

ตาลไม่ได้หวังว่าทำธุรกิจเพื่อให้กลายเป็นมหาเศรษฐีในอีกสิบปีข้างหน้า แต่ตาลต้องการสร้างความมั่นคงให้กับตนเอง ให้กับคนที่เรารัก บนพื้นฐานของความพอเพียง ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และมีโอกาสที่จะแบ่งปันให้กับสังคม ซึ่งตาลไม่เคยกำหนดว่าการประสบความสำเร็จจะต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง แต่ถ้ามีอะไรที่ท้าทายความสามารถของเราก็พร้อมที่จะเรียนรู้และลงมือทำ เหมือนกับการสร้างแบรนด์ชนิสที่เป็นสิ่งท้าทายความสามารถของตาลตอนนี้ค่ะ”

“ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน” เป็นคำพูดเปรียบเปรยที่ตรงกับเธอคนนี้อย่างแท้จริง นับเป็นตัวอย่างผู้หญิงแกร่งที่มีความคิดบวก หวังว่าเรื่องราวของเธอคงจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคน

บี มาย เกสท์ : ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์ ปรับโฉม‘จัสมิน’ร้านเพชรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้

Published November 19, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/351734

บี มาย เกสท์ : ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์  ปรับโฉม‘จัสมิน’ร้านเพชรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้

บี มาย เกสท์ : ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์ ปรับโฉม‘จัสมิน’ร้านเพชรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้

วันจันทร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การสืบทอดธุรกิจครอบครัว ไม่เพียงแค่ดำรงให้ธุรกิจที่คนรุ่นแรกทำไว้ให้ดำเนินต่อไปได้ แต่ยังต้องพัฒนาให้ก้าวหน้ากว่าเดิม ดังเช่นร้านเพชรชื่อดัง “จัสมิน” ที่อยู่คู่โรงแรมดุสิตธานีมาเกือบครึ่งทศวรรษ วันนี้มีทายาทรุ่นลูกนำโดย ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์ นั่งเก้าอี้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จัสมิน จิวเวลรี่ กรุ๊ป จำกัด เข้ามาสานต่อแบรนด์จัสมิน พร้อมกับภาพลักษณ์ใหม่ “ร้านเพชรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้”

“คุณพ่อเปิดร้านจิวเวลรี่ชื่อจัสมินแห่งแรกที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ถ้าย้อนไปสมัยนั้นแน่นอนว่ากลุ่มลูกค้าก็คือผู้มีอันจะกิน แต่เมื่อผมเข้ามา ผมมองว่ากลุ่มหนุ่มสาวที่เข้าสู่วัยทำงานแล้ว และต้องการมีเครื่องประดับดีๆ สักชิ้น เป็นกลุ่มที่น่าสนใจและมีฐานที่กว้างกว่า เราจึงขยายตลาดไปกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายที่เข้าสู่วัยทำงาน แต่พอพูดถึงร้านเพชรทุกคนจะนึกถึงความหรูหรา อลังการ วิบวับไปหมด ผมก็ปรับเรื่องภาพลักษณ์ใหม่ให้มีความเรียบง่าย ให้ความรู้สึกจริงใจ ตรงๆ เหมือนกับบุคลิกของผม เข้ามาในร้านไม่ต้องเกร็ง เข้ามาดูยังไม่ซื้อไม่เป็นไรเราไม่กดดันลูกค้า เครื่องประดับของเราก็มีราคาตั้งแต่หมื่นต้นๆ เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้ารุ่นเล็ก โดยไปเปิดร้านแรกที่ ดิ เอ็มโพเรียมซึ่งตรงกับกลุ่มเป้าหมายของเรา”

กลุ่มลูกค้าแม้จะเป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่ด้วยช่วงอายุและสถานะทางสังคม ก็ทำให้การเลือกซื้อเครื่องประดับแตกต่างกัน ซึ่ง CEO แบรนด์เครื่องประดับ จัสมิน บอกถึงรสนิยมลูกค้าของตนเองว่า

“กลุ่มลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นตอนปลายหรือเพิ่งเริ่มทำงานและยังโสด อายุประมาณ 25-30 ปี จะชอบดีไซน์ที่เรียบๆ ไม่หรูหรามากนัก สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ซื้อเพื่อเป็นของขวัญความสำเร็จ เสริมบุคลิกภาพของตนเอง หรือถ้าแต่งงานแล้วก็จะชอบอะไรที่ชิ้นใหญ่ขึ้นมาอีกนิด ส่วนกลุ่มวัยผู้ใหญ่ 50 อัพ แน่นอนว่าเป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงมาก ก็จะชอบดีไซน์ที่มีความหรูหรามากขึ้น ซึ่งเราก็มีสินค้าครอบคลุมทุกกลุ่ม รวมไปถึงจิวเวลรี่สำหรับหนุ่มๆ ที่จัสมินก็มีบริการ”

จัสมิน ไม่ใช่แค่ร้านจำหน่ายเครื่องประดับเท่านั้น แต่ยังเป็นแบรนด์ที่ให้บริการครบวงจร ตั้งแต่การรับออกแบบ ผลิต
ดูแลรักษา ซึ่งมีทีมออกแบบและช่างฝีมือมากประสบการณ์ที่สำคัญยังมีวัตถุดิบอย่างอัญมณีต่างๆ ทั้ง เพชร พลอย นำเข้ามาแบบครบครันทีเดียว

“จัสมิน มีทั้งเพชร พลอยต่างๆ ไว้ให้ลูกค้าเลือกได้ตามความต้องการ เรานำเข้ามาเอง เวลาที่ลูกค้าสั่งทำ จึงไม่ต้องรอนาน อย่างมากก็ประมาณ 3 สัปดาห์ นอกจากว่าลูกค้าต้องการเพชร พลอยที่พิเศษมากจริงๆ ก็ต้องใช้เวลาในการจัดหา
เคยมีเคสเร่งด่วน อยากจะเซอร์ไพรส์ขอแฟนสาวแต่งงาน อยากได้แหวนเพชร มีเวลาให้เรา 2 วัน ผมก็ทำให้ เพราะมันหมายถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อเรา หน้าที่ของเราคือทำให้สุดฝีมืออีกหนึ่งบริการที่ทำให้จัสมินได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าคือ การดูแลหลังการขาย ไม่ว่างานซ่อม ทำความสะอาด งานรีดีไซน์ แม้จะไม่ได้ซื้อจากร้านเราก็ตามเราก็รับไม่เกี่ยง ทำให้เราได้ใจและได้ลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น”

การอยู่ในธุรกิจนี้เป็นเรื่องของ “งานบริการ” ที่ต้องทำด้วย “ความสุข” ของผู้ให้บริการเป็นสำคัญ เพราะถ้าผู้ให้บริการไม่มีความสุข ลูกค้าผู้รับบริการก็คงไม่ความสุขเช่นกัน

“ในการขายจิวเวลรี่ ผมไม่ได้มองว่าเป็นสินค้าที่ซื้อมาขายไป ดังนั้น เครื่องประดับทุกชิ้นที่อยู่ในร้าน ผมก็ใช้ตัวเองเป็นมาตรวัด คือจิวเวลรี่ทุกชิ้น ผมมองแล้ว ผมต้องมีความสุขกับการได้เห็นเขาในทุกๆ วันก่อน เพราะผมมองแล้วผมยังไม่ชอบ ไม่อยากมอง แล้วลูกค้าจะมองไหม จะมีใครอยากซื้อหรือเปล่า ผมไม่ต้องการขายสินค้าแบบยัดเยียด หรือเพียงแต่ขอให้ขายได้เพราะผมเชื่อว่าลูกค้าจะสัมผัสได้ สิ่งที่ผมขายไม่ใช่แค่จิวเวลรี่ แต่ผมขายความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ทุกสิ่งไม่ว่าจะเพชร พลอย การออกแบบ การผลิต เราคัดสรร เราตั้งใจ เพื่อความพึงพอใจของลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่ง และคำชม รอยยิ้ม ความพึงพอใจจากลูกค้า ก็คือ ความสุขของผมที่อยู่ในธุรกิจนี้”

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า จัสมิน ดำเนินธุรกิจโดยรุ่นที่สอง ซึ่งมี ภาณุวัฒน์ ในฐานะลูกชายคนโตนั่งเก้าอี้ ประธานกรรมการบริหาร เขาบอกถึงเคล็ดลับการทำธุรกิจครอบครัวที่หลายๆ คนมองว่าคงง่ายต่อการบริหารงาน

“ตอนที่ตัดสินใจจะมาสานต่อแบรนด์จัสมิน ผมคุยกับน้องๆ อีก 3 คนแล้วว่าจะมาช่วยกันสืบทอดสิ่งที่พ่อแม่สร้างไว้หรือเปล่า เมื่อทุกคนตกลงพร้อมใจกัน มันคือทีมเวิร์ก ถามว่าง่ายไหม ก็ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเช่นกัน สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจครอบครัว คือการแบ่งหน้าที่ แบ่งงานกันอย่างชัดเจน และแยกบทบาทความเป็นพี่น้องให้ห่างจากงานให้ได้มากที่สุด อยู่บ้านเราคือพี่น้อง แต่ถ้าทำงานเราต้องวางคำว่าพี่น้องไว้ที่บ้านนะ ถึงแม้มันจะแยกกันได้ยาก แต่อย่างน้อยๆ 80% ถ้าเอาพี่น้องมาใช้ในที่ทำงาน เวลาที่มีปัญหามันจะเต็มไปด้วยอารมณ์ ซึ่งการทำธุรกิจมันต้องมีเหตุมีผลมาคุยกัน อาจจะมีความเห็นที่ไม่ตรงกันบ้างแต่ท้ายที่สุด ผลที่ออกมาเราต้องคำนึงถึงลูกค้ามากที่สุด ระหว่างทางเราอาจจะถกเถียงกันแต่ท้ายที่สุดถ้าลูกค้าแฮปปี้เราก็จบ”

เป็นที่รู้กันดีว่า โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ กำลังจะหยุดให้บริการในเร็วๆ นี้ ภาณุวัฒน์ จึงมีแผนรองรับในการขยายสาขาเพิ่มเติม นอกจาก จัสมิน สาขาดิ เอ็มโพเรียม แล้ว ในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ สาขาใหม่ล่าสุด โรงแรมอนันตรา สยาม จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ และไม่ใช่แค่เพียงสองสาขานี้ เพราะอนาคตเราจะได้เห็นเคาน์เตอร์แบรนด์ จัสมิน ในห้างสรรพสินค้า และโรงแรมหรูห้าดาว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ร้านเพชรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้” อีกหลายสาขาทีเดียว

บี มาย เกสท์ : วรลักษณ์ บางประเสริฐ เริ่มต้นจากศูนย์สู่ประสบการณ์เต็มร้อย

Published November 8, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/348918

บี มาย เกสท์ : วรลักษณ์ บางประเสริฐ เริ่มต้นจากศูนย์สู่ประสบการณ์เต็มร้อย

บี มาย เกสท์ : วรลักษณ์ บางประเสริฐ เริ่มต้นจากศูนย์สู่ประสบการณ์เต็มร้อย

วันจันทร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เรียกได้ว่าเป็นเจ้าแม่เซี่ยงไฮ้ได้เลยทีเดียว สำหรับสาวมาดเท่ ที่ดูเก๋และเปรี้ยวมาก ด้วยบุคลิกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ แลดูเป็นเวิร์กกิ้งวูแมนสุดโต่ง ที่มีความจริงจังและลงทุกดีเทลของการทำงาน แต่ภายใต้สิ่งเหล่านั้น เราสัมผัสกับตัวตนที่อ่อนโยนและสนุกสนานไปกับการทำงานของเธอ วรลักษณ์ บางประเสริฐ จากอดีตพนักงานบริการลูกค้าธนาคารดีเด่นธรรมดาๆ คนหนึ่ง ก้าวสู่การเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบูติคโฮเตลสุดหรูในเครือบุราส่าหรีกรุ๊ป

วรลักษณ์ เล่าถึงการมาทำงานร่วมกับบุราส่าหรีกรุ๊ปนั้นเริ่มต้นจากได้รับการติดต่อจากหัวหน้าเก่าว่า บุราส่าหรีกรุ๊ป ต้องการคนมาทำงานฝ่ายจัดซื้อที่โรงแรมบุราส่าหรีที่ภูเก็ต แม้จะไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้ แต่เมื่อโอกาสมาถึง เธอก็ไม่ปล่อยให้หลุดมือไป

“พอเรียนจบ ก็ทำงานธนาคาร เป็นพนักงานให้บริการลูกค้าหน้าเคาน์เตอร์ พอแต่งงานก็ลาออกมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว จนกระทั่งลูกโตก็ได้รับการชักชวนให้ร่วมโปรเจกท์ห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ที่ภูเก็ต แต่บังเอิญว่าเกิดเหตุการณ์สึนามิเสียก่อน โปรเจกท์นั้นก็เลยชะงักไป จริงๆ เขาก็ไม่ได้เทเราหรอก แต่รู้สึกว่าเราไม่ได้ทำอะไรให้คุ้มค่าจ้าง ก็เลยตัดสินใจลาออกเอง จากนั้นไม่นานหัวหน้าเก่าที่ทำโปรเจกท์ห้างสรรพสินค้านี่แหละ มาเสนองานว่า คุณลิลลี่ (ลิลลี่ อุดมคุณธรรม กรรมการผู้จัดการบุราส่าหรีกรุ๊ป) อยากได้คนมาทำงานด้านจัดซื้อของโรงแรมบุราส่าหรี ที่ภูเก็ต พี่ก็เอ๊ะเราไม่เคยรู้จักงานแบบนี้เลย ไม่เคยทำงานเกี่ยวกับการจัดซื้อเลย เราจะทำได้เหรอหัวหน้าเก่าก็บอกว่า ไม่ยากหรอก แค่มีทักษะการเจรจาต่อรองและความซื่อสัตย์ ก็ทำได้แล้ว เราทำได้แน่นอน พี่ก็เลย เอ้า…ลองดูกันสักตั้ง”

ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อ บุราส่าหรีกรุ๊ป เธอกล้าการันตีว่าของที่ใช้ในโรงแรมบุราส่าหรีภูเก็ต ไม่มีชิ้นไหนที่เธอไม่ได้จับไม่ได้ดู และทำให้เธอค้นพบว่างานจัดซื้อเป็นงานที่ “ถูกจริต” ยิ่งนัก

“คงเป็นเพราะพี่ชอบพูดคุยติดต่อประสานงานด้วย มันก็เลยสนุกกับการได้ค้นหา คัดเลือก ได้ต่อรอง ซื้อของสวยๆ หลังจากนั้นเจ้านายก็เริ่มมอบหมายงานรีโนเวท เพื่อปรับปรุงโรงแรมต่อเนื่องเลย พี่ก็เลยขอเข้าประชุมโปรเจกท์ด้วย เพราะจะได้ทราบคอนเซ็ปต์ตั้งแต่ต้นว่าทางอินทีเรียดีไซเนอร์ต้องการอะไร วิศวกรอยากได้แบบไหน เราจะได้ไปหามาให้ถูกใจทุกฝ่าย คือของบางอย่าง อาจจะดูสวย แต่เสียบ่อย หรือลูกค้ามาใช้แล้วไม่สะดวก เราจึงมีข้อมูลไปคุยว่าชิ้นไหนที่ดี ใช้งานง่าย และทนทาน คือมันเข้าข่ายที่ว่าคนออกแบบไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ออกแบบ การร่วมประชุมทำให้เราสามารถซื้อของได้ตรงกับความต้องการของคนออกแบบ ช่างที่ติดตั้ง รวมทั้งลูกค้าหรือผู้ใช้งาน เพราะเราจะเข้าใจฟังก์ชั่นการใช้งานของสิ่งนั้นๆ ได้ดี ซึ่งได้ประโยชน์หลายทาง โรงแรมก็ประหยัดขึ้นได้ของสวยและดี ช่างก็แฮปปี้ ไม่ต้องซ่อมบำรุงบ่อย ลูกค้ามาใช้ก็ใช้งานง่าย สะดวกสบาย ก็มีความสุขในการมาพักผ่อน เราเองก็มีความสุขกับงานเพราะทำให้ทุกคนมีความสุข”

จากผลงานที่เข้าตาผู้บริหาร เธอจึงได้รับความไว้วางใจให้ดูแลงานที่พิสูจน์ความสามารถมากขึ้น นั่นคือ โปรเจกท์การรีโนเวทและงานบริหาร โรงแรมบุราส่าหรี เฮอริเทจ หลวงพระบาง ซึ่งเป็นการสร้างสมประสบการณ์งานบริหารโรงแรมให้กับเธอเป็นอย่างดี

“มีแต่คนบอกว่า หลวงพระบาง เป็นเมืองปราบเซียน เพราะด้วยวัฒนธรรมที่สโลว์ไลฟ์มาก และย้อนกลับไป 5-6 ปีก่อน โรงแรมระดับ 5 ดาว ในหลวงพระบางไม่มีเลย อีกทั้งคนท้องถิ่นเขาก็ไม่ค่อยอยากทำงานโรงแรม เพราะมันต้องอยู่ในกฎระเบียบของโรงแรมซึ่งเขาจะกลัวกันมาก ทำให้ยากในการบริหาร ไปอยู่ใหม่ๆ เจอแบบว่าอยากจะหยุดก็หยุด ไม่มีส่งใบลาล่วงหน้า พี่เองก็ต้องปรับตัว เพราะโรงแรมต้องเปิดให้บริการทุกวัน ใช้วิธีการค่อยๆ สอน ทำให้เขารู้ว่าทุกคนทุกตำแหน่งในโรงแรมมีความสำคัญหมด ถ้าใครไม่มาคนหนึ่งอาจทำให้การบริการแขกไม่ทันท่วงที อะไรทำนองนี้ ให้มีการวางแผน สอนให้เขาทำงานแบบมืออาชีพให้ได้ ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานในการให้เขาปรับตัวเข้ากับกฎระเบียบที่เขาเกรง และสามารถอยู่กับกฎระเบียบได้อย่างมีความสุขทุกคน จนรู้สึกภูมิใจว่า โรงแรมเรากลายเป็นโรงแรมที่มีการ turn over ต่ำสุดในหลวงพระบาง และพนักงานเรามากกว่าครึ่งที่อยู่กับเราตั้งแต่เปิดจนถึงปัจจุบัน หลักสำคัญคือ ทำให้เห็น เราจะเป็นหัวหน้าที่ทำงานแทนลูกน้องได้ทุกฟังก์ชั่น เหนื่อยก็เหนื่อยด้วยกัน กินพร้อมกัน พักพร้อมกัน เขาคงจะรู้สึกเหมือนเราเป็นพี่ เกรงใจพี่ ไม่อยากให้พี่เหนื่อย ก็จะช่วยกันเป็นทีมเวิร์กที่เหนียวแน่น”

เมื่อโรงแรมบุราส่าหรี เฮอริเทจ หลวงพระบาง เข้าที่เข้าทางทุกอย่างสามารถดำเนินการได้ไปตามระบบที่วางไว้ เธอก็ได้รับการโปรโมทให้เป็นผู้จัดการโรงแรมเซี่ยงไฮ้แมนชั่น ซึ่งตั้งอยู่ที่ย่านเยาวราช กรุงเทพมหานคร ทันที ควบคู่กับเก้าอี้ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อบุราส่าหรีกรุ๊ป

“ความสนุกของฝ่ายจัดซื้อ บุหราส่าหรีกรุ๊ป ก็คือเอกลักษณ์ของโรงแรมในเครือแต่ละแห่งจะออกแบบตกแต่งตามภูมิประเทศและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่โรงแรมเราตั้งอยู่ ดังนั้น บุราส่าหรี ภูเก็ต หลวงพระบาง จนมาถึงเซี่ยงไฮ้แมนชั่น เยาวราช ของใช้ของตกแต่งโรงแรม มันจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้พี่ต้องศึกษาถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นด้วย อย่างที่เซี่ยงไฮ้แมนชั่น เป็นอะไรที่สนุกมากจริงๆ เพราะได้ช็อปของจีนแนววินเทจ ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์โรงแรม แล้วก็ต้องมารับบทบาทผู้จัดการทั่วไปของเซี่ยงไฮ้แมนชั่นด้วย พี่ก็ใช้ประสบการณ์ที่หลวงพระบางมาใช้ นั่นคือการทำงานแบบทีมเวิร์ก สร้างแรงจูงใจทางบวก ดูแล อบรม แต่ละคนให้สามารถทำงานแบบมัลติฟังก์ชั่นเหมือนเราให้ได้ ไม่ใช่ทำแค่หน้าที่ตัวเองแล้วจบ น้องๆ มักจะบอกว่า เราเป็น GM ที่ทุกคนเข้าถึงได้ เราอยู่กันแบบครอบครัว โรงแรมหรือที่ทำงานก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนบ้าน เพราะเราใช้เวลาในที่ทำงานมากเกือบเท่ากับที่บ้าน เมื่อเราให้ใจเขา เขาก็เทใจให้เรากลับมา”

กว่า 10 ปี บนเส้นทางสายงานโรงแรม ที่เริ่มต้นจาก “ศูนย์” จนก้าวสู่ตำแหน่ง ผู้จัดการโรงแรมเซี่ยงไฮ้แมนชั่น และผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อ บุราส่าหรีกรุ๊ป พิสูจน์แล้วว่าความมุ่งมั่นตั้งใจเรียนรู้ จนก่อเกิดเป็น “ประสบการณ์” ที่พร้อมจะส่งต่อเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับ บุราส่าหรีกรุ๊ป

“พี่เชื่อว่าในการทำงาน ยิ่งทำมาก ยิ่งได้มาก ประสบการณ์เป็นสิ่งที่สอนกันไม่ได้ และหาซื้อไม่ได้ตามท้องตลาด แต่มันเกิดจากการลงมือทำเท่านั้น จึงจะได้กลับมา และประสบการณ์การทำงานที่เกิดขึ้นก็ไม่มีใครเอาไปจากเราได้แต่พี่ตั้งใจจะใช้ประสบการณ์นี้สอนให้น้องๆ ได้เอาไปใช้ต่อได้ เพราะประสบการณ์การทำงานและการใช้ชีวิตจะทำให้เราเติบโตขึ้นไปในทางที่เราต้องการได้ค่ะ”

บี มาย เกสท์ : ณรงค์ชัย อัศวกุล ‘ซื่อสัตย์’ เป็นที่ตั้ง สืบทอด ‘ANANT by KhunAnant’

Published October 30, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/342848

บี มาย เกสท์ : ณรงค์ชัย อัศวกุล  ‘ซื่อสัตย์’ เป็นที่ตั้ง สืบทอด ‘ANANT by KhunAnant’

บี มาย เกสท์ : ณรงค์ชัย อัศวกุล ‘ซื่อสัตย์’ เป็นที่ตั้ง สืบทอด ‘ANANT by KhunAnant’

วันจันทร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพราะ “ลูกไม้หล่นใต้ต้น” แม้จะมีหนทางเดินเป็นของตนเอง แต่ท้ายที่สุดอดีตนักออกแบบภายใน ณรงค์ชัย อัศวกุล ก็เลือกที่จะกลับมาสานต่อธุรกิจผลิตเครื่องประดับเพชรและทองของครอบครัว โดยรับหน้าที่เป็น “ดีไซเนอร์” มุ่งเน้นการออกแบบที่สืบสานงานช่างทองโบราณมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า จากร้านเล็กๆ ในย่านบ้านหม้อ สู่การสร้างแบรนด์ ANANT by KhunAnant (อนันต์ บาย คุณอนันต์) ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าระดับ A-List ของเมืองไทยรวมถึงลูกค้าต่างชาติมานานเกือบ 20 ปี

ณรงค์ชัย ดีไซเนอร์เครื่องประดับและผู้บริหารแบรนด์ ANANT by KhunAnant เล่าว่า ครอบครัวของเขามีบรรพบุรุษเป็นช่างทำทองและตัวเรือนเครื่องประดับย้อนไปถึงสมัยรัชกาลที่ 7 สืบทอดต่อๆ กันมาจนถึงรุ่นคุณพ่ออนันต์ โดยมีโรงงานเล็กๆ ที่บ้านหม้อ ไม่มีชื่อร้าน นอกจากรับทำตัวเรือนตามแต่ลูกค้าทั่วไปสั่งแล้ว ก็ยังผลิตเครื่องประดับส่งให้กับแบรนด์เครื่องประดับทั้งในและต่างประเทศ

“คุณพ่อมีลูก 6 คน ตอนนั้นมีพี่สาวคนโตเป็นคนดูแลช่วยงานคุณพ่ออยู่ จนกระทั่งเขาแต่งงานย้ายตามสามีไปอยู่เชียงใหม่ คุณพ่อก็เริ่มอายุมากแล้ว ท่านเปรยว่าถ้าไม่มีคนมารับช่วงต่อ ก็คงต้องเลิก พวกเราที่เหลืออีก 5 คน ก็เลยมาคุยกันว่ามันคงถึงเวลาแล้วที่จะต้องมาสานต่องานของคุณพ่อ แต่เราก็มองว่าจะทำแบบเดิมๆ คงไม่ได้จึงได้มาเปิดร้านอย่างเป็นทางการ ที่โรงแรมอินเตอร์คอนฯ และตั้งชื่อแบรนด์ว่า ANANT by KhunAnant (อนันต์ บาย คุณอนันต์) โดยที่มีผมรับหน้าที่เป็นดีไซเนอร์ พี่สาวอีก 2 คน และน้องชายช่วยดูแลลูกค้า งานบัญชี งานบริหารต่างๆ”

ไม่เพียงแค่การเติบโตมาในครอบครัวที่ทำเครื่องประดับมาตั้งแต่เด็ก มีความรู้ในวิธีการกระบวนการผลิตที่เรียกว่าเป็น “งานช่างฝีมือชั้นสูง” จากคุณพ่ออย่างถ้วนถี่แล้ว แต่เมื่อตัดสินใจจะสืบทอดธุรกิจแล้ว ณรงค์ชัย ยังไปศึกษาต่อเพิ่มเติมด้านงานเครื่องประดับจาก Graduate Jeweler Gemologist (GJG), Gemological Institute of America (GIA Carlsbad, California, USA) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลกอีกด้วย

“เป็นการเอาความรู้ที่สืบทอดกันมากับความรู้แบบตะวันตก มาผสมผสานกัน งานฝีมือแบบไทยๆ คือ ความอ่อนช้อยสวยงาม แต่ของตะวันตกมันคือ เรื่องเทคนิค แต่ก็มีตอนเรียนจบมาใหม่ๆ ก็พยายามที่จะเอากรรมวิธีการผลิตแบบตะวันตกมาใช้ แต่มันไม่เข้ากันกับงานช่างฝีมือไทย ก็ต้องปรับ เพราะทั้งศาสตร์ไทย ศาสตร์ตะวันตกก็มีข้อดีที่นำมาใช้ได้

ส่วนงานดีไซน์ของผม ผมให้ความสำคัญกับการออกแบบที่จะบ่งบอกถึงบุคลิกของลูกค้าแต่ละคน โดยแรงบันดาลใจก็มาจากสิ่งรอบตัวที่ผมได้สัมผัสในช่วงเวลานั้นๆ ผมชอบที่จะออกแบบเครื่องประดับให้สามารถสวมใส่ได้ทุกโอกาส
มีความ 2in1 คือ เช่น นอกจากจะเป็นสร้อยแล้ว ยังสามารถถอดออกมาเป็นเข็มกลัดได้ และงานออกแบบของผมต้องให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ ดูมีชีวิตชีวา ที่สำคัญคือ งานดีไซน์ต้องออกแบบมาแล้วทำให้อัญมณีที่ลูกค้านำมามีความโดดเด่น ไม่ใช่ลดทอนความสวยงามของอัญมณีไป”

เป็นระยะเวลา 18 ปีแล้ว ANANT by KhunAnant (อนันต์ บาย คุณอนันต์) เป็นที่ไว้วางใจของลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยความเข้าใจดีว่าแบรนด์นี้ผลิต “งานศิลปะ” อย่างแท้จริง จึงทำให้ลูกค้ารอได้แม้จะใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม และชื่อเสียงของ ANANT by KhunAnant (อนันต์ บาย คุณอนันต์) ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคของลูกๆ แต่เป็นเพราะ คุณพ่ออนันต์ ที่สั่งสมชื่อเสียงและส่งต่อมายังรุ่นลูก และลูกค้าเองก็เป็นกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ตายาย จนมาถึงรุ่นปัจจุบันไม่ต่างกัน

“นอกจากความประณีต การทำงานแบบช่างฝีมือชั้นสูง สิ่งที่ทำให้เราได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณพ่อปลูกฝังพวกเรามาตลอดคือ “ความซื่อสัตย์” เพราะการทำธุรกิจนี้เราสามารถหากำไรได้ง่ายมาก เช่น ตัวเรือนเราบอกลูกค้าว่าเป็นทอง 18K แต่ลูกค้าไม่มีทางรู้หรอกว่าเราผสมทองเท่าไหร่ แม้แต่อัญมณี เพชร พลอย ที่ลูกค้านำมาให้เราออกแบบ ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์แอบเปลี่ยน ลูกค้าก็ไม่มีทางรู้ ดังนั้น ถ้าเราบอกลูกค้าว่าทอง 18K ก็ต้องตามนั้น เพชรหรือพลอยที่นำมาประดับประกอบตัวเรือน ก็ต้องมีคุณภาพ มีใบรับประกัน คุณพ่อจะยึดถือเรื่องนี้มาก ทำให้เราได้รับการยอมรับมาจนทุกวันนี้ ก็เพราะความซื่อสัตย์ อย่างที่คำโบราณว่า ซื่อกินไม่หมด คดกิน
ไม่นาน”

ก็คงจะจริงดังที่เขากล่าว แม้ทุกวันนี้ANANT by KhunAnant จะไม่ได้ทำการประชาสัมพันธ์ออกสื่อใดๆ แต่ลูกค้าที่มาเข้าคิวสั่งทำเครื่องประดับก็ยาวเหยียด ไม่นับออร์เดอร์ลูกค้าร้านเพชรจากต่างประเทศ ช่างฝีมือของ อนันต์ บาย คุณอนันต์ ก็งานล้นมือทุกคน

“ทุกวันนี้ผมและพี่น้องทุกคน มีความสุขและภูมิใจที่ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของคุณพ่อในการทำงาน และเรายังจะคงยืดถือต่อไป เพราะการได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า การส่งมอบงานที่มีความสวยงาม ประณีต ลูกค้าพึงพอใจ มันคือ
กำลังใจของเรา หลายคนบอกว่าทำธุรกิจกับศิลปะเป็นไปได้ยาก แต่ผมโชคดีที่ได้ทำงานศิลปะและธุรกิจไปด้วยกันได้”

หากคุณผู้อ่านอยากได้เครื่องประดับสวยๆ จะสั่งทำ หรือไปเลือกชิ้นสำเร็จ เชิญที่ร้าน ANANT by KhunAnant (อนันต์ บาย คุณอนันต์) ชั้น Lobby (โซน Arcade) โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ราชประสงค์ รับรอง
ไม่ผิดหวังจริงๆ ค่ะ

บี มาย เกสท์ : รศ.ดร.สุนีรัตน์ ฟูกุดะ ทุ่มเทเพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อมไทย

Published October 27, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/341428

บี มาย เกสท์ : รศ.ดร.สุนีรัตน์ ฟูกุดะ  ทุ่มเทเพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อมไทย

บี มาย เกสท์ : รศ.ดร.สุนีรัตน์ ฟูกุดะ ทุ่มเทเพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อมไทย

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในขณะที่ความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมเติบโตมากขึ้นเท่าไหร่ ความต้องการใช้พลังงานก็มีมากขึ้นเท่านั้น แต่พลังงานที่เรานำมาใช้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นพลังงานที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งหลายๆ ชนิดก็เหลือน้อยลงทุกที “พลังงานทดแทนที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนกำลังโหยหารศ.ดร.สุนีรัตน์ ฟูกุดะ นับว่าเป็นหนึ่งบุคลากรคนสำคัญของประเทศที่คลุกคลีอยู่กับงานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมมาเกือบ 20 ปี ก็เป็นนักวิชาการ นักวิจัยอีกท่านหนึ่งที่มุ่งมั่นทุ่มเทในการค้นหาพลังงานทดแทนมาสู่คนไทย

รศ.ดร.สุนีรัตน์ ฟูกุดะ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เล่าถึงบทบาทหน้าที่ของสถาบันแห่งนี้ให้ฟังว่า บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ก่อตั้งมาแล้ว 20 ปี และได้ดำเนินการเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อมมาตลอด เป็นหน่วยงานที่ผลิตบัณฑิตปริญญาโทและปริญญาเอกเป็นหลักสูตรนานาชาติ มีนักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่ผ่านมา มีบัณฑิตต่างชาติจบแล้วนำความรู้เกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ได้เรียนมากลับไปทำงานยังประเทศของตัวเอง หรือนักศึกษาไทยที่จบไปแล้วก็เข้าไปทำงานกับเอกชน และภาครัฐที่เกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมาก

“อีกหนึ่งพันธกิจสำคัญนอกเหนือจากการผลิตบุคลากรด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมแล้ว สถาบันแห่งนี้ยังมีบทบาทในการทำงานวิจัยและบริการวิชาการ ทางด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม และดูในเชิงนโยบาย เพราะต่อให้มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพียงใดก็ตาม แต่นโยบายไม่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและสังคมก็คงจะไปต่อไม่ได้ ดังนั้น การนำองค์ความรู้ทั้งหมดที่มีออกไปต่อยอดให้กับสังคมและผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เขาตระหนักถึงการใช้พลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ”

สำหรับสถานการณ์พลังงานในประเทศไทย รศ.ดร.สุนีรัตน์ บอกว่า “ภาพรวมการใช้พลังงานทดแทนของประเทศไทยอยู่ในระดับดีมาก ประเทศไทยถือเป็นผู้นำของภูมิภาคอาเซียนในการนำพลังงานทดแทนมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งหลายๆ ประเทศก็ได้ยึดเอาประเทศไทยเป็นตัวอย่าง เพราะเรามีนโยบายในการสนับสนุนพลังงานทดแทนที่ดีมาก ทำให้เรามีพลังงานทดแทนในรูปของไฟฟ้า ความร้อน แล้วก็เชื้อเพลิงเหลวในภาคขนส่งเอสธานอล กับ ไบโอดีเซล”

ในฐานะที่เป็นผู้ทำงานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมมานานกว่า 15 ปี ในบรรดาพลังงานทดแทนที่สามารถหาได้ในบ้านเรา
ไม่ว่าจะพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ อีกหนึ่งพลังงานทดแทนที่ดูมีอนาคตสดใสสำหรับบ้านเรานั่นคือ “พลังงานชีวมวล” เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการทำการเกษตร สิ่งเหลือใช้หรือขยะจากภาคเกษตรจึงเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการผลิตพลังงานชีวะมวล

“แก๊สชีวมวล เป็นของเหลือจากกระบวนการเพาะปลูก โดยชีวะมวลเหล่านั้นจะมีการแปรผันตามฤดูกาล แต่ถ้าสามารถนำชีวมวลมาใช้ได้อย่างต่อเนื่องก็จะเป็นการดีแต่การรอจากภาคการเกษตรยังไม่เพียงพอ จึงมีการส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่ต้องการพลังแก๊สชีวมวล ให้ปลูกไม้โตเร็วในพื้นที่ต่างๆ หรือภายในโรงงานของตัวเอง เพื่อนำมาเสริมในการสร้างพลังงานชีวมวล แทนการรอพืชผลที่เหลือจากกระบวนการเพาะปลูกของเกษตรกรอีกทางหนึ่ง”

 

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ไม่ได้มีบทบาทหน้าที่เพียงแค่ผลิตบุคลากรด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการนำองค์ความรู้จากงานศึกษาวิจัยต่างๆ ของสถาบันไปสู่สังคมและภาคอุตสาหกรรมด้วย สถาบันจึงได้ร่วมกับ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด จัดสัมมนาระดับนานาชาติ “International Conference The Future of ASEAN’S Energy Journey E-mobility-Smart Grid-Smart City” (Former Renewable Energy Asia) ที่จะจัดขึ้นภายใน ASEAN Sustainable Energy Week 2018 ระหว่างวันที่ 6-9 มิถุนายนนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา

“งานครั้งนี้เรามุ่งหวังให้เกิดเครือข่าย และการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน เพราะเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และมีศักยภาพทางด้านพลังงานทดแทนสูง แต่ยังขาดเทคโนโลยีและความสามารถในการนำมาใช้ นอกจากการสัมมนาแล้วเรายังมีการพูดถึงการออกแบบเมืองอย่างยั่งยืนเป็นอย่างไร พลังงานในอนาคต พลังงานลมและเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ หรือแม้แต่ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ และไบโอเอนเนจี้และมีการอัพเดทเทรนด์พลังงานทดแทนโลกโดยผู้เข้าร่วมสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจได้อีกด้วย”

รศ.ดร.สุนีรัตน์ ทิ้งท้ายว่า เรื่องการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า ไม่ใช่เรื่องภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น เพราะเราทุกคนมีส่วนในการใช้พลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยกันทั้งสิ้น วันนี้จึงยังไม่สายที่เราจะลุกขึ้นมาให้ความสำคัญกับขุมพลังงานที่มีอยู่เดิม และเปิดใจรับการใช้พลังงานทดแทนใหม่ๆ ที่สามารถผลิตได้ในประเทศ อันจะนำไปสู่ความมั่นคงด้านพลังงานและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

บี มาย เกสท์ : หนุ่มหล่อ หน้าใส ‘ทศพล ไหลมา’ ชีวิตเปลี่ยนได้…ตามเป้าหมายที่ตั้ง

Published October 22, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/335829

บี มาย เกสท์ : หนุ่มหล่อ หน้าใส ‘ทศพล ไหลมา’  ชีวิตเปลี่ยนได้...ตามเป้าหมายที่ตั้ง

บี มาย เกสท์ : หนุ่มหล่อ หน้าใส ‘ทศพล ไหลมา’ ชีวิตเปลี่ยนได้…ตามเป้าหมายที่ตั้ง

วันจันทร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากจุดเริ่มต้นด้วยความรักของคุณแม่ที่ต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกชาย จึงปรุงโยเกิร์ตโฮมเมด ให้รับประทานสดใหม่ทุกวัน จากเด็กน้อยตัวเล็กๆ จึงเติบโตมาเป็นหนุ่มหล่อ หน้าใส สุขภาพดี และกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ โอม-ทศพล ไหลมา นำโยเกิร์ตสูตรคุณแม่มาแบ่งปันให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดีเช่นเดียวกับเขา ภายใต้แบรนด์ LAC Yoghurt ด้วยความเชื่อมั่นในรสชาติและคุณภาพเหมือนเช่นที่เขาได้กินโยเกิร์ตรสมือแม่ มากว่า 30 ปี

“เมื่อก่อนผมเป็นเด็กที่เรียกได้ว่าอยู่ในกรอบของที่บ้านมาตลอด เรียนดี ครูรัก เป็นเด็กดีของคุณแม่ แต่ก็เป็นเด็กตัวเล็กๆ
ที่แบบเห็นแล้วอยากแกล้ง แม่ก็กลัวว่าลูกจะไม่สูง คุณแม่ก็เลยอยากให้ผมได้โปรตีนจากนมเยอะๆ นอกจากดื่มนม ก็พยายามพลิกแพลง ทำเป็นอาหารบ้าง ขนมบ้าง แต่ที่ทำบ่อยมากคือ โยเกิร์ต คุณแม่มีสูตรที่คิดเองพัฒนาเอง ซึ่งผมก็ชอบ คือทานได้โดยไม่ต้องบังคับก็เลยทานมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต”

แม้ว่าวันนี้จะเป็นหนุ่มรูปงาม แต่ ทศพล บอกว่า กว่าจะดูดีได้ขนาดนี้ เขาต้องใช้ความมุมานะในการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างมาก

“ผมเองก็เหมือนเด็กทั่วไป โดยรวมๆ จะดูเป็นเด็กเนิร์ด ไม่เท่ ไม่โดดเด่น พอช่วงวัยรุ่นมันเลยเกิด Passion บางอย่าง คืออยากเท่ อยากมีสาวกรี๊ด อยากมีแฟนอะไรแบบนั้น จึงเริ่มออกกำลังกาย แล้วก็พัฒนาตัวเองในทุกๆ ด้าน จากเดิมที่ไม่ค่อย
กล้าแสดงออก ก็หัดพูด หัดร้องเพลง ผมจะตั้งเป้าหมายเลยว่า แต่ละปีผมจะต้องทำอะไรได้บ้าง ได้เป็นหัวหน้าห้อง ได้เป็นประธานรุ่น ได้ทำกิจกรรมโรงเรียนอะไรบ้าง แล้วก็พยายามจนได้ตามเป้าหมายตัวเองที่ตั้งไว้จริงๆ จากจุดนั้นเองที่ทำให้ผมกลายเป็นคนที่มีวินัยกับตัวเองสูงมาก การตั้งเป้าหมายแล้วทำให้ได้ตามนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผมเลย และมีความสุขกับการผลักขีดความสามารถของตัวเองไปเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น”

ไม่ใช่แค่ความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นหนุ่มหล่อ มากความสามารถ ส่วนหนึ่งก็ต้องยกความดีให้กับ สัตวแพทย์หญิงทัศนีย์ ไหลมา คุณแม่ผู้ดูแลลูกชายคนนี้มาอย่างดีโดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ผ่านโยเกิร์ต โฮมเมด รสมือแม่ ซึ่งกลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้หนุ่มคนนี้ส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นผ่านผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตคุณภาพ

“ความตั้งใจของผมคือ การนำเสนอผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตสดคุณภาพที่ดีต่อสุขภาพให้คนไทยได้รู้จัก เพราะโยเกิร์ตสด หรือ LAC ย่อมาจาก Live and Active Cultures ซึ่งใช้น้ำนมโคสด ผ่านกระบวนการหมักโดยใช้เชื้อแบคทีเรียที่ดีและไม่ผ่านความร้อนสูงหลังการหมัก ทำให้มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์และมีชีวิตอยู่เป็นจำนวนมากจึงสามารถทำงานได้ดีในระบบลำไส้ หรือที่เรียกว่า Live and Active Lactobacteria การดื่มโยเกิร์ตสด จึงดีต่อสุขภาพ และทำให้ได้ร่างกายรับประโยชน์อย่างเต็มที่”

ด้วยความมุ่งมั่น จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อเขาคิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจ เพียงระยะเวลาไม่นานเท่าไหร่ ทศพล สามารถส่ง LAC Yoghurt ให้กลายเป็นแบรนด์โยเกิร์ตในใจของคนรักสุขภาพ

“กว่าจะที่ LAC Yoghurt จะวางตลาด ผมและพาร์ตเนอร์ร่วมกันลงมือทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบโรงงานผลิตการเขียนพิมพ์เขียนเครื่องจักรผลิต การขออนุญาตจาก อย. ออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ การสร้างการรับรู้ไปยังผู้บริโภคผ่านช่องทางต่างๆ ทำอย่างไรให้คนรู้จักเรา ผมวางตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์ไว้ในกลุ่ม Premium Drinkable Yoghurt ซึ่งเราเริ่มต้นด้วยการส่งแบบเดลิเวอรี่ในปีแรก จนต่อมาได้วางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต และล่าสุด ได้วางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อชั้นนำแล้ว

การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผม เพราะบ้านเราไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน แต่ผมเชื่อว่าถึงเราไม่มีความรู้ แต่เรียนรู้ได้ การทำธุรกิจสำหรับผมเหมือนการปลูกต้นไม้ ที่เรามีหน้าที่รดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ย เฝ้ามองธุรกิจเติบโต ตอนนี้เวลาเห็นใครทาน LAC Yoghurtก็จะมีความสุข ไม่ใช่เพราะแค่เรื่องธุรกิจ แต่เพราะเรารู้ว่าเบื้องหลังของจุลินทรีย์ที่มีชีวิตเล็กๆ เหล่านั้นมันคืออะไรบ้าง ทุกขวดที่ลูกค้าซื้อไปทานไม่ใช่แค่คุณได้สุขภาพที่ดี แต่คุณยังมีส่วนสร้างงานสร้างอาชีพให้หลายต่อหลายคน ซึ่งแต่ละคนก็มีครอบครัวให้ดูแล ก็เหมือนต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขา ถ้าธุรกิจเราเติบโต คนเหล่านั้นและครอบครัวก็โตไปพร้อมๆ กับเราครับ”

ท้ายที่สุด ผู้บริหารหนุ่ม ทิ้งท้ายว่า “ผมอยากให้คนทุกเพศทุกวัย ได้เห็นความสำคัญของการดูแลตัวเอง รักสุขภาพ อย่างตัวผมเอง ก่อนหน้านี้เข้าใจว่าตัวเองสุขภาพดีมาตลอด เพราะไม่เคยอ้วน หรือลงพุง เพราะออกกำลังกายด้วย แต่ผมเพิ่งมีซิกแพ็กเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งนี่คือผลของการตั้งเป้าหมายและมีวินัยกับตัวเอง และผมก็อยากจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้คนหันมารักสุขภาพ ให้หันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น”

ว่าแล้วก็หยิบ LAC Yoghurt มาดื่มแล้วไปออกกำลังกายกันเถอะ!!!

บี มาย เกสท์ : ภาสวุฒิ-ภาสวิชญ์ เลิศวรปรีชา นักธุรกิจคู่แฝดวัยทีน ขายผ้าห่มกันยุง ยุค 4.0

Published October 21, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/334424

บี มาย เกสท์ : ภาสวุฒิ-ภาสวิชญ์ เลิศวรปรีชา  นักธุรกิจคู่แฝดวัยทีน ขายผ้าห่มกันยุง ยุค 4.0

บี มาย เกสท์ : ภาสวุฒิ-ภาสวิชญ์ เลิศวรปรีชา นักธุรกิจคู่แฝดวัยทีน ขายผ้าห่มกันยุง ยุค 4.0

วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ ทำให้สองพี่น้องฝาแฝด ปก-ภาสวุฒิ และ ป้อง-ภาสวิชญ์ เลิศวรปรีชา ทายาท สิริน ฉัตรวิชัย นักธุรกิจผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานโคมไฟ Degree Lighting Store ให้กับโปรเจกท์ชื่อดังมากมาย จึงถูกหล่อหลอมแนวคิดในการทำงานมาตั้งแต่เด็ก จนวันนี้สองหนุ่มวัย 17 ปี ผุดไอเดียสุดสร้างสรรค์เปิดธุรกิจสไตล์คนรุ่นใหม่ ผลิตและจำหน่ายผ้าห่มกันยุงภายใต้แบรนด์ “ห่มสยาม” ได้เสียงตอบรับที่ดีทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศอยู่ในขณะนี้

ป้อง-ภาสวิชญ์ แฝดน้อง เผยถึงความคิดเริ่มต้นของการทำธุรกิจว่า “เราปรึกษากันว่า อยากลองทำ Trading สินค้าอะไรที่แปลกใหม่ มีวันหนึ่งคุณแม่ไปขี่ม้าที่ต่างจังหวัดแล้วโดนแมลงกัด ผิวหนังบวม จนตกใจ เราเลยคิดว่าน่าจะมีอะไรที่จะกันยุงละแมลง เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ นอกเหนือจากสิ่งที่มีอยู่ในท้องตลาด เราก็มาศึกษาสินค้านี้เป็นผ้าห่มกันยุงกันแมลง”

“ห่มสยาม” ผ้าห่มกันยุงทำจากใยผ้าผสมโพลีเอสเตอร์ มีคุณสมบัติเป็นผ้าห่มบางเบา อุ่น กันยุงและแมลงรบกวน ที่สำคัญคือ ไม่มีกลิ่น โดยมีจำหน่ายทั้งสีราชนิยม สีกรักสีขาว (สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมและบุคคลธรรมดา) สีแดงเข้ม (สำหรับพระภิกษุของประเทศพม่า) และสีแดง (สำหรับพระภิกษุของประเทศลาว) ขนาด 135×180 เซนติเมตร ในราคา 580 บาท

แฝดพี่ ปก-ภาสวุฒิ เผยถึงช่องทางการจำหน่ายห่มสยามว่า ตอนนี้มีวางจำหน่ายที่ร้านค้าสังฆภัณฑ์และตัวแทนจำหน่ายในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เน้นกลุ่มเป้าหมายที่ชอบทำบุญ ผู้ปฏิบัติธรรม และบุคคลทั่วไป ตอนนี้เพิ่งวางตลาดได้กว่า 4 เดือนแล้ว แต่ได้รับการตอบรับที่ดีมาก เพราะว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีความโดดเด่นเรื่องประโยชนใช้สอย ทั้งอุ่นทั้งกันยุงและแมลง จึงเกิดการบอกต่อและทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เพราะเป็นธุรกิจแรกที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของคู่แฝด ทั้งคู่จึงต้องแบ่งหน้าที่ช่วยกันดูแล แฝดน้อง ป้อง-ภาสวิชญ์ บอกว่า ปกจะบริหารจัดการเรื่องการส่งสินค้าหรือ Logistic ส่วนตัวเขาดูแลเรื่องสต๊อก และมีคุณแม่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้เราสองคน ช่วยดูเรื่องการวางแผนงาน เรื่องเอกสารและบัญชี

“ถึงแม้เราจะยังอายุน้อย แต่เมื่อคิดจะทำธุรกิจเราก็อยากทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรก ซึ่งตอนนี้คุณแม่ก็คอยดูอยู่ห่างๆ แล้วครับ ให้เราตัดสินใจเองทั้งหมด เวลาที่พบปัญหาเราสองคนก็จะช่วยกันคิด ลองหาวิธีแก้ไขด้วยตัวเองก่อน แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าวิธีที่เราคิดนั้นดีหรือไม่ก็จะไปปรึกษาคุณแม่ครับ” ส่วน ปก-ภาสวุฒิ เสริมว่า “ความที่เราเป็นคนรุ่นใหม่ สามารถช่วยต่อยอดในเรื่องของวิธีคิดในการทำธุรกิจได้มาก เพราะเราเข้าใจลักษณะการทำธุรกิจแบบออนไลน์ ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย โดยนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจเดิม ให้ทันกับโลกการแข่งขัน และโลกดิจิตัลด้วยครับ”

ด้วยอายุเพียง 17 ปี แน่นอนว่านักธุรกิจคู่แฝดยังต้องอยู่ในวัยเรียน ซึ่งขณะนี้ทั้งปกและป้อง กำลังศึกษาอยู่ที่ Stamford International University Bangkok ด้าน Creative Media Design ชั้นปีที่ 1 และหลังเรียนจบปริญญาตรี ทั้งคู่ก็วางแผนที่จะเรียนปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจทันที

ปก-ภาสวุฒิ เผยถึงอนาคตของเขาและคู่แฝดว่า “เราสองคนเลือกเรียนปริญญาตรีที่เมืองไทย เพราะอยากทำงานควบคู่ไปด้วย เป็นการหาประสบการณ์ ได้พัฒนาตนเอง และทำให้มีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ที่สำคัญคือ สร้างความภาคภูมิใจที่สามารถหารายได้ช่วยเหลือตัวเองได้ แม้จะเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่พวกเราก็ตั้งใจทำเต็มที่ ทั้งการตั้งใจเรียนให้สำเร็จ และพัฒนาบริษัทควบคู่กับพัฒนาสินค้าให้ก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ เช่น เพิ่มความหลากหลายให้กับสินค้า ทั้งสี และผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อขยายกลุ่มผู้บริโภคให้มากขึ้นครับ”

นอกจากความเป็นพี่น้องฝาแฝดแล้ว ปกและป้อง สายสัมพันธ์ ความรู้สึกนึกคิดย่อมต้องมีมากกว่าคู่พี่น้องทั่วไป แต่ทั้งคู่ก็บอกว่า ความรัก ความผูกพัน ความสนิทสนมไม่ได้มีแค่เฉพาะคู่แฝด แต่ยังรวมไปถึงพี่ชายคนโต โชแปง-เลิศวริศ เลิศวรปรีชา อีกด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ แฝดน้อง ป้อง-ภาสวิชญ์ เล่าว่า “ตั้งแต่เด็กเราเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ห้องเดียวกันเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด รวมถึงพี่โชแปงด้วย ก็จะสนิทกันมาก เพราะคุณแม่จะสอนเรามาตลอด ให้รักกันมีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกัน และให้เคารพพี่ชาย ซึ่งปกและป้องก็ทำจนติดเป็นนิสัย เวลาเจอพี่โชแปงก็ยกมือไหว้ เรา 3 คนพี่น้องจะรู้ความเคลื่อนไหวซึ่งกันและกันตลอด”

หากจะมองว่าทั้งคู่ยังเด็ก ก็ต้องบอกว่าเป็นเด็กรุ่นใหม่ยุคดิจิตอลที่มีความคิดความอ่าน เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังการทำงาน ซึ่งน่าชื่นชมและควรอย่างยิ่งที่จะเป็น “ไอดอล” ที่เราควรช่วยกันสนับสนุน และหากใครสนใจ “ห่มสยาม” ผ้าห่มกันยุงของคู่แฝดนักธุรกิจวัยทีน ติดตามได้ที่ Facebook : Homsiamofficial และ IG : homsiam_official

บี มาย เกสท์ : เชฟบี-บงกช สระทองอุ่น สุดยอดเชฟหญิงแห่งเอเชีย 2561

Published October 16, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/331961

บี มาย เกสท์ : เชฟบี-บงกช สระทองอุ่น  สุดยอดเชฟหญิงแห่งเอเชีย 2561

บี มาย เกสท์ : เชฟบี-บงกช สระทองอุ่น สุดยอดเชฟหญิงแห่งเอเชีย 2561

วันจันทร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นาทีนี้ชื่อของ บงกช สระทองอุ่น หรือ เชฟบี แห่งร้านอาหาร Paste ร้านอาหารไทยโบราณสุดฮอตยอดนิยมอันดับหนึ่งทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่ล่าสุดคว้ารางวัล อีลีท® วอดก้า สุดยอดเชฟหญิงแห่งเอเชียประจำปี 2561 ในงานประกาศรางวัล 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ซึ่งสนับสนุน โดย ซาน เพลเลกริโน และ แอคคัว แพนนา มาหมาดๆ และยิ่งเมนูอาหารไทยโบราณกำลังอยู่ในกระแส เลยต้องตามไปคุยกับเชฟบีถึงก้นครัว และกว่าจะเป็นสุดยอดเชฟหญิงแห่งเอเชียในวันนี้ ไม่ใช่แค่ฝีมือ แต่ต้องมีความอดทนอีกด้วย และยิ่งเมนูอาหารโบราณกำลังอยู่ในกระแส

เชฟบี เล่าว่า ตนเองเกิดมาในครอบครัวที่ทำอาหาร มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร โดยส่วนตัวก็ชอบเข้าครัวมาตั้งแต่เด็ก แต่มารู้ตัวจริงๆ จังๆ ว่าอยากเป็นเชฟ ก็เมื่อเข้าทำงานในแผนกอาหารและเครื่องดื่มในโรงแรมแห่งหนึ่ง ในหน้าที่ติดต่อประสานงาน จึงมีความคิดที่อยากจะเข้าไปอยู่ในครัวแทน แต่ครั้งนั้นเธอถูกปฏิเสธจนกระทั่งได้พบกับ เจสัน ไบลี่ เจ้าของร้านอาหารไทยในออสเตรเลีย ผู้เปิดโอกาสให้เธอได้เรียนรู้งานครัวแบบมืออาชีพ และกลายมาเป็นคู่ชีวิต ผู้ร่วมหัวจมท้ายกับเธออีกด้วย

“ตัดสินใจย้ายไปออสเตรเลียเพื่อไปเรียนรู้งานครัว โดยมีคุณเจสัน เป็นคนเทรนให้ทุกอย่าง ไม่ใช่แค่งานครัวและการทำอาหารเท่านั้น แต่เราได้เรียนรู้กระบวนการของการทำธุรกิจร้านอาหารตั้งแต่หน้าบ้านไปจนถึงหลังบ้าน แม้กระทั่งการเดินเสิร์ฟ เดินอย่างไรไม่ให้ชนกัน อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวทุกอย่างจะต้องเป็นระเบียบ ต้องเก็บไว้ที่เดิมเสมอ ตอนที่เราไปก็คิดว่าตัวเองมีพื้นฐานเรื่องการทำอาหารบ้างแต่พอไปที่โน่น คือ ต้องฝึกการหั่นผัก หั่นเนื้อสัตว์ให้เป็นแบบ Restaurant Standard แล้วที่ออสเตรเลีย ค่าแรงจะแพง พนักงานในร้านไม่เยอะ พอร้านเปิดลูกค้าเข้าร้านจะยุ่งมาก ทำให้เราต้องตื่นตัวตลอดเวลา เพราะทำงานแข่งกับเวลา”

หลังได้รับการฝึกฝนจนกลายเป็นมืออาชีพแล้ว เชฟบีและสามี จึงได้เปิดร้านอาหารไทยแห่งใหม่ร่วมกันอีกหนึ่งร้าน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก การันตีด้วยรางวัล Best Thai Restaurant แต่ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจขายร้านที่ออสเตรเลียเพื่อกลับมาเปิดร้านอาหารไทย ที่ประเทศไทย เมื่อปี 2556

“หลายคนอาจจะมองว่าทำไมถึงเสี่ยง เพราะร้านที่ออสเตรเลีย ก็ประสบความสำเร็จ ลูกค้าแน่นทุกวัน คืออยู่ที่โน่นทุกอย่างลงตัว อยู่ได้สบายมาก แต่เพราะต้องการพิสูจน์ตัวเองว่า ถ้าเรากลับมาเปิดร้านอาหารที่ประเทศไทย เราจะทำได้ไหม อยากรู้ว่าถ้าคนไทยได้ทานจะพูดถึงรสชาติอาหารของเราอย่างไร ปรากฏว่ามาเปิดร้าน Paste แห่งแรกที่สุขุมวิท 49 แต่ 4 เดือนแรกคือ ร้านเงียบมาก แล้วเราก็ไม่รู้จักใคร เป็นช่วงที่มีลูกคนแรกด้วย มันเหนื่อย แต่ก็มานั่งคิดกันว่าระหว่างหยุดกับลุยต่อ เราจะเลือกอะไร แต่ในที่สุดเราก็เลือกที่จะสู้ คือถ้ามันจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่อย่างน้อยเราจะไม่เสียใจว่าเราไม่ได้ทำมันเต็มที่

อีกสองเดือนหลังจากที่ตัดสินใจว่าสู้ต่อ เราไม่รู้ตัวเลยว่ามีสื่อฮ่องกงมาทานที่ร้าน แล้วเขาเอาเขียนรีวิวลง ฮ่องกง การ์ด ทำให้มีนักท่องเที่ยวชาวจีนและชาติอื่นๆ มาทานกันเยอะขึ้น สื่อไทยรู้จักเรามากขึ้น ก็ได้ออกสื่อทั้งไทยเทศ ทำให้ร้านเป็นที่รู้จัก จากนั้นลูกค้าก็เพิ่มขึ้น ทำให้เราผ่านวิกฤติมาได้ ร้านที่สุขุมวิท 49 เปิดได้ 2 ปี แล้วเราได้รับการชักชวนให้มาเปิดที่เกษร วิลเลจ ก็เลยตัดสินใจปิดร้านที่สุขุมวิท เพราะเราอยากควบคุมคุณภาพมาตรฐานของร้านให้ดีที่สุด”

เชฟบี ให้นิยามของอาหารไทยที่ร้าน Paste ว่าเป็น Modern Thai คืออาหารไทยโบราณรสชาติที่คุ้นเคย ที่ได้รับการปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันที่คนสมัยใหม่ก็ทานได้ โดยที่ไม่ละทิ้งความเป็นไทยแท้ ผ่านหน้าตาที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามสะดุดตา ซึ่งเมนูของที่ร้านนี้มีทั้งตำรับชาววังและพื้นบ้าน ซึ่งทุกเมนูที่คัดสรรมาเสิร์ฟเชฟบี ได้ค้นคว้าศึกษาต้นตำรับอย่างถึงแก่นแท้

“ถ้าเป็นตำรับพื้นบ้าน แกงป่าเหมือนๆ กัน แต่ว่าแต่ละภาคแต่ละท้องถิ่นมีวัตถุดิบ เครื่องปรุง กรรมวิธีการปรุงที่แตกต่างกัน หรืออย่างจังหวัดน่านและมีชาวไทลื้อที่มีน้ำพริกถั่ว เป็นอาหารประจำชนชาติเขา ตอนเราดูเขาทำให้ทาน มันดูง่าย ส่วนผสมมีพริกแกง ถั่วมะเขือเทศ ปรุงด้วยเกลือ แล้วก็ซีอิ๊วขาวนิดหน่อย แค่นี้ก็อร่อยแล้ว แต่พอมาทำเองทำไมไม่ได้รสชาติแบบนั้น ก็ต้องไปศึกษารายละเอียด ทำให้รู้ว่าอะไรใส่ก่อนใส่หลัง อุณหภูมิ ไฟแรงไฟอ่อนมีผลต่อรสชาติทั้งสิ้น ส่วนอาหารไทยโบราณตำรับชาววัง ก็จะศึกษาจากตำรับตระกูลสนิทวงศ์เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ถ้ามีเวลาก็เลยชอบที่จะเดินทางไปศึกษาอาหารพื้นบ้าน อ่านตำราอาหารไทย หรือไปเดินตลาดบ้านๆ ทำให้เราเห็นผักพื้นบ้านแปลกๆ ที่จะนำมาใช้กับที่ร้าน เพราะมันคือความตั้งใจของเราในการทำอาหารไทย ที่ต้องการรักษารสชาติความเป็นไทย และนำอาหารไทยโบราณหลายๆ ชนิดที่คนไทยเองอาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำให้คนไทยและชาวต่างชาติได้ทานกัน”

เกือบ 5 ปีแล้วที่ Paste เปิดให้บริการมา และขึ้นแท่นเป็นร้านอาหารไทยโบราณที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลายคนต้องมาลิ้มลอง และหลายคนมาแล้วมาอีก

“รางวัลในประเทศที่ได้ก็หลายรางวัล แต่รางวัล อีลีท®วอดก้า สุดยอดเชฟหญิงแห่งเอเชีย เป็นรางวัลระดับนานาชาติรางวัลแรกและเท่าที่ทราบเราเป็นเชฟหญิงไทยคนที่สองของประเทศไทย ที่ได้รับรางวัลนี้ ตอนแรกที่ได้รับการแจ้งข่าวมาก็ งงๆ นิดหน่อย ว่ากรรมการเขามาที่ร้านตอนไหน แต่พอรู้ว่าเป็นรางวัลที่ได้จากการโหวตของผู้มาใช้บริการ ซึ่งมีทุกชาติทุกภาษา ก็ทำให้รู้สึกดีใจที่เราได้รับการยอมรับ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นความกดดัน การได้รับรางวัลเยอะก็ต้องเป็นที่จับตามอง ลูกค้าก็จะคาดหวังเยอะขึ้น ซึ่งหน้าที่ของเราก็คือการรักษามาตรฐานของร้าน และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง”

นอกเหนือจากรางวัลที่การันตีความสามารถ และรสชาติของอาหารแล้ว สิ่งที่เธอภาคภูมิใจมากที่สุดก็คือ การได้มีส่วนอนุรักษ์ไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านอาหารไทยโบราณ ที่แม้ว่าหน้าตาอาจจะดูร่วมสมัย แต่รสชาติยังคงคุ้นลิ้น ที่ไม่ใช่แค่คนไทยยอมรับ แม้แต่ชาวต่างชาติยังต้องร้องว้าว!!!

ท้ายที่สุด ขอแนะนำสำหรับผู้ที่อยากจะไปลิ้มลองอาหารไทยโบราณรสมือ อีลีท® วอดก้า สุดยอดเชฟหญิงแห่งเอเชีย ประจำปี 2561 ขอให้จองโต๊ะล่วงหน้าไว้ก่อนจะดีกว่า โทร.02-6561003 เพราะหาก walk in เข้าไปอาจจะต้องผิดหวังนะเจ้าคะออเจ้า

%d bloggers like this: