บี มาย เกสท์

All posts tagged บี มาย เกสท์

บี มาย เกสท์ : คิดนอกกรอบ‘ณิชาภัทร ศรีมโนธรรม’ ส่งต่อสุขภาพดีๆ ด้วย เฮลท์ตี้สแน็ค ออร์แกนิก

Published October 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/423290

บี มาย เกสท์ : คิดนอกกรอบ‘ณิชาภัทร ศรีมโนธรรม’  ส่งต่อสุขภาพดีๆ ด้วย เฮลท์ตี้สแน็ค ออร์แกนิก

บี มาย เกสท์ : คิดนอกกรอบ‘ณิชาภัทร ศรีมโนธรรม’ ส่งต่อสุขภาพดีๆ ด้วย เฮลท์ตี้สแน็ค ออร์แกนิก

วันจันทร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สาวนักบัญชีผู้รักสุขภาพและชอบทาน “ถั่ว” เป็นของทานเล่นแก้หิว แต่บรรดาถั่วแบรนด์ต่างๆ ที่ขายอยู่ในท้องตลาดยังไม่มีแบรนด์ไหนที่เป็น “ออร์แกนิก” อย่างแท้จริง ณิชาภัทร ศรีมโนธรรม จึงเกิดปิ๊งไอเดียลาออกจากงานประจำ เงินเดือนหลายหมื่นบาท ออกมาสร้างแบรนด์อาหารทานเล่นเพื่อสุขภาพจากถั่วและซูเปอร์ฟู้ดนานาชนิด ภายใต้แบรนด์ “บีนแบ็ก (Beanbag)” มาชิงพื้นที่เอาใจคนรักสุขภาพ

เบ๊น-ณิชาภัทร ศรีมโนธรรม ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ธิงค์กิ้งกู้ด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเฮลท์ตี้สแน็คแบรนด์ “บีนแบ็ก (Beanbag)” วัย 28 ปี บอกว่า หลังเรียนจบคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (หลักสูตรนานาชาติ BBA) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้ทำงานเป็นนักตรวจสอบบัญชีในบริษัทที่ปรึกษาด้านการบัญชีชื่อดังแห่งหนึ่งที่ต้องเดินทางไปทำงานที่บริษัทลูกค้าต่างจังหวัดอยู่เป็นประจำ

“งานบัญชี ก็อย่างที่รู้กันว่าเป็นงานเกี่ยวกับตัวเลข วันๆ ก็นั่งโต๊ะตรวจสอบกันไป กินก็ไม่เป็นเวลา ยิ่งทำงานต่างจังหวัดการจะหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นเรื่องยากกินไม่เป็นเวลาบ้าง เดินไปกินข้าวกลับมานั่งโต๊ะทำงานต่อ วันไหนเลิกดึกก็มีสั่งไก่ทอด พิซซ่า มากินกัน และไม่มีเวลาออกกำลังกาย ก็ส่งผลต่อสุขภาพ ทำให้เบ๊นเป็นทั้งกรดไหลย้อนและโรคกระเพาะตามมา งานบัญชีเป็นงานที่ชอบ ทำแล้วก็มีความสุขกับมัน แต่พอมานั่งคิดว่าถ้าเราประสบความสำเร็จในงานก็จริง แต่ถ้ามันต้องแลกด้วยสุขภาพที่ทรุดโทรม มันคุ้มค่ากันไหม จึงมานั่งคิดว่าจะทำอะไรดีที่เป็นสิ่งที่เราชอบ และไม่ทำร้ายสุขภาพ
ตัวเอง เพราะเบ๊นเชื่อว่าการที่เราทำในสิ่งที่เรามี Passion เราจะทำออกมาได้ดี”

 

 

เมื่อตัดสินใจที่จะลาออกจากงานประจำ เธอจึงมานั่งค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่ชอบ และ “ถั่วอบ” ก็ผุดขึ้นมาในความคิด

“ที่บ้านเราเป็นครอบครัวรักสุขภาพอยู่แล้ว ตัวเบ๊นเองก็ชอบทานถั่ว เวลาทำงานกินไม่เป็นเวลา แต่เบ๊นไม่ใช่คนกินจุกจิก ถั่วอบ จะเป็นตัวช่วยยามที่ทำงานแล้วหิว ซึ่งเป็นถั่วที่อบไปเองจากที่บ้าน เพราะในท้องตลาดนั้นน้อยมากที่จะเป็นถั่วอบ 100% รสชาติก็ไม่ถูกปาก แถมเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง จึงทำให้ไม่ใช่อาหารทานเล่นเพื่อสุขภาพที่แท้จริงเบ๊นก็มองไปอีกว่าการที่จะทำถั่วอบเพื่อสุขภาพก็ดูจะธรรมดาไป ไม่แตกต่างเท่าไหร่ เพื่อให้เป็นเฮลท์ตี้สแน็คที่แท้จริง เบ๊นจึงมองไปถึงถั่วออร์แกนิก ที่ไม่ใช่ออร์แกนิกแค่วัตถุดิบ แต่ยังรวมไปถึงกระบวนการผลิตที่เป็นออร์แกนิกอีกด้วย”

ด้วยความตั้งใจในการสร้างเฮลท์ตี้สแน็ค แบรนด์ “บีนแบ็ก” ณิชาภัทร ลงทุนคัดเลือกวัตถุดิบอย่าง ถั่ว อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ด้วยการนั่งชิมถั่วแต่ละเม็ดจากแต่ละแหล่งผลิต เพื่อให้ได้เม็ดสวยรสชาติดีที่สุด และต้องเป็นแหล่งปลูกที่เป็นออร์แกนิกเท่านั้น เลือกใช้น้ำตาลมะพร้าวและน้ำตาลทรายออร์แกนิก รวมไปถึงโรงงานผลิตเครื่องจักรต่างๆ ให้มีมาตรฐานการผลิต การประกันคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ จนได้การรับรองมาตรฐานความปลอดภัยอาหารระหว่างประเทศ GMP/HACCP และได้รับการรับรองภายใต้ NOP กระทรวงเกษตร สหรัฐอเมริกา (USDA) สำหรับผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ในปี 2559 ซึ่งลูกค้าจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด แม้แต่บรรจุภัณฑ์เธอก็ให้ความสำคัญในการเลือกรูปแบบของบรรจุภัณฑ์ ความหนา สีสัน ไปจนถึงตัวอักษร และได้เปิดตัวในงาน THAIFLEX 2016 ซึ่งได้รับการตอบรับ
ที่เกินคาด

“วันที่เปิดตัวสินค้าในงาน THAIFLEX 2016 วันนั้นคือ หายเหนื่อย เพราะไม่คาดคิดว่าลูกค้าจะสนใจมากขนาดนั้น พอจบงานบีนแบ็กสามารถไปวางจำหน่ายตามโมเดิร์นเทรดใหญ่ๆ ทันที และก็ขยายพื้นที่วางจำหน่าย รวมถึงได้ผลิตสินค้าวางจำหน่ายในร้านกาแฟชื่อดัง อย่างสตาร์บัคส์ โอ บอง แปง ดีนแอนด์เดลูก้า ซึ่งเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลแบรนด์ทั้งนั้น แล้วเราไม่ได้มีแบ๊กกราวนด์ฟู้ดมาก่อน เป็นเด็กหน้าใหม่ การเป็นพาร์ทเนอร์กับแบรนด์เหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่การันตีสินค้าของเราด้วยอีกทางหนึ่ง”

ไม่เพียงแค่นั้น บีนแบ็ก ยังได้รับการติดต่อจากแบรนด์ร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่ที่มีสาขาแทบจะทุกมุมถนน แต่เธอเลือกที่จะปฏิเสธ เพราะอยากให้ธุรกิจค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคงแข็งแรง

“ต้องขอบคุณที่เลือกเรียนบัญชีและเป็นนักตรวจสอบบัญชีมาก่อน ตั้งแต่ปีแรกที่เปิดตัวแบรนด์ เขาก็ติดต่อมาพร้อมกับคิดมาให้เสร็จว่าถ้าวางขายในร้านเขา จะได้ยอดขายเท่าไร กำไรเท่าไร ถ้าเป็นคนอื่นก็อาจจะคว้าไว้เลย แต่เบ๊นเป็นนักบัญชี ที่เรื่องของยอดขาย กำไร ไม่ใช่คำตอบเพียงอย่างเดียว เราต้องมาคำนวณเหมือนกันว่าถ้ายอดขายและกำไรเท่านั้น เราต้องลงทุนเพิ่มอีกเท่าไหร่ ต้องเพิ่มกำลังการผลิตแค่ไหนกับไซส์โรงงานของเรา เพราะธุรกิจนี้เบ๊นทำด้วยเงินทุนของตัวเอง ไม่ได้กู้ธนาคารมา ถ้าจะเพิ่มกำลังการผลิต ต้นทุนก็ต้องเพิ่ม ต้องไปขอเงินพ่อแม่ หรือกู้ธนาคารมา อันนี้ไม่ใช่วัตถุประสงค์แล้ว ที่สำคัญคือ เบ๊นคิดว่าตัวเองยังไม่รีบร้อน อยากค่อยๆ โต ค่อยๆ เรียนรู้กับธุรกิจไปทีละขั้น ให้ธุรกิจกิจมั่นคงด้วยตัวเองจะดีกว่า”

 

 

ปัจจุบัน บีนแบ็ก ไม่ได้มีแค่เฮลท์ตี้สแน็คตระกูลถั่ว 4 รสชาติเท่านั้น และกำลังจะออกอีก 3 รสชาติใหม่ในเร็วๆ นี้ รวมถึง บีนแบ็ก ซูเปอร์ฟู้ด พาวเดอร์ (Beanbag Superfood Powder) ผักและผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุสูงในรูปแบบผงอีก 15 รสชาติ สำหรับคนใส่ใจสุขภาพขั้นสุด ซึ่งวางจำหน่ายกูร์เมต์ มาร์เก็ต, โฮมเฟรช มาร์ท, เซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์, ท็อปส์มาร์เก็ต, วิลล่า มาร์เก็ต, เลมอน ฟาร์ม, Lab pharmacy, ใบเมี่ยง, โอ บอง แปง และดีนแอนด์เดลูก้า เป็นต้น

“เกือบ 5 ปีที่ทำธุรกิจ จากที่เคยเป็นลูกคนเล็ก เคยเป็นน้องเล็กในที่ทำงาน มีชีวิตอยู่ในกรอบ บีนแบ็กเปลี่ยนเบ๊นให้เป็นคนใหม่ มีความกล้าคิด กล้าที่จะทำอะไรนอกกรอบ มีความเป็นผู้นำ เพราะต้องดูแลธุรกิจ ดูแลลูกน้อง และชอบที่จะทำอะไรใหม่ที่ท้าทายเพื่อให้แบรนด์บีนแบ็กดีขึ้น ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น บีนแบ็กจึงเป็นความภูมิใจในตัวเองที่เราสามารถทำมาได้และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญคือ ดีใจที่บีนแบ็กมีส่วนในการส่งมอบสุขภาพดีให้กับลูกค้าทุกคน”

Advertisements

บี มาย เกสท์ : ทายาท‘ศรีทองพาณิชย์’ ศรินญา มหาดำรงค์กุล เต็มที่และรับผิดชอบกับทุกสิ่งที่ทำ

Published October 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/421787

บี มาย เกสท์ : ทายาท‘ศรีทองพาณิชย์’  ศรินญา มหาดำรงค์กุล  เต็มที่และรับผิดชอบกับทุกสิ่งที่ทำ

บี มาย เกสท์ : ทายาท‘ศรีทองพาณิชย์’ ศรินญา มหาดำรงค์กุล เต็มที่และรับผิดชอบกับทุกสิ่งที่ทำ

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เป็นผู้หญิงรุ่นใหม่ที่มีความแอ๊กทีฟและมองหาสิ่งที่ท้าทายให้กับตัวเองอยู่เสมอ สำหรับน้องเล็กแห่ง “มหาดำรงค์กุล” อย่าง ริน-ศรินญา มหาดำรงค์กุล ที่ไม่เพียงดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด โรงแรม เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ เท่านั้น แต่ยังมาช่วยดูแลด้านการตลาดให้กับ “ศรีทองพาณิชย์” ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์ดัง อาทิ CITIZEN, Luminox, FREDERIQUE CONSTAN ซึ่งธุรกิจเก่าแก่ของตระกูล ที่ถึงแม้งานจะยุ่งแต่เธอก็ถือคติ Work hard Play Hard บริหารเวลาไปทำกิจกรรมหลากหลายเพื่อเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และผ่อนคลายสมองอยู่เสมอ

“รินเป็นคนแอ๊กทีฟมาตั้งแต่เด็ก ทั้งกิจกรรมโรงเรียน กิจกรรมนอกเหนือการเรียน ที่บ้านทั้งคุณพ่อและคุณแม่ ให้อิสระกับการคิดการตัดสินใจของลูกๆ อยู่แล้ว และสนับสนุนในทุกสิ่งที่ลูกๆ อยากทำโดยเฉพาะคุณแม่จะบอกเสมอว่า ถ้าอยากจะทำอะไรให้รีบทำก่อนอายุ 40 ปี เพราะถ้าอายุ 40 ปีเมื่อไหร่ โอกาสหรือเวลาที่จะได้ทำอย่างที่เราอยากทำมันจะน้อยลง เพราะหน้าที่ความรับผิดชอบของเรามันเยอะขึ้น”

 

 

ดูจากบุคลิกภายนอกที่คิดว่าเธอน่าจะเป็นสายหวาน ชอบกิจกรรมที่ดูเบาๆ สวยๆ แต่ความจริงแล้วเธอเป็นสายลุย
ตัวแม่ทีเดียว ดูอย่างกิจกรรมล่าสุด คือการไปเรียนขับเครื่องบิน ที่หน่วยฝึกการบินพลเรือน กองทัพอากาศ

“มันเป็นความบังเอิญค่ะ พอดีว่าแฟน กำลังหาข้อมูลเรียนการบินเพื่อที่จะเป็นนักบินพาณิชย์ รินก็ช่วยเขาหาข้อมูลด้วย ค้นไปค้นมารู้สึกว่ามันน่าสนใจ เพราะตัวรินเองทำกิจกรรมทั้งทางน้ำ คือ ดำน้ำ ทางบกก็คือ ขี่ม้า เดินป่าปีนเขา แต่ยังไม่เคยทำกิจกรรมอะไรที่เกี่ยวกับทางอากาศเลย ก็ใช้เวลาในการไตร่ตรองอยู่นานเหมือนกันว่าเราจะทำได้ไหม ถ้าทำไม่สำเร็จมันเสียทั้งเงินและเวลา แต่ถ้าเราทำได้มันก็เป็นอีกหนึ่งขั้นความสำเร็จที่เราก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้ในระดับหนึ่ง จึงตัดสินใจเรียนค่ะ”

ในการเรียนขับเครื่องบินนั้น เธอจะต้องเรียนภาคทฤษฎี 3 เดือน ส่วนในภาคปฏิบัติจะต้องบินกับครูฝึกอีก 15 ชั่วโมง
จนครูผู้สอนลงความเห็นว่าสามารถฉายเดี่ยวได้ จึงจะปล่อยให้บินโซโล่นำเครื่องขึ้นและลงด้วยตัวเอง และเรียนเทคนิคการบินรูปแบบต่างๆ เช่น การดูทิศทางลม การรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน รวม 40 ชั่วโมง เป็นอันจบหลักสูตรได้ปีกมาประดับชุดนักบินเป็นที่เรียบร้อย ขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บชั่วโมงบินเพื่อให้ได้ดาวมาประดับบนปีก ซึ่งมีตั้งแต่ 100 ไปจนถึง 1,000 ชั่วโมง รวมถึงบินเก็บชั่วโมงเพื่อสอบใบอนุญาตนักบินต่อไป

“การไปเรียนขับเครื่องบิน ยอมรับเลยค่ะว่ายากที่สุดในบรรดากิจกรรมที่ทำมา แต่สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่ว่าเราสามารถขับเครื่องบินได้เท่านั้น แต่ทำให้รินจากที่เคยไฮเปอร์ คิดเร็ว ทำเร็ว ก็มีสมาธิมากขึ้น คิดช้าลง มีสติ และคิดอย่างรอบด้าน มีแผนสำรอง เพราะการขับเครื่องบินต้องใช้ประสาทสัมผัสแทบจะทุกอย่างไปพร้อมๆ กัน ตาดู หูฟัง มือก็ต้องกดปุ่มนั่นนี่ไป เท้าบังคับทิศทาง เพราะเครื่องที่เรียนเป็นแมนนวล ไม่มีออโต้ ไพลอท ถ้าเราไม่มีสมาธิก็จะไม่สามารถสื่อสารตอบโต้กับหอบังคับการได้ ถ้าจำระบบกดปุ่มอะไรไปสักปุ่มผิด อันตรายก็เกิดขึ้น และระหว่างที่ทำการบินถ้ามีเหตุฉุกเฉินเราจะตั้งรับกับมันอย่างไร มาถึงวันนี้รินก็รู้สึกภูมิใจกับตัวเองนิดๆ ว่าเราทำได้ ตอนนี้ก็บินสะสมชั่วโมงไปเรื่อยๆ แล้วก็กำลังชั่งใจว่าจะไปสอบใบอนุญาตที่ไหนดี อาจจะทั้งที่เมืองไทยและที่สหรัฐอเมริกา เพราะที่โน่นเขามีใบอนุญาตที่สามารถทำการบินได้ทั่วโลก”

อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่าสาวไฮเปอร์คนนี้ ในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 แห่ง “มหาดำรงค์กุล” หน้าที่การงานที่รับผิดชอบทั้งงานโรงแรมและศรีทองพาณิชย์ ก็มีอยู่ล้นมือ แต่เธอก็ยังสามารถจัดสรรเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อีก เธอมีเคล็ดลับอย่างไร ต้องไปฟังเธอเล่า

“ข้อแรกคือ ต้องมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง ต้องจัดลำดับความสำคัญให้ได้ว่าสิ่งไหนมาก่อนมาหลัง อย่างการไปเรียนขับเครื่องบิน ในภาคทฤษฎียังไม่กระทบเวลางาน เพราะเรียนเสาร์-อาทิตย์ แต่พอเรียนภาคปฏิบัติและบินสะสมชั่วโมง ต้องมีบินวันธรรมดา รินก็เลือกไปบินตอนเช้า เพราะเป็นคนตื่นเช้าอยู่แล้ว บินประมาณ 1 ชั่วโมง มาถึงออฟฟิศไม่เกินสิบโมงเช้า ก็ไม่กระทบกับงานหลักอยู่แล้ว ตอนนี้สามารถบินโซโล่ได้แล้วก็เลือกบินเสาร์-อาทิตย์ อีกข้อหนึ่งคือ ทำทุกอย่างให้เต็มที่ เพราะรินเชื่อว่าการที่เราเต็มที่กับทุกสิ่งที่เราทำ ก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีกลับมาเสมอ หรืออย่างน้อยที่สุดคือ เมื่อเวลาผ่านไปแล้วหันกลับมามอง ถ้าเราทำเต็มที่แล้ว ผลที่ได้อาจจะไม่เป็นอย่างที่เราหวังไว้ เราจะไม่เสียใจหรือไม่เสียดาย

 

 

รินเชื่อว่าคนเราจะทำงานอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้จักที่จะ Work Hard Play Hard จริงอยู่การทำงานก็เพื่อดำรงชีวิต แต่เราก็ต้องรู้จักตอบแทนตัวเองบ้าง ครอบครัว เพื่อน ด้วยการใช้เวลาด้วยกัน ออกไปทำกิจกรรมข้างนอกบ้าน อย่างกิจกรรมที่รินทำไม่ใช่ว่ารินไปทำคนเดียวไปดำน้ำก็ไปกับครอบครัวได้ ไปเดินป่าก็ไปกับเพื่อนได้ การไปเที่ยว การเดินทางไปทำกิจกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากการเรียนหรือการทำงาน ก็เป็นการเปิดโลกที่เราสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาปรับใช้กับการเรียนและการทำงานของเราได้”

เมื่อถามว่ายังมีกิจกรรมไหนที่อยากทำอีกหรือไม่ สาวมั่นหน้าหวาน บอกว่า ตอนนี้ยังไม่มีกิจกรรมอะไรใหม่ๆ ที่อยากจะทำ แต่ความตั้งใจของเธอคือการพัฒนาสิ่งที่ทำอยู่แล้วให้ข้ามขั้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการดำน้ำในถ้ำ(Cave Diving) และการดำน้ำลึกแบบไม่มีอุปกรณ์ช่วยหายใจ (Freediving) การไปพิชิตยอดเขาคีรีมันจาโร ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกที่ประเทศแอฟริกาใต้ แต่ที่แน่ๆ คือการร่วมมือกับพี่ๆ สานต่อธุรกิจครอบครัวให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นนั่นเอง

บี มาย เกสท์ : แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ แชร์ความรู้การลงทุนอสังหาฯ สไตล์คนรุ่นใหม่

Published October 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/418799

บี มาย เกสท์ : แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ  แชร์ความรู้การลงทุนอสังหาฯ สไตล์คนรุ่นใหม่

บี มาย เกสท์ : แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ แชร์ความรู้การลงทุนอสังหาฯ สไตล์คนรุ่นใหม่

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเป็นธุรกิจครอบครัว แต่ เอิง-แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็เคยมี “อคติ” กับสิ่งนี้ในวัยเยาว์ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องมาสานต่อสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สร้างไว้ เธอก็ก้าวข้ามทุกสิ่ง แล้วเรียนรู้ทุกเรื่องของธุรกิจนี้ กระทั่งก้าวมาเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหม่มาแรง และพร้อมที่จะนำความสำเร็จของตัวเองมาแชร์ประสบการณ์ให้กับผู้ที่อยากเป็นนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ “อสังหาพารวย by Palin”

“เดิมที่คุณพ่อคุณแม่ทำธุรกิจเสื้อผ้า แล้วมาจับธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ด้วยความบังเอิญ คือทำหมู่บ้านจัดสรร
ซึ่งท่านเองก็ไม่ได้มีความรู้ในธุรกิจนี้ อาศัยประสบการณ์ชีวิตล้วนๆ เราไม่ใช่แบรนด์ใหญ่ กลุ่มลูกค้าเราก็เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ชานเมือง ด้วยความที่เราเน้นคุณภาพของบ้าน สร้างบ้านและส่งบ้านที่มีคุณภาพเพื่อการอยู่อาศัย จนประสบความสำเร็จและทำให้กลายมาเป็นธุรกิจหลักของครอบครัว มาถึงวันนี้ก็ 10 กว่าปีที่อยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์”

แพรรินทร์ เล่าต่อว่า แม้ชีวิตในช่วงวัยเด็กค่อนข้างสุขสบายในระดับหนึ่ง แต่การเห็นคุณพ่อและคุณแม่ทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้เธอไม่อยู่เฉยในการที่จะหารายได้ให้กับตัวเองมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมปลาย พอเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยเธอก็สามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองนับแสนบาทต่อเดือน

“คุณพ่อคุณแม่ของเอิงเป็นคนจีนที่อพยพมาอยู่ประเทศไทย ท่านไม่ใช่คนที่มีการศึกษาสูง แต่เพราะท่านรู้ถึงความสำคัญของการศึกษา ท่านจึงสนับสนุนให้อิสระกับลูกๆ ในเรื่องการเรียน เพราะท่านบอกเสมอว่าการศึกษาเป็นสมบัติที่มีค่าที่จะให้ได้ ส่วนเรื่องการทำงานหาเงิน ท่านไม่เคยบอกว่าให้ทำ แต่เพราะเอิงเห็นถึงความลำบาก ความอุตสาหะของพ่อแม่
ทำให้เอิงรู้สึกว่าถ้าเราสามารถช่วยลดภาระให้กับพ่อแม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่ดี

อีกอย่างเอิงชอบงานค้าขาย ได้พบได้พูดคุยกับผู้คน ตั้งแต่เรียนมัธยม ก็ซื้อโน่นซื้อนี่มาขาย พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ขายแอมเวย์จนขึ้นถึงระดับบริหาร เป็นงานที่สนุกมาก แต่ก็เหนื่อยมาก กลับบ้านไม่ค่อยเป็นเวลา คุณแม่ขอร้องให้เลิก ตอนนั้นเรียนปี 3 แล้ว พอเลิกทำแอมเวย์ก็มีโอกาสไปเป็นมาร์เก็ตติ้งให้กับคลินิกความงามแห่งหนึ่งแถวๆ สยาม จนเขาประสบความสำเร็จสามารถขยายตลาดจนธุรกิจเติบโต เรียกว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีมากที่เราได้มีโอกาสทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ จนคุณแม่ออกปากว่า ไปสร้างธุรกิจให้คนอื่นประสบความสำเร็จ เมื่อไหร่จะกลับมาช่วยงานที่บ้าน”

เมื่อคุณแม่ออกปากขนาดนั้น มีหรือที่ลูกกตัญญูจะไม่ทำตามที่คุณแม่ร้องขอ แต่ด้วยความที่ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาก่อน เธอจึงขอเวลาไปศึกษา ด้วยการเป็นลูกจ้างในบริษัทอสังหาริมทรพย์ ระดับท็อปของประเทศไทย และเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหารอสังหาริมทรัพย์ มีโอกาสได้พบกับ CEO ในธุรกิจนี้หลายๆ ท่าน ทำให้มีความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในธุรกิจนี้ ก่อนที่จะมารับตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิราวิลล์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว

ไม่เพียงแค่ธุรกิจครอบครัว แพรรินทร์ แล้วยังได้ร่วมกับเพื่อนๆ ที่เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ก่อสร้างโครงการ “Maxxi Condo-รัชโยธิน พหลโยธิน 34” จำนวน 249 ยูนิต มูลค่า 480 ล้าน ซึ่งสามารถปิดโครงการได้ไม่ในเวลาเพียงไม่กี่วันหลังเปิดจอง และกำลังเตรียมพร้อมเปิดโครงการที่ 2 “Maxxi Prime Condo-รัชดา สุทธิสาร” จำนวน 218 ยูนิต มูลค่า 600 ล้านบาทในเร็วๆ นี้อีกด้วย

“ธุรกิจที่บ้านเน้นสร้างบ้านจัดสรร การมาร่วมกับเพื่อนๆ ทำคอนโดมิเนียม เพราะเอิงอยากสร้างธุรกิจของตัวเองควบคู่กันไปด้วย ซึ่งการลงทุนและความเสี่ยงระหว่างบ้านกับคอนโดมิเนียมต่างกันมาก เพราะสร้างบ้าน เราสามารถสร้างเป็น phase ถ้าดูแล้วขายออกช้า เราสามารถระงับไว้ก่อนได้ แต่กับคอนโดมิเนียมมันต้องสร้างให้เสร็จทั้งตึก ไม่ว่าจะขายได้หมดหรือไม่ก็ตาม นั่นคือ ความท้าทายของการทำคอนโดมิเนียมขาย และจริงๆ แล้วธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่แค่สร้างบ้านหรือสร้างคอนโดมิเนียมขาย แต่ยังมีอื่นๆ อีกมากมาย เช่น อาคารสำนักงาน โรงแรม ซึ่งวันหนึ่งเอิงคงต้องพาธุรกิจของครอบครัวและของตัวเองไปถึงตรงนั้น เพื่อรองรับการเติบโตและการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต”

ประสบความสำเร็จในการบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ จนกลายเป็นนักธุรกิจดาวรุ่งดวงใหม่ที่คนในวงการจับตามอง และวันนี้เธอจึงอยากจะมาแบ่งปันประสบการณ์การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ให้กับคนที่สนใจผ่าน เพจ “อสังหาพารวย by Palin”

 

 

 

“เอิงไม่ได้มองว่าตัวเองเก่งนะคะ แต่คิดว่าตัวเองมีประสบการณ์ในระดับหนึ่งแล้ว และตัวเอิงเองไม่ใช่คนที่สร้างและขายบ้านหรือคอนโดมเนียมเท่านั้น แต่เอิงยังเป็นนักลงทุนรายย่อยที่ชอบลงทุนในโครงการอื่นๆ ด้วย ที่สำคัญคือ เอิงเคยเป็นคนที่ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนอสังหาฯ มาก่อน จนต้องไปขอความรู้เขามา เอิงจึงเข้าใจว่าคนที่สนใจเรื่องนี้แต่ไม่มีแหล่งที่จะศึกษาเป็นอย่างไร หรือที่มีอยู่ก็เข้าใจยาก จึงตั้งใจที่จะทำเพจ อสังหาพารวย by Palin ขึ้นมา เพื่อให้เป็นไดอารี่การลงทุนด้านอสังหาฯ แบบเข้าใจง่ายๆ อะไรที่เอิงรู้ เอิงตอบได้ก็จะบอก แต่ถ้าอะไรที่เอิงไม่รู้ เอิงก็จะไปหาข้อมูลมาให้ เพราะเอิงสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล หรือสามารถถามจากผู้เชี่ยวชาญได้สะดวกกว่า

อีกทั้ง การลงทุนในอสังหาฯ ก็ไม่ต่างกับการลงทุนด้านอื่นๆ ขึ้นชื่อว่าการลงทุนมันมาพร้อมกับความเสี่ยงเสมอ แต่ถ้าเรามีข้อมูลที่ดี ข้อมูลที่แน่น มีการประเมินสถานการณ์ที่แม่นยำ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงและสามารถทำกำไรจากการลงทุนได้ แต่เอิงคงไม่ได้มาบอกว่าโครงการนี้ดี ลงทุนเลย แต่เอิงจะช่วยให้ทุกคนที่สนใจการลงทุนอสังหาฯ มีความรู้ ความเข้าใจ มีข้อมูลที่ดีที่จะช่วยตัดสินใจในการลงทุนมากกว่า”

เพราะ “การลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนจึงต้องศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ” ใครอยากมีกำไรจากการลงทุน ก็ลองไปกดไลค์ติดตามได้ที่ เฟซบุ๊คแฟนเพจ “อสังหาพารวย by Palin” ในแบบฉบับของ แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ ดูนะคะ

บี มาย เกสท์ : เรียนรู้และพร้อมปรับตัวอยู่เสมอ เคล็ดลับของ สาวเก่ง‘สลิลาพร กองทองมณีโรจน์’

Published October 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/415968

บี มาย เกสท์ : เรียนรู้และพร้อมปรับตัวอยู่เสมอ  เคล็ดลับของ สาวเก่ง‘สลิลาพร กองทองมณีโรจน์’

บี มาย เกสท์ : เรียนรู้และพร้อมปรับตัวอยู่เสมอ เคล็ดลับของ สาวเก่ง‘สลิลาพร กองทองมณีโรจน์’

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อเอ่ยถึง “สมุนไพรไทย” ทุกคนรู้ดีว่าสรรพคุณของมันนั้นมีมากมายมหาศาล และถูกใช้ในตำรับยามาแต่โบราณ หลายคนเลือกใช้สมุนไพรไทยเพื่อการรักษา แต่ปัจจุบันหลายคนเลือกที่จะใช้สมุนไพรเพื่อการดูแลสุขภาพก่อนการเจ็บป่วยมากขึ้น จึงทำให้มีหลากหลายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากสมุนไพรไทยวางขายอยู่ในตลาดบ้านเรา แต่ “ตัวจริงเรื่องสมุนไพร” ก็ต้องเธอคนนี้ “สลิลาพร กองทองมณีโรจน์” ซีอีโอสาวสวยแห่ง บริษัท มี อินฟินิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้กำเนิดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากสมุนไพร ขายดีในประเทศไทยและเตรียมส่งออกไปจำหน่ายในตลาดเอเชีย

สลิลาพร หรือ มุ่ย ซีอีโอวัย 41 ปี คนนี้เป็นลูกไม้ที่ตกใต้ต้นของ ศรเทพศรทอง กองทองมณีโรจน์ ขุนพลเพลงลูกทุ่งชื่อดัง และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรไทยหาตัวจับยาก รวมทั้งเป็นเจ้าของยาสมุนไพร “ตราศรเทพ” นั่นเอง

“มุ่ยเป็นลูกเพียงคนเดียวของคุณพ่อที่มาสานต่อเรื่องสมุนไพรไทย ผลิตภัณฑ์ของคุณพ่อจะเน้นยาสมุนไพรเป็นหลัก ซึ่งกลุ่มลูกค้าก็จะเป็นผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ แต่ตัวมุ่ยเองมองว่าตลาดยังมีที่ว่างด้วยกระแสการดูแลสุขภาพของคนรุ่นใหม่ เราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมุนไพรและเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้ จึงได้มาเปิดธุรกิจใหม่เป็นของตัวเอง เพื่อขยายไลน์สินค้าไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีสมุนไพรไทยเป็นวัตถุดิบหลัก”

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่าย ได้แก่ ไอซ์เบิร์ก, ไอ-ดี, ไอ-แคลเซียม พลัส,ไอดอล, ไอเลิฟยู, เครื่องดื่มไอซ์เบิร์ก ดริงค์ และล่าสุดกับเครื่องดื่มสมุนไพรตรีผลา ตรามีบุญ ซึ่งเธอให้ความสำคัญในทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อความปลอดภัยและให้ได้คุณภาพสูงสุด

“ผลิตภัณฑ์ของ อินฟินิตี้ ทุกแบรนด์ เรามีโรงงานผลิตของเราเอง มุ่ยจึงสามารถควบคุมคุณภาพมาตรฐานการผลิตได้ทุก
ขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ เนื่องจากสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบ ส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปของสมุนไพรอบแห้ง ซึ่งมีแหล่งผลิตและอุณหภูมิในการเก็บรักษาที่แตกต่างกัน อาจทำให้เกิดความชื้นและเชื้อจุลินทรีย์ตามธรรมชาติบางชนิดได้ จึงจำเป็นต้องนำไปผ่านกระบวนการฉายรังสีแกมมาเพื่อให้สะอาดปราศจากเชื้อโรค และเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งเรานำไปฆ่าเชื้อที่ศูนย์ฉายแสงรังสี สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ประเทศไทย) อีกทั้ง สมุนไพรอบแห้ง ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องดื่มสมุนไพรตรีผลา ตรามีบุญ ยังได้รับหนังสือรับรองจากสถาบัน จึงมั่นใจได้ในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย”

ในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สลิลาพร บอกว่า จะมีการสำรวจตลาดความต้องการของผู้บริโภคอยู่เสมอ รวมถึงเทรนด์สุขภาพ รวมทั้งเทรนด์ของสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในขณะนั้น หรือแม้แต่กระแสที่กำลังจะมาในอนาคต เช่น ตอนนี้ ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกและกำลังมาแรง ซึ่งอีกไม่นานก็กำลังจะมีผลิตภัณฑ์จากขมิ้นชันออกจำหน่ายเช่นกัน แต่ที่แน่ๆ มีผลิตภัณฑ์ 2 ตัวที่ออกไปตีตลาดเพื่อนบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ตอนนี้เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ไอซ์เบิร์ก และเครื่องดื่มสมุนไพรตรีผลา ตรามีบุญมีจำหน่ายที่กัมพูชาแล้ว ส่วนจีนกับเวียดนามก็มีการเซ็นสัญญาเรียบร้อย กำลังจะส่งไปเร็วๆ นี้ อีกประเทศหนึ่งที่มุ่ยกำลังคุยๆ อยู่คือ อินเดีย พยายามที่จะเจาะตลาดภายในเอเชีย แต่ไม่รีบร้อนค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เพราะมีหลายเรื่องที่เราต้องศึกษาให้ดีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายของแต่ละประเทศก็มีพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต่างกัน ก็ต้องพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์ตัวไหนจะเหมาะกับประเทศไหนด้วย”

กว่า 7 ปีของ บริษัท มี อินฟินิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้วิสัยทัศน์การทำงานที่รู้จักการปรับตัวอยู่เสมอ ทำให้ไม่ว่า
จะประสบกับปัญหาอุปสรรคแค่ไหน ซีอีโอคนเก่งคนนี้ สามารถนำพาธุรกิจให้อยู่ได้อย่างมั่นคง

“มุ่ยมองว่าการทำธุรกิจ หรือจะทำอะไรก็ตาม เราต้องมีเป้าหมายและต่อยอดไปเรื่อยๆ แต่ที่สำคัญคือตัวเราเองจะต้องเรียนรู้และมีความพร้อมที่จะปรับตัวอยู่เสมอ เราไม่สามารถทำธุรกิจให้อยู่รอดได้โดยที่ไม่มีการปรับตัว ต้องคิดเร็ว ทำเร็ว และเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ไม่ใช่คิดเร็ว ทำเร็ว แต่ถ้าทำแล้วไม่ดีก็ยังดื้อดึงที่จะทำต่อไป ถ้ามันไม่ดีต้องกลับมาพิจารณาปรับเปลี่ยน แก้ไขให้เร็วด้วย อีกส่วนคือทีมงานที่เราต้องให้โอกาสเขาในการทำงาน รับฟังความคิดเห็น ส่งเสริมให้เขาพัฒนาตัวเอง และพร้อมที่จะเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไปกับองค์กร และที่สำคัญมากๆ คือ การผลิตผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค ในราคาที่เหมาะสม จึงจะทำให้ธุรกิจก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง”

ไม่เพียงบทบาทของผู้บริหารองค์กร ที่มีลูกน้องหลายสิบชีวิตที่ต้องดูแล เธอยังเป็นคุณแม่ที่ลูกชาย น้องมีบุญ วัย 2 ขวบ ที่เป็นอีกครึ่งของชีวิต ที่เธอจึงต้องแบ่งเวลาให้กับทุกบทบาทอย่างดีที่สุด

“ในความเป็นจริง มุ่ยไม่ได้ทำงานตลอดเวลา แต่คิดเรื่องงานตลอดเวลา ก่อนจะมีลูก ก็ยังพอจะมีเวลาสวีทกับสามีบ้าง แต่พอมีลูก เราทั้งคู่ก็ทุ่มเทให้กับลูกเท่าๆ กับที่ทุ่มให้กับงาน เพราะว่ามันเป็นช่วงเวลาสำคัญในการสร้างความรักความผูกพัน การปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้กับลูก ดังนั้นเวลาที่อยู่กับลูกมุ่ยก็จะไม่คิดเรื่องงานเลย เพื่อใช้เวลากับลูกให้เต็มที่ เวลาจะไปไหนก็จะไปพร้อมหน้ากัน สามคนพ่อแม่ลูก สำหรับมุ่ย ณ ตอนนี้คิดว่าเราประสบความสำเร็จในจุดหนึ่ง มีครอบครัวที่น่ารัก และธุรกิจก็ไปได้สวย”

บี มาย เกสท์ : วรชัย ทวีถาวรสวัสดิ์ จากพนักงานขายสู่ธุรกิจรถยนต์มือสอง

Published September 30, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/409242

บี มาย เกสท์ : วรชัย ทวีถาวรสวัสดิ์  จากพนักงานขายสู่ธุรกิจรถยนต์มือสอง

บี มาย เกสท์ : วรชัย ทวีถาวรสวัสดิ์ จากพนักงานขายสู่ธุรกิจรถยนต์มือสอง

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากพนักงานขายรถป้ายแดงในโชว์รูมแบรนด์รถยนต์ชื่อดัง มีผลงานการขายระดับดีเยี่ยม จนไปสัมผัสกับงานจัดซื้อรถยนต์ ทำให้ วรชัย ทวีถาวรสวัสดิ์ เชลส์หนุ่มเห็นถึงความท้าทายในการขายรถยนต์มือสอง จึงตัดสินใจเดินเข้าสู่ธุรกิจ
รับซื้อและจำหน่ายรถยนต์มือสองภายใต้ชื่อ “วรชัย คาร์ กรุ๊ป” ที่เน้นการบริการด้วยความซื่อสัตย์และเข้าถึงลูกค้า วรชัย เล่าว่า การขายรถใหม่ป้ายแดงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยาก เพราะคนอยากมีรถส่วนใหญ่ก็อยากออกรถใหม่ป้ายแดง
ทั้งนั้น แต่การขายรถยนต์มือสองนั้นมีตัวแปรที่หลากหลายที่ผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อ

“จากขายรถใหม่ป้ายแดง มารับผิดชอบงานด้านจัดซื้อรถยนต์ ทำให้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้งานขายรถยนต์มือสองพอสมควร ความท้าทายคือ เราจะปรับเปลี่ยนทัศนคติของลูกค้าที่มีต่อรถยนต์มือสองได้อย่างไร เพราะทุกคนจะมองว่ารถยนต์มือสอง คือรถมีตำหนิ เป็นรถที่อาจมีประวัติไม่ดี จะถูกย้อมแมวขาย ดังนั้น การขายรถยนต์มือสองจึงไม่ง่ายนัก หน้าที่ของคนขายคือ ต้องทำให้ลูกค้าเชื่อใจ มั่นใจ และชี้ให้เห็นข้อดีของการซื้อรถยนต์มือสองให้ได้พอทำงานกับรถยนต์มือสองได้สักระยะ ผมก็รู้ว่าคนอยากมีรถยนต์ก็ใช่ว่าจะมีกำลังซื้อรถป้ายแดงได้ทุกคน รถยนต์มือสองจึงเข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องของราคา ทำให้เห็นว่าตลาดรถมือสองยังมีอยู่เยอะ”

วรชัย คาร์ กรุ๊ป เริ่มต้นจากรถยนต์มือสองเพียง 2-3 คัน ที่จอดโชว์อยู่หน้าบ้าน ในขณะที่ยังทำงานประจำ แต่เพียงไม่นานเมื่อกิจการไปได้ค่อนข้างดี วรชัย จึงลาออกแล้วมาสานต่อธุรกิจที่เริ่มต้นไว้อย่างจริงจังด้วยการเปิดเต็นท์รับซื้อและจำหน่ายรถยนต์มือสอง วรชัย คาร์ กรุ๊ป สาขาแรกที่ถนนกาญจนาภิเษก เมื่อปีพ.ศ.2556 จากพื้นที่เต็นท์เดียวก็ขยายไปถึง 5 เต็นท์

“ผมวางกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือ ผู้มีรายได้ปานกลาง กลุ่มพนักงานโรงงาน คนที่ต้องการรถบ้าน แต่มีกำลังไม่ถึงที่จะซื้อรถใหม่ป้ายแดง หรือต้องการรถยนต์ราคาย่อมเยา สิ่งที่ผมยึดเป็นหลักในการธุรกิจนี้คือ ความซื่อสัตย์ จริงใจกับลูกค้า คือการส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งมันต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการรับซื้อรถ ผมจะเลือกซื้อรถที่สภาพเยี่ยม อายุไม่เยอะ เครื่องยนต์ยังมีสมรรถนะที่ดี น้ำไม่ท่วม ไม่มีอุบัติเหตุหนักมาก่อน ลูกค้าที่นำรถมาขายจะรู้ดีว่าถ้ารถสภาพเยี่ยมจะขายได้ราคา อันนี้ก็เป็นการสกรีนขั้นแรก จากนั้นจะทำความสะอาดทั้งภายในภายนอก เคลือบสี ขัดเงา เปลี่ยนน้ำมันเครื่องต่างๆ ให้รถคันนั้นอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากรถใหม่มือหนึ่ง แต่ราคาถูกกว่ามาก

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมถือว่าเป็นจรรยาบรรณของ วรชัย คาร์ คือ บริการหลังการขาย ลูกค้าที่ซื้อรถจาก วรชัย คาร์ เรารับประกัน 1 ปี เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าเราไม่ย้อมแมวขาย รถเสีย น้ำมันหมดตรงไหนใกล้-ไกล แจ้งมา เรามีทีมช่างออกไปช่วยเหลือทันที หรือให้ลูกค้านำรถที่ซื้อไปมาเช็คสภาพตามระยะกำหนดฟรี เพราะเรามีศูนย์บริการของเราเอง จึงพร้อมที่จะช่วยเหลือลูกค้าตลอดเวลา”

ปัจจุบัน วรชัย คาร์ กรุ๊ป มีทั้งหมด 3 สาขา ได้แก่ สาขาอ้อมน้อย ถ.เพชรเกษม จ.สมุทรสาคร สาขาแพรกษา จ.สมุทรปราการ และ สาขาพานทอง จ.ชลบุรี มีรถยนต์มือสองสภาพดีพร้อมจำหน่ายกว่า 200 คัน นอกจากรถบ้านมือสอง วรชัย คาร์ ยังรับซื้อและจำหน่ายรถซูเปอร์คาร์มือสองอีกด้วย เรียกว่าเพียง 5 ปีกว่าๆ วรชัย คาร์ กรุ๊ป ก็เติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็ง

“ผมเชื่อว่าการส่งมอบสิ่งที่ดีสุดให้แก่ลูกค้า พร้อมบริการหลังการขายที่เราพร้อมเซอร์วิส ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในแบรนด์ของเรามีกลับมาซื้อซ้ำ และบอกต่อ ตอนนี้ทั้งสามสาขามียอดขายอยู่ที่เดือนละ 70 คัน ก็วางเป้าหมายที่จะเพิ่มยอดขายให้ได้อย่างต่ำเดือนละ 100 คัน นอกจากนี้ ผมก็ใช้ช่องทางออนไลน์ โซเชียลมีเดีย เข้ามาช่วย เพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก เพราะทุกวันนี้พูดได้ว่า 30-40% ลูกค้ารู้จักเราจากออนไลน์ แล้วจึงเข้ามาดูรถจริง เรายังมีบริการนำรถไปให้ลูกค้าทดลองขับถึงบ้านด้วย นอกจากนี้ ในช่องทางออนไลน์ของเราก็ไม่ได้เน้นขายรถอย่างเดียว แต่มีการให้ข้อมูลความรู้เรื่องรถแก่ลูกค้าด้วย รวมถึงการจัดโรดโชว์ไปตามสถานที่ต่างๆ ช่วยเพิ่มยอดขายได้ดี เพราะการทำตลาดแบบรอรับอย่างเดียวอยู่ไม่ได้ เราต้องรุกออกไปหาลูกค้าด้วย”

สำหรับอนาคต วรชัย ตั้งเป้าที่จะขยายการบริการจัดซื้อและจำหน่ายรถยนต์มือสองของ วรชัย คาร์ กรุ๊ป ให้ครอบคลุม
ทั่วประเทศ และยืนยันว่า “รถยนต์มือสองไม่น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิดเลือกผู้จัดจำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีบริการหลังการขายดีๆ คุณจะได้รถมือสองที่คุ้มค่าคุ้มราคาอย่างแน่นอน หรือคลิก www.worachaicar.com ค้นหารถยนต์ที่ใช่ก่อนตัดสินใจ”

บี มาย เกสท์ : แพทย์หญิงวชิรา และ ณัฐนรี สนธิไชย สานต่อ THE NEXT สู่ร้านแว่นตาโฉมใหม่

Published September 29, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/408010

บี มาย เกสท์ : แพทย์หญิงวชิรา และ ณัฐนรี สนธิไชย  สานต่อ THE NEXT สู่ร้านแว่นตาโฉมใหม่

บี มาย เกสท์ : แพทย์หญิงวชิรา และ ณัฐนรี สนธิไชย สานต่อ THE NEXT สู่ร้านแว่นตาโฉมใหม่

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตั้งแต่จำความได้สองพี่น้อง แพทย์หญิงวชิรา และ ณัฐนรี สนธิไชย มีร้านแว่นตาเป็นดั่งบ้านหลังที่สอง ได้เห็นคุณพ่อคุณแม่คอยให้บริการแก่ลูกค้าที่เข้าตรวจวัดสายตาประกอบแว่น หรือเลือกซื้อแว่น เป็นภาพชินตาและกลายมาเป็น Passion ให้เธอทั้งคู่ในการต่อยอดธุรกิจร้านแว่นตา THE NEXT ในภาพลักษณ์ใหม่ที่ไม่ใช่แค่ร้านแว่นตาทั่วๆ ไป

แพทย์หญิงวชิรา สนธิไชย ลูกสาวคนโตเล่าว่า ธุรกิจร้านแว่นของครอบครัวเริ่มมาตั้งแต่สมัยอากงหรือคุณตา โดยเปิดร้านแรกอยู่ที่จังหวัดราชบุรี เมื่อคุณตาเสีย ลูกๆ จึงแตกสาขาไปทำธุรกิจร้านแว่นตาของตนเอง คุณพ่อ-คุณแม่ของเธอก็เช่นเดียวกัน

“หมอก็วิ่งเล่นอยู่ในร้าน ช่วยคุณพ่อคุณแม่รับลูกค้ามาตั้งแต่เด็ก ทำให้เราได้เจอลูกค้าที่มีปัญหาสายตาเยอะมาก ก็คิดว่าเราจะช่วยเขาอย่างไรได้บ้าง จึงเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเรียนด้านจักษุแพทย์ จนสอบติดแพทย์ เรียนจบจากศิริราช ก็เลยเลือกเฉพาะทางจักษุ ด้านกระจกตาและเลสิคที่รามาธิบดี แล้วก็ได้นำความรู้มาช่วยที่ร้านด้วย เพราะหมอมองว่าร้านแว่นตาไม่ใช่แค่สถานที่ตรวจวัดสายตาประกอบแว่น แต่เราอยากเป็นร้านแว่นตาที่มีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพตาให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ”

ขณะที่น้องสาว ณัฐนรี สนธิไชย บอกว่าเธอก็มีความคิดไม่ต่างกัน แต่เมื่อพี่สาวเลือกเรียนหมอไปแล้ว เธอจึงถูกวางตัวให้มารับช่วงดูแลด้านบริหารและการตลาด โดยไปคว้าปริญญาโทจาก University of Reading ประเทศอังกฤษ เมื่อเรียนจบกลับมา เธอได้ไปหาประสบการณ์กับ Luxury แบรนด์ดังก่อนกลับมาช่วยดูแลธุรกิจร้านแว่นตาของครอบครัว

“คุณแม่อยากให้เรียนรู้งานที่อื่นก่อนโชคดีว่าได้ไปทำที่ Sephora ซึ่งเป็น International Brand ที่อยู่ในเรื่องแฟชั่นความงาม ทำให้ไอซ์ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก เช่น การขยายสาขาของแบรนด์ใหญ่ๆ เขามีวิธีคิดหรือตัดสินใจอย่างไร ที่สำคัญคือการได้เป็นลูกน้องเขามาก่อนทำให้รู้ว่าตัวเองจะเป็นนายคนที่ดีอย่างไร”

เมื่อต้องเข้ามาช่วยบริหารธุรกิจทั้งสองคนพี่น้อง มีความเห็นตรงกันว่าถึงเวลา “เปลี่ยน” ร้านแว่นตาแบบเดิมๆ ที่ลูกค้าสามารถหาได้ทั่วไป เพื่อให้ THE NEXT เป็นร้านแว่นตาที่แตกต่างด้วยคุณภาพของสินค้าและการบริการ

ณัฐนรี สนธิไชย บอกว่า “THE NEXT โฉมใหม่เป็นการจับเรื่องศาสตร์และศิลป์เข้ามาไว้ในที่เดียว ศาสตร์ก็เรื่องของเทคโนโลยีการตรวจวัดสายตาที่ทันสมัยที่สุดของโลก ชื่อว่า WAM-700 ซึ่งเราเป็นเจ้าแรกของประเทศไทยและของเอเชีย ที่นำเข้ามาให้บริการ ซึ่งเครื่องนี้สามารถตรวจวัดค่าสายตาได้ละเอียดมากถึง 0.01 ไดออปเตอร์ ในขณะที่เครื่องทั่วๆ ไป ทำได้เพียง 0.25 จึงเป็นปัญหาว่าทำไมหลายๆ คนสวมแว่นสายตาแล้ว คุณภาพการมองเห็นก็ยังไม่ดีขึ้น ในเรื่องของศิลป์ THE NEXTต้องการตอบโจทย์คนรักแฟชั่นให้ได้มากที่สุด เราจึงสรรหากรอบแว่น เลนส์แว่น รวมถึงแว่นกันแดดที่มีฟังก์ชั่นและดีไซน์หลากหลาย และต้องอินเทรนด์ให้ลูกค้าเลือกอย่างจุใจ”

แพทย์หญิงวชิรา เสริมว่า “สิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องการขาย แต่ THE NEXT พยายามที่จะมีส่วนช่วยให้คนไทยมีสุขภาพสายตาดีขึ้น ด้วยการสร้างบุคลากรของเราเองให้มีความเชี่ยวชาญมากพอที่จะให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพตานอกเหนือจากความเชี่ยวชาญด้านวัดสายตาประกอบแว่น การที่เรานำเครื่อง WAM-700 เข้ามาเป็นการลงทุนสูง แต่เรามองว่ามันคุ้มค่ากับประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ เพราะเครื่องนี้ยังสามารถบอกได้ว่าคุณกำลังเผชิญปัญหาสุขภาพตาอะไรบ้าง หรือมีแนวโน้มอย่างไร ตรงนี้หมอก็ช่วยดูแลให้ได้ก่อนที่จะไปโรงพยาบาล”

การเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2 ของธุรกิจครอบครัว กับการรับหน้าที่นำพาแบรนด์ให้ก้าวไปข้างหน้า ณัฐนรี ในฐานะผู้จัดการฝ่ายการตลาด บอกว่า รุ่นใหม่ไฟจะแรงขนาดไหน แต่ก็ไม่สามารถละทิ้งของเก่าได้ทั้งหมด

“ตอนที่จะปรับภาพลักษณ์แบรนด์ ยอมรับว่าคิดอะไรไว้ใหญ่เยอะแยะมาก คิดว่าคุณพ่อคุณแม่คงตามไม่ทันความคิดเราแน่ๆ แต่วันที่ไอซ์เสนอไอเดียอะไรไปแล้วเขารับฟัง เปิดโอกาสให้เราได้ทำ ในขณะเดียวกันเมื่อมีอะไรที่ติดขัด ท่านก็จะมีคำแนะนำดีๆ ให้เราเสมอ ทำให้ไอซ์รู้ว่าไอเดียจะดีแค่ไหน แต่ถ้าขาดประสบการณ์ ก็อาจพลาดได้ ฉะนั้นมันต้องเอาความคิดใหม่ๆ มาผสมผสานกับประสบการณ์ของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าเรา ไม่ใช่แค่ของคุณพ่อคุณแม่ แต่รวมถึงพนักงานที่อยู่มาก่อนเราด้วย

แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถจะละเลยได้เลยคือ คุณพ่อคุณแม่จะเน้นย้ำเรื่องจริยธรรมในการทำธุรกิจ คุณพ่อจะสอนไว้เสมอว่าเราต้องเป็น “นักขายสามกำไร” กำไรที่หนึ่ง คือ กำไรของลูกค้า หมายถึงลูกค้าต้องได้รับสินค้าและการบริการที่คุ้มค่า กำไรที่สอง คือ กำไรของพนักงาน การดูแลอย่างไรที่จะทำให้เขาอยู่กับเราแล้วมีความสุข และเติบโตอย่างมั่นคง กำไรที่สาม คือ กำไรขององค์กร ที่สมเหตุสมผลที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตอยู่ได้อย่างมั่นคง”

ปัจจุบัน แพทย์หญิงวชิรา เป็นจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตา โรงพยาบาลรามาธิบดี และยังแบ่งเวลามาออกตรวจวัดสายตาให้กับลูกค้าที่ THE NEXT ชั้น 4 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ พร้อมกับความรู้สึกที่ว่า เธอโชคดีที่เป็นหมอตา ได้บุญและทำให้คนมองเห็น ซึ่งเป็นหนึ่งในความสุขที่ได้รับจากการทำงานและการทำธุรกิจ

“การที่เราได้นำความรู้ด้านการแพทย์มาฝึกอบรมพนักงานให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในหน้าที่ของเขา สามารถให้คำแนะนำช่วยเหลือลูกค้าเกี่ยวกับปัญหาสายตาได้ รวมถึงรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลทั้งหมอและไอซ์ เราคิดเหมือนกันว่า มันเป็นงาน เป็นธุรกิจที่เราได้ทำบุญที่ทำให้ผู้อื่นมีสุขภาพตาที่ดี ซึ่งต้องขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นผู้ริเริ่มและให้เราได้มาสานต่อ”

ใครที่กำลังมีปัญหาสายตา หรืออยากได้แว่นกันแดดที่อินที่สุดในซีซั่นนี้ เชิญได้ที่ THE NEXT ทุกสาขาทั่วประเทศ แต่หากต้องการตรวจวัดสายตาและปรึกษาปัญหาตากับ แพทย์หญิงวชิรา ต้องนัดเวลาล่วงหน้า ที่สำคัญอยากมีสายตาสดใสอยู่คู่กับเราไปนานๆ ก็อย่าลืมใส่ใจตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละครั้ง

บี มาย เกสท์ : นายแพทย์ราวิน วงษ์สถาปนาเลิศ หมอจิตอาสา…งานขอรับบริจาคอวัยวะ

Published September 28, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/406673

บี มาย เกสท์ : นายแพทย์ราวิน วงษ์สถาปนาเลิศ  หมอจิตอาสา...งานขอรับบริจาคอวัยวะ

บี มาย เกสท์ : นายแพทย์ราวิน วงษ์สถาปนาเลิศ หมอจิตอาสา…งานขอรับบริจาคอวัยวะ

วันจันทร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การ “ปลูกถ่ายอวัยวะ” คือทางรอดที่จะต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วยร้ายแรงหลายๆ โรค การได้เห็นผู้ป่วยที่รอคอยความหวังต้องเสียชีวิตไปก่อนที่จะมีผู้บริจาคอวัยวะ ทำให้ นายแพทย์ราวิน วงษ์สถาปนาเลิศ แพทย์ชำนาญการด้านตับ ตับอ่อน และถุงน้ำดี โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ รู้สึกเศร้าใจและเห็นความสำคัญของการ “ขอรับบริจาคอวัยวะ” จึงได้ผลักดันและสามารถก่อตั้ง “ศูนย์รับบริจาคอวัยวะโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์” เพื่อให้ลมหายใจสุดท้ายของใครคนหนึ่งสามารถต่อลมหายใจให้กับใครอีกหลายคน

คุณหมอราวิน เล่าถึงแรงขับเคลื่อนที่ทำให้เกิด ศูนย์รับบริจาคอวัยวะโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ให้ฟังว่า ขณะที่กำลังศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทาง ศัลยศาสตร์ตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี ที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ทำให้ได้รู้จักการปลูกถ่ายอวัยวะแต่เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะมีมากกว่าจำนวนผู้บริจาคอวัยวะ ทำให้มีผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะต้องเสียชีวิตไปก่อน ในฐานะหมอคนหนึ่งก็รู้สึกเสียดายและเศร้าใจเพราะเรารู้ว่าถ้าเขาได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ก็จะสามารถมีชีวิตต่อไปได้ จากจุดนี้ทำให้ผมเห็นความสำคัญว่าการที่จะปลูกถ่ายอวัยวะได้ คือการได้รับบริจาคอวัยวะ ดังนั้น งานขอรับบริจาคอวัยวะจึงเป็นสิ่งสำคัญของกระบวนการทั้งหมด”

ทันทีที่กลับมาประจำการที่โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ คุณหมอราวิน จึงเริ่มดำเนินขอจัดตั้ง “ศูนย์รับบริจาคอวัยวะโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์” ทันที

“โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เป็นโรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งการทำอะไรแบบนี้มันไม่มีอยู่ในระบบหรือแผนงานมาก่อน จึงต้องสร้างความเข้าใจกับบุคลากรของโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับงานรับบริจาคอวัยวะอย่างมากเพราะค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่ แต่ผมก็ได้รับความเมตตาจากผู้บริหารโรงพยาบาลและผู้บริหารสำนักการแพทย์ หลายๆ ท่านที่เข้าใจและสนับสนุน ซึ่งใช้เวลานานเกือบ 1 ปี ที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ จะเป็นรูปเป็นร่างและเริ่มดำเนินงานในปีพ.ศ.2557 โดยยึดแนวทางการดำเนินงานเช่นเดียวกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย”

ความยากของงานขอรับบริจาคอวัยวะ แน่นอนว่าคือการเจรจาโน้มน้าวให้ญาติผู้ป่วยสมองตายยินยอมบริจาคอวัยวะ ซึ่งคุณหมอราวินบอกว่าต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการพูดคุย

“เพราะญาติอยู่ในภาวะโศกเศร้า การเข้าไปพูดคุยจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง อธิบายให้ญาติเข้าใจสมองตายคืออะไร เพราะบางคนจะเข้าใจว่าสมองไม่สั่งการแต่ใส่เครื่องช่วยหายใจก็ยังหายใจได้อยู่แสดงว่ายังไม่ตายใช่ไหม การบริจาคอวัยวะคืออะไร สามารถนำไปช่วยเหลือใครได้บ้าง ทำไมถึงต้องขอรับบริจาคอวัยวะผู้ป่วยสมองตาย รอให้หยุดหายใจก่อนไม่ได้หรือ ระหว่างพูดคุยก็ต้องสังเกตอาการญาติด้วยว่ามีแนวโน้มที่จะยินยอมหรือไม่อย่างไร แต่อุปสรรคสำคัญคือ ทัศนคติความเชื่อของญาติผู้ป่วยที่ว่า อยากให้ผู้ป่วยไปอย่างอวัยวะครบถ้วน ถ้าตัดอะไรออกไปเดี๋ยวเกิดใหม่จะไม่มีอวัยวะนั้นๆ ข้อนี้ก็ต้องใช้หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าขึ้นมาอธิบาย ว่าการบริจาคอวัยวะคือการทำทาน เป็นทานที่ยิ่งใหญ่ เป็นบุญใหญ่ครั้งสุดท้ายของผู้ป่วยสมองตาย ซึ่งตามหลักพุทธศาสนามีแต่ยิ่งให้ยิ่งได้ ไม่เฉพาะแต่ผู้บริจาคอวัยวะ แม้แต่ญาติซึ่งเป็นผู้เซ็นยินยอมก็ได้บุญนี้ไปด้วย

จากการดำเนินงานมา 5 ปี ก็มีทั้งที่ขอรับบริจาคได้สำเร็จและไม่สำเร็จ แต่ในส่วนตัวผมซึ่งเป็นทั้งผู้อำนวยการศูนย์ และเป็นผู้ที่เข้าไปเจรจาขอรับบริจาคอวัยวะเอง ถือว่าเราทำงานได้เป็นที่น่าพอใจ โดย 5 ปีที่ผ่านมาสามารถขอรับบริจาคอวัยวะจากผู้ป่วยสมองตายได้ 20 ราย สามารถนำไปปลูกถ่ายอวัยวะให้กับผู้ป่วยได้นับร้อยราย”

งานขอรับบริจาคอวัยวะ ไม่ได้จบแค่การได้รับคำยินยอมจากญาติผู้ป่วยเท่านั้น แต่ในหลายๆ เคสคุณหมอยังต้องลงไปดูแลครอบครัวผู้บริจาคอีกด้วย

“ภายหลังการบริจาคอวัยวะตามระเบียบวิธีการของศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยจะอำนวยความสะดวกในการส่งกลับร่างผู้บริจาคเพื่อให้ครอบครัวนำไปประกอบพิธีทางศาสนา ในส่วนของศูนย์รับบริจาคอวัยวะโรงพยาบาลเจริญกรุง ก็จะมีการส่งพวงหรีดเคารพศพ หากไม่ติดเวร ผมก็จะไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมศพ แต่หลายครั้งที่ผมประสบมาคือ ครอบครัวผู้บริจาคไม่มีแม้แต่เงินจัดงาน ผมก็จะช่วยเท่าที่ทำได้ให้มากที่สุด เพราะผมถือว่าผู้บริจาคเป็นผู้มีพระคุณ เป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ สิ่งใดที่ผมพอจะทำให้ได้ ผมก็พยายามทำอย่างเต็มที่”

เป็นที่ทราบกันดีว่าทุกวันนี้ คนไข้ล้นโรงพยาบาล แพทย์ไม่เพียงพอกับคนไข้ คุณหมอราวิน ก็เช่นเดียวกันลำพังงานประจำที่จะต้องดูแลรักษาผู้ป่วยในฐานะแพทย์ชำนาญการด้านตับ ตับอ่อน และถุงน้ำดี ก็เป็นงานหนักอยู่แล้ว หมอหนุ่มวัย 38 ปีคนนี้ ยังต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอสำหรับงานรับบริจาคอวัยวะที่ไม่รู้ว่าจะถูกเรียกตัวเวลาใด แต่เขาก็ยังเลือกที่จะทำแม้จะทำให้เวลาส่วนตัวลดลงก็ตาม

“ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สองประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่งพระราชปณิธานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็นสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอดนับตั้งแต่วันแรกที่เป็นนักศึกษาแพทย์จนถึงวันนี้ ถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อยแต่เมื่อผมนึกถึงพระราชภารกิจของสมเด็จพระบรมราชชนก ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย สิ่งที่ผมทำอยู่เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยๆ มากผมไม่เคยหาคำตอบว่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ผมมองแค่ว่าผมทำในสิ่งที่ต้องทำ ผมสบายใจที่จะทำแค่นั้นเอง”

ทุกวันนี้แม้จะมีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะไว้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขของผู้ลงทะเบียนที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะก็ไม่ได้ลดลง ดังนั้น การดำเนินงานของศูนย์รับบริจาคอวัยวะโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ หวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองในการทำหน้าที่เป็นจิตอาสา สร้างกุศลผู้ให้ สร้างชีวิตใหม่ผู้รับ

บี มาย เกสท์ : แน็ตตี้-นิดา วงศ์พันเลิศ นักบริหารโรงแรมเลือดใหม่แห่ง 137 PILLARS

Published August 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/400562

บี มาย เกสท์ : แน็ตตี้-นิดา วงศ์พันเลิศ  นักบริหารโรงแรมเลือดใหม่แห่ง 137 PILLARS

บี มาย เกสท์ : แน็ตตี้-นิดา วงศ์พันเลิศ นักบริหารโรงแรมเลือดใหม่แห่ง 137 PILLARS

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม้จะเป็นถึง “ลูกสาวเจ้าของกิจการ” แต่ใช่ว่าจะได้มานั่งเก้าอี้บริหารง่ายๆ ดูอย่าง แน็ตตี้-นิดา วงศ์พันเลิศ ทายาทคนโตของนิพันธ์ และทันตแพทย์หญิงดวงพร วงศ์พันเลิศเจ้าของธุรกิจลักซูรี่ บูติค โฮเตล แบรนด์ 137 พิลลาร์ส (137 Pillars) ทันทีที่คว้าดีกรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ UK MPhil Industrial Systems, Manufacture and Management (ISMM) University of Cambridge สำเร็จ ก็ได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในทีมงานดูแลโครงการก่อสร้างและตกแต่ง 137 พิลลาร์ส สวีท แอนด์ เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ (137 Pillars Suites & Residences Bangkok) กลายเป็นดาวเด่นของวงการธุรกิจโรงแรมไปแล้ว

“แบรนด์ 137 พิลลาร์ส ประสบความสำเร็จจาก 137 พิลลาร์ส เฮ้าส์ เชียงใหม่ แน็ตตี้เรียนจบกลับมาพอดี ซึ่งตอนนั้นกำลังก่อสร้างโครงการบ้านจามจุรี 2 ซึ่งเป็นธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ตัวโครงสร้างขึ้นมาแล้ว 7 ชั้นคุณพ่อก็ตัดสินใจที่จะขยายแบรนด์ 137 พิลลาร์ส มากรุงเทพฯ จึงได้เปลี่ยนจากโครงบ้านจามจุรี 2 มาเป็น 137 พิลลาร์ส สวีท แอนด์ เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ต้องมีการออกแบบตกแต่งใหม่ โดยแบ่งเป็นเรสซิเดนซ์ 176 ห้อง และห้องสวีทที่เป็นลักซูรี่ บูติค โฮเตล อีก 34 ห้อง จุดเด่นของห้องคือ ห้องมีพื้นที่กว้าง ตกแต่งอย่างหรูหราไม่ว่าจะห้องนอน ห้องน้ำ ห้องแต่งตัว ห้องสวีทเล็กที่สุดก็ยังมีพื้นที่ 70 ตร.ม. อีกหนึ่งจุดเด่นคือ ระเบียงกว้าง ที่ให้แขกสามารถออกไปชมวิวของกรุงเทพฯ ซึ่งโรงแรมอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ไม่ค่อยมีระเบียง เพราะเราอยากให้แขกที่มาอยู่รู้สึกว่าเขาได้ใกล้ชิดกรุงเทพฯ เหมือนได้อยู่บ้าน รวมถึงเซอร์วิสที่มีทั้งบัทเลอร์ สระว่ายน้ำ Loof top เฉพาะสำหรับแขกสวีทเท่านั้น”

เมื่อ 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ก่อสร้างตกแต่งแล้วเสร็จและเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ แน็ตตี้-นิดา จึงได้ย้ายสายงานมาในตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด แบรนด์ 137 พิลลาร์ส ซึ่งไกลจากวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาอยู่มาก

“งานด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ เป็นโลกใบใหม่เลยค่ะ ต้องดูแลทั้งหลังบ้านและหน้าบ้านไปพร้อมๆ กัน การพาแบรนด์ไปนำเสนอให้ลูกค้ารู้จักและมาใช้บริการเรา การทำตลาดออฟไลน์ ออนไลน์ ไม่ว่าจะทำด้วยตัวเองหรือการมีภาครัฐเข้ามาช่วย อย่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเหลือเราค่อนข้างมากในการพาแบรนด์ไปทำตลาดต่างประเทศ ซึ่งการแข่งขันตลาดโรงแรมในเชียงใหม่ยังไม่สูงเท่ากับในกรุงเทพฯ เพราะแบรนด์ลักซูรี่ บูติค โฮเตล ในกรุงเทพฯ มีเป็นสิบ และเปิดใหม่เยอะมาก เราจะต้องตื่นตัวอยู่เสมอในการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดจะทำอย่างไรให้ลูกค้าไว้วางใจและเลือกใช้บริการแบรนด์ของเรา เรียกว่างานการตลาดเป็นสิ่งที่มีอะไรให้แน็ตตี้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลาเป็นงานที่สนุกและท้ายทายดีค่ะ”

อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่า แม้จะเป็น “ลูกสาวเจ้าของโรงแรม” แต่ก็เรียนรู้งานตั้งแต่รากฐาน ไม่ต่างจากพนักงานธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่การเป็นผู้บริหารในอนาคตได้เป็นอย่างดี

“องค์ความรู้ของงานโรงแรมมีรายละเอียดเยอะจริงๆ ค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เราลงทุนเอง บริหารเอง ไม่ว่าจะด้านการก่อสร้าง ถึงแม้จะเรียนวิศวะมา แต่พอมาทำงานจริงๆ ถ้ามานั่งเป็นคนสั่งงานเองมันอาจจะไม่ดีเท่านี้ก็ได้ ยิ่งงานการตลาดเราไม่มีความรู้เลย ดังนั้น การที่แน็ตตี้ได้เริ่มต้นเรียนรู้จากงานระดับล่าง ซึ่งมีมืออาชีพที่ผ่านงานโรงแรมแบรนด์ใหญ่ๆ มาแล้ว มาเป็นเจ้านายเราอีกที ทำให้แน็ตตี้ได้เรียนรู้งานกับคนเก่งๆ และมีโอกาสได้สัมผัสกับองค์ประกอบต่างๆ ของงานโรงแรม ในวันหนึ่งที่แน็ตตี้จะขึ้นไปบริหารแบรนด์เอง จะทำให้เราเข้าใจในจุดเล็กๆ และมองเห็นมุมมองที่กว้าง

กับเพื่อนร่วมงานแรกๆ เขาก็มีเกร็งๆ บ้างว่าเราเป็นลูกเจ้าของ แน็ตตี้ก็ใช้ความจริงใจ การเดินเข้าไปหาเขาก่อน แสดงให้เห็นว่าเราก็เป็นพนักงานคนหนึ่ง แน็ตตี้ไม่ใช่เจ้าของ แต่เราเป็นทีมเดียวกันที่จะมาช่วยสร้างแบรนด์ 137 พิลลาร์สให้มันประสบความสำเร็จไปด้วยกัน”

ว่าที่สาวนักบริหารโรงแรมวัย 25 ปี ที่อยู่คลุกคลีอยู่กับงานโรงแรมมาเกือบ 4 ปี จากคนที่ไม่เคยคิดว่าจะมาทำงานโรงแรม แต่วันนี้ แน็ตตี้-นิดา บอกว่า งานโรงแรมคือ สิ่งที่เธอหลงรัก

“เคยมีคนพูดกับแน็ตตี้ว่า ถ้าไม่เชื่อในสิ่งที่ทำอยู่ก็อย่าทำเลย ตอนแรกๆ แน็ตตี้ไม่เข้าใจนะที่คนบอกว่า เมืองไทยคือจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เคยสงสัยว่าจริงเหรอ ทำไมใครๆ ก็อยากมาเที่ยวเมืองไทย แต่พอได้มาทำงานโรงแรมถึงเข้าใจ เป็นเพราะวิถีชีวิต วัฒนธรรมไทยที่เป็นมิตร พร้อมต้อนรับด้วยความจริงใจและมีรอยยิ้มให้ผู้อื่นเสมอ อาหารก็อร่อย ที่เที่ยวก็เยอะ ทำให้ชาวต่างชาติอยากมาเมืองไทย ทำให้ธุรกิจโรงแรมในบ้านเรายังเดินหน้าไปได้ ขนาดบ้านเรามีเหตุการณ์อะไรมากมาย แต่นักท่องเที่ยวก็เดินทางมา อาจจะจำนวนลดลง แต่ไม่เคยถึงขั้นว่าไม่เดินทางมาเลย จึงทำให้แน็ตตี้เกิดความเชื่อมั่นในธุรกิจนี้ และบอกตัวเองตลอดว่า แน็ตตี้ทำได้ ถ้าจะถามว่าแน็ตตี้รักงานโรงแรมไหม ก็ต้องบอกว่าหลงรักเลยค่ะ”

และเธอก็ปิดท้ายว่า ยังคงสนุกกับงานและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ทุกวัน และวางแผนที่จะเรียนต่อด้านการบริหารโรงแรมอย่างจริงจัง เพื่อรองรับการขยายแบรนด์ 137 พิลลาร์ส ในอนาคตด้วย

 

บี มาย เกสท์ : พญ.พรลักษณ์ – พรสุดา หาญพาณิชย์ สองผู้บริหารคลื่นลูกใหม่เครือเกษมราษฎร์

Published July 30, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/396076

บี มาย เกสท์ : พญ.พรลักษณ์ - พรสุดา หาญพาณิชย์ สองผู้บริหารคลื่นลูกใหม่เครือเกษมราษฎร์

บี มาย เกสท์ : พญ.พรลักษณ์ – พรสุดา หาญพาณิชย์ สองผู้บริหารคลื่นลูกใหม่เครือเกษมราษฎร์

วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“โรงพยาบาลเกษมราษฎร์” ขึ้นแท่นเป็นโรงพยาบาลชั้นนำระดับประเทศด้วยฝีมือการปลุกปั้นของ รศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH และ ผศ.พญ.สมพร หาญพาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BCH ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่หยุดยั้งที่จะขยายธุรกิจบริการทางการแพทย์ให้ครอบคลุมคนไทยทุกกลุ่ม ซึ่งไม่เพียงแต่ลูกชายคนกลาง“กันตพร” ที่เข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจ แต่ยังมีสองลูกสาวสุดรัก พญ.พรลักษณ์ และ พรสุดา หาญพาณิชย์ เข้าเสริมทัพความแข็งแกร่งให้กับเครือโรงพยาบาลเกษมราษฎร์

พญ.พรลักษณ์ หาญพาณิชย์ ลูกสาวคนโต จบจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั่งเก้าอี้ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และรองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) ส่วนลูกสาวคนเล็ก พรสุดา หาญพาณิชย์ จบปริญญาโททางด้านบริหาร จากประเทศสิงคโปร์ มารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบบัญชีและการเงิน และรองประธานฝ่ายจัดซื้อกลาง บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน)

พญ.พรลักษณ์ หรือ หมอส้ม วัย 33 ปี เล่าว่า หลังเรียนจบก็เข้ามาทำงานในธุรกิจของครอบครัวทันที “ในช่วงปีแรกต้องทำสองหน้าที่ไปพร้อมๆ กัน คือออกตรวจรักษาคนไข้ เพราะอยากให้ความรู้ที่เรียนมาในการดูแลผู้ป่วย และทำงานด้านบริหารไปด้วย แต่พอทำไปได้สักระยะหนึ่งมันบาลานซ์เวลาได้ยาก จึงต้องเลือกที่จะมาทำงานด้านบริหารอย่างเต็มตัว เพราะงานที่รับผิดชอบคือ การควบคุมดูแลคุณภาพของโรงพยาบาลในเครือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล ยา ไปจนถึงห้องแล็บเพื่อให้การบริการออกมามีคุณภาพที่สุด”

ส่วน พรสุดา หรือ ลูกปลา ลูกสาวคนสุดท้อง วัย 29 ปี ก็ไม่ต่างกับพี่สาวที่เรียนจบแล้วก็เข้ามาทำงานที่โรงพยาบาลทันที “มันค่อนข้างกดดันเหมือนกันค่ะ เพราะจะมีคนจับจ้องเราอยู่ เข้ามาก็มาดูแลฝ่ายจัดซื้อ ซึ่งธุรกิจโรงพยาบาลมันไม่เหมือนธุรกิจบริการอื่น มันไม่ใช่แค่การซื้ออุปกรณ์สำนักงานทั่วๆ ไป การซื้อเครื่องมือแพทย์แต่ละชิ้นไม่ใช่ว่าราคาไหนโอเคสุดแล้วซื้อได้ ทำให้ปลาต้องศึกษารายละเอียดทุกอย่างของเครื่องมือแพทย์ยาแต่ละตัว ซึ่งค่อนข้างยากที่จะต้องทำความรู้และมีความเข้าใจต่อสิ่งที่เราจะตัดสินใจอย่างถ้วนถี่ เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริหารให้มาดูแลเรื่องการเงินของธุรกิจในเครือทั้งหมดค่ะ”

ปัจจุบัน บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอลจำกัด (มหาชน) แบ่งออกเป็น 3 แบรนด์ ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ที่เจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมและลูกค้าต่างประเทศ, กลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ เป็นกลุ่มลูกค้าฐานกลาง และกลุ่มโรงพยาบาลการุญเวชจะให้บริการกลุ่มลูกค้าประกันสังคมเป็นหลัก รวมทั้ง 3 แบรนด์ทั้งสิ้น 11 โรงพยาบาล ซึ่งเรียกว่าครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทุกระดับ

ในการทำงานของสองสาวพี่น้องสุดซี้ ซึ่งมีคุณพ่อ นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ เป็นแบบอย่าง เผยถึงหลักในการทำงานของแต่ละคน โดย หมอส้ม-พญ.พรลักษณ์ บอกว่า “สิ่งที่เห็นจากการทำงานของคุณพ่อ คือความขยันค่ะ เพราะถ้าเราขยันเราจะนำหน้าคนอื่นๆ ไปแล้วหนึ่งก้าว นอกจากนี้ คือการพร้อมที่จะเรียนรู้ หมอจะเตือนตัวเองเสมอว่าทุกวันคือการเรียนรู้ อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว เพราะว่าเราไม่ได้เก่งในทุกๆ เรื่อง จึงต้องเรียนรู้จากผู้รู้ในเรื่องนั้นๆ และนำความรู้นั้นมาปรับใช้ในการทำงานหรือการแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ใช่แค่การเรียนรู้จากคนที่เก่งกว่าหรือเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แม้แต่กับผู้ใต้บังคับบัญชาของเราเองก็สามารถที่จะเรียนรู้จากเขาได้ การรับฟังความคิดเห็นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการทำงานให้สำเร็จได้ตามเป้าหมายไปด้วยค่ะ”

ขณะที่ ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบบัญชีและการเงิน และรองประธานฝ่ายจัดซื้อกลาง แห่ง BCH พรสุดา บอกว่า “หลักในการทำงานของปลา คือ จะฟังให้มากๆ อย่าคิดว่าตัวเองเรียนจบมาตรงสายแล้วจะรู้ทุกอย่าง เพราะว่าความรู้ที่เรียนจากมหาวิทยาลัย พอเข้าสู่การทำงานจริงๆ มันไม่สามารถนำมาใช้กับโรงพยาบาลได้หมด ความรู้จากมหาวิทยาลัยเป็นเพียงพื้นฐานเพราะธุรกิจแต่ละธุรกิจก็จะมีมุมของมัน ดังนั้น เราต้องเรียนรู้จากคนที่อยู่มาก่อน ฟังจากคนที่มีประสบการณ์มากกว่า และหาทางมาปรับใช้ให้ตรงกับงานของเรามากที่สุดค่ะ”

ด้วยวัยที่ไม่ห่างกันมากนัก และเป็นเจเนอเรชั่นใหม่ที่เข้ามาสานต่อให้ธุรกิจในเครือ BCH ให้ก้าวหน้า พญ.พรลักษณ์ เผยถึงการทำงานร่วมกันระหว่างพี่น้อง

“ตั้งแต่เด็กเราก็เป็นพี่น้องที่ใกล้ชิดกันอยู่แล้ว ยิ่งเป็นผู้หญิงก็จะมีความมุ้งมิ้งของพี่สาวน้องสาว พอมาทำงานที่เป็นธุรกิจครอบครัว มันก็เหมือนกับว่าเราทำงานกับคนที่เราไว้วางใจได้ เพราะแต่ละคนก็ดูแลงานกันคนละส่วน แต่ว่ามันต้องขับเคลื่อนซึ่งกันและกัน ดังนั้น เวลาที่เรามีอะไร เราก็จะคุยกัน ปรึกษากัน ช่วยเหลือกัน เพราะเรื่องบางเรื่องเราอาจจะไม่สามารถพูดได้กับทุกคน แต่พอเป็นพี่น้องก็จะสามารถพูดกันได้แบบเปิดอก แน่นอนว่าในการทำงานมันก็ย่อมมีบ้างในส่วนที่เราคิดเห็นไม่ตรงกัน ก็ต้องมานั่งถกกันถึงข้อดี ข้อเสีย เพื่อหาจุดร่วมที่จะยอมรับได้ ทั้งนี้ ก็เพื่อผลประโยชน์ของธุรกิจ เพราะเราสามพี่น้องต่างก็อยากทำให้สิ่งที่คุณพ่อสร้างไว้ให้เติบโตก้าวหน้าในรุ่นของเรา มากไปกว่านั้นคือ การทำให้โรงพยาบาลในเครือ BCH ทั้งหมด เป็นผู้นำในธุรกิจการบริการด้านสุขภาพทั้งในประเทศและในภูมิภาค เป็นโรงพยาบาลที่หนึ่งในใจของทุกๆ คน”

ถ้าเปรียบเป็นการจัดกองทัพ ก็ต้องบอกว่า กองทัพ BCH นี้มีแม่ทัพครบทุกด้าน ที่พร้อมจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจโรงพยาบาลของประเทศที่เราจะได้เห็นในไม่ช้าอย่างแน่นอน

บี มาย เกสท์ : ธานินท์ หยวกขาว มองอดีต ส่องอนาคต โลกสื่อสารสัญญาณดาวเทียม

Published July 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/390062

บี มาย เกสท์ : ธานินท์ หยวกขาว มองอดีต ส่องอนาคต โลกสื่อสารสัญญาณดาวเทียม

บี มาย เกสท์ : ธานินท์ หยวกขาว มองอดีต ส่องอนาคต โลกสื่อสารสัญญาณดาวเทียม

วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกีฬาระดับสากลทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ข่าวสารจากอีกซีกโลก เบื้องหลังของภาพและเสียงที่เราติดตามทางโทรทัศน์ คือการถ่ายทอดสัญญาณสดผ่านดาวเทียม ภายใต้การกำกับดูแลของ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT โดยมีหนึ่งในกุนซือคนสำคัญที่ชื่อ ธานินท์ หยวกขาว ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์สื่อสารดาวเทียม บมจ.กสท โทรคมนาคมผู้รับผิดชอบงานด้านธุรกิจสื่อสารดาวเทียม มีภารกิจผลักดันให้การสื่อสารดาวเทียมของบ้านเรารุดหน้าก้าวไกล

ธานินท์ นับว่าเป็นลูกหม้อขององค์กรแห่งนี้อย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่การเป็นนักเรียนโทรคมนาคมรุ่นแรกๆ จนสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านวิศวะโทรคมนาคม และเข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรในปี 2525 ซึ่งขณะนั้นยังใช้ชื่อว่า “การสื่อสารแห่งประเทศไทย” จากนั้นได้ทุนองค์กรไปเรียนต่อปริญญาโทด้านวิศวกรรมไฟฟ้า-สื่อสาร ที่มหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา และได้ไปปฏิบัติงานที่องค์การสื่อสารโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศ (Intelsat) สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 2 ปี แล้วจึงกลับมาทำงานที่กองวิศวกรรม รับผิดชอบด้านสื่อสารดาวเทียม

“ในยุคแรก การรับ-ส่ง ข้อมูลผ่านดาวเทียม ส่วนใหญ่ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ ซึ่งบนน่านฟ้าเหนือมหาสมุทรทั่วโลกมีดาวเทียมค้างฟ้าลอยอยู่เพื่อรับ-ส่งสัญญาณ เป็นการสื่อสารดาวเทียมแบบวงโคจรสูงที่เรียกว่า วงโคจรค้างฟ้า (Geo – Stationary Orbit) ที่ความสูงจากโลกมากกว่า 35,000 กิโลเมตร ซึ่งประเทศไทยมีจุดรับ-ส่งสัญญาณดาวเทียมหลัก คือสถานีศรีราชา มีชุมสายโทรศัพท์อยู่ทั้งที่ศรีราชาและบางรัก ต่อมาเมื่อความต้องการการใช้งานสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียมเพิ่มมากขึ้น รวมถึงข้อจำกัดด้านเทคนิคของจานรับ-ส่งสัญญาณดาวเทียม การสื่อสารแห่งประเทศไทย จึงได้สร้างสถานีรับสัญญาณดาวเทียมเพิ่มอีก 2 ที่ คือ นนทบุรี และอุบลราชธานี ทำให้ประเทศไทยสามารถโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม เพื่อสื่อสารไปได้ทั้งทวีปยุโรป อเมริกา แอฟริกา นับว่าในยุคสมัยนั้นดาวเทียมมีบทบาทอย่างยิ่งในการสื่อสารโทรคมนาคมระหว่างประเทศ

ต่อมา ในปี 2530 เริ่มมีเคเบิลใต้น้ำเข้ามาทดแทนมีการรองรับ capacity ที่ดีกว่า แต่ก็ยังต้องใช้ประโยชน์ในด้านการรับ-ส่งสัญญาณภาพและเสียงจากสัญญาณดาวเทียมอยู่ โดยเฉพาะเมื่อมีการถ่ายทอดสดเหตุการณ์สำคัญจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก การสื่อสารเพื่อช่วยประชาชนในพื้นที่ประสบภัยต่างๆ รวมไปถึงบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ โดยให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ อาทิ THAICOM, ASIASAT, INTELSAT”

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และ CAT เข้ามามีบทบาทอย่างมากนั่นคือ การค้นหาเพื่อช่วยชีวิต 13 ชีวิตหมูป่าอะคาเดมี ณ ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย การสื่อสารผ่านดาวเทียมเป็นระบบเดียวที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากพื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่ห่างไกล เข้าถึงยาก ด้วยหลักการของดาวเทียมคือ One For All Area จึงสามารถส่งสัญญาณจากจุดหนึ่งไปยังหลายพื้นที่ได้ ทำให้คนไทยและชาวโลกได้รับรู้ทุกความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์นี้ได้อย่างทันท่วงทีจากการนำเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ

“ในอนาคตอันใกล้เทคโนโลยี 5G จะเข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาประเทศอย่างมาก การสื่อสารผ่านดาวเทียมซึ่งมีศักยภาพรองรับการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ได้มหาศาล การใช้งานในลักษณะเคลื่อนที่ (Mobility) จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะเข้ามามีบทบาทในการเสริมให้เทคโนโลยี 5G เข้าถึงได้ในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง ซึ่ง CAT อยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรธุรกิจ ผู้พัฒนาดาวเทียม High Throughput Satellite และผู้ให้บริการระบบสื่อสารดาวเทียมในย่าน Low Earth Orbit (LEO) พร้อมทั้งเสนอพื้นที่สถานีดาวเทียมภาคพื้นดินของ CAT ให้เป็นสถานี Gateway ของเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาธุรกิจสื่อสารผ่านดาวเทียมให้มีศักยภาพที่จะรองรับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างทันท่วงที”

จากวิศวกรที่ดูแลงานด้านเทคนิคมาตลอด ธานินท์ ได้เลือกศึกษาต่อปริญญาโทในสาขาการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และได้รับโอกาสการเติบโตไปในสายงานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกลยุทธ์ และสื่อสารการตลาด บริการสื่อสารไร้สาย บริการอินเตอร์เนตในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์บรอดแบรนด์ เรียกได้ว่าสำหรับสายงานด้านโทรคมนาคมแล้ว ถือว่าครบเครื่องเลยทีเดียว

“ในการทำงาน การเรียนรู้และเปิดโอกาสให้ตัวเองและผู้อื่น เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งผมเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทำหลายๆ อย่าง เช่น ถ้ามีเปิดสอบ ผมก็ไปสอบ และใช้ความพยายามผลักดันข้อจำกัดของตัวเองไปเรื่อยๆ งานบางอย่างแม้เราไม่รู้ แต่ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เรียนรู้กันได้ เวลาว่างผมชอบอ่านหนังสือ ส่วนใหญ่ก็เพื่อหาความรู้มาพัฒนาตัวเอง พัฒนาทีมอยู่ตลอดเวลา แนวคิดในการทำงานกับคนอื่นก็เช่นกัน ผมเน้นเรื่องของการทำงานเป็นทีม มีการวางแผนงานและกำหนดเป้าหมายการบริหารจัดการที่มีเป้าหมาย ปรึกษาหารือกันเพื่อหาข้อสรุปให้ทีม มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันและผมย้ำกับน้องๆ ทุกคนเสมอว่า การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งตรงนี้ผมได้จากการทำงานกับคนต่างชาติ”

แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาก้าวไปไกลแค่ไหน การสื่อสารดาวเทียมก็ยังคงมีบทบาทอยู่เสมอ เช่นเดียวกับบุคลากรที่มีองค์ความรู้หลากหลาย และไม่เคยหยุดเรียนรู้ สิ่งเหล่านี้คือกำลังสำคัญที่จะช่วยผลักดันประเทศให้พัฒนาได้อย่างยั่งยืน

%d bloggers like this: