บีมายเกสท์

All posts tagged บีมายเกสท์

บีมายเกสท์ : คณบดี แห่งม.บูรพา‘สัณห์ไชญ์ เอื้อศิลป์’ ก้าวออกจาก Comfort Zone สร้างงานวิจัยเพื่อชุมชน

Published September 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/405187

บีมายเกสท์ : คณบดี แห่งม.บูรพา‘สัณห์ไชญ์ เอื้อศิลป์’  ก้าวออกจาก Comfort Zone สร้างงานวิจัยเพื่อชุมชน

บีมายเกสท์ : คณบดี แห่งม.บูรพา‘สัณห์ไชญ์ เอื้อศิลป์’ ก้าวออกจาก Comfort Zone สร้างงานวิจัยเพื่อชุมชน

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ถ้าอาชีพ “ครู” คือการทำหน้าที่มอบวิชาความรู้ให้กับศิษย์สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุดแล้ว แต่สำหรับ อาจารย์สัณห์ไชญ์ เอื้อศิลป์ คณบดี คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา หน้าที่ของเขาไม่ใช่เพียงแค่สอนหนังสือ ทำผลงานวิชาการ แล้วรับเงินเดือนซึ่งมาจากภาษีของประชาชนเพียงเท่านั้น แต่ครูคนนี้ตระหนักดีถึงหน้าที่ของครูที่มีต่อสังคมและประเทศชาติอีกด้วย ซึ่งงานวิจัย “ลา คอสตูม บ้านปึก บาย มูพา” (La Costume Banpuek by MUPA) คือหนึ่งในผลงานที่แสดงให้เห็นในสิ่งที่เขาตระหนักได้เป็นอย่างดี

“ผมมาทำงานที่ชลบุรี 16 ปีแล้ว ผ้าทอบ้านปึกเป็นสินค้าชุมชนที่เราคุ้นเคย เวลามีแขกบ้านแขกเมืองมา ผ้าทอบ้านปึกก็จะเป็นหนึ่งในของที่ระลึกวางในกระเช้า หรือห่อของขวัญผูกโบ หรือไม่ก็เห็นถูกตัดเป็นชุดสำเร็จในดีไซน์ที่ใส่แล้วก็จะเป็นผู้มีวัยวุฒิสูงทันที พอได้รับโจทย์มาให้ทำงานวิจัยเพื่อชุมชน ผมก็เลยจับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราก่อน จึงได้เลือกทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอบ้านปึก”

อาจารย์สัณห์ไชญ์ เล่าต่อว่า จากการลงพื้นที่พูดคุยกับกลุ่มผ้าทอบ้านปึก นำโดย กำนันเกษม อินทโชติ ทำให้ทราบว่าผ้าทอบ้านปึกมีเรื่องราวที่น่าสนใจนานนับร้อยปี โดยมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า เมื่อครั้งที่ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในรัชกาลที่ 5 เสด็จแปรพระราชฐานมายังตำบลอ่างศิลา ทรงเห็นความยากลำบากในการทำมาหากินของชาวบ้าน จึงทรงมีพระราชดำริในการสร้างอาชีพ ด้วยการนำช่างมาสอนทอผ้าให้แก่ชาวบ้านจนกลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อในสมัยนั้น และได้สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่นโดยใช้ชื่อว่า “ผ้าทอคุณย่าท่าน” บ้านปึก ชลบุรี

“ในการทำงานยึดตามวิสัยทัศน์ของคณะ คือ Innovation from tradition คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่โดยไม่ทำให้รากเหง้าของตนเองสูญเสียไป อัตลักษณ์ของผ้าทอบ้านปึก คือ มี 2 ลวดลาย ได้แก่ ลายไส้ปลาไหล กับ ลายนกกระทา มีคุณสมบัติที่โดดเด่น คือเป็นผ้าฝ้ายทอมือ มีเนื้อแน่นเมื่อสัมผัสแล้วจะให้ความรู้สึกนุ่ม แต่สีส่วนใหญ่จะเป็นสีสด ฉูดฉาด สิ่งแรกที่เราทำคือ ขอให้ชาวบ้านลองเพิ่มเส้นเงินเข้าไปที่ชายผ้าและปรับโทนสีของผ้าให้มีความนุ่มนวล คลาสสิก และทอเป็นสีพื้น เช่น ขาว ดำ สีคราม สีครีม เพิ่มลาย เช่น ลายสมุก ลักษณะสี่เหลี่ยมขัดไปขัดมาคล้ายลายบนหลังเต่า และได้ทำการศึกษาภาพจิตรกรรมฝาผนังจากวัดเตาปูนและวัดเกตุงามซึ่งเป็นวัดเก่าแก่มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา มีลายกระเบื้องลายดอกพิกุล ลายราชวัตร ลายประจำยาม และลายไทยอื่นๆ ที่งดงาม มาออกแบบเป็นลายใหม่ด้วยเทคนิคเรขศิลป์ หรือ Graphic Design อีกทั้ง ในจิตรกรรมฝาผนังนั้นมีสีที่โดดเด่นคือ เหลืองและเขียว จึงให้ชาวบ้านได้ทดลองทอผ้าสีพื้นทั้งเหลืองและเขียว และนำลายที่ได้มาพิมพ์ลงบนผ้า โดยให้ชื่อสีใหม่ที่ได้นี้ว่า เหลืองเตาปูนกับเขียวเตาปูน”

ในการทำงาน อาจารย์สัญห์ไชญ์ บอกว่า ไม่ใช่เป็นการนำความรู้ที่เป็น “วิชาการ” อย่างชัดเจนเข้าไปยัดเยียดให้กับชาวบ้าน เพราะยากต่อการเข้าใจ แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างทีมวิจัยพัฒนา ซึ่งมีทั้ง คณาจารย์ นักศึกษาของคณะดนตรีและการแสดง และกลุ่มทอผ้าบ้านปึก ที่สำคัญคือการทำให้ชาวบ้านเห็นภาพจริงมากกว่าคำพูดทางวิชาการที่เข้าไม่ถึง

“ตอนที่ขอให้ชาวบ้านทอผ้าลวดลาย สีสันอย่างที่เราแนะนำ ลุงๆ ป้าๆ ก็จะงง ว่ามันจะออกมาเป็นอย่างไร อีกทั้งผ้าทอบ้านปึกแบบดั้งเดิมก็มักไปตัดชุดสำเร็จที่คนรุ่นใหม่เห็นแล้วก็ต้องว่าแก่ เราก็อยากจะทำให้เขาเห็นผ้าทอบ้านปึกในมุมมองที่มันเป็น Hi Fashion มากขึ้น ด้วยการตัดเย็บชั้นสูงหรือ โอต กูตูร์ (Haute Couture) แล้วจัดแสดงแฟชั่นโชว์มีผู้ใหญ่ในจังหวัดมาชม พอเขาได้เห็นผลงานต้นแบบที่เราออกแบบให้ไม่ว่าจะเป็น ชุดราตรี เดรส หรือชุดสูท กางเกง กระโปรง ชาวบ้านก็ตื่นเต้นนะว่าผ้าทอบ้านปึกทำได้ขนาดนี้เลย ก็เป็นแรงบันดาลใจ กำลังใจให้กับกลุ่มผู้ทอผ้าได้เป็นอย่างดีว่า แค่ลดทอนเรื่องสีสัน เพิ่มตรงนี้นิด ทำตรงนี้อีกหน่อย เขาจะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ของเขาได้อย่างไร”

ในฐานะ คณบดี คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา และหัวหน้าทีมวิจัย “ลา คอสตูมบ้านปึก บาย มูพา” (La Costume Banpuek by MUPA) อาจารย์สัณห์ไชญ์ ยอมรับว่า เป็นอีกหน้าที่ที่เขาภูมิใจในการเป็น “ครู”

“ปลื้มใจที่งานชิ้นนี้มันออกมาได้ดีมากกว่าที่คิด ตกใจมากตอนเห็นผ้าทอบ้านปึกในแพทเทิร์นใหม่ๆ แม้จะเป็นลวดลายดั้งเดิมแค่เปลี่ยนสี มีทั้งชุดราตรีที่ดูหรูหรา ชุดสูทที่ดูเรียบแต่เท่ ทันสมัยคนรุ่นใหม่ใส่ได้ ที่สำคัญคือมันเป็นผลงานที่เราทำร่วมกันทั้งคณะอาจารย์ นักศึกษา และชาวบ้าน มันได้ขนาดนี้เลยเหรอ มันเกิดทั้งคุณค่าและมูลค่าไปพร้อมๆ กัน

ในระยะเวลา 16 ปีที่สอนหนังสือมา สิ่งที่สัมผัสได้คือส่วนใหญ่พอทำงานไปสักระยะมันจะเกิด Comfort Zone นอกจากสอนหนังสือแล้ว เป้าหมายคือการทำผลงานวิชาการเพื่อให้ได้มา ซึ่ง รศ., ผศ., ศ. อะไรก็ว่าไป แต่ในความรู้สึกส่วนตัว หน้าที่เราไม่ใช่แค่สอนหนังสือนักศึกษาและทำตำแหน่งทางวิชาการเท่านั้น เราควรต้องเอาความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เรามี ไปทำอะไรเพื่อประชาชนและชุมชนที่เราอยู่ด้วย แบบนั้นจึงจะคุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับ ซึ่งผมเองก็พยายามที่จะปลูกฝังให้นักศึกษาตระหนักถึงความสำคัญตรงนี้ในการนำความรู้ สิ่งที่ตนเองถนัดลงไปช่วยชุมชน เพราะสิ่งที่นักศึกษาจะได้กลับมาคือองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่มันไม่มีอยู่ในตำรา”

แฟชั่นนิสต้าหรือดีไซเนอร์ที่สนใจอยากเห็น ผ้าทอบ้านปึก จากผลงานวิจัย “ลา คอสตูม บ้านปึก บาย มูพา” (La Costume Banpuek by MUPA) หน้าตาจะเป็นอย่างไร มีความสวยงามแค่ไหน ไม่ต้องเดินทางไปถึงบ้านปึก เพราะ อ.สัณห์ไชญ์ ได้นำมาอวดโฉมให้คนในวงการแฟชั่นได้ชมอย่างใกล้ชิดในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2562 (Thailand Research Expo 2019)” ระหว่างวันที่ 7-10 เมษายน 2562 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

สัณห์ไชญ์ เอื้อศิลป์

สัณห์ไชญ์ เอื้อศิลป์

บีมายเกสท์ : วิวรรณ-วรมน สารกิจปรีชา ส่งต่ออุดมการณ์‘อนุบาลกุ๊กไก่’ โรงเรียนในฝันของวัยอนุบาล

Published August 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/402164

บีมายเกสท์ : วิวรรณ-วรมน สารกิจปรีชา  ส่งต่ออุดมการณ์‘อนุบาลกุ๊กไก่’  โรงเรียนในฝันของวัยอนุบาล

บีมายเกสท์ : วิวรรณ-วรมน สารกิจปรีชา ส่งต่ออุดมการณ์‘อนุบาลกุ๊กไก่’ โรงเรียนในฝันของวัยอนุบาล

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ครูแวว-วรมน สารกิจปรีชา และ ครูไก่-วิวรรณ สารกิจปรีชา

หนึ่งในโรงเรียนก่อนปฐมวัยที่พ่อ-แม่ผู้ปกครองยกให้เป็นโรงเรียนที่อยากส่งลูกหลานไปเรียนมากที่สุด ต้องมีชื่อ “โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่” ย่านพระราม 4 อยู่ในลิสต์อย่างแน่นอน สถานศึกษาชื่อน่ารักแห่งนี้ เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ ครูไก่-วิวรรณ สารกิจปรีชา ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ ซึ่งเห็นความสำคัญของเด็กๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการปลูกฝังด้านการศึกษาอย่างเป็นระบบโดยคำนึงถึงผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อให้เด็กๆ ได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ที่สำคัญคือสติปัญญา ที่จะเป็นพื้นฐานไปสู่การเรียนรู้ขั้นสูงต่อไป และวันนี้ โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ ได้คนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง ครูแวว-วรมน สารกิจปรีชาที่เป็นลูกไม้หล่นใต้ต้นของ ครูไก่-วิวรรณ เข้ามาสานต่อเจตนารมณ์ด้านการศึกษาของผู้เป็นแม่ ด้วยการนำความรู้ความถนัดด้าน Graphic and Media Design เข้ามาผสมผสานจนเกิดเป็นการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ที่ตอบรับกับไทยแลนด์ 4.0

“แววเข้ามาตรงนี้ได้ปีกว่า เพราะมีลูกชาย ซึ่งได้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่เช่นกัน ซึ่งที่โรงเรียนจะมีชั่วโมงที่ให้คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในห้องเรียนของบุตรหลาน จำได้ว่าวันนั้นเป็นการเรียนรู้แบบโครงงาน หรือ Project Approach เรื่องไข่ แววก็เลยมาร่วมทำศิลปะกับเด็กๆ ในห้องเรียน ได้เห็นว่าเด็กๆ เขาก็สนุกกับการเรียนรู้แบบนี้ พ่อ-แม่เองก็มีส่วนร่วมกับลูกๆ ด้วย ด้วยความที่ตัวเองก็จบศิลปะมาเหมือนกัน จึงสนใจ ไปค้นหาเพิ่มว่าศิลปะกับเด็กมีอะไรน่าทำบ้าง เลยชอบตรงนี้ขึ้นมา และบอกคุณแม่ว่าจะลองเข้ามาทำตรงนี้ ที่เป็นศิลปะในรูปแบบของ Process Artจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาช่วยงานคุณแม่ที่โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ค่ะ”

การเรียนรู้รูปแบบโครงงาน หรือProject Approach ครูแวว อธิบายว่า เป็นวิถีการเรียนรู้เชิงบูรณาการเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเด็ก เป็นการสอนวิธีคิดให้เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่สนใจและอยากรู้ กล้าพูดกล้าออกความคิดเห็น และได้ทำจริงเป็นประสบการณ์ของเด็ก ที่จะใช้สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ตัดสินใจและต่อยอดสิ่งที่เด็กต้องใช้ในช่วงวัยเติบใหญ่ โดยโรงเรียนจะใช้ควบคู่ไปกับ STEM Education ซึ่งประกอบด้วย ทักษะวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ซึ่งจะเติมเต็มคุณภาพวัยเรียนให้เด็กๆ

นอกจากนี้ ครูแวว ยังได้จะนำเสนอไอเดียการสอนรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Sensory Play กิจกรรมที่ฝึกการเรียนรู้ของเด็กให้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าผ่านการเล่นเป็นกลุ่ม (Play Group) เข้ามาเสริม โดยจะจัดเป็นฐานการเรียนรู้ให้เด็กเข้ามาทำกิจกรรมเป็นเรื่องๆ เช่น เรื่องของสัตว์ ก็จะจัดเป็นฐาน (มุม) สิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่อาศัยของสัตว์ยกตัวอย่างหมีขาวอยู่ในขั้วโลกเหนือ ก็จะสร้างฐานที่เย็นเหมือนน้ำแข็ง ให้เด็กจับและฝึกเรียนรู้ทางปฏิบัติ มีการพิสูจน์ ก็จะมีเพิ่มคำศัพท์ให้แก่เด็ก เช่น เย็นเหมือนน้ำแข็ง แข็งเหมือนเปลือกไม้ ได้ใช้ในชีวิตประจำวันด้วย

“Sensory Play คือการเรียนรู้ทุกอย่างโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งเรื่องนี้มีวิทยาศาสตร์พิสูจน์มาว่า จะทำให้เส้นสมองมีการเชื่อมต่อกัน จะสังเกตได้ว่าโรงเรียนอินเตอร์ ใช้ Sensory Play ซึ่งเป็นอะไรที่สำคัญมากกับการพัฒนาของเด็กค่ะ”

ด้าน ครูไก่-วิวรรณ สารกิจปรีชา เสริมว่า อนุบาลกุ๊กไก่เป็นโรงเรียนไทยๆ แต่รูปแบบการเรียนการสอนที่เป็นอินเตอร์ฯ ไม่ได้เน้นการเรียนแบบท่องจำ แต่ให้เด็กได้ลงมือทำ ได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาสนใจ แต่ก็ไม่ลืมรากฐานความเป็นไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ ครูไก่ ทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนเข้าสู่ปีที่ 42 ของโรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่

“ที่อนุบาลกุ๊กไก่ถึงแม้จะใช้ภาษาไทยในการเรียน แต่ก็มีการสอดแทรกภาษาที่สองอย่างเช่น ภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากภาษาที่เด็กๆ ใช้ในชีวิตประจำวันคือภาษาไทย เมื่อเราได้สร้างพื้นฐานภาษาไทยที่แข็งแรงให้กับเด็กๆ แล้ว เด็กจะสามารถต่อยอดกระบวนความคิดของเขาได้ง่ายกว่า จากนั้นโรงเรียนก็จะต่อยอดเติมเต็มภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ ผ่านการพูดคุยหรือการทำกิจกรรมต่างๆ กับครูต่างชาติตั้งแต่ระดับเนอสเซอรี่ เช่น การสอนให้เด็กๆ รู้จักตัวอักษร พยัญชนะต่างๆ ในชื่อของตัวเอง ว่าชื่อเขาขึ้นต้นด้วยอักษร ก. จะตรงกับอักษรภาษาอังกฤษตัวใด เขาก็จะเข้าใจว่าชื่อเขามีตัวอักษรอะไรบ้าง เมื่อนำไปเทียบกับเพื่อนเขาก็จะรู้ว่าชื่อตนเองมีอักษรที่แตกต่างหรือเหมือนกับชื่อของเพื่อนอย่างไร

อีกเรื่องหนึ่งที่โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ปลูกฝังให้กับลูกศิษย์ทุกคนคือการปลูกฝังความเป็นไทย ที่อยากให้ติดตัวเด็กๆ ไปจนโต ไม่ว่าจะวัฒนธรรมไทย มารยาทไทย การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม การปลูกฝังให้เด็กเป็นคนคิดเป็น และต้องคิดดี มีจิตใจดีที่คิดถึงผู้อื่นและสังคม ให้เขามีความภูมิใจในความเป็นไทยควบคู่กันไปค่ะ”

ทุกวันนี้การบริหารสถานศึกษาภาคเอกชนมีการแข่งขันและใช้ต้นทุนสูง แต่กว่า 40 ปี ของอนุบาลกุ๊กไก่ได้พิสูจน์แล้วว่าอยู่ได้ด้วย“คุณภาพมาตรฐาน” อย่างแท้จริง ซึ่ง ครูไก่ บอกว่า “ครูไก่ไม่ได้เปิดโรงเรียนมาเพื่อหวังผลกำไร แต่ทำเพราะใจรัก เพราะอยากให้เด็กๆ ได้มีพื้นฐานการเรียนรู้ที่ดีสำหรับวัยอนุบาลครูไก่บอกกับคุณครู เจ้าหน้าที่ทุกคนในโรงเรียนเสมอว่า การที่เราอยู่ตรงนี้เราได้ทำบุญทุกวัน การที่ได้เห็นเด็กๆ ที่เรียนจบออกไป ได้เติบโตไปเรียนต่อในสถานศึกษาขั้นสูงขึ้น เป็นคนดีของครอบครัวและสังคม เราก็จะภูมิใจว่าเราเป็นส่วนเล็กๆ ที่สร้างคนคุณภาพคนหนึ่งขึ้นมา ซึ่งวันนี้ก็ดีใจที่ได้ครูแววเข้ามาสานต่อเจตนารมณ์ตรงนี้ค่ะ”

คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาโรงเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับลูกรัก โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ เปิดรับเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาล (Nursery) จนถึงชั้นอนุบาล 3 สามารถเข้าไปชมข้อมูลโรงเรียนได้ที่www.kukai.ac.th และ https://www.facebook.com/kukaikindergarten หรือโทร.02-2490081

บีมายเกสท์ : ‘ขยัน ซื่อสัตย์ ใจเย็น’ เคล็ดลับความสำเร็จสาวสมาร์ท ปอร์เช่-ปรียดา จิรวัฒน์วงศ์

Published October 26, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/339997

บีมายเกสท์ : ‘ขยัน ซื่อสัตย์ ใจเย็น’  เคล็ดลับความสำเร็จสาวสมาร์ท  ปอร์เช่-ปรียดา จิรวัฒน์วงศ์

บีมายเกสท์ : ‘ขยัน ซื่อสัตย์ ใจเย็น’ เคล็ดลับความสำเร็จสาวสมาร์ท ปอร์เช่-ปรียดา จิรวัฒน์วงศ์

วันจันทร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นาทีนี้ในหมู่สาวๆ คงมี “พรี บูทีค สปอร์ตแวร์” (Pree Boutique Sportswear) เป็นหนึ่งในไอเท็มโปรดที่หยิบมาสวมใส่ในชั่วโมงฟิตแอนด์เฟิร์มเป็นแน่ เพราะเป็นชุดออกกำลังกายที่ถูกสร้างสรรค์มาเอาใจสาวๆ ที่รักการออกกำลังกายและแฟชั่น จากฝีมือการปลุกปั้นแบรนด์ของสาวเก่ง ปอร์เช่-ปรียดาจิรวัฒน์วงศ์ ที่เข้าใจดีว่าผู้หญิงอย่างเราๆ ต้องการดูสวยโดดเด่นในทุกๆ ชุดที่สวมใส่ ไม่เว้นแม้แต่ยามออกกำลังกาย

ปอร์เช่-ปรียดา จิรวัฒน์วงศ์ เล่าว่า“ธุรกิจครอบครัวรับจ้างผลิตเสื้อผ้ากีฬาอยู่แล้ว พอเรียนจบกลับมาช่วยงานที่บ้าน ก็อยากที่จะต่อยอดมากกว่าที่จะรับจ้างผลิตอย่างเดียว ซึ่งส่วนตัวเช่เอง เป็นคนชอบออกกำลังกาย เล่นกีฬาอยู่แล้ว แต่รู้สึกว่าชุดออกกำลังกายของผู้หญิงตอนนั้นมันเน้นเรื่องฟังก์ชั่นมาก แต่ดีไซน์ไม่สวย เพราะบางทีสาวๆ อย่างเราก็ชอบแต่งชุดออกกำลังกายออกจากบ้าน ไปฟิตเนสเลยใช่ไหมคะ ก็อยากได้ชุดที่ดีไซน์สวยๆ พอๆ กับการรองรับการออกกำลังกาย ก็เลยเป็นแรงบันดาลใจ เช่อยากทำแบรนด์เสื้อผ้าออกกำลังกาย ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงไทย ทั้งด้านคุณภาพและดีไซน์ ชุดออกกำลังกายของเรา ก็เลยถูกดีไซน์ให้เป็นเหมือนเสื้อผ้าแอ๊กทีฟแวร์ ที่นอกจากจะใส่ออกกำลังกายได้แล้ว ดีไซน์ที่มีความสวยงามของเสื้อผ้า ยังสามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์ใส่กับชุดลำลองในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย”

พรี บูทีค สปอร์ตแวร์ (Pree Boutique Sportswear) เปิดตัวเมื่อปี พ.ศ.2557 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสาวๆ รักสุขภาพ โดย ปอร์เช่ เผยถึงความแตกต่างระหว่างการรับจ้างผลิตกับการสร้างแบรนด์ของตัวเอง

“การรับจ้างผลิตหรือ OEM ประเด็นสำคัญหลักๆ จะเป็นด้าน Operational ล้วนๆ เช่น การส่งมอบของให้ลูกค้าตรงต่อเวลา ต้นทุนที่ competitive คุณภาพสินค้า เเละนวัตกรรมการผลิตใหม่ที่ก้าวหน้าทันสมัย เเต่หากเป็นเเบรนด์เเล้ว จะมีเพิ่มในส่วนของ emotionalเข้ามาอย่างมาก การมีสินค้าหรือโปรดักท์ที่ดีหากไม่มีการเล่าเรื่อง หรือสร้างตัวตนของเเบรนด์ที่ดีเเละเชื่อมต่อกับลูกค้าได้ จะไม่ทำให้ผู้บริโภคสนใจ เพราะฉะนั้นการทำเเบรนด์ต้องคำนึงถึงทุกๆ touch point ของลูกค้าว่าจะสร้างประสบการณ์เเบบไหน เรื่องราว ตัวตนเเบบไหนให้กับเขา เพื่อให้เขารู้สึกเชื่อมั่น เชื่อถือในเเบรนด์ ซึ่ง Pree เองต้องการส่งมอบชุดออกกำลังกายที่มีทั้งคุณภาพเเละความสวยงาม ภายใต้ 3 คีย์เวิร์ด คือ savvy, boutique, surprise!”

การจะประสบความสำเร็จในการบริหารธุรกิจ ไม่ได้เกิดจากความสามารถเฉพาะตัวเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการบ่มเพาะที่ดีอีกด้วย

“เช่เกิดมากับครอบครัวที่ทำงานค่อนข้างหนักทุกคน ทั้งคุณพ่อ-คุณเเม่ เช่จึงโตมากับภาพที่ว่าการทำสิ่งใดก็ตาม เราก็ต้องขยันเเละจริงจัง นอกจากนั้นจะเตือนตัวเองเสมอว่า เราจะต้องเป็นคนดี ซื่อสัตย์ ใจเย็น ถึงแม้ว่าการทำงานสมัยนี้จะสามารถพึ่งพาเทคโนโลยีได้มากขึ้น เป็นเเบบ Work smart เเต่สิ่งที่เช่เรียนรู้จากคุณพ่อ-คุณแม่มาตลอดคือ สิ่งที่ยากนอกจากเรื่องของเนื้องาน ก็คือเรื่องการบริหารคน เพราะฉะนัั้นการที่เราดีต่อผู้อื่น ไม่เอารัดเอาเปรียบ ก็จะส่งผลให้การทำงานราบรื่น เเละเช่ไม่เชื่อว่าการทะเลาะหรือใช้อารมณ์จะทำให้เกิดผลดีกับใคร ดังนั้นจะเป็นคนค่อนข้างใจเย็น จะไม่ค่อยโกรธทุกอย่างว่ากันตามเหตุแเละผล

ซึ่งคุณแม่เป็นต้นแบบในเรื่องนี้ ท่านเป็น Working woman ที่เก่งมาก เรื่องการจัดการบริหาร มีความ organize ที่สูงมาก จัดระเบียบทุกอย่างในชีวิตได้เป๊ะๆ หมด คุณแม่เป็นคนมีความละเอียดอ่อน เอาใจใส่ผู้อื่น มีความจริงใจ เเคร์ความรู้สึกของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในครอบครัว คุณเเม่จะคิดได้รอบด้านมากจนทำให้เช่อยากจะเป็นอย่างท่านได้บ้าง”

แน่นอนว่าสำหรับสำหรับนักธุรกิจสาวผู้เชี่ยวชาญด้านเสื้อผ้ากีฬาคนนี้ หนึ่งในกิจวัตรประจำวันของเธอ ก็คือการออกกำลังกาย และชื่นชอบการออกกำลังกายหลากหลายประเภททั้งการเวทเทรนนิ่ง คาร์ดิโอ หรือเข้าคลาสลองเรียนกิจกรรมการออกกำลังกายใหม่ๆเพราะการออกกำลังกายสำหรับเธอ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะช่วยให้เธอสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานและเกิดไอเดียใหม่ๆ อยู่เสมอ

“สำหรับแบรนด์ พรี บูทีค สปอร์ตแวร์ ตอนนี้ก็ 4 ปีแล้ว ได้รับการตอบรับจากสาวไทยมากขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่าผลิตภัณฑ์ของเราตอบโจทย์ของสาวๆ ที่รักการออกกำลังกายและแฟชั่น แต่ก็ยังต้องพัฒนาตัวเองต่อไป จากนี้ก็อยากพาแบรนด์ไปเติบโตในต่างประเทศ เริ่มจากในโซนเอเชียก่อน อย่าง จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งเช่เองไม่อยากโตแบบก้าวกระโดด ไม่อยากโตเร็วเกินไป ให้ทุกอย่างค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับแบรนด์ อยากให้ลูกค้ารับรู้ถึงความตั้งใจที่เราใส่เข้าไปในแบรนด์ในทุกๆ คอลลเลคชั่นที่วางจำหน่าย”

…สิ่งที่ยากนอกจากเรื่องของเนื้องาน ก็คือเรื่องการบริหารคน เพราะฉะนัั้นการที่เราดีต่อผู้อื่น ไม่เอารัดเอาเปรียบ ก็จะส่งผลให้การทำงานราบรื่น เเละเช่ไม่เชื่อว่าการทะเลาะหรือใช้อารมณ์จะทำให้เกิดผลดีกับใคร ดังนั้น จะเป็นคนค่อนข้างใจเย็น จะไม่ค่อยโกรธ ทุกอย่างว่ากันตามเหตุแเละผล…

บีมายเกสท์ : ลี่เล้ง-พรวิภา วัชรการุณย์ แนะช็อปออนไลน์ยุค 4G มีสติก่อนกดซื้อ

Published October 21, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/333669

บีมายเกสท์ : ลี่เล้ง-พรวิภา วัชรการุณย์  แนะช็อปออนไลน์ยุค 4G มีสติก่อนกดซื้อ

บีมายเกสท์ : ลี่เล้ง-พรวิภา วัชรการุณย์ แนะช็อปออนไลน์ยุค 4G มีสติก่อนกดซื้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เรื่องช็อปปิ้ง ของไหนดี ของไหนเด็ด ที่ไหนลดราคา “ผู้หญิง” อย่างเราไม่เคยพลาด แต่จะให้ไปเดินตลาด เดินห้างสรรพสินค้า ก็ไม่ใช่ผู้หญิงยุค 4.0 เพราะเดี๋ยวนี้แค่มีสมาร์ทโฟนก็ช็อปปิ้งได้ดั่งใจ แต่ถ้าจิ้มเพลินแบบไร้สติอาจหมดสตางค์ได้ไม่รู้ตัว วันนี้เราจะไปรู้จักกับลี่เล้ง -พรวิภา วัชรการุณย์ โฮสต์สาวสวยประจำแห่งช่อง O Shopping และนักช็อปออนไลน์ตัวแม่ ที่จะมาแนะนำวิธีการช็อปปิ้งออนไลน์อย่างไรให้ได้ของดี คุ้มค่า ราคาน่าคบ

“เมื่อก่อนมีแต่รายการขายสินค้าทางทีวี. พอเทคโนโลยีเข้ายุค 4.0 การช็อปปิ้งก็เข้ามาสู่รูปแบบช็อปออนไลน์สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ แต่เดี๋ยวนี้ยิ่งง่ายเข้าก็คือ การช็อปผ่านแอพพลิเคชั่น อย่างตัวลี่เองก็มีแทบจะทุกค่ายแอพฯ ช็อปปิ้ง เพราะอะไร เอาไว้เปรียบเทียบราคาสินค้า โปรโมชั่นเวลาที่อยากจะซื้ออะไรสักชิ้นก็ต้องมีการเปรียบเทียบทั้งราคา ข้อเสนอ สิทธิพิเศษ แต่สำคัญกว่าไม่ใช่แค่ว่าเจ้าไหนขายราคาที่ต่ำกว่า แล้วจะซื้อ ก็ต้องดูคุณภาพ การให้บริการ การจัดส่ง การรับรองความพึงพอใจ สามารถหรือเปลี่ยนสินค้าได้ไหมมีค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือเปล่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยกรองด้วยว่าเราควรจะเลือกซื้อกับเจ้าไหนดีที่สุด”แม้จะเป็นโชว์โฮสต์ แนะนำสินค้าทางช่องรายการโทรทัศน์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะชักชวนให้ใครช็อปปิ้งผ่านหน้าจอทีวี. หรือสมาร์ทโฟนอย่างไร้สติ

“ลี่เชื่อว่าหลายคนเป็น คือเห็นแล้วอยากได้ก็ซื้อ เมื่อก่อนลี่ก็เป็นแบบนั้น เช่น สาวๆ เราแน่นอนเลยคือ เสื้อผ้า รองเท้า เห็นสวยปุ๊บซื้อปั๊บ สุดท้ายก็แขวนหรือวางอยู่ในตู้โดยไม่เคยหยิบมาใช้งานดังนั้น เวลาช็อปปิ้งไม่ว่าจะออฟไลน์ ออนไลน์อย่างแรกคือ ต้องคิดก่อนว่าสิ่งที่เราจะซื้อนั้น จะได้ใช้งานหรือไม่ ใช้ได้บ่อย ใช้ได้กี่ครั้ง ถ้าไม่เข้าข่ายนี้ก็ไม่ซื้อแม้จะอยากได้แค่ไหนก็ตาม เรื่องวิธีการชำระค่าสินค้าก็สำคัญ หลายๆ เจ้าจะให้ชำระผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือหักบัญชีธนาคารแต่สำหรับลี่ ถ้าค่ายไหนมีให้เลือกชำระค่าสินค้าปลายทางได้ ลี่ก็เลือกวิธีนั้น เพราะทำให้เราได้รับของแล้วได้เช็คก่อนว่าสินค้าตรงตามที่เราสั่งซื้อรึเปล่าหากไม่ใช่ เราก็จะได้คืนหรือเปลี่ยนสินค้าได้โดยยังไม่ต้องเสียสตางค์ไปก่อน อารมณ์ก็ไม่เสียด้วย

เอาง่ายๆ คือต้องมีสติในการช็อปปิ้ง เพราะการช็อปปิ้งออนไลน์มันง่ายและสะดวก ทำให้เรามักจะเผลอซื้อสินค้าเพราะความอยากได้มากกว่าประโยชน์ใช้สอย แต่เรามีสติคิดก่อนจิ้มคำสั่งซื้อ จะทำให้เราได้ของดี ราคาที่เหมาะสมได้ใช้งาน เมื่อมีสติก็จะทำให้เราสตรอง ก็จะไม่เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์”

เพราะเทคโนโลยีดิจิตอลในยุค 4G และกำลังก้าวไกลไปเรื่อยๆ ทำให้สมาร์ทโฟนกลายเป็นอวัยวะที่ 33 หรือปัจจัยที่ 5 ที่ทุกคนต้องมี แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราเข้าสู่ “สังคมก้มหน้า” และขาดการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่งในข้อนี้สาวสมาร์ทยุค 4G บอกว่า

“ลี่อยากให้ทุกคนเปลี่ยนความคิดใหม่เราต้องใช้เทคโนโลยีให้ถูก ให้มันเป็นเครื่องมือช่วยให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้น เช่น การช็อปปิ้งออนไลน์ทำให้เราไม่ต้องไปเดินเมื่อยเลือกซื้อสินค้าเอง กดสั่งซื้อสินค้าแล้ว เราก็ใช้เวลาที่เหลือมาสร้างความสุขในด้านอื่นๆ มีเวลาในการทำกิจกรรมกับครอบครัว กับเพื่อนๆ เราให้มากขึ้นดีกว่า

การรับข่าวสารจากสื่อออนไลน์ เราก็ต้องมีสติในการคิดวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของข่าวนั้นๆทุกอย่างมันมาเร็วไปเร็ว รวมถึงตัวเราเองด้วยในการโพสต์เผยแพร่ข้อมูล ความรู้สึกนึกคิดอะไรไปก็ตาม ก็ต้องมีสติก่อนกดแชร์ เพราะเมื่อแชร์ไปแล้ว มันอาจมีผลกระทบกับตัวเราหรือบุคคลอื่นๆ ได้ซึ่งมันก็มีตัวอย่างให้เราเห็นมากมาย”

ลี่เล้งทิ้งท้ายว่า “ถ้าเรารู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้องเหมาะสม มันจะเกิดประโยชน์ในทางกลับกันถ้าเราใช้ไม่เป็นใช้ไม่ถูกต้อง มันก็จะส่งผลเสีย อาจกลับมาทำร้ายเราได้ ช็อปปิ้งออนไลน์ก็เช่นกัน การมีสติในทุกๆ การกระทำ จะช่วยให้เราใช้เทคโนโลยีดิจิตอลได้อย่างถูกต้องเกิดประโยชน์กับเราและคนรอบข้างด้วย”

บีมายเกสท์ : อ้อมแอ้ม-ศรัณย์ภัค เพ็ญชาติ ชิมลางงานพีอาร์ วาดฝันบริหารแบรนด์เพื่อสังคม

Published July 14, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/321243

บีมายเกสท์ : อ้อมแอ้ม-ศรัณย์ภัค เพ็ญชาติ ชิมลางงานพีอาร์ วาดฝันบริหารแบรนด์เพื่อสังคม

บีมายเกสท์ : อ้อมแอ้ม-ศรัณย์ภัค เพ็ญชาติ ชิมลางงานพีอาร์ วาดฝันบริหารแบรนด์เพื่อสังคม

วันเสาร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คุ้นหน้าคุ้นตาในงานสังคมอยู่เนืองๆ ในฐานะเซเลบริตี้รุ่นใหม่ อ้อมแอ้ม-ศรัณย์ภัค เพ็ญชาติ ลูกสาวของศรัณย์ และ ณัฏฐกา เพ็ญชาติ ที่เพิ่งเรียนจบปริญญาโท จากประเทศอังกฤษ และกำลังสนุกกับงานด้านการสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์ ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ พอมีเวลาว่างเลยเชื้อเชิญเธอมาอัพเดทชีวิตที่เป็นมากกว่าเซเลบริตี้ที่เราเห็น

“เข้าสู่ชีวิตวัยทำงานมาเกือบปี ทำให้แอ้มได้เรียนรู้อะไรมากมาย ทำให้เห็นโลกมากขึ้น เรียนรู้ในการทำงานในแต่ละที่ รู้จักคนมากขึ้น เพราะสิ่งที่เราเรียนมามันต่างจากการทำงานจริงๆ คือตอนเรียนเราอาจจะมองเห็นแค่มุมเดียว แต่เมื่อมาทำงานทำให้เราเห็นอีกหลายๆ มุมในเรื่องเดียวกัน จึงต้องมองอะไรที่ไกลขึ้นกว้างขึ้น การตื่นขึ้นมาทำงานในแต่ละวันคือการเรียนรู้ และเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเราก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว”

อ้อมแอ้ม เรียนจบจาก MA Luxury Brand Management ที่ Regent’s University London ประเทศอังกฤษ เป็นสาขาวิชาที่ยังไม่เป็นที่รู้จักนักในบ้านเรา เธออธิบายถึงสิ่งที่ร่ำเรียนมาให้ฟัง

“Luxury Brand เป็นคำที่เราได้ยินบ่อยๆ และตีความว่าคือ แบรนด์ชั้นสูงที่เป็นแฟชั่นแบรนด์เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วคือแบรนด์สินค้าและบริการทุกประเภท ไม่ว่าจะยานยนต์ ร้านอาหาร สาขาที่อ้อมแอ้มเรียนเป็นเรื่องของการบริหารแบรนด์ เป็นการทำมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับตอนเรียนปริญญาตรี ที่เรียนอักษรศาสตร์ เพราะแอ้มมองว่าตอนเรียนปริญญาตรี เราเลือกเรียนในสิ่งที่ชอบคือภาษา แต่พอจะต้องเรียนในระดับสูงขึ้นเจาะลึกมากขึ้นจึงเลือกเรียนในสิ่งที่เราจะไปใช้งานจริงได้ จึงได้เลือก MA Luxury Brand Management พอมาทำงานที่นี่ถึงแม้จะไม่ตรงสายงาน แต่ก็ทำให้ได้ใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาปรับใช้กับการทำงานจริง งานพีอาร์เป็นงานที่สนุกและท้าทายความสามารถ เพราะต้องทำงานกับหลายฝ่าย ประสานสิบทิศเพื่อให้หน้างาน
หลังงานออกมาดีที่สุด”

ด้วยภาพคุ้นตามาตลอดว่าเธอคือ “เซเลบริตี้”หรืออีกนัยหนึ่งที่เรียกติดปากกันว่า “ไฮโซ” ที่มีชีวิตไม่ธรรมดา ซึ่งเรื่องนี้ อ้อมแอ้ม ปฏิเสธอย่างอารมณ์ดีว่า “หนูก็คนธรรมดาๆ นี่ล่ะค่ะ”

“ด้วยลุคของแอ้ม คนอื่นอาจจะมองว่าเราเป็นเซเลบฯ ต้องหยิ่งแน่ๆ วันๆ แต่งตัวสวยไปงานแบบนั้น แอ้มอยากบอกว่ามันเป็นแค่ภาพภายนอก แอ้มก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง มีชีวิตที่ปกติ ถ้าได้มารู้จักตัวจริงจะรู้ว่าจริงๆ แล้ว แอ้มเป็นคนง่ายๆ สบายๆ แต่ก็จะมีมุมโลกส่วนตัวสูงบ้างในบ้างครั้ง ไม่ได้เข้าถึงยาก อย่างตอนมาทำงานใหม่ๆ ก็มีคนมองเหมือนกันว่าเป็นเซเลบฯ จะทำงานได้ไหม แต่เกือบปีที่ทำงานที่นี่แอ้มก็ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเราสามารถทำงานได้จริงๆ ทำผิด ทำถูก แต่ก็พร้อมที่จะเรียนรู้ทุกอย่าง แอ้มเชื่อว่าวันนี้พี่ๆ เพื่อนๆ ในแผนกก็คงเห็นแล้วว่าตัวจริงแอ้มออกจะต๊องๆ ด้วยซ้ำไป”

อีกหนึ่งความสงสัยของผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงนี้ รวมถึงนามสกุล ที่ใครเห็นก็มองว่าไม่ต้องทำงานก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย แล้วทำไมต้องออกมาทำงานเป็นลูกจ้างรับเงินเดือน

“ถ้าถามว่าอยู่ได้ไหมแบบไม่ทำงาน ก็คงอยู่ได้แหละ แอ้มอาจจะโชคดีที่เกิดในครอบครัวที่พร้อมในระดับหนึ่ง แต่แอ้มไม่ได้ถูกสอนมาแบบนั้น คุณพ่อ คุณแม่คงไม่ได้เสียเงินส่งเสียให้เราเรียนสูงๆ มาเพื่ออยู่บ้านเฉยๆ และคุณปู่ คุณพ่อ จะสอนเสมอว่าคุณค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน การที่เราทำงาน หาเงินเองได้เราจะรู้ได้ถึงคุณค่าของตัวเอง หรือสิ่งของที่เราหาซื้อมาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา เพียงแต่ว่าแอ้มคงไม่ทำงานหาเงินเพื่อที่จะมีมากไปกว่านี้ เพราะเท่าที่เรามีมันพอแล้ว ฉะนั้นการที่เราทำงานก็เพราะมันทำให้เรามีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และได้พบเจออะไรใหม่ๆ จากการทำงาน”

กิจกรรมโปรดที่เซเลบฯ พีอาร์สาวห้างดังย่านสุขุมวิทชอบทำเสมอๆ ในวันว่าง นั่นคือการเดินทางท่องเที่ยว และที่โปรดสุดๆ ต้องยกให้การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ซึ่งดูจะขัดกับบุคลิกสาวทันสมัยอย่างมาก“เวลาไปเที่ยว แอ้มมักไม่ค่อยวางแผนล่วงหน้า ยิ่งถ้าจะไปกับก๊วนเพื่อน วางแผนทีไรล่มทุกที ส่วนใหญ่จึงเป็นทริปไฟไหม้แทบทุกครั้ง แต่ถ้าแอ้มอยู่ในโหมดโลกส่วนตัวสูงก็จะไปเที่ยวคนเดียว ไปวัด ไปพิพิธภัณฑ์ ไปดูงานศิลปะแบบนั้น เพราะเพื่อนน้อยคนจะชอบอะไรเหมือนเรา แล้วการไปชมพิพิธภัณฑ์มันต้องใช้เวลาในการซึมซับ อย่างตอนเรียนอยู่อังกฤษ ไม่เคยพลาดเวลาที่พระราชวังบักกิ้งแฮมเปิดให้เข้าชม เพราะนานทีปีหนถึงจะเปิด เพราะพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ทำให้เรารู้ทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะ และรากเหง้าความเป็นมาของประเทศ คนในที่ที่แห่งนั้น อีกอย่างการออกไปเที่ยว นอกจากความสุขแล้วทำให้เราได้เห็นอะไรใหม่ๆเห็นการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ของตัวเองไปในตัว แต่ถ้าเวลาไม่พอที่จะเดินทางจริง เวลาว่างแอ้มก็ชอบออกกำลังกาย หรืออยู่กับบ้านเปิดเพลงเพราะๆฟังเป็นการพักผ่อนชาร์จแบตให้กับตัวเอง”

อนาคตข้างหน้าจากนี้ 5-10 ปี อ้อมแอ้ม วางแผนชีวิตตัวเองไว้ว่าจะนำวิชาความรู้การบริหาร Luxury Brand มาใช้ให้เกิดประโยชน์

“แอ้มอยากทำงานในสิ่งที่เราเรียนมา อย่างเช่น เข้าไปทำงานโครงการหลวง ก็ถือว่าเป็น Luxury Brand หรือแบรนด์ที่เป็นลักษณะคล้ายๆ กัน เพราะเราจะได้วิชาความรู้ของตัวเองในการมีส่วนช่วยคนอื่น เงินเดือนไม่เยอะ แต่ได้ทำงานที่เกิดประโยชน์กับผู้อื่น กับสังคม นอกจากจะเป็นการสร้างคุณค่าให้กับตัวเองแล้วยังทำให้พ่อแม่ภูมิใจสมกับที่ท่านส่งเสียเลี้ยงดูเรามาด้วยค่ะ”

…แอ้มอาจจะโชคดีที่เกิด

ในครอบครัวที่พร้อมในระดับหนึ่ง

แต่แอ้มไม่ได้ถูกสอนมาแบบนั้น

คุณพ่อ คุณแม่ คงไม่ได้เสียเงิน

ส่งเสียให้เราเรียนสูงๆ

มาเพื่ออยู่บ้านเฉยๆ และคุณปู่ คุณพ่อ จะสอนเสมอว่า

คุณค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน

การที่เราทำงาน หาเงินเองได้

เราจะรู้ได้ถึงคุณค่าของตัวเอง…

บีมายเกสท์ : ปณิธาน ประจวบเหมาะ หนุ่มนักอสังหาฯ ไฟแรง เปลี่ยนความกดดัน เป็นความท้าทาย

Published June 28, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/318260

บีมายเกสท์ : ปณิธาน ประจวบเหมาะ หนุ่มนักอสังหาฯ ไฟแรง เปลี่ยนความกดดัน เป็นความท้าทาย

บีมายเกสท์ : ปณิธาน ประจวบเหมาะ หนุ่มนักอสังหาฯ ไฟแรง เปลี่ยนความกดดัน เป็นความท้าทาย

วันเสาร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เป็นลูกไม้ที่หล่นใกล้ต้นอีกคนสำหรับ ปณิธาน ประจวบเหมาะ ลูกชายคนโตของ พันตำรวจโทกุลธน ประจวบเหมาะ ที่เป็นกำลังจะรับไม้ต่อมาบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บนที่ดินมรดกของตระกูล ขนาด 140 ไร่ที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สร้างโครงการบ้านพักตากอากาศริมทะเล Euro Sun Sea Sand ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์ เงียบสงบ และมีความเป็นส่วนตัวสูง

ปณิธาน นั่งเก้าอี้กรรมการบริหาร บริษัท เคทีพี(โอวี) เรียลเอสเตท จำกัด  ผู้พัฒนาโครงการ  EuroSun Sea Sand ไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้งานด้านอสังหาริมทรัพย์ ในแผนกพัฒนาธุรกิจที่อยู่อาศัย บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เรียกว่าเป็นทั้งนายจ้างและลูกจ้างในเวลาเดียวกัน

“ระหว่างที่เรียนปริญญาโท คณะบริหารระหว่างประเทศ ที่ Bournemouth University ผมก็รู้แล้วว่าคุณพ่อตัดสินใจพัฒนาที่ดินมรกดของเรา ที่อำเภอทับสะแก ให้เป็นโครงการบ้านพักตากอากาศริมทะเล และผมก็ต้องพร้อมที่จะกลับมาช่วยคุณพ่อ หลังเรียนจบกลับมา ก็เริ่มไปฝึกงานด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้จำกัด (มหาชน) ที่นั่นผมได้ฝึกงานในส่วน Corporate housing เรียนรู้การแก้ไขปัญหาเบื้องตันให้กับลูกค้าที่ซื้อบ้านในโครงการ รวมถึงดูแลความสะดวกสบายต่างๆ

จากนั้นก็เริ่มชีวิตการทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจัง ที่ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ มีหน้าที่วิเคราะห์และสรุปรายงานความเป็นไปได้ของแต่ละโครงการ วิเคราะห์ตลาด ความต้องการซื้อ-ขาย รวมถึงวางแผนโปรโมทอสังหาริมทรัพย์ผ่านทางออนไลน์ หรือที่เรียกว่า Online marketing เรียกว่า เรียนรู้งานด้านการขายอย่างจริงจัง เพื่อจะนำมาปรับใช้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัว”

เพียงแค่ 2 ปี กับการเรียนรู้งานด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการบ้านพักตากอากาศริมทะเล Euro Sun Sea Sand ของครอบครัวแล้ว ปณิธาน ยอมรับว่า ความกดดันค่อนข้างสูง แต่เขาจะเปลี่ยนให้เป็นความท้าทาย เพื่อพัฒนาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ

“ผมมีคุณพ่อที่เป็นทั้งไอดอลและเป็นแรงบันดาลใจ คุณพ่อไม่เคยทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาก่อน แต่ท่านเป็นคนที่ทุ่มเทในทุกเรื่อง เมื่อตั้งใจแล้วจะทำให้เต็มที่ ผมเห็นความมุ่งมั่นของท่านมาตั้งแต่เด็ก คุณพ่อบอกว่า โครงการนี้เป็นความฝันที่อยากจะทำมาเป็น 10 ปีแล้ว พอมาวันนี้ก็คิดว่ามันถึงเวลาที่จะทำอย่างที่ตั้งใจไว้ จุดเริ่มต้นมาจากที่ดินขนาด 140 ไร่ผืนนี้ เป็นที่ดินมรดกที่คุณพ่อได้รับมา

ด้วยความที่คุณพ่อเป็นสายเลือดของคนประจวบคีรีขันธ์ ความตั้งใจแรกที่คิดคือ อยากจะพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดสำหรับคนที่จะเข้ามาอยู่ และต้องดีที่สุดสำหรับชุมชนทับสะแกด้วย ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นบนพื้นที่ของโครงการนี้จึงมีจุดเริ่มต้นจาก “ความรัก” และความตั้งใจที่จะ “ให้” ของคุณพ่อ ผมยอมรับว่า รู้สึกกดดันที่คุณพ่อวางตัวให้มารับช่วงบริหารโครงการ แต่ผมจะเปลี่ยนความกดดันนี้ให้เป็นความท้าทาย และมีความสุขกับงานที่ทำ”

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เคทีพี (โอวี) เรียลเอสเตท จำกัด ผู้พัฒนาโครงการ  Euro Sun Sea Sand ทับสะแก ได้จัดงาน Pre-Grand Opening เปิดตัวโครงการ  Euro Sun Sea Sand บ้านเดี่ยวสุดหรูริมหาดทับสะแก พร้อมเปิดขายบ้านพักตากอากาศสีขาวเฟสแรก  ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวบนพื้นที่ติดทะเล สไตล์ Modern Contemporary เรียบ หรูโปร่งสบาย ในบรรยากาศที่เงียบสงบ ใกล้ชิดธรรมชาติ และต้องการความเป็นส่วนตัวสูงสุด

“พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 140 ไร่  ทางโครงการแบ่งพื้นที่เป็น 6 เฟส เฟสแรกที่เราเปิดขายแล้วตอนนี้เป็นบ้านติดทะเลในพื้นที่ 11 ไร่  ส่วนที่เหลืออีก 5 เฟส จะทำการพัฒนาในลำดับต่อไป โดยพื้นที่ 130 ไร่ ในเฟสที่เหลือนั้น แต่ละโซนจะมีเอกลักษณ์ของตัวเองบางโซนเป็นที่ลุ่มที่ดอน มีสวนมะพร้าว มีแหล่งน้ำธรรมชาติทางโครงการจะทำการออกแบบให้กลมกลืนกับพื้นที่เดิม โดยรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด

บ้านเฟสแรกที่เปิดให้จองแล้ว มีจำนวน  25  หลังแบ่งเป็น 3 แบบ คือ แบบ 2 ห้องนอน, แบบ 3 ห้องนอน(บ้านชั้นเดียว) และแบบ 4 ห้องนอน (บ้าน 2 ชั้น) แบบบ้านชั้นเดียวจะอยู่ในส่วนหน้าโครงการที่ติดทะเลทั้งหมด ส่วนด้านหลังจะเป็นบ้าน 2 ชั้น ถูกออกแบบให้มองเห็นทะเลได้ด้วย ขนาดพื้นที่เฉลี่ยของบ้านแต่ละหลังอยู่ที่80-100 ตารางวา ซึ่งเป็นขนาดที่พอเหมาะ ไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป เพราะคอนเซ็ปต์บ้านในโครงการของเรา เป็นบ้านหลังที่สองสำหรับมาพักผ่อน จึงไม่จัดสรรพื้นที่ให้ใหญ่มาก จนเป็นภาระในการดูแลของเจ้าของบ้าน”

ปณิธาน ใช้เวลาช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เดินทางจากกรุงเทพฯ มาช่วยดูแลงานต่างๆ ในโครงการ แล้วกลับไปทำงานประจำตามปกติในวันจันทร์-ศุกร์ และกำลังรุกงานด้านการขายและการตลาดโดยใช้สื่อโซเชียลเป็นหลักรวมทั้งมีเอเจนซี่ทั้งในและต่างประเทศมาช่วยเสริม เพราะลูกค้ากลุ่มหลักจะเป็นชาวต่างชาติในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ที่อยากมาใช้ชีวิตหลังเกษียณที่เมืองไทย

“ตอนนี้ที่อำเภอห้วยยาง มีชาวต่างชาติในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย มาซื้อบ้านอยู่และใช้ชีวิตหลังเกษียณกันมาก คุณพ่อมองว่าโครงการของเราน่าจะตอบโจทย์ชาวต่างชาติกลุ่มนี้ อีกอย่างคือ คุณพ่อก็อายุมากแล้ว พอมาทำโครงการนี้เลยอยากชักชวนเพื่อนๆ มาเตรียมใช้ชีวิตหลังเกษียนอย่างมีคุณภาพและมีความสุขที่นี่ด้วยกัน

ที่ทับสะแกทุกอย่างยังมีความเป็นธรรมชาติมาก อากาศ ทะเล ยังบริสุทธิ์มาก การจราจรไม่มีติดขัด ปลอดมลพิษ มันคือคุณภาพชีวิตที่ดี ผมเชื่อว่าหากคนที่อยู่กรุงเทพฯ ได้มีโอกาสมาสัมผัสกับธรรมชาติที่นี่แล้วต้องชอบและรู้สึกแบบคุณพ่อผม ว่าที่นี่น่ามาพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวๆ หรือเป็นที่ที่น่ามาใช้ชีวิตอยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิต สำหรับผู้ที่มีความพร้อม หรือมีอิสระทางเวลาและการเงิน สามารถเข้าไปชมรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.eurosunseasand.com”

บีมายเกสท์ : นายก สวท. คนใหม่ ‘ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล’ กับปัญหาวางแผนครอบครัว

Published April 28, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307760

บีมายเกสท์ : นายก สวท. คนใหม่ ‘ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล’ กับปัญหาวางแผนครอบครัว

บีมายเกสท์ : นายก สวท. คนใหม่ ‘ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล’ กับปัญหาวางแผนครอบครัว

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายก สวท. คนใหม่ ‘ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล’ กับปัญหาวางแผนครอบครัว ยุคเกิดน้อย ด้อยคุณภาพ

สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย (สวท.) เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีความสำคัญในการทำหน้าที่ให้ความรู้แก่คนไทยให้เห็นความสำคัญกับการวางแผนครอบครัว รวมถึงปัญหาอนามัยการเจริญพันธุ์ ล่าสุด ศาสตราจารย์นายแพทย์สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล เข้ามานั่งเก้าอี้ นายกสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย สมัยที่ 16 (2560-2564) จะมีวิสัยทัศน์ต่อการทำงานด้านปัญหาวางแผนครอบครัวในประเทศไทยอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ และปัญหาท้องไม่พร้อมในกลุ่มวัยรุ่นหญิงที่นับวันจะมีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ศาสตราจารย์นายแพทย์สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุลอดีตคณบดี วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสูตินรีเวช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังเป็นที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลก มีความเชี่ยวชาญเรื่อง วิทยาศาสตร์การแพทย์สูตินรีเวชวิทยาลัยสาธารณสุขเวชศาสตร์ป้องกันและอนามัยการเจริญพันธุ์ เรียกได้ว่าความรู้ความสามารถและประสบการณ์นั้นมากมายเลยทีเดียว

“รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับคัดเลือกมาเป็นนายกสมาคมฯ และต้องขอขอบคุณอดีตท่านนายกสมาคมฯดร.กาญจนา กาญจนสินิทธ์ ที่ให้โอกาสในการทำงาน ในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งเป็นอุปนายก สมาคมฯ ท่านได้มอบหมายภารกิจสำคัญต่างๆ เพื่อให้ผมได้เตรียมความพร้อมที่จะเป็นนายกสมาคมฯ ผมจะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดอย่างเต็มกำลังความสามารถ

สิ่งแรกที่จะต้องทำอย่างเร่งด่วน คือการพัฒนาคลินิก สวท. เวชกรรม ทั้ง 10 แห่งให้มีความทันสมัย พร้อมกับให้บริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์แบบครบวงจร ไม่ใช่การคุมกำเนิดแต่เพียงอย่างเดียว ยังครอบคลุมไปถึงการให้คำปรึกษาก่อนและหลังการแต่งงาน อนามัยแม่และเด็ก เป็นต้น พัฒนาวัสดุอุปกรณ์เครื่องมือให้มีความทันสมัย พัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลให้มากขึ้น ตลอดจนหากิจกรรมใหม่ๆ ซึ่งเราจะพัฒนาให้คลินิก สวท. เป็นเสมือนสำนักงานส่วนหน้าของ สมาคมฯ จากนี้เราจะไม่ทำงานในเชิงรับอย่างเดียวแต่เราจะรุกให้มากขึ้น ทำงานประสานกับสาธารณสุขจังหวัดและองค์กรเครือข่ายในพื้นที่ทั้งส่วนกลาง ส่วนถูมิภาค เพื่อเป็นแนวร่วมที่จะส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากที่สุด”

…เราจะเห็นว่าการวางแผนครอบครัวนั้น มีความสำคัญต่อคุณภาพของประชากรเป็นอย่างยิ่ง และสมาคมฯ ก็มีความมุ่งมั่นที่จะเห็นประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆของโลกที่ประสบความสำเร็จด้านการวางแผนครอบครัว…

หนึ่งในปัญหาด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ของประเทศไทย ที่เป็นปัญหาสะสมและนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเรารับรู้ได้จากสื่อต่างๆ นั่นคือ “ปัญหาคนท้องไม่พร้อม คนพร้อมไม่ท้อง” นายก สวท. คนล่าสุด ให้ความเห็นต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าวว่า

“ปัจจุบันคนที่พร้อมทั้งวัยวุฒิและฐานะ มักไม่ค่อยมีบุตร ส่วนที่เป็นปัญหาคือ คนท้องส่วนใหญ่มักไม่พร้อมและยังคงเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ปัจจุบันประเทศไทยมีวัยรุ่นท้องไม่พร้อมมากถึง 14% เกินกว่าค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ คือไม่เกินร้อยละ 10 ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเยาวชนและเด็กที่เกิดมามากมายหลายมิติ ปัจจุบันสมาคมฯ ยังคงเดินหน้าให้ความรู้เชิงป้องกันปัญหาการท้องไม่พร้อม โดยร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายโดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการดำเนินงานด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ ที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มนักเรียน นักศึกษา พร้อมกับการสร้างเครือข่ายทางการศึกษา ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญโดยเฉพาะเรื่องของการป้องกันปัญหาการท้องไม่พร้อมอย่างยั่งยืนอีกด้วย”

หลายคนอาจจะสงสัยว่า เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แล้วเกี่ยวข้องกับ สวท. อย่างไร ความจริงคือ ผู้สูงอายุ ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในด้านสุขภาพอนามัยการเจริญพันธุ์ จึงเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญที่ สวท. เร่งมือเพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้สูงวัยไทย ชราอย่างมีคุณภาพนั่นเอง

“สมาคมฯ ได้จัดทำโครงการต้นแบบในการดูแลผู้สูงอายุและเตรียมความพร้อมให้กับผู้สูงอายุมาโดยตลอด เพื่อดูแลสุขภาพด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ปัญหาการหกล้ม ปัญหาการขาดฮอร์โมนไม่ออกกำลังกาย ปัญหาเรื่องของโภชนาการ ตลอดจนการขาดแคลนอาหารเสริม การดูแลผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องของความจำ สมาคมฯ จำเป็นต้องเข้าไปดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งจะเป็นการเสริมให้กับภาครัฐบาลในการสร้างสุขภาพอนามัยที่เข้มแข็งให้กับผู้สูงอายุ”

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินงานที่ต้องทำควบคู่กันไปอีกหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอนามัยการเจริญพันธุ์ของแรงงานข้ามชาติและผู้อพยพตามแนวชายแดน โดยมีการทำงานร่วมกับ สหพันธ์วางแผนครอบครัวระหว่างประเทศฯ (IPPF Hub) ในการออกไปถ่ายทอดความรู้ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านที่ประสบปัญหาการวางแผนครอบครัว การสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐและเอกชนที่จะเข้ามาสนับสนุนการทำงานของ สวท. ให้มีความเข้มแข็งยั่งยืน อันจะส่งผลให้งานวางแผนครอบครัวในประเทศประสบความสำเร็จ

นายก สวท. คนล่าสุด ทิ้งท้ายว่า “ไม่ว่าโลกของเราจะเจริญก้าวหน้าไปเพียงใด จริงๆ แล้วการวางแผนครอบครัวยังมีความจำเป็น เนื่องจากการวางแผนครอบครัวไม่ใช่การคุมกำเนิด แต่ยังหมายถึง การเลือกคู่ครอง การแต่งงาน การวางแผนการมีบุตร การเว้นระยะห่างการมีบุตร และการดูแลบุตร เป็นต้น เราจะเห็นว่าการวางแผนครอบครัวนั้นมีความสำคัญต่อคุณภาพของประชากรเป็นอย่างยิ่ง และสมาคมฯ ก็มีความมุ่งมั่นที่จะเห็นประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่ประสบความสำเร็จด้านการวางแผนครอบครัว”

บีมายเกสท์ : พระมหากรุณาธิคุณยังแจ่มชัด ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ในหลวง ร.9 ผศ.ทพ.วัชรินทร์ มรรคดวงแก้ว

Published March 5, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/298597

บีมายเกสท์ : พระมหากรุณาธิคุณยังแจ่มชัด ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ในหลวง ร.9 ผศ.ทพ.วัชรินทร์ มรรคดวงแก้ว

บีมายเกสท์ : พระมหากรุณาธิคุณยังแจ่มชัด ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ในหลวง ร.9 ผศ.ทพ.วัชรินทร์ มรรคดวงแก้ว

วันเสาร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

ในช่วงชีวิตที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทยเราทุกคนต่างภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เช่นเดียวกับ ผศ.ทพ.วัชรินทร์ มรรคดวงแก้ว ท่านได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท และได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ในวาระต่างๆ ตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักเรียนประจำวชิราวุธวิทยาลัย จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาเป็นทันตแพทย์ ซึ่งภาพต่างๆ เหล่านั้นยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของคุณหมอแม้เวลาจะล่วงเลยมานานแล้ว นับเป็นโอกาสอันดีที่ “ผู้หญิงแนวหน้า” ได้รับความกรุณาจากคุณหมอมาบอกเล่าเรื่องราวที่จะยังอยู่ในความทรงจำของท่านตลอดไป

ผศ.ทพ.วัชรินทร์ ย้อนเวลากลับไปที่ได้มีโอกาสชื่นชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นครั้งแรก นั่นคือ นักเรียนวชิราวุธฯ ไปตั้งแถวเฝ้าฯรับเสด็จการเสด็จนิวัติพระนครเป็นการถาวร เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2493

“ตอนนั้นผมอายุ 9 ขวบ ยังเป็นแค่เด็กนักเรียนประถม วชิราวุธวิทยาลัย เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จนิวัติพระนครทางเรือพร้อมด้วย หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร พระคู่หมั้น จำได้ว่าคนไปรอรับเสด็จกันเยอะมาก นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นพระองค์ท่าน”

อีกครั้งหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของ ด.ช.วัชรินทร์ มรรคดวงแก้ว ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯพระเจ้าแผ่นดินอย่างใกล้ชิด ในช่วงที่เรียนอยู่ชั้นมัธยม 6

“วชิราวุธวิทยาลัยมีงานนิทรรศการแสดงผลงานทางวิชาการของนักเรียน ผมได้แสดงโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก ในหลวง ร.9 และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตร ผมได้มีโอกาสถวายรายงานถึงโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ตัวเองทำ ความประทับใจคือในหลวงท่านไม่ได้แค่ทอดพระเนตรผ่านเฉยๆ แต่ท่านทรงซักถามถึงผลงานของนักเรียนอย่างละเอียด และถ้าตอบไม่ได้ ท่านทรงมีพระเมตตาพระราชทานคำแนะนำ คำสอน ทำให้ในปีต่อๆ มา ม.7-ม.8 ผมต้องเตรียมตัว เตรียมข้อมูลอย่างดี เพื่อที่จะได้ถวายรายงานได้อย่างครบถ้วน และเป็นความประทับใจว่าพระองค์ท่านทรงสนพระทัยและให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างมาก”

ไม่เพียงเท่านั้นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อนักเรียนวชิราวุธฯ ยังมีอีกมากมาย อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่กล่าวได้ว่าเป็นความไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นกับตัวของคุณหมอเองคือการเสด็จฯมาวชิราวุธวิทยาลัยเป็นการส่วนพระองค์ที่ไม่มีราชองครักษ์หรือผู้ติดตาม

“จำได้ว่าวันหนึ่ง ผมกับเพื่อนๆ เล่นฟุตบอลกันอยู่ที่สนามข้างหอประชุม ซึ่งปกติเป็นสนามรักบี้ ขณะที่เรากำลังเล่นกันอยู่ก็มีรถเฟียตสีเทาคันเล็กๆ ขับเข้ามาทางประตูคณะจิตรลดา มาจอดที่ข้างสนาม ผมวิ่งไปดูเพราะเห็นผิดสังเกต ปรากฏว่าบุรุษที่ลงมาจากรถคือในหลวง ร.9 สวมชุดกีฬาสีขาว อารามตกใจผมก็วิ่งไปรายงานท่านผู้บังคับการโรงเรียน คือ พระยาภะรตราชา (ม.ล.ทศทิศ อิศรเสนา ณ อยุธยา) ท่านก็สั่งให้ผมไปหาเก้าอี้มาให้ประทับนั่ง แต่พอผมกลับไปถึงสนามพร้อมเก้าอี้ปรากฏว่าในหลวงท่านทรงอยู่ในสนามฟุตบอลกับเด็กนักเรียนแล้ว และทรงแนะนำเทคนิคการเล่นฟุตบอลให้กับพวกเราอีกด้วย นี่ก็เป็นอีกหนึ่งพระราชจริยาวัตรที่เรียบง่าย เพราะเสด็จฯมาแบบไม่มีหมายกำหนดการ ไม่มีตำรวจติดตาม เป็นเหตุการณ์ที่ผมเชื่อว่าเด็กนักเรียนทุกคนในวันนั้นไม่มีทางลืมได้เลย”

ตลอดระยะเวลา 12 ปี ที่ศึกษาอยู่ในรั้ววชิราวุธวิทยาลัย ผศ.ทพ.วัชรินทร์ เล่าด้วยความปลื้มปีติว่า นับเป็นบุญที่ได้เรียนอยู่ในสถานศึกษาแห่งนี้ที่ทำให้เด็กผู้ชายคนหนึ่งได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯถวายงานใต้เบื้องพระยุคลบาทหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น การได้ฝึกทำหน้าที่พนักงานเสิร์ฟในงานเลี้ยงใหญ่ๆ หรือเมื่อมีแขกเมืองมา และการแสดงดนตรีในงานต่างๆ หรือแม้กระทั่งการได้เล่นดนตรีร่วมเวทีกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ในงานปีใหม่ที่สวนอัมพร ก็จะทรงมีของขวัญพระราชทานให้กับนักเรียนที่เข้าไปถวายงาน หรือพระราชทานของขวัญให้จับฉลากกันที่สวนองุ่น

“ผมคิดว่าไม่มีใครจะได้รับโอกาสดีอย่างนี้เท่ากับเด็กนักเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในยุคนั้นอีกแล้ว ทั้งที่เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ เสด็จฯ มาทรงเป็นองค์ประธานในงานประจำปีต่างๆ ของโรงเรียน ทำให้นักเรียนวชิราวุธได้เข้าเฝ้าฯชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด”

เมื่อจบการศึกษาจากต่างประเทศ ผศ.ทพ.วัชรินทร์ ก็ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯถวายงานใต้เบื้องพระยุคลบาทอีกครั้งในฐานะทันตแพทย์ถวายคำปรึกษา

“ตอนนั้นทรงมีปัญหาเกี่ยวกับพระทนต์ พูดง่ายๆ คือปวดฟัน ศ.ทพ.ถวิล ตันทิกุล คณบดีทันตแพทย์ จุฬาฯ ในขณะนั้น ก็เรียกผมไปเข้าเฝ้าฯเพื่อถวายคำปรึกษา พอเข้าเฝ้าฯถวายบังคมเสร็จพระองค์ก็มีรับสั่งว่า รู้แล้วว่าไฟช็อตในปาก เนื่องจากทรงมีโลหะสองชนิดอยู่ในช่องปาก เมื่อน้ำลายเป็นกรดมีโลหะขั้วบวก ขั้วลบก็เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นได้ แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพ ทรงเป็นปราชญ์ ที่ไม่ใช่รอหมอมาถวายการรักษาแต่ทรงค้นคว้าหาข้อมูลมาเป็นอย่างดี เวลารับสั่งถามก็ทรงใช้ศัพท์การแพทย์ หลังจากถวายคำปรึกษาเรียบร้อยแล้ว ศ.ทพ.พ.ท. สี สิริสิงห ซึ่งเป็นทันตแพทย์ประจำพระองค์เป็นผู้ถวายการรักษา”

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ.2533 ท่านคณบดี คณะทันตแพทยฯ ได้ขอพระราชทานพระทนต์ที่ถูกถอนออก พร้อมด้วยผงจิตรลดาถุงสุดท้าย เพื่อนำมาใช้เป็นมวลสารในการจัดสร้าง “พระพุทธชินสีห์ ภปร ปี 2533” ซึ่งเป็นหนึ่งในพระเครื่องของสะสมที่เป็นของรักของหวงของคุณหมอมากที่สุด

“เมื่อครบรอบ 100 ปีครองราชย์ของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6 และ 100 ปี วชิราวุธวิทยาลัย ก็ได้มีการจัดสร้าง พระพุทธมหาวชิรานุสรณ์ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร หรือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน เสด็จฯทรงเป็นองค์ประธานประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถ วัดพระแก้ว ประกอบด้วยพระพุทธรูป พระกริ่ง และพระผง ออกแบบโดย อ.จักรพันธ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ เรียกได้ว่าเป็นมงคลสูงสุดแก่ชาววชิราวุธทุกคน”

เป็นที่ทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นั้นทรงห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าโดยเฉพาะด้านสุขภาพ เพราะทรงตระหนักดีว่าการมีสุขภาพที่ดีคือจุดเริ่มต้นของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้านสุขภาพช่องปาก ก็เช่นกัน ผศ.ทพ.วัชรินทร์ กรุณาเล่าว่า ทรงมีพระราชปรารภกับทันตแพทย์ที่ถวายงานดูแลพระทนต์ว่า “เวลาเรามีปัญหาเกี่ยวกับฟันก็มีทันตแพทย์ดูแลรักษา แล้วเวลาราษฎรที่ห่างไกล จะมีทันตแพทย์ช่วยรักษาหรือเปล่า” จึงทรงมีพระราชดำริให้ก่อตั้ง หน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ ขึ้นเมื่อปี 2512 โดยมี ศ.ทพ.พ.ท. สี สิริสิงห ทันตแพทย์ประจำพระองค์เป็นผู้ดำเนินการ

“ในหลวง รัชกาล 9 ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ พระราชทานรถพร้อมอุปกรณ์ทำฟันต่างๆ ให้ หน่วยแพทย์ออกไปดูแลรักษา ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพปากและฟันให้กับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดยครั้งแรกมอบให้คณะทันตแพทย์ จุฬาฯ ก่อน ต่อมาจึงมอบให้กับอีก 6 มหาวิทยาลัย นอกจากนี้แล้วเวลาเสด็จแปรพระราชฐาน เช่น เชียงใหม่ หัวหิน ก็ทรงมอบให้กองทัพบกจัดทีมทันตแพทย์ไปช่วยดูรักษาประชาชน เรียกกันว่า ทันตกรรมหน้าวัง ในกรณีที่การเดินทางไม่สะดวกด้วยรถยนต์ ก็ให้ไปทางเรือ โดยอยู่ในความรับผิดชอบของสภากาชาดไทย ถ้าเสด็จฯไปในถิ่นทุรกันดาร ก็จะมีทันตแพทย์ตามเสด็จฯไปด้วยทุกครั้ง”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งที่ ผศ.ทพ.วัชรินทร์ มรรคดวงแก้ว ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้วันนี้พระองค์จะทรงสถิตอยู่ ณ สรวงสวรรค์ แต่พระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานแก่เขาและครอบครัว รวมถึงคนไทยทั้งประเทศจะยังคงอยู่ในใจของประชาชนชาวไทยตราบนิรันดร์

“มากกว่า 4,000 โครงการ ที่ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทย ทรงเป็นต้นแบบทั้งการทำงานในหน้าที่ของตนด้วยความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ เสียสละ และความพอเพียง เรียกว่าทรงเป็นต้นแบบของทุกคนในทุกๆ เรื่อง” ผศ.ทพ.วัชรินทร์ มรรคดวงแก้ว กล่าวทิ้งท้าย

บีมายเกสท์ : เชฟบีม-ธิติ ศุภเมธีวรกุล เบื้องหลังความอร่อยเมนู 7-11

Published February 22, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/296162

บีมายเกสท์ : เชฟบีม-ธิติ ศุภเมธีวรกุล  เบื้องหลังความอร่อยเมนู 7-11

บีมายเกสท์ : เชฟบีม-ธิติ ศุภเมธีวรกุล เบื้องหลังความอร่อยเมนู 7-11

วันเสาร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ถ้าพูดถึงอาชีพเชฟ (Chef) หลายคนคงนึกถึงพ่อครัวแม่ครัวผู้ทำหน้าที่รังสรรค์เมนูอร่อยๆ ในร้านอาหาร ภัตตาคาร หรือห้องอาหารของโรงแรมเป็นแน่ แต่สำหรับ ธิติ ศุภเมธีวรกุล เชฟหนุ่มหน้าใสวัย 34 ปีคนนี้ เป็นเชฟในแบบที่แตกต่างไปจากที่คุณเคยรู้จัก เพราะเขาคือหนึ่งในเชฟผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยของเมนูที่วางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อชื่อดังอย่าง 7-11 ที่พึ่งยามหิวใกล้บ้านของเรา

ธิติ หรือ เชฟบีม ปัจจุบันทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านพัฒนาสูตรอาหาร ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เชฟหนุ่มเล่าให้ฟังถึงการทำหน้าที่เชฟของตัวเองว่า เขาเป็นเชฟที่อาจจะไม่ได้จับกระทะ ตะหลิว ทำอาหาร เพื่อเสิร์ฟลูกค้าทุกวัน แต่ต้องคิดสูตรอาหารที่ปรุงออกมาแล้วสามารถนำไปผลิตได้ด้วยระบบเครื่องจักร และเมื่อลูกค้าเปิดทานจะต้องได้รสชาติอร่อยคงที่เหมือนกันทุกครั้ง

“ในทีมงานไม่ได้มีแค่เชฟอย่างผม แต่ยังมีนักวิทยาศาสตร์การอาหาร เหมือนเป็นการเอาคนทำงานศิลปะกับวิทยาศาสตร์มารวมกัน พัฒนาทั้งอาหารหวาน อาหารคาว เบเกอรี่ ไม่ว่าจะเป็นสูตรดั้งเดิม หรือสร้างสรรค์สูตรใหม่ ซึ่งมีทั้งที่เป็นแบรนด์ที่ผลิตโดย ซีพี ออลล์ เอง และอีกส่วนหนึ่งคือผู้ผลิตที่เป็นพันธมิตรกับเรา โดยส่วนใหญ่จะเป็นระดับ SME ที่เราจะเข้าไปช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเขาให้มีคุณภาพได้มาตรฐานในการวางจำหน่ายใน 7-11

การทำงานเป็นเชฟที่ซีพี ออลล์ กับเชฟในร้านอาหารของโรงแรมหรือร้านอาหาร ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย เพราะโรงแรมจะมีเมนูกำหนดมาแล้วว่าต้องทำแบบนี้เท่านี้ เราก็ต้องทำตามเชฟใหญ่หรือความต้องการของลูกค้าที่มาทาน แต่การเป็นเชฟที่ ซีพี ออลล์ ทุกอย่างคิดเองทำเอง สร้างขึ้นมาเองหมด ภายใต้โจทย์หลักๆ คือ ผลิตโดยเครื่องจักร มีโภชนาการครบ ที่สำคัญคือต้องอร่อย และได้รสชาติที่แน่นอน ตรงนี้คือความยาก ดังนั้น สูตรเมนูที่เราคิดนั้นจึงต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมาย คิดสูตรได้แล้ว ปรุงแล้วก็ต้องมีการทดลองคือไปให้กลุ่มเป้าหมายชิมว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน จนนำไปผลิตและจำหน่ายจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของตัวผมและทีมงานทุกคน”

ก่อนหน้าจะมาเป็นเชฟ ผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยของ 7-11 เคยร่วมงานกับห้องอาหารโรงแรมดังมาแล้วหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นครัวจีนที่โรงแรมอโนมา ห้องอาหารเบญจรงค์ โรงแรมดุสิตธานี และครัวเบเกอรี่ โรงแรมโอเรียนเต็ล ก่อนจะมาร่วมงานกับฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซีพี ออลล์

“ผมเห็นประกาศรับสมัครของเครือซีพี ก็ส่งใบสมัครมาแบบไม่ได้ระบุตำแหน่ง เพราะไม่รู้ว่าด้วยวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ของตัวเองจะเหมาะกับตำแหน่งอะไร ไม่คิดว่าจะได้ จนถูกเรียกสัมภาษณ์ ตอนแรกเขาจะให้ไปเป็นอาจารย์สอนทำอาหาร แต่ผมคิดว่าประสบการณ์ผมยังไม่มากพอที่จะไปทำตรงนั้นได้ ก็เลยได้มาลงที่ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ก็ใช้เวลาปรับตัวไม่นาน เพราะมันต่างจากการทำครัวที่เราเคยผ่านมาก่อน แต่การได้มาทำงานที่นี่ทำให้ผมได้รู้จักกับทีมงานที่มีความสามารถ ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากการทำงานที่นี่ โดยเฉพาะการทำงานเป็นทีม ในบรรยากาศความเป็นพี่เป็นน้อง และองค์กรเองก็พร้อมสนับสนุนในการพัฒนาศักยภาพของเรา ทำให้มีความสุข และสนุกกับการทำงาน”

ล่าสุด เชฟบีม และเชฟอีก 2 ท่าน คือ พรศิริ จงวัฒนธรรม และ อังศุมาลิน พันธ์เรืองวงศ์ เป็นตัวแทนทีมเชฟซีพี ออลล์ เข้าร่วมกันแข่งขัน Thailand’s International Culinary Cup (TICC) 2017 รายการแข่งขันทำอาหารเพื่อค้นหาสุดยอดเชฟไทยในระดับโลกรายการใหญ่ของประเทศไทย โดยผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่คือ เชฟจากห้องอาหารโรงแรม ร้านอาหาร และโรงแรมสอนทำอาหาร ที่ไม่เฉพาะแต่เชฟไทย ยังมีเชฟจากนานาชาติเข้าร่วมแข่งขันอีกด้วย แม้จะเป็นการแข่งขันครั้งแรก แต่เชฟบีมและทีมก็สามารถคว้ารางวัล The Best of Culinary Team ประเภท 3 Course Style Set Menu ด้วยเเมนูเรียกน้ำย่อย แซลมอนเทอร์รีนและกุ้ง เมนูอาหารจานหลัก ข้าวรีซอตโต้และมัสมั่นแกะ และเมนูอาหารหวาน คือแอปเปิ้ล ครัมเบิ้ล ซอสราสเบอร์รี่ และไอศกรีมวนิลลา

“เป็นการแข่งขันที่ท้าทายมาก เพราะคู่แข่งแต่ละทีมแต่ละคนคือ เชฟมืออาชีพที่ทำอาหารเสิร์ฟกันทุกวัน สิ่งที่เป็นจุดอ่อนของเราคือเวลา เมื่อเราได้รับโจทย์และรู้ข้อกำหนดต่างๆ ผมกับเพื่อนๆ ก็เข้าคอร์สฝึกกันร่วมเดือนที่จะต้องปรุงทั้ง 3 เมนู ในเวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งตัวผมรับผิดชอบเมนูอาหารจานหลัก โดยพวกเราต้องการนำเสนอเมนูที่เป็นฟิวชั่นชูจุดเด่นของอาหารไทยผสมผสานกับความเป็นตะวันตก นี่เป็นการแข่งขันครั้งแรกของบริษัทเรา และสามารถคว้ารางวัลมาได้ ก็รู้สึกดีใจ เหมือนกับเราได้พัฒนาตัวเองไปอีกขั้นหนึ่ง จากที่ทำอาหารเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ พวกเราก็สามารถที่จะสู้กับเชฟมืออาชีพได้ และเป็นกำลังใจการทำงานที่จะคิดค้นเมนูใหม่ๆ เพื่อนำเสนอความอร่อยให้กับลูกค้า 7-11 ทั่วประเทศได้ครับ”

นอกเหนือจากงานประจำ เชฟบีม ยังมีธุรกิจเล็กๆ ส่วนตัวอีกหลายอย่างที่เกี่ยวกับอาหาร ทั้งที่เป็นเจ้าของเองและร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ และเพิ่งแตกไลน์ไปสู่ธุรกิจเสื้อผ้าขายออนไลน์

“หลายคนชอบถามผมว่า ทำไมทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน ส่วนตัวผมมองว่าทุกคนเรามีเวลาเท่ากันแต่ใช้ไม่เท่ากัน ในขณะที่เราหลับ แต่อีกซีกโลกเขาตื่น ในโลกนี้มีคนเก่งกว่าเราเยอะมาก แล้วเราจะอยู่เฉยๆ ทำไม ผมทำธุรกิจของตัวเอง ก็มีแบรนด์ที่ยังอยู่ บางแบรนด์ก็ปิดตัวไปไม่ใช่ว่าขาดทุน ผมเคยทำธุรกิจเงินทุนมีตั้งแต่หลักล้านหลักแสน ต่ำสุดคือหลักหมื่น แต่ผมได้เรียนรู้แล้ว ผมพอใจก็หยุด และมองหาสิ่งที่ดีกว่า การทำธุรกิจผมไม่กลัวที่จะล้ม เพราะมันหมายถึงประสบการณ์ ก็เหมือนกับการทำอาหาร กว่าเราจะเก่งได้ ประสบความสำเร็จได้ มันต้องมีร่องรอยบาดแผลบนมือของเราเช่นกัน”

เชฟบีม ทิ้งท้ายถึงสไตล์การทำงานของตัวว่า “พรสวรรค์ไม่สำคัญเท่าพรแสวงที่นำพาให้ผมมาถึงจุดนี้ การทำงานของเราต้องมีความซื่อสัตย์ซื่อตรง ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เกินร้อย ห้ามต่ำกว่าร้อย ถ้าเรารู้ว่าเรายังอ่อนด้อยตรงไหน เราใฝ่หาความรู้ ต้องพัฒนาตัวเอง ทำแบบคูณสอง คูณสาม เพราะผมเชื่อว่ามันไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถ้าเราสู้”

%d bloggers like this: