บันทึกไว้เป็นเกียรติ

All posts tagged บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ปลูก “ดอกรัก” เพียงครั้งเดียว แต่มีรายรับทุกวัน ที่ ตำบลหัวดง อำเภอเมือง พิจิตร

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูก “ดอกรัก” เพียงครั้งเดียว แต่มีรายรับทุกวัน ที่ ตำบลหัวดง อำเภอเมือง พิจิตร

“ดอกรัก” นับว่าเป็นไม้ดอกอีกอย่างหนึ่งที่คนไทยต้องการใช้ตลอดปี เพราะนำมาใช้ในการร้อยพวงมาลัย บางพื้นที่มีการปลูกต้นรักเอาไว้เก็บดอก เพื่อนำมาร้อยเป็นพวงมาลัยไว้ขายเองโดยเฉพาะ และมักจะปลูกร่วมกับต้นมะลิ เพราะต้องใช้ประกอบเป็นพวงมาลัยที่คนไทยคุ้นเคยกันมากที่สุด และดอกยังสามารถนำมาใช้ทำดอกไม้ประดิษฐ์ได้อีกด้วย หรือในพิธีงานแต่งของคนไทยภาคกลาง นอกจากเราจะใช้ดอกรักนำมาร้อยเป็นพวงมาลัยสวมให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวแล้ว ก็ยังใช้ใบของต้นรักนำมารองก้นขันใส่สินสอดและขันใส่เงินทุนที่ให้แก่คู่สมรสอีกด้วย

เกษตรกรในเขตตำบลหัวดง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ได้ขยายพื้นที่ปลูกดอกรักกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกเพียงครั้งเดียว ต้นทุนในการบำรุงรักษาน้อยมาก ที่สำคัญมีรายรับทุกวัน ตัวอย่างเกษตรกร คุณเพ็ญศรี แก้วดวงใหญ่ บ้านเลขที่ 7 หมู่ที่ 4 บ้านเนินยาว ตำบลหัวดง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ (091) 397-5931 ว่าปลูกมานานมากกว่า 10 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็รับจ้างเพื่อนเกษตรกรแกะดอกรักจนหันมาปลูกต้นรักเพื่อเก็บดอกเอง โดยอาศัยปลูกตามข้างทางถนนที่กรมทางหลวงอนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อปลูกรักได้

คุณเพ็ญศรี เล่าว่า ดอกรัก มีหลายสายพันธุ์ ที่เลือกปลูก คือ “รักแก้ว” ซึ่งจะมีลักษณะดอกใหญ่ สีขาวใสมันเงา เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากที่สุดที่ตำบลหัวดง และมีอีก 2 พันธุ์ คือ “รักตุ้ม” จะมีดอกขนาดเล็กที่เขาเอาไปร้อยมาลัย แต่ไม่นิยมปลูก เพราะดอกมีขนาดเล็ก ไม่มีน้ำหนัก เก็บยาก ส่วนอีกพันธุ์คือ “รักจิ้งจก” ดอกจะยาว ทรงแหลมๆ ก็มีเกษตรกรบางรายปลูกอยู่เช่นกัน ต่อมาการปลูกต้นรักเพื่อเก็บดอกก็มีชาวบ้านได้นำพันธุ์มาปลูก จากนั้นก็แพร่กระจายพันธุ์ออกไป นำมาปลูกริมรั้วริมทาง, ปลูกตามคันนาหรือปลูกแซมในพื้นที่เกษตรที่ว่างเปล่า ข้อดีของไม้ชนิดนี้ก็คือ เจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิด เป็นไม้ที่ทนแล้งมาก ซึ่งตนเองได้ปลูกไว้ราว 150 ต้น เพื่ออาศัยได้เก็บดอกรักขาย สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ในทุกๆ เช้า

วิธีการปลูกต้นรัก

คุณเพ็ญศรี บอกว่า การปลูกต้นรักไม่ต้องบำรุงอะไรมาก โดยเฉพาะหน้าแล้งหรือช่วงอากาศร้อน ต้นรักจะออกดอกมากอยู่แล้ว แต่ต้นรักจะไม่ชอบที่ชื้นแฉะน้ำขัง ส่วนช่วงหน้าฝน ดอกรักจะมีขนาดเล็กและดอกร่วงง่าย เพราะมีเชื้อราทำลายดอก จึงต้องดูแลเพิ่มด้วยการใส่ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยคอกกระตุ้นให้ออกดอกบ้างตามสมควร ซึ่งดอกรักที่นี่จะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับถึงบ้าน โดยพ่อค้าแม่ค้าจะเป็นคนรวบรวมดอกรักจากเพื่อนเกษตรกรหลายๆ บ้าน ในพื้นที่เพื่อนำไปส่งที่ตลาดปากคลองตลาด ที่จะเป็นจุดศูนย์กลางส่งไปขายต่อทั่วประเทศ

คุณเพ็ญศรี เล่าว่า ต้นรักมีอายุยาวนาน 15-20 ปี ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งอากาศร้อนจัด ดอกรักจะมีราคาถูก หรือต้นโทรม ชาวสวนจะตัดต้นรักให้เหลือแต่ตอสูงจากพื้น 30-50 เซนติเมตร (เหมือนการทำสาว) ให้แตกยอดสร้างทรงพุ่มขึ้นมาใหม่ หลังตัดแต่งต้นเพียง 2 เดือน ก็สามารถมีดอกให้อีกครั้ง ซึ่งเกษตรกรบางคนเวลาจะตัดจึงต้องวางแผนให้มีทดแทนกัน ไม่ตัดต้นพร้อมกันทั้งหมด เพื่อจะให้มีดอกเก็บตลอดทั้งปีอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้ไม่ขาดมือ

ซึ่งวิธีปลูกจะตัดกิ่งต้นรักให้เป็นท่อนๆ ควรเลือกกิ่งที่ไม่อ่อนจนเกินไป นิยมใช้กิ่งแก่หรือกลางแก่กลางอ่อน ตัดให้มีความยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร หลุมปลูกขุดให้ กว้างxยาว ประมาณ 30 เซนติเมตร ขุดพรวนหลุมปลูกลึกสัก 20-30 เซนติเมตร หลังจากนั้นให้วางท่อนพันธุ์ให้เฉียง 45 องศา ใน 1 หลุม (คล้ายการปลูกตะไคร้) ใช้ท่อนพันธุ์ 3-5 กิ่ง เผื่อกิ่งที่อาจแห้งตายไป เพราะเราจะหวังผลให้มันรอดอย่างน้อย 1-2 ต้น ก็เพียงพอแล้ว หลังจากวางท่อนพันธุ์ลงดินแล้ว จากนั้นให้ใช้ดินกลบ รดน้ำให้ชุ่ม แนะนำว่าควรจะปลูกหน้าฝนจะดีที่สุด เพราะจะได้ไม่ต้องเป็นภาระในการรดน้ำในช่วงแรกที่ปลูก

ถ้าปลูกในพื้นที่ว่างเปล่า แนะนำให้ใช้ระยะปลูก 3×3 เมตร ควรจะปลูกในช่วงฤดูฝน หลังจากปลูกไปได้เพียง 3 เดือน จะเริ่มเก็บดอกรักรุ่นแรกส่งขายตลาด แต่อาจจะยังมีปริมาณน้อย เพราะต้นยังเล็กและมีทรงพุ่มไม่โตมากนัก แต่หลังจากปลูกได้ 6-8 เดือน ขึ้นไป ต้นรักก็จะมีความพร้อม มีทรงพุ่มที่มีขนาดใหญ่ ที่จะให้ผลผลิตได้พอสมควรและผลผลิตจะมากขึ้นตามขนาดของทรงพุ่ม

เรื่องการดูแลรักษาดอกรัก

ถือว่าน้อยมากในการดูแลรักษา ทำให้มีต้นทุนต่ำ แต่ต้นรักต้องตัดต้น ปีละ 1 ครั้ง ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ตัดให้สั้น ให้ตอต้นรักเหลือความสูงจากพื้นสัก 30-50 เซนติเมตร ต้นรักจะแตกยอดออกมาใหม่เป็นจำนวนมาก ยิ่งฝนตกมาช่วยช่วงหลังตัดแต่งกิ่ง ก็จะทำให้ต้นรักแตกกิ่งสร้างทรงพุ่มได้เร็ว แล้วจะเริ่มเก็บใหม่อีกครั้งช่วงเดือนเมษายนหรือราวๆ ช่วงหลังสงกรานต์ เราก็จะกลับมาเก็บดอกรักขายอีกครั้ง ซึ่งจะตัดแต่งต้นทำอย่างนี้ทุกๆ ปี ส่วนเราก็จะช่วยบำรุงต้นด้วยการใส่ปุ๋ย ยูเรีย สูตร 46-0-0 (หรือ สูตรเสมอ 15-15-15) ซึ่งจะเริ่มใส่ให้หลังจากเห็นว่าต้นรักมียอดแตกมาใหม่ ยาวได้สัก 30 เซนติเมตร ปุ๋ยจะช่วยเร่งการแตกยอดสร้างทรงพุ่ม แต่วิธีการใส่ปุ๋ยของเกษตรกรที่นี่มักจะใช้วิธีขุดหลุมแล้วฝังกลบปุ๋ยไว้ระหว่างต้น หลุมละ 1-2 กำมือ เนื่องจากการปลูกรักที่นี่ปลูกกันตามข้างทาง ดังนั้น จะไม่ได้รดน้ำเลย อาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

ส่วนโรคแมลงก็ต้องดูแลด้วย ฉีดป้องกันโรคและแมลงอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อลดการทำลายจากพวกแมลงศัตรู เช่น หนอน เพลี้ยไฟ ไรแดง เพลี้ยแป้ง ฯลฯ ก็จะฉีดสลับตัวยาไปเรื่อยๆ ตามการระบาดของแมลงนั้นๆ โดยมากจะฉีดสารป้องกันแมลงให้เดือนละ 1 ครั้ง เท่านั้น ตามความเหมาะสมและการระบาด ยกตัวอย่าง สารป้องกันกำจัดแมลง เช่น

– สารกลุ่มกำมะถันผง ก็จะฉีดควบคุมไรแดงได้ดี

– สารกลุ่มไซเพอร์เมทริน, ไดคลอร์วอส, อะบาเม็กติน ก็จะคุมพวกหนอนต่างๆ

– สารกลุ่มอะบาเม็กติน, อิมิดาคลอพริด, คอร์บาริล ฟิโปรนิล, คาร์โบซัลแฟน, ไทอะมีโซแซม ก็ใช้สำหรับป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟและเพลี้ยต่างๆ

– สารกลุ่มคลอร์ไพรีฟอส, ไวท์ออยล์ ก็ใช้สำหรับป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย เพลี้ยอ่อน

ข้อควรระวังเป็นพิเศษ

สำหรับเกษตรกรที่คิดจะปลูกดอกรักในเชิงพาณิชย์ และจะต้องสัมผัสกับดอกรักทุกวัน จะต้องระวังยางของต้นรัก จะมีพิษต่อผิวหนังได้ ในการเก็บเกี่ยวทุกครั้งจะต้องสวมถุงมือยางและสวมแว่นตาป้องกันยางกระเด็นเข้าตา สวมเสื้อผ้าให้มิดชิด การเก็บดอกรักต้องระวังยาง เนื่องจากยางของต้นรักเป็นเอนไซม์ประเภทหนึ่ง มีฤทธิ์กัดกร่อน หากถูกผิวหนังหรือเข้าปากจะทำให้ระคายเคือง แสบคัน มีพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้อาเจียนและถ่ายอย่างแรง หากถูกศีรษะจะทำให้ผมร่วงได้ และถ้าเข้าตา จะทำให้ตาพร่ามัวหรือตาบอดได้ ต้องระวังอย่างยิ่ง หากโดนยางของต้นรักบริเวณผิวหนังต้องรีบล้างด้วยน้ำสะอาดทันที หากยางเข้าตาหลังจากล้างน้ำแล้วให้รีบไปพบแพทย์

สำหรับการป้องกันยางต้นรัก เวลาจะเก็บดอกต้องแต่งกายให้มิดชิด ใส่เสื้อแขนยาว สวมแว่นตา สวมหมวก ใส่ถุงมือยางหรืออาจใช้ถุงหิ้วพลาสติกแทนถุงมือ และอาจนำลูกโป่งมาใส่นิ้วมือแทนปลอกนิ้ว เป็นต้น เพื่อให้ปลอดภัยจากยางต้นรักที่จะกัดผิวหนัง

การเก็บดอกรักจากต้น

จะเลือกเก็บดอกตูมที่กลีบเลี้ยงปริแตก (เกือบจะบาน) และดอกบาน ถ้าดอกรักที่อ่อนหรือดอกยังตูมอยู่ ดอกนั้นจะมีสีเขียว ดอกจะยังไม่เป็นสีขาวยังเก็บไม่ได้ ควรจะเด็ดให้ก้านดอกติดมาด้วย และนำมาแกะแยกเอากลีบดอกรักออกทีหลัง ช่วงเวลาเก็บดอกรักคือ ช่วงเช้าของทุกวัน จากการสำรวจพบว่า ปริมาณการเก็บดอกรักต่อคน จะได้เฉลี่ย 3-5 กิโลกรัม ต่อคน ขึ้นอยู่กับความชำนาญในการเก็บ อย่างการเก็บดอกรักในช่วงฤดูหนาวนั้น จะเก็บได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เท่านั้นเพราะดอกรักจะบานช้ามาก แต่ถ้าในฤดูร้อนดอกรักจะบานเร็ว ดอกเยอะมาก สามารถเก็บดอกได้ทุกๆ 2 วัน ทีเดียว

การเก็บ อย่างช่วงหน้าแล้ง ซึ่งดอกรักออกดอกจำนวนมาก สามารถเก็บได้ 5-7 กิโลกรัม ต่อครั้ง (ช่วงเวลาเช้า) ราคาก็จะเฉลี่ย 20-50 บาท ในช่วงฤดูแล้ง หรืออย่างช่วงฤดูหนาวที่เป็นช่วงที่ดอกรักออกดอกน้อย ราคาก็จะแพงขึ้น ก็จะเก็บได้ 3-5 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับจำนวนต้นด้วย) ก็จะขายได้ กิโลกรัมละ 50-250 บาท อย่างเราไม่มีเวลานั่งแกะเอง ก็จะจ้างแกะ โดยจะคิดเป็นกิโลกรัมและราคารับซื้อในวันนั้นๆ เช่น ราคารับซื้อดอกรักในวันนั้น กิโลกรัมละ 20 บาท คนแกะก็จะได้ 8 บาท ถ้ารักราคา 40 บาท ขึ้นไป ก็ได้ค่าแกะ กิโลกรัมละ 10 บาท แต่ถ้ากิโลกรัมละ 100 บาท ก็ให้ค่าแกะ 20 บาท เป็นต้น ซึ่งโดยมากจะเป็นคนแก่ หรือผู้สูงอายุที่อยู่บ้านเฉยๆ ก็จะมารวมกลุ่มกันช่วยกันนั่งแกะดอกรักเพื่อแก้เหงาได้พูดคุยกัน

การเก็บรักษาดอกรัก

ถ้าเกษตรกรออกเก็บรักในช่วงเช้าและก่อนเที่ยงก็มานั่งแกะดอกรักใส่ถุงไว้ในที่ร่ม ตอนเย็นพ่อค้าก็จะมารับซื้อที่บ้าน จ่ายเงิน แต่ช่วงที่ดอกรักออกเยอะๆ เกษตรกรมีความขยันก็จะออกเก็บอีกในช่วงเวลาเย็น ก็ต้องแกะดอกรักต่อให้เสร็จ เพราะถ้าเก็บมาแล้วยังไม่แกะกลีบเลี้ยงออก จะแกะยาก เพราะฐานรองกลีบดอกจะเหนียวไม่สด กรอบ

ฉะนั้น หลังเก็บดอกรักออกจากต้นก็ต้องแกะกลีบดอกทันที ถ้าแกะดอกรักตอนเย็นก็จะใส่ถุงแช่ตู้เย็นเอาไว้ ถ้ากรณีที่ต้องเก็บรักษาข้ามคืนเพื่อไม่ให้ดอกรักเสียหรือเปลี่ยนเป็นสีเหลือง การเก็บรักษาดอกรักโดยใช้อุณหภูมิต่ำจะสามารถช่วยยืดอายุและชะลอการเสื่อมสภาพของดอกรักได้นาน 7 วัน ส่วนดอกรักที่เก็บในอุณหภูมิห้องปกติจะมีอายุการเก็บรักษาโดยเฉลี่ยเพียง 1-2 วัน การเก็บรักษาดอกรัก ควรเก็บโดยการนำมาบรรจุลงในถุงพลาสติก แล้วแช่ในน้ำแข็งจะช่วยยืดอายุการเก็บรักษาดอกรักได้ดีที่สุด โดยเฉลี่ยประมาณ 1 สัปดาห์

คุณเพ็ญศรี แก้วดวงใหญ่ กล่าวทิ้งท้ายว่า การปลูกดอกรักขายเป็นอาชีพเสริมของตนเองและครอบครัว หลังว่างเว้นจากการทำนาและปลูกพืชไร่ ช่วงเช้าจะออกจากบ้านไปเก็บดอกรัก ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ก็กลับบ้าน ทำอย่างนี้ได้ทุกวันตลอดทั้งปี อย่างน้อยได้เงินจากการเก็บดอกรักขายเป็นค่ากับข้าว ค่าใช้จ่ายประจำวันในครอบครัว วันละ 100-300 บาท มีรายได้ตามความขยันของเกษตรกรเอง ซึ่งบางรายก็ปลูกเป็นอาชีพหลัก ไม่ต้องออกไปรับจ้างไกลบ้าน ยิ่งช่วงอากาศร้อนดอกรักออกดอกดกๆ ก็เก็บได้เกือบทุกวันเป็นจำนวนมาก เพื่อชดเชยราคารับซื้อที่อาจจะถูกลงตามฤดูกาล เกษตรกรที่ใช้พื้นที่ว่างปลูกรักก็จะมีรายได้เสริมจากช่วงที่ว่างเว้นจากการทำไร่ ทำนา และต้นรักปลูกแค่ครั้งเดียวแต่สามารถอยู่ได้นาน 15-20 ปีทีเดียว แม้การปลูกต้นรักเพื่อเก็บดอกขาย จะไม่ได้เงินก้อนหลักพันหลักหมื่นเหมือนไม้ดอกอย่างอื่นที่ต้องผลิตเป็นรุ่น 2-3 เดือน จึงจะรู้ต้นทุนและกำไร แต่เกษตรกรที่ปลูกรักและเก็บดอกรักจะมีเงินใช้จ่ายเกือบทุกวันจากต้นรักที่ปลูกเอาไว้ตามริมถนน

“สวนมะลิบ้านคุณบุ๋ม” ปลูกมะลิเด็ดดอกขาย 20 ไร่ ที่นครปฐม

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05039010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“สวนมะลิบ้านคุณบุ๋ม” ปลูกมะลิเด็ดดอกขาย 20 ไร่ ที่นครปฐม

คุณเรณู สุขเนตร หรือ คุณบุ๋ม ที่ทำสวนมะลิ ปลูกมะลิเพื่อเด็ดดอกขาย ในพื้นที่ ตำบลบางพระ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ (081) 986-5746 และ (084) 884-1595 ซึ่งจังหวัดนครปฐมเป็นพื้นที่หนึ่งที่ได้ชื่อว่า มีการปลูกมะลิทั้งจังหวัดมากกว่า 1,000 ไร่

คุณเรณู สุขเนตร หรือ คุณบุ๋ม เล่าว่า เริ่มปลูกมะลิในปี 2551 เดิมตนเองและครอบครัวมีอาชีพปลูกผักสวนครัวขายมาก่อน แต่จากการคำนวณต้นทุนการผลิตและรายได้แล้ว ตลอดระยะเวลาการปลูกผักสวนครัวขาย กำไรเหลือไม่มาก ต่อมาเมื่อได้รับคำแนะนำให้ปลูกมะลิจากเพื่อนเกษตรกรว่า ปลูกมะลิ เพื่อเด็ดดอกขายรายได้ดี จึงปรับเปลี่ยนแปลงสวนผักเดิมปลูกมะลิทันที 5 ไร่ ทั้งที่ไม่มีความรู้ในการจัดการสวนไม้ดอกมาก่อน คุณเรณู เล่าว่า ไม้ดอกเป็นไม้ที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ ต้องทราบระยะของการให้ปุ๋ย การฉีดยาฆ่าแมลง ไม่อย่างนั้นจะทำให้ไม้ดอกไม่ได้ผลผลิตที่ดีและขายได้ตามต้องการ

คุณเรณูและครอบครัวถือเป็นเกษตรกรตัวอย่าง ที่มีแนวคิดการสร้างรายได้จากการขายไม้เด็ดดอกครบวงจร ซึ่งปัจจุบันได้ขยายพื้นที่ปลูกจากเดิม 5 ไร่ ในตำบลบางพระ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ไปปลูกเพิ่มอีก 5 ไร่ ในตำบลใกล้เคียงคือ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม และปลูกเพิ่มที่จังหวัดราชบุรี อีก 11 ไร่ รวมพื้นที่ปลูกมะลิทั้งหมดราว 21 ไร่ บริเวณสวนมะลิของคุณเรณู ในอำเภอนครชัยศรีและอำเภอบางเลน มีสภาพเป็นดินเหนียว แม้มะลิจะเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่เป็นดินเหนียว ดินร่วน และดินทรายก็ตาม แต่หากพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นที่ลุ่มน้ำ อาจเกิดน้ำท่วมในฤดูฝน ก็ควรปลูกแบบยกร่อง เพื่อให้ต้นมะลิอยู่สูงพ้นน้ำ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวน้ำท่วมไม่ถึง แต่การยกร่องก็จะช่วยให้การระบายน้ำทำได้ดี

แต่สำหรับสวนมะลิที่จังหวัดราชบุรี พื้นที่ 11 ไร่ คุณเรณู ปลูกโดยไม่ยกร่อง เพราะมีสภาพเป็นดินทราย ระบายน้ำได้ดีอยู่แล้ว ซึ่งเพื่อรองรับผลผลิตดอกมะลิจากสวนที่มีปริมาณการผลิตที่มากขึ้นและเพื่อไม่ต้องรอที่จะขายส่งแม่ค้าหรือพ่อค้ารับซื้อหน้าสวนเพียงอย่างเดียว ก็ต้องจำหน่ายดอกมะลิเอง เพื่อให้อาชีพปลูกมะลิได้ครบวงจร คุณเรณูจึงตัดสินใจเช่าแผงค้าดอกมะลิและไม้ดอกอื่นๆ สำหรับร้อยมาลัยที่ปากคลองตลาด ซึ่งตลาดปากคลองตลาดเป็นตลาดค้าดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพื่อเป็นจุดถ่ายดอกไม้ทั้งปลีกและส่ง โดยจำหน่ายในราคาเต็ม ไม่ต้องถูกหักจากแม่ค้าหรือพ่อค้าที่รับซื้อหน้าสวน

คุณเรณู เล่าว่า รายจ่ายที่มากที่สุดสำหรับการปลูกมะลิเด็ดดอกมีหลักๆ คือ ค่ายาสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงและค่าแรงงานในการเก็บดอกมะลิ อย่างค่ายาสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงซึ่งจำเป็นต้องใช้ในทุกระยะที่มีแมลงรบกวน เพราะดอกมะลิเปราะบางมาก โดยเฉพาะหนอนเจาะดอก ที่เมื่อถูกทำลายหรือเกิดการระบาด ก็ต้องทิ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และค่าใช้จ่ายที่สูงมากอีกประการคือ ค่าแรงเด็ดดอกมะลิ ที่จะจ้างแรงงานเก็บในราคากิโลกรัมละ 50 บาท จะได้มากได้น้อยก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและความขยันของแรงงาน แต่ในการเก็บดอกมะลิให้ได้จำนวนมากก็ต้องใช้แรงงานเด็ดดอกในคราวเดียวพร้อมกัน อย่างน้อย 7-10 คน จึงจะพอสำหรับการเด็ดดอกขายในแต่ละวัน ดังนั้น การบริหารจัดการสวนมะลิจะต้องดีพอสมควร

คุณเรณู อธิบายว่า สวนมะลิที่อำเภอบางเลนและอำเภอนครชัยศรี จะปลูกแบบยกร่อง เพราะสภาพดินเป็นดินเหนียวและเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสน้ำท่วมขังมากที่สุด เพราะสวนตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ ในบางคราวฤดูฝนที่มีน้ำหลาก ต้นมะลิจึงถูกน้ำท่วมขังบ้าง การปลูกแบบยกร่องจึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้มะลิถูกน้ำท่วมขังน้อย และลดปัญหาโรครากเน่าของมะลิลง คุณเรณู บอกว่า มะลิ เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำแฉะ หากทำให้การระบายน้ำในดินที่ปลูกได้ดีแล้ว จะไม่มีปัญหารากเน่า อีกทั้งต้นมะลิจะไม่แกร็นและเหลือง

การปลูกมะลิแบบยกร่อง แต่ละร่องห่างกันเกือบ 4 เมตร (8 ศอก) หรือทุกร่องแปลงคุณเรณูจะปลูกมะลิไว้ 6 แถว จะใช้ระยะปลูกถี่มาก เพื่อให้ได้จำนวนต้นมะลิที่มากต่อร่อง ทำให้จำนวนต้นมะลิต่อไร่ อยู่ที่ประมาณ 8,000 ต้น และเพื่อป้องกันไม่ให้วัชพืชขึ้นอีกด้วย เพราะต้นมะลิเมื่อโตจะร่ม ทำให้หญ้าวัชพืชขึ้นไม่มากนัก ในตอนนั้นคุณเรณูเล่าว่าได้ซื้อต้นกล้ามะลิมาในราคา ต้นละ 3.50 บาท ก่อนปลูกขุดหลุมรองพื้นด้วยปุ๋ยคอกเก่า ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยเม็ดชีวภาพตามที่จะหาได้สะดวก ในระยะแรกของการปลูกมะลิจะเน้นเรื่องของการเจริญเติบโตของต้น หลังนำกล้ามะลิลงปลูก ควรรดน้ำเพียงอย่างเดียว วันเว้นวัน สังเกตดูดินไม่แฉะมาก ฤดูฝนงดให้น้ำ

ทุกเดือนหลังลงปลูกให้ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยเคมีที่มีตัวหน้า (ไนโตรเจนสูง)เช่น ปุ๋ยเคมี สูตร 27-7-7 เมื่อต้นมะลิโตเริ่มออกดอกให้ผลผลิต ก็จะเปลี่ยนมาให้ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-16 หรือ 8-24-24 สลับตามความเหมาะสม และควบคุมโรคและแมลงไม่ให้ทำลาย โดยเฉพาะหนอนต่างๆ ที่มากินใบ เจาะดอก เจาะต้น เพลี้ยไฟ เป็นต้น โรคและแมลงศัตรูพืชของมะลิ ปกติถ้าปลูกแล้วดูแลดีอย่างสม่ำเสมอก็จะไม่เกิดปัญหามากนัก ยกตัวอย่าง ฤดูฝน ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะจะทำให้เกิดโรคและวัชพืชขึ้นเยอะ หากวัชพืชขึ้นปกคลุมมาก จะทำให้ต้นมะลิไม่งาม จึงควรกำจัดทิ้ง ส่วนโรคและแมลง จะเกิดขึ้นหลังจากฝนตกเป็นประจำ

ดังนั้น จากประสบการณ์หลังฝนตกทุกครั้งต้องพ่นยาฆ่าแมลง และแนะนำว่าต้องพ่นยาฆ่าแมลงในเวลา 19.00-20.00 น. หรือเวลา 05.00-06.00 น. จะดีที่สุด หากเวลาอื่นหนอนหรือแมลงที่ทำลายต้นมะลิจะไม่ออกมา จะหลบซ่อนตัวอยู่ เมื่อฉีดพ่นยาฆ่าแมลงไปก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร อย่างเช่น หนอนเจาะดอก เป็นศัตรูที่สำคัญในการปลูกมะลิ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ จึงมีการใช้สารกำจัดหนอนอย่างสม่ำเสมอ ถ้าหากหนอนระบาดรุนแรงมากๆ ให้ฉีดวันเว้นวัน เพราะปัญหาเรื่องหนอนทิ้งไว้นานไม่ได้ ทิ้งแค่คืนเดียวก็กินใบและดอกมะลิหมดต้นได้เลยทีเดียว สารป้องกันกำจัดหนอนก็เลือกใช้ฉีดสลับได้ทุกตัว เช่น สารอะบาเม็กติน สารไซเพอร์เมทริน สารเมโทมิล ยาเชื้อบาซิลลัส ทูริงเยนซิส เป็นต้น

การตัดแต่งกิ่งสำหรับมะลิจำเป็นมาก หลังต้นมะลิอายุ 2 ปี ควรตัดแต่งกิ่งทุก 3-4 เดือน คุณเรณูจะระดมแรงงานตัดแต่งกิ่งทั้งหมดในคราวเดียว เพราะหลังตัดแต่งกิ่ง มะลิมีช่วงระยะเวลาตั้งแต่เก็บดอก จนถึงตากิ่งเจริญให้ดอกใหม่อีกครั้ง ประมาณ 40-45 วัน ดังนั้น ถ้าเกษตรกรต้องการให้มะลิออกดอกในเดือนใด ก็ต้องนับย้อนเวลาตัดแต่งกิ่งถอยหลังไป 40-45 วัน

คุณเรณู เล่าว่า การเก็บเกี่ยวดอกมะลิต้องเก็บเฉพาะดอกตูมที่พร้อมจะบาน มีความเจริญเต็มที่ มีลักษณะสีขาวนวล ไม่ควรตัดมาทั้งช่อ เพราะลักษณะดอกมะลิเมื่อเก็บเกี่ยวมาแล้ว ถ้าดอกตูมเกินไป (อ่อนเกินไป) จะไม่สามารถบานต่อไปได้ หรือบานได้แต่คุณภาพไม่ดีหรือไม่มีกลิ่นหอม วิธีการเก็บให้ใช้มือเด็ดตรงก้านดอกใต้กลีบเลี้ยง แรงงานที่ใช้ในการเก็บดอกมะลิแต่ละครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งใช้แรงงานไม่ต่ำกว่า 10 คน เพื่อความรวดเร็วต่อการเด็ดดอก ในทุกวันจะเริ่มเด็ดดอกมะลิในเวลา 06.00 น. และสิ้นสุดการเด็ดดอกในเวลา 19.00 น. ของทุกวัน หากจำนวนแรงงานน้อยกว่านี้ หรือระยะเวลาเด็ดดอกน้อยกว่านี้ จะทำให้เด็ดดอกมะลิส่งขายไม่ทัน ดอกจะโรยทิ้งหมด แรงงานทั้งหมดนอกจากจะทำหน้าที่เด็ดดอกแล้ว ต้องนำดอกมะลิมาล้างน้ำ 3-4 น้ำ จากนั้นนำมาคัดดอกเสียทิ้ง แล้วนำไปแช่ในน้ำเย็นเพื่อให้ดอกมะลิคงความสดได้หลายวัน ก่อนจะนำไปบรรจุถุง ปิดทับด้วยน้ำแข็งป่น แล้วบรรจุลงกล่องโฟม เพื่อให้ดอกมะลิคงสภาพสดมากที่สุดจนถึงมือลูกค้าหรือปลายทาง

ดอกมะลิ ที่เด็ดดอกจำหน่าย ในพื้นที่ร่วม 20 ไร่ สามารถเด็ดดอกมะลิได้สูงสุดถึง 500 ลิตร ต่อวัน แรงงานเด็ดดอกจะได้รับค่าจ้างเด็ด กิโลกรัมละ 50 บาท (1 ลิตร เท่ากับ 700 กรัม) ราคาขายปลีกหน้าร้านในฤดูร้อนและฤดูฝน อยู่ที่ราคาลิตรละ 50-80 บาท ยกเว้นฤดูหนาวที่มะลิไม่ให้ผลผลิต ทำให้ดอกมะลิมีราคาแพงถึงกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 200 บาท ขึ้นไป

แม้มะลิที่สวนนี้จะพ่นยาฆ่าแมลงเป็นระยะ เพื่อป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชก็ตาม แต่เมื่อถึงขั้นตอนการเก็บดอกมะลิ ก็จะทำความสะอาดอย่างดี ล้างด้วยน้ำสะอาดหลายรอบ พร้อมกับคัดดอกที่เสียไปพร้อมๆ กัน ก่อนแพ็กลงกล่องโฟมส่งขายยังปากคลองตลาด และมะลิจากสวนคุณเรณูส่งขายไปยังจังหวัดต่างๆ อาทิ จันทบุรี มุกดาหาร สุราษฎร์ธานี พังงา ชลบุรี สงขลา ภูเก็ต อำนาจเจริญ และบึงกาฬ เป็นต้น

คุณเรณู เล่าว่า ตนเองและลูกสาวจะดูแลแผงดอกไม้อยู่ที่ปากคลองตลาด ซึ่งจะเป็นจุดขายส่งและขายปลีก ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่ขายดีทุกเทศกาล โดยเฉพาะวันสำคัญทางศาสนา โดยเฉพาะวันขึ้น 5 ค่ำ วันขึ้น 6 ค่ำ วันแรม 12 ค่ำ และวันแรม 13 ค่ำ ทุกวันก่อนวันพระ (วันโกน) ความต้องการใช้ดอกมะลิสูงมาก นอกจากนี้ มะลิ ยังได้รับความนิยมในเกือบทุกเทศกาล จึงขายดีตลอด แม้ว่าราคาดอกมะลิจะแพงตามฤดูกาลก็ตาม รายได้จากการปลูกมะลิค่อนข้างดีหลายหมื่นบาทต่อไร่ แต่เกษตรกรต้องบริหารจัดการสวนและจัดการผลผลิตให้ดีจึงจะประสบผลสำเร็จ

นอกจาก มะลิ จะเป็นพืชทำรายได้ให้กับครอบครัวคุณเรณูก็ตาม แต่การเห็นช่องทางการจำหน่ายดอกไม้ที่จัดอยู่ในกลุ่มดอกไม้ร้อยพวงมาลัย ทำให้คุณเรณูปลูกไม้ดอกอื่นเพิ่ม แม้จะปริมาณไม่มากนัก แต่ก็เพิ่มให้แผงค้าสมบูรณ์ไปด้วยไม้ดอกกลุ่มร้อยพวงมาลัยด้วยกัน ปัจจุบัน ก็ปลูกต้นรัก ซึ่งปลูกต้นรักเอาไว้ตามคันนาเพื่อเสริมรายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งก็สามารถเก็บดอกรักขายได้ วันละ 50-100 ลิตร ที่เลือกปลูกต้นรัก ซึ่งเป็นไม้ดอกที่เจริญเติบโตเร็ว ทนและง่ายต่อการดูแลรักษา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในการปลูกมะลิได้ที่ คุณเรณู สุขเนตร หรือ เฟซบุ๊ก “สวนมะลิบ้านคุณบุ๋ม” หรือสอบถามกิ่งพันธุ์ต้นมะลิพันธุ์แท้จากสวน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์คุณบุ๋มเจ้าของสวนได้

พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนจบ)

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนจบ)

ต้นชมพู่ไต้หวัน 4-6 เดือน

เริ่มออกดอกติดผล ให้ผลผลิต

หลังจากปลูกและดูแล บำรุงต้นชมพู่ไต้หวันได้ราว 4-6 เดือน ต้นชมพู่ไต้หวันก็จะพร้อมให้ผลผลิตได้เก็บเกี่ยวได้บ้าง 5-10 กิโลกรัม แต่จะเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่ในปีที่ 2 เป็นต้นไป เพราะด้วยขนาดต้นและทรงพุ่มที่โตมากพอควรแล้ว โดยต่อการออกดอก 1 รุ่น สามารถห่อผลได้ครั้งละ 40-80 ถุง (ขึ้นอยู่กับขนาดของทรงพุ่ม) หรือเป็นน้ำหนักก็ประมาณ 30-50 กิโลกรัม ต่อต้น ซึ่ง 1 ถุงห่อ จะเลือกไว้ผล 3-5 ผล จะเหมาะสมที่สุด จะได้ชมพู่ที่มีคุณภาพ ทรงผลสวยและผลใหญ่

ซึ่งการห่อผลชมพู่นั้น การปลิดผลที่มากเกินไปจึงมีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นการกำหนดขนาดและน้ำหนักของผลชมพู่ว่าจะมีผลเล็กหรือใหญ่เพียงใด โดยหลักการง่ายๆ ยิ่งไว้ผลมาก ผลยิ่งเล็ก อย่างการไว้ผล 5 ผล ต่อช่อขึ้นไป ย่อมทำให้ชมพู่มีขนาดผลเล็ก ไว้ผลน้อยก็ยิ่งจะได้ชมพู่ผลใหญ่ ดังนั้น ต้องเลือกไว้ผลอย่างเหมาะสม ซึ่งการออกดอกของชมพู่จะออกบริเวณกิ่งในทรงพุ่มและส่วนยอด (แล้วแต่สายพันธุ์) หลังจากดอกได้รับการผสมแล้วก็จะติดเป็นผลที่มีขนาดเล็ก มีลักษณะคล้ายถ้วย หลังจากนั้น ผลจะขยายใหญ่มีสีเข้มขึ้นเป็นทรงผลชมพู่ขนาดเล็ก เกษตรกรควรปลิดผลที่ถูกโรคแมลงทำลาย โดยเฉพาะผลชมพู่ที่แมลงวันทองเจาะทำลายและเพลี้ยไฟทำลายผิว คนห่อต้องเลือกปลิดทิ้งไป ผลที่มีขนาดเล็กหรือรูปร่างผิดปกติออก โดยเหลือไว้ ช่อละ 3-5 ผล เท่านั้น กรณีที่มีช่อผลหลายๆ ช่อ อยู่มากในกิ่งเดียวกัน ไม่ควรเก็บไว้ ให้เลือกปลิดช่อที่มากเกินไปออก อย่างการออกดอกของชมพู่ไต้หวัน ทั้งชมพู่ยักษ์ไต้หวันและชมพู่สตรอเบอรี่ นิสัยจะออกดอกเป็นจำนวนมาก เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งอาหารกันเอง ทำให้ผลมีขนาดเล็ก และจำนวนการห่อไม่ควรมากเกินไป โดยให้สัมพันธ์กับทรงพุ่มและความสมบูรณ์ของต้น

การห่อผล ทำให้ผิวสวย

ป้องกันการทำลาย

จากแมลงวันทอง

ก่อนห่อผล แนะนำให้ฉีดพ่นฮอร์โมนช่วยบำรุงดอก เช่น โบร่า หรือ โบรอน (B) เพื่อช่วยผสมเกสรง่ายและติดผลดก ฉีดพ่นสัก 2-3 ครั้ง คือช่วงเริ่มออกดอก ดอกเริ่มบาน และหลังเกสรดอกเริ่มโรย การห่อผลชมพู่ จะทำควบคู่กับการปลิดเลยในเวลาเดียวกัน ในการห่อผลนี้เกษตรกรจะเลือกถุงพลาสติกแบบมีหูหิ้วสีขาวขุ่น เจาะรู 3-5 รู หรือใช้มีดกรีดก้นถุง เพื่อให้เป็นรูระบายน้ำออกและระบายอากาศ ก่อนห่อจะใช้วิธีฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงคือ เมกก้า (ไซเพอร์เมทริน) อัตรา 10 ซีซี เพื่อฆ่าแมลงศัตรูที่อาจจะเกาะที่ผล เช่น เพลี้ยไฟ+ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน อัตรา 2 ซีซี เพื่อทำให้ทรงผลชมพู่ยาวและขยายขนาดผล+เทรนเนอร์ 10 ซีซี เพื่อช่วยบำรุงผล ผสมทั้งหมดในน้ำ 5 ลิตร โดยจะแบ่งใส่ในกระบอกฉีดน้ำหรือฟ็อกกี้ เมื่อปลิดผลเสร็จ จะฉีดด้วยสารและฮอร์โมนดังกล่าว แล้วจึงห่อด้วยถุงพลาสติกมีหูหิ้ว ขนาด 7×15 นิ้ว โดยจะผูกปากถุงด้วยเงื่อนชั้นเดียว อาจจะผูกโยงถุงด้วยเชือกฟางเพื่อไม่ให้กิ่งฉีกหักเมื่อผลชมพู่โตน้ำหนักก็จะมากขึ้น หลังจากห่อผลได้ราว 1 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวชมพู่ขายได้ ซึ่งรวมเวลาตั้งแต่แทงช่อดอกจนเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาราวๆ 3 เดือน การเก็บเกี่ยวหากทิ้งชมพู่ไว้เกินอายุการเก็บเกี่ยว จะทำให้ผลชมพู่แตกหรือร่วงเสียหายได้ การเก็บนั้นควรใช้กรรไกรตัดขั้ว จะสะดวกและรวดเร็ว จะเก็บมาทั้งถุงที่ห่อชมพู่ แล้วใส่เข่งที่กรุด้วยกระสอบปุ๋ย เพื่อป้องกันความคมของภาชนะที่จะทำให้ผิวชมพู่บอบช้ำได้ จากนั้นจึงคัดเลือกชมพู่ โดยเริ่มที่แกะถุงห่อชมพู่ออก คัดคุณภาพ โดยคัดผลแตก ผลเป็นโรคและแมลงทำลาย ทั้งนี้รวมทั้งผลที่มีรูปร่างผิดปกติออก คัดขนาดบรรจุลงตะกร้าพลาสติกที่ด้านข้างกรุด้วยใบตองหรือกระดาษ แล้วปิดทับด้านหน้าด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เพื่อรักษาความชื้นของชมพู่ไว้ รอให้แม่ค้ามารับไปขายต่อ

การผลิตชมพู่ยักษ์ไต้หวัน

ให้มีคุณภาพดี และมี

รสชาติหวานกรอบ

ก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต 15 วัน ควรจะใส่ปุ๋ยเพิ่มความหวาน สูตร 14-14-21 อัตรา ต้นละ 500 กรัม ต่อต้น (ต้นชมพู่อายุ 2-3 ปี) แต่ถ้าต้นชมพู่ยักษ์ไต้หวันมีอายุต้น 5 ปีขึ้นไป ให้ใส่ต้นละ 1 กิโลกรัม ด้วยชมพู่จัดเป็นไม้ผลที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น คือหลังจากดอกโรยและถอดหมวกมีขนาดผลเท่าหัวนิ้วโป้ง

จะใช้เวลาเลี้ยงผลเพียง 25-30 วัน ก็จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ดังนั้น ในช่วงเลี้ยงผลก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณ 15 วัน ควรจะฉีดพ่นนูแทค ซุปเปอร์-เค อัตรา 75-100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

นูแทค ซุปเปอร์-เค จัดเป็นปุ๋ยพ่นทางใบชนิดผงแบบสเปรย์-ดรายด์ ที่มีโพแทสเซียมสูง และช่วยเพิ่มความหวานให้แก่ชมพู่ และอีกเทคนิคในการเพิ่มรสหวานให้ผลชมพู่มีรสชาติหวานนั้น จะต้องมีการงดน้ำแก่ต้นชมพู่ ร่วมกับการให้ปุ๋ยตัวท้ายสูง ก่อนการเก็บเกี่ยว 3-5 วัน ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับสภาพดินด้วย ถ้าเป็นดินเหนียวควรงดการให้น้ำนานกว่านี้ อาจเป็น 5-7 วัน แต่ที่สวนคุณลี ดินร่วนปนทราย จะหยุดให้น้ำก่อนเก็บ 3 วัน เท่านั้น เพราะแปลงปลูกชมพู่ไม่ได้ยกร่อง หรือมีน้ำขัง ต้นจึงไม่ได้แช่อยู่ในน้ำ แม้ชมพู่จะเป็นต้นไม้ที่ชอบน้ำมาก แต่ช่วงก่อนเก็บผลผลิตเราควรงดน้ำ ก็จะทำให้ชมพู่มีรสหวาน เพราะการที่ชมพู่ได้น้ำอยู่ตลอดเวลา จะทำให้ผลชมพู่ใหญ่ขึ้นก็จริง แต่ก็จะทำให้ความหวานลดลงไปด้วยเช่นกัน

การผลิตชมพู่นอกฤดู

ชมพู่ จะออกดอกเป็น 2 รุ่นใหญ่ๆ คือ ช่วงประมาณปลายเดือนธันวาคม-มกราคม เก็บผลในเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม และจะออกดอกในเดือนกุมภาพันธ์และเก็บผลในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งถือว่าเป็นชมพู่ที่ออกตามฤดูกาล โดยเฉพาะชมพู่ที่ออกสู่ตลาดในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะเป็นช่วงที่ชมพู่มีราคาถูกที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ผลไม้ในตลาดมีมาก เช่น มะม่วง ทุเรียน เงาะ มังคุด เป็นต้น ชาวสวนจึงต้องพยายามบังคับให้ชมพู่ออกดอกและมีผลผลิตช่วงนอกฤดูกาล เช่น บังคับให้ออกดอกมากช่วงปลายเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปและไปเก็บผลผลิตในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ซึ่งในช่วง 3 เดือนนี้ ชมพู่จะมีราคาสูง

โรคและแมลงศัตรูชมพู่

“โรคชมพู่” สำหรับโรคที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชมพู่ ได้แก่

โรคแอนแทรกโนส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา โดยจะพบการทำลายบนผลชมพู่ที่ห่อไว้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่ต้นและใบไม่ค่อยพบร่องรอยการทำลาย ลักษณะที่ปรากฏบนผลจะมีการเน่าสีดำ แผลจะยุบตัวเล็กน้อย มีวงสปอร์สีดำเป็นวงๆ ซ้อนกัน บางครั้งอาจพบเมือกสีแสดด้วยการป้องกันกำจัด ควรฉีดพ่นผลก่อนห่อด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนโนมิล แคบแทน คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ เป็นต้น

“แมลงศัตรูชมพู่” แมลงที่พบบ่อย เช่น

แมลงค่อมทอง เป็นด้วงงวงชนิดงวงสั้น ลำตัวสีเขียวเหลืองทอง รูปไข่ ขนาดลำตัวกว้าง 0.5 มิลิเมตร ยาว 1.30-1.50 เซนติเมตร มักพบอยู่เป็นคู่ๆ การทำลายตัวแก่ชอบกัดกินใบอ่อน ยอดอ่อน ทำให้เว้าแหว่ง การป้องกันกำจัด โดยเขย่าต้น เก็บตัวแก่ทำลาย กรณีระบาดอย่างรุนแรง พ่นสารเคมีคาร์บาริล (เซฟวิน 85% WP) อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

ด้วงม้วนใบ เป็นด้วงงวงชนิดส่วนคอยาว ขนาดเล็ก ลำตัวสีน้ำตาล มีจุดสีเหลืองบนปีกทั้ง 2 ข้าง ส่วนงวงยาวเกือบเท่าลำตัว การทำลาย ตัวเมียจะกัดใบเป็นรูเล็กๆ แล้ววางไข่ 2-3 ฟอง ในใบม้วน ตัวอ่อนเจริญกัดกินในใบ และเข้าเป็นดักแด้ในใบม้วน การป้องกันกำจัด เก็บใบม้วนเผาทำลาย กรณีระบาดรุนแรง ควรพ่นด้วยสารเคมีคาร์บาริล (เซฟวิน 85% WP) อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

เพลี้ยไฟ เป็นแมลงปากดูดขนาดเล็กมาก รูปร่างคล้ายเข็ม ตัวแก่มีปีก มักจะเข้าทำลายยอดอ่อน ใบอ่อน โดยดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ใบแห้งตาย หรือหงิก บิดเบี้ยว แคระแกร็น การป้องกันกำจัด โดยการใช้ สารอิมิดาคลอพริด ฟิโปรนิล คาร์โปซัลแฟน ไซเพอร์เมทริน ฉีดสลับกัน เป็นต้น

แมลงวันทอง เป็นแมลงวันที่ทำลายผลไม้ชนิดหนึ่ง ลำตัวมีสีดำปนเหลือง การทำลาย ตัวเมียจะวางไข่ไว้ที่มีผลแก่ และตัวหนอนเข้ากัดกินเนื้อในผล ทำให้ผลเน่าและร่วงหล่นในที่สุด การป้องกันกำจัด ห่อผลด้วยถุงพลาสติก หรือใช้เมทิลยูจินอล ล่อแมลงวันตัวผู้ หรือใช้เหยื่อพิษ โปรตีนไฮโดรไลเสท

การขยายพันธุ์ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน

ทำได้หลายวิธี เช่น

การตอนกิ่งชมพู่ เลือกกิ่งที่มีสีเขียวอมน้ำตาล หรือกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน ใช้มีดควั่นรอบกิ่ง 2 รอย โดยให้รอยควั่นทั้ง 2 รอย อยู่ห่างกันประมาณ 2-3 เซนติเมตร ใช้มีดกรีดเปลือกระหว่างรอยควั่นทั้ง 2 รอย ใช้มีดลอกเปลือกชมพู่ออก ขูดเนื้อเยื่อเจริญออกให้หมด นำขุยมะพร้าวที่แช่น้ำมาอัดถุงพลาสติกแล้วผ่าครึ่ง นำถุงขุยมะพร้าวมาหุ้มรอบแผล ใช้เชือกปอฟางมัดหัวและท้ายถุงขุยมะพร้าว มัดเสร็จ ทิ้งไว้ประมาณ 30-45 วัน กิ่งตอนชมพู่จะเริ่มออกราก เมื่อรากแก่เป็นสีน้ำตาลแล้ว จึงตัดไปชำต่อได้ กิ่งตอนชมพู่ที่ชำอนุบาลไว้ 1 เดือน พร้อมปลูกลงดินต่อไป

การปักชำกิ่งชมพู่ เลือกยอดหรือกิ่งชมพู่ที่มีสีเขียว ที่มีใบประมาณ 3 คู่ แล้วปลิดใบคู่ล่างออก และตัดใบออกครึ่งใบ ก่อนนำมาปักชำให้นำกิ่งชมพู่แช่ในน้ำยาเร่งราก เช่น “รีเฟซ” ประมาณ 5 นาที แล้ววางผึ่งลมให้แห้ง แล้วปักชำในถุงดำ นำถุงปักชำเรียงในถุงร้อนใบใหญ่ เพื่ออบ นำถุงกิ่งชำไปอนุบาล โดยการแขวนไว้ใต้ร่มซาแรนดำ อบในถุงร้อนราว 45 วัน กิ่งชำจะเริ่มออกราก แตกใบอ่อน นำกิ่งปักชำออกจากถุงอบ (ในช่วงเวลาเย็น) กำลังแตกใบอ่อน อนุบาลใต้ร่มซาแรนอีก 1 เดือน ก็พร้อมย้ายปลูก

การเปลี่ยนยอดชมพู่บนต้นใหญ่ เลือกเปลือกต้นบริเวณที่ต้องการเปลี่ยนยอด กรีดเปลือกต้นเป็น 2 รอย ขนานกัน ความยาว 3-4 เซนติเมตร กรีดด้านบนเพื่อลอกเปลือกออก ใช้มีดช่วยลอกเปลือกตัดเปลือกส่วนบนออก หลังตัดเปลือกส่วนบนออกเพื่อเป็นช่องเสียบยอดชมพู่พันธุ์ใหม่ เลือกยอดพันธุ์ชมพู่ที่มีความสมบูรณ์ ลิดใบออก เลือกยอดที่มีตาโผล่ออกมา ปาดยอดพันธุ์เป็นรูปปากฉลามทั้ง 2 ด้าน แผลด้านที่หนึ่ง แผลจะยาว ซึ่งแผลส่วนนี้จะถูกแนบกับลำต้น แผลด้านที่สองแผลจะสั้นกว่า ซึ่งแผลด้านนี้จะถูกแนบกับผิวเปลือก นำยอดพันธุ์มาเสียบลงไป แล้วพันพลาสติก จากด้านล่างขึ้นด้านบน พันพลาสติกจนมิดยอด เพื่อไม่ให้น้ำเข้า อีกประมาณ 1 เดือน เมื่อสังเกตเห็นว่ายอดพันธุ์ดีแตกยอดออกมาต้องกรีดพลาสติกให้ยอดใหม่แทงออกมา เมื่อยอดพันธุ์ดีแตกยอดออกมามากพอสมควร จึงตัดยอดต้นชมพู่พันธุ์เดิมทิ้งไป

สนใจต้นพันธุ์ “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760

พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนที่ 1)

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนที่ 1)

ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน ปี 2559 มีน้ำหนัก 3-5 ผล ต่อกิโลกรัม

เมื่อย้อนกลับไปประมาณปลายปี พ.ศ. 2557 ต้นชมพู่ยักษ์ไต้หวันต้นแม่ ที่สวนคุณลี ได้ออกดอกและติดผลก่อนฤดูและติดผลดกมาก ผู้เขียนได้ทดลองไว้ผล พวงละ 1-5 ผล โดยเลือกซอยแต่งผลที่มีความสมบูรณ์เอาไว้ ปรากฏว่าการไว้ผลที่ 3-5 ผล ต่อช่อ จะมีความเหมาะสมที่สุด ผลชมพู่มีขนาดผลใหญ่สม่ำเสมอ เฉลี่ยน้ำหนักผลรวมต่อช่อพวงได้ 600-1,000 กรัม ทีเดียว พบว่า ผลชมพู่ไต้หวันที่เก็บเกี่ยวมานั้นมีขนาดของผลใหญ่กว่าชมพู่สายพันธุ์อื่นๆ ที่ผู้เขียนเคยพบมา โดยมีคุณสมบัติของผล ดังนี้

“ผลมีขนาดใหญ่มาก และมีน้ำหนักผลประมาณ 200-300 กรัม หรือ 3-5 ผล ต่อกิโลกรัม ผิวผลมีสีชมพูหรือสีชมพูอมแดง เมื่อแก่จัดมีสีชมพูเข้มถึงแดง ลักษณะของผลเป็นรูประฆังคว่ำใหญ่ ทรงยาว มีความกว้างของผลเฉลี่ย 7 เซนติเมตร และความยาวของผลเฉลี่ย 9-10 เซนติเมตร เนื้อหนามากและเป็นชมพู่ไร้เมล็ด รสชาติหวาน กรอบ มีความหวานประมาณ 13-15 บริกซ์ ถ้าผลผลิตแก่และเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้งจะมีความหวานสูงกว่านี้ จัดเป็นชมพู่สายพันธุ์หนึ่งที่ออกดอกและติดผลดกมาก”

ความจริงแล้วการตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มของต้นชมพู่ไม่ให้สูงเกินไป ได้มีเกษตรกรไทยบางรายได้นำมาปฏิบัติแล้ว ต่างก็ยอมรับว่าได้ผลดี สะดวกต่อการจัดการ โดยเฉพาะในการห่อผลและการเก็บเกี่ยว ในการตัดแต่งต้นชมพู่ทุกปีจะต้องควบคุมความสูง ไม่ให้เกิน 4 เมตร แต่ถ้าจะให้ดีควรจะควบคุมให้สูงประมาณ 3 เมตร วิธีการตัดจะไม่ตัดแต่งกิ่งอย่างหนัก (Heavy Pruning) แตกต่างจากการตัดแต่งกิ่งมะม่วง การตัดแต่งกิ่งควรจะตัดกิ่งที่อยู่ใต้ใบ หรือยอดที่แตกข้างใบล่าง โดยย้ำว่าไม่ควรตัดแต่งกิ่งแล้ว บริเวณที่ตัดนั้นโดนแสงแดด จะทำให้กิ่งใหม่ที่แตกออกมาจะเป็น 3-4 ยอด จะทำให้จัดการได้ยากมาก รวมถึงควบคุมการออกดอกและติดผลได้ยาก ดังนั้น จะต้องตัดกิ่งที่มีใบบังอยู่ ต้นชมพู่มีปัญหาว่าจะขาดปุ๋ยหรือต้นไม่สมบูรณ์ จะแสดงอาการให้เห็นที่ใบก่อน เช่น ใบซีดและไม่สดชื่น เกษตรกรจะต้องดูแลโคนต้นชมพู่ให้สะอาด และจะต้องมีความรู้ว่ารากฝอยที่มีหน้าที่ดูดน้ำและปุ๋ย รากฝอยของต้นชมพู่จะอยู่ห่างจากทรงพุ่ม ประมาณ 1 ศอก หรือประมาณ 0.5 เมตร ดังนั้น ในการให้ปุ๋ยแต่ละครั้งจะต้องใส่ห่างจากทรงพุ่ม ประมาณ 0.5 เมตร ในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีการฉีดพ่นโพแทสเซียมไนเตรต (สูตร 13-0-46) เพื่อเพิ่มความหวาน ซึ่งสอดคล้องกับการปรับปรุงคุณภาพของชมพู่ในประเทศไทย ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ระยะเลี้ยงผลของชมพู่นั้นสั้นมาก หลังจากระยะถอดหมวก คือ ติดผลเท่ากับนิ้วก้อยจนแก่และเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาประมาณ 30-40 วัน เท่านั้น

สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760 มีความเชื่อที่ว่า ชมพู่ยักษ์ไต้หวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการปลูกชมพู่ในประเทศไทย เพราะมีความโดดเด่นในเรื่องขนาดผลที่ใหญ่มากและรสชาติมีความอร่อยหวาน กรอบ มาก ไม่แพ้ชมพู่พันธุ์การค้าสายพันธุ์อื่น ยิ่งได้อากาศหนาว สีผลยิ่งมีสีชมพูเข้มสวย รสชาติจะหวานอร่อยมากยิ่งขึ้น

“ชมพู่สตรอเบอรี่” สีแดงสด ผลสวย รสชาติอร่อย

ไต้หวัน เป็นแหล่งผลิตชมพู่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านพัฒนาสายพันธุ์ การจัดการสวนและการปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2555 ผู้เขียนได้เข้าไปดูในแปลงปลูกชมพู่ของเกษตรกรไต้หวันรายหนึ่ง จะต้องยอมรับว่าเป็นแปลงปลูกชมพู่ที่มีการจัดการสวนที่ดีมาก หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่าต้นชมพู่ของสวนแห่งนี้มีอายุต้นได้ 28 ปี เส้นผ่าศูนย์กลางของต้น เฉลี่ย 10-12 นิ้ว มีการควบคุมทรงพุ่มให้ความสูงของต้นเฉลี่ย 3-4 เมตร เท่านั้น ทางด้านสายพันธุ์ที่ปลูก เจ้าของสวนบอกว่านำพันธุ์มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่ได้ระบุประเทศ คาดว่าน่าจะนำพันธุ์มาจากประเทศมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย เนื่องจากพันธุ์ชมพู่ที่ผลิตขายส่งไต้หวันในปัจจุบันนี้จะมีขนาดผลใหญ่ ลักษณะผลเป็นทรงระฆังและผลมีสีชมพูอมแดง เท่าที่ได้ชิมนับได้ว่าอร่อยมาก

นอกจากพันธุ์ชมพู่ที่ได้กล่าวมาแล้ว ที่สวนชมพู่แห่งนี้ยังมีชมพู่อีกสายพันธุ์หนึ่งที่เจ้าของสวนอ้างว่า ได้สายพันธุ์มาจากประเทศโปรตุเกส และเป็นพันธุ์ที่เจ้าของหวงมากและยังไม่มีผลผลิตวางขายในไต้หวัน เจ้าของสวนได้ชมพู่พันธุ์นี้มาปลูกประมาณ 3 ปี และกำลังขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเติม โดยปลูกแซมในแปลงชมพู่เดิม เนื่องจากเป็นพันธุ์ชมพู่ที่มีลักษณะเด่นหลายประการ นอกจากผลจะมีขนาดใหญ่แล้ว ผลจะมีสีแดงสดคล้ายกับชมพู่ทับทิมจันท์ แตกต่างกับพันธุ์ทับทิมจันท์ตรงที่ทรงผลของชมพู่พันธุ์โปรตุเกส ลักษณะผลทรงระฆังใหญ่ รสชาติหวาน กรอบ เนื้อแข็ง อร่อยมาก เจ้าของสวนจะเรียกชมพู่พันธุ์นี้ว่า “ชมพู่สตรอเบอรี่” แต่จะเปรียบเทียบลักษณะใบคล้ายกับใบของชมพู่ม่าเหมี่ยว เจ้าของสวนคาดว่าชมพู่พันธุ์โปรตุเกสนี้จะได้รับความสนใจที่ตลาดไต้หวันมากในอนาคต เนื่องจากเป็นชมพู่ที่มีเนื้อละเอียด ไม่แข็ง (แต่กรอบ) เวลากัดจะไม่รู้สึกปวดฟัน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ชอบชมพู่ที่มีสีสันสวยงาม แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ระบบการจัดจำหน่ายชมพู่ของสวนแห่งนี้ มีการขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต และชมพู่ทุกเกรดมีตลาดรองรับทั้งหมด นอกจากนั้น จากการเดินสำรวจและสอบถามข้อมูลจากเจ้าของสวน ทำให้ทราบถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับการปลูกชมพู่ในประเทศไทยได้

ทางสวนคุณลี จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760 ได้ยอดพันธุ์ชมพู่สตรอเบอรี่มาเสียบยอดกับต้นชมพู่ทับทิมจันท์ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ต้นชมพู่สตรอเบอรี่ใหญ่เต็มที่ เริ่มออกดอกและติดผล พบว่า ให้ผลผลิตดกมาก มีลักษณะติดผลเป็นพวง เมื่อผลชมพู่แก่สีของผลมีสีแดงเลือดนก ผิวมันเงา สีแดงโดดเด่นมาก มีน้ำหนักผล 150-200 กรัม และรสชาติหวาน กรอบ อร่อยมาก ที่สำคัญเมื่อปล่อยชมพู่ให้แก่จัดบนต้น พบว่า เน่าเสียได้ยากกว่าชมพู่พันธุ์อื่น สรุปได้ว่าเป็นพันธุ์ที่ทนต่อการขนส่ง ชมพู่สตรอเบอรี่จะมีความแตกต่างจากชมพู่การค้าพันธุ์อื่นๆ ตรงที่ลักษณะของใบจะใหญ่มาก คล้ายใบชมพู่ม่าเหมี่ยว และปัจจุบัน ที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร มีปลูกอยู่รายเดียวเท่านั้นในประเทศไทย

การปลูกชมพู่ไต้หวัน

ซึ่งจะยกแปลงลูกฟูก ให้กว้างประมาณ 6 เมตร หลังยกร่องแล้ว ก็จะตากดินไว้อีก 1 เดือน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและแมลงในดิน หรือชาวสวนปรับสภาพดินโดยใส่ปูนขาวได้ก็จะยิ่งดี เพื่อฆ่าเชื้อและปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง ของดิน ส่วนระยะปลูกนั้น ใช้ระยะปลูก 6×6 เมตร (ระยะปลูกสามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เช่น ในบางพื้นที่อาจจะปลูกถี่กว่านี้ แต่เน้นการตัดแต่งควบคุมทรงพุ่ม) ในการเตรียมหลุมปลูก จะขุดใช้ขนาด กว้างxยาวxลึก (50x50x30 เซนติเมตร) การขุดหลุมปลูก จะขุดแยกดินหน้าไว้ข้างหนึ่ง และดินล่างไว้อีกข้างหนึ่ง แล้วเอาปุ๋ยคอก ประมาณ 10 กิโลกรัม ผสมกับหน้าดิน อัตราส่วน 1 : 1 และ ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ประมาณ 1 กำมือ แล้วกลบดินลงไปในหลุมจนพูนสูงเป็นเนินหลังเต่า เพื่อจะได้ระบายน้ำดีในช่วงแรก จากนั้นใช้จอบขุดเป็นหลุมปลูก ขนาดเท่ากับตุ้มดินปลูกบนยอดหลังเต่า การปลูกนำต้นพันธุ์ชมพู่ซึ่งตอนนั้นเป็นกล้ากิ่งตอนที่ชำไว้พร้อมปลูก นำมาถอดหรือกรีดถุงเพาะชำออก วางกิ่งพันธุ์ให้กึ่งกลางหลุมที่ขุดเตรียมไว้ แล้วกลบดินให้แน่น ปักไม้และผูกเชือกยึดลำต้น ปลูกเสร็จต้องรดน้ำให้ชุ่มทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นชมพู่ที่ปลูกใหม่เหี่ยวเฉา ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงแรกของการปลูก การให้น้ำเนื่องจากชมพู่เป็นพืชชอบน้ำ ดังนั้น ในการผลิตชมพู่จึงจำเป็นต้องมีการให้น้ำต้นชมพู่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงการเลี้ยงผล ซึ่งจะช่วยขยายขนาดผลให้ใหญ่และผลไม่แตก

การให้ปุ๋ย บำรุงต้นชมพู่

“ปุ๋ยคอก” ซึ่งนอกจากใส่ตอนเตรียมหลุมปลูกแล้ว เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยคอกเก่า อีกประมาณ 5-10 กิโลกรัม ต่อต้น ตามความสมบูรณ์ของต้นและสภาพดินของเกษตรกร ชนิดปุ๋ยคอกแล้วแต่จะสามารถจัดหามาได้ในท้องถิ่น เช่น ปุ๋ยมูลไก่ มูลหมู และมูลวัว เป็นต้น แต่ที่สำคัญของการให้ปุ๋ยคอกนั้น ปุ๋ยคอกทุกชนิดต้องเป็นปุ๋ยคอกเก่าและมีการสลายตัวเรียบร้อยแล้ว หว่านในบริเวณรอบทรงพุ่มและนอกทรงพุ่มเล็กน้อย ซึ่งควรมีการพรวนดินห่างจากชายทรงพุ่มออกไปเล็กน้อย ประมาณ 30 เซนติเมตร หรือใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพที่สามารถทำเองได้และใช้ได้ผลดี ส่วนการให้ “ปุ๋ยเคมี” สำหรับการใส่ปุ๋ยเคมีนี้ เกษตรกรควรพิจารณาตามระยะการเติบโต อายุของต้นชมพู่และปริมาณผลผลิตที่ให้ในฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย สำหรับต้นชมพู่ที่ยังไม่ให้ผล ช่วงนี้ชมพู่ต้องการปุ๋ยเพื่อการเจริญเติบโตทางด้านลำต้น กิ่ง ใบ เป็นหลัก ปุ๋ยเคมีควรใช้สูตรเสมอ เช่น 16-16-16 โดยให้ปริมาณครึ่งหนึ่งของอายุต้น ดังนั้น ชมพู่ที่ปลูกปีแรก ควรให้ปุ๋ยเคมี ประมาณ 500 กรัม โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ในช่วงต้นฤดูฝน 1 ครั้ง และปลายฤดูฝนอีก 1 ครั้ง ส่วนในต้นที่ให้ผลแล้วอายุ 2 ปีขึ้นไป ช่วงก่อนหลังเก็บผล ต้องมีการบำรุงต้น กิ่ง ก้าน ใบ ควรใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 16-16-16 ในอัตราครึ่งหนึ่งของอายุต้นหรือประมาณ 500 กรัม ต่อต้น ช่วงก่อนออกดอก เพื่อให้ชมพู่ออกดอกมากขึ้นนั้น ควรใส่ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูง เช่น 12-24-12 หรือ 8-24-24 ในอัตราส่วน 200-300 กรัม ต่อต้น ช่วงพัฒนาผล หลังจากชมพู่ติดผลแล้วนั้น ผลจะมีการพัฒนาในระยะแรก จะมีการขยายขนาดใหญ่ขึ้น เกษตรกรควรใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 ปริมาณ 200-300 กรัม ต่อต้น หลังผลใหญ่ขึ้นแล้วก่อนที่จะเก็บผล 15 วัน เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยตัวท้ายสูง เช่น สูตร 13-13-21, 8-24-24, 0-0-60 ปริมาณ 300-500 กรัม ต่อต้น (การใส่จะพิจารณาตามอายุและขนาดของต้น) และสามารถใส่ได้ทุกเดือนในช่วงที่เลี้ยงผลเน้นใส่บ่อย แต่ให้ปุ๋ยทีละน้อย

ส่วนปุ๋ยทางใบ เป็นปุ๋ยที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการเจริญเติบโตของชมพู่ เช่น จะฉีดปุ๋ยที่เพิ่มคุณภาพผล และเน้นสูตรปุ๋ยที่มีตัวท้าย (K) สูง เช่น “ไฮโปส” ที่ช่วยเพิ่มความหวานและทำให้เข้าสี ทำให้ชมพู่สีแดงเข็มด้วย โดยจะฉีดชมพู่ตั้งแต่ห่อผลเสร็จไปตลอด ทุกๆ 7 วัน โดยอัตราที่ใช้ คือ ไฮโปส อัตรา 500 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ซึ่งความหวานของชมพู่ถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการผลิตชมพู่

การดูแลตัดแต่งกิ่งชมพู่

การตัดแต่งกิ่งนอกจากทำให้ได้ทรงพุ่มตามต้องการแล้ว ยังช่วยลดปริมาณโรคแมลง และสารป้องกันกำจัดโรค-แมลง ที่ฉีดพ่นด้วย การตัดแต่งทรงพุ่ม ควรเริ่มทำเมื่อชมพู่มีขนาดเล็กหลังจากปลูกใหม่ โดยการเลี้ยงลำต้นประธานเพียงต้นเดียว และที่ความสูงจากพื้นดินสัก 50 เซนติเมตร ให้ตัดยอดชมพู่ จะทำให้กิ่งที่แตกแขนงมาใหม่ 2 กิ่ง ที่ระยะ 6-12 นิ้ว ให้ตัดกิ่งทั้ง 2 แล้ว ให้แตกเพิ่มเป็น 4 กิ่ง ทำอย่างนี้ไปจะได้กิ่งแขนง 8 กิ่ง ตามลำดับ ซึ่งจะทำให้ต้นชมพู่มีโครงสร้างแข็งแรง และแสงส่องผ่านกิ่งโคนต้นได้ การปฏิบัติงานใต้ทรงพุ่มก็จะสะดวกด้วย และการตัดแต่งเมื่อต้นชมพู่โต การตัดแต่งโดยเลือกตัดแต่งกิ่งดังนี้ กิ่งไขว้ หรือกิ่งซ้อนทับกัน ให้เลือกกิ่งที่เป็นโครงสร้างหลักไว้ กิ่งที่โรคแมลงหรือกาฝากอาศัย กิ่งฉีกหัก หรือกิ่งแห้ง กิ่งกระโดงที่เจริญเติบโตจากในทรงพุ่มทะลุออกเหนือทรงพุ่ม ส่วนยอดที่สูงจากพื้นดินเกิน 2 เมตร เป็นต้น

สนใจต้นพันธุ์ “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760

ดาวเรืองตัดดอก อาชีพเสริมสร้างรายได้ดี ที่บางมูลนาก (ตอนจบ)

Published July 18, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ดาวเรืองตัดดอก อาชีพเสริมสร้างรายได้ดี ที่บางมูลนาก (ตอนจบ)

คุณบุญเรือง เพชรนา บ้านเลขที่ 37/1 หมู่ที่ 8 ตำบลบางไผ่ อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร โทร.

(089) 641-0466, (085) 400-0571 เกษตรกรมือใหม่ที่ปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอก อธิบายว่า หลังย้ายกล้าปลูกลงแปลง เมื่อเห็นว่าต้นดาวเรืองมีใบจริง 4 คู่ ก็จะเด็ดยอดต้นดาวเรืองเพื่อสร้างทรงพุ่ม เหตุผลของการเด็ดยอด เนื่องมาจากความต้องการดอกในปริมาณที่มากกว่า

ดังนั้น การเด็ดยอดจะเป็นการกระตุ้นการเกิดตาข้าง เพื่อเจริญเติบโตเป็นกิ่งและดอกต่อไป นอกจากนี้ ยังจะได้ทรงพุ่มที่สวย ต้นไม่ล้มง่ายอีกด้วย สำหรับระยะที่เหมาะสมสำหรับการเด็ดยอดคือช่วงประมาณหลังย้ายปลูก 10-15 วัน หรือดูจากจำนวนใบและควรเด็ดให้ชิดกับส่วนของปล้อง (เนื่องจากจุดเจริญ หรือตาข้างอยู่ที่ส่วนของปล้อง) แนะนำให้ใช้มีด หรือกรรไกรในการตัด เพื่อความสะอาด และปลอดภัยของต้น หลังจากนั้น ก็ควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราพวกไอโพรไดโอน (เช่น รอฟรัล) ไว้ด้วย หากต้นที่ไม่ได้รับการเด็ดยอดจะทำให้ออกดอกเร็วกว่าปกติ 10-15 วัน แต่จะได้ดอกปริมาณน้อย ขนาดไม่สม่ำเสมอ และลำต้นสูง ล้มง่าย หลังจากปลูกลงแปลงได้ประมาณ 10-15 วัน ควรเด็ดยอดดาวเรือง โดยให้ดาวเรืองเหลือใบจริงไว้ 3 คู่ (6 ใบ) เด็ดคู่ที่ 4 ทิ้งไป เพื่อให้ต้นดาวเรืองแตกกิ่งเป็นพุ่ม จะสามารถให้ดอกได้เป็นจำนวนมาก โดยในช่วงฤดูกาลปกติ การปลูกดาวเรืองที่ไม่ได้เด็ดยอดจะทำให้ดาวเรืองออกดอกได้เร็วกว่าต้นที่เด็ดยอด ประมาณ 1 สัปดาห์ ดังนั้น ในช่วงฤดูหนาวที่เป็นช่วงวันสั้น หากไม่เด็ดยอด ก็จะทำให้ดาวเรืองออกดอกเร็วยิ่งขึ้นไปอีก โดยที่ลำต้นและกิ่งก้านยังไม่มีความสมบูรณ์เท่าที่ควร เป็นสาเหตุให้ผลผลิตที่ได้ มีปริมาณไม่มากเท่าที่ควร ช่วงนี้ให้ระวังแมลงศัตรูดาวเรือง จำพวกเพลี้ยไฟ ไรแดง โดยจะทำลายยอดอ่อนที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ ทำให้ดาวเรืองชะงักการเจริญเติบโตได้ ดังนั้น หลังจากเด็ดยอดแล้ว จึงปล่อยให้ทั้งดอกยอดและดอกข้างเจริญเติบโตต่อไป ซึ่งดอกยอดจะตัดขายได้ก่อนเป็นชุดแรก และดอกข้างๆ จะตามมาเป็นชุดๆ ตัดได้อย่างต่อเนื่อง ไปนาน 45-50 วัน จึงต้องมีการใส่ปุ๋ยให้ทุกๆ 10 วัน และถ้าดูแลได้ถูกต้องเหมาะสมจะได้ทั้งคุณภาพ และปริมาณต่อเนื่องกันยาวนาน

การใส่ปุ๋ยทางดิน

ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 1 ให้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 25-7-7 ผสมกับ 15-0-0 อัตราส่วน 1 : 1 (เลือกใช้สูตรใดก็ได้ โดยยึด 15-0-0 เป็นหลัก) อัตรา 30-35 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วกลบโคนต้น จะให้ปุ๋ยสักราวๆ 32-35 วัน หลังปลูก ช่วงเจริญเติบโตทางต้น เป็นช่วง 30 วันแรก นับจากเพาะเมล็ด ในช่วงนี้ควรใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เพื่อเร่งให้ดาวเรืองเจริญเติบโตทางต้นและแตกกิ่งข้างให้เร็วที่สุด อาจใช้ปุ๋ยแคลเซียมไนเตรต อัตรา 3 ช้อนแกง หรือ ยูเรีย 1 ช้อนแกง ผสมกับธาตุอาหารเสริมรดหรือพ่นต้นและใบ ขณะอายุได้ประมาณ 14-15 วัน และอีก 1-2 ครั้ง ทันทีหลังจากเด็ดยอดและย้ายปลูกแล้ว ทั้งนี้ เพื่อเร่งให้ดาวเรืองแตกกิ่งข้างพร้อมๆ กัน

ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 2 สูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ผสมกับ 15-0-0 อัตราส่วน 2 : 1 (เลือกใช้สูตรใดก็ได้ โดยยึด 15-0-0 เป็นหลัก) อัตรา 35-40 กิโลกรัม ต่อไร่ จะให้ปุ๋ยสักราวๆ 52-55 วัน หลังปลูก ซึ่งการใส่ปุ๋ยทางดินสามารถใส่ได้ตามความเหมาะสมหรือความสมบูรณ์ของต้นดาวเรือง ปรับเปลี่ยนสูตรปุ๋ยตามที่หาซื้อได้ในพื้นที่นั้นๆ แต่คงสูตรปุ๋ยให้ใกล้เคียง ในกรณีที่ปลูกเพื่อเด็ดดอกใส่ถุงสำหรับร้อยพวงมาลัย หลังจากอายุครบ 50 วัน จะใส่ปุ๋ยเม็ด สูตร 16-16-16 หรือใกล้เคียง ครั้งละ 1 ช้อนชา ต่อเนื่องกันไป ทุกๆ 10 วัน อีก 3-4 ครั้ง จนกว่าต้นจะโทรม ทั้งนี้ เพราะยังสามารถตัดดอกขายได้อีกเรื่อยๆ ประมาณ 45-50 วัน ช่วงออกดอก ดาวเรืองจะเริ่มเกิดตาดอกขณะอายุประมาณ 30 วัน ถ้าปลูกในช่วงฤดูหนาว ดังนั้น ในช่วงอายุ 30-45 วันนี้ ควรเปลี่ยนใช้ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูง เช่น 15-30-15 หรือใกล้เคียง หากหาซื้อไม่ได้ อาจใช้ 20-20-20 ฝังลงไปในดิน ห่างจากต้นประมาณ 1 คืบ อัตรา 1 ช้อนชา ต่อต้น ขณะอายุประมาณ 30-35 วัน 1 ครั้ง และเสริมด้วยปุ๋ยเกล็ด สูตร 15-30-15 หรือใกล้เคียง อัตรา 2 ช้อนแกง พ่นต้นและใบในตอนเย็นๆ อีก 2-3 ครั้ง (ทุก 3-5 วัน)

ส่วนการให้ธาตุอาหารเสริมโดยการฉีดพ่น การให้ธาตุอาหารเสริมแก่ดาวเรืองจะเน้นการให้แคลเซียม และโบรอน เป็นหลัก เพื่อเสริมความแข็งแรงของต้น จะฉีดพ่น 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ฉีดพ่นร่วมกับปุ๋ยทางใบ ให้เลือกสูตรตามระยะของการเจริญเติบโต เช่น ช่วงต้นเล็กๆ เร่งการเจริญเติบโตทางใบ เลือกใช้สูตร 25-7-7, 18-6-6 เป็นต้น ช่วงที่เริ่มออกดอก ก็เลือกใช้สูตร 5-20-25 เป็นต้น ช่วงบำรุงรักษาดอกให้มีคุณภาพ เลือกใช้ปุ๋ยทางใบ สูตร เช่น 12-12-12, 20-20-20, 21-21-21 เป็นต้น โดยเลือกใช้ตามความสะดวก ความสมบูรณ์ และระยะของการเจริญเติบโต

การเก็บเกี่ยวดอกดาวเรือง หลังจากดาวเรืองอายุได้ประมาณ 45 วัน จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญมาก ควรให้ปุ๋ยดาวเรืองอย่างสม่ำเสมอ หรือทุก 7-10 วัน เพื่อให้อายุการเก็บเกี่ยวยาวนานและต้นไม่โทรมเร็ว โดยแปลงต้องมีความชื้นอยู่เสมอ เพื่อเลี้ยงดอกและต้น การเก็บดอกดาวเรืองก็ใช้กรรไกรหรือมีดตัดดอกที่สมบูรณ์ใส่ตะกร้า ก่อนนำมาคัดแยกเกรดและขนาดในที่ร่ม โดยเราจะมีช่องเพื่อวัดขนาด เพื่อให้ดอกมีความสม่ำเสมอเวลาคัด หากใช้ตาเปล่าคัดขนาด มักจะไม่เที่ยงตรงนัก โดยช่องวัดขนาดก็ทำแบบง่ายๆ คือใช้แผ่นฟิวเจอร์บอร์ดมาตัดเป็นวงกลม ให้มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ผู้รับซื้อกำหนด ตั้งแต่ 3-12 เซนติเมตร โดยมากจะได้ขนาดดอก 7-10 เซนติเมตร เมื่อคัดขนาดดอกเสร็จ ก็จะเตรียมบรรจุถุง อย่างไซซ์ A ขนาดดอก 6-10 เซนติเมตร จะบรรจุใส่ถุงละ 50 ดอก แล้วจะต้องมัดเข้าคู่กัน 2 ถุง เพื่อให้ได้ 100 ดอก ให้ง่ายในการนับ ขนาดไซซ์ C-B คือ ขนาดดอก 3-5 เซนติเมตร จะบรรจุถุงละ 100 ดอก แล้วมัดถุงคู่กัน ให้ได้ 200 ดอก สำหรับดอก เกรด B และ C โดยที่ถุงจะต้องระบุเกรดขนาดดอก คือไซซ์ A, B, C ให้ชัดเจน รอทางกองบิน 64 มารับ ราคารับซื้อก็จะขึ้นลงตามตลาด แต่ถ้าราคาในตลาดสูงขึ้น ผู้ซื้อก็จะเพิ่มราคาให้แก่เกษตรกร แต่อย่างราคาช่วงนี้อาจจะถูกไปบ้าง เพราะมีการปลูกดาวเรืองกันมากขึ้น ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก อย่างดอกไซซ์ A ราคาราวๆ 20-30 บาท ส่วนไซซ์ B ราคา 10-25 บาท ส่วนการจ่ายเงิน จะตัดส่ง 3 ครั้ง (3 มีด) จะจ่าย 2 ยอดเงิน 2 ครั้ง อย่างการตัดดอกดาวเรือง เกษตรกรจะเก็บหรือตัดดอกได้ราวๆ 20-25 มีด โดย 1 มีด จะเว้นเก็บทุกๆ 3 วัน (หลังตัดดอก ต้องฉีดยาป้องกันโรคเชื้อราและแมลงทุกครั้ง) คุณบุญเรือง เล่าว่า ปลูกดอกเรือง 4,000 ต้น หรือราวๆ 1 ไร่ ใช้เวลาปลูกจนเก็บดอกจนหมดแค่ 2 เดือนครึ่ง ต้นทุนราวๆ 10,000 บาท จะมีผลกำไรราว 30,000-40,000 บาท ต่อรุ่น ซึ่งถ้าเทียบกับการปลูกพืชอื่น หรือการทำนา ถือว่ารายได้จากดาวเรืองตัดดอกดีกว่า ใช้ระยะเวลาสั้น ใช้แรงงานในครอบครัว ไม่ได้จ้างแรงงาน

การกำจัดวัชพืช บางท่านที่ไม่ได้ใช้พลาสติกคลุมแปลงปลูก หรือไม่สะดวกในการดายหญ้าหรือถอนหญ้าเอง ก็จะมีการใช้ยากำจัดวัชพืชเข้ามาช่วย สำหรับพืชที่เริ่มปลูกใหม่ ให้กำจัดวัชพืชโดยใช้สารกำจัดวัชพืชก่อน โดยอาจใช้สารในกลุ่มของไกลโฟเสท หรือกลุ่มพาราควอท ก่อนไถแปลง การเลือกใช้สารกำจัดวัชพืชในกลุ่มใดนั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณ และขนาดของวัชพืช หากเป็นวัชพืชที่เป็นกอขนาดใหญ่ มีไหลจำนวนมาก เช่น หญ้าคา หรือพืชตระกูลกกที่มีหัว เช่น หญ้าแห้วหมู วัชพืชพวกนี้จำเป็นที่จะต้องใช้สารกลุ่มไกลโฟเสท เพราะสารนี้จะเข้าสู่ท่อลำเลียงอาหาร และลงไปสู่ส่วนราก จึงทำให้พืชไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตขึ้นมาใหม่ได้ และสารนี้ต้องใช้เวลานาน กว่าที่พืชจะแสดงอาการไหม้ตาย ในขณะที่สารกลุ่ม พาราควอท นิยมใช้กับพืชที่มีขนาดเล็ก หรือกำลังเจริญ เติบโต เพราะสารนี้จะเข้าทำลายเฉพาะส่วนที่เป็นสีเขียวเท่านั้น จึงทำให้พืชตายอย่างรวดเร็ว แต่หากเป็นพืชมีหัว หรือไหล เมื่อพืชได้รับสภาพแวดล้อมเหมาะสมก็จะเจริญเติบโตกลับคืนมาใหม่ได้ สามารถเลือกใช้สารกำจัดวัชพืชตามความเหมาะสม เช่น พ่นสารกำจัดเมื่อพบวัชพืชในแปลง เช่น สารพาราควอท พ่นระหว่างร่องแปลงและช่องทางเดิน กรณีคลุมแปลงด้วยพลาสติกคลุมแปลง หรือใช้สารฮาโลซิฟอป-อาร์-เมทิล พ่นลงในแปลงปลูกเพื่อกำจัดวัชพืชใบแคบ (กรณีไม่คลุมแปลงด้วยพลาสติก) และควรใช้ช่วงที่วัชพืชมีใบจริง 2-3 ใบ จะมีผลดีที่สุด หรือจะเป็นการใช้สารควบคุมวัชพืชในกลุ่มอลาคลอร์ และกลุ่มเพนดิเมธาริน สามารถนำมาใช้ได้ (แนะนำว่า ควรใช้สำหรับต้นกล้าที่ย้ายกล้าจากการใช้ถาดหลุมเท่านั้น) ซึ่งสารเหล่านี้สามารถควบคุมวัชพืชได้นานกว่า 2 เดือน

วิธีการใช้ ก่อนใช้สารเหล่านี้ แปลงปลูกควรจะรดน้ำให้ชุ่ม สังเกตว่าน้ำซึมลงไปในชั้นดิน ประมาณ 30-40 เซนติเมตร จากนั้นพ่นสารเคมีดังกล่าว อัตรา 12.5 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร และผสมกับสารกำจัดวัชพืชกลุ่มไกลโฟเสท อัตรา 1 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร เพื่อกำจัดเศษวัชพืช หรือต้นอ่อนที่อยู่หน้าผิวดิน แล้วย้ายปลูก 2 วัน หลังจากพ่นสารควบคุม

คุณบุญเรือง เพชรนา ฝากทิ้งท้ายว่า การปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอกจำหน่ายนั้น การดูแลรักษาเกษตรกรสามารถเรียนรู้ได้ แต่หัวใจสำคัญของที่สุดคือ ตลาดรับซื้อ ควรจะต้องมีก่อนการปลูก

ดาวเรืองตัดดอก อาชีพเสริมสร้างรายได้ดี ที่บางมูลนาก (ตอนที่ 1)

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ดาวเรืองตัดดอก อาชีพเสริมสร้างรายได้ดี ที่บางมูลนาก (ตอนที่ 1)

คุณบุญเรือง เพชรนา อยู่บ้านเลขที่ 37/1 หมู่ที่ 8 ตำบลบางไผ่ อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร โทร. (089) 641-0466, (085) 400-0571 เป็นเกษตรกรผู้สนใจและเริ่มปลูกดาวเรืองมาได้เพียง 1 ปี บอกเล่าถึงประสบการณ์และความรู้ในการปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอกจำหน่ายว่า เริ่มจากตนเองปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด ถั่ว แต่มีเกษตรกรซึ่งเป็นญาติกันปลูกดอกดาวเรืองมาก่อน จึงเกิดความสนใจที่จะทดลองปลูก เพราะเห็นว่าพอขายได้และใช้เวลาปลูกไม่นานนัก เพียง 2 เดือน ก็สามารถตัดดอกจำหน่ายสร้างรายได้ ไร่ละ 2-3 หมื่นบาท

จึงตัดสินใจทดลองปลูกดาวเรือง ทั้งๆ ที่ไม่เคยปลูกมาก่อน ขาดประสบการณ์และความรู้ เพียงแค่สอบถามความรู้จากเพื่อนเกษตรกรที่ปลูกมาก่อนตนเอง ผลที่ออกมาก็พอมีดอกให้ได้เก็บ แต่ดอกมีขนาดเล็ก อาจจะด้วยการดูแลและสายพันธุ์ดาวเรืองที่นำมาปลูกประกอบกัน

แต่ที่สำคัญคือ ปัญหาเรื่องของตลาดรับซื้อ ซึ่งถ้าเราหาตลาดเอง มักจะเกิดปัญหาในการรับซื้อที่ไม่แน่นอน รับซื้อดอกไม่ต่อเนื่อง ให้ราคาที่ต่ำ ทำให้ผลผลิตคือดอกดาวเรืองไม่ได้เก็บขายตามเป้าหมายทำให้เสียโอกาสเสียเวลา

คุณบุญเรือง เพชรนา เล่าว่า จนมาเข้ากลุ่มกับ กองบิน 64 อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เรืออากาศโทณัฐศิษย์ ทองบุญชู ผู้ดูแลโครงการปลูกดอกดาวเรือง ของกองบิน 64 โทร. (086) 929-5334 ที่ประสบผลสำเร็จจากการทำโครงการเกษตรในกองบิน 64 โดยเฉพาะการปลูกดอกดาวเรืองตัดดอก

ซึ่งปัจจุบันก็ขยายโอกาสเปิดรับสมาชิกที่เป็นเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ โดยรับซื้อดอกดาวเรืองจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง และยังดูแลให้ความรู้เรื่องการปลูกดูแลรักษาดาวเรืองให้กับเกษตรกรมือใหม่เป็นอย่างดี ทำให้ตนเองมั่นใจเรื่องการตลาดมากขึ้น มีการรับซื้อถึงที่ รับซื้อดอกดาวเรืองทุกเกรด ทุกขนาด จากเกษตรกร ตั้งแต่มีดแรกจนถึงมีดสุดท้าย เพียงแต่เกษตรกรทำดอกได้สวยไม่มีโรคแมลงทำลายก็จะรับซื้อทั้งหมด

ทำให้ คุณบุญเรือง จากที่ปลูกดาวเรืองไว้ 4,000 ต้น ก็เตรียมเพาะกล้าปลูกเพิ่มอีก 4,000 ต้น รวมเป็น 8,000 ต้น

คุณบุญเรือง อธิบายต่อว่า การปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอกขายนั้น เมื่อมีตลาดรองรับแล้ว เกษตรกรต้องมีความละเอียด หมั่นสังเกตโรคและแมลงศัตรู และรู้วิธีแก้ไขโรค-แมลง หรือเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าตั้งแต่การเตรียมแปลงปลูกกันทีเดียว โดยเฉพาะปัญหาเรื่องของโรคเชื้อราทั้งทางดินและทางใบ

การเพาะเมล็ดและดูแลต้นกล้าดาวเรือง

วัสดุเพาะเมล็ดที่แนะนำคือ “พีสมอสส์” ที่หาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์เกษตร หรือร้านจำหน่ายสารเคมี ซึ่งนิยมนำมาเพาะกล้าพืชต่างๆ เนื่องจากพีสมอสส์มีธาตุอาหารที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตในช่วงแรกของต้นกล้า และขุยมะพร้าวร่อนซึ่งมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดี

โดยใช้พีสมอสส์ 2 ส่วน ผสมกับขุยมะพร้าวร่อน 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากัน บรรจุลงถาดหลุมรดน้ำให้มีความชื้นพอประมาณ ให้มีความชื้นหมาดๆ คือใช้มือกำวัสดุเพาะ ถ้ากำแล้วเป็นก้อนเป็นอันใช้ได้ หรือจะใช้พีสมอสส์เดี่ยวๆ ก็ได้ เช่นเดียวกับคุณบุญเรือง ใช้พีสมอสส์ล้วนๆ ในการเพาะเมล็ดดาวเรือง เพราะได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ และประกอบกับไม่ได้เพาะเมล็ดจำนวนมากๆ เหมือนสวนใหญ่ๆ ที่ต้องใช้ขุยมะพร้าวมาเป็นส่วนผสมในการลดต้นทุนวัสดุปลูก

เมื่อนำวัสดุปลูกใส่ในถาดเพาะ จะเลือกใช้ถาดเพาะแบบ 200 หลุม ใส่วัสดุเพาะจนเต็มหลุม เกษตรกรบางท่านอาจจะใช้ไม้จิ้มทำหลุมแล้วนำเมล็ดดาวเรืองวางเรียงลงหลุมแนวนอน แต่วิธีการทำหลุมเพื่อหยอดเมล็ดของคุณบุญเรือง จะใช้วิธีการเรียงซ้อนกันของถาดเพาะ ซึ่งก้นแหลมๆ ของถาดเพาะจะกดวัสดุปลูกเป็นหลุมได้อย่างพอดี จากนั้นก็นำเอาเมล็ดมาหยอด วางเมล็ดแนวนอน หลุมละ 1 เมล็ด แล้วใช้พีสมอสส์กลบเมล็ด ปาดให้วัสดุเพาะเสมอ

จากนั้นก็จะรดน้ำ การรดน้ำจะใช้กระบอกฉีดน้ำพ่น เพราะมีหัวฝอยขนาดเล็ก ไม่ควรใช้น้ำจากสายยางหรือบัวรดน้ำที่มีรูขนาดใหญ่รดน้ำ

แต่เทคนิคเพิ่มเติมคือ การใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อคลุมถาดเพาะเอาไว้ เพื่อรักษาอุณหภูมิและความชื้นให้คงที่ ซึ่งจะส่งผลให้การงอกของเมล็ดดอกดาวเรืองดีและขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

หลังจากนั้น 2-3 วัน เป็นช่วงที่เมล็ดพัฒนาการงอกให้ต้นกล้าได้รับการพรางแสง ประมาณ 80% เมื่อต้นกล้ามีใบเลี้ยงบานเต็มที่ ให้มีการพรางแสง ประมาณ 50% เป็นเวลา 2-3 วัน จากนั้นเมื่อต้นกล้าพัฒนาใบจริงขึ้นมา 1 คู่ จึงสามารถให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดปกติโดยไม่มีการพรางแสง

เมื่อต้นกล้าอายุได้ ประมาณ 13-15 วัน หลังจากวันเพาะ หรือให้สังเกตว่าต้นกล้ามีใบจริง ประมาณ 1-2 คู่ หรือรากเจริญเต็มหลุมหรือลำต้นมีสีแดง จึงสามารถย้ายปลูกลงแปลงได้

ในช่วงนี้เกษตรกรควรเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งหากต้นกล้าที่เพาะมีความสมบูรณ์แข็งแรงดี การเจริญเติบโตหลังจากลงแปลงก็จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

การย้ายกล้าในกรณีที่ต้นกล้ามีอายุมากเกินไป หรือเกิน 18-20 วัน จะทำให้ระบบรากแพร่กระจายได้ช้า การเจริญเติบโตก็ช้าไปด้วย และในบางที่การเพาะเมล็ดในช่วงฤดูหนาวเป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงฤดูหนาวเมล็ดดาวเรืองมักจะงอกช้ากว่าปกติ ซึ่งเป็นเหมือนกันทุกสายพันธุ์ สาเหตุอาจเนื่องมาจากว่าความหนาวเย็นไปทำให้การเจริญเติบโตของเมล็ดช้าลง ทำให้การงอกของเมล็ดช้ากว่าฤดูกาลปกติ 1-2 วัน

ดังนั้น เพื่อให้การงอกของเมล็ดเร็วขึ้น จึงแนะนำให้เกษตรกรใช้ผ้าคลุมแปลงเพาะ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่แปลงเพาะ หรือโดยการแช่เมล็ด ด้วยสารละลายโพแทสเซียมไนเตรต (13-0-46) ก่อนที่จะเพาะ เนื่องจากสารละลายโพแทสเซียมไนเตรต มีคุณสมบัติในการแก้การฟักตัวของเมล็ดพืชได้

การเตรียมแปลง

วัสดุปรับปรุงดินมีดังนี้ โดโลไมท์ ใส่เพื่อปรับปรุงค่าความเป็นกรด-ด่าง ในดิน ซึ่งค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสมกับการปลูกดาวเรือง จะอยู่ในระดับ 6.5-6.8 อัตรา 0.5 ตัน ต่อไร่ แกลบดิบ ใส่เพื่อให้ดินร่วนซุย เหมาะสำหรับแหล่งที่เป็นดินเหนียวไม่ร่วนซุย ระบายน้ำไม่ดี อัตรา 2 ตัน ต่อไร่ และปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก อัตรา 2 ตัน ต่อไร่

การขึ้นแปลงปลูกดอกดาวเรือง ความสูงของแปลง 25-30 เซนติเมตร สำหรับแปลงปลูกที่ปลูกแบบยกแปลงและให้น้ำตามร่องน้ำ ส่วนการปลูกบนที่ดอน อาจไม่จำเป็นต้องขึ้นแปลง ขึ้นอยู่กับช่วงฤดู ลักษณะดิน ลักษณะพื้นที่

ความกว้างของแปลงปลูก 80-100 เซนติเมตร สำหรับหลังแปลงหากวัดจากฐานแปลง ประมาณ 110-120 เซนติเมตร ระยะระหว่างแปลง ประมาณ 40-50 เซนติเมตร หรือตามความเหมาะสม เพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยว

ในบางพื้นที่หรือบางสวนมีการใช้พลาสติกคลุมแปลง เพื่อลดปัญหาวัชพืชในแปลงปลูก แล้วเจาะรูบนพลาสติก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15-20 เซนติเมตร หรือไม่ปูพลาสติกคลุมแปลง ก็จะต้องมีการฉีดยาคลุมหญ้าพ่นสารกำจัดวัชพืชแบบควบคุมก่อนงอกด้วยสารอะลาคลอร์ ในช่วงระหว่าง 2-3 วัน ก่อนการย้ายปลูก

ในช่วงพ่นสารกำจัดวัชพืชดินต้องมีความชื้นเพียงพอ เพื่อสารเคมีกระจายคลุมเมล็ดวัชพืชได้อย่างทั่วถึงโดยไม่ถูกดูดซับด้วยอนุภาคดิน

ส่วนปุ๋ยรองพื้น ให้ 15-15-15 และ 15-0-0 ผสมกัน ในอัตรา 1 : 1 ใช้ในปริมาณที่ 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ผสมลงในแปลง หรือรองก้นหลุม

การย้ายกล้าดาวเรืองปลูก

ไม่ควรย้ายกล้าดาวเรืองไปปลูกในขณะที่ต้นกล้ามีอายุมากจนเกินไป เพราะการย้ายกล้าที่มีอายุมากทำให้ระบบรากของพืชแผ่กระจายได้ช้า เนื่องจากระบบรากแก่เกินไป

ดังนั้น การย้ายกล้าในขณะที่รากของพืชยังไม่แก่เกินไป จะทำให้ระบบรากของพืชมีการพัฒนาได้ดีกว่า การหาอาหารของรากพืชก็เกิดประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

โดยอายุของต้นกล้าไม่ควรเกิน 20 วัน แนะนำให้ย้ายปลูกในช่วงบ่ายหรือเย็นเป็นต้นไป เนื่องจากต้นกล้าสามารถตั้งตัวได้ดีกว่าการย้ายปลูกตั้งแต่ช่วงเช้า

อย่างปลูกช่วงเย็น คุณบุญเรือง จะให้น้ำไว้ก่อนช่วงเช้าเพื่อให้ดินพอมีความชื้น ระยะปลูกจะใช้ระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ ประมาณ 30-50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 1-1.2 เมตร แล้วแต่ฤดูกาล ช่วงหน้าหนาวและหน้าร้อนแนะนำให้ปลูกแถวคู่ จะช่วยในการเก็บความชื้นในดิน ส่วนหน้าฝนแนะนำให้ปลูกแถวเดี่ยว ซึ่งสามารถช่วยลดการเกิดโรคได้ดี

แต่ถ้าระยะห่างในการปลูกดอกดาวเรืองในหน้าหนาว ควรอยู่ที่ 40 เซนติเมตร ซึ่งแตกต่างจากฤดูกาลอื่น และการปลูกเป็นแถวคู่จะให้ผลดีกว่าการปลูกแถวเดี่ยว เพราะในช่วงฤดูหนาวความชื้นในดินและอากาศมีน้อย

การปลูกเป็นแถวคู่จะสามารถเก็บความชื้นในดินได้ดีกว่าการปลูกแถวเดี่ยว

แต่ในช่วงฤดูฝนแนะนำให้ปลูกแถวเดี่ยว เนื่องจากสามารถลดการเกิดโรคพืชได้ หรือบางท่านประยุกต์ใช้ระยะปลูกที่เหมาะสมให้เหมาะกับสายพันธุ์ดาวเรืองที่นำมาปลูก เช่น กลุ่มดาวเรืองต้นสูง ใช้ระยะปลูก 45×45 เซนติเมตร (55×55 เซนติเมตร สำหรับฤดูฝน) กลุ่มดาวเรืองต้นกึ่งสูง ใช้ระยะปลูก 45×45 เซนติเมตร (35×35 เซนติเมตร สำหรับฤดูหนาว) และกลุ่มดาวเรืองต้นเตี้ย ใช้ระยะปลูก 35×35 เซนติเมตร

ระบบน้ำดาวเรือง

การให้น้ำดาวเรืองตัดดอกมีหลากหลายวิธี ซึ่งมีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกัน การเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมกับการปลูกดาวเรืองตัดดอก ก็ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่คือ คุณบุญเรือง อธิบายว่าตนเองยังเป็นมือใหม่ เลยเลือกใช้ระบบปล่อยน้ำเข้าร่องแปลงปลูก เนื่องจากประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ให้น้ำ และถนัดการให้น้ำแบบนี้ เนื่องจากใช้กับการปลูกข้าวโพดมาก่อน

ซึ่งวิธีนี้จะทำให้น้ำไม่ค้างบนดอก เหมือนการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ และช่วยลดอุณหภูมิในดิน ทำให้ระบบรากเติบโตดี แต่จะมีปัญหากับการระบาดของโรคทางดินได้ง่าย และเป็นอุปสรรคในช่วงการเก็บเกี่ยวเนื่องจากต้องเดินบนร่องน้ำ

แต่สวนดาวเรืองใหญ่ๆ ที่เห็นจะใช้วิธีการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ และระบบน้ำหยด เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณน้ำ ซึ่งวิธีดังกล่าวจะใช้น้ำน้อยกว่าการให้ตามร่อง

ข้อเด่นของการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ สามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ง่าย ช่วยลดอุณหภูมิช่วงอากาศร้อน และช่วยชะลอน้ำค้าง น้ำฝน จากดอกและใบ ลดปัญหาการเกิดโรคได้

ข้อด้อย จะมีน้ำค้างบนดอกและจะเกิดจากการระบาดโรคดอกลายหากเกษตรกรให้น้ำในช่วงเย็น

ส่วนการให้น้ำในระบบน้ำหยด ข้อเด่น สามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ ประหยัดน้ำ น้ำไม่สัมผัสส่วนของใบและดอก ช่วยลดการเกิดโรคดอกลาย ใบจุด และสามารถให้ปุ๋ยพร้อมกับการให้น้ำได้ ทำให้จำนวนครั้งของการเก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น

ข้อด้อย ระบบนี้ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง โดยเรื่องของระบบน้ำนั้นก็ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมและปัจจัยของแต่ละคนไป

การเด็ดยอด

หลังจากปลูกลงแปลงได้ประมาณ 10-15 วัน เด็ดยอดดาวเรือง โดยให้ดาวเรืองเหลือใบจริงไว้ 3 คู่ (6 ใบ) เด็ดคู่ที่ 4 ทิ้งไป เพื่อให้ต้นดาวเรืองแตกกิ่งเป็นพุ่ม จะได้สามารถให้ดอกได้เป็นจำนวนมาก

โดยในช่วงฤดูกาลปกติ การปลูกดาวเรืองที่ไม่ได้เด็ดยอด จะทำให้ดาวเรืองสามารถออกดอกได้เร็วกว่า ต้นที่เด็ดยอด ประมาณ 1 สัปดาห์ ดังนั้น ในช่วงฤดูหนาวที่เป็นช่วงวันสั้น หากไม่เด็ดยอด ก็จะทำให้ดาวเรืองออกดอกเร็วยิ่งขึ้นไปอีก โดยที่ลำต้นและกิ่งก้านยังไม่มีความสมบูรณ์เท่าที่ควร เป็นสาเหตุให้ผลผลิตที่ได้มีปริมาณไม่มากเท่าที่ควร

ช่วงนี้ให้ระวังแมลงศัตรูดาวเรืองจำพวกเพลี้ยไฟไรแดง โดยจะทำลายยอดอ่อนที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ ทำให้ดาวเรืองชะงักการเจริญเติบโตได้

“มะม่วงไต้หวัน” ทางเลือกใหม่ ของ การปลูกมะม่วงในประเทศไทย ปี 2559

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“มะม่วงไต้หวัน” ทางเลือกใหม่ ของ การปลูกมะม่วงในประเทศไทย ปี 2559

สำหรับ ตลาด ในประเทศไทย พฤติกรรมการบริโภคมะม่วงในตลาดเมืองใหญ่ๆ ที่มีกำลังซื้อสูง มะม่วงต่างประเทศที่มีผิวสีแดง รสชาติอร่อย ไม่มีกลิ่นเหม็นขี้ไต้ ได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ และขายได้ราคาดีกว่ามะม่วงสายพันธุ์ไทย เพราะมีความแปลก คนซื้ออยากลองกินหรือซื้อไปเป็นของฝาก ดังนั้น มะม่วงสายพันธุ์ต่างประเทศแปลกและหายาก จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการปลูกมะม่วงในอนาคต โดยแหล่งสายพันธุ์มะม่วงที่กำลังได้รับความนิยมและนำเข้ามาปลูกเป็นจำนวนมากในขณะนี้คือ มะม่วงจากไต้หวัน ที่ในแต่ละปีไต้หวันจะมีมะม่วงสายพันธุ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพราะไต้หวันมีหน่วยงานรัฐที่มุ่งเน้นปรับปรุงไม้ผลอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นทางเลือกของผู้ซื้อและมองถึงตลาดส่งออกที่ในอนาคตรสนิยมของตลาดอาจจะเปลี่ยนไป เช่น เมื่อตลาดต้องการมะม่วงผลกลมหรือผลยาวหรือผลใหญ่หรือผลเล็ก ทางภาครัฐของไต้หวันเองก็มีสายพันธุ์ตามที่ตลาดมีความต้องการไว้รองรับ และพร้อมที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกมะม่วงสายพันธุ์ใหม่ที่ตลาดมีความต้องการ เป็นต้น

มะม่วงลูกผสม “ไต้หวัน T1”

ในแปลงปลูกมะม่วงของศูนย์ปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลเมืองไทนัน เกาะไต้หวัน มีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงให้สีผิวมีสีแดงมากขึ้น มีพันธุ์มะม่วงลูกผสมพันธุ์ใหม่หลายสายพันธุ์ มะม่วงลูกผสมพันธุ์ใหม่บางสายพันธุ์ของศูนย์แห่งนี้ได้ปรับปรุงพันธุ์ให้ผลมีสีแดงออกม่วงตั้งแต่ระยะผลอ่อน ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้ยอดมะม่วงลูกผสมพันธุ์ใหม่จากแปลงทดลองของศูนย์แห่งนี้มาหลายสายพันธุ์ และเมื่อกลับมาถึงเมืองไทยได้นำยอดพันธุ์มะม่วงเหล่านั้นมาเสียบฝากยอดไว้กับต้นมะม่วง R2 E2 และมะม่วงน้ำดอกไม้ ที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร เวลาผ่านไป 3 ปี มะม่วงลูกผสมของไต้หวันหลายสายพันธุ์ได้เจริญเติบโตและพร้อมที่จะให้ผลผลิต โดยหนึ่งในนั้นทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ได้ตั้งชื่อมะม่วงลูกผสมว่า T1 (T ย่อมาจาก Taiwan) ฤดูกาลที่ผ่านมา มะม่วง T1 ได้มีการออกดอกและติดผล สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนว่า ในระยะที่ผลมะม่วง T1 มีการติดผลเท่ากับนิ้วก้อย ผิวที่ผลจะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวมาเป็นสีม่วงแดง โดยเมื่อผลมีขนาดใหญ่ขึ้นสีของผิวจะออกสีม่วงเข้มขึ้น และเมื่อผลแก่จะมีสีม่วงทั้งผล มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 0.8-1.5 กิโลกรัม จัดเป็นมะม่วงกินสุกที่รสชาติหวาน กินอร่อย เนื้อมีสีเหลืองละเอียดเนียน ไม่มีเสี้ยน มะม่วงไต้หวันพันธุ์ T1 (TAIWAN เบอร์ 1) เมื่อผลแก่และนำมาวางขายด้วยผิวผลที่มีสีม่วงเข้มจะดึงดูดผู้ซื้อได้เป็นอย่างดี และคาดว่าจะเป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่ง ที่จะมีชาวสวนมะม่วงไทยขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้นในอนาคต ปัจจุบัน ทางสวนคุณลี ได้ขยายพื้นที่ปลูกมะม่วงไต้หวัน T1 มากขึ้น ด้วยมั่นใจว่าปลูกและสามารถบังคับให้ออกนอกฤดูในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการบริโภคมะม่วงในประเทศไทย และต่อมาไม่นานยอดมะม่วงลูกผสมสายพันธุ์อื่นที่เสียบฝากยอดไว้ที่สวนคุณลีก็ออกดอกและติดผล โดยตั้งชื่อว่า มะม่วงลูกผสมไต้หวัน T2 (TAIWAN เบอร์ 2) ที่กำลังจะเปิดตัว ซึ่งเป็นมะม่วงลูกผสมที่โดดเด่นเรื่องของสีผิวที่มีสีแดงอมม่วงเข้มสลับกับสีเหลืองสด ผิวมันเงา ดึงดูดสายตาเป็นอย่างมาก สีผิวยิ่งบ่มสุกแล้วยิ่งสีสวยมาก จากที่ปลูกที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร พบว่าเป็นสายพันธุ์มะม่วงที่ออกดอกและติดผลง่าย ติดผลเป็นพวงและติดผลดกมาก ขนาดผล ประมาณ 3-4 ผล ต่อกิโลกรัม เนื้อสุกมีสีเหลืองเข้ม รสชาติหวานจัด เนื้อละเอียด มีกลิ่นหอม ไม่เหม็นขี้ไต้เลยกินกับข้าวเหนียวมะม่วงได้อร่อยมาก ไม่แพ้มะม่วงอกร่องทีเดียว เนื้อหนา เมล็ดลีบ สามารถชะลอการเก็บเกี่ยวโดยปล่อยให้แก่อยู่บนต้นได้นานพอสมควร และจุดเด่นอีกประการคือ สามารถเก็บรักษาผลสุกในอุณหภูมิปกติได้นานมากแม้ผิวผลข้างนอกจะสุกเหี่ยวย่นแล้ว แต่เนื้อมะม่วงลูกผสมไต้หวัน T2 ยังไม่เน่า เป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจ และขยายพื้นที่ปลูกเป็นเชิงการค้าเป็นอย่างมาก

“ไข่มุกแดง” มะม่วงยักษ์พันธุ์ใหม่ ที่มีน้ำหนักผลถึง 3 กิโลกรัม

ขณะนี้ไต้หวันได้เริ่มมีการเผยแพร่มะม่วงพันธุ์ใหม่ ที่มีชื่อว่า “พันธุ์หงจู” หรือถ้าแปลและเรียกชื่อเป็นภาษาไทย มีชื่อว่า “พันธุ์ไข่มุกแดง” เป็นมะม่วงประเภทกินสุกเหมือนกับพันธุ์อี้เหวิน เบอร์ 6 และเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดผลใหญ่มาก มีน้ำหนักผลเฉลี่ย ตั้งแต่ 1.5-3.0 กิโลกรัม ลักษณะผลทรงกลมใหญ่ เมื่อสุกเนื้อละเอียดเนียน รสชาติหวาน โดยผิวผลมีสีแดงเข้ม สีสวยมาก และกำลังได้รับความนิยมปลูกแพร่หลายมากขึ้น และมีการปรับปรุงมะม่วงสายพันธุ์นี้และส่งเสริมเผยแพร่ให้เกษตรกรไต้หวันปลูกมานานประมาณ 5 ปี เกษตรกรไต้หวันเริ่มขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น เพราะตลาดมีความต้องการมะม่วงสายพันธุ์นี้มากขึ้น ซึ่งทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ได้ซื้อผลมะม่วงพันธุ์ไข่มุกแดงดิบกลับมาประเทศไทย และนำมาบ่มให้สุกและกิน ผลปรากฏว่า มีรสชาติหวานและมีเนื้อละเอียดเนียน ที่สำคัญจัดเป็นสายพันธุ์มะม่วงที่เมล็ดลีบ เนื้อเยอะมาก ปัจจุบัน เกษตรกรไต้หวันนำยอดมะม่วงพันธุ์ไข่มุกแดงไปเสียบฝากท้องต้นมะม่วงอ้ายเหวินกันมากขึ้น

มะม่วงไต้หวัน พันธุ์ “อี้เหวิน เบอร์ 6”

มะม่วงพันธุ์ “อี้เหวิน เบอร์ 6” มีถิ่นกำเนิดที่ไต้หวัน และเป็นมะม่วงลูกผสมระหว่างพันธุ์ “จินหวง” กับมะม่วงพันธุ์ “อ้ายเหวิน” (มะม่วงอ้ายเหวิน เป็นมะม่วงสายพันธุ์เดียวกับ พันธุ์เออร์วิน) มะม่วงลูกผสมพันธุ์ “อี้เหวิน เบอร์ 6” สายพันธุ์นี้ได้มีการนำยอดพันธุ์มาเสียบยอดในประเทศไทย ประมาณ 4-5 ปี มาแล้ว ได้นำมาเผยแพร่ให้เกษตรกรได้ขยายพื้นที่ปลูก เนื่องจากต้นพันธุ์ที่ปลูกในสวนได้เริ่มให้ผลผลิตแล้ว ผลปรากฏว่าเป็นมะม่วงที่มีลักษณะเด่นและรสชาติดี คือมีผลขนาดใหญ่ น้ำหนักผลเฉลี่ย 1.0-1.5 กิโลกรัม บริโภคได้ทั้งดิบและสุก ในระยะผลดิบหรือห่ามจะมีรสชาติหวานมัน (ไม่มีเปรี้ยวปน) ระยะผลสุกเนื้อจะมีรสชาติหวานหอม ไม่เละ ไม่มีเสี้ยน และไม่มีกลิ่นขี้ไต้ ที่สำคัญสีของผลมีสีม่วงดึงดูดใจแก่ผู้พบเห็น จัดเป็นมะม่วงแปลกและหายาก ปลูกและให้ผลผลิตได้ในประเทศไทย มะม่วงพันธุ์อี้เหวิน เบอร์ 6 เป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ปลูกง่ายและเริ่มให้ผลผลิตเมื่อต้นมีอายุเฉลี่ยได้ 3-4 ปี จากการสังเกตพบว่าออกดอกและติดผลดีทุกปี

พันธุ์ “จินหวง” และ พันธุ์ “อ้ายเหวิน”

ประวัติความเป็นมาการปลูกมะม่วงของไต้หวัน เริ่มจากมีการนำพันธุ์มะม่วงจากประเทศเนเธอร์แลนด์มาปลูกเป็นครั้งแรก (แต่ไม่ทราบรายละเอียดว่านำเข้ามาในปีใด) ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 ไต้หวัน ได้มีการนำพันธุ์มะม่วงจากสหรัฐอเมริกา จำนวน 100 ต้น มาปลูกทางภาคใต้ของไต้หวัน ผลปรากฏว่าต้นมะม่วงตายไป 96 ต้น เหลือรอดตายเพียง 4 ต้น เท่านั้น (ซึ่งมีพันธุ์เออร์วินรอดตายด้วย) เนื่องจากต้นมะม่วงปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่หนาวเย็นของไต้หวันไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมาไต้หวันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงจนปัจจุบันและปลูกในเชิงพาณิชย์อยู่ 2 สายพันธุ์หลักๆ คือ พันธุ์ “จินหวง” และ พันธุ์ “อ้ายเหวิน” ซึ่งเป็นพันธุ์เดียวกับ พันธุ์เออร์วิน ไต้หวันปลูกมะม่วงพันธุ์เออร์วินเพื่อการส่งออก คนไต้หวันเรียกมะม่วงพันธุ์เออร์วินว่า “อ้ายเหวิน” และเป็นสายพันธุ์มะม่วงที่ไต้หวันมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในปัจจุบันนี้ เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ถูกใจคนญี่ปุ่นและส่งออกไปขายญี่ปุ่นมากที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ของทุกปีผลผลิตจะออกมากในช่วงเดือนกรกฎาคม มะม่วงสายพันธุ์นี้จัดเป็นมะม่วงที่มีผลขนาดปานกลาง ความยาวของผลประมาณ 12 เซนติเมตร น้ำหนัก 300-350 กรัม ต่อผล โดยประมาณ รูปร่างค่อนข้างยาวรีหรือรูปไข่ ติดผลดกมาก ระยะผลดิบจะมีจุดประสีแดงบริเวณไหล่และแก้มผลผิวผลสุกมีสีแดงประสีเลือดนก จัดเป็นมะม่วงกินสุก เมื่อสุกเนื้อมีสีเหลืองทอง ไม่มีเสี้ยน กลิ่นไม่แรง รสชาติหวานประมาณ 11-12 บริกซ์ ความจริงแล้วมะม่วงพันธุ์เออร์วินนิยมมากที่สุดในไต้หวัน ประกอบกับสีผิวเปลือกมีสีแดงเข้ม ซึ่งคนจีนจะชอบมากเป็นพิเศษ และมะม่วงอ้ายเหวินยังถูกนำไปแปรรูปเป็นขนม น้ำผลไม้ เบียร์มะม่วง และอีกมากมายที่ไต้หวันพยายามคิดค้นเพิ่มมูลค่าจากมะม่วง รวมถึงผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่ปลูกและผลิตขึ้นในไต้หวัน

ในส่วนของมะม่วง พันธุ์ “จินหวง” นั้น ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า มะม่วงพันธุ์จินหวงเป็นสายพันธุ์มะม่วงของไต้หวันเอง โดยตั้งชื่อตามชื่อของเกษตรกรที่พบ ซึ่งเป็นมะม่วงสายพันธุ์ที่เกิดจากการผสมตามธรรมชาติระหว่างพันธุ์ไวท์และพันธุ์ไคท์ของสหรัฐอเมริกา ต่อมาได้มีการนำพันธุ์มาปลูกในประเทศไทย โดย รองศาสตราจารย์ฉลองชัย แบบประเสริฐ บอกว่า มูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้มะม่วงพันธุ์จินหวง ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นำเข้าจากไต้หวัน ลักษณะทรงผลกลมยาว ก้นผลงอนและค่อนข้างแหลม ผลมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักผลประมาณ 600-1,300 กรัม ต่อผล ประกอบด้วยเนื้อ ประมาณ 83% กินได้ทั้งดิบและสุก เมื่อผลแก่จัดจะมีรสชาติมัน และเมื่อผลสุกสีของผลจะมีสีเหลืองอมส้ม รสชาติหวานและได้ใช้ชื่อภาษาไทยว่า “พันธุ์นวลคำ” ต่อมาได้มีการนำมะม่วงสายพันธุ์นี้มาปลูกในสภาพพื้นที่ราบของประเทศไทย ทำให้ผลผลิตแก่และเก็บเกี่ยวได้ก่อนบนพื้นที่สูง และได้มีการตั้งชื่อสายพันธุ์ใหม่อีกหลายชื่อ ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นสายพันธุ์เดียวกันกับพันธุ์จินหวงของไต้หวัน ความจริงแล้วมะม่วงจินหวงที่ห่อผลด้วยถุงห่อคาร์บอนชุนฟง จะทำให้สีผิวมีสีเหลืองสวยเหมือนกับมะม่วงน้ำดอกไม้ และถ้าจะบริโภคให้มีรสชาติหวานอร่อยที่สุด ควรจะเก็บผลผลิตมะม่วงพันธุ์จินหวงที่ความแก่ ประมาณ 80% นอกจากการกินสุกแล้ว มะม่วงจินหวงดิบที่แก่จัดจะมีรสเปรี้ยวอมมันเล็กน้อย ที่ถนนคนเดินที่ไต้หวันจะนำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ กินกับผงน้ำจิ้มบ๊วยอีกด้วย

ช่วงเดือนสิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานที่เกาะไต้หวันอีกครั้งหนึ่ง เป็นครั้งที่ 5 และในครั้งนี้ได้เข้าชมแปลงปลูกมะม่วงของศูนย์ปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลเมืองไทนันอีกครั้งหนึ่ง มีโอกาสได้เห็นมะม่วงพันธุ์ “งาช้างแดง” ซึ่งมีขนาดผลใหญ่และยาวมาก รูปทรงของผลยาวงอนคล้ายงาช้าง เปลือกผลขณะยังดิบเป็นสีเขียวปนม่วง เมื่อสุกเป็นสีแดงอมชมพูตลอดทั้งผิวเปลือก วัดความยาวผลได้ถึง 25 เซนติเมตร มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 1.5-3.0 กิโลกรัม เนื้อสุกมีสีเหลืองส้ม มีรสชาติหวานหอม เนื้อหนามาก เมล็ดลีบบางเพียง 1 เซนติเมตร เท่านั้นเอง เมื่อชั่งเมล็ดหนักไม่ถึง 100 กรัม โดยน้ำหนักเนื้อสุกมากกว่า 1 กิโลกรัม เลยทีเดียว ซึ่งทางสวนคุณลี จังหวัดพิจิตร ได้ต้นพันธุ์มะม่วง “งาช้างแดง” มาปลูกในประเทศไทยแล้ว และให้ผลผลิตออกดอกติดผลขนาดใหญ่มากเช่นเดียวกันกับไต้หวันเมื่อปลูกที่จังหวัดพิจิตร

สนใจกิ่งพันธุ์มะม่วงสายพันธุ์ไต้หวันแท้ ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ด้วยต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ลดต้นทุนด้วยการผสมปุ๋ยใช้เอง

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ด้วยต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ลดต้นทุนด้วยการผสมปุ๋ยใช้เอง

คุณคำลา สีเหลือบ บ้านเลขที่ 38/1 หมู่ที่ 1 ตำบลวังโป่ง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (089) 704-0397 เป็นเกษตรกรผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งที่เริ่มปลูกมาได้ 1 ปี ซึ่งถือเป็นพืชใหม่สำหรับตนเอง เพราะตนเองและครอบครัวปลูกข้าว ข้าวโพด มันเทศ พืชล้มลุกต่างๆ แต่จากที่ได้มีโอกาสพูดคุยและไปเห็นแปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งของเพื่อนเกษตรกร ว่าปลูกแล้วสามารถเก็บเกี่ยวได้นาน 5-7 ปี มีรายได้ที่น่าสนใจ

จึงตัดสินใจแบ่งพื้นที่ทางการเกษตร จำนวน 3 ไร่ มาปลูกหน่อไม้ฝรั่ง โดยเลือกปลูกด้วยต้นหน่อไม้ฝรั่งอยู่ 2 แบบ คือ

แบบแรก ต้นหน่อไม้ฝรั่งแบบต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ที่ตนเองเดินทางไปซื้อที่จังหวัดเชียงใหม่ ในราคา 23 บาท ต่อต้น ซื้อมา จำนวน 3,000 ต้น ตอนได้มาเป็นต้นที่มีขนาดเล็กมาก ก็ต้องมาเลี้ยงอนุบาลต่อให้ต้นมีขนาดใหญ่แข็งแรงอีกราว 3 เดือน จึงจะเริ่มย้ายปลูกลงแปลงได้ โดยต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 3,000 ต้น ลงปลูกในแปลงได้ 1.5 ไร่

แบบที่สองคือ ซื้อเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งมาเพาะกล้าเอง ซื้อจากเพื่อนเกษตรกรที่อำเภอหล่มเก่า เมล็ด 100 กรัม หรือ 1 ขีด ราคา 600 บาท คุณคำลา ได้ซื้อเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งมาเพาะกล้า จำนวน 1 กิโลกรัม เพราะต้องเพาะเมล็ดไว้เผื่อเลือกเผื่อซ่อม โดยเลือกต้นหน่อไม้ฝรั่งที่ดีที่สุดย้ายปลูกลงแปลง (โดยเกษตรกรบางท่านก็จะใช้เวลาว่างเก็บเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งในไร่เพื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์เป็นรายได้เสริม) อย่างเมล็ดก็ต้องเลี้ยงกล้าให้ได้สัก 8 เดือน จึงจะย้ายปลูกลงแปลงได้

การให้ผลผลิตก็มีข้อแตกต่างกัน อย่างต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดนั้น หลังปลูกลงดินไปแล้ว 8-12 เดือน ก็จะเริ่มมีหน่อให้ได้เก็บบ้างแล้ว แต่จะเป็นหน่อเกรดเล็ก หรือเรียกกันว่าหน่อเกรดซี (C) ในช่วงแรก ซึ่งเป็นธรรมดาของต้นหน่อไม้ฝรั่งที่อายุต้นยังน้อย แต่ถ้าต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ อย่างน้อยต้องให้มีอายุต้น 1 ปีขึ้นไป จึงจะเพิ่มผลผลิต ซึ่งการให้ผลผลิตจะช้ากว่าต้นเพาะเมล็ด แต่ในระยะยาวต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะให้หน่อที่มีขนาดใหญ่หรือเป็นหน่อเกรดเอ ค่อนข้างสูงกว่าต้นเพาะเมล็ด

การเตรียมแปลงปลูก

คุณคำลา เล่าว่า ตนเองเลือกปลูกหน่อไม้ฝรั่ง แบบ 2 แถว ต่อแปลง หรือแถวคู่ โดยใช้ระยะปลูก 50×50 เซนติเมตร โดยแปลงปลูกกว้าง 1.20 เมตร เพราะต้องการให้ได้จำนวนต้นที่มากกว่าการปลูกแถวเดี่ยวที่เพื่อนเกษตรกรด้วยกันปลูกมาก่อนหน้านี้

การเตรียมแปลง เหมือนการปลูกผักทั่วไป โดยไถปรับที่ ยกแปลงปลูกให้สูงสัก 25-30 เซนติเมตร เพื่อให้รากมีพื้นที่เจริญเติบโตและที่สำคัญคือการระบายน้ำที่ดี นิสัยของหน่อไม้ฝรั่งชอบน้ำชอบความชื้น แต่ไม่ชอบน้ำขังแฉะ เมื่อเตรียมแปลงเสร็จก็วัดระยะปลูกขุดหลุมไว้รอก่อนจะนำกล้าหน่อไม้ฝรั่งมาปลูก

จากนั้นก็ต้องวางระบบน้ำให้เรียบร้อยเสียก่อน ก่อนที่จะย้ายกล้าลงปลูก โดยการวางระบบน้ำก็ประยุกต์มาจากการไปดูงานเพื่อนเกษตรกรแล้วนำมาปรับปรุง คือวางสายระบบน้ำ 2 เส้น ยกลอยสูงจากพื้น โดยเส้นล่างสุดเป็นสายที่ไว้ให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำแบบน้ำหยด ส่วนเส้นที่สอง ที่อยู่สูงจากพื้นขึ้นไปราว 50 เซนติเมตร จะเป็นสายที่ไว้สำหรับการให้น้ำเพียงอย่างเดียว

สาเหตุที่แยกสายการให้น้ำและให้ปุ๋ยออกจากกัน เพื่อลดปัญหาการอุดตันของหัวน้ำ โดยเฉพาะสายที่ให้ปุ๋ย ที่อาจจะมีตะกอน เพราะเราจะใช้ปุ๋ยเคมีแบบเม็ดคนละลายน้ำทิ้งไว้ 1 คืน ให้ปุ๋ยเคมีได้แยกชั้นและดูดเอาเฉพาะน้ำปุ๋ยใสๆ ที่อยู่ด้านบนให้ผ่านระบบน้ำไป

เมื่อระบบน้ำพร้อมก็ย้ายกล้าหน่อไม้ฝรั่งปลูกลงแปลง เลี้ยงด้วยน้ำด้วยปุ๋ยให้ต้นกล้าแกร่งแข็งแรง ระบบรากเดินดี เลี้ยงราวๆ 6 เดือน ก็จะค่อยพรวนดินไปตามความยาวของแปลงแล้วใส่อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก

ช่วงเลี้ยงต้นก็ต้องตอกหลักแล้วขึงเชือกไนลอนขนาบต้นหน่อไม้ฝรั่งไม่ให้โค่นล้ม อย่างต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะให้ผลผลิตเร็วกว่า หลังย้ายกล้าปลูกได้ราว 8 เดือน ก็จะเตรียมความพร้อม คือตัดแต่งต้นที่สวยสมบูรณ์ได้ 3-4 ต้น ต่อกอ แล้วใช้จอบสับดินตามข้างๆ แปลง ยาวไปตลอดแปลงปลูก โดยจะไม่ไปพรวนโดนโคนต้นเด็ดขาด

จากนั้นก็จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ปุ๋ยคอกเก่า แล้วโรยทับด้วยแกลบดิบ หลังจากนั้นอีกสัก 7 วัน ก็จะเริ่มให้ปุ๋ยเคมีผ่านน้ำ โดยปุ๋ยก็จะเน้นสูตรเสมอ หรือปุ๋ยที่มีตัวหน้า (N) สูง ตามความเหมาะสม

คุณคำลา เล่าว่า ตนเองจะผสมปุ๋ยใช้เอง โดยใช้แม่ปุ๋ย คือการนำแม่ปุ๋ย สูตร 18-46-0, สูตร 46-0-0 และ สูตร 0-0-60 มาผสมให้เข้ากันตามตารางผสมปุ๋ย ที่กรมวิชาการเกษตรจัดทำขึ้น และสามารถผสมได้ทุกสูตรที่มีขายในท้องตลาด ดังในตารางสำเร็จรูปในการผสมปุ๋ยไว้ใช้เอง

ผสมปุ๋ยใช้เอง ลดต้นทุนอย่างมาก

วิธีการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำของคุณคำลา จะใช้ปุ๋ยเคมี 3 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร พื้นที่ 3 ไร่ จะผสมปุ๋ย 15 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร โดยปุ๋ยจะต้องคนให้ละลายทิ้งไว้ 1 คืน เช้าขึ้นมาก็จะดูดเอาน้ำปุ๋ยใสๆ ให้ผ่านระบบน้ำ จะให้ปุ๋ยแบบนี้ทุกๆ 10 วัน

หลังการตัดแต่งกอ พรวนดินบำรุงด้วยปุ๋ย ราวๆ 1 เดือน ต้นหน่อไม้ฝรั่งก็จะเริ่มให้ผลผลิตได้เก็บต่อเนื่องราว 2 เดือน จากนั้นก็จะทำแบบเดิม คือพักต้น ตัดแต่งต้น พรวนดิน ใส่ปุ๋ยและใส่แกลบดิบต่อเหมือนเช่นเดิม

การให้น้ำ

ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ผลผลิตจะมีคุณภาพดี ช่วงย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูก ควรให้น้ำวันละ 1 ครั้ง ทุกวันหรือวันเว้นวัน ขึ้นอยู่กับสภาพดิน อุณหภูมิ ฝน แปลงที่มีความชื้นสูงก็ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ

การให้น้ำในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตต้องให้ทุกวัน พอหน้าดินชื้น และถ้าเป็นไปได้ไม่ควรให้ตอนเย็น จะทำให้เกิดโรคระบาดได้ การให้น้ำในพื้นที่ดอน ระบบสปริงเกลอร์จะช่วยชะล้างโรคและแมลงบางชนิดได้ เช่น เพลี้ยไฟ เป็นต้น

หน่อไม้ฝรั่งทนแล้งได้พอสมควร แต่ถ้าขาดน้ำหรือให้น้ำไม่สม่ำเสมอ มีผลให้ปริมาณผลผลิตลดลงอย่างมาก และคุณภาพหน่อไม้ฝรั่งไม่ดี ควรมีการให้น้ำทุกวัน ทั้งนี้ปริมาณน้ำที่ให้และระยะเวลาที่ให้น้ำขึ้นอยู่กับ วิธีการให้น้ำ สภาพแวดล้อม (ชนิดดิน อุณหภูมิของอากาศ ความชื้นในอากาศ)

หน่อไม้ฝรั่งชอบให้หน้าดินชื้น แต่ไม่ชอบให้หน้าดินแฉะและมีน้ำขัง พื้นที่ปลูกเป็นดินเหนียวผลผลิตจะไม่ดีเท่ากับพื้นที่ปลูกที่เป็นดินร่วน

หลักการให้น้ำ ควรให้ผิวหน้าดินชื้น แต่อย่าให้จนดินแฉะ เพราะถ้าแปลงปลูกเป็นดินเหนียว จะทำให้ปริมาณผลผลิตของหน่อไม้ฝรั่งลดลง หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ผลผลิตดี

หน่อไม้ฝรั่งที่ได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอจะมีคุณภาพของหน่อไม่ดี โดยจะมีเส้นใย (ไฟเบอร์) มาก หน่อจะเหนียว ทำให้คุณภาพในการบริโภคด้อยลง

การพักต้น

หลังจากเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ได้ 2 เดือน ต้นหน่อไม้ฝรั่งเริ่มโทรม ผลผลิตจะลดลงตามลำดับ จำเป็นต้องพักต้นหรือบำรุงต้นใหม่ 1 เดือน ให้ต้นหน่อไม้ฝรั่งได้สะสมอาหารแล้วพร้อมให้ผลผลิตได้เก็บต่ออีก 2 เดือน แล้วก็จะพักต้นต่อ ทำแบบนี้เรื่อยไปทั้งปี

การพักต้นนั้น คุณคำลา อธิบายว่า ตนเองจะเริ่มจากการ จะหยุดเก็บหน่อล่วงหน้า 3 วัน แล้วดูว่าหน่อไหนสวย ต้นใหญ่สมบูรณ์ก็จะเก็บเอาไว้เป็นต้นแม่ ต้นที่เหลือจากการคัดให้ตัดแต่งต้นโดยการถอนทิ้ง เช่น ต้นที่เหลืองและโทรมมีโรคแมลงรบกวนให้ถอนทิ้งไป จะคัดเลือกต้นใหญ่ที่แข็งแรงไว้เพียง 3-5 ต้น ต่อกอ เท่านั้น เพื่อเลี้ยงไว้เป็นต้นแม่ จากนั้นจะพรวนดิน

การพรวนดิน จะพรวนดินไปตามความยาวของแปลงปลูก ไม่ควรพรวนรอบโคนต้นหน่อไม้ฝรั่ง พรวนเพื่อให้ดินเกิดช่องว่าง เพื่อเราจะเติมแกลบและปุ๋ยต่างๆ จะได้แทรกลงในช่องว่างที่ได้พรวนเอาไว้ ทำให้ดินร่วนซุย

อีกอย่างการที่เกษตรกรเข้าไปทำงานในแปลงโดยตลอด การถอน การเก็บเกี่ยวผลผลิต สภาพดินในแปลงจะยุบตัวลงมา รากหน่อจะตื้น รวมถึงการดึงเอาแร่ธาตุในดินไปใช้ หลังการพรวนดินเกษตรกรจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เพิ่มธาตุอาหารในดิน พร้อมกับพูนดินกลบโคนต้นทุกครั้งเพื่อให้หน่อที่เกิดขึ้นมาใหม่มีความสมบูรณ์

การใส่ปุ๋ย คุณคำลา จะใส่ปุ๋ยเคมีที่ผสม เป็นสูตรเสมอ 15-15-15 นำปุ๋ยไปหว่านโรยบนหลังร่องให้ทั่ว จากนั้นก็จะใส่แกลบดิบเพื่อเป็นการคลุมแปลงปรับสภาพให้แปลงร่วนซุย ให้หน่อไม้ฝรั่งแทงหน่อได้ง่าย ใส่ปุ๋ยเสร็จใส่แกลบทับก็จะให้น้ำเพื่อให้ปุ๋ยได้ละลาย หรือจะให้ปุ๋ยไปทางระบบน้ำก็ได้

“ข้อมูลใหม่ ของการปลูกมันเทศเนื้อสีม่วงโอกินาวา”

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ข้อมูลใหม่ ของการปลูกมันเทศเนื้อสีม่วงโอกินาวา”

เป็นที่สังเกตว่า ในอดีตการบริโภคอาหารของประชากรโลกส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในเรื่องของรสชาติและความอร่อยเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายในระยะยาว โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันหรือโปรตีนสูง ปัจจุบันในประเทศที่พัฒนาแล้วมีประชากรเริ่มหันมาเน้นบริโภคอาหารสุขภาพกันมากขึ้น เน้นในเรื่องคุณค่าของอาหารและประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับเป็นหลัก อย่างกรณีของ มันเทศ ซึ่งเป็นพืชหัวที่คนไทยหลายคนยังมองว่าด้อยค่าและเป็นอาหารสำหรับคนยากจนเท่านั้น แต่ในทางการแพทย์ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบันได้มีการวิเคราะห์สารที่มีประโยชน์ในมันเทศซึ่งมีอยู่มากมายในประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ได้มีงานศึกษา วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์มันเทศที่มีความก้าวหน้ากว่าประเทศไทยมาก ในขณะเดียวกัน ประชากรทางแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็หันมาบริโภคมันเทศกันมากขึ้นเป็นลำดับ ในบางประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ให้ความสนใจมากกว่าบริโภคมันฝรั่งด้วยซ้ำไป

ปกติแล้วแหล่งคาร์โบไฮเดรตของคนไทยจะได้จากการบริโภคข้าวเป็นหลัก ในกลุ่มของผู้สูงอายุในทางการแพทย์แผนไทยได้มีคำแนะนำให้ผู้สูงอายุบริโภคมันเทศทดแทนข้าวในบางมื้อ เนื่องจากในหัวมันเทศจะมีแป้งแล้วยังมีวิตามินและสารที่เป็นประโยชน์อีกหลายชนิด อาทิ สารเบต้าแคโรทีน สารแอนโทไซยานิน และสารสเตอรอยด์ที่มีประโยชน์อยู่สูง (ในวงการแพทย์เชื่อว่า สารสเตอรอยด์ มีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและช่วยป้องกันโรคถุงโป่งพองในลำไส้ได้) ในรายละเอียดของการวิเคราะห์สารที่มีประโยชน์ในหัวมันเทศพบว่า สารสำคัญที่มีอยู่อย่างน้อย 2 ชนิด คือ สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอที่ช่วยในการบำรุงสายตาและมีส่วนช่วยลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งได้ มันเทศเนื้อสีม่วงจะมีสารแอนโทไซยานินมากกว่ามันเทศสายพันธุ์อื่นๆ เช่นกัน เชื่อว่าสารแอนโทไซยานินนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ ทำหน้าที่เป็นตัวล้างพิษและช่วยชะลอความแก่ชรา ในต่างประเทศมีรายงานว่า มีการใช้มันเทศเนื้อสีม่วง เป็นคาร์โบไฮเดรตแทนข้าวสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมมันเทศเนื้อสีม่วงจึงมีราคาค่อนข้างแพง ในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าใหญ่ในบ้านเราจะขายมันเทศเนื้อสีม่วงถึงผู้บริโภคในราคาที่แพง

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่เกาะโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเกาะแห่งนี้นับเป็นแหล่งผลิตเกษตรกรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น ถ้าเป็นไม้ผล มะม่วง ที่เกาะแห่งนี้ผลิตส่งขายทั่วประเทศญี่ปุ่นและปลูกในสภาพโรงเรือน ในกลุ่มพืชผัก “มะระขี้นกยักษ์” ของโอกินาวา มีชื่อเสียงระดับโลก ในกลุ่มพืชไร่ “อ้อย” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ส่วนพืชหัวที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ มันเทศ โดยเฉพาะมันเทศเนื้อ “สีม่วง” มีรสชาติอร่อยระดับโลก ด้วยการปรับปรุงพันธุ์ให้มีเนื้อสีม่วงเข้ม และเนื้อมีความนุ่มนวล ในขณะที่มันเทศเนื้อสีม่วงของที่อื่นส่วนใหญ่จะพบเนื้อแข็งกว่านี้ ที่ญี่ปุ่นโดยเฉพาะที่โอกินาวา นิยมนำมันเทศไปทำเป็นมันทอด โดยหั่นเป็นชิ้นหนา 1 นิ้ว นำไปทอดด้วยน้ำมันมะกอก หรือใช้มันเทศทั้งหัวไปเผาสุมในกองใบไม้แห้ง ไว้กินเล่นในฤดูหนาว สวนคุณลี ได้หัวพันธุ์มันเทศเนื้อสีม่วงมาจากเกาะโอกินาวา มาทดลองปลูกในอำเภอเมืองพิจิตร ผลปรากฏว่า มีการลงหัวที่ดีและมีคุณภาพไม่แตกต่างจากที่ปลูกบนเกาะโอกินาวาเลย

สิ่งที่ต้องยอมรับและเกษตรกรไทยควรนำมาเป็นแบบอย่างจากเกษตรกรรมญี่ปุ่น ยกตัวอย่าง มันเทศเนื้อสีม่วง หรือคนไทยที่ไปเที่ยวเกาะโอกินาวา จะเรียก มันแดง นั้นนอกจากจะมีการจำหน่ายเพื่อการบริโภคสดแล้วยังมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขบเคี้ยว สินค้าขึ้นชื่อ ขนมมันเทศ และ KITKAT มันเทศ ซึ่งหาซื้อได้ที่ โอกินาวา ที่เดียวเท่านั้น และยังมีกูลิโกะมันเทศสีม่วง ฯลฯ โดยที่เกาะโอกินาวามีโรงงานขนมเค้กมันเทศ Okashi Goten ซึ่งเป็นโรงงานผลิตขนมเค้กมันเทศชื่อดังแห่งโอกินาวา ที่นักท่องเที่ยวจะต้องซื้อขนมเค้กที่ทำจากมันเทศในหลากหลายรสชาติ

ข้อเสนอแนะที่สำคัญสำหรับผู้ปลูกมันเทศ

เกษตรกรไทยจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมจากการปลูกมันเทศในอดีตที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องมีการบำรุงรักษา โดยเฉพาะเรื่องของการให้น้ำ น้ำมีผลต่อการลงหัวของมันเทศ ถ้าต้นมันเทศได้น้ำสม่ำเสมอในช่วงระยะเวลาลงหัว จะได้มันที่ได้น้ำหนักและหัวขนาดใหญ่

ท่อนพันธุ์มันเทศที่ตัดจากต้นมันเทศมาขยายพันธุ์ต่อ ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกตัดจากยอดมาเพียง 1 ท่อน เท่านั้น ถ้าตัดยอดที่ 2-3 จากต้นเดียวกันจะมีผลต่อการให้ผลผลิต และยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมว่า เมื่อใช้ยอดมันเทศเป็นท่อนพันธุ์นั้นควรจะใช้เพียง 3 รุ่น ควรจะเปลี่ยนมาขยายพันธุ์จากหัวเพื่อปลูกในรุ่นต่อไป

แมลงและโรคศัตรูมันเทศ ถึงแม้ว่าจะมีการระบาดไม่มากเท่ากับพืชอีกหลายชนิด แต่ที่เห็นว่าเป็นศัตรูที่มีความสำคัญยิ่งก็คือ “ด้วงงวงมันเทศ” เกษตรกรจะต้องเน้นในการป้องกันการระบาดจะดีกว่าพบการระบาดแล้วถึงจะมีการฉีดพ่นสารเคมี เมื่อพบการระบาดแล้วจะควบคุมได้ยากมาก สิ่งที่ต้องพิจารณาและระมัดระวังเป็นพิเศษ ที่เสี่ยงต่อการระบาดของแมลงชนิดนี้ก็คือ การปลูกมันเทศซ้ำที่เดิม และการป้องกันและกำจัดในช่วงระยะเวลาที่ต้นมันเทศลงหัว การปลูกมันเทศไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม เมื่อปลูกมันเทศไปแล้ว 1 รุ่น พื้นที่นั้นควรปลูกพืชหมุนเวียน เช่น ถั่วเขียว หรือปอเทือง ทดแทนหลังจากที่ต้นถั่วเขียวมีอายุต้นได้ 45 วัน หรือระยะที่ออกดอกให้ไถกลบทั้งต้น จะได้ปุ๋ยพืชสดอย่างดีแล้วค่อยปลูกมันเทศต่อไป

เทคนิคในการฉีดพ่นสารป้องกันและกำจัดโรคแมลงสำหรับการปลูกมันเทศโดยเฉพาะ ถ้าฉีดเพื่อป้องกันและกำจัด “ด้วงงวงมันเทศ” จะต้องฉีดน้ำยาให้ชุ่มโชกถึงดิน

การเตรียมแปลงปลูกมันเทศสีม่วง

ปลูกมันเทศให้ลงหัวได้ดีนั้น ปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เรื่องโครงสร้างของดิน ถึงแม้ว่ามันเทศจะปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด แต่ดินร่วนปนทรายมีความเหมาะสมที่สุด สภาพดินที่ปลูกมีผลต่อการลงหัวของมันหรือรูปร่างของหัวมัน เช่น ดินร่วนปนทรายจะทำให้ได้หัวมันเทศทรงยาวตามสายพันธุ์ แต่ถ้าดินเหนียวอาจจะได้หัวมันเทศทรงกลม ป้อม เป็นต้น พื้นที่ดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยคอกเก่า เช่น มูลวัว มูลไก่ ฯลฯ ในอัตรา 1-2 ตัน หรือใส่ปุ๋ยคอกหลังการเตรียมแปลงเสร็จแล้วโดยหว่านบนสันร่องแปลง ยกตัวอย่าง พื้นที่แปลงปลูกมันเทศที่เคยเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดต่อเนื่องมาหลายปี ทางสวนคุณลี ได้มีการหว่านเมล็ดปอเทืองลงไปในแปลงก่อนที่จะเตรียมแปลงปลูกมันเทศ หลังจากต้นปอเทืองเริ่มออกดอกจะไถกลบทันทีเป็นปุ๋ยพืชสด

ในการเตรียมแปลงปลูก ให้ไถดะก่อน 1 ครั้ง และทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน จากนั้นไถพรวนแปลง 1-2 รอบ หรือใช้โรตารี่ติดรถไถตีดินให้ดินมีความละเอียดยิ่งขึ้น หลังจากนั้นให้ยกร่องแปลงปลูกขึ้นเป็นรูปสามเหลี่ยม กว้างประมาณ 60-100 เซนติเมตร สูง 30-40 เซนติเมตร (ความสูงของแปลงปลูกยิ่งมีความสูงยิ่งส่งผลต่อการลงหัวมันดี) ส่วนความยาวของแปลงปลูกขึ้นกับสภาพพื้นที่ ถ้าจะให้เหมาะสมควรจะปลูกแบ่งเป็นแปลงเล็กๆ โดยแปลงมีความกว้างของแปลง 40 เมตร และความยาวของแปลง 80 เมตร เพื่อสะดวกและง่ายต่อการจัดการ

การจัดระบบน้ำในแปลงปลูกมันเทศ และการใช้ยาคุมหญ้า

โดยปกติทั่วไปสำหรับเกษตรกรที่ปลูกมันเทศทั่วประเทศ มักจะไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของระบบน้ำในแปลงปลูก ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนอาจจะพึ่งเพียงน้ำฝนจากธรรมชาติเท่านั้น ถ้าปลูกในฤดูแล้งอาจจะมีการให้น้ำแบบท่วมแปลงบ้างเท่านั้น แต่การปลูกมันเทศสมัยใหม่ควรจะมีการจัดระบบน้ำที่ดี ในแปลงปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศของสวนคุณลี จะมีการวางระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ ซึ่งมีรัศมีกระจายน้ำได้ 3-4.5 เมตร ระบบน้ำดังกล่าวมีข้อดีตรงที่ต้นมันเทศได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้ต้นมันเทศที่ปลูกใหม่ตั้งตัวได้เร็ว พบเปอร์เซ็นต์การรอดตายสูง แต่จะพบข้อเสียตรงวัชพืชจะขึ้นเร็วทำให้มีต้นทุนในการกำจัดวัชพืชเพิ่มขึ้น อาจจะต้องใช้ยาคุมหญ้าช่วยเพื่อลดปัญหาวัชพืชในแปลงปลูกมันเทศ วิธีการคือ หลังการให้น้ำแปลงปลูกไว้ก่อนล่วงหน้า 1 วัน ให้แปลงมีความชื้นอีกวันจะปลูกมันเทศ หลังจากการปลูกท่อนพันธุ์มันเทศโอกินาวาเสร็จให้ฉีดยาคุมหญ้าเลยให้ทั่วแปลงปลูก โดยไม่เป็นอันตรายกับท่อนพันธุ์ ให้ฉีดสารกำจัดวัชพืช ใช้ก่อนวัชพืชงอก คือ สารโคลมาโซน อัตรา 25 ซีซี ผสมกับสารอะลาคลอร์ 75 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดให้ทั่วแปลงหลังจากปลูกมันเทศเสร็จ ซึ่งสามารถฉีดทับยอดพันธุ์มันเทศที่ปลูกเสร็จได้เลย ซึ่งจะสามารถคุมหญ้าวัชพืชทั้งใบแคบและใบกว้างได้นาน 6-10 สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยลดการจัดการวัชพืชได้มากหากปลูกมันเทศพื้นที่ขนาดใหญ่ หากปลูกเล็กน้อยก็สามารถใช้การถอน สำหรับการให้น้ำแบบอื่นๆ อย่างกรณีของการให้น้ำแบบท่วมร่อง ถ้าสภาพดินปลูกเป็นดินเหนียว เมื่อดินแห้งจะแข็งและจับตัวกันแน่น มีผลต่อการลงหัวของมันเทศ จะทำให้ผลผลิตลดลง

การเตรียม

ท่อนพันธุ์มันเทศ

ในการตัดท่อนพันธุ์ ควรจะตัดให้มีความยาวราว 30 เซนติเมตร จะไม่ลิดใบทิ้ง หรือลิดทิ้งก็ได้ เนื่องจากยอดมันเป็นพืชที่แตกยอดออกมาใหม่ได้ง่าย ถ้าลิดใบทิ้งก็จะทำให้เสียเวลาเล็กน้อย แต่ยอดมันเทศเมื่อลงปลูกจะตั้งตัวได้เร็วกว่าไม่ลิดใบ การตัดยอดใช้ส่วนที่เป็นยอดปลายจะดีที่สุด สำหรับท่อนที่ 2-3 ลงไป สามารถปลูกให้ได้ผลผลิตเช่นกัน แต่การให้หัวจะน้อยลงไปตามลำดับ เมื่อตัดท่อนพันธุ์มาแล้วควรจะมัดรวมกันเป็นกำ เอาใบตองหรือกระสอบปุ๋ยห่อมัดเอาไว้ ควรนำท่อนพันธุ์แช่น้ำยาฆ่าแมลงในกลุ่ม “คาร์โบซัลแฟน” เช่น ไฟท์ช็อต จุ่มแช่ไว้นานราว 5-10 นาที จะช่วยลดเรื่องแมลงที่จะติดไปกับท่อนพันธุ์ได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นให้นำมัดท่อนพันธุ์วางไว้ในที่ร่ม รดน้ำเช้า-เย็น ประมาณ 2-3 วัน ยอดท่อนพันธุ์ก็จะมีรากออกมาตามข้อ แสดงว่าท่อนพันธุ์พร้อมปลูกแล้ว ถ้าจะให้ดีท่อนพันธุ์มันเทศที่จะตัด ควรตัดจากต้นที่มีอายุไม่เกิน 45-60 วัน หรือก่อนที่จะมีการฉีดพ่นปุ๋ยหรือสารเคมีเพื่อหยุดยอด

การปลูกมันเทศโอกินาวา

ก่อนที่เกษตรกรจะลงมือปลูก ควรจะมีการให้น้ำในแปลงปลูกอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้ดินมีความชื้นและปลูกได้ง่ายและรวดเร็ว วิธีการเตรียมหลุมปลูก แบ่งได้ 3 วิธี คือ ปลูกแบบใช้จอบขุด ปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำไปก่อน หรือจะปลูกแบบนำท่อนพันธุ์เสียบลงแปลงปลูกเลย จากการทดลองปลูกทั้ง 3 วิธี พบว่าวิธีปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำไปก่อนได้ผลดีกว่าวิธีการอื่น เพราะทำได้ง่าย รวดเร็ว ไม่เสียแรงในการขุดดินและท่อนพันธุ์ไม่ช้ำ ระยะปลูกระหว่างต้น ประมาณ 25-30 เซนติเมตร หากใช้จอบขุดปลูกบนสันร่อง หลุมที่ปลูกควรมีความลึก ประมาณ 10-15 เซนติเมตร ควรจะวางยอดท่อนพันธุ์ทำมุม 45 องศา ฝังลึกลงดิน 2-3 ข้อ ของท่อนพันธุ์มันเทศ และให้ข้อโผล่พ้นดินขึ้นมา ประมาณ 2-3 ข้อ หลังจากนั้นกลบดินให้แน่นเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ท่อนพันธุ์โยกคลอน แต่หากปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำจะปลูกท่อนพันธุ์มันเทศให้เป็นคู่บนสันร่อง โดยใช้ไม้แหลมกระทุ้งนำไปก่อน ทำมุม 45 องศา จากนั้นเสียบท่อนพันธุ์ลงดิน 2-3 ข้อ ของท่อนมันเทศ ในพื้นที่ปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศ 1 ไร่ ทางสวนคุณลีจะใช้ท่อนพันธุ์มันเทศ ประมาณ 10,000-12,000 ยอด ซึ่งพบว่าเป็นจำนวนที่ให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างสูง ซึ่งเทคนิคการดูแลรักษามันเทศโอกินาวา ทางสวนคุณลีจะนำเสนอในโอกาสต่อไป

สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับ พันธุ์มันเทศสีม่วงโอกินาวา ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

ความคืบหน้าของ การปลูก “มะระขี้นกยักษ์” โอกินาวา ที่สวนคุณลี

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ความคืบหน้าของ การปลูก “มะระขี้นกยักษ์” โอกินาวา ที่สวนคุณลี

มะระโอกินาวา เป็นผักพื้นบ้านที่มีประวัติยาวนาน เป็นหนึ่งในอาหารของคนโอกินาวา ที่กินแล้วจะอายุยืน (จังหวัดโอกินาวา เป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ระหว่างญี่ปุ่นกับไต้หวัน ถือเป็นเกาะที่มีประชากรอายุเกิน 100 ปี มากที่สุดในโลก) นิยมนำไปผัดกับเต้าหู้และไข่เป็นอาหาร ในสมัยก่อนถ้ามีฐานะหน่อยก็มักจะผัดกับหมู มะระโอกินาวา หรือมะระญี่ปุ่นนั้นมีสารที่เรียกว่า “โพลีฟีนอล” ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกายเป็นจำนวนมาก และเต้าหู้ทั้งหลายที่ชาวญี่ปุ่นชอบกินนั้นมีสารอาหาร ที่เรียกว่า “ไฟโตเอสโตรเจน” ซึ่งเชื่อกันว่า ช่วยลดโอกาสการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดไป มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก ที่เป็นโรคร้ายในวัยชราทั้งสิ้น มะระโอกินาวาจึงเป็นผักที่มีความน่าสนใจมาก แม้จะปลูกเพื่อบริโภคกินเอง หรืออนาคตจะปลูกเชิงการค้าก็เป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจมาก

เป็นที่ทราบกันดีว่า คนญี่ปุ่นบนเกาะโอกินาวา มีอายุยืนที่สุดในโลก จากข้อมูลการศึกษาวิจัย พบว่าสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม นิสัยคนโอกินาวาเป็นคนชอบผ่อนคลาย ไม่เครียด และอาหารการกินของคนโอกินาวามักจะกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และหนึ่งในอาหารนั้นคือ ผัดมะระโอกินาวา (โกยะ จัมปุรุ) ผัดมะระขี้นกยักษ์ จัดเป็นอาหารยอดนิยมของจังหวัดโอกินาวา ที่ไปเกาะแห่งนี้แล้วต้องกินให้ได้ ในบรรดาผักสีเหลืองเขียว มะระนั้นถือว่าเป็นผักที่มีวิตามินซีสูงในลำดับต้นๆ ส่วนรสขมในมะระเกิดจากสารที่เรียกว่า “โมโมดิซิน” ซึ่งให้รสขม มีสรรพคุณช่วยเจริญอาหาร และเป็นยาระบายอ่อนๆ และ “ชาแลนทิน” ที่อยู่ในเปลือก มีสรรพคุณทางยาในการลดน้ำตาลในเลือด และรักษาโรคเบาหวาน ที่โอกินาวาเชื่อกันมาแต่สมัยโบราณว่า ความขมของมะระ จะช่วยทำให้เลือดสะอาดและช่วยเรื่องความดันเลือดให้คงที่ ด้วยความที่มะระมีวิตามินซีมาก สูงกว่ามะนาว 2-3 เท่าตัว มากกว่าผักกะหล่ำปลีถึง 4 เท่า ทำให้มะระเป็นตัวแทนอาหารของโอกินาวามาอย่างยาวนาน นอกจากวิตามินซีแล้ว ยังมีวิตามินอี และยังมีแร่ธาตุต่างๆ มีใยอาหารอยู่มาก เหมาะสำหรับการป้องกันความอ่อนเพลียที่เกิดในหน้าร้อน มะระ (goya) มักจัดอยู่ในเมนูอาหารของโอกินาวา ซึ่งให้พลังงาน 1 แคลอรี ต่อกรัม และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มะระ นอกจากนำมาใช้ประกอบอาหารชนิดต่างๆ แล้ว ยังนำมาทำเป็นน้ำปั่นหรือคั้นสดไว้ดื่มก็ได้หรือฝานบางๆ ใส่ในแซนด์วิช หรือใช้เป็นผักเคียงในเมนูซูชิ

“สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760 ได้นำพันธุ์ “มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา” มาปลูกที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร พบว่า มีการเจริญเติบโตดีมาก สามารถออกดอก ติดผลดกมาก และมะระมีรสชาติดีเหมือนที่ปลูกบนเกาะโอกินาวาทีเดียว โดยจุดเด่นของมะระโอกินาวาคือ รสชาติไม่ขมมาก นำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเช่นเดียวกับมะระทั่วไป การปลูกเริ่มต้นจากเพาะกล้ามะระโอกินาวา โดยการนำเมล็ดมาแช่น้ำอุ่น ประมาณ 1 คืน แล้วนำมาห่อกับผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือวางบนกระดาษทิชชูเปียกน้ำหมาดๆ บ่มเมล็ด ประมาณ 2-3 วัน ในกระติกน้ำ กล่องโฟม หรือกล่องพลาสติก เพื่อให้รากงอกได้ดี เริ่มมีรากงอกออกมาให้เห็น เมล็ดที่พร้อมย้ายคือ มีรากงอกออกมา เปลือกแตกเป็น 2 ซีก รากไม่ควรยาวเกิน 1 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้รากหักเวลาย้ายปลูก วัสดุปลูกคือ แกลบดำ ดินร่วน และขุยมะพร้าว ในอัตราส่วน 1:1:1 ย้ายเมล็ดลงถาดหลุม หรือถุงดำขนาดเล็ก เมื่อกล้ามีใบจริง 3-5 ใบ ก็สามารถย้ายปลูกลงถุงดำใบใหญ่ หรือปลูกลงแปลงได้ ควรย้ายปลูกในตอนเย็น เพราะอากาศไม่ร้อนมากนัก หลังปลูกเสร็จรดน้ำให้ชุ่ม การรดน้ำต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะมะระโอกินาวายิ่งโตยิ่งต้องการน้ำมาก โดยเฉพาะช่วงออกดอกติดผลไม่ควรที่จะให้ต้นขาดน้ำ โดยสามารถวางระบบเป็นน้ำสายน้ำหยดหรือลากสายยางเดินรดน้ำได้ตามสะดวก มะระเป็นพืชเถามีมือเกาะ จำต้องทำค้างไม้ไผ่ให้ต้นมะระเลื้อยเกาะเกี่ยวในการเจริญเติบโต การให้ปุ๋ยเน้นการให้ปุ๋ยคอกโดยใช้รวมกับปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น สูตร 16-16-16

ที่สำคัญอย่าลืมว่า มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา จะให้ผลผลิตยาวนานหลายรุ่น การเตรียมดินปลูกมีความสำคัญมาก

มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา สามารถปลูกแบบลงดินโดยมีพลาสติกคลุมแปลงเพื่อลดการกำจัดวัชพืช คือไถตาก และพลาสติกคลุมแปลงยังช่วยให้ดินชุ่มชื้นสม่ำเสมอ โดยการเตรียมดินก็เหมือนแปลงปลูกผักทั่วไป การปลูกมะระต้องเตรียมดินโดยไถ 1 ครั้ง และตากแดดไว้ ประมาณ 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดดิน เก็บเศษวัชพืชหรือวัสดุอื่นออกจากแปลงให้หมด ปรับสภาพดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชด้วยปูนขาว ความเป็นกรด เป็นด่าง ที่เหมาะสม อยู่ระหว่าง 5.5-6 ทำแนวปลูกด้วยการขึงเชือก หรือกะระยะ ในระยะระหว่างแถว 1-1.5 เมตร ไถตามแนวยาวของแปลง ให้เป็นร่องลึก ประมาณ 20-30 เซนติเมตร ยกแปลงให้สูงสัก 15-20 เซนติเมตร หากปลูกจำนวนไม่มาก ก็ใช้จอบขุดขึ้นแปลงตามขนาดที่ต้องการปลูก ขั้นตอนการเตรียมแปลงสามารถใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ไปเลยในขั้นตอนนี้ เมื่อกล้ามะระโอกินาวามีใบจริง 3-5 ใบ ก็สามารถย้ายปลูกลงถุงดำใบใหญ่หรือปลูกลงแปลงได้ ด้วยระยะระหว่างหลุมประมาณ 50-75 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 1-1.50 เมตร การย้ายกล้านิยมปลูกในช่วงเวลาเย็น แสงแดดไม่ร้อนมากนัก มะระเป็นไม้เถามีมือเกาะจำเป็นต้องทำค้างเพื่อให้มะระเลื้อยขึ้นไปได้ ซึ่งการทำค้างต้องใช้ไม้รวก หรือไม้ไผ่ ยาวประมาณ 2 เมตร ปักลงข้างๆ หลุมปลูก หรือข้างๆ ถุง แล้วรวบปลายไม้ทำเป็นจั่วหรือกระโจม มัดให้เหลือปลายไม้ไว้ หรือทำค้างแบบสี่เหลี่ยมตามความต้องการ แล้วใช้ตาข่ายไนล่อนขึงให้ต้นมะระเลื้อยเกาะขึ้นไป หลังปลูกประมาณ 1 อาทิตย์ ก็จะเริ่มให้ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยทุก 7 วันครั้ง โดยจะเน้นใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ให้ปุ๋ยบ่อย แต่ให้ครั้งละไม่มาก ให้มะระได้กินปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง ยอดแตกไม่ค่อยดี ยอดไม่เดิน ก็จะเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยสูตรตัวหน้าสูง อย่าง 25-7-7 พอยอดเดินดีแล้ว ก็ค่อยกลับมาใช้ 16-16-16 ยืนพื้นตามเดิม และเน้นให้ปุ๋ยทางใบค่อนข้างถี่ ตั้งแต่ช่วงปลูกแรกๆ พอมะระแตกใบมา 4-5 ใบ ก็เริ่มฉีดพ่นเพื่อเร่งต้นให้โตเร็ว แตกยอดเลื้อยขึ้นค้างได้เร็ว โดยจะพ่นทั้งแคลเซียมโบรอนอี ธาตุอาหารเสริมเร่งต้น สาหร่ายสกัด เร่งการแตกยอด แตกใบ ต้นโตเร็ว เมื่อมะระมีอายุ 1 เดือน เริ่มออกดอก ธาตุอาหารทางใบยังพ่นต่อเนื่อง จะช่วยให้มะระออกดอกดี ติดผลดี สาหร่ายทะเลช่วยเปิดตาดอก ส่วนแคลเซียมโบรอนอี จะช่วยให้ดอกแข็งแรง ผสมเกสรได้ดี ติดผลได้ดี เมื่อติดลูกแล้วแคลเซียมโบรอนอี และแมกนีเซียมขาดไม่ได้ ช่วยขยายลูก สร้างเนื้อ เลี้ยงต้นด้วย ช่วงมะระอายุได้ 30 วัน ยังไม่ติดผล ให้รดน้ำวันละครั้ง ทิ้งน้ำไม่ได้เลยช่วงนี้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ต้นมะระนิ่งไม่ค่อยอยากจะโต เมื่อได้น้ำสม่ำเสมอทุกวันระยะนี้มะระจะติดดอกติดผล สังเกตต้นมะระถ้าสมบูรณ์ดียอดพุ่งดี มันจะติดดอกติดผลดีมาก เราเพียงแค่ดูสภาพดินเป็นอย่างไร อุ้มน้ำดีหรือไม่ ดินแห้งหรือเปล่า ถ้ายอดเหี่ยว ใบห่อ ใบไม่ใส แสดงว่าน้ำไม่ถึง เมื่อมะระติดผล ก็ให้น้ำธรรมดา ดูว่ายอดยังสมบูรณ์ดี ก็ไม่ต้องทำอะไร พอผลมะระโตได้ 4-5 วัน เริ่มห่อได้แล้ว สังเกตผลมะระ ยาวประมาณ 1 นิ้วมือ ก็ห่อได้ ถ้าห่อตอนผลเล็กกว่านี้ไม่ดี จะทำให้ผลเหลือง เวลาห่อใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อเลย เอาไม้กลัดเย็บให้แน่นพอประมาณ เพื่อไม่ให้ผลมะระถูกลม ช่วงนี้ให้ดูว่ามีเพลี้ยไฟเกาะอยู่ใต้ใบหรือไม่ สังเกตดูที่ใบจะหงิก ก็ต้องฉีดยากำจัดเพลี้ยไฟ ซึ่งบางท่านอาจจะเลือกฉีดพ่นด้วยน้ำหมักสมุนไพร เช่น พวกหนอนตายหยาก+สะเดา+ใบยาสูบ และโล่ติ๊น กับน้ำ แล้วฉีดพ่นทางใบให้ เพลี้ยไฟมากับลม ถ้าเห็นว่าระบาดมาก ควรใช้สารเคมีสกัดยับยั้งเสียก่อน เช่น สารที่มีความปลอดภัยสูง อย่างกลุ่มอะมิดาคลอพริด (เช่น โปรวาโด, สลิง เอ็กซ์, โคฮีนอร์) ฉีดครั้งสองครั้งก็ใช้ได้แล้ว สังเกตหากผลไม่ใหญ่ต้องเพิ่มปุ๋ย สูตร 15-15-15 เข้าช่วยด้วย ผลมะระดีหรือไม่ดี อยู่ที่ต้นสมบูรณ์แค่ไหน ถ้าต้นสมบูรณ์ ดินดี ปุ๋ยถึง น้ำถึง ผลมะระออกมาจะตรง ที่ผลงอเพราะต้นไม่สมบูรณ์ การห่อผลมะระ เมื่อมะระอายุได้ 40 วัน จะออกดอกและติดผลจนลูกโตขนาดนิ้วก้อย ก็เริ่มห่อผลได้ทันที โดยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ทำเป็นถุง ขนาด 15?20 เซนติเมตร ปากถุงเปิดทั้งสองด้าน นำปากถุงด้านหนึ่งสวมผลมะระ แล้วใช้ไม้กลัด กลัดปากถุงให้แขวนอยู่บนก้านของผลมะระ การห่อผลจะช่วยไม่ให้มะระถูกรบกวนจากแมลง ศัตรูพืชมากนัก และยังทำให้ผลมีสีเขียวอ่อน น่ากิน

การเก็บผล เมื่อต้นมะระอายุได้ประมาณ 40 วัน มะระรุ่นแรก จะเริ่มแก่ทยอยเก็บผลได้ ในการเก็บผลระวังอย่าปล่อยให้มะระแก่จัด จนมีสีเหลือง

โรคและแมลงศัตรูมะระโอกินาวา หนอนเจาะเถา หนอนเจาะยอด ซึ่งหนอนเจาะเถา เกิดจากยุงกลางวันชนิดหนึ่งวางไข่ที่เถา แล้วตัวหนอนของยุงกลางวันชนิดนี้จะเข้าไปอาศัยอยู่ภายในเถามะระ ทำให้เถาโปร่งออกมองเห็นได้ชัด ต้นมะระ เมื่อเกิดอาการโรคนี้จะหยุดชะงักการเจริญเติบโต ไม่แตกตาดอก ไม่ออกดอกออกผล ป้องกันและกำจัดได้ หนอนเจาะยอด ทำให้ยอดตาย ต้นมะระเจริญเติบโตช้า โดยใช้สารไซโรเฮทริน (เช่น เคแอล), สารคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน 85), สารอะบาเม็กติน (เช่น โกลแจ็กซ์) หรือเลือกใช้ยาเชื้อบาซิลลัส ทูริงเจนซิส (บีที) สามารถกำจัดหนอนได้ดี ปลอดภัย แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่จะถูกทำลายโดยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดด ดังนั้น จึงควรฉีดพ่นตอนเย็นแดดอ่อนๆ จะช่วยยืดอายุเชื้อ บีที ชีวภาพ บนต้นพืชให้มีประสิทธิภาพอยู่ได้นาน, เพลี้ยไฟ ถ้ายอดมะระถูกเพลี้ยไฟ ซึ่งมีลักษณะตัวเล็กๆ สีดำ ปีกเป็นฝอยคล้ายขนนก เคลื่อนไหวว่องไว เกาะอาศัยดูดน้ำเลี้ยงที่ยอด ทำให้ยอดหงิก เจริญเติบโตช้า ไม่มีดอก ไม่มีผล หรือถูกเพลี้ยอ่อนที่มีหัวใส สีค่อนข้างคล้ำ เกาะเป็นกระจุกตามยอด ขับถ่ายสิ่งขับถ่ายสีดำออกมา ทำให้มองเห็นยอดมะระมีสีดำ เพลี้ยชนิดนี้เคลื่อนไหวได้ช้า เพลี้ยอ่อนจะดูดน้ำเลี้ยงที่ยอด ทำให้มะระเติบโตช้าเช่นกัน ดังนั้น เมื่อเห็นมีเพลี้ยไฟเข้าทำลายยอดของมะระ ให้ใช้สารอิมิดาคลอพริด (เช่น โปรวาโด, โคฮีนอร์, สลิง เอ็กซ์) สารคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน 85 ), สารฟิโปรนิล (เช่น เฟอร์แบน), สารไทอะมีโทแซม (เช่น มีโซแซม), สารสไปนีโทแรม (เช่น เอ็กซอล) โดยในพื้นที่มีการระบาดมาก แนะนำให้ฉีดสลับตัวยากันสัก 2 ชนิด เป็นอย่างน้อย เพื่อป้องกันการดื้อยาของแมลง หรือเลือกใช้ยาเชื้อเชื้อราบิวเวอเรีย สามารถกำจัดเพลี้ยไฟและแมลงต่างๆ ได้ อย่างปลอดภัย แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่จะถูกทำลายโดยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดด ดังนั้น จึงควรฉีดพ่นตอนเย็นแดดอ่อนๆ จะช่วยยืดอายุเชื้อเชื้อราบิวเวอเรียชีวภาพ บนต้นพืชให้มีประสิทธิภาพอยู่ได้นาน

รายละเอียด เมล็ดพันธุ์มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา ติดต่อได้ที่ “สวนคุณลี” โทร. (081) 901-3760

%d bloggers like this: