บันทึกไว้เป็นเกียรติ

All posts tagged บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ปลูกพริกไทยซีลอน พืชใหม่มีอนาคต ที่ ตะพานหิน พิจิตร (ตอนจบ)

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05016151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูกพริกไทยซีลอน พืชใหม่มีอนาคต ที่ ตะพานหิน พิจิตร (ตอนจบ)

มาดูวิธีการปลูกพริกไทยซีลอน ที่อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ต่อจากฉบับที่ผ่านมา ของคุณประเสริฐ จันทโรทัย อยู่บ้านเลขที่ 115 หมู่ที่ 1 ตำบลวังสำโรง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทร. (087) 841-2310 ถึงเรื่อง การให้น้ำ โดยคุณประเสริฐ เล่าว่า ตนเองประยุกต์ใช้ระบบน้ำแบบเดินสายน้ำ PE ขนาดเล็ก เดินขึ้นไว้บนยอดเสาค้างพริกไทย เมื่อเวลาเปิดน้ำ น้ำก็จะไหลจากด้านบนลงล่าง ทำให้เสาปูนมีความชุ่มชื้น ลดความร้อนของเสาปูน แล้วน้ำก็จะไหลลงสู่โคนเสา (ค่าอุปกรณ์ระบบน้ำ ประมาณ 5,000 บาท ต่อ 200 หลักพริกไทย)

ระยะเวลาการให้น้ำ

หลังปลูกควรรดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวัน เมื่อพริกไทยตั้งตัวได้ ลดเหลือ 2-3 วัน ต่อครั้ง พริกไทยที่ให้ผลผลิตแล้ว ควรให้ 3-4 วัน ต่อครั้ง ตามสภาพดินฟ้าอากาศ ในฤดูแล้งอาจประหยัดการให้น้ำโดยการคลุมดินในแปลงปลูกด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง แต่ในฤดูฝนไม่ควรคลุมดินจนชิดโคนต้น ควรเว้นห่างเพื่อไม่ให้โคนต้นชื้นแฉะเกินไปและเกิดโรค เตรียมให้น้ำระบายออกจากแปลงปลูกอย่างรวดเร็ว และขณะดินชื้นแฉะไม่ควรเหยียบย่ำในแปลง จะทำให้ดินแน่นทึบ รากเสียหายได้

พริกไทยจะเริ่มให้ผลผลิตหลังปลูก ประมาณ 10-14 เดือน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะให้ผลผลิตที่อายุ 14 เดือนขึ้นไป สำหรับพริกไทยที่ได้รับการดูแลเรื่องน้ำและปุ๋ยอย่างดี อายุ 10 เดือน ก็เริ่มเก็บผลผลิตได้แล้ว พริกไทยจะให้ผลผลิตตลอดทั้งปี แต่จะให้ผลผลิตรุ่นใหญ่ปีละ 2 รุ่น รุ่นแรกเริ่มเก็บประมาณ มกราคม-มีนาคม พริกไทยที่ออกช่อช่วงนี้จะให้ผลผลิตน้อย ประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อหลัก (ในช่วงการเก็บเกี่ยว 3-4 เดือน ต่อรุ่น) เพราะช่วงนี้ค่อนข้างแล้ง รุ่นที่ 2 เก็บประมาณมิถุนายน-สิงหาคม โดยพริกไทยที่ออกช่อช่วงนี้ จะให้ผลผลิตสูงกว่าพริกไทยที่ออกช่วงแล้ง คือประมาณ 2-3 กิโลกรัม ต่อหลัก (ในช่วงการเก็บเกี่ยว 3-4 เดือน ต่อรุ่น) โดยพริกไทยที่ออกช่อ 1 รุ่น จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานประมาณ 3-4 เดือนต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและปัจจัยของแต่ละพื้นที่ด้วย เพราะปัจจุบันมีปุ๋ยและฮอร์โมนช่วยบังคับ หรือช่วยเปิดตาดอกให้พริกไทยออกดอก มีผลผลิตในช่วงเวลาที่เกษตรกรต้องการได้

พริกไทย เป็นพืชไม้เลื้อยที่มีระบบรากส่วนหนึ่งที่มีความพิเศษกว่าพืชทั่วไป ที่เราเรียกกันว่า “รากอากาศ” โดยเมื่อมีความชื้นในอากาศรากนี้จะแตกออกมาจากข้อที่มีความแก่พอเหมาะของกิ่งพริกไทย ดังนั้น ทำให้การขยายพันธุ์พริกไทยสามารถที่จะทำได้ง่าย แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกด้วย เช่นความชื้นในอากาศ โดยที่อุณหภูมิต้องไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส หากพื้นที่ใดมีอุณหภูมิที่สูงกว่านี้ ควรมีซาแรนพรางแสงให้โรงเรือน หรือระบบพ่นหมอกเพื่อลดอุณหภูมิในบริเวณโรงเรือนนั้นด้วย

การขยายพันธุ์พริกไทย ที่นิยมทำมี 2 แบบ คือ

แบบการตอน ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า พริกไทยนั้นมีระบบรากอากาศ ดังนั้นทำให้การตอนสามารถทำได้ทันที โดยนำขุยมะพร้าวที่มีความชื้นและถูกบรรจุในถุงพลาสติกขนาดเล็กผ่าออก แล้วหุ้มตรงข้อของกิ่งพริกไทยได้เลย พร้อมทั้งมัดด้วยปอฟาง จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ก็จะสามารถตัดกิ่งนั้นออกมาชำลงถุงดำต่อไป

การขยายพันธุ์แบบนี้ก่อนที่ต้นพันธุ์พริกไทยจะปลูกได้นั้น จะต้องมีขั้นตอนอีกหนึ่งขั้นตอน ก็คือ ต้องนำตุ้มตอนนั้นมาชำลงถุงดำอีกครั้ง เพื่อให้ต้นพันธุ์พริกไทยมีการเจริญเติบโตของระบบรากที่มั่นคงแข็งแรงและเมื่อนำลงปลูกในแปลงจริงแล้ว จะไม่ทำให้พริกไทยนั้นตาย ควรนำมาชำอนุบาลในถุงดำแล้วอบต่อในโดมพลาสติกอีกประมาณ 45 วัน และเปิดโดมพลาสติกอีกสัก 15 วัน ก่อนนำไปปลูกหรือจำหน่ายได้

แบบปักชำ แบบนี้สามารถที่จะตัดกิ่งออกมาจากต้น ประมาณ 3 ข้อ แล้วนำมาปักลงในถุงดำที่บรรจุดินได้เลย แล้วทำไปใส่ถุงอบหรืออุโมงค์อบ หรือไว้ในที่ร่มที่มีการควบคุมอุณหภูมิเช่นที่ที่มีระบบพ่นหมอก ใช้ระยะเวลา ประมาณ 2 เดือน จึงจะสามารถนำไปปลูกลงแปลงได้ โดยทั่วไปถ้านำไปไว้ในที่ร่มและคอยรดน้ำนั้น จะมีอัตรารอด ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น หากต้องการให้มีอัตรารอดของการขยายพันธุ์พริกไทยแบบปักชำสูง ควรมีระบบควบคุมอุณหภูมิ

จากการขยายพันธุ์ทั้ง 2 แบบ ข้างต้นนั้น แบบที่ให้อัตรารอดสูงคือ แบบการตอน แต่ขั้นตอนการทำอาจจะใช้เวลานานสักหน่อย เพราะต้องนำมาชำลงถุงดำอีกที แต่ก็คุ้มค่ากับอัตราการรอดและความแข็งแรงของต้นพันธุ์ ส่วนแบบปักชำนั้นเหมาะกับการผลิตจำนวนมากหลักหมื่นหลักแสนต้น เพราะขั้นตอนการทำนั้นกระชับรวดเร็ว ทำได้ง่าย ขั้นตอนน้อย ดังนั้น การขยายพันธุ์ทั้ง 2 แบบ สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมของเกษตรกรเอง

การเลือกส่วนที่นำมาขยายพันธุ์ของพริกไทยซีลอน มีอยู่ 2 ส่วน คือ กิ่งแขนง และกิ่งไหล

1. กิ่งแขนง หรือชาวสวนพริกไทยเรียก “กิ่งปราง” ซึ่งเป็นกิ่งที่ให้ผลผลิตอยู่แล้วบนต้น เมื่อนำมาปักชำหรือตอนกิ่ง กิ่งแขนงหรือกิ่งปราง เมื่อนำไปปลูกจะมีพัฒนาการสร้างทรงพุ่มอยู่ทางด้านล่าง เป็นพุ่มจะเตี้ย ออกช่อติดผลเลยทันทีที่ตั้งตัวหรือแตกยอดใหม่หลังการปลูก กิ่งแขนงหรือกิ่งปรางจะให้ผลผลิตเร็ว หากท่านใดมีพื้นที่น้อย ต้องการนำไปใส่กระถางปลูกรับประทานในบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก็เลือกต้นพันธุ์จากกิ่งแขนงไปปลูก

2. กิ่งไหล คือส่วนยอดสุดของต้น ที่เรามักพบว่ามักจะเลื้อยห้อยลงมาเมื่ออยู่บนเสาปูน ซึ่งยอดกิ่งไหลนั้นจะมีฮอร์โมนจิบเบอเรลลินสะสมอยู่ในส่วนปลายยอดและที่ยอดอ่อนเป็นจำนวนมาก พัฒนาการทางด้านการเจริญเติบโตและการพุ่งหาแสงจะมีค่อนข้างมาก ถ้านำมาปลูกเชิงการค้า คือปล่อยเลื้อยขึ้นเสาปูน ควรเลือกซื้อต้นพริกไทยที่ตอนหรือชำมาจากกิ่งไหลมาปลูก เพราะจะโตเร็ว เลื้อยเกาะขึ้นหลักเร็วกว่าต้นพริกไทยที่ได้จากกิ่งแขนง แต่จะให้ผลผลิตช้ากว่าต้นพันธุ์ที่ได้จากกิ่งแขนง ผลผลิตจะเริ่มเก็บได้ก็ประมาณ 8-14 เดือน หลังปลูก

ดังนั้น ถ้าปลูกแบบการค้าเลื้อยขึ้นเสาปูน จึงใช้ในส่วนของไหลยอดมาขยายพันธุ์เพราะเลื้อยขึ้นเสาค้างที่มีความสูงได้ดีนั้นเอง

คุณประเสริฐ เล่าว่า สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงต้องหลีกเลี่ยงยาร้อน ยาน้ำมัน เน้นใช้ยาดูดซึมที่ค่อนข้างปลอดภัย ถ้าฉีดช่วงอากาศร้อนหรือบ่อยครั้ง จะทำให้ต้นชะงัก ใบสลด ยาเย็นกับยาร้อน ใช้ยาฆ่าแมลงอะไรได้บ้าง คุณประเสริฐ อธิบาย สำหรับยาเคมีฆ่าแมลงที่ใช้ต้องเป็นยาเย็นเป็นหลัก และวิธีที่สังเกตว่าอะไรเป็นยาเย็นหรือยาตัวไหนเป็นยาร้อน เบื้องต้นวิธีง่ายสุดคือ ให้ดูชื่อสามัญของยาว่า ตัวหลังเปอร์เซ็นต์ยาลงท้ายด้วยอะไร เช่น ถ้าลงท้ายด้วย คำว่า EC ให้คิดไว้ก่อนเลยว่า เป็นยาร้อน เพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นยาร้อน อาจมีบางตัวที่สามารถฉีดได้ จึงควรศึกษาและเลือกใช้ยากับบริษัทที่เชื่อถือได้ ตัวอย่างเช่น

ชื่อสามัญ อะบาแม็กติน กำจัดหนอนชอนใบ ป้องกันเพลี้ยไฟ ไรแดง ไรขาว เป็นยาดูดซึม มีฤทธิ์อยู่ได้ 7-15 วัน

ชื่อสามัญ คลอไพรีฟอส กำจัดตระกูลหนอนเจาะดอก เพลี้ยอ่อน แมลงในดิน ตระกูลพืชกินหัวเสี้ยนดิน เป็นยาเย็นประเภทดูดซึม อยู่ได้ 10-15 วัน

ชื่อสามัญ เมโทมิล กำจัดฆ่าหนอนต่างๆ เพลี้ยอ่อน เป็นยาน็อกประเภทดูดซึม มีฤทธิ์อยู่ได้ 6-14 วัน

ชื่อสามัญ ไซเปอร์เมทริน 10% 25% 35% มี 3 เปอร์เซ็นต์ ให้เลือกใช้ เป็นยาน็อก ประเภทถูกตัวตาย หมดฤทธิ์เร็ว ไม่ใช้ยาดูดซึม เป็นยาค่อนข้างร้อน

ถ้าใช้มากเกินไป จะทำให้ดอกร่วงได้ ฆ่าหนอน แมลง (เต่าแตง) มดตายทันทีเมื่อฉีดถูกตัว เป็นต้น

แมลงศัตรูพริกไทย

เท่าที่พบคือ เพลี้ยอ่อน ชอบดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และผลอ่อน ทำให้ใบและยอดแคระแกร็น บิดงอ ไม่ติดเมล็ด

เพลี้ยแป้ง ตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอก ใบ และเถาพริกไทย เพลี้ยแป้งจะขับถ่ายมูลเป็นน้ำหวาน ป้องกันโดยฉีดพ่นด้วยมาลาไธออน หรือเด็ดกิ่งและเก็บตัวอ่อนเผาทำลาย นอกจากนี้ ก็มีมดและ

ด้วงงวงเจาะเถาพริกไทย ซึ่งจะทำลายเถาพริกไทย ทำให้เถาแห้งตาย ถ้าระบาดรุนแรงก็ฉีดพ่นด้วย คาร์บาริลหรือเผาทำลายเถาพริกไทยที่พบรอยเจาะของหนอนด้วงงวงระบาด

โรคพริกไทย จะเป็นกลุ่มของเชื้อรา ซึ่งถ้าสวนพริกไทยค่อนข้างร่มทึบ อากาศไม่ถ่ายเท มีน้ำขังแฉะ เกษตรกรต้องควบคุมรักษาสภาพแวดล้อมให้ดี ให้เหมาะสม หรือถ้าเชื้อราระบาดต้องงดการใส่หรือฉีดพ่นฮอร์โมนแก่ต้นพริกไทย

โรครากเน่า เป็นโรคสำคัญที่ทำความเสียหายมากที่สุด เกิดจากเชื้อรา อาการระยะแรกเถาจะเหี่ยวใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วง ต่อมาปราง (กิ่งแขนง) เริ่มหลุดเป็นข้อๆ ตั้งแต่โคนต้นถึงยอดขั้วกิ่งเป็นสีเหลืองและดำ ส่วนรากเน่าดำและมีกลิ่นเหม็น ป้องกันโดยอย่าให้น้ำขังในฤดูฝน เผาทำลายต้นที่เป็นโรค และฉีดพ่นด้วยสารฟอสอีทิลอะลูมิเนียม หรือสารฟอสฟอริก แอซิด

การป้องกันกำจัดหรือลดความเสียหายจากโรคในแปลงปลูก จัดการดินในพื้นที่แปลงปลูกให้มีการระบายน้ำได้ดี ไม่มีสภาพน้ำขัง ปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ โดยการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อให้ดินสามารถดูดซับธาตุอาหารได้ดี หากดินเป็นกรดควรปรับด้วยปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ ตัดแต่งกิ่งหรือแขนงตามบริเวณโคนต้นออกให้โปร่ง เพื่อลดความชื้นและให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกดีขึ้นและไม่เป็นแหล่งสะสมโรค ไม่ควรเดินผ่านเข้าสวนขณะที่มีการระบาด และทำความสะอาดเครื่องมือก่อนเข้าสวน

โรคแอนแทรกโนส เกิดจากเชื้อรา ทำลายส่วนใบของพริกไทย เกิดเป็นจุดวงกลมสีน้ำตาลดำหรือสีดำ ผิวเป็นเงามัน รอบจุดเป็นสีเหลือง ตรงกลางแผลมีลักษณะเป็นวงสีน้ำตาลดำเรียงซ้อนกันเหมือนวงปีของเนื้อไม้ ถ้าเป็นรุนแรงอาจทำให้ตายได้ ป้องกันโดยตัดแต่งกิ่งและเก็บไปเผาทำลาย ฉีดพ่นด้วยเบนโนมิล หรือสลับแมนโคเซป หรือสลับคาร์เบนดาซิม

คุณประเสริฐ เล่าว่า ผลผลิตพริกไทยอ่อนตอนนี้ยังมีไม่มากก็จะขายในท้องถิ่นก่อน แต่การตอบรับค่อนข้างดี แม่ค้าแจ้งกลับมาว่ามีเท่าไหร่เอาหมด ตอนนี้เฉลี่ย กิโลกรัมละ 80-100 บาท แต่อนาคตเมื่อมีผลผลิตมากขึ้นก็ได้เตรียมตัวในเรื่องของการรวมกลุ่มกันไว้ระหว่างเพื่อนเกษตรกรด้วยกันที่มีหลายๆพื้นที่ เพื่ออนาคตจะได้รวบรวมผลผลิตขายหรือต่อรองราคากับโรงงานรับซื้อ

และอีกตัวอย่างเพื่อนเกษตรกรอีกท่าน คือ คุณสุชาติ บุญทั่ง อยู่บ้านเลขที่ 55 หมู่ที่ 2 ตำบลวังสำโรง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทร. (091) 391-9627 เกษตรกรผู้ปลูกพริกไทยอีกท่านหนึ่งที่ปลูกพริกไทยมาช่วงเวลาเดียวกับคุณประเสริฐ ซึ่งปลูกในพื้นที่ 1 งาน หรือ 100 หลัก ก็บอกเล่าประสบการณ์ว่า เป็นพืชชนิดใหม่ของตนเอง แต่จากที่ปลูกมา 1 ปีกว่า เหมือนการศึกษานิสัยของพริกไทยไปในตัว พบว่าเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ของจังหวัดพิจิตรที่มีอากาศค่อนข้างร้อนตลอดทั้งปี แต่ด้วยการมุงซาแรนพรางแสง 60 เปอร์เซ็นต์ให้ มีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ สร้างสภาพร้อนชื้น แต่ไม่แฉะตามที่พริกไทยชอบ

ปัจจุบัน ต้นพริกไทยที่กำลังเข้าสู่ปีที่ 2 เริ่มให้ผลผลิต เริ่มคืนทุนมีรายได้จากการขายพันธุ์พริกไทย และผลผลิตเริ่มมีให้เก็บได้บ้างแล้ว และราคาก็สูงพอสมควรเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น เฉลี่ยกิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะผลิตพริกไทยอ่อนสู่ตลาดอย่างเต็มที่ เพราะอายุต้นค่อนข้างจะสมบูรณ์มาก ซึ่งคุณสุชาติ คาดว่าจะขยายพื้นที่ปลูกพริกไทยเพิ่มในอนาคตอย่างแน่นอน

Advertisements

ปลูกพริกไทยซีลอน พืชใหม่มีอนาคต ที่ ตะพานหิน พิจิตร (ตอนที่ 1)

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูกพริกไทยซีลอน พืชใหม่มีอนาคต ที่ ตะพานหิน พิจิตร (ตอนที่ 1)

“พริกไทย” จัดได้ว่ามีความสำคัญทางเศรษฐกิจและจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันของคนไทยมาช้านาน ในการประกอบอาหารและใช้เป็นเครื่องเทศ ปรุงรสชาติอาหาร ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ส่วนประกอบของเครื่องแกงต่างๆ การถนอมอาหาร และใช้ประโยชน์ในด้านเภสัชกรรมยาสมุนไพร ทุกส่วนของพริกไทยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ เช่น เมล็ดพริกไทยอ่อน เมล็ดพริกไทยดำ เมล็ดพริกไทยขาว พริกไทยป่น พริกไทยแช่แข็ง น้ำมันหอมระเหยพริกไทย และพริกไทยดอง เป็นต้น

ประโยชน์ของพริกไทย เกี่ยวข้องกับอาหาร ใช้ปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติอาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยว ข้าวต้ม โจ๊ก ต้มจืด แกงเลียง และใช้ในการถนอมอาหาร ทำให้อาหารที่มีพริกไทยปรุงรสเก็บไว้ได้นานกว่าปกติ เช่น เนื้อบด หมูบด ตับบด หมูยอ แฮม ไส้กรอก เพราะพริกไทยมีน้ำมันหอมระเหย (Volatile oil)

นอกจากนั้น พริกไทย ยังใช้ประโยชน์ในด้านสมุนไพร ช่วยย่อยอาหาร เช่น ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดไขมันในเส้นเลือด ปัจจุบัน นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย ในรูปอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

พริกไทย เป็นพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ เจริญเติบโตได้ดีในประเทศเขตร้อน เช่น ประเทศบราซิล หมู่เกาะอินเดียตะวันตก ประเทศไต้หวัน มาเลเซีย และปลูกมากในจังหวัดจันทบุรีของประเทศไทย เป็นพืชตระกูลเดียวกับ ดีปลี ชะพลู และพลู ชอบอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิระหว่าง 15-35 องศาเซลเซียส ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบที่ลุ่มน้ำขัง ลำต้น มีลักษณะเป็นเถาเลื้อยยืนต้น ต้องอาศัยค้างในการพยุงและยึดเกาะลำต้น โดยใช้รากขนาดเล็กที่เกิดตามข้อปล้อง เรียกว่า มือตุ๊กแก

ลำต้น สามารถเจริญเติบโตเป็นกิ่งข้าง หรือกิ่งกระโดง โดยกิ่งกระโดงจะมีความสมบรูณ์และขนาดใหญ่ ตั้งดิ่งจากผิวดิน

ส่วน กิ่งข้างหรือกิ่งแขนง จะขนานแตกออกเป็นทรงพุ่ม ใบ พริกไทยเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ เป็นประเภทใบเดี่ยวเกิดสลับตามข้อของลำต้น มีลักษณะเป็นรูปไข่โคนใบใหญ่ ฐานใบกลม กว้างประมาณ 6-10 เซนติเมตร ยาว 7-14 เซนติเมตร ปลายใบแหลม ลักษณะคล้ายใบพลู พื้นผิวใบเรียบ ผิวใบด้านบนเป็นมันสีเขียวเข้มถึงเขียวอ่อนไล่กันไปจากใบอ่อนถึงใบแก่ ด้านล่างใบสีจะจางกว่าด้านบน ขนาดใบและเส้นใบจะแตกต่างกันระหว่างสันของเส้นใบจะนูน

ดอก จะเกิดตรงข้ามกับใบในส่วนของกิ่งแขนง ออกดอกเป็นช่อ ความยาวประมาณ 7-14 เซนติเมตร ไม่มีก้านช่อ ดอกตัวผู้แยกกับดอกตัวเมีย แต่อยู่ในช่อเดียวกัน ผลเล็ก มีสีเขียวเข้มและจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแดงเมื่อแก่จัด ระยะเวลาตั้งแต่ออกดอกจนเก็บเป็นพริกไทยเมล็ด 6-7 เดือน

ผล ค่อนข้างกลม เรียงตัวกันหนาแน่นบริเวณแกนกลางของช่อผล ผลอ่อนจะมีสีเขียวเข้มและจะค่อยๆ เปลี่ยนไปตามอายุผล ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 มิลลิเมตร มีกลิ่นฉุน รสชาติเผ็ด เกิดจากสารแอลคาลอยด์ของไพเพอรี

พริกไทย เป็นพืชที่สามารถ

เจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี

แม้ในพื้นที่ซึ่งมีความชื้นสูง ไม่มีน้ำท่วมขัง สูงจากระดับน้ำทะเล 0-1,200 เมตร สภาพเป็นดินร่วน ดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนเหนียว มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำได้ดี ค่าความเป็นกรด เป็นด่าง อยู่ที่ 6.0-6.5 ความลึกของหน้าดินมากกว่า 50 เซนติเมตร พื้นที่อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 20 องศาเหนือและใต้ อุณหภูมิ 10-30 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 1,200-2,500 มิลลิเมตร มีแหล่งน้ำที่สะอาดปราศจากสารพิษเจือปน มีความเป็นกรด-ด่าง อยู่ระหว่าง 5.0-6.5

ผลผลิตพริกไทย หากเทียบกับผลตอบแทนที่ได้ในแต่ละปีจะดีกว่าผลไม้ชนิดอื่นในพื้นที่มาก และถ้าหากเกษตรกรดูแลต้นพริกไทยไม่ให้ทรุดโทรม ก็จะทำให้ผลผลิตในปีต่อๆ ไปดีขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากการลงทุนในเรื่องต้นทุนได้ลงไปแล้วในปีแรก อีกทั้งสามารถเก็บไว้ได้นานหลายปี

พันธุ์ซีลอน เป็นพันธุ์พริกไทยที่นำมาจากประเทศศรีลังกา นิยมปลูกเพื่อขายเป็นพริกไทยสด มากกว่าทำพริกไทยดำหรือขาว ลักษณะของยอดจะออกสีน้ำตาลแดง จึงเรียกกันว่า “ซีลอนยอดแดง” นอกจากนี้ ยังมี พันธุ์ซีลอนยอดขาว เป็นพันธุ์พริกไทยที่นำมาจากประเทศศรีลังกา เช่นเดียวกันกับพันธุ์ซีลอนยอดแดง พริกไทยพันธุ์นี้ความจริงเป็นพริกไทย พันธุ์ PANIYUR-1 ซึ่งเป็นพริกไทยพันธุ์ลูกผสมของประเทศอินเดีย ระหว่างพ่อพันธุ์ Uthirankota กับแม่พันธุ์ Cheriyakaniyakadan (John.K.Ghanara tham, 1994)

พริกไทยพันธุ์นี้จะมีลักษณะเถาอ่อน สีจะเขียวอ่อนเกือบขาวโดยเฉพาะที่ยอดอ่อน จึงนิยมเรียกว่า “ซีลอนยอดขาว” เนื่องจากมีผู้นำพันธุ์มาจากประเทศศรีลังกา (ซีลอน) ลักษณะต่างๆ จะคล้ายกับพันธุ์ศรีลังกาที่แตกต่างกันชัดเจนก็คือ ส่วนยอด ช่อผลจะยาวกว่าพันธุ์ศรีลังกาเล็กน้อย การเจริญเติบโตเร็วกว่าพันธุ์ซาราวัก ผลสดจะมีลักษณะโตกว่าพันธุ์ซาราวัก นิยมปลูกเพื่อจำหน่ายเป็นพริกไทยสด เพื่อส่งโรงงานทำพริกไทยดอง

พริกไทยซีลอน มีคุณลักษณะเด่นคือ มีใบและทรงพุ่มใหญ่ ฝักยาว น้ำหนักดี ที่สำคัญเป็นพริกไทยพันธุ์หนัก สามารถเก็บฝักอ่อนจำหน่ายได้ เมื่อฝักมีอายุตั้งแต่ 3-6 เดือน ซึ่งถือเป็นข้อดี เพราะสามารถอั้นฝักไปเก็บขายในช่วงเดือนที่พริกไทยมีราคาแพงได้ อีกทั้งพริกไทยสายพันธุ์นี้ไม่ค่อยมีโรครบกวน จะมีปัญหาเดียวในช่วงปลายฝนต้นหนาวคือ ราน้ำค้าง ซึ่งเราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ ด้วยการฉีดสารป้องกันเชื้อราทั่วไป ก่อนที่จะตัดแต่งกิ่ง จากนั้นจึงปลูกลงไร่ ให้ระยะห่าง 2-2.5×2-2.5 เมตร

พันธุ์ซาราวัก หรือ พันธุ์คุชซิ่ง พันธุ์ที่ชาวสวนพริกไทยจังหวัดจันทบุรี นิยมเรียกพันธุ์ “มาเลเซีย” นั่นเอง เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมาก นำมาจากรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย สามารถต้านทานโรครากเน่าได้ดีกว่าพันธุ์จันทบุรี ซึ่งปลูกอยู่แต่เดิม เจริญเติบโตได้เร็วและให้ผลผลิตสูงกว่า ถ้าต้นสมบูรณ์จะให้ผลผลิตน้ำหนักสดเฉลี่ย ประมาณ 9-12 กิโลกรัม ต่อค้าง ต่อปี หรือไร่ละประมาณ 3,600-4,800 กิโลกรัมต่อปี เป็นพันธุ์สำหรับนำไปทำพริกไทยดำและพริกไทยขาว

เช่นเดียวกับเกษตรกร คุณประเสริฐ จันทโรทัย บ้านเลขที่ 115 หมู่ที่ 1 ตำบลวังสำโรง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทร. (087) 841-2310 ที่เริ่มปลูกพริกไทยซีลอนมาได้ 1 ปีเศษ ซึ่งพริกไทยเริ่มให้ผลผลิตบ้างแล้ว เก็บขายในท้องถิ่นและแม่ค้าได้ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 100 บาท และยังขยายพันธุ์พริกไทยซีลอนด้วยการตอน สร้างรายได้เป็นอย่างดีในช่วงรอเวลาที่ต้นพริกไทยจะเริ่มให้ผลผลิต

คุณประเสริฐ เล่าว่า การปลูกพริกไทยถือว่าเป็นพืชใหม่ในพื้นที่อำเภอตะพานหิน เพราะส่วนมากเกษตรกรแถบนี้ก็จะทำนาข้าว ปลูกข้าวโพด ชะอม สวนมะนาว สวนส้มโอ แต่บังเอิญตนเองได้มีโอกาสไปนั่งฟังบรรยายเรื่องการปลูกพริกไทย ที่จัดขึ้นในตำบล ก็ได้รับฟังข้อมูลมาว่า พริกไทยเป็นพืชที่ปลูกครั้งเดียวแต่มีอายุการเก็บเกี่ยวนานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป และราคาซื้อขายพริกไทยสดค่อนข้างดี จึงเกิดความสนใจก็ไปศึกษาดูงานและซื้อต้นพันธุ์มาปลูก โดยเริ่มต้นปลูกในพื้นที่ 2 งาน โดยใช้เสาหลักปูน จำนวน 200 หลัก และต้นพันธุ์พริกไทยซีลอน จำนวน 4 ต้น ต่อหลักปูน ต้องใช้ต้นพันธุ์พริกไทย 800 ต้น และต้องมุงซาแรนคลุมอีกที แม้เป็นการลงทุนที่สูง แต่คุณประเสริฐเล่าว่า มีแนวโน้มของตลาดที่ดีมาก น่าจะสามารถคืนทุนได้ไม่นาน

การปลูกพริกไทย

สามารถปลูกได้ทั้งปีถ้ามีแหล่งน้ำ มีระบบน้ำที่ดี แต่ส่วนมากนิยมปลูกช่วงฤดูฝน เพราะต้นพริกไทยตั้งตัวได้เร็ว ประหยัดเรื่องการให้น้ำ โดยจะใช้ต้นพันธุ์ไทย 4 ต้น ต่อหลุม หรือค้าง ใช้ระยะ ปลูก 2×2 เมตร โดยเลือกใช้เสาปูนหน้ากว้าง 4 นิ้ว ความยาว 2.50 เมตร เพื่อจะขุดหลุมฝังลงดินไป 0.50 เมตร ให้เสาปูนมีความสูงจากพื้นขึ้นไป 2 เมตร

การขุดหลุม ซึ่งปัจจุบันทำได้สะดวกมากขึ้น โดยมีตัวเจาะหลุมติดหลังรถไถ หรือแบบเครื่องเจาะหลุมคล้ายๆ สว่านมือ ราคาเครื่อง 5,000-6,000 บาท แล้วแต่จะเลือกใช้ ในพื้นที่ดอนไม่มีน้ำท่วมขังก็เพียงปรับพื้นที่ให้เรียบ ไม่ให้พื้นที่เป็นแอ่งกระทะ เพราะต้นพริกไทยไม่ชอบน้ำขังแฉะ แต่ถ้าเป็นพื้นที่ลุ่มก็ให้ใช้รถไถ ขึ้นเป็นแปลงลูกฟูก จุดประสงค์เพื่อให้บริเวณที่ปลูกระบายน้ำได้ดีนั้นเอง ซึ่งแม้พื้นที่ปลูกพริกไทยจะเป็นพื้นที่ดอน ก็สามารถขึ้นแปลงเป็นลูกฟูกได้ ปากหลุมห่างจากโคนค้าง ประมาณ 10-15 เซนติเมตร (เรื่องของระยะปลูกมีหลายระยะ เพราะเกษตรกรจะเป็นคนตัดสินใจว่าระยะปลูกแบบไหนที่จะเหมาะสมที่สุด นั้นมีปัจจัยต่างๆ ในการตัดสินใจ) ผสมดินที่ขุดขึ้นมาในอัตรา ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน ต่อดิน 2 ส่วน โกยดินกลบลงในหลุมตามเดิม แต่จะมีลักษณะเป็นโคกดินหรือหลังเต่า เพราะมีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้นมา ขุดหลุมให้พอดีกับถุงต้นพันธุ์พริกไทย โดยนำต้นพันธุ์ที่เตรียมไว้ลงปลูกให้ปลายยอดเอนเข้าหาค้างเสาปูน หันด้านที่มีรากหรือตีนตุ๊กแกเข้าหาค้าง กลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม และรดน้ำให้อย่างสม่ำเสมอในช่วงแรกของการปลูก

การตัดแต่งต้น ปล่อยให้ขึ้นเสา

เมื่อต้นพริกไทยเริ่มตั้งตัวได้ มีการแตกยอดอ่อนและอาจจะมียอดอ่อนจำนวนมาก ก็ต้องตัดแต่งออกบ้าง ให้เหลือยอดที่สมบูรณ์ไว้เพียง ต้นละ 2-3 ยอด ก็เพียงพอ เพื่อให้ยอดเกาะขึ้นเสาได้เร็ว ไม่สูญเสียอาหารในการเลี้ยงยอดจำนวนมาก จัดยอดให้อยู่รอบค้าง ใช้เชือกฟางผูกยอดให้แนบติดค้าง ผูกทุกข้อเว้นข้อ ถ้ามียอดแตกใหม่เกินความต้องการให้ตัดทิ้ง

เมื่อต้นพริกไทยเจริญงอกงามดีแล้ว ควรตัดไหลที่งอกออกตามโคนทิ้ง ตัดกิ่งแขนงที่อยู่เหนือผิวดิน 8-10 เซนติเมตร ออกให้หมด เพื่อให้โคนต้นโปร่ง แดดส่องถึง ในระยะที่พริกไทยยังไม่เจริญเติบโตถึงยอดค้าง ต้องเด็ดช่อดอกออกให้หมด ถ้าทิ้งไว้จะทำให้พริกไทยเติบโตช้า และควรมีการตัดกิ่งส่วนบน เพื่อความสะดวกในการทำงาน ซึ่งจะทำปีละครั้งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว

กรณีที่ต้องการเลี้ยงเถาเพื่อใช้ทำพันธุ์ขยายพื้นที่ปลูกในปีต่อไป หรือเพื่อจำหน่าย ขายเอาคืนทุนเป็นรายได้ระหว่างรอเวลา เมื่อพริกไทยอายุ 1 ปี ตัดเถาให้เหลือ 50 เซนติเมตร จากระดับผิวดิน เมื่อพริกไทยแตกยอด จัดยอดขึ้นค้างเช่นเดียวกับปีแรก จนกว่าพริกไทยจะสูงเลยค้างไป ประมาณ 30 เซนติเมตร ให้ผูกไว้บนยอดค้าง

การใส่ปุ๋ย

แนะนำให้ใส่โดโลไมท์ หรือปูนขาว ปีละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 300-500 กรัม ต่อค้าง ก่อนใส่ปุ๋ยเคมี 15-30 วัน เพื่อปรับสภาพดินและฆ่าเชื้อ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมัก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง อัตรา 2-5 กิโลกรัม ต่อค้าง หรือแบ่งใส่ปีละ 2-3 ครั้ง ใส่มากหรือน้อย บ่อยครั้งแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับสภาพดินและความสมบูรณ์ของแปลงปลูกของเกษตรกรเอง การใส่ปุ๋ยเคมี คุณประเสริฐก็เน้นใส่ปุ๋ยพื้นฐาน อย่างสูตรเสมอ สูตร 15-15-15 อัตรา 300-500 กรัม (3-5 กำมือ) ต่อค้าง อาจจะสลับหรือผสมด้วยปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 บ้างถ้าเห็นว่าต้นพริกไทยไม่ค่อยจะแตกยอด

ส่วนใส่ปุ๋ยคอก ก็จะหว่านรอบเป็นวงกลมห่างจากต้นพริกไทยมาสัก 1 คืบมือ และช่วงหน้าแล้งแนะนำใช้ฟางมาคลุมดินเพื่อให้ดินมีความชื้นสะสมที่นานขึ้น อีกทั้งยังช่วยป้องกันวัชพืชไม่ให้ขึ้นมาแย่งอาหารพริกไทยด้วย จนกระทั่งพริกไทยมีอายุ 8-13 เดือน (ขึ้นอยู่กับปัจจัย เช่น การดูแลสภาพสวน) จึงเริ่มแตกตาดอกและให้ผลผลิต แต่จะให้ผลผลิตน้อย เพียงหลักละ 1-3 กิโลกรัม ต่อปี เท่านั้น

ในปีแรกเราจะยังไม่เน้นให้พริกไทยติดฝัก เพราะทันทีที่พริกไทยแตกตาดอก ติดฝักนั้น พริกไทยจะชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้น ในปีแรกควรบำรุงต้น ดูแลทรงพุ่มให้มีขนาดใหญ่ ควรเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝน โดยให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ ที่มีสูตรตัวหน้า (N) สูง เช่น สูตร 20-7-7 หรือ 18-6-6 หรือ 30-20-10 ก่อน เพื่อเป็นการเพิ่มไนโตรเจนสร้างยอดและใบใหม่ และอีก 7 วันต่อมาก็ค่อยให้ปุ๋ยทางดินสูตรเสมอ เป็นการบำรุงต้นต่อไป เมื่อต้นพริกไทยอายุครบ 2 ปี จะเริ่มเหมาะสมปล่อยให้มีการติดผลเก็บผลผลิต

ลำไยนอกฤดู ของ พิสุทธิ์ ต๊ะปิง ที่เนินมะปราง พิษณุโลก (ตอนจบ)

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ลำไยนอกฤดู ของ พิสุทธิ์ ต๊ะปิง ที่เนินมะปราง พิษณุโลก (ตอนจบ)

คุณพิสุทธิ์ ต๊ะปิง บ้านเลขที่ 42/2 หมู่ที่ 9 บ้านรักไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทรศัพท์ (081) 037-2734 อธิบายว่า หลังจากแตกใบอ่อนได้ราวๆ 10 วัน คือเมื่อใบลำไยเริ่มคลี่แผ่ออก ก็จะต้องเริ่มฉีดสะสมอาหารด้วยปุ๋ยและฮอร์โมนทางใบ ปุ๋ยที่ใช้ก็จะใช้ปุ๋ยเกล็ด สูตร 0-52-34 อัตรา 5 กิโลกรัม ผสมกับน้ำตาลทางด่วน 1 ลิตร ผสมกับแม็กนีเซียมเดี่ยว (Mg) อัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 1,000 ลิตร (บวกสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามสถานการณ์ไปได้พร้อมกันเลย) การฉีดสะสมอาหารจะฉีดพ่นด้วยสูตรนี้ทั้ง 3 ครั้ง ห่างกันทุกๆ 10 วัน

การสะสมอาหารให้ลำไย

เมื่ออายุใบลำไยได้ 45 วัน ใบลำไยจะอยู่ในระยะเพสลาด เราจะต้องราดสาร “โพแทสเซียมคลอเรต” การราดสารจะใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต จำนวน 50 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ซึ่งจะไม่ได้ใช้วิธีคำนวณว่าลำไยต้นนี้ทรงพุ่มกี่เมตร จะต้องใช้สารกี่กรัม เนื่องจากจำนวนต้นลำไยมีมาก จะทำให้การทำงานช้า ยุ่งยาก และอาจเกิดความผิดพลาดได้หากแรงงานไม่มีประสบการณ์ จึงใช้สารอัตราเดียว แต่การราดสารจะใช้วิธีการฉีดลงดินด้วยเครื่องฉีดพ่นยา

วิธีการ จะฉีดพ่นในบริเวณรอบทรงพุ่มลำไย (ชายทรงพุ่ม) เดินฉีดเป็นวงกลม ให้วงกลมมีหน้ากว้างสัก 1 เมตร เพราะบริเวณชายพุ่มจะเป็นบริเวณที่มีรากฝอยเป็นจำนวนมาก ทำให้ตอบสนองสารโพแทสเซียมคลอเรตได้เป็นอย่างดี ส่วนปริมาณสารที่ต้นลำไยแต่ละต้นจะได้รับนั้น ขนาดของรัศมีทรงพุ่มจะเป็นตัวกำหนดเองโดยอัตโนมัติ วิธีการราดสารแบบน้ำจึงทำให้เกษตรกรทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น แต่ข้อดีของการราดสารแบบนี้ คือจะทำให้ต้นลำไยไม่โทรม เนื่องจากสารโพแทสเซียมคลอเรตทำลายรากลำไย

ยกตัวอย่าง การทำลำไยแบบทางภาคเหนือที่จะทำ กวาดเศษใบไม้ในทรงพุ่มให้สะอาด แล้วราดสารโพแทสเซียมคลอเรตภายในทรงพุ่ม คือหลักการง่ายๆ

ที่ทำให้เห็นภาพคือ สารโพแทสเซียมคลอเรตมันจะไปทำลายรากลำไย พอรากโดนทำลายต้นลำไยรู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะตายก็ต้องออกดอก แต่ปัญหายังมีอีก พอเราแก้ปัญหามีวิธีทำให้ต้นลำไยออกดอกมาได้ พอช่อลำไยติดผลอ่อนมาได้ แต่พอเราจะให้ปุ๋ยกับต้นลำไยเพื่อให้ผลเกิดการพัฒนาต่อ พอเราให้ปุ๋ยปรากฏว่าต้นลำไยไม่กินปุ๋ย เพราะระบบรากถูกทำลาย วิธีที่เราใช้ในปัจจุบันลดการถูกทำลายของรากลำไยได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม หลักการสำคัญที่สุดของการทำลำไยนอกฤดูคือ ต้นลำไยต้องสมบูรณ์ มีความพร้อม เมื่อราดสารยังไงก็ออกดอกโดยง่าย ตอบสนองต่อสารได้ดีมาก

การให้น้ำ การดูแลโรคและแมลง

การให้น้ำ ควรรักษาความชื้นโดยให้น้ำทุก 3-5 วัน เพื่อให้รากดูดสารเข้าสู่ต้นให้มากที่สุด ประมาณ 3-6 สัปดาห์ หลังใช้สาร ลำไยจะเริ่มแทงช่อดอก

ช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารคลอเรต ได้แก่ ฝนตกชุก และระยะที่ต้นลำไยแตกใบอ่อน

หลังราดสารโพแทสเซียมคลอเรตเสร็จ ราว 5 วัน (ใบยังอยู่ในระยะเพสลาด ใบยังไม่แก่) ก็จะต้องฉีดพ่นปุ๋ยและฮอร์โมนทางใบ เพื่อกดใบไม่ให้ลำไยแตกใบอ่อน ใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต จำนวน 1 กิโลกรัม ผสมกับสารแพคโคลบิวทราโซล 10% จำนวน 1.5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดทางใบ เพื่อกดใบไม่ให้ลำไยมันแตกใบอ่อน สัก 3 ครั้ง ห่างกัน 5 วันครั้ง แต่ฉีดกดใบ ครั้งที่ 2 และ 3 ไม่ต้องใส่สารแพคโคลบิวทราโซล (จะใส่แค่ครั้งแรกเท่านั้น ถ้าใส่หลายครั้งจะทำให้ช่อดอกลำไยสั้น ช่อดอกไม่ยาว)

จากนั้น 21-30 วัน หลังที่เราราดสาร จะเป็นช่วงที่เหมาะแก่การ “ดึงดอก” ช่วย คือถ้าปล่อยให้แทงช่อดอกออกเอง ดอกมักจะออกมาไม่ค่อยพร้อมกัน ออกช่อดอกไม่สม่ำเสมอทั่วต้น เราจะต้องฉีดเพื่อดึงดอกช่วย เราจะใช้ปุ๋ยทางใบโพแทสเซียมไนเตรต (13-0-46 ) ฉีดพ่นเพื่อเปิดตาดอก อัตราที่ใช้ ถ้าเป็นหน้าฝน จะใช้โพแทสเซียมไนเตรต จำนวน 3 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แต่ถ้าเป็นหน้าแล้ง จะต้องใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรต จำนวน 5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร เพราะหน้าแล้งลำไยมันไม่ค่อยแตกยอด ต้องใช้ปุ๋ยในความเข็มข้นที่สูงขึ้น หลังจากนั้น ไม่นานลำไยจะแทงช่อดอกออกมาอย่างสม่ำเสมอ ก็จะบำรุงช่อด้วยปุ๋ยและฮอร์โมนต่างๆ เช่น ปุ๋ยทางใบ สูตร 10-52-17 ผสมแคลเซียมโบรอน และสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามสถานการณ์ ฉีดพ่นไปเรื่อยๆ ตามรอบของการดูแลรักษา แต่ถ้ามีฝนตก ก็จะออกฉีดหลังจากฝนหยุดตกทันทีในช่วงช่อดอก ดูแลน้ำให้สม่ำเสมอ ไม่ต้องมาก ดูแลโรคและแมลง เช่น ฉีดพ่นสารเคมีคลอไพรีฟอส 50%+ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หลังจากแทงช่อดอก (ดอกยังไม่บาน)

สูตรเด็ดใบอ่อน แก้ปัญหาใบแซมดอก

กรณีที่ฝนชุกหรือแทงช่อออกมาแซมใบ การแก้ปัญหาต้องเร็ว ก็จะมี สูตร “เด็ดใบอ่อน” คือเห็นว่ามีใบแซมดอกออกมาแน่ๆ ในช่วงที่ช่อดอกยาวสัก 1 นิ้ว ก็ต้องฉีดพ่นให้ใบอ่อนที่แซมออกมาร่วง สูตรนี้จะใช้โพแทสเซียมคลอเรต จำนวน 1.5 กิโลกรัม ผสมกับฮอร์โมนโบรอน (B) 15% ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ให้ฉีดช่วงเช้าหรือเย็น การฉีดต้องฉีดเพียงผ่านๆ อย่าฉีดแบบแช่หรือฉีดจนช่อเปียก แค่เป็นละอองผ่านเท่านั้น สูตรนี้ทำให้ใบอ่อนขนาดเล็กที่แซมออกมาร่วงเหลือแต่ดอกเท่านั้น แต่สูตรนี้ถ้าฉีดช้า ถ้าใบอ่อนบานแล้วก็ฉีดเด็ดใบไม่ร่วง แต่ใบก็จะหยุดชะงักไป ต้องสังเกตให้ดี พอช่อดอกเริ่มโรยก็จะฉีดล้างช่อดอก ก็จะเน้นใช้สารป้องกันกำจัดแมลงกลุ่มเมโทมิลผสมกับสารป้องกันกำจัดเชื้อราพวกโปรคลอราซ ช่วยล้างช่อดอกตอนที่ดอกกำลังโรย ช่วงนี้มักจะมีเชื้อราขึ้นพวกดอกที่มันโรยและบวกกับฮอร์โมนพวกจิบเบอเรลลิน และจะใช้ไปเรื่อยๆ เพื่อให้ขึ้นเม็ดไว ขั้วผลเหนียว ไม่สลัดผล ยืดย่อให้ยาวขึ้น ไม่ให้ช่อแน่นจนเกินไป สร้างเนื้อ ขยายผล ฮอร์โมนจิบเบอเรลลินจึงจะต้องใส่ไปเรื่อยๆ พร้อมกับการฉีดพ่นปุ๋ย ฮอร์โมน และสารป้องกันกำจัดโรคและแมลง

พอเริ่มติดผลอ่อนก็จะให้ปุ๋ยอินทรีย์ ประมาณ 4-5 กิโลกรัม ต่อต้น ปุ๋ยเคมีใส่ทางดิน ก็จะใช้สูตรที่มีตัวหน้าสูง (N) เช่น สูตร 25-7-7 จำนวน 1 กิโลกรัม ต่อต้น เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อสร้างเมล็ดสร้างเปลือก แต่จะเปลี่ยนสูตรปุ๋ยทางดินตอนเมล็ดผลลำไยเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ก็จะใช้เป็นสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 ใส่ให้ ต้นละ 1 กิโลกรัม ใส่ 1 ครั้ง พอเมล็ดลำไยเปลี่ยนเป็นสีดำเป็นช่วงของการสร้างเนื้อ สร้างความหวาน ก็จะต้องเปลี่ยนสูตรปุ๋ยทางดิน ที่มีตัวท้าย (K) สูง เช่น สูตร 15-5-20 ต้นละ 1 กิโลกรัม (หรือ สูตร 13-13-21, 8-24-24) ใส่ให้สัก 2 ครั้ง ก็จะเก็บเกี่ยว ช่วงเวลานี้ต้องให้น้ำสม่ำเสมอ ดูแลโรคและแมลง เช่น เพลี้ยหอยหลังเต่า มวลลำไย ผีเสื้อมวนหวาน โรคผลลาย ผลแตก ผลร่วง ให้ฉีดพ่นสารเคมี เช่น คลอไพรีฟอส 50%+ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารเคมีป้องกันเชื้อรา เช่น สารทีบูโคนาโซล 25% EW

เทคนิคทำลำไยเบอร์ใหญ่

การแต่งหรือการซอยผลลำไย จะทำกัน 2 ครั้ง ครั้งแรกจะแต่งช่อลำไยตอนผลมีขนาดเท่าผลมะเขือพวง โดยมักจะตัดปลายช่อลำไยออก 1 ส่วน 3 ของความยาวช่อดอกลำไย หรือถ้าติดผลดกเกิน ก็อาจจะต้องตัดออกครึ่งช่อ ซึ่งเกษตรกรที่ตัดแต่งหรือแรงงานต้องมีความเข้าใจ โดยการตัดแต่งผลออกจะให้เหลือผลในช่อราว 60-70 ผล ซึ่งกำลังพอเหมาะ (ในกรณีที่ต้นลำไยติดผลดกมากกว่า 80 ผล ต่อช่อ จะเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้อาหารไม่พอเพียงที่จะส่งไปเลี้ยงผล ทำให้ผลผลิตด้อยคุณภาพ) แล้วอีกสัก 20 วัน ก็จะกลับมาแต่งผล ครั้งที่ 2 เพื่อเป็นการเก็บตกจากรอบแรก เราต้องมาเก็บรายละเอียดอีกครั้ง การตัดแต่งช่อผลลำไย ทำให้ผลลำไยมีขนาดผลใหญ่ มีขนาดผลที่สม่ำเสมอกันทั้งช่อ ลำไยจะได้เบอร์ใหญ่ อุปกรณ์ที่ใช้ก็จะมีกรรไกรตัดแต่งกิ่ง ใช้แต่งกิ่งที่ต่ำ มือเอื้อมตัดถึง ส่วนที่สูงก็จะใช้กรรไกรยาวในการตัดปลายช่อดอก การจะตัดช่อผลออกมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น ถ้าต้นสมบูรณ์สามารถไว้ผลต่อช่อได้มาก แต่ถ้าต้นไม่สมบูรณ์ควรไว้ผลต่อช่อน้อย การตัดช่อผลช่วยทำให้ผลลำไยมีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น สามารถจำหน่ายในราคาสูง ทำให้มีรายได้ต่อต้นมากกว่าต้นที่ติดผลดก

การป้องกันกำจัดโรคและแมลงในช่วงติดผล เกษตรกรควรหมั่นสำรวจการระบาดของแมลงในสวนลำไย แมลงที่สำคัญพบในช่วงออกดอก ได้แก่ เพลี้ยไฟ และ ไร 4 ขา ถ้าระบาดอย่างรุนแรงควรพ่นสารฆ่าแมลงไดเมโธเอท ในระยะที่ดอกยังไม่บาน แต่ไม่ควรพ่นสารฆ่าแมลงในช่วงดอกบาน เนื่องจากอาจจะเป็นอันตรายต่อแมลงที่ช่วยผสมเกสร ช่วงติดผลให้ระมัดระวังแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง ควรดูแลตั้งแต่ผลยังเล็กอยู่ โดยการฉีดพ่นด้วยน้ำมันปิโตรเลียมหรือไวท์ออยล์

ระยะเลี้ยงผลจนถึงเก็บเกี่ยว ต้นลำไยต้องห้ามขาดน้ำ “น้ำ” เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับลำไยนอกฤดูกาล ลำไยต้องได้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งไม่เหมือนผลไม้บางชนิดที่อาจจะงดน้ำก่อนการเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มความหวาน แต่ลำไยห้ามขาดน้ำ ถ้าลำไยขาดน้ำเปลือกจะนิ่ม ผลจะแตกง่าย และน้ำจะช่วยให้ผลลำไยมีน้ำหนักดี ส่งผลต่อน้ำหนักผลผลิตต่อไร่ อีกอย่างลำไยผิวมันจะแห้งไว อย่างลำไยที่ได้น้ำดีผิวที่ยังไม่แห้งมีความชุ่มชื้นเวลาส่งเข้าโรงงานอบแห้งผลลำไยจะอบได้ผิวสวย

ส่วนความหวาน ไม่ต้องห่วง เพราะปุ๋ยจะเป็นตัวช่วยในเรื่องของความหวานมากกว่า

เตรียมเก็บเกี่ยว วางแผนการตลาด

ระยะเวลาตั้งแต่ราดสารจนเก็บเกี่ยวผลผลิต ก็ประมาณ 7 เดือน ดังนั้น เกษตรกรสามารถวางแผนการตลาดเอาไว้ได้ว่าต้องการขายผลผลิตลำไยช่วงเวลาใด เพราะลำไยมันสั่งได้ กำหนดได้ (แต่ถ้าย้อนไปถึงวันตัดแต่งกิ่ง ก็ต้องบวกเวลาเพิ่มไปอีก 2 เดือน)

การเก็บเกี่ยว ก่อนเตรียมผลบรรจุตะกร้า เพื่อการส่งออกควรคัดแยกช่อผลที่เสียหายจากการเก็บเกี่ยว หรือมีตำหนิจากโรคและแมลงหรือผลเล็กเกินไปออกก่อน จากนั้นตัดแต่งช่อผลให้ก้านช่อยาวไม่เกิน 15 เซนติเมตร การคัดเกรดโดยแยกผลที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่กว่าขนาดผลเฉลี่ยในช่อนำผลแต่ละเกรดมาจัดเรียงในตะกร้าพลาสติกสีขาว การบรรจุต้องอาศัยแรงงานที่มีความชำนาญ จึงจะจัดเรียงตะกร้าได้สวยและมีขนาดผลในตะกร้าสม่ำเสมอ การบรรจุตะกร้าจะบรรจุประมาณ 11.5 กิโลกรัม ซึ่งจะส่งผลต่อราคาที่จำหน่าย ซึ่งพ่อค้าหรือผู้ประกอบการจะใช้เกณฑ์ตัดสินราคา คือขนาดของผล สีผิว และการจัดเรียงตะกร้า ดังนั้น เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญในเรื่องของการคัดเกรดและการจัดเรียงตะกร้าด้วย หลังจากนั้น จึงจะลำเลียงผลผลิตไปยังจุดรับซื้อ

หลังการเก็บเกี่ยว ก็จะเป็นการพักฟื้นต้นลำไย บางสวนก็แต่งกิ่งช่วย บางสวนก็ไม่แต่งกิ่ง แต่จะเลี้ยงบำรุงต้นให้คืนความสมบูรณ์ เราก็ฉีดพ่นเพียงรักษาใบลำไยที่จะแตกออกมาอีก 2-3 ชุด ไม่ให้แมลงทำลายกัดกินใบเท่านั้น แล้วสัก 2 เดือน ล่วงหน้าก่อนการราดสาร เราจะตัดแต่งกิ่งโดยตัดแต่งกิ่งออกราว 40% ของต้น ให้ต้นมีความโปร่งภายในทรงพุ่ม แสงแดด และอากาศผ่านได้

การขายผลผลิตของลำไย ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยในแต่ละปี เฉลี่ยผลผลิตลำไยต่อไร่ จะประมาณ 2-5 ตัน ตอนนี้ผลผลิตของสวนป้อนเข้าสู่ตลาดทางภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ที่เขาจะลงมาซื้อถึงที่สวน ซึ่งการขายลำไยก็จะมีอยู่ 2 แบบ คือ ขายแบบเหมาสวน พ่อค้าก็ต้องเข้ามาดูสวน คาดคะเนผลผลิตให้แม่นยำ เพื่อเหมาไปแล้วไม่ขาดทุน เนื่องจากคาดคะเนผลผลิตลำไยที่จะเหมาผิด และการขายแบบเป็นกิโลกรัม สมมุติว่าตกลงกัน กิโลกรัมละ 20 บาท เก็บออกจากสวนกี่กิโลกรัม ก็ต้องคูณด้วยราคา 20 บาท ก็แล้วแต่เจ้าของสวนว่าพอใจขายแบบไหน คุณพิสุทธิ์ กล่าวว่า ราคาซื้อขายลำไยออกจากสวนที่ผ่านมา ก็จะอยู่ที่ กิโลกรัมละ 20-30 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ผลผลิตออกสู่ตลาดด้วยในแต่ละปี ถ้าราคาซื้อขายเกิน 20 บาท ต่อกิโลกรัม เกษตรกรก็พออยู่ได้ ถ้าราคาถึง 30 บาท ต่อกิโลกรัม ก็ถือว่าดีมากในปีนั้นๆ สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกลำไย

สนใจกิ่งพันธุ์ลำไยจัมโบ้ ติดต่อที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

“ไผ่บงหวาน” ที่ อุตรดิตถ์

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ไผ่บงหวาน” ที่ อุตรดิตถ์

การปลูกไผ่เพื่อขายหน่อ จัดเป็นรูปแบบเกษตรกรรมอินทรีย์และปลอดสารพิษ เนื่องจากไม่ได้มีการใช้สารเคมีเลย นอกจากนั้น การปลูกไผ่ยังช่วยลดโลกร้อนได้ดีกว่าต้นไม้หลายชนิด

อย่างกรณีของ คุณภัทรา จันทร์ศรี เจ้าของ “บ้านสวนไผ่หวาน” เลขที่ 77/4 หมู่ที่ 13 ตำบลด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (081) 366-4142 ที่ปลูกไผ่บงหวานมานานเกือบ 14 ปี ปลูกไผ่บงหวาน 10 กว่าไร่ไว้ที่จังหวัดแพร่

ต่อมาได้ต่อยอดมาเปิดร้านอาหาร นำหน่อไผ่บงหวานมาประกอบเป็นอาหารในร้านทั้งหมด ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างมาก

คุณภัทรา เล่าย้อนกลับไปว่า ตนเองทำงานบนเส้นทางของข้าราชการครูมานานถึง 14 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2549 ก็ได้รับการแนะนำจากน้องสาวให้ลองปลูกไผ่บงหวาน ก็ได้ศึกษาเรื่องไผ่บงหวานและก็ได้ตัดสินใจไปซื้อพันธุ์ไผ่บงหวานที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 500 กล้า เป็นเงิน 25,000 บาท และก็ได้นำมาปลูกและขยายมาเรื่อยๆ

ในช่วงที่ปลูกไผ่บงหวานช่วงแรกๆ นั้น เนื่องจากต้นไผ่ยังเล็กมาก จึงมีพื้นที่เหลือว่างระหว่างแปลงอยู่ ได้ปลูกผักแซมตามแปลงไผ่ ซึ่งได้แก่ ผักบุ้ง พริก มะเขือ เพื่อให้มีรายได้ในช่วงแรกๆ

หลังจากปลูกมาประมาณ 10 เดือน เริ่มเก็บหน่อไม้ขายได้บ้างแล้ว ในตอนแรกได้นำไปวางขายในตลาด แต่ประสบปัญหาคือ คนซื้อไม่เชื่อว่าหน่อไม้จะรับประทานดิบได้จริงๆ และไม่เชื่อว่าจะหวานจริงๆ

“เพราะในตอนนั้นไม่ว่าหน่อไม้อะไร คนขายก็มักจะโฆษณาว่าเป็นหน่อไม้หวานเสมอ ทำให้คนซื้อไม่แน่ใจ เราจึงได้แจกให้ชิม เพื่อจะทำตลาด และก็ได้นำเอาหน่อไม้หวานไปประชาสัมพันธ์ในงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเกษตรธรรมชาติที่จังหวัดสระบุรี นิทรรศการงานต่างๆ ที่หน่วยงานราชการต่างๆ จัดขึ้น เพื่อเปิดตัวหน่อไม้หวานสายพันธุ์ใหม่ คือ ไผ่บงหวาน ที่หวาน หอม กรอบ อร่อย และรับประทานสดๆ ได้” คุณภัทรา กล่าว

ปี 2550 ปีแรกที่จำหน่ายหน่อไม้ จากต้นไผ่ 1,700 กอ จากสมุดบันทึกที่จดไว้พบว่า สามารถสร้างรายได้ถึง 60,000 กว่าบาท ทำให้มีแรงบันดาลใจที่จะทำให้ไผ่บงหวานเป็นพืชตัวหลักของสวน และมีความคิดที่จะขยายจนเต็มพื้นที่ 9 ไร่ เพราะคิดว่าพืชตัวนี้ได้ผลตอบแทนเร็ว ลงทุนน้อย และใช้สารชีวภาพ อีกทั้งโรคและศัตรูพืชไม่มี ยิ่งกว่านั้นก็ได้กระแสตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดีมาเรื่อยๆ

จากคำบอกเล่าของคุณภัทรา ได้ชี้ให้เห็นว่า รายได้ที่มาจากไผ่บงหวานที่ปลูกไว้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่าง ในปี 2551 มีรายได้ถึง 250,000 บาท จึงทำให้ตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกไผ่เพิ่มจนเต็มทั้ง 14 ไร่ มาถึงปัจจุบัน

“อย่าง ปี 2557 ทิศทางตลาดของหน่อไม้บงหวานมีกระแสตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ ราคาขายหน้าสวนของแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันไป ตั้งแต่กิโลกรัมละ 50-200 บาท มีร้านอาหารหลายร้านติดต่อเข้ามาขอซื้อ เพื่อนำไปเป็นเมนูอาหารประจำร้าน ไม่ว่าจะเป็น ส้มตำหน่อไม้ ยำหน่อไม้หวาน ผัดหน่อไม้หวานน้ำมันหอย ห่อหมกหน่อไม้ และอีกหลากหลายเมนู

จากที่ตลาดได้ให้ความสนใจและมีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ครอบครัวจันทร์ศรีได้มีการต่อยอดทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ด้วยการเปิดร้าน “บ้านสวนไผ่หวาน” ขึ้น ที่อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เน้นการใช้จุดเด่นของไผ่บงหวาน คือความอร่อย มาเป็นสารพัดเมนูประจำร้าน

นับเป็นการต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้ไผ่บงหวานอีกทางหนึ่ง ซึ่งได้การตอบรับเป็นอย่างดี และสวนไผ่บงหวานได้ย้ายมาปลูกใหม่ในส่วนของหลังร้าน ราวๆ 2 ไร่ เพื่อนำผลผลิตมาใช้ที่ร้านและแบ่งขายเป็นหน่อไม้สด ซึ่งจำหน่ายได้สูงถึงกิโลกรัมละ 80-100 บาท

พันธุ์ที่ปลูก “ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง”

คุณภัทรา เล่าประสบการณ์ว่า ผลิตหน่อไม้ไผ่บงหวานออกจำหน่าย ผลปรากฏว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ด้วยลักษณะเด่นอยู่ที่หน่อไผ่มีรสชาติหวาน ไม่ขม สามารถรับประทานเป็นหน่อไม้ดิบเหมือนผักสด และไม่ขมติดลิ้นเหมือนหน่อไม้ไผ่พันธุ์อื่นๆ นำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู อาทิ ต้มจิ้มน้ำพริก ผัดน้ำมันหอย ชุบแป้งทอด และต้มจืดกระดูกหมู เป็นต้น คุณภัทรายังได้บอกถึงเทคนิคในการบริโภคไผ่บงหวานให้ได้รสชาติอร่อย จะต้องต้มน้ำให้เดือดแล้วค่อยใส่ไผ่บงหวานลงไปในน้ำเดือด เฉลี่ย 5-7 นาที เท่านั้น นำมารับประทานได้เลย ไม่ต้องต้มน้ำทิ้ง

สำหรับพันธุ์ไผ่บงที่ปลูก คือ พันธุ์เพชรน้ำผึ้ง ประวัติความเป็นมาของ ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เป็นการพัฒนาพันธุ์ไผ่บงหวานเมืองเลย นำเมล็ดมาเพาะเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ เป็นต้นที่คัดมาจากต้นที่เพาะเมล็ด เมื่อ ปี 2549 และขุดแยกเหง้าจากต้นแม่มาขยายพันธุ์ ทำให้มีอายุอยู่ได้มากกว่า 50 ปี แน่นอน และลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการ

ลักษณะเด่น คือสามารถทำหน่อนอกฤดูได้ หน่อดก หน่อใหญ่เต็มที่มีน้ำหนัก 300 กรัม ขึ้นไป สามารถขุดหน่อได้ตั้งแต่ 8 เดือน ขึ้นไป มีรสชาติหวาน หอม กรอบ อร่อย และที่สำคัญรับประทานสดๆ ได้ ทำให้สามารถนำไปประกอบเมนูอาหารได้อย่างหลากหลาย เช่น ส้มตำ ยำ สลัด ห่อหมก ผัด ชุบแป้งทอด ต้มจืด ไม่มีสารไซยาไนด์ ปลูกง่าย ดูแลจัดการง่าย ไม่มีโรคและแมลงรบกวน

ปัจจุบัน ได้คัดเลือกออกมาหลายเบอร์ ซึ่งมีลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไป เช่น ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เบอร์ 1, 2, 3, 9 เป็นต้น

สร้างงานในครอบครัว

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการปลูกไผ่บงหวานที่คุณภัทราได้ให้ข้อมูลคือ สามารถทำได้ในครอบครัว ไม่ต้องจ้างคนงานเยอะ ในครอบครัวมีลูกสาวอยู่ 2 คน ช่วงเวลาปิดเทอมฤดูร้อน ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-ต้นเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงในการทำหน่อไม้นอกฤดู และเป็นช่วงที่มีรายได้ดีมากๆ ในช่วงนี้รายได้ตกอยู่ที่เดือนละแสนกว่าบาท เมื่อหักต้นทุนแล้ว

“สามารถมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้อย่างมีความสุข อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมเสริมสัมพันธ์ของครอบครัว เพราะดิฉันและแฟนเป็นคนขุดหน่อไม้ แล้วนำมาให้ลูกสาวคนเล็กเป็นคนล้างและแพ็กใส่ถุง ส่วนลูกสาวคนโตเป็นคนตัดแต่งและแพ็กหน่อไม้ใส่ถุง ขายในตลาดหมู่บ้าน และที่ตลาดอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่”

“บางส่วนก็เริ่มมีลูกค้าโทร.สั่งตามโทรศัพท์ ครั้งละ 10-20 กิโลกรัม เพื่อนำไปเป็นของฝาก เพราะถือว่าเป็นของที่ไม่เหมือนใคร และเป็นของฝากที่น่าประทับใจ” คุณภัทรา กล่าว

1 ไร่ ปลูกได้ 200 กอ

ในการปลูกไผ่บงหวานนั้น แนะให้ปลูกระหว่างต้น 2 เมตร ระหว่างแถว 4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 200 ต้น ที่เว้นให้ระยะระหว่างแถวให้กว้าง เพื่อให้เกษตรกรเข้าไปทำงานได้สะดวก เช่น นำขี้เถ้าแกลบไปใส่ได้ง่าย

สำหรับการปลูกก็ไม่ยุ่งยาก ขุดหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่า หลังปลูกเสร็จรดน้ำให้ชุ่ม เคล็ดลับในการปลูกไผ่บงหวาน ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนแนะนำให้ปลูกเสมอกับดินเดิม แต่ถ้าปลูกในช่วงฤดูแล้งจะต้องปลูกให้ต่ำกว่าดินเดิม หรือทำเป็นแอ่งกระทะ

หลังจากปลูกไผ่บงหวานเสร็จ จะต้องหมั่นตัดหญ้า ที่สวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งจะมีการให้ปุ๋ยและให้น้ำเฉลี่ย เดือนละ 1 ครั้ง ปุ๋ยคอกจะใช้ได้ทั้งขี้วัวเก่าหรือขี้ไก่ หรือแม้แต่เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรใช้ได้หมด เช่น ซังข้าวโพด กากอ้อย เปลือกถั่วต่างๆ กากยาสูบ ขี้เถ้าแกลบ

สิ่งที่มีความจำเป็นจะต้องปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือนคือ จะต้องมีการสางลำไผ่ขนาดเล็กที่แตกมาจากตาหน่อเก่าหรือแตกมาจากตาบนลำไผ่เดิมออก โดยใช้มีดพร้าสับออกเลย เพื่อให้ข้างล่างโล่ง ให้ใบไผ่อยู่ส่วนบนเท่านั้น

เกษตรกรที่ปลูกไผ่บงหวานใหม่ๆ จะมีหน่อเกิดขึ้นข้างใน ประมาณ 5-6 หน่อ ให้ขุดหน่อข้างในไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ ส่วนหน่อที่ออกมานอกกอก็สามารถเก็บขายได้ พอเมื่อเข้าฝนก็ต้องปล่อยให้หน่อนอกกอโตให้มันขึ้นเป็นลำไผ่

ส่วนความต้องการของตลาดโดยทั่วไปแล้ว ตลาดมีความต้องการหน่อไม้ไผ่บงหวานที่มีขนาดน้ำหนักของหน่อ 6-8 หน่อ ต่อกิโลกรัม เนื่องจากเมื่อซื้อเป็นของฝากแล้วจะดูน่าซื้อ คือขนาดไม่เล็กเกินไป จริงแล้วหน่อไม้ไผ่บงหวานจะมีคุณภาพและรสชาติดีที่สุด เมื่อนำมาบริโภคสดๆ และเร็วที่สุด ถ้าปล่อยทิ้งไว้หลายวันความหวานจะลดลงเช่นเดียวกับข้าวโพดหวาน ดังนั้น การเก็บหน่อไม้จะมีการขุดขายกันแบบวันต่อวัน ถึงแม้จะเก็บไว้ในตู้เย็น ความหวานก็จะลดลง แต่จะเก็บไว้บริโภคนานวันควรจะต้มให้สุก แล้วนำมาแช่แข็งจะดีกว่า

ให้ออกตลอดทั้งปี

ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง

คุณภัทรา กล่าวต่อไปว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ปลูกไผ่บงหวานมักจะปลูกแบบฝากเทวดาเลี้ยง น้ำก็ไม่ให้ หญ้าก็ไม่กำจัด ไม่มีการสางกอ แต่ที่สวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งจะมีการจัดการสวนที่ดี และมีการปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือน อาทิ ภายในกอจะต้องโล่ง จะต้องขุดหน่อที่อยู่ภายในกอออกมาบริโภคหรือจำหน่าย ในการให้ปุ๋ยกับต้นไผ่บงหวาน จะให้ปุ๋ยเคมีเพียง 10% เท่านั้น ที่เหลือเป็นปุ๋ยคอกทั้งสิ้น ในแต่ละเดือนจะนำปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) อัตรา 10 กิโลกรัม นำมาผสมคลุกเคล้ากับปุ๋ยคอกเก่า อัตรา 90 กิโลกรัม แล้วใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพรดตามลงไป หมักทิ้งไว้ 1 คืน นำไปใส่ให้กับต้นไผ่บงหวาน ต้นละ 5-10 กิโลกรัม

สิ่งสำคัญในการผลิตไผ่บงหวานนอกฤดูก็คือ การจัดการเรื่องการให้น้ำ ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นมาก

“การให้น้ำจะใช้วิธีการแบบปล่อยน้ำเข้าร่องก็ได้ แต่ก่อนปลูกเกษตรกรจะต้องมีการปรับพื้นที่ปลูกเพื่อให้ไล่ระดับน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ถ้ามีการติดระบบการให้น้ำอย่างดีและมีประสิทธิภาพ จะมีการวางระบบน้ำแบบแถวเดี่ยวหรือแถวคู่ก็ได้ โดย 1 หัวน้ำ จะได้ 4 ต้น วางให้ห่าง ระยะ 3 เมตร ใช้สปริงเกลอร์หัวสูง” คุณภัทรา กล่าวทิ้งท้าย

ปลูกพริกไทย 360 หลัก ได้ปีละเกือบ 5 แสน ที่พิษณุโลก (ตอนจบ)

Published January 14, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูกพริกไทย 360 หลัก ได้ปีละเกือบ 5 แสน ที่พิษณุโลก (ตอนจบ)

คุณแดง บุญมี หรือ ลุงแดง เจ้าของไร่พริกไทยสดพันธุ์ซีลอน “ไร่ลุงแดง บ้านเผ่าไทย บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 8 บ้านเผ่าไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทร. (084) 906-0967 ได้ให้ข้อมูลต่อถึงพริกไทย จำนวน 360 หลัก ใน 1 ปี มีรายได้จากการขายผลผลิตเกือบ 5 แสนบาทว่า

“พริกไทย 1 หลัก เคยเก็บตัวเลขคร่าวๆ ให้ผลผลิตเฉลี่ยปีละ 15 กิโลกรัม”

ซึ่งถือว่าให้ผลผลิตที่ค่อนข้างดีมาก ประกอบกับราคาพริกไทยสดเฉลี่ยดีทั้งปี

ถ้าบางคนใช้เสาที่สูงกว่านี้ผลผลิตก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ที่เลือกใช้เสาความสูงเท่านี้ เพราะคิดว่าทำงานได้ง่าย เก็บเกี่ยวง่าย ไม่สูงจนเกินไปที่ต้องใช้บันไดปีนขึ้นไปเก็บเหมือนสวนพริกไทยทางแถบตะวันออก อย่างจังหวัดจันทบุรี

อีกอย่างลุงแดงกับคุณป้าก็อายุเยอะ ไม่เหมาะที่จะปีนขึ้นลงบันไดในการเก็บผลผลิต

รายได้จากพริกไทย เพียง 360 หลัก ที่ให้ผลผลิตเต็มที่ ตลอดทั้งปีเกือบ 5 แสนบาทนั้น ยังไม่รวมการทำต้นพันธุ์พริกไทยจำหน่าย ซึ่งต้นพันธุ์พริกไทยได้การตอบรับดีมาก มีการสั่งจองล่วงหน้า

โดยมีลูกชายเข้ามาช่วยดูแลจัดการเรื่องการจัดส่งต้นพันธุ์พริกไทยให้ ซึ่งสามารถจัดส่งไปทางไปรษณีย์ได้ทั่วประเทศหรือขนส่งเอกชน จำหน่ายต้นพันธุ์พร้อมปลูก คือตุ้มตอนชำลงถุงแล้ว ต้นละ 35บาท และแบบตุ้มตอน ตุ้มละ 25 บาท

พริกไทยซีลอน ไม่มีพันธุ์เตี้ยพุ่มแต่อย่างใด

ลุงแดงอธิบายว่า ที่เห็นต้นพริกไทยเป็นพุ่มเตี้ยติดผล คือ เอาส่วนที่เป็นกิ่งแขนง หรือกิ่งปรางมาปลูก มันก็จะเห็นแตกช่อออกผล แม้ต้นที่ยังอยู่ในถุงดำขนาดเล็ก แต่จะโตช้าและผลผลิตน้อยกว่าแบบที่เป็นกิ่งไหล เพราะถ้าใช้กิ่งไหลปลูก ต้นจะโตเร็ว เมื่อถึงอายุ พริกไทยก็จะแตกกิ่งแขนงหรือปรางออกมารอบต้น และได้ผลผลิตจำนวนมากกว่า

ในการทำเพื่อการค้า (ปลูกขึ้นค้าง) จึงไม่นิยมใช้แบบกิ่งปรางมาปลูก

ดังนั้น การเลือกส่วนที่นำมาขยายพันธุ์ของพริกไทยซีลอน มีอยู่ 2 ส่วน คือ กิ่งแขนง (กิ่งปราง) และ กิ่งไหล

1. กิ่งแขนง หรือชาวสวนพริกไทยเรียก “กิ่งปราง” ซึ่งเป็นกิ่งที่ให้ผลผลิตอยู่แล้วบนหลักพริกไทย เมื่อนำมาปักชำหรือตอนกิ่ง กิ่งแขนงหรือกิ่งปราง เมื่อนำไปปลูกจะมีพัฒนาการสร้างทรงพุ่มอยู่ทางด้านล่าง พุ่มต้นจะเตี้ยแล้วออกช่อติดผลเลยทันทีที่ตั้งตัว หรือแตกยอดใหม่หลังการปลูกลงดิน หรือปลูกในกระถาง ซึ่งกิ่งแขนงหรือกิ่งปรางจะให้ผลผลิตเร็วมาก หากท่านใดมีพื้นที่น้อย ต้องการนำไปใส่กระถางปลูกกินในบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก็เลือกต้นพันธุ์จากกิ่งแขนงไปปลูก

2. กิ่งไหล คือส่วนปลายยอดสุดของต้น ที่เรามักพบว่า มักจะเลื้อยห้อยลงมาเมื่ออยู่บนเสาปูน ซึ่งยอดกิ่งไหลนั้นจะมีฮอร์โมนจิบเบอเรลลินสะสมอยู่ในส่วนปลายยอดและที่ยอดอ่อนเป็นจำนวนมากพัฒนาการทางด้านการเจริญเติบโตและการพุ่งหาแสงจะมีค่อนข้างมาก ถ้านำมาปลูกเชิงการค้า คือปล่อยเลื้อยขึ้นเสาปูน ควรเลือกซื้อต้นพริกไทยที่ตอนหรือชำมาจากกิ่งไหลมาปลูก เพราะจะโตเร็ว เลื้อยเกาะขึ้นหลักเร็วกว่าต้นพริกไทยที่ได้จากกิ่งแขนง แต่จะให้ผลผลิตช้ากว่าต้นพันธุ์ที่ได้จากกิ่งแขนง ผลผลิตจะเริ่มเก็บได้ก็ประมาณ 8-14 เดือน หลังปลูก

แต่ถ้าท่านใดเอาส่วนของต้นพันธุ์ที่ได้จากกิ่งแขนงหรือกิ่งปราง เลี้ยงให้ขึ้นหลัก ก็จะนานกว่าส่วนที่เลี้ยงต้นพันธุ์จากไหลยอด เพราะการที่กิ่งแขนงให้ผลผลิตเร็วจะทำให้มีพัฒนาการทางด้านความสูงช้า

ดังนั้น ถ้าปลูกแบบการค้าเลื้อยขึ้นเสาปูน จึงใช้ในส่วนของไหลยอดมาขยายพันธุ์ เพราะเลื้อยขึ้นเสาค้างที่มีความสูงได้ดีนั้นเอง

ลุงแดงกล่าวถึงค่าใช้จ่ายในการปลูกพริกไทย ให้ท่านที่สนใจ หรือกำลังคิดจะลงทุน ว่าต้องใช้งบประมาณกันเท่าไหร่ ในเนื้อที่ 1 ไร่ ดังนี้

ใช้หลักเสาปูน 270 หลัก โดยประมาณ ใช้ระยะปลูก ระหว่างต้น 2 เมตรxระหว่างแถว 2.5 เมตร ราคาหลักเสาปูน (ขนาดหน้ากว้าง 4×4 นิ้ว สูง 2.50-3.50 เมตร) ราคา ประมาณหลักละ 220 บาท = 59,400 บาท กิ่งพันธุ์ ใช้ 4 ต้น ต่อหลัก 1,080 กิ่งตุ้มตอน ราคา กิ่งละ 25 บาท = 27,000 บาท (กรณีที่เป็นกิ่งตอนตุ้มแล้วเอาไปชำอนุบาลเอง 30-45 วัน จึงจะลงปลูกได้) แต่หากใช้ต้นพันธุ์พร้อมปลูกหรือต้นจากกิ่งตอนที่ชำมาแล้วพร้อมปลูก ราคาจะอยู่ที่ ต้นละ 35 บาท (เป็นเงิน 37,800 บาท) ค่าระบบน้ำ ประมาณ 20,000 บาท ค่าซาแรนพรางแสงแดด 60% ประมาณ 10,000 บาท จิปาถะ+ค่าแรงงาน 15,000 บาท

รวมค่าใช้จ่ายปลูกพริกไทย 1 ไร่ ประมาณ 130,000 บาท

แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะลดต้นทุนส่วนไหนได้บ้าง แต่ถ้าเริ่มจากศูนย์ ค่าใช้จ่ายก็จะอยู่ประมาณนี้หรือน้อยกว่า ขึ้นอยู่กับราคาสินค้าที่เราจะนำมาใช้ หรือวัสดุที่ใช้อาจจะประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุน

การป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช

วัชพืช ควรทำด้วยความระมัดระวัง เพราะพริกไทยมีระบบรากตื้นแผ่กระจายรอบทรงพุ่ม ควรกำจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ยทุกครั้ง เพื่อให้ต้นพริกไทยได้ปุ๋ยเต็มที่ ไม่โดนวัชพืชแย่งปุ๋ยไป วิธีการคือ ใช้จอบถากอย่างเบามือ ไม่ใช่ใช้จอบขุด เพราะจะโดนรากพริกไทยขาด

ส่วนหญ้าที่ขึ้นใกล้บริเวณเสาซึ่งจอบทำงานได้ยาก ก็จะใช้มือดึงหรือใช้มีดช่วยถาก

ส่วนโรค จะมีโรครากเน่าและโคนเน่าของพริกไทย ซึ่งเกิดจากเชื้อรา เป็นโรคสำคัญที่ทำความเสียหายมากที่สุด การระบาดของโรคเป็นไปอย่างรวดเร็ว และอาการโรคเถาจะเหี่ยว ใบร่วง โคนต้นเน่าดำ

การป้องกันกำจัด หรือลดความเสียหายจากโรคในแปลงปลูก

ดังนั้น ควรจัดการดินในพื้นที่แปลงปลูกให้มีการระบายน้ำได้ดี ไม่มีสภาพน้ำขัง ต้องทำทางระบายน้ำให้หากน้ำขังแฉะ ถ้าเป็นพื้นที่ลุ่ม ต้องเตรียมแปลงปลูกให้ดี มีการปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ โดยการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อให้ดินสามารถดูดซับธาตุอาหารได้ดี หากดินเป็นกรดควรปรับด้วยปูนขาวหรือปูนโดโลไมต์ มีการตัดแต่งกิ่งหรือแขนงตามบริเวณโคนต้นออกให้โปร่งบ้าง

ในกรณีปลูกระยะชิดหรือต้นที่มีอายุมากๆ ทรงพุ่มจะใหญ่ เป็นร่มมาก แดดส่องไม่ถึง การตัดแต่งจะช่วยลดความชื้นและให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกดีขึ้น แดดส่องถึงโคนต้นและไม่เป็นแหล่งสะสมโรค ไม่ควรเดินผ่านเข้าสวนขณะที่มีการระบาด และทำความสะอาดเครื่องมือก่อนเข้าสวน

ส่วนแมลงศัตรู จะพบ เช่น เพลี้ยแป้ง เป็นแมลงที่สำคัญดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบ เถา และช่อพริกไทย โดยเฉพาะขณะยังอ่อน ทำให้ผลผลิตลดลง ป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมีตามคำแนะนำ ซึ่งกำจัดได้ไม่ยากนัก

ส่วนปัญหาโรคที่เกี่ยวกับระบบรากของพริกไทย ที่มักเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝน โรคพริกไทยและการป้องกันกำจัด ลุงแดงให้ข้อมูลว่า

โรครากเน่าของพริกไทย สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Phytophthora palmivora ลักษณะอาการ ในระยะแรก เถาจะเหี่ยว ใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วง ใบจะร่วงหมดต้นภายใน 7-14 วัน หลังจากที่สังเกตเห็นอาการเหี่ยว อาการที่แสดงออกทางใบขึ้นอยู่กับรากที่ถูกทำลายในระยะต่อไป ปราง (กิ่งแขนง) ก็เริ่มหลุดลงมาเป็นข้อๆ ตั้งแต่ยอดถึงโคนต้น สังเกตเห็นว่าขั้วจะเหลืองและเปลี่ยนเป็นสีดำ และร่วงในที่สุดในระยะนี้ ถ้าคุ้ยดินโคนต้นออกดู จะเห็นต้นตรง ระดับผิวดินเริ่มเน่าดำ และแฉะมีกลิ่นเหม็นช่วงเวลาระบาด ฤดูฝน

การป้องกันกำจัด พื้นที่ปลูกควรมีทางระบายน้ำ เพื่อไม่ให้มีน้ำขังในฤดูฝน หลีกเลี่ยงการเดินผ่านเข้าสวน เพราะทั้งคนและสัตว์อาจเป็นพาหะทำให้โรคแพร่ระบาดได้เร็วขึ้น ทำความสะอาดรองเท้าและเครื่องมือทุกชนิดที่ใช้ในสวนพริกไทย ทั้งก่อนและหลังเข้าไปปฏิบัติงานในสวน นำเถาพริกไทยที่เป็นโรคไปเผาทำลาย และตากหลักหรือค้างให้แห้ง ทำรั้วชั่วคราว รอบบริเวณที่เป็นโรค ป้องกันการระบาดของเชื้อโรคโดยพาหะ ถ้ามีการระบาดรุนแรง พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดฟอสอีทิล อะลูมิเนียม (80% ดับเบิลยู พี) หรือ ฟอสฟอริก-แอซิค (40% แอล)

ข้อควรระวัง หยุดใช้สารก่อนการเก็บเกี่ยว 14 วัน การใช้คือ ละลายน้ำฉีดพ่นให้ทั่วต้นและราดบริเวณหลุมปลูก

โรครากขาว สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Fomes lignosus. ลักษณะอาการ ใบเหลืองและร่วงที่รากบางส่วนจะพบมีเส้นใยสีขาวปกคลุม ภายในรากจะเป็นสีเทา แต่จะไม่เป็นทุกราก ช่วงเวลาระบาด ฤดูฝน

การป้องกันกำจัด ถ้ารากถูกทำลายไม่มากนัก ให้ตัดส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลาย ถ้าต้นไหนเป็นมาก ควรขุดต้นและรากไปเผาไฟทำลายให้หมด ไม่ให้โรคนี้ระบาดต่อไป ถ้าระบาดรุนแรง ใช้สารป้องกันกำจัดตามคำแนะนำดังนี้ ควินโตซีน (24% อีซี) 45-90 มิลลิลิตร ผสมน้ำราดหรือฉีดพ่นบริเวณหลุมปลูกและรอยแผล

โรครากปม (Root knot) สาเหตุ เกิดจากไส้เดือนฝอยรากปมเข้าทำลาย ลักษณะอาการ ไส้เดือนฝอยจะเข้าทำลายที่รากฝอยของต้นพริกไทย เกิดเป็นปมเห็นได้ชัดเจน นอกจากนี้ ไส้เดือนฝอยยังเข้าทำลายผนังเซลล์ ทำให้เกิดเป็นแผล และแผลที่เกิดขึ้นเป็นช่องทางให้เชื้อโรคอื่นๆ เข้าร่วมทำลายรากพริกไทยได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะโรคโคนและรากเน่า ใบของต้นที่เป็นโรครากปมจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แต่ใบจะไม่ร่วง บางครั้งก็จะเหี่ยว เพราะระบบการทำลายของรากผิดปกติ ทำให้ต้นแคระแกร็น ผลิดอกออกผลน้อย ช่วงเวลาระบาด พบระบาดในหน้าฝนโดยแพร่ไปกับน้ำ

การป้องกันกำจัด ใช้สารป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอย คาร์โบฟูราน (3% จี) ฟีนามีฟอส (40% จี) คลุกดินก้นหลุมก่อนปลูกหรือรองก้นหลุมก่อนปลูก โรยรอบทรงพุ่ม ช่วงระยะต้นฝน และปลายฤดูฝนหรือโรยให้ทั่วพื้นที่ในรัศมีทรงพุ่ม แล้วรดน้ำ

โรคแอนแทรกโนส สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา ลักษณะอาการ เชื้อเข้าทำลายใบของพริกไทย ทำให้เกิดเป็นจุดบุ๋มลงไปเป็นสีดำ หรือสีน้ำตาลดำ ผิวเป็นเงามัน บริเวณโดยรอบของจุดจะเป็นสีเหลือง เมื่อแผลได้ขยายใหญ่จะมีรูปร่างและขนาดไม่แน่นอน แต่โดยทั่วไปแผลจะมีลักษณะค่อนข้างกลม ตรงกลางแผลจะแห้งเป็นสีน้ำตาลเข้ม หรือสีน้ำตาลปนเทา ที่พื้นแผลนั้นจะเกิดเป็นวงสีน้ำตาลดำซ้อนกันอย่างเห็นได้ชัด มีลักษณะคล้ายวงปีของเนื้อไม้ มีตุ่มนูนเล็กๆ ขนาดเท่าหัวเข็มหมุด สีดำ เกิดขึ้นเรียงซ้อนกันอยู่เป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ขนานไปกับขอบของแผลเป็นวงสีน้ำตาลดำ การเกิดโรคนี้บนใบอาจจะเกิดบนผืนใบ หรือจากปลายใบและขอบใบแล้วลุกลามเข้ามายังผืนใบ นอกจากนี้ โรคนี้ยังเกิดกับก้านใบ และลำต้น โดยลักษณะอาการจะเกิดเป็นจุดสีดำบุ๋มลงไป และแห้ง ผิวเป็นเงามัน และอาจขยายการทำลาย เกิดเป็นแผลใหญ่ ถ้าหากโรคมีความรุนแรงมาก ก็จะทำให้เกิดชะงักการเจริญเติบโต หรือแห้งตายไปได้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้ผลผลิตลดลง เพราะใบทำหน้าที่ปรุงอาหารถูกทำลายไป ช่วงเวลาระบาด ฤดูฝน โดยระบาดไปกับน้ำฝน และแมลง ตลอดจนติดไปกับยอดพันธุ์พริกไทย

การป้องกันกำจัด ตัดแต่งกิ่ง และเก็บส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลาย พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ตามคำแนะนำ การใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชของพริกไทยคือ เบนโนมิล (50% ดับเบิลยู พี) แมนโคเซป(80% ดับเบิลยู พี) คาร์เบนดาซิม (50% ดับเบิลยู วี เอฟ) ผสมน้ำฉีดพ่นให้ทั่ว

โรคราเห็ดพริกไทย สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา ลักษณะอาการ เส้นใยสีขาวเจริญอยู่บนผิวเปลือกของลำต้น กิ่ง และบริเวณใต้ใบ เมื่อมีอาการรุนแรง ทำให้ลำต้น กิ่ง และใบ แห้งร่วงและอาจทำให้พริกไทยตายได้ช่วงเวลาระบาด เชื้อระบาดได้โดยติดไปกับเศษซากพืช ลม และน้ำ เชื้อราจะเจริญได้ดีในแปลงพริกไทยที่สภาพใบ (ค้าง) ที่ทึบ อากาศถ่ายเทไม่สะดวก พื้นที่มีน้ำท่วมขัง ดังนั้น ในช่วงฤดูฝน เชื้อราจะแสดงอาการที่รุนแรง

การป้องกันกำจัด แปลงปลูกพริกไทย ควรมีการระบายน้ำที่ดี ไม่ควรมีน้ำท่วมขัง ตัดแต่งค้างพริกไทยให้โปร่ง เพื่อให้มีการระบายอากาศที่ดี โดยเฉพาะตัดส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลาย พ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ (85% ดับเบิลยู พี) 30-80 กรัม ผสมน้ำฉีดพ่นให้ทั่วทุก 7-10 วัน เมื่อโรคระบาด

ปลูกพริกไทย 360หลัก ได้ปีละเกือบ 5แสนที่พิษณุโลก (ตอนที่ 1)

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูกพริกไทย 360หลัก ได้ปีละเกือบ 5แสนที่พิษณุโลก (ตอนที่ 1)

คุณแดง บุญมี หรือ ลุงแดง เจ้าของไร่พริกไทยสดพันธุ์ซีลอน “ไร่ลุงแดง บ้านเผ่าไทย” บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่8 บ้านเผ่าไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทร.(084)906-0967 เกษตรกรที่ผันตัวเองจากเดิมที่เคยทำไร่ข้าวโพด ทำนา มาปลูกพริกไทย เพื่อจำหน่ายเป็นพริกไทยสด สร้างรายได้นับแสนบาทต่อปี

ลุงแดงย้อนกลับไปว่าเดิมก็เหมือนเพื่อนเกษตรกรทั่วไปในแถบนี้ที่จะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และทำนาข้าว ได้บ้างไม่ได้บ้างแต่ก็ต้องทำทุกปีซึ่งทำมานานมากแต่ก็ได้เพียงพอใช้จ่าย

เมื่ออายุมากขึ้นก็มองหาพืชชนิดใหม่ที่ทำงานหนักน้อยลง ปลูกครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวได้นาน

ลุงแดงเล่าว่า เมื่อ 3 ปีก่อนได้เจอเพื่อนเกษตรกรปลูกพริกไทยอยู่จึงได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องการปลูกพริกไทยและทราบว่าเป็นพืชที่ปลูกเพียงครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวได้นานนับ 10 ปี แล้วยังให้ผลผลิตเป็นอย่างดีในพื้นที่โซนนี้

ที่สำคัญราคาพริกไทยสดมีราคาค่อนข้างดีและมีความต้องการมากพอสมควร

ในครั้งแรกลุงแดงได้ขอซื้อพันธุ์กลับมาทดลองปลูกเพียงไม่กี่ต้นเพื่อนำมาทดลอง แต่ผลพบว่าพริกไทยที่นำมาปลูกให้ผลผลิตเป็นอย่างดี ติดผลดก ใช้กินในครัวเรือน แบ่งเพื่อนบ้าน

จากนั้นจึงตัดสินใจปลูกแบบจริงจัง จำนวน 360 หลัก โดยใช้ระยะปลูก ระหว่างต้น 2 เมตรxระหว่างแถว 2.5 เมตร และในปีที่ผ่านมาได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 200 หลัก ซึ่งคาดว่าสิ้นปี 2559 น่าจะให้ผลผลิตแล้ว

ในปีหน้าลุงแดง กำลังจะขยายพื้นที่เพิ่มออกไปอีกประมาณ 1,000 หลัก

ลุงแดงเล่าย้อนกลับไปว่า ตอนที่ปลูกพริกไทยครั้งแรกนั้น กว่าจะเตรียมแปลงและระบบน้ำเสร็จราวปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงหน้าแล้งและอากาศหนาว แต่ลุงแดงก็ลองปลูกดู เพราะดูแล้วว่าพริกไทยค่อนข้างทนแล้งได้ แต่ขอให้มีน้ำช่วยก็ปลูกเลย พอปลูกไป

แม้อากาศจะแล้งแต่เมื่อต้นพริกไทยได้น้ำอย่างสม่ำเสมอพบว่าต้นพริกไทยอยู่ได้ แตกยอดมาใหม่ใบเขียว จับมัดขึ้นเสาไปเรื่อยๆจนสูงท่วมหลัก ซึ่งหลักในตอนนั้นใช้เสาสูง 2.50เมตร ฝังเสาลงดินไป 50เซนติเมตร ประมาณ 9 เดือนหลังปลูก ต้นพริกไทยก็ออกดอกเต็มไร่เลย ผลผลิตดีและสูงขึ้นเรื่อยๆ หลังปีที่ 2 ขึ้นมา

ต่อมาก็ลองขยายพันธุ์ดูบ้างก็มีปักชำ โดยตัดกิ่งมาเป็นท่อนๆ ชำในถุงดำแล้วทำกระโจมมุงหลังคาพลาสติกอบไว้สัก 1 เดือน แต่เปอร์เซ็นต์การรอดไม่ค่อยดีนักจะได้ต้นพันธุ์แค่ 50% เท่านั้น ก็มาเปลี่ยนวิธีการขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง

ซึ่งนำขุยมะพร้าวแช่น้ำไว้สัก 1 คืน บีบน้ำให้พอหมาดแล้วยัดใส่ถุงขนาดเล็ก ใช้มีดกรีดถุงผ่าครึ่งถุงนำไปประกบตามข้อพริกไทย เพราะส่วนข้อจะเป็นส่วนที่จะออกราก เพียง 30-45วันรากพริกไทยก็จะเดินเต็มถุง พอรากเปลี่ยนสีจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลก็จะเหมาะสมในการตัดส่งขายหรือมาอนุบาลชำลงถุง

แต่มีข้อจำกัดคือสามารถตอนได้เฉพาะหน้าฝนเท่านั้น จึงจะได้ผลดีเกือบ 100% ลุงแดงกล่าว

พื้นที่ปลูก และการลงเสา

ขั้นตอนแรก คือการไถแปรหน้าดิน และปรับสภาพความร่วนซุยของหน้าดิน โดยการไถพรวน เนื่องจากบริเวณแปลงปลูกมีความสูงต่ำไม่เท่ากัน บางส่วนเป็นดิน บางส่วนเป็นดินปนหินกรวด ก็ได้มีการไถพรวน และกำจัดสิ่งกีดขวางออกไปก่อน ประเด็นสำคัญคือ ควรจะมีการไถพรวนเพื่อให้ดินร่วนซุยก่อนเริ่มปลูกเนื่องจากรากของพริกไทยจะขยายออกไปในดิน

ถ้าหากดินมีความร่วนซุย รากก็จะขยายออกไปรอบข้างได้ดี ทำให้ต้นโตไว

ขั้นตอนต่อไปคือการขุดหลุมลงเสา โดยระยะห่างระหว่างเสา คือ 2.5×2.5 เมตร(สาเหตุที่เว้นระยะห่างค่อนข้างมาก เนื่องจากเมื่อต้นโตเต็มที่ จะได้มีพื้นที่สำหรับเข้าไปเก็บผลผลิตหรือตัดหญ้าใส่ปุ๋ย) โดยหลุมที่ขุดมีขนาดกว้าง 15 เซนติเมตร ลึก 10 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ผสมกับสารป้องกันปลวกแมลง (ฟูราดาน)

หลังจากลงเสาเสร็จเรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปคือวางระบบน้ำ ทางไร่เลือกใช้ท่อ PE สาเหตุที่ใช้ท่อ PE เนื่องจากทนแดดทนฝนได้ดี เหยียบได้ไม่แตกหัก อายุการใช้งานนานกว่าท่อ PVC โดยท่อใหญ่ที่ต่อจากปั๊มสำหรับจ่ายน้ำแต่ละแถว ใช้ท่อ PE ขนาด 60มิลลิเมตรและต่อเข้าแถวด้วยท่อ PE ขนาด 20mm. 2 bar. จากนั้นส่วนที่ต่อเข้าเสาแต่ละเสาใช้ท่อ PE mini เมื่อเตรียมเสร็จเรียบร้อย ก็จัดการนำต้นพันธุ์ที่เตรียมไว้มาลงปลูกได้เลย

โดยปลูกเสาละ 4 ต้นมัดลำต้นพริกไทยติดกับหลักไว้ เพื่อให้ต้นโตเกาะหลักขึ้นไปเรื่อยๆ

วิธีปลูกและดูแลรักษา

การเตรียมการก่อนปลูกเริ่มจากการเตรียมดินแปลงปลูกจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีการระบายน้ำได้ดีปรับพื้นที่ไม่ให้มีสภาพน้ำขังไม่ชื้นแฉะหรือเป็นแอ่งน้ำ

ไถพรวนดินลึก 40-60 เซนติเมตรปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุโดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2-3 ตันต่อไร่เพื่อให้ดินสามารถดูดซับธาตุอาหารได้ดีหากดินเป็นกรดควรปรับด้วยปูนขาวหรือปูนโดโลไมต์เพื่อให้ความเป็นกรดน้อยลงตากดิน 15 วันยกแปลงเป็นลอนลูกฟูก

วิธีปลูกปลูกค้างละ 1 หลุมปลูกห่างจากโคนค้าง ประมาณ 15 เซนติเมตรขุดหลุมพรวนรอบเสาผสมดินกับปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกเก่านำกิ่งพันธุ์ที่เตรียมไว้ขุดหลุมปลูกแค่เท่าถุงดินเดิม ปลูกหลุมละ1ต้น รอบเสา 4 ด้านก็จะใช้ทั้งหมด4ต้นต่อเสาให้ปลายยอดเอนเข้าหาค้างหันด้านที่มีราก (ตีนตุ๊กแก) ออกด้านนอกค้างกลบดินให้แน่นรดน้ำให้ชุ่ม

เทคนิคนำกิ่งลงชำถุง

ลุงแดงแนะนำว่า ถ้าได้รับกิ่งพันธุ์แบบตุ้มตอนแกะถุงพลาสติกที่ห่อหุ้มรากออกก่อนอย่างเบามือ พยายามอย่าให้ขุยมะพร้าวที่รากยึดไว้แตกตัดตุ้มโดยใช้กรรไกรหรือมีดคัตเตอร์ตัดเชือกปอที่รัดตุ้มไว้หัวท้ายออกทั้งหมด

เมื่อแกะตุ้มเสร็จก็นำกิ่งพันธุ์ลงถุงดำโดยใส่ดินไปก่อนประมาณครึ่งถุงแล้วค่อยเอากิ่งพันธุ์ส่วนที่เป็นรากวางลงไปกลางถุงเอามืออีกข้างจับยอดไว้ไม่ให้ต้นพันธุ์เอนไปมาแล้วเอามืออีกข้างตักดินใส่ให้เต็มถุงกดดินบริเวณรอบๆกิ่งพันธุ์ให้แน่น

จากนั้นรดน้ำรออีกประมาณ45วันจึงค่อยนำลงปลูกในแปลงปลูก อย่ารดน้ำมากเกินเอาแค่ชื้นพอดี และควรพักต้นพันธุ์ไว้ในที่ร่มรำไรอากาศถ่ายเทได้ดีขั้นตอนก็มีเพียงเท่านี้

พื้นที่วางต้นชำควรวางบนพื้นดินที่มีความชื้นตลอด แต่น้ำไม่ขัง

ข้อควรระวังการชำกิ่ง

ข้อควรระวังที่สำคัญคือ ห้ามนำถุงกล้าพริกไทยวางบนปูนหรือแผ่นพลาสติกใดๆเพราะพริกไทยจะแตกยอดสวยงามให้เห็นในระยะแรกเท่านั้น แต่ต่อมารากจะค่อยๆถูกทำลายด้วยเชื้อรา เช่นเชื้อราไฟทอปทอร่าที่เป็นสาเหตุของโรครากเน่าและจะยืนต้นตายในที่สุดเพราะการระบายน้ำที่ก้นถุงไม่ดีรวมถึงอุณหภูมิบนพื้นผิววัสดุด้วย

การดูแลรักษา

เริ่มจากการใส่ปุ๋ย จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งปุ๋ยดังกล่าวจะช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของพริกไทยและช่วยปรับโครงสร้างของดิน ทำให้ดินโปร่งร่วนซุย สามารถดูดซับความชื้นและเพิ่มแร่ธาตุปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15, 8-24-24 และ 12-12-17+Mg ให้พิจารณาเลือกใส่สูตรใดสูตรหนึ่งตามความเหมาะสม เช่น

ปีที่ 1 ใส่ปุ๋ยเคมีประมาณ 300-500 กรัมต่อค้างแบ่งใส่ 3 ครั้งต่อปี หรือตามความเหมาะสม

ปีที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมี 1กิโลกรัมต่อค้างแบ่งใส่ 3 ครั้งหรือตามความเหมาะสม

ปีที่ 3 และปีถัดไปใส่ปุ๋ยเคมี 1.5 กิโลกรัมต่อค้างแบ่งใส่ 3 ครั้งหรือตามความเหมาะสม

ครั้งที่ 1 ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หลังจากเก็บเกี่ยวพริกไทยเพื่อฟื้นความสมบูรณ์ของต้นพริกไทย

ครั้งที่ 2 ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนเพื่อเร่งการออกดอกและติดผล

ครั้งที่ 3 ปุ๋ยเคมีสูตร 12-12-17+Mg ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคมเพื่อบำรุงผล

ส่วนปุ๋ยทางใบและฮอร์โมนบำรุง สามารถใช้ได้ตามความสะดวก ซึ่งช่วยส่งเสริมให้ดีขึ้น

ลุงแดง อธิบายว่า การใส่ปุ๋ยไม่มีสูตรตายตัว คงขึ้นอยู่กับการเจริญเติบโตและระยะของการให้ผลผลิตบนต้นและการสังเกตของเจ้าของไร่

การให้น้ำ

เลือกระบบน้ำตามสภาพแวดล้อมที่ให้พริกไทยได้รับน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลงการให้น้ำแบบร่องต้องปรับพื้นที่ให้เรียบและมีความลาดเท

การใช้มินิสปริงเกลอร์เป็นวิธีที่ประหยัดน้ำกว่า

ระยะเวลาการให้น้ำหลังปลูกควรรดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวันเมื่อพริกไทยตั้งตัวได้ลดเหลือ 2-3 วัน ต่อครั้งพริกไทยที่ให้ผลผลิตแล้วควรให้ 3-4 วันต่อครั้งตามสภาพดินฟ้าอากาศ

ในฤดูแล้งอาจประหยัดการให้น้ำโดยการคลุมดินในแปลงปลูกด้วยฟางหรือหญ้าแห้งแต่ในฤดูฝนไม่ควรคลุมดินจนชิดโคนต้นควรเว้นห่างเพื่อไม่ให้โคนต้นชื้นแฉะเกินไปและเกิดโรคเตรียมให้น้ำระบายออกจากแปลงปลูกอย่างรวดเร็วและขณะดินชื้นแฉะไม่ควรเหยียบย่ำในแปลงจะทำให้ดินแน่นทึบรากเสียหายได้

การขึ้นค้าง

หลังจากปลูกพริกไทยได้ประมาณ 30-50 วันพริกไทยจะเริ่มแตกยอดอ่อนให้เลือกยอดอ่อนที่สมบูรณ์ไว้ต้นละประมาณ 3 ยอดที่เหลือตัดทิ้งไปจัดยอดให้เรียงขนานขึ้นรอบค้างอย่าให้ยอดทับกันเพราะจะทำให้ได้ทรงพุ่มที่ไม่ดีใช้เชือกฟางผูกยอดให้แนบติดกับค้างโดยผูกข้อเว้นข้อผูกยอดจนกระทั่งยอดท่วมค้างใช้เวลาประมาณ 10-12 เดือน

กรณีที่ต้องการเลี้ยงเถาเพื่อใช้ทำพันธุ์ขยายพื้นที่ปลูกในปีต่อไปหรือเพื่อจำหน่ายยอดคืนทุน

เมื่อพริกไทยอายุ 1 ปีตัดเถาให้เหลือ 50 เซนติเมตรจากระดับผิวดินเมื่อพริกไทยแตกยอดจัดยอดขึ้นค้างเช่นเดียวกับปีแรกจนกว่าพริกไทยจะสูงเลยค้างไปประมาณ 30 เซนติเมตรให้ผูกไว้บนยอดค้าง

ลุงแดงมุงซาแรนพรางแสง60 เปอร์เซ็นต์ ให้แปลงปลูกพริกไทยใน1ปีแรก โดยอธิบายว่า ปัจจุบันอากาศบ้านเราร้อนมาก การปลูกพริกไทยจึงมีต้นทุนเพิ่ม คือต้องมุงซาแรน เพื่อช่วยพรางแสงให้เพื่อลดความร้อนจากแสงแดดให้ต้นพริกไทยและรักษาความชื้น

แต่หลังจากที่ต้นพริกไทยปลูกไปได้สัก 1ปี ก็จะรื้อซาแรนพรางแสงออกไป เพราะพริกไทยสามารถปรับสภาพได้และทรงพุ่มสูงถึงยอดเสาปูนซึ่งจะมีร่มเงาขึ้นมาทดแทน

การขายผลผลิต

ลุงแดง เล่าว่าตอนนี้พริกไทยสดไม่พอขาย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าที่สั่งเข้ามา ยังมารวมถึงออเดอร์จากบริษัทที่เข้ามาติดต่อที่ต้องการให้จัดส่งวันละหลายๆตัน ให้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 95 บาท

“แต่เราคือที่ไร่กับเพื่อนเกษตรกรที่เริ่มปลูกยังไม่สามารถรวบรวมจำนวนได้มากขนาดนั้นตอนนี้ขายแค่พ่อค้าหลายๆเจ้าก็ไม่เพียงพอ เราต้องจัดสรรแบ่งให้พ่อค้า โดยพยายามไม่ผูกมัดผูกขาดกับพ่อค้าเพียงเจ้าเดียว พ่อค้าบางเจ้าถึงกับช่วยออกค่าเก็บให้เจ้าของไร่เลยทีเดียว อย่างเช่นให้ค่าเก็บกิโลกรัมละ 10 บาท ก็เงินค่าเก็บทั้งเจ้าของไร่และคนงานทีเดียว”

“ราคาก็มีขึ้นลง อย่างหน้าแล้งหรือหน้าร้อนที่ราคาแพง กิโลกรัมละ 250-280 บาทหรือช่วงเวลาถูก คือราวๆช่วงหลังเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ที่พริกไทยออกเยอะ เป็นช่วงฤดูของพริกไทย ก็เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50-80บาทแล้วราคาจะมาขยับสูงขึ้นอีกก็หลักร้อยบาทขึ้นไปในช่วงหน้าหนาวคือราวเดือนธันวาคมเป็นต้นไป”

ลุงแดงยังอธิบายเพิ่มว่า พริกไทยเป็นพืชที่ออกดอกติดผลแบบทะวายออกเกือบทั้งปีเฉลี่ยจะออกดอกติดผลราวๆ 5-6 รุ่น จะออกดอกต่อเมื่อมีการแตกยอดใหม่แล้วหลังออกดอกได้สัก 1เดือนก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ หรือถ้าราคาไม่ดี เกษตรกรก็สามารถดึงเวลาไม่เก็บออกจากต้นก็ได้ พริกไทยสามารถอยู่บนต้นได้ 2-3 เดือนทีเดียว แถมยิ่งเก็บช้าน้ำหนักก็ยิ่งดีด้วย

ถือเป็นข้อดีอีกอย่างของการปลูกพริกไทย เกษตรกรรอราคาที่พอใจก็จะเก็บได้ การขายลุงแดงจะขายแบบรวม ไม่คัดแยกเกรด ซึ่งพ่อค้าก็จะเอาไปคัดแยกเกรด เช่นช่อยาว ช่อตรง เม็ดเต็มช่อ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

แต่สำหรับเกษตรกรจะขายแบบคละรวมจะดีกว่า หนึ่งลดขั้นตอน ผลผลิตถูกรับซื้อไปทั้งหมด

“ป้าดอกไม้ อินอ้น” ปลูกชะอมไร้หนาม พืชสร้างรายได้ดีตลอดทั้งปี (ตอนจบ)

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ป้าดอกไม้ อินอ้น” ปลูกชะอมไร้หนาม พืชสร้างรายได้ดีตลอดทั้งปี (ตอนจบ)

การตัดแต่งกิ่งชะอม

ชะอม เป็นไม้พุ่มหนาแน่น จำเป็นต้องมีการตัดแต่งกิ่งบ้าง เพราะถ้าไม่ตัดแต่งกิ่งจะทำให้ชะอมมีทรงพุ่มแน่นทึบและไม่ค่อยแตกยอด

การตัดแต่งกิ่งชะอมซึ่งมีความสำคัญนอกจากจะลดปัญหาการแน่นทึบของทรงพุ่มแล้ว ยังเป็นการลดที่อยู่อาศัยของโรคและแมลงอีกด้วย และที่สำคัญคือจะทำให้ชะอมมีการแตกยอดอ่อนมากขึ้น

การควบคุมความสูงของต้นชะอมไร้หนามเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยวยอดและไม่ปวดหลังในขณะที่เก็บเกี่ยว เนื่องจากเกษตรกรจะต้องใช้เวลายืนเก็บยอดชะอม อย่างน้อย 3 ชั่วโมง ในทุกๆ เช้า

ควรควบคุมให้ต้นชะอมมีความสูงเฉลี่ยประมาณ 1-1.20 เมตร โดยขึ้นอยู่กับเกษตรกรว่าจะตัดแต่งต้นชะอมให้ต้นสูงเท่าไหร่ เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บหรือตัดยอดโดยคนเก็บไม่ต้องก้มหรือเงยมากจนเกินไป

ป้าดอกไม้ เล่าว่า มักจะพบการระบาดของหนอนและด้วงกินใบชะอมบ้าง ถ้าพบไม่มาก จะใช้วิธีจับทำลาย แต่ถ้าพบมากและมีความจำเป็นที่จะต้องฉีดพ่นสารฆ่าแมลงจะเลือกใช้สารกำจัดแมลงที่ผลิตจากสมุนไพรที่ใช้สำหรับการฆ่าหนอนและแมลง

แต่ถ้าพบการระบาดมากๆ ก็จะต้องเลือกฉีดพ่นด้วยยาป้องกันและกำจัดแมลง เช่น ยากลุ่มคาร์บาริล (เซฟวิน 85, เอส-85) ซึ่งสามารถคุมได้ทั้งหนอนและแมลงได้แบบกว้างๆ

ในแต่ละปีจะมีการฉีดสารฆ่าแมลงเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น และสิ่งที่ป้าดอกไม้ยึดมาตลอดคือ หลังจากที่ฉีดพ่นสารฆ่าแมลงไปแล้ว จะต้องเว้นระยะของการเก็บยอด อย่างน้อย 10-15 วัน เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

บำรุงรักษาและใส่ปุ๋ย

ใน 1 รอบปีนั้น ป้าดอกไม้ จะมีการใส่ปุ๋ยคอก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดิน และจะมีการใส่ปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) อย่างน้อย 3 เดือน ต่อ 1 ครั้ง หรือแบ่งใส่น้อย แต่บ่อยครั้ง ซึ่งสามารถใส่เดือนละ 1 ครั้ง ก็ได้ จะดูจากสภาพต้นและการแตกยอดของชะอมประกอบ

การใส่ปุ๋ยยูเรียนั้น จะช่วยบำรุงต้นชะอมไร้หนามให้มีความสมบูรณ์ขึ้น แตกยอดเก่ง ยอดอ้วน

แต่เพื่อนเกษตรกรท่านอื่นอาจจะสลับด้วยปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 16-16-16, 19-19-19 เป็นต้น นั้นต้องพิจารณาจากสภาพต้นและการแตกยอดชะอมของสวนตัวเอง

ในกรณีต้นชะอมไร้หนามที่มีอายุต้นมากและมีความสูงของต้นมากๆ หรือต้นแก่ จะสังเกตได้ว่าต้นชะอมไม่ค่อยแตกยอด แตกยอดน้อยลง ป้าดอกไม้แนะนำให้ตัดต้น เหลือเพียงตอสูงจากพื้นสัก 10-30 เซนติเมตร เพื่อให้ต้นชะอมมีการแตกพุ่มมาใหม่ เหมือนกับการทำสาวของไม้ผล เกษตรกรไม่จำเป็นจะต้องรื้อต้นทิ้งและปลูกใหม่แต่อย่างใด

ถือว่า ชะอม เป็นพืชที่ปลูกเพียงครั้งเดียวสามารถเก็บยอดนานนับ 10 ปีทีเดียว

การเก็บเกี่ยว

วิธีตัดยอดขายจะต้องเหลือใบรองยอดไว้ จะช่วยให้ชะอมแตกยอดใหม่อีก การเก็บชะอมจะเก็บได้ทุก 3-4 วัน หรือวันเว้นวัน แล้วแต่ความยาวของยอด

ป้าดอกไม้ บอกว่าในแต่ละวันจะออกเก็บชะอมกันแต่เช้า แล้วจะเลิกเก็บกันช่วง 09.00 น. ในทุกๆ วันเพราะ

หนึ่ง ชะอมเมื่อเก็บช่วงแดดแรง ยอดชะอมจะเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวเข้มคล้ำ ซึ่งสียอดชะอมไม่สวย ตลาดไม่ต้องการ เมื่อแสงแดดแรงเกษตรกรจะเลิกเก็บชะอม

เกษตรกรบางคนที่มีความขยันมาก อาจจะออกมาเก็บชะอมตั้งแต่เช้ามืด โดยติดไฟฉายไว้ที่หัวเพื่อส่องไฟเก็บยอดชะอมกันก็มี

ปกติเกษตรกรจะเก็บได้คนละ 10 กิโลกรัม ต่อคน (ประมาณ 50 กำ) ในช่วงเวลาเช้าของทุกวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความชำนาญและความพร้อมของยอดชะอมจะมีให้เก็บมากหรือน้อย

สอง ต้องรีบเอาชะอมมาเข้ากำ เพื่อรอพ่อค้าแม่ค้ามารับไปยังตลาดปลายทาง ซึ่งจะต้องขนส่งภายในวันนั้น เพื่อความสดของชะอม

การเข้ากำชะอม

เมื่อตัดยอดชะอมเสร็จ จะต้องนำมาเก็บรักษาไว้ในที่ร่ม จะต้องพรมน้ำหรือนำยอดชะอมมาจุ่มน้ำสะอาดแล้วไว้ในที่ร่ม

วิธีนี้จะช่วยรักษาความสดของยอดชะอมเมื่อไปถึงปลายทางโดยไม่เหี่ยว

ในการเตรียมเข้ากำชะอม เกษตรกรจะต้องแบ่งยอดชะอมมาชั่ง เพื่อให้ได้น้ำหนัก 200 กรัม (2 ขีด) ต่อกำ ถ้ามีใบชะอมแก่ติดมาในยอดก็ใช้มือเด็ดทิ้งไป

จากนั้นเอาหยวกกล้วยที่ผ่าเตรียมไว้แล้วมาหนีบส่วนโคนก้านยอดชะอมแล้วมัดด้วยตอกให้แน่น

ยอดชะอมที่เข้ากำเรียบร้อยแล้ว จะนำมาบรรจุลงตะกร้าพลาสติก 1 ตะกร้า จะบรรจุเรียงยอดชะอมไร้หนามได้ 40 กำ รอพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับที่กลุ่มในช่วงบ่ายของทุกวัน พ่อค้าแม่ค้าจะเอาไปจำหน่ายที่ตลาดสี่มุมเมืองต่อไป

ในแต่ละวันที่บ้านของป้าดอกไม้ จะต้องรวบรวมยอดชะอมไร้หนามจากสมาชิกที่มีกว่า 50 คน แต่จะแบ่งให้เก็บหมุนเวียนกันไป เพื่อส่งให้พ่อค้าแม่ค้า วันละ 40-50 ตะกร้า (บรรจุตะกร้าละ 40 กำ) หรือยอดชะอมไร้หนาม ประมาณ 2,000 กำ

สมาชิกในกลุ่มทุกคนจะส่งยอดชะอมมารวมกันก่อนบ่ายโมง เมื่อพ่อค้าแม่ค้ามารับชะอมจะจ่ายเงินสดทุกครั้งทันที

ชะอมไร้หนาม

ได้ 200 บาท ต่อวัน

ป้าดอกไม้ บอกว่า ยอดชะอมที่เก็บขายในแต่ละวันนั้นเหมือนกับพืชสวนครัวชนิดอื่นๆ คือ มีช่วงราคาถูกแพง ราคายอดชะอมจะแพงที่สุดคือ ช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ เคยขายได้ถึง กำละ 10 บาท ก็มี

ซึ่งในช่วงระยะเวลานั้นส่วนใหญ่ต้นชะอมจะมีการแตกยอดน้อย แต่ละครัวเรือนจะเก็บยอดได้เพียง 20-40 กำ เท่านั้น

ในช่วงฤดูร้อนเดือนมีนาคม-เมษายน ราคายอดชะอมจะเฉลี่ยอยู่ที่ กำละ 3-5 บาท ยอดชะอมจะมีราคาถูกที่สุดในช่วงฤดูฝน ราคาเฉลี่ย กำละ 2-3 บาท เท่านั้น

ในช่วงฤดูฝน ถึงแม้ชะอมจะมีราคาถูก แต่เกษตรกรก็สามารถเก็บยอดได้จำนวนมากในแต่ละวัน โดยเฉพาะหน้าฝนชะอมจะแตกยอดเป็นจำนวนมากมาทดแทนราคาที่ถูกลง

ซึ่งเฉลี่ยทั้งปีแล้วในพื้นที่การปลูกชะอมไร้หนาม จำนวน 3 ไร่ จะมีรายได้เฉลี่ย 200 บาท ทุกวันจากการเก็บยอดขายต่อครัวเรือน

แต่ถ้าใครมีพื้นที่ปลูกมาก มีความขยัน มีแรงงานช่วยเก็บ ก็สามารถสร้างรายได้สูงตามมา

ยกตัวอย่าง สมาชิกบางคนมีรายได้จากการเก็บชะอม โดยใช้แรงงานคนในครอบครัว 2-3 คน มีพื้นที่ปลูก 1-3 ไร่ สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย คนละ 100-300 บาท ทีเดียว

สำหรับสมาชิกในกลุ่มผู้ปลูกชะอมไร้หนามบ้านคลองข่อย จะมีความสามารถในการเก็บเกี่ยวยอดชะอมได้ประมาณ 10 กิโลกรัม ต่อคน และจะเก็บเกี่ยวยอดชะอมในช่วงเวลาเช้าเท่านั้น พอถึงเวลา 09.00-10.00 โมง หรือแสงแดดเริ่มแรงจะหยุดเก็บ เนื่องจากยอดชะอมเมื่อได้รับแสงแดดแล้ว สีของยอดจะเปลี่ยนสีจากสีเขียวอ่อนมาเป็นสีเขียวเข้ม ที่เกษตรกรเรียกว่า “ยอดดำ”

สำหรับป้าดอกไม้ จะมีรายได้จากการเก็บยอดชะอมไร้หนามทุกวัน มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 10,000 บาท ต่อคน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับราคาในแต่ละฤดูกาลด้วย

ปัจจุบัน ป้าดอกไม้เองมีพื้นที่ปลูกมากขึ้นถึง 6 ไร่ ใช้แรงงานลูกหลานในครอบครัวช่วยกัน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าตัวเช่นกัน

นอกจากนั้น ป้าดอกไม้ จะมีรายได้จากการขายยอดชะอมไร้หนามในช่วงฤดูฝนไม่มากเท่าช่วงฤดูหนาวและฤดูแล้ง เพราะยอดชะอมทุกชนิดทั้งมีหนามและไม่มีหนามออกสู่ตลาดมากทุกปี แต่ป้าดอกไม้มีรายได้เสริมจากการขายกิ่งตอนชะอมไร้หนาม กิ่งละ 10 บาท เป็นประจำทุกปี

บางปีมีรายได้จากการขายกิ่งพันธุ์ชะอมไร้หนามนับ 100,000 บาท ก็เคยมีแล้ว

เหตุผลที่กิ่งพันธุ์ขายได้ทุกปี เพราะเมื่อเกษตรกรนำเอาต้นชะอมไร้หนามไปปลูกแล้วทราบดีว่าเป็นพันธุ์ที่ไม่มีหนาม สะดวกต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต และมีรสชาติไม่แตกต่างจากชะอมที่มีหนาม

สนใจกิ่งพันธุ์ชะอมไร้หนาม หรือปรึกษาเรื่องการปลูกชะอมไร้หนามเพิ่มเติม ติดต่อ ป้าดอกไม้ อินอ้น บ้านเลขที่ 31/6 หมู่ที่ 6 บ้านคลองข่อย ซอย 13 ตำบลไผ่หลวง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทร. (083) 624-9030, (081) 740-0237 หรือผ่าน facebook : ชะอมไร้หนาม-สวนป้าดอกไม้

ราคาชะอม ตลาดสี่มุมเมือง

ราคาเฉลี่ยรายเดือน ประจำปี 2557

ราคา ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

เฉลี่ย 32.45 14.68 9.68 8.82 10.52 8.33 7.98 5.44 5.38 8.00 9.80 15.90

สูงสุด 40.00 40.00 14.00 15.00 13.00 10.00 15.00 6.00 6.00 12.00 16.00 22.00

ต่ำสุด 10.00 8.00 8.00 5.00 6.00 7.00 5.00 5.00 4.00 4.00 7.00 8.00

ราคาเฉลี่ยรายเดือน ประจำปี 2558

ราคา ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

เฉลี่ย 22.45 13.21 8.02 8.66 8.08 11.13 7.15 5.26 6.36 7.81 10.17 13.31

สูงสุด 30.00 24.00 10.00 13.00 10.00 15.00 12.00 8.00 8.00 12.00 12.00 20.00

ต่ำสุด 12.00 7.00 6.00 5.00 5.00 7.00 5.00 4.00 5.00 6.00 7.00 10.00

ราคาเฉลี่ยรายเดือน ประจำปี 2559

ราคา ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

เฉลี่ย 14.05 16.23 10.27 11.23 12.45 9.14 – – – – – –

สูงสุด 20.00 25.00 12.00 18.00 16.00 10.00 – – – – – –

ต่ำสุด 10.00 8.00 8.00 8.00 6.00 8.00 – – – – – –

สถิติราคาชะอมในตารางดังกล่าว อาจจะให้เกษตรกรดูราคาสูงสุดและต่ำสุดในรอบปี เพื่อนำมาช่วยในการวางแผนการผลิตชะอมออกสู่ตลาด โดยเฉพาะช่วงที่มีราคาแพง

จรัญ อยู่คำ กับเคล็ดลับการดูแล ช่อดอกมะม่วงให้ติดผลดก (ตอนจบ)

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

จรัญ อยู่คำ กับเคล็ดลับการดูแล ช่อดอกมะม่วงให้ติดผลดก (ตอนจบ)

ในการฉีดเปิดตาดอกมะม่วง เกษตรกรส่วนมากจะใช้ ไทโอยูเรีย ผสมกับโพแทสเซียม-

ไนเตรต (13-0-46)

ที่สวน คุณจรัญ อยู่คำ จะใช้ สูตรเปิดตาดอก ไทโอยูเรีย 1 กิโลกรัม+สาหร่าย-สกัด 300 ซีซี (ต่อน้ำ 200 ลิตร) ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน แล้วรอดูการเปลี่ยนแปลงของตายอด โดยปกติแล้ว ตาดอกจะเริ่มแทงหลังเปิดตาดอกครั้งแรก ประมาณ 10-15 วัน แต่ถ้าเริ่มแทงใน วันที่ 3-4 โอกาสเป็นใบอ่อนจะสูงมาก

กรณีเปิดตาดอกแล้วเป็นใบ สามารถแก้ไขได้ แต่ใบอ่อนที่ออกมาต้องมีความยาวไม่เกิน

1 เซนติเมตร หรือยังไม่คลี่ใบ ให้ใช้

ครั้งที่ 1

– ปุ๋ย 10-52-17 500 กรัม

– ไฮเฟต 500 ซีซี

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

ฉีดพ่นโดยห้ามใส่อาหารเสริม จำพวกสาหร่าย-สกัด หรือ จิ๊บ โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้มีปริมาณใบอ่อนออกมามาก จากนั้นเว้น 3 วัน แล้วซ้ำด้วย สูตรที่ 2

ครั้งที่ 2

– ปุ๋ย 10-52-17 500 กรัม

– ไฮเฟต 300 ซีซี

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

หลังฉีด ครั้งที่ 2 เราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของตาใบอย่างชัดเจน ใบจะหยุดนิ่งแล้วเริ่มเปลี่ยนเป็นตาดอก สูตรนี้เกษตรกรจำนวนมากใช้แล้วได้ผลดี แต่ต้องดูว่าความยาวของตาใบ ต้องไม่เกิน 1 เซนติเมตร จะได้ผลดีที่สุด

การดูแลต้นมะม่วง กรณีออกดอกพร้อมกัน

จำไว้ว่า ใบอ่อนเสมอ ดอกจะเสมอ การดูแลจะง่าย เมื่อเราเห็นช่อดอกเริ่มแทงออกมา ให้ดูแลตามขั้นตอน ดังนี้

ระยะเดือยไก่ เป็นระยะแรกของการออกดอก เราจะสังเกตเห็นตาดอกที่ออกมาเริ่มแตกและบิดเป็นเหมือนเดือยของไก่ แต่ถ้ายอดแตกออกมาเป็นทรงหอกหรือตั้งชู นั่นคือ อาการแตกใบอ่อน ไม่ใช่ออกดอก จำไว้ ต้องแทงแล้วบิดถึงจะเป็นช่อดอก การดูแลระยะเดือยไก่ การให้น้ำ ระยะนี้ถ้าฝนตกปกติ ไม่ต้องเปิดน้ำให้ แต่ถ้าฝนทิ้งช่วงจะต้องรดน้ำเพื่อให้ดอกออกมาสมบูรณ์และยาวมากขึ้น

การให้ปุ๋ย ทางดินจะใส่ปุ๋ย สูตร 9-25-25 หรือ 8-24-24 อัตรา ต้นละ 1 กิโลกรัม ถ้าเป็นพื้นที่ดินเหนียว อาจใช้สูตร 12-24-12 ก็ได้

การให้ปุ๋ยทางดิน จะทำให้ดอกสมบูรณ์ติดผลง่าย เมื่อเปรียบเทียบกับแปลงที่ไม่ใส่จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องเร่งให้ช่อดอกสมบูรณ์ที่สุดจึงจำเป็นต้องให้อาหารที่เพิ่มพลังการติดผล ตัวหลักๆ เลยก็คือ ปุ๋ยสูตร 10-52-17 เป็นปุ๋ยเร่งดอกสูตรดั้งเดิมที่เป็นที่นิยมของเกษตรกรทั้งในอดีตและปัจจุบัน ปุ๋ยสูตรนี้หาซื้อง่าย มีขายตามร้านเคมีเกษตรทั่วไป อัตราการใช้ 25-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน หรือจนกว่าดอกจะโรย สำหรับเกษตรกรยุคใหม่ อาจเลือกใช้ปุ๋ยบำรุงดอกสูตรใหม่ๆ ที่ผลิตโดยบริษัทเคมีเกษตรชั้นนำก็ได้ ปุ๋ยบำรุงดอกที่สามารถเลือกใช้แทนปุ๋ยสูตร 10-52-17 ก็อย่าง เช่น ปุ๋ยเฟอร์ติไจเซอร์ (3-16-36) ปุ๋ยซุปเปอร์เค (6-12-24)

ฮอร์โมนที่นิยมใช้ช่วงเดือยไก่ ได้แก่ โปรดั๊กทีฟ ฮอร์โมนช่วยเพิ่มปริมาณดอก ดอกสมบูรณ์ ก้านดอกยาว เพิ่มเปอร์เซ็นต์การติดผล ป้องกันดอกและผลอ่อนร่วง แนะนำให้ใช้ 3 ระยะ คือ เดือยไก่ ก้างปลา และดอกโรย เอ็นเอเอ (NAA) เช่น บิ๊กเอ เป็นฮอร์โมนที่ช่วยเพิ่มจำนวนดอกสมบูรณ์เพศ เหมาะมากสำหรับแปลงมะม่วงที่ออกดอกช่วงฤดูหนาว หรือออกดอกเต็มต้น บางครั้งเราจะพบว่าแม้มะม่วงจะออกดอกทั้งต้น แต่ก็ไม่ติดผล ซึ่งเกิดจากสภาพอากาศทำให้ดอกมะม่วงแปรผัน การฉีดพ่น NAA จึงช่วยแก้ปัญหาเรื่องเพศของมะม่วงได้เป็นอย่างดี การใช้ NAA ที่ถูกต้อง ให้ฉีดพ่นช่วงเดือยไก่ ความยาวช่อดอก 2-3 เซนติเมตร และฉีดพ่นเพียงครั้งเดียวจะทำให้สามารถเพิ่มปริมาณดอกสมบูรณ์เพศได้มากกว่าต้นที่ไม่ได้พ่น 4-5 เท่าตัว จิบเบอเรลลิน ห้ามใช้ช่วงก่อนดอกบาน

ข้อควรระวัง เกษตรกรหลายท่านเข้าใจผิดในการใช้ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน ว่าฉีดแล้วทำให้ช่อยาว ติดผลดี ความเข้าใจนี้คลาดเคลื่อน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การใช้จิ๊บในมะม่วงให้ฉีดช่วงดอกใกล้โรย หรือช่วงติดผลเล็กๆ เท่านั้น ฮอร์โมนจิบเบอเรลลินจะไปช่วยขยายขนาดผล ลดการหลุดร่วงของผลอ่อน แต่หากใช้ฉีดพ่นในระยะก่อนดอกบาน จะทำให้ช่อมะม่วงมีดอกตัวผู้มากขึ้น การติดผลจะยากขึ้น

อาหารเสริมที่จำเป็นช่วงดอก “มะม่วงเล่นยาก ให้ฉีดฮอร์โมนอาหารเสริมให้ตาย ถ้าอากาศไม่อำนวยก็ไม่ติดนะ แต่ถ้าอากาศดี ไม่ต้องฉีดอะไรก็ติดเองได้” คำพูดเหล่านี้มักได้ยินจากปากของเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเสมอๆ เป็นคำพูดที่มีส่วนจริงและไม่จริง เพราะเมื่อสอบถามบรรดาเซียนๆ มะม่วง ต่างพูดเหมือนกันว่า “จะต้องบำรุงช่วงช่อดอกให้ดี มีฮอร์โมนอาหารเสริมเท่าไร ใส่ไม่อั้น เพราะเราไม่สามารถล่วงรู้อนาคตได้เลยว่า ต่อไปเมื่อถึงช่วงดอกมะม่วงเราจะบาน สภาพอากาศจะเป็นอย่างไร ฉะนั้น เราจะคอยแต่พึ่งอากาศไม่ได้ ต้องเตรียมความสมบูรณ์ให้ช่อดอกมะม่วงก่อน”

อาหารเสริมที่นิยมใช้ ได้แก่ แคลเซียม-โบรอน มีประโยชน์ในด้านการติดผลดี ดอกสมบูรณ์ ไม่หักร่วงง่าย เกษตรกรจะเลือกใช้เป็นอันดับต้นๆ สาหร่าย-สกัด ช่วยให้ช่อสมบูรณ์ ยาวเร็ว สดใส ช่วยเพิ่มขนาดของผลอ่อน สังกะสี ช่วยเร่งความเขียว เร่งการติดผล แมกนีเซียม ช่อสด แข็งแรง เร่งการติดผล การใช้อาหารเสริมเกษตรกรต้องศึกษารายละเอียดของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดให้ดี เพราะบางครั้งเราซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้มา 5-6 ขวด เวลาเอามาดูจริงๆ กลับเป็นอาหารเสริมชนิดเดียวกัน เกษตรกรต้องดูให้ดี อย่าเชื่อแต่คำโฆษณาเชิญชวน เพราะจะทำให้เราสูญเงินโดยใช่เหตุ

ช่วงช่อดอกดูแลเต็มที่ ในช่วงช่อดอกมะม่วงจะต้องการอาหารมาก ดังนั้น ในช่วงนี้ คุณจรัญจะเน้นอาหารเสริมทางใบเป็นหลัก ตัวที่ใช้ประจำก็คือ สารโกรแคล อัตรา 1 ลิตร ผสมกับสารโปรดั๊กทีฟ อัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง และให้สังเกตดูที่ก้านช่อว่าสมบูรณ์หรือไม่ (ก้านช่อที่สมบูรณ์จะต้องมีสีแดงเข้ม ถ้าขาวซีดต้องเร่งอาหารเสริม) ในช่วงช่อดอกจะต้องดูแลให้ดี เพราะศัตรูทั้งหลายจะมารุมทำลายช่วงนี้ และจะทำให้ผลผลิตเสียหาย ซึ่งศัตรูที่พบมากที่สุดก็คือ เพลี้ยไฟ และโรคแอนแทรกโนส

เพลี้ยไฟ เป็นแมลงที่ทำความเสียหายแก่ดอกและผลอ่อน หากระบาดมาก ดอกมะม่วงจะแห้งไม่ติดผล หรือหากทำลายในระยะผลอ่อนก็จะทำให้ผลลาย ขายไม่ได้ราคา ยาที่กำจัดเพลี้ยไฟได้ดีมีอยู่หลายตัว แต่จะต้องฉีดสลับกัน เพื่อป้องกันการดื้อยา คุณจรัญจะเลือกจับกลุ่มยาหลายชนิด แล้วฉีดสลับกัน เช่น ใช้ยาเมโทมิล กับโปรวาโด สลับกับยาไซฮาโลทริน หรือใช้ยาคาร์โบซัลแฟน (เช่น โกลไฟท์) สลับกับ สารฟิโพรนิล เป็นต้น เมื่อคุมเพลี้ยไฟจนผลอ่อนมีขนาดเท่านิ้วมือก็ปลอดภัย

โรคแอนแทรกโนส เป็นโรคที่ทำลายรุนแรง หลายคนเรียกว่า โรคช่อดำ คุณจรัญจะเน้นการป้องกันโดยใช้ยา 2 ตัว บวกกัน คือ ฟลิ้นท์ อัตรา 200 กรัม ผสมกับ แอนทราโคล อัตรา 2 กิโลกรัม ฉีดพ่นสลับกับสารเอ็นทรัส อัตรา 500 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร หรือ สารเมอร์แพน อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่นจนถึงระยะผลอ่อน

“การใช้ยาในช่วงดอกถือว่าสำคัญมาก เจ้าของสวนจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดและจะต้องดูให้ออกว่า ช่วงนี้ศัตรูอะไรลงทำลาย หรือต้องพยากรณ์ว่า ช่วงนี้เราจะต้องฉีดยาอะไร ถ้าเราดูศัตรูผิดหรือจัดยาไม่ถูกกับโรค ฉีดพ่นกี่ครั้งก็ยังเสียหาย ไม่สามารถขายผลผลิตได้ ยิ่งถ้าสวนไหนผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกจะต้องรู้ถึงระยะเวลาในการฉีด ต้องซื่อสัตย์และควบคุมให้ดี เพราะนอกจากจะต้องทำผลผลิตให้สวยมีคุณภาพแล้ว จะต้องปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย” คุณจรัญ กล่าวเสริม

เมื่อถามถึงรายได้ในการผลิตมะม่วงในแต่ละปี คุณจรัญ อยู่คำ เจ้าของ “สวนโชคอำนวย” บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร โทร. (099) 271-1303 กล่าวว่า มะม่วงเป็นไม้ผลที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี แม้จะมีความเสี่ยงในเรื่องของสภาพอากาศ ภัยธรรมชาติก็ตาม ราคาซื้อขายในแต่ละปีที่มีปัจจัยแตกต่างกันไปในแต่ละปี แต่ในภาพรวมการปลูกและผลิตมะม่วงยังถือว่าเป็นอาชีพเกษตรกรรมที่ยังสร้างรายได้ดี แต่การเลือกปลูกมะม่วงสายพันธุ์ต่างๆ ก็สร้างรายได้แตกต่างกัน ยกตัวอย่าง พื้นที่ปลูกมะม่วง 1 ไร่ (อายุต้น 4 ปีขึ้นไป) จะให้ผลผลิตราว 1,500-2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งที่ผ่านมาจะขายมะม่วงได้ดังนี้

ถ้าเป็นมะม่วงมัน เช่น ฟ้าลั่น จะขายได้ราคาเฉลี่ย 18-25 บาท ต่อกิโลกรัม จะมีรายได้ ประมาณ 27,000-50,000 บาทต่อไร่ มะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 จะขายได้เฉลี่ย 25-40 บาท ต่อกิโลกรัม จะมีรายได้ประมาณ 37,500-80,000 บาท ต่อไร่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จะขายได้ราคาเฉลี่ย 25-60 บาท ต่อกิโลกรัม จะมีรายได้ประมาณ 37,500-120,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งสำหรับราคาขายมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองอาจจะมีราคาสูงมากกว่านี้ ซึ่งในบางปีราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 100 บาท ทีเดียว

เกร็ดความรู้

หลายท่านมีข้อสงสัยว่า หลังจากมะม่วงออกดอกแล้วกี่วันจะเก็บได้ ดูได้จากตารางนี้

ความแก่ที่นับ จะอยู่ที่ 80-90% เราสามารถ บวก-ลบ จำนวนวันได้ ประมาณ 10 วัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย เช่น อากาศร้อน มะม่วงก็จะแก่เร็วขึ้น หรือบางท่านใช้วิธีตัดผลไปจุ่มน้ำ ถ้าลอยเป็นมะม่วงอ่อน ถ้าจมน้ำแสดงว่าผลมะม่วงแก่แล้ว

จรัญ อยู่คำ กับเคล็ดลับการดูแลช่อดอกมะม่วงให้ติดผลดก (ตอนที่ 1)

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

จรัญอยู่คำกับเคล็ดลับการดูแลช่อดอกมะม่วงให้ติดผลดก (ตอนที่ 1)

ผ่านพ้นฤดูกาลมะม่วงแล้ว จะเข้าสู่การผลิตฤดูกาลใหม่ เกษตรกรหลายๆ ราย อาจจะพลาดในการผลิตมะม่วงออกสู่ตลาด ซึ่งอาจจะด้วยหลายๆ ปัจจัย ซึ่งก่อนจะเข้าสู่การผลิตฤดูกาลใหม่ จึงนำประสบการณ์จริงของเกษตรกรที่ถือว่าเป็นเซียนมะม่วงคนหนึ่งของจังหวัดพิจิตร ที่สามารถทำให้มะม่วงออกดอกติดผลดกทุกๆ ปี แม้จะมีพื้นที่ขนาดใหญ่ก็ตาม โดยเคล็ดลับและวิธีการดังกล่าว อาจจะนำไปใช้เป็นแนวทางให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกมะม่วงของแต่ละท่าน

การออกดอกของมะม่วง ที่พบส่วนมากในสวนของเกษตรกร มีการออกดอกใน 3 รูปแบบ คือ

1. ออกดอกพร้อมกันทั้งต้น

2. ออกดอกครั้งละครึ่งต้น

3. ทยอยออกดอกหลายรุ่น

การดูแลช่อดอกนั้นจะต่างกันไป ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการออกดอก ต้นมะม่วงที่มีออกพร้อมกันทั้งต้นจะดูแลง่ายกว่ามะม่วงที่ทยอยออกดอก เพราะมีช่วงระยะเวลาในการดูแลดอกสั้น ถ้าต้นที่ทยอยออกดอก จะต้องดูแลนานกว่า จะติดผลหมดทุกรุ่น ดังนั้น เกษตรกรมืออาชีพส่วนใหญ่จะนิยมทำให้มะม่วงออกดอกพร้อมกัน เพื่อความสะดวกในการจัดการ และประหยัดต้นทุน

การทำให้มะม่วงออกดอกพร้อมกัน ถ้าถามว่า “จะทำอย่างไร ให้มะม่วงออกดอกพร้อมกัน?” เกษตรกรมืออาชีพ หรือที่เรียกกันว่า “เซียน” จะตอบเหมือนกันว่า “ต้องดูแลมะม่วงตั้งแต่เริ่มแต่งกิ่งให้ดี ถ้าแต่งกิ่งแล้วใบอ่อนไม่ออกพร้อมกัน โอกาสที่จะทำให้ดอกออกพร้อมกันยาก”

คุณจรัญ อยู่คำ “สวนโชคอำนวย” บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร โทร. (099) 271-1303 เจ้าของสวนมะม่วงรายใหญ่ มีพื้นที่ปลูกมะม่วงกว่า 400 ไร่ ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดพิจิตร ผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้คุณภาพดี ถือเป็นเกษตรกรระดับเซียนของจังหวัดพิจิตรที่ประสบความสำเร็จในการทำสวนมะม่วงคุณภาพ ผลผลิตส่วนใหญ่ส่งขายตลาดต่างประเทศ บางส่วนส่งโรงงานแปรรูป นอกจากมะม่วงน้ำดอกไม้แล้ว ที่สวนคุณจรัญยังมีมะม่วงรับประทานผลดิบ เช่น พันธุ์ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด ไว้ขายก่อนฤดู เป็นการลดความเสี่ยง หากตลาดมะม่วงน้ำดอกไม้มีปัญหา ที่สวนแห่งนี้ผลิตมะม่วงคุณภาพดีส่งขายทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ จุดเด่นของสวนคือ ผลิตมะม่วงให้ดกและมีคุณภาพดี จัดเป็นสวนตัวอย่างของแนวคิด “ทำสวนมะม่วงน้อย ได้ผลผลิตมาก ถ้าทำสวนมะม่วงมาก ก็ต้องให้ได้ผลผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ” ซึ่งดูจะค้านกับแนวคิดของหลายๆ คนที่ว่า ทำน้อยได้มาก แต่ถ้าทำมากจะได้น้อย เรามาดูกันซิว่า สวนโชคอำนวยมีแนวคิดและแนวทางในการปฏิบัติเช่นไร จึงทำให้สวนแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องการผลิตมะม่วงดกที่สุดแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดพิจิตร สวนโชคอำนวย ปลูกมะม่วงมานานกว่า 30 ปี

คุณจรัญ กล่าวว่า “คนส่วนมากไม่ค่อยเข้าใจ เห็นคนอื่นแต่งกิ่งมะม่วงก็ทำบ้าง เห็นเขาดึงใบอ่อนก็ดึงบ้าง แต่ไม่ดูเลยว่าต้นมะม่วงของเราพร้อมหรือเปล่า” คุณจรัญ แนะนำว่า ก่อนตัดแต่งกิ่ง ต้องดูก่อนว่าดินมีความชื้นพอหรือไม่ ในพื้นที่ชลประทาน หรือพื้นที่ที่มีน้ำสะดวกแนะนำให้รดน้ำดินให้ชุ่ม แต่ถ้าเป็นพื้นที่แล้งอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ต้องรอให้ฝนตกใหญ่ 3-4 ครั้งก่อน จึงจะแต่งกิ่ง เพราะถ้าดินแห้งแล้ง แต่งกิ่งไปแล้ว โอกาสที่ใบอ่อนจะออกเสมอกันมีน้อยมาก

หลังแต่งกิ่งเสร็จ จะต้องเร่งมะม่วงให้แตกใบอ่อนให้เสมอกัน

ทางดิน จะต้องใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 ต้นละ 1-2 กิโลกรัม ตรงจุดนี้เกษตรกรหลายท่านไม่ให้ความสำคัญเลย แต่ที่สวนคุณจรัญจะใส่ปุ๋ยสูตรเสมอหลังแต่งกิ่งทุกปี เพราะเมื่อเราต้องการให้มะม่วงได้ผลดี จะต้องเอาปุ๋ยให้ต้นมะม่วงก่อน ไม่เช่นนั้นผลผลิตจะไม่ดี มีหลายคนสอบถาม เรื่องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ในสวนมะม่วง คุณจรัญ ตอบว่า “ใช้ได้ แต่ให้ใส่ก่อนแต่งกิ่งแค่ครั้งเดียว เพราะถ้าใส่บ่อยๆ จะบังคับให้ออกดอกยาก”

ทางใบ ฉีดพ่นปุ๋ยไทโอยูเรีย อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ผสมกับฮอร์โมนจำพวกสาหร่าย-สกัด 2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกัน 5-7 วัน มะม่วงจะออกใบอ่อนพร้อมกันทั้งสวน

คุณจรัญ ย้ำว่า “จะทำมะม่วงให้ออกดอกเสมอ ต้องทำใบอ่อนให้เสมอกันก่อน ถ้าใบออกเสมอสวยงาม เวลาดึงดอก ดอกก็จะออกเสมอเช่นกัน”

ราดสารแพคโคลบิวทราโซลในช่วงเวลาที่เหมาะสม ควรเลือกใช้สารราด (แพคโคลบิวทราโซล) ที่ได้มาตรฐาน ปัจจุบัน มีบริษัทขายเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรมากมายมาเสนอขายสารราดให้ถึงสวน แต่คุณจรัญจะเน้นใช้สารราดที่มีคุณภาพ และมีเลขทะเบียนถูกต้อง เช่น สารแพนเที่ยม 10% เพราะช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรหลายรายโดนหลอกขายสารราดที่มีเปอร์เซ็นต์ต่ำ โดยจูงใจว่าของตนเองมีราคาถูก พอเกษตรกรหลงเชื่อใช้ไปก็ไม่สามารถควบคุมการแตกใบอ่อนของมะม่วงได้ ทำให้เสียเงิน และเสียโอกาสที่ดีในการผลิตมะม่วงในปีนั้นๆ ไปเลย คุณจรัญ จึงเน้นย้ำว่า จะต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มั่นใจได้เท่านั้น ไม่ควรใช้สารราดของบริษัทที่ไม่น่าเชื่อถือ เมื่อต้นมะม่วงแตกใบอ่อนพร้อมกัน จะเป็นช่วงเวลาของการราดสารแพคโคลบิวทราโซล คุณจรัญจะนับวันโดยคำนวณจากวันที่จะดึงดอกเป็นหลัก ซึ่งทุกปีจะเริ่มราดสารตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม เพื่อจะให้ต้นมะม่วงสะสมอาหารและพร้อมจะดึงดอกในช่วงเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม ถามว่าทำไมต้องเป็นช่วงนั้น? คุณจรัญ ตอบว่า การดึงดอกมะม่วงในช่วงเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม จะเป็นช่วงฝนน้อย โอกาสที่ช่อดอกจะโดนทำลายจากพายุก็น้อยลง คุณจรัญเคยดึงช่อมะม่วงก่อนช่วงนั้นเพื่อทำนอกฤดู แต่ในพื้นที่จังหวัดพิจิตรจะเกิดพายุฝนรุนแรง ทำความเสียหายให้ช่อดอกจำนวนมาก ไม่คุ้มกับการลงทุน เลยเลี่ยงมาดึงในช่วงที่เหมาะสมแทน

หลังราดสาร ต้องบำรุงอย่างดี

เกษตรกรส่วนใหญ่หลังจากราดสารแล้วจะใช้วิธีสะสมอาหารด้วยการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเพียงอย่างเดียว แต่ที่สวนคุณจรัญจะเน้นการใส่ปุ๋ยทางดินร่วมด้วย

“ปุ๋ยทางดินสำคัญมาก เราต้องดูว่าปีหนึ่งเราเก็บมะม่วงไปจากต้นกี่กิโล ต้นมะม่วงต้องเสียอาหารไปเท่าไร ถ้าเราไม่ใส่คืน ต้นมะม่วงจะเอาแรงที่ไหนออกลูกให้เราอีก”

การใส่ปุ๋ยทางดิน จะใช้ปุ๋ย สูตร 9-25-25 อัตรา ต้นละ 2 กิโลกรัม เน้นใส่ในวันที่มีฝน เพราะที่สวนคุณจรัญไม่มีระบบน้ำ อาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว จึงต้องคอยติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ว่าจะมีฝนตกชุกช่วงวันไหน ก็จะใช้โอกาสวันนั้นเร่งการใส่ปุ๋ย แล้วให้ฝนเป็นตัวละลายปุ๋ย หากใส่แล้วฝนตกน้อย ก็ต้องใช้คนงานรดน้ำ ให้ปุ๋ยละลายจนหมด คุณจรัญ ย้ำว่า การใส่ปุ๋ยที่ดี ต้องรดน้ำให้ปุ๋ยละลาย ไม่เช่นนั้นก็สูญเปล่า

ส่วนทางใบ จะเน้นการฉีดปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัส กับโพแทสเซียมสูง เช่น ปุ๋ย 0-52-34 หรือ ปุ๋ยนูแทคซุปเปอร์-เค การฉีดปุ๋ยทางใบจะเริ่มฉีดหลังจากที่ราดสารไปแล้ว ประมาณ 15 วัน คุณจรัญ ได้สรุปสูตรฉีดพ่นปุ๋ยเพื่อการสะสมอาหาร ดังนี้

ช่วงที่มีฝนตกชุก

– ปุ๋ย 0-52-34 1 กิโลกรัม

– เฟตามิน 400 ซีซี

– สังกะสี 100 ซีซี

– โกรแคล 100 ซีซี

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

– โรคและแมลง ใช้ตามการระบาด

การใช้ปุ๋ย สูตร 0-52-34 ช่วงฝนตกชุก จะช่วยยับยั้งการแตกใบอ่อนได้ดีมาก แต่ไม่ควรฉีดพ่นติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง เพราะจะทำให้ตายอดของมะม่วงแห้งและบอดได้ (ถ้าตาบอดจะดึงดอกยาก) การใส่ฮอร์โมนเฟตามิน โกรแคล และสังกะสี ร่วมด้วย จะทำให้ตายอดสดใส เต่งตึง อวบอั๋น ตาไม่บอด

ช่วงที่ฝนน้อย

– ปุ๋ยนูแทค ซุปเปอร์-เค 400 กรัม

– เฟตามิน 400 ซีซี

– สังกะสี 100 ซีซี

– โกรแคล 100 ซีซ

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

– โรคและแมลง ใช้ตามการระบาf

เมื่อฝนทิ้งช่วงจะเปลี่ยนปุ๋ยโดยให้กลับมาใช้ปุ๋ยนูแทค ซุปเปอร์-เค (6-12-26) เพราะมีไนโตรเจน 6% จะช่วยให้ตายอดสมบูรณ์ ไม่แห้ง หรือบอดง่าย

การสะสมอาหาร จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน (ในมะม่วงพันธุ์เบา เช่น น้ำดอกไม้ ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด) การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ จะฉีด 4-5 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน

ดึงดอกอย่างไร ให้ออกทั้งต้น ถ้าเราทำใบอ่อนได้เสมอ ใส่ปุ๋ยถูกช่วงเวลา บำรุงรักษาใบดีมาตลอด โอกาสดึงดอกให้ออกมาพร้อมกันจะสูงมาก ส่วนใหญ่ชาวสวนจะดูองค์ประกอบหลายๆ อย่างก่อนทำการดึงดอก เช่น อายุหลังราดสาร ต้องไม่น้อยกว่า 60 วัน (มะม่วงพันธุ์เบา) และ 90 วัน สำหรับมะม่วงพันธุ์หนัก, ใบมะม่วงแก่ดี เอามือกำแล้วกรอบ ใบหลุบลง, ตายอดนูน พร้อมดึง, ถ้าใบยังไม่พร้อม หรือ มีใบอ่อนแตกออกมาขณะสะสมอาหาร อย่ารีบร้อน ให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสะสมอาหารจนกว่าใบจะพร้อม จึงทำการเปิดตาดอก, ดูสภาพอากาศ ฝนต้องทิ้งช่วงนิด ดินไม่ชุ่มน้ำเกินไป เพราะหากเปิดตาดอกขณะฝนตกชุก โอกาสเป็นใบอ่อนสูง

ในการเปิดตาดอก เกษตรกรส่วนมากจะใช้ ไทโอยูเรีย ผสมกับโพแทสเซียมไนเตรต (13-0-46) ที่สวนคุณจรัญ จะใช้สูตร

สูตรเปิดตาดอก

– ไทโอยูเรีย 1 กิโลกรัม

– สาหร่าย-สกัด 300 ซีซี

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน แล้วรอดูการเปลี่ยนแปลงของตายอด โดยปกติแล้ว ตาดอกจะเริ่มแทงหลังเปิดตาดอกครั้งแรก ประมาณ 10-15 วัน แต่ถ้าเริ่มแทงในวันที่ 3-4 โอกาสเป็นใบอ่อนจะสูงมาก

ประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วง เนินมะปราง กับการพัฒนามะม่วง เพื่อการส่งออก

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วง เนินมะปราง กับการพัฒนามะม่วง เพื่อการส่งออก

ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกมะม่วงในเชิงพาณิชย์ รวมประมาณ 2 ล้านไร่เศษ ผลผลิต 3 ล้านกว่าตัน ส่วนมากใช้เพื่อการบริโภคภายในประเทศ มะม่วงที่มีคุณภาพดีถูกคัดเพื่อส่งออก โดยในปี พ.ศ. 2558 สามารถส่งออกได้ราว 65,000 ตัน มูลค่าการส่งออกกว่า 3,000 ล้านบาท ตลาดหลักๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และเกาหลี หากเรียงลำดับตามมูลค่าการส่งออกแล้ว เกาหลีเป็นประเทศที่ไทยส่งออกผลมะม่วงสดไปขายมากที่สุด มูลค่ากว่า 720 ล้านบาท รองลงมาคือ ญี่ปุ่น 440 ล้านบาท เวียดนาม 180 ล้านบาท และจีน 110 ล้านบาท (ข้อมูลจาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร)

อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์ (อดีตนายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย) ประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วงเนินมะปราง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทร. (081) 886-9656 กล่าวว่า ตลาดส่งออกผลสดมะม่วงไทยมีอนาคตสดใสอีกยาว เพราะดูจากตัวเลขการส่งออกในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมา ถือว่าโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่างจากเมื่อก่อนที่การเติบโตเป็นไปอย่างช้าๆ สาเหตุหลักที่ทำให้การส่งออกดีขึ้นก็เพราะ เกษตรกรรวมกลุ่มกันสร้างมาตรฐานและคุณภาพของผลผลิตให้ดี เป็นที่ต้องการของตลาดนั่นเอง

ปัจจุบัน ประเทศไทย มีกลุ่มเกษตรกรชาวสวนมะม่วงที่มีมาตรฐานสามารถรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น กระจายอยู่ทั่วประเทศเกือบ 50 กลุ่ม ผลัดเวียนกันผลิตมะม่วงคุณภาพดีส่งออกต่างประเทศ โดยมีการประชุมวางแผนการผลิตไม่ให้ผลผลิตออกมาทับซ้อนกัน ซึ่งสมาคมจะเป็นศูนย์กลางในการจัดตารางการผลิต เป็นผลดีต่อการส่งออกเป็นอย่างมาก เพราะสามารถขายผลผลิตได้ทั้งปี ราคาไม่ตก เพราะผลผลิตออกไม่ตรงกัน ต่างจากเมื่อก่อนที่ต่างคนต่างทำ เวลาขายผลผลิตมักมีปัญหา บางช่วงมีเยอะเกินไป บางช่วงขาดหายไม่มีผลผลิตเลย ดังนั้น การรวมกลุ่มจึงถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของเกษตรกรชาวสวนมะม่วง ที่จะช่วยกันผลักดันมะม่วงไทยให้เป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากขึ้น

อาจารย์ศิลป์ชัย ได้ให้ข้อมูลของการประชุมสมาชิกของสมาคม เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2558 พอสรุปได้ว่า ขณะนี้สมาคมมีสมาชิกอยู่ ประมาณ 1,630 คน พื้นที่ปลูกมะม่วง ประมาณ 50,000 ไร่ โดยเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง จำนวน 21,740 ไร่ พันธุ์น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 10,326 ไร่ ที่เหลือเป็นมะม่วงพันธุ์อื่น เช่น ฟ้าลั่น โชคอนันต์ เขียวเสวย ฯลฯ ซึ่งสมาคมได้จัดทำแผนผังการผลิตมะม่วงให้ออกผลตลอดปี ตามปฏิทินที่แสดงให้เห็น

จะเห็นได้ว่า จากความร่วมมือของสมาชิกภายในสมาคม ประเทศไทยจะมีผลผลิตมะม่วงส่งขายยังตลาดต่างประเทศแบบต่อเนื่องไม่ขาดสาย โดยคาดการณ์ว่า ผลผลิตจะสูงสุดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2559 ผลผลิตรวมอาจสูงถึง 10,000 ตัน และน้อยสุดในเดือนกันยายนและตุลาคม 2559 คาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 400 ตัน และ 120 ตัน ตามลำดับ

ขั้นตอนในการจัดการมะม่วงส่งออก

1. ตัดขั้วผลให้สั้น น้อยกว่า 1 เซนติเมตร แล้วแช่ผลมะม่วงในสารละลายคลอรีน อัตรา 0.5 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร นาน 1 นาที

2. แช่ตะกร้ามะม่วงในอ่างน้ำอุ่นที่ละลายสารเคมีกำจัดเชื้อราโปรคลอราช อัตรา 0.18 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร และสารกำจัดเพลี้ยไฟ อิมิดาคลอพริด อัตรา 0.12 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร

3. แช่มะม่วงในน้ำเย็น ประมาณ 10 วินาที เพื่อล้างสารเคมีที่ผิว (จุ่มแล้วยกขึ้นทันที) จากนั้นแช่ในอ่างน้ำที่ใส่สารเอทีฟอน อัตรา 0.2 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร เพื่อเร่งความสุกของมะม่วง การจุ่มจะจุ่มแล้วยกขึ้นทันที

4. เรียงมะม่วงในตะกร้าพลาสติกชนิดทนความร้อนได้ โดยเรียงผลชั้นเดียว จัดผลให้เอียง 45 องศา จัดให้ปลายผลชี้ขึ้นด้านบน บรรจุให้ได้ 11 กิโลกรัม ต่อ 1 ตะกร้า (ประมาณ 30 ผล)

5. เรียงซ้อนตะกร้า บนแท่นพาเลท ซึ่งจัดเรียงได้ จำนวน 42 ตะกร้า ต่อพาเลท และบรรจุได้ จำนวน 10 พาเลท หรือประมาณ 4.5-5 ตัน ต่อห้องอบ

6. เจ้าหน้าที่กักกันพืชฝ่ายไทยและญี่ปุ่น เสียบเครื่องมือวัดอุณหภูมิภายในผลมะม่วง จำนวน 10 แท่ง แท่งละ 1 ผล

7. เริ่มอบไอน้ำ โดยใช้ระดับความร้อน 52-53 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 96% อุณหภูมิภายในผลมะม่วงจะเพิ่มขึ้นเป็น 47 องศา โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที รวมระยะเวลาตั้งแต่เริ่มอบ ประมาณ 3 ชั่วโมง 10 นาที

8. ระบายความร้อนจากผลมะม่วง โดยการฉีดพ่นน้ำ เป็นเวลา 10 นาที

9. นำตะกร้าที่ผ่านการอบไอน้ำออกจากห้องอบ ผึ่งลมให้ผิวผลแห้ง ประมาณ 30 นาที

10. คัดแยกเกรดผลมะม่วงตามขนาด S M และ L ติดฉลากทางการค้าและหุ้มโฟมตาข่ายกันกระแทก ก่อนบรรจุลงกล่องกระดาษลูกฟูก โดยชั่งน้ำหนักรวม 5.2-5.3 กิโลกรัม ต่อกล่อง

ปิดผนึกฝากล่อง และรอยเปิดตามขอบกล่อง พร้อมติดฉลาก “TREATED PQ-DOA-THAILAND”

11. เจ้าหน้าที่กักกันพืชไทยและญี่ปุ่น สุ่มตรวจสอบกล่องมะม่วงเพื่อตรวจสอบหาแมลงศัตรูพืชที่อาจพบบริเวณขั้วผลหรือผิวผล จะสุ่มตรวจ ร้อยละ 5 ของจำนวนกล่องมะม่วงทั้งหมด

12. เก็บรักษากล่องมะม่วงในห้องเย็นก่อนการขนส่ง

13. ลำเลียงกล่องมะม่วงจากห้องเย็นไปสู่รถห้องเย็น เพื่อขนส่งไปทางเครื่องบินหรือท่าเรือ

ตลาดส่งออกปัจจุบันเปิดกว้างมาก และการขายก็มีหลากหลายรูปแบบ เช่น การส่งผลสดไปยังตลาดญี่ปุ่น ยุโรป จีน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ โดยผ่านบริษัทผู้ส่งออกหรือส่งผลผลิต เกรดรองลงมาไปตลาดแปรรูป ซึ่งกำลังต้องการผลผลิตจำนวนมาก ตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่าเกษตรกรมีความสามารถในการผลิตแค่ไหนที่จะผลิตมะม่วงคุณภาพตรงความต้องการของตลาด

สนใจต้นพันธุ์ “มะม่วงไต้หวันทุกชนิด” ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร

โทร. (081) 901-3760

%d bloggers like this: