บัญชีธุรกิจ

All posts tagged บัญชีธุรกิจ

การตัดหนี้สูญ…เกณฑ์ที่ยากจะเกิดขึ้นจริง

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07083010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

การตัดหนี้สูญ…เกณฑ์ที่ยากจะเกิดขึ้นจริง

การประกอบกิจการค้าเมื่อมีการให้เครดิตเทอมกับลูกค้า โอกาสที่จะขายสินค้าหรือบริการแล้วเก็บเงินไม่ได้อาจจะเกิดขึ้นได้ ในทางบัญชีการตัดหนี้สูญจะพิจารณาเป็นรายๆ โดยใช้ประสบการณ์การเก็บหนี้ในอดีต ประกอบกับข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้ารายนั้น และการประเมินจากฝ่ายบริหารว่า โอกาสจะเก็บเงินไม่ได้มีมากน้อยเพียงใด

หากกิจการประเมินแล้วว่าลูกหนี้การค้ารายการใด มีโอกาสเรียกเก็บเงินไม่ได้ กิจการจะบันทึกลูกหนี้รายนั้นเป็นหนี้สูญ โดยมีวิธีการบันทึกอยู่ 2 แบบ 2 ดีกรี คือ วิธีแรก ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ โดยรับรู้ค่าใช้จ่ายที่ชื่อว่า “หนี้สงสัยจะสูญ” ไว้ในงบกำไรขาดทุน ในขณะที่อีกขาหนึ่งชื่อว่า “ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ” เป็นบัญชีปรับมูลค่าลูกหนี้การค้า วิธีนี้ยังเป็นการตั้งผลขาดทุนเผื่อไว้ เพราะอาจจะเก็บเงินไม่ได้

วิธีที่สอง กิจการบันทึกตัดบัญชีลูกหนี้การค้าออกไปเลย และบันทึกค่าใช้จ่ายชื่อ “หนี้สูญ” วิธีนี้ยอดคงเหลือของลูกหนี้การค้ารายนั้นจะถูกตัดออกจากบัญชีไปโดยไม่เหลือให้เห็นอีกต่อไป

การบันทึกวิธีแรกนั้น กิจการอยู่ในขั้นสงสัยว่าหนี้รายการนั้นจะสูญ จึงใช้ชื่อว่า “หนี้สงสัยจะสูญ” หากเมื่อเราตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้แล้ว ต่อมาลูกหนี้รายนั้นชำระหนี้เรา ก็ต้องบันทึกกลับรายการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ กลับมาเป็นรายได้ เนื่องจากเดิมรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายไปแล้ว เมื่อกลับรายการจะเกิดบัญชี “ค่าใช้จ่ายที่ติดลบ” ซึ่งก็คือ รายได้เกิดขึ้น

การบันทึกวิธีที่สองนั้น กิจการไม่มีข้อสงสัยอีกต่อไปว่าจะเก็บเงินได้หรือไม่ (หรือมีความแน่นอนค่อนข้างแน่ว่าจะเก็บไม่ได้) จึงใช้ชื่อว่า “หนี้สูญ” และตัดบัญชีลูกหนี้การค้าออกไปจากงบการเงิน และก็เช่นเดียวกัน หากวันข้างหน้า ลูกหนี้รายนั้นชำระเงิน กิจการก็จะรับรู้ “หนี้สูญได้รับคืน” เป็นรายได้ของกิจการในงวดที่ได้รับชำระ

หนี้สูญไม่แน่ว่าจะถือเป็นค่าใช้จ่ายได้ในทางภาษี

วิธีการบันทึกที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นการบันทึกและรับรู้รายการทางบัญชี แต่ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล เขามีเงื่อนไขและหลักเกณฑ์เพิ่มเติม โดยกิจการอาจจะไม่สามารถลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายในทันทีที่รับรู้ผลขาดทุนทางบัญชี หากยังไม่เข้าเงื่อนไขตามที่กำหนด

หลักเกณฑ์ที่ว่านี้แบ่งหนี้ออกเป็นสองกรณี คือ (1) หนี้เกินกว่า 500,000 บาท และ (2) หนี้ไม่เกิน 500,000 บาท หากหนี้มีจำนวนเงินเกิน 500,000 บาท กิจการต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ คือ

1. กิจการต้องดำเนินการติดตามทวงถามตามสมควรแก่กรณีโดยมีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างชัดแจ้งและไม่ได้รับชำระหนี้โดยปรากฏว่า

(ก) ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย เป็นคนสาบสูญหรือมีหลักฐานว่าหายสาบสูญ และไม่มีทรัพย์สินใดๆ จะชำระหนี้ได้

(ข) ลูกหนี้เลิกกิจการ และมีหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่นมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้อยู่ในลำดับก่อนเป็นจำนวนมากกว่าทรัพย์สินของลูกหนี้

2. ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งหรือได้ยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีแพ่ง และในกรณีนั้นๆ ได้มีคำบังคับหรือคำสั่งของศาลแล้วแต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใดๆ จะชำระหนี้ได้ หรือ

3. ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลายหรือได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีล้มละลาย และในกรณีนั้นๆ ได้มีการประนอมหนี้กับลูกหนี้โดยศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้นั้น หรือลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายและได้มีการแบ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ครั้งแรกแล้ว

ผมคัดมาให้อ่านดูโดยไม่ตัดทอนในส่วนของหลักเกณฑ์ เพื่อให้มองเห็นภาพว่า โอกาสที่กิจการจะสามารถดำเนินการ และสถานการณ์จะดำเนินไปตามเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งตามที่ระบุนั้นมีน้อยมาก ข้อแรกที่ว่าด้วยการติดตามทวงถามตามสมควรแก่กรณีนั้น กิจการน่าจะทำได้ การที่จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย หายสาบสูญ หรือเลิกกิจการนั้น ในกรณีที่ลูกหนี้ขาดสภาพคล่องและไม่ชำระหนี้โดยทั่วไป ก็ยังไปไม่ถึงจุดที่ว่านี้ได้ง่ายๆ

พอมาดูต่อข้อ 2 และข้อ 3 ที่ว่า กิจการได้ดำเนินการฟ้องร้องในคดีแพ่ง หรือคดีล้มละลาย และมีคำสั่งศาลหรือคำพิพากษา และลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สิน หรือลูกหนี้ถูกพิพากษาเป็นบุคคลล้มละลาย มีการแบ่งทรัพย์ครั้งแรก ขั้นตอนเหล่านี้น่าจะใช้เวลาหลายปี และหากเป็นกิจการขนาดกลางขนาดย่อม ไม่น่าจะมีใครดำเนินการตามขั้นตอนที่ว่าเพียงเพื่อหวังว่าจะตัดเป็นค่าใช้จ่ายหนี้สูญในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ต้องพูดถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายและเวลาที่อาจจะไม่คุ้มแก่การดำเนินการที่กิจการส่วนใหญ่มองว่า “กิจการต้องการค้าขาย ไม่ต้องการค้าความ”

ย้อนกลับมาดูกรณีจำนวนเงินไม่เกิน 500,000 บาท กิจการต้องดำเนินการตามข้อ 1 แต่ข้อ 2 และ 3 นั้นลดดีกรีมา โดยศาลรับคำฟ้องในคดีแพ่งหรือคดีล้มละลาย หรือคำขอรับชำระหนี้กรณีมีเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องด้วย

คือหากจำนวนเงินไม่เกิน 500,000 บาท กิจการก็ยังต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลอยู่ดี แต่หลักเกณฑ์ลดให้เหลือแค่ศาลรับคำฟ้องก็สามารถตัดหนี้สูญได้

อย่างไรก็ตาม เราคงพอประเมินได้ว่า การจะยื่นฟ้องและศาลรับคำฟ้องนั้น กิจการต้องดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับกรณีจำนวนเงินเกินกว่า 500,000 บาท เพียงแต่ไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษาตัดสินออกมาแล้วเท่านั้น ดูจะไม่สมเหตุสมผลสำหรับมูลหนี้ที่หากไม่เกิน 500,000 บาท กิจการส่วนใหญ่คงไม่ต้องการดำเนินการฟ้องร้อง เพราะเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายที่จะว่าจ้างทนายความมาดำเนินการให้

หลักเกณฑ์การตัดหนี้สูญที่มีอยู่จึงดูไม่สมเหตุสมผล และเป็นเกณฑ์ที่ยากจะเกิดขึ้นได้จริง เราจึงพบว่า กิจการส่วนใหญ่มีแต่จำใจต้องตัดหนี้สูญไปทั้งที่รู้ว่า ไม่มีโอกาสได้นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ผมคิดว่าประเด็นนี้บั่นทอนความสามารถในการดำเนินธุรกิจของกิจการลงไปไม่น้อย แม้ว่าตามหลักการแล้วกิจการควรให้ความระมัดระวังในการทำธุรกิจให้มากพอที่จะไม่เกิดหนี้สูญ แต่ในบางครั้งหากกิจการพลาดพลั้งไม่สามารถเก็บเงินได้ กลายเป็นการถูกรัฐลงโทษด้วยการต้องรับรู้ผลขาดทุนพร้อมๆ กับต้องเสียภาษีเต็มเสมือนหนึ่งไม่เคยเกิดผลขาดทุนจากการเก็บหนี้ไม่ได้ดังกล่าว

กิจการที่ขายสินค้าหรือให้บริการกับลูกค้าในต่างประเทศ ดูจะยิ่งมีปัญหากับหลักเกณฑ์ข้างต้นมากยิ่งกว่ากิจการที่มีลูกหนี้ในประเทศ เนื่องจากกรมสรรพากรเคยให้แนวไว้ว่า การฟ้องร้องในคดีแพ่งหรือคดีล้มละลายที่ว่านี้ ยอมรับเพียงการฟ้องร้องที่เกิดขึ้นในศาลไทย ทำให้กรณีกิจการที่ส่งออกและเกิดปัญหาเก็บหนี้ไม่ได้ ปิดประตูการบันทึกหนี้สูญที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษี กิจการกลุ่มนี้จึงเจอหลักเกณฑ์เข้มข้นยกกำลังสอง และหมดหวังที่จะดำเนินการใดๆ ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนด

มองโดยอ้อมแล้ว เหมือนว่าหลักเกณฑ์จะเน้นและสนับสนุนให้กิจการดำเนินการฟ้องร้องคู่ค้าเท่านั้น ไม่เช่นนั้นกิจการก็ไม่อาจนำผลขาดทุนนั้นมาลงเป็นค่าใช้จ่ายได้ การที่นโยบายรัฐส่งผลให้เกิดความต้องการฟ้องร้องกันให้ถึงที่สุดก็ดูจะไม่ใช่แนวทางการสนับสนุนภาคธุรกิจให้ดำเนินการกันอย่างคล่องตัว และไม่สนับสนุนให้กิจการมีเวลาโฟกัสกับการเดินหน้าทางธุรกิจเท่าที่ควร

หลักเกณฑ์การตัดหนี้สูญนี้มีมาตั้งแต่ปี 2534 นับคร่าวๆ ก็ 25 ปีมาแล้ว เห็นข่าวกระทรวงการคลังต้องการปรับโครงสร้างทางภาษีให้จัดเก็บได้อย่างเป็นธรรมและเหมาะสม น่าจะรับประเด็นนี้ไว้พิจารณาปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้หลักเกณฑ์มีความยืดหยุ่นคล่องตัว และสนับสนุนผู้ประกอบการให้เดินหน้าทำธุรกิจอย่างแท้จริง แนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่ว่านี้ น่าจะกำหนดหลักเกณฑ์ของวงเงินที่ต่ำกว่า 500,000 บาท ลงมา ให้สามารถรับรู้หนี้สูญได้ง่ายขึ้น ให้มีขั้นตอนแตกต่างจากการดำเนินการกรณีมูลหนี้สูงๆ อาจจะไม่ต้องดำเนินการฟ้องร้องก็สามารถตัดหนี้สูญได้ คล้ายๆ กับกรณีการตัดหนี้สูญของธนาคารพาณิชย์ในกฎหมายฉบับเดียวกัน

ระบบบัญชี กิจการร้านอาหาร

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07081010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

ระบบบัญชี กิจการร้านอาหาร

ธุรกิจร้านอาหารในบ้านเราเติบโตและมีการแข่งขันสูง นอกจากต้องมีอาหารที่มีรสชาติอร่อย สะอาด ทำเลเหมาะสมแล้ว ยังต้องมีเทคนิคด้านการตลาดที่ตอบโจทย์โดนใจลูกค้าจึงจะอยู่รอดได้

มีร้านอาหารจำนวนมากที่เก่งเรื่องการตลาด เรื่องการขายหน้าร้าน แต่ระบบการควบคุมดูแลหลังร้านอาจจะยังเป็นประเด็นที่ไม่แน่ใจว่าเหมาะสมรัดกุมหรือไม่

ร้านอาหารเริ่มต้นจากเครื่องคิดเงิน

จุดสำคัญของระบบควบคุมดูแลในธุรกิจร้านอาหาร เริ่มต้นจาก “ระบบเครื่องคิดเงิน” ซึ่งมีตั้งแต่เครื่องคิดเงินที่มีลิ้นชักปิดเปิดเพื่อเก็บเงินแบบธรรมดา ไปจนถึงเครื่องคิดเงินที่มีการใส่โปรแกรมสำเร็จรูปที่เรียกว่า POS (Point of Sales) เพื่อใช้ตั้งแต่การจองโต๊ะ ป้อนออร์เดอร์รายการอาหารที่ลูกค้าสั่ง บันทึกคิดเงินเช็กบิล และเก็บข้อมูลการขายรายวันเอาไว้เป็นฐานข้อมูลทางบัญชีและภาษี

โปรแกรมสำเร็จรูปที่ว่านี้มีการพัฒนาโดย Software House ที่เน้นสำหรับธุรกิจร้านอาหารโดยเฉพาะ มีให้เห็นในท้องตลาดหลายยี่ห้อ และเครื่องคิดเงินดังกล่าวจะต้องมีการขึ้นทะเบียนไว้กับกรมสรรพากร โดยกรมสรรพากรจะพิมพ์บาร์โค้ดให้ร้านมาติดไว้ที่ตัวเครื่อง สำหรับควบคุมดูแลการบันทึกบัญชีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ระบบบัญชีรับเงิน-จ่ายเงิน ในร้านอาหาร

การควบคุมภายในสำหรับระบบบัญชีรับเงิน-จ่ายเงินที่ดีนั้น มีหลักว่า “ต้องแยกรายการรับออกจากรายการจ่าย” ซึ่งมีความหมายว่า เมื่อขายอาหารและเก็บเงินได้ เงินรับจากการขายจะไม่นำไปปะปนหรือดึงเงินส่วนนี้ไปใช้จ่าย ทั้งนี้ เพื่อให้การตรวจสอบความถูกต้องเป็นไปได้โดยสะดวก และเป็นการควบคุมไม่ให้พนักงานยักยอกเงินอีกด้วย

การควบคุมด้านรับเงิน

ระบบการควบคุมเงินสดรับจากการขายนั้น กิจการจะมีแคชเชียร์ซึ่งทำหน้าที่เป็นรอบๆ บางร้านอาจจะมีแคชเชียร์หลายคนในรอบเดียวกัน ก็จะต้องร่วมกันรับผิดชอบยอดเงินสดรับให้ตรงกับรายงานการขาย เมื่อปิดรอบของแคชเชียร์เจ้าหน้าที่จะต้องนับเงินสดชนยอดกับรายงานการขาย โดยตรวจนับกับพนักงานที่ไม่ได้ทำหน้าที่แคชเชียร์ในขณะนั้นอีกคนหนึ่ง เรียกว่าเป็นระบบตรวจสอบซึ่งกันและกัน หรือ Dual Control คือ ต้องตรวจนับร่วมกัน 2 คน โดยทั้ง 2 คน ต้องตรวจนับให้ได้ตรงกัน แล้วนำไปหยอดลงตู้นิรภัย โดยทั้ง 2 คน ต้องร่วมเป็นพยานรู้เห็นว่าได้หยอดใส่ตู้ตามยอดที่ตรวจนับได้โดยไม่มีการเปิดซองออกอีก

ซองเงินที่หยอดลงตู้จะถูกเปิดออกโดยพนักงานบัญชีอีกคนหนึ่ง (คนที่ 3) เพื่อตรวจนับว่าตรงกับรายงาน แล้วจึงนำเงินสดรับนั้นนำไปฝากธนาคาร ส่วนใหญ่พนักงานคนที่นำเงินไปฝากมักเป็นพนักงานอาวุโส หรือผู้ที่ไว้ใจได้ บางครั้งเจ้าของกิจการจะเป็นคนทำหน้าที่ดังกล่าว ยอดเงินที่ฝากเข้าบัญชีธนาคารนั้นมักนำฝากด้วยยอดที่สามารถสอบยันตรงกันกับรอบการขายแต่ละรอบได้ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบตัวเลขในภายหลังหากมีข้อสงสัย เช่น การขายวันนั้นมีการปิดยอดเงิน 4 รอบ จะมีเงินสดแยก 4 ซอง เวลานำฝากธนาคาร หากนำฝากพร้อมกัน จะแยกใบนำฝาก หรือรวมยอดก็ไม่ผิดกติกา แต่จะต้องสอบยันกับยอดทั้ง 4 รายการได้ เป็นต้น

และเพื่อลดความเสี่ยงจากการถือเงินสดจำนวนมากๆ อาจกำหนดไว้ว่าเมื่อเงินสดรับจากการขายถึงจำนวนเงินเท่าใดจะต้องปิดยอดและตรวจนับเพื่อหยอดใส่ตู้เซฟ หากสังเกตร้านสะดวกซื้อชั้นนำเขาจะมีเงินติดร้านอยู่ไม่เกิน 5,000 บาท เนื่องจากเงินสดรับที่เกินกว่านั้นได้รับการตรวจนับใส่ซองและหยอดลงตู้เซฟไปเรียบร้อยแล้ว

การเก็บเงินจากลูกค้านั้น ลูกค้าบางคนอาจชำระด้วยบัตรเครดิต บางคนชำระด้วยเงินสด ในระบบ POS ที่เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปนั้น เขาจะตั้งเมนูไว้ให้พนักงานแคชเชียร์กดเลือกว่าชำระด้วยเงินสดหรือบัตรเครดิต ฐานข้อมูลการบันทึกรายการก็จะแยกประเภทตามวิธีการชำระเงินของลูกค้า รายงานจะแจกแจงยอดออกมาทั้งรับชำระด้วยบัตรเครดิต แยกรายบัตรของแต่ละธนาคาร ยอดรับชำระด้วยเงินสด

การควบคุมด้านจ่าย

ด้านเงินสดจ่ายนั้น กิจการควรตั้งกองขึ้นมาต่างหาก ไม่ปะปนกับเงินสดรับจากการขาย โดยพิจารณาวงเงินจากเงินหมุนเวียนที่จำเป็นต้องใช้ในแต่ละช่วงเวลา เช่น กิจการอาจกำหนดวงเงินไว้ 10,000 บาท วงเงินลักษณะนี้เรียกว่า Imprest System คือจำนวนเงินที่กำหนดจำนวนคงที่ไว้ และมอบหมายให้มีผู้ถือเงิน วงเงินนี้เรียกว่า “วงเงินสดย่อย” (Petty Cash Float) ซึ่งมีหลักควบคุมง่ายๆ คือ เงินสด บวกกับ บิลที่จ่ายซื้อของ จะต้องเท่ากับยอดวงเงินเสมอ เช่น หากใช้จ่ายเงินออกไปรวมกันเท่ากับ 8,500 บาท จะมีบิลหลายๆ ใบรวมกันเท่ากับ 8,500 บาท และมีเงินสดคงเหลือ 1,500 บาท

เมื่อเงินสดในมือพร่องลงไปถึงระดับหนึ่ง จะมีการเบิกชดเชยเงินสดย่อยด้วยยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ในตัวอย่างข้างต้น จะทำยอดเบิกชดเชย 8,500 บาท เพื่อให้เงินสดในมือกลับมาอยู่ที่ 10,000 บาทตามเดิม และในขั้นตอนการเบิกชดเชย บิลเอกสารจะถูกนำไปแนบใบสำคัญจ่ายสำหรับรายการเบิกชดเชยเงินสดย่อยนั้น

มีกิจการจำนวนมากนิยมเบิกเงินด้วยยอดกลมๆ เช่น เบิก 10,000 บาท ทบเข้าไปกับยอดเงินคงเหลือ 1,500 บาท ทำให้เงินสดในมือมีอยู่ 11,500 บาท (ไม่ใช่ 10,000 บาทตามวงเงิน) การเบิกด้วยยอดกลมๆ ในลักษณะนี้จะทำให้การควบคุมดูแลยอดเงินไม่สามารถตรวจนับได้ตลอดเวลา ตามที่กล่าวข้างต้น โดยปกติจะควบคุมได้ต้องมีการปรับปรุงและบันทึกสมุดเงินสดที่ทันต่อเหตุการณ์เท่านั้นจึงจะสามารถควบคุมดูแลเงินสดที่ไม่เป็นวงเงินได้ แต่ในทางปฏิบัติ ไม่ค่อยพบว่าร้านค้าจะมีเวลามาทำสมุดเงินสด เนื่องจากงานหน้าร้านที่เร่งรัด ระบบเงินสดย่อยที่คุมเป็นวงเงินและเบิกชดเชยด้วยยอดที่เบิกจ่ายจึงเป็นระบบที่ใช้ควบคุมได้จริงในทางปฏิบัติ

การบริหารจัดการร้าน

การจัดผังและพื้นที่ใช้งานหลังร้าน มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย แม้ว่าส่วนใหญ่พื้นที่หลังร้านจะมีขนาดเล็ก และคับแคบ แต่การจัดพื้นที่หลังร้านให้ทำงานได้สะดวกและช่วยป้องกันการเดินเข้าออก การเข้าถึงพื้นที่ มีผลอย่างมากต่อการระแวดระวัง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ชุลมุน ทดลองสังเกตซุปเปอมาร์เก็ตหลายๆ แห่ง เขาจะมีหลักในการจัดวางเครื่องคิดเงินที่ยากสำหรับคนที่ไม่เกี่ยวข้องจะเข้าไปยุ่มย่าม แม้กระทั่งพนักงานด้วยกัน การจัดวางตำแหน่งที่เก็บเอกสารสำคัญ การเคลียร์เอกสารออกในแต่ละวัน ตำแหน่งที่ตั้งของเซฟ การวางกล้องวงจรปิดในจุดต่างๆ ไว้ตรวจสอบกรณีเกิดปัญหาเงินขาด เงินหาย รายละเอียดเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการใส่ใจจากเจ้าของร้าน

การนำเงินสดรับออกจากตู้เซฟเพื่อนำไปฝากธนาคารมีความเสี่ยงในระหว่างขนย้าย ร้านค้าบางแห่งทำประกันภัยสำหรับการสูญหาย โดนปล้น (ระหว่างการขนย้ายเงิน) กับบริษัทประกันภัย ก็ช่วยลดโอกาสและความเสี่ยงในการสูญเสียได้

ร้านค้าในบ้านเราอาจจะไม่ค่อยนึกถึงการประกันภัยอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า การประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณชน (Public Liabilities Insurance) เพื่อลดความเสียหายที่ร้านต้องชดใช้บุคคลภายนอกหรือลูกค้า กรณีเกิดความสูญเสีย เกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากการบำรุงรักษาและการดูแลสถานที่ ความเสียหายต่อทรัพย์สินและความบาดเจ็บทางร่างกาย เช่น ลูกค้าหกล้มเนื่องจากพื้นเปียก หรือมีพื้นต่างระดับในร้าน ซึ่งเบี้ยประกันภัยจะกำหนดโดยขึ้นอยู่กับประเภทของกิจการ ลักษณะของร้านค้า โอกาสและความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุ ร้านค้าบางแห่งทำประกันแบบ IAR (Industrial All Risk) คือกรมธรรม์เดียวคุ้มครองภัยต่างๆ ครอบคลุมนอกเหนือจากอัคคีภัย

ข้อมูลเชื่อมโยง POS ไปโปรแกรมบัญชี

ข้อมูลการขาย ตั้งแต่ม้วนเทปไปจนถึงรายงานการขาย หากมีการเชื่อมต่อไปยังโปรแกรมสำเร็จรูปด้านบัญชีแล้ว ร้านค้าก็สามารถปิดบัญชีได้อย่างรวดเร็วทันเวลา เนื่องจากข้อมูลการขายมีรายละเอียดมาก อย่างไรก็ตาม เท่าที่เห็นในบ้านเรา มักใช้โปรแกรมหน้าร้าน (POS) เพียงระบบเดียว ส่วนการปิดบัญชีนั้นจัดทำแยกต่างหากไม่เชื่อมโยงข้อมูลกัน ในทางเทคนิค ระบบ POS สามารถเชื่อมโยงกับโปรแกรมบัญชี (Interface) ได้ หากโปรแกรมบัญชีมีคุณสมบัติรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลจากการขายหน้าร้าน และต้องให้โปรแกรมเมอร์เป็นผู้เชื่อมโยงข้อมูลให้

มีโปรแกรมสำเร็จรูปบางโปรแกรมมีคุณสมบัติรองรับทั้งระบบ POS กับระบบบัญชีหลังร้าน โดยขายแยก หรือรวมกันตามความต้องการใช้งานของร้านค้า

กิจการในฝัน

Published May 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07081010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

กิจการในฝัน

ในยุคนี้มีคนจำนวนไม่น้อยใฝ่ฝันการได้เป็นเจ้าของกิจการ เป็นนายของตัวเอง ผมอยากชวนคิดว่าหากเราสร้างกิจการของเราเอง เราฝันอยากเห็นกิจการของเราเป็นกิจการในแบบไหน

กิจการของเราจะขายสินค้า บริการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ที่ขายนั้นได้มาตรฐาน และมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของลูกค้า ร้านรวงที่ลูกค้ามาใช้บริการมีความสะอาดถูกสุขลักษณะ ร้านออกแบบสวยน่าเข้า ผลิตภัณฑ์ผลิตโดยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพไม่เอาเปรียบลูกค้า ไม่ผลักภาระต้นทุนที่ไม่สมควรให้กับสังคม เช่น ปล่อยสารพิษ หรือขยะออกสู่สังคมโดยไม่มีระบบการกำจัดที่เหมาะสม และโดยที่สังคมไม่ต้องไปรับผลกระทบเหล่านั้นเองโดยไม่เป็นธรรม

กิจการของเราจะสร้างงานให้คนมีงานทำ มีระบบการฝึกอบรมเพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างมืออาชีพ ให้เงินเดือนค่าแรงที่ยุติธรรม มีสวัสดิการที่เหมาะสม พนักงานมองเห็นอนาคตและ “เส้นทางสายอาชีพ” ของตัวเองชัดเจน รู้ว่าหากพัฒนาคุณภาพการทำงานของตนไปสู่จุดใดจุดหนึ่งแล้วจะได้รับการโปรโมตให้ทำงานในหน้าที่ที่สูงขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น หากอยู่ในองค์กรต่อไปในระยะยาวจะมีตำแหน่งการเลื่อนขั้นตามเงื่อนไขการทำงานที่มีตัวชี้วัดชัดเจน และยุติธรรม พนักงานในระดับล่างที่สุดก็ยังตระหนักว่า ตนสามารถเติบโตขึ้นไปสู่จุดที่เป็นหัวหน้าในระดับต่างๆ ได้ หรือแม้แต่มีทางเลือกให้สามารถออกไปสู่ตลาดงานข้างนอกได้อย่างมีคุณภาพ และกิจการก็ยินดีกับพนักงานที่หากจะต้องเดินออกไปสู่จุดอื่นในสังคม โดยพนักงานผู้นั้นพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า นั้นเคยมีประสบการณ์การทำงานมาจากเรามาก่อนจึงเป็นแรงงานที่มีคุณภาพต่อสังคม

กิจการของเราจะเป็นต้นแบบการบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน รู้จักการบริหารต้นทุนค่าใช้จ่าย โดยเลือกจ่ายในต้นทุน และค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล ไม่นำเงินของกิจการไปใช้ผิดที่ผิดทาง ไม่ว่าจะเป็น เงินใต้โต๊ะ เงินสินบนเพื่อให้ได้งาน ไม่จ่ายค่ารับรองที่ไร้แก่นสารไม่สมเหตุสมผล ไม่จ่ายเงินจำนวนมากไปกับค่าเหล้าเพื่อให้มีงานเลี้ยงประจำปีของบริษัทในขณะที่สวัสดิการพื้นฐานอื่นๆ ยังไม่เป็นโล้เป็นพาย เป็นต้น

กิจการจะรู้จักจ่ายลงทุนเพื่อให้ได้เครื่องจักรที่มีคุณภาพดี สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่เที่ยงตรงสม่ำเสมอและเชื่อมั่นได้ รู้จักจ่ายเงินเพื่อลงทุนในระบบกำจัดขยะ น้ำเสีย และสารพิษ รู้จักการทำ CSR (Corporate Social Responsibility) ที่ส่งผลอย่างแท้จริงต่อลูกค้าและชุมชน ไม่ใช่การละลายงบประมาณไปกับการสร้างภาพสวยหรูใช้เงินมาก แต่ไม่สามารถช่วยสังคมได้อย่างแท้จริง

กิจการจะรู้จักนำความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมืออาชีพมาใช้ มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ทำบัญชีเพียงชุดเดียว เสียภาษีอย่างถูกต้องตรงไปตรงมา ไม่นำค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาปะปนกับค่าใช้จ่ายของธุรกิจ กิจการจะรู้จักเลือกใช้ผู้สอบบัญชีที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา และยินดีจ่ายค่าสอบบัญชีที่สมเหตุสมผล ความคาดหวังที่มีต่อผู้สอบบัญชีคือ การได้รับคำแนะนำในการบันทึกบัญชี และเปิดเผยข้อมูลที่เหมาะสมตามหลักการ ไม่ใช่เลือกผู้สอบบัญชีโดยดูเพียงค่าสอบบัญชีที่ถูกที่สุดโดยขอเพียงการลงชื่อรับรองงบการเงินไปแบบมั่วๆ และสบายใจกับการที่ผู้สอบบัญชีไม่ต้องเข้ามาตรวจสอบอะไรมากมายให้วุ่นวาย

ผมไม่รู้ว่ากิจการในลักษณะที่ว่านี้ จะเข้าข่ายเป็นกิจการในฝันของคุณหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าหลายๆ ข้อที่ว่ามานี้จะช่วยให้กิจการของคุณเป็นกิจการที่ดีได้ และที่สำคัญหากเรามีกิจการในลักษณะนี้เกิดขึ้นในวงกว้างจริง ผมเชื่อว่าจะส่งผลต่อสังคม และช่วยลดความรุนแรงของปัญหาคอรัปชั่นลงได้บ้างอย่างแน่นอน

แล้วเราจะทำอย่างไร…

ผมเสนอว่าให้ LIST รายการข้างต้นออกมาเป็นข้อๆ เพิ่มรายการที่คุณเห็นว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในใจคุณเข้าไป ตัดข้อที่คุณไม่เห็นด้วยออก แล้วเลือกข้อที่มีความหมายกับคุณมากที่สุด เลือกข้อที่คุณเชื่อว่าจะทำให้กิจการของคุณเป็นกิจการในฝันขึ้นมาได้จริง เลือกออกมาเท่าที่คุณต้องการ จะมี 3 ข้อ 5 ข้อ 10 ข้อ หรือมากกว่านั้นก็สุดแท้แต่ หรือจะจัดกลุ่มออกเป็น เรื่องที่มีความสำคัญเร่งด่วนมากที่สุด เรื่องที่มีความสำคัญรองลงมา เรื่องที่มีความสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน และเรื่องที่เมื่อกิจการอยู่รอดและดำเนินงานได้ต่อเนื่องแล้วฉันจะทำ เป็นต้น

จุดสำคัญที่สุดของประเด็นนี้ที่ผมอยากชวนให้คิดคือ ผมอยากให้เรื่องเหล่านี้ สอดแทรกเป็นเนื้อเดียวกันกับแผนธุรกิจ แผนการตลาด แผนการเงิน และงบประมาณ และนโยบายการบริหารของกิจการ ให้มันสะท้อนอยู่ใน Mission Statement ของกิจการ เป็นทิศทางที่ชัดเจนว่า กิจการจะเดินไปสู่ “กิจการในฝัน” (ในแบบของคุณ) อย่างไร

โดยไม่เพียงแต่เจ้าของกิจการเท่านั้นที่จะต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในร่องในรอยตามที่ได้ประกาศไว้ และตอกย้ำแก่พนักงานทุกคนที่เข้ามาร่วมงานด้วย หากเจ้าของ และผู้บริหารกิจการเคร่งครัดกับความประพฤติของตนเองแล้ว พนักงานย่อมต้องเล็งเห็น และเดินตามแนวทางของกิจการในฝันที่ว่านี้อย่างไม่ต้องสงสัย

เพื่อให้เห็นภาพ ทดลองคิดเล่นๆ เป็นตัวอย่าง เช่น

กิจการที่ทำงานผ่านระบบการประมูลจากรัฐ หากมีท่าทีแต่เริ่มต้นว่า กิจการในฝันของเราจะไม่ให้เงินสินบนเงินใต้โต๊ะ เพื่อให้ได้งาน (หรือให้ในระหว่างดำเนินงาน) เราย่อมต้องวางท่าทีในการทำธุรกิจไว้อีกแนวหนึ่ง อะไรจะเป็นจุดแข็งในการนำเสนอเพื่อให้ได้งาน ตลาดที่จะเข้าไปหางาน หรือวิธีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ได้งานย่อมมีแนวทางที่เปลี่ยนไป วิธีการดำเนินธุรกิจก็ย่อมต้องแตกต่างไปจากกิจการอื่น เราต้องไม่เอา Norm ของคนอื่นมาทำให้กิจการในฝันของเราไขว้เขวคลาดเคลื่อน เพราะหากเป็นเช่นนั้น เราจะไม่บรรลุเป้าหมายในการมีกิจการในฝันของเรา

กิจการที่ยังอยู่ในขั้นเพิ่งเริ่มต้นตั้งไข่ อาจเห็นว่าเรื่องสินค้าและบริการ เรื่องผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเป็นประโยชน์ต่อสังคม เรื่องการทำอย่างไรให้สินค้าติดตลาดมีฐานลูกค้าที่แน่นอน จับกลุ่มตลาดได้ถูกต้อง เป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุด ทำอย่างไรให้กิจการดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีผลกำไรพอสมควร ทำอย่างไรจะลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป คุณย่อมต้องเลือกว่า อะไรคือต้นทุนที่สำคัญที่สุด อะไรเป็นต้นทุนที่ควรตัดออก ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอะไรที่เราไม่ควรจะจ่าย

เมื่อกิจการมีผลประกอบการดี จับตลาดได้ถูกต้อง มีอัตราการขยายตัวต่อเนื่อง มีผลกำไรดีติดต่อกัน และมีความมั่นคงในฐานะการเงินในระดับที่น่าพึงพอใจ กิจการอาจเริ่มเห็นความสำคัญของการสร้างบุคคลากรที่มีคุณภาพกิจการอยู่ในสถานะที่ไม่ต้องห่วงกังวลว่าคนที่เราสร้างจะออกไปทำงานที่อื่น ซึ่งนั่นคือ การเป็นองค์กรที่ยกระดับตนเองสู่การเป็นผู้ให้ในลักษณะที่สร้างคนที่มีคุณภาพออกไปสู่สังคม คนที่ออกไปก็เติบโตไปตามวิถีทางของเขาโดยมีพื้นฐานที่ดีจากกิจการของเรา นี่ย่อมเป็นยิ่งกว่ารางวัลตอบแทนการเป็นเจ้าของกิจการในฝันของเรามากกว่าโล่ห์รางวัลใดๆ

จุดที่ขอแทรกและอยากเน้นไว้ในที่นี้คือ เรื่องของต้นทุนค่าใช้จ่ายนั้น มีความสำคัญที่เจ้าของ และผู้บริหารของกิจการต้องคิดให้ถูกทาง เพราะส่งผลต่อความสามารถในการอยู่รอดของกิจการเป็นอย่างมาก ร้านค้า หรือกิจการบางแห่งเปิดตัวอย่างโอ่อ่าอลังการ หมดเงินไปกับค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจำนวนมาก ลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ยังเกินกว่าศักยภาพ และโครงสร้างการลงทุนของกิจการมากเกินไป (ในลักษณะ Over-invested) หากเมื่อใดเกิดเหตุไม่คาดฝัน หรือแผนการตลาดไม่เป็นไปตามที่คาด จะส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินกิจการต่อเนื่องทันที เคยเห็นกิจการจำนวนมากมีต้นทุนจมในเครื่องจักร รถยนต์ประจำตำแหน่ง ผลตอบแทนผู้บริหารที่สูงลิบ ในขณะที่ค่าแรงงานจำกัดจำเขี่ยจนแทบจะหาคนงานมาทำงานด้วยไม่ได้ก็มี เมื่อขายไม่ได้ตามเป้าก็สะดุด และล้มครืนเพราะจ่ายเงินออกไปมากจนขาดสภาพคล่อง และต้องปิดตัวในที่สุด`

ความรู้ความสามารถ และท่าทีในการเลือก และจัดลำดับความสำคัญในการลงทุน ในการเลือกจ่ายในเรื่องอะไรบ้าง มีผลอย่างยิ่ง และหลายๆ ครั้งเป็นจุดตายที่ส่งผลให้กิจการสามารถวิ่งฉิวติดลมบนไปได้สวย หรือล้มครืนในเวลาอันสั้น ไม่ได้ทำกิจการตามอย่างที่ฝันไว้

แนวคิด “กิจการในฝัน” จะสำเร็จลงได้ ต้องอาศัยความฝันที่ดีงาม การแปรความฝันออกมาเป็นแผนที่ชัดเจน การกำหนดกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดที่สอดคล้อง และนำพากิจการไปสู่เป้าหมาย นอกจากนี้ แนวคิดดังกล่าวยังสามารถนำมาเริ่มใช้กับกิจการในทุกช่วงเวลา ไม่ว่ากิจการจะเพิ่งเริ่มต้นดำเนินการ หรือดำเนินการมาแล้วหลายปี หรือกำลังเพลี่ยงพล้ำ และหาหนทางปรับเปลี่ยนเพื่อให้อยู่รอดได้ หากถ้าเห็นดีเห็นงามด้วย ก็ลงมือเริ่มเขียนเริ่มคิดได้เลยครับ

การยื่นงบการเงิน ผ่านอินเตอร์เน็ต ตอนที่ 2

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07083011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

การยื่นงบการเงิน ผ่านอินเตอร์เน็ต ตอนที่ 2

ตามที่กล่าวในคราวก่อนว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กำหนดให้การยื่นงบการเงินประจำปี 2558 ที่จะนำส่งภายในเดือนพฤษภาคม 2559 ต้องนำส่งผ่านระบบ e-filing ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เท่ากับเป็นการยุติกระบวนการนำส่งงบการเงินที่อยู่ในรูปกระดาษ ที่นำส่งโดยมีผู้ถือเอกสารไปยื่นที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มาเป็นการส่งงบการเงินโดยการสแกนเป็นไฟล์ PDF พร้อมทั้งคีย์ตัวเลขผ่านระบบการส่งงบการเงินในเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ตัวเลขล่าสุด (ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2558) ประเทศไทยมีนิติบุคคลอยู่ 620,000 ราย มีผู้กรอกข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตผ่าน http://www.dbd.go.th แล้ว 360,194 ราย (58%) และมีผู้ยืนยันตัวตน และได้รับอนุมัติ Username และ Password แล้ว 141,890 ราย (23%) ณ ขณะนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าขยายเวลาเพื่อให้นิติบุคคลไปยื่นเอกสารเมื่อกรอกข้อมูลผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต ออกไปโดยกิจการต้องลงทะเบียนและจัดการให้มี Username และ Password ให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ให้รีบดำเนินการ โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

(1) กรอกข้อมูลทางระบบอินเตอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์ http://www.dbd.go.th ข้อมูลที่กรอกคือ ชื่อและเลขที่นิติบุคคล ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม อีเมลที่กิจการต้องการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งรหัสลับไปให้ (ควรเป็นอีเมลของกรรมการ หรือเจ้าของกิจการ ยกเว้นเราไม่สามารถจัดการด้วยตนเองและต้องการมอบหมายให้ผู้ทำบัญชีเขาดูแลให้) เมื่อกดบันทึกคำขอแล้ว ให้พิมพ์แบบคำขอที่กรอกนั้นออกมา จะมีเลขที่อ้างอิงตอนบนขวาของเอกสารเป็นเลขที่คำขอ และวันที่รับ ซึ่งต้องใช้อ้างอิงตอนนำเอกสารไปยื่นครั้งแรก

(2) เตรียมเอกสารซึ่งประกอบด้วย ใบคำขอ (ที่มีเลขรับ), หนังสือแสดงความตกลงในการขอรับ Username และ Password, รายงานการประชุม (กรณีผู้มีอำนาจลงนามมีมากกว่า 1 คน ให้ศึกษารายละเอียดในเว็บไซต์) และหนังสือมอบอำนาจ กรณีกรรมการมอบหมายให้พนักงานนำไปยื่นแทน

(3) ยื่นเอกสารแสดงตัวตน เมื่อยื่นเอกสาร เจ้าหน้าที่จะคีย์ข้อมูลเข้าระบบซึ่งจะส่งอีเมลรหัสลับไปให้ตามอีเมลที่ระบุ

(4) นำรหัสลับที่ได้ไปยืนยันทางเว็บไซต์ภายใน 30 วัน

หากอ่านขั้นตอนแล้วไม่เข้าใจ อธิบายง่ายๆ ว่า ขั้นตอนทั้ง 4 ข้างต้น เป็นการยืนยันตัวตนของผู้มีอำนาจลงนามของกิจการว่า ได้รับทราบว่าจะมีการนำส่งงบการเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ต จึงต้องลงนามพร้อมส่งสำเนาบัตรประชาชนที่มีลายเซ็นให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมเอกสารคำขอต่างๆ ที่ทำผ่านเว็บไซต์ http://www.dbd.go.th พอได้รหัสลับมา ก็ยังต้องยืนยันรหัสลับโดยเข้าไปที่ระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอีกรอบหนึ่งเพื่อยืนยันว่ากรรมการได้รับรหัสแล้ว ทั้งนี้ หลังจากการยืนยันขั้นต้นนี้แล้ว ในภายหลังเมื่อมีการนำส่งงบการเงินจะถือเป็นการนำส่งโดยความเห็นชอบและอนุมัติจากกรรมการผู้มีอำนาจ โดยที่ไม่มีการลงลายมือชื่ออีก จึงต้องยืนยันกัน 2 รอบในขั้นตอนการลงทะเบียนในระบบ

เจ้าของกิจการ หรือกรรมการบริษัท จึงควรระมัดระวังในขั้นตอนการลงทะเบียน เพื่อให้รหัสลับผ่านหูผ่านตาก่อน เนื่องจากขั้นตอนการนำส่งงบการเงินจริงหลังจากนี้ หากเรามอบหมายให้พนักงานบัญชีทำให้ เท่ากับเป็นการส่งตัวเลขอย่างเป็นทางการเสมือนหนึ่งกรรมการเป็นผู้กระทำการโดยตรง และผูกพันกิจการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ขั้นตอนการนำส่งตัวเลขและข้อมูลดังกล่าวที่กิจการส่งผ่านระบบอินเตอร์เน็ตจะถือว่าเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการตามระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์

นอกจากตัวเลขในงบการเงินที่จะมีการนำส่งแล้ว ยังมีเอกสารอีก 2 ฉบับ ได้แก่ แบบ สบ.ช.3 (แบบนำส่งงบการเงิน) และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5) ที่โดยปกติทุกปี กิจการต้องนำส่งพร้อมกับงบการเงิน ก็จะนำส่งผ่านระบบ e-filing ดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน

ในขั้นตอนการนำส่งข้อมูลในช่วงมกราคมถึงพฤษภาคมของทุกปี กิจการน่าจะจัดให้มีระบบการตรวจสอบตัวเลขและข้อมูล ก่อนนำส่ง เช่น พนักงานบัญชีอาจเป็นผู้จัดเตรียมข้อมูล โดยมีผู้ตรวจทานก่อน upload ข้อมูลเข้าระบบอินเตอร์เน็ต

กิจการควรให้ความสำคัญและระมัดระวังการนำส่งข้อมูลแก่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในทุกๆ ครั้งทุกๆ ปี เนื่องจากข้อมูลเหล่านั้นจะเป็นตัวเลขที่เป็นทางการที่ใช้อ้างอิงแก่บุคคลทั่วไป และเป็นตัวเลขที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะไม่มานั่งตรวจสอบความถูกต้องให้ และหากมองอีกมุมหนึ่ง การนำส่งข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ตดังกล่าว เป็นการคีย์ข้อมูลโดยกิจการ แทนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผูกพันตามข้อมูลที่กิจการนำส่งอีกด้วย

การยื่นงบการเงิน ผ่านอินเตอร์เน็ต

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07082151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

การยื่นงบการเงิน ผ่านอินเตอร์เน็ต

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพิ่งออกประกาศเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2558 กำหนดให้นิติบุคคลที่เคยส่งงบการเงินให้กระทรวงพาณิชย์ ต้องนำส่งงบการเงินสำหรับปี 2558 ผ่านอินเตอร์เน็ตโดยระบบ e-filing ของกระทรวงพาณิชย์

ในอดีตกว่าที่ข้อมูลงบการเงินจะเข้าไปอยู่ในฐานข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ กิจการมีเวลาทำงบการเงินให้ผู้ตรวจสอบบัญชีและนำส่งงบการเงิน (แบบกระดาษ) ภายในเดือนพฤษภาคมของทุกปี และกว่าที่กระทรวงพาณิชย์จะให้เจ้าหน้าที่ป้อนข้อมูลเข้าระบบคลังข้อมูลในเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็อีกหลายเดือน ข้อมูลงบการเงินจึงไม่เคยมีพร้อมให้ใช้ได้ทันเวลาเสียที

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงหาวิธีนำส่งงบการเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อที่ในเวลา 5 เดือน เมื่อกิจการนำส่งงบการเงินจะใช้วิธีป้อนข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะโดยแบบฟอร์มในเว็บไซต์ หรือการอัพโหลดข้อมูลในรูป Excel ขึ้นไปแปลงข้อมูลเข้าระบบในเว็บไซต์ โดยบังคับกิจการทุกแห่งต้องนำส่งงบการเงินผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (และยกเลิกระบบนำส่งงบแบบกระดาษ) โดยหากใช้วิธีนี้ข้อมูลงบการเงินจะมีพร้อมให้นำมาใช้ได้ภายใน 5 เดือนของทุกปีแทน

ในเดือนกันยายน 2558 กิจการต่างๆ คงต้องหัวหมุนรีบจัดเตรียมเอกสารเพื่อแจ้ง Username และ Password แก่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จากนั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะส่งรหัสลับผ่านอีเมลให้กิจการ และกิจการนำรหัสลับกลับมาลงทะเบียนในเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 30 วัน เพื่อ Activate บัญชีการนำส่งงบการเงินของกิจการให้พร้อมไว้สำหรับการยื่นงบการเงินประจำปี 2558 ในช่วงเดือนมกราคม ถึง พฤษภาคม 2559

เข้าใจว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าคงต้องการให้ทุกคนตื่นตัวและรีบดำเนินการ จึงออกประกาศวันที่ 4 กันยายน 2558 สั่งให้กิจการหลายแสนรายดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายน 2558 เท่ากับมีเวลาดำเนินการกันจริงๆ เพียง 26 วันเท่านั้น

ขั้นตอนการส่ง Username และ Password กิจการต้องกรอกแบบฟอร์มขอรับรหัสผู้ใช้งาน และรหัสผ่านในเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.dbd.go.th) จากนั้นพิมพ์แบบฟอร์มดังกล่าวเพื่อนำไปยื่นที่สำนักงาน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอรหัสลับ ในแบบฟอร์มดังกล่าวกิจการต้องระบุชื่อผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน อีเมลของกิจการ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะส่งรหัสลับ (Activation Code) ให้ทางอีเมล จากนั้น กิจการต้องนำรหัสลับไปยืนยันการใช้งานผ่านระบบเว็บไซต์ ภายใน 30 วัน จึงจะเสร็จพิธี

การนำส่งข้อมูลในช่วงนำส่งงบการเงินช่วงมกราคม ถึง พฤษภาคม 2559 กิจการต้องใช้วิธีป้อนข้อมูลเข้าเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้าทั้งตัวเลขในงบการเงิน ข้อมูลที่เคยกรอกในแบบ สบช.3 รวมทั้งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5) ผ่านระบบ e-filing

นอกจากกรอกข้อมูลในระบบแล้ว กิจการต้องสแกนงบการเงินในรูป PDF แนบเข้าระบบอีกด้วย เท่ากับกิจการไม่ต้องนำงบกระดาษพร้อมเอกสารต่างๆ แล้วเดินทางไปส่งให้กรมเหมือนในอดีต แต่จะส่งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนทั้งหมด

เข้าใจว่า ณ วันที่ 30 กันยายน 2558 จะยังมีกิจการจำนวนมากที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อขอรับรหัสต่างๆ เพราะด้วยจำนวนนิติบุคคลและกำลังเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่น่าจะเพียงพอที่จะรองรับการนำเอกสารไปยื่น โดยเจ้าหน้าที่ต้องตรวจเอกสารและคีย์ข้อมูลเข้าระบบ ในขณะที่มีคิวรอยื่นเอกสารอยู่เป็นจำนวนมาก ในวันท้ายๆ ก่อนกำหนดเส้นตาย เจ้าหน้าที่ต้องใช้วิธีรับเอกสารไว้ก่อน แล้วจะค่อยติดต่อกลับไปหากเอกสารไม่ถูกต้องครบถ้วน

อันที่จริงแนวคิดการนำส่งงบการเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นประโยชน์และเป็นเป้าหมายที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องการให้คลังข้อมูลเกี่ยวกับนิติบุคคลนั้นทันเวลาและสะดวกรวดเร็ว ลดภาระของกิจการลง แต่ด้วยวิธีการที่กรมกำหนดขึ้นนั้น ทำไปทำมาดูเราจะเริ่มต้นด้วยการยื่นเอกสารกระดาษแล้วหวังว่าต่อไปจะทำงานด้วยอิเล็กทรอนิกส์ น่าจะแสวงหาวิธีการเริ่มต้นด้วยอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายที่เราต้องการทำอะไรที่ทันต่อเหตุการณ์และสะดวกรวดเร็ว อันที่จริงระบบไอทีก็มีรูปแบบและวิธีการลงทะเบียนที่มีระบบความปลอดภัยอยู่เป็นกลไกสำคัญเป็นหลักอยู่แล้ว ทำไมเรายังต้องยื่นเอกสารกระดาษกันอยู่อีก

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็คิดในลักษณะเดียวกันกับ Regulator ทั้งหลายในบ้านเรา ที่มักใช้แนวคิดโยนภาระการความยุ่งยากไปที่กิจการ ใช้วิธีการที่เรียกว่า “เอาง่ายเข้าว่า” จะยุ่งยากซับซ้อนก็เป็นหน้าที่ที่กิจการต้องทำตามคำสั่ง แถมการให้เวลาอย่างจำกัดทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่า กำลังเจ้าหน้าที่ก็ไม่เพียงพอรองรับ ยิ่งสะท้อนวิธีการทำงานที่ยังไม่เป็นมืออาชีพพอ

หรือกรมจะคิดทำนองว่า ถ้าประกาศคำสั่งโดยให้เวลาไปจนถึงสิ้นปีเพื่อลงทะเบียน กิจการส่วนใหญ่ก็จะไปเร่งทำกันในสัปดาห์สุดท้าย อย่ากระนั้นเลย ออกประกาศเร่งรัดไปก่อน แล้วค่อยขยับขยายเวลากันอีกที หรือเปล่า แต่อย่างน้อยก็ต้องคิดว่ามีคนที่เขาพร้อมจะลงมือทำแต่เนิ่นๆ ก็ต้องให้โอกาสเขามีเวลา และวางแผนงานตัวเองได้ ไม่ใช่ต้องทิ้งงานอื่นแล้วมาเร่งทำงานนี้ เพียงเพราะกรมให้เวลาเพียง 26 วัน (นับจากประกาศคำสั่ง) ในขณะที่นิติบุคคลที่ต้องดำเนินการมีหลายแสนราย

เข้าใจว่า ในท้ายที่สุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า คงต้องประกาศขยายเวลาออกไปอีก เพื่อให้กิจการมีเวลาพอที่จะดำเนินการต่อไป

อีกปัญหาหนึ่งซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2559 ก็คือ หากกิจการส่วนใหญ่เข้าไปในระบบเพื่อนำส่งงบการเงินในช่วงวันท้ายๆ ก่อนกำหนดวัดเส้นตาย ระบบคอมพิวเตอร์ของกรมจะมี Capacity รองรับปริมาณการจราจรทางอิเล็กทรอนิกส์ของกิจการได้หรือไม่

อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน และ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07083150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน และ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

คนจำนวนมากมักเกิดความสับสนระหว่าง “ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์” และ “อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน” เนื่องจากรูปแบบทางกายภาพเป็นสินทรัพย์ถาวรเหมือนๆ กัน และกิจการก็เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์เหล่านั้นเหมือนๆ กัน หากมองดูตัวสินทรัพย์แล้วก็แยกไม่ออกว่า อะไรเป็น ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ อะไรเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน

หากกล่าวอย่างรวบรัดที่สุด ผมคิดว่า ความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์ 2 ตัวนี้คือ “อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน” เป็นสินทรัพย์ที่กิจการมีไว้และนำไปใช้ประโยชน์ในการหารายได้ได้อย่างอิสระจากสินทรัพย์ตัวอื่นๆ ในขณะที่ “ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์” กิจการจะใช้ในการผลิต ใช้ในการให้บริการ ใช้ในการบริหารงาน หรือมีไว้เพื่อขายเป็นสินค้าตามปกติ

ในงบการเงิน “ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์” และ “อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน” จะแสดงไว้เป็นรายการแยกจากกันคนละบัญชี แต่อยู่ภายใต้หัวข้อ “สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน” เช่นเดียวกัน ซึ่งหมายถึง เป็นสินทรัพย์ที่ให้ประโยชน์มากกว่าหนึ่งรอบบัญชี

ในอดีตที่ยังไม่มีการแยกอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนออกจากที่ดิน อาคารและอุปกรณ์นั้น กิจการจะบันทึกสินทรัพย์ทุกรายการไว้ในที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เมื่อเริ่มมีมาตรฐานการบัญชีเรื่องอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนเกิดขึ้น กิจการต้องนำรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ มาแยกออกเป็น 2 กอง กองหนึ่งคงไว้เป็นที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ อีกกองหนึ่งยกออกไปอยู่ในบัญชีใหม่ ที่ชื่อ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน

โดยกิจการจะต้องบันทึกอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ได้มาด้วยราคาทุน หลังจากนั้น ให้กิจการเลือกว่าจะวัดมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนด้วย (1) วิธีมูลค่ายุติธรรม หรือ (2) วิธีราคาทุน แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องใช้วิธีเดียวกันสำหรับอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนทั้งหมดที่กิจการมีอยู่

ถ้ากิจการเลือกวัดมูลค่าด้วยวิธีมูลค่ายุติธรรม ณ วันสิ้นรอบบัญชี กิจการต้องรับรู้มูลค่าที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นกำไรหรือขาดทุนในงบกำไรขาดทุน มาตรฐานการบัญชีไม่บังคับแต่สนับสนุนให้กิจการประเมินมูลค่ายุติธรรมโดยใช้ผู้ประเมินราคาอิสระ วิธีมูลค่ายุติธรรมนี้กิจการไม่ต้องคำนวณค่าเสื่อมราคา

แต่หากกิจการเลือกวัดมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ด้วยวิธีราคาทุน กิจการต้องคำนวณค่าเสื่อมราคา ในลักษณะเดียวกันกับ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ และแสดงมูลค่าด้วยราคาทุน หัก ค่าเสื่อมราคาสะสม และผลขาดทุนจากการด้อยค่าสะสม (ถ้ามี) และกิจการต้องเปิดเผยมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนนั้นในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย

โดยสรุปแล้ว กิจการที่มีอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ไม่ว่าจะเลือกวัดมูลค่าด้วยวิธีราคายุติธรรมหรือวิธีราคาทุน ก็ต้องมีข้อมูลมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนนั้นเสมอ แต่การเลือกใช้วิธีราคาทุน มูลค่าจะถูกลดทอนลงด้วย ค่าเสื่อมราคาสะสม และผลขาดทุนจากการด้อยค่าสะสม ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนเช่นเดียวกัน แต่มูลค่าอาจแตกต่างกันกับผลกำไรหรือขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงในมูลค่ายุติธรรม และที่สำคัญ แม้กิจการจะเลือกใช้วิธีราคาทุน แต่กิจการยังต้องให้ข้อมูลมูลค่ายุติธรรมแก่ผู้อ่านงบการเงินผ่านหมายเหตุประกอบงบการเงินเพื่อประเมินมูลค่าของสินทรัพย์ตัวนี้อยู่ดี

บางกิจการอาจไม่เก็บอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนไว้ภายใต้กรรมสิทธิ์ของกิจการอีกต่อไป อาจตัดขายออกไปหรือนำไปทำสัญญาในลักษณะเป็นสิทธิการเช่า เพื่อให้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust, REIT) ที่มักเรียกกันง่ายๆ ว่า “รีท” ซึ่งเป็นกองทุนที่เปิดขายหน่วยลงทุนให้แก่บุคคลทั่วไป ในลักษณะคล้ายหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บางกองทุนจะระดมเงินจากหน่วยลงทุนที่เปิดขายไปซื้ออสังหาริมทรัพย์จากกิจการที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยมากเกี่ยวข้องกันในลักษณะเป็นผู้บริหารกองทุนด้วย แต่เท่ากับตัดขายอสังหาริมทรัพย์ออกมาจากกิจการ เพื่อนำมาบริหารในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ บางกองทุนอาจจะไม่ซื้ออสังหาริมทรัพย์มาโดยตรง แต่ใช้วิธีลงทุนในสิทธิการเช่าและหารายได้จากสิทธิการเช่านั้น โดยผู้ลงทุนซื้อหน่วยลงทุนและหวังผลตอบแทนจากการลงทุนในรูปเงินปันผล โดยคาดว่า มูลค่าหน่วยลงทุนจะมีมูลค่าขึ้นลงตามอัตราผลตอบแทนและมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนนั้นลงทุนอยู่

อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน เป็นการมองสินทรัพย์ของกิจการในรูปแบบใหม่ มองแยกออกจากสินทรัพย์ที่กิจการใช้ในการประกอบธุรกิจโดยทั่วไป โดยสินทรัพย์เหล่านั้นสามารถทำประโยชน์ได้ด้วยตัวของมันเอง ต่างจากที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ที่กิจการนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เราอาจมองว่า อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนเป็นการมองสินทรัพย์ในมิติที่แตกต่างออกไป และเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่งในการหาผลประโยชน์จากการลงทุนได้เช่นเดียวกัน

ภาษีมรดก

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07082010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

ภาษีมรดก

ในที่สุด สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ผ่านร่างกฎหมายภาษีมรดกและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 5 สิงหาคม 2558 มีผลบังคับใช้ในอีก 180 วันถัดไป

กฎหมายฉบับนี้ใช้ชื่อว่า “ภาษีการรับมรดก” จึงมีความหมายว่า ผู้ที่ได้รับมรดกจากเจ้ามรดก ต้องเสียภาษีจากมูลค่าของทรัพย์มรดก ใครก็ตาม เมื่อได้รับมรดกก็จะมีภาระต้องเสียภาษีจากมูลค่าของมรดกที่ตนได้รับนั่นเอง

ทรัพย์สินอะไรบ้างที่ต้องเสียภาษี

มรดกที่ต้องเสียภาษี ได้แก่ ทรัพย์สิน 5 ประเภท ดังต่อไปนี้

1. อสังหาริมทรัพย์

2. หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

3. เงินฝากหรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน

4. ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน

5. ทรัพย์สินทางการเงินอื่นที่จะมีการกำหนดเพิ่มเติมในภายหลัง

มรดกที่เป็นอสังหาริมทรัพย์จะถือมูลค่าตามราคาประเมินของกรมที่ดิน หลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะใช้มูลค่าตามราคาตลาดของหลักทรัพย์นั้นในเวลาสิ้นสุดเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ได้รับมรดก เงินฝากจะใช้มูลค่าตามยอดที่ฝากกับสถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็นบัญชีเงินฝากหรือบัตรเงินฝาก หากเงินฝากเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ก็ต้องแปลงค่าเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนด (จะกำหนดในกฎกระทรวงในภายหลัง)

ยานพาหนะจะใช้ราคาตลาดในขณะที่ได้รับมรดก อาจเป็นราคาตลาดรถมือสองของรถรุ่นเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกันหรือเทียบเคียงกัน (หลักเกณฑ์ที่ชัดเจนต้องรอกฎกระทรวง)

ถ้ามีพระเครื่อง ทองคำ นาฬิกา ภาพวาดราคาแพง ศิลปะรูปปั้น ของโบราณ พระพุทธรูป ทรัพย์สินเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมรดกทั้งสิ้น

รายละเอียดเหล่านี้คงมีออกตามมาในช่วง 180 วันก่อนที่จะบังคับใช้ โดยส่วนใหญ่จะออกในรูปกฎกระทรวง หรือแนวปฏิบัติต่างๆ จากกรมสรรพากร เพื่อระบุวิธีการและแบบฟอร์มที่จะต้องใช้ในการเสียภาษีมรดก

ในตัวกฎหมายมรดก ระบุว่า ภาษีมรดกเสียในอัตราร้อยละ 10 แต่หากถ้าผู้ได้รับมรดกเป็นบุพการี หรือผู้สืบสายเลือด (Descendants) ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 (ภาษากฎหมายเขาใช้คำว่า “ผู้สืบสันดาน”)

เงื่อนไขในการเสียภาษีมรดกนั้นกำหนดให้เสียร้อยละ 5 ของมูลค่ามรดกที่เกินกว่า 100 ล้านบาท ถ้าได้รับมรดกมูลค่า 90 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี ถ้าได้มรดก 101 ล้านบาท ก็เสียภาษี 50,000 บาท (ร้อยละ 5 จากมูลค่าที่เกินกว่า 100 ล้านบาท เท่ากับ 1,000,000 x 5% = 50,000)

หากมรดกที่ได้เป็นที่ดิน และราคาประเมิน ณ วันที่ได้รับมรดกเท่ากับ 80 ล้านบาท การรับมรดกดังกล่าวก็ไม่มีภาษีต้องเสีย หากมรดกที่ได้ประกอบด้วยทรัพย์สินหลายๆ ประเภท และเข้าข่ายทรัพย์สิน 4 ประเภทที่ระบุไว้ข้างต้น ก็ต้องหามูลค่าทรัพย์สินแต่ละชนิดและดูมูลค่ารวมของทรัพย์มรดกทุกชนิดที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีว่ามีมูลค่าถึง 100 ล้านบาทหรือไม่ เกินเท่าไรก็เสียภาษีจากมูลค่าที่เกินนั้น หากมีทายาทผู้ได้รับมรดกมากกว่า 1 คน ต้องแต่งตั้งให้ทายาทคนหนึ่งเป็นตัวแทนในการเสียภาษีมรดกของทายาททุกๆ คน หากตกลงกันไม่ได้ ให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อตั้งผู้จัดการมรดกดำเนินการ

พอคำนวณออกมาเป็นตัวเลขแล้ว จะเห็นว่า ภาษีมรดกที่ออกมานี้ เสียภาษีกันน้อยมากๆ น้อยจนอดสงสัยไม่ได้ว่า จะออกกฎหมายมาเก็บภาษีมรดกทำไม เพราะผู้ได้รับมรดกมูลค่า 101 ล้านบาท รัฐเก็บภาษีได้เพียง 50,000 บาท เท่านั้น

และหากมูลค่ามรดกไม่เกิน 100 ล้านบาท รัฐจะไม่ได้เงินภาษีแม้แต่บาทเดียว แล้วอย่างนี้จะสอดคล้องกับหลักการจัดเก็บภาษีข้อที่ว่า ต้องมีต้นทุนการจัดเก็บไม่มากและคุ้มกับภาษีที่เก็บได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ข่าวที่ออกมาระบุว่า รัฐคาดหมายว่าจะจัดเก็บภาษีมรดกได้ปีละ 5-6 พันล้านบาท ต่อปี

ส่วนบทลงโทษนั้น หากไม่นำส่งภาษีจะมีเบี้ยปรับ 1 เท่าของเงินภาษีที่ไม่นำส่ง หากนำส่งแต่ส่งขาดมีเบี้ยปรับ 50% ของภาษีที่นำส่งขาด นอกจากเบี้ยปรับยังมีเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ส่งขาดแต่ไม่เกินเงินภาษีที่ต้องเสีย

นอกจากเบี้ยปรับและเงินเพิ่มยังมีโทษปรับตามพฤติการณ์อีกต่างหาก เป็นทั้งโทษจำและโทษปรับ ตั้งแต่ 1-2 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 บาท, 200,000 บาท, 400,000 บาท และ 500,000 บาท แล้วแต่กรณี

ไม่น่าสงสัยว่าทำไมกระแสต่อต้านกฎหมายฉบับนี้จึงแทบจะไม่มีให้ได้ยินเลย เพราะคนที่จะได้รับผลกระทบจากภาษีมรดกฉบับนี้มีน้อยมาก แม้แต่คนที่มีทรัพย์สินเข้าข่ายต้องเสียภาษีมรดกก็ดูจะเสียภาษีในจำนวนไม่มาก เชื่อว่าในช่วงหลังจากนี้ เศรษฐีทั้งหลายคงทยอยโอนทรัพย์สินให้ลูกเพื่อให้ในอนาคตไม่ต้องไปเสียภาษีมรดกเพราะยังมี “ภาษีการให้” ที่เรียกว่า Gift Tax ที่ระบุว่าการโอนทรัพย์สินที่พ่อแม่โอนให้ลูก” ถ้าไม่เกิน 20 ล้านบาท ก็ได้รับยกเว้นภาษีอีกด้วย

มาตรฐานการบัญชีสำหรับกิจการ SMEs ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07082150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

มาตรฐานการบัญชีสำหรับกิจการ SMEs ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

ในบ้านเรามีการแยกมาตรฐานการบัญชีออกเป็น 2 ชุด คือ (1) มาตรฐานสำหรับกิจการขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs) ซึ่งส่วนใหญ่ใช้บังคับกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และกิจการบางประเภทที่มีการดำเนินการที่กระทบต่อสาธารณชน เช่น กิจการประกันภัย ลีสซิ่ง โรงรับจำนำ เป็นต้น และ (2) มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) ซึ่งใช้กับกิจการที่ไม่มีการออกตราสารหนี้ตราสารทุนแก่สาธารณะ กิจการในครอบครัว กิจการที่มีเจ้าของเพียงคนเดียว เป็นต้น

มาตรฐานทั้ง 2 ชุดดังกล่าวเรียกกันง่ายๆ ว่า มาตรฐานชุดใหญ่กับชุดเล็ก เราใช้กันมาหลายปีแล้ว มาตรฐานชุดใหญ่มีการแก้ไขปรับปรุงเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง ส่วนมาตรฐานชุดเล็กออกมาเป็นฉบับรวมมาตรฐานการบัญชีหลายๆ เรื่องไว้ในเล่มเดียว มี 22 บท ยังไม่เคยมีการปรับปรุงแก้ไขมาตั้งแต่เริ่มบังคับใช้ในปี 2554

แต่ในช่วงนี้ สภาวิชาชีพบัญชี เริ่มที่จะมีการปัดฝุ่นปรับปรุงมาตรฐานการรายงานทางการเงินให้ทัดเทียมกับมาตรฐานการบัญชีสากล โดยจะมีการปรับปรุงมาตรฐานการบัญชีชุดเล็กเพื่อให้มีผลบังคับใช้ในปี 2560 โดยเนื้อหาจะเปลี่ยนไปอ้างอิงจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศสำหรับกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ IFRS for SMEs แทน เท่ากับว่ามาตรฐานการบัญชีชุดเล็ก (TFRS for NPAEs) ในที่สุดก็อาจจะต้องถูกยกเลิกไป และเกิด TFRS for SMEs มาแทนที่

อธิบายง่ายๆ คือ เดิมเราเขียนมาตรฐานการบัญชีชุดเล็กโดยนำมาตรฐานสากลชุดใหญ่มาย่นย่อและทำให้ง่ายขึ้นเพื่อใช้กับกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยตัดส่วนของเนื้อหาที่มีความซับซ้อนและไม่มีที่ใช้สำหรับกิจการขนาดเล็กออกไป (เช่น แนวคิดเรื่องมูลค่ายุติธรรม การตีราคามูลค่าสินทรัพย์เพิ่ม) แต่ก้าวต่อไปเราจะนำมาตรฐานสากลสำหรับชุดเล็กโดยเฉพาะมาจากต่างประเทศ มาบังคับใช้กับกิจการ SMEs โดยอ้างอิงฉบับปี 2013 ดังนั้น หากคุณต้องการศึกษาเนื้อหาก่อนก็สามารถหามาตรฐานสากลสำหรับกิจการเอสเอ็มอีมาอ่านก่อนได้ (IFRS for SMEs 2013)

ในมาตรฐานชุดเล็กใหม่นี้จะมีเนื้อหาสาระที่ครอบคลุมเนื้อหาที่มีความซับซ้อนที่เดิมเราเคยตัดออกในฉบับ NPAEs ออก เพื่อให้เนื้อหามีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล แต่ในท้ายที่สุดก็ยังน่าจะมีการผ่อนปรนข้อกำหนดบางบทที่อาจไม่เกี่ยวข้องหรือแม้เกี่ยวข้องแต่ก็มีความซับซ้อนยุ่งยากเกินไปในการนำมาปฏิบัติสำหรับกิจการที่มีขนาดเล็กมากๆ โดยจะใช้วิธีการกำหนดเงื่อนไขบางประการขึ้นมา เพื่อแยกกลุ่มกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมให้มีกิจการกลุ่มที่ต้องถูกบังคับใช้มาตรฐานการบัญชีชุดเล็กอย่างเต็มรูปแบบ และอีกกลุ่มหนึ่งที่มีขนาดเล็กมากๆ ก็จะได้รับผ่อนปรนไม่ต้องปฏิบัติในบางบท

แว่วมาว่า เกณฑ์ที่จะใช้ในการแยกกลุ่มกิจการ SMEs ให้ต้องใช้เต็มรูปหรือผ่อนปรนบางบทนั้น เขาจะใช้โครงสร้างการถือหุ้นสำหรับกิจการที่มีบริษัทใหญ่บริษัทย่อยและบริษัทร่วมเป็นเกณฑ์ โดยถือว่าหากมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกันอยู่ในการถือหุ้นก็จะอยู่ในข่ายต้องปฏิบัติตามมาตรฐานชุดเล็กเต็มรูปแบบ หากไม่มีการถือหุ้นแบบโยงใยแล้วก็จะผ่อนปรนการบังคับใช้มาตรฐานการบัญชีในเรื่อง การจัดทำงบการเงินรวม การเปิดเผยข้อมูลสำหรับกิจการที่เกี่ยวข้องกัน การบัญชีภาษีเงินได้ เครื่องมือทางการเงิน เป็นต้น

เหตุผลหลักที่สภาวิชาชีพบัญชีต้องการปรับเปลี่ยนมาตรฐานการบัญชีชุดเล็กนั้น มีเหตุมาจากกิจการที่เรียกว่า NPAEs นั้นมีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่กิจการค่อนข้างใหญ่ไปจนถึงกิจการขนาดเล็กมากๆ ว่ากันว่า กิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะบางกิจการมีขนาดใหญ่กว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์บางแห่งเสียด้วยซ้ำ ในขณะที่กิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะจำนวนมากก็เป็นแค่กิจการเจ้าของคนเดียว ทำให้การบังคับใช้มาตรฐานการบัญชีค่อนข้างประสบปัญหา เนื่องด้วยขนาดที่แตกต่างกันมากนั่นเอง

ประเด็นที่เป็นปัญหาปวดหัวคือ แล้วจะแบ่งกลุ่มกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะด้วยกันออกเป็นกิจการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดจิ๋ว อย่างไร เพื่อให้กิจการแต่ละขนาดประยุกต์ใช้มาตรฐานเหมาะสมแก่ฐานะและขนาดและความจำเป็นในการรายงานทางการเงินของตน

ใน IFRS for SMEs ที่จะเอามาใช้แทน TFRS for NPAEs นั้นดูเหมือนเขาจะไม่ใช้จำนวนเงินสูงหรือต่ำในงบการเงินมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งกิจการเสียด้วย นัยว่า หากนำตัวเลขมาใช้แบ่งอาจเกิดปัญหาบางปีตัวเลขเลยเกณฑ์ที่ต้องใช้บังคับเต็มรูปแบบ แต่พอปีต่อมา ตัวเลขเด้งกลับมาเป็นกิจการขนาดเล็ก แล้วจะทำอย่างไร

IFRS for SMEs ที่จะถูกนำมาใช้แทน TFRS for NPAEs ในอนาคตนั้น ณ วันนี้ยังไม่บังคับใช้ และอยู่ในระหว่างการศึกษาโดยคณะทำงานของสภาวิชาชีพบัญชี คงจะมีการสัมมนารับฟังความคิดเห็นในอนาคตอันใกล้ และคาดว่าจะนำมาใช้ในปี 2560 เท่ากับว่านักบัญชีและกิจการยังมีเวลาเตรียมตัวและทำความเข้าใจอยู่สักระยะหนึ่ง และสามารถแสดงความคิดเห็นต่อสภาวิชาชีพบัญชี ในแง่ผลกระทบที่อาจมีต่อกิจการหากสภาวิชาชีพบัญชีนำ IFRS for SMEs มาใช้ เราจึงควรไป download มาตรฐานฉบับดังกล่าวที่เป็นภาษาอังกฤษมาศึกษาก่อน พร้อมๆ กับการนำ TFRS for NPAEs ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันมาศึกษาทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนที่จะต้องใช้มาตรฐานฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีความซับซ้อนกว่า TFRS for NPAEs ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

%d bloggers like this: