บัญชีชาวบ้าน

All posts tagged บัญชีชาวบ้าน

ค่าใช้จ่ายกิจการ กับ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

ค่าใช้จ่ายกิจการ กับ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว

กิจการเจ้าของคนเดียว มักมีปัญหาการนำค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาปะปนกับค่าใช้จ่ายของกิจการ ด้วยความที่ไปคิดเอาเอง ทึกทักไปเองว่า เงินในบริษัท ก็คือเงินของเจ้าของ เหมือนกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา เวลาใดที่ไม่อยากใช้กระเป๋าส่วนตัว ก็ย่อมใช้กระเป๋าบริษัทได้โดยไม่เป็นการผิดกติกา

แต่หากเราคิดกันตามหลักการที่ถูกต้องแล้ว บริษัทเป็นหน่วยธุรกิจที่แยกออกจากส่วนตัวอย่างชัดเจน ค่าใช้จ่ายใดๆ ที่จ่ายจากกิจการ ย่อมต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างแท้จริง หากเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายออกไปเพื่อประโยชน์โดยส่วนตัว แม้จะของเจ้าของกิจการก็ตาม ย่อมถือได้ว่า ไม่เหมาะสม และไม่ควรจ่ายจากบริษัท

ผมเชื่อว่า พูดแบบนี้คงจะกระทบถูกเจ้าของกิจการจำนวนมาก และคงจะมีคำอธิบายตามมาเพื่อสนับสนุนหรือให้เหตุผลว่า ค่าใช้จ่ายที่จ่ายออกไปแล้วดูเหมือนเพื่อประโยชน์เฉพาะบุคคลที่เป็นเจ้าของนั้น อันที่จริงเป็นการอำนวยความสะดวกให้เกิดขึ้นต่อเจ้าของกิจการในการดำเนินกิจการในฐานะฝ่ายบริหาร จะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องอย่างที่คุณว่านั้นหาได้ไม่

ลองยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ดีกว่าครับ

– เจ้าของกิจการจะซื้อรถยนต์ อาจเลือกซื้อในนามบริษัท จะได้นำค่าเสื่อมราคาไปลงเป็นค่าใช้จ่าย

ซื้อรถในนามบริษัท จากนั้น จ่ายค่าน้ำมัน จ่ายค่าซ่อมแซม ค่าบำรุงรักษา ค่าอะไหล่ ก็เบิกจ่ายจากบริษัท แล้วไปลงเป็นค่าใช้จ่าย

– เจ้าของกิจการ (เป็นฝ่ายบริหารควบคู่ไปด้วย) ไปทานข้าว อาจจะนัดลูกค้าหรือเพื่อนไปทานด้วย นำบิลมาเบิกเป็นค่ารับรอง ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท

– บริษัทตั้งอยู่บริเวณเดียวกับบ้านเจ้าของ ถมดิน ปรับปรุงสวนและสนามหญ้า จึงว่าจ้างคนทำสวนให้กับบริษัท ลงเป็นส่วนปรับปรุงที่ดิน หรือค่าใช้จ่าย

– เจ้าของซื้อไวน์ เบิกบิลบริษัท เอาไปลงเป็นค่าใช้จ่าย

– เทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน คริสต์มาส ซื้อของขวัญให้กับผู้มีอุปการะ ซื้อในนามบริษัท

– เจ้าของเดินทางไปต่างประเทศ ซื้อตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พักโรงแรม ในนามบริษัท และอื่นๆ อีกมากมาย…ฯลฯ

จะเห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่กล่าวมานี้ เอาเข้าจริงๆ มันก็ดูก้ำกึ่ง หรือพอถูไถ จะบอกว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ ฝ่ายบริหารต้องสร้างเครือข่าย คอนเนคชั่น ต้องเดินทางไปดูงาน ติดต่อสั่งซื้อสินค้า ไปดูโรงงานผู้ผลิตวัตถุดิบที่บริษัทต้องสั่งซื้อ ต้องเดินทางใช้รถในการไปประชุมพบปะคู่ค้าไม่ว่าจะเป็นลูกค้า หรือซัพพลายเออร์ การซ่อมแซมปรับปรุงสถานที่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริเวณบริษัทดูสวยงาม เจริญหูเจริญตา น่าทำงานสำหรับพนักงาน

ในทางปฏิบัติ บริษัทคงต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่า อะไรเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท อะไรเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว วิธีการที่มักใช้ปฏิบัติกันให้เกิดความชัดเจน คือ เวลาเดินทางไปต่างประเทศ จะต้องมีกำหนดการนัดหมาย รายชื่อบุคคล และบริษัทที่เดินทางไปพบ วาระหรือเรื่องที่นัดหมายพูดคุย ตารางการเดินทาง (itinerary) ผู้ร่วมเดินทาง (ซึ่งควรจะเป็นพนักงานบริษัท) ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เกิดความชัดเจน และตัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้

นอกจากเรื่องความถูกต้องเหมาะสม ซึ่งพอเอาเข้าจริงๆ ผู้คนส่วนมากมักจะละเลยไม่สนใจ (เนื่องจากนักบัญชีอาจจะขัดไม่ทำตามคำสั่งเจ้าของกิจการไม่ได้) แต่ประเด็นเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องซึ่งหน่วยงานจัดเก็บภาษีของรัฐทราบดี เพราะหากเราไปดูกฎหมายภาษีอากร จะมีเงื่อนไขการนำค่าใช้จ่ายมาบันทึกในบริษัท ในประเด็นข้างต้นแทบทุกเรื่อง ซึ่งเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดก็มีออกมาเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้กิจการนำค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาปะปนกับค่าใช้จ่ายของกิจการนั่นเอง

บริษัทจ่ายเงินซื้อรถยนต์นั่งสำหรับผู้บริหาร

การปฏิบัติทางบัญชีโดยทั่วไปในความเป็นจริง ก็ค่อนข้างพูดยากว่าจะยอมให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ของกิจการหรือไม่ โดยส่วนใหญ่ทั้งนักบัญชีและผู้สอบบัญชีก็มักจะไม่ขัดข้องที่กิจการจะบันทึกเป็นสินทรัพย์ แล้วตัดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรมีเงื่อนไขออกมาเป็นกฎหมายภาษีอากรว่า รถยนต์นั่งที่เรียกว่า รถเก๋ง กรมสรรพากรอนุญาตให้นำไปคำนวณค่าเสื่อมราคาได้จากราคาทุนของสินทรัพย์ในส่วนที่ไม่เกิน 1,000,000 บาท

สมมติว่า ผู้บริหารซื้อรถยนต์ราคา 4,000,000 บาท ตามบัญชีคิดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งานโดยประมาณ 5 ปี เท่ากับ กิจการจะมีค่าเสื่อมราคา ปีละ 800,000 บาท (ทางบัญชี) แต่ในการคำนวณภาษีเงินได้ จะถือว่ามีค่าเสื่อมราคาเพียง 200,000 บาท หากอัตราภาษี 20% เท่ากับว่าทางภาษีจะต้องเสียภาษีเพิ่มจากตัวเลขทางบัญชี 120,000 บาท ต่อปี (600,000 x 20%) กิจการจะบันทึกบัญชีก็บันทึกไป แต่เวลาคำนวณภาษีเงินได้ ต้องนำตัวเลขมาปรับปรุงที่เรียกกันว่า “บวกกลับทางภาษี”

ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์นั่ง

ประเด็นต่อเนื่องกันมา คือ เมื่อกิจการซื้อรถยนต์ จะเกิดค่าซ่อมแซม ค่าเปลี่ยนอะไหล่อุปกรณ์ต่างๆ คำถามตามมาก็คือ จะถือว่าค่าซ่อมแซมเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้หรือไม่

กรมสรรพากรก็คงมองแล้วว่า หากจะห้ามไปเสียทั้งหมดก็คงถูกผู้เสียภาษีบ่น เลยผ่อนๆ ให้ว่า หากเป็นค่าซ่อมรถยนต์ของบริษัทให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายได้ ในจำนวนเงินตามสมควร กล่าวคือ ค่าซ่อมไม่เกินเลยและสมเหตุสมผล อย่างไรก็ตาม ในค่าซ่อมนั้นหากมีภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่ ภาษีซื้อจากการซ่อมรถ ไม่ให้นำมาถือเป็นภาษีซื้อที่จะนำไปหักกับภาษีขาย แต่ให้ถือรวมเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่าย

ค่ารับรอง

การดำเนินธุรกิจ ในบางครั้งมีการนัดหมายลูกค้าเพื่อพูดคุย เพื่อให้เกิดข้อตกลงซื้อขายทางธุรกิจ หรือเจรจาต่อรองทางธุรกิจนอกสถานที่ ตามโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านกาแฟ มีการจ่ายเงินค่าอาหาร เครื่องดื่ม ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับธุรกิจ นำมาลงเป็นค่าใช้จ่ายได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโดยลักษณะของค่าใช้จ่ายเหล่านี้ มีลักษณะที่พิสูจน์ได้ยากว่า เป็นการเลี้ยงรับรองลูกค้า หรือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว จึงมีการกำหนดเพดานเอาไว้ชัดเจนว่า นำมาถือเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 0.3% ของรายได้รวม หรือทุนชำระแล้ว แล้วแต่ตัวใดจะมากกว่า

ยกตัวอย่างเช่น กิจการมีทุนชำระแล้ว 10 ล้านบาท รายได้รวม 100 ล้านบาท กิจการจะมีค่ารับรองได้ไม่เกิน 0.3% ของ 100 ล้านบาท = 300,000 บาท บริษัทจะบันทึกค่ารับรองได้ไม่เกิน 300,000 บาท แปลว่า หากค่ารับรองตามจริงเท่ากับ 250,000 บาท กิจการจะรับรู้ค่ารับรองทางภาษีได้ 250,000 บาท (ไม่ใช่เต็มเพดาน 300,000 บาท)

ในการปฏิบัติเรื่องเอกสารหลักฐานสำหรับค่ารับรองนี้ กิจการยังต้องจัดทำรายงานการจ่ายค่ารับรอง โดยต้องระบุว่า ให้การรับรองใคร เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจในเรื่องใด ผู้ได้รับการรับรองคือใคร (ควรจะเป็นลูกค้า) เป็นการเพิ่มเติมอีกด้วย

ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าเดินทาง

โดยวิธีปฏิบัติ กิจการจะกำหนดนโยบายการเบิกค่าเดินทางจากบริษัทว่า กรณีใดบ้างที่สามารถเบิกจากบริษัทได้ บางแห่งมีการให้ค่าน้ำมันโดยนำบิลน้ำมันมาเบิก ในเรื่องนี้ มีอยู่สองแนว คือ หนึ่ง เบิกตามบิลที่จ่ายจริง และสอง ให้เป็นลักษณะเบี้ยเลี้ยงค่าน้ำมัน ด้วยจำนวนเงินที่แน่นอนตายตัว เช่น 5,000 บาท เป็นต้น กรมสรรพากรจะดูจากการกำหนดนโยบายไว้ชัดเจนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม กรณีให้เป็นจำนวนเงินตายตัว พนักงานจะต้องถือเป็นเงินได้นำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีบุคคลด้วย ในความเป็นจริง จึงมีบริษัทที่ใช้วิธีให้เบิกตามบิล แต่ให้ไม่เกิน 5,000 บาท กลายเป็นลูกผสม ซึ่งถ้าถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด อาจถูกตีความว่า บริษัทให้เป็นจำนวนเงินแน่นอน พนักงานต้องนำมาเสียภาษีอยู่ดี เรื่องนี้ในทางปฏิบัติจึงมีปัญหาพอสมควร

ค่าใช้จ่ายที่มีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว

ค่าใช้จ่ายที่โดยลักษณะแล้วโน้มเอียงไปในทางที่เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว กรมสรรพากรจะถือเป็น “ค่าใช้จ่ายต้องห้าม” แม้จะบันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายก็ต้องนำมาปรับปรุงทางภาษี

ค่าใช้จ่ายที่บริษัทไม่สามารถนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีมีหลายตัว ไม่สามารถบรรยายได้หมดในบทความนี้ หากสนใจ สามารถหาอ่านในประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี เงื่อนไขในกฎหมายจะพูดถึงค่าใช้จ่ายที่มีลักษณะก้ำกึ่งอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ครบเกือบทุกกรณี หากมีโอกาสจะนำมากล่าวถึงเพิ่มเติมให้ทราบ ถ้ามีผู้อ่านสนใจ (เขียนมาบอกว่าสนใจด้วยนะครับ)

รู้จักกับธุรกิจประกันภัย (3)

Published January 14, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05119150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

รู้จักกับธุรกิจประกันภัย (3)

ผลิตภัณฑ์ของธุรกิจประกันภัยในปัจจุบันมีรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นพอสมควร ทุกวันนี้จะมีกรมธรรม์รูปแบบใหม่ๆ ให้เราได้ยินมากมาย

ตัวอย่างเช่น กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ ประกันภัยร้านทอง ประกันภัยคุ้มครองการว่างงาน ประกันภัยทรัพย์สินคุ้มครองภัยก่อการร้าย ประกันภัยทรัพย์สินคุ้มครองภัยจากเหตุการณ์ไม่สงบ ประกันภัยเรือเจ็ตสกี ประกันภัยพืชผล ประกันภัยผู้โดยสารเรือสำหรับผู้โดยสาร ประกันภัยความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ (สินค้าไม่ปลอดภัย) ประกันภัยความรับผิดของผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่อง ความรับผิดอันเกิดจากการประกอบกิจการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ประกันภัยสินเชื่อทางการค้า ประกันภัยแพ็กเกจ ประกันภัยความรับผิดทางกฎหมายจากการขนส่งวัตถุอันตรายทางบก ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกสำหรับอาคารสาธารณะ ประกันภัยอุบัติเหตุเดินทางสำหรับธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ประกันภัยสำหรับรายย่อย และการประกันภัยสุขภาพ เป็นต้น

ลองมาทำความเข้าใจแบบคร่าวๆ กับการประกันภัยบางตัว พอเป็นไอเดีย เนื่องจากไม่สามารถกล่าวถึงทั้งหมดทุกตัวได้

การคุ้มครองภัยพิบัตินั้น รัฐบาลจัดตั้ง กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ขึ้น โดยประชาชนไปทำกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติกับบริษัทประกันภัย บริษัทจะรับความเสี่ยงไว้เอง 0.5-1% แล้วโอนความเสี่ยงส่วนที่เหลือไปให้กองทุน ซึ่งกองทุนก็จะมีการทำประกันภัยต่อไปยังบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ โดยให้ความคุ้มครองภัยพิบัติ 3 ภัย ได้แก่ น้ำท่วม แผ่นดินไหว และลมพายุ ผู้ทำประกันภัยแบบนี้มีทั้งบ้านอยู่อาศัย และอุตสาหกรรม SMEs

ประกันภัยร้านทอง คุ้มครองความเสียหายต่อทองคำ ซึ่งหมายถึง ทองแท่ง หรือ ทองรูปพรรณ ที่มีไว้เพื่อจำหน่าย ที่เกิดจากการชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และวิ่งราว ร้านทองจะทำประกันโดยให้รวมความคุ้มครองต่อตัวอาคาร ตู้นิรภัย กระจก เฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งติดตั้ง เครื่องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ตู้แสดงสินค้า เครื่องชั่ง และโทรทัศน์วงจรปิด และรวมคุ้มครองทั้งลูกจ้าง ลูกค้า การสูญเสียด้านร่างกายและชีวิตของบุคคลที่อยู่ในร้านทองที่เกิดจากสาเหตุการชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ หรือวิ่งราวทรัพย์ จากร้านทองด้วย

ประกันภัยการว่างงาน เป็นกรณีที่เป็นลูกจ้างแล้วถูกเลิกจ้าง นายจ้างปิดกิจการ และได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยทั่วไปบริษัทประกันภัยจะกำหนดวงเงินเอาประกันภัยจากสูตรดังนี้

จำนวนเงินเอาประกัน = ? ของเงินเดือนประจำปัจจุบัน ไม่เกิน 50,000 บาท x 3

เท่ากับว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยจะไม่เกิน 75,000 บาท

แนวคิดของการประกันภัยการว่างงานนั้น คือ นายจ้างหรือเจ้าของโรงงานซื้อประกันภัยนี้ให้กับพนักงาน หากซื้อความคุ้มครองในระยะยาว เบี้ยประกันภัยจะมีอัตราถูกลง โดยความคุ้มครองจะจ่ายเงินทดแทนให้ตามวงเงินที่ทำประกันภัยไว้ ภายหลังจากลูกจ้างถูกเลิกจ้าง และได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานแล้ว

ประกันภัยทรัพย์สินคุ้มครองภัยก่อการร้าย เพื่อให้ความคุ้มครองผู้ประกอบการและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และ 4 อำเภอของสงขลา (จะนะ นาทวี สะบ้าย้อย และ เทพ)

ประกันภัยทรัพย์สินคุ้มครองภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ การนัดหยุดงาน การจลาจล เจตนาร้าย ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ก็ตาม การลุกฮือต่อต้านรัฐบาล การก่อการร้าย

การประกันภัยเรือเจ็ตสกี การประกันภัยเรือโดยสาร ประกันความรับผิดของผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่อง การประกอบกิจการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นการคุ้มครองผู้โดยสารและเหตุอันจะเกิดจากการขนส่ง เช่น เหตุการณ์โป๊ะล่มที่พรานนก และกรณีรถแก๊สระเบิดปี 2533 เป็นต้น

การประกันภัยพืชผล เป็นการให้ความคุ้มครองความเสียหายต่อพืชผลที่เอาประกันภัย เช่น ความแห้งแล้ง น้ำท่วม ลมพายุ ลูกเห็บตก เป็นต้น การประกันภัยในเรื่องนี้ เวลาเกิดความเสียหายจะต้องมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรฯ ไปประเมินความเสียหาย บริษัทประกันภัยจะประสานงานกับ ธ.ก.ส. ในการรับประกันภัย เป็นโครงการความร่วมมือ ระหว่าง สำนักงาน คปภ. สมาคมประกันวินาศภัย ธ.ก.ส. ไทยรับประกันภัยต่อ และธนาคารโลก

รูปแบบการประกันภัยพืชผลมีแบบดั้งเดิม แบบใช้ดัชนี แบบใช้ดัชนีภูมิอากาศ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าว

สำหรับการประกันภัยพืชผลจากภัยแล้ง โดยใช้ดัชนีน้ำฝน และดัชนีความแห้งแล้งนั้น ช่วงเวลาที่จะคุ้มครองมีเฉพาะ 3 ระยะแรก คือ ระยะที่ 1 หยอดเมล็ด ระยะที่ 2 เจริญเติบโต (20 วัน) ระยะที่ 3 ออกดอก ออกฝัก (30 วัน) ส่วนระยะที่ 4 เก็บเกี่ยว กรมธรรม์จะไม่ให้ความคุ้มครอง

ในปัจจุบันการประกันพืชผลจากภัยแล้ง เริ่มมีให้เกษตรกรทำประกันภัยแล้ว 7 บริษัท ประกอบด้วย สามัคคีประกันภัย สินมั่นคง ประกันภัยไทยวิวัฒน์ วิริยะประกันภัย นวกิจประกันภัย เทเวศประกันภัย และไทยรับประกันภัยต่อ

วงเงินคุ้มครองความเสียหายจากอุทกภัย ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ ภัยอากาศหนาว ลูกเห็บ และอัคคีภัย วงเงินคุ้มครอง 1,111 บาท/ไร่ ความเสียหายจากภัยศัตรูพืชและโรคระบาด วงเงินคุ้มครอง 555 บาท/ไร่ เบี้ยประกันภัย (รวมอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม) 129.47 บาท/ไร่ โดยแบ่งเป็นเกษตรกรจ่าย 60 บาท/ไร่ รัฐบาลสมทบ 69.47 บาท/ไร่

กรมธรรม์ประกันภัยแพ็กเกจ (Package Policy) เป็นการเอาความคุ้มครองอย่างน้อย 2 หมวด ขึ้นไปมาไว้ในกรมธรรม์เดียว เช่น หมวดอัคคีภัย เป็นความคุ้มครองหลัก หมวดโจรกรรมเป็นความคุ้มครองเสริม ทำให้การทำประกันภัยของลูกค้าได้รับประโยชน์ในด้านการคุ้มครองเพิ่มมากขึ้นโดยการซื้อประกันในครั้งเดียว กรมธรรม์ประกันภัยแพ็กเกจสำหรับผู้ประกอบการ SMEs อาจใช้กับผู้ประกอบการอพาร์ตเมนต์ เพื่อคุ้มครองในลักษณะที่หากเกิดอัคคีภัยจะคุ้มครองทั้งทรัพย์สินที่เสียหาย และคุ้มครองการสูญเสียรายได้พร้อมกันไปด้วย เป็นต้น

นอกจากนี้ ในระยะหลัง เราจะเริ่มพบว่า บริษัทประกันภัยเริ่มมีการขายประกันภัยสำหรับรายย่อย ที่เรียกว่า Micro Insurance เราอาจจะเห็นกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุสำหรับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่เรียกชื่อว่า “มอเตอร์ไซค์ยิ้ม” กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุเดินทางอุ่นใจ สำหรับรายย่อย ซึ่งให้ความคุ้มครองสำหรับคนที่เดินทางกลับบ้านด้วยค่าเบี้ยประกันในหลักร้อยบาท ราคาไม่แพง ทุกวันนี้เริ่มจะมีการขายกรมธรรม์ผ่านช่องทางการจำหน่ายพวกเคาน์เตอร์เซอร์วิส เซเว่น-เอเลฟเว่น เทสโก้โลตัส เซ็นทรัล โรบินสัน ไปรษณีย์ไทย และธนาคารพาณิชย์

จากตัวอย่างการประกันภัยรูปแบบใหม่ๆ ข้างต้นนี้ ช่วยย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการหรือแม้แต่ในระดับบุคคล ทราบว่า ในชีวิตประจำวัน เราอาจใช้การประกันภัยเป็นทางเลือกในการลดความเสี่ยงภัยในเรื่องต่างๆ ทั้งการทำงาน ประกอบอาชีพ เดินทาง ภัยพิบัติต่างๆ ที่ปัจจุบันเกิดขึ้นแต่ละครั้งมีความรุนแรงกว่าในอดีต อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศของโลก อีกทั้งภัยจากการก่อการร้ายต่างๆ ที่มักจะเกิดขึ้นในรูปแบบที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน

รู้จักกับธุรกิจประกันภัย(2)

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05119010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

รู้จักกับธุรกิจประกันภัย(2)

ผลิตภัณฑ์หลักของธุรกิจประกันภัย คือ การประกันวินาศภัย ซึ่งประกอบด้วย การประกันอัคคีภัย และการประกันภัยรถยนต์ บริษัทประกันภัยบางแห่งรับประกันอัคคีภัยและประกันรถยนต์ บางแห่งรับประกันอัคคีภัยแต่ไม่รับประกันภัยรถยนต์หรือรับในปริมาณน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญ ความถนัด เครือข่ายอู่ซ่อมรถและเซอร์เวเยอร์ บุคลากรที่มีอยู่ และความสามารถในการรับความเสี่ยงภัยด้านรถยนต์ เนื่องจากการประกันภัยรถยนต์ กิจการต้องมีความชำนาญในการดำเนินการกับคู่ค้าที่เป็นอู่ซ่อมรถยนต์และการตีราคาค่าซ่อม ที่ในปัจจุบันมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนค่อนข้างสูงและหากควบคุมไม่ดีมักส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจและผลการดำเนินงานของบริษัทประกันภัย

ส่วนการรับประกันชีวิตนั้นก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดของตลาดค่อนข้างใหญ่ในอุตสาหกรรมประกันภัย และบริษัทประกันภัยจะต้องแยกการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตออกจากการประกันวินาศภัย ตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม

การประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งถือเป็นหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย

บริษัทประกันภัยจึงมักจะมีบริษัทหนึ่งรับประกันวินาศภัย รับประกันการขนส่งทางทะเล ประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยเบ็ดเตล็ด และมีอีกหนึ่งบริษัทรับประกันชีวิต แยกต่างหากจากกัน (บางบริษัทมีเฉพาะธุรกิจประกันวินาศภัยแต่ไม่มีประกันชีวิต)

การประกันภัยเบ็ดเตล็ดนั้นหากดูจากชื่อเราจะเข้าใจว่าเป็นการประกันภัยเล็กๆน้อยๆ (ตามชื่อว่าเบ็ดเตล็ด) แต่ปรากฏว่าในปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่จัดประเภทเป็นประกันภัยเบ็ดเตล็ด แต่มีวงเงินการรับประกันภัยและขอบเขตความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัยที่สูงมาก เช่น การประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด (Industrial All Risk เรียกันย่อๆว่า IAR)

กรมธรรม์ประเภทนี้เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทุนประกันภัยสูง และความเสี่ยงภัยที่สามารถป้องกันมิให้เกิดความเสียหายขนาดใหญ่ได้ โดยปกติมีข้อยกเว้น และมีความรับผิดส่วนแรก

กรมธรรม์ความเสี่ยงภัยทุกชนิดประกอบด้วยความคุ้มครอง2 ส่วนใหญ่ๆคือ ส่วนที่ 1 การประกันภัยทรัพย์สิน (Property Damage) ส่วนที่ 2 ความรับผิดต่อบุคคลภายนอกที่มิใช่ผู้เอาประกันภัย ส่วนนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ การประกันความรับผิดต่อสาธารณชน (Public Liabilities Insurance)

ความคุ้มครองของกรมธรรม์ความเสี่ยงทุกชนิดมักจะระบุว่าคุ้มครองทุกอย่างโดยไม่คุ้มครองรายการตามข้อยกเว้น โดยทั่วไปประกอบด้วย การประกันอัคคีภัย ภัยพิเศษเพิ่มเติม (เช่น ภัยระเบิด ภัยแผ่นดินไหว ภัยลูกเห็บ ภัยอากาศยาน ภัยลมพายุ ภัยน้ำท่วม ภัยเปียกน้ำภัยจากควันภัยจากยวดยานพาหนะภัยจลาจลและนัดหยุดงาน ภัยจากการป่าเถื่อนและการกระทำด้วยเจตนาร้าย) การโจรกรรมที่ปรากฏร่องรอยงัดแงะ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ภัยเนื่องจากความสูญเสียหรือเสียหายต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า ภัยจากความเสียหายเนื่องจากแตกร้าวของกระจกติดตั้งเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร อุบัติเหตุอื่นๆที่เป็นปัจจัยภายนอก (ที่มิได้ระบุในข้อยกเว้น)

ผู้เอาประกันภัยแบบ IAR จึงมักเป็นห้างสรรพสินค้า นิติบุคคลอาคารชุดโรงงานโรงแรม โรงพยาบาล ร้านอาหาร ท่าอากาศยาน และโครงการต่างๆที่มีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยมากการประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดมักกำหนดให้ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบความรับผิดส่วนแรก (Deductible)เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ง่าย

ธุรกิจประกันภัยกับการบริหารความเสี่ยง

หากเรามองลักษณะการประกอบธุรกิจของบริษัทประกันภัยแล้ว จะพบว่า การบริหารความเสี่ยง เป็นเรื่องสำคัญลำดับแรกของอุตสาหกรรมประกันภัย ที่หากบริษัทใดสามารถบริหารจัดการ “ความเสี่ยง” ให้เหลือน้อยที่สุดได้ บริษัทประกันภัยนั้นจะมีกำไรจากการดำเนินการสูงกว่าบริษัทที่บริหารความเสี่ยงได้ไม่ดี

การบริหารความเสี่ยงในกิจการประกันภัยนั้น ความเสี่ยงด้านการรับประกันภัย จะเป็นความเสี่ยงหลัก ที่บริษัทประกันภัยมีภาระผูกพันต่อผู้เอาประกันภัย โดยหากบริษัทต้องแบกรับภาระสูงกว่าความสามารถในการชำระค่าสินไหมทดแทนแล้ว หากมีความเสียหายเกิดขึ้นจริง ก็จะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทประกันภัยได้

การรับงานประกันภัยที่กระจุกตัวในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไปจะทำให้เกิดความเสี่ยง การกระจายกลุ่มและประเภทการรับประกันภัยที่เหมาะสมเป็นการลดความเสี่ยงได้ การทำประกันภัยต่อเพื่อกระจายความเสี่ยงในการที่บริษัทต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้น การดำรงเงินกองทุนในอัตราสูงเป็นตัวช่วยให้บริษัทมีเงินทุนสำรองหากเกิดความเสี่ยงภัยที่มีความเสียหายสูงๆเกิดขึ้น

การบริหารการลงทุนของกิจการประกันภัย

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ธุรกิจประกันภัยเป็นธุรกิจที่มีเงินสดในมือสูงด้วยข้อกำหนดการดำรงเงินกองทุน และการสำรองเงินสดไว้ให้เพียงพอกับค่าสินไหมทดแทนที่อาจจะเกิดขึ้น ประกอบกับธุรกิจประกันภัย เป็นการส่งมอบสัญญาและความคุ้มครองแก่ลูกค้า โดยทั่วไปจึงมีเงินสดหมุนเวียนในมือค่อนข้างมาก บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่จึงต้องบริหารการลงทุน โดยมีการจัดพอร์ตการลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุน ไม่ว่าจะลงทุนในตั๋วเงินคลัง ตราสารทางการเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน ใบรับฝากเงิน เงินฝากธนาคาร พันธบัตรระยะยาว หุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์ และกองทุนรวมต่างๆ เป็นต้น

หากเราดูงบการเงินของบริษัทประกันภัย จะพบว่า รายได้หลัก คือ “รายได้จากการรับประกันภัย” แต่จะมีอีกท่อนหนึ่งที่แสดงรายการ “รายได้จากการลงทุน” และ “กำไรจากการลงทุน” อยู่ในงบกำไรขาดทุนด้วยเสมอ ในงบแสดงฐานะการเงินเราจะเห็นบัญชี “เงินลงทุนในหลักทรัพย์” เป็นสินทรัพย์ตัวใหญ่ นอกเหนือจาก “เบี้ยประกันภัยค้างรับ” (เหมือนลูกหนี้การค้าในกิจการขายสินค้า) อยู่ด้วยเสมอ

การบริหารพอร์ตการลงทุนของกิจการประกันภัยนั้น ถือเป็นส่วนงานหนึ่งที่มีความสำคัญกับบริษัทประกันภัยเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มเติมจากการมีเงินสดหมุนเวียนในมือ สามารถนำผลกำไรมาสู่บริษัทในลักษณะเพื่อเสริมเงินสำรองที่จะใช้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามภาระผูกพันที่บริษัทประกันภัยมีอยู่ อย่างไรก็ตาม การลงทุนของบริษัทประกันภัยต้องลงทุนภายใต้ข้อจำกัดที่มีกฎเกณฑ์ของคปภ.กำหนดไว้ เพื่อให้ความเสี่ยงจากการลงทุนอยู่ในระดับที่ยอมรับได้โดยทั่วไป

ตัวอย่างข้อจำกัดการลงทุนกิจการประกันภัยไม่ได้รับอนุญาตให้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีสภาพคล่องต่ำ เช่น ไม่สามารถลงทุนในการสร้างอาคารสำนักงานเพื่อให้เช่า นอกจากสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นสำนักงานของบริษัทเท่านั้น เป็นต้น

กิจการประกันภัย เป็นกิจการที่น่าสนใจและมีลักษณะเฉพาะ บุคลากรที่ทำงานให้กับบริษัทประกันภัยก็ต้องมีความรู้พิเศษกว่าธุรกิจซื้อมาขายไปหรือธุรกิจผลิตสินค้า คือต้องมีความรู้ด้านการประกันภัย การบริหารความเสี่ยง การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการกระจายความเสี่ยง ต้องมีความรู้ด้านบริหารการลงทุน ต้องมีพื้นความรู้ความเข้าใจในตลาดการเงินและตลาดทุน

ในปัจจุบันนี้ฝ่ายบริหารของบริษัทประกันภัยยังต้องมีฐานข้อมูลที่พร้อมและรองรับการวิเคราะห์เหล่านี้ ต้องลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บข้อมูล และยังต้องบริหารต้นทุนของกิจการประกันภัยให้ต่ำที่สุด เพื่อให้มีผลกำไรคงเหลือเพียงพอกับความเสี่ยงที่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนในกรณีเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ขึ้นอีกด้วย

ภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล… ตัวอย่างมาตรการรัฐ ที่ใช้กำหนดพฤติกรรมผู้ประกอบการและผู้บริโภค

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

ภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล… ตัวอย่างมาตรการรัฐ ที่ใช้กำหนดพฤติกรรมผู้ประกอบการและผู้บริโภค

คงเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง กับกรณีที่มีการผลักดันให้เก็บภาษีสรรพสามิตจากเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินมาตรฐานที่กำหนด โดยเก็บภาษีในสองอัตราตามความเข้มข้นของน้ำตาล ได้แก่ ปริมาณน้ำตาลมากกว่า 6-10 กรัม/100 มิลลิลิตร เก็บภาษีที่ทำให้ราคาขายปลีกสูงขึ้น 20% ขึ้นไป และปริมาณน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม/100 มิลลิลิตร เก็บภาษีที่ทำให้ราคาขายปลีกสูงขึ้น 25% ขึ้นไป

ในเรื่องนี้สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย ที่สมาชิกเป็นบริษัทที่เป็นผู้ประกอบการเครื่องดื่ม 19 บริษัท ออกมาให้เหตุผลว่า การเก็บภาษีดังกล่าวไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงประเด็น และสร้างความไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นในการแข่งขันทางการค้า เพราะมีกิจการร้านอาหาร ร้านกาแฟ และเครื่องดื่มอีกมากที่ไม่ต้องเสียภาษี

อันที่จริงมาตรการการเก็บภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐที่ใช้กำหนดทิศทางทางเศรษฐกิจ และควบคุมพฤติกรรมของประชาชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่ง เนื่องเพราะส่งผลโดยทันทีต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค เอาง่ายๆ แม้กลุ่มผู้ประกอบการจะอ้างว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงประเด็น แต่เราก็เห็นทันทีว่าภายหลังมีข่าวนี้ออกมา มีผู้ประกอบการหลายรายให้ข่าวตรงกันว่า จะลดปริมาณน้ำตาลในน้ำผลไม้ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในฝั่งผู้ผลิตในทันทีที่มาตรการนี้ออกมาเป็นข่าว

เครื่องดื่มที่น่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ ได้แก่ น้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง นมเปรี้ยว นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ ที่จัดว่าเป็นเครื่องดื่มทำลายสุขภาพ ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ

คนไทยติดอันดับบริโภคน้ำตาลมากเป็น อันดับ 9 ของโลก บริโภควันละ 16 ช้อนชา ต่อคน ต่อวัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ 11 ช้อนชา ต่อคน ต่อวัน โดยปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสม ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา ต่อคน ต่อวัน

ในหนึ่งวันเราได้รับน้ำตาลจากอาหารหลายอย่าง ไม่เพียงแค่เครื่องดื่มเท่านั้น ในอาหารคาว ขนมหวานที่เป็นของว่าง และขนมที่เป็นห่อ ลองคิดดูว่าหากเราจะควบคุมการกินอาหารของเราให้ได้รับน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา ต่อวัน ก็น่าจะเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก หากเราไม่ระมัดระวังหรือคอยสังเกตว่า ในอาหารคาวที่เรามองเผินๆ ไม่น่าจะมีน้ำตาลก็ยังอาจจะมีน้ำตาลผสมอยู่ด้วยในขั้นตอนการทำอาหาร เคยสังเกตว่า ในเย็นตาโฟ ข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊ว ผัดกะเพรา ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า พ่อครัว แม่ครัว ก็ใส่น้ำตาลในระหว่างผัดลงไปด้วยเสมอ

เวลาดื่มเครื่องดื่มตามร้านกาแฟ เราก็คงจะไม่ทันได้สังเกตว่า หากเราเติมน้ำเชื่อม ใส่น้ำตาลในกาแฟ เครื่องดื่มช็อกโกแลต เครื่องดื่มพวกชา ไม่ว่าจะเป็นสูตรโบราณหรือสูตรปัจจุบัน ที่มีเนื้อแป้งให้เคี้ยวกรุบๆ ไปพร้อมกับเครื่องดื่ม ล้วนแต่มีน้ำตาลอยู่ในนั้นเสมอ

พูดอย่างนี้เดี๋ยวจะเข้าทางผู้ประกอบการเครื่องดื่มที่ออกมาให้เหตุผลที่ชวนให้เชื่อว่า จะส่งผลให้การแข่งขันไม่เป็นธรรม อันที่จริงมาตรการทางภาษีครั้งนี้ อาจจะเป็นเพียงมาตรการที่ส่งผลเฉพาะจุด แต่อย่างน้อยก็ช่วยยับยั้งหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคได้ในวงกว้างทีเดียว

ดูกันง่ายๆ ว่า ตลาดเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยน้ำอัดลม (47,000 ล้าน) เครื่องดื่มชูกำลัง (30,000 ล้าน) ชาพร้อมดื่ม (15,000 ล้าน) น้ำผลไม้ (12,000 ล้าน) ฟังก์ชันนัลดริ้งก์ (5,000 ล้าน) มูลค่าตลาดรวมก็เป็นแสนล้านบาท มาตรการทางภาษีก็จะส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตลาดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในวงกว้างทีเดียว

ในส่วนอื่นที่เป็นเรื่องของอาหาร เครื่องดื่มที่อยู่นอกกลุ่มที่รัฐจัดเก็บภาษี รัฐก็ต้องใช้มาตรการด้านอื่นๆ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลของประชาชนให้อยู่ในระดับที่ไม่สูงเกินไป ซึ่งก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐจะต้องไปศึกษาว่าจะต้องทำอย่างไรในส่วนนั้นๆ แต่คงไม่ใช่ไปมองแบบเหมารวมว่า หากใช้มาตรการภาษีกับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกินมาตรฐานแล้วจะทำให้ไม่เป็นธรรม แล้วไม่ต้องทำอะไร

อันที่จริง ไม่เพียงเรื่องของ “ความหวาน” เท่านั้นที่ส่งผลต่อสุขภาพ “ความเค็ม” ก็เป็นเรื่องที่ทำลายสุขภาพไม่แพ้กัน ทั้งโรคไต ทำให้หัวใจทำงานหนัก ก่อให้เกิดภาวะหัวใจวาย และความดันโลหิตสูง ความดันในสมองเพิ่มขึ้น มีโอกาสเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ตัวเลขง่ายๆ ที่ใช้ควบคุมปริมาณเกลือ หรือ โซเดียม ในอาหาร คือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1 ช้อนชา ต่อวัน ซึ่งกินความรวมถึงการกินอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป การกินอาหารนอกบ้านโดยกินอาหารที่มีรสชาติหวาน มัน หรือเค็มจัด (ให้ฝึกทำอาหารกินเองโดยทำอาหารรสจืดบ้าง)

พฤติกรรมหลายอย่างเกี่ยวกับการกิน การดื่ม การทิ้งขยะ ส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่ล้นเกิน และยังส่งผลต่องบประมาณด้านสุขภาพ เรื่องธรรมดาสามัญ เช่น การดื่มน้ำขวดกันอย่างแพร่หลาย ก็เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อการผลิตขวดพลาสติก ส่งผลต่อปริมาณคาร์บอนที่มนุษย์ผลิตออกมาสู่โลกของเรา

ภัตตาคารในต่างประเทศ ขายน้ำในร้านโดยกำหนดราคาน้ำขวดไว้แพงลิบ แต่หากลูกค้าเลือกให้เสิร์ฟ และดื่มน้ำจากก๊อกจะราคาถูกกว่ามาก (Tap Water) การกำหนดให้แต่ละบ้านต้องซื้อถุงตามแบบที่กำหนดเพื่อใช้ทิ้งขยะ รถขยะจึงจะเก็บขยะให้ ทำให้คนต้องลดปริมาณขยะที่ตนจะสร้างขึ้น เพราะไม่คุ้มกับการต้องซื้อถุงทิ้งขยะในราคาแพง ก็เป็นมาตรการที่ได้ผลในประเทศพัฒนาแล้ว (ในบ้านเราหากใช้มาตรการนี้คงมีคนแอบเอาขยะไปกองทิ้งบ้านอื่น หรือทิ้งกับถังของ กทม. แทน)

การนำระบบฐานข้อมูลบัญชีสิ่งแวดล้อม หรือการส่งเสริมมาตรการ Greening Supply Chain มาบังคับใช้กับกิจการขนาดใหญ่ เพื่อกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องใส่ใจในการจัดการสิ่งแวดล้อม และมลพิษจากการประกอบธุรกิจ โดยกดดันคู่ค้าที่อยู่ในสายของห่วงโซ่อุปทานต้องร่วมด้วยช่วยกัน ก็เป็นรูปแบบการใช้มาตรการของรัฐในการกำหนด และควบคุมผู้ประกอบการในลักษณะเดียวกับ มาตรการจัดเก็บภาษีจากปริมาณน้ำตาลดังกล่าว ที่น่าสนับสนุนให้ออกมาอีกหลายๆ มาตรการ

สัพเพเหระ กับการเกษียณอายุ

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

สัพเพเหระ กับการเกษียณอายุ

เกษียณ แปลว่า สิ้นไป หมดไป ถอยออก ถอนตัว ตรงกับคำว่า Retire ซึ่งมีความหมายว่า stop taking part in a race or competition และคำว่า เกษียณอายุ หมายถึง ครบกำหนดอายุราชการ

แนวคิดการหยุดทำงานเมื่อถึงช่วงอายุหนึ่ง มีมาร้อยกว่าปีแล้ว ตั้งแต่ ค.ศ. 1889 ในประเทศเยอรมนี มีการให้เงินบำนาญสำหรับประชาชนทุกคนที่มีชีวิตอยู่จนครบอายุ 70 ปี โดยไม่ต้องทำงาน มีบางคนให้ความหมายคำว่าเกษียณอายุว่า คือการปลีกตัวออกจากสังคมไปสู่ภาวะของการเป็นอิสระ หมดภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ในแง่สังคมวิทยา การเกษียณอายุถือเป็นบทบาททางสังคมที่กำหนดให้มีระบบการแทนที่บุคคลตามสิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์กับคนอื่น

ในประเทศไทย โดยทั่วไปถือว่า อายุ 60 ปี เป็นเกณฑ์ในการเกษียณอายุ อาจจะมีหน่วยงานเอกชนที่ใช้เกณฑ์อายุ 55 ปี โดยทั่วไปเกณฑ์ที่จะเกษียณอายุของประเทศต่างๆ ในโลกจะอยู่ในช่วง 55-70 ปี ประเทศออสเตรีย เบลเยียม เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ เกษียณเมื่ออายุ 65 ปี ประเทศเยอรมนี กรีซ อิตาลี ฝรั่งเศส นอร์เวย์ และสหรัฐอเมริกา เกษียณเมื่ออายุ 67 ปี ประเทศอังกฤษ เกษียณเมื่ออายุ 68 ปี ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่จะอยู่ที่อายุ 60 ปี (สิงคโปร์ 62-65 ปี) เป็นต้น

วิธีการเพิ่มช่วงอายุการเกษียณในบางประเทศอย่างเยอรมนี เขาใช้วิธีค่อยๆ ปรับขึ้นเป็น step โดยมีเป้าหมายว่า ในปี 2029 จะเกษียณอายุที่ 67 ปี

อายุเท่าใดจึงจะเหมาะสมกับการเกษียณอายุนั้น เป็นประเด็นทางสังคมที่ถกเถียงกันมากสำหรับประเทศต่างๆ สืบเนื่องจากมนุษย์เรามีอายุขัยมากขึ้น สังเกตจากในประเทศไทย ที่เมื่อ 50 ปีก่อน อายุเฉลี่ยของเราอยู่ที่ 52 ปี เท่านั้น แต่ปัจจุบัน อายุเฉลี่ยของคนไทยขยับไปอยู่ที่ผู้ชาย 71.3 ปี ผู้หญิง 78.2 ปี (ตัวเลขนี้มาจากการสำรวจทางสถิติ ระบบเงินบำนาญดูจะไม่เพียงพอรองรับผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ช่วงนี้มีข่าวว่า สำนักงาน ก.พ. อยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะเพิ่มอายุการเกษียณราชการเป็น 65 ปี โดยเชื่อว่าหากเพิ่มอายุเกษียณออกไปอีก 5 ปี จะช่วยลดภาระด้านงบประมาณของรัฐลงไปได้

ในภาคเอกชน เราจะเห็นว่าปัจจุบันมีการคัดเลือกบุคคลที่มีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรให้ทำงานต่อไป แม้ว่าอายุจะถึงวัยเกษียณแล้วก็ตาม บางองค์กรมีแนวคิดให้ผู้ที่ทำงานกับบริษัทมานานเมื่อเกษียณอายุแล้วยังว่าจ้างให้ทำงานต่อไป โดยลดเวลาทำงานลง อาจจะลดเงินเดือนให้น้อยลงตามสัดส่วนงานและความรับผิดชอบ โดยถือเป็นการทำ CSR ภายในองค์กร เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุไม่เหี่ยวเฉา เนื่องจากเดิมเคยทำงานมาตลอด มีเพื่อนร่วมงาน มีสังคม

บริษัทต่างๆ ในปัจจุบัน ต้องทำประมาณการหนี้สินผลประโยชน์พนักงาน โดยคำนวณจากข้อมูลพนักงานในบริษัท เพื่อหาจำนวนเงินที่บริษัทต้องจ่ายในกรณีพนักงานเกษียณอายุ บริษัทต้องตั้งสำรองในงบการเงิน เพื่อสะท้อนว่าบริษัทมีภาระหนี้สินในเรื่องนี้เท่าไร โดยต้องคำนวณใหม่และทบทวนยอดสำรองหนี้สินก้อนนี้ในบัญชีให้เป็นไปตามข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป

ในประเทศญี่ปุ่นที่มีคนสูงอายุกว่า 1 ใน 3 ของประชากร มีข่าวว่าอัตราการกระทำความผิดที่เป็นคนสูงอายุมีมากขึ้น ทั้งนี้ เนื่องมาจากคนสูงอายุมีภาระค่าใช้จ่ายมากกว่าเงินสำรองที่ตัวเองเก็บไว้ (จากผลของการปรับลดบำนาญและสวัสดิการลง และการเพิ่มอัตราภาษีขายจาก 5% เป็น 8% ในเดือนเมษายน 2557) จึงเลือกที่จะกระทำความผิดเพื่อให้เข้าไปอยู่ในเรือนจำที่นักโทษจะได้รับสวัสดิการเรื่องอาหารการกิน และการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมๆ กันนั้นก็มีข่าวว่ารัฐสภาญี่ปุ่นผ่านงบประมาณปี 2016 โดยเน้นเพิ่มงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุ ก็เป็นข่าวต่อเนื่องกันที่สะท้อนถึงปัญหาที่คนสูงอายุต้องเผชิญในปัจจุบัน ว่าหนักหนาสาหัสมากขึ้นทุกวัน

หากใครมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่อง The Intern ก็จะเห็นมุมที่เขาพยายามสะท้อนถึงผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ และยังเป็นประโยชน์แก่องค์กรได้ จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับคนยุคใหม่ สอนแนวคิดและคุณค่าที่คนยุคเก่ายึดมั่น เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนแต่ละเจนเนอเรชั่น ก็ชวนให้รู้สึกว่า หากสังคมประสานคนแต่ละรุ่นให้สอดคล้องลงตัวก็ดูจะเป็นสังคมที่น่าอยู่และมีความสุขไม่น้อย

ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีโครงการในลักษณะที่เห็นในภาพยนตร์ คือ รับผู้สูงอายุมาทำงานที่เรียกกันว่า Senior Employment Program เท่าที่เคยเห็นจะเป็นงานอาสาที่ไม่เน้นการได้ผลตอบแทนหรือเงินทอง ในบ้านเรามีโรงเรียนผู้สูงอายุที่ให้คนชราไปโรงเรียนสัปดาห์ละครั้ง มีการเรียนหลักสูตรที่จะเป็นประโยชน์กับการใช้ชีวิตและกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ ได้ยินว่าบางคนตั้งตารอที่จะไปโรงเรียนกันเลยทีเดียว

ร้านกาแฟแฟรนไชส์ของญี่ปุ่น ที่ชื่อ UCC Ueshima Coffee แม้จะไม่เคยประกาศตัวว่าเป็นร้านกาแฟสำหรับผู้สูงอายุ แต่หากสังเกตดูแล้วจะพบว่า ทางเดินภายในร้านที่โตเกียวจะมีขนาดกว้าง เก้าอี้ จะมีความแข็งแรง มั่นคง โต๊ะ จะเตี้ยกว่าปกติ อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารที่เคี้ยวง่ายมากกว่าอาหารประเภทกรุบกรอบ ทั้งแซนด์วิช ผักสลัด กล้วยหอม มีบริกรคอยยกของมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ชื่ออาหารในเมนูเขียนด้วยตัวอักษรญี่ปุ่นแบบคันจิ ขนาดใหญ่ ง่ายต่อการอ่าน สะท้อนว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เขาจะออกแบบร้านให้เหมาะกับลูกค้าที่เป็นผู้สูงอายุ

ปัญหาของผู้สูงอายุนั้นมีหลายด้านที่ต้องคำนึงถึง แต่ดูเหมือนว่าทุกวันนี้สิ่งที่เป็นประเด็นปัญหาจะไปตกที่ปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เข้าทำนองว่า ความพร้อมด้านการเงินจะช่วยบรรเทาปัญหาได้มากพอสมควร ไม่ว่าจะในระดับภาครัฐที่จะต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับสวัสดิการต่างๆ แก่ผู้สูงอายุ และในส่วนบุคคลที่จะมีรายได้เพียงพอสำหรับใช้จ่ายในยามชรา การเตรียมความพร้อมเพื่อการเกษียณอายุจึงควรเริ่มต้นแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะถึงเวลาเกษียณอายุจริง โดยเตรียมความพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านที่อยู่อาศัย ด้านสุขภาพร่างกาย ด้านจิตใจ และการใช้เวลา

หากมองปัจจัยด้านเศรษฐกิจแบบกลมๆ เราอาจจะพอสรุปง่ายๆ ได้ว่า ถ้าเราจัดระบบ เงินบำนาญ กับ การออมเงิน ให้ดี เราน่าจะแก้ปัญหาการเกษียณอายุได้ในระดับที่ไม่เป็นปัญหามากนัก ระบบเงินบำนาญเป็นเรื่องซึ่งภาครัฐจะต้องมองให้ออก แก้ให้ได้ ว่าระบบเงินบำนาญที่มีอยู่หลายกองในปัจจุบัน (ทั้งกองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนการออมแห่งชาติ) จะทำอย่างไรให้ตอบสนองคนในส่วนต่างๆ ได้ครบถ้วน เสมอภาค

ในแง่การออมส่วนบุคคล การสนับสนุนให้ความรู้ ให้เครื่องมือที่เข้าใจง่าย การสร้างความตื่นตัวให้เกิดขึ้น จะทำให้ในวันข้างหน้าผู้สูงอายุจะมีความสามารถในการพึ่งตนเองด้านเงินทองได้มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน

ความสุขต้นทุนต่ำ

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

ความสุขต้นทุนต่ำ

“We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable Rights; that among these are Life, Liberty, and the pursuit of Happiness.”

…From the Declaration of Independence

โลกในยุคนี้ที่เงินเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในแทบจะทุกเรื่อง เราจะเคยคิดตั้งคำถามหรือไม่ว่า เงินเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดหรือไม่ที่จะทำให้เรามีความสุข มีอะไรอื่นอีกหรือไม่ที่มีความหมายกับเราอย่างแท้จริงนอกจากเงิน

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เงินซึ่งเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคบริโภค แทบทุกชนิดที่เราต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ปัจจัยสี่ทุกชนิดต้องใช้เงินในการซื้อหา ไม่ต้องคิดว่าในปัจจุบัน ปัจจัยไม่ได้มีแค่ 4 อย่างเหมือนในอดีตอีกต่อไป ยังมียานพาหนะ ค่าเดินทาง โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การศึกษาที่นับวันคนที่ไม่มีเงินจะกลายเป็นคนที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา (เห็นได้จากการเรียนหนังสือยังต้องกู้เงินมาเรียน) การเปิดโลกทรรศน์เพื่อได้เห็นโลกกว้างก็ต้องใช้เงินเป็นค่าเดินทางและที่พัก โลกที่เราบอกว่าเล็กและแคบกว่าแคบก็ไม่ได้เข้าถึงได้ง่ายๆ หากไม่มีเงิน ราวกับว่าโลกนี้จะเล็กลงได้ในทันใดหากมีเงินเป็นใบผ่านทาง

อยากชวนกันคิดว่า หากเรามีเงินอย่างจำกัด เรายังมีสิทธิ์มีเสียงในการเข้าถึงเรื่องเหล่านี้อยู่หรือไม่ เราจะหาความสุขจากการมีเงินไม่มากนักได้หรือไม่ ความสุขต้นทุนต่ำมีอยู่จริงหรือเปล่า

อันที่จริงปัญหาการเข้าถึงความสุขของคนทุกระดับ ไม่เลือกฐานะ และไม่เลือกสถานะทางสังคมนั้น เป็นปัญหาคลาสสิกของโลกใบนี้เสียด้วยซ้ำ เป็นอุดมคติของรัฐในการบริหารจัดการให้คนแต่ละคนในสังคมมีความสุขตามสถานภาพของตนเอง และให้คนแต่ละคนกำหนด “ความสุข” ในแบบของตนเองได้อีกด้วย ทุกวันนี้เราถูกกำหนด “ความสุขแบบสำเร็จรูป” จากสังคมไปเสียแล้ว และความสุขสำเร็จรูปเหล่านั้นถูกหล่อหลอมและทำให้เชื่อ และกลายเป็นความสุขที่ผู้คนพึงต้องเลือก ที่เลวร้ายคือ ความสุขสำเร็จรูปเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องใช้เงินในการได้มาทั้งสิ้น

มีคำกล่าวของ โทมัส เจฟเฟอร์สัน บิดาผู้ก่อตั้งประเทศ ผู้ประกาศอิสรภาพ และประธานาธิบดี คนที่ 3 ของสหรัฐอเมริกา ส่วนหนึ่งของคำประกาศมีประโยคที่อาจจะแปลความได้ทำนองว่า “…เป็นความจริงในตัวมันเองที่มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาให้เท่าเทียมกัน และผู้สร้างต้องการให้เราสามารถเข้าถึงสิทธิอันพึงได้ต่างๆ ที่ไม่ว่าใครก็เอาสิทธินั้นไปไม่ได้ สิทธิอันรวมถึง การมีชีวิตอยู่ การมีเสรีภาพ และการแสวงหาความสุข…” และกลายเป็นคำกล่าวที่เป็นอุดมคติสำหรับรัฐที่จะพยายามทำให้ประชาชนของตนได้รับสิทธิตามคำประกาศนั้น

แต่ในความเป็นจริง มนุษย์เราก็ไม่ได้เข้าถึงอุดมคติเหล่านั้น จนในภาพยนตร์เรื่อง “The Pursuit of Happyness” (ชื่อภาพยนตร์จงใจสะกดคำว่า Happiness ไว้ผิดตามที่ผู้สร้างเห็นคำดังกล่าวปรากฏบนกำแพงบนท้องถนน) ประโยคที่ผู้แสดงนำ “วิล สมิธ” พูดอย่างท้อแท้และเสียดสีว่า “ฉันจดจำได้และคิดว่า ทำไม โทมัส เจฟเฟอร์สัน จึงใส่คำว่า pursuit ไว้ในคำประกาศอิสรภาพ อาจจะเป็นเพราะว่า ความสุขนั้นคืออะไร ที่เราสามารถจะแสวงหาได้เท่านั้นแต่ไม่มีวันที่จะมีมันได้จริงๆ ไม่ว่าอะไรก็ตาม เขารู้ได้อย่างไรนะ”

คงจะคิดได้ไม่ยากว่า ขนาดประเทศที่เป็นต้นแบบของอุดมคติดังกล่าว ก็ยังไม่อาจเข้าถึงจุดนั้นได้จริง แต่อย่างน้อยสวัสดิการสังคม ความปลอดภัย การมีโอกาสในการศึกษา การมีงานทำ การมีช่องทางหาความสุขในชีวิตด้วยต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป ตามแบบที่มนุษย์แต่ละคนต้องการอย่างแท้จริง ก็เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนแต่ละคนมีความสุขตามอัตภาพของตนเอง

ผมอยากจะคิดว่า ในเมื่อรัฐการันตีความสุขให้แก่เราไม่ได้ เราคงต้องหาทางช่วยเหลือตนเอง ด้วยการใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด เชื่อมั่นศรัทธาในความถูกต้องดีงามว่า จะเป็นพาหนะนำพาเราไปสู่จุดที่เราสามารถช่วยตนเองได้ เราจำเป็นต้องรู้จักการวางแผนทางการเงิน เพื่อให้เรามีภูมิคุ้มกันในการอดออม ในการใช้จ่าย ในการแสวงหาความสุขที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินซื้อหามาเพียงอย่างเดียว และแสวงหาความสุขในแบบที่เราต้องการจริงๆ ไม่ใช่ความสุขสำเร็จรูปที่กระแสของคนในสังคมหล่อหลอมให้เราหลงเชื่อว่า “นั่นเป็นความสุขที่เราต้องแสวงหา” แต่มีต้นทุนในการเข้าถึง ที่เป็นแรงกดดันให้เราทำอะไรก็ได้ (ไม่ว่าจะถูกหรือผิด) เพื่อให้บรรลุความสุขชนิดที่…แท้ที่จริงอาจจะไม่ใช่ความสุขที่เราต้องการก็ได้

สมมติว่า ความสุขสำเร็จรูป คือ งานเลี้ยงสังสรรค์ ที่ต้องใช้เงินในการซื้อหา แต่อาหารในงานเลี้ยงเป็นอาหารที่เป็นโทษ และทำให้เรากินอิ่มเกินขนาด เกิดโรคอ้วน ไขมันในกระแสเลือด ต้นทุนความสุขชนิดนี้ มีทั้งค่าอาหาร ค่ายา และค่ารักษาพยาบาลที่ตามมา ไม่นับว่าโรคเหล่านี้อาจนำเราไปสู่ปัญหาการทำงาน ที่ล้วนแล้วแต่เป็นต้นทุนในการได้มาซึ่งความสุขแบบนี้

สมมติว่า ความสุขสำเร็จรูป คือ โทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่ต้องพยายามผ่อนชำระเป็นงวดๆ ทั้งที่เราใช้งานจริงๆ เพียงไม่กี่ฟังก์ชั่นในโทรศัพท์รุ่นนั้น ไม่นับรวมค่าโทร ค่าเน็ต และ Package ต่างๆ ที่ตามมา เราจะอดใจไว้ เก็บเงินออมก้อนแรกให้ได้ก่อน แล้วเพิ่มพูนจนกว่าเราจะมีพร้อมค่อยซื้อหา เป็นความสุขที่มีต้นทุนสูงเกินกว่าฐานะของเราหรือไม่

สมมติว่า ความสุขสำเร็จรูป คือ รถยนต์ยี่ห้อหรู หรือรถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุดที่เครื่องแรง พุ่งทะยานได้ดั่งใจนึก แล้วเราก็ซื้อหามาให้ได้เพื่อที่จะขับรถอย่างเกรี้ยวกราด ดุดัน เอาเป็นเอาตายกับเพื่อนร่วมถนนทุกคนจนแทบจะพร้อมลงมามีเรื่องกับใครก็ตามที่ขับปาด ขับแซงเราได้ทุกเวลา ไม่นับว่าอาจเกิดอุบัติเหตุที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น สูญเสียทั้งเรา ทั้งเขา ต้นทุนความสุขของเราจะสูงขนาดไหน

สมมติว่า ความสุขสำเร็จรูป คือ การจัดงานแต่งงานในโรงแรมหรู เชิญแขกเหรื่อมาร่วมงานคับคั่ง ได้หน้าได้ตากันอย่างเต็มอิ่ม ไม่นับว่าต้องถ่ายรูปสตูดิโอสวยงามราวกับเป็นพระเอก นางเอกในหนัง ความสุขในครอบครัวที่แท้จริง กลับไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าความรัก ความเข้าใจ ความซื่อสัตย์ต่อคู่รักของตน ซึ่งเงินก็ซื้อหามาไม่ได้ ถ้าเราไม่ประพฤติตัวอยู่ในร่องในรอย

ผมอยากจะคิดว่า “เงิน” หรืออีกนัยหนึ่งคือ “วัตถุสิ่งของต่างๆ” นั้น แท้ที่จริงไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราได้เข้าถึงความสุข ไม่เถียงว่าเงินเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการตอบสนอง และนำไปสู่การมีความสุขที่เป็นนามธรรมได้ แต่เราต้องตระหนักและมองให้เห็นว่า “ความสุข” หลายอย่างมีต้นทุนไม่มากเลย ความรื่นรมย์ของชีวิตหลายครั้งได้มาอย่างง่ายๆ เพียงแค่ใจเรามองให้เห็น แสวงหาให้ถูกทาง เข้าทำนอง “หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข” อย่างที่คุณแอ๊ด เขาว่าไว้

ผมคิดและเชื่อว่า “เงินนั้นมีมากเท่าไรก็ไม่พอใช้” และในขณะเดียวกัน “เงินมีน้อยเท่าไรก็ใช้พอ” หากเราเป็น “นาย” ของเงิน ไม่ใช่ “ทาส” ของเงิน

เรื่องของเงินออม และการลงทุน

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

เรื่องของเงินออม และการลงทุน

ในอดีต การออมเงินนั้นมีทางเลือกจำกัดเพียงไม่กี่รูปแบบ เราก็แค่คิดว่าจะเก็บเงินไว้เอง ฝากเงินไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงิน หรือไปซื้อทองเก็บไว้ทีละนิด ทีละน้อย

ปัจจุบัน การออมไม่จำกัดแค่เพียงเงินฝาก รูปแบบการออมมีให้เลือกหลากหลาย แต่ละรูปแบบก็มีแรงจูงใจด้านผลตอบแทนที่แตกต่างกัน มีการแข่งขันระดมเงินฝาก เงินออมกัน โดยพยายามออกแบบให้ผู้ออมมีความรู้สึกว่าได้ผลตอบแทนดีกว่า โดยเวลาโฆษณาอาจจะไม่ได้กล่าวถึงความเสี่ยงว่าอยู่ในระดับใด การออมกับการลงทุน ถูกนำมาผูกโยงกันจนแทบจะกลายเป็นเรื่องเดียวกัน จนแม้แต่การประกันชีวิตก็ถูกออกแบบให้กลืนเป็นส่วนหนึ่งของการออม (แต่บางคนกลับมองว่า การออมถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของการประกันชีวิต)

เมื่อรูปแบบการออมมีหลากหลายและมีโครงสร้างและรายละเอียดที่ซับซ้อนขึ้น ก็คงเป็นเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจรูปแบบการออมแบบต่างๆ เพื่อให้เราตัดสินใจว่าจะนำเงินไปเก็บออม หรือลงทุนในรูปแบบใดบ้าง

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารูปแบบการออม การลงทุน จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร อย่าลืมหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ

อย่าออมหรือลงทุนในสิ่งที่เราไม่รู้จัก หรือไม่เข้าใจ

อย่าออมหรือลงทุนไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว (ที่เขาพูดกันว่า “อย่าเก็บไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว”)

ผลตอบแทนยิ่งสูง ความเสี่ยงก็สูงตาม

หลักข้อแรก หากมีใครมาชักชวนให้เราออมในตราสาร ในหลักทรัพย์ ในเงินฝากที่มีชื่อแปลกๆ หากสอบถามพูดคุยดูแล้วพบว่า ฟังไม่เข้าใจ มองไม่ออกว่าเรากำลังฝากเงินไว้กับอะไร หรือรู้สึกว่ามีความซับซ้อน หรือมีรายละเอียดบางอย่างที่ทำให้เราเริ่มรู้สึกงงๆ แนะนำให้ถอยห่าง และขอตั้งหลักก่อน ไม่ต้องอายหรือรู้สึกเสียฟอร์มแล้วตอบรับ เพราะเทคนิคของพนักงานขายคือ การทำให้เราไม่มีโอกาสได้ไถ่ถามรายละเอียดให้เข้าใจจริงๆ และมักมีคำกระตุ้นหากถูกเราผัดผ่อนว่า ต้องยืนยันหรือตอบรับทางโทรศัพท์เท่านั้น หรือต้องยืนยันการทำรายการภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้ ประกันชีวิตบางแห่งใช้วิธีบอกว่า เราได้รับการคัดเลือกที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ก่อนผู้อื่น มีผู้ได้รับสิทธินี้เพียง 100 คน เท่านั้น ไม่ต้องตรวจร่างกาย ประกันประเภทนี้ได้ทั้งเงินออมและประกันอุบัติเหตุ บาดเจ็บ รักษาพยาบาลไปด้วย ฯลฯ และยิ่งหากพนักงานขายระบุว่าจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างอื่น เรายิ่งต้องตระหนักว่า ความเสี่ยงในเรื่องนั้นจะมากกว่าการออมรูปแบบธรรมดาที่เราคุ้นเคยอย่างแน่นอน

หลักข้อที่สอง การกระจายความเสี่ยง มนุษย์เรามักมีแนวโน้มจะมีความชอบ ความเชื่อมั่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บางคนเชื่อว่า การออมกับเงินฝากดีที่สุด บางคนคิดว่า ฝากเงินไม่มีทางรวย บางคนคิดว่า ต้องลงทุนในหุ้นเท่านั้น แต่บางคนกลับกลัวหุ้น บางคนรู้สึกว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวมแปลว่าเราไม่เจ๋งจริง ฯลฯ

ความเชื่อเหล่านี้มักทำให้เราตัดสินใจออมหรือลงทุนผิด หรือเน้นลงทุนไปกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป หรือไม่ยอมลงทุนกับหลักทรัพย์บางอย่างที่น่าลงทุน หรือไม่ยอมลงทุนกับตราสารที่เหมาะสมสอดคล้องกับแผนทางการเงินของเราแต่เราไม่ชอบ การหาข้อมูลจึงเป็นทางออกสำหรับป้องกัน แก้ไขความคิด ความเชื่อเหล่านี้ให้เราคิดอย่างสมเหตุสมผล โดยหากเราเรียนรู้ที่จะจัดพอร์ตการออม การลงทุน ให้มีรูปแบบที่หลากหลาย แต่ละแบบจะให้ผลตอบแทนและมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เงินออม เงินลงทุนของเราก็จะได้รับการจัดสรรให้มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

หลักข้อที่สาม ผลตอบแทนยิ่งสูง ความเสี่ยงก็สูงตาม เป็นหลักธรรมดาที่หากเรามีความเสี่ยงมากขึ้น ถ้าได้ผลตอบแทนก็น่าจะสูงขึ้นด้วย หากเราเป็นคนอนุรักษ์นิยม เราอาจจะไม่อยากลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเกินจุดที่เรารับได้ ก็ไม่ต้องไปฝืน และคำนึงถึงหลักข้อแรกเสมอ คือ หากไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจเรื่องใดก็อย่าผลีผลามไปออม ไปลงทุน

แต่หากเรามีความสามารถในการรับความเสี่ยง เราอาจจะเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความผันผวนของระดับราคา และสามารถรับมือกับการขึ้นลงของราคาได้ สิ่งเหล่านี้ยังเกี่ยวข้องกับลักษณะการลงทุนของเราอีกด้วยว่า เราลงทุนในระยะสั้น ซื้อเร็ว ขายเร็ว หรือตั้งใจเก็บไว้ในระยะยาว เพราะลักษณะการลงทุนทั้งสองแบบส่งผลแตกต่างกัน หากเราตั้งใจลงทุนระยะสั้น เราจะมีความอดทนต่อการขึ้นลงของระดับราคาน้อยลง และมักจะเผลอซื้อตอนราคาแพง และขายตอนราคาถูก (เพราะทนกับความรู้สึกขาดทุนไม่ไหว และกลัวจะขาดทุนมากกว่านั้นหากเก็บไว้ต่อไป) หากเราตั้งใจเก็บไว้ระยะยาว เรามักจะพิจารณาพื้นฐานเป็นเบื้องต้นว่า หลักทรัพย์ที่จะลงทุนนั้นในระยะยาวดีแน่ ในระหว่างทางหากแม้ว่าราคามันจะตกต่ำ เราก็ไม่หวาดหวั่น เสียขวัญ และใจนิ่งพอที่จะรอราคาขึ้นในระยะยาว เป็นต้น

ประเด็นอื่นๆ ในการออม การลงทุนที่ควรกล่าวถึง ได้แก่

1. วางแผนการออมว่า จะเก็บไว้ใช้ในอนาคต เผื่อเวลาฉุกเฉิน เพื่อเก็บไว้ใช้ในสิ่งที่อยากได้ หรือเก็บไว้เพื่อการลงทุนในสิ่งที่อยากทำ

2. แม้การออม การลงทุน จะกลืนเป็นเรื่องเดียวกัน แต่การออมนั้นมักมีรูปแบบที่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียเงินต้นต่ำ และได้รับผลตอบแทนไม่มากนักเมื่อเทียบกับการลงทุน รูปแบบจึงมักจะเป็นการฝากออมทรัพย์ การฝากประจำ การซื้อสลากออมทรัพย์

3. สัดส่วนการออมนั้น ว่ากันว่า ประมาณ 1 ใน 4 ของรายได้แต่ละเดือน เป็นสัดส่วนที่เหมาะสม แต่ขึ้นอยู่กับกำลังและแผนทางการเงินของแต่ละบุคคล เช่น หากมีแผนการใช้เงินในระยะเวลาอันใกล้ อาจจะต้องออมมากกว่า 1 ใน 4 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้น

4. การออมนั้นต้องหักเงินออมออกจากรายได้ ก่อนนำเงินที่เหลือไปใช้จ่าย บางคนอธิบายโดยใช้สมการว่า รายได้ – เงินออม = เงินสำหรับใช้จ่าย ก็ยังเป็นสูตรที่ใช้ได้ผล และควรยึดถือจนเป็นนิสัย

5. เงินออมมักจะมาก่อนเงินลงทุน คือเริ่มจากการออม เมื่อมีจำนวนมากขึ้น มีส่วนเกินเพียงพอจนถึงระดับที่เราวางใจ และมีเงินสำรองในระดับหนึ่งแล้ว จึงค่อยแบ่งสัดส่วนเงินออมไปลงทุน ทั้งนี้ เพื่อให้ผลตอบแทนที่ได้สูงขึ้น เพิ่มความมั่งคั่งในอัตราที่เร็วขึ้น การคิดในลักษณะนี้ไม่ใช่คิดด้วยความโลภ แต่คิดเพื่อให้เงินออมของเราเพียงพอกับระดับเงินเฟ้อที่จะมีผลทำให้ “ค่าของเงิน” ของเราลดต่ำกว่าระดับที่เพียงพอสำหรับไว้ใช้ในยามเกษียณ

6. เราเริ่มออมเร็วเท่าใด เงินก็จะงอกเงยมากขึ้นเท่านั้น มีสูตรที่คำนวณเพื่อให้เรามองเห็นภาพง่ายๆ คือ หากเราต้องการเงิน 1 ล้านบาท เพื่อการเกษียณ หากผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี หากเริ่มออมตั้งแต่อายุ 31 ปี จะต้องออมเพียงปีละ 15,000 บาท เท่านั้น แต่หากเริ่มออมเมื่ออายุ 51 ปี จะต้องออมถึงปีละ 76,000 บาท

7. รัฐมีการคุ้มครองเงินฝากสำหรับเงินฝากธนาคาร เป็นหลักประกันว่าเงินต้นของเราจะไม่สูญหาย แต่หากเราลงทุนในหลักทรัพย์ เงินต้นอาจสูญหายได้ ก็ต้องแบ่งสรรปันส่วนเพื่อการออมและการลงทุนในอัตราส่วนที่เหมาะสม

การออมเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรใส่ใจ และเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย ในช่วงที่เริ่มต้นจำเป็นต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง และต้องพยายามตัดภาระและการใช้ของที่เกินฐานะออกไป เมื่อเริ่มต้นได้สักระยะหนึ่ง เงินออมก้อนแรกจะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายการออมได้ง่ายขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากเราเผลอตกไปอยู่ในฝั่งที่ก่อหนี้ก่อสินแล้ว โอกาสวิ่งให้หลุดจากวงจรการเป็นหนี้เป็นเรื่องที่จะทวีความยากเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน

เงินสด กับ นวัตกรรมการชำระเงิน

Published July 18, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

เงินสด กับ นวัตกรรมการชำระเงิน

เราเคยคุ้นกับการชำระเงินโดยใช้เงินสดเวลาซื้อสินค้าบริการต่างๆ มานานหลายปี จนเมื่อเริ่มมีการใช้บัตรเครดิต ความรู้สึกและพฤติกรรมในการจับจ่ายใช้สอยของเราก็เริ่มเปลี่ยนไป เราเริ่มรู้สึกว่ามีพลังอำนาจในการซื้อมากขึ้น ความรู้สึกกังวลต่อรายได้ที่จะมารองรับค่าใช้จ่ายเริ่มลดลง เรารู้ว่ายอดเงินที่เราจ่ายจะยังไม่หลุดออกจากกระเป๋าสตางค์ในทันที เรายังมีเวลาอีกสักพักก่อนที่เราต้องจ่ายเงินออกไปจริงๆ

การชำระเงินด้วยวิธีที่เรียบง่ายธรรมดา เริ่มมีการพัฒนารูปแบบและปรับเปลี่ยนวิธีการในรายละเอียด แรกๆ เราชำระยอดบัตรเครดิตตามยอดเงินที่เราจ่ายออกไปทั้งจำนวน หากหมุนเงินมาจ่ายยอดตามบัตรไม่ทัน ธนาคารก็ยังยอมให้เราติดค้างได้โดยเราจะถูกคิดดอกเบี้ย แม้จะในอัตราสูงสักหน่อย แต่ก็ดูเหมือนยังมีเวลาให้เราหายใจหายคอได้อยู่

ความนิยมใช้บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือในการชำระเงินนั้น นอกจากสะดวกสบายกว่าการพกเงินสดแล้ว ในปัจจุบัน การชำระเงินโดยใช้บัตรเครดิตยังเป็นเครื่องมือเพิ่มกำลังซื้อให้กับเราอีกด้วย ทุกวันนี้เวลาเราซื้อของที่ราคาค่อนข้างสูง เราสามารถผ่อนยอดชำระเป็น 10 งวด แถมยังสร้างรูปแบบให้เรารู้สึกว่าไม่เสียดอกเบี้ยอีกต่างหาก

ต้องยอมรับว่า วิธีการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตในรูปแบบ 0% 10 เดือน จูงใจให้เราตัดสินใจซื้อของง่ายขึ้น ลดภาระและทอดเวลาในการหาเงินมาชำระออกไปนานพอสมควร ทำให้แม้เราจะมีเงินเดือนไม่มากนักก็พอจะมีกำลังซื้อของราคาแพงกว่าความสามารถที่เรามีได้ ทำให้เรามีโอกาสได้ของที่เราต้องการแต่ซื้อด้วยเงินสดไม่ไหว และยังให้ความรู้สึกที่ไม่เป็นภาระมากเกินไปให้กับเรา

ในปัจจุบัน ว่ากันว่า ประเทศเศรษฐกิจใหม่ต่างตอบรับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากยิ่งขึ้น รัฐบาลในประเทศเหล่านี้มองว่าการใช้จ่ายผ่านเงินสดทำให้รัฐบาลสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการกับเงินสด ตั้งแต่การพิมพ์เงิน การนำเงินไปแจกจ่าย การจัดเก็บ และการนำเข้าคลัง การทำความสะอาดเงิน ภารกิจต่างๆ ที่เกี่ยวกับเงินสดทำให้รัฐบาลมีภาระค่าใช้จ่ายสูง ตามตัวเลขระบุว่า ภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ไม่น้อยกว่า 1.5% ของ จีดีพี ของประเทศเลยทีเดียว

นอกจากนี้ การใช้จ่ายด้วยเงินสด ยังทำให้การตรวจสอบติดตามธุรกรรมต่างๆ เป็นไปได้ยากอีกด้วย การติดตามเส้นทางเดินของเงินที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมายก็ทำได้ยากมาก ไปจนถึงไม่สามารถทำได้เลย

การเลี่ยงภาษี ตลาดเงินเถื่อน และการฟอกเงิน ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับเงินสด เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามจากเจ้าหน้าที่ รัฐบาลในประเทศเหล่านี้จึงมองว่า การใช้บัตรเครดิตเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถติดตามความเคลื่อนไหว การใช้จ่าย การเคลื่อนย้ายเงินได้

กิจการหรือธุรกิจที่ทำบัญชี 2 ชุด ก็นิยมเดินรายการธุรกิจผ่านเงินสด แม้จะตกเป็นที่สังเกตและจับตาของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร แต่สุดท้ายการใช้จ่ายผ่านเงินสด หรือแม้แต่การรับเงินจากการขายผ่านเงินสด ก็ทำให้การตรวจสอบภาษีเป็นไปอย่างยากลำบาก จนถึงกับทำให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรใช้วิธีประเมินภาษี กรณีที่กิจการไม่สามารถหาหลักฐานที่ชัดเจนมาพิสูจน์รายการใช้จ่ายผ่านเงินสดเหล่านั้นได้

บริษัท Master Card ระบุว่า แม้ว่าจะมีการใช้บัตรเครดิตกันอย่างแพร่หลาย แต่การจ่ายเงินราว 85% ของการจ่ายเงินทั้งหมดทั่วโลก ยังอยู่ในรูปของเงินสด และมีแค่ 15% เท่านั้นที่ใช้จ่ายในรูปบัตรเครดิต

บริษัทบัตรเครดิตในต่างประเทศต่างแข่งขันแย่งตลาดกันในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ ไม่ว่าจะในทวีปแอฟริกา อินเดีย และบราซิล ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทบัตรเครดิตมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เพราะคนจำนวนมากในประเทศเหล่านี้ยังไม่มีบัญชีธนาคาร และชนชั้นกลางกำลังเพิ่มจำนวนขึ้น

บริษัทบัตรเครดิตในปัจจุบัน ไม่จำเป็นจะต้องใช้เพียงแค่บัตรเครดิตเหมือนในอดีตอีกต่อไป ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน มีการออกแบบโปรแกรมและซอฟต์แวร์เพื่อการจ่ายเงินออกมาหลายรูปแบบ ตั้งแต่การชำระเงินผ่านออนไลน์โดยอิงกับบัตรเครดิต เช่น ระบบเพย์สบาย (PaysBuy) ไปจนถึงเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าแบบมือถือที่ผู้ใช้สามารถจ่ายเงินค่าสินค้าได้ด้วยภาพใบหน้าเป็นตัวยืนยันความถูกต้อง

ในบางประเทศมีการออกบัตรประชาชนแบบใหม่ ที่มีข้อมูลส่วนตัวที่ช่วยยืนยันตัวบุคคลได้ บริษัท Master Card ได้ร่วมมือกับรัฐบาลไนจีเรีย ช่วยให้ทางการออกบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-d-I (Enhanced driver license) ที่บรรจุข้อมูลคล้ายกับข้อมูลส่วนตัวที่อยู่ในใบขับขี่รถยนต์ในประเทศสหรัฐอเมริกา

หรืออย่างที่ปัจจุบัน ธนาคารไทยพาณิชย์เริ่มมีการเปิดบัญชีแบบไร้สมุด โดยจะมีการถ่ายภาพหน้าบุคคลเก็บไว้ในระบบฐานข้อมูลเงินฝาก และฝากถอนโดยใช้บัตรประชาชน และการยืนยันภาพใบหน้าบุคคล ก็เป็นตัวอย่างให้เรามองเห็นว่า อนาคตคงมีการคิดค้นวิธีการต่างๆ ออกมาอีกมากมาย โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย

มีคนจำนวนมากเชื่อกันว่า ในอนาคต ธนาคารพาณิชย์อาจจะต้องลดจำนวนสาขาและพนักงานของธนาคารลงเป็นจำนวนมาก เพราะการทำรายการโอนเงิน ชำระเงิน จะผ่านระบบมือถือสมาร์ทโฟน และระบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น ความจำเป็นที่ผู้คนจะต้องเดินทางไปธนาคารเพื่อทำรายการจึงมีน้อยลง อีกทั้งช่องทางการชำระเงินในปัจจุบันก็ยังสามารถทำรายการผ่านที่ทำการไปรษณีย์ ร้านค้าสะดวกซื้อ เคาน์เตอร์เซอร์วิสต่างๆ บริษัทที่ทำธุรกิจโทรคมนาคมเองก็พัฒนาระบบการชำระบิลค่าโทรศัพท์ผ่านบัตร หรือระบบการชำระเงินของตนเอง พร้อมจูงใจด้วยส่วนลด โปรโมชั่นต่างๆ หากทำรายการผ่านระบบเหล่านี้ แม้แต่ร้านกาแฟชื่อดังที่เดี๋ยวนี้เราไม่จำเป็นต้องพกเงินสด แค่สแกนคิวอาร์โค้ด (ของบัตรที่เราเติมเงินไว้ก่อน) ผ่านสมาร์ทโฟนก็สามารถชำระเงินได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องพกเงินสด แม้แต่ iPhone ก็พัฒนาระบบการชำระเงินที่เรียกว่า Apple Pay ที่ใช้ระบบการอ่านข้อมูลที่ไม่ต้องมีการสัมผัสแถบแม่เหล็ก หรือชิปในบัตร ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยที่ไม่สามารถคัดลอกข้อมูลส่วนตัวในบัตรไปใช้ได้

เทคโนโลยีและนวัตกรรม เกิดขึ้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่องทุกวัน การทำงาน การทำธุรกิจ การดำเนินชีวิต การจับจ่ายใช้สอย การพักผ่อนหย่อนใจ และการใช้ชีวิต ล้วนแล้วแต่มีรูปแบบที่แตกต่างไปจากในอดีต สังคมในอนาคตผู้คนน่าจะมีความจำเป็นต้องถือเงินสดน้อยลง หรืออาจจะไม่ต้องถือเงินสดอีกต่อไป รูปแบบการชำระเงินคงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้สมาร์ทโฟนเท่านั้น การใช้ลายนิ้วมือ หรือ เอกลักษณ์ โดยใช้เทคโนโลยีในการจดจำก็คงเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะถูกนำมาใช้

เปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

เปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม

เคยมีความคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนเลิกเล่นหวย แล้วนำเงินที่เสียไปกับการซื้อหวยมาเก็บออมแทน คิดอยากทำโมเดลเปรียบเทียบว่า หากนำเงินซื้อหวยไปเก็บออมหรือนำไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทน ผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างกันอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อชี้ให้ผู้คนเห็นว่า การเลิกเล่นหวยมีผลดีกับการบริหารเงินส่วนบุคคลอย่างไร

แต่มาพบงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เขาเสนอให้เปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม วิธีการที่เสนอคือ ให้รัฐจัดตั้ง “โครงการเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม” โดยนำเงินซื้อหวยบางส่วนไปลงทุนในตราสารการเงินที่อยู่ในรูปกองทุนรวม และคืนผลตอบแทนพร้อมเงินต้นให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการในวัยเกษียณอายุ แทนที่จะปล่อยให้เงินออมของประชาชนที่มีฐานะยากจนต้องสูญเปล่าไปกับการซื้อหวย โดยผลการศึกษายืนยันว่า กลุ่มเป้าหมายมีจำนวนมากพอที่จะนำเงินหวยมาก่อตั้งกองทุนเพื่อเก็บไว้เป็นเงินออมระยะยาวได้จริง

ผมว่าเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง การเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อหวยของประชาชนเป็นเรื่องซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ หากมุ่งแก้ที่จุดนั้นคงไม่ประสบผลสำเร็จ หากแต่ทำอย่างไรให้ลดผลกระทบและความสูญเสียจากเงินที่ต้องเสียไปเพื่อเสี่ยงโชคนั้นให้กลับคืนมาให้กับประชาชน เป็นลักษณะการเบี่ยงพฤติกรรมโดยมีเครื่องมือควบคุมและปกป้องประชาชนแทน คงคล้ายๆ กับวิธีการของธนาคารออมสินที่ออกสลากออมสินในรูปเงินฝาก ที่ได้ผลตอบแทนคล้ายๆ ดอกเบี้ย ในขณะเดียวกันก็ยังมีโอกาสได้ลุ้นเงินรางวัลจากการออกเลขสลากที่หากตรงกับเลขหมวดของผู้ฝากเงินแล้ว ก็จะได้รางวัลที่หนึ่ง สอง สาม ลดหลั่นกันไป เหมือนสลากกินแบ่งรัฐบาล

การศึกษากลุ่มตัวอย่าง เขาเลือกศึกษาประชากรที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี, อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป, ประกอบอาชีพอิสระ, สถานที่ทำงานอาจเป็นหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ ธุรกิจเอกชน เน้นเฉพาะผู้ที่พักอาศัยนอกเขตกรุงเทพมหานคร

โดยเก็บข้อมูลเรื่องรายได้ พฤติกรรมการออม การลงทุนในตราสารทางการเงิน และการซื้อสลากกินแบ่ง/หวย, การวางแผนการออมเพื่อใช้จ่ายในวัยชรา ลักษณะของตราสารทางการเงินที่จะสามารถใช้ทดแทนการซื้อหวย และความพร้อมในการยอมรับตราสารทางการเงินอื่นที่ไม่ใช่สลากกินแบ่ง/หวย กลุ่มคนที่เล่นหวยกลุ่มใหญ่ที่สุดนั้นเป็นชาวบ้านที่มีรายได้น้อยจนถึงปานกลาง มีผลการศึกษาที่ระบุว่า ผู้เล่นหวยบนดินเป็นผู้มีรายได้ตั้งแต่ 10,000 บาท ลงไป

นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า ล็อตเตอรี่เป็นเรื่องของการเสี่ยงโชคที่ถือเป็นการพนัน และมักใช้ทฤษฎีเกมในการอธิบายและพยากรณ์ความชอบเสี่ยงโชค (เราอาจจะเคยได้ยินทฤษฎีเกมจากเรื่องของ “จอห์น แนช” ผู้ซึ่งถูกนำชีวประวัติไปสร้างภาพยนตร์ A Beautiful Mind และได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์จากการศึกษาและพัฒนาเรื่องทฤษฎีเกมดังกล่าว)

ตามทฤษฎีแล้ว ล็อตเตอรี่ถือเป็นตราสารที่ใช้ระดมเงินชนิดหนึ่ง และใช้ระดมเงินได้ดีกว่าการจัดเก็บภาษี แต่มีข้อเสียในด้านความยุติธรรมต่อสังคม เป็นรูปแบบการเก็บภาษีทางอ้อม ทำให้ผู้ซื้อที่มีรายได้ต่างกันต้องจ่ายเงินเสียภาษีเท่ากัน

ตัวอย่าง การเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออมในต่างประเทศ

ในประเทศอังกฤษ มีการออกพรีเมี่ยมบอนด์ (Premium Bonds) โดยมีกติกาว่า รัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยบนพันธบัตร 1.5% เข้ากองทุนรางวัลแทนการจ่ายให้ผู้ถือพันธบัตร ในแต่ละเดือนมีการแจกรางวัลซึ่งไม่ต้องเสียภาษี ใช้วิธีจับหมายเลขพันธบัตรด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Electronic Random Number Indicator Equipment มีรางวัลตั้งแต่ 25 ปอนด์ ถึง 1 ล้านปอนด์ รัฐบาลจะซื้อคืนพันธบัตรตามราคาหน้าตั๋วทุกเวลาที่ผู้ถือพันธบัตรต้องการ พันธบัตรมีมูลค่าใบละ 1 ปอนด์ ขายเป็นจำนวนทวีคูณของ 10 ต้องซื้ออย่างต่ำ 100 ปอนด์ ซื้อได้สูงสุด 30,000 ปอนด์ ในปัจจุบัน คาดว่ามีคนอังกฤษถือพันธบัตรประเภทนี้อยู่ 1 ใน 3 ของประชากรอังกฤษ

ตราสารทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเงินรางวัลของสหรัฐอเมริกา เรียกว่า “Save to win” ก็เป็นอีกตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า การเชื่อมโยงการออมกับการเล่นล็อตเตอรี่สามารถไปด้วยกันได้ มีลักษณะคือ ทุกๆ เงินฝาก 25 เหรียญ จะได้รับสลากล็อตเตอรี่ 1 ใบ แต่จำกัดให้ผู้ฝากถือสูงสุดได้ไม่เกิน 10 ใบ ต่อเดือน และจำกัดผู้มีภูมิลำเนาในรัฐมิชิแกน เงินฝากมีดอกเบี้ยให้แต่จะต่ำกว่าอัตราปกติเล็กน้อย โดยมี National Credit Union Administration ค้ำประกันเงินฝากให้ รางวัลใหญ่มีมูลค่า 100,000 เหรียญ แต่ละเดือนมีการจับรางวัลมูลค่าตั้งแต่ 15-400 เหรียญ ทุกเดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคม จะมีเพิ่มอีก 2 รางวัล รางวัลละ 400 เหรียญ และ 15 เหรียญ

ทำไม คนไม่สนใจซื้อสลากออมทรัพย์

สลากออมทรัพย์ที่ออกโดยธนาคารออมสิน และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นั้น มีลักษณะเชื่อมโยงระหว่างการเสี่ยงโชคและส่งเสริมการออม ซึ่งตรงกับแนวทางการเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม แต่ผลการสำรวจพบว่า สลากออมทรัพย์ไม่เป็นที่แพร่หลายในกลุ่มผู้มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี เพราะส่วนใหญ่ยังซื้อหวยใต้ดินและสลากกินแบ่งรัฐบาล

เหตุผลที่สลากออมทรัพย์ไม่เป็นที่นิยมนั้น กลุ่มตัวอย่างให้เหตุผลว่า มีโอกาสถูกรางวัลยาก ซื้อแล้วเงินจม ใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้คืน และไม่มีเงินก้อนไปซื้อ บางคนเห็นว่าการซื้อสลากออมทรัพย์แล้วรวยนั้นมีโอกาสน้อยกว่าการซื้อหวย ทั้งที่ปัจจุบัน สลากออมทรัพย์ได้จัดตั้งเงินรางวัลที่ 1 มากถึง 4 รางวัล รางวัลละ 5 ล้านบาท สลากออมทรัพย์ยังมีลักษณะที่เข้าถึงยาก และประชาชนไม่เข้าใจรูปแบบเงินฝากประเภทนี้

ทางเลือกของประเทศไทย ในการเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม

ในรายงานเสนอว่า ลักษณะของตราสารที่จะนำมาใช้ในการเปลี่ยนเงินหวยให้เป็นเงินออม ควรจะมีส่วนผสมระหว่างหวยใต้ดินกับสลากออมทรัพย์ และควรมีชื่อที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายสนใจ เช่น “ล็อตเตอรี่คืนเงินต้น” หรือ “สลากเพื่อวัยเกษียณ” มีลักษณะเสี่ยงโชค ราคาขั้นต่ำ 10 บาท สามารถซื้อเมื่อไหร่ก็ได้โดยสมัครใจ ความถี่ในการออกรางวัลคล้ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้ซื้อสามารถเลือกเลขหวยเองได้ มีช่องทางจำหน่ายที่หาซื้อได้ง่าย อาจมีตู้จำหน่ายไว้หน้าสาขาธนาคารใกล้กับตู้ ATM อาจมีลักษณะนำบัตรเครดิตเกษตรกรมาเชื่อมโยงได้ หรือทำเป็นแอพลิเคชั่นในลักษณะ “ออมออนไลน์” ผลตอบแทนควรใกล้เคียงกับสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลอาจจะไม่ต้องสูงมากแต่มีโอกาสถูกสูงกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นต้น

ในรายงานระบุว่า ไม่มีความตั้งใจจะให้รัฐยกเลิกการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลเพราะการออกล็อตเตอรี่ เป็นวิธีการระดมทุนที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง แต่การออกล็อตเตอรี่ไม่เหมาะกับสังคมที่มีคนจนจำนวนมากเช่นประเทศไทย

การเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออมนี้ ให้ประโยชน์จากการที่ประเทศจะมีเงินออมเพิ่มขึ้น และยังรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่จะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ทำให้มีเงินออมเพื่อการเกษียณอายุ นอกเหนือจากการที่รัฐช่วยไม่ให้คนที่นิยมซื้อหวยสูญเงินต้นไปทั้งก้อนเหมือนในปัจจุบัน

หมายเหตุ : ข้อมูลจาก โครงการศึกษาความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออมของประชาชนในต่างจังหวัด จัดทำโดย รศ.ดร. พรเพ็ญ วรสิทธา คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

รอบเวลา…อุบายอันชาญฉลาดของมนุษย์

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

รอบเวลา…อุบายอันชาญฉลาดของมนุษย์

เราเพิ่งผ่านวันขึ้นปีใหม่มาไม่กี่วัน ในช่วงหยุดเทศกาลปีใหม่เรามีเวลาพักผ่อนจากงานที่เร่งรัดเรามาตลอดทั้งปี ทำให้เรามีเวลาหยุดคิดทบทวนชีวิตที่เพิ่งผ่านพ้นไปในปีก่อน เราคิดว่าปีใหม่เราอยากทำอะไรใหม่ เราอยากปรับเปลี่ยนตัวเอง เราอยากปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม

แนวคิดการแบ่งเวลาออกเป็นรอบๆ เกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณกาลที่มนุษย์ยังมีวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบ มีเวลานั่งสังเกตธรรมชาติรอบๆ ตัวเรา นั่งสังเกตท้องฟ้าและดวงดาว มนุษย์พบเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่ดำเนินไปล้วนแล้วแต่มีรูปแบบแน่นอนและวนกลับมาเป็นรอบๆ ทำให้เกิดการกำหนด “รอบเวลา” ชาวตะวันออกกำหนดโดยสังเกตดูดวงจันทร์ ในขณะที่ชาวตะวันตกกำหนดโดยใช้ดวงอาทิตย์ เกิดเป็นระบบปฏิทินแบบจันทรคติ และ สุริยคติ ซึ่งมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ คำว่า “หนึ่งปี”

รอบเวลาที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมานั้น ช่วยบริหารจัดการชีวิตของมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เรารู้ว่าสภาพภูมิอากาศจะหมุนเวียนเป็นฤดู ตั้งแต่ ร้อน ฝน เย็น หนาว แตกต่างกันไปตามเขตต่างๆ บนโลก มนุษย์นำ “รอบเวลา” ดังกล่าวมาใช้บริหารจัดการทั้งการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การหาอาหาร การเตรียมการ การหลบภัย และสิ่งต่างอีกมากมาย รวมทั้ง การหยุดพักผ่อน ฯลฯ รอบเวลายังมีส่วนช่วยให้มนุษย์สามารถจดบันทึกและลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างชัดเจน

แม้ในทุกวันนี้โลกจะเจริญก้าวหน้าจนเกินล้ำไปจากวิถีชีวิตแบบโบราณ อย่างที่คนรุ่นใหม่แทบจะไม่เคยย้อนกลับไปนึกถึงที่มาของมันอีก แต่ “รอบเวลา” ก็ยังคงถูกนำมาใช้กับกิจกรรมแทบจะทุกอย่างในชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย

ในการวัดผลกิจการ รอบเวลามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการแบ่งรอบการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจออกเป็นช่วง และนำผลแต่ละช่วงนั้นมาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นความก้าวหน้าหรือตกต่ำของกิจการ มองเห็นความเติบโตหรือถดถอยทางเศรษฐกิจ เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมรอบบัญชีในบางประเทศไม่นิยมใช้ปีปฏิทินเดือนมกราคม ถึง ธันวาคม เหมือนประเทศอื่นๆ

ตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่น รอบบัญชีมักจะเริ่มต้นในเดือนเมษายน ถึง มีนาคม การปิดรอบบัญชีในลักษณะนั้นสอดคล้องกับฤดูเก็บเกี่ยวซึ่งสิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม ส่วนกิจการในประเทศตะวันตกทั้งหลายก็คงนิยมให้เป็นไปตามปีปฏิทินระบบสุริยคติ คือต่างเลือก “รอบเวลา” ไปตามเกณฑ์ที่แต่ละภูมิภาคเห็นว่าสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของตน

การบันทึกผลการดำเนินงานของกิจการ เมื่อถูกแบ่งออกเป็นรอบๆ หากนำตัวเลขแต่ละรอบมาวางเปรียบเทียบกันจะช่วยให้เรามองเห็นภาพความเปลี่ยนแปลง และทำให้ตัวเลขแต่ละรอบมีความหมายอย่างมาก ตัวเลขในรอบใดรอบหนึ่งโดดๆ อาจให้ภาพบางอย่างแก่เรา แต่จะแทบไม่มีความหมายหากตัวเลขเหล่านั้นไม่ถูกนำมาเปรียบเทียบในเชิงปริมาณ เหตุการณ์ และกิจกรรมที่นำมาประกอบจะช่วยอธิบายตัวเลขเหล่านั้นได้อย่างมีความหมาย และส่งผลต่อการประเมินผลต่างๆ เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนและพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

หลักการบัญชีกำหนดเรื่องรอบระยะเวลาบัญชีไว้ และกำกับด้วยหลักเกณฑ์การบันทึกบัญชีที่มี “ความสม่ำเสมอ” ในการจดบันทึก ก็ด้วยความต้องการให้ตัวเลขของแต่ละรอบเวลาสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ ภายใต้หลักเกณฑ์การจดบันทึกแบบเดียวกันเมื่อนำผลของตัวเลขแต่ละปีมาเปรียบเทียบ ผู้ใช้งบการเงินย่อมมองเห็นความแตกต่างบนพื้นฐานเดียวกัน และใช้วิเคราะห์ปรับปรุงการดำเนินงานของตนได้อย่างถูกต้อง เที่ยงธรรม

รอบเวลาไม่จำเป็นต้องเป็นระยะเวลาหนึ่งปีเท่านั้น ในกิจการที่เน้นการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ รัดกุม จะปิดบัญชีทุกเดือน ในกิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะต้องนำเสนองบการเงินทุกไตรมาส (3 เดือน) ปีละ 4 ไตรมาส และไตรมาสที่ 4 จะเป็นการสรุปตัวเลขประจำปี

การจดบันทึกไดอารี่ ก็เป็นการจดบันทึกเหตุการณ์ในรอบเวลาหนึ่งวัน การจดบันทึกทุกวันอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เรามองเห็นพัฒนาการทางความคิด และบันทึกเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเรา หากจดบันทึกต่อเนื่องกันไปทุกปีๆ เมื่อเราย้อนกลับมาอ่านก็ย่อมทำให้เรามองเห็นอดีตของเราเอง นึกทบทวนและย้อนรำลึกถึงวันเวลาที่ผ่านมาทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีของเราได้

การจัดทำบัญชีส่วนบุคคล หรือครัวเรือน ก็คล้ายคลึงกับการจดบันทึกไดอารี่ ที่เมื่อเราจดบันทึกด้วยวิธีการสม่ำเสมอ เราก็จะได้ตัวเลขบางอย่างที่เมื่อนำมาเปรียบเทียบ จัดกลุ่มประเภทค่าใช้จ่าย รายได้ เราก็จะทราบถึงผลการประกอบอาชีพ การใช้จ่ายเงินของเรา เราจะทราบว่าเราให้น้ำหนักการใช้จ่ายไปกับเรื่องอะไรบ้าง ในช่วงปีใหม่เราก็จะมีเครื่องมือที่ใช้ทบทวนพฤติกรรมการใช้เงินของเราอย่างจับต้องได้ ไม่ใช้ “การบัญชีแบบคิดในใจ” ซึ่งมักจะมี “ภาพลวงตา” ที่ข้อมูลในใจเรามักจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเสมอ ในลักษณะ “ไม่น่าเชื่อว่าเราใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งฟุ่มเฟือยมากกว่าที่เราคิด” หากเรามีการจัดทำบัญชีส่วนบุคคล

การที่เรารับรู้ว่า “รอบเวลา” อยู่กับเราเสมอ จะทำให้เราใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนึกคิดทบทวนชีวิตในแต่ละช่วงเวลา การรู้ว่าช่วงเวลาไหนของปีเราควรจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง (ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ) การเลือกกิน เลือกใช้ พืชผักตามฤดูกาล การดูแลรักษาสุขภาพ การวางแผนกิจกรรมในชีวิตทั้งการทำงานและการพักผ่อน นักวิทยาศาสตร์ก็ใช้รอบเวลาในการศึกษาติดตามความเปลี่ยนแปลงและเป็นไปของสภาวะอากาศของโลก การใช้รอบเวลาในหลายลักษณะ คือ รอบหนึ่งเดือน รอบหนึ่งปี รอบสามปี รอบห้าปี รอบสิบปี และรอบร้อยปี ทำให้มนุษย์ได้ข้อมูลหรือภาพบางอย่างที่น่าสนใจเสมอ

%d bloggers like this: