ธรรมะ

All posts tagged ธรรมะ

นักโทษ 16 รายทำได้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรศาสนศาสตรบัณฑิต มมร

Published November 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/606615

  • วันที่ 17 พ.ย. 2562 เวลา 18:58 น.

นักโทษ 16 รายทำได้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรศาสนศาสตรบัณฑิต มมร

มมร สนองพระราชกระแสรับสั่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เปิดสอนหลักสูตรศาสนศาสตรบัณฑิต เปลี่ยนผู้ต้องขังเป็นบัณฑิต นำร่องเรือนจำกลางบางขวางจบหลักสูตรแล้ว 16 ราย

เมื่อวันที่ 17 พ.ย.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จประทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาจากมหามกุฏราชวิทยาลัย ประจำปี 2562 ที่หอประชุมสุชีพ? ปุญญานุภาพ? มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งในคณะผู้สำเร็จการศึกษามีอดีตผู้ต้องขังที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรศาสนศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ตามโครงการวิทยบริการสอนพระพุทธศาสนาในเรือนจำด้วย ซึ่งนับว่า เป็นปีแรกที่สามารถผลิตบัณฑิตตามโครงการดังกล่าวได้สำเร็จ

สำหรับ ในปี 2562 เรือนจำกลางบางขวางดำเนินการเป็นแห่งแรก ได้มีผู้จบการศึกษาหลักสูตรศาสนศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสตร์ จำนวน 16 ราย เข้ารับประทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช 7 ราย ส่วนที่เหลืออีก 9 รายรอรับประทานปริญญาบัตรในเรือนจำต่อไป

อย่างไรก็ตาม โครงการวิทยบริการสอนพระพุทธศาสนาในเรือนจำ เป็นโครงการตามแนวพระราชกระแสรับสั่งใน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้กรมราชทัณฑ์ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ส่งเสริมการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาให้แก่ผู้ต้องขัง เพื่อให้บุคคลดังกล่าวเข้าใจและน้อมนำหลักธรรมคำสอนไปขัดเกลาจิตใจให้ไพบูลย์ยิ่งขึ้น

พระราชปฏิภาณโกศล อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร) เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยฯ และกรมราชทัณฑ์ ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาด้านพระพุทธศาสนา และการขยายโอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะผู้ต้องขังให้ได้ศึกษาต่อ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ นำหลักธรรมะไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และกล่อมเกลาจิตใจผู้ต้องขังเพื่อเป็นการคืนคนดีสู่สังคมต่อไป

พระราชปฏิภาณโกศล กล่าวว่า บัณฑิตรุ่นแรกจะเป็นเสมือนผู้เริ่มจุดประกายสังคมให้ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นว่า กลุ่มนักโทษสามารถกลับตัวเป็นคนดีและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ รวมถึงยังจะเป็นแบบอย่างให้กับผู้ต้องขังรายอื่นได้มีความหวังและกำลังใจจะพัฒนาตนเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้พร้อมที่จะกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติสุขอีกครั้งหลังพ้นโทษ

ด้าน พระสุทธิสารเมธี คณบดีคณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีจำนวนผู้ต้องขังสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก และ อันดับ 1 ในอาเซียน กว่าร้อยละ 79 ต้องโทษมาจากคดียาเสพติด ทั้งนี้สาเหตุเริ่มต้นมาจากการขาดโอกาสทางการศึกษาเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ยังพบว่าสภาพความเป็นอยู่ในคุกมีความแออัดสูงมาก ปัจจุบันมีนักโทษประมาณ 367,695 ราย แต่พื้นที่จริงรองรับได้ราว 120,000 รายเท่านั้น ดังนั้นการลงโทษเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางออกของปัญหา การให้ความรู้และเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้จึงเป็นแนวทางแก้ไขที่ให้ผลดีกว่า ทั้งกับตัวผู้ต้องขังเองและกับสังคม

อย่างไรก็ตามด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของโครงการเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรศาสนศาสตรบัณฑิต (ศน.บ.) สาขาวิชาพุทธศาสตร์ คณะศาสนาและปรัชญา นำร่องหลักสูตรในปี 2557 ที่เรือนจำกลางบางขวางเป็นแห่งแรก ในปีนี้มีผู้ที่พ้นโทษแล้วจะได้เข้ารับประทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระสังฆราช ส่วนผู้ที่ยังไม่พ้นโทษยังรอรับประทานปริญญาบัตรในเรือนจำต่อไป

ปัจจุบันมีเรือนจำและทัณฑสถานเข้าร่วมโครงการแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ เรือนจำกลางบางขวาง เรือนจำอ.แม่สอด ทัณฑสถานหญิงกลาง และเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นับได้ว่ามหาวิทยาลัยฯ เป็นสถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนาที่ ชูหลักพุทธศาสตร์ คืนคนดีสู่สังคม” อย่างแท้จริง

สมเด็จพระสังฆราชมีพระดำรัสให้บัณฑิตอย่าหลงผิดคิดว่าเก่งกว่าคนอื่น

Published November 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/606607

  • วันที่ 17 พ.ย. 2562 เวลา 17:16 น.

สมเด็จพระสังฆราชมีพระดำรัสให้บัณฑิตอย่าหลงผิดคิดว่าเก่งกว่าคนอื่น

สมเด็จพระสังฆราช มีพระดำรัสแก่บัณฑิต มมร อย่าประมาทหลงผิดคิดว่ามีปริญญาแล้วเป็นคนเก่งกว่าคนอื่น จะกลายเป็นกิเลสนำสู่ความเสื่อม ขอให้เรียนรู้อยู่เสมอเพื่อกำจัดอวิชชาให้เบาบางลง

เมื่อวันที่ 17 พ.ย.62 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จประทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาจากมหามกุฏราชวิทยาลัย ประจำปี 2562 ณ หอประชุมสุชีพ ปุญญานุภาพ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อ.ศาลายา จ.นครปฐม

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีพระดำรัสแก่ผู้จบมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลั(มมร) ตอนหนึ่งว่า ขอบัณฑิตทั้งหลายอย่าประมาท หลงผิดคิดไปว่าเมื่อมีปริญญาแปลว่ามีความรู้มากพอแล้ว ก่อให้เกิดทิฐิมานะว่าเป็นคนเก่ง หรือดีกว่าคนอื่น ความคิดเช่นนี้เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง จักนำความเสื่อมมาสู่ตนและสังคมส่วนรวม พร้อมทั้งทรงเตือนให้ทบทวนวิชาความรู้สม่ำเสมอ มิเช่นนั้นจะเป็นมลทิน ซึ่งมลทินที่ร้ายแรงคืออวิชชา จึงขอให้มีความวิริยะอุตสาหะในการขวนขวายศึกษาสรรพวิชาอยู่เนืองนิตย์ เพื่อกำจัดอวิชชาให้เบาบางลง และหมดสิ้นไป

สำหรับ พิธีประทานปริญญาบัตร พ.ศ.2562 สถามหาวิทยาลัยอนุมัติปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 10 รูป/คน ดุษฎีบัณฑิต 10 รูป/คน มหาบัณฑิต 95 รูป/คน และปริญญาบัณฑิต 1,258 รูป/คน ในส่วนของปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ประกอบด้วยผู้ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนา นักวิชาการ และ ผู้ทำคุณประโยชน์แก่สังคม จำนวน 10 ราย ประกอบด้วย

1. พระธรรมไตรโลกาจารย์ ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ผู้ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนา) สาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา 2.พระธรรมวิสุทธาจารย์ ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ผู้ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนา) สาขาวิชา พุทธศาสน์ศึกษา 3.แม่ชีสุภาพรรณ ณ บางช้าง, รศ.ดร.ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (วิชาการ) สาขาวิชา ภาษาบาลีและสันสกฤต 4. ศ.(พิเศษ) ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (วิชาการ) สาขาวิชา พุทธศาสน์ศึกษา 5. ผศ.ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (วิชาการ) สาขาวิชา ภาษาบาลีและสันสกฤต

6. นายเจริญ สิริวัฒนภักดี สังคมสงเคราะห์ศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ผู้ทำคุณประโยชน์แก่สังคม) สาขาวิชา สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ 7.นายฉัตรชัย พรหมเลิศ รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ผู้ทำคุณประโยชน์แก่สังคม) สาขาวิชา การปกครอง 8.นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ผู้ทำคุณประโยชน์แก่สังคม) สาขาวิชา การปกครอง 9. รศ.สุเชาวน์ พลอยชุม ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ผู้ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนา) สาขาวิชา พุทธศาสน์ศึกษา และ 10. นางสุพัตรา เมนะพันธุ์ รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ผู้ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนา) สาขาวิชา การปกครอง

สมเด็จพระพุฒาจารย์เจริญอายุวัฒนมงคล 77 ปี พรรษา 57

Published November 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/606605

  • วันที่ 17 พ.ย. 2562 เวลา 16:35 น.

สมเด็จพระพุฒาจารย์เจริญอายุวัฒนมงคล 77 ปี พรรษา 57

คณะสงฆ์ภาค 9 ถวายมุทิตาสักการะเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ในวาระเจริญอายุวัฒนมงคล 77 ปี พรรษา 57

เมื่อวันที่ 17 พ.ย.คณะสงฆ์ภาค 9 นำโดย พระธรรมรัตนดิลก รักษาการเจ้าคณะภาค 9 พระเทพปริยัติโมลี รองเจ้าคณะภาค 9 พระเทพสิทธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม พระเทพวิสทธิคุณ เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น พระราชพรหมจริยคุณ เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด พระครูวรธรรมธัช รักษาการเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ และคณะพระสังฆาธิการในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 9 (ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์)ได้ร่วมกันถวายมุทิตาสักการะ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺญมหาเถร) เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม ในโอกาสเจริญอายุวัฒนมงคล 77 ปี พรรษา 57 ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร

เหรียญหล่อโบราณเนื้อเงิน พิมพ์จอบเล็ก หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง จ.พิจิตร

Published November 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/606577

  • วันที่ 17 พ.ย. 2562 เวลา 10:17 น.

เหรียญหล่อโบราณเนื้อเงิน พิมพ์จอบเล็ก หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง จ.พิจิตร

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มีโอกาสได้พบเห็นเหรียญหล่อโบราณเหรียญหนึ่ง ซึ่งเป็นเหรียญยอดนิยมของจังหวัดพิจิตรเช่นกัน เชื่อกันว่า หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน เป็นประธานในการจัดสร้างในปี พ.ศ.2460 ซึ่งทันหลวงพ่อเงินนั่นเอง (หลวงพ่อเงินมรณภาพในปี พ.ศ.2462)

เหรียญที่นำมาให้ชมเพื่อเป็นการศึกษานี้คือเหรียญหล่อโบราณเนื้อเงิน พิมพ์จอบเล็ก หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง จ.พิจิตร เป็นเหรียญที่มีความละม้ายคล้ายกับเหรียญจอบเล็ก ของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลานเป็นอย่างมาก เมื่อนำมาเทียบเคียงกัน สันนิษฐานได้ว่า เป็นฝีมือการหล่อจากโรงงานบ้านช่างหล่อ ซึ่งเป็นโรงงานที่หล่อ เหรียญจอบเล็ก หลวงพ่อเงินวัดบางคลาน นั่นเอง

เหตุผลที่ว่าคล้ายกับเหรียญจอบเล็กของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลานนั้น อยากให้ลองสังเกต เริ่มจากลักษณะพิมพ์ของพระ, เมื่อเรามองภาพรวมและเจาะลึกลงไปทั้งองค์ของหลวงพ่อเพชรนั้น คล้ายกับของหลวงพ่อเงินเป็นอย่างมาก การแกะแม่พิมพ์ ลึก มีมิติ การแกะตำแหน่งบริเวณหัวเข่าซ้ายขององค์พระที่จะใหญ่กว่าหัวเข่าฝั่งขวา(ในองค์พระประธานในโบสถ์วัดท่าหลวง เข่าองค์หลวงพ่อเพชรจะเท่ากัน องค์พระเป็นปางมารวิชัย),การม้วนพับหูเหรียญ เป็นต้น

สภาพของเหรียญจอบเล็ก เนื้อเงินเหรียญนี้ ถือว่าสมบูรณ์ ยังไม่ผ่านการใช้งานมา คราบขี้เบ้า คราบสนิม ที่ปรากฏในทุกส่วนทั้งตามซอก ตามผิวพระถือว่าเป็นพระที่ดูง่ายทีเดียวครับ มาศึกษาเพื่อเป็นองค์ความรู้กันครับ

มาดูจุดพิจารณาที่สำคัญกันครับ

1.มามองดูภาพด้านหน้าของเหรียญ จะเห็นสิ่งที่เหลืออยู่จากการหล่อโบราณเป็นเม็ดบอลเล็กๆ อันเป็นธรรมชาติของการหล่อโบราณ ตามซอกองค์พระ อันนี้ถือเป็นจุดสำคัญสำหรับพระหล่อโบราณครับ

2.คราบไคลของขี้เบ้าที่เหลืออยู่จากการหล่ออันนี้ก็เป็นจุดสำคัญเช่นกัน

3.คราบสนิมหรือออกไซด์ที่สัมผัสกับอากาศของเนื้อเงิน และผิวพระจะเห็นเป็นรูพรุนอันเกิดจากการหล่อโบราณซึ่งดินเหนียวผสมปั้นเป็นหุ่นนั่นเอง

4.เข่าซ้ายขององค์พระจะใหญ่กว่าเข่าขวาขององค์พระเหมือนการออกแบบเหรียญจอบเล็ก หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน

5.มีตำหนิเหนือสังฆาฏิองค์พระจะมีรอยคีมจับเพื่อตัดพระออกจากช่อ

จุดพิจารณา เหรียญหล่อโบราณเนื้อเงิน พิมพ์จอบเล็ก หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง ด้านหน้า

มาดูจุดพิจารณาด้านข้างกัน จะเห็นความหนาบางของเหรียญสวยงาม ไม่หนาจนเกินไป มองจากด้านข้างนี้เหรียญจะแอ่นโค้งเป็นธรรมชาติ

1.ลักษณะของห่วงจะโค้งงอน เพราะเส้นห่วงจะหล่อยาวขึ้นไป ลักษณะของเหรียญหล่อโบราณนี้ การหล่อบริเวณหูเหรียญจะหล่อเป็นเส้นเหมือนหวายผ่าขึ้นไปเหนือศีรษะ หลังจากเทน้ำทองแล้วจะใช้ปลายไม้ลักษณะกลมเป็นเครื่องมือในการพับหู โดยนำหูเหรียญลนไฟจนอ่อนตัวแล้วพันด้วยปลายไม้  และตัดก้านหูส่วนที่ยาวเกินออก และรีบกดหูเหรียญไปติดแน่นกับด้านหลังของเหรียญ จึงดูเหมือนเป็นปากปลิงเกาะติดอยู่ทางด้านหลังของเหรียญ

2.ในสภาพเหรียญที่ไม่เคยนำไปบูชาเลย จะพบเห็นคราบขี้เบ้าที่หลงเหลือจากการหล่อ

3.คราบไคลความเป็นธรรมชาติของผิวโลหะที่สัมผัสกับอากาศมาเป็นเวลานาน

ส่วนจุดพิจารณาด้านหลังนั้น

1.เริ่มจากเส้นหูเหรียญจะเห็นความเก่าของโลหะเป็นธรรมชาติ ไม่เรียบร้อยนักแต่สวยงามเป็นธรรมชาติของการหล่อโบราณ

2.ตรงปลายหูเหรียญที่พับเข้ามาเป็นห่วงเหมือนปากปลิง จะมีความเป็นธรรมชาติสวยงามเห็นคราบไคลความเก่าของผิวที่ประกบกัน

3.คราบขี้เบ้าเก่า แห้งเป็นธรรมชาติของเหรียญอายุ 100 ปี

4.พื้นผิวเหรียญปรากฏคราบสนิมเกาะบนผิวโลหะเงิน ปรากฏความเก่าเป็นธรรมชาติเช่นกัน

5.ปรากฏรอยตะไบแต่งขอบเก็บความเรียบร้อย เป็นร่องรอยเก่า

6.อีกจุดที่ปรากฏรอยตะไบแต่งเก็บความเรียบร้อย พื้นผิวก็มีความเก่าของโลหะชัดเจน

7.คราบสนิมและรอยตะไบแต่งเก่าเช่นกัน

จุดพิจารณา เหรียญหล่อโบราณเนื้อเงิน พิมพ์จอบเล็ก หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง ด้านหลัง

โดยรวมแล้วเหรียญนี้ถือว่าดูง่าย มีความเก่าปรากฏครบ ใต้เหรียญบริเวณกึ่งกลางฐานด้านล่างมีรอยตะไบแต่งทางเข้าของน้ำทองที่มาหล่อเหรียญ หากท่านใดมีโอกาสได้พบเหรียญที่มีความเก่าแบบนี้อย่าปล่อยให้ผ่านไปครับ

ในพื้นที่แถบพิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ ศิษย์สายตรงหลวงพ่อเงิน ถือว่าเหรียญนี้เป็นสิ่งหวงแหนยิ่งไม่แพ้ของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลานเอง เนื่องจากหลวงพ่อเงินท่านเป็นประธานในพิธีสร้างนั่นเอง ที่สำคัญเหรียญนี้สามารถใช้แทนพระเครื่องหลวงพ่อเงิน วัดบางคลานได้ และปัจจุบันหาชมได้ยากยิ่ง และมีประสบการณ์สูงมากสำหรับคนในพื้นที่

หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง เป็นพระพุทธรูปมีพระพุทธลักษณะที่งดงาม ลักษณะองค์หลวงพ่อเพชร เป็นแบบพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนสิงห์หนึ่ง(สังฆาฏิสั้นเหนือพระอุระ) ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชรหล่อด้วยโลหะสำริด ขนาดหน้าตักกว้าง 2 ศอก 1 คืบ 6 นิ้ว สูง 3 ศอก 3 นิ้ว ประทับนั่งบนฐานที่มีรูปบัวคว่ำบัวหงายรอบรับ สันนิษฐานว่าสร้างในระหว่างปีพ.ศ. 1660 ถึงปีพ.ศ. 1880

ชาวพิจิตรต่างให้ความเคารพนับถืออย่างสูงต่อหลวงพ่อเพชร เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวพิจิตร ใครมีเรื่องเดือดร้อน มีความทุกข์ก็จะมาขอบารมีกับ หลวงพ่อเพชร ให้ช่วยปัดเป่าความทุกข์ทั้งปวง สังเกตได้จากทุกวันนี้จะมีประชาชนนำหัวหมู เป็ด ไก่ ขนม ไปถวายแด่ หลวงพ่อเพชรที่พระอุโบสถตลอดทุกวัน

จุดพิจารณา เหรียญหล่อโบราณเนื้อเงิน พิมพ์จอบเล็ก หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง ด้านข้าง

จบศาสนกิจ : 5 ปีที่รอคอย

Published November 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/606575

  • วันที่ 17 พ.ย. 2562 เวลา 09:09 น.

จบศาสนกิจ :  5 ปีที่รอคอย           

โดย..อุทัย มณี (เปรียญ)

การลงนามข้อตกลงร่วมหรือ MOU ระหว่างวิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกับ มหาวิทยาลัยรามัญรัฎฐะแห่งคณะสงฆ์รามัญนิกาย เป็นไปด้วยความเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

ในฐานะผู้ประสานงานให้เกิดงานนี้มาประมาณ 5 ปี ผู้เขียนใช้ความอดทนและพยายามอย่างยิ่งในการที่จะประสานงานกับคณะสงฆ์รามัญนิกายหรือคณะสงฆ์มอญ ตลอดระยะเวลา 5 ปี ในการทำงานเกิดความท้อแท้หลายครั้ง เนื่องจากผู้เขียนชินกับคณะสงฆ์ไทยที่ทำงานด้วยความฉับไว คิดบวก มองไปข้างหน้า เดินไปตามกรอบที่วางเอาไว้ ผิดกับคณะสงฆ์มอญที่ไม่ชินเกี่ยวกับศาสตร์สมัยใหม่ ทำงานในเชิงระบบไม่เป็นและมีความระแวงกับบุคคลภายนอกสูง แต่โชคดีสุดท้ายได้ชมรมพระนิสิตมอญที่เรียนอยู่ที่มหาจุฬาฯ มาช่วยประสานและทำงานร่วมกัน ได้ผู้บริหารมหาจุฬา ฯ ร่วมผลักดันเต็มที่ สุดท้ายกิจกรรมประวัติศาสตร์นี้ก็จบลงด้วยความพอใจของทั้งสองฝ่าย

หลังจากจบงานนี้แล้วในฐานะ “ผู้ก่อสร้างสะพานเชื่อม” ตั้งใจเอาไว้ว่าจะหยุดพักแล้วมอบภารกิจงานทั้งหมดทั้งเรื่องระหว่างมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองที่จะทำงานต่อไปตามข้อตกลงที่ลงนามร่วมกันไว้ รวมทั้งเรื่องกิจกรรมงานวิสาขบูชาที่มีคณะสงฆ์มอญกับคณบดีมอญมาร่วมเป็นประจำทุกปีให้กับชมรมพระนิสิตมอญ มหาจุฬา ฯ รับช่วงต่อไป

แต่ก่อนกลับ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผอ.วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาจุฬาฯ ได้ปรารภก่อนขึ้นเครื่องว่า “อยากเห็นโครงสร้าง บทบาทของผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์มอญที่ชัดเจน พร้อมกับร่วมกันทำแผนพัฒนามหาวิทยาลัยสงฆ์มอญระยะ 5 ปี ฝากอาจารย์อุทัยด้วย ซึ่งมหาจุฬา ฯยินดีช่วย โดยไปเขียนแผนทำ คิดร่วมกันที่ มหาจุฬาฯ วังน้อยเลย และปีหน้า วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติหรือ IBSC จะส่งพระนิสิตทั้งมหายาน วัชรยานมาฝึกงานที่มหาวิทยาลัยสงฆ์มอญ เพื่อจะได้เป็นเครือข่ายกันในอนาคต ”

และตั้งใจเอาไว้ว่าประมาณปลาย ๆ เดือนกุมภาพันธ์จะเดินทางไปยังรัฐมอญอีกครั้งเพื่อไปถวายภัตตาหารและอุปถัมภ์การสอบภาษาบาลีมอญ ที่มีพระภิกษุ สามเณร แม่ชี ร่วมสอบเกือบ 2 พันรูป เหตุผลที่ต้องการจะไป เนื่องจากวันเดินทางไปร่วมกิจกรรมเซ็น MOU ครั้งนี้ เจอ พระเทพปริยัติโมลี เจ้าสำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม ซึ่งเป็นสำนักเรียนบาลีอันดับหนึ่งของประเทศไทย

หลังจากเล่าวัตถุประสงค์ของการเดินทางมาคราวนี้แล้ว ก็ยังเล่าต่อให้ท่านฟังว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้วเคยเดินทางมากับ พระศรีสุทธิเวที เลขานุการเจ้าคณะภาค 9 วัดอรุณราชวราราม มาถวายผ้าไตรและถวายภัตตาหารเพลกับพระภิกษุ สามเณร ที่สอบบาลี ซึ่งเป็นคณะสงฆ์นิกายเดียวในพม่า ที่รัฐบาลพม่าอนุญาตให้เรียนและสอบด้วยภาษาของตัวเอง เจ้าคุณพระเทพปริยัติโมลี สอบถามด้วยความสนใจ สุดท้ายก่อนจากกันท่านทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “ปีหน้าหากมาอีกบอกด้วย อยากจะมาดูการสอบบาลีของคณะสงฆ์รามัญนิกาย เผื่อเขาขาดอะไรเราจะได้ช่วยเขาได้บ้าง..”

และหลังจากเซ็น MOU กลับมาประเทศไทยแล้ว พระศีลาจาระ หรือในหมู่มอญเรียกท่านว่า “ตะละกุ้นแหม่ะ” ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ ของคณะสงฆ์รามัญนิกาย พระคุณเจ้าโทรมาขอบคุณอนุโมทนาบุญกับศาสนกิจคราวนี้ที่ลุล่วงไปด้วยดี “พร้อมกับทิ้งท้ายว่า อย่าทิ้งกัน เพราะหากไม่มีคณะสงฆ์ไทย มอญเมืองไทยร่วมผลักดัน การเดินหน้าต่อไปลำบาก เพราะปัจจุบันมหาวิทยาลัยสงฆ์มอญพร้อมแต่สถานที่ ทั้งเงิน บุคลากรและการบริหารจัดการยังไม่พร้อม”

เดิมทีผู้เขียนตั้งใจจะหยุดแล้วจะอยู่แค่ “เบื้องหลัง” เพราะตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา พยายามเชื่อมประสานเอง ออกความคิดเอง ทำเอกสารเอง รวมทั้งออกค่าใช้จ่ายเอง ด้วยคิดว่า เราทำเพื่อตอบแทนบุญคุณพระพุทธศาสนา ตอบแทนบุญคุณชาวพุทธที่เลี้ยงเรามาสมัยบวชเรียน และในฐานะเป็นคนมอญก็อยากจะพัฒนาบุคลากรของชาติพันธุ์ตัวเองผ่านคณะสงฆ์มอญ ซึ่งถือว่าเป็น จุดศูนย์กลางของพลเมืองมอญในประเทศเมียนมา

สุดท้ายความตั้งใจที่อยากจะถอยอยู่เบื้องหลัง สุดท้ายความตั้งใจที่อยากจะหยุด งานเกี่ยวกับคณะสงฆ์มอญเพื่อเชื่อมกับคณะสงฆ์ไทย รวมทั้งกิจกรรมอื่น ๆ ที่ผู้เขียนทำอยู่เกี่ยวกับกิจกรรมชาติพันธุ์มอญผ่านมูลนิธิรามัญรักษ์ มันก็ยังคาราคาซัง..เหมือนเพลงน้าเบิร์ดที่ว่า กลับตัวก็ไม่ได้ …ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง…เหมือนมีอะไรที่ดึง…ไม่ให้เราเลือกทางใด..แต่สุดท้ายในฐานะปุถุชนคนมีครอบครัวคงเลือกทางเดินได้ไม่ยาก ??

“สุดารัตน์”ร่วมพิธีใหญ่สาธยายพระไตรปิฎกโลกครั้งที่ 2 ที่ลุมพินีสถาน

Published November 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/606388

  • วันที่ 14 พ.ย. 2562 เวลา 18:52 น.

"สุดารัตน์"ร่วมพิธีใหญ่สาธยายพระไตรปิฎกโลกครั้งที่ 2 ที่ลุมพินีสถาน

“สุดารัตน์”พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนนับพันและคณะสงค์จาก 18 ประเทศร่วมพิธีใหญ่สาธยายพระไตรปิฎกโลกครั้งที่ 2 ที่ลุมพินีสถาน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทย เป็นประธานในพิธี สาธยายพระไตรปิฎกโลกครั้งที่ 2 ที่ลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศเนปาลร่วมธิดีด้วย จัดโดยคณะสงฆ์นานาชาติ ซึ่งมีคณะสงฆ์จาก 18 ประเทศและพุทธศาสนิกชนนับพันร่วมงานอย่างยิ่งใหญ่ ขณะเดียวกันได้ใช้โอกาสนี้หารือถึงการปรับปรุง มายาเทวีวิหารและพื้นที่โดยรอบด้วย สำหรับวัตถุประสงค์สำคัญของการจัดงานคตือ ต้องการให้ชาวพุทธเกิดความสมัครสมานสามัคคี

ทั้งนี้ วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล จัดพิธีสาธยายพระไตรปิฎกโลก ในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยวัดไทยลุมพินี ร่วมกับคณะสงฆ์นานาชาติ เป็นเจ้าภาพ ถือเป็นการจัดงานครั้งยิ่งใหญ่นอกจากมีคณะสงฆ์จาก 18 ประเทศร่วมแล้ว ยังรวมถึงพระชั้นผู้ใหญ่ อาทิ รองสังฆนายกคณะสงฆ์ประเทศเนปาล รองประธานคณะกรรมการบริหารลุมพินี รักษาการเจ้าอาวาสวัดจีนลุมพินี รองสังฆนายก จากประเทศศรีลังกา และพุทธศาสนิกชนนับพัน เดินทางมาร่วมงานด้วย

สำหรับ พิธีเริ่มขึ้นตั้งแต่ในช่วงเช้า คณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชน จัดขบวนแห่สาธยายพระไตรปิฎกนานาชาติ เริ่มที่บริเวณลานพระโพธิสัตว์สิทธัตถะราชกุมาร หรือ พระพุทธเจ้าน้อย ไปจนถึง บริเวณโดยรอบ เวชนียสถาน ขบวนของคณะสงฆ์ ได้วนรอบ มายาเทวีวิหารและสระโบกขรณี จากนั้นจึงเข้าสู่พิธีการสวดสาธยายพระไตรปิฎก ของแต่ละประเทศ

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ได้พูดคุยถึงแนวทางการปรับปรุง มายาเทวีวิหาร พร้อมกับเดินสำรวจภายในตัววิหาร โดยเฉพาะจุดที่เกิดชำรุ และบริเวณที่อากาศไม่ถ่ายเท ซึ่งการพูดคุยถือว่าได้ผลดี แต่จำเป็นต้องหารือเพิ่มเติม เพราะสถานที่ดังกล่าวถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จึงต้องขออนุญาตจากยูเนสโก ก่อนจะเดินหน้าดำเนินการตามข้อหารือต่างๆ

สมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์ 7 ชั้นไหล่ตรง และจุดพิจารณาสำคัญ

Published November 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/606064

  • วันที่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 08:17 น.

สมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์ 7 ชั้นไหล่ตรง และจุดพิจารณาสำคัญ

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

พระเครื่องสมเด็จวัดเกศไชโย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ กรอบกระจก อกร่อง หูบายศรี นอกจาก 3 พิมพ์ที่เป็นที่ต้องการของนักสะสมพระเครื่องคือ พิมพ์ 7 ชั้นนิยม ,พิมพ์ 6 ชั้นอกตัน และพิมพ์ 6 ชั้นอกตลอด ในยุคแรกนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับของนักสะสม

จนกระทั่งพบเห็นในการเปิดกรุวัดบางขุนพรหมปี พ.ศ.2500 ถึงเริ่มเป็นที่ยอมรับว่าพระเครื่องสมเด็จพิมพ์เหล่านี้ เป็นของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี แห่งวัดระฆังเป็นผู้สร้าง

มาชมพระสมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์ 7 ชั้น ไหล่ตรงกันครับ อันเนื้อหามวลสารของสมเด็จวัดเกศไชโยนั้นมีหลายโซน ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อหาแก่ปูน มาลองชมและเทียบกับพระองค์นี้ ที่ผ่านการใช้งานมา สัมผัสกับเหงื่อเนื้อหามวลสารปรากฏออกมาจัดจ้านมาก เรียกกันว่าเนื้อตุ๊บตั๊บแบบเนื้อสมเด็จวัดระฆังทีเดียว

มาพิจารณาพิมพ์ทรงกันก่อน1.พระเกศและเส้นคอจะเป็นเส้นตรง2.ไหล่ตรงผึ่งผายวดวามเป็นที่มาของพิมพ์ไหล่ตรง3.ข้อศอกทางซ้ายขององค์พระจะสูงกว่าข้อศอกทางขวาขององค์พระ4.วงแขนฝั่งขวาขององค์พระจะมีพื้นที่มากกว่าวงแขนฝั่งซ้ายขององค์พระ5.มุมเข่าขวาขององค์พระจะยกสูงกว่าเข่าซ้ายขององค์พระ6.กรอบกระจกกับเส้นซุ้มด้านล่างจะเป็นเส้นเดียวกัน

ปกติแล้วพระพิมพ์นี้ฐานแต่ละชั้นขององค์พระฝั่งซ้ายปลายจะแหลม แต่พระองค์นี้ผ่านมาการใช้งาน ผ่านการสัมผัสมา มีสภาพการสึกหรอแต่ก็ยังมีเค้าโครงอยู่ มาส่องอย่างละเอียดจะเห็นมวลสารจุดแดง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นอิฐแดงของพระทุ่งเศรษฐี กำแพงเพชรและจุดดำซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นก้านธูปหรือใบลานเผาและนำมาเป็นส่วนผสมเหมือนพระสมเด็จวัดระฆังครับ

ไล่ส่องไปก็พบเห็นการยุบตัวเป็นธรรมชาติของพื้นผิวพระ พบเห็นก้อนมวลสารและมวลสารอื่นกระจายตัวอยู่ทั้งองค์ดั่งที่กล่าวมาข้างต้นว่าเหมือนเนื้อหาของสมเด็จวัดระฆังนั่นเอง หากพบเจอพระสมเด็จวัดเกศไชโยที่มีเนื้อหาแบบนี้ อย่าปล่อยให้ผ่านมือไปครับ

ส่องดูด้านข้างและด้านหลัง พบมวลสารกระจายตัวและปรากฏรูพรุนจากมวลสารที่เป็นอินทรีย์สารย่อยสลายไป เหลือไว้แต่หย่อมของน้ำมันตังอิ๊วที่เป็นตัวประสานของเนื้อพระเป็นหย่อม กระจายไปอันเป็นเอกลักษณ์ของสมเด็จวัดเกศไชโย หย่อมนี้ภาษาเซียนพระมักจะเรียกว่า “เนื้อเน่า”

มีบันทึกกล่าวไว้ว่า ในอดีตแรกเริ่มที่วัดเกศไชโย เริ่มพบเห็นที่วัดโพธิ์เกรียบ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ในสมัยที่พระครูรอด เป็นเจ้าอาวาสนั้น ในวงการพระเครื่องยังสับสนมากว่า พระเครื่องชุดนี้ใครเป็นผู้สร้าง

จากนั้นได้มีการสืบเสาะจนได้ความว่า พระพิมพ์สมเด็จวัดเกศไชโยนี้ พระครูรอด เจ้าอาวาสในสมัยนั้นได้นำมาจากวัดไชโย ซึ่งพระครูรอดสนิทสนมและไปมาหาสู่กับเจ้าอาวาสวัดไชโยในขณะนั้น

ต่อมาในปี พ.ศ.2478 ศาลาวัดโพธิ์เกรียบเกิดพังลง พระครูรอดยังได้นำพระพิมพ์สมเด็จวัดเกศไชโยนี้มาแจกชาวบ้าน ที่มาร่วมกันบูรณะศาลาขึ้นมาใหม่ และนอกจากนี้ก่อนพระครูรอดจะมรณภาพ ก็ได้มอบพระพิมพ์สมเด็จวัดเกศไชโยนี้แก่หลานสาว ซึ่งหลานสาวท่านได้นำมาให้เช่าบูชาต่อหลังจากท่านมรณภาพไป

พระชุดสมเด็จวัดเกศไชโยนี้ได้รับการยอมรับ นับตั้งแต่เปิดกรุออกมาจากวัดบางขุนพรหม สมเด็จวัดเกศไชโยก็เริ่มเป็นที่ยอมรับของนักสะสม เริ่มมีการเช่าหากันอย่างกว้างขวาง

กระทั่งอาจารย์ประชุม กาญจนวัฒน์ได้บันทึกไว้ในหนังสือสามสมเด็จว่า การได้เห็นพระมากแบบจากพิมพ์ 6 ชั้น ที่ลือกันว่าเป็นสมเด็จของวัดโพธิ์เกรียบ ที่ผู้สร้างนิรนามแล้วนั้น ทั้งเนื้อและความเก่าก็คงตกอยู่ในสภาพไม่ผิดกับพิมพ์ 7 ชั้นที่นิยมกันเลย (พิมพ์ 6 ชั้นที่เนื้อจัดมีฝ้ากรุหุ้มเป็นชั้น สีอมเหลืองมีน้อยมาก)

นอกจากนั้นลักษณะการลีลาของพิมพ์ก็ดี การมีขอบกระจก อันเป็นเอกลักษณ์ของสมเด็จวัดเกศไชโยก็ดี รวมทั้งเนื้อพระ ซึ่งใกล้เคียงกับพระสมเด็จวัดระฆังฯด้วยแล้ว ก็น่าจะยอมรับโดยดุษฏีว่า พระสมเด็จเกศไชโย พิมพ์ฐาน 6 ชั้นที่พากันข้องใจกันมานานแล้วว่าเป็น “สมเด็จของวัดโพธิ์เกรียบ” นั้น ที่จริงก็คือพระกรุเคลื่อนที่จากวัดไชโยวรวิหาร ซึ่งเป็นพระของท่านเจ้าพระคุณสมเด็จโตสร้างไว้นั่นเอง

เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ ปี 2508 เนื้อทองคำ หลวงพ่อทวด วัดช้างให้

Published November 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/605226

  • วันที่ 03 พ.ย. 2562 เวลา 08:17 น.

เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ ปี 2508 เนื้อทองคำ หลวงพ่อทวด วัดช้างให้

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้โชคดีที่แฟนคลับได้นำพระเครื่องมาให้ชม มีหลายองค์ที่น่าสนใจเพื่อนำมาถ่ายทอดให้เป็นองค์ความรู้กันครับ หยิบพระเครื่องชุดแรกออกมาให้ชม เห็นเหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ปี 2508 เนื้อทองคำ รีบคว้าขึ้นมาชมทันที มีหลายเหรียญ พลิกไป พลิกมาปรากฏว่ามีเหรียญหนึ่งแท้ อีกเหรียญหนึ่งเก๊ เลยขออนุญาต เจ้าของเหรียญนำมาถ่ายทอดให้เป็นองค์ความรู้กันครับ

อันเหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ปี 2508 จัดได้ว่าเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในหมู่ข้าราชการ ยิ่งฤดูกาลแต่งตั้งเป็นต้องเสาะหามาบูชากัน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการแข่งขันดำรงตำแหน่งให้สูงยิ่งขึ้น ที่กล่าวมานั้นหมายถึงแค่เหรียญทองแดง หรือ เหรียญเนื้ออัลปาก้าเท่านั้นครับ ถ้าเป็นเนื้อทองคำด้วย หายห่วงครับ หาชมได้ยากมาก คะเนว่าสร้างกันไม่ถึง 20 เหรียญเท่านั้น ราคาเช่าหาสำหรับเหรียญสวยๆเนื้อทองแดงในปัจจุบันยังว่ากันแสนไกล แล้วเนื้อทองคำจะเท่าไรกัน

ผู้เขียนได้นำรูปภาพ เหรียญแท้ และเหรียญเลียนแบบ มาให้ชมเปรียบเทียบกันทั้งหน้าและด้านหลัง น่าเสียดายเล็กน้อยที่เจ้าของพระถ่ายรูปเฉพาะ ด้านหน้าและด้านหลัง มาให้ชมเท่านั้น ไม่ได้ถ่ายด้านขอบข้างเหรียญมาให้ ได้แต่นำเหรียญจริงมาให้ส่องเท่านั้น ดังนั้นได้แต่บรรยายให้เท่านั้นครับ

เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ หลวงพ่อทวด วัดช้างให้เนื้อทองคำเหรียญนี้ เป็นเหรียญที่ผ่านการตัดหูในตัวออกไป แล้วมาเชื่อมห่วงใหม่ เข้าใจว่าคงตัดหูเหรียญทิ้งไปเมื่อคราวเลื่ยมพระครั้งแรก

ความสวยงามที่ปรากฏต่อสายตา ด้านหน้านั้น การแกะรายละเอียดสวยจริงครับ ต้องบอกว่าเหรียญแท้นั้น ช่างแกะ แกะรายละเอียดได้สมจริงมาก ตั้งแต่พระพักตร์ ลงมา เส้นกล้ามเนื้อ ลงรายละเอียดเสมือนจริงมาก แม้กระทั่งสังฆาฏิยังมีเส้นสายที่ไล่เลียงลงมา เมื่อเอียงส่องจะเห็นเป็นลวดลายทั้งเส้นขวางและเส้นขนแมวบางๆ ตรงลงมาจากด้านบน เส้นผ่าปากคมชัดวิ่งยาวทะลุตัวอักขระ

จุดพิจารณาด้านหน้าเหรียญ

1.เริ่มจากด้านบนของเหรียญเสมา ในช่องไฟตารางจะเห็นเส้นขนแมวคมๆลางๆปรากฏอยู่ในร่องทั้งสองฝั่ง

2.เส้นขนแมวด้านบนฝั่งขวาขององค์พระจะคมชัด น้ำหนักของเส้นจะหนังไปเบา(จากขอบลายกนก) และระหว่างช่องของตัวอักขระบนสุดกับศีรษะหลวงพ่อฝั่งขวามือจะปรากฏเส้นเล็กๆบางเหมือนเป็นลักษณะลูกคลื่นเล็กๆ

3.ในตำแหน่งฝั่งขวามือระหว่างข้างเส้นขอบซุ้มกับอักขระตัวที่สองและสามจะเห็นเส้นขนแมวบางๆ 3 เส้น

4.ในร่องหน้าผากจะปรากฏเส้นขนแมวเล็กคมบางปรากฏอยู่

5.ในตำแหน่งอักขระข้างหัวไหล่ฝั่งขวาจะมีเส้นขนแมวคมบาง 2 เส้นพาดเฉียง

6.ปลายงวงช้างฝั่งซ้ายมือองค์หลวงพ่อ จะมีเส้นขนแมวพาดยาวลงมาถึงหัวเข่าซ้ายองค์พระ

7.ปลายนิ้วมือซ้ายของหลวงพ่อจะมีเส้นแตกคม

8.ในบริเวณร่องหัวเข่าซ้ายจะมีเส้นขนแมวคมๆ บางๆ

9.ใต้ตัว “ใ” จะมีเส้นขนแมวบางๆวิ่งไปหาขอบเหรียญ

10.ฝั่งขอบซ้าย-ขวา ด้านล่างเมื่อพลิกส่องดูจะเห็นจุดเล็กๆ ตามขอบด้านใน

พลิกกลับมาดูด้านหลังบ้างครับ ความคมชัดของการแกะแม่พิมพ์ถือว่าเสมือนจริงมาก เส้นเกศา คมชัด เส้นหน้าผากละเอียดอ่อน อ่อนช้อย มีเส้นขนแมวคมๆ ดวงตาท่านคมชัดเสมือนจ้องมาที่เรา รายละเอียดของจีวร สังฆาฏิคมกริบ มีมิติทุกส่วน ซึ่งต่างจากของเลียนแบบโดยสิ้นเชิง

จุดพิจารณาด้านหลัง

1.บริเวณใต้หูเหรียญ ตรงอักขระตัวกลางมีร่องรอยของการปั๊มปรากฏอยู่เป็นเส้นบางๆ

2.เส้นเกศาคมชัดเสมือนจริง

3.เส้นหน้าผากคมชัด

4.มีติ่งแหลมที่ปลายอักขระทั้งสอง ฝั่งซ้ายของอาจารย์ทิม(เอียงส่อง)

5.เส้นคมๆ 2 เส้นติดกับอักขระ ข้างใบหูฝั่งขวา

6.เส้นคมยาวใต้อักขระบริเวณใกล้หูฝั่งซ้าย

7.เส้นขนแมวบริเวณเหนือไหล่ขวา

8.เส้นกล้ามเนื้อคมชัดอ่อนช้อยในร่องไหปลาร้าฝั่งขวา

9.เส้นขนแมวคมๆใต้ตัว “ภ”วิ่งลงไปหาตัว “ศ”

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเหรียญแท้ และเหรียญเก๊ จะเห็นได้ว่า เหรียญเก๊ฝีมือพยายามทำตำหนิให้เหมือนมากที่สุด แต่ก็ยังไม่สามารถทำในจุดขนแมวบางๆ ที่ปรากฏขึ้นได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจากการแกะแม่พิมพ์และแต่งแม่พิมพ์โดยช่างแกะที่พยามยามออกแบบให้สวยงามที่สุด

ประกอบกับเครื่องจักรที่ใช้ปั๊ม น้ำหนักที่ใช้ กับความมาตรฐานของเครื่องปัจจุบันก็ต่างกัน ขอบข้างนั้น เหรียญเนื้อทองคำเป็นเหรียญเลื่อยข้างและแต่งขอบหลังจากเลื่อยเสร็จแล้ว

เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี สร้างปีพ.ศ.2508  ในโอกาสที่ท่านอาจารย์ทิมได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นโทพัดขาว ฝ่ายวิปัสสนา (ท่านได้รับได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น พระครูสัญญาบัตร ชั้นตรี เมื่อปีพ.ศ.2499 มีนามว่า พระครูวิสัยโสภณ)

จำนวนการสร้างของเหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ ปี พ.ศ.2508 มีหลายเนื้อคือ เนื้อทองคำประมาณการกันว่าสร้างไม่เกิน 20 เหรียญ  เนื้อเงินแค่หลักร้อย เนื่้ออัลปาก้า 3,000 เหรียญ อัลปาก้าชุบนิเกิ้ล 10,000 เหรียญ อัลปาก้าชุบนิเกิ้ลไม่มีเส้นผ่าปาก 10,000 เหรียญ ทองแดง ไม่เกิน 2,000 เหรียญ

สานสัมพันธ์..สงฆ์สองแผ่นดิน

Published November 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/605222

  • วันที่ 03 พ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

สานสัมพันธ์..สงฆ์สองแผ่นดิน

โดย..อุทัย  มณี (เปรียญ)

ผู้เขียนเดินทางมายังประเทศเมียนมา รัฐมอญ เมืองเมาละแหม่งตั้งแต่เมื่อวานนี้ เพื่อทำภารกิจ 2 ประการด้วยกัน ภารกิจแรกในฐานะเลขาธิการสมาคมการค้าไทย -เมียนมา นักธุรกิจรัฐมอญ รัฐกะเหรี่ยงเชิญมาให้มาร่วมประชุม เพื่อปรึกษาหารือจับคู่ธุรกิจระหว่างนักนักธุรกิจไทยและนักธุรกิจมอญ พม่าและกะเหรี่ยง รวมทั้งเพื่อปรึกษาหารือร่วมมือกันในการที่จะเชื่อมโยงสานสัมพันธ์ด้านธุรกิจด้วยกัน

ส่วนอีกภารกิจหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาของพระสงฆ์โดยเฉพาะ เป็นเรื่องที่ผู้เขียนในฐานะคนไทยเชื้อสายมอญ ทำมานานหลายปี นั่นคือ พยายามก่อให้เกิดการสานสัมพันธ์ด้านการศึกษาระหว่างคณะไทยและคณะสงฆ์มอญหรือคณะสงฆ์รามัญนิกายผ่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ปัจจุบันคณะสงฆ์รามัญนิกาย ประเทศเมียนมา มีอยู่ประมาณ 10,000 รูป เมื่อ 8 ปีที่แล้วมีพระนักเทศน์รูปหนึ่งชื่อว่า ตะละกุ้นแหมะ หรือพระศีลาจาระ เป็นพระนักเทศน์ชื่อดังของรามัญ ได้สร้างมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้นมาแห่งหนึ่งบนเนื้องที่ประมาณ 20 ไร่ ณ เมืองเมาะละแหม่ง จุดประสงค์ของท่านเพื่อให้คณะสงฆ์รามัญได้มีโอกาศทางการศึกษาเหมือนกับคณะสงฆ์ไทย ท่านพยายามอยู่หลายปีในการก่อสร้างโดยอาศัยเงินที่ท่านได้จากการเทศน์นั่นแหละมาเป็นทุนในการซื้อที่ดินและสร้างอาคารเรียน อาคารปฎิบัติธรรม และหอพัก

ผู้เขียนสัมผัสกับคณะสงฆ์รามัญอยู่บ่อยครั้ง จุดอ่อนของคณะสงฆ์รามัญนิกายคือ ไม่รู้ศาสตร์ทางโลกสมัยใหม่ ไม่รู้หลักการบริหารจัดการองค์กร ทั้งไม่มีองค์ความรู้ในการเชื่อมโยงหรือสานสัมพันธ์กับบุคคลภายนอก แต่มีจุดแข็งคือ รวมตัวกันเหนียวแน่นและรักในการที่จะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของตัวเอง รวมทั้งมีองค์ความรู้ในพระธรรมวินัย มีการสอบบาลีประจำปีด้วยอักษรรามัญ ซึ่งเป็นคณะสงฆ์นิกายเดียวเท่านั้นที่รัฐบาลพม่าอนุญาตให้สอบได้ด้วยภาษาของตัวเองและวัดผลสอบด้วยคณะสงฆ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ตัวเอง

ประมาณ 5 ปีมาแล้วที่ผู้เขียนมีความพยามยามที่จะให้คณะสงฆ์รามัญนิกายเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยผ่านการนิมนต์พระนิสิตชาวรามัญหรือมอญมาเรียน ณ ที่สถาบันแห่งนี้บ้าง เชิญให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยสงฆ์มอญมาอบรม ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยบ้าง และทุกปีได้รับเกียรติจาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในฐานะ ผู้จัดกิจกรรมงานวิสาขบูชาโลก นิมนต์ทั้งผู้บริการคณะสงฆ์รามัญนิกายและคหบดีชาวรามัญ มาร่วมประชุม อันนี้คือ ความพยามยามที่ผู้เขียนทำมาหลายปี

ปีนี้ถือว่าเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์เนื่องจากในวันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายนนี้ จะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมหรือ MOU ระหว่าง วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ (IBSC) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกับ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ แห่งคณะสงฆ์รามัญนิกาย ณ เมืองเมาะละแหม่ง ประเทศเมียนมา

เท่าที่คุยกับ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผอ.วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะในการไปเซ็น MOU ในคราวนี้ ท่านให้ความมั่นใจว่า จะช่วยเต็มที่ จะไม่ทำให้ผู้เขียนผิดหวัง

คณะสงฆ์รามัญมีความสัมพันธ์กับประเทศไทยมาตั้งแต่ยุคสุโขทัยจนกระทั้งกลางยุครัตนโกสินทร์ หลังจากประเทศไทยกำเนิดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายขึ้น ความสัมพันธ์ก็ยิ่งแนบแน่นยิ่งขึ้น แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลง มีการแบ่งเขตดินแดน การไปมาหาสู่ลำบากมากยิ่งขึ้น ผนวกกับในพม่าเองก็มีปัญหาการเมืองในภายใน ทำให้การเชื่อมโยงขาดความต่อเนื่อง

หวังว่าหลังจากนี้คณะสงฆ์ไทยโดย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกับคณะสงฆ์รามัญนิกายคงจะมีการติดต่อและช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนของพระพุทธศาสนาในภูมิภาคนี้

“บัวแก้ว”อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายวัดในอินเดีย

Published November 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/604976

  • วันที่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 22:24 น.

"บัวแก้ว"อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายวัดในอินเดีย

โดย สมาน? สุดโต

กระทรวงการต่างประเทศ อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน หรือกฐินหลวงไปทอดถวายพระที่วัดในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 23-27 ต.ค. 2562? โดยมี นายเจษฎา กตเวทิน รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน พร้อมทั้ง สำนักงานของกระทรวงการต่างประเทศในอินเดียทั้ง 4 แห่งมาร่วมงานบุญตั้งแต่ต้นจนจบ ได้แก่ นายชุตินทร คงศักดิ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำนครเดลีและภรรยา

นายธนวัต ศิริกุล รักษาการกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ และภรรยา นายนิธิรุจน์ โผนประเสริฐ กงสุลใหญ่ ณ เมืองเชนไน น.ส.สวียา สันติพิทักษ์ กงสุลใหญ่ ณ เมืองโกลกะตา นางอรพินทร์ ลิลิตธรรม ผู้อำนวยการกองทูตวัฒนธรรม กรมสารนิเทศ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ จากสถานทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากสถานกงสุลใหญ่ เมืองโกลกะตา ได้ร่วมงานและปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง

ทั้งนี้ ประชาชนชาวชาวอัสสัมที่เรียกว่าไทคำยัง ทั้งหนุ่มสาวและสูงวัยที่เป็นเผ่าไท ในกลุ่มไทอาหมที่วัดแห่งนี้ตั้งอยู่มีจำนวน 100 หลังคาเรือน ประชากรประมาณ 500 คน มาช่วยงานด้วยความปีติยินดี โดยจัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติ เช่น ตั้งแถวต้อนรับคณะตลอดทางเข้าวัด

สำหรับวัดนี้สร้างเมื่อ พ.ศ.? 2493 ชื่อว่า พุทธโจลาโปถาร์ นิกายเถรวาท ตั้งอยู่ในหมู่บ้านโจลาโปถาร์ ส่วนเจ้าอาวาสเป็นพระเถระอาวุโสของรัฐอัสสัม อายุ 94 ปี เรียนจบชั้นปาลิอาจาริยะ จาก นวนาลันทา รัฐพิหารในยุคต้นๆ นอกจากเป็นเจ้าอาวาสยังมีสมณศักดิ์ที่พระธรรมรัตนะสาสนวังสะมหาเถโร

ผลงานการเผยแพร่ ได้แปลภาษาบาลีเป็นภาษาอัสสัมถึง 45 เล่ม ที่น่าทึ่งสำหรับพวกเราชาวไทยที่ไปทอดกฐินพระราชทาน เมื่อพบว่าไทคำยัง นามสกุล Shyam.หรืออกเสียงว่าสยาม ทั้งหมู่บ้าน

พระมหนิพนธ์ ญาณวีโร ป.ธ.7วัดไทยพุทธคยา ในฐานะเลขานุการหัวหน้าพระธรรมทูตไทยอินเดีย เนปาลซึ่งได้รับมอบหมายให้ไปจัดระเบียบพิธีสงฆ์ แปลกใจที่พบว่า คนไทคำยัง มีนามสกุลสยาม Shyam เพราะว่าไม่เคยทราบมาก่อนแม้ว่าจะช่วยงานกฐินในรัฐมาอย่างสม่ำเสมอ (เผ่าไทอาหมในรัฐอัสสัมแบ่งเป็น 7 เผ่าคือ Khampti., Shyami, .Turung, Pakgeyal, Aitone. Dowaniya, Man.)

พระมหานิพนธ์ กล่าวว่า ไทผาเก มีวัฒนธรรมและภาษาคล้ายกับภาษาไทยมากเช่นนับ 1 ถึง 20 หรือ ซาวเหมือนกันมีลอยกระทง เหมือนกัน ไทคำยัง สามารถรักษาเอกลักษณ์การแต่งกายได้ดี เช่น ผู้ชายนุ่งโสร่งลายต่างๆ ไม่จำกัดสี สตรีถ้าเข้าวัดแต่งชุดขาวเป็นส่วนมาก อาหารการกินเป็นของชนเผ่า ค่อนข้างเผ็ดและส่วนหนึ่งก็แบบอินเดีย

กระทรวงการต่างประเทศ รับพระราชทานผ้าพระกฐินไปทอดวัดในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งอินเดียและเนปาล ตั้งแต่นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ พ.ศ.2538 โดยมี จุดประสงค์เพื่อใช้รากฐานทางวัฒนธรรมร่วมกันระหว่างชาวไทยกับมิตรประเทศเป็นการส้างสัมพันธ์ระดับประชาชนกับประชาชน

นายเจษฎา กตเวทิน รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า รู้สึกประทับใจที่คนออกมาแยะมาก ส่วนใหญ่มีเชื้อสายเผ่าไท มีศาสนาพุทธเป็นเครื่องยึดเหนียวจิตใจ ซึ่งไม่คิดว่า คนในอินเดียยังมีแนวคิดนี้อยู่ ส่วนกระทรวงการต่างประเทศ ถือว่ากฐินพระราชทานเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายที่จะใช้พระพุทธศาสนาเป็นจุดรวมในการกระชับความสัมพันธ์ ระดับประชาชนกับประชาชน การมีศาสนาร่วมกันมีพลังมาก เหมือนคนพูดภาษาเดียวกันมีวัฒนธรรมเหมือนกันย่อมมีพลัง

สำหรับ ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออินเดียนั้นมีคนไทอาหม หรือเชื้อสายไทยมากกึง 3-4 ล้านคน มีภาษาและวัฒนธรรมคล้ายกัน ขณะที่ประเทศไทยก็กำลังใช้ North East.India. เป็นประตูเปิดเข้ามากระชับความสัมพันธ์ ระดับประชาชนกับประชาชน? ซึ่งเป็นจังหวะดีที่เขาเปิด แต่ก่อนนั้นเป็นเขตความมั่นคง ไม่เปิดให้ใครเข้ามาง่ายๆ

นายเจษฎา กล่าวว่า อินเดียมีนโบายรุกไปทางตะวันออกเพื่อเปิดประตูเข้าสู่เอเซีย ตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเมียนมา และไทย ส่วนงานนำผ้ากฐินพระราชทานไปทอดในปะเทศต่างๆนั้น ปีนี้จัดไป 6 ประเทศคือ เมียนมา สปป.ลาว ศรีลังกา กัมพูชา เวียตนาม และ อินเดีย สำหรับอินเดียนั้นทิ้งไม่ได้ เพราะเป็นประเทศต้นกำเนิดพุทธศาสนา

%d bloggers like this: