ธรรมะจากวัด

All posts tagged ธรรมะจากวัด

กาลามสูตร

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

ธรรมะจากวัด

ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

กาลามสูตร

คุณโยมคนหนึ่งมาเลี้ยงเพลที่วัดพุทธธรรม แล้วถามว่า กาลามสูตร เป็นอย่างไร ทำไมเมื่อมีปัญหาเรื่องคำสอนผิดเพี้ยนแปลกๆ ปรากฏออกมาทางสังคม มักจะมีนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาแนะนำว่า ให้ไปอ่านกาลามสูตรแล้วจะสามารถแยกแยะเรื่องราวต่างๆ ออกมาว่าอะไร เป็นอะไร ควรเชื่อหรือไม่

เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในเบื้องต้น จะเรียงลำดับความเป็นมาของพระสูตรนี้ ดังนี้

พระสูตรที่กล่าวถึงชาวกาลามะ เรียกว่า เกสปุตตสูตร แต่เนื่องจากพระสูตรนี้กล่าวถึงเรื่องราวของชาวกาลามะมาก พุทธศาสนิกชนจึงพลอยเรียกพระสูตรนี้ว่า กาลามสูตร ไปด้วย

เป็นที่ทราบกันในหมู่พุทธศาสนิกชนว่า สำนวนและภาษาในพระสูตร อ่านเข้าใจยาก เพราะเป็นสำนวนแปลที่พยายามรักษารูปแบบศัพท์และประโยคภาษาบาลีไว้อย่างเคร่งครัด ประกอบกับสำนวนที่แปลก็เก่าแก่ไกลจากภาษาร่วมสมัยมาก หากอ่านกันทั้งดุ้นไม่มีศัพท์ร่วมสมัยเข้าช่วยบ้าง ก็แทบจะไม่เข้าใจทั้งศัพท์แสงและเนื้อหา จึงต้องจัดเรียงลำดับขั้นตอนและปรับภาษาให้ร่วมสมัยบ้าง แต่ถ้าภาษาที่แปลอยู่เดิม ที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายก็จะคงไว้ตามเดิม

สถานที่แสดงพระสูตรนี้

1. โกศลชนบท เขตชนบทในแคว้นโกศล ถ้าเทียบกับอเมริกาปัจจุบันนี้ แคว้นโกศล เท่ากับรัฐแคลิฟอร์เนีย เขตชนบทคือพื้นที่ห่างไกลจากเมืองหลวง

2. เกสปุตตนิคม สถานที่ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเทียบเท่าเมือง เช่น เมืองโพโมน่า เมืองแคลมอนต์ เมืองโควินา

สถานที่แสดงพระสูตรนี้เป็นเมือง เกสปุตตะ จึงเรียกพระสูตรนี้ตามนามเมือง

ประชากรที่อยู่ในเมืองเกสปุตตะนี้ เรียกว่า กาลามะ เป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกันในตระกูล กาลามะที่สืบทอดเชื้อสายมาหลายชั่วคน คนส่วนใหญ่ที่นี่จะใช้นามสกุล กาลามะ เมื่ออยู่กันเป็นกลุ่มก็เรียกว่า เป็นนิคมของพวกกาลามะคล้ายๆ เมืองไทยเคยจัดนิคมการเกษตรในจังหวัดต่างๆ มาตั้งแต่ยุคเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโน้นแล้ว

ทำเลของเมืองเกสปุตตะ จะเป็นคล้ายศูนย์กลางทางการค้าและการคมนาคมไปยังเมืองต่างๆ พ่อค้าคหบดีนักการศาสนาจะผ่านมาเมืองนี้บ่อยๆ การที่มีนักบวชและนักการศาสนาผ่านเมืองนี้มิได้ขาด ทำให้ชาวเมืองกาลามะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทั่วสารทิศ จนทำให้ชาวกาลามะสับสนในบางเรื่องว่า เรื่องใดควรเชื่อได้ หรือเรื่องใดเชื่อไม่ได้

เมื่อชาวกาลามะทราบข่าวว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมายังเมืองนี้ จึงมาเข้าเฝ้ากันอย่างเนืองแน่น ชาวกาลามะที่ได้สดับพระคุณของพระพุทธเจ้าที่ขจรขจายไปแล้วเลื่อมใส มีใจปรารถนาจะมาเฝ้าก็มีมากมาย ส่วนชาวกาลามะที่ได้ทราบพระคุณของพระพุทธเจ้าแล้วแต่ยังไม่เลื่อมใส แค่มาฟังธรรมหรือมาชมพระบารมีของพระพุทธเจ้าเป็นขวัญตาขวัญใจก็มีมาก บางกลุ่มกราบไหว้ รายงานตัวบอกชื่อตระกูลครบถ้วน แต่บางกลุ่มนั่งเฉยๆ ไม่กราบ ไม่ไหว้ ไม่รายงานตัว เงี่ยหูฟังว่า พระพุทธเจ้าจะมีอะไรมาตรัสบ้าง

เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระพุทธเจ้ามีใจความว่า

นักบวชทุกพวกที่เดินทางผ่านมาทางนี้ ล้วนยกย่องลัทธิความเชื่อของตนแล้วโจมตีลบล้าง หักล้าง ดูหมิ่นเหยีดหยามลัทธิความเชื่อของคนอื่นให้หมดความน่าเชื่อถือ เข้ากับสำนวนไทยที่ว่า เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น แล้วทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยในสมณพราหมณ์เหล่านั้นอยู่ทีเดียวว่า ท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูกร กาลามชนทั้งหลาย ก็ควรแล้วที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย” แล้วพระองค์จึงตรัสหลักแห่งความไม่ต้องเชื่อ ดังนี้

1. ท่านทั้งหลาย จงอย่าเชื่อตามที่ได้ยินได้ฟังมา

2. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา

3. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินมาอย่างนี้

4. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา

5. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง

6. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน

7. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยตรึกตรองเอาตามอาการ

8. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่า ต้องกับทิฐิของตัว

9. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้

10. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือสมณะนี้เป็นครูของเรา

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสหลักแห่งความไม่น่าเชื่อดังนี้แล้ว จึงได้ตรัสหลักในการตัดสินความเชื่อไว้ว่า

“เมื่อใดท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย”

“เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้วเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้น ท่านทั้งหลาย ควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้น”

พระพุทธเจ้าทรงประทานหลักการทั้งที่ควรเชื่อและไม่ควรเชื่อไว้ให้แก่ชาวกาลามะเป็นเวลาสองพันกว่าปีมาแล้ว แต่สถานการณ์ที่ทำให้ชาวพุทธสับสน จนต้องใช้หลักกาลามสูตรในฝ่ายหลักแห่งการตัดสินยังคงมีอยู่ต่อไป เมื่อชาวพุทธจับหลักแห่งกาลามสูตรได้แล้ว พึงใช้กาลามสูตรนี้วิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารจากลัทธิต่างๆ ที่มุ่งหมายทำให้เหยื่อตายใจแล้วตบทรัพย์เอาอย่างง่ายดาย ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ

ไม่มีสินค้าประเภทใดที่จะทำให้ผู้ค้าขายได้กำไรมากมายเท่ากับการค้าขายความเชื่อแก่ศรัทธาชนผู้ลุ่มหลงอีกแล้ว พุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่ตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์เร่งเร้าเช่นนี้ พึงมีหลักกาลามสูตรเป็นเครื่องป้องกันอันตรายจากการปล้นชิงทรัพย์ของพ่อค้าความเชื่อที่มาในคราบนักบุญที่กระจายตัวอยู่ทุกหนทุกแห่งเถิด ระวัง ระวัง และระวัง คือมนต์ขลังป้องกันการต้มตุ๋นจากโจรร้ายในคราบนักบุญทุกประเภท

ความอดทน

Published January 14, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

ธรรมะจากวัด

ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

ความอดทน

ขันติ เป็นบทธรรมสำคัญ ที่กระจายอยู่ในหมวดธรรมต่างๆ เพื่อบรรลุถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ เช่น การบำเพ็ญบารมี 10 ประการ ของพระโพธิสัตว์ เพื่อเข้าถึงความเป็นพระพุทธเจ้า ผู้นำสัตว์ทั้งหลายออกจากวัฏสงสาร ทศพิธราชธรรมของพระเจ้าแผ่นดินผู้บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนในแว่นแคว้นแดนประเทศของตนๆ ก็ประกอบด้วยขันติธรรม

ขันติ แปลตรงตัวว่า ความอดทน

พระพุทธเจ้าได้ทรงแบ่งความอดทนออกเป็น 3 แบบ คือ ทนลำบาก ทนตรากตรำ และทนเจ็บใจ

ทนลำบาก ได้แก่ ทนลำบากในการทำงานหนักที่จะต้องใช้กำลังเข้าต่อสู้เพื่อให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

ทนตรากตรำ คือ ทนต่อสภาพอากาศความหนาวความร้อนแดดฝนและลมในการทำงานในสถานที่ต่างๆ ที่มีสภาพอากาศแตกต่างกันไปอย่างไม่ท้อถอย เช่น ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ทำงานในไร่ ในนา ในสวน ด้วยความขยันขันแข็งอาบเหงื่อต่างน้ำ ชุ่มตัวทุกเมื่อเชื่อวัน

ทนเจ็บใจ อันธรรมดาการทำงานในสังคมย่อมต้องประสบกับผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างคนต่างมาจากภูมิหลัง การศึกษา วัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป แม้บางคราวได้ปรับตัวเข้าหากันอย่างเต็มที่แล้ว แต่เมื่อปรับเข้าหากันมิได้ ก็มีการกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา การกระทบกระทั่งกันนั้นมีตั้งแต่น้อยๆ จนถึงการชี้หน้าด่าทอว่ากล่าวกันด้วยถ้อยคำรุนแรง เป็นการสบประมาทกันให้เกิดความเจ็บปวดใจ ถ้าทนไม่ได้เหตุร้ายก็จะเกิดขึ้นแก่ชีวิต ถ้าทนได้ก็ไม่มีเหตุร้ายใดๆ ในชีวิตหรือในสังคม เหตุการณ์ก่อการร้ายหรือสังหารหมู่ในที่ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ มาจากความไม่อดทนต่อความเกลียดชัง ความไม่พอใจ ที่สะสมมาจากการดูหมิ่นถิ่นแคลนเป็นรายบุคคล เป็นหมู่ เป็นกลุ่ม เป็นศาสนา หรือเป็นชาติพันธุ์ เมื่อสะสมไว้นานจึงระเบิดออกมาเป็นเหตุร้ายต่างๆ ที่เบียดเบียนตนเองและเบียดเบียนผู้อื่น สร้างความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินมากมาย

นอกจาก ขันติธรรม จะช่วยให้ปัจเจกบุคคลประสบความสำเร็จในส่วนบุคคลแล้ว ยังเป็นคุณธรรมเพื่อส่งเสริมกันอยู่ร่วมกันด้วยสันติแก่ผู้ที่มีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ ด้วยการสงวนส่วนต่าง ส่งเสริมและมีส่วนร่วมในส่วนที่เหมือนกันและไปกันได้ดี

ในสังคมอเมริกัน มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อสูง เมื่อประชากรมีความอดทนสูง ความสงบในสังคมก็มีสูง เมื่อประชากรมีความอดทนน้อย เหตุการณ์รุนแรงมักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ รัฐจึงส่งเสริมขันติธรรม (Tolerance) เป็นคุณธรรมร่วมของประชากรอเมริกัน ที่ทุกคนไม่ว่าศาสนาใดๆ พึงมีความอดทนให้มาก เพื่อร่วมกันสร้างเอกภาพในความหลากหลายให้กลายเป็นสังคมที่เข้มแข็ง เพราะมีรากที่ทรงคุณค่าถักทอกันไว้อย่างเหนียวแน่น

เมื่อพูดถึงความงาม คนทั่วไปมักจะรู้จักความงามด้านร่างกาย เพราะมองเห็นได้ง่าย มีดัชนี้ชี้วัดมากมาย แต่ความงามด้านจิตใจไม่ค่อยได้กล่าวถึงกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความอดทนเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ ความอดทนเป็นองค์ประกอบแห่งคุณธรรม อันทำให้งาม 2 ประการ คือ ขันติความอดทนโสรัจจะความเสงี่ยม ขันติเป็นธรรมส่งเสริมความงาม ในที่นี่น่าจะส่งเสริมความงามทางใจและสะท้อนออกมาทางกายด้วย เช่น เมื่อใครมีการว่ากล่าวก้าวล่วงสามารถกำหนดรู้ระงับความโกรธได้ ไม่แสดงอาการเกรี้ยวกราดโต้ตอบ รักษาความปกติของใจมิให้หวั่นไหว รักษาหน้าตาท่าทางให้ปกติ ปล่อยเหตุการณ์ที่น่าจะรุนแรงสงบระงับลงได้อย่างปลอดภัย สภาพเช่นนี้แหละ คือความงามที่ปรากฏในใจ แล้วแสดงออกมาทางกายให้ได้พบเห็น

ในการศึกษาฝึกฝนอบรมเรื่องใหม่ๆ ต้องใช้ความอดทนสูงกว่าจะคุ้นเคย เมื่อฝึกฝนจนชำนาญแล้วต้องอดทนทบทวนเรื่องราวเหล่านั้น เพื่อรักษาความคงที่มิให้คุณภาพลดน้อยถอยลง

พระพุทธเจ้าทรงยกย่องขันติธรรมว่าเป็นยอดแห่งธรรมะ เพื่อการละกิเลสผู้พากเพียรเพื่อเอาชนะกิเลสที่มาขับเคลื่อนใจไปอยู่ในอำนาจของตน พึงถือขันติธรรมให้มั่น จะได้นำไปเผชิญหน้ารบราเผาผลาญกิเลสได้อย่างราบคาบ ดั่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญมาเป็นตัวอย่างนั่นแล

ขันติธรรม เป็นยอดธรรมทั้งเพื่อการพัฒนาบุคลิกภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของปัจเจกชนและขยายไปสู่การอยู่ร่วมกันด้วยสันติในสังคมที่มีความหลากหลายมากมายด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ

วิญญูชนผู้ปรารถนาความงามแห่งชีวิตในทุกขั้นตอน พึงสมาทานขันติธรรมเป็นธรรมประจำตัวเถิด

อารักขกัมมัฏฐาน

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ธรรมะจากวัด

ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโน เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

อารักขกัมมัฏฐาน

พระภิกษุสงฆ์ในประเทศไทย เจริญสมาธิภาวนามานาน แม้วิธีการเจริญสมาธิภาวนาหลักๆ ที่ใช้กันอยู่คือ สติปัฏฐาน และอานาปานสติก็ตาม แต่ด้วยความที่พระภิกษุสงฆ์แต่โบราณกาลมีความเชี่ยวชาญด้านการเจริญสมาธิภาวนา ท่านโบราณจารย์เหล่านั้นจึงได้รวบรวมวิธีการพิเศษที่จะเข้าถึงอานาปานสติและสติปัฏฐาน จากคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือท่านจะคิดวิธีการลัดของท่านให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงความสะอาด สว่าง และสงบโดยง่ายขึ้น

อารักขกัมมัฏฐาน แปลตรงตัวว่า กัมมัฏฐานที่ควรรักษา ท่านใช้คำว่า อารักขา แปลว่าต้องดูแลอย่างดี มีอยู่ 4 ประการ คือ

1. พุทธานุสติ การระลึกถึงพระพุทธเจ้า เวลาจิตว่างจากความคิดการงานเรื่องอื่นถ้าได้คิดเรื่องพุทธจริยาของพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพศรัทธา จิตใจจะมีความอบอุ่นมั่นคง เพราะนำใจไปวางไว้กับสิ่งบริสุทธิ์ คือความรู้ความตื่นความเบิกบาน หรือมีชาวพุทธอีกจำนวนมากทั้งสายเถรวาท มหายาน วัชรยาน ล้วนนิยมนับลูกประคำโดยการนำเอาพระนามของพระพุทธเจ้ามาท่องบ่นก่อนเข้านอน หรือยามว่างจากคิดการงานอื่นๆ เช่น ชาวพุทธสายเถรวาท จะนำเอาพระนามของพระพุทธเจ้าที่ว่า พุทโธ มาท่องบ่นและนับลูกประคำไปด้วย หรือชาวพุทธจำนวนมาก นิยมนำคำว่า พุทโธ มาใช้เป็นที่พักใจ ทุกขณะที่หายใจในวิธีว่า พุท หายใจเข้า โธ หายใจออก หรือสอนกันง่ายๆ ว่า พุท เข้า โธ ออก

พุท เข้า โธ ออก

สติคอยบอกว่า รู้ ตื่น เบิก บาน

ฝึกแล้วฝึกอีก ฝึกจนชำนาญ

รู้ ตื่น เบิกบาน ทุกลมหายใจ

หรือ เมื่อถึงเวลาขึ้นปีใหม่ชาวพุทธไทยจะพากันรวมตัวที่วัดใกล้บ้านหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งที่รวมคนได้ง่ายและสะดวก เช่น ท้องสนามหลวง เพื่อสวดอิติปิโส ข้ามวัน ข้ามเดือน และข้ามปี แม้อย่างนี้ก็จัดว่าเป็นการเจริญพุทธานุสติ คือรำลึกถึงพระพุทธเจ้า ชาวพุทธมหายาน นำเอาพระนามของพระพุทธเจ้าที่ว่า อมิตาพุทธะ ซึ่งแปลว่า พระองค์ผู้ทรงอมตะรุ่งเรืองสว่างไสวยิ่งนัก มาท่องบ่นบริกรรมเป็นพันเป็นหมื่นครั้งเพื่อเป็นที่พักพิงใจที่อบอุ่นและมั่นคง

ส่วนชาวพุทธฝ่ายวัชรยาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวทิเบต มักจะนำเอาพระนามของพระพุทธเจ้ามาท่องบ่นบริกรรมว่า โอม ปัทเมหุม ซึ่งแปลว่า พระผู้เบิกบาน คือดอกบัว ชาวทิเบตจะท่องพระนามนี้จนขึ้นใจ ไม่ว่าจะเป็นเวลาว่างจากงานหรือเวลาทำงานก็จะบริกรรมพระนามนี้ไปด้วย เป็นการทำงานพร้อมกันไปทั้งงานกายและจิตใจ จึงเห็นได้ว่าแม้ชาวทิเบตจะบ้านแตกสาแหรกขาด แต่จิตใจเข้มแข็ง อดทนต่อสู้ พลัดบ้านพลัดเมืองไปอยู่ที่ใด ไม่ช้าไม่นานสามารถสร้างชุมชนและสร้างฐานะทางเศรษฐกิจให้เข้มแข็งได้อย่างรวดเร็ว เพราะแม้เขาจะสูญเสียทุกอย่างแม้แต่แผ่นดิน แต่พวกเขาไม่เคยสูญเสียพลังใจที่เติมเต็มด้วยพุทธะที่เบ่งบานคือ ดอกบัว อย่างสม่ำเสมอ

2. เมตตาพรหมวิหาร คือความเมตตาที่แผ่ไปสู่เพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเงื่อนไข แผ่ความรักให้เพราะรักไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ประดุจบิดามารดาที่มอบความรักและทุกสิ่งแม้แต่ชีวิตแก่ลูกได้ ความรักของคนทั่วไปที่มีต่อกันย่อมมีวันหมดรัก ถ้าเงื่อนไขใดๆ เข้ามาทำให้ความรักหมดอายุสะดุดหยุดลง แต่ความรักของบิดามารดาไม่มีวันหมดอายุ แม้อายุไขยสิ้นแล้ว แต่ยังรักกันได้ข้ามภพข้ามชาติต่อไป

3. อสุภกัมมัฏฐาน เป็นกัมมัฏฐานสำคัญ ที่เป็นเครื่องมือถอดถอนราคะ คือความรักปักใจ ในรูป เสียง กลิ่น รส การถูกต้องสัมผัส และธรรมารมณ์ อันได้แก่ การนำรูป เสียง กลิ่น รส และการถูกต้องสัมผัส มาน้อมนึก จนหลงรักปักใจอย่างลึกล้ำยากแก่การถอดถอน พระโบราณจารย์มองเห็นโทษแห่งราคะที่กลัดกลุ้มรุมเร้าใจอันเป็นเหตุให้ลุ่มหลง ห่วง หวง และหึง ถึงกับฆ่าทำลายล้าง คนที่มาชิงของหรือคนรักของตน หรือหากไม่สมปรารถนาในรักก็มักเจ็บปวดถึงกับฆ่าตัวตาย ซึ่งมีให้เห็นตามข่าวจากสื่อต่างๆ บ่อยๆ

จึงได้แนะนำให้เจริญอสุภกัมมัฏฐานเพื่อเห็นความจริงของสิ่งเหล่านั้นว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่มองอย่างผิวเผินว่างดงาม น่าใคร่ น่าพอใจ น่าจับต้องสัมผัส แต่เมื่อมองลึกเข้าไปถึงที่ตั้ง สีสันฐาน แต่ละอย่างล้วนเปลี่ยนเป็นของปฏิกูลได้ในเวลาไม่นาน ผมที่ขึ้นตามศีรษะดูสลวยสวยงาม เพราะอยู่ถูกสถานที่ แต่ถ้าเปลี่ยนมาอยู่ในถ้วยหรือชามแกงจืด หรือโรยบนข้าวสวย แกงจืดหรือข้าวสวยจานนั้นจะดูเป็นปฏิกูลทันที จมูกที่โด่งโดยธรรมชาติหรือผ่าตัดตกแต่งเสริมดูดี แต่ถ้ามีน้ำมูกเขียวๆ ออกมาเกาะอยู่เป็นประจำ ความงามของจมูกจะหายไปทันที ผมและขนถ้าอยู่ถูกที่ถูกทางจะดูดี แต่ถ้าอยู่ผิดที่จะปฏิกูลทันที เล็บที่ตกแต่งทาสีอย่างงาม แต่ถ้านำมาประดับประดาในจานข้าวมันไก่หรือข้าวหมูแดงจะรู้สึกปฏิกูลทันที ฟันที่งามวาวแววเหมือนไข่มุก

แต่เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วมีเศษเนื้อ เศษผัก ติดตามซอกฟัน จะนำออกมาใส่จานรับประทานใหม่ก็จะรู้สึกได้ถึงความปฏิกูล ผิวหนังที่มีสีขาวหรือเหลืองตามชาติพันธ์น่ารัก น่าลูบไล้ น่าใคร่ น่าดู ถ้าไม่อาบน้ำหรือขัดสีเพียงวันหรือสองวันจะกลายเป็นของปฏิกูลไปทันที การพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยสภาวะปฏิกูลเช่นนี้จะบรรเทาความเร่าร้อนรุนแรงแห่งราคะและตัณหาลงไปได้บ้าง ช่วยให้ใจได้ดำรงอยู่อย่างปกติ ไม่ฟู เพราะได้สิ่งที่น่ายินดีน่ารักน่าใคร่ ไม่แฟบเพราะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่น่ายินดี น่าใคร่ น่าพอใจ

4. มรณสติ ระลึกถึงความตายอยู่เป็นประจำ การระลึกถึงความตาย เป็นกัมมัฏฐานประเภทหนึ่ง การระลึกถึงความตายจะช่วยให้ผู้ระลึกเกิดความไม่ประมาทในชีวิต ในวัย ในความไม่มีโรคไม่มีภัย เพราะความตายติดตามมนุษย์ทุกคนอยู่ทุกย่างก้าว ความตายไม่มีกำหนดตายตัวว่าจะมาถึงตอนไหน แต่ความตายติดตามมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิดมา ว่าโดยภาษาธรรม เมื่อมีความเกิดก็ต้องมีความแก่ เมื่อมีความแก่ก็ต้องมีความตาย ติดตามมาอย่างใกล้ชิด ชีวิตพร้อมจะยุติลงได้ทุกเมื่อไม่กำหนดตายตัว เพราะชีวิตเป็นอนัตตาขอร้องไม่ได้ ห้ามปรามไม่ได้ จัดการไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ต้องเป็นไปตามวิถีที่ควรจะเป็น พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ผู้ไม่ประมาทจะคิดถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ในการดำเนินชีวิตประจำวันหากไม่สามารถระลึกถึงความตายได้อยู่ทุกเมื่อ ก็ควรได้พิจารณาไว้บ่อยๆ ไม่ใช้ชีวิตเพลิดเพลินจนลืมตาย จะได้ไม่ลืมตัวและลืมตายจะได้เร่งรีบทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างคุ้มค่าคุ้มเวลา ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา

คิดว่าท่านสาธุชนผู้อ่านทั้งหลายคงขวนขวายในการบำเพ็ญบุญ ให้ทาน สมาทานศีล และเจริญภาวนา อาตมาเลยนำเรื่องภาวนาวิธีแบบนี้มาฝาก หากอ่านแล้วเข้าใจถูกจริตทดลองทำแล้วเจริญก้าวหน้าดี ขอมอบเป็นของขวัญก็แล้วกัน แต่หากอ่านแล้วไม่ถูกจริตทดลองทำดูแล้วไม่ช่วยให้ภาวนาก้าวหน้า ก็เพียงอ่านผ่านๆ ไป อาตมาก็ปลื้มใจยิ่งนักแล้ว

สามัญญลักษณะ

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

ธรรมะจากวัด

สามัญญลักษณะ

สามัญญลักษณะ แปลตรงตัวว่า ลักษณะที่เหมือนกันของสิ่งทั้งปวง มีอยู่ 3 ประการ คือ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง ทนได้ยาก อนัตตา มิใช่ตัวตน

สามัญญลักษณะนี้เป็นอมตธรรมดำรงอยู่ตลอดกาล ทำหน้าที่ควบคุมสรรพสิ่งตั้งแต่ธุลีดินไปถึงโลกและดวงอาทิตย์ในสากลจักรวาลให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในนิยามสูตรอันว่าด้วยเรื่องพระธรรมเป็นผู้กำหนดว่า พระตถาคต จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา มีอยู่ตลอดเวลา พระองค์เป็นผู้มาตรัสรู้และนำมาบอกกล่าวเล่าให้ฟังเปิดเผยให้ทราบเท่านั้น

พระองค์ตรัสว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เป็นอย่างนี้อยู่เสมอ

พระพุทธเจ้าทรงตรัสอธิบายวิธีพิจารณาความไม่เที่ยงและความเป็นอนัตตาไว้ในคิริมานนทสูตรว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง

แม้เรื่องความไม่เที่ยงจะเป็นกฎธรรมชาติที่ควบคุมสรรพสิ่งครอบคลุมไปทั่วสากลจักรวาลก็ตาม แต่หากพิจารณาเพื่อความพ้นทุกข์พระองค์ทรงนำพระพุทธสาวกให้กลับมาสู่ชีวิตเพื่อพิจารณาขันธ์ 5 อันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของชีวิตว่า ไม่เที่ยง

พระองค์ได้ทรงสั่งสอนวิธีพิจารณาอนัตตาเอาไว้ว่า ตา เป็นอนัตตา หู เป็นอนัตตา จมูก เป็นอนัตตา ลิ้น เป็นอนัตตา กาย เป็นอนัตตา ใจ เป็นอนัตตา นี่คือ อายตนะภายใน ที่แปลว่า รอยต่อ หรือจุดเชื่อมแห่งองค์ความรู้ซึ่งเชื่อมกับอายตนะภายนอก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ แล้วเกิด วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ตามลำดับ

พระพุทธเจ้าสอนว่า ทั้งอายตนะภายนอกและอายตนะภายในที่ทำหน้าที่ต่อกันเพื่อให้เกิดความรู้นี่แหละเป็นอนัตตาหมด ไม่มีอะไรที่เป็นอัตตาเลยแม้แต่เรื่องเดียว ดังที่พระองค์ทรงตรัสสอนเสมอว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

คำว่า ธรรมในที่นี้แปลว่า ธรรมชาติ ซึ่งครอบคลุมทั้งกาย ทั้งจิต ทั้งนาม ทั้งรูป ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่พระนิพพานอันเป็นสภาวธรรมสูงสุด

ในอนัตตลักขณสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสลักษณะของอนัตตาไว้ชัดเจนว่า จะไม่สามารถบังคับบัญชาหรือขอร้องขันธ์ 5 ว่า อย่าให้ป่วย อย่าให้เป็นอย่างนั้น อย่าให้เป็นอย่างนี้ จงเป็นอย่างนั้น จงเป็นอย่างนี้ ใดๆ ได้เลย

ในอนัตตลักขณสูตรเช่นกันพระองค์ตรัสลักษณะเด่นของทุกข์ไว้ว่า สิ่งใด ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา

คำว่า มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาคือ คำจำกัดความของคำว่า ทุกข์ ที่ครอบคลุมสังขารทั้งที่มีใจครองและไม่มีใจครอง ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมไปได้ทั้งหมด สิ่งใดสิ่งหนึ่งปรากฏแล้วย่อมแปรปรวนไป เป็นธรรมดา ความแปรปรวนนี้เป็นผลตามกระบวนการลูกโซ่มาจาก ความไม่เที่ยงนั่นเอง

เป้าหมายของความเข้าใจเรื่องไตรลักษณ์ หรือกระทำให้แจ้งเรื่องไตรลักษณ์อยู่ที่ การไม่สำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราหรือเป็นของเราก็ตาม

พระพุทธพจน์ที่ว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา

พระองค์ได้ทรงแสดงสัจธรรมนี้แก่ปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันเมืองพาราณสี เมื่อปัญจวัคคีย์สดับธรรมตามพระองค์ไปได้ประจักษ์แจ้งตลอดธรรมนั้น แล้วตอบพระพุทธองค์ว่า ไม่ควรเลยพระพุทธเจ้าข้า

ตามประวัติเล่าว่า ครั้งแรกพระพุทธเจ้าแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระอัญญาโกณฑัญญะเท่านั้นที่บรรลุเป็นพระโสดาบันด้วยบทสรุปว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นจากเหตุเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงก็ดับไปเพราะเหตุเป็นธรรมดา

ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเบ็ดเตล็ดอีกระยะหนึ่ง ปัญจวัคคีย์ทั้งหมดบรรลุพระโสดาบัน จากนั้นพระองค์จึงเรียกประชุมพระปัญจวัคคีย์มาฟังอนัตตลักขณสูตรพร้อมกันนำให้พระปัญจวัคคีย์บรรลุพระอรหันต์ พร้อมกัน

เป้าหมายหลักของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงขันธ์ 5 ว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพื่อให้สาวกเข้าถึงความจริงปล่อยวางทุกสิ่งเข้าสู่พระนิพพานนั่นเอง

แม้พระองค์จะตรัสถึง ทั้งอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา อย่างละเอียดลออยิ่ง แต่เพราะจุดเน้นเป้าหมายปลายทางอยู่ที่อนัตตา จึงเรียกสูตรนี้ว่า อนัตตลักขณสูตร

เนื้อหาสาระแห่งไตรลักษณ์หลักๆ ที่พอจะประมวลมาเล่าสู่กันฟังย่อๆ ขอยุติแค่นี้ก่อน โอกาสหน้าจะมาเล่าสู่กันฟังใหม่ ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านจงเข้าถึงพระไตรลักษณ์ ถอนรักถอนชังในขันธ์ 5 เข้าถึงความร่มเย็นแห่งบรมธรรมตามลำดับเทอญ

ผ่าตัดต้อกระจก (จบ)

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

ผ่าตัดต้อกระจก (จบ)

ต้องบอกกล่าวกันว่า คุณหมอของโรงพยาบาลสวนดอกเป็นคนใจดี ฝีมือการผ่าตัดดีเยี่ยม ทำงานรวดเร็วว่องไวมีประสิทธิภาพสมเป็นหมอหนุ่มไฟแรง ทำงานด้วยความทุ่มเทสมภูมิรู้ภูมิธรรมของอาจารย์หมอจริงๆ

เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้ว จึงออกมารับยาและทำเอกสารที่ ชั้น 12 ตึกศรีพัฒน์ พยาบาลแนะวิธีปฏิบัติตนหลังการผ่าตัดไว้อย่างมากมาย แต่ที่จำได้คร่าวๆ คือ

1. ห้ามก้มแม้มีอะไรตก ให้คนอื่นเก็บให้ก่อน หรือถ้าไม่มีใครช่วย ต้องนั่งลงตรงๆ แล้วเก็บของ

2. อย่าเผลอสติไปขยี้ตาโดยเด็ดขาด อาจจะทำให้เลนส์ที่ใส่ใหม่ๆ หลุดได้

3. ห้ามจามหรือไอดังๆ จะกระเทือนตาที่ผ่าตัด และอาจจะทำให้เลนส์ที่ใส่ไว้หลุดได้ง่าย

4. ห้ามมิให้น้ำเข้าตาเด็ดขาด เพราะอาจจะติดเชื้อ

5. เดินเท่าที่จำเป็น เพราะหากเดินมากจะทำให้แผลผ่าตัดกระเทือนหายช้า

6. ไม่ควรนอนตะแคงข้างด้านที่ผ่าตัด

และอีกหลายข้อ แต่จำไม่หมด วิธีปฏิบัติตนที่ง่ายที่สุดคือ นอนหงายหลับตาได้นานเท่าไรจะดีที่สุด

ก่อนออกจากห้องผ่าตัด คุณหมอได้ปิดตาด้วยผ้าก๊อซและฝาครอบตา แล้วบอกว่า วันพรุ่งนี้ เวลา 09.00 น. ให้มาเปิดตา เมื่อได้ดำเนินกระบวนการต่างๆ เรียบร้อยด้วยดีแล้ว จึงได้ไปนอนพักที่ตึกสงฆ์ ห้อง 405

คุณวิรัตน์ ภัชรดุลย์ เป็นไวยาวัจกรถวายการอุปัฏฐากและนอนเฝ้า เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยจากการผ่าตัดจึงหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ตื่นมาอีกครั้ง ตี 4 กว่าๆ นอนทำสมาธิจนสว่าง

เจ้าหน้าที่ของตึกสงฆ์มาเยี่ยมวัดความดันให้ ได้ 137/85 พอใช้ได้ คนที่ผ่าตัดตาใหม่ต้องวัดความดันบ่อยๆ จะได้ทราบว่าจะต้องปรับอะไรบ้าง ส่วนน้ำตาลก็อยู่ที่ 136 พยาบาลบอกว่าพอใช้ได้ ถ้าต่ำกว่านี้อาจจะเหนื่อยเกินไป

ดร. นภาพร วิจารณ์ปรีชา นำอาหารเช้ามาถวายเป็นอาหารสุขภาพเพื่อคุมน้ำตาลและลดความดันไม่ให้ขึ้นสูง อันจะเป็นอันตรายต่อแผลตาที่เพิ่งจะผ่าตัด ต่อมา คุณพิมพรรณ ภู่ปะวะโรทัย ก็มาประสานงานขอรถที่จะนำไปตึกศรีพัฒน์เพื่อเปิดตา

ขึ้นไปบน ชั้น 12 ตึกศรีพัฒน์แล้ว เจ้าหน้าที่ได้มาเปิดตาและทำความสะอาดตาเตรียมพบคุณหมอณวัฒน์เพื่อรับคำแนะนำต่อไป

คุณหมอณวัฒน์ ตรวจตาแล้วบอกว่า แผลผ่าตัดดี เลนส์เทียมที่ติดไว้ยังอยู่ดี แล้วแนะนำว่า กลางวันควรสวมแว่นตาสีน้ำตาลหรือสีดำ ซึ่งควรหาซื้อแว่นราคาถูกที่ขายโดยทั่วไป ตกกลางคืนจึงควรปิดตาด้วยผ้าก๊อซและฝาครอบตาเพื่อป้องกันการขยี้ตาต้องระมัดระวังมิให้น้ำกระเด็นเข้าตาจากการอาบน้ำ และให้คำแนะนำการปฏิบัติตนดั่งที่พยาบาลได้แนะนำไปแล้วนั่นแล

อดีตพยาบาลทั้งสาม ซึ่งดูแลสงฆ์อาพาธกันมานาน มีความเห็นว่าแม้การผ่าตัดสมัยใหม่จะทำได้อย่างรวดเร็ว แต่หากได้รับการดูแลเรื่องความดันและเบาหวานอย่างใกล้ชิด จะทำให้การผ่าตัดตาปลอดภัยจากการแทรกซ้อนใดๆ อย่างสิ้นเชิง ดร. นภาพร จึงได้นิมนต์ไปพักที่เรือนว่างใกล้ๆ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งเป็นสำนักงานทนายความและสถาปนิกของน้องชาย ดร. นภาพร ระยะนี้น้องชายของเธอพักที่อำเภอสันกำแพงกับครอบครัว จึงถวายสำนักงานที่ติดอยู่กับบ้านของพี่สาวให้พระสงฆ์อาพาธได้พักรักษาตัวเป็นการชั่วคราว โดยมี คุณวิรัตน์ ภัชรดุลย์ เป็นไวยาวัจกรดูแลอย่างใกล้ชิด

เนื่องจากผลเลือดที่ตรวจออกมา ปรากฏว่า A1C คือผลรวมของน้ำตาลสูงถึง 7.78 และความดันบางครั้งสูงถึง 157/90 ยังอยู่ในสภาวะที่ไม่ดีนัก เมื่อมาพักที่นี่แล้ว นายแพทย์เวช วิจารณ์ปรีชา บุตรชาย ดร. นภาพร วิจารณ์ปรีชา ได้ปรึกษาหารือกับมารดาว่า ควรจะได้จัดอาหารสุขภาพที่สมดุลสำหรับคนเป็นเบาหวาน รับประทานยาอย่างต่อเนื่องและเจาะเลือดปลายนิ้วดูวันละหลายเวลา คือก่อนอาหารเช้า หลังอาหารเช้า 2 ชั่วโมง ก่อนอาหารเที่ยง หลังอาหารเที่ยง 2 ชั่วโมง ก่อนอาหารเย็น คือน้ำมะเขือเทศ นมเปรี้ยวหรือนมจืด และก่อนนอน

ตลอดเวลาที่พักฟื้น คุณหมอเวชได้แวะเวียนมาตามความสะดวกทั้งเช้าและเย็น เพื่อวัดความดัน ตรวจสุขภาพทั่วไปและช่วยตรวจตารางบันทึกผลเลือดตามตารางที่คุณหมอเตรียมมาให้ด้วยความสนใจและจิตอาสายิ่ง และทุกครั้งที่คุณหมอเวชมา คุณวิภาวี ภรรยา ก็มาเยี่ยมด้วยมิได้ขาด

ส่วน ดร. นภาพร คุณพิมพรรณ คุณวารุณี คุณมาลินี คุณพิมพ์ใจ ช่วยกันเตรียมอาหารเช้า-เพล แบบอาหารสุขภาพที่ส่งเสริมการลด A1C ตลอดสัปดาห์ เป็นที่น่าอนุโมทนายิ่ง

ดร. นภาพร เล่าให้ฟังว่า นายแพทย์สมาจาร วิจารณ์ปรีชา สามีของเธอ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ แนะนำว่า ให้ใช้ผักบุ้งเป็นอาหารหลัก จะช่วยลดน้ำตาลได้ดี คือลวกผักบุ้งดื่มน้ำเสียก่อน จากนั้นจึงนำผักบุ้งที่ลวกนั้นใส่จานโรยด้วยงาดำหรืองาขาวดูสวยงาม แล้วราดด้วยน้ำมันงาแล้วจึงรับประทาน

เมนูอาหารเช้าหลักจึงเป็นอย่างนี้ ตามด้วยถั่วเขียวต้มไม่ใส่น้ำตาล ลดอาหารแป้งทุกชนิดให้น้อยที่สุด อาตมาจึงใช้สูตรลดข้าวหรือแป้งว่า ลดจากพระสงฆ์มาเป็นพระพุทธ คือพระสงฆ์จะฉันข้าว 2-3 จาน แต่พอลดมาฉันข้าวเท่ากับพระพุทธ คือจำนวนข้าวเพียงครึ่งถ้วยแกงจืด จากนั้นลดมาสู่พระภูมิ คือเป็นถ้วยเล็ก ประมาณถ้วยน้ำจิ้ม หรือนานๆรับประทานข้าวครั้งหนึ่ง

ควรหลีกเลี่ยงขนมหวานหรือผลไม้หวานได้ยิ่งดี เพราะน้ำตาลทุกชนิดล้วนสะสมกัน ทำให้ A1C สูงได้

ส่วนอาหารต่างๆ ปรุงจากผักสลับกันไปตามความเหมาะสม สิ่งที่ไม่ควรประมาทเช่นกันคือ แม้จะเป็นอาหารผักหรือสลัดก็ไม่ควรรับประทานมาก ถ้ารับประทานมากโอกาสที่น้ำตาลขึ้นสูงก็ยังคงมี ฉะนั้น นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเบาหวานจึงแนะนำดีมากว่า คนเป็นเบาหวานให้รับประทานอาหารบ่อยๆ วันละ 4-5 มื้อ แต่รับประทานมื้อละน้อยๆ แก้หิวเท่านั้น

อาหารเช้าหลักคือ ผักบุ้ง และถั่วเขียวต้มไม่ใส่น้ำตาล จะสลับเป็นลูกเดือยก็ได้ ทีมงานสุขภาพซึ่งล้วนเป็นพยาบาลผ่านการดูแลผู้ป่วยมาอย่างโชกโชน ได้จัดหลักสูตรอาหารลดเบาหวานและความดันให้อาตมา เพื่อส่งเสริมการรักษาตาที่ผ่าตัดในปัจจุบันและในอนาคต ถ้าไม่สามารถทำ A1C ให้อยู่ระดับ 5-6 ได้ โอกาสที่จะต้องผ่าตัดดูแลรักษาตาที่น้ำตาลขึ้นตาก็ต้องมีอยู่ร่ำไป

การกลับมาศึกษาและจัดอาหารที่เหมาะสมในการลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือดและน้ำตาลสะสม จึงเป็นการรักษาดวงตาที่ต้นเหตุที่ดีที่สุด

จาก วันที่ 24-29 กุมภาพันธ์ 2559 นอกจากจะนั่งทำสมาธิ ฟังสวดปาฏิโมกข์ ดูข่าวคราวช่วงระยะสั้นๆ แล้ว ยังได้เสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับแพทย์พยาบาลและผู้มีประสบการณ์ที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนไม่น้อย

นอกจากจะรักษาดวงตาตามกระบวนการที่คุณหมอและพยาบาลได้แนะนำอย่างเคร่งครัดแล้ว ยังได้ฉันอาหารสุขภาพที่มุ่งลดเบาหวานความดันอย่างจริงจังอีกด้วย

จากการเฝ้าศึกษาการขึ้นลงของระดับน้ำตาลในเส้นเลือดพบว่า ก่อนเข้านอนระดับน้ำตาลจะต่ำกว่าตอนเช้าตรู่ ก่อนอาหาร หลังอาหารเช้าและอาหารเที่ยง 2 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลในเส้นเลือดจะสูงขึ้น ก่อนอาหารเที่ยง ก่อนอาหารเย็น ระดับน้ำตาลในเส้นเลือดจะต่ำลง

วันที่ 1 มีนาคม 2559 คุณหมอณวัฒน์ นัดติดตามผลการปฏิบัติตนหลังผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่า อาหารและยาที่เหมาะสมมีผลต่อการลด A1C หรือไม่

คุณพิมพรรณ จึงประสานงานให้ทางตึกสงฆ์ทราบว่า อยากจะขอเจาะเลือด ดู A1C จะได้ไหม ทางเจ้าหน้าที่เจาะเลือดประจำตึกสงฆ์ตอบรับว่า ยินดีจะเจาะให้

ผลเลือด A1C เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 ที่ออกมา มีค่า 6.9 จากค่า A1C วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 7.78 จึงสรุปได้ว่า การรับประทานอาหารด้วยวิธีการจัดอาหารดังที่กล่าวมาข้างต้น 6 วัน สามารถทำให้ A1C ลดได้ .9

เมื่อวัดความดันที่ตึกสงฆ์ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 ผลออกมา ที่ 157/90 แต่เมื่อมาวัด ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ลดลงที่ 118/68 จากการติดตามวัดความดันมาตลอด โดยเฉลี่ย ตัวบน จะอยู่ที่ 120-130 ตัวล่าง จะอยู่ที่ 70-80

การฉันอาหารผักที่หนักไปทางจืดมีเค็มหวานผสมน้อยที่สุด สามารถลดความดันลงได้สู่ภาวะปกติที่พึงเป็น

เมื่อตรวจเลือดวัดความดันเรียบร้อยแล้ว จึงไปฉันภัตตาหารที่โรงอาหารหอพักพยาบาล โดยมี ดร. นภาพร และ คุณพิมพรรณ เป็นเจ้าภาพถวายอาหารเช้า

เมื่อฉันอาหารเช้าเสร็จแล้วจึงไปตึกศรีพัฒน์ ชั้น 12 ติดต่อรายงานตัวเตรียมเอกสารต่างๆ เจ้าหน้าที่ได้มาตรวจวัดสายตาจนกว่าคุณหมอณวัฒน์จะมาตรวจติดตามผล

เมื่อคุณหมอมาถึงห้องตรวจ เจ้าหน้าที่ได้นิมนต์เข้าไปตรวจตาทั้งซ้ายและขวาอย่างละเอียด แล้วบอกว่าเรียบร้อยดีทุกอย่าง จากนั้นจึงอธิบายวิธีปฏิบัติต่อจากนี้ไปอย่างผ่อนคลายว่า ตาสามารถถูกน้ำจากน้ำอาบหรือน้ำล้างหน้าได้ นอนกลางคืนไม่ต้องใช้ฝาครอบตา หยอดตาต่อไปจนกว่ายาหยอดตาจะหมดแล้วเลิก ยาปฏิชีวนะที่ให้ไปคราวก่อนฉันหมดแล้วก็หยุดได้ วันนี้ไม่ต้องสั่งยาเพิ่มแล้ว สามารถขยี้ตาได้เท่าที่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม ดวงตาจะแข็งแรงเต็มที่หลังจากผ่านไปประมาณ 1 เดือน การวัดสายตาประกอบแว่นสายตาอ่านหนังสือจะทำได้ดีก็เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน

ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป กลางวันสวมแว่นตากันแดดไปเรื่อยๆ กลางคืนไม่ต้องปิดฝาครอบตาอย่างที่ผ่านมา

พยายามเก็บความคำอธิบายของคุณหมอมาปฏิบัติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นเวลาอันสมควรจึงได้กล่าวคำขอบคุณและอวยพรให้คุณหมอมีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์สืบไป

เป็นอันว่างานผ่าตัดต้อกระจกตาด้านซ้ายผ่านไปได้ด้วยดี ด้วยการช่วยเหลือสนับสนุนกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ จากอุบาสกอุบาสิกาทั้งที่สามารถเอ่ยนามในที่นี้และเอ่ยนามไม่หมด ขอถือโอกาสขอบคุณรวมๆ ว่า ขอบคุณและประทับใจในไมตรีของทุกท่าน ความเมตตากรุณาที่ทุกท่านได้หยิบยื่นมาให้ในคราวครั้งนี้จะประทับใจตราตรึงไปตราบนานเท่านาน

ขอความดีงามที่ท่านทั้งหลายหยิบยื่นมาให้นี้ จงเป็นพลังย้อนกลับให้ท่านทั้งหลายปลอดทุกข์ ปลอดโศก ปลอดโรคปลอดภัย หมดทุกข์กายทุกข์ใจ อยู่เย็นเป็นสุขทุกถ้วนหน้า

ตระเวนทำบุญ

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

ตระเวนทำบุญ

หลังจากผ่าตัดต้อกระจกและได้พักฟื้นแล้วกลับมาหาหมอตามวันนัดแล้ว ได้เริ่มออกเดินสายทำบุญต่อ ที่วัดศรีโสดาและวัดหนองบัว โดยการถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณรจำนวนมากที่พักเรียนพระปริยัติธรรมกันอยู่

วัดศรีโสดา ตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ มีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษา ประมาณ 400 กว่ารูป พระภิกษุสามเณรส่วนใหญ่บวชในโครงการพระธรรมจาริกแล้วเรียนหนังสือพระปริยัติธรรมต่อ ท่านเหล่านี้ส่วนมากมาจากพื้นที่สูงในจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือของประเทศไทย

เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา อาตมาพร้อมด้วย คุณวิรัตน์ พัชรดุล และ ดร. นภาพร วิจารณ์ปรีชา ได้ไปทำบุญเลี้ยงข้าวต้มเป็นอาหารเช้าแก่พระภิกษุสามเณร การเลี้ยงอาหารเช้าแก่พระภิกษุสามเณรที่นี่ก็ทำแบบง่ายๆ คือ นำเงินจำนวน 3,000 บาท ไปบริจาคตามศรัทธาแก่ทางวัด แล้วทางวัดจะแจ้งให้แม่ครัวทราบแล้วดำเนินการต้มข้าวต้มมาวางไว้ข้างโรงฉัน พระภิกษุสามเณรรูปใดปรารถนาจะมาฉันก็มาตักไปฉันตามอัธยาศัย

พระเจ้าหน้าที่ผู้จัดการอธิบายให้ทราบถึงสาเหตุที่พระภิกษุสามเณรไม่มาฉันพร้อมกันว่า เนื่องจากพระภิกษุสามเณรแต่ละรูปต้องไปบิณฑบาตซึ่งกลับไม่พร้อมกัน ส่วนการฉันภัตตาหารเพลพระภิกษุสามเณรจะพร้อมกันเพราะไม่มีภาระไปบิณฑบาต ใครจะไปเลี้ยงภัตตาหารเพลก็สามารถติดต่อประสานงานกับพระเจ้าหน้าที่ของทางวัดได้

ส่วนตอนเพล อาตมา คุณวิรัตน์ และ ดร. นภาพร พร้อมด้วยคณะอุบาสิกาวัดอุโมงค์ ประกอบด้วยป้าแอ คุณโอ๋ และมีพระจรินทร์ อาภัสสโร และพระประสิทธิ์ วิสุทธิสาโร ร่วมเดินทางไปทำบุญที่วัดปทุมสราราม หรือ วัดหนองบัว ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

การทำบุญที่นี่เป็นการเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวและไอศกรีมแก่พระภิกษุสามเณร จำนวนประมาณ 115 รูป โดยถวายปัจจัยแก่ทางวัด จำนวน 8,100 บาท ประชาชนและคุณครูช่วยกันทำก๋วยเตี๋ยวถวายแก่พระภิกษุสามเณรที่นั่งฉันร่วมกันในศาลาฉันซึ่งเห็นแล้วนำความปลาบปลื้มมาสู่พุทธศาสนิกชนที่ไปร่วมทำบุญด้วยยิ่งนัก

เป็นอันว่าการทำบุญในเขตจังหวัดเชียงใหม่ก็หมดเพียงแค่นี้

วันที่ 3 มีนาคม คุณวิรัตน์ พัชรดุล ได้ขับรถออกจากเชียงใหม่เดินทางไปหลังสวนผ่านอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พัก 1 คืน ที่บ้านเพื่อนคุณวิรัตน์ ได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างดี บริเวณบ้านร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ฟอกอากาศได้สดชื่นนัก

ตื่นเช้า วันที่ 4 มีนาคม ฉันอาหารเช้าแล้วก็เดินทางสู่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เพื่อทำบุญทอดผ้าป่าต่อเติมอาคารเรียน โรงเรียนวัดประสาทนิกร และทำบุญรวมญาติประจำปี ที่วัดเทพวงศ์วราราม (เขาแงน) อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

เนื่องจากรถออกจากอำเภออู่ทองค่อนข้างสายแล้ว และแวะทำธุระตลอดเส้นทางจึงเดินทางถึงหลังสวน 6 โมงเย็น พักที่วัดเทพวงศ์วราราม หรือวัดเขาแงน ที่เคยอยู่มาตั้งแต่สมัยเป็นสามเณร

ตื่นเช้า วันที่ 5 มีนาคม เวลา 07.30 น. ไปฉันภัตตาหารเช้าที่บ้านคุณพรทิพย์ พุทธรัตน์ หรือคุณตู่ ได้พบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันมา 43 ปี คือคุณสุวรัตน์ ธีรวชิรานนท์ และคุณอุ่นเรือน โมรมัต ทั้ง 3 คน ดีใจกันมาก ถามความเป็นมาเป็นไปของแต่ละคนด้วยความสนใจยิ่งนัก

หลังจากสนทนาเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาด้วยความสนใจแล้ว จึงได้เดินทางไปยังโรงเรียนวัดประสาทนิกร อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร มีท่านผู้อำนวยการและคณะครูให้การต้อนรับอย่างดี มีประชาชนมาร่วมอีกรวมแล้วประมาณ 100 คน

โรงเรียนวัดประสาทนิกรนี้ เป็นโรงเรียนที่อาตมาเคยเรียนชั้นประถมปีที่ 5, 6 และ 7 ในปีการศึกษา พ.ศ. 2512-2514 และจบการศึกษาตอนต้น ปี พ.ศ. 2515

เมื่อจบการศึกษากันแล้ว เพื่อนๆ ก็ไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนสวนศรีวิทยาและที่โรงเรียนอื่นๆ ส่วนอาตมาก็บรรพชาเป็นสามเณรเรียนมาทางธรรมและครองสมณเพศช่วยงานพระพุทธศาสนาจนถึงปัจจุบันนี้

การเดินทางกลับมาโรงเรียนเก่าครั้งนี้ ได้พบเพื่อนเก่า ครูอาจารย์เก่าๆ ที่ต่างคนต่างพากันแก่ไปตามกาลเวลาที่ล่วงเลยไป ได้พบ วัชรินทร์ ศิริรัตน์ เพื่อนร่วมวงดนตรีโรงเรียน ซึ่งต่างก็เป็นนักเป่าขลุ่ย ได้พบใหม่ รัตนรินทร์เพื่อนร่วมทีมฟุตบอลของโรงเรียน ได้ระลึกถึงความหลังครั้งเป็นแบ๊คและเป็นศูนย์หน้าทีมโรงเรียนวัดประสาทนิกร โดยมี คุณครูวิรัตน์ สุขอนันต์ เป็นครูฝึกสอน ได้พูดคุยย้อนอดีตกันอย่างมีความสุขสนุกสนาน

จากการพูดคุยถึงเพื่อนๆ ที่จากกันไป ทำให้เห็นคุณค่าของโรงเรียนว่า ได้สร้างคนให้เป็นคนดีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน สมัยที่อาตมาเรียนอยู่โรงเรียนนี้ มีนักเรียนประมาณ 300 กว่าคน ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นพันกว่าคน อาคารเรียน โรงอาหารที่มีอยู่ไม่เพียงพอบรรจุนักเรียนจำนวนมาก ท่านผู้อำนวยการจึงมีโครงการขยายอาคารเรียน อาคารโรงอาหารและห้องครัวปรุงอาหาร

เนื่องจากได้รับงบประมาณมาเพียง 11 ล้านบาท แต่ราคาก่อสร้างจริงต้อง 16 ล้านบาท ที่เหลืออีก 5 ล้านบาท ประชาชนต้องช่วยกันบริจาคเพิ่มให้พอเพียง ตามหลักการงบประมาณถ้ารัฐบาลส่งเงินมาแล้ว ประมูลไปแล้วไม่มีใครมาประมูลเพราะกลัวขาดทุน จะต้องส่งเงินคืนคลัง แต่มีบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มาเจรจาว่า ขอให้ทางโรงเรียนหาซื้อวัสดุอุปกรณ์มาให้พวกเขาจะช่วยกันด้านแรงงานเพื่อให้ขาดทุนน้อยที่สุด

ด้วยเหตุนี้เองบรรดาศิษย์เก่าทั้งหลาย อันมี คุณพรทิพย์เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงได้เชิญชวนเพื่อนๆ มาช่วยกันหาเงินมาเพิ่มให้ช่างก่อสร้างที่เข้ามารับภาระขาดทุนน้อยที่สุดหรือไม่ขาดทุนก็ขึ้นอยู่กับแรงศรัทธาของประชาชน เพื่อให้ลูกหลานมีอาคารเรียน อาคารรับประทานอาหารอย่างสะดวก จะได้มีแรงกาย แรงใจ พัฒนาตนเองให้มีความรู้ ความสามารถ เพื่อไปพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้มีความมั่นคงมั่งคั่งสืบไป

ก่อนจะทอดผ้าป่า อาตมาได้กล่าวแก่ท่านที่มาทอดผ้าป่าว่า เราทอดผ้าป่าสร้างวัดก็ดี สร้างเจดีย์ก็ดีมามากแล้ว ต่อไปนี้มาช่วยกันสร้างโรงเรียนกันดีกว่า เพราะการสร้างเจดีย์มีประโยชน์เป็นเพียงศาสนวัตถุกราบไหว้บูชา แต่เคลื่อนไหวไม่ได้ เป็นการลงทุนทำความดีที่ติดอยู่กับพื้นที่ แต่ถ้าสร้างโรงเรียนเยาวชนที่เรียนหนังสือแล้วจะไปทำหน้าที่ต่างๆ ในทางสังคม ทั้งในชุมชนหรือนอกชุมชนอีกมากมาย วัดจะมีเจ้าอาวาส ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นักปกครอง นักการเมืองที่ดีล้วนสร้างจากโรงเรียนทั้งนั้น เราจะบริจาคเงินเพื่อสร้างวัตถุที่ตั้งอยู่กับที่หรือจะสร้างวัตถุที่ผลิตคนดีๆได้ให้ไปทำประโยชน์ สามารถเลือกได้ตามความปรารถนา

เมื่อบรรยายทักทายเพื่อนๆ และผู้มาร่วมงานเสร็จแล้ว จึงเริ่มพิธีทอดผ้าป่า โดยท่านผู้อำนวยการให้อาตมาเป็นประธานกล่าวคำถวายผ้าป่า โดยมีพระสงฆ์จากวัดประสาทนิกรเป็นผู้รับผ้าป่า เมื่อถวายผ้าป่าเสร็จแล้วคณะกรรมการนับบริวารผ้าป่าคือปัจจัยที่นำไปร่วมด้วย

ในส่วนของอาตมาได้ยอดปัจจัย 155,550 บาท จากการบริจาคของพุทธศาสนิกชนวัดพุทธปัญญา ชุมชนคนรักธรรม รัฐแคลิฟอร์เนียและพุทธศาสนิกชนวัดพุทธธรรม รัฐอิลลินอยล์ พุทธศาสนิกชนวัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อรวมกับเงินบริจาคที่ได้จากพุทธศาสนิกชน และเพื่อนๆ ร่วมรุ่นได้ยอดเงินผ้าป่าครั้งนี้ 302,605 บาท เพื่อจะได้ซื้ออุปกรณ์การก่อสร้างที่ขาดเหลืออยู่ให้สมบูรณ์ต่อไป

ขอเชิญชวนท่านผู้อ่านทั้งหลายที่ได้ทราบข่าวนี้อนุโมทนารับเอาส่วนบุญโดยพร้อมเพรียงกัน

เมื่อเสร็จงานผ้าป่าแล้วได้ร่วมสนทนาธรรมกันต่อไปจนถึงเย็นได้แยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความเบิกบานใจ และนัดหมายกันว่า หากสะดวกวันฉลองอาคารเรียนประมาณเดือนมิถุนายนจะได้มาร่วมบุญกันใหม่

วันที่ 6 มีนาคม อาตมาได้จัดงานทำบุญรวมญาติโดยถือเอาวันที่แม่จากไปเป็นวันทำบุญให้ญาติๆ ที่ล่วงลับไปแล้วและเป็นการรวมพี่น้องลูกหลานที่ไปทำงานตามที่ต่างๆ ให้มารวมกัน โดยการใช้การทำบุญเป็นงานประสานใจ

หลังจากพิธีสงฆ์เสร็จแล้ว มีการจับสลากรางวัลแจกของใช้ไม้สอยเล็กๆ น้อยๆ แก่ผู้มาร่วมงานเป็นที่สนุกสนานกันในระหว่างญาติมิตร

เมื่อเสร็จงานแล้ว อาตมาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยขึ้นเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติสุราษฎร์ธานี เนื่องจากอากาศร้อนมาก ประกอบกับทำงานและเดินทางหักโหมมิได้พักผ่อนติดต่อกันหลายวัน เมื่อเข้าสู่สนามบินสุราษฎร์ธานี เจอแอร์คอนดิชั่นก็จามน้ำมูกไหลไม่หยุด จนเครื่องบินลงที่สนามบินดอนเมืองน้ำมูกก็ยังไหลอยู่

แวะวัดชลประทานรังสฤษดิ์ จังหวัดนนทบุรี เพื่อซื้อหนังสือธรรมะมาฝากญาติโยมแล้วคิดว่าควรจะไปพักที่พักสงฆ์สนามบินสุวรรณภูมิดีกว่า จึงเดินทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่ 5 ทุ่ม พยายามนอนหลับไปนิดหนึ่ง ดื่มน้ำอุ่นอาการไข้ก็ไม่ดีขึ้น

รุ่งเช้า วันที่ 7 มีนาคม จึงขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา พอขึ้นเครื่องบินอาการไข้กำเริบอีก หนาวสั่นจนต้องเพิ่มผ้าทำความอุ่นร่างกายให้มากขึ้น พนักงานบนเครื่องบินนำยามาถวายพอได้ทุเลา

พอเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่นเข้าแอลเออาการไข้ร้อนสูง พยายามทำจิตให้สงบเข้าช่วยคงหลับไปพอสมควร ตื่นมาเครื่องจะลงแอลเอ อาการไข้ยังหนัก เริ่มไอและมีเสมหะ เมื่อมาถึงวัดพุทธปัญญาพบปะพุทธศาสนิกชนเล็กน้อย ก็ขอตัวนอนพักหลับไปจนถึงตี 4 ตื่นขึ้นมารู้สึกดีขึ้น จึงรีบเขียนบทความส่งมาลงหนังสือพิมพ์ในเวลาที่เฉียดฉิวกับการปิดต้นฉบับที่สุด คาดว่าส่งบทความแล้วจะได้นอนป่วยอย่างเป็นทางการต่อไป

หิมะแรกแห่งปี…

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ธรรมะจากวัด

ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

หิมะแรกแห่งปี…

แม้อาตมาจะเคยเห็นหิมะและอยู่ในเมืองที่หิมะตกหนักอย่าง เมืองแฟร์แบงค์ อลาสก้า มาแล้วหลายเดือน แต่เมื่อทราบข่าวว่าหิมะจะตก ก็อดตื่นเต้นกับข่าวไม่ได้ ตามประสาคนที่มาจากประเทศเขตร้อนที่มีโอกาสมาเจอหิมะตอนปัจฉิมวัยแล้ว

เมื่อประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา อาตมาเดินทางจากแคลิฟอร์เนียกลับวัดพุทธธรรมชิคาโก้ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึงสนามบินชิคาโกโอเฮ เวลา 13.36 น. คุณฉลาด และคุณมณฑาทิพย์ ไปคอยรับที่สนามบินเช่นเคย อุบาสกอุบาสิกาคู่นี้เป็นสารถีขับรถรับส่งพระสงฆ์ที่เดินทางไปต่างรัฐอยู่เป็นประจำ

เดินทางจากสนามบินถึงวัดพุทธธรรม เวลาประมาณ 15.00 น. พักผ่อนพอสมควร แล้วออกเดินเล่นบริเวณวัด อากาศมืดครึ้มมองขึ้นไปบนฟ้าเห็นแต่ก้อนเมฆปิดบังท้องฟ้าไว้อย่างหนาแน่น ไม่มีช่องให้เห็นท้องฟ้าเลยแม้แต่น้อย

เมื่อนั่งมาในรถโยมฉลาดและโยมมณฑาทิพย์ได้บอกสภาพอากาศว่า คืนนี้หิมะจะตก แต่ไม่ทราบว่าจะตกมากหรือน้อยเพียงใด

เมื่อเปิดเฟซบุ๊กติดตามข่าวก็มีหลายคนส่งข้อความกล่าวคำต้อนรับมาว่า ยินดีต้อนรับสู่วัดพุทธธรรมพร้อมด้วยหิมะ เนื่องจากเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่เหนื่อยพอสมควร จึงพักผ่อนก่อนทำวัตรเย็น

เวลา 19.00 น. ได้เวลาเดินทางออกไปยังอุโบสถเพื่อทำวัตรเย็น หิมะฝอยๆ โปรยปรายลงมาด้วยความอ่อนโยนสวยงามมาก อาตมาเดินรับหิมะฝอยๆ จากกุฏิถึงอาคารหน้าวัด ระยะทางหลายร้อยเมตร หิมะตกลงมาติดผ้าขาวไปหมดทั้งตัว รีบขอให้พระมหาฐปกรณ์ถ่ายภาพไว้ แต่พอโผล่เข้าไปในตัวอาคารที่อุณหภูมิสูงกว่าข้างนอก ก็ละลายเป็นน้ำหมดไปด้วยความรวดเร็ว

เดินออกมาใหม่อีกครั้งพร้อมช่างภาพ รับหิมะฝอยๆ ที่เทลงมาแรงขึ้นกว่าเดิม พยายามถ่ายภาพให้เห็นหิมะที่ติดตามจีวรก็ไม่ค่อยชัดนัก เลยขึ้นไปบนอุโบสถ ทำวัตรเย็น ทำสมาธิพร้อมกับพระทั้งวัด แล้วเดินลงมาเห็นหิมะตกปกคลุมสนามหญ้าหมดแล้ว ถนนที่เดินกลับกุฏิปกคลุมด้วยหิมะนิ่มๆ หิมะยังคงลงมาอย่างหนาแน่นไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ ตามปกติในวันที่ไม่มีหิมะตก ทั่วบริเวณวัดจะมืดไปหมด ตั้งแต่เวลาประมาณ 5 โมงเย็น แต่เมื่อหิมะตกแสงเงินแห่งหิมะกลับฉายแสงเงินให้บริเวณที่เคยมืดจนต้องใช้ไฟฉายส่องทาง สว่างไสวเดินทางผ่านได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฉายส่องทางแต่อย่างใด

กลับกุฏิหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ฮีตเตอร์ปรับอุณหภูมิให้โดยอัตโนมัติ อากาศไม่หนาวนัก ห่มผ้านวมหนาๆ พอทำให้อุ่นจนไม่รู้สึกหนาวเหน็บ

ตื่นมาด้วยความสดชื่น ทบทวนปาฏิโมกข์จนจบแล้วออกเดินทางฝ่าหิมะที่ลงหนาถึงหน้าแข้งมาสวดมนต์ที่อุโบสถ ขณะที่เดินมานั้นต้องใช้ร่มกาง เพราะหิมะลงจัดมากกว่าตอนเย็น

ทำวัตรเช้าเสร็จแล้ว หิมะยังคงตกลงอย่างหนัก ฉันเช้าแล้วกลับกุฏิฟังธรรมจนถึง 10 โมงเช้า รถมารับไปฉันเพลที่บ้านคุณสุจิตรา สุรวิบูลย์ชัย ในโอกาสทำบุญอุทิศให้ คุณสุกิจ สุรวิบูลย์ชัย นั่งรถไปหิมะยังคงตกลงไม่ขาดสาย บริเวณบ้าน สวนหรือต้นไม้ที่ผ่าน เห็นแต่หิมะปกคลุมเต็มไปหมด

ฉันเพลเสร็จแล้วเจ้าภาพและแขกที่สนใจธรรมะหลายๆ คนชวนสนทนาธรรมที่น่าสนใจหลายเรื่อง จนกระทั่งพิจารณาเห็นว่า เป็นเวลาพอสมควรจึงเดินทางกลับวัด

หิมะยังคงโปรยปรายไม่หยุด จนกระทั่งเย็นหิมะจึงหยุดขาดสาย คนที่อยู่ชิคาโก้นานๆ คุ้นเคยกับการบริหารจัดการหิมะมาคนละหลายปี รู้ว่าควรจะจัดการหิมะอย่างไรตอนไหน

คุณสันทนา คงใหญ่ จึงเรียกรถเกรดหิมะมาให้เกรดหิมะที่กลบถนนออกไปกองไว้ ใช้เกลือโรยบนถนนให้หิมะที่เหลืออยู่ละลาย เพื่อจะมีพื้นที่ถนนสำหรับรถวิ่งและคนเดินสัญจรไปมาได้สะดวก

เนื่องจากเช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ จะมีคนมาทำบุญที่วัดกันเป็นจำนวนมากกว่าปกติ จึงต้องรีบจัดการหิมะให้เป็นที่เป็นทางให้รถของท่านสาธุชนวิ่งได้สะดวกไม่มีอันตราย

เช้าวันรุ่งขึ้น หิมะหยุดตกเด็ดขาด หลังทำวัตรเช้าแสงเงินแสงทองสาดส่องไปทั่วบริเวณ กระทบหิมะที่เป็นสีเงินยวงสะท้อนแสงสวยงามน่าดู

ท้องฟ้าที่เคยปิดสนิทตั้งแต่วันศุกร์ เปิดกว้างอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ มองเห็นฟ้าสีครามสดใสไร้เมฆบัง เปรียบเหมือนใจที่ไม่มีกิเลสคราใด ก็กลายเป็นสดใสครานั้น

บนพื้นคอนกรีตที่รถมิได้เกรดถึง หิมะกลายเป็นน้ำแข็ง เวลานี้จะหนาวมากกว่าเวลาที่หิมะกำลังตก เพราะขณะนี้เท่ากับได้นำน้ำแข็งมากองไว้หรือกำลังเดินในตู้เย็นที่จุดเยือกแข็ง

อุณหภูมิภายนอกทั่วไป -10 องศาเซลเซียส อากาศหนาวกว่าวันที่หิมะกำลังตก เวลาเดินผ่านน้ำแข็งต้องเดินด้วยความระมัดระวังมาก เพราะจะลื่นล้มได้ง่าย จึงต้องเตรียมรองเท้าที่กันความลื่นอันเหมาะสำหรับเดินบนหิมะ ทั้งที่กำลังตกและหลังจากหิมะตกแล้ว ใครเป็นคนใหม่เพิ่งใช้ชีวิตในท้องที่หิมะตกจัด ต้องเตรียมอุปกรณ์การเดินและเครื่องกันหนาวที่ตัว ที่ทำงาน ในรถและในบ้านให้พร้อม จะสามารถฝ่าความหนาวที่รุนแรงได้อย่างปลอดภัย คำอำลาที่มักจะอวยพรให้กันในฤดูนี้ มีว่า Stay warm. แปลว่า ขอให้อยู่อย่างอบอุ่นนะ แต่ถ้าเป็นคนเขตร้อน มักอวยพรว่า อยู่เย็นเป็นสุขนะ ตามสถานการณ์แห่งภูมิอากาศนั่นแล

พระพุทธศาสนา ในประเทศไทย

Published July 18, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

พระพุทธศาสนา ในประเทศไทย

ตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา ข่าวคราวเรื่องพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์มีมาอย่างต่อเนื่อง ข่าวเด่นที่ได้มีโอกาสออกสื่อหรือเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนอย่างมากคือ ข่าวความเคลื่อนไหวของชาวพุทธระดับแนวหน้าของเมืองไทยที่มีความรู้ด้านพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี หลายท่านเคยบวชเรียนมาก่อน แม้ท่านที่ไม่เคยบวชเรียนมาก็เป็นผู้สนใจพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง เป็นอุบาสกอุบาสิการะดับแนวหน้า ที่ออกมาเรียกร้องให้บรรจุพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

น่าชื่นชมความพยายามของอุบาสกอุบาสิกาเหล่านี้ที่มีความปรารถนาดีที่จะยกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนาให้โดดเด่นเป็นหลักเป็นแกนของประเทศตามองค์ประกอบแห่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างครบถ้วน

เรื่องของชาติและพระมหากษัตริย์ได้บัญญัติไว้แล้วในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ โดยใช้ข้อความเดิมจากรัฐธรรมนูญเก่าๆ ได้เลย ไม่ต้องมีใครต้องเรียกร้อง

เรื่องการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มีการเรียกร้องเคลื่อนไหวทุกครั้งที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากการแต่งตั้ง ไม่เคยยอมรับที่จะเขียนบทบัญญัตินี้ไว้ในรัฐธรรมนูญเลย

ข้ออ้างข้างๆ คูๆ ของท่านกรรมการร่างหรือประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแต่ละท่านล้วนฟังไม่ขึ้น แต่ต้องยอมรับฟังเพราะประชาชนไม่มีอำนาจใดที่จะทัดทานท่านผู้มีอำนาจ นอกจากฟังๆๆๆ

สมัยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยก็อ้างว่า หากบรรจุ คำว่า พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ คนในชาติจะขัดแย้งกัน จะรบราฆ่าฟันกัน จนเลือดท่วมท้องช้าง ท่านพูดเสียน่ากลัว

หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนั้นประกาศใช้ เลือดไม่ท่วมท้องช้าง แต่ผู้ก่อการร้ายก็ยังฆ่าประชาชน พระสงฆ์ ครู ทหาร ตำรวจ ผู้พิพากษา เลือดนองท่วมท้องถนน คงจะได้เห็นในข่าวไปแล้ว

ความจริงก็คือว่า แม้ไม่ได้มีบทบัญญัติว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ การรบราฆ่าฟันก็มิได้ลดลงกลับเพิ่มมากขึ้นทุกปี น่าจะลองบัญญัติไว้ดูสักครั้งเผื่อการรบราฆ่าฟันจะได้เบาบางลง เพราะคนที่ฆ่าพระสงฆ์หรือพุทธบริษัทนอกจากจะผิดกฎหมายอาญาแล้ว ยังต้องผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย ก็จะทำให้คนที่ชอบฆ่าคนอื่นง่ายๆ ได้ยับยั้งชั่งใจบ้าง

แต่น่าเสียดายว่า การบัญญัติ คำว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติจะเกิดขึ้นอีกไม่ได้ เพราะท่านประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแถลงได้อย่างน่าขนพองสยองเกล้าว่า หากบัญญัติพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติแล้วจะเป็นอันตรายในระยะยาว

เป็นเรื่องแปลกเหมือนกันว่า ท่านประธานและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต่างล้วนเป็นพุทธศาสนิกชนเหมือนกัน แต่กลับมองว่าพระพุทธศาสนาเป็นอันตรายระยะยาว ไม่ทราบเหตุผลกลใดว่า จะเป็นอันตรายอย่างไร เพราะคำสอนของพระพุทธศาสนาขั้นพื้นฐานที่สอนว่า

…ตั้งใจงดเว้นจากการฆ่าสัตว์

ตั้งใจแผ่เมตตาให้สัตว์ทั้งหลายได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ตั้งใจงดเว้นจากการลักทรัพย์

ตั้งใจที่จะประกอบอาชีพที่สุจริต

ตั้งใจงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม

ตั้งใจที่จะรักและซื่อสัตย์ต่อกันระหว่างสามีและภรรยา

ตั้งใจงดเว้นจากการพูดเท็จ

ตั้งใจพูดแต่ความซื่อสัตย์

ตั้งใจงดเว้นจากการดื่มสุราและเมรัย

ตั้งใจภาวนาให้สติสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไป

คำสอนแบบนี้หรือ ที่จะทำให้ศาสนิกรบราฆ่าฟันกันจนเลือดท่วมท้องช้าง

คำสอนแบบนี้หรือ ที่จะเป็นอันตรายระยะยาว…

เมื่อท่านคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ที่เป็นพุทธศาสนิกชนไม่เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา แต่กลับเห็นไปว่า ถ้าบัญญัติพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญจะก่อให้เกิดอันตรายในระยะยาว

ความเห็นของท่านผู้มีเกียรติเหล่านั้น เป็นความเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เมื่อท่านเหล่านี้เป็นผู้มาร่างรัฐธรรมนูญ อันเป็นกติกาสูงสุดในการปกครองประเทศ ร่างอยู่บนพื้นฐานแห่งภยาคติ คือลำเอียงเพราะกลัว และบวกโมหาคติลำเอียงเพราะไม่รู้ รัฐธรรมนูญที่จะประกาศใช้ก็ไม่สมประกอบ บูดๆ เบี้ยวๆๆ ไม่นานก็มีคณะผู้ฉีกรัฐธรรมนูญคณะต่อไปมาฉีกทิ้งออก และร่างกันใหม่ วนไปเวียนมาในวัฏสงสารอย่างยาวนาน

น่าจะลองบัญญัติว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญดูสักครั้ง เพื่อเป็นสิ่งปกป้องคุ้มครองการฉีก ก็อาจจะเป็นได้ ไหนๆ จะมโนกันทั้งที ก็ควรจะมโนให้สวยงามหน่อย ไม่ควรจะมโนเห็นเลือด หรืออันตรายใดๆๆ เพราะในประวัติศาสตร์โลกชาวพุทธไม่เคยไปรุกรานใครเลย ไม่ได้แสดงอาการโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ใดๆ ให้ปรากฏ หากบัญญัติไว้ก็จะเป็นการจารึกความดีงามลงในรัฐธรรมนูญของชาติและประวัติอันสวยงามของผู้ร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ท่านอุบาสกอุบาสิกาที่เคลื่อนไหวก็ไม่ได้อะไร นอกจากความภูมิใจที่ร่วมกันทำความดีฝากไว้ในแผ่นดินเท่านั้น

หากมองจากสายตาพระสงฆ์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ก็มองว่า มาถึงจุดนี้พระสงฆ์ไม่ควรเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องการบัญญัติพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญอีก เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเปรียบเหมือนคนตักบาตร

การบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ เปรียบเหมือนสังฆทานหรือของตักบาตร

เมื่อพระสงฆ์ไปยืนขอแล้วเขาไม่ให้ พระสงฆ์ควรต้องถอยออกมา ตามวิธีการบิณฑบาตทั่วๆ ไป นั่นเอง

ส่วนว่าถ้าอุบาสกอุบาสิกาคนใดยังมีศรัทธาที่จะบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ก็เคลื่อนไหวในฐานะพลเมืองตามสิทธิ์ที่จะพึงกระทำได้ ไม่กดดันรัฐบาลหรือไม่ใช้ความรุนแรงแต่ประการใด หากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคิดเห็นคล้อยตาม อาจจะใส่ข้อความดังกล่าวให้ได้

การเคลื่อนไหวของอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายเป็นสิทธิ์ที่จะทำได้ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ที่สำคัญต้องเคลื่อนไหวด้วยความสงบและสุภาพตามวิถีพุทธ

เรื่องในวงการพุทธศาสนาอีกเรื่องหนึ่ง ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในประเทศไทยคือ เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช รูปที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อันส่งสัญญาณว่าจะไม่ราบรื่นเหมือนที่เคยเป็นมา

สิ่งที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่รักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องตระหนักคือ เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะก็ตาม การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชก็ตาม เป็นเรื่องพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง

กฎหมายที่จะต้องปฏิบัติตามในเรื่องนี้ ก็ปฏิบัติได้ง่าย ไม่สลับซับซ้อนอะไร เป็นความสัมพันธ์อันสวยงามระหว่างสถาบันพระพุทธศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีมาช้านานตราบเท่าวันนี้

ขอให้พุทธบริษัทใช้วิจารณญาณอย่างลึกล้ำ ไม่ควรเคลื่อนไหวใดๆ ที่อาจจะเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ควรให้ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองแห่งกฎหมายที่ถวายพระราชอำนาจไว้แล้ว

ท่านนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเสมอว่า ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช รูปที่ 20 นี้ก็เช่นกัน หากเดินตามครรลองแห่งกฎหมาย ทุกอย่างสามารถยุติได้อย่างสวยงาม

ดูเหมือนว่า กุญแจดอกสำคัญที่จะไขสู่ความสงบสวยงามมี 2 ดอก คือ

1. ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

2.ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล ที่จะต้องประสานกันใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพ ถูกต้องดีงามโดยเร็ว

ต้องตั้งสติกันดีๆ งานนี้ไม่มีความขัดแย้งในวงการคณะสงฆ์ ไม่มีความขัดแย้งของพุทธบริษัทใดๆ มีแต่ชาวพุทธบางท่านที่เห็นต่างตามความเชื่อถือของตนเท่านั้น ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่จะมีปรากฏการณ์เหล่านี้ในสังคมประชาธิปไตยทั่วไป

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความเคลื่อนไหวต่างๆ อันเป็นเหตุให้วงการคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาไทยกระเพื่อมจะสงบลงโดยเร็ววัน ขอเพียงทุกท่านใช้สติดำริไตร่ตรองให้ลึกซึ้งก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ ที่เห็นว่า ถูกต้องชอบธรรมเป็นประโยชน์ตนและผู้อื่น ทั้งระยะสั้นและระยะยาวสืบไป

บันทึกไว้ เมื่อวัย 57 ปี

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

ธรรมะจากวัด

บันทึกไว้ เมื่อวัย 57 ปี

อาตมา เกิดเมื่อ วันที่ 2 มกราคม 2502 ณ บ้านเขาม่วง ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เป็นบุตรคนสุดท้องของ นายจ่าง นางเขียน คงจินดา เมื่อกงล้อแห่งกาละหมุนมาในวันที่ 2 มกราคม 2559 อาตมาจึงมีอายุ 57 ปีเต็ม และกำลังเดินหน้าสู่อายุ 58 ปี ต่อไป

นับว่า อาตมาย่างเข้าสู่วัยผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว มีเพื่อนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่แต่งงานตั้งแต่วัยหนุ่มสาวมาถึงวันนี้มีลูกมีหลานผ่านการเป็นพ่อ แม่ และปู่ ย่า ตา ยายแล้ว ส่วนอาตมาไม่มีครอบครัว มีคนเรียกขานตามวัยว่า หลวงปู่ หลวงตา หลวงอา หลวงน้า หลวงลุง ตามความรู้สึกสนิทสนมว่า จะเรียกกันอย่างไรดี เป็นการเรียกขานจากใจบวกวัยที่กำลังชรา

ความรู้สึกกับวันเวลาที่ผ่านไป อาตมารู้สึกว่า วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่วัยต้นจนกระทั่งบัดนี้ เพราะตั้งแต่เล็กจนโต ชีวิตมักอยู่กับการเรียนและการงานอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อบวชแล้วสอนตนเองเสมอๆ ว่า จงปฏิบัติตนให้คุ้มค่าข้าวสุกที่ชาวบ้านเลี้ยงดู จึงไม่พอใจในความเกียจคร้านมากนัก

หลายปีมาแล้วเคยฟังคำบรรยายธรรมของหลวงพ่อพุทธทาสในวันล้ออายุที่ว่า ในวันเกิดท่านงดรับประทานอาหาร 1 วัน เพื่อระลึกถึงพระคุณแม่ การที่แม่มิได้รับประทานอะไรในวันที่ให้กำเนิดลูกคงนอนซมด้วยความเจ็บปวด และลูกเองที่เพิ่งคลอดออกมาก็มิได้รับประทานอะไร นอกจากดื่มนมแม่แล้วนอนหลับตื่นขึ้นมาก็ดื่มนมแม่แล้วหลับอีก

ด้วยความประทับใจในความคิดอันแหลมคมของท่านนี้ จึงได้งดรับประทานอาหาร 1 วัน มาเป็นเวลาหลายปี กิจกรรมที่ทำมาตลอดคือ ดื่มนมจืดๆ เวลาที่รู้สึกหิวมาก รวมแล้วดื่มนมทั้งวัน ประมาณ 3 แก้ว หากง่วงก็หลับตื่นขึ้นมาก็ฟังธรรมต่อ หรือนั่งสมาธิ เป็นการบำเพ็ญกุศลกันแบบตรงๆ

แต่ปีนี้เนื่องจากต้องเดินทางแรมคืน ในคืน วันที่ 1-2 มกราคม 2559 คือ ออกเดินทางจากวัดพุทธปัญญาที่แคลิฟอร์เนียเวลา 3 ทุ่มกว่า ของวันที่ 1 แล้วมาต่อเครื่องบินไปวัดพุทธธรรม ชิคาโก้ วันที่ 2 เวลา 01.35 น. คือต้องเดินทาง 2 วันเต็ม เครื่องบินจอดสนามบินนานาชาติโอแฮ เวลา 05.68 น. คุณฉลาด บันลือภพ ไปรับที่สนามบิน แล้วถวายนมจืดไร้ไขมัน 1 แกลลอน

เมื่อกลับถึงกุฏิวัดพุทธธรรม คุณฉลาดอุ่นนมถวายและสนทนาธรรมกันไปจนสายๆ ดร. วิสัน มาเยี่ยมสนทนาธรรมต่อจนถึง 12.00 น. ทั้งคุณฉลาด และ ดร. วิสัน จึงลากลับ

เนื่องจากความเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียกับการเดินทางที่ยาวไกลไม่ได้หลับได้นอน จึงรู้สึกง่วงนอนและหลับไปจนถึง 2 ทุ่ม จึงตื่นขึ้นมา ดื่มนมอีก 1 แก้ว แล้วหลับต่อไปจนสว่าง

ตื่นเช้าขึ้นมาจึงคิดได้ว่า วันเกิดปีนี้ จัดวันเกิดได้คล้ายวันแรกเกิดจริงๆ เพราะดื่มนมแล้วหลับยาวนาน ตื่นขึ้นมาดื่มนมแล้วหลับต่ออีก

ข้อคิดที่ได้จากใจคือ ชอบพุทธภาษิตที่ว่า สติ สัพพัตถะ ปัตถิยา แปลว่า สติจำปรารถนาในที่ทั้งปวง ทั้งนี้ เนื่องจากเวลาที่ทำงานท่ามกลางความขัดแย้งสูง บางคราวขาดสติมักลุแก่โทสะ แสดงท่าทางและคำพูดที่น่าเกลียดมากๆๆ ออกมา แม้จะไม่กี่ครั้งในรอบปี แต่ต้องระมัดระวังที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังพระพุทธพจน์ในมงคลสูตรที่ว่า อัปปมาโท จะ ธัมเมสุ เอตัมมังคลมุตตมัง แปลว่า ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลายเป็นมงคลอันสูงสุด

ความไม่ประมาทคือ การมีสติ กำกับทุกความเคลื่อนไหว ในการทำ การพูด และการคิด ยิ่งมีสติทุกครั้งทุกที่ยิ่งดีนัก เวลาที่จะต้องเผชิญกับบุคคลที่รักหรือชัง ต้องตั้งสติประดุจว่ากำลังเจริญอานาปานสติ หรือกำลังเดินจงกรมขั้นละเอียดสุดอันก่อให้เกิดจิตอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างแท้จริง

ทุกคำพูดกลั่นกรองเสียก่อนจะปล่อยออกไป เมื่อปล่อยออกไปแล้วอย่าได้กระทบใครหรือเบียดเบียนใครให้ต้องเป็นทุกข์เลย ความคิดใดที่คิดทางให้ใครเดือดร้อนเจ็บปวดพึงหยุดเสีย ไม่แสดงท่าทางที่บ่งบอกถึงความพอใจและไม่พึงพอใจแก่ใครๆ พึงวางตนตามปกติตามธรรมชาติที่มีสติคอยติดตามอย่างใกล้ชิด

เพิ่มการฝึกสติอย่างเป็นรูปแบบและในวิถีชีวิตให้มากขึ้น มีปฏิสัมพันธ์กับคนทั่วไปด้วยเมตตาและมิตรภาพ มีความกล้าหาญในการให้อภัยและขอโทษ

ประสบการณ์จากการเจริญสติมากๆๆ ทำให้ปัญญา การหาทางออกจากปัญหาต่างๆ เกิดเร็วขึ้น ทางออกแต่ละทางที่คิดออกมาล้วนเป็นทางออกแบบสันติแบบไม่มีตัวตน

ทั้งนี้ทั้งนั้น การพบทางออกจากปัญหาที่ดีๆ ล้วนมาจากการสะสมสติ ทั้งที่เป็นรูปแบบ เช่น การเจริญสมาธิภาวนาและการใช้สติยามต้องเผชิญกับอารมณ์ชอบชัง

จิตที่เป็นอิสระจากความชอบชังชนิดฝังใจย่อมเป็นจิตที่เบาสบายสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีสติสัมปชัญญะ ถอนความชอบชังในโลกเสียได้ อยู่ปกติสุข

อายุมากขึ้น ต้องเจริญสติมากขึ้น เพราะประสบการณ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันเป็นเหตุปัจจัยให้ปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ ได้มากขึ้น

การใช้สติสำรวมระวัง เวลา ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ อย่างจริงก็ยังไม่เพียงพอ ต้องระวังจิตเวลารับธรรมารมณ์ที่น้อมนึกขึ้นมาหรือปรุงแต่งจนกลายเป็นสิ่งบีบคั้นใจให้เครียดเอง ทั้งๆ ไม่มีอะไรมากระทบกระทั่ง นอนหลับตาห่มผ้าอยู่บนเตียงที่แสนสบายหากจิตรับธรรมารมณ์แล้วปรุงแต่ง จะหาความสบายมิได้เลย

การใช้สติคอยระวังเวลาใจรับธรรมารมณ์จึงเป็นเวลาหรือขณะที่สำคัญที่สุดที่จะออกผลมาว่า เป็นทุกข์หรือไม่ทุกข์

สติและปัญญา ที่เกิดจากภาวนาจะเป็นยานพาหนะให้ผู้สูงอายุเดินก้าวผ่านวัยทองได้อย่างสงบ ไม่มีพิษมีภัยกับใคร แต่จักกลายเป็นคนมีบุคลิกภาพดีสำหรับทุกคนที่ได้พบและคบหาสมาคมด้วย

การสวดมนต์บทต่างๆ และการทำวัตรเช้า-เย็น เป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุควรทำยิ่ง เพราะเป็นกระบวนการเจริญสติและปลุกสมองให้ตื่นอย่างดีเยี่ยม จะทำให้จิตผ่องใส สุขสบาย ความจำดี ไม่เลอะเลือน

การสนทนาธรรมที่บริสุทธิ์ไม่กระทบกระทั่งใคร จะเป็นพลังเสริมให้จิตใจมีพลังอันบริสุทธิ์อีกทางหนึ่ง เช่น สนทนาหรือพิจารณากันเรื่องสมาธิภาวนา การเจริญอริยมรรคมีองค์แปด จะช่วยให้จิตใจสดชื่นเบิกบาน สนุกสนานกับการขบคิดได้มาก

บันทึกปีนี้คงมีแค่นี้ เพราะคิดได้แค่นี้ เขียนตามที่ใจสั่งมา แบ่งปันให้มิตรสหายทั้งหลายที่อ่านบทความเป็นประจำหรือเพิ่งจะพบได้ทราบว่า ผู้สูงวัยคนหนึ่งเมื่ออายุมากขึ้นมีความคิดอย่างไร เป็นเพียงความคิดของคนๆ หนึ่งจากมุมหนึ่งและการดำเนินชีวิตอีกแบบหนึ่ง

ขออวยพรให้เพื่อนผู้สูงอายุทั้งหลาย ก้าวผ่านพ้นวัยทองเข้าสู่วัยธรรมอย่างสงบสุขทุกท่านทุกคนเทอญ

การฝึกจิต

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

ธรรมะจากวัด

ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

การฝึกจิต

พระพุทธเจ้าตรัสว่า การฝึกจิตเป็นความดี ตามปกติเมื่อไม่มีการกระทบระหว่างอายตนะภายในและอายตนะภายนอก จิตจะปกติและสงบเย็นอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อมีการกระทบระหว่างอายตนะภายนอกและอายตนะภายใน จิตที่ยังไม่ได้ฝึกดีแล้วย่อมหวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่มากระทบเสมอ จึงจำเป็นต้องฝึกจิตไว้ตั้งรับอารมณ์ที่มากระทบเพื่อจะได้รักษาความเป็นปกติแห่งจิตไว้ได้

อารมณ์ที่มากระทบแล้วจิตไหวตามได้คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อาการไหวของจิตจะไหวไปสองทางคือ ทางพอใจและไม่พอใจชอบหรือชัง เมื่อจิตไหวไปแล้วจะเสียความปกติและความสงบที่เคยมีมา พระพุทธเจ้าตรัสว่า เธอจงตามรักษาจิตเถิด

การฝึกจิตคือ การตามรักษาจิตให้ปกติและสงบอยู่เสมอ หรือรักษาจิตมิให้ไหวในเวลาที่อารมณ์มากระทบ แต่ปล่อยให้ทำหน้าที่ไปตามธรรมชาติ

สิ่งที่ช่วยให้การรักษาจิตดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพคือ การสำรวมหรือระวัง ดั่งพระพุทธพจน์ว่า ผู้ใดจักระวังจิตผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร บ่วงมารคือ ความยินดีหรือยินร้ายที่เกิดจากการกระทบอารมณ์ด้วยความเผลอ ถ้าไม่เผลอกระทบแล้วผ่านไป บ่วงมารก็หลุดไปด้วย

ธรรมะสำคัญที่เป็นพื้นฐานแห่งการฝึกจิตคือ สติ ได้แก่ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและไม่เผอเรอ หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงเรื่องการฝึกจิตต้องมีสติประกอบเสมอขาดมิได้เลย เช่น อานาปานสติ และสติปัฏฐาน ล้วนต้องการสติคอยรักษาจิตทุกเวลานาที หรือทุกลมหายใจ

ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

สติคอยบอก ว่ารู้ตื่นเบิกบาน

ฝึกแล้วฝึกอีก ฝึกจนชำนาญ

รู้ตื่นเบิกบาน ทุกลมหายใจ

การฝึกสมาธิ โดยการเฝ้าตามดู ตามรู้ และตามเห็น ลมหายใจออกเข้า จึงเป็นการฝึกสมาธิ ที่เป็นสากล เป็นธรรมชาติ ทุกคนไม่จำกัด ชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม สามารถปฏิบัติได้อย่างเท่าเทียมกัน เพราะทุกคนมีลมหายใจเหมือนๆ กัน

วิธีปฏิบัติ ก็ไม่สลับซับซ้อนแต่ประการใด เพียงหาที่นั่งที่สงบจากความพลุกพล่าน ที่ใดที่หนึ่ง จากนั้นก็นั่งให้สบาย แล้ววางสติกำหนดรู้ที่ลมหายใจออกเข้า หรือพูดง่ายๆ ว่า หยุดคิดเรื่องอื่นชั่วคราว คิดอยู่เฉพาะลมหายใจออกเข้า ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า เวลาหายใจเข้าก็รู้ ว่ากำลังหายใจเข้า เวลาหายใจออกก็รู้อยู่ว่ากำลังหายใจออก เวลาหายใจออกยาวก็รู้ว่า กำลังหายใจออกยาว เวลาหายใจเข้ายาวก็รู้สึกตัวว่าหายใจเข้ายาว

คำว่า รู้สึกตัว คงจะเข้าใจได้ง่าย ถ้ายังไม่หลับก็ยังรู้สึกตัวทั่วพร้อม แต่ถ้าหลับจะไม่รู้สึกตัว การนั่งสมาธิจึงมิใช่การนั่งหลับ แต่การนั่งสมาธิ เป็นการนั่งรู้สึกตัวทั่วพร้อม

หัวใจสำคัญของการนั่งสมาธิอยู่ที่ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

การวางความคิดที่ลมหายใจ คือรู้ถึงลมหายใจตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อม ลีลาแห่งลมหายใจแต่ละขณะเป็นเช่นไร ย่อมรู้เช่นนั้น การรู้นี้ไม่ต้องจดจำมาจากที่ไหน รู้ด้วยประสบการณ์ตรงเลย จะพบลีลา ความเคลื่อนไหว หยาบบ้างละเอียดบ้างไปตามลำดับ

แต่ที่ผู้ฝึกสมาธิพบคล้ายๆ กัน ยิ่งฝึกนานลมหายใจยิ่งละเอียด เวลาที่ลมหายใจละเอียด รู้สึกได้ถึงความสงบเยือกเย็นทั้งในส่วนกายและใจได้อย่างชัดเจน การทำสมาธิทำให้ใจสงบและกายก็จะสงบตามด้วยเพราะลมหายใจเกี่ยวเนื่องด้วยกายมีอิทธิพลต่อความสงบหรือความวุ่นวายฝ่ายกายด้วย

การฝึกสมาธิจนลมหายใจสงบและละเอียดอย่างรวดเร็ว นับเป็นวิธีพักผ่อนอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่นฟื้นพลังงานต่างๆ ที่สูญเสียไปจากการตรากตรำทำงานหนักให้คืนมาอย่างรวดเร็ว

ความสดชื่นที่ได้จากการทำสมาธิจะได้ทั้งกายและใจพร้อมๆ กันไป ในขณะนั้นกล่าวได้ว่าเป็นขณะที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี

การฝึกจิต เป็นการทำความดีชนิดหนึ่งที่ลงทุนเงินทองทรัพย์สินน้อย แต่ได้ประโยชน์มากมายมหาศาล ดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า การฝึกจิตเป็นความดีนั่นแล

%d bloggers like this: