ท่องโลกเกษตร

All posts tagged ท่องโลกเกษตร

ลุยสวนมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว แวะชิมส้มโอพันธุ์ดีที่ ‘แม่กลอง’

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160327/224748.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2559
ลุยสวนมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว แวะชิมส้มโอพันธุ์ดีที่ 'แม่กลอง'

ท่องโลกเกษตร : ลุยสวนมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว แวะชิมส้มโอพันธุ์ดีที่ ‘แม่กลอง’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                    นโยบายเกษตรแปลงใหญ่และการส่งเสริมปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปีนี้เริ่มปรากฏผลอย่างเป็นรูปธรรมแล้วในหลายจังหวัดภาคกลางและภาคตะวันตก ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร หลังทุกฝ่ายให้การสนับสนุนช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทำให้เกษตรกรเริ่มมีรายได้เข้ามา โดยไม่ต้องกังวลปัญหาภัยแล้งอีกต่อไป
                    “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ตามคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตร ภายใต้การนำของ ชาตรี บุญนาค ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ราชบุรี นำคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางลงพื้นที่ดูความคืบหน้าการดำเนินงานเกษตรแปลงใหญ่และมาตรการแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยปลูกพืชใช้น้ำน้อยตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่รับผิดชอบประกอบไปด้วยสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และนครปฐม
                    บ่ายโมงตรงทุกคนพร้อมกันที่จุดนัดหมายภายในกรมส่งเสริมการเกษตร ถนนพหลโยธิน จากนั้นมุ่งหน้าสู่ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เพื่อเยี่ยมชมกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอมของบริษัท เค เฟรช จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายมะพร้าวน้ำหอมและทันทีที่คณะเดินทางไปถึงเข้ารับฟังบรรยายสรุปจาก ชาตรี บุญนาค ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ราชบุรี พูดถึงภาพรวมการส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่รับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคกลางและภาคตะวันตก ประกอบด้วย จ.สมุทรสาคร (มะพร้าวน้ำหอม) สมุทรสงคราม (ส้มโอขาวใหญ่) นครปฐม (ข้าว) กาญจนบุรี (มันสำปะหลัง) ราชบุรี (สับปะรดบ้านคา) เพชรบุรี (ข้าว) สุพรรณบุรี (ข้าว) และประจวบคีรีขันธ์ (สับปะรด) โดยมีการรวมกลุ่มเพื่อง่ายต่อการบริหารจัดการผลผลิตและมีเกษตรกรอำเภอในพื้นที่เป็นผู้จัดการแปลง ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จพอสมควรหลังได้ดำเนินการมากว่าขวบปี
                    “แปลงใหญ่สมุทรสาครจะทำเรื่องมะพร้าวน้ำหอมเพราะที่นี่ปลูกกันเยอะ ส่วนสมุทรสงครามเป็นส้มโอขาวใหญ่ พืชทั้งสองอย่างไม่มีปัญหาเรื่องการตลาด แต่จะทำอย่างไรให้มีผลผลิตเพิ่มในพื้นที่จำกัดและไม่ให้มีปัญหาโรคและแมลงรบกวน โดยเฉพาะการระบาดของหนอนหัวดำในมะพร้าว ที่ผ่านมาเราจะสนับสนุนให้เกษตรกรแก้ปัญหาโดยการปล่อยแตนเบียนบราคอนทำลายหนอนหัวดำ ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร ส่วนผลผลิตเกือบทั้งหมดก็จะส่งโรงงานเค เฟรช ก็เป็นหนึ่งในโรงงานที่เข้ารับซื้อผลผลิตของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่” ชาตรี เผยข้อมูล
                    ขณะที่ รศ.วรรณะ มหากิตติคุณ ผู้ช่วยรองประธาน บริษัท ออล โคโค จำกัด ในเครือเค เฟรช กล่าวเสริมว่า กระบวนการแปรรูปมะพร้าวน้ำหอมของบริษัทนั้น หลังจากรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในเครือข่ายก็จะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ  ก่อนส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันมีการส่งออกกว่า 30 ประเทศทั่วโลก พร้อมทดลองชิมผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอมของบริษัท ก่อนทั้งหมดลงพื้นที่ดูแปลงปลูกของลุงบุญลอย ทรัพย์มา ประธานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหม่มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ซึ่งมีอาชีพปลูกมะพร้าวน้ำหอมจำหน่ายมากกว่า 40 ปี บนเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ใน ต.บ้านแพ้ว ปัจจุบันมีมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกไว้จำนวน 700 ต้น มีรายได้หลักจากการขายผลผลิตและหน่อมะพร้าว โดยจะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงหน้าสวนสนนราคาลูกละ 10-12 บาท ส่วนหน่อมะพร้าวหน่อละ 40-50 บาท และจะต้องสั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน โดยลุงบุญลอยบอกว่า ปัญหาตอนนี้ไม่ใช่เรื่องราคา แต่ผลผลิตมีไม่พอขาย พร้อมสาธิตวิธีปอกมะพร้าวเพื่อรับประทานสดๆ ให้ทุกคนได้ลองชิมกัน
                    จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.สมุทรสงคราม เพื่อไปเยี่ยมชมแปลงเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตส้มโอของกลุ่มส้มโอพันธุ์ชาวใหญ่ใน ต.บางสะแก อ.บางคนที ของลุงประวิตร คุ้มสิน (08-9522-2969) ซึ่งเป็นแปลงส้มโอปลอดสารเคมี ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 10 ไร่เศษ พร้อมดูการสาธิตนวัตกรรมใหม่การเพิ่มมูลค่าผลผลิตส้มโอสีทองแม่กลอง โดยกิตติพงษ์ งามจริง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม ในการนำถุงกระดาษคาร์บอนมาห่อผลส้มโอให้มีสีทองเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและทำให้ส้มโอเนื้อนุ่ม รสชาติหอมหวานอร่อยกว่าส้มโอทั่วไป
                    “ส้มโอตั้งแต่เริ่มออกดอกจนเก็บเกี่ยวผลผลิตใช้เวลา 8 เดือน  6 เดือนแรกใช้ถุงสีขาวห่อเพื่อป้องกันแมลงวันทองเจาะผล จนกระทั่งผลส้มโออายุ 6 เดือน ให้เปลี่ยนเป็นถุงกระดาษคาร์บอนห่อต่อไปอีก 2 เดือน จนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อเพิ่มสีผลส้มโอให้มีสีเหลืองและมีเนื้อนิ่มเพิ่มรสชาติความอร่อยและขายได้ราคาดีกว่าส้มโอทั่วไปถึงสองเท่า ปกติส้มโอขาวใหญ่ทั่วไปขายกันอยู่ที่ 70-80 บาทต่อลูก แต่ถ้าสีทองอยู่ที่ 120-150 บาท อย่างช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา ทางกลุ่มผลิตมา 800 ลูก ส่งห้างพารากอนที่กรุงเทพฯ ขายหมดเกลี้ยงในวันเดียว” นักวิชาการคนเดิมระบุ
                    ปัจจุบันการรวมกลุ่มทำส้มโอแปลงใหญ่ใน จ.สมุทรสงคราม มีพื้นที่เพียง 600 ไร่เศษเท่านั้น ในขณะที่มีสมาชิกมากถึง 137 ราย ทั้งนี้ เนื่องจากแต่ละรายมีพื้นที่ปลูกส้มโอไม่มากนักเฉลี่ย 1-5 ไร่เท่านั้น  จากนั้นจึงมุ่งหน้าไป อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เพื่อดูการปลูกข้าวโพดฝักอ่อนของกลุ่มเกษตรกรบ้านใหม่เจริญพรใน ต.หนองกระทุ่ม เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งแทนการทำนา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านที่นี่
                    “ข้อดีของข้าวโพดฝักอ่อน นอกจากใช้น้ำน้อยแล้วยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เก็บฝักอ่อนขาย ส่วนต้นข้าวโพดก็ใช้เป็นอาหารโคเนื้อ เพราะชาวบ้านที่นี่เลี้ยงโคกันแทบทุกครัวเรือน” วิชาญ สอนกระต่าย (08-1773-8920) ประธานกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวโพดฝักอ่อนบ้านใหม่เจริญพร เผยข้อมูล ปัจจุบันผลิตข้าวโพดฝักอ่อนทั้งหมดจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงแปลงปลูก โดยเกษตรกรมีรายได้จากการปลูกข้าวโพดฝักอ่อนจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 4,000 บาทต่อไร่  ขณะที่แต่ละรายจะใช้พื้นที่ปลูกเพียงแค่ 2-3 ไร่ ใช้ระยะเวลาปลูกประมาณ 2 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้และเป็นอีกพืชที่สร้างรายได้และเหมาะสมในการปลูกช่วงหน้าแล้งอีกด้วย
————————-
(ท่องโลกเกษตร : ลุยสวนมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว แวะชิมส้มโอพันธุ์ดีที่ ‘แม่กลอง’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

แอ่วเหนือสำรวจ ‘ตลาดนัดเกษตร’ สีเขียว

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160313/223993.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2559
แอ่วเหนือสำรวจ 'ตลาดนัดเกษตร' สีเขียว

ท่องโลกเกษตร : แอ่วเหนือสำรวจ ‘ตลาดนัดเกษตร’ สีเขียว ผนึกเครือข่ายครอบครัววิทยุ ม.ก.สู่ชุมชน : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                    ทุกวันเสาร์แรกของเดือนจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมาจับจ่ายใช้สอยพืชผักปลอดสารพิษที่ผู้ผลิตในเครือข่ายครอบครัวสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดเชียงใหม่ (วิทยุม.ก.เชียงใหม่) หมู่ 5 ต.ป่าไผ่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ นำวางจำหน่ายภายในบริเวณสถานีที่ถูกแปรสภาพให้เป็นตลาดนัดย่อมๆ เพื่อเป็นสถานที่นัดเจอระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคมาอย่างยาวนานกว่า 3 ปีแล้ว ขณะที่พื้นที่บางส่วนของสถานีจัดแบ่งให้เป็นแปลงสาธิตของสมาชิกในเครือข่าย โดยผลผลิตก็จะนำมาจำหน่ายด้วยเช่นกัน
                    “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ติดตามคณะผู้บริิหารและกรรมการสถานีวิทยุ ม.ก. นำโดย ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการสถานี และรศ.ดร.พิชัย ทองดีเลิศ กรรมการแอ่วเหนือเพื่อสำรวจตลาดนัดสีเขียว จัดโดยสมาชิกเครือข่ายสถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 3 ปี เช้าตรู่วันเสาร์ต้นเดือนแผงค้าพืชผักและผลไม้ตั้งเรียงรายอยู่ภายใต้สถานี ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ทั้งเป็นลูกค้าประจำและต่างถิ่นต่างทยอยเข้ามาจับจ่ายใช้สอยสินค้าตามที่ต้องการ สินค้าที่นำมาจำหน่ายส่วนใหญ่จะเป็นพืชผักผลไม้ อุปกรณ์ประกอบอาชีพการเกษตร ตลอดจนนวัตกรรมที่คิดค้นจากภูมิปัญญาชาวบ้านแบบง่ายที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ได้แก่ การใช้ขันอาบน้ำปลูกถั่วงอก การใช้ขวดน้ำดัดแปลงดักแมลงวันทองในสวนผลไม้ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีกิจกรรมการดีๆ อาทิ การสอนวิธีขยายพันธุ์มะม่วง  โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงแม่แตง ซึ่งการจัดตลาดนัดแต่ละครั้งจะมีกิจกรรมที่แตกต่างกันไป
                    ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สถานีวิทยุ ม.ก.) กล่าวถึงการจัดกิจกรรมตลาดนัดเกษตรสีเขียวเพื่อเป็นการพบปะกันระหว่างสมาชิกเครือข่ายสถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่ และเป็นช่องทางการตลาดให้แก่เกษตรกรที่มีอาชีพด้านการเกษตร โดยผลผลิตของสมาชิกจะเป็พืชผักผลไม้ปลอดสารเคมี  เกษตรกรบางรายก็ได้รางวัลเกษตรกรดีเด่นระดับชาติมาแล้ว
                    “อย่าง ครูปทุม สุริยา เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติก็นำผลผลิตจากศูนย์เรียนรู้มาขายด้วย แล้วก็ยังเป็นวิทยากรสอนการจัดทำบัญชีฟาร์มให้ผู้สนใจที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าในตลาดนัดด้วย ใครที่มานอกจากได้จับจ่ายสินค้าเกษตรปลอดสารแล้วยังได้ความรู้จากกิจกรรมต่างๆ เช่น การสอนตอนกิ่งมะนาว การทำเครื่องเพาะถั่วงอกโดยใช้ขันตักน้ำและอีกมากมายที่จะได้รับความรู้จากตลาดแห่งนี้” ผศ.อนุพร เผยระหว่างเดินเยี่ยมชมตลาด
                    ผอ.สถานีวิทยุ ม.ก. ระบุอีกว่า หลังตลาดนัดเกษตรสีเขียวดำเนินการมาเกือบ 3 ปีเต็ม ทำให้มีสมาชิกในเครือข่ายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่ผ่านมาทำได้เพียงการจัดตลาดนัดเพื่อให้ผู้ผลิตนำผลผลิตมาจำหน่ายแก่ผู้บริโภคโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางและไม่ต่างไปจากตลาดนัดทั่วไป แต่จากนี้ไปตลาดแห่งนี้จะยกระดับเป็นตลาดนัดเกษตรสีเขียวที่มีผลผลิตมาขายตามความต้องการของลูกค้าด้วย เนื่องจากสถานีจะทำวิจัยสำรวจความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขายเพื่อจะได้มีข้อมูลอ้างอิงที่ถูกต้องด้วย
                    “สถานีได้เชิญอาจารย์พิชัย (รศ.ดร.พิชัย ทองดีเลิศ) จากภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร คณะเกษตร ซึ่งท่านเป็นกรรมการในบอร์ดวิทยุด้วย มาสำรวจวิจัยในเชิงลึกเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการอ้างอิงในเชิงวิชาการและใช้การปรับปรุงพัฒนาตลาดให้มีมาตรฐานและครบวงจรสามารถใช้เป็นต้นแบบให้ตลาดนัดอื่นๆ ได้ด้วย”
                    ธวัชชัย จันทร์ดี กรรมการวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงแม่แตง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นสมาชิกเครือข่ายสถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ผลิตที่นำผลิตผลทางการเกษตรมาจำหน่ายเป็นประจำทุกเดือน โดยครั้งนี้นำผลไม้ในสวนข้างบ้าน อาทิ มะละกอ ฝรั่ง กล้วย ฟักข้าวและบางส่วนเป็นผลิตผลจากโครงการหลวง อาทิ หอม กระเทียม พริก ฯลฯ ซึ่งได้รับการอุดหนุนจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี
                    “ผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ เจอกันบ่อยๆ บางส่วนก็เป็นลูกค้าที่ฟังจากรายการวิทยุ ม.ก. ลูกค้าที่มาซื้อไม่ใช่ซื้อสินค้าแล้วกลับทันทีเหมือนตลาดนัดทั่วไป แต่จะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายด้วย ข้อดีของที่นี่คือ ลูกค้าจะไม่มีการต่อรองราคาเพราะเขารู้ว่าเป็นสินค้าจากเกษตรกรโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ที่สำคัญเป็นสินค้าปลอดภัยไม่ใช้สารเคมีในทุกขั้นตอนการผลิต” พ่อค้าคนเดิมระบุ
                    ขณะที่ศักดิ์ชัย รัตนพราว สมาชิกครอบครัวม.ก.เชียงใหม่ เจ้าของผลงานนวัตกรรมเด่นหลายอย่าง อาทิ เครื่องเพาะถั่วงอก โดยใช้ขันพลาสติกนำมาประกอบเข้าด้วยกันเพื่อใช้ในการเพาะถั่วงอกสำหรับรับประทานในครัวเรือน และการดัดแปลงขวดน้ำพลาสติกมาทำเป็นเครื่องดักแมลงวันทองที่มาทำลายผลไม้ในสวน ถึงแม้ศักดิ์ชัยจะไม่นำผลงานมาจำหน่ายในครั้งนี้แต่ก็ได้ตั้งกลุ่มเสวนาขั้นตอนการประดิษฐ์ พร้อมถ่ายทอดเคล็ดลับต่างๆ ให้ผู้สนใจมาร่วมรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
                    สำหรับสถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่ เริ่มขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมกสิกรรม ขอใช้ที่ดินของสถานีทดลองกสิกรรมแม่โจ้ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่) เพื่อเป็นที่ก่อสร้างที่ทำการสถานีพร้อมห้องส่งกระจายเสียงและติดตั้งเสาอากาศของสถานีวิทยุ ม.ก. การติดตั้งเสาอากาศและติดตั้งเครื่องส่งตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2507 จนแล้วเสร็จและทดลองออกอากาศในเดือนพฤศจิกายน 2507 รศ.พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ได้กำหนดเอาวันที่ 22 มกราคม 2508 เป็นวันเปิดสถานีอย่างเป็นทางการหลังจากทดลองออกอากาศไปและได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงจากผู้ฟังและได้ย้ายมาอยู่ที่ 301/1 หมู่ 5 ต.ป่าไผ่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2533 จนถึงปัจจุบันและมีเครือข่ายส่งกระจายเสียงไปยังภูมิภาคต่างๆ ภาคเหนือ ม.ก.เชียงใหม่, ภาคอีสาน ม.ก.ขอนแก่น และภาคใต้ ม.ก.สงขลา
———————
(ท่องโลกเกษตร : แอ่วเหนือสำรวจ ‘ตลาดนัดเกษตร’ สีเขียว ผนึกเครือข่ายครอบครัววิทยุ ม.ก.สู่ชุมชน : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

แวะดู ‘สินค้าเกษตร’ กาญจนบุรี ที่ถนนคนเดินสาย ‘ปากแพรก’

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160306/223577.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2559
แวะดู 'สินค้าเกษตร' กาญจนบุรี ที่ถนนคนเดินสาย 'ปากแพรก'

ท่องโลกเกษตร : แวะดู ‘สินค้าเกษตร’ กาญจนบุรี ที่ถนนคนเดินสาย ‘ปากแพรก’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      กาญจนบุรี ที่ไม่เพียงเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นแหล่งผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพืชผักปลอดสารพิษ ผลไม้นานาชนิด เช่น มะพร้าวน้ำหอม มะม่วงน้ำดอกไม้  ข้าวโพดหวาน ซึ่งเป็นพันธุ์ดั้งเดิมของกาญจนบุรี ชาวบ้านปลูกและจำหน่ายสร้างรายได้มาอย่างยาวนาน จนกระทั่งผู้ว่าฯ คนปัจจุบัน “ศักดิ์ สมบุญโต” พยายามจัดสร้างเอกลักษณ์ของเมืองโดยนำจุดเด่นแต่ละอย่างมาสร้างแรงดึงดูดใจให้แก่ผู้มาเยือน
                      “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ตามผู้ว่าฯ กาญจนบุรี “ศักดิ์ สมบุญโต” ตะลอนเมืองกาญจน์ ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของไทยในอดีตที่พยายามเร่งผลักดัน ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวถนนปากแพรกจะเห็นได้ว่าทุกวันเสาร์บ่าย 4 โมงเย็นจนถึง 3 ทุ่ม ถนนปากแพรกถูกกั้นให้เป็นถนนคนเดิน ซึ่งเชื่อมเส้นทางตั้งแต่ถนนโต้รุ่ง ผ่านหน้าจวนผู้ว่าฯ มาถึงหน้าเมืองและเลี้ยวเข้าถนนปากแพรก ขณะนี้สิ้นสุดบริเวณหน้าบ้านสิทธิสังข์ แม้ตลาดเริ่มตั้งแต่ผู้คนก็คลาคล่ำ สังเกตสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องใช้เก่าๆ ภาพวาด งานศิลปะ แต่ที่ดูมากเป็นพิเศษก็คือสินค้าเกษตร พืชผักปลอดสารพิษ ผลไม้นานาชนิด เช่น มะพร้าวน้ำหอม มะม่วงน้ำดอกไม้มัน ข้าวโพดหวานที่ชาวบ้านนำผลผลิตนำมาจำหน่ายกันเอง
                      “ถนนปากแพรกถือเป็นถนนเก่าแก่ตั้งแต่ยุคก่อตั้งเมืองกาญจนบุรี ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อราว 185 ปีก่อน เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.กาญจนบุรี ตลอดจนสร้างรายได้ให้ชุมชน พร้อมพัฒนาคุณภาพและยกระดับถนนปากแพรกถนนสายแรกของเมืองกาญจนบุรีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอันจะนำไปสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน” ผู้ว่าฯ กาญจนบุรีเผย พร้อมชี้ให้ดูผลิตภัณฑ์ของพ่อค้าแม่ค้าที่นำมาวางจำหน่ายบริเวณสองข้างทาง
                      แต่ละร้านมีเมนูอาหารน่าสนใจของที่นี่ก็มีให้เลือกไม่น้อย แต่ที่อร่อยเป็นเอกลักษณ์เห็นทีจะเป็นแกงป่าปลาคัง แกงคั่วหอยขม ต้มยำไก่บ้าน ผัดผักหวานน้ำมันหอย ฯลฯ ซึ่งเข้ากันดีกับบรรยากาศบนแพพักที่ผูกลอยอยู่ริมน้ำ  พร้อมกันนั้นก็มีโอกาสศึกษาพระประวัติและผลงานของสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 ของประเทศไทย  ที่หอพระประวัติสมเด็จพระญาณสังวรฯ ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดเทวสังฆาราม ทำให้รู้ว่าพระองค์เกิดและเติบโตอยู่ในชุมชนที่ชื่อว่า “ปากแพรก” และบวชเรียนอยู่ที่วัดแห่งนี้ ก่อนไปศึกษาพระธรรมต่อที่วัดบวรนิเวศวิหาร และขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชในเวลาต่อมา
                      จากข้อมูลที่ซึมซับเข้ามาจากหอพระประวัติทำให้รู้ว่า “ถนนปากแพรก” ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากหน้าวัด มีความน่าสนใจ ด้วยความเป็นชุมชนเก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ที่มาสร้างเมืองกาญจนบุรี คงต้องมีบ้านเก่าๆ หรือประตูไม้บานใหญ่ๆ และมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายรูปอยู่ไม่น้อย
                      ทว่าก้าวแรกที่เดินเข้ามายังถนนเส้นนี้ กลับเป็นภาพที่เห็นก็ชวนตื่นตาและพาตื่นใจกว่าที่คิดเอาไว้มาก เพราะบ้านเรือนเก่าของที่นี่ดูแปลกตากว่าทุกที่ที่เคยไป ซึ่งมีทั้งบ้านแบบฝรั่ง จีน ญวน และแบบไทยเรียงรายอยู่ 2 ฝั่งถนน ตามแนวกำแพงเมืองของกาญจนบุรี
                      โดยบ้านเรือนบนถนนสายนี้จะเปิดให้ผู้สนใจเยี่ยมชมได้ทุกวันเสาร์ พร้อมทั้งเล่าประวัติความเป็นมาของบ้านแต่ละหลังให้ฟังโดยละเอียด แม้บ้านบางหลังที่ยังไม่เปิดให้เยี่ยมชม ก็มีข้อมูลแสดงไว้บนแผ่นป้ายแสดงไว้อย่างน่าสนใจ
                      นอกจากเป็นบ้านเดิมของสมเด็จพระสังฆราชแล้ว กาญจนบุรียังเป็นบ้านเกิดและที่อยู่อาศัยของบุคคลสำคัญของไทยหลายคน ไม่ว่า อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ หมอประเวศ วะสี  ราษฎรอาวุโส รวมทั้งพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของไทย แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น ก็คือเรื่องราวของบ้านแต่ละหลังและเรื่องราวของผู้คนที่อาศัยในชุมชนแห่งนี้ ซึ่งผ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สำคัญ ตั้งแต่การตั้งเมืองกาญจนบุรี และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านแต่ละหลังยังคงถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี
                      อย่างบ้าน “บ้านแต้มทอง” เป็นบ้านตึกหลังแรกของถนนปากแพรก สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 โดยช่างชาวจีนที่พาขึ้นเรือสำเภามา ทำให้สถาปัตยกรรมจึงเป็นแบบจีน แม้เวลาผ่านมากว่า 150 ปี แต่บ้านก็ยังคงความสมบูรณ์ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ไว้เหมือนของเดิมได้อย่างน่าอัศจรรย์ หรือบ้านบุญผ่อง แอนด์ บราเดอร์ (สิริโอสถ) เป็นบ้านอีกหนึ่งหลังที่น่าสนใจมาก ซึ่งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านหลังนี้เปิดเป็นร้านขายของชำ และมีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อยู่อย่างครบถ้วน ทำให้ทหารญี่ปุ่นมาติดต่อขอซื้อสินค้าจากนายบุญผ่อง ซึ่งเป็นเจ้าของร้านที่ต้องขนของช่วยเชลยไปส่งที่ค่ายญี่ปุ่น จึงไปเห็นความยากลำบากของเชลยชาติต่างๆ ที่ถูกเกณฑ์มาทำทางรถไฟ จึงแอบช่วยอย่างลับๆ เช่น แอบส่งยาแก้ไข้มาลาเรีย ส่งเครื่องมือสื่อสาร รวมทั้งแอบช่วยเชลยที่หลบหนีออกมาด้วย ทำให้หลังสิ้นสุดสงครามได้รับสมญาว่า “วีรบุรษสงครามของทางรถไฟสายมรณะ” มีส่วนให้ประเทศไทยไม่ถูกปฏิบัติอย่างผู้แพ้สงคราม ซึ่งเรื่องราวของนายบุญผ่องจึงนำมาสร้างเป็นละครด้วย
                      ไม่ไกลกันนักมีร้านกาแฟ “บ้านสิทธิสังข์” ซึ่งเป็นบ้านสไตล์ยุโรปที่ผ่านการใช้งานรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งเป็นร้านของของ เป็นสำนักงานทนายความ ปัจจุบันเปิดเป็นร้านกาแฟที่ตกแต่งได้อย่างเก๋ไก๋ ทว่ายังคงรูปแบบของสถาปัตยกรรมเดิมไว้ได้อย่างสวยงาม
                      จะเห็นว่าทุกบ่ายวันเสาร์ 4 โมงเย็นจนถึง 3 ทุ่ม ถนนปากแพรกถูกกั้นให้เป็นถนนคนเดิน คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากเป็นพิเศษ ทั้งผู้มาเยือนและคนท้องถิ่นเลือกซื้อสินค้าเกษตร พืชผักปลอดสารพิษ ผลไม้นานาชนิด เช่น มะพร้าวน้ำหอม มะม่วงน้ำดอกไม้มัน ข้าวโพดหวาน ซึ่งเป็นพันธุ์ดั้งเดิมของกาญจนบุรีที่ชาวบ้านนำมาจำหน่าย รวมทั้งของกินคาวหวาน ทั้งปลาหมึกไข่ เป็ดย่างเกลือ ผัดไทยโบราณ ข้าวหลาม ข้าวเกรียบปากหม้อ ขนมทองโยะ ขนมไทยโบราณที่หารับประทานได้ยากก็มีจำหน่ายบนถนนสายนี้ ดังนั้นกาญจนบุรีจึงนับเป็นอีกสถานที่ที่น่าสนใจที่ทุกท่านควรไปสัมผัส
—————————
(ท่องโลกเกษตร : แวะดู ‘สินค้าเกษตร’ กาญจนบุรี ที่ถนนคนเดินสาย ‘ปากแพรก’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

บ้านพอเพียงเพื่อผู้ประสบภัยคลื่นเซาะฝั่ง

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160228/223204.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559
บ้านพอเพียงเพื่อผู้ประสบภัยคลื่นเซาะฝั่ง

ท่องโลกเกษตร : ตามส.ป.ก.ล่องใต้สู่ปลายด้ามขวาน ดูบ้านพอเพียงเพื่อผู้ประสบภัยคลื่นเซาะฝั่ง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      ตามที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ดำเนินการจัดที่ดินตามโครงการพิเศษเพื่อความมั่นคงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยคลื่นกัดเซาะชายฝั่งบ้านบาเฆะ ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส ภายใต้โครงการบ้านประชารัฐร่วมใจ 1 และ 2 โดยร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 4 จังหวัดนราธิวาส และสำนักนายกรัฐมนตรี ในการจัดซื้อที่ดินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากคลื่นกัดเซาะชายฝั่ง เมื่อเดือนธันวาคม 2557  โดยใช้งบประมาณ 19,311,275 ล้านบาทในการจัดซื้อที่ดิน 2 แปลงเพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ประสบภัยจำนวน 50 ครอบครัวคือ บ้านบาเฆะ หมู่ 2 ต.โคกเคียน จำนวน 6 ไร่เศษ และบ้านบือราเปะ หมู่ 3 ต.โคกเคียน จำนวน 93 ไร่เศษ
                      “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ล่องใต้สู่ปลายด้ามขวาน ติดตามความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากคลื่นกัดเซาะชายฝั่งบ้านบาเฆะ ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส หลังหน่วยงานภาครัฐร่วมบูรณาการช่วยเหลือด้วยการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ให้แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่บ้านบาเฆะมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 จนแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 จำนวน 22 หลังคาเรือนและมีกำหนดดำเนินการก่อสร้างบ้านในที่ดินบ้านบือราเปะอีก 28 หลังตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 นี้เป็นต้นไปจนกว่าจะแล้วเสร็จต้นปีหน้า โดยการล่องใต้ครั้งนี้มาร่วมในพิธีมอบบ้านตามโครงการบ้านประชารัฐร่วมใจ โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี “ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล” เดินทางมาเป็นประธานในพิธี
                      บ้านบาเฆะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยห่างจากตัวเมืองนราธิวาสประมาณ 8 กิโลเมตร ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำประมงพื้นบ้าน เช้าวันปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังรองท้องมื้อเช้า ณ โรงแรมที่พัก จากนั้นทั้งหมดก็มุ่งหน้าสู่บ้านบือราเปะ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทางส.ป.ก.ได้จัดซื้อที่ดินไว้สำหรับก่อสร้างที่อยู่อาศัยให้ผู้ประสบภัยแปลงที่สอง โดยสภาพพื้นที่ในขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมปรับพื้นดินเพื่อก่อสร้างที่อยู่อาศัย หลังแปลงแรกที่บ้านบาเฆะได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมอยู่อาศัย ซึ่งมีการทำพิธีมอบบ้านให้แก่ผู้ประสบภัยชุดแรกจำนวน 22 ครัวเรือนแล้ว
                      จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังบ้านบาเฆะ ซึ่งเป็นชุมชนเล็กๆ ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลที่ถูกคลื่นกัดเซาะชายฝั่งจนบ้านเรือนได้รับความเสียหายทั้งหมด ก่อนจะอพยพมาอยู่ที่อาศัยแห่งใหม่ที่ภาครัฐได้จัดสร้างให้ห่างจากชายฝั่งทะเลเข้ามาประมาณ 1 กิโลเมตร อาแซ อาแว รองประธานกลุ่มหมู่บ้านประชารัฐบ้านบาเฆะ หนึ่งในผู้ประสบภัยที่ได้รับการช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัยจากภาครัฐเผยรายละเอียดว่า บ้านบาเฆะ เป็นชุมชนมุสลิม ชาวบ้านมีอาชีพทำประมงพื้นบ้านเป็นหลัก ปกติในช่วงเดือนมรสุมทุกๆ ปี ชาวบ้านมักจะประสบปัญหาคลื่นลมในทะเลแรงชาวบ้านไม่สามารถออกทะเลได้ ขณะเดียวกันก็มีคลื่นกัดเซาะชายฝั่งจนได้รับความเสียหาย ทำให้แผ่นดินถูกกัดเซาะหายไปในทะเลปีละไม่ต่ำกว่า 5-8 เมตร
                      “ในหลวงและสมเด็จพระราชินีก็เคยเสด็จฯ มาที่นี่นะ ถ้าจำไม่ผิดเมื่อประมาณปี 2506  ที่นี่บ้านจะถูกคลื่นซัดได้จนรับความเสียหายทุกปีในช่วงเดือนมรสุมตุลาคมถึงธันวาคม แต่ปลายปี 2557 หนักสุด คลื่นลมในทะเลแรงมาก พัดบ้านเรือนชาวบ้านพังเสียหายเกือบทั้งหมด หลังคาปลิวว่อน เครื่องมือทำประมงก็ถูกคลื่นซัดได้รับความเสียหาย ชาวบ้านต้องอพยพไปอยู่ในที่แห่งใหม่ที่ทางรัฐจัดให้อยู่ชั่วคราว”
                      อาแซเผยข้อมูลระหว่างนำคณะลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของหมู่บ้านเดิมที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเล พร้อมชี้ให้ดูบ้านของตัวเองที่ได้รับความเสียหายที่ปัจจุบันหลายเป็นบ้านร้างไม่ต่างจากบ้านหลังอื่นๆ หลังเดินสำรวจความเสียหายอยู่พักใหญ่ จากนั้นทั้งหมดก็ได้เดินทางมายังที่พักแห่งใหม่ที่เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมอยู่อาศัย ภายใต้โครงการบ้านประชารัฐร่วมใจ 1 จำนวน 22 หลัง  บ้านแต่ละหลังตั้งอยู่บนเนื้อที่ 80 ตารางวามีรั้วรอบกันเป็นแนวเขต พื้นที่รอบบ้านจะปลูกพืชผักสวนครัวสำหรับไว้รับประทานเองในครัวเรือน ปัจจุบันที่ดินจัดสรรในแปลงที่ 1 นี้ พร้อมที่จะให้ผู้ประสบภัยเข้าไปอยู่อาศัยแล้ว ส่วนแปลงที่ 2 ที่จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในต้นปีหน้า
                      เปรมจิต สังขพงษ์ รองเลขาธิการส.ป.ก.กล่าวระหว่างเดินเยี่ยมชมบ้านผู้ประสบภัย โดยระบุว่า ที่ดินที่นำมาจัดสรรให้แก่ผู้ประสบภัยทั้งสองแปลงนี้เป็นที่ดินเอกชนที่ส.ป.ก.ใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมาจัดซื้อมา ดังนั้นการจัดให้เกษตรกรหรือการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์จะเป็นการให้เช่าหรือเช่าซื้อ ซึ่งจะคิดอัตราค่าเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอิงตามราคาประเมินของกรมธนารักษ์ โดยในแปลงที่ 1 ที่บ้านบาเฆะนี้ ราคาประเมินอยู่ที่ไร่ละ 3.1 แสนบาทต้องเสียค่าเช่า 60 บาทต่อปี (ต่อพื้นที่ 80 ตร.ว.) ส่วนที่บ้านบือราเปะ ราคาประเมินอยู่ที่ไร่ละ 2.1 แสนบาทจะต้องเสียค่าเช่า 300 บาทต่อไร่ต่อปี แต่ในเบื้องต้นผู้ประสบภัยมีมติขอเช่าที่ดินไปก่อนเป็นเวลา 3-4 ปี หากมีความพร้อมหรือมีรายได้เพียงพอจึงเปลี่ยนเป็นเช่าซื้อต่อไป
                      จากนั้นม.ล.ปนัดดา ดิสกุล เป็นประธานในพิธีมอบสำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมหนังสือรับรองที่ดินให้แก่ผู้ประสบภัยทั้งหมด 22 หลังในโครงการบ้านประชารัฐร่วมใจ 1 บ้านบาเฆะ ก่อนเดินเยี่ยมชมตัวบ้านของผู้ประสบภัยในแต่ละหลังและให้กำลังใจผู้ประสบภัยตลอดจนเจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จนมีบ้านหลังใหม่อยู่อาศัยและได้ประกอบอาชีพตามปกติอีกครั้ง
————————
(ท่องโลกเกษตร : ตามส.ป.ก.ล่องใต้สู่ปลายด้ามขวาน ดูบ้านพอเพียงเพื่อผู้ประสบภัยคลื่นเซาะฝั่ง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

ร่วมฟื้นปศุสัตว์ ‘บ้านดาคุน’ ต่อวิถีอาชีพเกษตรกร ‘พม่า’

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160214/222350.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559
ร่วมฟื้นปศุสัตว์ 'บ้านดาคุน' ต่อวิถีอาชีพเกษตรกร 'พม่า'

ท่องโลกเกษตร : ร่วมฟื้นปศุสัตว์ ‘บ้านดาคุน’ ต่อวิถีอาชีพเกษตรกร ‘พม่า’ : โดย…ธานี กุลแพทย์

                     จากที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ประสบปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ในเดือนกรกฎาคม 2558 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ส่งผลให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบกว่า 2.53 ล้านไร่ มีพื้นที่เกษตรกรรมเสียหายมากกว่า 141,000 ไร่ โดยช่วงเวลานั้นทางรัฐบาลเมียนมาร์ได้ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติใน 4 รัฐ คือ รัฐชิน รัฐยะไข่ เขตมาเกว และเขตสะกาย
                     ทั้ง 4 เขตที่ว่า มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 2.1 แสนคน หรือประมาณ 5.4 หมื่นครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมใน 3 โหมด คือทำนา ปลูกยาสูบ และปศุสัตว์ โดยเฉพาะปศุสัตว์ที่เฉลี่ยเลี้ยงครัวเรือนละ 3-4 ตัวนั้น ที่เหลือจากการล้มตายไปก็จะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก สภาพนี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้เลี้ยง ต่อเนื่องถึงกลุ่มที่ทำนา ซึ่งอาศัยแรงงานจากสัตว์เหล่านี้
                     หลังเหตุการณ์นั้น ช่วงเดือนกันยายน 2558 ทำให้ทีมจัดการภัยพิบัติฉุกเฉินขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animals Protection) นำโดย นสพ.ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม หรือ “หมอน็อต” ผู้จัดการฝ่ายเทคนิคและการดูแลสัตว์ในยามภัยพิบัติฉุกเฉิน ได้ประสานกรมปศุสัตว์ ประเทศเมียนมาร์ นำทีมลงพื้นที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่สัตว์ในเขตมาเกว และเขตมัณฑะเลย์ ซึ่งมีปศุสัตว์ประสบปัญหานับหมื่นๆ ตัว
                     เบื้องต้นได้มอบอาหารผสมอัดก้อน น้ำ ถาดอาหาร อุปกรณ์การเกษตรที่เสียหาย รวมถึงมอบยาให้แก่ทางกรมปศุสัตว์เพื่อใช้รักษาสัตว์ที่บาดเจ็บและป่วยจากอุทกภัยครั้งดังกล่าว โดยในเขตมาเกว ได้มอบอาหารผสมอัดก้อน 3,600 ก้อน ถาดอาหาร 1,800 ถาด พร้อมยา และอุปกรณ์การเกษตรต่างๆ 11 ลัง ส่วนเขตมัณฑะเลย์ มอบ 4,000 ก้อน และถาดอาหาร 2,000 ถาด พร้อมยาและอุปกรณ์ 33 ลัง โดยคิดเป็นค่าช่วยเหลือเพื่อการนี้เป็นจำนวนเงิน 536,400 บาท
                     “ท่องโลกเกษตร” ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้หนีหนาวเมืองไทยตามทีมจัดการภัยพิบัติฉุกเฉินขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ที่มี “หมอน็อต” นำทีม พร้อมการปฏิบัติภารกิจทูตองค์กรฯ ครั้งแรกในต่างประเทศของ “โตโน่” ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ และทีมเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เขตมัณฑะเลย์ ตัวแทนของ ดร.ยัน เนียง ซอ ผู้จัดการกรมปศุสัตว์เมียนมาร์ ได้นำลงพื้นที่บ้านดาคุน เมืองมินจัน ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองมัณฑะเลย์ไปกว่า 200 กิโลเมตร เพื่อรับทราบผลการช่วยเหลือ หลังผ่านไป 6 เดือน
                     นสพ.ณฤทธิ์ศร บอกว่า ที่เลือกหมู่บ้านดาคุนนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือขององค์กร ที่ดูจากจำนวนสัตว์ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติมีจำนวนมาก ส่งผลต่อการดำรงชีพ วิถีชุมชน อีกทั้งทางเมียนมาร์ต้องการความช่วยเหลือ และมองว่าองค์กรสามารถช่วยเหลือสัตว์ ช่วยชาวบ้านได้จริง
                     โดย ดร.ทัน มิน เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เมียนมาร์ ตัวแทนหน่วยงานด้านอาหารและการเกษตรของยูเอ็น ซึ่งทำงานร่วมกับทีมจัดการภัยพิบัติฉุกเฉินขององค์กร เสริมว่า ชุมชนแห่งนี้ มีประชากรกว่า 300 ครัวเรือน เกือบทั้งหมดทำปศุสัตว์ และมีสัตว์ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลายพันตัว ทั้งตาย เจ็บป่วย ขาดแคลนอาหาร ชาวบ้านช่วงนั้นประกอบอาชีพได้ไม่เต็มที่ รายได้ฝืดเคือง ต่อเมื่อองค์กรได้เข้ามาช่วยเหลือ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรที่นี่มีแนวโน้มดีขึ้น
                     ตัน อ่อง วัย 57 ปี เกษตรกรทำนา 5 ไร่ และมีวัว 4 ตัว หนึ่งในจำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือ บอกว่า นาเสียหายหมด วัวเกือบไม่รอดเพราะไม่มีอาหาร รัฐเข้ามาช่วยเหลือไม่ถึง กระทั่งองค์กรพิทักษ์สัตว์โลกเข้ามาช่วยเรื่องอาหาร ยา อุปกรณ์การเกษตร ความรู้เรื่องการดูแลสัตว์เลี้ยง ทั้งวิธีทำอาหารให้สัตว์ ซึ่งตัวเขาเองและครอบครัวได้ทำตามตลอด ถึงเวลานี้วัวที่สภาพแย่ก่อนนั้น สมบูรณ์แข็งแรงทุกตัวและพร้อมจะลุยงานหนักได้ต่อไป
                     เช่นเดียวกับ นางอู ถั่น วัย 49 ปี ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา บนพื้นที่ 11 ไร่ และเลี้ยงวัวไว้ 6 ตัว จากเหตุการณ์นั้น นาข้าวเสียหาย วัวของเธอขาดอาหารหนัก ป่วยเป็นโรคกีบเท้าเปื่อย และยากลำบากต่อการขนย้ายหนีน้ำ ต่อเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากองค์กรด้านต่างๆ รวมทั้งคำแนะนำให้เตรียมโคก หรือเนินดินที่ความสูงเหนือระดับน้ำท่วมให้วัวได้อาศัย ซึ่งเธอได้ทำตาม และยอมรับว่าถึงตอนนี้รู้สึกปลอดภัยในอาชีพและชีวิตการเป็นเกษตรกรเพิ่มขึ้น
                     ด้าน “โตโน่” ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ทูตองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ซึ่งลงพื้นที่ร่วมสังเกตการณ์ติดตามผลการช่วยเหลือ บอกว่า องค์กรไม่ได้เพียงช่วยสัตว์ประสบภัย ด้วยการจัดน้ำ จัดยา มอบอาหารสัตว์ให้เท่านั้น ยังมีการทำงานด้านการจัดการภัยพิบัติอย่างครอบคลุม ทั้งร่วมฟื้นฟูสภาพที่อยู่อาศัย เตรียมความพร้อมให้ชาวบ้าน เพราะสิ่งนี้เป็นการลดความเสี่ยงอย่างเห็นผลที่สุด
                     ที่สำคัญภารกิจครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ เป็นข้อคิดในการจัดการภัยพิบัติ เพื่อเตรียมรับมือกับอุทกภัยอันอาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย
———————-
(ท่องโลกเกษตร : ร่วมฟื้นปศุสัตว์ ‘บ้านดาคุน’ ต่อวิถีอาชีพเกษตรกร ‘พม่า’ : โดย…ธานี กุลแพทย์)

โต้ลมหนาวยอดดอยช้าง ชม ‘ลีซอ’ ปลูกกาแฟคุณภาพ

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160207/221897.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559
โต้ลมหนาวยอดดอยช้าง ชม 'ลีซอ' ปลูกกาแฟคุณภาพ

ท่องโลกเกษตร : โต้ลมหนาวยอดดอยช้าง ชม ‘ลีซอ’ ปลูกกาแฟคุณภาพ : โดย…ดลมนัส กาเจ

                     แดดยามสายถูกตัดเหลี่ยมด้วยยอดดอยช้างที่ตระหง่านอยู่เบื้องหน้า และเป็นช่วงจังหวะที่สภาพอากาศแปรปรวนอันเกิดมาจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีน และยังคงแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประจวบกับกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาร์เคลื่อนผ่านภาคเหนือตอนบนพอดี ทำให้บนยอดดอยช้างมีสภาพอากาศหนาวเย็นและมีหมอก ขณะที่คณะของเรากว่า 20 คน นำโดย บัญญัติ คำนูณวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่นอีเลฟเว่น กำลังออกจากที่พักมุ่งหน้าสู่แปลงกาแฟอาราบิก้าของชาวเขาเผ่าลีซอ ที่ปลูกเป็นผืนใหญ่นับหมื่นๆ ไร่ ทั่วอาณาบริเวณของดอยช้าง ที่มีลักษณะคล้ายช้างกำลังเดิน ณ หมู่บ้านดอยช้าง ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
                     รถยนต์กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ (โฟร์วีลไดรฟ์) 4 คัน ขยับตัวช้าๆ ไต่ขึ้นสู่ยอดดอยตามเส้นทางคอนกรีตอันคับแคบและคดโค้งตลอดแนวทาง สู่ถนนลูกรัง เป้าหมายหลักเพื่อไปสัมผัสกับวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าลีซอ ที่ปลูกกาแฟอาราบิก้าปลอดสารป้อนให้ บมจ.ซีพี ออลล์ เป็นวัตถุดิบชงเป็นกาแฟสดในร้านกาแฟสด “ออลล์ คาเฟ่” (All Cafe) ที่ขายในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น และร้านกาแฟมวลชน นั่นเอง
                     เราถึงบนยอดสูงกว่า 1,400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น พอลงจากรถเหลือบสายตามองเบื้องล่างเห็นไร่กาแฟอาราบิก้าเป็นผืนใหญ่สุดลูกตา ว่ากันว่า ทั่วอาณาบริเวณของดอยช้างมีเกษตรกรที่เป็นชาวเขาเผ่ามูเซอ ลีซอ จีนฮ่อ และอาข่า ปลูกกาแฟอาราบิก้ากว่า 3 หมื่นไร่ สร้างรายให้แก่เกษตรกรปีละเกือบ 1,000 ล้านบาท
                     สมคิด และภานิตา วนาลีโกศล สามีภรรยาชาวเขาเผ่าลีซอ เล่าว่า เดิมทีบรรพบุรุษปลูกฝิ่นเลี้ยงชีพ แต่มารุ่นคุณพ่อรัฐบาลส่งเสริมการปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ปลูกผักและไม้ผลเมืองหนาว หลังจากพวกเขาโตเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ปลูกกาแฟตามคุณพ่อ โดยเขาเองมีพื้นที่กว่า 20 ไร่ สลับกับปลูกพืชผักด้วย แต่ยอมรับว่าช่วงแรกปลูกกาแฟขายให้พ่อค้าคนกลาง ถูกกดราคาเพียง กก.ละ 7 บาทเท่านั้น
                     “ผมมานั่งคำนวณ จะเลี้ยงครอบครัวลำบาก เพราะกาแฟราคาถูก จึงตัดสินใจไปขายแรงงานที่ไต้หวัน 3 ปี ให้คุณแม่กับภรรยาช่วยดูแลสวนกาแฟให้ พอกลับมาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ทางบริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูก บมจ.ซีพี ออลล์ มาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกาแฟอย่างถูกวิธี และเน้นให้ปลอดสารเคมี และรับซื้อเมล็ดกาแฟในราคา กก.ละ 20 บาท ถือว่าราคาดีมาก” สมคิด เล่าให้ฟัง
                     หลังจากบริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ มาส่งเสริมแล้ว พื้นที่ 20 ไร่ ที่ปลูกกาแฟนั้น สามารถสร้างได้ให้แก่ครอบครัวสมคิด หักค่าลงทุนแล้วจะมีกำไรปีละไม่ต่ำกว่า 4 แสนบาท ถือว่ารายได้ดี สำหรับเกษตรกรที่อยู่บนดอย สามารถที่จะซื้อรถยนต์และสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้านได้ อย่างปีนี้ราคาสูงขึ้นอีก บริษัทรับซื้อ กก.ละ 22 บาท
                     “เดิมทีพวกเราปลูกกาแฟจะใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ทำให้ดินเสื่อมเห็นได้ชัด พอ ซีพี รีเทลลิงค์ มาส่งเสริม เน้นใช้ปุ๋ยหมัก ผสมปุ๋ยเคมีบ้าง ส่วนยาฆ่าแมลงจะใช้น้ำหมักชีวภาพ เพราะโดยปกติกาแฟไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืชอยู่แล้ว ปรากฏว่าไม่เพียงจะให้ดินดีขึ้นอย่างเดียว แต่ยังลดต้นทุนอีกด้วย” ภานิตา กล่าว
                     ด้าน บัญญัติ บอกว่า ปัจจุบันบนดอยช้างมีพื้นที่ปลูกกาแฟกว่า 3 หมื่นไร่ เนื่องจากชาวเขาได้ผันอาชีพมาปลูกกาแฟมากขึ้น โดยเฉพาะกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ดี ทนทานต่อโรคราสนิม ดูแลง่าย ให้ผลผลิตสูง เพราะดอยช้างเป็นพื้นที่สูงระหว่าง 1,200-1,500 เมตร สภาพแวดล้อมมีความเหมาะสมต่อการปลูกกาแฟอาราบิก้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะอุณหภูมิเฉลี่ยที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 18-22 องศาเซลเซียส จะช่วยให้เมล็ดกาแฟเจริญเติบโตและพัฒนาสารอาหารที่พอเพียง ถือเป็นภูมิประเทศที่เหมาะสมสำหรับการปลูกกาแฟพันธุ์นี้
                     “ทาง ซีพี ออลล์ เราได้ส่งเสริมเกษตรกรปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าในพื้นที่กว่า 1 หมื่นไร่ มีเกษตรกรบนดอยช้างกว่า 300 ครัวเรือน ที่ร่วมโครงการ ซึ่งการปลูกกาแฟอาราบิก้ามีวิธีการปลูกที่ไม่ยุ่งยากหากมีสภาพดินที่ดี ดอยช้างเป็นดินภูเขาไฟเก่าจึงปลูกพืชได้ดี ปลูก 3 ปีก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้แล้ว พอต้นกาแฟช่วงอายุ 4-6 ปี จะให้ผลผลิตมาก โดยเกษตรกรสามารถเริ่มเก็บผลผลิตได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ของทุกปี และในแต่ละปีสามารถเก็บเมล็ดกาแฟได้ 500 ตัน ถ้าต้นกาแฟมีอายุนานถึง 30 ปี หนึ่งฤดูสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 4-5 รอบ” บัญญัติ กล่าว
                     สำหรับเมล็ดที่ส่งเสริมเกษตรกรปลูกนั้น ซีพี รีเทลลิงค์ บริษัทในกลุ่มซีพี ออลล์ เป็นผู้รับซื้อจากเกษตรกรนำมาชงเป็นกาแฟสดจำหน่ายใน “ออลล์ คาเฟ่” ภายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 2,000 สาขา และร้านกาแฟมวลชน ซึ่งเป็นร้านกาแฟสร้างอาชีพต้นแบบ สำหรับประชาชนที่สนใจจะทำธุรกิจกาแฟที่มีประมาณ 50 สาขา ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถดื่มกาแฟดีในราคาที่เป็นธรรม และเป็นกาแฟที่ปลูกในพื้นที่เหมาะสมด้วย
                     นอกจาก ซีพี ออลล์ จะรับซื้อเมล็ดกาแฟจากดอยช้างแล้ว บัญญัติยังบอกว่า เซเว่นฯ ยังเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอีภาคเกษตรอีกกว่า 119 รายการสินค้า อาทิ กล้วยหอมทอง มะพร้าวน้ำหอม มะม่วง ผลไม้อบกรอบ และสินค้าเกษตรแปรรูปต่างๆ เป็นต้น
                     คณะของเราใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง อยู่กับการเก็บข้อมูล บันทึกภาพงาม ในไร่กาแฟอาราบิก้า ก่อนไปชมกระบวนการตาก และอำลาดอยช้างเข้าสู่สังคมเมืองเหมือนเดิม
———————-
(ท่องโลกเกษตร : โต้ลมหนาวยอดดอยช้าง ชม ‘ลีซอ’ ปลูกกาแฟคุณภาพ : โดย…ดลมนัส กาเจ)

ตาม มก.ตะลุยเมืองสังทอง สปป.ลาว

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221486.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2559
ตาม มก.ตะลุยเมืองสังทอง สปป.ลาว

ท่องโลกเกษตร : ตาม มก.ตะลุยเมืองสังทอง สปป.ลาว ดูความก้าวหน้าพัฒนา ‘เกษตรยั่งยืน’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      นโยบายรัฐบาล สปป.ลาว ที่ต้องการเนรมิตเมือง “สังทอง” เป็นเมืองเกษตรอินทรีย์เพื่อผลิตอาหารป้อนประชากรในนครหลวงเวียงจันทน์ได้ก้าวหน้ามาอีกขั้นหลังสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาวลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาเกษตรศาสตร์ ประเทศไทย เมื่อปี 2557 จากนั้นได้คัดเลือกเกษตรกรตัวแบบของเมืองสังทองจำนวน 9 รายมาฝึกอบรมกระบวนการผลิตการเกษตรครบวงจร ณ วิทยาเขตกำแพงแสน เมื่อปีที่แล้วก่อนกลับไปเป็นเกษตรกรแกนนำ เพื่อขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่ต่อไป
                      “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ข้ามฝั่งไปยัง สปป.ลาว ตามคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กว่า 20 ชีวิต นำโดยนายกสภามหาวิทยาลัย “รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์” เพื่อดูความก้าวหน้าการพัฒนาเมืองสังทองที่สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาวร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตรและองค์ความรู้สู่เกษตรกรในพื้นที่ ภายใต้รูปแบบ “สังทองโมเดล” และการลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ระหว่างสถานีวิทยุ มก. และวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติลาวในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรสู่พี่น้องเกษตรกรชาวลาวด้วย
                      “สะบายดี” คำกล่าวต้อนรับของ ดาววอน พะจันทะวง รองประธานสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติ สปป.ลาว แก่คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทันที่ที่เดินทางไปถึงยังสำนักงานสภาหอการค้า ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางนครหลวงเวียงจันทน์ จากนั้นแต่ละฝ่ายกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการประชุมร่วมกันในครั้งนี้
                      โดย รศ.ดร.วิโรจ ชี้แจงว่าการเดินทางมาครั้งนี้เพื่อเยี่ยมเยียนและติดตามงานความร่วมมือกับทางสภาหอการค้าตามที่ได้ลงนามความร่วมมือเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2514 ในการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้และศูนย์สื่อของสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มก.ที่เมืองสังทองและการได้นำเกษตรกรแกนนำจำนวน 9 รายมาฝึกอบรมที่ ม.เกษตรฯ กำแพงแสน เป็นระเวลาเวลา 4 เดือน รวมทั้งมาแสวงหาความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนรายการทางด้านการเกษตรระหว่างสถานีวิทยุ มก.และวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติลาวในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรสู่พี่น้องเกษตรกรชาวลาว โดยการพัฒนาบุคลากรด้านการผลิตรายการและด้านเทคนิคร่วมกัน พร้อมทั้งแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งของรองประธานสภาหอการค้าคนใหม่ ดาววอน พะจันทะวง ด้วย
                      “สิ่งที่ มก.กับสภาหอการค้าต้องพัฒนาร่วมกัน 3 อย่างคือ 1.พัฒนาสังคมอย่างเป็นระบบ การถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์ความรู้ไปสู่ชุมชน 2.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่นการฝึกอบรมเกษตรกรแกนนำ การให้ทุนนักศึกษาเรียนต่อในระดับปริญญาโทและเอก และ 3.การจัดตั้งศูนย์ยุทธศาสตร์เออีซี ระหว่างสภาหอการค้ากับ มก.ที่เน้นการเกษตร อาหาร ดิน ป่าไม้ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” รศ.ดร.วิโรจ กล่าวชี้แจงในที่ประชุม
                      จากนั้นในช่วงบ่ายคณะทั้งหมดจึงได้เดินทางสู่เมืองสังทอง ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 60 กิโลเมตร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงฝั่งตรงข้ามกับ อ.สังคม จ.หนองคาย เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงาน โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาทีและทันทีที่เดินทางไปถึงที่ว่าการเมืองสังทอง รับฟังบรรยายสรุปสภาพพื้นที่ของเมือง อาชีพ รายได้ของประชาชน ตลอดจนนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาจาก บัวคำ ศรีสงคราม รองเจ้าเมืองสังทอง
                      บัวคำให้ข้อมูลว่าสังทองถูกจัดให้เป็นเมืองยากจนที่สุดในแขวงนครหลวงเวียงจันทน์ แต่มีภูมิอากาศและสภาพพื้นที่เหมาะสมกับการประกอบอาชีพการเกษตรสูงมาก เป็นเมืองที่มีศักยภาพแต่ยังขาดการบริหารจัดการที่ดี ส่วนเส้นทางคมนาคมจากนครหลวงเวียงจันทน์มายังเมืองสังทองก็มีความสะดวก โดยรัฐบาลไทยสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีได้ให้ความช่วยเหลือในการสร้างถนนลาดยางตลอดเส้นทางจากนครหลวงเวียงจันทน์มายังเมืองสังทองและมีทำเลที่ตั้งริมฝั่งแม่น้ำโขงตรงข้ามกับ อ.สังคม จ.หนองคาย มีจัดผ่านแดนชั่วคราวที่มีการเปิดให้ทำมาค้าขายของประชาชนทั้งสองฝั่งมาอย่างยาวนานด้วย
                      ขณะที่ สมเด็ด บุบผาคำ เกษตรอำเภอเมืองสังทอง ระบุว่า ชาวเมืองสังทองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ทำไร่ ทำนา ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ปลูกไม้ผล ชาวบ้านยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เช่น ใช้ควายไถนา ใช้ปุ๋ยที่ผลิตเองจากมูลโค กระบือที่เลี้ยงไว้  ผลผลิตที่ได้จะบริโภคในครัวเรือน บางส่วนก็นำมาจำหน่ายในตลาดชุมชนและชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะยากจน
                      “เมืองสังทองมีลำน้ำไหลผ่านสองสายคือลำน้ำสังและลำน้ำตอน ทั้งสองก็จะไหลลงสู่แม่น้ำโขง พอหน้าแล้งน้ำจะแห้งขอดทำให้มีปัญหามากในช่วงนี้” สมเด็ดเผยข้อมูล จากนั้นลงสำรวจสถานที่ก่อสร้างศูนย์เรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร โดยจุดแรกตั้งอยู่ด้านหลังที่ว่าการเมืองสังทองและจุดต่อมาตั้งอยู่ริมถนนเมืองสังทอง-นครหลวงเวียงจันทน์ ห่างจากที่ว่าการเมืองสังทองประมาณ 5 กิโลเมตร ก่อนจบภารกิจในวันแรก
                      วันต่อมาคณะผู้บริหาร มก.เดินทางไปยังที่ทำการวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติลาวเพื่อแสวงหาความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ระหว่างสถานีวิทยุ มก.กับวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ สปป.ลาว โดยมี สีพา นงนาลาด อธิบดีวิทยุแห่งชาติ สปป.ลาว และคณะต้อนรับ โดย ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผอ.สถานีวิทยุ มก. กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการเยี่ยมเยือนครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนรายการทางการเกษตรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวลาวและร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรด้านการผลิตรายการและด้านเทคนิค พร้อมทั้งจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมร่วมกัน โดยใช้เครือข่ายวิทยุ มก.เป็นศูนย์กลางในการประชาสัมพันธ์กิจกรรม ในฐานะที่ สปป.ลาว เป็นประธานอาเซียนในปีนี้ด้วย
                      นับเป็นอีกก้าวของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติ สปป.ลาว ในการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรร่วมกันเพื่อความผาสุกอย่างยั่งยืนของพี่น้องเกษตรกรทั้งสองแผ่นดิน
—————————
(ท่องโลกเกษตร : ตาม มก.ตะลุยเมืองสังทอง สปป.ลาว ดูความก้าวหน้าพัฒนา ‘เกษตรยั่งยืน’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

สัมผัสตลาดนัดสีเขียวหลังจวนผู้ว่าฯ สินค้าปลอดสารเมืองเพชร

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160124/221081.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2559
สัมผัสตลาดนัดสีเขียวหลังจวนผู้ว่าฯ สินค้าปลอดสารเมืองเพชร

ท่องโลกเกษตร : สัมผัสตลาดนัดสีเขียวหลังจวนผู้ว่าฯ แหล่งสินค้าปลอดสารของเมืองเพชร : โดย…กัมปนาท ขันตระกูล

                      ทุกวันอังคารตลอดแนวของบริเวณถนนริมน้ำข้างๆ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งอยู่ต.คลองกระแชง เขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี จะจอแจไปด้วยผู้คน ที่ต่างเดินทางมาเพื่อหาซื้อสินค้าเกษตรปลอดสาร ในรูปแบบของเกษตรกรพบปะกับผู้ซื้อโดยตรง ทำให้บรรยากาศตั้งแต่เช้ายันถึงบ่ายแก่ๆ จะคึกคักไปด้วยผู้คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่หันมาใส่ใจต่อสุขภาพ และเลือกที่จะรับประทานอาหารที่ปลอดสารพิษ หลังจากสถานที่แห่งนี้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับเทศบาลเมืองเพชรบุรี จัดตั้งตลาดนัดอาหารปลอดภัย หรือ “ตลาดนัดสีเขียว” นั่นเอง
                      “ตลาดนัดสีเขียว” บริเวณถนนริมน้ำข้างจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีนั้น เริ่มมาตั้งแต่ปี 2555 โดยสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี และเทศบาลเมืองเพชรบุรี สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัยจากสารปนเปื้อน โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายจะแบ่งโซนอย่างเป็นระเบียบ อาทิ โซนพวกพืชผัก ผลไม้ อาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูป โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี จะเป็นผู้เก็บตัวอย่างพืชผัก ผลไม้ และอาหารที่วางจำหน่ายในตลาดสีเขียวไปตรวจหาสารเคมี เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และหากตรวจพบจะไม่ให้นำสินค้ามาขาย จะให้โอกาสนำไปแก้ไขจนกว่าจะปลอดสารเคมี จึงจะสามารถนำสินค้ามาขายได้อีก และพืชผัก ผลไม้เหล่านี้ เป็นสินค้าที่เกษตรกรปลูกขึ้นเอง
                      ส่วนสินค้าจำพวกอาหารสำเร็จรูป และอาหารแห้ง ผู้จำหน่ายจะปรุงหรือผลิตเอง ปัจจุบันตลาดแห่งนี้กำลังได้รับความนิยมเพราะความมั่นใจของผู้บริโภคว่าสินค้าในตลาดแห่งนี้ปลอดภัยจริง โดยผู้ที่นำสินค้ามาขายยืนยันว่าเป็นสินค้าที่ผลิตเองอีกด้วย
                      สุธิดา แดงแสง ประธานกลุ่มมุสลิมเบเกอรี่ บอกว่า สินค้าจำพวกเบเกอรี่ที่มาวางจำหน่ายจะเป็นการผลิตขึ้นมาถูกหลักศาสนาอิสลาม และสินค้าทั้งหมดผ่านการคัดเลือกในโครงการหนึ่งผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล หรือโอท็อป จากชุมชน ที่ทำเองทั้งหมด จำหน่ายในราคาย่อมเยาเพราะไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ส่วนสินค้าเด่นของกลุ่มคือเค้กบดินที่ได้รับคัดสรรเป็นโอท็อปห้าดาว 2 ปีซ้อน
                      เช่นเดียวกับ ก้าน พุ่มศรีเมือง เกษตรกร วัย 67 ปี จากหมู่ 2 ต.โรงเข้ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ที่นำพืชผักมาจำหน่าย บอกว่า พืชผักจำพวกถั่วฝักยาว แตงกวา มะเขือ ฟักทอง มะนาว ชะอม พืชผัก ล้วนแต่ปลูกเอง เพราะมีอาชีพเป็นเกษตรกรมานานแล้ว
                      “พืชผักที่ฉันเอามาขายฉันปลูกเองกับมือที่บ้าน และฉันขายไม่แพงขายในราคาส่ง เพราะฉันปลูกเอง” ก้าน ยืนยัน
                      จากการสอบถามผู้บริโภคที่มาเลือกซื้อสินค้า ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องการได้พืชผักที่ปลอดภัย บริโภคแล้วมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมั่นใจว่าสินค้าในตลาดแห่งนี้ปลอดสารเคมีจริง เนื่องจากเคยเห็นเจ้าหน้าที่มาตรวจสารเคมีในตลาดเป็นประจำ
                      ศิริรัตน์ ศรีจันทร์ ข้าราชการเกษียณ จากหมู่ 2 ต.ช่องสะแก อ.เมือง จ.เพชรบุรี ผู้ที่หาซื้อสินค้าเกษตรในตลาดแห่งนี้เป็นประจำ บอกว่า ที่มาเลือกซื้อสินค้า พืชผัก ผลไม้ ที่ตลาดหลังจวนผู้ว่าฯ เพราะมั่นใจว่าเป็นสินค้าปลอดสารพิษ นำไปบริโภคแล้วไม่มีพิษมีภัยกับร่างกาย เพราะตัวเองต้องการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะการรับประทานอาหารปลอดสารพิษ ทำให้สุขภาพดีไม่เจ็บป่วย และไม่ต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย
                      ส่วน อัจฉรา ทองดี ข้าราชการเกษียณอีกคนหนึ่ง จากหมู่ 5 ต.บ้านหม้อ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ยืนยันว่า ที่เลือกไปซื้อสินค้าที่ตลาดนัดสีเขียวก็เพื่อสุขภาพของตัวเอง และมั่นใจว่าสินค้าในตลาดแห่งนี้ปลอดสารพิษจริง เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ตรวจประจำ ทำให้มั่นใจว่าปลอดภัยแน่นอน
                      “ฉันเป็นลูกค้าประจำของตลาดแห่งนี้ เพราะมั่นใจว่าสินค้าในตลาดสีเขียวบริโภคได้อย่างปลอดภัย ที่นี่จะมีเจ้าหน้าที่มาสุ่มตรวจประจำ และคิดว่ายังคงใช้บริการต่อไป เนื่องจากนอกเสียจากเป็นผลผลิตที่ปลอดสารแล้ว ราคายังถูกอีกด้วย ที่สำคัญสินค้าแต่ละอย่างยังสด เพิ่งออกจากสวนมาหมาดๆ” อัจฉรา กล่าวอย่างมั่นใจ
                      จากการที่ผู้บริโภคมีความมั่นใจว่าเป็นสินค้าปลอดภัยทำให้มีลูกค้าขาประจำตลาดแห่งนี้เพิ่มขึ้นทุกวัน ล่าสุดจึงมีการเปิดตลาดเพิ่มอีก 1 วัน คือในวันศุกร์ ที่สำคัญสมาชิกเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ที่กำลังจะยกฐานะเป็นสหกรณ์บริการสินค้าเกษตรอินทรีย์เพชรบุรีในอนาคต หลายรายได้นำสินค้าปลอดสารพิษมาจำหน่ายที่ตลาดแห่งนี้ และต่อไปทางสหกรณ์บริการสินค้าเกษตรอินทรีย์เพชรบุรีจะมีการตรวจสอบสารพิษในสินค้าที่นำมาจำหน่ายอย่างเข้มข้น ฉะนั้นขอให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าซื้อสินค้าที่ตลาดแห่งนี้บริโภคแล้วปลอดภัยแน่นอน
                      ตลาดนัดอาหารปลอดภัย หรือ “ตลาดนัดสีเขียว” เมืองเพชร ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภคที่จะสรรหาสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย สด และราคาถูกจากผู้ผลิตเองอีกด้วย
———————-
(ท่องโลกเกษตร : สัมผัสตลาดนัดสีเขียวหลังจวนผู้ว่าฯ แหล่งสินค้าปลอดสารของเมืองเพชร : โดย…กัมปนาท ขันตระกูล)

‘กัลยาฟาร์ม’ศูนย์เรียนรู้ครบวงจร จากวิถีเกษตรสู่งานวิจัยเด่น

Published February 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160117/220616.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2559
'กัลยาฟาร์ม'ศูนย์เรียนรู้ครบวงจร จากวิถีเกษตรสู่งานวิจัยเด่น

ท่องโลกเกษตร : ‘กัลยาฟาร์ม’ ศูนย์เรียนรู้ครบวงจร จากวิถีเกษตรสู่งานวิจัยเด่น : โดย…ทีมข่าวเกษตร

                      “การศึกษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการสอนให้เรารู้จักเอาความรู้ไปประยุกต์ใช้แม้ว่าสิ่งที่เราต้องไปเจออาจไม่เคยได้เรียนมา แต่การรู้วิธีแก้ปัญหาก็เป็นทักษะหนึ่งที่เราได้มาจากการศึกษา เราตัดสินใจที่จะเริ่มต้นจากสิ่งที่คิดว่ายากที่สุดคือความท้าทายให้พวกเราฝ่าฟันอุปสรรคจนบรรลุเป้าหมาย ซึ่งแน่นอนว่าเราภูมิใจ และเกิดความมั่นใจที่พร้อมจะเผชิญกับอุปสรรคอื่นๆ แล้ว” เป็นคำกล่าวที่กลุ่มนักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแกน (มข.) ได้ถ่ายทอดเรื่องราวเอาไว้ จากผลการดำเนินงานร่วมกับชาวชุมชน ภายใต้ชื่อกลุ่มการศึกษากิจการฟาร์มโคนมกัลยาฟาร์ม
                      ฟาร์มโคนมกัลยาฟาร์มตั้งอยู่ บ้านนาขาม ต.พังทุย อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เป็นอีกหนึ่งสถานที่ภายใต้กรอบวิชาการเรียนรู้ที่คณะวิทยาการจัดการ มุ่งหวังในการเสริมสร้างประสบการณ์ให้นักศึกษาทุกชั้นปี ให้เพียบพร้อมไปด้วยความรู้ในด้านวิชาการและภาคปฏิบัติ ที่เน้นหนักในการลงมือปฏิบัติงานจริงในพื้นที่เพื่อนำไปสู่การสร้างงานและบุคลากรที่ตรงกับความต้องการของตลาดหลังสำเร็จการศึกษา ซึ่งฟาร์มโคนมแห่งนี้ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ทักษะด้านการเกษตรที่ครบวงจรที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการกับนักศึกษา ที่ร่วมกันพัฒนาระบบบริหารจัดการภายใต้กรอบแนวคิดและเทคนิคทางวิชาการ ภายใต้เป้าหมายที่จะศึกษา 5 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย ระบบการจัดการฟาร์ม ต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบสูง อาหารหยาบขาดแคลน ประสิทธิภาพของการผลิตน้ำนมลดลง และการจัดการด้านสุขภาพโคนม นำมาวิเคราะห์เพื่อเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาและบริหารจัดการระบบที่ดียิ่งขึ้น
                      อัจฉรา สูงยาง นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ มข. เผยว่า ได้ดำเนินงานร่วมกับผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการแห่งนี้ทำให้เกิดแนวคิดใหม่จุดประกายให้กลายเป็นประสบการณ์ตรงที่หายาก ซึ่งแนวทางการดำเนินการร่วมกันนั้นเริ่มจากการตั้งเป้าหมายและทำงานกันอย่างตั้งใจเพื่อให้ได้ผลงานที่คิดว่าฟาร์มแห่งนี้จะได้รับประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตน้ำนมให้สูงขึ้น รวมทั้งการจัดระบบการจัดการฟาร์มให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องค้นคว้าหาความรู้ด้านการเกษตรและการปศุสัตว์ที่มาจากบุคคลและแหล่งความรู้ รวมทั้งขอความรู้ทั้งจากปศุสัตว์จังหวัด ผู้เชี่ยวชาญโคนมคณะเกษตรศาสตร์ โรงผสมอาหารสัตว์ ศูนย์เกษตรกรโคนมในพื้นที่ เพราะการจัดการระบบปศุสัตว์ที่มีประสิทธิภาพเป็นความรู้ใหม่ และเมื่อได้แผนการดำเนินงานและแนวทางการจัดการมาแล้ว กลุ่มนักศึกษาทั้ง 7 คน ก็เริ่มต้นกับการทำงานตั้งแต่การปลูกหญ้า หมักหญ้ากันเอง
                      “ยอมรับว่าเป็นงานหนักที่ทุกคนไม่เคยมีประสบการณ์ และด้วยเหตุผลสำคัญประการหนึ่งซึ่งเหมือนเป็นความต้องการร่วมกัน คือ ฟาร์มแห่งนี้ทำมานานด้วยภูมิปัญญาและรูปแบบเดิม ซึ่งเจ้าของกิจการกำลังให้ความสนใจในการพัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิตและยังอยู่ในกระบวนการของการเป็นฟาร์มตัวอย่างอีกด้วย ตลอดระยะเวลา 3 เดือนของการเข้าศึกษากระบวนการเพื่อนำมาสู่ข้อสรุปนั้น ยังเป็นเวลาที่ทุกคนได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับผู้อื่นซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ได้เห็นวิถีชีวิตของเกษตรกรรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่มีฐานะแต่ไม่แสดงออกให้เห็นความฟุ่มเฟือย ใช้ชีวิตแบบพอเพียงใช้ภูมิปัญญาบวกกับความอดทนสั่งสมมา หลายอย่างในการปฏิบัติที่ได้พบเห็นและเรียนรู้ไม่มีในตำรา” นักศึกษาคนเดิมกล่าว
                      นักศึกษาคนเดิมเผยต่อว่า หลังจากที่ทุกคนได้เรียนรู้ถึงการดำเนินการของฟาร์มทำให้ทุกคนมองถึงปัญหาร่วมกันไปที่ระบบการจัดการและอาหารสัตว์ โดยหลังการศึกษาด้วยเครื่องมือแล้วกัลยาฟาร์มมีระบบการจัดการที่เป็นไปตามมาตรฐาน เช่น ขนาดพื้นที่ อุปกรณ์ การดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง
                      ขณะที่ กัญญาภัทร ตรีไชยกุล นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการอีกรายกล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการศึกษาของกลุ่มนำมาซึ่งแนวทางปฏิบัติของฟาร์มที่นำมาสู่การลดต้นทุนด้วยการให้แนวทางของสูตรอาหารโคนมที่มีความเหมาะสม การถนอมอาหารสัตว์ที่มีคุณค่าอาหารสูงแทนการให้อาหารแบบเดิม และการจัดการขั้นตอนการดูแลโรงเรือนระบบฟาร์มต่างๆ จนสามารถแสดงผลต่างของค่าใช้จ่ายที่ลดลงในขณะที่โคนมตัวอย่างสามารถให้ปริมาณน้ำนมได้มากขึ้น
                      อย่างไรก็ตามกิจการฟาร์มโคนมกัลยาฟาร์มวันนี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรที่ได้มอบประสบการณ์ที่ดีทั้งด้านวิชาการและวิถีเกษตรให้แก่นักศึกษา ซึ่งเกิดขึ้นจากผลงานที่นักศึกษาทุกคนได้ร่วมกันทำไว้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อกิจการที่จะนำไปเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการ ในขณะที่นักศึกษาได้เก็บเกี่ยวความรู้ ความทรงจำของมิตรไมตรี จนกลายเป็นฟาร์มโคนมต้นแบบของการเรียนรู้ที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีในด้านต่างๆ ให้ผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าวิถีเกษตรที่แท้จริงได้อย่างครอบคลุมที่สุด
———————–
(ท่องโลกเกษตร : ‘กัลยาฟาร์ม’ ศูนย์เรียนรู้ครบวงจร จากวิถีเกษตรสู่งานวิจัยเด่น : โดย…ทีมข่าวเกษตร)
%d bloggers like this: