ท่องเที่ยวเกษตร

All posts tagged ท่องเที่ยวเกษตร

เยือนถิ่นที่เคยหนาวสุดๆ ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย กับ…ทริป “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย”

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ท่องเที่ยวเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

เยือนถิ่นที่เคยหนาวสุดๆ ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย กับ…ทริป “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย”

ตั้งแต่ต้นปีมานี้ เชื่อแน่ว่าท่านผู้อ่านคงเหน็ดเหนื่อย ตรากตรำกับภารกิจการงานกันมาอย่างโชกโชน ยิ่งสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ ทำให้ต้องทำงานหนักมากขึ้น อย่างชนิดหน้านิ่ว คิ้วขมวดกันเลย…

แต่พอเข้าช่วงปลายปี สังเกตเห็นใบหน้าหลายคนเริ่มผ่อนคลาย พอขยับเข้าเดือนธันวาคมแล้วมักเป็นที่เข้าใจตรงกันว่าทุกคนกำลังเข้าสู่โหมดแห่งความสุข ความบันเทิงรื่นเริงจากกิจกรรมสันทนาการและวันหยุดพักผ่อนติดต่อกันหลายวัน ประจวบกับเป็นช่วงที่มีอากาศเย็นสบาย และเย็นมากในบางพื้นที่

ฉะนั้น ธันวาคมจึงเป็นเดือนที่ทุกคนต่างรอคอย และมีหลายท่านเลือกโปรแกรมท่องเที่ยวตามธรรมชาติแนวป่าเขา ลำเนาไพร เพื่อออกไปสัมผัสกับความเป็นธรรมชาติที่สวยงามและอากาศที่หนาวเย็น

แล้วทริปอย่างนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านคงไม่ยอมพลาด จึงจับมือกับศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน หรือที่คุ้นชื่อกันดีว่า มติชนอคาเดมี พันธมิตรรายเดิมที่มีความเป็นมืออาชีพด้านการจัดทัวร์ เพื่อผนึกกำลังกันอีกครั้ง กับการจัดทริป “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย” ขึ้น ในระหว่าง วันที่ 18-20 ธันวาคม 2558

โดยทัวร์เกษตรครั้งนี้ ไม่เพียงแค่การพาทุกท่านขึ้นชมความสวยงามของพระอาทิตย์ขึ้นในยามรุ่งอรุณ พร้อมชมทัศนียภาพทะเลหมอกของ อุทยานแห่งชาติภูเรือ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ แต่ยังอัดแน่นด้วยโปรแกรมที่น่าสนใจตลอดรายการ อย่างเช่น การแวะสักการะ พระธาตุศรีสองรัก, พาไปชมและเลือกซื้อพันธุ์ไม้แปลกหายาก ตลอดจนไม้ดอกเมืองหนาวนานาชนิด พร้อมตะลึงกับความสวยงามของกุหลาบพันปี จาก สวนลุงวุฒิ, แวะชิมและช็อป ไข่เค็มกระชายดำ ของกลุ่มแม่บ้าน “บ้านสันติสุข”

เข้าชมสวนองุ่น ขนาดพื้นที่กว่าพันไร่ พร้อมการผลิตไวน์องุ่น ที่ สวนองุ่นภูเรือวโนทยาน หรือ ชาโต เดอ เลย, ดูโรงเรือนและการสาธิตกระบวนการผลิตเห็ดหอม และเห็ดอื่นๆ พร้อมเลือกซื้อเห็ดที่มีคุณภาพได้มาตรฐานจากกลุ่มเห็ดหอมบ้านหนองบง

หรือแม้แต่การเดินทางไปดูแปลงทดลองพันธุ์พืชไม้ดอกเมืองหนาวขนาดใหญ่และสวยงาม จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย แล้วยังได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าเกษตรเมืองหนาวจากกลุ่มชาวบ้าน พร้อมสัมผัสอากาศหนาวเย็น อย่างที่เรียกว่า “หนาวสุด ในสยาม” หรือหากโชคดี ถ้าอุณหภูมิลดต่ำมาก อาจได้เห็นความสวยงามและสัมผัส “แม่คะนิ้ง” อีกด้วย

ถัดจากศูนย์วิจัยฯ ไปอีกเล็กน้อย จะพาไปเที่ยวชมสวนต้นมะคาเดเมียนัท พร้อมดูกระบวนการแปรรูปและชิมมะคาเดเมียนัท ตลอดจนซื้อผลิตภัณฑ์จากมะคาเดเมียนัท จาก ไร่วิมุตติสุข

ไม่เพียงเท่านี้ ตลอดเวลาเดินทางทุกท่านยังได้ชมความสวยงามของทัศนียภาพจากป่าธรรมชาติ ตลอดริมทางสองข้างที่เต็มไปด้วยความสูง-ต่ำของเทือกเขา อีกทั้งทางทีมงานยังมีโปรแกรมแวะท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ อีกมากมาย

ดังนั้น นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน นับจากปักษ์นี้ ทีมงานอยากจะพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับบางโปรแกรมที่น่าสนใจของทัวร์เกษตรเมืองเลยครั้งนี้ เพื่อเรียกน้ำย่อยกันก่อนจะถึงทริปจริง…

ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย

เนื่องจากในพื้นที่ภาคอีสานพบว่า จังหวัดเลยเพียงจังหวัดเดียว ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น และมีระดับความสูงเหมาะสมต่อการทำเกษตรกรรมบนที่สูง กรมวิชาการเกษตร จึงมีความคิดที่จะจัดตั้งสถานีทดลองเกษตรที่สูงขึ้น เพื่อทดลองปลูกพันธุ์พืชไม้ดอกเมืองหนาว สำหรับส่งเสริมให้แก่เกษตรกรเพาะปลูก

ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2529 ได้มีการสำรวจบริเวณยอดภูครั่ง อำเภอภูเรือ และป่าเสื่อมโทรม บริเวณใกล้เคียง พบว่ามีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร อันเหมาะสมสำหรับทดลองปลูกพันธุ์พืชเมืองหนาว มีแหล่งน้ำเพียงพอ และมีพื้นที่กว้าง สามารถขยายออกไปได้ถึง 5,000 ไร่ จึงดำเนินการจัดตั้งเป็นสถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ ขึ้น

ผลงานของสถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ ที่ผ่านมา คือการทดสอบพันธุ์ไม้ผลเมืองหนาว สำหรับปลูกในพื้นที่สูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้แก่ พันธุ์แอปเปิ้ล พันธุ์ท้อสำหรับกินสด พันธุ์พลับ จากการทดสอบพบว่า บางพันธุ์สามารถเติบโตได้ดีในสภาพอากาศของที่สูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่บางพันธุ์ก็มีการเติบโตช้า ออกดอกได้เฉพาะช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น และติดผลได้ในบางปี

อย่างไรก็ตาม ยังคงยากลำบากอยู่ในการปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ ส่วนการปลูกสตรอเบอรี่และไม้ดอกเมืองหนาวนั้น ที่ผ่านมา ได้ผลเป็นอย่างดี นอกจากนี้ สถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ ยังได้มีความพยายามที่จะรวบรวมและศึกษาพันธุ์องุ่นสำหรับทำไวน์ และองุ่นสำหรับกินสดเพื่อพัฒนาพันธุ์และส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดเลยปลูกต่อไปอีกด้วย

สำหรับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย (ภูเรือ) มีวัตถุประสงค์และหน้าที่รับผิดชอบคือ วิจัยและพัฒนาพืชเฉพาะถิ่นและพืชพื้นเมือง ศึกษาพันธุ์พืชที่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมบนที่สูงภาคอีสาน, ศึกษาการเขตกรรมพืชที่มีศักยภาพและพืชที่ได้รับมอบหมายจากกรมวิชาการเกษตร, ศึกษาเทคโนโลยีเพื่อใช้พัฒนาการเกษตรที่สูง, ถ่ายทอดเทคโนโลยีแหล่งเรียนรู้สู่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ, เป็นแหล่งผลิตและขยายพันธุ์พืชสวนพันธุ์ดี และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย (ภูเรือ) ตั้งอยู่ เลขที่ 85 หมู่ที่ 6 บ้านหินสอ ตำบลปลาบ่า อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย มีความสูง 900-1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ความลาดเทของพื้นที่ 10-45 เปอร์เซ็นต์ ลักษณะดินร่วนปนเหนียว มีค่า pH 4.0-4.5

ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะหนาวจัด ซึ่งในบางปีมีอุณหภูมิลดลงต่ำสุด -4 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนธันวาคม 2542 และ 2.5 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนมกราคม 2552 จึงทำให้เกิดน้ำค้างแข็งบนยอดหญ้า หรือที่รู้จักกันว่า “แม่คะนิ้ง” โดยมีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยทั้งปี 17.0 องศาเซลเซียส และสูงสุดทั้งปี 27.0 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,575 มิลลิเมตร ต่อปี

ทางด้านกิจกรรมการท่องเที่ยวนั้น นักท่องเที่ยวสามารถชมแปลงไม้ผลเมืองหนาว เช่น เกาลัดจีน พลับ สาลี่ มะคาเดเนียนัท ชมแปลงพืชผักเมืองหนาว เช่น บร็อกโคลี่ ปวยเล้ง โกลาบี้ แรดิซิโอ คะน้าฮ่องกง ผักสลัดต่างๆ และสตรอเบอรี่ ชมไม้ดอกเมืองหนาว เช่น ทุ่งซัลเวีย พีทูเนีย ลิ้นมังกร แพนซี แกลดิโอลัส กุหลาบ พร้อมบันทึกภาพสวยๆ เด็ดๆ แบบเดี่ยว เป็นกลุ่ม หรือเซลฟี่ได้ตามความชอบ

หรืออาจเข้าชมโรงเรือนแสดงพืชพรรณที่หายาก พืชท้องถิ่น เฟิร์นและพืชใกล้เคียง หน้าวัว สับปะรดสี ลิลลี่ เยอร์บีร่า เบญจมาศ และกล้วยไม้ป่า เดินศึกษาธรรมชาติ ชมทัศนียภาพทะเลภูเขา โดยรอบศูนย์พบกับเทศกาลกินผักเมืองหนาว สตรอเบอรี่ มะคาเดเนียนัท

ทั้งนี้ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม มี เทศกาลกินผักเมืองหนาว เห็ดหอมสด สตรอเบอรี่ มะคาเดเนียนัท พร้อมจิบกาแฟสดอะราบิก้า ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นอย่างมีความสุข

นี่เพียงแค่แห่งเดียวในอีกหลายแห่งของทริปนี้ ต้องขอบอกก่อนว่า ต้องประทับใจทุกท่านแน่ และห้ามพลาดในปักษ์หน้ามาทำความรู้จักกับทริปอื่นที่น่าสนใจอีก อย่าลืมติดตามอ่านกันให้ได้นะ…

ขอขอบคุณ คุณนิคม ขีดวัน นักวิชาการเกษตร ที่อำนวยความสะดวกด้านการประสานงาน

“ตั้ง วงเล่า” ตอน “ชวนเพื่อนไปชิมพลับ…หวาน”

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05107150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ท่องเที่ยวเกษตร

ทิดโส โม้ระเบิด

“ตั้ง วงเล่า” ตอน “ชวนเพื่อนไปชิมพลับ…หวาน”

สวัสดีครับ วันนี้ขอนำเสนอทริปสั้นๆ ชิมพลับหวาน ที่ขุนวาง ครับ พลับที่ปลูกกันอยู่ในทุกวันนี้ มีทั้งพลับฝาดและพลับหวาน พลับฝาดที่ปลูกคือ พันธุ์ P2 ลักษณะทรงผลจะเป็นสี่เหลี่ยม ติดผลดก แต่ไม่สามารถรับประทานผลสดได้ เพราะจะมีความฝาดมาก ต้องนำไปรมหรือบ่มเสียก่อน

ส่วน พลับหวาน จะเป็นสายพันธุ์ฟูยู่ออสเตรเลียและญี่ปุ่น ทรงผลจะกลม น้ำหนักต่อผล ประมาณ 2-3 ขีด เมื่อเก็บผลสุกสีเหลืองทองมารับประทานจะกรอบ หวาน ไร้รสฝาดเจือปน

ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ก่อตั้งขึ้นภายหลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ยังบ้านขุนวาง ในปี พ.ศ. 2523 หลังจากทอดพระเนตรเห็นท้องทุ่งแห่งนี้ปลูกฝิ่นอยู่เป็นจำนวนมาก พระองค์ได้มีพระราชดำรัสให้กองพืชสวน สังกัดกรมวิชาการเกษตร ใช้สถานที่แห่งนี้ทดลองและขยายพันธุ์พืชบนที่สูง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกทดแทนฝิ่น ในพื้นที่ 450 ไร่ ได้ทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาวหลากหลายชนิด และพลับก็เป็นหนึ่งในนั้น

เราจัดทริปเล็กๆ พาเพื่อนๆ ไปสัมผัสอากาศเย็นสบาย ที่ 14 องศาเซลเซียส เริ่มเดินทางคืนวันศุกร์ ฝนปรอยๆ ไปตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะช่วงนครสวรรค์-กำแพงเพชร-ตาก มีการซ่อมถนนเป็นระยะๆ ทำให้รสชาติการนอนบนรถในช่วงฝนพรำยามราตรีได้อรรถรสไปอีกแบบ แต่มิใช่โชเฟอร์นะ อิอิอิ

ตีห้าเศษๆ เราก็มาถึงสันป่าตอง กาด (ตลาด) เช้าในยามฝนพรำดูคึกคักไม่น้อย ได้น้ำเต้าหู้อุ่นๆ แกล้มปาท่องโก๋ทอดร้อนๆ กรอบๆ ฟินไม่น้อยเลย ใครมีโอกาสเดินทางไปต่างจังหวัด ขอแนะนำให้เดินชมตลาดเช้าของแต่ละพื้นที่นะครับ รับรองท่านอาจได้เจออาหารอร่อยๆ แบบคาดไม่ถึงเลยเชียว

เราแวะกราบพระธาตุที่วัดจอมทองวรวิหาร ใส่บาตรพระสงฆ์ และเติมพลังด้วยอาหารเช้าง่ายๆ ตามชอบของแต่ละคน ทั้งอาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวซอย มีพร้อมให้เลือกได้ตามประสงค์ จากนั้นก็ได้เวลาเที่ยวดอยอินทนนท์กันแล้ว จ่ายค่าบริการที่ด่านเสร็จก็มุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดดอยบนสถานีเรดาร์ ผ่านตลาดมูเซอไปก่อนเดี๋ยวมาแวะ

ช่วงเช้าหมอกเยอะมาก ระยะห่างเกิน 10 เมตร จะมองไม่เห็นกันเลยเชียว เรายกมือไหว้พระมหาธาตุเจดีย์นภเมทนีดล-นภพลภูมิสิริ เพราะหมอกลงจนมองเห็นรางๆ ถ่ายภาพไม่ได้แน่ๆ เราผ่านนักท่องป่าที่กิ่วแม่ปานกลุ่มใหญ่ อยากไปเดินสักรอบ แต่เวลาจำกัดเหลือเกิน ก็เลยวางหมุดหมายไว้ในใจ เราจอดรถข้างสถานีเรดาร์ และเดินขึ้นไปสักการะกู่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ จากนั้นก็พาเด็กๆ เดินสูดอากาศบริสุทธิ์ที่มีความชื้นสูง สักพักก็ได้เวลาเดินทางต่อ เราลงมาแวะกาดมูเซอ ตลาดที่ชาวเขานำพืชผัก ผลไม้ มาจำหน่ายให้นักท่องเที่ยว มีทั้ง พลับฝาด อะโวกาโด ราสป์เบอร์รี่ เสาวรสหวาน และผักมากมายหลายชนิด เราเดินชิมราสป์เบอร์รี่กันจนหนำใจและเหมาหมด จนทีมอื่นต้องอดชิมไปเลย อิอิอิ

จากนั้น ก็มุ่งหน้าขึ้นสู่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ที่นี่เราขออนุญาตนัดแนะเจ้าหน้าที่ คุณภัคจิรา และ คุณอนันต์ ไว้ เส้นทางขึ้นไปขุนวางก็ผ่านแปลงดอกเบญจมาศมากมายตามไหล่เขาที่พอเป็นพื้นราบ เราถึงจุดนัดพบเมื่อยามบ่าย

ไม่พูดพล่ามทำเพลงตรงเข้าไปที่แปลงพลับหวานทันที

“ดอกเริ่มบานเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ จากนั้นพอเข้าสิงหาคมก็จะเริ่มสุกได้ที่ แต่ปีนี้กระทบหลายอย่าง ทั้งแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอากาศเย็นกว่าปกติ ทำให้สุกช้าลง” คุณอนันต์ เจ้าหน้าที่เล่าให้เราฟัง

แปลงพลับที่นี่แยกปลูกทั้งพลับฝาดและพลับหวาน พลับฝาดผลดกเต็มต้น แต่ไม่มีใครให้ความสนใจ นอกจากถ่ายภาพสวยๆ เพราะสมาชิกเราต่างมุ่งเข้าแปลงพลับหวาน “ฟูยู่ออสเตรเลีย” แกะถุงที่ครอบออก เด็ด เช็ดสักนิด เป่าไล่มดและกัด ความรู้สึกแรกสัมผัสคือ กรอบ และความหวานจะค่อยๆ ชำแรกเข้าไปในลิ้น หอมในแบบพลับที่ไม่เคยได้ชิมจากที่ไหน ที่นี่ปลูกแบบอินทรีย์แท้ๆ ดังนั้น จึงไม่ต้องห่วงเรื่องสารเคมีใดๆ ครับ

ขอเตือนท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าได้ไปลองกับพลับพันธุ์อื่น หรือพลับที่เรายังไม่ทราบสายพันธุ์นะครับ ไม่งั้นรสฝาดจะติดลิ้นไปเป็นวันเลยนะ

กรอบ หวาน เคี้ยวเพลิน คือเอกลักษณ์ของพลับหวานที่นี่ ไม่ต้องปอกเปลือกเลย กัดกินแบบแอปเปิ้ล ซึ่งทุกคนลงความเห็นว่าเป็นการกินพลับที่อร่อยที่สุดในโลก

กระไอหมอกที่คลอเคลีย ลมเย็นเอื่อยๆ เสื้อแขนยาวตัวเดียวก็ทำให้เราได้อากาศที่กำลังพอดี เย็นพอให้อยากขยับร่างกาย และขอโทษ นี่เพียงแค่บ่ายสองเท่านั้นนะครับ ไม่อยากคิดถึงค่ำคืนนี้ ที่ศูนย์วิจัยฯ เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าไปชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมีที่พัก อาหาร ในราคามิตรภาพ บรรยากาศงดงาม โดยเฉพาะในช่วงต้นปี จะมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปกันเป็นจำนวนมาก เพื่อยลโฉมนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย ที่เผยดอกบานสะพรั่งเต็มพื้นที่ หากท่านใดสนใจ ก็ติดต่อที่ คุณอนันต์ ได้เลยครับ ขอบคุณ ที่ได้ติดตามกันครับ ลุ้นกันนะว่าครั้งหน้าจะเป็นเรื่องราวใด

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย พลับหวาน จะมีทรงผลลักษณะกลม ส่วนพลับฝาดจะมองเห็นเป็นสี่เหลี่ยมมากกว่า พลับหวานสามารถกัดกินสดๆ จากต้นได้เลย แต่พลับฝาดจะต้องนำมารมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือบ่มด้วยเหล้าในสภาพสุญญากาศ เพื่อให้หมดฝาดเสียก่อนจึงจะกินได้ ในท้องตลาดส่วนมากหรือเกือบทั้งหมด เป็นพลับฝาดที่ผ่านการรมหรือบ่มมาแล้ว

ติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) คุณอนันต์ หงส์อินตา โทร. (053) 114-133-6

แวะชม “งานเกษตรครบวงจร” ที่หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ในศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด พระนครศรีอยุธยา

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05101010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ท่องเที่ยวเกษตร

พิงค์บุ๊ก

แวะชม “งานเกษตรครบวงจร” ที่หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ในศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด พระนครศรีอยุธยา

“กินข้าวให้หมดจานนะลูก อย่ากินทิ้งกินขว้าง สงสารพระแม่โพสพ สงสารชาวนากันบ้าง” เชื่อว่า ลูกหลานไทยหลายคนคงจะเคยได้ยินพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พร่ำสอนในลักษณะนี้กันมาบ้าง เนื่องจากคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่บริโภคข้าวอย่างไม่ใส่ใจ กินเหลือทิ้งในจาน เหตุเพราะพวกเขาไม่รู้จักต้นข้าว ไม่รู้วิธีการทำนาปลูกข้าวในแต่ละขั้นตอนว่า กว่าจะได้ข้าวแต่ละเมล็ด ชาวนาต้องทำงานหนักและเหนื่อยยากสักแค่ไหน

เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยที่อยู่อาศัยในชุมชนเมืองใหญ่ ได้ร่วมเรียนรู้การทำการเกษตรแบบดั้งเดิม และเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการปลูกข้าว ในฐานะพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และรากฐานวิถีชีวิตของคนไทย สถานีวิทยุจราจรเพื่อสังคม (TRS 99.5) จึงได้จัด โครงการ “ปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ” ครั้งที่ 12 โดยนำพาสมาชิก TRS Fan club และตัวแทนหน่วยงานภาคีกว่า 120 ท่าน ร่วมศึกษาการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากชาวบ้านหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ณ โครงการก่อสร้างศิลปาชีพเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โครงการก่อสร้างศิลปาชีพเกาะเกิด

ปัจจุบัน โครงการศิลปาชีพ ตำบลเกาะเกิด ตั้งอยู่ เลขที่ 999 หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โครงการนี้เกิดจากแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเป็นแหล่งรวมงานศิลปาชีพ ผลิตผลทางการเกษตร และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตัวอย่าง ปัจจุบัน โครงการอยู่ระหว่างการดำเนินการ ยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ แต่พื้นที่แห่งนี้กำลังเป็นที่สนใจของคนไทยจำนวนมาก ในฐานะเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรอย่างครบวงจร และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พลเอกมนัส คล้ายมณี ประธานคณะทำงานโครงการก่อสร้างศิลปาชีพเกาะเกิด กล่าวว่า โครงการศิลปาชีพ ตำบลเกาะเกิด จากแนวพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชประสงค์จะจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพแห่งใหม่ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมศิลปวัฒนธรรมของทุกภาค เป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนไทยให้คงอยู่สืบไป โดยทรงให้เลือกหาสถานที่ที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานครมากนัก ซึ่งคณะกรรมการดำเนินงานได้พิจารณาเลือกพื้นที่บริเวณตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสถานที่ก่อสร้างศูนย์ศิลปาชีพแห่งใหม่ เมื่อ ปี 2541

ปัจจุบัน โครงการศิลปาชีพ ตำบลเกาะเกิด มีพื้นที่ประมาณ 2,028 ไร่ ได้จัดสรรการใช้ประโยชน์ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ทำเกษตรกรรม กลุ่มอาคารพิพิธภัณฑ์ กลุ่มอาคารฝึกงาน ที่พักอาศัยของสมาชิกศิลปาชีพ และกลุ่มหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบัน ใช้งบประมาณของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ไปแล้วหลายพันล้านบาท ขณะนี้แผนการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วกว่า 50% สามารถฝึกสอนนักเรียนด้านการแกะสลักไม้ ที่ทรงคัดเลือกจากชาวบ้านชนบทที่ยากจน สร้างหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตัวอย่าง จำนวน 21 หลัง ผลผลิตทางการเกษตร จำหน่ายภายใต้ชื่อโครงการศิลปาชีพเกาะเกิด โดยวางจำหน่ายที่ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของโครงการริมถนนสายเอเชียฝั่งขาเข้า

“ทุกวันนี้ ทางโครงการได้จ้างงานชาวบ้านในท้องถิ่น เดือนละ 2 ล้านบาท และมีผลผลิตสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ ได้แก่ ข้าว พืชผัก ไม้ผล วางจำหน่ายหน้าโครงการ มีรายได้ประมาณ เดือนละ 1 ล้านบาท แม้ตัวเลขรายได้จะน้อย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน เพราะนี่คือ “กำไรของแผ่นดิน” ซึ่งเป้าหมายสำคัญในการทรงงานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมุ่งมั่นสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้มีรายได้ที่มั่นคง จนสามารถยกฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน” พลเอกมนัส กล่าว

ชมเพลิน “ฟาร์มเกษตรครบวงจร”

ภายในโครงการมีการดำเนินกิจกรรมการเกษตรหลากหลายอย่างครบวงจร จุดแรกที่แวะชมคือ จุดเรียนรู้เรื่องดินและปุ๋ย มีเจ้าหน้าที่สาธิตการทำ อีเอ็ม บอล ที่ทำจากวัสดุหาง่ายในท้องถิ่น ขั้นตอนการทำก็ไม่ยุ่งยาก เริ่มจากนำรำละเอียด 2 ส่วน รำหยาบ 1 ส่วน ทรายละเอียด 1 ส่วน มาผสมกับ สาร อีเอ็ม กากน้ำตาล และน้ำ ในอัตราส่วน 1:1:20 ความชื้นพอเหมาะที่จะปั้นเป็นก้อนได้ เมื่อนำไปใช้งาน จะใช้วิธีการโยนหรือเหวี่ยงไปทั่วๆ บริเวณน้ำเน่าเสียก่อนได้ โดยทั่วไป อีเอ็ม บอล ขนาดเท่าลูกเปตอง สามารถบำบัดน้ำได้ 10 ลูกบาศก์เมตร

ใกล้ๆ กันมีจุดสาธิต “การทำดินปลูกต้นไม้” ที่มีวัตถุดิบสำคัญ ประกอบด้วย ดิน ขุยมะพร้าว ปุ๋ยโบกาฉิ ใบไม้บด โดไลไมท์ กากน้ำตาล น้ำหมักซาวข้าว และ อีเอ็ม วิธีทำ ให้เอาส่วนต่างๆ มาผสมดินตามสัดส่วน ให้มีความชื้น 40% ก็นำไปใช้งานได้ทันที เจ้าหน้าที่แนะนำให้ใช้ดินสูตรนี้รองก้นหลุมสำหรับปลูกต้นไม้ หรือนำไปขยายพันธุ์เพาะพืช เช่น เมล็ดผัก เมล็ดพันธุ์ไม้ยืนต้น หรือใช้เป็นปุ๋ยใส่พืชได้ทุกชนิด

อีกจุดที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ การทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ (โบกาฉิ) เริ่มจากเตรียมมูลสัตว์ รำข้าว แกลบน้ำหมักซาวข้าว อีเอ็ม ใบไม้บด กากน้ำตาล และโดไลไมท์ วิธีทำ ให้นำวัตถุดิบส่วนต่างๆ มาผสมดินตามสัดส่วน ให้มีความชื้น 30-40% จะหมักเป็นกองใส่ถุงปุ๋ยหรืออัดใส่ถุง ใช้เวลาหมัก 7-15 วัน วิธีใช้ ในการเตรียมแปลง ควรใช้ปุ๋ยสูตรนี้ก่อนพรวนดิน ไร่ละ 100 กิโลกรัม หากต้องการดูแลบำรุงดิน ควรใส่ปุ๋ย ตารางเมตรละ 2-3 กำมือ เดือนละ 2-3 ครั้ง และปุ๋ยสูตรนี้ยังเหมาะสำหรับใช้ในการเตรียมบ่อหรือบำบัดน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งและปลาอีกด้วย ข้อดีของการใช้ปุ๋ยสูตรนี้คือ ทำให้ดินร่วนซุย และมีธาตุอาหารทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตดี ทนต่อสภาวะแวดล้อม เหมาะสำหรับใช้กับพืชไร่ ไม้ผล พืชผักทุกชนิด

ทุกพื้นที่ในโครงการนำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ที่นี่ได้รวบรวมสายพันธุ์กล้วย มะม่วง และทุเรียนสายพันธุ์โบราณหายากไว้มากมายหลายสายพันธุ์ และมีแปลงปลูกไม้ผลนานาชนิด เช่น กล้วย มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม ขนุน กระท้อน ฯลฯ กลุ่มพืชผักสวนครัว คือผลผลิตหลักของโครงการ ที่นี่มีแปลงปลูกพืชผักทั้งลงแปลงเพาะและปลูกแซมตามร่องสวน หมุนเวียนตามความต้องการของตลาด เช่น พริก มะเขือ แตงกวา คะน้า เป็นต้น นอกจากนี้ ยังปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เช่น กล้วยไม้ ดาวเรือง โมก และแก้ว ฯลฯ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อดอกไม้ประดับบริเวณพื้นที่โครงการ

งานประมง

ภายในบริเวณโครงการมีสระน้ำขนาดใหญ่ ที่เหมาะแก่การทำกิจกรรมประมงทั้งแบบเลี้ยงในกระชังและปล่อยตามธรรมชาติ ปัจจุบันทางโครงการได้เลี้ยงปลาหลากหลายชนิด เช่น ปลานิล ปลาแรด ปลาเทโพ ปลาบึก ฯลฯ เมื่อปลาเติบโตได้ขนาด จะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทปลาตากแห้ง นอกจากนี้ ทางโครงการยังได้ปล่อยปลาลงสระน้ำเพื่อการอนุรักษ์อีกด้วย เช่น ปลาตะเพียน ปลาตะเพียนทอง เป็นต้น

ทางโครงการได้จัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นจุดสาธิตการเลี้ยงกบ ภายใต้การดูแลของกรมประมง ฟาร์มแห่งนี้ได้เลี้ยงกบจำนวน 3 สายพันธุ์ คือ “กบนา” ซึ่งเป็นกบขนาดกลาง ผิวสีน้ำตาลปนดำ สีอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามแหล่งที่อยู่อาศัย กบนาตัวโตเต็มที่ ยาวประมาณ 4 นิ้ว น้ำหนัก ประมาณ 6 ตัว ต่อกิโลกรัม “กบจาน” เป็นกบขนาดใหญ่ ผิวสีน้ำตาลปนเหลือง ตัวโตเต็มที่ ยาวประมาณ 5 นิ้ว น้ำหนัก ประมาณ 4 ตัว ต่อกิโลกรัม และ “กบบูลฟร็อก” ที่มีขนาดใหญ่ ผิวหนังส่วนหลังขรุขระ ลำตัวมีจุดสีน้ำตาล ขาหลังมีลวดลายขวาง ใต้คางมีสีเหลือง ตัวโตเต็มที่ ยาวประมาณ 8 นิ้ว

ผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้การเพาะเลี้ยงกบเลียนแบบธรรมชาติ ที่นี่จะคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ ไม่มีโรค อายุประมาณ 1-2 ปี เพศเมียจะมีท้องขยายใหญ่ มีปุ่มสากข้างลำตัวทั้ง 2 ข้าง เพศผู้จะร้องเสียงดัง ถุงเสียงใต้คางจะพองโปน เมื่อใช้นิ้วสอดที่ใต้ท้องจะใช้เท้ารัดนิ้วไว้แน่น การผสมพันธุ์ จะเตรียมบ่อเพาะพันธุ์ เติมน้ำประมาณ 5-7 เซนติเมตรเตรียมฝนเทียมโดยใช้ท่อ พีวีซี ขนาดครึ่งนิ้ว มาเจาะรูตามท่อ และต่อน้ำเข้าให้น้ำไหลออกมาคล้ายฝนตก ปล่อยพ่อแม่พันธุ์กบที่คัดเลือกลงในบ่อที่เตรียมไว้ อัตราส่วน 1 : 1 ต่อ พื้นที่ 1 ตารางเมตร เปิดฝนเทียม กบจะจับคู่ผสมพันธุ์กันในช่วงเวลา 17.00-22.00 น. และปล่อยไข่ในช่วงเช้ามืด

การอนุบาล จะแยกพ่อแม่พันธุ์ออกจากบ่อเพาะพันธุ์ ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 24 ชั่วโมง การอนุบาลใช้บ่อซีเมนต์หรือบ่อดินก็ได้ ในช่วงแรกให้ไรแดงเป็นอาหาร หลังจากนั้นจึงปรับเป็นอาหารเม็ด จนเป็นลูกกบ อายุประมาณ 1 เดือน สามารถนำไปเลี้ยงต่อได้ เจ้าหน้าที่ประมงบอกว่า การเลี้ยงกบในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ทั้งการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ บ่อดิน เลี้ยงในกระชังและเลี้ยงในคอก ระยะเวลาการเลี้ยงกบ ประมาณ 4 เดือน จะได้กบ ขนาด 4-5 ตัว ต่อกิโลกรัม สามารถนำไปจำหน่ายได้

หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง

เจตนารมณ์ในการก่อตั้งหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมา เนื่องจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล็งเห็นถึงปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินในภายภาคหน้า เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ผืนดินยังคงมีจำนวนเท่าเดิม อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนที่ทำกินในอนาคต พระองค์จึงทรงให้หาต้นแบบในการทำมาหากินที่จะช่วยให้ราษฎรสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ โดยให้พ่อบ้านเข้าเป็นแรงงานของโครงการศิลปาชีพ ส่วนแม่บ้านให้ทำงานบ้านและทำเกษตรปลอดสารพิษ เมื่อพ่อบ้านว่างจากการทำงานประจำแล้ว ก็จะมาช่วยทำงานเกษตร ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของเกษตรกรไทย

คุณประมวล เกษมสันต์ หนึ่งในเกษตรกรตัวอย่างในโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงเล่าว่า เขาเคยทำงานเป็นทหารเกณฑ์ ต่อมาได้รับการคัดเลือกให้เข้าเป็นเกษตรกรของโครงการ ได้รับที่ดินจัดสรร จำนวน 2 ไร่ และบ้านพัก 1 หลัง ทางโครงการได้อบรมความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืช การทำปุ๋ย ให้การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ ปัจจุบันเขามีรายได้จากการทำงานในโครงการ เดือนละ 14,000 บาท และมีรายได้เสริมจากการขายผลผลิตทางการเกษตรอีก เดือนละ 5,000 บาท

“ครอบครัวผมมีความสุขมากขึ้น นับแต่ได้เข้ามาอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์ รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นไว้ ตั้งใจจะทำงานทุกอย่างให้ดีที่สุด นี่คือ ความตั้งใจที่จะทำถวายให้พระองค์ท่าน” คุณประมวล เกษมสันต์ กล่าวในที่สุด

%d bloggers like this: