ทำมาหากิน

All posts tagged ทำมาหากิน

‘หม่องสมุนไพร’ ปรับโฉม พุ่งเป้านักท่องเที่ยว-ลุยตลาดนอก

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160325/224649.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม 2559
'หม่องสมุนไพร' ปรับโฉม พุ่งเป้านักท่องเที่ยว-ลุยตลาดนอก

ทำมาหากิน : ‘หม่องสมุนไพร’ ปรับโฉม พุ่งเป้านักท่องเที่ยว-ลุยตลาดนอก : โดย…ธานี กุลแพทย์

                    ผลิตภัณฑ์ยาสามัญประจำบ้าน นับเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ปัจจุบันมีแนวโน้มการแข่งขันด้านตลาดที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้บรรดาผู้ประกอบการเร่งปรับกลยุทธ์สู้ตลาด เช่นเดียวกับแบรนด์ “ช้อนทองมงคล” โดยการนำของสาวแกร่ง ชุติภา บวรกิจสุธี แห่งบริษัท รัตนบวรกิจติ สมุนไพร จำกัด ที่มุ่งผลิตสินค้าเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และเตรียมเปิดตลาดให้ครอบคลุมกลุ่มประเทศอาเซียน
ชุติภา บวรกิจสุธี ยอมรับว่า แม้ปัจจุบันการแข่งขันสินค้าแปรรูปสมุนไพรในโหมดยาสามัญประจำบ้านจะเพิ่มสูงขึ้น ทว่าผลิตภัณฑ์แบรนด์ช้อนทองมงคล ซึ่งประกอบไปด้วย น้ำมันเหลือง ยาหม่องสมุนไพร ยาหม่องอโรมา ยาหม่องเขียว ก็ยังคงมีส่วนแบ่งด้านการตลาดในประเทศระดับที่ดีตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่เป็นเช่นนี้เพราะเน้นพัฒนาสินค้าให้ได้คุณภาพสูงสุด ด้วยประสบการณ์จากการทำน้ำมันเหลืองสูตรต้นตำรับยาของครอบครัวมากว่า 30 ปี
                    “เรามีเจตนารมณ์ที่จะสืบทอดมรดกทางปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น ในการผลิตยาสมุนไพรให้เป็นที่พึงพอใจแก่ลูกค้า โดยคัดสรรวัตถุดิบชั้นดี การผลิตทุกชิ้นยังคงตัวยาสูตรดั้งเดิมไว้ ควบคู่พัฒนาสูตรอื่นเพิ่ม ขณะที่ทุกสูตร ทุกตัวยาผ่านมาตรฐาน อย. มีโรงงานผลิตที่ได้มาตฐาน จีเอ็มพี ที่สำคัญราคาไม่แพงเกินจริง จึงทำให้สินค้าได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้ทั้งในและต่างประเทศ” ชุติภา กล่าว
                    พร้อมระบุว่า โดยเฉพาะลูกค้าจากประเทศจีนที่ให้การตอบรับอย่างมากมาย ภายหลังบริษัทนำผลิตภัณฑ์เดินทางร่วมภาครัฐไปออกบูธ 2 ครั้ง เมื่อช่วงปี 2555, 2556 ทำให้มีออเดอร์ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ยิ่งบริษัททัวร์ที่จะมีออเดอร์สินค้าของเราแจกให้นักท่องเที่ยว
                    ปัจจุบันนอกจากผลิตภัณฑ์น้ำมันเหลืองซึ่งเป็นสินค้าที่ได้การตอบรับจากผู้ใช้มาเหนียวแน่นยาวนานกว่า 3 ทศวรรษแล้ว ในสินค้าตระกูลยาหม่องภายใต้แบรนด์นี้ก็ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคไม่ต่างกัน ล่าสุดได้แตกไลน์ผลิตเพิ่มเป็นบาล์ม และยาดมชุติภา เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยรุ่น ซึ่งชุติภาบอกว่า กลุ่มคนเหล่านี้เริ่มหันมาใช้กันมากขึ้น และการันตีทุกชนิดมีสรรพคุณได้มาตรฐานตรงตามหลักเภสัชสมุนไพร อีกทั้งทุกกระบวนการผลิตจะควบคุมและดูแลอย่างใกล้ชิด
                    “ทุกสินค้าในแบรนด์ของเราจะเน้นมากเรื่องคุณภาพที่เป็นสูตรสมุนไพรดั้งเดิม ราคาไม่แพง ไม่เหนียวเหนอะหนะ แห้งซึมเข้าสู่ผิวหนังได้เร็ว มีกลิ่นหอมเย็นจากสมุนไพร สะดวกในการพกพา มีแบบหัวสเปรย์ฉีด แบบหัวลูกกลิ้ง ใช้ง่าย ปลอดภัย จึงทำให้ได้การตอบรับที่ดีจากตลาดมากขึ้น”
                    ส่วนทิศทางการตลาดปี 2559-2560 ชุติภา บอกว่า ตั้งใจทำให้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ช้อนทองมงคลเป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่สามารถหยิบใช้ได้ตลอดเวลา โดยมีแผนจะกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งขยายตลาดสู่กลุ่มประเทศอาเซียนให้เพิ่มขึ้น ตามข้อตกลงการเปิดเสรีของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะส่งให้มูลค่าตลาดสินค้าโหมดนี้พุ่งสูงขึ้นในอนาคต
                    อย่างไรก็ตามในโอกาสนี้ ชุติมาย้ำว่า เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ให้แก่เจ้าของกิจการที่ต้องการต่อยอดธุรกิจ ผู้อยากมีแบรนด์ของตัวเองในสินค้าหมวดสุขภาพและความงาม บริษัทยังเปิดตลาดโออีเอ็ม ด้วยการรับผลิตสินค้าสมุนไพรไทยด้วย ฉะนั้นสนใจสอบถามรายละเอียด โทร.0-2902-3675, 08-1943-3982
————————
(ทำมาหากิน : ‘หม่องสมุนไพร’ ปรับโฉม พุ่งเป้านักท่องเที่ยว-ลุยตลาดนอก : โดย…ธานี กุลแพทย์)
Advertisements

พลิกที่นา 7 ไร่หันมาเลี้ยงหมู เพียง 2 ปีรายได้ปีละเป็นล้าน

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160324/224581.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม 2559
พลิกที่นา 7 ไร่หันมาเลี้ยงหมู เพียง 2 ปีรายได้ปีละเป็นล้าน

ทำมาหากิน : พลิกที่นา 7 ไร่หันมาเลี้ยงหมู เพียง 2 ปีรายได้ปีละเป็นล้าน : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                    ครั้งหนึ่งของครอบครัว “จันทรา พิมพ์โพชา” เกษตรกร ต.นาดี อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ที่ยึดอาชีพทำนาในพื้นที่กว่า 80 ไร่ แต่รายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง บางปีประสบกับภาวะขาดทุน ฐานะความเป็นอยู่ในสภาพยากจน เหมือนกับชาวนาส่วนใหญ่ แต่หลังจากที่ตัดสินใจเลี้ยงหมูได้เพียง 2 ปี มีรายได้ปีละถึงหลักล้านบาท ทำให้วันนี้ครอบครัวมีฐานะที่ดีขึ้นตามลำดับ
                    จันทราบอกว่า เกิดในครอบครัวเกษตรกร ที่ยึดอาชีพทำนามาตลอด มีพื้นที่นอกเขตชลประทาน 80 ไร่ การทำนาต้องอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตออกมาไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากบางปีก็แห้งแล้ง บางปีน้ำท่วม ส่งผลให้รายได้ไม่แน่นอน บางปีขาดทุน สิ่งที่ตามรายได้กับรายจ่ายไม่สมดุล ขณะที่ลูกอีก 2 คนกำลังโตต้องใช้เงินมากขึ้น จึงหารือกับสามีว่าจะทำอาชีพอะไรที่จะทำให้ครอบครัวมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในระหว่างนั้นสังเกตเห็นเพื่อนบ้านหลายคนหันมายึดอาชีพเลี้ยงหมูภายในโรงเรือนระบบปิด ดูสะอาดและสวยงาม บางคนขยายโรงเรือนเลี้ยงหมูจาก 1 เป็น 2 ถึง 3 โรงเรือนภายในระยะเวลาไม่กี่ปีและรายได้ดีด้วย คิดจะเลี้ยงบ้างแต่มีปัญหาด้านเงินลงทุน
                    ในที่สุดตัดสินใจไปปรึกษาเพื่อนบ้าน ทราบว่า เพื่อนบ้านที่เลี้ยงหมู ร่วมกับโครงการส่งเสริมพนมสารคามของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ในรูปแบบของเกษตรพันธสัญญา หรือ คอนแทรคฟาร์มมิ่ง และเพื่อนบ้านแนะให้ไปปรึกษาและติดต่อสอบถามข้อมูลทางซีพีเอฟ แนะนำการเลี้ยงในรูปแบบ ‘ฝากเลี้ยง’ พร้อมพาไปดูฟาร์มหมู พอมองเห็นโอกาสความเป็นไปได้ในอาชีพใหม่ จึงตัดสินใจแบ่งพื้นที่นา 7 ไร่ เริ่มเลี้ยงหมูขุน 1 โรงเรือน จำนวน 700 ตัวในปี 2548
                    “ตอนแรกก็ยอมรับว่ากลัวปัญหาที่จะตามมา คือ เราไม่มีทุนพอที่จะลงทุนสร้างโรงเรือน ไม่มีประสบการณ์และความรู้ในการเลี้ยงหมูที่ถูกต้อง ก็เป็นความโชคดีที่เราได้เลือกมาร่วมธุรกิจกับซีพีเอฟ เพราะเขาเอาใส่ใจเราดีมาก มีสัตวแพทย์และสัตวบาลมาถ่ายทอดความรู้ สอนเทคนิคการเลี้ยง มีตัวแทนคอยให้คำปรึกษาช่วยให้เราสามารถมีเงินกู้จากธนาคารในการเริ่มต้นอาชีพได้” จันทรา กล่าว
                    เธอ บอกว่า หลังจากที่เลี้ยงหมู 2 ปี ครอบครัวตัดสินใจสร้างโรงเรือนเลี้ยงหมูเพิ่มอีก 1 หลัง เนื่องจากมีรายได้ที่ชัดเจน ที่สำคัญหมูที่เลี้ยงในรูปแบบของคอนแทรคฟาร์มมิ่งมีการประกันรายได้ ไม่มีความเสี่ยงใดๆ เพราะทางซีพีเอฟเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ทั้งเรื่องการหาพันธุ์หมู วัตถุดิบอาหาร และการหาตลาด จุดนี้ทำให้มีเงินเก็บและสามารถผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมจากการลงทุนทั้ง 2 โรงเรือน ปัจจุบันเหลือหนี้ไม่กี่หมื่นบาท และผ่อนได้สบายๆ เพราะปัจจุบันครอบครัวมีรายได้ปีละหลักล้านบาท
                    “บางคนก็บอกว่า การทำเกษตรแบบเกษตรพันธสัญญา บริษัทจะเอาเปรียบเรา พอเข้ามาจริงๆ ไม่ใช่เลย เพราะทางบริษัทมอบความรู้และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เช่น มูลหมู มาทำระบบไบโอแก๊ส ที่ช่วยให้ฟาร์มลดปัญหามลภาวะทางอากาศที่เกิดจากกลิ่นของมูลสุกร เราอยู่กับชุมชนรอบข้างได้ แก๊สที่ได้มาใช้ปั่นกระแสไฟฟ้า เพื่อใช้ภายในฟาร์มและในครัวเรือน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของฟาร์มได้ถึง 50% จากเดิมเสียค่าไฟเดือนละ 1 หมื่นบาท ปัจจุบันเสียค่าไฟเพียง 5,000-6,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น ถือว่าเราตัดสินใจถูกต้อง” เธอ กล่าวอย่างมั่นใจ
                    นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกร ที่ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพที่ถูกทาง จนประสบผลสำเร็จ ทำคุณภาพชีวิตของสมาชิกครอบครัวดีขึ้นตามลำดับ และกำลังจะกลายเป็นเกษตรกรที่ร่ำรวยในไม่ช้านี้
————————
(ทำมาหากิน : พลิกที่นา 7 ไร่หันมาเลี้ยงหมู เพียง 2 ปีรายได้ปีละเป็นล้าน : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

‘ปลาส้มอินทรีย์’งานวิจัยมข.เมนูอร่อย-เป็นมิตรสุขภาพ

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160323/224544.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 23 มีนาคม 2559
‘ปลาส้มอินทรีย์’งานวิจัยมข.เมนูอร่อย-เป็นมิตรสุขภาพ

ทำมาหากิน : ‘ปลาส้มอินทรีย์’งานวิจัยมข. เมนูอร่อย-เป็นมิตรสุขภาพ : โดย…ธานี กุลแพทย์

      ความเปรี้ยวของ “ปลาส้ม” เป็นเสน่ห์ที่เกิดจากการถนอมอาหารภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะในภาคอีสานที่แต่ละแห่งจะมีสูตรอร่อยที่แตกต่างกัน อันเนื่องจากตัวแปรคือวัตถุดิบชนิดปลา ส่วนผสม ขั้นตอนการทำ ซึ่งทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่สม่ำเสมอ เหตุนี้ รศ.ดร.สิรินดา ยุ่นฉลาด รวมทั้งนักวิจัยภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จึงมีแนวคิดผลิต “ปลาส้มคุณภาพสูง” โดยใช้กล้าเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์เพื่อให้กระบวนการผลิตได้มาตรฐานทั้งรสชาติ คุณภาพ กรรมวิธีผลิตที่สะอาดปลอดภัย สามารถขยายการผลิตไปสู่การทำเป็นอุตสาหกรรมได้
      รศ.ดร.สิรินดา ยุ่นฉลาด เปิดเผยว่า การวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร มข. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และจากโครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษาและการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา เริ่มจากคัดเลือกกล้าจุลินทรีย์ซึ่งจะติดมากับตัวปลาและกระเทียมระหว่างการหมัก ซึ่งคณะวิจัยสังเกตการทำงานของจุลินทรีย์โดยดูจากการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพความเป็นกรดด่าง การตรวจสอบเนื้อสัมผัส ความเด้งของเนื้อปลา สี กลิ่น รส
      โดยเฉพาะจากการชิมปลาส้มสูตรต่างๆ สูตรใดได้รับการยอมรับก็จะนำสูตรนั้นมาใช้เป็นแหล่งคัดเลือกจุลินทรีย์พันธุ์บริสุทธิ์เพื่อใช้เป็นกล้าเชื้อใช้ทำปลาส้มในขั้นตอนต่อไป
      ทั้งนี้ คณะวิจัยมีการพัฒนากล้าเชื้อจุลินทรีย์ให้มีลักษณะคุณสมบัติที่ดีมาผลิตเป็นกล้าเชื้อปลาส้มชนิดเหลว ต่อมาพัฒนาเป็นกล้าเชื้อแบบผงและในรูปแบบที่เป็นลูกแป้งอย่างง่ายๆ
      ส่วนในอนาคต รศ.ดร.สิรินดา บอกว่า วางแผนผลิตกล้าเชื้อปลาส้มที่มีคุณภาพบรรจุซองวางจำหน่ายให้ผู้บริโภคสามารถซื้อไปทำปลาส้มได้เองในครัวเรือน ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดเพื่อการขยายกำลังการผลิตเป็นปลาส้มสะอาด มีการควบคุม การผลิตที่ได้รสชาติคงที่สะอาด มีมาตรฐาน ยืดอายุการเก็บรักษาได้นานและปลอดภัย
      “กล้าเชื้อจุลินทรีย์ที่เราคัดเลือกไว้นั้น เป็นจุลินทรีย์ที่มาจากกลุ่มที่เป็นมิตรที่ดีต่อสุขภาพในกลุ่มแบคทีเรียกรดแลคติก เมื่อจุลินทรีย์ย่อยองค์ประกอบประเภทคาร์โบไฮเดรตในข้าวหรือในกระเทียมแล้วนำกลูโคสที่ได้จากการย่อยนั้นมาหมักแล้วจะทำให้ได้กรดแลคติกและกรดอะซิติก หรือกรดนํ้าส้มสายชูซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งกรดเหล่านี้จะทำให้แคลเซียมในกระดูกปลาตะเพียนละลายออกจากก้างปลา ทำให้ก้างปลาตะเพียอ่อนตัวนิ่มลง รับประทานได้โดยไม่ต้องกลัวติดคอ”
      อีกทั้งแบคทีเรียกรดแลคติกที่คัดเลือกมาทำกล้าเชื้อหมักปลาส้มนั้นยังมีโอกาสที่จะเป็นพันธุ์ที่ผลิตสารกาบา (gamma-aminobutyricacid, GABA) ซึ่งสารนี้ช่วยบำรุงสมอง ที่ส่งผลแก้ความจำเสื่อมได้
      อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.สิรินดา กล่าวว่า ยังมีข้อสันนิษฐานที่เชื่อได้ว่า จากกระบวนการผลิตปลาส้มโดยใช้กล้าเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์ดังกล่าว จะทำให้ผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย รสชาติดี คุณภาพเต็มร้อย อันจะส่งให้ปลาส้มอินทรีย์นี้ไม่เป็นแค่อาหารยอดนิยม ทว่า ยังสามารถขยายการผลิตไปสู่การทำเป็นอุตสาหกรรมได้ในอนาคตด้วย

ปลูกหญ้า‘หวายข้อ’เลี้ยงวัวชนสร้างรายได้

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160322/224487.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 22 มีนาคม 2559
ปลูกหญ้า‘หวายข้อ’เลี้ยงวัวชนสร้างรายได้
ปลูกหญ้า‘หวายข้อ’เลี้ยงวัวชนสร้างรายได้

ทำมาหากิน : ปลูกหญ้า ‘หวายข้อ’ เลี้ยงวัวชน สร้างรายได้ชาวบ้านบางเหรียง : โดย…สุพิชฌาย์ รัตนะ

 

 

       จากแปลงนาร้างเนื้อที่หลายสิบไร่ถูกนำมาพลิกฟื้นคืนการใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกหญ้าขายสร้างรายได้ให้ชาวบ้านหมู่ 4 บ้านบางเหรียง ต.บางเหรียง อ.ควนเนียง จ.สงขลา ได้เป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะ “สุวิทย์ นวลปิด” ที่มุ่งมั่นปลูกหญ้าบนเนื้อที่ 10 ไร่ขาย แม้ผืนนาแปลงนี้จะเป็นพื้นที่เช่าทำกิน แต่รายได้ที่รับมาก็สามารถเลี้ยงปากท้องได้ ก่อนหน้านี้เขาเช่าพื้นที่ปลูกผักปลอดสารพิษ แต่ทำไปทำมาพบว่ากำไรที่ได้ก็น้อยลง เพราะมีการปลูกกันหลายรายทำให้ออเดอร์น้อยขณะที่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นมตามสภาพเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจหันมาปลูกหญ้าเลี้ยงวัวชนขายแทน วันนี้ผืนนา สุวิทย์ จึงเต็มไปด้วยหญ้าแต่เป็นหญ้าที่ขายได้และราคาดีด้วย
       สุวิทย์ บอกว่า ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงผักมาเป็นแปลงปลูกหญ้ามาประมาณ 5 ปี ที่ผ่านมาลองผิดลองถูกวิธีการปลูกจนประสบความสำเร็จ โดยมีการวางแผนการปลูกที่รอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะการวางระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ เนื่องจากหญ้าที่ปลูกนั้นต้องรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหญ้าพันธุ์ “หวายข้อ” ซึ่งเป็นหญ้าที่เหมาะสำหรับการนำไปเลี้ยงวัวชน ซึ่งในพื้นที่ภาคใต้การเลี้ยงวัวชนเป็นวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ประจำถิ่นที่นิยมเลี้ยงวัวชนให้เป็นกีฬาพื้นบ้าน ดังนั้นเมื่อการเลี้ยงมีการแพร่หลายความต้องการหญ้าสำหรับเลี้ยงวัวชนก็เพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันชาวบ้านบางเหรียง หันมาปลูกหญ้าวัวชนมากขึ้นจนขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกหญ้าสำหรับวัวชนแหล่งใหญ่ที่กลุ่มคนรักกีฬาชนวัวรับรู้กันดี
       “เป็นที่รู้กันดีในกลุ่มผู้เลี้ยงวัวชนว่าหญ้าที่นี่แหละดีและมีคุณภาพเพราะด้วยสภาพพื้นที่ดินดี น้ำดีทำให้หญ้าสมบูรณ์ “ในยามหน้าแล้งการเลี้ยงหญ้าหวายข้อแม้จะต้องการน้ำมาก แต่ในพื้นที่ก็มีแหล่งน้ำเพียงพอ ซึ่งถือเป็นข้อดีของพื้นที่ ต.บางเหรียง เพราะยิ่งแล้งหญ้าก็จะขายได้ราคาดีเป็นเท่าตัว” เจ้าของแปลงหญ้าเผย
       สำหรับการปลูกหญ้าหวายข้อ หากจะให้ดีต้องมีการวางระบบน้ำให้เป็นแบบสปริงเกอร์เพราะจะทำให้น้ำไปทั่วถึงและสามารถกำหนดเวลาให้น้ำได้อย่างสม่ำเสมอ โดยที่แปลงหญ้าของสุวิทย์ มีการวางระบบเป็นแนวระยะห่าง 8×8 เมตร เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่แปลงนา 10 ไร่ หญ้าที่ออกมาจึงสวยและมีราคาดี โดยเฉพาะปีไหนที่ประสบปัญหาภาวะน้ำแล้ง เกษตรกรต้องเตรียมหาแหล่งสำรองน้ำเพิ่มเพราะราคาหญ้าหน้าแล้งจะพุ่งไปกระสอบละ 100-150 บาท รายได้จึงตกเฉลี่ยไร่ละ 7-8 พันบาทเลยทีเดียว
       สุวิทย์ ให้รายละเอียดการปลูกหญ้าหวายข้อว่าเป็นหญ้าที่ปลูกง่ายใช้เวลาปลูกประมาณ 60-70 วัน ก็สามารถตัดขายได้ ที่สำคัญเมื่อตัดหมดแล้วหญ้าก็จะงอกขึ้นมาใหม่สามารถตัดหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปีนานประมาณ 2 ปี หรือหากแผงไหนเจ้าของบำรุงดีสามารถอยู่ได้ถึง 5 ปีเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกษตรกรหลายรายหันมาเปลี่ยนแปลงผักปลอดสารพิษที่เคยเป็นอาชีพหลักให้เป็นแปลงปลูกหญ้าแทน
       เช่นเดียวกับแปลงนาของ “อารมณ์ จันทโร” ชาวบ้านหมู่ 3 ต.บางเหรียง อีกรายที่เปลี่ยนแปลงผัก 20 ไร่ให้เป็นแปลงหญ้ารูปแบบการปลูกหญ้าขายจะมีทั้งการขายเป็นกระสอบเฉลี่ยกระสอบละ 100 บาท โดยจะตระเวนขายไปตามสนามชนวัวในแต่ละพื้นที่ ขณะที่บางรายก็จะมีการเหมาแปลงราคาขึ้นอยู่กับข้อตกลงกันทั้งสองฝ่าย เพราะทั้งคนปลูกหญ้าและคนเลี้ยงวัวชนส่วนใหญ่ก็จะรู้จักและเป็นลูกค้าขาประจำที่อุดหนุนกันมานาน
       การชนวัวเป็นกีฬาพื้นบ้านสะท้อนวิถีชีวิตของคนปักษ์ใต้ที่วันนี้ยังช่วยทำให้สร้างอาชีพใหม่ด้วยการปลูกหญ้าหวายข้อขายสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

 

‘บ้านสระพัฒนา’แปรรูปเห็ดปลอดภัยตราHappy life

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160318/224299.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม 2559
‘บ้านสระพัฒนา’แปรรูปเห็ดปลอดภัยตราHappy life

ทำมาหากิน : ‘บ้านสระพัฒนา’ แปรรูปเห็ดปลอดภัย ตรา Happy life เอาใจคนรักสุขภาพ : บายไลน์…สุรัตน์ อัตตะ

      การแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์อย่างหลากหลาย นอกจากเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์แล้วยังช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดสู่ผู้บริโภคอีกด้วย  กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสระพัฒนา อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ภายใต้การนำของ “ธณัส รัตนแสงศรี” หนุ่มนักเรียนนอก ดีกรีปริญญาโทด้านคอมพิวเตอร์ที่หันมาเอาดีอาชีพเกษตรกรรม โดยรวมกลุ่มชาวบ้านใน ต.สระพัฒนา เพาะเห็ดอินทรีย์แล้วนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างหลากหลาย ภายใต้ตราสัญลักษณ์ทางการค้า Happy Life ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานตามหลักการจีเอ็มพี
      ธณัส รัตนแสงศรี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปเห็ดบ้านสระพัฒนา ย้อนที่มาของกลุ่มแก่คณะสื่อมวลชนจากกรมประชาสัมพันธ์โดยระบุว่าเกิดจากการรวมกลุ่มชาวบ้านเพาะเห็ดหลากหลายแบบไร้สาร อาทิ เห็ดหลินจือ เห็ดนางฟ้าภูฏาน เห็ดนางรมฮังการี เป็นต้น โดยระยะแรกสนับสนุนให้ประกอบเป็นอาชีพเสริมโดยใช้แรงงานในครัวเรือนช่วยกันสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้ชาวบ้านในชุมชน ก่อนจะจัดทะเบียนก่อตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในเวลาต่อมา
      “ระยะแรกพวกเรายังไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเห็ดมากนัก จึงเริ่มต้นลงทุนซื้อก้อนเห็ดนางฟ้าภูฏานมาเปิดดอกเอง โดยเริ่มจาก 2 โรงเรือนแต่ละโรงเรือนสามารรถบรรจุก้อนเห็ดได้ 2,000 ดอก จากนั้นจึงทดลองปลูกเห็ดหลินจือสายพันธุ์จี 2 โดยดูแลตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 100% โดยเริ่มต้นจาก 1 โรงเรือน โรงเรือนละ 2,000 ก้อนเช่นกัน หลังจากคัดเลือกเห็ดหลินจือที่เพาะเลี้ยงในฟาร์มไปตรวจสอบคุณภาพกับ อย. ปรากฏว่า สินค้าของเรามีสารสำคัญอยู่ในปริมาณที่สูงมากตรงกับความต้องการของตลาด ทุกวันนี้เห็ดหลินจือของเรากว่า 80% ป้อนให้องค์การเภสัชกรรม” ประธานกลุ่มคนเดิมเผย
      ประธานกลุ่ม ระบุอีกว่า ส่วนที่เหลือจะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เห็ดหลินจือตากแห้ง จำหน่ายให้ผู้สนใจทั่วไปในกิโลกรัมละ 2-3 พันบาท และผลิตภัณฑ์น้ำเห็ดหลินจือ ซึ่งมี 2 รสชาติ ได้แก่ รสน้ำผึ้งและรสเก๊กฮวย มีอายุการเก็บนานประมาณ 2 ปี อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีผู้บริโภคให้การตอบรับน้ำเห็ดหลินจือดีมาก เนื่องจากมีผลการศึกษาทางเภสัชวิทยายืนยันว่าเห็ดหลินจือมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ต้านการเจริญเติบโตของเนื้องอกและเซลล์มะเร็ง ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยให้ดีขึ้น นอกจากนี้เห็ดชนิดอื่นๆ ก็จะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพอีกด้วย อาทิ เห็ดโคนญี่ปุ่นอบกรอบ แหนมเห็ดนางฟ้า เห็ดนางรมปรุงรสสมุนไพร เป็นต้น
      “เพื่อเป็นการตอบสนองผู้บริโภคมากขึ้น ตอนนี้เราก็มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ๆ ออกมา เช่น น้ำเห็ดหลินจือรสน้ำผึ้ง (ไม่ผสมน้ำตาล) เหมาะกับคนเป็นเบาหวาน น้ำเห็ดหลินจือผสมกระเจี๊ยบและพุทราจีน รวมถึงผสมน้ำมะขามเพิื่อเป็นการขยายช่องทางการตลาดใหม่ๆ ด้วย”
      ธณัสยอมรับว่า ผลิตภัณฑ์หลากหลายเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้หากกลุ่มไม่ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อ Small SMEs ในวงเงิน 1 ล้านบาท จากเอสเอ็มอีแบงก์ มาใช้เป็นทุนหมุนเวียนและจัดซื้อเครื่องจักรทำให้กระบวนการผลิตได้มาตรฐานตามหลักการจีเอ็มพี และเอสเอ็มอี แบงก์ ยังแนะนำองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งช่วยในการขยายช่องทางการตลาดอีกด้วย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากเห็ดของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสระพัฒนาส่งจำหน่ายให้ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น เลมอนฟาร์ม สันติอโศก ห้างเดอะมอลล์ ดิเอ็มโพเรี่ยม ฟู้ดแลนด์ทุกสาขา และศูนย์รวมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของ จ.นครปฐม
      นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์เห็ดบ้านสระพัฒนา ภายใต้ตราสัญลักษณ์สินค้า “Happy Life” ที่ผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อเอาใจคนรักสุขภาพ สนใจผลิตภัณฑ์โทร. 08-9699-4624 ได้ตลอดเวลา

50ปีปลานิลพระราชทาน’จิตรลดา’ จาก50ตัวสู่สัตว์เศรษฐกิจหมื่นล.

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160317/224214.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม 2559
50ปีปลานิลพระราชทาน'จิตรลดา' จาก50ตัวสู่สัตว์เศรษฐกิจหมื่นล.

ทำมาหากิน : 50 ปีปลานิลพระราชทาน ‘จิตรลดา’ จาก 50 ตัวสู่สัตว์เศรษฐกิจหมื่นล้าน : โดย…ดลมนัส กาเจ

                    นับจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำปลานิลไปขยายพันธุ์ และแจกจ่ายให้เกษตรกรเพื่อเลี้ยงเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง หลังจาก สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตแห่งญี่ปุ่น ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ.2508 จำนวน 50 ตัว มาถึงวันที่ 17 มีนาคม 2559 ปลานิลพระราชทาน “จิตรลดา” ครบ 50 ปีแล้ว ปัจจุบันมีเกษตรกรและภาคเอกชนเลี้ยงปลานิลเป็นอาชีพปีละถึง 2 แสนตัน สร้างมูลค่านับหมื่นล้านบาท ปีนี้สอดคล้องกับวาระมหามงคล “3 ปีติ” หรือปีแห่ง 70 ปีครองราชย์ 84 พรรษามหาราชินี และ 88 พรรษามหาราชา ที่ประชาชนร่วมกันเฉลิมฉลองและแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์
                    ดร.จรัลธาดา กรรณสูต ที่ปรึกษาสำนักราชเลขาธิการ เล่าถึงโครงการพัฒนาพันธุ์ปลานิล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ระหว่างที่คณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมบ่อปลานิลต้นแบบ ณ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559 ว่า หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ปี พ.ศ.2489 ขณะที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อันเป็นผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานโครงการพระราชดำริมากมายเพื่อบรรเทาทุกข์ของประชาชน
                    ในระหว่างนั้นมีตัวแทนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปลาหมอเทศจากแอฟริกา เพื่อให้ผู้ยากจนได้เข้าถึงอาหารที่มีโปรตีนในปี พ.ศ.2494 กระทั่งในปี พ.ศ.2496 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปยังเกษตรกลาง บางเขน หรือที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน ได้พระราชทานปลาหมอเทศแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่เฝ้าฯ รับเสด็จ นำไปเลี้ยงเป็นอาหารที่มีโปรตีน
                    กระทั่งในปี 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตแห่งญี่ปุ่น ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปลาน้ำจืดตระกูลทิลาเปีย คือ Nile Tilapia มีแหล่งกำเนิดที่แม่น้ำไนล์ ประเทศอียิปต์ จำนวน 50 ตัว แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเลี้ยงไว้ในบ่ออนุบาลที่โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำปลาดังกล่าวไปขยายพันธุ์ต่อและแจกจ่ายให้เกษตรกร พร้อมกับพระราชทานนามว่า “ปลานิล” นับจากนั้นปลานิลได้กลายเป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมของคนทั้งประเทศ และกลายเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่เกษตรกรและผู้ประกอบการในสารบบถึงปีละ 2 แสนตัน และมีการเลี้ยงนอกระบบเพื่อบริโภคเอง เหลือขายบ้างอีกจำนวนหนึ่ง
                    “บ้านเราที่เห็นอยู่ปลานิลจะมีสีออกแดงๆ สีดำ และจะออกสีขาว คนไทยเรานิยมบริโภคปลานิลที่ครีบจะออกแดงๆ เนื้อนุ่ม มีไขมันเยอะกว่า แต่ไขมันปลาไม่เป็นไร ไม่อันตราย ไม่อิ่มตัว แต่ต่างประเทศชอบปลานิลที่ออกสีขาวๆ เนื้อแน่น แต่คุณค่าทางโภชนาต่างมีโปรตีนสูงทั้งนั้น ราคาถูกด้วย” ดร.จรัลธาดา กล่าว
                    ด้าน สนธิพันธ์ ผาสุขดี ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง บอกว่า ปัจจุบันปลานิลเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีการเลี้ยงอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเลี้ยงง่าย ราคาดี สามารถเลี้ยงในบ่อดิน หรือจะเลี้ยงในกระชังก็ได้ หากเลี้ยงในกระชังพื้นที่เพียง 20 ตารางเมตร จะได้ผลผลิตตั้งแต่ 500 กิโลกรัม จนถึง 1.5 ตัน ราคาขายหน้าบ่ออยู่กิโลกรัมละ 45-60 บาท หากเฉลี่ยกิโลกรัมละ 50 บาท ก็ได้เงินถึง 5 หมื่นบาท ทั้งประเทศผลิต 2 แสนตัน มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ตอนนี้ส่งออกแล้วปีละราว 2 หมื่นตัน แต่ยังไม่เน้น เพราะการเลี้ยงในประเทศไทยต้นทุนสูง และราคาในประเทศดีกว่าด้วย
                    “การเลี้ยงปลานิลจะนิยมเลี้ยงปลาตัวผู้ เพราะโตเร็วกว่า ส่วนตัวเมีย ออกไข่บ่อย ตัวจะโทรม ทำให้ไม่โต เมื่อเกษตรกรนิยมเลี้ยงปลานิลเพศผู้ ทางกรมประมงต้องศึกษาวิจัยให้ปลานิลเป็นเพศผู้ ค้นพบ 2 วิธี คือ การปรับปรุงสายพันธุ์ตามหลักวิชาการให้เป็นวายวาย (YY) คือเพศผู้อย่างเดียว ปกติพันธุ์ปลานิลจะเป็นเอ็กซ์วาย (XY) วิธียากเกษตรกรไม่เข้าใจ จึงมีอีกวิธี คือฉีดฮอร์โมนเพศผู้ตอนอายุ 15 วัน อันหลังนี้นิยมกันอย่างแพร่หลายเพราะง่าย วิจัยเรียบร้อยแล้ว ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคครับ” สนธิพันธ์ กล่าว
                    เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปีปลานิลพระราชทาน ซึ่งสอดคล้องกับวาระมหามงคล “3 ปีติ” ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ “ชมรมร้านอาหาร 1 จานจากใจ” ด้วยการสนับสนุนของมูลนิธิปิดทองพลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) จะร่วมกันจัดโครงการ “1 จานจากใจ…มื้อปลาอิ่มใจ” โดยสร้างสรรค์เมนูปลานิลหลากหลายเพื่อเสิร์ฟในภัตตาคาร/ร้านอาหารของสมาชิกทั้ง 12 แบรนด์ พร้อมทั้งนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมบ่อปลานิลต้นแบบ ณ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา
                    นอกจากนี้ทางภัตตาคารและเชนร้านอาหารพันธมิตรทั้ง 12 แบรนด์ในนามของ “ชมรม 1 จานจากใจ” โดยสนับสนุนของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ และทีเส็บ ได้จัดกิจกรรมในนามโครงการ “มื้อปลาอิ่มใจ” ขึ้น โดยร่วมกันสร้างสรรค์เมนูปลาเมนูขึ้นเป็นพิเศษกว่า 30 เมนู อาทิ Lee Café, Chester´s, เสวย, ภัทรา, แซบอีลี่, เลอ ปลาแดก, ShrimpHaus, TripletsBrasserie, ตะลิงปลิง, อินจัน สามพราน, JM Cuisine เพชรบุรี และแม่ช้อยดอยหลวง นนทบุรี ระหว่างวันที่ 17 มีนาคม-25 พฤษภาคม 2559 ด้วย
———————–
(ทำมาหากิน : 50 ปีปลานิลพระราชทาน ‘จิตรลดา’ จาก 50 ตัวสู่สัตว์เศรษฐกิจหมื่นล้าน : โดย…ดลมนัส กาเจ)

‘เพลิน’ สแน็กกล้วยหอม การันตีอร่อย 5 ดาว

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160316/224149.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 มีนาคม 2559
'เพลิน' สแน็กกล้วยหอม การันตีอร่อย 5 ดาว

ทำมาหากิน : ‘เพลิน’ สแน็กกล้วยหอม การันตีอร่อย 5 ดาว : โดย…ธานี กุลแพทย์

                    ผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรแบรนด์ “เพลิน BANANA CHIPS” ของกลุ่มอาชีพผลไม้สดและผลผลิตเกษตรแปรรูป ต.คลองใหม่ อ.สามพราน เป็นผลพวงควาวมสำเร็จจากความร่วมแรงร่วมใจของเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งช่วยกันแปรรูป “กล้วยหอม” สู่ผลิตภัณฑ์อาหารว่างในโหมดสแน็ก ที่การันตีความอร่อยด้วยรางวัลโอท็อป 5 ดาว สร้างชื่อ สร้างรายได้ให้แก่ชาวสามพรานไม่น้อยเลยทีเดียว
                    วรกมล จันทร์สม หรือพี่ปุ้ย ฝ่ายการตลาดของกลุ่มอาชีพผลไม้สดและผลผลิตเกษตรแปรรูป เล่าว่า กล้วยหอมเป็นผลไม้มงคลของท้องถิ่นที่นิยมปลูกกันแทบทุกครัวเรือน จึงมีผลิตผลออกมาเป็นจำนวนมากในแต่ละปี จึงมีการรวมกลุ่มกันเพิ่มมูลค่ากล้วยให้มากยิ่งขึ้น บวกกับความเชื่อที่ว่าทำอะไรจะได้ง่ายเหมือนคำกล่าวที่ว่า เรื่องกล้วยๆ เริ่มแรกคือแปรรูปเป็นกล้วยตาก แต่กล้วยตากจะแข็งไป สุดท้ายมาลงเอยที่กล้วยฉาบ พอฉาบเสร็จก็นำไปอบ รีดน้ำมัน ปรุงรส จะได้กล้วยหอมอบเนยที่หอม เหลือง บาง กรอบ อร่อย เป็นสินค้าแปรรูปกล้วยหอมอบเนยชื่อ “เพลิน BANANA CHIPS”
                    โดยจะผลิตขึ้นมา 3 รสให้เลือกคือ รสเนยหวาน รสเนยเค็ม และรสธรรมชาติซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ทานเจ หรือมังสวิรัติ ด้วยราคาขายที่ย่อมเยา มีทั้งส่งออกและไปออกบูธตามงานต่างๆ ไม่มีสารกันบูด ไม่มีวัตถุกันเสีย ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า โดยเฉพาะมีการเปิดโอกาสให้ชิมฟรีก่อนตัดสินใจซื้ออีกด้วย
                    สำหรับเคล็ดลับสูตรเด็ดเพื่อสุขภาพนั้น เนื่องจากทำจากกล้วยหอมทองแท้ 100% เพื่อให้ผู้รักสุขภาพได้สนุกกับสแน็กรูปแบบใหม่ การันตีด้วยรางวัลและมาตรฐาน คือ สินค้าโอท็อป ระดับ 5 ดาว, โอท็อป เน็กซ์ (สินค้าดีเด่นระดับประเทศ), มาตรฐาน อย.
                    ไม่เพียงแต่รสชาติที่อร่อย ถูกสุขอนามัย สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและดึงดูดลูกค้าให้แวะเวียนมาอุดหนุนไม่ขาดสาย นั่นก็คือรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าสนใจ “พี่ปุ้ย” ยังเล่าให้ฟังอีกว่า ตอนแรกความตั้งใจอยากให้เป็นลักษณะของเด็กเห็นแล้วชอบ ก็เลยมีการอิงดูว่าเด็กเห็นอะไรแล้วจะอยากกิน เห็นอะไรแล้วชอบ อยากลอง อยากเล่น สนใจ ก็มาจบที่การนำเอารูปลิงมาเป็นโลโก้ จึงเป็นที่มาของ “เพลิน (BANANA CHIPS)” ภายใต้คอนเซ็ปต์ กินแล้วเพลินหยุดไม่อยู่ แถมราคาไม่แพงถุงละ 25 บาท และ 50 บาท หรือ 3 ถุง 100 บาท
                    “กลุ่มก็จะนำสินค้าไปออกบูธตามที่ต่างๆ ที่ทางรัฐบาลหรือภาคเอกชนจัดขึ้น รวมทั้งงานเอ็กซ์โป งานโอท็อปที่เมืองทองธานี ไปแต่ละแห่งก็จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า โดยในการออกบูธแต่ละแห่งรายได้เฉลี่ยหลักหมื่นบาท แต่ถ้าเป็นงานโอท็อปที่เมืองทองก็จะเป็นระดับหลักแสนบาทต่อวัน” วรกมล แจง
                    ราคาที่ไม่แพง การบริการที่ดี ส่งผลทำให้ทุกวันนี้ความเป็นอยู่ของชาวคลองใหม่ดีขึ้น มีรายได้หมุนเวียนทั่วถึง ขณะที่ชุมชนก็ได้พัฒนายกระดับตามไปด้วย โดยทั้งหมดนี้วรกมล บอกว่า กลุ่มยึดหลักความรัก ความสามัคคี ควบคู่นำวิถีเกษตรพอเพียงของพ่อหลวงมาปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ
                    สำหรับท่านที่สนใจในผลิตภัณฑ์ หรืออยากทราบเคล็ดลับความอร่อย เข้าไปชมกันได้ที่ http://www.plearn-banana.com   หรือจะไปที่กลุ่มก็ได้ ซึ่งตั้งอยู่ที่ 88/1 หมู่ 4 ต.คลองใหม่ อ.สามพราน จ.นครปฐม โทรศัพท์ 0-3498-0189
——————-
(ทำมาหากิน : ‘เพลิน’ สแน็กกล้วยหอม การันตีอร่อย 5 ดาว : โดย…ธานี กุลแพทย์)

เครื่องสาวไหมพลังงานแสงอาทิตย์ นวัตกรรมประยุกต์จากภูมิปัญญา

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160315/224092.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 มีนาคม 2559
เครื่องสาวไหมพลังงานแสงอาทิตย์ นวัตกรรมประยุกต์จากภูมิปัญญา

ทำมาหากิน : เครื่องสาวไหมพลังงานแสงอาทิตย์ นวัตกรรมประยุกต์จากภูมิปัญญา : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      ความต้องการเส้นไหมเพื่อใช้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์นับวันยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านการสาวไหมที่ใช้แรงคนในการผลิต จึงไม่ทันกับความต้องการ และยังส่งผลทำให้วงจรไหมกลายเป็นดักแด้ผีเสื้อภายในเวลาอันรวดเร็ว จนไม่สามารถนำรังไหมมาใช้ประโยชน์ได้อีก ด้วยเหตุนี้ทำให้ทีมนักวิจัยจากคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ นำโดย รศ.ดร.ชูชาติ พยอม และดร.ศุภัชย แก้วจันทร์ จึงได้คิดค้นนวัตกรรมเครื่องสาวไหมโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแหง่ชาติ (วช.) จำนวน 3 แสนบาท มาทดลองประดิษฐ์เครื่องสาวไหมใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อทดแทนแรงงานคนในทุกขั้นตอนการผลิต
                      อาจารย์เอกราช นาคนวล หนึ่งในทีมวิจัยเครื่องสาวไหมพลังงานแสงอาทิตย์ให้ข้อมูลระหว่างนำนวัตกรรมเครื่องสาวไหมพลังานแสงอาทิตย์มาจัดแสดงในงานมหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาคประจำปี 2559 ระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี โดยระบุว่าเดิมทีชาวบ้านสาวไหมโดยใช้นวัตกรรมจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งได้ปริมาณการผลิตไม่มากนัก เฉลี่ย 1-2 กระด้งต่อวัน และไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงวงจรของตัวไหมที่จะกลายเป็นดักแด้ผีเสื้อ  ส่งผลให้ชาวบ้านเริ่มลดจำนวนการเลี้ยงไหม เนื่องจากไม่คุ้มค่าในการลงทุน ทั้งที่ จ.สุรินทร์ ถือเป็นแหล่งผลิตเส้นไหมและผลิตภัณฑ์จากไหมที่สำคัญของประเทศ จึงทำให้ทีมนักวิจัยพยายามคิดค้นนวัตกรรมการสาวไหมโดยใช้เทคโนโลยีอย่างง่าย การทำงานที่ไม่สลับซับซ้อนนักและมีขั้นตอนการผลิตไม่แตกต่างไปจากวิถีเดิมๆ ของชาวบ้านมากนัก
                      นักวิจัยคนเดิมเปิดเผยต่อว่า สำหรับจุดเด่นของนวัตกรรมชิ้นนี้สามารถสาวได้รอบที่สม่ำเสมอและปรับความเร็วรอบได้ตามความเหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับไหมสายพันธุ์ต่างๆ ขณะที่สาวไหมเครื่องก็จะบิดเกลียวเส้นไหมไปในตัว ทำให้เส้นไหมมีความเหนียวและได้ขนาดที่เท่ากันตลอดความยาวของเส้นไหม โดยเครื่องสาวไหมพลังงานแสงอาทิตย์นี้สามารถสาวไหมพื้นที่ได้หลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์นางลาย พันธุ์เหลืองสุรินทร์ ยกว้นไหมอีรี่ เนื่องจากยังมีปัญหาอุณหภูมิที่เหมาะสม ทำให้เส้นไหมจะขาดบ่อยในขณะที่สาว
                      “เครื่องนี้ได้ต่อยอดมาจากของเดิมเป็นเครื่องสาวไหมไฟฟ้า แต่ชาวบ้านไม่ชอบกลัวอันตราย ก็เลยพัฒนามาเป็นเครื่องสาวไหมใช้มอเตอร์ดีซี เป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จุดเด่นของมันก็คือควบคุมรอบได้และปริมาณการสาวมากกว่าชาวบ้านถึง 8 เท่า ปกติชาวบ้านสาวได้ 1-2 กระด้งต่อวัน ถ้าใช้กับเครื่องนี้จะได้ปริมาณเพิ่มขึ้น 8-10 เท่าต่อวัน ที่สำคัญพลังงานที่ใช้กรณีเราชาร์จแบตเตอรี่เต็มสามารถใช้ได้นานถึง 16 ชั่วโมง”
                      อาจารย์เอกราชยังอธิบายถึงขั้นตอนการใช้งานของเครื่อง โดยแค่เปิดสวิตช์กุญแจ จากนั้นก็ปรับความเร็วของรอกจะให้หมุนช้าหรือเร็ว ส่วนขั้นตอนการผลิตนั้น เริ่มจากนำรังไหมมาต้มเพื่อให้กาวแตกตัวแล้วรอกขึ้นมาสาวได้ทันทีโดยอัตโนมัติ ซึ่งแบบเดิมจะใช้มือในการสาว ขณะเดียวกันเราก็จะนั่งคอยดู กวนรังไหมในหม้อต้มเพื่อให้เส้นไหมขึ้นรอกอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งช่วยลดแรงงานคนและสามารถทำได้ในปริมาณที่มาก ภายในเวลาอันจำกัด
                      “ส่วนประกอบหลักก็ไม่มีะไรมาก มีชุดแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่และตัวมอเตอร์ดีซี และคูเลย์กลไกภายใน ส่วนเครื่องกรอก็ประยุกต์มาจากหลักการเดิมของชาวบ้าน คือถอดแบบเครื่องสาวไหมของชาวบ้านมาใช้เกือบทั้งหมด” นักวิจัยคนเดิม กล่าว และย้ำว่า สำหรับต้นทุนการผลิตเครื่องตัวนี้อยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นบาท และเป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน หลังนำไปทดลองใช้งานในหมู่บ้านผลิตเส้นไหมหลายแห่งใน จ.สุรินทร์ ในช่วงที่ผ่านมา
                      นับเป็นอีกนวัตกรรมที่ดัดแปลงมาจากภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้งานง่าย มีประสิทธิภาพ ต้นทุนการผลิตไม่สูงนัก น่าจะเป็นอีกทางเลือกให้แก่เกษตรกรที่ผลิตเส้นไหมได้เป็นอย่างดี
————————–
(ทำมาหากิน : เครื่องสาวไหมพลังงานแสงอาทิตย์ นวัตกรรมประยุกต์จากภูมิปัญญา : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

โซลาร์เซลล์ทางเลือกสู้ภัยแล้ง สูบน้ำทุนต่ำเพื่อการเกษตร

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160311/223907.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2559
โซลาร์เซลล์ทางเลือกสู้ภัยแล้ง สูบน้ำทุนต่ำเพื่อการเกษตร

ทำมาหากิน : โซลาร์เซลล์ทางเลือกสู้ภัยแล้ง สูบน้ำทุนต่ำเพื่อการเกษตร : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                    ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาภัยแล้ง การเจาะน้ำจากใต้ดิน หรือน้ำบาดาลก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะนำน้ำมาใช้ประโยชน์ได้ และเพื่อให้ประหยัดต้นทุน การใช้พลังงานแสงทิตย์ด้วยการติดตั้งแผ่นโซลาร์เซลล์ และจากการที่ ว่าที่ร้อยตรีสาคร พันงาม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โซล่าแม็กซ์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ดำเนินโครงการติดตั้งแผ่นโซลาร์เซลล์ พบว่าคุ้มกับการลงทุนเพียงครั้งเดียว เพราะสามารถใช้ได้ตลอดไป
                    ว่าที่ร้อยตรีสาคร บอกว่า ปัญหาภัยแล้งที่มีทั่วทุกภูมิภาคนั้น ไม่เพียงแต่ภาคเกษตรเท่านั้นที่เดือดร้อน หากบรรดาบ้านพัก รีสอร์ท ในเมืองบนภูเขา เมืองท่องเที่ยวต่างๆ ที่เคยอาศัยแหล่งน้ำจากธรรมชาติ ล้วนแต่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำที่จะนำมาใช้อุปโภคบริโภคทั้งนั้น เพราะห้วยหนองคลองบึงตามธรรมชาติน้ำจะแห้งขอดเร็วกว่าปกติ เพราะผู้คนต้องการใช้น้ำมากขึ้น ประกอบกับปรากฏการณ์เอลนิโญ ส่งผลให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลจึงทำให้เกิดภัยแล้งไปทั่วทุกภูมิภาค และภัยแล้งก็มาเร็วกว่าปกติ
                    จากการที่ได้เดินทางไปทั่วประเทศเห็นปัญหาภัยแล้งเกิดขึ้นทุกแห่ง และหลายพื้นที่มีโอกาสเข้าไปแก้ปัญหา พบว่าภัยแล้งถ้าแก้ถูกจุด สามารถแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้ บางพื้นที่มีแหล่งน้ำแต่ไม่มีงบประมาณจ่ายค่าน้ำมันหรือค่าไฟในการสูบน้ำ เนื่องจากงบประมาณของท้องถิ่นมีจำกัด ถ้าจะใช้สูบน้ำต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทางออกที่ดีคือการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานดูน้ำ โซล่าแม็กซ์จึงเข้าไปแก้ปัญหาให้ชุมชนเหล่านั้น ด้วยการนำระบบโซลาร์เซลล์แปลงแสงแดดไปเป็นพลังงานไฟฟ้ามาสูบน้ำในระบบประปาหมู่บ้าน แปลงเกษตร หรือแม้กระทั่งรีสอร์ทต่างๆ ได้ผลรับเป็นอย่างดี โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้าแม้แต่บาทเดียว
                    เนื่องจากระบบโซลาร์เซลล์จะทำงานด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในพื้นที่โล่งแจ้ง รับแสงแดด แล้วแปลงแสงแดดมาเป็นกระแสไฟฟ้า ผ่านระบบกล่องควบคุมกระแสไฟฟ้า แปลงแสงแดดเป็นไฟฟ้า (อินเวอร์เตอร์) แล้วต่อตรงเข้ากับปั๊มน้ำ ใช้ได้ทั้งปั๊มน้ำบนดิน เช่นปั๊มชัก ปั๊มหอยโข่ง หรือปั๊มน้ำใต้ดินหรือปั๊มบ่อบาดาล (ซัมเมิร์ช) ซึ่งสามารถสูบน้ำใช้ตลอดทั้งวัน เมื่อมีแสงแดดปั๊มก็จะเริ่มทำงาน สูบน้ำได้ทั้งวัน ไม่จำเป็นต้องหยุดพักถ้ามีพื้นที่เก็บน้ำได้มากพอ สรุปก็คือใช้สูบน้ำเฉพาะกลางวันที่มีแสงแดด ส่วนกลางคืนก็พักปั๊ม หยุดทำงาน เท่านั้นจะจะสามารถสูบน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ ขึ้นมาใช้แก้ปัญหาภัยแล้งได้
                    “ในรอบปีที่ผ่านมา โซล่าแม็กซ์ ออกไปช่วยติดตั้งระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์หลายสิบจุดทั่วประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งการสูบน้ำประปาหมู่บ้าน สูบน้ำในแปลงนา สวนเกษตรขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โครงการสูบน้ำในระบบบำบัดบ่อน้ำเสีย หรือแม้กระทั่งการสูบน้ำใส่ถังแชมเปญบนภูเขาสูง ทุกโครงการล้วนแต่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สูบน้ำได้ทั้งบ่อน้ำหน้าดิน และบ่อน้ำใต้ดิน บ่อลึกขนาดไหนก็สูบได้” ว่าที่ร้อยตรีสาคร ยืนยัน
                    สำหรับโครงการที่ประทับใจ ว่าที่ร้อยตรีสาคร ยังบอกว่า มีโครงการเทพประธานธารา ของกองบิน 46 จ.พิษณุโลก เป็นโครงการที่ใช้ระบบสูบน้ำของโซล่าแม็กซ์ 2 จุด สูบบ่อน้ำหน้าดินและสูบบ่อบาดาล เพื่อใช้ในงานเกษตรของกองบิน 46 กว่า 500 ไร่ อีกโครงการหนึ่งคือ โครงการสูบน้ำประปาบนที่สูงหมู่บ้านในชนบท อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก โครงการเทพประทานธาราของหน่วยมิตรประชา กองกิจการพลเรือนทหาร
                    การติดตั้งแผ่นโซลาร์เซลล์ เพื่อดูดน้ำบาดาล นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในยุคที่ประเทศไทยกำลังน้ำทั้งภาคการเกษตร และที่จะใช้ในภาคอื่นๆ หากต้องการความรู้เพิ่มเติมสอบถามรายละเอียดได้ โทร.08-7081-3940
————————
(ทำมาหากิน : โซลาร์เซลล์ทางเลือกสู้ภัยแล้ง สูบน้ำทุนต่ำเพื่อการเกษตร : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

พลิกพื้นที่ 10 ไร่ปลูกผักเหลียง ยก ‘เกาะแต้ว’ หมู่บ้านต้นแบบ

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160310/223838.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม 2559
พลิกพื้นที่ 10 ไร่ปลูกผักเหลียง ยก 'เกาะแต้ว' หมู่บ้านต้นแบบ

ทำมาหากิน : พลิกพื้นที่ 10 ไร่ปลูกผักเหลียง ยก ‘เกาะแต้ว’ หมู่บ้านต้นแบบ : โดย…สุพิชฌาย์ รัตนะ

                    ในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำคนเกือบทั้งประเทศรู้จักผักเหลียงกันมากขึ้น เพราะมีการส่งเสริมให้ปลูกเสริมรายได้ให้ชาวสวนยาง แต่ความจริงแล้วที่ จ.สงขลา หลายพื้นที่มีการปลูกผักเหลียงเพื่อสร้างรายได้หลักมานานกว่า 10 ปี และที่สำคัญสวนแห่งนี้ยังถูกยกย่องให้เป็นแปลงผักเหลียงสาธิตที่เป็นต้นแบบให้ชุมชนบ้านเกาะแต้วต่อยอดไปสู่การเป็นหมู่บ้านผักเหลียงแห่งแรกของ จ.สงขลา ด้วย
                    จรัสและอัมพร เตชะพันธ์ ข้าราชการเกษียณอายุสามีภรรยาเจ้าของสวนผักเหลียงในสวนยางพาราพื้นที่ 10 ไร่ ที่เป็นต้นแบบของชุมชนเกาะแต้ว ที่วันนี้เจ้าของสวนสามารถเก็บผักเหลียงไปขายสร้างรายได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน ขณะที่บางช่วงสามารถสร้างรายได้จากการขายผักเหลียงพุ่งไปแตะหมื่นบาทเลยทีเดียว
                    จรัส เริ่มต้นเล่าที่มาที่ไปของการปลูกผักเหลียงในสวนยางว่า ในอดีตผักเหลียงยังไม่เป็นที่รู้จักมีเจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดนำต้นกล้ามาให้ชาวบ้านปลูกในสวนยางแต่ไม่มีใครสนใจ แต่ด้วยจังหวะและโอกาสที่ได้ร่วมฟังการให้ความรู้การปลูกพืชแซมยางมาบ้างจึงทดลองนำร่องปลูกตามร่องยางจากเดิมปลูกประมาณ 4 ไร่ เวลาผ่านไป 2-3 ปี พอผักเหลียงสามารถเก็บยอดได้และเริ่มนำไปขายในหมู่บ้านซึ่งก็ขายได้จึงปลูกเพิ่มจนเต็มพื้นที่สวนยางที่มีอยู่ 10 ไร่ ข้อดีของการปลูกผักเหลียงในร่องสวนยางสิ่งที่เห็นชัดคือสวนยางไม่ค่อยมียุง ซึ่งเพิ่งมาทราบภายหลังว่าผักเหลียงมีสารบางอย่างที่ยุงไม่ชอบทำให้เป็นพืชที่ปลูกแล้วไล่ยุงไปด้วยในตัว เมื่อถึงเวลากรีดยางจึงทำให้ยุงไม่กัด แถมยังสร้างความร่มรื่นให้สวนและที่สำคัญมีรายได้เพิ่มจากการกรีดยาง
                    “ผักเหลียงเป็นผักที่ต้องเก็บใบยอดอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเก็บยอดจะยิ่งแตกใหม่ ดังนั้นยิ่งขยันเก็บก็ยิ่งมีรายได้มากขึ้น” ลุงจรัส กล่าว
                    ขณะที่อัมพร ภรรยาบอกว่า วันนี้จะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงสวน บางรายก็จะโทรมาสั่งล่วงหน้าแล้วมารับในวันถัดไป โดยตลาดหลักๆจะมีการกระจายขายไปตามตลาดสดในพื้นที่ จ.สงขลา ซึ่งผักเหลียงเป็นผักพื้นบ้านของภาคใต้ที่ชาวบ้านรู้จักดี กระทั่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการนำไปจำหน่ายตามร้านอาหารชื่อดัง ทำให้เริ่มมีเกษตรกรหันมาปลูกมากขึ้น กระทั่งเมื่อเกิดปรากฏการณ์วิกฤติราคายางพาราตกต่ำที่มีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกยิ่งตอกย้ำให้ผักเหลียงขายดี โดยเฉพาะพื้นที่หมู่ 6 ต.เกาะแต้ว ซึ่งถูกผลักดันให้เป็นหมู่บ้านผักเหลียงแห่งแรกที่เป็นรูปธรรม “การเก็บผักเหลียงจะเน้นเก็บใบอ่อนที่มีสีเขียวอ่อนมากกว่าเก็บยอด โดยผักเหลียง 4 กำมือจะมีน้ำหนักประมาณ 1 กก. ขายได้กิโลกรัมละ 100 บาท
                    โดยผักเหลียงจะเน้นเก็บช่วงบ่ายเนื่องจากผักจะมียาง ดังนั้นต้องรอให้น้ำค้างที่เกาะตามต้นแห้งจึงจะเก็บสะดวก” ป้าอัมพร กล่าว ด้านนายชัยยุทธ บินสะมะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.เกาะแต้ว บอกว่า เนื่องจากในพื้นที่มีการปลูกผักเหลียงเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ดี จึงมีแนวคิดที่จะผลักดันให้ชุมชนบ้านเกาะแต้ว หมู่ 6 ต.เกาะแต้ว จ.สงขลา ซึ่งมีประชากรประมาณ 100 ครัวเรือน เป็นชุมชนนำร่องการปลูกผักเหลียงเต็มพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ให้เป็นรูปธรรมและครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมการปลูก การขายและการสร้างแบรนด์ โดยเบื้องต้นกำหนดแผนงานหมู่บ้านไว้อย่างชัดเจน
                    สำหรับแผนงานชุมชนที่กำหนดไว้คือให้ชาวบ้านปลูกผักเหลียงกันทุกครอบครัวจะมีสวนผักเหลียง 100 ไร่ พร้อมกันนี้ได้เตรียมพื้นที่ริมถนนสาย 408 ทางผ่านหมูบ้านเกาะแต้ว ระยะทางประมาณ 1 กม. ก่อนถึงทางแยกอ่างทองให้เป็นตลาดจำหน่ายผักเหลียงที่สดจากสวนและผักพื้นบ้านอื่นๆ รวมถึงตลาดไข่ไก่สดจากฟาร์มไก่ของชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งมีอาชีพเลี้ยงไก่ไข่มานานกว่า 30 ปี มาวางจำหน่วยร่วมด้วยเพื่อให้ผู้บริโภคสะดวกในการจับจ่าย
                    “ในพื้นที่หมู่ 6 เคยเดือดร้อนจากราคายางพาราตกต่ำ หลังจากที่ตัดสินใจแปลงนาข้าวให้เป็นสวนยางเมื่อหลายปีก่อนสุดท้ายต้องเผชิญปัญหาราคายางไม่เป็นใจ บทเรียนครั้งนี้จึงทำให้ต้องตัดสินใจปรับเปลี่ยนวิธีคิดอีกรอบ โดยหันมาปลูกผักเหลียงนำร่องเป็น หมู่บ้านปลูกผักเหลียงแห่งเดียวของ จ.สงขลา ที่มีพื้นที่ปลูกมากกว่า 100 ไร่” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 กล่าว
                    หมู่บ้านผักเหลียงที่ผู้นำชุมชนคนนี้วางเป้าหมายไว้ คือไม่เฉพาะการขายส่งให้พ่อค้าแม่ค้าเท่านั้น แต่จะสร้างจุดเด่นใหม่ให้ชุมชนมีแบรนด์ หรือสัญลักษณ์ของพื้นที่ปลูกที่ชัดเจน และในอนาคตหมู่บ้านผักเหลียงแห่งนี้มีแผนต่อยอดไปสู่การยกระดับพื้นที่ให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้วย
———————
(ทำมาหากิน : พลิกพื้นที่ 10 ไร่ปลูกผักเหลียง ยก ‘เกาะแต้ว’ หมู่บ้านต้นแบบ : โดย…สุพิชฌาย์ รัตนะ)
%d bloggers like this: