ทำกินถิ่นอาเซียน

All posts tagged ทำกินถิ่นอาเซียน

พันธุ์มันสำปะหลังไทย ยกระดับเกษตรกรอาเซียน

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160325/224648.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม 2559
พันธุ์มันสำปะหลังไทย ยกระดับเกษตรกรอาเซียน

ทำกินถิ่นอาเซียน : พันธุ์มันสำปะหลังไทย ยกระดับเกษตรกรอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                    มันสำปะหลังเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ และได้แพร่เข้ามาในประเทศไทย คาดว่าเมื่อเกือบศตวรรษที่ผ่านมา มีการนำต้นพันธุ์มันสำปะหลังจากประเทศมาเลเซียเข้ามาปลูกในประเทศไทยในช่วงที่การปลูกยางพาราในภาคใต้ได้ขยายตัว โดยปลูกมันสำปะหลังไว้ในระหว่างแถวของต้นยางพารา เพื่อเป็นแหล่งของรายได้ในช่วงที่ต้นยางพารายังมีขนาดเล็ก การเพาะปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยต่อมาได้ขยายตัวไปในพื้นที่ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
                    มันสำปะหลังเป็นพืชวัตถุดิบที่สำคัญของอุตสาหกรรมแป้งมันและในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ นอกจากนี้ยังมีการนำมันสำปะหลังไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมแป้งดัดแปร (modified starch) อุตสาหกรรมสารให้ความหวานและผงชูรส อุตสาหกรรมเอทานอลและแอลกอฮอล์ อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมย่อยไบโอพลาสติก เป็นต้น ทำให้มันสำปะหลังกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความต้องการขยายตัวทั้งเป็นพืชอาหาร พืชอาหารสัตว์ พืชพลังงาน และรวมถึงพืชอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
                    ในยุคแรกๆ มันสำปะหลังที่นำเข้ามาปลูกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยชาวโปรตุเกสและสเปนนำพันธุ์มันสำปะหลังจากเม็กซิโกมายังฟิลิปปินส์ ส่วนชาวฮอลแลนด์นำพันธุ์มันสำปะหลังไปยังอินโดนีเซีย ซึ่งพันธุ์ที่นำมาปลูกให้ผลผลิตต่อพื้นที่ต่ำและมีองค์ประกอบเปอร์เซ็นต์ของแป้งน้อย เพราะไม่ได้มีการปรับปรุงพันธุ์มาก่อน ต่อมาศูนย์วิจัยพืชไร่จังหวัดระยองเป็นหน่วยงานแรกที่ได้คัดเลือกพันธุ์มันสำปะหลังและเปรียบเทียบผลผลิต และนำพันธุ์ที่คัดเลือกแล้วพบว่ามีคุณลักษณะเด่นและให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ที่พบในแหล่งของพื้นที่อื่นมาเผยแพร่ โดยตั้งชื่อว่า ระยอง 1 ในปี 2518 หลังจากนั้นได้นำพันธุ์ลูกผสมจาก CIAT และพันธุ์ต่างถิ่นจากแหล่งอื่นๆ มาปรับปรุงและคัดเลือกพันธุ์และนำออกเผยแพร่อีกหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์ระยอง 5 พันธุ์ระยอง 60 เป็นต้น
                    การมีโครงการพัฒนามันสำปะหลังร่วมกัน ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร และศูนย์วิจัยเกษตรเขตร้อนนานาชาติ หรือ CIAT ในยุคต่อมา ทำให้งานวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังของไทยพัฒนาขยายตัวและสร้างบทบาทสำคัญในภูมิภาคอาเซียนตามมา โดยเฉพาะการพัฒนาพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสมระหว่างสายพันธุ์จากต่างประเทศนำมาผสมกับพันธุ์ระยอง 1 พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 มีจุดเด่นที่ให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์ของแป้งที่สูงกว่าพันธุ์อื่นๆ ที่มีเผยแพร่อยู่ในปัจจุบัน เป็นผลให้พันธุ์ดังกล่าวเกิดการยอมรับในหมู่เกษตรกรในวงกว้างทั้งในประเทศไทยและในกลุ่มประเทศอาเซียน สถาบัน CIAT ได้ประเมินว่า มีเกษตรกรในอาเซียนถึงร้อยละ 65 ใช้พันธุ์ดังกล่าวในการเพาะปลูก
                    การประชุมวิชาการ The World Congress on Root and Tuber Crops ครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองหนานนิง มณฑลกวางสี ประเทศจีน เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ได้มอบรางวัล The 2016 Golden Cassava Award ให้แก่ ศ.ดร.เจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์ ผู้ซึ่งได้พัฒนาพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 และเป็นคนแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ในคำประกาศเกียรติคุณได้ระบุว่า ผลงานจากการปรับปรุงพันธุ์ของ ศ.ดร.เจริญศักดิ์ ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกรในอาเซียน อีกทั้งยังเป็นพันธุ์ต้นแบบที่นักวิจัยทั่วโลกรู้จักและให้การยอมรับและนำมาใช้เป็นต้นแบบของการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังในภูมิภาคต่างๆ อีกด้วย
                    ขอแสดงความยินดีด้วยครับ
————————
(ทำกินถิ่นอาเซียน : พันธุ์มันสำปะหลังไทย ยกระดับเกษตรกรอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)
Advertisements

สร้างโอกาสจากวิกฤติประชากรกระบือในอาเซียน

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160318/224297.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม 2559
สร้างโอกาสจากวิกฤติประชากรกระบือในอาเซียน

ทำกินถิ่นอาเซียน : สร้างโอกาสจากวิกฤติ ประชากรกระบือในอาเซียน : บายไลน์…สมพร อิศวิลานนท์

      กระบือ หรือควาย เป็นสัตว์เลี้ยงใช้งานเพื่อการเกษตรของครัวเรือน โดยเฉพาะการเตรียมแปลงนา และการขนส่งผลิตผลการเกษตรของเกษตรกรในเอเชียมาอย่างยาวนาน เพราะเอเชียเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญของโลก ทำให้กิจกรรมการปลูกข้าวและการเลี้ยงกระบือเป็นของคู่กัน
      ในเอเชียแหล่งที่มีการเลี้ยงกระบือมาก ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน และจีนตอนใต้ หากพิจารณาเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนพบว่า พม่ามีประชากรกระบือสูงสุด รองลงมาได้แก่ ฟิลิปปินส์ และไทย ส่วนในสิงคโปร์ไม่มีประชากรกระบือ เพราะไม่มีพื้นที่ทำนามาแต่ในอดีต
      ในช่วงกว่า 4 ทศวรรษ ที่ผ่านมา นับจากการเข้าสู่ยุคของการปฏิวัติเขียวหรือยุคของการค้นพบและแพร่กระจายเทคโนโลยีข้าวพันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสง สามารถปลูกได้หลายครั้งในรอบปี โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการชลประทาน
      การแพร่กระจายของข้าวพันธุ์ใหม่ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระบบการทำนาของเกษตรกรทั้งในอาเซียนและเอเชีย และทำให้บทบาทของกระบือที่เป็นสัตว์เลี้ยงใช้งานของเกษตรกรหมดความสำคัญลงไป
      การเร่งรีบเตรียมดินเพื่อการเพาะปลูกให้ได้รวดเร็วขึ้น ความต้องการเพาะปลูกข้าวให้ได้หลายครั้งในรอบปี นับว่าเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรยอมรับเอาเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในไร่นาแทนแรงงานกระบือที่เคยใช้อยู่ดั้งเดิมกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะรถไถเดินตามและตามมาด้วยเครื่องนวดข้าวและเครื่องเกี่ยวและนวดข้าว ส่งผลให้ความจำเป็นในการใช้แรงงานกระบือในกิจกรรมการเกษตรหมดความจำเป็น
      นอกจากนี้การเก็บกระบือไว้ในไร่นาจะพบปัญหาในการจัดหาพื้นที่ให้กระบือและเล็มหญ้า เพราะหากนำไปเลี้ยงในทุ่งและกระบือเกิดไปและเล็มต้นข้าวในแปลงนาของคนอื่น เจ้าของกระบือจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ทำให้เกษตรกรจำนวนมากปลดระวางกระบือออกจากสัตว์แรงงานในครัวเรือน และถูกขายออกไปเพื่อเข้าโรงฆ่าขายเนื้อเป็นอาหาร โดยเฉพาะในท้องถิ่นชนบท ทำให้จำนวนประชากรกระบือลดลงอย่างมากและกำลังเข้าสู่ภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ได้
      ในภูมิภาคอาเซียนพบว่า ประชากรกระบือได้ลดลงจาก 17.09 ล้านตัวในปี 2518 และได้ลดลงมาเหลือ 13.29 ล้านตัว ในปี 2556 ในจำนวนนี้ ประเทศไทยจัดได้ว่าเป็นประเทศในอาเซียนที่ประชากรกระบือได้ลดลงมากที่สุด โดยลดจากจำนวน 5.60 ล้านตัว ลงมาเหลือ 1.29 ล้านตัว ในช่วงเวลาเดียวกัน หรือลดลงกว่า 3 เท่าตัว ในช่วงเกือบ 4 ทศวรรษ ที่ผ่านมา
      อีกทั้งในปัจจุบันธุรกิจการค้ากระบือตามชายแดนไทยได้ขยายตัวเติบโตขึ้น เพราะมีความต้องการเนื้อกระบือจำนวนมากจากเวียดนามและจีนตอนใต้ ยิ่งเป็นอัตราเร่งที่ทำให้ประชากรกระบือมีชีวิตถูกต้อนส่งไปจำหน่ายยังประเทศดังกล่าว โดยเฉพาะประชากรกระบือมีชีวิตในประเทศไทย
      การปรับวิกฤติให้เป็นโอกาส ประเทศไทยน่าที่จะสนับสนุนให้มีการจัดทำฟาร์มเลี้ยงกระบือให้เป็นอาชีพหลักของเกษตรกร เพราะการทำฟาร์มนอกจากจะทำให้ประชากรกระบือเพิ่มขึ้นแล้ว ยังจะเป็นอาชีพทางเลือกของเกษตรกรชาวนาได้อีกทางหนึ่งด้วย

ข้าวสำรองฉุกเฉิน ‘อาเซียนบวกสาม’

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160311/223904.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2559
ข้าวสำรองฉุกเฉิน 'อาเซียนบวกสาม'

ทำกินถิ่นอาเซียน : ข้าวสำรองฉุกเฉิน ‘อาเซียนบวกสาม’ : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                    ปัจจุบันภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นและคุกคามต่อความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาคอาเซียน นับวันจะมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่น ความแห้งแล้ง อุทกภัย และรวมถึงการเกิดแผ่นดินไหว เป็นต้น อันเป็นสาเหตุนำมาซึ่งความเสียหายต่อผลผลิตข้าว ซึ่งเป็นอาหารจานหลักของคนในเอเชีย ภัยธรรมชาติดังกล่าวจัดเป็นความเสี่ยงร่วมกันในภูมิภาคเอเชียและควบคุมไม่ได้
                    การตระหนักถึงความเสี่ยงนี้ได้นำไปสู่การดำเนินการร่วมมือกันของประเทศสมาชิกในภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีฉุกเฉินหากบังเกิดขึ้น ทั้งนี้ความร่วมมือที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการในรูปของโครงการระบบสำรองข้าวฉุกเฉินภายใต้กรอบของอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2522 เพื่อสำรองข้าวในยามที่ภูมิภาคประสบกับภาวะขาดแคลนอาหาร และต่อมาโครงการดังกล่าวได้ขยายตัวครอบคุมถึงประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ หรือที่เรียกว่า อาเซียนบวกสาม ตามมา
                    ในกลุ่มประเทศอาเซียนบวกสาม ซึ่งมีประชากรราวครึ่งหนึ่งของประชากรในเอเชีย ประเทศที่มีการผลิตข้าวเพียงพอและส่งเป็นสินค้าออกในอาเซียนได้แก่ ไทย เวียดนาม เมียนมาร์ และกัมพูชา ส่วน สปป.ลาวอาจจะมีการนำเข้าเล็กน้อยในบางครั้ง สำหรับประเทศที่ต้องนำเข้าข้าวเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ในอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ และบรูไน ส่วนอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ยังมีผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการและต้องนำเข้าข้าวเพื่อมาเสริมกับผลผลิตในประเทศ ทั้งนี้ปริมาณการนำเข้าจะมีความแปรปรวนไปในแต่ละปี ขึ้นอยู่กับความแปรปรวนของผลผลิตภายในของแต่ละประเทศดังกล่าว
                    สำหรับจีนนั้น มีการผลิตข้าวมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่การมีประชากรจำนวนมากของจีนทำให้การผลิตมีไม่เพียงพอกับการบริโภค จึงต้องเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ของโลกด้วยเช่นกัน ขณะที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างก็เป็นประเทศผู้นำเข้าข้าว เพราะมีการผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอ แม้จะมีนโยบายเพื่อการพึ่งตนเองก็ตาม
                    การผลิตข้าวในกลุ่มภูมิภาคเอเซียนบวกสาม แม้ภายในภูมิภาคจะยังมีอุปทานข้าวส่วนเกินอยู่บ้าง แต่มีจำนวนไม่สูงนักประมาณ 7.9 ล้านตันข้าวสาร แต่การที่ตลาดข้าวเป็นตลาดที่บางหรือมีการซื้อขายกันน้อยหากเทียบกับปริมาณการผลิตและการบริโภคของโลก อีกทั้งยังมีความแปรปรวนของราคา เนื่องจากความไม่แน่นอนในด้านอุปทานผลผลิต การเกิดวิกฤติข้าวแพงในปี 2552 จึงเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความร่วมมือเพื่อการสำรองข้าวฉุกเฉินมากขึ้น
                    การจัดตั้งองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม จึงเป็นความร่วมมือด้านการสร้างความมั่นคงทางอาหารทั้งในระยะสั้นและระยะยาวภายในภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภาวะฉุกเฉินและความเสี่ยงจากภัยพิบัติด้านต่างๆ อันจะสั่นคลอนต่อความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาค นอกจากนี้โครงการดังกล่าวยังเป็นต้นแบบให้แก่กลุ่มประเทศต่างๆที่ประชากรบริโภคข้าวเป็นอาหารจานหลักอึกด้วย
                    ที่ผ่านมาในกลุ่มอาเซียนบวกสามมีการสำรองข้าวฉุกเฉินไว้ประมาณ 2 แสนตัน ซึ่งยังมีจำนวนน้อย โดยการสำรองข้าวนั้นไม่ได้สำรองในรูปของข้าวอย่างเดียว แต่จะเป็นการสำรองในรูปของเงินเพื่อนำไปซื้อข้าวบริจาคอีกทางหนึ่งด้วย
                    โจทย์ที่ท้าทายความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนบวกสาม จึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรจะให้มีปริมาณข้าวสำรองในภาวะฉุกเฉินในภูมิภาคให้เพิ่มมากขึ้นไปกว่านี้
———————-
(ทำกินถิ่นอาเซียน : ข้าวสำรองฉุกเฉิน ‘อาเซียนบวกสาม’ : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

สถานการณ์กล้วยในอาเซียน

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160304/223466.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม 2559
สถานการณ์กล้วยในอาเซียน

ทำกินถิ่นอาเซียน : สถานการณ์กล้วยในอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      กล้วยเป็นพืชเขตร้อนและที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ก่อนที่จะมีการแพร่กระจายไปในแอฟริกาตะวันตก อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล้วยมีคุณค่าทั้งการเป็นพืชอาหารที่อุดมด้วยโภชนาการ รวมถึงการเป็นพืชวัฒนธรรม
                      กล้วยเป็นแหล่งของอาหารเสริมในชีวิตประจำวัน เพราะกล้วยอุดมด้วยโภชนาการ โดยมีองค์ประกอบของคาร์โบไฮเดรต ไวตามินต่างๆ เช่น บี 1 บี 2 บี 3 และบี 6 และแคโรทีน อีกทั้งยังเป็นแหล่งของธาตุอาหารโพแทสเซียมที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายเป็นปกติ เช่น ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เป็นต้น ซึ่งผู้คนในอดีตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ได้ใช้กล้วยเป็นแหล่งที่มาของธาตุอาหารเพื่อโภชนาการ และรวมถึงการเป็นอาหารเสริมให้ทารกทดแทนนมแม่อีกด้วย
                      นอกจากนี้กล้วยยังมีคุณค่าทางวัฒนธรรมเพราะในประเพณีของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเพณีต่างๆ ทั้งในศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ และศาสนามุสลิม ในศาสนาพุทธมีการใช้ใบกล้วยและบางส่วนของต้นกล้วยเป็นส่วนประกอบของพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีการแห่ขันหมากของไทย หรือพิธีการทำขวัญนาคสำหรับงานบวช ก็จะต้องมีใบกล้วยและต้นกล้วยเป็นส่วนประกอบของพิธี เป็นต้น
                      องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติรายงานว่า ผลผลิตกล้วยทั่วโลกในปี 2556 มีประมาณ 52.24 ล้านตัน โดยประเทศผู้ผลิตกล้วยมากใน 5 ลำดับแรก ได้แก่ ฟิลิปปินส์ 8.65 ล้านตัน อินโดนิเซีย 5.36 ล้านตัน อินเดีย 2.76 ล้านตัน เม็กซิโก 2.13 ล้านตัน และเคนยา 1.40 ล้านตัน ส่วนผู้นำเข้ารายสำคัญของโลกได้แก่ ญี่ปุ่น จีน อิตาลี อิหร่าน และสหรัฐอเมริกา
                      สำหรับในภูมิภาคอาเซียนมีผลผลิตกล้วยประมาณ 18.35 ล้านตัน หรือร้อยละ 35.12 ของผลผลิตกล้วยโลกโดยมีฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย และสปป.ลาว เป็นแหล่งผลิตกล้วยที่สำคัญของอาเซียน ในด้านการส่งออกกล้วยของอาเซียนในปี 2556 มีจำนวน 3.34 ล้านตันหรือร้อยละ 16.67 ของการส่งออกกล้วยโลก ในจำนวนนี้กว่าสองในสามเป็นการส่งออกกล้วยของฟิลิปปินส์ ส่วนที่เหลือเป็นการส่งออกกล้วยของไทย มาเลเซีย สปป.ลาว และเวียดนาม รวมกัน
                      ในอาเซียนแล้วกล้วยเป็นสินค้าดาวเด่นของฟิลิปปินส์โดยเฉพาะกล้วยหอม การปลูกกล้วยหอมของฟิลิปปินส์จึงเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังตลาดนอกอาเซียนเป็นสำคัญ โดยมีมูลค่าการส่งออกในปี 2556 ถึง 963 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 34,187 ล้านบาท ซึ่งการส่งออกกล้วยของไทยมีมูลค่าเพียง 471 ล้านบาทเท่านั้น
                      ดังนั้นหากเกษตรกรไทยจะหันมาปลูกกล้วยเพื่อการส่งออกกันมากขึ้นแล้ว สิ่งจำเป็นที่เกษตรกรจะต้องคำนึงถึงได้แก่การผลิตให้ได้มาตรฐาน ได้คุณภาพ และมีความปลอดภัย อีกทั้งต้องมีราคาที่แข่งขันได้กับฟิลิปปินส์ หรือมิฉะนั้นก็จะต้องอาศัยความจำเพาะของสินค้าเช่นเลือกที่จะผลิตกล้วยไข่ หรือกล้วยหอมทองที่มีตลาดจำเพาะซึ่งต่างไปจากการผลิตกล้วยหอมส่งออกจากฟิลิปปินส์
———————-
(ทำกินถิ่นอาเซียน : สถานการณ์กล้วยในอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

ถั่วเหลืองในอาเซียนต้องนำเข้า

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160226/223098.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559
ถั่วเหลืองในอาเซียนต้องนำเข้า

ทำกินถิ่นอาเซียน : ถั่วเหลืองในอาเซียนต้องนำเข้า : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      ถั่วเหลืองเป็นพืชเมล็ดที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะมีองค์ประกอบของไขมัน โปรตีน เลซิทิน กรดอมิโน รวมถึงแคลเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทำให้มีการนำถั่วเหลืองไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประกอบอาหารต่างๆ แพร่กระจายไปทั่วโลก สำหรับประชากรเอเชียแล้ว มีการใช้ประโยชน์ถั่วเหลืองในรูปของผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อเป็นองค์ประกอบของอาหารในชีวิตประจำวัน เช่น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง เต้าเจี้ยว ซอสถั่วเหลือง เป็นต้น
                      ถั่วเหลืองมีแหล่งกำเนิดในประเทศจีนและจีนได้มีการเพาะปลูกและใช้ประโยชน์จากถั่วเหลืองกันมาอย่างยาวนานกว่า 3,000 ปีที่ผ่านมา จากนั้นถั่วเหลืองได้แพร่กระจายสู่ประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นเมื่อเกือบ 2,000 ปีก่อนหน้านี้ แล้วเข้าสู่ยุโรปและสหรัฐอเมริกาเมื่อประมาณ 300 ที่ผ่านมา โดยสหรัฐอเมริกาได้นำเอาพันธุ์ถั่วเหลืองไปปรับปรุงพันธุ์ใหม่ จนได้พันธุ์ที่มีเมล็ดโตให้ผลผลิตสูงตามมาและกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้ เช่น บราซิลและอาร์เจนตินา ทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิตถั่วเหลืองที่สำคัญของโลก
                      ส่วนผู้ผลิตรองลงมา 2 ลำดับ ได้แก่ บราซิล และอาเจนตินา สำหรับจีนนั้นแม้จะผลิตถั่วเหลืองได้เป็นอันดับสี่ของโลก แต่เนื่องจากจีนมีพลเมืองมากกว่าพันล้านคนและเป็นประเทศหนึ่งที่มีการบริโภคถั่วเหลืองเป็นส่วนประกอบของอาหารในชีวิตประจำวัน การผลิตถั่วเหลืองของจีนไม่เพียงพอและต้องนำเข้าถั่วเหลืองมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก
                      การผลิตถั่วเหลืองของโลกในปี 2556 มีประมาณ 282 ล้านตัน สำหรับในภูมิภาค อาเซียนมีผลผลิตจำนวนน้อยประมาณ 1.74 ล้านตัน หรือร้อยละ 0.61 ของผลผลิตถั่วเหลืองโลก อย่างไรก็ตามความต้องการใช้ถั่วเหลืองเพื่อการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีมาก เพราะประชากรในอาเซียนจำนวนไม่น้อยที่มีบรรพบุรุษเชื้อสายจีนทำให้วิถีชีวิตการบริโภคอาหารมีผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเป็นองค์ประกอบในชีวิตประจำวันด้วยเช่นกัน
                      นอกจากนี้ การเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในอาเซียนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะเศรษฐกิจที่ขยายตัวของอาเซียนทำให้ประชากรของอาเซียนมีรายได้มากขึ้นมีความต้องการโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากขึ้น กากถั่วเหลืองจึงเป็นวัตถุดิบชนิดหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอาหารสัตว์จำพวกสัตว์ปีก
                      อาเซียนจึงเป็นภูมิภาคที่มีการนำเข้าถั่วเหลืองมากแหล่งหนึ่ง องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติรายงานว่าในปี 2556 อาเซียนมีการนำเข้าถั่วเหลืองประมาณ 5.38 ล้านตัน หรือมากกว่าที่ผลิตได้เองกว่าเท่าตัว ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีการนำเข้าถั่วเหลืองมาก ได้แก่ อินโดนีเซีย ไทยและเวียดนาม และมาเลเซีย ทั้งนี้เพราะมีการผลิตได้น้อยไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ถั่วเหลืองจึงเป็นพืชน้อยชนิดที่ไม่แข่งขันกันเองในการผลิตในอาเซียนเหมือนกับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ
                      สำหรับประเทศไทยการผลิตถั่วเหลืองภายในประเทศมีเพียง 0.19 แสนตัน แต่มีความต้องการใช้ในประเทศเกือบ 2 ล้านตัน จึงต้องนำเข้าถั่วเหลืองจำนวนมากมาใช้ภายในประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะได้มีการปฎิเสธพืชจีเอมโอ แต่ถั่วเหลืองที่นำเข้าทั้งจากสหรัฐอเมิกา บราซิล และอาร์เจนตินา เป็นถั่วเหลืองที่มีการตัดแต่งพันธุกรรมเกือบทั้งสิ้น
                      ที่ผ่านมายังไม่เห็นมีใครคัดค้านว่าไม่เอาถั่วเหลืองจีเอ็มโอนำเข้า สำหรับการบริโภคเป็นอาหารเลยครับ
———————–
(ทำกินถิ่นอาเซียน : ถั่วเหลืองในอาเซียนต้องนำเข้า : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

เวียดนามผู้นำส่งออก ‘พริกไทย’ ในอาเซียน

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160219/222652.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559
เวียดนามผู้นำส่งออก 'พริกไทย' ในอาเซียน

ทำกินถิ่นอาเซียน : เวียดนามผู้นำส่งออก ‘พริกไทย’ ในอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      พริกไทยเป็นสินค้าที่ชาวตะวันตกนิยมกันมากเมื่อ 4-5 ศตวรรษที่ผ่านมา เพราะพริกไทยรวมถึงเครื่องเทศ เมื่อนำไปปรุงอาหารจะได้กลิ่นรสที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้รับประทาน ทำให้สินค้าพริกไทยและเครื่องเทศเป็นที่ต้องการของชาวยุโรปและชาวอาหรับในขณะนั้นและมีราคาสูง ทำให้ผู้ทำการค้าในยุคนั้นได้รับผลตอบแทนดี เกิดเส้นทางการค้าเครื่องเทศใหม่จากเอเชียอาคเนย์ สู่ชาติยุโรปและตะวันออกกลาง
                      การปลูกพริกไทยในดินแดนแถบแหลมมะลายูและรวมถึงบางส่วนของหมู่เกาะชวามีมานานแล้ว ทั้งนี้ มีอินโดนีเซียและมาเลเซียเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญในขณะนั้น นอกจากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วยังมีอินเดียและศรีลังกาเป็นแหล่งผลิตและส่งออกพริกไทยในเอเชียด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลาต่อมาได้มีการแพร่กระจายของการปลูกพริกไทยขึ้นทั้งในอเมริกาใต้โดยเฉพาะในบราซิลมีผลทำให้ความจำเพาะของพริกไทยที่เป็นเครื่องเทศที่สำคัญจากเอเชียได้ลดน้อยลงไป
                      องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติรายงานว่า ในปี 2523 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพื้นที่เก็บเกี่ยวพริกไทยประมาณ 0.41 ล้านไร่ ให้ผลผลิตโดยรวม 88,558 ตัน ในจำนวนนี้เป็นผลผลิตของอินโดนีเซียและมาเลเซียรวมกันถึงร้อยละ 77 และที่เหลือเป็นการผลิตพริกไทยของไทย เวียดนาม กัมพูชาและบรูไน รวมกันอีกร้อยะ 23 ส่วนฟิลิปปินส์ไม่มีข้อมูลการผลิตที่ชัดเจนหรือมีน้อยมาก ผลผลิตพริกไทยของอาเซียนได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 110,799 ตัน ในปี 2536 และได้เพิ่มขึ้นเป็น 286,234 ตัน ในปี 2556
                      ประเทศในอาเซียนที่มีการขยายตัวของการผลิตพริกไทยมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาได้แก่ ประเทศเวียดนาม จากที่เคยผลิตได้ 9,750 ตันในปี 2536 ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 163,000 ตันในปี 2556 ทำให้เวียดนามกลายเป็นประเทศผู้ผลิตพริกไทยรายใหญ่ของอาเซียนและของโลกหรือมีสัดส่วนถึงร้อยละ 57 ของปริมาณผลผลิตในอาเซียน รองลงมา ได้แก่ อินโดนีเซียมีสัดส่วนร้อยละ 31 ส่วนประเทศอื่นๆ ในอาเซียนผลิตได้เพียงเล็กน้อย
                      ผลผลิตพริกไทยของอาเซียนมีการส่งออกถึงร้อยละ 74 เวียดนามนับได้ว่าได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำการส่งออกพริกไทยของอาเซียนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยในปี 2556 มีสัดส่วนการส่งออกถึงร้อยละ 62.54 ของการส่งออกพริกไทยของอาเซียน
                      สำหรับประเทศไทยพื้นที่ปลูกและเก็บเกี่ยวมีไม่มากนัก ในปี 2547 ประเทศไทยมีพื้นที่เก็บเกี่ยวพริกไทย 19,700 ไร่ และมีผลผลิต 12,952 ตัน อย่างไรก็ตามในปี 2556 พบว่าพื้นที่เก็บเกี่ยวได้ลดลงเหลือ 5,206 ไร่ และมีผลผลิตเพียง 2,791 ตัน พริกไทยจึงเป็นพืชที่มีการเพาะปลูกหดตัวในประเทศไทย จากที่เคยเป็นผู้ส่งออกจำนวน 6,156 ตัน ในปี 2535 กลับเป็นว่าในปี 2556 ประเทศไทยได้เป็นผู้นำเข้าพริกไทยถึง 2,538 ตัน
                      การเป็นประชาคมอาเซียน ได้มีข้อตกลงในการลดภาษีพริกไทยของทุกประเทศลงเป็นศูนย์นับจากปลายปี 2558 เป็นต้นมา จึงเป็นโอกาสดีของประเทศเวียดนามและเกษตรกรสวนพริกไทยชาวเวียดนามที่จะได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้า
———————–
(ทำกินถิ่นอาเซียน : เวียดนามผู้นำส่งออก ‘พริกไทย’ ในอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

ไทยผู้นำผลิต-ส่งออกน้ำตาลของอาเซียน

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160212/222238.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559
ไทยผู้นำผลิต-ส่งออกน้ำตาลของอาเซียน

ทำกินถิ่นอาเซียน : ไทยผู้นำผลิต-ส่งออกน้ำตาลของอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      ในปี 2557 อาเซียนมีปริมาณการผลิตน้ำตาลที่มาจากการแปรรูปอ้อย โดยรวม 19.23 ล้านตัน เป็นผลผลิตจากประเทศไทยเกินกว่าครึ่ง และรองลงมา 3 ลำดับ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ที่เหลือเป็นการผลิตจากเมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา ส่วนมาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน มีการผลิตเพียงเล็กน้อยจนถึงไม่มีการผลิต
                      ในด้านการบริโภค หรือการใช้ประโยชน์น้ำตาลทรายในอาเซียน มีปริมาณการบริโภคโดยรวม 14.34 ล้านตัน ประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศผู้บริโภคน้ำตาลรายใหญ่ของอาเซียน หรือประมาณหนึ่งในสามของปริมาณการบริโภคน้ำตาลของอาเซียน รองลงมาได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย
                      การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2558 เป็นต้นมา มีผลให้ตลาดการค้าน้ำตาลทรายในอาเซียนกำลังปรับตัวเข้าสู่การเป็นตลาดเสรีมากขึ้น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียที่เคยจัดสินค้าน้ำตาลอยู่ในกลุ่มของสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง โดยที่ฟิลิปปินส์เรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 38 และอินโดนีเซียเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 30-40 นั้น ฟิลิปปินส์ได้ตกลงที่จะลดระดับภาษีการนำเข้ามาเป็นร้อยละ 5 อินโดนีเซียได้ตกลงที่จะลดภาษีการนำเข้ามาเป็นร้อยละ 5-10
                      ส่วนไทย บรูไน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ได้ลดภาษีลงเป็นศูนย์มาตั้งแต่ปี 2553 สำหรับกลุ่มประเทศอาเซียนใหม่ ได้แก่ สปป.ลาว และกัมพูชา ตกลงที่จะลดอัตราภาษีลงเป็นศูนย์ภายใต้การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเมื่อสิ้นปี 2558 เป็นต้นไป และที่จะจัดเก็บอัตราภาษีที่ร้อยละ 5 ได้แก่ เมียนมาร์ และเวียดนาม
                      อย่างไรก็ตาม การที่อาเซียนผลิตน้ำตาลทรายได้มากกว่าการบริโภคหรือการใช้ประโยชน์ ทำให้อาเซียนมีปริมาณอุปทานการผลิตส่วนเกินเกือบ 5 ล้านตัน ที่จะต้องส่งออกไปยังตลาดนอกอาเซียน ซึ่งส่วนมากก็เป็นการส่งออกไปในตลาดนอกอาเซียนแต่อยู่ในเอเซียเป็นสำคัญ
                      ประเทศไทยจัดได้ว่าเป็นแหล่งผลิตและแหล่งส่งออกน้ำตาลทรายที่สำคัญของอาเซียน ประมาณว่า ร้อยละ 58.71 ของผลผลิตน้ำตาลทรายในอาเซียนเป็นการผลิตจากไทย อีกทั้งไทยยังเป็นประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญของอาเซียนอีกด้วย โดยจากปริมาณการส่งออกน้ำตาลทรายของอาเซียนทั้งหมด 10.23 ล้านตันนั้น เป็นการส่งออกน้ำตาลทรายของไทยถึงร้อยละ 85.92 ตลาดผู้นำเข้าน้ำตาลที่สำคัญในอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ทั้งนี้เพราะอินโดนีเซียมีประชากรมากและการผลิตไม่เพียงพอกับการใช้ประโยชน์ภายในประเทศ ส่วนมาเลเซียและสิงคโปร์เป็นผู้นำเข้า เพราะขาดแหล่งเพาะปลูกอ้อยในประเทศ
                      หากย้อนดูอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยที่ได้ขยายตัวเติบโตจนมีเสถียรภาพและมีการผลิตส่วนเกินจำนวนมากจนเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายลำดับ 2 ของโลก รองจากประเทศบราซิลได้นั้น เกิดจากการรวมภาคการผลิตอ้อยและภาคการผลิตน้ำตาลเข้าด้วยกันภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527
                      เนื่องเพราะก่อนหน้านั้นประเทศไทยก็เคยประสบปัญหาการผลิตน้ำตาลทรายไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ และต้องนำเข้าอยู่เป็นประจำ อีกทั้งราคาน้ำตาลก็ไม่มีเสถียรภาพ พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 ได้เป็นเครื่องมือในการจัดระบบการผลิตและการจำหน่ายอ้อยและน้ำตาลทรายโดยนำผลประโยชน์ของชาวไร่อ้อย โรงงานและผู้บริโภคมาสร้างความเป็นธรรม รวมถึงเสถียรภาพด้านราคา
                      ปัจจุบันไทยมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยประมาณ 9.3 ล้านไร่ มีผลผลิตอ้อย 103 ล้านตัน โดยผลิตเป็นน้ำตาลทรายชนิดต่างๆ ได้โดยรวม 11.29 ล้านตัน ผลผลิตดังกล่าวถูกใช้ภายในประเทศร้อยละ 22.14 และเป็นการส่งออกร้อยละ 77.86 ของผลผลิตน้ำตาลที่ผลิตได้
———————-
(ทำกินถิ่นอาเซียน : ไทยผู้นำผลิต-ส่งออกน้ำตาลของอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

ฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอาเซียน (จบ)

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160205/221797.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559
ฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอาเซียน (จบ)

ทำกินถิ่นอาเซียน : ฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอาเซียน (จบ) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      วันศุกร์ที่แล้วพูดถึงการปฏิรูปการผลิตข้าวของฟิลิปปินส์ช่วงปี 2522-2524 และปี 2530 ทำให้ฟิลิปปินส์สามารถพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าวได้อย่างสมบูรณ์ แต่ด้วยประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พื้นที่การเพาะปลูกมีจำกัด ทำให้การผลิตข้าวในฟิลิปปินส์ไม่เพียงพอต่อการบริโภคในเวลา ประกอบกับการผลิตข้าวในฟิลิปปินส์มีต้นทุนการผลิตข้าวในระดับที่สูง ความมีจำกัดของที่ดินที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกข้าว รวมถึงการที่ฟิลิปปินส์ต้องประสบกับภัยธรรมชาติโดยเฉพาะพายุใต้ฝุ่นอยู่มากครั้งในแต่ละปี
                      สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่สร้างความแปรปรวนต่ออุปทานผลผลิตข้าวของประเทศและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฟิลิปปินส์ต้องหันไปพึ่งพิงการนำเข้าข้าวเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารในประเทศและเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าข้าวภายในประเทศมิให้แปรปรวนมากเกินไป
                      นอกจากนี้ฟิลิปปินส์ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อให้การปกป้องกับภาคการผลิตข้าวในประเทศ ถึงแม้ว่าฟิลิปปินส์จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในสิ้นปี 2558 เป็นต้นไป ทั้งนี้อัตราภาษีนำเข้าข้าวที่รัฐบาลจัดเก็บยังคงไว้ในอัตราร้อยละ 40 สำหรับการนำเข้าภายในโควตาจำนวน 350,000 ตัน ส่วนการนำเข้าข้าวนอกโควตาได้จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 50 อีกทั้งยังคงสินค้าข้าวไว้ในบัญชีสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูงอีกด้วย
                      หลังจากที่ประธานาธิบดีเบนิกโน อากิโนที่ 3 ขึ้นดำรงตำแหน่งในปี 2553 ได้ให้คำมั่นในการสร้างความมั่นคงด้านอาหารโดยเฉพาะสินค้าข้าวให้แก่ประชากรของฟิลิปปินส์ โดยจะดำเนินการให้เกิดการพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าวให้ได้อย่างสมบูรณ์ในปี 2556
                      อย่างไรก็ตาม ในข้อเท็จจริงแล้วในช่วงสองปีที่ผ่านมาฟิลิปปินส์ยังต้องนำเข้าข้าวและนำเข้าข้าวเพิ่มมากขึ้นจาก 1 ล้านตันในปี 2556 มาเป็น 1.8 ล้านตันในปี 2557 หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 โดยมีสาเหตุสำคัญเนื่องจากการประสบกับภาวะภัยแล้งและวาตภัยจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก
                      มีผู้วิเคราะห์ไว้ว่าการที่ฟิลิปปินส์จะพึ่งพิงตนเองได้นั้น จะต้องลงทุนเพื่อการพัฒนาด้านชลประทาน การสร้างความเข้มแข็งในการจัดการไร่นาให้แก่เกษตรกร การลงทุนวิจัยในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิต การพัฒนาในด้านเครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงการจัดการความสูญเสียในช่วงเก็บเกี่ยวและหลังการเก็บเกี่ยวให้เกิดขึ้นในวงกว้าง ทั้งนี้เพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตข้าวรวมถึงการลดต้นทุนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน
                      นอกจากนี้รัฐบาลฟิลิปปินส์จะต้องปฏิรูปกลไกตลาดข้าวให้เอกชนเข้ามามีบทบาททดแทนบทบาทของสำนักงานอาหารแห่งชาติ รวมถึงการสนับสนุนด้านสินเชื่อการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรขนาดเล็กเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งภาคการผลิตข้าวของฟิลิปปินส์จะต้องพัฒนาให้มีผลผลิตต่อเนื้อที่เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 19 จากสถานภาพที่เป็นอยู่ หรืออาจจะต้องเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกข้าวให้ได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19 หรือมิฉะนั้นก็ต้องพัฒนาพื้นที่ที่ไม่มีชลประทานในฟิลิปปินส์ให้เป็นพื้นที่ชลประทานให้หมด ซึ่งโอกาสที่จะทำให้สถานการณ์ที่กล่าวถึงเกิดขึ้นได้จริงจึงเป็นไปได้ยาก
                      ฟิลิปปินส์จึงยังไม่สามารถพึ่งพิงตนเองในเรื่องข้าวได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลและจะต้องเป็นผู้พึ่งพิงการนำเข้าข้าวรายใหญ่ของอาเซียนต่อเนื่องไปทุกปี เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากรและการมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวจำกัด ทำให้การขยายตัวของอุปทานผลผลิตข้าวตามไม่ทันกับการขยายตัวของอุปสงค์เพื่อการบริโภคข้าวภายในประเทศ
———————-
(ทำกินถิ่นอาเซียน : ฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอาเซียน (จบ) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

ฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอาเซียน (1)

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160129/221372.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2559
ฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอาเซียน (1)

ทำกินถิ่นอาเซียน : ฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอาเซียน (1) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      ข้าวเป็นพืชอาหารจานหลักของประชากรฟิลิปปินส์มาอย่างยาวนาน การที่ฟิลิปปินส์มีภูมิประเทศส่วนใหญ่ประกอบด้วยหมู่เกาะต่างๆ ไม่น้อยกว่า 7,000 เกาะในมหาสมุทรปาซิฟิก ทำให้ฟิลิปปินส์มีพื้นที่ราบลุ่มสำหรับการเพาะปลูกข้าวจำกัดและผลิตข้าวได้ไม่เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ
                      ในภาพรวมแล้วฟิลิปปินส์มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวประมาณ 30 ล้านไร่ ในจำนวนนี้อยู่ในเกาะลูซอนประมาณครึ่งหนึ่งของพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั้งหมด ในปี 2557 มีผลผลิตข้าวโดยรวมประมาณ 11.86 ล้านตันข้าวสาร (ประมาณ 18 ล้านตันข้าวเปลือก) ในด้านการบริโภคฟิลิปปินส์มีความต้องการข้าวเพื่อการบริโภคภายในประเทศประมาณ 12.5 ล้านตันข้าวสาร อย่างไรก็ตามในช่วงจากปี 2553-2557 ฟิลิปปินส์มีการนำเข้าข้าวเฉลี่ยปีละประมาณ 1.58 ล้านตันข้าวสาร
                      การนำเข้าข้าวของฟิลิปปินส์เพื่อเพิ่มอุปทานให้เพียงพอกับอุปสงค์ภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่องเกือบทุกปีนับตั้งแต่ปี 2503 เป็นต้นมา ด้านหนึ่งเป็นเพราะการมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวจำกัดและต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติค่อนข้างสูงเกือบทุกปี ในอีกด้านหนึ่งเป็นเพราะฟิลิปปินส์มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 32.25 ล้านคนในปี 2517 เป็น 102.16 ล้านคนในปี 2557 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาทำให้สถานการณ์การผลิตพืชอาหารจานหลักโดยเฉพาะข้าวของฟิลิปปินส์ตามไม่ทันกับการเพิ่มขึ้นของประชากร
                      การค้นพบข้าวพันธุ์ IR8 หรือข้าวพันธุ์มหัศจรรย์ในปลายทศวรรษ 2500 ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสง สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีได้ดีหากมีการเพาะปลูกในพื้นที่ชลประทาน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการเพาะปลูกข้าวของฟิลิปปินส์ตามมา โดยประธานาธิบดี เฟอร์ดินัน มาร์กอส ในขณะนั้นได้ให้การสนับสนุนอย่างสำคัญในการส่งเสริมข้าวพันธุ์ใหม่ดังกล่าวให้แพร่กระจาย เนื่องจากต้องการให้ฟิลิปปินส์สามารถพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าวได้อย่างสมบูรณ์
                      ทั้งนี้ได้จัดให้เกษตรกรได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ พันธุ์ข้าว สินเชื่อเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิต ปุ๋ยเคมีในราคาอุดหนุน พร้อมๆ กับการยกระดับราคาข้าวเปลือกที่รัฐรับซื้อ
                      นโยบายดังกล่าวเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผลผลิตข้าวในฟิลิปปินส์ขยายตัวเพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กับการเพิ่มขึ้นของผลผลิตต่อไร่ ผลผลิตข้าวเปลือกได้เพิ่มจาก 355 กก.ต่อไร่ เฉลี่ยในช่วงปี 2519-2523 มาเป็น 509 กก.ต่อไร่ เฉลี่ยในช่วงปี 2539-2543 และปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 645 กก.ต่อไร่เฉลี่ยช่วงปี 2553-2557
                      ขณะที่ผลผลิตข้าวของฟิลิปปินส์ได้เพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยปีละ 7.27 ล้านตันข้าวสาร (ประมาณ 12.2 ล้านตันข้าวเปลือก) ในช่วงปี 2529-2533 มาเป็น 11.35 ล้านตันข้าวสาร (17.46 ล้านตันข้าวเปลือก) ในช่วงปี 2553-2557 แต่กระนั้นการผลิตข้าวในฟิลิปปินส์ยังมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง
                      การปฏิรูปการผลิตข้าวของฟิลิปปินส์ในสมัยนั้น ได้เป็นผลให้ฟิลิปปินส์สามารถพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าวได้อย่างสมบูรณ์ในช่วงเวลาสั้นๆ ของช่วงปี 2522-2524 และปี 2530 เท่านั้น แต่ด้วยประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พื้นที่การเพาะปลูกมีจำกัด ทำให้การผลิตข้าวในฟิลิปปินส์ไม่เพียงพอต่อการบริโภคในเวลาต่อมาถึงปัจจุบัน (อ่านต่อวันศุกร์หน้า)
—————–
(ทำกินถิ่นอาเซียน : ฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอาเซียน (1) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

ราคายางพาราในอาเซียน

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160122/220964.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 22 มกราคม 2559
ราคายางพาราในอาเซียน

ทำกินถิ่นอาเซียน : ราคายางพาราในอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      ยางธรรมชาติ หรือยางพารา ที่กำลังมีปัญหาด้านราคาที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่องในวันนี้ มีแหล่งกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้และคนพื้นเมืองได้รู้จักการใช้ประโยชน์ในครัวเรือนมาก่อนหน้าที่ชาวยุโรปจะเข้าไปพบและนำมาคิดค้นเพื่อการผลิตเป็นสิ่งประดิษฐ์เป็นของใช้
                      การแพร่กระจายของการใช้ยางพาราเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปในช่วงปลายพุทธศตวรรษ 2300 เรื่อยมา เพราะได้มีการค้นพบวิธีทำให้ยางคงรูปได้ ทำให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ตามมา โดยเฉพาะการนำมาใช้ในองค์ประกอบของเครื่องจักรกลต่างๆ และยุทโธปกรณ์ ทำให้ความต้องการยางพาราขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
                      แรงกดดันจากการขาดแคลนอุปทานในยุคนั้น ทำให้เซอร์คลีเมนส์นำยางมาทดลองเพาะปลูกในถิ่นเอเชีย โดยเริ่มที่อินเดีย และต่อมาขยายไปในอาณานิคมของอังกฤษและฮอลแลนด์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งได้พบว่าในคาบสมุทรแหลมมลายูเป็นแหล่งที่ยางเติบโตได้ดี ทำให้การเพาะปลูกยางพาราขยายไปอย่างกว้างขวางทั้งในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ในช่วงต้นพุทธศตวรรษ 2400 สำหรับประเทศไทยมีการนำยางเข้ามาทดลองปลูกที่ จ.ตรัง เป็นแห่งแรก ในช่วงกลางพุทธศตวรรษ 2400 ซึ่งต่อมาได้มีการขยายการเพาะปลูกกันอย่างกว้างในภาคใต้ของไทย
                      องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติได้รายงานว่า พื้นที่เก็บเกี่ยวยางพาราของโลกในปี 2556 มีประมาณ 64.47 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นมาจากปี 2547 ซึ่งมีพื้นที่เพียง 50 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 29 ในขณะที่ผลผลิตยางพาราของโลกในปี 2556 มีประมาณ 11.97 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2547 ซึ่งมีจำนวน 8.94 ล้านตัน หรือร้อยละ 33.89 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
                      ปัจจุบันยางพารามีแหล่งเพาะปลูกและผลิตที่สำคัญอยู่ในภูมิภาคกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยในปี 2556 อาเซียนมีพื้นที่เก็บเกี่ยวยางโดยรวมประมาณ 49.92 ล้านไร่ หรือร้อยละ 77.58 และมีผลผลิตรวม 9.05 ล้านตัน หรือร้อยละ 75.61 ของผลผลิตยางพาราโลก ประเทศที่มีผลผลิตรวมมากที่สุดได้แก่ ไทย รองลงมา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยใน 3 ประเทศนี้มีผลผลิตรวมกันมีถึง 7.8 ล้านตัน หรือร้อยละ 86.19 ของผลผลิตในชาติอาเซียน และร้อยละ 65.16 ของผลผลิตยางพาราโลก
                      กระนั้นการใช้ประโยชน์ยางพาราในกลุ่มผู้ผลิตในอาเซียนเพื่อเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแปรรูปภายในประเทศมีไม่มากนัก ประมาณการอยู่ที่ 1.79 ล้านตันเท่านั้น หรือร้อยละ 19.77 อาเซียนจึงมีผลผลิตส่วนเกินถึง 6.01 ล้านตัน จะส่งออกในรูปของ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง หรือน้ำยาง เป็นต้น
                      สินค้ายางพาราจึงเป็นสินค้าที่แข่งขันกันเองของกลุ่มประเทศผู้ผลิตในอาเซียน อุปทานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น เพราะเกษตรกรเห็นว่าสินค้ายางพารามีระดับราคาที่เคลื่อนไหวสูงขึ้นในช่วงเวลานั้น ได้ส่งผลกระทบต่อระดับราคาในปัจจุบัน และยิ่งเมื่อเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะที่ชะลอตัว แน่นอนว่าความต้องการสินค้าต่างๆ ที่ใช้ยางพาราเป็นส่วนประกอบ ย่อมจะชะลอตัวลงตามมาด้วย
                      นอกจากนี้ยางพารายังมีคู่แข่งที่สำคัญได้แก่ ยางสังเคราะห์ ที่นำเอาผลผลิตพลอยได้จากกระบวนการกลั่นปิโตรเลียมมาใช้ ระดับราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงอย่างมากย่อมทำให้ต้นทุนในการผลิตยางสังเคราะห์ถูกลง ยิ่งเป็นแรงกดดันต่อระดับราคายางพาราให้ตกต่ำลงไปด้วยอีกเช่นกัน
                      ราคายางพาราที่ตกต่ำลงในช่วงเวลานี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามวัฏจักรการเคลื่อนไหวของราคายางพาราที่นอกเหนือไปจากการเคลื่อนไหวตามฤดูกาล ในหนึ่งช่วงของการเคลื่อนไหวของราคาตามวัฏจักรนี้ใช้เวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 7-8 ปี กว่าจะกลับฟื้นสู่ระดับสมดุลใหม่
                      ดังนั้น ใครที่ไปให้สัญญากับเกษตรกรว่าจะยกระดับราคาสินค้ายางพาราให้กลับสู่ในสภาพราคาสูงๆ ได้ จึงต้องพึงระวัง เพราะจะต้องใช้เงินและทรัพยากรในการจัดการจำนวนมากมายทีเดียว กว่าจะให้มาตรการเห็นผลเกิดขึ้นได้
———————-
(ทำกินถิ่นอาเซียน : ราคายางพาราในอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)
%d bloggers like this: