ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก.

All posts tagged ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก.

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ผลสำเร็จกลุ่มโคขุนหนองแหน ตัวอย่างใช้ระบบแปลงใหญ่ในที่ส.ป.ก.

Published September 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440657

x

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ผลสำเร็จกลุ่มโคขุนหนองแหน ตัวอย่างใช้ระบบแปลงใหญ่ในที่ส.ป.ก.

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในปี 2538 ได้มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้จังหวัดยโสธรพื้นที่กว่า 55,000 ไร่ เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. โดยอำเภอกุดชุมมีพื้นที่อยู่ในเขต ส.ป.ก.ประมาณ 30,000 กว่าไร่ จึงจัดให้เกษตรกรเข้าอยู่อาศัยและทำประโยชน์ ส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนภายใต้การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยเน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พร้อมทั้งส่งเสริมเรื่องของการตลาด สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้เกษตรกร

 

นายวิริยะ แก้วคง ปฏิรูปที่ดินจังหวัดยโสธร เปิดเผยว่า จากการสำรวจความเหมาะสมของการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ ส.ป.ก.อำเภอกุดชุม พบว่ามีความเหมาะสมในการทำปศุสัตว์ อีกทั้งเกษตรกรก็มีความสนใจที่จะเลี้ยงโคขุน ส.ป.ก.จึงส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคขุนคุณภาพและแปรรูปเป็นเนื้อโคเกรดพรีเมียม ป้อนสู่ตลาด โดยเริ่มต้นจากจัดให้เกษตรกรไปศึกษาดูงานในพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มเลี้ยงโคขุน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตัวเองได้อย่างเหมาะสม โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้นโยบายการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ส.ป.ก. ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแปลงใหญ่ สำหรับแนวทางในการส่งเสริม ส.ป.ก.ได้เข้าไปช่วยในด้านการให้คำแนะนำ การลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ และส่งเสริมด้านการตลาดที่มั่นคง เพื่อให้การเลี้ยงโคขุนของเกษตรกรได้มาตรฐาน และมีคุณภาพ อีกทั้ง ยังได้บูรณาการร่วมกับกรมปศุสัตว์เพื่อพัฒนากลุ่มด้วยการจัดตั้งโรงงานแปรรูปขนาดเล็กเพื่อชำแหละ ตัดแต่งเนื้อ จัดเกรดสินค้าพรีเมียม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ปัจจุบัน กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคขุนในพื้นที่จัดสรรของ ส.ป.ก.อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร มีอาชีพที่มั่นคงและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

 

นางบุญญาภรณ์ วงศ์พิทักษ์ ผจก.กลุ่มโคขุนหนองแหนเปิดเผยว่า เกษตรกรในพื้นที่จัดสรรของ ส.ป.ก.ทำการเกษตรที่หลากหลาย ทั้งทำไร่ ทำนาและเลี้ยงโคแต่การเลี้ยงโคของเกษตรกรก่อนหน้านี้ จะเลี้ยงโคแบบปล่อยทุ่งให้กินหญ้าตามท้องไร่ท้องนา กว่าโคจะโตสมบูรณ์และจำหน่ายได้ต้องใช้เวลานาน และที่สำคัญมักถูกเอาเปรียบจากพ่อค้ากดราคาต่ำ จนกระทั่ง ส.ป.ก. ได้เข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนภายใต้ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ มีการบริหารจัดการในการเลี้ยงที่ได้มาตรฐานสากล และเลี้ยงแบบถูกต้องตามหลักการมีการตลาดที่ชัดเจน โดยเน้นเรื่องของการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ในด้านของการทำอาหารข้น (อาหารผสมที่มีความเข้มข้นทางโภชนาการสูง) หรือการปลูกพันธุ์หญ้าที่มีคุณภาพดี ทำให้การเลี้ยงโคขุนของเกษตรกรมีคุณภาพ ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดเนื้อโคเกรดพรีเมียม โดยมีการเชื่อมโยงตลาดกับสหกรณ์โคเนื้อโพนยางคำ จำกัด สหกรณ์โคขุนดอกคำใต้จังหวัดพระเยา และ บริษัท พนมบรีฟไทยแลนด์

สำหรับในส่วนของจังหวัดยโสธร ก็มีการเชื่อมโยงกับร้านค้าในจังหวัดและจัดงานเทศกาลโคขุนหนองแหนเพื่อให้ประชาชนในจังหวัดยโสธรได้รู้จักว่าเรามีโคขุนคุณภาพดี ที่ผลิตโดยเกษตรกรในพื้นที่ และมีเนื้อโควางจำหน่ายในร้านอาหารชั้นนำของจังหวัดยโสธร ซึ่งผู้บริโภคให้การตอบรับดีมาก ส่งผลให้ในปัจจุบัน เกษตรกรที่เป็นสมาชิกในโครงการเลี้ยงโคขุนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้ที่มั่นคงแน่นอน และมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น จึงอยากขอบคุณ ส.ป.ก.ที่มอบพื้นที่ทำกินและยังเข้ามาส่งเสริมอาชีพที่มั่นคง สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรและเศรษฐกิจในพื้นที่

Advertisements

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เศรษฐกิจพอเพียงฟื้นชีวิต เกษตรกรเขตปฏิรูปที่ดินอุตรดิตถ์

Published September 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439047

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เศรษฐกิจพอเพียงฟื้นชีวิต  เกษตรกรเขตปฏิรูปที่ดินอุตรดิตถ์

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เศรษฐกิจพอเพียงฟื้นชีวิต เกษตรกรเขตปฏิรูปที่ดินอุตรดิตถ์

วันจันทร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ต.น้ำพี้ อ.แสงขันธ์ จ.อุตรดิตถ์ ในอดีตเคยประสบปัญหาการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ทั้งราคา
ผลผลิต และปัญหาเรื่องของธรรมชาติ จนเมื่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดิน จ.อุตรดิตถ์ ได้เข้ามาพัฒนาพื้นที่ตามโครงการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม หรือ Zoning by Agri – Map จึงหันมาทำเกษตรแบบผสมผสานปลูกผักสวนครัว ปลูกไม้ผลชนิดต่าง ๆ รวมถึงไม้เศรษฐกิจ ตลอดจนการทำปศุสัตว์ เลี้ยงปลา ทำให้มีรายได้หมุนเวียน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่มั่นคง

 

นายละออง ปานทอง เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.อุตรดิตถ์เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ทำเกษตรเชิงเดี่ยว ทำนา ปลูกข้าวโพด แต่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ อีกทั้ง ต้องทำใจกับสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลง บางปีได้ผลผลิตไม่คุ้มค่าการลงทุน จนกระทั่ง ส.ป.ก.เข้ามาให้คำแนะนำปรับเปลี่ยนทำเกษตรผสมผสาน ตามโครงการพัฒนาและขยายผลกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชา โครงการ Zoning by Agri-Map มีการส่งเสริมการพัฒนาระบบการกักเก็บน้ำอย่างยั่งยืน มีการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ และจัดกิจกรรมการห่มดินเพื่อรักษาความชุ่มชื่นของหน้าดินด้วยการใช้ฟางข้าวปกคลุมดิน ขุดร่องน้ำคลองไส้ไก่ ส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝกและสับปะรดบริเวณขอบคันดินคลองไส้ไก่ เพื่อป้องกันการชะล้างและการพังทลายของหน้าดิน รวมถึงส่งเสริมการเพิ่มรายได้จากการปลูกพืชผักและไม้ผล เช่น มะม่วง มะม่วงหิมพานต์ พุทรา ฝรั่ง กล้วย มะพร้าว เป็นต้น ทำให้มีรายได้จากการขายผลผลิตตลอดทั้งปี โดยเฉพาะผักที่ทำให้มีรายได้หมุนเวียนทุกวัน

 

 

ส่วนไม้ผลอื่นๆ เช่น มะพร้าว 1 ต้น อาจได้ 100 ลูกต่อปี เฉลี่ยลูกละ 10 บาท ก็จะมีรายได้ 1,000 บาทต่อต้นต่อปี ยังไม่รวมถึงไม้ผลชนิดอื่นที่จะมีจำหน่ายสร้างรายได้ตามฤดูกาล สิ่งเหล่านี้ทำให้มีความหวัง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากเดิม ซึ่งแตกต่างจากตอนปลูกข้าวโพดเพียงอย่างเดียวมาก ที่ชีวิตแทบจะสิ้นหวัง ขอขอบคุณ ส.ป.ก.ที่นอกจากจัดสรรที่ดินทำกินให้แล้ว ยังเข้ามาแนะนำอาชีพที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ตลอดจนให้ความรู้ในการทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ต้นทุนต่ำ รวมถึงให้โอกาสไปศึกษาดูงานผู้ที่ทำเกษตรประสบความสำเร็จเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง จึงอยากฝากไปถึงเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน ให้รู้จักหวงแหนและใช้ประโยชน์ทำกินให้เต็มกำลัง อย่าคิดขายให้คนอื่นเพราะผิดกฎหมาย เมื่อได้รับโอกาสแล้ว เราควรรักษาเอาไว้ให้ลูกหลานสืบต่อไปจะเป็นการดีที่สุด

 

 

นับว่า นายละออง ปานทอง เป็นเกษตรกรที่มีหัวก้าวหน้า หัวไว ใจสู้ต้องการจะปรับเปลี่ยนการทำเกษตรแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพราะพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการเกษตรที่ทำอยู่ ดินขาดความสมบูรณ์ ไม่มีแหล่งน้ำ ทำให้ได้ผลตอบแทนต่ำ เมื่อส.ป.ก.เข้ามาให้คำแนะนำและพาไปศึกษาดูงานโดยได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ ของกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้มีองค์ความรู้ก็เปิดใจรับการปรับเปลี่ยนทำกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้ง พืช สัตว์ ประมง จนปัจจุบันพื้นที่ของนายละออง 24 ไร่ กลายเป็นศูนย์ต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยยึดหลักคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีเกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เป็นการมอบสิ่งดีๆ ตอบแทนสังคมอีกทางหนึ่งด้วย

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ‘คทช.กาฬสินธุ์’ต้นแบบส.ป.ก.พอเพียง ชูหมู่บ้านโฮมสเตย์-แปรรูปสบู่จากรังไหม

Published September 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435729

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ‘คทช.กาฬสินธุ์’ต้นแบบส.ป.ก.พอเพียง ชูหมู่บ้านโฮมสเตย์-แปรรูปสบู่จากรังไหม

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ‘คทช.กาฬสินธุ์’ต้นแบบส.ป.ก.พอเพียง ชูหมู่บ้านโฮมสเตย์-แปรรูปสบู่จากรังไหม

วันจันทร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันการท่องเที่ยวเชิงเกษตรถือเป็นเทรนด์ที่ได้รับนิยมในหมู่วัยรุ่นและคนเมืองที่ต้องการพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อหลีกหนีความวุ่นวาย ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรับความต้องการและเกิดสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรเกิดขึ้นมามากมาย ทั้งที่เกิดขึ้นจากภาคเอกชนหรือเกษตรกรเอง และรวมถึงที่ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และอีกสถานที่หนึ่ง ที่เหมาะสมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร นั่นคือพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ

ดังตัวอย่าง นายชาติตระกาน ผลชื่น ซึ่งเป็นเกษตรกรที่อยู่ในโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในจังหวัดกาฬสินธุ์ (คทช.กาฬสินธุ์) และเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด ที่ผ่านการอบรมเครือข่าย คทช.และมีโอกาสศึกษาดูงานในพื้นที่ต่างๆ จนเกิดแนวความคิดที่จะทำที่พักแบบโฮมสเตย์ในพื้นที่ของตนเอง โดยใช้กิจกรรมด้านการเกษตรที่ตัวเองทำสร้างรายได้อยู่ ให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงวัว การปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และแปรรูปผลิตภัณฑ์สบู่จากรังไหม เป็นต้น

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ นายชาติตระกาน เล็งเห็นว่าพื้นที่ของตนมีศักยภาพมากเพียงพอและมีความคิดที่จะต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ของตนและเพื่อนๆ ในสหกรณ์ โดยรวมกลุ่มกันแล้วเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรมีจุดเด่นอยู่ที่การพลิกฟื้นผืนดินที่แต่เดิมมีสภาพเป็นดินทราย ขาดธาตุอาหาร สาเหตุมาจากการปลูกต้นยูคาลิปตัสเป็นพืชซ้ำซากในพื้นที่มานานกว่า 30 ปี หลังจากได้รับจัดสรรพื้นที่จาก ส.ป.ก. นายชาติตระกานและเพื่อนๆ เกษตรกรในพื้นที่ก็ช่วยกันเปลี่ยนแปลงทำให้กลับมาเป็นผืนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์และชุ่มชื้นอีกครั้งภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี ด้วยองค์ความรู้ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ป.ก. และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ทำให้ปัจจุบันพื้นที่ คทช.กาฬสินธุ์มีการพัฒนาและต่อยอด ทั้งด้านการผลิตผลผลิตพืชผักอินทรีย์ การจัดการเกษตรเชิงท่องเที่ยว มีฐานการเรียนรู้ต่างๆ จากสิ่งที่พี่ชาติตระกานและเพื่อนๆ ในชุมชนทำอยู่ก่อนแล้วไม่ว่าจะเป็นการทำสบู่รังไหม การพัฒนาแปลงขนาดเล็ก การปลูกผักหวานป่า อีกทั้งยังมีกระบวนการผลิตไหมคุณภาพครบวงจรเตรียมไว้สำหรับผู้ศึกษาดูงาน โดยมีความคิดที่จะทำที่พักแบบโฮมสเตย์ ที่มีบริการจัดทำอาหาร อาหารว่าง เครื่องดื่มสำหรับผู้ใช้บริการอย่างเพียบพร้อมพร้อมด้วยรถซาเล้งสำหรับนำชมภายในพื้นที่ชุมชน คทช.กาฬสินธุ์เพื่อรองรับผู้ที่สนใจและนักท่องเที่ยวที่สนใจจะศึกษาวิถีชีวิตแบบเกษตรกรที่เรียบง่ายและพอเพียง

สำหรับผู้ที่สนใจจะอุดหนุนผลิตภัณฑ์แปรรูปสบู่จากรังไหม ผลผลิตพืชผักอินทรีย์เยี่ยมชมและพักผ่อนในรูปแบบโฮมสเตย์ในพื้นที่ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์ และสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด หมู่ที่ 4 บ้านดงกล้วย ตำบลนาจำปา อำเภอดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ์ 46000 หมายเลขโทรศัพท์08-0057-8584 และ 09-0858-7244

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : กล้วยน้ำว้าพลังแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์ต่อยอดเกษตรทฤษฎีใหม่สร้างรายได้งาม

Published September 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430985

x

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : กล้วยน้ำว้าพลังแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์ต่อยอดเกษตรทฤษฎีใหม่สร้างรายได้งาม

วันจันทร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อาชีพเกษตรกรรมในยุคใหม่ เกษตรกรต้องปรับตัวหลีกเลี่ยงการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เพราะต้องอาศัยปัจจัยภายนอกแทบทุกอย่างในการผลิต อีกทั้งเกษตรกรยังไม่สามารถกำหนดต้นทุนและราคาจำหน่ายผลผลิตเองได้ ต้นทุนส่วนใหญ่จึงมักอยู่ที่วัตถุดิบที่ไม่สามารถผลิตได้เอง และราคาขึ้นอยู่กับกลไกทางตลาด การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชผสมผสาน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เกษตรกรนำมาปรับใช้ เพราะจะทำให้มีผลผลิตจำหน่ายได้ทั้งปี ลดความเสี่ยงของราคาที่ผันผวน อีกทั้งยังสามารถต่อยอดแปรรูปสินค้าเกษตรที่มีในสวนอย่างหลากหลายให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย

 

เช่นเดียวกับพี่กันยา คำแผง เกษตรกรในพื้นที่อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ศพก. เครือข่าย) ที่มีรายได้หาเลี้ยงครอบครัวได้ตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องรอรายได้จากการขายผลผลิตเพียงอย่างเดียว ด้วยการน้อมนำการทำเกษตรแบบทฤษฎีใหม่มาบริหารจัดการในแปลง ส.ป.ก. พื้นที่ 5 ไร่ ของตนเอง ปลูกพืชหลายอย่าง ทั้งพืชผัก พืชสวน ไม้ผล เลี้ยงปลา และเพาะเห็ด โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเข้าร่วมโครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง เมื่อปี พ.ศ.2560 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงที่ดินของตนเองจากเกษตรเชิงเดี่ยวมาเป็นแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มีความยั่งยืนและปลอดภัยต่อทั้งคนในครอบครัวเองและคนในชุมชน โดยอาศัยปรัชญาในการใช้ชีวิตคือการ รู้จักพอใจในงานและสิ่งที่ตนมีอยู่ ประกอบกสิกรรมในพื้นที่ของตนเองโดยอาศัยกำลังคนจากภายในครอบครัวเอง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงาน

สำหรับรายได้เสริมของพี่กันยานั้นก็ไม่ได้ห่างไกลไปจากแปลงเกษตรเสียทีเดียว เป็นรายได้ที่มาจากการแปรรูปผลผลิตภายในแปลงเกษตร นั่นคือ กล้วยน้ำว้า โดยใช้ภูมิปัญญาการถนอมอาหารให้เก็บไว้ได้นาน สู่ของทานเล่นรสหวานที่ถูกปากผู้บริโภคนั่นคือ กล้วยตาก ที่ใช้ตู้อบพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งพี่กันยานำความรู้ในการแปรรูปมาแบ่งปันกับพวกเราได้ลองนำไปทดลองทำกัน

 

 

สำหรับการทำกล้วยตากตู้อบพลังแสงอาทิตย์ ขั้นตอนแรกต้องเตรียมอุปกรณ์ในการทำ ประกอบไปด้วยเกลือ น้ำเปล่า และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือกล้วยน้ำว้า ขั้นตอนแรกตัดกล้วยออกเป็นหวีๆ แล้วนำวางลงบนใบตอง ปิดทับด้วยใบตองและกระสอบ หรือนำใส่โอ่ง / ถังก็ได้ จากนั้นบ่มทิ้งไว้จนกล้วยสุกดี (บ่มจนผลกลมมน ไม่มีรอยเหลี่ยม และเปลือกตกกระสีดำ) ปอกเปลือกกล้วยออก เรียงลงบนตะแกรง นำไปตากแดดโดยใช้ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ จนกล้วยเกือบแห้งสนิท นานประมาณ 5 วัน ระหว่างนั้นหมั่นคอยพลิกกลับด้านอยู่เสมอ จากนั้นก่อนนำกล้วยไปตากแดดในวันที่ 6 ให้ละลายน้ำกับเกลือให้เข้ากัน นำขึ้นตั้งไฟต้มจนเดือด ทิ้งไว้จนเย็น จากนั้นใช้ขวดน้ำคลึงหรือกดกล้วยให้แบน แล้วนำกล้วยลงไปล้างในน้ำเกลือที่เตรียมไว้ จากนั้นนำกล้วยวางเรียงบนตะแกรง นำไปตากแดดอีก 1-2 วัน จนกล้วยแห้งได้ที่ เมื่อกล้วยแห้งได้ที่แล้ว ใส่กล้วยลงในหม้อ ปิดฝาให้สนิท วางทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้น้ำตาลจากกล้วยซึมออกมา (กล้วยจะเงาและไม่แห้ง) จากนั้นเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด สามารถนำมารับประทานได้ทันทีหรือบรรจุภัณฑ์เพื่อจำหน่าย โดยผลผลิตที่ผ่านการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามแล้วจะนำไปจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ทางเฟสบุ๊ค และจำหน่ายตลาดเกษตรในชุมชน ซึ่งตลาดให้การตอบรับดีมาก สามารถสร้างรายได้ที่งดงาม

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์กล้วยตากที่แปรรูปจากกล้วยน้ำว้าแล้ว ยังมีพืชชนิดอื่นๆ อีกที่พี่กันยาปลูกไว้ ทั้งผักปลอดสารพิษ เห็ดฟางและเห็ดนางฟ้า ไม้ผลอย่างฝรั่งและขนุน ไผ่หวาน ผักหวาน และอื่นๆ อีกมากมาย บางส่วนเก็บไว้สำหรับทานเอง เผื่อแผ่เพื่อนบ้าน และที่เหลือนำไปจำหน่ายให้เกิดรายได้และช่วยลดรายจ่ายตลอดทั้งปี จะเห็นได้ว่าการนำเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ในการทำการเกษตรช่วยให้พี่กันยามีชีวิตที่ดีขึ้นและมีความสุข สามารถอยู่ได้ อยู่ดี อยู่อย่างยั่งยืน นอกจากจะสุขในครอบครัวแล้ว ยังเผื่อแผ่ความสุขด้วยการเป็นเป็นอาสาสมัครปฏิรูปที่ดิน (อสปก.) และเปิดแปลงของตนเองเป็นศูนย์เรียนรู้ให้บุคคลที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาหาความรู้ได้อีกด้วย

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เตือนซื้อขายที่ดินส.ป.ก.โมฆะ เจอโทษอาญาทั้งปรับ-จำคุก

Published September 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427209

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เตือนซื้อขายที่ดินส.ป.ก.โมฆะ  เจอโทษอาญาทั้งปรับ-จำคุก

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เตือนซื้อขายที่ดินส.ป.ก.โมฆะ เจอโทษอาญาทั้งปรับ-จำคุก

วันศุกร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงก่อนที่จะประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น เกษตรกรไทยประสบปัญหาไร้ที่ดินทำกินมานาน และทวีความรุนแรงจนประชาชนเรียกร้องให้แก้ไข หลังเดินขบวนขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาการสูญเสียที่ดิน หรือการถูกบีบบังคับให้ต้องจ่ายค่าเช่าที่นาในราคาสูงมาแล้ว ในวันที่ 24 มิถุนายน 2517 ชาวนาก็ได้เดินขบวนเข้ามาในกรุงเทพฯอีกครั้ง โดยยื่นข้อเสนอแก้ปัญหาต่อนายกรัฐมนตรี (นายสัญญา ธรรมศักดิ์) 7 ข้อ ซึ่งหนึ่งในข้อเสนอดังกล่าวคือ ขอให้รัฐบาลปฏิรูปที่ดินโดยด่วน (1) จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงดังกล่าว รัฐบาลจึงนำวิธีปฏิรูปที่ดินมาแก้ปัญหาการไร้ที่ดินทำกินและสภาผู้แทนราษฎร ลงมติให้ประกาศใช้พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงสนับสนุนให้โครงการปฏิรูปที่ดินดำเนินไปโดยสัมฤทธิผล โดยพระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จำนวนกว่า 50,000 ไร่ ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดตั้งเป็นโครงการปฏิรูปที่ดินสำเร็จรูปต่อไป โดยพระองค์มีพระราชดำริไม่ให้กรรมสิทธิ์เป็นของชาวไร่ส่วนบุคคล แต่จะให้ทำมาหากินสืบไปด้วยการจัดแบ่งให้ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละครอบครัว(2)

นอกจากนี้ พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดังกล่าวยังบัญญัติให้ส.ป.ก. นำที่ดินของรัฐ และให้ซื้อที่ดินของเอกชน มาจัดให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ด้วย ที่ดินพระราชทาน ที่ดินรัฐและที่ดินที่ส.ป.ก.จัดซื้อดังกล่าวเป็นที่รู้จักในชื่อ “ที่ดิน ส.ป.ก.” ซึ่งมาตรา ๓๙ แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าวบัญญัติห้ามมิให้แบ่งแยกหรือโอนที่ดินที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ที่ดินที่จัดให้เกษตรกรตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรรม เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจึงกำหนดมาตรการหรือโทษตามกฎหมายซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินส.ป.ก. โดยผู้ขายต้องเสียสิทธิทำกินในที่ดินที่ได้รับอนุญาต ขณะที่ผู้ซื้อก็ไม่อาจอ้างการซื้อขายเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินส.ป.ก. ได้ และนอกจากโทษตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ผู้ซื้อและผู้ขายอาจต้องรับโทษอาญาถึงจำคุกด้วย

ผู้ขายเสียสิทธิที่จะทำกินหรืออยู่อาศัยในที่ดิน ส.ป.ก.

ผู้ที่ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน พ.ศ. 2535 (ระเบียบเข้าทำประโยชน์) โดยข้อ 7 ของระเบียบดังกล่าวกำหนดให้เกษตรกรต้องทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับด้วยตนเอง และห้ามแบ่งแยกหรือโอนสิทธิไปยังบุคคลอื่น ไม่ว่าจะด้วยวิธีซื้อขาย ยกที่ดินที่ได้รับให้บุคคลอื่น หรือโดยพฤติกรรมใดๆ ซึ่งศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า การส่งมอบที่ดินให้บุคคลอื่นครอบครอง และยังส่งมอบเอกสารส.ป.ก.4-01 ให้บุคคลอื่นยึดถือไว้ตลอดมาพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า ผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์สละสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทและโอนสิทธิทำกินให้บุคคลอื่นแล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2560) การกระทำการที่ฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าวเป็นเหตุให้เกษตรกรสิ้นสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามข้อ 11 ของระเบียบเข้าทำประโยชน์ อันการเสียสิทธิเข้าทำกินในที่ดิน และต้องออกจากที่ดินที่ได้รับอนุญาต หากไม่ยินยอมออกถือเป็นการทำผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 ต้องโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อีกทั้ง ที่ดินส.ป.ก. ถือเป็นที่ดินของรัฐซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9 ห้ามมิให้บุคคลใดที่ไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปยึดถือหรือครอบครอง ซึ่งเกษตรกรผู้สิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. แล้ว แต่ไม่ยอมออกจากที่ดินถือเป็นผู้ที่เข้าไปยึดถือหรือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินห้าพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ตามมาตรา 108 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินอีกด้วย

ผู้ซื้อเสียเงินฟรีโดยไม่อาจได้รับสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก.

ในส่วนผู้ซื้อที่ดินนั้น เมื่อที่ดินส.ป.ก.ต้องห้ามมิให้โอน ซื้อขายเปลี่ยนมือการทำสัญญาซื้อขายหรือสัญญาอื่นใดในลักษณะที่มีพฤติการณ์ให้มีผลเป็นการโอนหรือซื้อขายที่ดิน ส.ป.ก. ถือเป็นการทำนิติกรรมที่ขัดกฎหมายและตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๖๖๙/๒๕๔๖ และ ๑๘๗๖/๒๕๔๖) ความเป็นโมฆะของสัญญาดังกล่าวมีผลให้ความผูกพันตามสัญญาของคู่สัญญาเสียเปล่าไปด้วย ผู้ซื้อที่ดิน ส.ป.ก. จึงไม่ได้รับสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว และเมื่อการซื้อที่ดิน ส.ป.ก.เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงถือไม่ได้ว่าผู้ซื้อได้เข้าครอบครองที่ดินของส.ป.ก. โดยสุจริต จะทำให้เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติได้รับการจัดที่ดินจาก ส.ป.ก. ได้ ผู้ซื้อหรือผู้รับโอนที่ดิน ส.ป.ก. โดยมิชอบด้วยกฎหมายจึงไม่อาจได้รับสิทธิให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ส.ป.ก. ได้

นอกจากนี้ กฎหมายยังถือว่าการที่ผู้ซื้อที่ดินได้ชำระเงินค่าที่ดินส.ป.ก.ทั้งที่รู้ว่าเป็นที่ดินซึ่งต้องห้ามซื้อขายเปลี่ยนมือ เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 411ผู้ซื้อไม่อาจเรียกคืนเงินที่ชำระไปได้ ดังนี้ จึงพอสรุปได้ว่าผู้ซื้อที่ดินส.ป.ก. นอกจากจะไม่ได้รับสิทธิใดๆ จากการซื้อที่ดินส.ป.ก. แล้ว ยังต้องเสียเงินจากการซื้อที่ดินโดยไม่อาจเรียกคืนจากผู้ขายได้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ซื้อที่ดินส.ป.ก. ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินและต้องออกจากที่ดิน ส.ป.ก. กรณีไม่ยอมออกจากแปลงที่ดินถือว่าผู้ซื้ออยู่ในที่ดินโดยไม่มีสิทธิ และเป็นการทำผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 ต้องโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จึงอาจกล่าวโดยสรุปว่า การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม แก้ปัญหาผู้ไร้ที่ดินทำกิน โดยมีมาตรการป้องกันมิให้ที่ดินตกอยู่ในมือบุคคลที่ไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและเกษตรกรกลายเป็นผู้เช่าที่ดินหรือผู้ไร้ที่ดินทำกิน ดังนั้น การซื้อขายที่ดิน ส.ป.ก. จึงเป็นการกระทำขัดวัตถุประสงค์ของกฎหมาย มีโทษตามกฎหมาย “ผู้ขายเสียสิทธิ ผู้ซื้อเสียเงินฟรี ทั้งคู่อาจต้องรับโทษจำคุก

ขอบคุณข้อมูลสำนักกฎหมาย ส.ป.ก. (1)ดร.ไชยยงค์ ชูชาติ ขอเสนอโครงการปฏิรูปที่ดินเพื่อกระจายความมั่งคั่งไปสู่เกษตรกรไทยผู้ยากจน (เอกสารปฏิรูปที่ดินฉบับที่ ๘, ๒๕๑๘) (2)สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม, ความเป็นมาของการปฏิรูปที่ดินในประเทศไทย มีนาคม ๒๕๕๔ หน้า ๒๙-๓๐

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ‘ธนาคารน้ำใต้ดิน’แก้แล้งในพื้นที่ส.ป.ก.

Published September 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426814

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ‘ธนาคารน้ำใต้ดิน’แก้แล้งในพื้นที่ส.ป.ก.

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ‘ธนาคารน้ำใต้ดิน’แก้แล้งในพื้นที่ส.ป.ก.

วันพุธ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ถือเป็นภัยธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกรเป็นอย่างมาก จากข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า โดยปกติประเทศไทยมีปริมาณฝนรวมตลอดปีเฉลี่ยทั่วประเทศมีค่าประมาณ 1,572.5 มิลลิเมตร ปริมาณฝนแต่ละพื้นที่ เปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะภูมิประเทศแต่เนื่องจากในปี 2562 ฤดูร้อนมาเร็วอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติ ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ จึงคาดการณ์ว่าปริมาณฝนน้อยลงต่ำกว่าค่าปกติเฉลี่ยรอบ 30 ปี ร้อยละ 5 อาทิ ภาคเหนือ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรวม 30 ปี เดิม 1,230.9 มิลลิเมตร ในปีนี้ลดลงเหลือ 1,000 มิลลิเมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรวม 30 ปี เดิม 1,400 มิลลิเมตร ปีนี้ลดลงเหลือ 1,100 มิลลิเมตร ภาคกลาง ค่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรวม 30 ปี เดิม 1,275 มิลลิเมตร ในปีนี้ลดลงเหลือ 1,000 มิลลิเมตร

ในขณะที่รายงานของกรมชลประทานเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 ระบุว่า สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ รวม 37,376 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 49 ของความจุอ่างและสำหรับปริมาตรน้ำใช้การได้มีเพียง 13,452 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 26 ของความจุใช้งานได้โดยปริมาตรน้ำในอ่างเมื่อเทียบกับปี 2561 (46,003 ล้าน ลบ.ม.) พบว่าปี 2562 มีปริมาตรน้ำน้อยกว่าปี 2561 จำนวน 8,627 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเพียง 98.46 ล้าน ลบ.ม แต่มีปริมาณน้ำระบายมากถึง 103.82 ล้าน ลบ.ม. จึงต้องระวังเรื่องภัยแล้งใกล้ชิดและจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้ช่วงหน้าแล้ง ซึ่งการทำ “ธนาคารน้ำใต้ดิน”เป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาภัยแล้ง แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำขัง

โดยการขุดหลุมที่มีลักษณะก้นครก เพื่อกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาช่วงฤดูฝนลงสู่ใต้ดิน เป็นการกักเก็บน้ำ รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวดินที่แห้งแล้ง ทำให้ต้นไม้บริเวณนั้นอุดมสมบูรณ์ เมื่อมีฝนตกหนักก็มีแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใต้ดิน เหมือนเป็นการฝากน้ำไว้แล้วค่อยถอน(สูบ) เอามาใช้หน้าแล้ง ซึ่งจากการทดสอบในหลายๆ พื้นที่ พบว่า ธนาคารน้ำใต้ดินที่มีขนาดกว้างเพียง 1.5 เมตร ยาว 1.5 เมตร ลึก 1.5 เมตร สามารถเติมน้ำลงเข้าใต้ดินได้ไม่น้อยกว่า 5 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมงหรือประมาณ 5,000 ลิตร/ชั่วโมง ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี สำหรับการทำธนาคารน้ำใต้ดินทำได้หลายขนาด ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และความจำเป็นในการใช้น้ำเพื่อการเกษตรหากเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่เกษตรกรนิยมทำคือ บ่อขนาดกว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร ลึก 7 เมตร มีความลาดชัน 45 องศา ไม่มีขอบบ่อสามารถเก็บน้ำได้ถึง3,300 ลูกบาศก์เมตร โดยต้องขุดให้ผ่านชั้นดินเหนียวไปจนถึงชั้นหินอุ้มน้ำ และที่ตั้งของบ่อให้อยู่ในทิศทางที่รับน้ำฝนที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำได้ ซึ่งจากหลักการไหลของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ และการเคลื่อนที่ของโลก ทำให้น้ำใต้ดินไหลลงไปรวมกันและเก็บไว้ในชั้นใต้ดินกลายเป็นน้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาล

ทั้งนี้ ขนาดความกว้าง ความยาวของบ่อขึ้นอยู่กับพื้นที่ แต่ต้องขุดให้ลึกเลยชั้นหินอุ้มน้ำที่มีรูพรุน จึงจะกักเก็บน้ำและไหลผ่านรูพรุนเพื่อสูบขึ้นมาใช้ได้ โดยการขุดบ่อเพื่อทำธนาคารน้ำใต้ดินนั้น เพียง 1 ปีสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ตลอดหลายปี เพราะน้ำยังซึมลงไปเป็นน้ำใต้ดินได้ตลอดเวลา ส่วนน้ำบาดาลจะเกิดอยู่ในชั้นหินที่อิ่มตัว จึงกักเก็บน้ำได้ โดยหินที่จะเก็บน้ำบาดาลได้ดีต้องมีจำนวนช่องว่างมากและมีขนาดใหญ่ติดต่อถึงกัน เพื่อให้น้ำบาดาลไหลถ่ายเทได้ดี หากเป็นหินที่มีช่องว่างขนาดใหญ่ แต่ไม่ติดต่อถึงกัน ถึงแม้เก็บน้ำไว้ได้มากก็ไม่มีประโยชน์ในการเป็นแหล่งน้ำบาดาล

สำหรับในพื้นที่ส.ป.ก.ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรนำระบบธนาคารน้ำใต้ดินมาใช้แก้ปัญหาภัยแล้งหลายพื้นที่ ซึ่งช่วยแก้ภัยแล้งในพื้นที่ ส.ป.ก.ได้ดี ยกตัวอย่าง คุณกุหลาบทิพย์ แก่นลา ผู้นำเกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่ คทช.อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี ซึ่งสมัครเข้าร่วมโครงการเกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อเข้าฝึกอบรมเป็นเวลา 6 เดือน และได้รับการจัดสรรที่ดินให้เข้ามาทำกินเมื่อปี 2561 โดยมีสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดชลบุรี เข้ามาดูแลให้คำแนะนำ แต่ช่วงแรกที่เข้ามาทำกินในพื้นที่ประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำใช้เพื่ออุปโภค บริโภคและทำการเกษตร เนื่องจากพื้นที่เดิมไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำ แม้ทดลองขุดบ่อน้ำเพื่อกักเก็บน้ำ แต่เก็บได้ไม่นาน เมื่อหมดฤดูฝน ก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเหมือนเดิม กระทั่งได้รับองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรจากการเข้าอบรมที่ศูนย์กสิกรรมมาบเอื้องและหาข้อมูลเพิ่มจากอินเตอร์เนต ทำให้ทราบว่าโดยธรรมชาติ เมื่อมีฝนตกลงมาน้ำจะซึมลงไปใต้ดินอยู่แล้ว และเมื่อขุดเจาะน้ำบาดาลมาใช้จำนวนมาก ทำให้น้ำบาดาลลดน้อยลงจนเกิดภาวะภัยแล้ง

ดังนั้น วิธีแก้ก็คือ ต้องเติมน้ำลงไปทดแทนด้วยการขุดบ่อลงไปเพื่อเติมน้ำหรือฝากน้ำไว้ในดินหรือที่เรียกว่าธนาคารน้ำใต้ดิน จึงนำมาปรับใช้ในพื้นที่ภายใต้การส่งเสริมและสนับสนุนทั้งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จากส่วนกลางและสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดชลบุรี ผลจากการจัดทำธนาคารน้ำใต้ดิน ทำให้มีน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี ปัจจุบันคุณกุหลาบทิพย์ สามารถทำการเกษตรได้โดยไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำ พื้นดินชุ่มชื้น เน้นทำเกษตรแบบผสมผสาน ทำกินในพื้นที่ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจัดสรรให้ได้อย่างยั่งยืน

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.เดินหน้าขับเคลื่อนMega Farm นำร่องพื้นที่คทช.‘สุราษฎร์ฯ-โคราช’1,993ไร่

Published September 8, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423263

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.เดินหน้าขับเคลื่อนMega Farm  นำร่องพื้นที่คทช.‘สุราษฎร์ฯ-โคราช’1,993ไร่

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.เดินหน้าขับเคลื่อนMega Farm นำร่องพื้นที่คทช.‘สุราษฎร์ฯ-โคราช’1,993ไร่

วันจันทร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินนโยบายโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจแปลงใหญ่หรือ Mega Farm Enterprise ซึ่งเป็นการปรับรูปแบบการผลิตทางการเกษตรจากเดิมที่เกษตรกรผลิตตามความคุ้นชินเปลี่ยนเป็นการผลิตที่มีการวางแผนการผลิตเพื่อสนองต่อความต้องการของตลาดและผู้บริโภค เปลี่ยนจากการผลิตที่ต่างคนต่างผลิตเป็นการผลิตแบบกลุ่มมีการรวมตัวกันในรูปสหกรณ์สร้างอำนาจต่อรองในการซื้อปัจจัยการผลิตและการตลาด รวมทั้งเปิดโอกาสให้กลุ่มเกษตรกร ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันคิด วางแผน ทำการผลิตจนถึงจำหน่ายผลผลิตสู่ตลาดซึ่งสร้างความมั่นใจให้แก่กลุ่มเกษตรกรในเรื่องผลผลิต ตลาดและราคา ทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) ได้ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำร่องใน 2 พื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน เนื่อที่รวม 1,993 ไร่ โดยมุ่งหวังที่จะลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสและเพิ่มพูนรายได้เกษตรกร เพื่อยกระดับระบบเกษตรกรรมไทยให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

 

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า โครงการบริหารจัดการวิสาหกิจแปลงใหญ่ หรือ Mega Farm Enterprise เป็นโครงการที่เชื่อมโยงนโยบายการจัดทำแผนการผลิตภาคการเกษตร (Agricultural Production Plan) ภายใต้แนวทาง “การตลาดนำการผลิต” และ “โครงการเกษตรแปลงใหญ่” (Mega Farm) เข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนาระบบเกษตรกรรมของประเทศไทยตั้งแต่เริ่มต้นการผลิตจนกระทั่งมีผลผลิตจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตขณะเดียวกันผลผลิตที่ได้มีคุณภาพได้มาตรฐานและมีผลผลิตต่อพื้นที่มากขึ้น และเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้มีส่วนร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่ให้มีประสิทธิภาพ มีพื้นที่เป้าหมายดำเนินการประกอบด้วย พื้นที่ ส.ป.ก.ที่มอบให้เกษตรกร พื้นที่ตามโครงการจัดที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) พื้นที่ซึ่งเกษตรกรได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน และพื้นที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วรวมกันอยู่หลายๆ แปลงในพื้นที่อำเภอเดียวกัน

จากเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น ส.ป.ก. จึงได้คัดเลือกพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมผืนใหญ่และเกษตรกรในพื้นที่รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรอยู่แล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการอำนวยการโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) เพื่อเพิ่มพูนรายได้เกษตรกรเพื่อพิจารณาเข้าร่วมโครงการ โดยมีพื้นที่ ส.ป.ก. เข้าร่วม 2 พื้นที่ คือ 1.โครงการจัดที่ดินทำกินชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ประมาณ 972 ไร่ ซึ่ง ส.ป.ก. จัดที่ดินเป็นแปลงที่อยู่อาศัยและแปลงเกษตรกรรมให้เกษตรกรจำนวน 114 ราย เนื้อที่ 726 ไร่ (ที่อยู่อาศัยรายละ 1 ไร่ แปลงเกษตรกรรมรายละ 5 ไร่) และแปลงเกษตรกรรมรวมเนื้อที่ 60 ไร่ และ 2.โครงการจัดที่ดินทำกินชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน บ้านเหนือ ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 1,021 ไร่ ซึ่ง ส.ป.ก. โดยจัดที่ดินเป็นแปลงที่อยู่อาศัยและแปลงเกษตรกรรมให้เกษตรกรจำนวน 85 ราย เนื้อที่ 510 ไร่ (ที่อยู่อาศัยรายละ 1 ไร่ แปลงเกษตรกรรมรายละ 5 ไร่ เช่นเดียวกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี) และแปลงเกษตรกรรมรวมเนื้อที่ 30 ไร่ ทั้ง 2 พื้นที่นี้ เกษตรกรได้รวมกันจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรเพื่อเช่าพื้นที่จาก ส.ป.ก. และดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ โดยพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรไทรทอง ส่วนพื้นที่จ.นครราชสีมามีสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่อง (คทช.) เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่ง ส.ป.ก.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นแก่การประกอบอาชีพเกษตรกรรมและอยู่อาศัยใน 2 พื้นที่ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ที่ ส.ป.ก. ลงนามไว้กับ 8 หน่วยงาน

 

 

สำหรับในส่วนที่ ส.ป.ก.ดำเนินการมีแผนการส่งเสริมเกษตรกร 3 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย 1.การทำแผนแม่บทชุมชน และแผนพัฒนาอาชีพ โดย ส.ป.ก. จัดเวทีทำแผนแม่บทชุมชนใน 2 พื้นที่เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรได้เข้าใจกลุ่มหรือชุมชนของตนเอง รู้ถึงปัญหาและความต้องการ ซึ่งนำไปสู่การร่วมคิดกำหนดอนาคตและกิจกรรมพัฒนาต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและให้ชุมชนสามารถเดินไปในทิศทางที่ต้องการได้ นอกจากนี้ ส.ป.ก.ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนให้สหกรณ์ใน 2 พื้นที่จัดทำแผนพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์เพื่อกำหนดกิจกรรมทางการเกษตรหลักในพื้นที่โครงการ การดำเนินงาน และการตลาด ซึ่งสหกรณ์การเกษตรไทรทอง กำหนดกล้วยหอมทองและผักเป็นธุรกิจหลักของสหกรณ์ ส่วนสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่อง (คทช.) กำหนดธุรกิจหลักคือ ผักปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP และผักอินทรีย์

กิจกรรมที่ 2 การพัฒนาอาชีพ ส.ป.ก.ส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทางการใช้ตลาดนำการผลิต รวมทั้งการผลิตสินค้าเกษตรตามมาตรฐานการผลิต GAP และอินทรีย์ เพื่อผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และกิจกรรมที่ 3 การเชื่องโยงตลาด ส.ป.ก. ช่วยเชื่อมโยงตลาดให้กับสหกรณ์ตามแนวคิด “การตลาดนำการผลิต” โดยจับคู่ความร่วมมือระหว่างสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด กับสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด จนนำไปสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงทำความร่วมมือระหว่าง 2 สหกรณ์ เพื่อผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพส่งออกไปญี่ปุ่น โดยมีนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ เป็นประธานสักขีพยานเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2562

นอกจากนี้ ส.ป.ก. ได้จัดให้กลุ่มเกษตรกรในโครงการจัดที่ดินทำกินชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน บ้านเหนือ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้แทนซีพีและผู้แทนสภาอุตสาหกรรมเกี่ยวกับแนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรของตลาดในระดับต่างๆ และความพร้อมของกลุ่มเกษตรกรในการผลิตแบบแปลงใหญ่ เมื่อวันที่ 23เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ส.ป.ก. ได้ทำ MOU กับตลาดไทเพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการจำหน่ายสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินอีกด้วย

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.นำร่องพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิตยึดศก.พอเพียง

Published September 4, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.นำร่องพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่  ยกระดับคุณภาพชีวิตยึดศก.พอเพียง

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.นำร่องพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิตยึดศก.พอเพียง

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แปลงเกษตรกรรุ่นใหม่ ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเขตปฏิรูปที่ดิน จัดตั้งโดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ตามโครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ซึ่งรับสมัครและคัดเลือกจากประชาชนที่ว่างงาน ถูกเลิกจ้าง หรือคนที่ประสงค์จะทำกิน โดยจะมีการอบรมและเรียนรู้การทำเกษตรในพื้นที่จริง เพื่อให้ทราบถึงความถนัดของแต่ละบุคคล และเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืนในที่ดิน ส.ป.ก.

นายไพรัตน์ โลหณุต ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และการปฏิรูปที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า โครงการเกษตรกรรุ่นใหม่ เป็นโครงการที่ ส.ป.ก.ทำ MOU ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยทางส.ป.ก.จะรับสมัครบุคคลที่ว่างงาน ที่ถูกเลิกจ้าง หรือบุคคลที่ประสงค์จะทำกินในที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อเข้าร่วมอบรมกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี สำหรับพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จะอบรมที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา ระยะเวลาอบรม 6 เดือน โดย 3 เดือนแรกจะอบรมให้ความรู้ในด้านวิชาการทั้งหมด ทั้งด้านพืชผัก การเลี้ยงสัตว์ การเลี้ยงสัตว์น้ำ การแปรรูป ตลอดจนเรื่องการตลาด จากนั้นอีก 3 เดือน จะเป็นการฝึกปฏิบัติจริงในแปลงเกษตร เมื่อครบ 6 เดือน เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผ่านการฝึกอบรมก็นำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติจริงในแปลงที่ ส.ป.ก.จัดสรรให้ พร้อมกับมอบเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ให้ต่อไป

 

สำหรับในส่วนของอำเภอปากช่อง ทาง ส.ป.ก.ได้จัดแบ่งที่ดินให้เกษตรกรรุ่นใหม่เป็น 2 ประเภท คือแปลงที่อยู่อาศัย 2 งาน และแปลงเกษตรกรรม 2 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินที่ ส.ป.ก.ยึดคืนจากผู้ที่ขาดคุณสมบัติตั้งแต่ปี 2558 มีเนื้อที่ 635 ไร่ สร้างบ้านให้เกษตรกรจำนวน 40 หลัง โดยได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นที่เรียบร้อย เกษตรกรสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ทันที ส่วนเรื่องของแปลงเกษตรกร 2 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นถนน แหล่งน้ำ
การขุดบ่อเพื่อให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี

 

 

ด้าน นางสุภัค พรพิศาล เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เล่าว่า เมื่อก่อนอยู่ที่ปทุมธานี ขับรถส่งของตามบริษัท ซึ่งมีรายได้ที่ไม่แน่นอนและไม่มีความมั่นคงในอาชีพ จึงสนใจทำการเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง เมื่อทราบข่าวว่า ส.ป.ก. เปิดรับสมัครผู้สนใจที่จะทำการเกษตร แต่ไม่มีที่ดินทำกิน เข้าฝึกอบรมเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ เมื่อจบหลักสูตรการอบรมแล้ว ได้รับการจัดสรรที่ดินว่างเปล่า และเริ่มสร้างบ้าน ทำเกษตรผสมผสาน ปลูกผักควบคู่กับการปลูกพืชระยะสั้น เช่น ปลูกผักบุ้ง สลับกับปลูกดาวเรือง ผักสลัด เป็นต้น โดยเน้นตลาดในพื้นที่เป็นหลัก นอกจากนี้ ยังเลี้ยงไส้เดือน เพื่อทำปุ๋ยมูลไส้เดือนไว้ใช้ในแปลงเกษตรของตน ทำให้ต้นทุนในการผลิตลดลง และยังมีรายได้เสริมจากการบรรจุปุ๋ยใส่ถุงจำหน่ายให้กับคนเมืองอีกด้วย ซึ่งได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพ และสะดวกในการนำไปใช้ ซึ่งหลังจากที่เข้าร่วมโครงการและเข้ามาทำกินในที่ดินจัดสรรของ ส.ป.ก. ถือว่าชีวิตมีความมั่นคงขึ้น มีรายได้ต่อเนื่องเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3,000 บาท ในขณะที่รายจ่ายลดลง เพราะสิ่งที่เราปลูกก็สามารถนำมาบริโภคในครัวเรือนได้ จึงอยากขอบคุณ ส.ป.ก.ที่มอบที่ดินและส่งเสริมให้ไปเรียนรู้ เพื่อให้นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้จริงในที่ดินที่ได้รับการจัดสรรนี้

นางสุภัค พรพิศาล จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของเกษตรกรในพื้นที่ แปลงเกษตรกรรุ่นใหม่ ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พื้นที่นำร่องการยกระดับงานพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรเชิงคุณภาพ ที่ใช้ที่ดิน ส.ป.ก.ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด ทำให้มีความมั่นคงทางด้านอาหาร มีรายได้อย่างต่อเนื่อง และมีชีวิตที่ยั่งยืนตลอดไป

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เปิดภารกิจเร่งด่วน 6 ประการ จากนักจัดรูปที่ดิน เป็นนักจัดการพื้นที่ให้เกษตรกร อยู่ได้ อยู่ดี อยู่อย่างยั่งยืน ในผืนดิน ส.ป.ก

Published May 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402149

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เปิดภารกิจเร่งด่วน 6 ประการ จากนักจัดรูปที่ดิน เป็นนักจัดการพื้นที่ให้เกษตรกร อยู่ได้ อยู่ดี อยู่อย่างยั่งยืน ในผืนดิน ส.ป.ก

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เปิดภารกิจเร่งด่วน 6 ประการ จากนักจัดรูปที่ดิน เป็นนักจัดการพื้นที่ให้เกษตรกร อยู่ได้ อยู่ดี อยู่อย่างยั่งยืน ในผืนดิน ส.ป.ก

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) เป็นหน่วยงานหลักในการจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร ซึ่งตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมา ได้สืบสานเจตนารมณ์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรและพัฒนาที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินพร้อมกับได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตามนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตและรายได้เกษตรกร รวมทั้งจัดฝึกอบรมอาชีพการเกษตรและให้ความรู้แก่เกษตรกรมาโดยตลอด จนปัจจุบันเกษตรกรได้รับมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ไปแล้ว 2.8 ล้านราย รวมพื้นที่ 36 ล้านไร่

ในโอกาสที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) ก้าวสู่ปีที่ 44 ในวันที่ 6 มีนาคม 2562 ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า สิ่งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน ส.ป.ก. ต่อจากนี้ไปมี 6 ประการด้วยกัน คือ ประการแรก การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน ให้มีความเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ขณะนี้ ส.ป.ก. ได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาแล้ว 2 คณะ เพื่อทบทวนและยกร่างพ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ใหม่ทั้งฉบับ รวมถึงระเบียบข้อบังคับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2562 ประการที่สอง การแต่งตั้ง Area Manager โดยต่อจากนี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดทุกจังหวัดจะต้องแต่งตั้งผู้ดูแลพื้นที่ ส.ป.ก. ในแต่ละจังหวัดอย่างน้อยจังหวัดละ 1 คน ในการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ยึดคืนตาม ม.44และจัดสรรตาม คทช. ซึ่งจะเป็นการพลิกโฉม ส.ป.ก. จากนักจัดรูปที่ดินเป็นผู้จัดการพื้นที่ หรือ Area Manager เพื่อบูรณาการจัดการพื้นที่หลังจากที่จัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว ทั้งในเรื่องของน้ำ ดิน ไฟฟ้า ที่อยู่อาศัย เส้นทางคมนาคมสัญจร รวมถึงการนำพาตลาดเข้ามาหาเกษตรกรในพื้นที่ และสำคัญที่สุดคือการสร้างเครือข่ายกับภาครัฐ เอกชน หอการค้า หน่วยงานธุรกิจต่าง ๆ เพื่อเข้ามาฟื้นฟูพื้นที่ ส.ป.ก. ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น

ประการที่ 3 การจำแนกพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปจากการขยายตัวของเขตเมืองและพาณิชยกรรม การขยายตัวของชุมชนในพื้นที่ ส.ป.ก. เอง ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้พื้นที่ ส.ป.ก. สุ่มเสี่ยงต่อการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์และส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศ ส.ป.ก.จึงได้เชิญกรมโยธาธิการและผังเมืองและกรมพัฒนาที่ดินเพื่อมาร่วมกันวางแผนและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์พื้นที่เขตปฺฏิรูปที่ดิน โดยทั้ง 3 หน่วยงานจะทำการศึกษาค้นคว้าหาแบบจำลอง (Model) ที่เหมาะสมสำหรับการแก้ไขปัญหาที่สามารถนำมาขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยการซ้อนทับของแผนที่ผังเมืองของกรมโยธาธิการและผังเมือง แผนที่ Agri-Map ของกรมพัฒนาที่ดิน และแผนที่ ส.ป.ก. พร้อมกันนี้ ส.ป.ก.จะได้ขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแจ้งให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการพิจารณาอนุมัติ/อนุญาตการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่ ส.ป.ก. ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ส.ป.ก. อย่างเคร่งครัด

ประการที่ 4 ขยายการให้บริการ Mobile Unit ซึ่งหลังจากที่ได้เริ่มให้บริการศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่หรือ Mobile unit แก่พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ที่อยู่ห่างไกลและได้รับการตอบรับที่ดี ดังนั้น ส.ป.ก. จะได้จัดบริการศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่หรือ Mobile unit ให้ครอบคลุมครบทุกพื้นที่ พร้อมทั้งจะเพิ่มบริการอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พี่น้องเกษตรกรให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และเพิ่มจำนวนรอบหมุนเวียนการให้บริการให้มากขึ้น เพื่อให้ ส.ป.ก. และพี่น้องเกษตรกรมีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นต่อไป

ประการที่ 5 ปรับปรุงและขยายศูนย์บริการประชาชน สำหรับพี่น้องเกษตรกรที่มาติดต่อใช้บริการ ส.ป.ก. ณ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัด และประสบปัญหาสถานที่พักคอยคับแคบและไม่เพียงพอ ส.ป.ก. จึงได้ดำเนินการโครงการก่อสร้าง/ขยาย/ปรับปรุงศูนย์บริการประชาชน ณ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัด ให้มีความกว้างขวางโอ่โถงมากขึ้น มีจำนวนที่นั่งพักคอยเพียงพอ และมีน้ำดื่มสะอาดให้บริการ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรที่มารับบริการมีสถานที่พักคอยที่เพียงพอและมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และประการสุดท้าย คือ การสำรวจรังวัดด้วยเครื่องมือทันสมัย ซึ่ง ส.ป.ก. กำลังจัดซื้อเครื่องหาค่าพิกัดด้วยสัญญาณดาวเทียม (GNSS ชนิด Rover) จำนวน 88 ชุด เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้านงานสำรวจรังวัดและทำแผนที่ของ ส.ป.ก. ในการจัดที่ดินเกษตรกรรมให้แก่เกษตรกรมีความทันสมัยและเป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการสำรวจรังวัดและช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ/ซ้อนทับกันของแผนที่รูปแปลงที่ดินเกษตรกร นอกจากนี้ ยังเป็นการพัฒนาระบบแผนที่แปลงที่ดินของ ส.ป.ก. ให้เป็นมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้นและสอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยมาตรฐานระวางแผนที่และแผนที่รูปแปลงที่ดินในที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาแผนที่แปลงที่ดินอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการเตรียมพร้อมรองรับเส้นแนวเขตที่ดินของรัฐ One Map การจัดทำแผนที่ฐาน Base map มาตราส่วน 1 : 4,000 ของประเทศไทย (ONE DATUM) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลการถือครองที่ดินของรัฐในระบบดิจิทัล (Big Data) ที่มีข้อมูลถูกต้องเป็นปัจจุบันทันสมัย สามารถช่วยในการขับเคลื่อนประเทศสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีประเทศไทย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” และ Model Thailand 4.0

“ต่อจากนี้ไป ส.ป.ก. จะขับเคลื่อนด้วยค่านิยม “ALRO ALERT” ที่จะปลุกให้คน ส.ป.ก. ได้ตื่นตัว ตื่นรู้ ตื่นรุก และมุ่งตอบสนองการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และรวดเร็ว พร้อมปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากนักจัดที่ดินมาเป็นนักพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area Manager) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ ส.ป.ก. และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในเขตปฏิรูปให้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา โดยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 แนวทางเกษตรวิชญาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร การทำเกษตรแบบปลอดภัย (GAP) เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร การส่งเสริมการแปรรูป การวางแผนการผลิตและการตลาดมาใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งหวังว่าการทำงานของ ส.ป.ก. ต่อจากนี้จะเปรียบเสมือนเป็นหน่วย Social Enterprise ซึ่งมีปฏิรูปที่ดินจังหวัดเป็นผู้จัดการพื้นที่ และมีผู้บริหาร ส.ป.ก. ทั้ง 4 ท่าน เป็น Supervisor และมีหน่วยงานส่วนกลางเป็น Backbones ที่จะสนับสนุนการทำงานของ ส.ป.ก. ให้เป็นทีมเดียวกัน และมีทิศทางที่จะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ “การทำให้เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. อยู่ได้ อยู่ดี และอยู่อย่างยั่งยืน” มีรายได้ที่เพียงพอและมีความสุขในครอบครัว และการทำให้ที่ดิน “ส.ป.ก. เป็นพื้นที่เกษตรกรรมผืนสุดท้ายของประเทศ ที่จะสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับคนไทยตลอดไป”เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

%d bloggers like this: