ทันโลก

All posts tagged ทันโลก

ซาร์โกซี อดีตปธน.ฝรั่งเศส ‘ขาลง’ แพ้หมดรูป ศึกเลือกตั้งขั้นต้นรอบแรก

Published November 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 16:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789567

 

อดีตประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซีแห่งฝรั่งเศส ‘ขาลง’ พ่ายศึกเลือกตั้งขั้นต้นรอบแรกเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแบบสุดเซอร์ไพรส์ ให้แก่ ฟรองซัวส์ ฟีญง อดีตนายกฯ ในสมัยรัฐบาลของเขาเอง ที่ได้คะแนนมาเป็นที่ 1 จนต้องออกมาประกาศยอมรับความพ่ายแพ้และวางมือทางการเมือง

เมื่อ 21 พ.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อดีตประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี แห่งฝรั่งเศส วัย 61 ปี แพ้หมดรูปในศึกเลือกตั้งขั้นต้นรอบแรก เพื่อเป็นตัวแทนพรรคสายกลาง-ขวา ‘รีพับลิกัน’ ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศส โดยได้ออกมาประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ และบอกว่าเขาพร้อมสนับสนุนนายฟรองซัวส์ ฟีญง อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้งขั้นต้นรอบแรก เพื่อเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกัน ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปีหน้า ขณะที่ตัวเขาเองนั้นกำลังจะวางมือทางการเมืองแล้ว


นายฟรองซัวส์ ฟีญง ยิ้มแย้มท่ามกลางสื่อมวลชน

‘คงถึงเวลาที่ผมจะนำชีวิตไปสู่การมีชีวิตส่วนตัวที่ผมรักมากขึ้น และหลงใหลในเรื่องการเมืองน้อยลง โชคดีนะฝรั่งเศส’ นายซาร์โกซี กล่าวกับบรรดาผู้สนับสนุน ยอมรับความพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้งขั้นต้นรอบแรกของพรรครีพับลิกัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 พ.ย. ขณะที่เขาพยายามจะหวนกลับเข้ามาบนถนนการเมืองอีกครั้ง หลังจากพ้นตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสเมื่อปี 2555  โดยผลเลือกตั้งออกมาสร้างความประหลาดใจอย่างมาก เพราะ นายฟรองซัวส์ ฟีญง วัย 62 ปี ได้คะแนน 44.1% มาเป็นอันดับ 1  ตามด้วยนายอแลง จุปเป อดีตนายกรัฐมนตรี และปัจจุบัน เป็นนายกเทศมนตรีเมืองบอร์โดซ์ คะแนนมาเป็นที่ 2 อยู่ที่ 28.6% ส่วนนายซาร์โกซี ได้คะแนนเป็นลำดับ 3 ที่ 20.6%

ข่าวแจ้งว่า นายฟีญง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสสมัยที่นายซาร์โกซี ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ระหว่างปี 2550-2555 จะต้องลงสู้ศึกเลือกตั้งรอบสองเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน แข่งกับนายจุปเป ครั้งหน้าในวันอาทิตย์ที่ 27 พ.ย. และคาดว่าผู้ชนะจะต้องไปแข่งกับ นางมารีน เลอ แปน ประธานพรรคสายขวาจัด ‘แนวร่วมแห่งชาติ’ ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสปีหน้า.


นายอแลง จุปเป (ซ้าย) และนายฟรองซัวส์ ฟีญง ที่ต้องเข้าไปสู้กันในศึกเลือกตั้งขั้นต้นรอบหน้า ของพรรครีพับลิกัน
 

ชาวผู้ดีกว่าแสน ร่วมลงชื่อคำร้องให้ราชวงศ์จ่ายค่าซ่อมวังบักกิงแฮมเอง

Published November 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 14:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789392

 

ชาวอังกฤษกว่าแสน ร่วมลงนามในคำร้องให้ราชวงศ์อังกฤษต้องเป็นฝ่ายจ่ายเงินในโครงการปรับปรุงซ่อมแซม พระราชวังบักกิงแฮม ราว 1.6 หมื่นล้านบาท ไม่ใช่ใช้เงินจากภาษีของประชาชน

เมื่อ 21 พ.ย. เว็บไซต์มิร์เรอร์รายงาน ประชาชนในอังกฤษกว่า 100,000 คน ร่วมลงชื่อในคำร้องขอให้ราชวงศ์อังกฤษ จ่ายเงินในโครงการปรับปรุงพระราชวังบักกิงแฮม ในกรุงลอนดอน วงเงินนับ 369 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท) หลังจากทางการอังกฤษได้ประกาศจะเริ่มโครงการปรับปรุงพระราชวังบักกิงแฮม ระยะเวลา 10 ปี เมื่อวันศุกร์ที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา พร้อมกับแจ้งว่า เงินที่จะนำมาใช้ปรับปรุงพระราชวังบักกิงแฮม ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 นั้น จะเป็นเงินที่ได้จากภาษีของประชาชน

คำประกาศดังกล่าวของทางการ ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยของชาวอังกฤษบางส่วนขึ้นมาทันที โดยชี้ว่าเงินภาษีของประชาชนควรถูกนำไปใช้ในเรื่องที่มีความจำเป็นเรื่องอื่นๆ อย่างเช่น โรงเรียน และโรงพยาบาล จนนำไปสู่การล่ารายชื่อในคำร้องให้ราชวงศ์อังกฤษต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบในโครงการปรับปรุงพระราชวังบักกิงแฮม ไม่ใช่เป็นเงินภาษีของประชาชน


ภายในพระราชวังบักกิงแฮม

นายมาร์ค จอห์นสัน ผู้เริ่มรณรงค์ล่ารายชื่อร้องเรียนเรื่องนี้ ภายใต้ชื่อ ‘คำร้อง 38 องศา’ ชี้ว่า ขณะนี้มีวิกฤติการณ์เรื่องที่พักอาศัยในประเทศ และรัฐบาลได้ใช้ ‘มาตรการรัดเข็มขัด’ ตัดค่าใช้จ่ายในเรื่องบริการประชาชนจำนวนมาก แต่ตอนนี้ราชวงศ์อังกฤษยังคาดหวังให้เราต้อง ‘เฉือนเนื้อตัวเองมากขึ้นอีก’ เพื่อนำมาปรับปรุงพระราชวังบักกิงแฮม

ทั้งนี้ นายฟิลิป แฮมมอนด์ รมว.ต่างประเทศอังกฤษ จากพรรคอนุรักษ์นิยม เป็นหนึ่งใน 3 ของผู้จัดการทรัพย์สินราชวงศ์อังกฤษ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีเธเรซา เมย์ และเซอร์ อลัน รีดที่ได้เสนอแนะให้นำเงินภาษีมาใช้ในการซ่อมแซมพระราชวังบักกิงแฮม กล่าวว่า พระราชวังบักกิงแฮม เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอังกฤษ เช่นเดียวกับอนุสาวรีย์อันทรงคุณค่าและเป็นสัญลักษณ์ของอังกฤษทั้งหลาย.

 

ผู้นำเอเปค รูดม่านปิดประชุมที่เปรู ยันเดินหน้าการค้าเสรี ถึงทรัมป์จะชนะ

Published November 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 11:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789182

 

ผู้นำและตัวแทนสมาชิกเอเปค 21 ชาติ ปิดการประชุมที่เปรูอย่างชื่นมื่น ยันเดินหน้าสนับสนุนข้อตกลงการค้าเสรี แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่จะชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ชูธงแข็งโป๊ก ไม่สนับสนุนนโยบายเปิดเสรีการค้า เพราะทำให้คนอเมริกันสูญเสียงานให้กับแรงงานจากต่างชาติที่ค่าแรงถูกกว่า

เมื่อ 21 พ.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ผู้นำกลุ่มประเทศความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) 21 ประเทศ รูดม่านปิดการประชุม ที่กรุงลิมา เมืองหลวงของประเทศเปรูด้วยบรรยากาศชื่นมื่น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น เห็นพ้องตรงกันที่จะเดินหน้าสนับสนุนข้อตกลงการค้าเสรี แม้ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งไม่สนับสนุนนโยบายเปิดเสรีทางการค้า จะชนะเลือกตั้ง ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ก็ตาม


บีบีซี แจ้งว่า ในระหว่างการประชุมที่ดำเนินมาเป็นเวลา 2 วัน ผู้นำและตัวแทนชาติสมาชิกเอเปค 21 ชาติ รวมทั้งประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐฯ ที่มาเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนหมดวาระดำรงตำแหน่งในต้นปีหน้า ได้พยายามปกป้องและเน้นย้ำให้เห็นถึง ‘คุณประโยชน์’ ของการเปิดตลาดเสรีทางการค้า เพียงแต่จำเป็นต้องมีการประชาสัมพันธ์ชี้แจงถึงผลดีของการเปิดตลาดเสรีทางการค้าให้สาธารณชนได้รับรู้มากขึ้น รวมทั้งเน้นย้ำถึงวิธีการที่การค้าเสรีสามารถส่งเสริมนวัตกรรม การจ้างงาน และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย


ปีหน้า เจอกันใหม่

นายกฯจอห์น คีย์ของนิวซีแลนด์ (ซ้าย หลังสุด) , นายเปอร์เฟคโต ยาเซย์ รมว.ต่างประเทศฟิลิปปินส์ สมเด็จพระราชาธิบดี ฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไน ,และปธน.ปูตินของรัสเซีย ยิ้มแย้มหลังถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก

ส่วนข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ซึ่งมี 12 ประเทศริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ประกอบด้วย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ บรูไน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา เม็กซิโก ชิลี และเปรู ร่วมลงนาม และกำลังสร้างความวิตกกังวลให้แก่ชาติสมาชิก เนื่องจากถูกทรัมป์คัดค้านอย่างหนักนั้น ประธานาธิบดีโอบามาย้ำว่า ตนสนับสนุนข้อตกลง TPP และเห็นว่า หาก TPP ไม่เดินหน้าต่อแล้ว จะเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก


ประธานาธิบดีบารัค โอบามา มาร่วมประชุมผู้นำเอเปคครั้งนี้เป็นหนสุดท้าย

ทั้งนี้ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ คัดค้าน TPP อย่างหนักในระหว่างการหาเสียง ชี้ว่า เป็นข้อตกลงที่เลวร้าย เพราะจะทำให้ชาวอเมริกันต้องสูญเสียงานให้แก่ประเทศอื่นๆ ที่มีค่าแรงงานถูกกว่า ในขณะที่ ข้อตกลง TPP จะต้องผ่านการรับรองจากสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ภายใต้อุ้งมือพรรครีพับลิกันของทรัมป์ จึงคาดกันว่า รัฐบาลทรัมป์จะ ‘ฉีก’ ข้อตกลง TPP อย่างแน่นอน

 

ทรัมป์เล็งตั้งอริเก่า“มิตต์ รอมนีย์”คุมต่างประเทศ

Published November 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 พ.ย. 2559 03:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788801

 

สำนักข่าวต่างประเทศยังคงรายงานเกาะติดสถานการณ์การจัดตั้งคณะบริหารรัฐบาลสหรัฐอเมริกาชุดต่อไป ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังก่อนหน้านี้เจ้าตัวเลือกที่จะแต่งตั้งกลุ่มอนุรักษนิยมสายเหยี่ยว ขวาจัดที่เคยมีประวัติเสียทั้งเรื่องเหยียดผิว และต่อต้านนโยบายของรัฐบาลสมัยนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนปัจจุบันอย่างหนัก เตรียมขึ้นมาเป็น รมว.กระทรวงยุติธรรม ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางหรือซีไอเอ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 พ.ย. นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เปิดบ้านพักสนามกอล์ฟส่วนตัว ที่เมืองเบดมินสเตอร์ ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ เพื่อพบปะหารือกับนักการเมืองและบรรดานักธุรกิจกลุ่มทุน และอาจรวมถึงการทาบทามคนที่เข้าตา ให้มาร่วมทำงานในรัฐบาลชุดต่อไป โดยมีนายไมค์ เพนซ์ ว่าที่รองประธานาธิบดีสหรัฐฯเข้าร่วมการประชุมด้วย

สำหรับผู้ที่ถูกจับตามากที่สุดในการพบปะครั้งนี้คือนายมิตต์ รอมนีย์ อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯสังกัดพรรครีพับลิกันปี 2555 เพราะนายรอมนีย์นับเป็นไม้เบื่อไม้เมากับนายทรัมป์ในการหาเสียงตลอดปีที่ผ่านมา ทั้งยังเคยวิพากษ์วิจารณ์นายทรัมป์อย่างรุนแรงว่าเป็นนักต้มตุ๋น และเป็นคนจอมปลอม ซึ่งผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรอมนีย์ได้กล่าวทักทายสบายดีไหมครับท่าน ก่อนจับมือกับนายทรัมป์และเดินเข้าไปหารือภายในบ้านพักเป็นเวลา 80 นาที

หลังจากการหารือนายรอมนีย์ ระบุว่า การสนทนาเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม ส่วนใหญ่คุยเรื่องนโยบายต่างประเทศ ตนตั้งตาที่จะได้เห็นรัฐบาลของนายทรัมป์ แต่ปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่าได้รับเลือกเป็นหนึ่งในทีมบริหารรัฐบาลด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวเอบีซีนิวส์ของสหรัฐฯ รายงานอ้างการเปิดเผยของทีมเปลี่ยนถ่ายอำนาจของนายทรัมป์ว่า การหารือครั้งนี้เป็นการหาจุดร่วมให้ลงตัว และนายรอมนีย์อาจได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศในรัฐบาลนายทรัมป์

วันเดียวกัน นายบารัค โอบามา กล่าวสร้างความเชื่อมั่นแก่ชาติยุโรป ระหว่างการเดินสายเยือนยุโรปครั้งสุดท้ายในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขอให้ทุกๆคนอย่าเพิ่งคิดผลสรุปในแง่ลบ รอให้รัฐบาลชุดใหม่เข้าที่เข้าทาง ออกนโยบายมาก่อนถึงจะค่อยตัดสิน จุดยืนของรัฐบาลใหม่จะตรงกับความต้องการของประชาคมโลก ที่อยากอยู่อย่างสันติและเจริญรุ่งเรืองด้วยกัน.

 

‘แมร์เคิล’ ยืนยันลงชิงตำแหน่งนายกฯ เยอรมนีสมัยที่ 4

Published November 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 02:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788831

 

อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศเยอรมนี ยืนยันว่าเธอหวังจะชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 4 ในการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้า…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 พ.ย. นาง อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศเยอรมนี กล่าวที่สำนักงานพรรคสหภาพสังคมคริสเตียน (ซีดียู) ของเธอ ยืนยันว่าเธอจะลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคซีดียูต่อ และหวังจะครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 4

“ฉันคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแสนนาน การตัดสินใจลงชิงตำแหน่งสมัยที่ 4 หลังจากอยู่ในหน้าที่มา 11 ปี ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย” นางแมร์เคิลกล่าวในงานแถลงข่าวหลังจากประชุมร่วมกับสมาชิกระดับสูงของพรรคซีดียู เพื่อเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า

อนึ่ง ตามระบบการเมืองของเยอรมนี สภาบุนเดสตาก หรือ สภาผู้แทนราษฎร ของเยอรมนีจะเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ตามการเสนอชื่อของประธานาธิบดี และไม่มีขีดจำกัดว่าบุคคลเดิมจะครองตำแหน่งสูงสุดนี้ได้กี่สมัยติดต่อกัน ซึ่งหากนางแมร์เคิลได้รับเลือกอีกครั้ง เธอจะทำสถิติครองเก้าอี้ผู้นำเยอรมนี 4 สมัยเทียบเท่ากับ เฮลมุต โคห์ล ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีเมืองเบียร์ตั้งแต่ปี 1982-1998

ทั้งนี้ พรรคซีดียูของนางแมร์เคิลเพิ่งประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นหลายรัฐ โดยมีคู่แข่งรายใหม่ที่ก้าวขึ้นมาท้าทายคือพรรค เอเอฟดี ฝ่ายขวาซึ่งต่อต้านนโยบายอ้าแขนรับผู้ประท้วง โดยงนางแมร์เคิลยอมรับเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับความพ่ายแพ้ดังกล่าว เธอยังยอมรับว่านโยบายรับผู้ประท้วงของเธอเป็นสาเหตุของความพ่ายแพ้

อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของ เอมนิด โพล เมื่อวันอาทิตย์ชี้ว่า ชาวเยอรมัน 55% ต้องการให้นางแมร์เคิลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 4 ส่วน 39% คัดค้าน

 

รถด่วนพิเศษอินเดียตกราง ดับทะลุ 95 ศพ เจ็บมากกว่า 150 คน

Published November 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 พ.ย. 2559 16:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788537

 

รถไฟอินเดีย ตกรางซ้ำ ใกล้กับเมืองคานปุร์ เสียชีวิตอย่างน้อย 95 คน บาดเจ็บมากกว่า 150 ราย มีจำนวน 40 กว่าคนเจ็บสาหัส ด้านนายกฯ อินเดีย ทวีตแสดงความเสียใจต่อเหตุที่เกิดขึ้น…

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า เกิดเหตุขบวนรถด่วนประเทศอินเดีย วิ่งระหว่างเมืองปัฏนา-อินดอร์ ตกรางจำนวน 14 โบกี้ จาก 24 โบกี้ ใกล้บริเวณพื้นที่ทางตอนเหนือของเมืองคานปุร์ เมื่อช่วงเช้ามืดเวลาตี 3 วันอาทิตย์ จากอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 95 คน ขณะที่โฆษกรัฐมนตรีการรถไฟ ออกมาระบุตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บว่ามีจำนวนมากกว่า 150 ราย ส่วนตำรวจรัฐอุตตรประเทศ บอกว่ามีมากกว่า 40 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส

สำหรับเมืองคานปุร์ตั้งอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ อยู่ห่างทางตอนใต้ของกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของประเทศอินเดีย 300 ไมล์ โดยเหยื่อขบวนรถไฟดังกล่าวมากกว่า 70 คนยังคงอยู่ในซากขบวนรถไฟที่มีสภาพเป็นเศษเหล็ก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทยอยนำร่างผู้เสียชีวิตออกมา 30 กว่าศพ จากโบกี้รถไฟที่ยังคงมีผู้เสียชีวิตติดค้างอยู่ข้างใน


อย่างไรก็ตามจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้ทวีตแสดงความเสียใจต่อเหตุรถไฟตกรางที่มีผู้เสียชีวิตบนขบวนรถด่วนพิเศษดังกล่าว โดยขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวเหยื่อที่เกี่ยวข้อง พร้อมขอพรพระผู้เป็นเจ้าต่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุรถไฟตกรางที่น่าเศร้าสลด

เช่นเดียวกับ นายสุเรช ประภู รัฐมนตรีกระทรวงรถไฟอินเดีย ได้ทวิตเตอร์ว่า จะต้องมีมาตรการลงโทษอย่างหนักกับผู้รับผิดชอบในอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งนี้ ซึ่งกำลังเริ่มต้นสอบสวนถึงสาเหตุรถไฟตกรางในครั้งนี้แล้ว และจ่ายเงินชดเชยให้กับเหยื่อผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ.

(ภาพจาก : AP)

 

หนุ่มเมียนมา ขอลี้ภัยในออสเตรเลีย คลั่ง จุดไฟเผาตัวเองหน้าตู้ATM

Published November 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 พ.ย. 2559 01:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788071

 

(ภาพจากยูทูบ News Daily Chanel)

ตำรวจออสซี่ เผยเหตุการณ์ระทึก ชายราดน้ำมันจุดไฟเผาตัวเอง ที่หน้าตู้เอทีเอ็มของธนาคารในเมืองเมลเบิร์น จนบาดเจ็บสาหัส และยังพลอยทำให้คนอื่นบาดเจ็บอีกกว่า20 คน เป็นชายหนุ่มชาวเมียนมาที่พยายามขอลี้ภัยอยู่ในออสเตรเลีย เพื่อนเผยคงเป็นเพราะ เครียดจัด เงินสงเคราะห์ไม่เข้าบัญชี

เมื่อ 20พ.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าเหตุการณ์สุดระทึก มีชายจุดไฟเผาตัวเองที่หน้าตู้เอทีเอ็ม ของธนาคารคอมมอนเวลธ์ แบงก์ ออฟ ออสเตรเลีย สาขาย่านสปริงเวล ชานเมืองเมลเบิร์น ในประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันศุกร์ที่ 18พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นพอดี เคราะห์ร้าย ถูกไฟไหม้ตามร่างกายได้รับบาดเจ็บ 5 คน และมีผู้บาดเจ็บจากการสำลักควันอีก 21 คน ส่วนชายที่ลงมือราดน้ำมันจุดไฟเผาตัวเอง ได้รับบาดเจ็บสาหัส และอยู่ระหว่างการรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลนั้น

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียสามารถรถระบุตัวผู้ก่อเหตุจุดไฟเผาตัวเองครั้งนี้ได้แล้ว ว่า เป็นชายหนุ่มชาวเมียนมา อายุ 21 ปีซึ่งพยายามขอลี้ภัยอยู่ในออสเตรเลีย และเพื่อนๆเรียกชื่อเขาว่า นูร์ ขณะที่มีรายงานถึงสาเหตุที่ทำให้ ชายหนุ่มเมียนมาผู้นี้ เกิดอาการเครียดจัดจนลงมือราดน้ำมันเผาตัวเองนั้น เป็นเพราะเงินสงเคราะห์ของเขายังไม่ได้ถูกโอนเข้าบัญชี และเขาเพียรพยายามที่จะถอนเงินนั้นมาตั้งแต่วันที่ 16พ.ย.แล้ว

บีบีซี รายงานว่า ชายหนุ่มเมียนมาคนนี้เดินทางโดยเรือมาถึงออสเตรเลียตั้งแต่ 3ปีก่อน และเขาได้ถูกกักกันตัวฐานเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย บนเกาะคริสต์มาส ในมหาสมุทรอินเดีย ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวและมีสถานะอยู่ระหว่างการรออนุมัติวีซ่าผู้ลี้ภัย จากนั้นจึงย้ายมายังเมืองเมลเบิร์น โดยตามรายงาน ชายเมียนมาผู้นี้ มีเชื้อสายมุสลิม และถึงแม้เขามีเชื้อสายชาวมุสลิมโรฮีนจาซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรัฐยะไข่ อยู่บ้าง แต่ตามประวัติระบุว่า เขาอาศัยอยู่ทางภาคใต้ของเมียนมา

ด้านนายฮาบิบ ฮาบิบ ประธานสมาคมชาวพม่าเชื้อสายโรฮีนจาในออสเตรเลีย เผยกับนสพ.เมลเบิร์น เอจ ว่า นายนูร์ได้รับบาดเจ็บจากการถูกไฟไหม้ร่างกาย และเพื่อนของเขาบอกว่า สาเหตุที่เขาเครียดเป็นเพราะเงินสงเคราะห์ยังไม่ได้ถูกโอนเข้าบัญชีธนาคาร จึงทำให้ไม่มีเงินไปจ่ายค่าเช่าที่พัก ส่วน พามีลา เคอร์ ผู้ช่วยเหลือคนพยายามขอลี้ภัยในออสเตรเลีย เผยกับนสพ.เมลเบิร์น เอจว่า เท่าที่ทราบมานั้น นายนูร์มีปัญหาด้านสุขภาพจิตด้วย

 

WHO ประกาศ ไวรัส ‘ซิกา’ ไม่เป็นภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศแล้ว

Published November 19, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ย. 2559 04:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787461

 

องค์การอนามัยโลกประกาศเมื่อวันศุกร์ว่า ไวรัสซิกา ไม่ถือเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศแล้ว แต่ยังคงต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นในการจัดการกับไวรัสชนิดนี้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ดร.มาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศในวันศุกร์ที่ 18 พ.ย. ว่า ไวรัสซิกา และภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับเชื้อตัวนี้ ไม่ถือเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) อีกต่อไป แต่ WHO ย้ำว่า พวกเขาจะยังคงทำงานเพื่อรับมือการระบาดต่อไป ด้วยโครงการที่ตรงไปตรงมา

คณะกรรมการฉุกเฉินโรคซิกา (ZMC) ของ WHO ระบุในแถลงการณ์ว่า พวกเขารู้สึกว่าไวรัสซิกาและผลที่ตามมาที่เกี่ยวข้องกับเชื้อตัวนี้ ยังคงเป็นความท้าทายต่อสาธารณสุขในระยะยาว และต้องการมาตรการอรับมืออย่างเข้มข้น แต่ไม่ถือเป็น PHEIC แล้ว “คณะกรรมการตกลงกันว่า ตอนนี้ไวรัสซิกาจะได้รับการจัดการภายในองค์การอนามัยโลก ในฐานะไวรัสโรคติดต่อที่สำคัญมากและภัยคุกคามอีกชนิดหนึ่ง” ดร.เดวิด เฮย์แมนน์ ประธาน ZMC กล่าว

ขณะที่ ดร.ปีเตอร์ ซาลามา ผู้อำนวยการบริหารของโครงการฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของ WHO กล่าวในงานแถลงข่าวว่า “เราไม่ได้ลดระดับความสำคัญของไวรัสซิกา ด้วยการนำมันเข้าสู่โครงการทำงานระยะยาว แต่เรากำลังส่งข้อความว่า ซิกา จะยังคงอยู่ต่อไป”

ทั้งนี้ ดร.ชาน ยอมรับคำแนะนำจากคณะกรรมการ ZMC และประกาศยุติภาวะฉุกเฉินดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงคำแนะนำต่างๆ รวมทั้งเรื่องที่ให้ประชาชนที่สัมผัสกับไวรัสซิกาใช้เครื่องป้องกันขณะมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อป้องกันการติดเชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ส่วนศูนย์ควบคุมโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐฯ ยังเตือนให้หญิงมีครรภ์หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีเชื้อซิกาแพร่กระจาย

อนึ่ง ไวรัสซิกาเริ่มเป็นที่รู้จักทั่วโลกหลังจากมันแพร่กระจายอย่างหนักในอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในประเทศบราซิลในปี 2015 ก่อนจะแพร่กระจายไปยังพื้นที่ทางต่างๆ ทั่วโลก ความน่ากลัวของไวรัสซิกาคือ มันมีโอกาสทำให้เด็กทารกในครรภ์มารดาเกิดโรคแทรกซ้อนทางประสาทคือภาวะศีรษะเล็ก และจนถึงตอนนี้มีทารกศีรษะเล็กเพราะไวรัสซิกาที่ได้รับการยืนยันแล้ว ประมาณ 23,000 ราย

 

กห.สหรัฐ ไฟเขียวขายเครื่องบินรบกว่าร้อยลำให้แก่กาตาร์และคูเวต

Published November 19, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ย. 2559 03:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787441

 

ภาพจาก ทวิตเตอร์ @BoeingDefense

งานขายต้องมา กห.สหรัฐ อนุมัติให้ขายเครื่องบินขับไล่โจมตีแบบ F-15QA สไตร์คอีเกิ้ล แก่กาตาร์จำนวน 72 ลำ และ ขาย F/A-18E/F ซุปเปอร์ฮอร์เน็ตให้คูเวตอีก 40 ลำ เชื่อออเดอร์นี้จะช่วยยืดสายผลิต เอฟ/เอ-18 ของโบอิ้งไปถึงปี 2020…

เมื่อวันที่ 18 พ.ย.2559 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานความร่วมมือเพื่อความมั่นคงกลาโหมสหรัฐ (DSCA) ได้ประกาศว่า กำลังยื่นเรื่องต่อสภาคองเกรสให้พิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่โจมตี F-15QA สไตร์คอีเกิ้ล แก่กาตาร์จำนวน 72 ลำ และเครื่องบินขับไล่โจมตีแบบ F/A-18E/F ซุปเปอร์ฮอร์เน็ต ให้คูเวตอีก 40 ลำและคาดว่าจะผ่านการพิจารณา


F/A-18E ซุปเปอร์ฮอร์เน็ต

การขายอาวุธให้กาตาร์และคูเวตในครั้งนี้จะช่วยรักษาสายการผลิตเครื่องบินขับไล่ F/A-18E/F ซุปเปอร์ฮอร์เน็ต และเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ EA-18G โกรว์เลอร์ ที่โรงงานในเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิซูรี่ ที่กำลังผลิตในอัตราขั้นต่ำ 2 ลำต่อเดือน โดยยอดการสั่งซื้อ 40 ลำของคูเวตในขณะนี้ ทำให้สายการผลิตยาวนานออกไปได้ ไปจนถึงช่วงกลางปี 2018 และเมื่อรวมกับยอดการสั่งซื้อของ ทร.สหรัฐ โบอิ้งจะสามารถยืดสายการผลิต ซุปเปอร์ฮอร์เน็ต ในอัตรา 2 ลำต่อเดือนไปได้ถึงปี 2020 ตามข้อมูลจากที่โบอิ้งแถลงเมื่อเดือน ก.ย.ปีนี้


ยอดการสั่งของคูเวตจะทำให้สายการผลิต F/A-18E/F ซุปเปอร์ฮอร์เน็ต ยาวไปจนถึงปี 2020

คูเวตต้องการเครื่องบินขับไล่ F/A-18E ซุปเปอร์ฮอร์เน็ต รุ่นที่นั่งเดียวจำนวน 32 ลำพร้อมเครื่องยนต์ F414-GE-400 และ F/A-18F ซุปเปอร์ฮอร์เน็ต รุ่น 2 ที่นั่ง จำนวน 8 ลำพร้อมเครื่องยนต์ F414-GE-400 ในแพ็คเกจยังรวมระบบเรดาร์ AESA แบบ Raytheon APG-79 จำนวน 41 ชุด และ ปืนแกตลิ่ง 20 มม.เพื่อติดบนเครื่องบิน รวมมูลค่าโครงการราว 10.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ


เอฟ-15 อี สไตร์คอีเกิล ที่จะขายให้กาตาร์ ในชื่อ เอฟ-15 QA

ขณะที่ กาตาร์ ยืนขอซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตีแบบ F-15QA สไตร์คอีเกิ้ลจำนวน 72 ลำ พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดิน ชิ้นส่วนอะไหล่ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ และอาวุธ รวมมูลค่าโครงการถึง 21.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ.

ที่มา

rt.com 

flightglobal

 

‘ทรัมป์’ เลือก ‘เจฟฟ์ เซสซันส์’ ส.ว.แอละแบมา เป็นว่าที่รมต.ยุติธรรม

Published November 19, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ย. 2559 02:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787432

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยชื่อว่าที่สมาชิกคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่รัฐบาลของเขาที่จะรับตำแหน่งในปีหน้าเพิ่มเติมอีกหลายตำแหน่งเมื่อวันศุกร์…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 18 พ.ย. โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อนาย เจฟฟ์ เซสซันส์ วุฒิสมาชิกจากรัฐแอละแบมาวัย 69 ปี เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายไมค์ ปอมเปโอ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐแคนซัส อายุ 52 ปี เป็นว่าที่ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) และเลือกพลโทเกษียณอายุ ไมเคิล ฟลีนน์ วัย 57 ปี เป็นว่าที่ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ

แถลงการณ์ของนายทรัมป์ระบุว่า นายเซสซันส์เป็นคนที่มีหัวทางกฎหมายในระดับโลก “เจฟฟ์ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากนักวิชาการด้านกฎหมายและทุกคนที่รู้จักเขา” ขณะที่นายเซสซันส์แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เขาเฝ้ารอที่ะทำหน้าที่ของเขาในการอุทิศตัวให้กับความยุติธรรมและความเท่าเทียม


ไมค์ ปอมเปโอ, พลโท ไมเคิล ฟลีนน์ และ เจฟฟ์ เซสซันส์

ทั้งนี้ นายเซสซันส์ และพลโท ฟลีนน์ เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของนายทรัมป์มาตั้งแต่ช่วงแรกของการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี และมีแนวคิดตรงกันหลายอย่าง โดยนายเซสซันส์ต่อต้านการให้สัญชาติแก่คนต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมือง และสนใจแผนสร้างกำแพงกันชายแดนสหรัฐฯ และเม็กซิโก เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมือง นายเซสซันส์ยังเคยได้รับการเสนอชื่อให้รับตำแหน่งรมต.ยุติธรรมมาแล้วในยุคของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน แต่ถูกต่อต้านเพราะเขาถูกกล่าวหาว่าแสดงความเห็นเหยียดเชื้อชาติ

ส่วนนายพลฟลินน์ เป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา มาตลอดนับตั้งแต่เขาถูกถอดออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาโหมเมื่อปี 2014 เขาเห็นด้วยกับทรัมป์ เรื่องการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านใหม่, เสริมความสัมพันธ์กับรัสเซียให้เข้มแข็ง และเพิ่มการโจมตีผู้ก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรงให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น

ด้านนายปอมเปโอ เดิมเป็นผู้สนับสนุนนายมาร์โก รูบิโอ ผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันลงเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกคนที่พ่ายแพ้นายทรัมป์ในการหยั่งเสียง แต่หันมาสนับสนุนนายทรัมป์ หลังได้เขาได้เป็นตัวแทนพรรค โดยนายปอมเปโอเป็นอีกหนึ่งคนที่วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีโอบามาในเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน

%d bloggers like this: