ต่างประเทศ

All posts tagged ต่างประเทศ

มิติใหม่ใช้โดรนถล่มเป้าหมายระดับโลก ราคาถูกลงแต่ได้ผลเกินคาด

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600732

  • วันที่ 15 ก.ย. 2562 เวลา 15:45 น.

มิติใหม่ใช้โดรนถล่มเป้าหมายระดับโลก ราคาถูกลงแต่ได้ผลเกินคาด

การเป็นพันธมิตรระหว่างฮูษีกับอิหร่าน ยังเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้แบ่งปันวิธีโจมตีด้วยโดรนไปให้แนวร่วมในอิหร่าน อิรัก ซีเรีย และเลบานอน

วิม ซไวเนนบวร์ก นักวิจัยอาวุโสเกี่ยวกับโดรนที่ PAX องค์กรสันติภาพเนเธอร์แลนด์ กล่าวกับ NYT ว่า การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอาระเบียไม่เพียงแต่เปิดเผยถึงช่องโหว่ของซาอุดิอาระเบียในการทำสงครามกับกบฎฮูษีเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าการโจมตีเป้าหมายระดับสูงเริ่มที่จะมีต้นทุนที่ต่ำลงมาก โดยอาจมีค่าใช้จ่าย 15,000 เหรียญสหรัฐหรือน้อยกว่าในการสร้างโดรน การโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการใช้กลยุทธ์แบบ “เดวิดและโกลิอัท” (หรือตัวเล็กล้มยักษ์) และใช้โดรนโดรนราคาถูก เพื่อทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งคาดเดาได้ยากขึ้น เพราะการโจมตีดังกล่าวไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญเท่านั้น แต่ยังสามารถเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัย ทำให้ตลาดปั่นป่วน และทำให้ความหวาดกลัวขยายวงกว้าง

แม้ว่า กบฎฮูษีจะไม่มีทุนทรัพย์ทางการเงินที่สำคัญ แต่โดรนกลับกลายเป็นทางออกต้นทุนต่ำให้เขาเพื่อใช้โจมตีศัตรูตัวฉกาจคือ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณทางทหารที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกในปี 2561 โดยมีงบประมาณถึ 67,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ตอกย้ำว่า ประเทศที่มีงบประมาณทางทหารที่สูงมาก ก็อาจเพลี่ยงพล้ำต่อฝ่ายที่ไม่มียุทโธปกรณ์ชั้นเลิศเลย

นอกจากนี้ การโจมตีล่าสุด ยังทะลวงลึกเข้าไปในดินแดนของซาอุดิอาระเบียมากกว่าการโจมตีครั้งก่อน ฟาเรีย อัลมุสลิมี ผู้ร่วมก่อตั้งของ Sanaa Center for Strategic Studies ซึ่งเน้นประเด็นเกี่ยวกับเยเมน กล่าวว่า สิ่งทีเกิดขึ้นเป็นความท้าทายต่อซาอุดีอาระเบีย เพราะไม่สามารถเผชิญหน้ากับฝ่ายกบฎฮูษีอย่างจะๆ ได้ ไม่ว่าพวกจะมีความสามารถทางการเงิน ทางการทหาร หรือมีข่าวกรองจะเป็นเช่นไรก็ตาม

ทั้งนี้ สงครามกลางเมืองในเยเมนเริ่มต้นขึ้นในปี 2014 เมื่อกลุ่มกบฏฮูษี ยึดเมืองหลวงและพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเยเมน ทำให้ฝ่ายรัฐบาลต้องลี้ภัย แต่กลุ่มพันธมิตรของประเทศอาหรับที่นำโดยซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มทิ้งระเบิดในเยเมนในปี 2015 โดยหวังว่าจะผลักฮูซี ซึ่งเป็นมุสลิมชีอะห์ออกไป และฟื้นฟูรัฐบาลเยเมน ซึ่งเป็นมุสลิมสุนนีเหมือนซาอุดีอาระเบีย

แต่สงครามเลวร้ายลงและยืดเยื้อนานหลายปี ฝ่ายฮูษีได้พัฒนากลยุทธที่ซับซ้อนมากขึ้นในการโจมตีตอบโต้ซาอุดิอาระเบีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้โดรน หลักฐานการใช้โดรนครั้งแรกของฮูษีปรากฎขึ้นเมื่อปีที่แล้ว และหลังจากนั้นสมรรถภาพพวกมันก็ดีขึ้นตั้งแต่นั้นมา

ซไวเนนบวร์ก แห่งสถาบัน PAX กล่าวว่าโดรนทำให้ฮูษีได้เปรียบ เพราะมีราคาถูก ยากที่จะตรวจจับ และยากที่จะยิงให้ตกลงมา และสามารถทำให้เกิดความเสียหายและภาวะชะงักงันอย่างเลวร้าย ซึ่งตรงกันข้ามกับราคาอันย่อมเยาของมัน แม้ว่าในเวลานี้จะไม่ทราบความศักยภาพที่แท้จริงของฮูษี แต่ทราบว่ามีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ (โดยภาพประกอบคือ รูปเอกสารแจกที่ออกโดยสำนักงานกองทัพอิหร่านเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2019 ระหว่างที่นายพลจัตวา Alireza Sabahifard (คนกลาง) ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพบกเปิดเผยโดรนที่พัฒนาขึ้น ชื่อรุ่นว่า Kian)

Advertisements

ฮ่องกงโบกธงอังกฤษชูรูปควีนหน้ากงสุล หวังเจ้าอาณานิคมเก่าช่วยอุ้ม

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600719

  • วันที่ 15 ก.ย. 2562 เวลา 13:03 น.

ฮ่องกงโบกธงอังกฤษชูรูปควีนหน้ากงสุล หวังเจ้าอาณานิคมเก่าช่วยอุ้ม

ผู้ประท้วงชาวฮ่องกงหลายร้อยคนชุมนุมที่ด้านนอกสถานกงสุลสหราชอาณาจักรในฮ่องกง เพื่อเรียกร้องให้สหราชอาณาจักรและประชาคมโลกสนับสนุนขบวนการให้ปฏิรูปประชาธิปไตย

ผู้ชุมนุมพากันโบกธงชาติของสหราชอาณาจักร (ธงยูเนียนแจ็ค) และพากันร้องเพลงว่า God save the Queen ซึ่งเป็นเพลงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมีของสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังพากันร้องตะโกนว่า ” U.K ช่วยฮ่องกง ”

ผู้ประท้วงเรียกร้องให้อดีตเจ้าอาณานิคมของฮ่องกง ช่วยรับประกันว่าสิทธิปกครองตนเองของเองจะเป็นไปตามข้อตกลงกับจีน หลังจากที่สหราชอาณาจักรคืนฮ่องกงในปี 1997 โดยเมื่อต้นเดือนนี้ชาวฮ่องกงจำนวนหนึ่งยังจัดการชุมนุมที่คล้ายกันเพื่อเรียกร้องให้สหราชอาณาจักรเคลื่อนไหว

Photo by Nicolas ASFOURI / AFP

ทั้งนี้ ก่อนการส่งคืนฮ่องกง ได้มีปฏิญญาร่วมระหว่างจีน- อังกฤษลงนามในปี 1984 (Sino-British Joint Declaration 1984) ซึ่งได้กำหนดอนาคตของฮ่องกงโดยระบุว่าหลังจากกลับไปยังจีนในปี 1997 จะมีการใช้สูตร “หนึ่งประเทศสองระบบ” ที่รับรองเสรีภาพของชาวฮ่องกงในอัตราที่สูงมาก ซึ่งประชาชนแผ่นดินใหญ่ไม่มีเสรีภาพในระดับนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้ประท้วงที่ด้านหน้าสถานกงสุลชูแผ่นบ้ายระบุว่า “ปฏิญญาร่วมจีน – อังกฤษเป็นโมฆะ” อีกป้ายเขียนไว้ว่า “SOS Hong Kong” หรือช่วยฮ่องกงด่วน ผู้ชุมนุมยังร้องตะโกนว่า “ประเทศหนึ่งมีสองระบบตายแล้ว” พร้อมกับ ร้องตะโกนว่า “ปลดปล่อยฮ่องกง”

Photo by Nicolas ASFOURI / AFP

ขณะนี้ มีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่กำลังหาทางออกจากฮ่องกง ซึ่งผู้ประท้วงกล่าวว่าสหราชอาณาจักรควรเปลี่ยนสถานะของหนังสือเดินของพลเมืองอังกฤษ (พลเมืองโพ้นทะเล) ซึ่งเป็นประเภทหนังสือเดินทางที่ริเริ่มขึ้นหลังจากคืนฮ่องกงให้จีน โดยหนังสือเดินทางประเภทนี้ อนุญาตให้ผู้ถือไปเที่ยวสหราชอาณาจักรเป็นเวลา 6 เดือน แต่ไม่ได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติในการอาศัยหรือทำงานที่นั่น

แจ็คกี้ เจิง วัย 25 ปีกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “ ฉันมาที่นี่เพื่อเรียกร้องให้สหราชอาณาจักรปกป้องสิทธิ์ของพลเมืองของเราในฮ่องกง และเป็นปากเป็นเสียงให้ฮ่องกงภายใต้ปฏิญญาร่วม”

Photo by Nicolas ASFOURI / AFP

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหราชอาณาจักรกล่าวว่ามีความรับผิดชอบทางนิตินัย เพื่อให้แน่ใจว่าจีนปฏิบัติตามปฏิญญาร่วมปี 1984 โดย โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหราชอาณาจักรกล่าวในเดือนมิถุนายนว่า “ปฏิญญาร่วมถือเป็นสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างสหราชอาณาจักรและจีน ซึ่งยังคงมีผลบังคับใช้ในวันนี้ เหมือนเมื่อครั้งที่ลงนามกันและให้สัตยาบันเมื่อ 30 ปีที่แล้ว” และย้ำว่า “ในฐานะผู้ลงนามร่วม รัฐบาลอังกฤษจะยืนยันสถานะของเราต่อไป”

อย่างไรก็ตาม ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าสหราชอาณาจักรจะเช่นไรที่จะปกป้องสถานะนั้น เพราะอาจกระทบต่อความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนที่ใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น เพราะนับตั้งแต่ปี 1997 จีนได้กลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ส่วนสหราชอาณาจักรจะอยู่ในสถานะที่สั่นคลอนหลังจากออกจากสหภาพยุโรปในปลายเดือนหน้า

Photo by Nicolas ASFOURI / AFP

จับตาวิกฤตน้ำมัน กำลังการผลิตทั่วโลกหายไป5%ต่อวันหลังซาอุถูกโจมตี

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600711

  • วันที่ 15 ก.ย. 2562 เวลา 10:31 น.

จับตาวิกฤตน้ำมัน กำลังการผลิตทั่วโลกหายไป5%ต่อวันหลังซาอุถูกโจมตี

การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันสำคัญ 2 แห่งในซาอุดิอาระเบียด้วยโดรนของกบฎฮูษีของเยเมนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาซึ่งสร้างความเสียหายให้กับกระบวนการผลิตน้ำมันดิบส่วนใหญ่ของประเทศ และทั้งนี้ ซาอุดิอาระเบีย เป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก

โรงงานผลิตน้ำมันที่ตกเป็นเป้าหมายสามารถกลั่นน้ำมันดิบได้ 8.45 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดย Aramco ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของรัฐ กล่าวว่าการโจมตีส่งผลต่อการผลิตน้ำมัน 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตต่อวันโดยรวมของประเทศ และถือเป็นกำลังการผลิตในสัดส่วนถึง 5% ของทั้งโลก

ขณะนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าโรงงานได้รับความเสียหายแค่ไหน แต่การปิดโรงงานมากกว่า 2 – 3 วันจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันทั่วโลก นักวิเคราะห์ที่ติดตามอุตสาหกรรมน้ำมันของซาอุดีอาระเบียอย่างใกล้ชิดกล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับทราบว่าผลกระทบจะไม่รุนแรง โดยอาจจะเกิดไฟดับเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ซึ่งซาอุดิอาระเบียสามารถควบคุมได้

“ราคาน้ำมันดิบจะยังคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจโลกรอดพ้นจากการถูกโจมตี” Robert McNally ประธาน บริษัท Rapidan Energy Group บริษัท วิจัยตลาดในวอชิงตันกล่าวกับ NYT

ด้านกระทรวงพลังงานของสหรัฐกล่าวว่า หากจำเป็นสหรัฐจะพร้อมใช้น้ำมันสำรองจากคลังน้ำมันยุทธศาสตร์ เพื่อชดเชยการหยุดชะงักของอุปทานการผลิต

โดยในแถลงการณ์เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (วันอาทิตย์ตามเวลาประเทศไทย) กระทรวงพลังงานกล่าวว่า ริก เพอร์รี รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในกระทรวงทำงานร่วมกับสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เพื่อหาวิธีรับมือกับปัญหาการผลิตน้ำมันหยุดชะงัก และความเป็นเป็นได้ที่จะต้องร่วมมือแก้ปัญหาในระดับโลกหากจำเป็น

ทั้งนี้ ปริมาณสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐอยู่ที่ 630 ล้านบาร์เรล ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดน้ำมันโลกจะต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยเฉพาะในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

“ทรัมป์”ยืนยันลูกชาย “บิน ลาเดน” เสียชีวิตจากปฏิบัติการของสหรัฐ

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600701

  • วันที่ 15 ก.ย. 2562 เวลา 07:58 น.

"ทรัมป์"ยืนยันลูกชาย "บิน ลาเดน" เสียชีวิตจากปฏิบัติการของสหรัฐ

ประธานาธิบดีสหรัฐเผย “ลูกชาย” บินลาเดนที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนก่อการร้ายหลายครั้งเสียชีวิตแล้วจากปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐ ได้ยืนยันผ่านแถลงการณ์ว่า นายฮัมซา บิน ลาเดน บุตรชายของนายโอซามา บิน ลาเดน อดีตผู้นำเครือข่ายอัลกอดิอะห์ เสียชีวิตในปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐ

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า นายฮัมซา บิน ลาเดน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนก่อเหตุก่อการร้ายหลายครั้ง โดยนายฮัมซาได้เสียชีวิตใกล้กับชายแดนอัฟกานิสถานและปากีสถาน

ก่อนหน้านี้สื่อต่างประเทศได้เคยรายงานข่าวการเสียชีวิตของ นายฮัมซา ตั้งแต่เดือนก.ค.ที่ผ่านมา แต่รัฐบาลสหรัฐไม่เคยยืนยันเรื่องนี้กระทั่งเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา

สำหรับนายโอซามา บิน ลาเดนนั้นถูกเชื่อว่าเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์กและอาคารเพนตากอน เมื่อปี 2544

ภาพ เอเอฟพี

ทารกน้อยสหรัฐกับปาฏิหาริย์วันครบรอบ 9/11

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600682

  • วันที่ 14 ก.ย. 2562 เวลา 17:31 น.

ทารกน้อยสหรัฐกับปาฏิหาริย์วันครบรอบ 9/11

ทารกน้อยสหรัฐผู้เกิดในวันครบรอบเหตุ 9/11 เมื่อเวลา 9.11 น. ด้วยน้ำหนัก 9 ปอนด์ 11 ออนซ์

แม้วันครบรอบเหตุการณ์โลกไม่ลืมอย่าง 9/11 จะเป็นที่ไม่ยากจดจำของชาวสหรัฐ แต่เชื่อว่าเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมาจะเป็นอีกวันหนึ่งที่น่าจดจำสำหรับครอบครัวบราว์น เมื่อหนูน้อย คริสติน่า บราว์น ได้ลืมตาดูโลกที่โรงพยาบาล Methodist LeBonheur ในเมือง Germantown รัฐเทนเนสซี่

“เธอเป็นชีวิตใหม่ท่ามกลางวันแห่งความพินาศ” นาง Cametrione Moore-Brown แม่ของหนูน้อยกล่าว เนื่องจากไม่เพียงแค่เธอยังเกิดในวันเดียวกันกับเหตุการณ์ช็อกโลกแล้ว หนูน้อยได้คลอดเมื่อเวลา 9.11 PM (หรือเวลา 21:11 น. ) ด้วยน้ำหนักแรกคลอด 9 ปอนด์ 11 ออนซ์

เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมาสหรัฐได้จัดงานรำลึกครบรอบ 18 ปี หลังเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน 2001

Justin Brown บิดาผู้เป็นบิดาเผยว่า เราได้ยินแพทย์ประกาศลงบันทึกวันเวลาแรกคลอดว่า เวลา 9.11 ในวันที่ 9/11 แต่หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงฮือฮาจากเจ้าหน้าที่หลังพบว่าเธอยังมีน้ำหนักตรงกับเหตุการณ์ดัง

“มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องพบความสุขในช่วงเวลาแห่งโศกนาฏกรรมเช่นนี้”

Rachel Laughlin หัวหน้าฝ่ายบริการสตรีที่โรงพยาบาลกล่าวว่าความบังเอิญเป็นเรื่องยากมาก “ดิฉันทำงานที่โรงพยาบาลนี้มา 35 ปี และยังไม่เคยพบว่าวัน/เวลาเกิดของทารก รวมถึงน้ำหนักจะตรงกันทั้งหมด”

สำหรับเหตุการณ์ 9/11 มีผู้เสียชีวิตถึง 3,000 คน รวมถึงมีผู้บาดเจ็บอีกนับหมื่นคนจากการโจมตีครั้งนั้น

Vietnam digs in on South China Sea oil and gas projects amid Chinese pressure

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/ann/30376201

Vietnam digs in on South China Sea oil and gas projects amid Chinese pressure

Sep 14. 2019
Photo credit:Wikipedia

Photo credit:Wikipedia
By The Straits Times/ANN

341 Viewed

BANGKOK – Vietnam, locked in one of its most protracted test of wills with China of late, is trying to allay fears that yet another foreign joint venture energy project in the South China Sea may be canned due to pressure from Beijing.

The question over American firm ExxonMobil’s involvement in the Ca Voi Xanh, or Blue Whale, gas field project off central Vietnam arose as a Chinese survey ship remained in Vietnam’s exclusive economic zone this week, the third such encroachment over the past two months.

On Friday afternoon (Sept 13), Chinese government-owned Haiyang Dizhi 8 was anchored about 360km from the southern Vietnamese city of Vung Tau, according to information from vessel tracking website Marine Traffic.

 

Under escort by the Chinese coast guard, it has surveyed the area, triggering a demand from Hanoi for Beijing to immediately remove its vessels.

Vietnamese Foreign Ministry spokesman Le Thi Thu Hang, in a media briefing on Thursday, condemned China’s actions as illegal, saying that the waters in question “lies entirely within the sovereignty and jurisdiction of Vietnam”. Replying to a query, she added that the Blue Whale project was continuing as planned.

The project consists of an offshore platform, a pipeline, a gas treatment plant on the mainland as well as pipelines linking third-party plants to generate power. Singapore’s Sembcorp Industries is among the firms involved in a gas-fired power plant in the central Quang Ngai province linked to the project.

When fully up and running, the Blue Whale project is expected to provide US$20 billion (S$30.3 billion) in revenue for Hanoi and supply enough power to cover 10 per cent of Vietnam’s current demand.

China claims almost the entire oil-rich South China Sea through a vaguely defined “nine-dash line”, which overlaps the claims of the Philippines, Vietnam, Malaysia, Brunei, as well as Taiwan.

To bolster its position, it has reclaimed and militarised disputed islands in South China Sea, while engaging in an over decade-long discussion with Asean to draw up a code of conduct to manage territorial disputes.

Beijing has repeatedly tried to block companies from non-littoral states from taking part in oil exploration, and proposed that the final Code of Conduct include a clause which states that marine economic activity “shall not be conducted in cooperation with companies from countries outside the region”.

In 2017, Hanoi scrapped an oil drilling project licensed to state-owned PetroVietnam, Spain’s Repsol and United Arab Emirates’ Mubadala Development, under Chinese pressure. Less than a year later in 2018, Vietnam cancelled another project licensed to Repsol about 400km from its southern coast over the same concerns.

This year, oil drilling activities that Hanoi licensed to Russia’s state-owned Rosneft 370km south-east of Vietnam again triggered opposition from Beijing, which sent Haiyang Dizhi 8 with escorts to Vanguard Bank on the western edge of Spratly Islands. Vietnam opted to extend the oil rig’s operation.

Dwarfed by China’s naval prowess, Vietnam has opted to flex its diplomatic muscles instead. At the July meeting between Asean’s and China’s foreign ministers in Bangkok, Vietnam’s Foreign Minister Pham Binh Minh called out China’s actions for eroding trust and causing instability.

During the visit by Malaysian Prime Minister Mahathir Mohamed to Hanoi in August, both countries issued a joint statement that, among other things, “expressed serious concerns over recent developments in the South China Sea”.

Vietnam, along with the other Asean states, took part in the inaugural Asean-US Maritime Exercise this monthheld mostly in waters off Vietnam’s southernmost Ca Mau province. The drills helped Asean’s navies search and seize suspicious boats.

VN central bank makes first key rate cut since 2017

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/ann/30376200

VN central bank makes first key rate cut since 2017

Sep 14. 2019
The State Bank of Việt Nam's headquarters in Hà Nội. Many key interest rates will be reduced from September 16. Photo SBV

The State Bank of Việt Nam’s headquarters in Hà Nội. Many key interest rates will be reduced from September 16. Photo SBV
By Viet Nan News/ANN

353 Viewed

HÀ NỘI The State Bank of Việt Nam (SBV) on Friday announced it would cut several key interest rates by 0.25 percentage points, starting from September 16, to support economic growth.

The rate cuts were the first by the SBV since October 2017.

Accordingly, the annual refinancing rate and rediscount rate will be lowered from 6.25 per cent to 6 per cent, and from 4.25 per cent to 4 per cent, respectively

The annual overnight electronic interbank rate and rate of loans to offset capital shortage in clearance between the central bank and domestic banks will be also cut to 7 per cent.

The interest rate of bids of valuable papers through the open market operations will be reduced from 4.75 per cent to 4.5 per cent annually.

According to the SBV, it previously took monetary policy measures to stabilise interest rates in the context of rising interest rates in the international market, which contributed to macroeconomic stability and support growth at reasonable levels.

However, it has now decided to make the new move as the global economy has become more volatile and less favourable, while central banks of many countries, including the US Federal Reserve (Fed) and the European Central Bank (ECB), have cut their key interest rates.

The cut is made in the context that in the domestic market, the macroeconomy continues to be stable, inflation was under control, and the monetary and foreign exchange markets were stable, the SBV said in the statement.

Experts have also agreed with the central bank’s move.

Banking and finance expert Cấn Văn Lực told Việt Nam News that the cut at this moment was suitable, especially in the context that the economy was slowing and central banks in many countries have cut interest rates.

“It is estimated that some 40 countries worldwide have so far this year cut interest rates. After making a rate cut for the first time in more than a decade in July, the Fed is likely to cut the rates a second time at its meeting later this month,” Lực said.

Lực said the cut would not put pressure on the country’s inflation and the exchange rate as the inflation was low and the exchange rate was relatively stable.

Data from the General Statistics Office showed that the country’s inflation cooled to 2.57 per cent in August 2019, down from 3.52 per cent in August 2018. The rate was the lowest rise for the past three years. In 2019, inflation is projected to average at 2.9 per cent, buoyed by weak transport inflation due to a drop in average oil prices in the year.

The exchange rate was also nearly steady, with the US dollar listed at commercial banks to inch up by only some VNĐ10 for buying and VNĐ30 for selling against the end of 2018. The central bank’s USD/VNĐ daily reference exchange rate also rose slightly by 1.28 per cent against end-2018.

According to Lực, the new rate cut will also help interest rates listed at commercial banks to cool in the context that some banks have increased their deposit rates to 8.55 per cent per year.

The central bank’s key rate cut is considered a reference for the market to follow suit. It would also be an effective measure to support liquidity for commercial banks, helping them cut input costs so as to ensure the stability of lending interest rates. VNS

 

Read more at http://vietnamnews.vn/economy/535383/vn-central-bank-makes-first-key-rate-cut-since-2017.html#FBR4AV0FbyB2u49B.99

OPINION : Jakarta needs tough air pollution control; are we ready?

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/ann/30376199

OPINION : Jakarta needs tough air pollution control; are we ready?

Sep 14. 2019
Smog blankets Jakarta’s skyscrapers on Monday, August 19, 2019. Air pollution in the city is among the worst in the world. (JP/Donny Fernando)

Smog blankets Jakarta’s skyscrapers on Monday, August 19, 2019. Air pollution in the city is among the worst in the world. (JP/Donny Fernando)
By The Jakarta Post/ANN

222 Viewed

On  Monday, the Jakarta administration started to enforce the expansion of the odd-even license plate policy from only nine to 25 roads for private cars and other four- or more-wheeled vehicles in response to a lawsuit against the governors of Jakarta, Banten and West Java as well as against President Joko “Jokowi” Widodo and several ministers, who are being blamed for the poor air quality in the capital.

As a city with one of the worst air-pollution problems in the world, Jakarta and its satellite cities need tougher policies on air-pollution control, particularly to reduce emissions from the transportation sector, whose contribution to air pollution in urban areas amounts to about 70 to 80 percent, surveys show.

Therefore, traffic restrictions such as the odd-even policy should not only target cars but also motorcycles to significantly cut emissions, because motorcycles account for 75 percent of all vehicles, while cars only account for 23 percent, according to the Greater Jakarta Transportation Agency.

Jakarta is among Indonesia’s first cities to have introduced a bylaw on air pollution. The 2005 bylaw was introduced a year after the opening of the first corridor of the Transjakarta busway or bus rapid transit (BRT), now the backbone of the capital’s transportation service along with the rail-based commuter line service.

The bylaw and the BRT initiated by then-governor Sutiyoso were considered the most important steps toward improving air quality in Jakarta, which in 2005 was the world’s third-worst after Mexico City and Bangkok. They also show that from the beginning, policymakers were aware that efforts to ease traffic congestion were an integral part of improving air quality.

Progress in public transportation deserves appreciation as city-owned bus management PT TransJakarta reportedly operates about 2,200 buses, compared with fewer than 500 city buses in 2005. Meanwhile, PT Kereta Commuter Indonesia, a subsidiary of state-owned railway operator PT KAI, transports about 1 million passengers per day in Greater Jakarta now, double the number in 2005.

Unfortunately, the success story in public transportation has not been followed by a significant reduction in vehicular emissions, because the administration has failed to enforce the air pollution control bylaw. It is 15 years since the bylaw was introduced, and the city has been led by five governors since then, including Governor Anies Baswedan.

Meanwhile, many motorists are still reluctant to shift to public transportation. Instead, they rely on private vehicles, mostly motorcycles, purchased through easily available loans.

The bylaw actually mandates the city administration to enforce regular checks on vehicular emissions. It also requires the use of natural gas for vehicles operated by the administration and public transportation. It further requires the government to provide vehicles with more environmentally friendly fuels.

In addition, the city also has Bylaw No. 5/2014 on transportation, which is another strong legal basis to improve the city’s air quality. The bylaw stipulates traffic restrictions, which could be in the form of electronic road pricing (ERP), the odd-even policy, three-in-one policy or others.

The odd-even policy was introduced for the first time by then-governor Basuki Tjahaja Purnama in May 2016 to replace the three-in-one policy — because the city was not ready to enforce the ERP as a result of a failure in the tender process for the infrastructure. Meanwhile, Anies believed the odd-even policy to be an effective way to force motorists to shift to public transportation.

AirVisual recorded Jakarta’s air quality as the worst in the world on Aug. 3 with an Air Quality Index (AQI) level of 174. On Monday, Jakarta’s AQI level was recorded at 135, or the world’s third-worst after Beijing and Tashkent, Uzbekistan. Meanwhile, Jakarta’s AQI level improved to 95, or at 12th position at 3:53 p.m. on Friday.

While Jakarta’s air quality is fluctuating, there is still a long way to go until we get Jakarta’s blue skies. Therefore, the lawsuit being heard at the Central Jakarta District Court will hopefully result in forcing the city administration and the other defendants to enforce the regulations.

The city’s plan to enforce mandatory emissions checks for all vehicles in Jakarta in early 2020 will require sufficient workshops and other emissions-check facilities.

The court also needs to ensure that the government will expand the gas network in the city to facilitate more compressed natural gas (CNG) stations. Meanwhile, the transportation sector should only use environmentally friendly fuels.

However, eventually, a strong commitment by the people is the key to significant improvement of the city’s air quality, because any policies on air-pollution control demand trade-offs from residents and commuters. For example, we will have to give up the convenience of riding private vehicles, pay more for environmentally friendly fuels and regularly check our vehicles to meet the emissions standards.

The court may hand down a strong ruling leading to tough enforcement of air-pollution control as demanded by the plaintiffs. So are we ready to shoulder the costs needed to significantly clean up the city’s air?

The greater our commitment, the cleaner Jakarta’s air will be.

 

https://www.thejakartapost.com/academia/2019/09/14/jakarta-needs-tough-air-pollution-control-are-we-ready.html?utm_campaign=os&utm_source=mobile&utm_medium=ios

Indonesia seals off plantations operated by 29 firms over fires, including Singapore, Malaysian comp

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/ann/30376198

Indonesia seals off plantations operated by 29 firms over fires, including Singapore, Malaysian comp

Sep 14. 2019
By The Straits Times/ANN
263 Viewed

JAKARTA/KUALA LUMPUR – Indonesia has sealed off plantations operated by 29 companies, including four subsidiaries of Malaysian groups and one Singaporean firm, after fires were detected in their concessions, the government said on Friday (Sept 13).

The legal measures against allegedly errant companies have been underway since last month.

Environment and forestry minister Siti Nurbaya Bakar said on Friday the government will prosecute a number of these companies as a deterrent to setting fires. Indonesia is struggling to curb spreading fires in Sumatra and Kalimantan and has faced criticism from Malaysia.

 

Ms Siti named the Singapore-affiliated company as Hutan Ketapang Industri, a West Kalimantan province-based rubber plantation subsidiary of another Indonesian company Sungai Menang, which is a wholly owned subsidiary of Indonesia’s Sampoerna Agro. Singapore-based Sampoerna Agri Resources Pte Ltd owns two-thirds of Sampoerna Agro.

Sampoerna Agro was founded by the family of Indonesian billionaire Putera Sampoerna.

The four firms affiliated with Malaysian corporate groups operate in West Kalimantan and Riau provinces. Ms Siti named the companies as Sime Indo Agro (a unit of Sime Darby Plantation), Sukses Karya Sawit (a unit of IOI Corporation) and Rafi Kamajaya Abadi (a unit of TDM Bhd). The last one, operating in Riau, is Adei Plantation and Industry (a unit of Kuala Lumpur Kepong Group).

Ms Siti made her remarks in a media briefing after a three-hour coordination meeting in Jakarta that was chaired by Coordinating Minister of Political, Legal and Security Affairs Wiranto.

“We give no compromise to those that burn and cause fire,” retired general Wiranto said in the same media briefing. “Our approach is, enforce the law hard and firm to create deterrent effect.”

In response, Sime Darby Plantation (SDP) said on Friday that there had not been any action taken by the Indonesian authorities to seal off the operations of Sime Indo Agro (PT SIA).

SDP also said it was assisted by its Indonesian subsidiary in continually monitoring all its operation sites throughout the year, and that a recent fire that broke out on Sept 3 outside of PT SIA’s operational area was in fact on land occupied by local communities. The fire was contained and the incident clarified to visiting authorities from the Indonesian Ministry of Environment and Forestry.

IOI Corporation also issued a statement late on Friday that its subsidiary had not received any official notification on the matter.

“PT SKS has been on high alert and has put in place measures to deal with the dry weather and the risk of fire,” it said.

“We were able to quickly extinguish several small fires that have occurred over the last couple of months and have assisted other companies and villagers to respond to fires on our neighbouring lands.”

Freeport’s copper export quota triples to 700,000 tons

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/ann/30376194

Freeport’s copper export quota triples to 700,000 tons

Sep 14. 2019
By The Jakarta Post

397 Viewed

The Energy and Mineral Resources Ministry decided this month to increase mining company Freeport Indonesia’s copper concentrate export quota to 700,000 wet metric tons (wmt), a more than threefold increase on the previous quota of 198,282 wmt.

The ministry’s minerals director Yunus Saefulhak told reporters in Jakarta on Friday that the decision was a result of successful optimization schemes at the company’s Grasberg copper and gold mine in Papua province.

“Some studies were conducted and we found that it is still possible to optimize and exploit available means of production,” he said.

He added that the increased copper export quota did not change the company’s overall copper production target of 1.3 million wmt for this year.

The higher quota is a revision of Freeport’s one-year copper export license that was renewed in March.

%d bloggers like this: