ต่างประเทศ

All posts tagged ต่างประเทศ

น่ารักไม่รู้ตัว นักการเมืองปากีมือลั่นไลฟ์สดใส่หูแมวมุ้งมิ้ง

Published June 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/592246

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2562 เวลา 16:09 น.

น่ารักไม่รู้ตัว นักการเมืองปากีมือลั่นไลฟ์สดใส่หูแมวมุ้งมิ้ง

ทีมงานมือลั่นใส่ฟิลเตอร์ให้บอสจนทำให้การแถลงข่าวที่ซีเรียสกลายเป็นเรื่องฮาไปทั่วประเทศ

สำนักข่าว AFP รายงานว่า เชากัต ยูซาฟไซ รัฐมนตรีในจังหวัดไคเบอร์ปักตุนควา ทางตะวันอกเฉียงเหนือของปากีสถาน สร้างความฮือฮา ด้วยการใช้ฟิลเตอร์ของ Facebook ระหว่างการถ่ายทอดสดการแถลงข่าว โดยติดหูแมวบนศีรษะแถมยังมีอุ้งมือแมวที่ดูน่ารักน่าชังอีกด้วย

แต่การใช้ฟิลเตอร์มุ้งมิ้งในการแถลงข่าวไม่ใช่ความตั้งใจของเชากัต แต่เป็นความผิดพลาดของทีมงานที่ดูแลการถ่ายทอดสด หลังจากที่มีการถ่ายทอดรายการไลฟ์ ก็มีคอมเมนต์หลั่งไหลเข้ามาเป็นกระตั้ก เพราะฟิลเตอร์หูแมวกับอุ้งมือแมวไม่ได้ปรากฎบนศีรษะของเชากัตเท่านั้น แต่ยังไปโผล่กับนักการเมืองที่นั่งแถลงข่าวข้างๆ ด้วย จนกลายเป็นความบันเทิงของชาวเน็ตปากีสถาน

Photo by FAROOQ NAEEM / AFP

มีชาวเน็ตคนหนึ่งโพสต์ข้อความว่า “มีแมวอยู่ในคณะรัฐมนตรี” อีกคนบอกว่า “เชากัต ยูซาฟไซดูเหมือนแมวไปซะแล้ว เมี้ยวเมี้ยว”

คลิปไลฟ์ดังกล่าวโพสต์ลงหน้าวอลเฟซบุ๊คของพรรค Pakistan Tehreek-e-Insaf หรือ PTI ซึ่งเป็นพรรคที่มีอิทธิพลในจังหวัดไคเบอร์ปักตุนควา และทางเจ้าหน้าที่ได้ลบคลิปออกไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทำงานช้าเกินไป เพราะชาวเน็ตได้แคปหน้าจอแล้วแชร์ต่อๆ กันทั่วโลกออนไลน์ไปเรียบร้อยแล้ว

เชากัต ยูซาฟไซแถลงว่า ฟิลเตอร์แมวเกิดขึ้นจากความผิดพลาด แต่เขาบอกอย่างติดตลกว่าไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่โดนสวมหูแมว แต่เจ้าหน้าที่ข้างๆ ก็โดนด้วย

ส่วนพรรค PTI แถลงว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ และได้มีการวางมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องขึ้นซ้ำรอยแล้ว

Photo by FAROOQ NAEEM / AFP

Photo by FAROOQ NAEEM / AFP

Advertisements

ชาวโลกขอคารวะคีอานู รีฟส์ ไม่ฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งตอนถ่ายรูป

Published June 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/592222

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2562 เวลา 13:47 น.

ชาวโลกขอคารวะคีอานู รีฟส์ ไม่ฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งตอนถ่ายรูป

ความดังของ คีอานู รีฟส์ ในตอนนี้ไม่ได้มาเพราะบทบาท John Wick เท่านั้น แต่ในช่วงหลังมักมีชาวเน็ตตั้งข้อสังเกตว่า เขาเป็นดาราที่ติดดิน กินอยู่ง่ายๆ แถมยังให้เกียรติผู้อื่นไม่เหมือนดาราดังๆ บางคน ที่เข้าถึงยากแถมยังเย่อหยิ่ง ล่าสุด ยังมีคนสังเกตว่าเวลาที่คีอานู รีฟส์ถ่ายภาพกับผู้หญิงเขาจะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะแตะเนื้อต้องตัวผู้หญิง ทั้งๆ ที่เขาสามารถทำได้โดยไม่เสียมารยาท เช่น การโอบไหล่หรือโอบที่เอว

การให้เกียรติผู้หญิงของคีอานูถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่องมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ที่มีดาราชายหลายคนถูกแฉว่าพยายามล่วงเกินทางเพศดาราหญิงหรือหาเศษหาเลยกับผู้หญิงทั่วไป

มีผู้รวบรวมภาพของคีอานูที่ถ่ายกับผู้หญิงทั้งนอกและในวงการบันเทิง ปรากฎว่าเขาจะไม่แตะเนื้อต้องตัวอีกฝ่ายเลย แต่จะพยายามทำให้ดูเหมือนว่ากำลังโอบหลังโดยไม่ได้ใช้มือแตะ โพสต์ดังกล่าวรวบรวมโดย @KemziLinzi ในทวิตเตอร์ ผู้กดไลค์ไปแล้วถึง 400,000 ไลค์ และกลายเป็นข่าวดังในสื่อใหญ่ระดับโลก เช่น CNN และมีผู้ให้ฉายาเขาว่า ‘a respectful king’ หรือ “ราชาแห่งการให้เกียรติ”

สงครามการค้าลามถึงอินเดีย ขึ้นภาษีตอบโต้ทรัมป์

Published June 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/592212

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2562 เวลา 11:49 น.

สงครามการค้าลามถึงอินเดีย ขึ้นภาษีตอบโต้ทรัมป์

อินเดียประกาศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่าจะเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้า 28 ประเภทจากสหรัฐ โดยภาษีที่เพิ่มขึ้นมีมูลค่า 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐมีผลบังคับใช้ในเช้าวันอาทิตย์ โดยสินค้าที่ครอบคลุมมาตรการนี้รวมถึงอัลมอนด์, วอลนัท, แอปเปิ้ล และผลิตภัณฑ์โลหะสำเร็จรูป เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น อัตราภาษีของอัลมอนด์จะเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ภายใต้กฎใหม่ โดยอินเดียเป็นหนึ่งในตลาดอัลมอนด์จากแคลิฟอร์เนียที่ใหญ่ที่สุดในโลกส่วนแคลิฟอร์เนียผลิตอัลมอนด์มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ดังนั้นมาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อแคลิฟอร์เนียอย่างมาก

มาตรการนี้ถือเป็นการเผชิญหน้าครั้งล่าสุดระหว่างสหรัฐกับนานาประเทศ หลังจากประธานาธิบดีโดนลด์ ทรัมป์ เดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในสหรัฐ และยังขึ้นบัญชีประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าบงการค่าเงินให้อ่านลงเพื่อให้ได้เปรียบด้านการส่งออกนำเข้า

ทั้งนี้ อินเดียเสนอขึ้นภาษีตอบโต้ทรัมป์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว หลังจากทรัมป์ขึ้นภาษีอะลูมิเนียมและเหล็กกล้านำเข้าจากอินเดีย แต่รัฐบาลอินเดียเลื่อการใช้มาตรการตอบโต้ไปเรื่อยๆ เพราะพยายามเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับรัฐบาลสหรัฐ ทว่า การเจรจาดังกล่าวล้มเหลวลงในที่สุด เนื่องจากอินเดียต้องมัวสาละวนอยู่กับการเลือกตั้งทั่วไป

เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาทรัมป์ประกาศว่าจะเพิกถอนสถานะการค้าพิเศษสำหรับการนำเข้าจากอินเดียมูลค่ากว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ บีบให้อินเดียต้องตัดสินใจทำการตอบโต้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม สงครามการค้ากับอินเดียแตกต่างจากสมรภูมิการรบด้านการค้ากับประเทศอื่นๆ เช่นกับจีนเพราะความขัดแย้งกับอินเดียส่งผลกระทบกับปรเะทศอื่นๆ เพียงเล็กน้อย

อิตาลีขู่อียูใช้ระบบสองสกุลเงิน

Published June 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/592197

  • วันที่ 15 มิ.ย. 2562 เวลา 18:13 น.

อิตาลีขู่อียูใช้ระบบสองสกุลเงิน

อิตาลีขู่เทอียู ใช้ระบบสองสกุลเงินภายในประเทศ หวังผ่าทางตันหนี้สาธารณะ

ความตึงเครียดระหว่างกลุ่มสหภาพยุโรปเริ่มตึงเครียดมากขึ้น เมื่อรัฐบาลอิตาลีไม่สามารถบรรลุข้อตกลงด้านงบประมาณต่อคณะกรรมาธิการยุโรปได้ โดยที่ผ่านมารัฐบาลอิตาลีต้องการให้อียูอนุมัติการเพิ่มเพดาลงบประมาณขาดดุลอีกร้อยละ 2.04% เพื่อนำไปใช้จ่ายในโครงการสาธารณะต่างๆของรัฐบาล

แต่ทว่าเศรษฐกิจของอิตาลียังคงติดหล่มที่สุดในบรรดาชาติอียู เนื่องจากในไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมาอิตาลีจีดีพีโตเพียงร้อยละ 0.2 ขณะที่ประเมินว่าทั้งปีดีสุดโตไม่เกิน0.5-0.7

 

มัตเตโอ ซัลวินี

ปัจจุบันอิตาลีซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับสามของสหภาพยุโรปมีอัตราหนี้สาธาณะต่อจีดีพีสูงถึง 132% ในปี 2018 ที่ผ่านมา เป็นรองเพียงแค่กรีซเท่านั้น

การที่อิตาลีขอเพิ่มงบประมาณขาดดุลนั้นหมายความว่าอิตาลีเสี่ยงจะผิดนัดชำระหนี้ รวมถึงอัตราหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งภายใต้กรอบการใช้สกุลเงินยูโรของยุโรปนั้นกำหนดให้รัฐบาลของชาติสมาชิกมีวินัยการคลังที่รัดกุม

 

เรื่องดังกล่าวไม่เพียงแค่อิตาลีเสี่ยงจะมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นแล้ว อิตาลีอาจถูกทางอียูปรับเป็นเงินสูงถึง 3.5 พันล้านยูโร จากความหย่อนยานในวินัยการคลังที่ปล่อยให้มีหนี้สาธารณะในระดับสูงกว่าเกณฑ์ของอียูที่ให้ไม่เกินร้อยละ 60% ของจีดีพี

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลพรรคขวาจัดของอิตาลี ซึ่งมีนายมัตเตโอ ซัลวินี รัฐมนตรีมหาดไทยขู่ว่าอิตาลีคงไม่มีทางเลือกอื่นในการหางบประมาณเพื่อใช้จ่ายด้านต่างๆของรัฐ นอกเสียจากการใช้ระบบสองสกุลเงิน (MiniBot Parallel Currency)

 

จูเซปเป้ คอนติ

แนวคิดดังกล่าวมีการพูดถึงเป็นระยะตั้งแต่ช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมาแล้ว โดยจะเป็นออกธนบัตรเพื่อใช้จ่ายภายในประเทศเท่านั้น ซึ่งผู้สนับสนุนบางกลุ่มในรัฐบาลอิตาลีเชื่อว่าจะสามารถทำให้อิตาลีมีกระแสเงินสดในมือที่จับต้องได้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงให้ชาวอิตาลีใช้จ่ายในประเทศและมีเงินจ่ายภาษี

ขณะที่นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์หลายส่วนมองว่า สกุลเงิน”ลีร่าใหม่”นี้หากนำมาใช้จริง จะยิ่งเพิ่มหนี้สาธารณะของอิตาลีให้ยิ่งทะลุเพดานไปอีก นั้นยังไม่รวมถึงจะเป็นการหักล้างกับเงินสกุลยูโรที่จะยิ่งเพิ่มรอยร้าวให้กับบรรดาชาติสหภาพยุโรป

อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวนั้นทางด้านจูเซปเป้ คอนติ นายกรัฐมนตรีอิตาลีระบุว่า อิตาลียังคงเดินหน้าเจรจาประนีประนอมกับทางอียูต่อไป

ตร.มาเลย์จับเลขาฯรมต. สอบปมคลิปเซ็กส์ฉาว

Published June 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/592191

  • วันที่ 15 มิ.ย. 2562 เวลา 16:47 น.

ตร.มาเลย์จับเลขาฯรมต. สอบปมคลิปเซ็กส์ฉาว

ตำรวจมาเลเซียจับเลขาฯรมต. อ้างมีเซ็กส์พรรคร่วมรัฐบาล ตั้งข้อหาอนาจาร-มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน

เดอะสตาร์ออนไลน์ของมาเลเซียรายงานว่า ทางตำรวจได้ควบคุมตัวนาย Haziq Abdullah Abdul Aziz วัย 27 ปี ผู้เป็นเลขาฯส่วนตัวของรัฐมนตรีช่วยอุตสาหกรรม ที่ออกมายอมรับเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่าเป็นบุคคลในคลิปที่คล้ายกับการมีเซ็กส์ระหว่างชาย-ชาย หลังจากมือดีปล่อยคลิปดังกล่าวออกมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ครม.มหาเธร์ระส่ำ ถูกมือดีแฉคลิปเซ็กส์ชาย-ชาย คนในพรรคร่วมรัฐบาล

รายงานระบุว่านาย Aziz ถูกควบคุมตัวที่สนามบินนานาชาติกัวลาร์ลัมเปอร์เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา ขณะเตรียมเดินทางไปยังฟิลิปปินส์

ผู้อำนวยการฝ่ายสืบสวนคดีอาชญากรรม Huzir Mohamed ระบุว่า การคุมตัวนี้มีขึ้นหลังจากเกิดกรณีคลิปฉาวระหว่างชาย-ชาย ของคนในพรรคร่วมรัฐบาลนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ ซึ่งเป็นการคุมตัวเพื่อสอบสวนเพิ่มเติมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป

ก่อนหน้านี้ภายหลังจากที่มีการปล่อยคลิป นาย Aziz ได้ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตนเองเป็นชายในคลิปดังกล่าว ขณะที่อ้างว่าชายอีกคนที่มีสัมพันธ์ด้วยนั้นคือนาย Mohamed Azmin Ali รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ พร้อมทั้งยังเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทุจริตภายในพรรค Parti Keadilan Rakyat (PKR) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลนายกมหาเธร์

ขณะที่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของมาเลย์ได้ออกมาปฏิเสธทันควันว่าตนไม่ใช่บุคคลในคลิปดังกล่าว พร้อมระบุว่าจะดำเนินคดีต่อผู้ปล่อยคลิปที่หวังจะสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของเขา และพรรค

แถลงการณ์ของตำรวจระบุว่า เขาจะถูกตั้งข้อหาในเบื้องต้น 4 ข้อหาคือเผยแพร่สื่อลามกอนาจาร ตั้งใจยั่วยุบั่นทอนความสงบสุข มีเพศสัมพันธ์ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ และละเมิดพระราชบัญญัติสือมัลติมีเดีย

อย่างไรก็ดี ทางทนายความส่วนตัวระบุว่าเตรียมจะดำเนินการยื่นขอประกันตัวต่อไป

ฮ่องกงระงับถกกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่างไม่มีกำหนด

Published June 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/592181

  • วันที่ 15 มิ.ย. 2562 เวลา 14:44 น.

ฮ่องกงระงับถกกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่างไม่มีกำหนด

หัวหน้ารบ.ฮ่องกงประกาศระงับพิจารณากฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนแล้วอย่างไม่มีกำหนด หลังประท้วงบานปลายเป็นจลาจล

นางแคร์รี่ หล่ำ หัวหน้าผู้บริหารของฮ่องกงได้แถลงข่าวในช่วงบ่ายสามของวันนี้ (15 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ว่า จะระงับการเสนอญัตติผ่านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ชั่วคราวอย่างไม่มีกำหนด

นางหล่ำ ได้กล่าวตอนหนึ่งของการแถลงการณ์โดยยกกรณีคดีฆาตกรรมของหนุ่มชาวฮ่องกงวัย 19 ปี ที่สังหารแฟนสาวชาวไต้หวัน หลังจากเดินทางหนีกลับมายังฮ่องกงว่า “ในฐานะรัฐบาล ดิฉันต้องทำให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านให้สำเสร็จ เพื่อรับประกันว่าฮ่องกงจะไม่ใช่สถานที่หลบซ่อนตัวของบรรดาอาชญากร”

 

ทั้งนี้ ทางการไต้หวัีนได้ขอส่งตัวฆาตกรหนุ่มฮ่องกงคนดังกล่าวไปรับโทษที่ได้หวั แต่ทางฮ่องกงระบุว่า ไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีข้อตกลงส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไต้หวัน

ส่วนคดีฆาตกรรมดังกล่าวนั้น นางหล่ำระบุว่า ทางฮ่องกงอาจมองหาช่องโหว่ทางกฎหมายอื่นๆเพื่อพิจารณาคดีนี้แยกออกต่างหาก

นางหล่ำยังอีกระบุว่า รัฐบาลยังไม่ดำเนินการถอนร่างดังกล่าวออกจากการพิจารณา “รัฐบาลจะรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยทัศนคติที่เปิดเผย”

ท่าทีของนางหล่ำมีขึ้นเพียง 3 วัน หลังจากการประท้วงครั้งใหญ่ของชาวฮ่องกงเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชาชนออกมาต้านการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อวันพุธที่ 12 มิ.ย. ที่การกลุ่มผู้ประท้วงเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจนกลายเป็นจลาจล มีการใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา และสเปรย์พริกไทยเข้าปราบปราม

นางหล่ำกล่าวถึงประเด็นการประท้วงที่กลายเป็นเหตุจลาจลว่า เธอได้ตอบสนองต่อความไม่พอใจของสาธาณชน “ดิฉันรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่ข้อบกพร่องในการทำงานของเราและปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายได้ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งและข้อพิพาทมากมายในสังคมหลังจากช่วงเวลาสงบสุขในช่วงสองปีที่ผ่านมา”

หลังจากนี้เธอบอกว่ารัฐบาลจะรับฟังประชาพิจารณ์พร้อมกับนำข้อมูลไปศึกษาหารือกับทางสภานิติบัญญัติต่อไป

งามหน้า ทรัมป์ทวีตเรียกเจ้าชายชาลส์ว่า “เจ้าชายแห่งวาฬ”

Published June 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/592174

  • วันที่ 15 มิ.ย. 2562 เวลา 13:03 น.

งามหน้า ทรัมป์ทวีตเรียกเจ้าชายชาลส์ว่า "เจ้าชายแห่งวาฬ"

ปธน.ทรัมป์พลาด ทวีตข้อความผิดเรียกเจ้าฟ้าชายชาลส์ว่า Prince of ‘Whales’

สกายนิวส์ของอังกฤษรายงานเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นภาระกิจเดินทางเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ ได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ถึงการเดินทางเยือนดังกล่าว แต่ทว่าข้อความนั้นกลับสะดุดตาเพราะว่า ปธน.ทรัมป์เรียกเจ้าฟ้าชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ (The Prince of Wales) เป็น Prince of ‘Whales หรือ “เจ้าชายแห่งวาฬ”

อย่างไรก็ดีภายหลังทวีตข้อความดังกล่าวก็ถูกลบออกในเวลา 25 นาทีต่อมา

ทั้งนี้ ก็มีเรื่องดราม่าอีกประเด็นหนึ่งที่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่รู้ประสีประสาเรื่องธรรมเนียมการเดินตรวจแถวทหารกองเกียรติยศระหว่างการเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง ณ พระราชวังบั๊กกิงแฮม ด้วยการเดินสอบถามพูดคุยกับทหารกองเกียรติยศเป็นระยะๆ

 

นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ปธน.ทรัมป์ เดินนำหน้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธในระหว่างการเดินแถวตรวจทหารกองเกียรติยศ ณ พระราชวังวินเซอร์ในระหว่างการเยือนอังกฤษเมื่อเดือนก.ค. ปีที่ผ่านมาด้วย

รูปเซ็กซี่เป็นเหตุ ทำหมอพม่าอดรักษาคนไข้

Published June 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/592169

  • วันที่ 15 มิ.ย. 2562 เวลา 11:41 น.

รูปเซ็กซี่เป็นเหตุ ทำหมอพม่าอดรักษาคนไข้

แพทย์สาวชาวพม่าถูกยึดใบประกอบวิชาชีพ เหตุชอบโพสต์รูปเซ็กซี่บนเฟซบุ๊ก

Reuters foundation รายงานว่า แพทย์สาวสวยชาวเมียนมาร์ถูกแพทยสภาเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพจากการที่เธอชอบโพสต์ภาพบนเฟซบุ๊กในลักษณะเซ็กซี่วาบหวิว

รายงานระบุว่าแพทยสภาของเมียนมาร์ได้ส่งจดหมายลงวันที่ 3 มิถุนายนระบุถึงการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ไปยังนางสาว Nang Mwe San โดยให้เหตุผลว่าเธอแต่งกายไม่เหมาะที่แสดงออกผ่านโซเชียลมีเดีย

สำหรับนางสาว Nang Mwe San เป็นแพทย์เน็ตไอดอลวัย 28 ปีชาวเมียนมาร์ โดยในหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวของเธอนั้นเธอมักโพสต์รูปตัวเองในชุดชั้นในแนวเซ็กซี่ ชุดว่ายน้ำ หรือแม้แต่ชุดพื้นเมืองของพม่าแต่เป็นไปในลักษณะโพสต์แบบเซ็กซี่วาบหวิว

Nang Mwe San เคยทำงานเป็นแพทย์อยู่ 4 ปี ก่อนจะออกมารับงานในแวดวงการถ่ายแบบ ซึ่งการเพิกถอนใบอนุญาตของเธอนั้นไม่ได้มีผลในวิชาชีพปัจจุบันของเธอสักเท่าไหร่

หลังจากที่เธอโพสต์ภาพของจดหมายจากแพทยสภา เธอก็ยังคงโพสต์ภาพอันเซ็กซี่ร้อนแรงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวต่อไป อย่างไรก็ดี เธอเปิดใจกับรอยเตอร์ว่า รู้สึกตกใจมากเพราะกว่าจะมาเป็นหมอนั้นมันไม่ง่าย “ฉันเคยแต่งตัวในชุดเซ็กซี่ขณะพบคนไข้รึป่าว? ก็ไม่”

ขณะที่แพทยสภาของเมียนมาร์ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆต่อกรณีนี้

ด้านผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียรายหนึ่งได้คอมเมนต์ข้อความในโพสต์ของเธอว่า ควรเลือกระหว่างการเป็นหมอ กับการแสดงออกของเธอ เพราะมันดูขัดแย้งกัน

Shunn Lei ผู้ก่อตั้งองค์การเพื่อสิทธิสตรีในเมียนมาร์ ให้ความเห็นว่า “การกีดกันทางเพศมีรากฐานมาจากความคิดของชาวพม่าปัญหาคือสังคมปิตาธิปไตยของเราเปรียบเสมือนบทบาทของผู้หญิงในการปกป้องขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของพม่า”

“เมื่อใดก็ตามที่นางแบบแสดงภาพเซ็กซี่ สังคมจะให้มันเป็นการต่อต้านวัฒนธรรมพม่าเสมอ แต่วัฒนธรรมพม่าคืออะไรฉันไม่เข้าใจเลย”

ทั้งนี้ Nang Mwe San ระบุว่าเธอเตรียมจะยื่นอุทธรณ์ในเรื่องนี้ต่อไป

Photo : Facebook Nang Mwe San

“วินฟาสต์” รถยนต์สัญชาติเวียดนามเตรียมเผยโฉมบนท้องถนน

Published June 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/592164

  • วันที่ 15 มิ.ย. 2562 เวลา 10:05 น.

"วินฟาสต์" รถยนต์สัญชาติเวียดนามเตรียมเผยโฉมบนท้องถนน

“วินฟาสต์” แบรนด์รถยนต์ที่ผลิตในเวียดนาม เตรียมส่งมอบพร้อมเผยโฉมสู่ท้องถนนเป็นคันแรก

เอเอฟพีรายงานว่า วินฟาสต์ (VinFast) แบรนด์รถยนต์สัญชาติเวียดนามในเครือวินกรุ๊ป (Vingroup) ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2017 เตรียมทำการส่งมอบรถยนต์ล็อตแรกของบริษัทให้กับลูกค้าในวันจันทร์ที่ 17 มิถุนายนที่จะถึงนี้

การส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการผลิตของเวียดนามซึ่งเป็นชาติที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดชาติหนึ่งของเอเชีย

วินฟาสต์ระบุว่า จะทำการส่งมอบรถยนต์ล็อตแรกให้กับลูกค้าในประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าชนชั้นกลางซึ่งกำลังเติบโตขึ้นอย่างมากในขณะนี้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับคู่แข่งระดับโลกอย่างโตโยต้า และฟอร์ดของสหรัฐก็ตาม

รถยนต์ที่วินฟาสต์ผลิตจะมีทั้งรถเก๋งซีดาน รถอเนกประสงค์ SUC รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และรถบัสไฟฟ้า ซึ่งขณะนี้ได้รับคำสั่งซื้อแล้วถึง 10,000 คันสำหรับรถยนต์นั่ง ส่วนรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอีกหลายหมื่นคัน

“รถยนต์แบรนด์แรกของเวียดนามพร้อมอวดโฉมบนท้องถนนครั้งแรกภายใน 72 ชั่วโมง โดยโรงงานที่เมืองไฮฟองแห่งนี้สามารถผลิตรถยนต์ได้ 38 คันต่อชั่วโมง ” เหวียน หวู่ เฉิง ผู้อำนวยการ Vingroup กล่าว

June 14, 2019. REUTERS/Kham

นายกรัฐมนตรีเหงียน ซวน ฟุก ของเวียดนามคาดหวังว่า รถยนต์สัญชาติเวียดนามนี้จะสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดโลกได้เช่นเดียวกับรถยนต์ญี่ปุ่น หรือรถของเยอรมนี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวเวียดนามสามารถทำได้ทุกอย่างทัดเทียมกับชาวโลก

Photo by VnExpress Ngoc Tuan. / AFP

ต่ำกว่า 55 ห้ามเข้า! สตาร์ทอัพเกาหลีใต้สวนกระแสรับคนสูงวัยทำงานไอที

Published June 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/592143

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2562 เวลา 21:00 น.

ต่ำกว่า 55 ห้ามเข้า! สตาร์ทอัพเกาหลีใต้สวนกระแสรับคนสูงวัยทำงานไอที

อายุเป็นเพียงตัวเลข ถ้ายังมีไฟ ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ยังทำงานได้

“เกาหลีกำลังเผชิญปัญหาตัวเลขผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมมั่นใจว่าความสามารถของคนกลุ่มนี้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ ขณะเดียวกันการทำงานก็ช่วยให้กลุ่มคนวัยเกษียณไม่ต้องเหงาอยู่กับบ้านลำพัง” ชุงอึนซอง ผู้ก่อตั้ง EverYoung บริษัทคัดกรองเนื้อหาในโลกออนไลน์ในกรุงโซลของเกาหลีใต้เผย

บริษัทสตาร์ทอัพแห่งนี้กลายเป็นข่าวไปทั่วประเทศด้วยนโยบายการจ้างงานที่ไม่มีบริษัทไหนๆ ในเกาหลีใต้ทำ นั่นคือ คุณต้องมีอายุ 55 ปีขึ้นไปเท่านั้นเราจึงจะรับเข้าทำงาน ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าเจ้าของบริษัทยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของกลุ่มคนวัยเกษียณ และต้องการต่อสู้กับวัฒนธรรมในองค์กรของเกาหลีใต้ที่มีการเลือกปฏิบัติทางอายุ คือยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งมีโอกาสตกงานสูงขึ้น

บริษัทส่วนใหญ่ของเกาหลีใต้ขึ้นชื่อเรื่องการบังคับให้พนักงานเกษียณก่อนถึงอายุที่กฎหมายกำหนดคือ 60 ปี โดยมองว่าศักยภาพในการทำงานของพนักงานจะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น และเมื่อเร็วๆ นี้ยังมีผลการสำรวจความคิดเห็นชาวเกาหลีใต้อายุระหว่าง 20-50 ปีโดย Statistics Korea ระบุอีกว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 82% กังวลว่าจะถูกนายจ้างบังคับให้เกษียณก่อนกำหนด แสดงว่าปัญหานี้คือเรื่องใหญ่ของสังคมเกาหลีที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นๆ

ชุงมองเห็นและเชื่อมั่นในศักยภาพของคนกลุ่มนี้ เขาจึงเปิดบริษัท EverYoung เมื่อ 6 ปีที่แล้วเพื่อรองรับพนักงานวัยเกษียณโดยเฉพาะ และมีพนักงานจากสาขาอาชีพต่างๆ ถึง 420 คน

บรรดาคุณตาคุณยายวัยเก๋าจะได้รับการฝึกให้ใช้แพลตฟอร์ม Naver หรือกูเกิลในเวอร์ชั่นของเกาหลีใต้ เพื่อให้คัดกรองข้อมูลหรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมทั้งบน Naver Map และในบล็อก รวมทั้งฝึกฝนทักษาด้านไอทีอื่นๆ และบางครั้งคุณตาคุณยายเหล่านี้ยังสอนการเขียนโค้ดให้กับเด็กนักเรียนด้วย

EverYoung กำหนดให้ทุกคนทำงานวันละ 4 ชั่วโมง โดยทุก 50 นาทีจะให้พัก 10 นาที ซึ่งทางบริษัทจัดเตรียมห้องพักผ่อนสำหรับจิบชา อ่านหนังสือไว้ให้ไม่ต่างกับออฟฟิศในฝันของหลายคนอย่างกูเกิล เฟซบุ๊ค แม้กระทั่งเครื่องวัดความดันก็เตรียมไว้ให้คุณตาคุณยายได้เช็กสุขภาพกันเบื้องต้นระหว่างพัก

แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่าผู้สูงอายุมักจะงกๆ เงิ่นๆ และไม่น่าจะเข้าใจเรื่องไอทีโดยเฉพาะการท่องโลกโซเชียล แต่พนักงานของ EverYoung พิสูจน์แล้วว่าอายุไม่ใช่ข้อจำกัดเลย หนำซ้ำผู้สูงอายุยังใส่ใจกับรายละเอียด รอบคอบ และมีสมาธิกว่าคนวัยหนุ่มสาวเสียอีก

คุณตาวัย 83 ปีซึ่งเป็นพนักงานที่อาวุโสที่สุดของ EverYoung เผยว่า “ผมพยายามปรับตัวให้ทันสมัยตลอดเวลาและพร้อมที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ผมได้เรียนรู้ทักษะไอทีเพิ่มเติมมากมาย และรู้สึกสนุกกับการทำงานในทุกๆ วัน” ส่วนคุณยายอันคยองฮวา วัย 59 ปี กล่าวว่า “หลังจากลูกสาว 2 คนของฉันโต ฉันก็รู้สึกอยากลุกขึ้นมาทำอะไรด้วยตัวเอง และพัฒนาตัวเอง”

ความสุขของพนักงานทั้งสองยิ่งทำให้โครงการนี้ยิ่งมีความหมายขึ้นไปอีก เพราะนอกจากจะช่วยคลายเหงาให้คนวัยเกษียณแล้ว ยังช่วยสร้างอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคุณตาคุณยายให้ดียิ่งขึ้นด้วย ถือเป็นการแก้ปัญหาและแบ่งเบาภาระของสังคมแบบอ้อมๆ ไปในตัว

สำหรับประเทศไทยที่มีผู้สูงอายุถึง 10.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 16.06%  (ข้อมูลจากระบบสถิติการลงทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2561) ควรมีมาตรการรองรับคนวัยเกษียณที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเสียแต่เนิ่นๆ

%d bloggers like this: