ตะลุยกองทัพ

All posts tagged ตะลุยกองทัพ

‘Guardian Sea 2016’ตัวชี้วัดกองทัพเรือไทยต้องมีเรือดำน้ำ

Published June 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160602/228785.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน 2559
'Guardian Sea 2016'ตัวชี้วัดกองทัพเรือไทยต้องมีเรือดำน้ำ

‘Guardian Sea 2016’ตัวชี้วัด กองทัพเรือไทยต้องมีเรือดำน้ำ : ตะลุยกองทัพ โดยจิตตภรณ์ เสนวงศ์

              การทดสอบขีดความสามารถของกองทัพเรือไทย ในการปราบปรามเรือดำน้ำ ในการฝึกผสมภายใต้รหัส “Guardian Sea 2016” ระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ในระหว่างวันที่ 24-27 พฤษภาคม 2559 นับว่าประสบความสำเร็จเกินความคาดหมายและบรรลุวัตถุประสงค์ 3 ประการ 1.องค์ประกอบบุคคล ยุทธวิธี และการใช้อุปกรณ์ 2.กระชับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ 3.ได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ของสหรัฐอเมริกา

การฝึกผสม “Guardian Sea 2016” กองทัพเรือไทย ได้จัดตั้งหมวดเรือเฉพาะกิจฝึกปฏิบัติการระยะไกล โดยมี พล.ร.ต.วศินสรรพ์ จันทวรินทร์ ผู้บัญชาการกองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ กองเรือยุทธการ เป็นผู้บังคับหมวดเรือเฉพาะกิจฝึกปฏิบัติการระยะไกล โดยมีกำลังในการฝึกประกอบด้วย เรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือหลวงตากสิน เรือหลวงนเรศวร เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบซีฮอว์ก จำนวน 3 เครื่อง พร้อมทั้งปรับปรุงอำนาจการรบใหม่เพื่อให้ครอบคลุมทั้ง 3 มิติ คือ รบผิวน้ำ ใต้น้ำ และกลางอากาศ

ในขณะที่กองทัพเรือสหรัฐมีเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ USS Stethem (DDG 63-Class) ติดตั้งระบบอาวุธอันทันสมัยที่สุด ทั้งระบบเรดาร์อีจีส ผสมผสานเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมยุคใหม่ในการต่อเรือ และระบบการควบคุมความเสียหายจากขีปนาวุธต่อต้านเรือของฝ่ายข้าศึก ส่วน เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ USS San Francisco SSN-711 (Los Angeles- Class) สามารถอยู่ใต้ทะเลเป็นเวลา 2 ปี โดยไม่โผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำ เพราะมีระบบที่ผลิตออกซิเจนได้เอง พร้อมทั้งอำนาจการยิงขีปนาวุธได้ไกล ขณะที่ เครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล พี-8 สามารถบินเข้าพื้นที่ได้รวดเร็ว มี น.อ. ฮัมลาเลย์ ผู้บัญชาการกองเรือพิฆาตที่ 7 ควบคุมดูแล

โดยการฝึกครั้งนี้ สมมุติสถานการณ์ว่า มีเรือดำน้ำของข้าศึกเล็ดลอดเข้ามาในพื้นที่ โดยเรือหลวงจักรีนฤเบศร ซึ่งทำหน้าที่บังคับบัญชาคอยสั่งการทางยุทธวิธี ในขณะที่เรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ USS Stethem เรือหลวงตากสิน เรือหลวงนเรศวร ทำหน้าที่คุ้มกัน เมื่อพบเป้าหมายต้องสงสัย เรือหลวงจักรีจะปล่อยเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบซีฮอว์กที่ติดตั้งตอร์ปิโด เข้าร่วมค้นหากับเรือผิวน้ำ พร้อมยิงตอร์ปิโดเข้าทำลายเรือดำน้ำ

จากการฝึกผสม Guardian Sea ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งนี้ ทำให้รู้ว่าภัยคุกคามจากเรือดำน้ำมีความสำคัญและน่ากลัวมาก ยิ่งนับวันเรือดำน้ำมีเทคโนโลยีและขีดความสามารถสูง ตรวจจับได้ยาก ซ่อนตัวที่ไหนก็ได้และจะทำการกดดันเส้นทางคมนาคมทางทะเล เราเปรียบเรือดำน้ำเป็นแมวดำในห้องมืด ที่ต้องไล่จับให้ได้ ฉะนั้นการต่อตีเรือดำน้ำ หรือมีเรือดำน้ำ จะสร้างความเชื่อมั่นว่าเราสามารถปกป้องเส้นทางคมนาคมทางทะเลและผลประโยชน์ของประเทศได้

“ไม่มีอาวุธชนิดไหนที่จะปราบเรือดำน้ำได้ดีกว่าเรือดำน้ำด้วยกัน ทั้ง เรือผิวน้ำ อากาศยาน ที่กองทัพเรือไทยระดมเข้ามามีขีดความสามารถในกรอบที่จำกัด ถามว่า ถ้าเรือดำน้ำของสหรัฐ ที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงต้องการซ่อนตัวจริงๆ เราไม่มีทางตรวจจับได้ แต่ที่จับได้ เพราะมีการล็อกพื้นที่จำกัดเอาไว้ ดังนั้น กองทัพเรือไทยควรจะมีเรือดำน้ำ เพื่อไล่ล่าเรือดำน้ำด้วยกัน และจะทำการรบสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพมากขึ้น” แหล่งข่าวจากกองทัพเรือ ระบุ

Advertisements

ปิด9ศูนย์ส่งผู้ลี้ภัยกลับเมียนมาร์

Published June 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160526/228352.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม 2559

ปิด9ศูนย์ส่งผู้ลี้ภัยกลับเมียนมาร์ : ตะลุยกองทัพ โดยจิตตราภรณ์ เสนวงศ์

             กว่า 30 ปีแล้ว ที่มีผู้ลี้ภัยจากประเทศเมียนมาร์หลบหนีเข้ามาพำนักอยู่ใน 9 ศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านต้นยาง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี มีจำนวนนับแสนคน ซึ่งกลายเป็นภาระในการบริหารประเทศของไทยมายาวนาน บนพื้นที่ 175 ไร่ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองกำลังสุรสีห์ กองพลทหารราบที่ 9 ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.ต.ธรรมนูญ วิถี ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ถือเป็น 1 ใน 9 ศูนย์อพยพของผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในประเทศไทย ที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายส่งกลับประเทศด้วยความสมัครใจ และเตรียมที่จะปิดศูนย์พักพิงทั้ง 9 แห่ง เสร็จภายในปี 2560 นี้

โดยปัจจุบันศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านต้นยางมีประชากรทั้งหมด 2,097 คน เป็นเด็ก 1,038 คน เนื่องจากไม่นิยมการคุมกำเนิด โดยส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงเคยูเอ็น ที่หนีการสู้รบระหว่างกองกำลังทหารเมียนมาร์และกองกำลังทหารกะเหรี่ยง ตลอดแนวพรมแดนไทยด้านทิศตะวันตก จากบ้านทิท่าบ่อ ต.ไล่โว อ.สังขละบุรี บ้านสุขะ ต.ห้วยเขย่ง อ.ทองผาภูมิ บ้านบ่อสวี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นเขตติดต่อระหว่างไทย-เมียนมาร์ เมื่อปี 2540

พล.ต.ธรรมนูญกล่าวว่า การส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศนั้น ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลและเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมารัฐบาลและสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) มีการหารือถึงการดำเนินการที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน

“เรามีความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ที่หลบหนีภัยจากการสู้รบเดินทางไปประเทศที่สาม หรือกลับประเทศ ส่วนฝ่ายทหารเองก็มีความสัมพันธ์กับผู้นำทางประเทศเมียนมาร์ ซึ่งขณะนี้เรากำลังประสานการปฏิบัติงานเพื่อให้พื้นที่เกิดความปลอดภัย เพราะเราเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ก็พยายามช่วยเหลือประชาชนของประเทศเพื่อนบ้าน แม้ว่าในอดีตอาจมีภัยอันตรายต่างๆ แต่เวลานี้สถานการณ์คลี่คลายแล้ว” พล.ต.ธรรมนูญ กล่าว

ทั้งนี้ ยูเอ็นเอชซีอาร์ไม่สนับสนุนนโยบายการส่งกลับผู้อพยพทั้ง 9 ศูนย์กลับถิ่นฐานเดิมโดยสมัครใจของรัฐบาลไทยอย่างเต็มรูปแบบ แต่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ลี้ภัยจากพื้นที่พักพิงชั่วคราวทั้ง 9 แห่ง เดินทางกลับประเทศเมียนมาร์อย่างปลอดภัยและสมศักดิ์ศรี

ตามเกณฑ์มาตรฐาน 4 ข้อ คือ 1.เมื่อมีการยืนยันถึงความสมัครใจ 2.เมื่อปราศจากความเสี่ยงในพื้นที่ที่ผู้ลี้ภัยมีประสงค์จะกลับ 3.เมื่อได้รับไฟเขียวจากรัฐบาลเมียนมาร์ในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น และ 4.ยูเอ็นเอชซีอาร์สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ผู้ลี้ภัยจะกลับไปตั้งถิ่นฐานได้

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางกลับโดยสมัครใจเริ่มต้นเมื่อปี 2555 เนื่องจากสถานการณ์ในประเทศเมียนมาร์เปลี่ยนไป รัฐบาลเมียนมาร์และชนกลุ่มน้อยได้ลงนามข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปี 2558 อีกทั้งแนวคิดเรื่องการเจรจาทางการเมืองได้รับการยอมรับร่วมกัน และมีการเลือกตั้งจนเป็นที่มาของการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนของเมียนมาร์

นรด.เปิด‘แอพพลิเคชั่น’ระดมพลผ่านโลกดิจิทัล

Published May 22, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160519/227927.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม 2559
นรด.เปิด‘แอพพลิเคชั่น’ระดมพลผ่านโลกดิจิทัล

นรด.เปิด‘แอพพลิเคชั่น’ระดมพลผ่านโลกดิจิทัล : ตะลุยกองทัพ โดยจิตราภรณ์ เสนวงศ์

              “แอพพลิเคชั่นรักษาดินแดน” จัดเป็นยุทโธปกรณ์ชนิดใหม่ล่าสุดของหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) ที่มีขีดความสามารถเทียบเท่ากับแอพพลิเคชั่นระดับโลก เพื่อใช้งานภายในหน่วยงานรักษาดินแดนเป็นการเฉพาะ ที่สามารถจัดลำดับขั้นตอนการสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีจุดประสงค์เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกับนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) จำนวน 3 แสนคน ในการรับข้อมูลข่าวสาร ภาพ งานประชาสัมพันธ์ หรือการสั่งงานในหน่วยงานของ นรด.ทั้งประเทศ รวมถึงงานจิตอาสาต่างๆ โดยใช้รหัสประจำตัวนักศึกษาวิชาทหารและหมายเลขบัตรประชาชนลงทะเบียนเข้าใช้
              สำหรับ “แอพพลิเคชั่นรักษาดินแดน” ประกอบด้วย 7 ฟังก์ชันต่างๆ คือ 1.Log in การตรวจสอบตัวบุคคล 2.Feed หน้าข่าวสาร โดยจะแบ่งเป็นหน้าของหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนและข่าวสารทั่วไปที่จะให้นักศึกษาติดตาม 3.post ที่ผู้ใช้งานสามารถ post ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้ง อักษร ภาพ 4.Profile ข้อมูลส่วนตัว นศท. ประกอบด้วย การตรวจสอบผลการตรวจเลือก รายชื่อและศูนย์ฝึก นศท. ข้อมูลการฝึกวิชาทหาร สถานที่รับสมัครและรายงานตัว วันสอบและวันเก็บตก คะแนนความประพฤติและคะแนนภาคปฏิบัติ ข้อมูล รด.จิตอาสา 5.Chatการ ติดต่อสื่อสารแบบส่วนตัว 6.Notification ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีการแจ้งข่าวสาร 7.Live หน้ารับชมการถ่ายทอดสดของหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน 8.tattoo ระบบสัญลักษณ์แทนอารมณ์
              “แอพพลิเคชั่นรักษาดินแดน เป็นช่องทางหนึ่งที่เราจะสื่อสารไปถึง นศท. คล้ายกับไลน์ เฟซบุ๊ก หรือยูทูบ เพื่อกระจายข่าว โดยผ่านการควบคุมของศูนย์ควบคุมของ นรด. เพื่อให้ผู้ใช้ใช้งานอยู่ในกรอบกฎหมาย กติกา โดยถ่ายทอดคำสั่งการ นโยบาย ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารบก หรือแม้แต่งานของ นรด.เอง นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เรียกระดมพล เมื่อประเทศเกิดวิกฤติ เช่น น้ำท่วมครั้งใหญ่ การช่วยงานสังคม โดยเบื้องต้นจะใช้กับ นศท.จำนวน 3 แสนคน หลังจากนั้นจะพัฒนาเพื่อให้ครอบคลุมเครือข่ายของกำลังสำรองทั้งหมดที่มีอยู่” พล.ท.วีรชัย อินทุโศภน ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน กล่าว
              โดยกำลังสำรองแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ 1.กำลังพลสำรอง คือ นักศึกษาวิชาทหาร  พลทหารกองประจำการที่เข้ามาอยู่ในบัญชีบรรจุกำลังของหน่วยทหารที่ต้องได้รับการฝึกเพื่อเป็นกำลังทดแทนกำลังรบในยามสงครามได้ 2.กำลังกึ่งทหาร คือ ตำรวจตระเวนชายแดน ทหารพราน อาสาสมัครรักษาดินแดน ถือเป็นกำลังติดอาวุธ ทั้งในส่วนของกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย 3.กลุ่มพลังมวลชนที่จัดตั้งขึ้นและมีกฎหมายรองรับ 4.สมาคมชมรมต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นยึดโยงกับราชการสนับสนุนกิจการทหาร

จับตา‘ปราสาทพระวิหารจำลอง’จุดเติมเต็มหรือขัดแย้ง

Published May 22, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160512/227482.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม 2559
จับตา‘ปราสาทพระวิหารจำลอง’จุดเติมเต็มหรือขัดแย้ง

จับตา‘ปราสาทพระวิหารจำลอง’ จุดเติมเต็ม หรือขัดแย้ง : ตะลุยกองทัพ โดยจิตตภรณ์ เสนวงศ์

           ปราสาทพระวิหารจำลอง บนผามออีแดง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชารอบใหม่หรือไม่ ภายหลัง พ.อ.ธนะศักดิ์ มิตรภานนท์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 6 ได้รวบรวมเงินบริจาคประมาณ 5 ล้านบาท ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ชมรมการท่องเที่ยว ภาคเอกชน ร่วมกันจัดสร้าง โดยระดมทหารช่างที่เป็นช่างฝีมือจากกรมทหารพรานที่ 23 และหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี ใช้เวลาก่อสร้าง 5 เดือนจึงแล้วเสร็จ หวังให้เป็นแหล่งศึกษาประวัติศาสตร์ เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวในอนาคต และเป็นสมบัติของชาติต่อไป

จากนั้นไม่กี่วัน พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 มีคำสั่งให้ระงับการเข้าเยี่ยมชม ภายหลังเจ้าหน้าที่ภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา ฝั่งปอยเปต ได้ทักท้วงและยกกรณีที่สาธารณรัฐประชาชนจีนสร้างมหาสฟิงซ์ มีขนาดเท่าของจริงขึ้นที่เมืองฉูโจว มณฑลอานฮุย เลียนแบบมหาสฟิงซ์ที่ตั้งอยู่ในบริเวณหมู่พีระมิดทั้ง 3 แห่งเมืองกิซ่า ประเทศอียิปต์ และถูกรัฐมนตรีว่าการโบราณวัตถุสถานของอียิปต์ ร้องเรียนไปยังองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) โดยให้เหตุผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของอียิปต์ ทำให้ทางการจีนตัดสินใจรื้อทิ้ง

“ยอมรับว่าทางกัมพูชาทักท้วงมาจริง โดยยกกรณีจีนสร้างมหาสฟิงซ์เลียนแบบของอียิปต์ ซึ่งเมื่อมีการทักท้วงมา เราก็ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการพิจารณา เพราะมีส่วนที่คล้ายคลึงกันอยู่ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวเราจะยึดหลักความถูกต้อง โดยต้องดูว่าการดำเนินการดังกล่าวขัดต่อข้อกฎหมายระหว่างประเทศ และคำตัดสินศาลโลกปี 2556 หรือไม่” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

นอกจากนี้ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนชาวกัมพูชาอย่างกว้างขวาง โดยมองว่า ทหารไทยสร้างปราสาทพระวิหารจำลอง ถือเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม พร้อมทั้งนำไปเปรียบเทียบกับกรณีที่เจ้าหน้าที่ไทยบุกยึดจับสินค้าลิขสิทธิ์ที่ตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยมองว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการสร้างลอกเลียนแบบปราสาทพระวิหารของกัมพูชาที่เป็นมรดกโลก

ทั้งนี้ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ได้มีคำสั่งย้าย พ.อ.ธนะศักดิ์ มิตรภานนท์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 6 มาดำรงตำแหน่งนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าว ไม่ได้รายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ตามระเบียบปฏิบัติกองทัพบก และเสี่ยงจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในขณะที่ความสัมพันธ์กำลังเป็นไปด้วยดี

“การก่อสร้างช่วงแรก ก็ไม่มีใครคิดว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเพียงการขอกันมาและรับปากว่าจะดำเนินการให้ แต่ผู้ใหญ่ในกองทัพมองว่าเป็นการดำเนินการโดยพลการ ไม่ได้ทำหนังสือรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ถือเป็นประเด็นล่อแหลม ควรจะต้องมีการพิจารณากันหลายๆ ฝ่าย ทั้งระดับพื้นที่ ระดับบน และกระทรวงต่างประเทศ แต่กลายเป็นว่าเป็นการดำเนินการในระดับพื้นที่เพียงอย่างเดียว รวมถึงเกรงจะส่งผลกระทบต่อการเปิดประตูทางขึ้นปราสาทพระวิหารฝั่งไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการหารือและยังไม่ได้ข้อยุติ” แหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 กล่าว

จากนี้ไปต้องติดตามท่าทีของกัมพูชาว่าจะเดินหน้าเรียกร้องให้ไทยรื้อปราสาทพระวิหารจำลอง เช่นเดียวกับกรณีจีนสร้างมหาสฟิงซ์ของอียิปต์ หรือจะร่วมมือกับไทยพัฒนาพื้นที่ร่วมกันตามมติของศาลโลก เพื่อเป็นการเติมเต็มประวัติศาสตร์ และอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

‘ไอโอ’ลุย-ล่าเว็บโจมตีรัฐ-คสช.

Published May 22, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160505/227050.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม 2559
‘ไอโอ’ลุย-ล่าเว็บโจมตีรัฐ-คสช.

‘ไอโอ’ลุย-ล่าเว็บโจมตีรัฐ-คสช. : ตะลุยกองทัพ โดยจิตตราภรณ์ เสนวงศ์

            ปฏิบัติการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการบุกควบคุมตัวผู้ต้องหา 8 คน ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ฐานยั่วยุปลุกปั่น และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ภายหลังร่วมกันทำเพจ “เรารัก พล.อ.ประยุทธ์” ภายใต้นโยบายของ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก และเลขาธิการ คสช. ในการรักษาสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการบริหารงานของรัฐบาลและคสช.

ซึ่งเป็นไปตามข้อมูลด้านการข่าวของหน่วยงานความมั่นคงของ คสช. ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของเพจดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว ประกอบด้วย

1.การปฏิบัติการข่าวสาร หรือ ไอโอ (Information Oparation) ตั้งอยู่ที่กองบัญชาการกองทัพบก ขึ้นตรงต่อ สำนักงานเลขาธิการ คสช. มีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลการเผยแพร่ทางออนไลน์ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก หรือการทำเว็บเพจต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงการนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม หรือแม้แต่การชี้แจงข้อมูลที่บิดเบือนตามสื่อออนไลน์ทุกชนิด

2.หน่วยข่าวกรองทางทหาร (ขกท.) ของกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 (พัน.ร.มทบ.11) แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีหน้าที่รับผิดชอบการปฏิบัติการข่าวสนับสนุนหน่วยปฏิบัติการทางยุทธวิธี ในภารกิจรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

หน่วยงานนี้จะมีเจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนติดตามข้อมูลทางออนไลน์ และเจ้าหน้าที่ติดตามพฤติกรรม เพื่อดูความสอดคล้องเชื่อมโยง กำหนดเป้าหมาย และพร้อมเคลื่อนที่ด้วยยานยนต์ได้ 100%

หน่วยงานที่ว่านี้จะรับคำสั่งจากเลขาธิการ คสช.โดยตรง ในการปฏิบัติภารกิจ

“เลขาธิการ คสช.ได้เน้นย้ำให้ทั้งสองหน่วยงาน ตรวจสอบข้อมูลทางออนไลน์ ทุกประเภทที่เข้าข่ายการปลุกระดม บิดเบือนข้อมูล ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความแตกแยกและส่งผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลและคสช. เนื่องจากสื่อออนไลน์เป็นช่องทางที่เข้าถึงประชาชนได้ง่าย พร้อมทั้งให้บูรณาการข้อมูลระหว่างกัน เก็บหลักฐานทุกขั้นตอน เพื่อสะดวกในการดำเนินการตามกฎหมาย” แหล่งข่าวจาก คสช.กล่าว

หลังจากได้ข้อมูลและหลักฐานที่ชัดเจนแล้วก็จะรายงานมายังสำนักงานเลขาธิการ คสช. โดยมี พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คสช. พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาฝ่ายกฎหมาย คสช. ทำหน้าที่กลั่นกรองอีกขั้นหนึ่งว่า การดำเนินการดังกล่าวเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมาย คำสั่งหรือประกาศของ คสช.หรือไม่

การตรวจสอบข้อมูลนี้ จะบูรณาการกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)

หน่วยงานด้านความมั่นคง ทำงานกันในทุกมิติ เป็นระบบ ทั้งในส่วนของงานด้านการข่าวของรัฐบาล หน่วยข่าวของ คสช. กระทรวง ทบวง กรม ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มีการแลกเปลี่ยนข่าวสาร เมื่อ คสช.ได้ข้อมูล จะมีการเรียกประชุมพร้อมทั้งเชิญเจ้าหน้าที่ในส่วนของ ปอท. กระทรวงไอซีที กรมพระธรรมนูญ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อมาดูข้อมูลของแต่ละฝ่าย ความเป็นมา ต้องตรวจสอบกันหลายขั้นตอน จนแน่ใจว่าสามารถดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายได้

ต่อจากนั้น หน่วยข่าวกรองทางทหาร (ขกท.) ของกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 (พัน.ร.มทบ.11) ส่งกำลังทหารลงพื้นที่เพื่อควบคุมตัวบุคคลตามเป้าหมาย โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557

หากทำเป็นกลุ่มขบวนการ ก็จะเข้าพื้นที่ควบคุมตัวพร้อมกันทุกพื้นที่ เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล ซึ่งจะส่งผลต่อการทำลาย เคลื่อนย้ายหลักฐานได้ ก่อนจะนำตัวมาควบคุมไว้ที่ มทบ.11 เพื่อเข้าสู่กระบวนการซักถาม โดยจะมีฝ่ายกฎหมายของ คสช. พร้อมทีมงานร่วมดำเนินการ ก่อนจะส่งตัวแจ้งความต่อกองบังคับการปราบปราม และ นำตัวขออำนาจศาลทหารฝากขังต่อไป

นี่คือขั้นตอนทั้งหมดในการทำงานของทหาร ซึ่งฝ่ายที่เคลื่อนไหวต่อต้าน เห็นต่าง ไม่สบายใจและรู้สึกถูกคุกคาม ลิดรอนสิทธิและเสรีภาพ

แต่ถ้าถามทหารแล้ว นี่คือการทำงานเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นช่องทางใด มิเช่นนั้นจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย !

โฉมใหม่กองทัพ‘กะทัดรัด ทรงประสิทธิภาพ’

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160428/226657.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน 2559
โฉมใหม่กองทัพ‘กะทัดรัด ทรงประสิทธิภาพ’

โฉมใหม่กองทัพ‘กะทัดรัด ทรงประสิทธิภาพ’ : ตะลุยกองทัพ

               การปรับลดกำลังพลของกระทรวงกลาโหม เพื่อรองรับแผนปฏิรูปกองทัพ 20 ปี ให้มีขนาดเล็ก กะทัดรัด และมียุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย ตลอดจนขีดความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่หลากหลายมิติ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและรัฐบาล ตามแผนยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม ที่พิจารณาจากความมั่นคงของโลก ภัยคุกคามของภูมิภาค สถานการณ์ภายในประเทศ ให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า ต้องเป็นกองทัพชั้นนำ ที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงของรัฐ และสามารถส่งเสริมความมั่นคงของภูมิภาค โดยกำหนดแผนพัฒนาเสริมสร้างกองทัพแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2560-2564 ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2565-2569 ระยะที่ 3 ระหว่างปี 2570-2574 ระยะที่ 4 คือ 2575-2579

ทั้งนี้ตามแผนยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหมได้เล็งเห็นว่า ภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า ไม่ใช่ภัยคุกคามที่ต้องใช้กำลังขนาดใหญ่เข้าปราบปรามเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา จึงมีความจำเป็นต้องลดคน แต่ต้องคงกำลังกองทัพให้เหมาะสม ทัดเทียมกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความสมดุลของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การต่อรองผลประโยชน์ของชาติ โดยที่ไม่ต้องอาศัยพึ่งพาประเทศมหาอำนาจ

“เป้าหมายกองทัพในอนาคต ต้องเล็ก กะทัดรัด คล่องตัว มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเรามองว่าการใช้กำลังขนาดใหญ่จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน แต่เพื่อความไม่ประมาท จะต้องพัฒนากำลังพลที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวมถึงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ต้องทันสมัย มีขีดความสามารถทัดเทียมประเทศรอบบ้าน เพราะประเทศที่เจริญแล้ว สุดท้ายต้องคงกำลังกองทัพที่มีประสิทธิภาพและมีความเหมาะสมรองรับ และได้ใช้กองทัพในภาวะวิกฤติเสมอมา” พล.ต.คงชีพ ตันตระวานิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว

โดยที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดมาแล้ว 3 โครงการ ตามแผนปฏิรูปกองทัพ ในการปรับลดกำลังพล คือ 1.ปรับลดระดับนายทหารชั้นนายพล 2.ปรับลดกำลังพลที่สูงอายุ หรือผู้ที่มีอายุราชการตั้งแต่ 50 ขึ้นไป มุ่งเน้นกำลังพลผู้สูงอายุในส่วนกำลังรบ 3.กำลังพลทุกชั้นยศที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป โดยผลการดำเนินการทั้ง 3 โครงการในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีกำลังพลที่เข้าร่วมโครงการเกือบ 24,475 นาย และมีการขยายโครงการต่อไปอีก 3 ปี

โดยการดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับการเข้ามาให้น้อยลง เช่น ลดการผลิตนักเรียนนายร้อย นักเรียนนายเรืออากาศ ผลิตนักเรียนนายสิบ ตลอดจนการผลัดดัน พ.ร.บ.กำลังพลสำรอง ได้แก่ นักศึกษาวิชาทหาร ทหารเกณฑ์ปลดประจำการ เพื่อนำมาใช้ช่วยเหลือประชาชนในยามประเทศประสบภัยพิบัติ ซึ่งจะทำให้กองทัพไม่จำเป็นต้องคงกำลังรบหลัก ถือเป็นการลดการสิ้นเปลืองงบประมาณ รวมถึงการใช้ข้าราชการพลเรือนของกระทรวงกลาโหมโดยไม่ต้องมีชั้นยศ

ทั้งนี้ในส่วนของอาวุธยุทโธปกรณ์ เน้นความทันสมัย มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางบกและทางทะเล โดยแผนพัฒนาเสริมสร้างกำลังกองทัพ จะจัดเป็นแพ็กเกจของยุทโธปกรณ์ โดยมอบหมายให้แต่ละเหล่าทัพไปเสนอความต้องการมาว่า ในช่วงเวลา 4 ระยะ แต่ละเหล่าทัพจำเป็นต้องมียุทโธปกรณ์อะไรบ้าง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถให้ทัดเทียมกับรอบๆ ประเทศ เช่น ความต้องการเรือดำน้ำ ที่ต้องรักษาผลประโยชน์ทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งประเทศรอบบ้านมีเรือดำน้ำ ดังนั้น กองทัพเรือไทยควรจะมีเพื่อต่อรองผลประโยชน์ระหว่างกัน หากหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมและกองทัพเป็นเพียงหน่วยปฏิบัติในการใช้กำลัง การที่จะเดินไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ จะต้องได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายนโยบาย คือรัฐบาล และการจัดสรรงบประมาณที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องและประชาชน โดยต้องคำนึงถึงเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ความหวาดระแวงของฝ่ายนโยบายต่อฝ่ายปฏิบัติ นับเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปกองทัพไปไม่ถึงไหน

‘น้องใหม่’ล่าฝันสมัครนักบินหญิงคนแรก

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160421/226267.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน 2559
‘น้องใหม่’ล่าฝันสมัครนักบินหญิงคนแรก

‘น้องใหม่’ล่าฝันสมัครนักบินหญิงคนแรก : ตะลุยกองทัพ ปัญญา ทิ้วสังวาลย์

            ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ “กองทัพอากาศ” ได้เปิดรับ สมัครนักบินหญิง หรือ Female Pilots เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยกองทัพอากาศหวังต่อยอดเพื่ออุดช่องโหว่นักบินสมองไหลไปอยู่สายการบินแอร์ไลน์ โดย พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้สั่งการให้กรมยุทธศึกษาจัดทำโครงการผลิตนักบินหญิงลำเลียงกองทัพอากาศ เพื่อสร้างความเสมอภาคระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง และทันทีที่กระทรวงกลาโหมอนุมัติให้ดำเนินการ ทางกองทัพอากาศก็เริ่มเปิดรับสมัครนักบินหญิงตั้งแต่วันที่ 18-24 เมษายน 2559 โดยปีแรกจะมีการเปิดรับสมัครเพียง 5 คน จนกว่าจะครบ 15 คน ในอีก 2 ปีถัดไป ซึ่งในแต่ละปีก็จะมีการประเมินเพื่อวัดผล และประสิทธิภาพในการปฏิบัติการของนักบินหญิง หากมีศักยภาพเทียบเท่ากับนักบินชาย ทางกองทัพอากาศก็จะมีการผลิตเพิ่มเติม

พล.อ.อ.ตรีทศ กล่าวว่า กองทัพอากาศได้ศึกษาว่าถ้ามีนักบินหญิงแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะประเทศเพื่อนบ้านก็มีนักบินหญิงที่สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง ทั้งประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ โดยปีนี้จะรับนักบินหญิงประมาณ 5 คน หลังจากนั้นจะส่งไปฝึกกับกองบินต่างๆ เพื่อจะได้รู้ว่าสามารถปรับตัวใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายได้หรือไม่ และประมาณ 2-3 ปี จะประเมินผลว่าถ้ารับนักบินหญิงเข้ามาทำงานกับกองทัพจะเป็นอย่างไร “ขณะนี้กองทัพอากาศประสบปัญหาเรื่องนักบินสมองไหล เพราะค่าตอบแทนจากภายนอกที่สูงกว่าหลายเท่าตัว ซึ่งตรงนี้ เป็นแรงดึงดูดทำให้เราเสียนักบินเก่งๆ ให้แก่ภาคอุตสาหกรรมการบินของประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากมีนักบินหญิงเข้ามาช่วยกองทัพอากาศอีกแรงก็จะเป็นเรื่องดี แทนที่จะเสียนักบินไปเพียงอย่างเดียว กองทัพอากาศพยายามปลูกฝังให้นักบินชายและหญิงมีความภูมิใจในความเป็นนักบินของกองทัพอากาศ”

น.ส.สุวัฒนา จันทะเลิศ หรือ “น้องใหม่” สาวปัตตานี วัยเพียง 23 ปี เดินทางมาสมัครคัดเลือกเป็นนักบินหญิงของกองทัพอากาศคนแรก มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์กำหนดของกองทัพอากาศ คือจบปริญญาตรีด้านการบินจาก สถาบันการบิน มหาวิทยาลัยรังสิต และจบหลักสูตรฝึกการบินจากบางกอก เอวิเอชั่น เซ็นเตอร์ (บีเอซี) ที่สำคัญมีแรงบันดาลใจตั้งแต่อายุ 12 ปี หลังจากสูญเสียหัวหน้าครอบครัวในเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อปี 2548

น้องใหม่เล่าถึงแรงบันดาลใจในครั้งนี้ว่า เมื่อปี 2548 คุณพ่อเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีโอกาสได้เป็นหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการเยาวชนไทยใต้ฟ้าเดียวกัน ที่กองทัพอากาศจัดขึ้นติดต่อกันมาหลายปี เพื่อนำเด็กจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์มาศึกษาดูวัฒนธรรมของคนในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง

น้องใหม่ บอกว่า ได้เข้ามาเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ และการบินแห่งชาติ” ถือเป็นการจุดประกายเล็กๆ เพราะนักบินหญิงไม่ได้เป็นที่นิยมกันในยุคนั้น แต่ก็ใฝ่ฝันและพยายามตั้งใจศึกษา โดยเลือกเรียนสายคณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ ก่อนที่จะเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิต จนกระทั่งได้รับโอกาสได้ไปฝึกบินที่บางกอก เอวิเอชั่น เซ็นเตอร์ จ.นครนายก ซึ่งถือเป็นก้าวเดินตามฝันในวัยเด็ก

“ปัจจุบันจบหลักสูตรนักบินพาณิชย์เต็มตัว โดยมีการถือไพลอตลายเส้น ซึ่งถือเป็นใบเบิกทางที่สามารถไปสมัครเป็นนักบินได้ทั้งในสายการบินแอร์ไลน์ และ นักบินของกองทัพอากาศ ซึ่งการมาสมัครคัดเลือกที่กองทัพอากาศถือเป็นโอกาสหนึ่งทั้งนี้หากได้มาเป็นนักบินหญิงของกองทัพอากาศได้จริงก็จะตั้งใจทำให้ดีที่สุด โดยจะเข้ามาเป็นนักบินลำเลียงในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยกับประชาชน”

น้องใหม่ กล่าวทิ้งทายว่า จริงๆ แล้วตัวเองเป็นคนดื้อ ฝันให้ไม่สุดก็ไม่ยอมแพ้ หากจะเป็นนักบินก็จะต้องเป็นให้ได้ ทำไมเราจะก้าวไปถึงฝันไม่ได้ เราจะต้องไปทำความจริงให้ได้ ขอเป็นส่วนหนึ่งให้น้องๆ ได้เดินตามฝันของตัวเอง หากตัวเองชอบอะไรฝันอะไรก็จะต้องมุ่งมั่นและทำตามฝันของตัวเองให้ได้

น.ต.อรรฆยา สุโฆสิต นายทหารกิจการพลเรือน แผนกยุทธการ กองบิน 6 และรักษาราชการ นักบินประจำหมวดบิน 3 ฝูง 602 รักษาพระองค์ กองบิน 6 กล่าวว่า นักบินหญิงถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับนักบินชาย แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นที่เป็นปรากฏการณ์ของกองทัพอากาศ เพราะปกติจะมีแต่ผู้ชาย แต่ปัจจุบันก็มีนักบินหญิงมากขึ้น ซึ่งผู้หญิงจะมีความสามารถมากขึ้น บางคนอาจจะเก่งกว่าผู้ชาย และทำงานค่อนข้างละเอียด ซึ่งยินดีที่จะมีนักบินหญิงเข้ามาร่วมปฏิบัติการกับกองทัพอากาศ

การเปรียบเทียบระหว่างนักบินชายกับนักบินหญิง น.ต.อัตรยา กล่าวว่า ปัจจุบันนักบินหญิงมีความสามารถมาก สังเกตได้จากกัปตันสายการบินแอร์ไลน์ก็เป็นผู้หญิงมากขึ้น และในโลกปัจจุบันก็มีผู้หญิงมากขึ้น ซึ่งก็ไม่มีข้อแตกต่าง หากมีความพร้อมก็เข้ามาสมัครคัดเลือกเป็นนักบินหญิงให้แก่กองทัพอากาศ ส่วนประเด็นสมองไหลขึ้นอยู่กับตัวบุคคลมากกว่า

‘BLUE STRIKE 2016’ จีนหวังโชว์เขี้ยวเล็บกำลังรบ

Published April 19, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160414/225880.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน 2559
'BLUE STRIKE 2016' จีนหวังโชว์เขี้ยวเล็บกำลังรบ

ตะลุยกองทัพ : ‘BLUE STRIKE 2016’ จีนหวังโชว์เขี้ยวเล็บกำลังรบ : โดย…จิตราภรณ์ เสนวงศ์

                    การฝึกผสมทวิภาคีระหว่างกองทัพเรือไทยและนาวิกโยธินกองทัพเรือ สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ “BLUE STRIKE 2016 ครั้งที่ 3” ในวันที่ 21 พฤศจิกายน-9 มิถุนายน ที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และสนามการฝึกบ้านจันทเขลม จ.จันทบุรี จุดประสงค์เพื่อส่งเสริมมิตรภาพระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาขีดความสามารถและยกระดับความสัมพันธ์ของกองทัพเรือทั้งสองประเทศ ให้มีความแน่นแฟ้น
                    การฝึกดังกล่าวไม่มีข้อตกลงที่แน่ชัดว่าเป็นการฝึกกี่ปีต่อครั้ง แต่ตามทำเนียบปฏิบัติจะฝึก 2 ปีต่อ 1 ครั้ง หมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ สำหรับการฝึกครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2010 โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และในปี 2012 สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ จากนั้นการฝึกดังกล่าวถูกเว้นช่วงเมื่อปี 2013-2014 เนื่องจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ให้เหตุผลในเรื่องความไม่พร้อม
                    แหล่งข่าวกองทัพเรือ กล่าวว่า จีนมีปัญหาเรื่องข้อพิพาททะเลจีนใต้กับหลายประเทศ เขาต้องการหามิตร และไทยเป็นเพื่อนที่ดีกับเขาได้ ซึ่งการแสดงศักยภาพกำลังรบทางเรือไม่เพียงคานอำนาจสหรัฐอย่างเดียว แต่อาจจะมีเรื่องการเมืองในเอเชียด้วย เพราะถ้าจีนทำให้ประเทศในเอเชียรู้ว่ามีความสนิทสนมกับไทย ก็สามารถคานอำนาจกับประเทศที่มีปัญหาเช่นกัน ทั้งนี้ กองทัพเรือไทยมีนโยบายเน้นความสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพเรือทุกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะจีน
                    “จีนมีความตั้งใจจะฝึก BLUE STRIKE 2016 อย่างยิ่งใหญ่ จึงเว้นการฝึกช่วงหนึ่งเพื่อรวบรวมงบประมาณ และมาทุ่มให้กับการฝึกครั้งนี้ เพราะการฝึกทางเรือแต่ละครั้งจะใช้งบประมาณ 40-50 ล้านบาท และหากนำกำลังพลมาร่วมด้วย งบประมาณก็จะมากขึ้นตามลำดับ” แหล่งข่าวกองทัพเรือ กล่าว
                    สำหรับการฝึกร่วมผสม “BLUE STRIKE 2016” ครั้งที่ 3 ได้ผ่านการประชุมร่วมกันของคณะผู้แทนกองทัพเรือ โดยมี น.อ.ภานุพันธ์ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้อำนวยการกองการฝึก สำนักปฏิบัติการ กรมยุทธการทหารเรือ และคณะผู้แทนกองทัพเรือ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี พ.อ.ยิ่วจง เจ้ากรมการฝึก ผู้บัญชาการกองทัพเรือสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นหัวหน้าคณะ พร้อมด้วยกำลังพลที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา
                    การฝึกผสมแบ่งออกเป็น 2 ภาค คือ การฝึกทางทะเล ตั้งแต่วันที่ 22-27 พฤษภาคม 2559 เช่น การดำรงชีพในป่า, การยิงจรวดนำวิถีป้องกันภัยทางอากาศ QW-1/18, การโจมตีโฉบฉวยด้วยเรือยาง การปฏิบัติการร่วมกับ ฮ. ยุทธวิธีทหารราบยานเกราะ และการฝึกทางบก 29 พฤษภาคม-7 มิถุนายน 2559 เช่น การรบในเมือง การรบในระยะประชิด, การตรวจจับอาวุธเคมีและการเก็บกู้วัตถุระเบิด, การยิงปืนฉับพลันและการยิงประกอบการเคลื่อนที่
                    ทั้งนี้ กองทัพเรือไทยส่งกำลังพลเข้าร่วมการฝึก 500 นาย และอาวุธยุทโธปกรณ์ อาทิ อาวุธในอัตรา ร้อย.1 ไม่รวมเครื่องยิงลูกระเบิด จำนวน 338 กระบอก เรือยาง 10 ลำ เรือเร็วท้องแข็ง RIB 2 ลำ ฮ.ลำเลียง 2 ลำ ยานเกราะล้อยางBTR3E1 8 คัน รถบรรทุกขนาด 2 ½ ตัน 15 คัน เรือยกพลขึ้นบกอู่ลอย 1 ลำจรวดนำวิถี QW-18 4 ลูก
                    ขณะที่ ฝ่ายจีน กำลังพลเข้าร่วมการฝึก จำนวน 540 นาย และถือเป็นครั้งแรกที่จีนนำเรือยกพลขึ้นบกและกำลังพลยกพลขึ้นบกมาฝึก นอกจากนี้ยังมีรถยานรบหุ้มเกราะหลายคัน รถปืนใหญ่อัตราจร เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงที่ประจำบนเรือยกพลขึ้นบก ตลอดจนถึงอุปกรณ์ทางบก
                    น.อ.ภานุพันธ์ กล่าวว่า นับเป็นการฝึกใหญ่อีกรายการหนึ่งที่เราฝึกกับประเทศมหาอำนาจอย่างจีน คล้ายๆ กับการฝึกคอบร้าโกลด์ยุคต้นๆ กับสหรัฐ โดยจุดประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของมิตรประเทศ เพราะการฝึกทางเรือเปรียบเสมือนสิ่งยืนยันถึงความสัมพันธ์ของสองประเทศที่แนบชิด
                    อย่างไรก็ตาม “BLUE STRIKE 2016” ระหว่างกองทัพเรือไทยและนาวิกโยธินกองทัพเรือ สาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากเป็นการฝึกร่วมพัฒนาขีดความสามารถของตัวบุคคลและของหน่วยแล้ว ผลพลอยได้ที่กองทัพเรือไทยจะได้รับคือ การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆจากยุทโธปกรณ์ของจีนที่มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดจาก 10 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันนี้ ที่สามารถสร้างยุทโธปกรณ์ได้เหมือนกับสหรัฐ
————————-
(ตะลุยกองทัพ : ‘BLUE STRIKE 2016’ จีนหวังโชว์เขี้ยวเล็บกำลังรบ : โดย…จิตราภรณ์ เสนวงศ์)

คสช.จัดอบรมผู้นำการสร้างชาติ7วัน168 ชม.อาหาร21มื้อตื่นเต้น

Published April 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160407/225454.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน 2559
คสช.จัดอบรมผู้นำการสร้างชาติ7วัน168 ชม.อาหาร21มื้อตื่นเต้น

คสช.จัดอบรมผู้นำการสร้างชาติ 7วัน168 ชม.อาหาร21มื้อตื่นเต้น-เร้าใจ : ตะลุยกองทัพ โดยจิตตราภรณ์ เสนวงศ์

              ได้ผลทันตาเห็น หลังจาก พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ยื่นคำขาด กับแกนนำนักการเมือง หากไม่หยุดเคลื่อนไหว จะเชิญเข้าอบรมในหน่วยทหารเป็นเวลา 7 วัน

ภายหลังได้ลงนามอนุมัติ หลักสูตรอบรมผู้นำการสร้างชาติอย่างสร้างสรรค์ สำหรับผู้นำ แกนนำประชาชนทั่วไป ที่คิดค้นโดยกองปฏิบัติการจิตวิทยา กรมกิจการพลเรือนกองทัพบก จนทำให้กลุ่มการเมืองออกอาการชะงักไปตามๆ กัน

หลักสูตรมี 4 ข้อ คือ 1.เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจสถานการณ์ตั้งแต่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 กระทั่งปัจจุบัน 2.เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจและรับรู้กติกาสังคมปัจจุบัน ที่เน้นสร้างความปรองดองสมานฉันท์ 3.สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และไว้ใจต่อการปฏิบัติงานของรัฐบาล และ คสช. และ 4.ขอความร่วมมือไม่ให้ผู้เข้ารับอบรมขัดขวาง และขอความร่วมมือให้ช่วยสนับสนุนงานของรัฐบาล และ คสช.

พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ที่เข้าอบรม คือ ผู้นำ หรือแกนนำประชาชนที่กระทำผิดกฎหมาย ทำผิดกติกาสังคม และฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. จนก่อให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติ ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาล และ คสช.เกิดความเสียหาย รวมไปถึงมีพฤติกรรมที่มีแนวโน้มสร้างความขัดแย้งระหว่างคนในสังคม ส่วนระยะเวลาของหลักสูตรนี้จะใช้เวลาทั้งสิ้น 7 วัน จำนวน 168 ชั่วโมง

ส่วนหน่วยทหารที่จะเป็นศูนย์อบรม คสช.จะเลือกจากหน่วยทหารทั่วทั้งประเทศที่มีความพร้อม มีที่พัก และความสะดวกของผู้เข้ารับอบรมและเจ้าหน้าที่ อาทิ ในพื้นที่ กทม. กองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) กองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) จ.กาญจนบุรี กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ร.12 รอ.) จ.สระแก้ว กรมทหารม้าที่ 5 รักษาพระองค์ (ม.5 รอ.) ค่ายอดิศร ศูนย์การทหารม้า จ.สระบุรี คสช.ได้กำหนดตารางเวลาอบรม เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนเช้าตรู่เวลา 05.00 น. ทุกวัน มีเจ้าหน้าที่ทหารนำออกกำลังกาย มีชั่วโมงอบรม ชั่วโมงการปฏิบัติ ชั่วโมงแลกเปลี่ยนทัศนคติ ข้อคิดเห็น ร่วมกับวิทยากรภายนอก เช่น นักวิชาการ บุคคลสาขาอื่น กิจกรรมสันทนาการ อบรมศีลธรรมคุณธรรม บำเพ็ญประโยชน์ เช่น ทำความสะอาด พัฒนาสถานที่ราชการ วัด และเข้านอน เวลา 21.30 น. โดยในระหว่างการเข้ารับการอบรม จะสามารถติดต่อสื่อสารบุคคลภายนอกผ่านเจ้าหน้าที่เท่านั้น งดใช้โทรศัพท์

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ รองหัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ส่วนงานรักษาความสงบ สำนักงานเลขาธิการ คสช. กล่าวว่า จากนี้ไปใครที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ฝ่ายกฎหมายของ คสช.จะเป็นผู้พิจารณาว่าเข้าข่ายจะต้องถูกอบรมหรือไม่ และจะมีการทำหนังสือเชิญเป็นลายลักษณ์อักษร มีรถตู้ไปอำนวยความสะดวกบริการรับ-ส่ง พร้อมแจ้งสถานที่อบรมให้ญาติทราบ และจะมีการประเมินในช่วงหลังเสร็จสิ้นการอบรม หากกลับออกไปแล้ว บุคคลนั้นยังมีการเคลื่อนไหวอีก คสช.จะเชิญมาอบรมใหม่

“เราไม่ได้คาดหวังว่ากลุ่มการเมืองจะเห็นชอบ หรือเห็นด้วยกับ คสช. 100% เพียงแต่การได้ร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน 21 มื้อกับทหาร เขาอาจจะซึมซับความรู้สึกของหน่วยทหารมากขึ้น ส่วนไฮไลท์ของหลักสูตรดังกล่าวมีแน่นอน ขออุบเอาไว้ก่อน เพราะหลักสูตรนี้มีความพิเศษ เพราะเราไม่เปิดรับสมัคร บุคคลทั่วไปเข้าไม่ได้ แต่รับรองงานนี้มีตื่นเต้น เร้าใจ” พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าว

จับตาดูว่า หลักสูตรอบรมผู้นำการสร้างชาติอย่างสร้างสรรค์ สำหรับผู้นำ แกนนำประชาชนทั่วไป จะกลายเป็นหมัดเด็ดของ คสช. หยุดการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองที่ยิ่งนับวันจะมีความเข้มข้นมากขึ้น ในช่วงที่ประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่การทำประชามติ หรือเป็นเพียงการสงวนท่าที หยั่งเชิง คสช.ว่าจริงจังมากน้อยแค่ไหน

กองทัพภาคที่3โชว์ฝึกพร้อมรบ

Published April 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160331/225063.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม 2559
กองทัพภาคที่3โชว์ฝึกพร้อมรบ

กองทัพภาคที่3โชว์ฝึกพร้อมรบ : ตะลุยกองทัพ โดยปัญญา ทิ้วสังวาลย์

             กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 3 (กองพลทหารราบที่ 4) ได้จัดการฝึกกรมทหารราบเฉพาะกิจ ซึ่งเป็นการฝึกโจมตีในลักษณะการรบปะทะ การเข้าตี การปฏิบัติของกองหนุน และมีการฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง ชนิดเต็มรูปแบบ

โดยสนธิกำลัง ทั้ง ทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ ทหารช่างและทหารสื่อสาร รวม 3,771 นาย ณ สนามฝึกทางยุทธวิธี กองทัพภาคที่ 3 อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย ที่มีเนื้อที่กว่า 3 หมื่นไร่

การฝึกครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางการทหาร และประสิทธิภาพในการพร้อมรบของกองทัพบกไทย มีการจำลองเหตุการณ์ในการเผชิญภัยคุกคาม

โดยมีกำลังพลจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษแทรกซึมเข้าพื้นที่ระวังป้องกันในเขตประเทศ และปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนพิเศษสนับสนุนการปฏิบัติในการรวมข่าวสารเป้าหมายทางยุทธศาสตร์

การจัดชุดโดดร่มเพื่อตรวจสอบและยืนยันเป้าหมาย ที่สำคัญคือการปฏิบัติภารกิจโดยตรงในการซุ่มยิงบุคคลสำคัญ และการวางระเบิดทำลายเส้นทางส่งกำลังข้าศึก

นอกจากนี้ยังมีการจัดชุดปฏิบัติภารกิจการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศ ตามแผนจัดจากกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ โดยยุทโธปกรณ์ที่เข้าร่วมปฏิบัติการในการสนับสนุนการเคลื่อนที่ทางอากาศจำนวน 13 ลำ ประกอบด้วย เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนแบบติดอาวุธ เอเอส-550 จำนวน 2 ลำ เฮลิคอปเตอร์โจมตี 2 ลำ แบล็กฮอว์ก 5 ลำ เอ็มไอ-17 อีก 4 ลำ โดยการปฏิบัติการจะใช้ลักษณะขบวนสลับฟันปลา ซึ่งได้รับการอธิบายว่า ที่ทำอย่างนั้น เพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติการกับข้าศึก

ในการฝึกครั้งนี้ ยังได้นำรถยานเกราะล้อยาง BTR-3E1 ที่สั่งซื้อจากประเทศยูเครน เข้าประจำการ ที่ ม.พัน.10 ของกองทัพภาคที่ 3 ด้วยการยิงจรวดแบบแบร์ริเออร์ใส่เป้าหมาย ปรากฏว่ามีความแม่นยำสูง เข้าเป้าทั้ง 3 นัด สร้างความยินดีให้แก่บรรดานายทหารที่ไปร่วมงาน โดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ถึงกับปรบมือเสียงดังสนั่น

นอกจากนี้ยังมีเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง เอสอาร์ 4 จากกองร้อยจรวดหลายลำกล้อง กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 711 กองร้อยทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานจากกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 3

ขณะที่กองทัพอากาศส่งเครื่องบินเอฟ 16 มา 2 ลำ สนับสนุนทางอากาศ ทิ้งระเบิด 500 ปอนด์ 2 ลูก

พล.อ.ประวิตร บอกว่า การฝึกในครั้งนี้เป็นการฝึกตามวงรอบ แต่ได้นำอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพที่มีอยู่ทั้งหมดมาฝึก เพื่อให้การฝึกเต็มรูปแบบในการพร้อมรบ ที่สำคัญคือต้องการให้กำลังพลเชื่อมั่นยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ว่าสามารถปฏิบัติการได้ ซึ่งการฝึกในครั้งนี้ถือว่าสมบูรณ์ที่สุด

“การฝึกปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการฝึกของทุกเหล่า ทั้งทหารราบ ทหารม้า ทหารสื่อสาร และเหล่าสรรพาวุธ กองทัพบกสามารถสนับสนุนภารกิจต่างๆ ได้อย่างแม่นย้ำ และเป็นสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลประเทศ ซึ่งการฝึกแม้ว่าเราไม่ได้ไปรบกับใครก็ตาม กำลังพลทุกนายมีความตั้งใจจริง และทุกคนใช้อาวุธได้ดี”

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า การฝึกในครั้งนี้อย่าไปคิดว่าต้องการของบประมาณเพิ่มเพื่อจัดซื้อยุทโธปกรณ์ให้มากขึ้น เราใช้ของเก่าที่สามารถใช้งานทดแทนได้ เอาเท่าที่มีอยู่

%d bloggers like this: