ตะลอนเที่ยว

All posts tagged ตะลอนเที่ยว

ตะลอนเที่ยว : สีชัง ชังชื่อแล้ว อย่าชัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467148

ตะลอนเที่ยว : สีชัง ชังชื่อแล้ว อย่าชัง

ตะลอนเที่ยว : สีชัง ชังชื่อแล้ว อย่าชัง

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สีชัง ชังชื่อแล้ว อย่าชัง

อย่าโกรธ พี่จริงจัง จิตข้อง

ตัวไกล จิตก็ยังเนาว์แนบ

เสน่ห์สนิทน้องนิจ โอ้อาดูร

สีชัง ชังแต่ชื่อ เกาะนั้นหรือจะชังใคร

ขอแต่แม่ดวงใจ อย่าชังชิงพี่จริงจัง

ตัวไกลใจพี่อยู่เป็นคู่น้อง ครองยืนยาว

ห่างเจ้าเฝ้าแลหลังตั้งใจติด มิตรสมาน

(เพลง สีชัง บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จากบทละคอนร้อง เรื่องพระร่วง หรือขอมดำดิน เมื่อ พ.ศ. 2457 ทำนองโดย สง่า อารัมภีร์ ขับร้องโดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมนำเรื่องพระจุฑาธุชราชฐาน บนเกาะสีชัง มาเล่าสู่ให้คุณได้ฟัง แล้วชักชวนให้คุณไปร่วมทริปเล็กๆ ที่แสนอบอุ่นกับคณะของเราที่ประกอบด้วยคนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีใจกุศล (เนื่องจากคณะนี้ร่วมไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปมอบให้เกษตรกรเลี้ยงดูมาอย่างต่อเนื่องหลายปี)

วันนี้จะมาชวนคุยไปเที่ยวเกาะสีชังด้วยกันต่อจากสัปดาห์ก่อน เพราะสัปดาห์ที่แล้วผมเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวของพระจุฑาธุชราชฐานไปโดยสังเขปแล้ว วันนี้จะเล่าให้คุณฟังถึงบรรยากาศที่แสนน่ารักบนเกาะสีชัง (โดยสังเขปอีกเช่นกัน)

ชีวิตบนเกาะสีชังที่เราจะไปสัมผัสนั้นเรียกได้ว่าค่อนข้าง slow life เพราะไม่ต้องเร่งร้อน ไม่ต้องร้อนรน เนื่องจากเราจะเดินเที่ยวกันเป็นส่วนใหญ่ นอกจากเดินๆๆ แล้ว เราก็จะพักกันที่บังกะโลน่ารักๆ สักสองคืน แล้วก็นั่งคุยกันตามประสาคนกันเอง กินอาหารง่ายๆบนเกาะ ซึ่งก็เหมือนเดิมคือ ไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ แต่จะเน้นผัก ผลไม้ และอาหารทะเล (แต่บางคนก็ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด)

อ้อ! ต้องบอกว่าบนเกาะสีชังมีหมูป่ามากมายเลยนะครับ เดินกันขวักไขว้ ผมถามชาวบ้านว่าใครเลี้ยง ได้รับคำตอบว่าหมูของเจ้าเกาะ คือเป็นหมูป่าตามธรรมชาติ ผมถามต่อไปว่า แล้วมีใครจับหมูป่าไปกินหรือไม่ คำตอบคือคนบนเกาะสีชังแท้ๆ ไม่กินหมูป่าเหล่านี้ ถามต่อว่า แสดงว่าคนกินเหมือนกันใช่ไหมล่ะ คำตอบคือ ก็คงมีนะ หมูป่าบนเกาะสีชังเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งที่อยู่คู่กับเกาะแห่งนี้ เขาจะอยู่กันตามป่าเขาแล้วลงมาหากินในชุมชน บางทีก็ทะเลาะเบาะแว้งกับน้องหมาบนเกาะบ้าง แต่ก็สามารถอยู่รวมกันได้ตามอัตภาพ

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเกาะสีชังคือบ้านไม้ ซึ่งในปัจจุบันกำลังจะหมดไปแล้ว เพราะถูกรื้อถอนออกจนเกือบหมดแล้ว แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่สำหรับผมเมื่อเวลาไปเกาะสีชัง ผมชอบไปนั่งคุยกับคุณยายคุณย่าที่นั่งอยู่ตรงนอกชานของบ้าน ถามถึงชีวิตในวันเก่าๆ กับสิ่งใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปบนเกาะสีชัง ซึ่งได้ความรู้ดีมากเลยครับ เพราะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามยุคสมัย

หากคุณถามว่าทำไมต้องไปเที่ยวเกาะสีชัง ผมขอตอบว่า เพราะยังมีมนต์เสน่ห์ และมีความน่ารักรอให้คุณไปสัมผัส มีที่เที่ยวมากพอสมควร เช่น ช่องเขาขาด (ไปดู sun set) ไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ไปเที่ยวชมพระจุฑาธุชราชฐาน และนั่งเล่นริมทะเล คุยกันตามประสาคนกันเอง แล้วก็นอนฟังเสียงคลื่นเบาๆ ที่กระซิบจากทะเลรอบเกาะสีชัง

อยากชวนคุณไปเที่ยวสีชังด้วยกันครับถ้าคุณสนใจไปร่วมทริปนี้กับเรา โปรดติดต่อ091-7233615 เดินทางวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์2563

ตะลอนเที่ยว : พระจุฑาธุชราชฐาน พระราชฐานบนเกาะสีชัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/465601

ตะลอนเที่ยว : พระจุฑาธุชราชฐาน พระราชฐานบนเกาะสีชัง

ตะลอนเที่ยว : พระจุฑาธุชราชฐาน พระราชฐานบนเกาะสีชัง

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เกาะสีชัง เกาะในเขตจังหวัดชลบุรี นับได้ว่าเป็นเกาะกลางทะเลเพียงแห่งเดียวของประเทศไทยที่มีพระราชวังประดิษฐานอยู่ พระราชวังนั้นมีนามว่า พระจุฑาธุชราชฐาน ซึ่งเป็นพระราชวังที่ล้นเกล้าล้นกระหม่อม รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเคยใช้พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับในช่วงฤดูร้อน

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุชัดว่าเมื่อ พ.ศ. 2431 สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระวรราชเทวี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงพระประชวร ดังนั้นแพทย์หลวงจึงถวายคำแนะนำให้เสด็จไปประทับรักษาพระวรกาย ณ เกาะสีชัง เพราะเป็นสถานที่ซึ่งมีบรรยากาศดี เหมาะแก่การพักผ่อนพระวรกายเพื่อให้ทรงฟื้นจากพระอาการประชวร และมีหลักฐานระบุด้วยว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ ก็ทรงไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ เกาะสีชังด้วย ดังนั้น พระจุฑาธุชราชฐาน จึงเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังปรากฏว่าในปี พ.ศ. 2432 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารอาไศรยสฐาน ขึ้นทั้งหมดสามหลัง ดังมีพระนามว่า เรือนวัฒนา(พระนามของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) เรือนผ่องศรี (พระนามสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) และเรือนอภิรมย์(พระนามพระอัครชายา พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา)

และที่สำคัญที่สุดคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ เกาะสีชัง เมื่อ พ.ศ. 2435 ซึ่งในปีนั้นสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงพระครรภ์ใกล้มีพระประสูติกาล ดังนั้น ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชฐาน แล้วพระราชทานพระนามว่า พระจุฑาธุชราชฐาน อันเป็นพระนามของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ทั้งนี้ในการก่อสร้างนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นแม่กอง และพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสรรพสาตรศุภกิจ ทรงเป็นนายช่างผู้ออกแบบพระที่นั่งทั้ง 4 องค์ คือ พระที่นั่งโกสีย์วสุภัณฑ์ พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ พระที่นั่งโชติรสประภาต์ พระที่นั่งเมขลามณี และพระตำหนักอีก 14 ตำหนัก คือ ตำหนักวาสุกรีก่องเก็จ ตำหนักเพชร์ระยับ ตำหนักทับทิมสด ตำหนักมรกฎสุทธ์ตำหนักบุศราคำ ตำหนักก่ำโกมิน ตำหนักนิลแสงสุกตำหนักมุกดาพราย ตำหนักเพทายใส ตำหนักไพฑูรย์กลอก ตำหนักดอกตะแบกลออ ตำหนักโอปอล์จรูญ ตำหนักมูลการะเวก ตำหนักเอกฟองมุก

จวบจนได้เกิดเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ตรงกับพ.ศ. 2436 ซึ่งสยามประเทศมีปัญหากับฝรั่งเศส จึงทำให้การก่อสร้างพระที่นั่งและพระตำหนักต้องหยุดชะงักลง ขณะเดียวกันก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อถอนพระที่นั่งและพระตำหนักบางองค์ไปประดิษฐาน ณ ที่อื่น เช่น พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ ซึ่งเป็นพระที่นั่งสูงสามชั้น สร้างด้วยไม้สักทอง โดยทรงให้เชิญพระที่นั่งองค์นี้ไปประดิษฐานในเขตพระราชวังดุสิต เมื่อปี พ.ศ.2443 แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า พระที่นั่งวิมานเมฆ และหลังจากเหตุการณ์ร.ศ. 112 ก็มิได้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับยังพระจุฑาธุชราชฐานอีกต่อไป

ปัจจุบันพระจุฑาธุชราชฐานอยู่ในความดูแลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆ นั้นคงเหลืออยู่เพียงบางองค์เท่านั้น เช่น เรือนวัฒนา เรือนผ่องศรี เรือนอภิรมย์เรือนไม้สีเขียว และอาคารพิพิธภัณฑ์ ส่วนฐานของพระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ยังคงปรากฏอยู่อย่างชัดเจน และยังมีสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นคือวัดอัษฎางคนิมิตร วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2435 และจุดเด่นของพระราชฐานแห่งนี้ที่ต้องกล่าวถึงคือต้นลั่นทมอายุกว่าร้อยปี ซึ่งมีฟอร์มของต้นสวยงามมาก และในบริเวณพระราชฐานจะมีต้นลั่นทมอยู่มากมายหลายร้อยต้น ดังนั้นหากไปในยามที่ลั่นทมออกดอกบานสะพรั่ง ก็จะได้ชมความงามของดอก และได้สูดกลิ่นหอมไปด้วยพร้อมๆ กัน

Mr. Flower ตั้งใจจะพาคุณๆ เพียงกลุ่มเล็กๆ ไปเที่ยวเกาะสีชังด้วยกัน กำหนดการเดินทางคือช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เราจะไปนอนบนเกาะสีชังกันสักสองคืน หากคุณสนใจร่วมทริปสุดพิเศษไปกับ Mr. Flower และสมาชิกแสนน่ารักกลุ่มเล็กๆ โปรดติดต่อ091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ธัมเมกขสถูป พุทธานุสรณ์แห่งการแสดงปฐมเทศนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 5, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/464125

ตะลอนเที่ยว : ธัมเมกขสถูป พุทธานุสรณ์แห่งการแสดงปฐมเทศนา

ตะลอนเที่ยว : ธัมเมกขสถูป พุทธานุสรณ์แห่งการแสดงปฐมเทศนา

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ

เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาจบที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในวันเพ็ญเดือนอาสาฬห (เดือน 8)  ปรากฏว่าปัญจวัคคีย์ ผู้มีนามว่า โกณฑัญญะ ได้บรรลุโสดาปัตติมรรคเป็นท่านแรกในพุทธศาสนา ซึ่งก็คือพุทธสาวกรูปแรกของพุทธศาสนาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงเปล่งพระสุรเสียงว่า อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภโกณฑัญโญ แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เหตุการณ์สำคัญในครั้งนั้นทำให้โลกได้มีพระรัตนตรัยเป็นครั้งแรก คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนาในครั้งนั้น มีใจความสำคัญอยู่ที่ การละตัณหาทั้งสามให้สิ้น คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ด้วยหลักของอริยสัจคือการรู้ตามความเป็นจริงจงพิจารณาว่าร่างกายของคนและสัตว์ที่เห็นกันอยู่นั้นมิใช่ร่างกายของเราจริง มันเป็นเพียงเรือนร่างที่อาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น มีการเกิดในเบื้องต้น มีการเปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง และมีการแตกสลายไปในที่สุด ในเมื่อเธอทั้งหลายวางภาระนี้เสียได้ เธอก็จะพ้นจากความทุกข์แล้วเข้าเป็นพระอริยะ แล้วเข้าสู่พระนิพพาน

นี่คือสาระสำคัญของธัมมจักรกัปปวัตตนสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโปรดแก่ปัญจวัคคีย์ คือโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี

สถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนามีอยู่จริงตามหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งชัด โดยเฉพาะหลักฐานสำคัญที่ได้จากเสาอโศก สถานที่แห่งที่ว่านี้ถือเป็นพุทธานุสรณ์เพื่อให้ระลึกถึงการแสดงปฐมเทศนา ณ วันอาสาฬห จึงได้มีการก่อสร้างธัมเมกขสถูปขึ้น อันถือเป็นหนึ่งในสังเวชนียสถาน 4 ของพุทธศาสนา อันได้แก่ สถานที่ประสูติ (ลุมพินีวัน) ตรัสรู้ (พุทธคยา) แสดงปฐมเทศนา (ป่าอิสิปัตตนมฤคทายวัน พาราณสี) และปรินิพพาน (กุสินารา)

สันนิษฐานว่าธัมเมกขสถูปนี้สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช (พ.ศ.269-311) มหาสถูปนี้มีความสูง 31.3 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 28.3 เมตรด้านล่างของมหาสถูปก่อด้วยหิน ส่วนด้านบนสุดก่อด้วยอิฐสำหรับส่วนที่ก่อด้วยหินนั้นได้ทำเป็นช่องรวมแปดช่อง สันนิษฐานว่าเจาะไว้เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป โดยช่องทั้งแปดมีความหมายถึงมรรคมีองค์แปด ในส่วนที่เป็นหินนั้นยังคงปรากฏลวดลายสลักอยู่จนถึงปัจจุบัน

ทัวร์คุณแหน โดย Mr.Flower นำเสนอเรื่องราวโดยสังเขปของธัมเมกขสถูป ณ เมืองพาราณสี เพื่อให้คุณผู้อ่านได้ระลึกถึงความสำคัญของมหาสถูปองค์นี้ และต้องการจะชวนให้คุณร่วมทริปตามรอยสี่สังเวชนียสถานไปกับ Mr.Flower โดยจะไปกราบนมัสการธัมเมกขสถูปในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และจะพาคุณไปล่องแม่พระคงคาด้วยกัน โดยทริปนี้ใช้เวลา 3 คืน 4 วัน ส่วนสังเวชนียสถานอื่นๆ นั้น คณะของเราจะไปกราบนมัสการในโอกาสต่อไป สาเหตุที่ไม่นำคุณไปกราบนมัสการทั้งหมดสี่สังเวชนียสถานในคราวเดียวกันก็เพราะสมาชิกของกลุ่มหลายท่านให้เหตุผลว่าหากไปพร้อมกันทั้งสี่แห่งจะต้องใช้เวลาในการเดินทางที่ยาวนานมาก ดังนั้นจึงขอไปกราบนมัสการครั้งละหนึ่งแห่งก่อน แล้วจะไปกราบนมัสการให้ครบทั้งสี่แห่งในโอกาสต่อๆ ไป

สำหรับคุณที่สนใจร่วมทริปพิเศษและแสนอบอุ่น ซึ่งรับสมาชิกเพียงแค่ 14 ท่าน โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข 091-7233615 เพื่อสำรองที่นั่ง

ตะลอนเที่ยว : วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เชียงใหม่ พระธาตุประจำปีชวด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 29, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/463132

ตะลอนเที่ยว : วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เชียงใหม่ พระธาตุประจำปีชวด

ตะลอนเที่ยว : วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เชียงใหม่ พระธาตุประจำปีชวด

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อพูดถึงปีนักษัตร ประจำพุทธศักราช 2563 ก็คือ ปีชวด ซึ่งมีสัตว์ประจำนักษัตรคือหนู ดังนั้นคนไทยและคนชาติอื่นๆ ที่มีความเชื่อถือศรัทธาในเรื่องการทำบุญกับสถานที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับปีเกิดของตนที่ตรงกับปีนักษัตรนั้นๆ ก็จะพากันไปกราบไหว้ขอพรจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำปีนักษัตร เพื่อความเป็นสิริมงคล และความวัฒนาสถาพรแก่ตนเอง

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำปีนักษัตร ปีชวด ที่คนไทยต่างให้ความเคารพนับถือมากที่สุดคือพระธาตุจอมทอง ณ วัดพระธาตุ
ศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นผู้ที่มีปีเกิดตรงกับปีชวดส่วนหนึ่งก็มักจะพากันไปกราบไหว้บูชา ทำบุญทำทานที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง (วัดพระธาตุจอมทองอยู่บนถนนเชียงใหม่-ฮอด ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ 58 กิโลเมตร)

 

 

ประวัติ/ตำนานพระธาตุจอมทอง

บริเวณที่ตั้งวัดและพระธาตุอยู่บนเนินดินสูงประมาณ 10 เมตร คนโบราณเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าดอยจอมทอง สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างในยุคราวพุทธศตวรรษที่ 20 แต่ต่อมาได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมา จนสุดท้ายปรากฏว่ามีลักษณะของศิลปกรรมภายในวัดอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 ซึ่งตรงกับยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ หากอ้างตามตำนานก็จะพบว่าเจ้าเมืองอังครัฏฐะ สร้างสถูปไว้บนยอดดอยจอมทองเพื่อหวังให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีหลักฐานยืนยันว่าพระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานไว้คือพระบรมธาตุส่วนที่เป็นพระเศียรเบื้องขวาของสมเด็จพระสัมมา
สัมพุทธเจ้า มีขนาดประมาณเม็ดพุทรา สัณฐานกลมเกลี้ยง สีขาวนวลคล้ายสีดอกบวบหรือสีดอกพิกุลแห้ง ถูกบรรจุไว้ในพระโกศ 5 ชั้นประดิษฐานภายในพระวิหารจตุรมุข

 

 

ประวัติการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ

ปี พ.ศ. 2042 พระธัมมปัญโญเถระ เป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ มีการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ในใจกลางพระเกศโมลีของพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร ต่อมา พ.ศ. 2058 พระมหาสีลปัญโญ เจ้าอาวาสของวัดได้นำพระบรมสารีริกธาตุออกมาให้พระรูปหนึ่งจากพม่าได้กราบนมัสการจากนั้นความเรื่องนี้ได้แพร่ไปถึงพระเจ้าดิลกปนัดดาธิราช(พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ดังนั้นในปี 2050พระเมืองแก้วจึงให้ก่อสร้างวิหารจตุรมุข และปราสาทภายในวิหารหลวง แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐาน และประดิษฐานมาตราบจนปัจจุบัน

 

 

พระธาตุจอมทอง พระธาตุประจำปีชวด

อ้างอิงตามคติความเชื่อเรื่องการไหว้พระธาตุประจำปีเกิดตามปีนักษัตร ว่ากันว่าเมื่อคนเราถึงแก่ความตาย ดวงวิญญาณของผู้ตายจะไปอยู่ ณ ที่พระธาตุประจำปีเกิดของแต่ละคน ดังนั้นผู้ที่เกิดในปีนักษัตรใดๆ จึงต้องไปกราบไหว้บูชาสักการะพระธาตุประจำปีเกิดของตน และตามคดีโบราณของชาวเหนือเชื่อกันว่าคนเกิดปีชวด หรือปีหนูจะต้องไปกราบไหว้บูชาพระธาตุจอมทอง เพื่อความเป็นสิริมงคลของตนเอง

การถวายบูชาพระบรมธาตุจะใช้เครื่องหอม ข้าวตอก ดอกไม้ และจะสรงพระธาตุด้วยน้ำสะอาดซึ่งอาจเจือด้วยน้ำอบน้ำหอม พระบรมธาตุส่วนใหญ่จะบรรจุอยู่ใต้ฐานพระเจดีย์หรือพระธาตุ ดังนั้นการสรงน้ำจึงกระทำโดยการราดรดน้ำสะอาดบนองค์พระเจดีย์ หรือพระธาตุ

หากคุณผู้อ่านรายใดที่สนใจจะร่วมเดินทางไปกราบนมัสการพระธาตุจอมทอง และท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ที่สวยงามและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเดือนมกราคม 2563 โปรดติดต่อทัวร์คุณแหน บริษัท World Express จำกัด หนังสือพิมพ์แนวหน้า นำเที่ยวแบบสบายๆ แต่เน้นสาระ โดย Mr.Flower โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

และขอเรียนแจ้งให้ทราบถึงทริปบริจาคโคกระบือที่ผู้อ่านแนวหน้าร่วมสมทบทุน เพื่อไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ในเชียงราย แล้วนำไปมอบให้เกษตรกร โดยผู้คัดเลือกเกษตรกรผู้เหมาะสมที่จะรับโคกระบือไปเลี้ยงดูจนกว่าสัตว์จะถึงแก่อายุขัยตามธรรมชาติคือพระมหาวุฒิชัยวชิรเมธี (ท่าน ว. วชิรเมธี) แห่งสถานปฏิบัติธรรมไร่เชิญตะวันเชียงราย คณะของเราจะเดินทางวันที่ 28-30 มกราคม 2563 โดยสายการบินไทยสมายล์ พักที่โรงแรมเวียงอินทร์ ริมน้ำกก หากคุณสนใจร่วมทริปนี้ โปรดติดต่อ 091-7233615 ภายในวันที่ 8 มกราคม 2563

ตะลอนเที่ยว : คนรักชีวิต วัวควายก็รักชีวิตไม่ต่างจากคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 22, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/461681

ตะลอนเที่ยว : คนรักชีวิต วัวควายก็รักชีวิตไม่ต่างจากคน

ตะลอนเที่ยว : คนรักชีวิต วัวควายก็รักชีวิตไม่ต่างจากคน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หนังสือพิมพ์แนวหน้าขอเรียนเชิญคุณผู้อ่านและบรรดาญาติมิตรของคุณผู้อ่านร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ และจากตลาดนัดขายโคกระบือ เพื่อนำไปมอบให้เกษตรกรรายย่อย รวมถึงผู้ที่มีความเหมาะสมในการรับโคกระบือจากโครงการนี้ไปเลี้ยงดูจนกว่าสัตว์จะถึงแก่อายุขัย

โครงการนี้ดำเนินโดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยความริเริ่มของคุณผาณิต พูนศิริวงศ์ผู้บริหารของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ร่วมกับอาจารย์เฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวหน้าหนึ่ง และคอลัมนิสต์การเมือง และพนักงานแนวหน้าทุกคน โครงการเริ่มมาตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2557 และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้สามารถไถ่ชีวิตโคกระบือมาแล้วรวม 55 ตัว ซึ่งโคกระบือที่ไถ่ชีวิตมานั้นได้ตกลูกออกมาแล้ว 14 ตัว

ปัจจุบันโคกระบือเหล่านี้ได้ถูกมอบให้กับเกษตรกรรายย่อยในหลายจังหวัด อาทิ สุพรรณบุรี ชลบุรี นครปฐม ขอนแก่น เป็นต้น (แต่มีจำนวนหนึ่ง (10 ตัว) ที่ได้รับการไถ่ชีวิตโดยหม่อมไฉไล ยุคล แล้วนำไปเลี้ยงไว้ที่ดินของหม่อมไฉไล)

ล่าสุดโครงการนี้ได้ทำข้อตกลงเบื้องต้นร่วมกับพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือท่านว. วชิรเมธี แห่งสถานปฏิบัติธรรมไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย โดยจะมอบโคกระบือที่ได้รับการไถ่ชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์ในจังหวัดเชียงรายแล้วมอบให้เกษตรกรที่อยู่รอบๆ เขตสถานปฏิบัติธรรมไร่เชิญตะวัน โดยการคัดเลือกผู้ที่สมควรได้รับโคกระบือไปเลี้ยงดูโดยท่าน ว. วชิรเมธี

คุณสมบัติของผู้ได้รับมอบโคกระบือคือ เป็นเกษตรกรรายย่อย มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองจำนวน 5-15 ไร่ โดยต้องเป็นผู้มีความประพฤติดี (โดยการลงมติของเพื่อนร่วมชุมชน) ไม่ติดการพนัน ไม่ติดยาเสพติดทุกชนิด ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว สามารถดูแลโคกระบือที่ได้รับไป โดยต้องเลี้ยงดูเขาให้ดีตามความเหมาะสม ต้องไม่ฆ่า ไม่ขายโคกระบือที่ได้รับมอบไป หากโคกระบือตกลูกออกมา ต้องแจ้งให้ผู้มอบโคกระบือได้รับทราบทันที และต้องไม่ขาย ไม่ฆ่าลูกโคกระบือเหล่านั้น ทั้งนี้ผู้มอบโคกระบือ ให้สามารถมีสิทธิ์ไปตรวจเยี่ยมโคกระบือได้ทุกเมื่อ โดยแจ้งล่วงหน้าให้ผู้รับไปเลี้ยงได้ทราบก่อน และที่สำคัญคือหากโคกระบือเจ็บป่วย ทางโครงการมีกลุ่มสัตวแพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปดูแลให้โดยไม่คิดมูลค่าใดๆ แต่ทั้งนี้หากผู้รับไปเลี้ยงทำผิดสัญญาที่ได้ลงนามไว้ จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาจนถึงที่สุด

สำหรับการส่งมอบโคกระบือให้กับเกษตรกรในงวดล่าสุดจะเกิดขึ้นในวันที่29 มกราคม 2563 โดยจะมอบให้ครอบครัวละ2 (สอง) ตัว

สำหรับผู้สนใจร่วมโครงการนี้ โปรดติดต่อสอบถามรายละเอียดที่โทรศัพท์หมายเลข 091-7233615 และถ้าหากผู้อ่านมีความสามารถรับโคกระบือไปเลี้ยงดูได้
ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์เดียวกัน

สำหรับภาพประกอบคอลัมน์ในวันนี้นำมาจากการผ่าตัดเพื่อดามแผ่นไททาเนียมให้กับแม่วัวที่ถูกวัวตัวอื่นเหยียบจนขาหัก ซึ่งวัวตัวนี้เป็นวัวที่โครงการนี้มอบให้เกษตรกรในอำเภอเดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี เมื่อเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา เมื่อวัวประสบอุบัติเหตุแล้ว เจ้าของวัวได้ประสานติดต่อไปยังอาจารย์เฉลิมชัย เพื่อแจ้งเรื่องให้ทราบ ครั้นเมื่อทางโครงการได้รับทราบเรื่องแล้วก็จึงติดต่อประสานงานไปยังคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อขอคำแนะนำในด้านการรักษา และได้แจ้งเรื่องไปยังกลุ่มผู้ร่วมบริจาค ทั้งนี้มีผู้ใหญ่ที่ร่วมบริจาคหลายท่าน (ขออภัยที่ไม่ได้ระบุนามของท่านเหล่านั้น) กำชับว่าขอให้รักษาแม่วัวตัวนี้ให้ดีที่สุด ส่วนเงินสำหรับการรักษานั้น ทางผู้ใหญ่เป็นผู้จัดหาให้ทั้งหมด ดังนั้นทางโครงการจึงนำแม่วัวไปรักษาที่โรงพยาบาลปศุสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ที่ศูนย์จังหวัดนครปฐมทำการรักษานานประมาณ 1 ปีเศษจนแม่วัวตัวนี้สามารถดำรงชีวิตได้เกือบจะปกติ แล้วจึงส่งมอบคืนให้ผู้รับเลี้ยงนำไปดูแลต่อไป โดยค่ารักษาพยาบาล ค่าขนย้ายแม่วัว และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้อ่านแนวหน้า และจากท่านผู้ใหญ่ที่มีจิตเมตตา และที่สำคัญคือการผ่าตัดช่วยเหลือวัวตัวนี้นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และอาจจะกล่าวได้ว่าครั้งแรกของโลกด้วย เพราะตามปกติเมื่อวัวขาหัก มักจะถูกฆ่า เนื่องจากไม่มีผู้รักษาพยาบาล ด้วยข้ออ้างว่าสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ แต่สำหรับแม่วัวตัวนี้ได้รับการรักษาพยาบาลจนบาดแผลหายเกือบจะปกติ แล้วได้กลับไปอยู่กับลูกของเขาเรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา การรักษาแม่วัวตัวนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะสัตวแพทยศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเรียนมาเพื่อให้ผู้ร่วมสมทบทุนโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้าได้รับทราบ และขอกราบอนุโมทนาบุญกับทุกท่านด้วย

ตะลอนเที่ยว : บาหลี ดินแดนแห่งทวยเทพ และขนบประเพณีดั้งเดิม

Published December 19, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/460248

ตะลอนเที่ยว : บาหลี ดินแดนแห่งทวยเทพ และขนบประเพณีดั้งเดิม

ตะลอนเที่ยว : บาหลี ดินแดนแห่งทวยเทพ และขนบประเพณีดั้งเดิม

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บาหลีได้รับการยอมรับว่าเป็นดินแดนหรือเป็นเกาะของพระเจ้าอย่างแท้จริง เพราะชาวบาหลียังคงดำรงวิถีชีวิตโดยให้ความเคารพสักการะเทพเจ้าต่างๆ รวมถึงให้ความเคารพนับถือธรรมชาติโดยไม่ต่างไปจากวันเวลาในอดีตกาล เพราะในเวลาเช้าทุกวัน ชาวบาหลีโดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูจะทำพิธีถวายสักการะที่ศาลเทพเจ้าประจำชุมชน โดยจะนำดอกไม้ ผลไม้ และขนมหวานไปถวายเทพเจ้า ซึ่งส่วนมากก็คือพระศิวะและชายาของพระศิวะ คือพระอุมาเทวี พระพรหมและพระวิษณุ แต่ที่สำคัญคือชาวบาหลีจะให้ความเคารพนับถือเทพเจ้าของพื้นเมืององค์หนึ่งคือ ซังฮยังวีดี หรืออจินไตยตามหลักปรัชญาปัญจศีล โดยอจินไตยจะประทับบนเก้าอี้ว่างเปล่าหรือปัทมาสน์ นอกจากนี้ชาวบาหลียังเคารพสักการะเทพเจ้าอีกมากมายหลายสิบองค์ ซึ่งส่วนใหญ่คือเทพเจ้าแห่งธรรมชาติ เช่น เทพเจ้าแห่งข้าว เทพเจ้าแห่งท้องสมุทรเทพเจ้าแห่งขุนเขา เทพแห่งไฟ เป็นต้น ดังนั้นจึงพบว่าผู้นับถือศาสนาฮินดูในบาหลีจึงสร้างเทวสถานหรือวัดไว้ในบริเวณที่เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างทะเลกับภูเขา เพราะเชื่อว่าภูเขาคือที่ประทับของเทพเจ้าฝ่ายดี ส่วนท้องมหาสมุทรนั้นเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณร้าย ส่วนมนุษย์จะอยู่อาศัยบนพื้นราบ

ในการถวายสักการะต่อเทพเจ้านั้น ชาวบาหลีจะนำกระทงที่ทำด้วยใบไม้เป็นทรงสี่เหลี่ยม แล้วบรรจุดอกไม้ต่างๆ และผลไม้ รวมถึงขนมหวานที่ทำจากแป้ง น้ำตาล
และมะพร้าว (เน้นว่าไม่มีอาหารคาว) ไปถวายแด่ทวยเทพแล้วจุดธูปบูชา โดยนั่งราบกับพื้นดินแล้วถวายสักการะด้วยการประนมมือยกขึ้นเหนือศีรษะ แล้วร่ายเวทมนตร์เป็นเวลานาน แล้วนำดอกไม้ไปจุ่มในน้ำสะอาดแล้วประพรมไปที่ศาลของเทพเจ้า (อันที่จริงหากจะกล่าวถึงการบูชาเทพเจ้าประจำวันของชาวบาหลีแล้วคงต้องเล่ากันอีกยาวดังนั้นจึงขอชวนคุณไปเที่ยวบาหลีกับเราดีกว่า) วัดที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของบาหลีคือ วัดอูลูวาตู ซึ่งตั้งอยู่ที่ริมหน้าผา

บาหลียังเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยภูเขาไฟ ทั้งที่ยังไม่ดับสนิทและดับสนิทแล้ว และยังมีความงามของนาขั้นบันไดที่เป็นเอกลักษณ์ของดินแดนแห่งเนินเขา โดยเฉพาะที่อูบุด ส่วนคนที่ชื่นชอบท้องทะเลและหาดทรายก็นิยมไปเที่ยวบาหลีเช่นกัน เพราะมีชายหาดที่สวยงามไม่แพ้ประเทศไทย และยังมีคลื่นทะเลที่เหมาะสำหรับเล่นกีฬาทางน้ำ เช่น surfing เป็นต้นโดยหาดยอดนิยมคือ กูตะ ส่วนที่เยมิยัค และนูซาดัวก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของบาหลีเช่นกัน เพราะมีโรงแรมและรีสอร์ทที่สวยงามตั้งอยู่มากมาย

มนต์เสน่ห์ของบาหลีอยู่ที่ไหน คนที่ไปเยือนบาหลีตอบคำถามนี้ตรงกันว่า อยู่ที่การรักษาเอกลักษณ์และวิถีชีวิตแบบบาหลีไว้ได้อย่างเหนียวแน่น นั้นคือการทำความเคารพต่อเทพเจ้า ดังนั้นจึงไม่ต้องประหลาดใจที่จะพบชาวบาหลีทำพิธีกรรมบูชาเทพเจ้าต่างๆ ทั่วไปทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นริมถนน ริมทางเดิน หน้าบ้าน และตามบันได แล้วยามพลบค่ำก็จะมีการจุดประทีปดวงเล็กดวงน้อยเพื่อบูชาเทพเจ้าอีกด้วย

เมื่อพูดถึงวัดในบาหลีแล้วจะพบว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สำคัญคือหลังคาที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ตั้งแต่ 3-11 ชั้นขึ้นอยู่กับชั้นยศของเทพเจ้าที่สถิตอยู่ในวัดเหล่านั้น วัดเหล่านี้คือสถานที่ประกอบพิธีกรรมเท่านั้น วัดสำคัญๆ ก็เช่นวัดตัมปักสิริง วัดทานาลอต ซึ่งวัดทานาลอตนี้อยู่กลางน้ำดังนั้นเมื่อน้ำทะเลขึ้นจึงดูเสมือนว่าวัดนี้ลอยอยู่กลางทะเลวัดทานาลอตมีข้อกำหนดไว้คือผู้ที่จะเข้าไปในวัดได้ต้องนับถือฮินดูและต้องสวมชุดขาวเท่านั้น

ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่าชาวบาหลีที่นับถือฮินดูยังให้ความเคารพต่อเทพเจ้า และต้องเซ่นไหว้ภูตผีสารพัดชนิด และให้ความเคารพต่อธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเขามีรากเหง้าทางความเชื่อที่ฝั่งแน่นมากจนยากจะมีสิ่งใดสั่นคลอนได้เพราะได้รับการปลูกฝังมาจากคนรุ่นสู่รุ่น ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความที่ชาวบาหลียึดมั่นในขนบประเพณีดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่นจึงทำให้สิ่งนี้ได้รับการกล่าวขานถึงในกลุ่มนักท่องเที่ยว และส่งผลให้เกิดแรงดึงดูดให้หลายคนต้องการไปเยือนเกาะของพระเจ้าแห่งนี้

คุณล่ะครับ เคยไปเยือนดินแดนแห่งพระเจ้าที่บาหลีแล้วหรือยัง และคุณสนใจไปสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งบาหลีด้วยกันหรือไม่ครับ หากสนใจร่วมทริปเล็กๆกับเรา (เพียง 14 ท่าน) เดินทางช่วงกลางเดือนมกราคม2563 โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : อิสิปตนมฤคทายวัน สถานที่แสดงปฐมเทศนาของพระพุทธองค์

Published December 17, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458816

ตะลอนเที่ยว : อิสิปตนมฤคทายวัน สถานที่แสดงปฐมเทศนาของพระพุทธองค์

ตะลอนเที่ยว : อิสิปตนมฤคทายวัน สถานที่แสดงปฐมเทศนาของพระพุทธองค์

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ก่อนอื่นต้องกราบขออภัยสมาชิกคอลัมน์ตะลอนเที่ยว เนื่องจากในสัปดาห์ที่แล้วมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เนื่องจากมีภาพของสถานที่แสดงปฐมเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ผสมเข้าไปกับเรื่องมโนราห์ แห่งเมืองพัทลุง

สัปดาห์นี้ผมขอพาคุณไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนิกชน นั่นคือป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่เมืองสารนาถ แห่งแคว้นพาราณสี ประเทศอินเดีย ซึ่งในสมัยโบราณครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพ สถานที่แห่งนี้ได้รับการยอมรับและเชื่อถือต่อๆ กันมาว่าเป็นบริเวณที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก เพราะมีฤๅษี จำนวนมากซึ่งเป็นผู้แกร่งกล้าในวิชาอาคมไปชุมนุมรวมตัวกันอยู่ในบริเวณดังกล่าว อันที่จริงป่าแห่งนี้ในสมัยโบราณก็คือศูนย์รวมของสรรพวิทยา อันอยู่ในเขตสวนกวาง แล้วฉะนั้นจึงมีชื่อเรียกว่าป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (อิสิคือฤๅษี ส่วนมฤคคือกวาง)

ผมเชื่อว่าหลายคนที่ศึกษาด้านพุทธศาสนาโดยเบื้องต้นมาบ้าง น่าจะต้องเคยได้ยินเรื่องราวการแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ โดยปัญจวัคคีย์คนแรกที่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เมื่อได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คืออัญญาโกณฑัญญะ ดังนั้นเมื่อพูดถึงตรงนี้หลายคนคงนึกถึงวันอาสาฬหบูชาได้โดยทันที แต่ถ้ายังนึกไม่ออกก็คงจะต้องกลับไปทบทวนวิชาศีลธรรมซึ่งสอนเกี่ยวกับวันสำคัญในพระพุทธศาสนา

ขอย้อนกลับไปพูดถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งในปัจจุบันเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าธัมเมกขะสถูป ซึ่งมีสถูปองค์มหึมาที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกการแสดงปฐมเทศนา เพราะฉะนั้นที่แห่งนี้จึงมีพุทธศาสนิกชน รวมถึงศาสนิกชนในศาสนาอื่นไปเยี่ยมชมและแสดงความเคารพอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และจะได้ยินเสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์ในพุทธศาสนาดังต่อเนื่องตลอดเวลาเช่นกัน

สำหรับผู้ที่ยังจดจำได้ถึงเรื่องการแสดงปฐมเทศนาที่ชื่อว่าธัมมจักรกัปปวัตนสูตรหรือแปลได้ว่าการเคลื่อนไปของกงล้อแห่งธรรมะ

เมื่อพูดถึงสถานที่สำคัญตรงนี้ก็ต้องย้อนถึงเรื่องราวเมื่อครั้งพระพุทธองค์ได้เสด็จไปประทับที่บริเวณดังกล่าว ดังมีหลักฐานอ้างอิงคือมูลคันธกุฎี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากองค์มหาสถูปที่ถูกสร้างขึ้นภายหลัง ซึ่งตามประวัติระบุว่าพระเจ้าอโศกมหาราชโปรดให้สร้างขึ้น ณ บริเวณที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา

แล้วจะมีหลักฐานสำคัญยืนยันว่าบริเวณดังกล่าวมีความสำคัญในพระพุทธศาสนานั่นคือเสาอโศก ที่แม้ปัจจุบันจะหักแล้วแตกเป็นหลายท่อน แต่เสาอโศกก็ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ในบริเวณที่หน้ามูลคันธกุฎีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

และสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในบริเวณที่กล่าวถึงก็คือสถานที่ซึ่งสมเด็จพระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวกับยสกุลบุตร โดยทรงเทศนาแสดงอนุปุพพิกถา แล้วได้ทรงประกาศหลักธรรมคืออริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค แก่ยสกุลบุตรรวมถึงบริวารและบิดามารดากระทั่งถึงญาติพี่น้องของยสกุลบุตร จึงทำให้เกิดอุบาสก และอุบาสิกาขึ้นเป็นครั้งแรก และขณะเดียวกันก็มีพระอรหันต์เพิ่มขึ้นในโลกในขณะนั้นอีก 55 องค์

หลายคนคงจำได้ถึงสิ่งที่ยสกุลบุตรเดินบ่นออกมาว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ยุ่งหนอที่นี่สับสนจริงหนอ โดยยสกุลบุตรเดินบ่นไปเรื่อยๆ จนผ่านที่ประทับของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ จึงตรัสตอบว่า ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่สับสน เมื่อยสกุลบุตรได้ยินคำตรัสของพระพุทธองค์ จึงเข้าไปเฝ้าแล้วได้ฟังธรรม หลังจากนั้นจึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

นี่เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินได้ฟังมาก่อนแต่ปัจจุบันอาจจะลืมเลือนไปบ้างแล้ว ดังนั้นผมจึงใคร่ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านซึ่งเป็นแฟนคอลัมน์นี้และเป็นแฟนของหนังสือพิมพ์แนวหน้าได้โปรดหาเวลาไปแสดงความเคารพสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

ทัวร์คุณแหน โดย Mr.Flower จะพาคุณผู้อ่านแนวหน้าและผู้สนใจไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานทั้งสี่คือสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนาและเสด็จ
ดับขันธปรินิพพาน โดยตั้งใจว่าจะพาท่านผู้สนใจไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานต่างๆ คราวละหนึ่งแห่ง เพราะว่าถ้าไปคราวเดียวทั้งหมดสี่แห่ง จะต้องใช้เวลานาน ซึ่งสมาชิกหลายคนมีเวลาว่างไม่เพียงพอ

กำหนดการไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานแห่งแรกน่าจะเป็นที่แสดงปฐมเทศนาแห่งนี้ก่อน เพราะนับว่าเดินทางได้สะดวกมากที่สุด ซึ่งถือได้ว่าสะดวกไม่แพ้กับการเดินทางไปกราบนมัสการสถานที่ประสูติ ณ พุทธคยา

กำหนดการเดินทางไปกราบนมัสการสังเวชนียสถาน โดยเบื้องต้นกำหนดไว้ว่าประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 หากคุณผู้อ่านแนวหน้าท่านใดสนใจร่วมเดินทางไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานด้วยกัน โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : โนราห์ มรดกวัฒนธรรมลํ้าค่าแห่งเมืองพัทลุง

Published December 15, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457408

ตะลอนเที่ยว : โนราห์ มรดกวัฒนธรรมลํ้าค่าแห่งเมืองพัทลุง

ตะลอนเที่ยว : โนราห์ มรดกวัฒนธรรมลํ้าค่าแห่งเมืองพัทลุง

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โนราห์ หรือมโนราห์ คือการละเล่นพื้นบ้านที่สืบทอดมายาวนานในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งชาวพื้นเมืองเชื่อถือกันว่าโนราห์เป็นการละเล่นหรือการแสดงตามคติความเชื่ออันสืบเนื่องมาจากพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์

ผู้รู้ด้านศิลปวัฒนธรรมในภาคใต้บอกว่าคำว่าโนราห์คือคำพื้นเมืองของภาคใต้ ส่วนคำว่ามโนราห์เป็นคำที่มาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา

บางกระแสข่าวว่าโนราห์มาจากเค้าโครงเรื่องพระสุธนกับนางมโนราห์ ซึ่งเป็นการแสดงละครชาตรีในยุคแรกเริ่ม อย่างไรก็ตามมีผู้สันนิษฐานว่าโนราห์ได้รับอิทธิพลมาจากการฟ้อนรำของชาวอินเดียโบราณในยุคศรีวิชัซึ่งน่าจะเกิดมาจากการนำเข้ามาของกลุ่มพ่อค้าวานิชชาวอินเดีย โดยมีข้อสังเกตคือเครื่องดนตรีที่เรียกว่าเบญจสังคีต อันประกอบไปด้วย โหม่ง กลอง ทับ ปี่ และฉิ่ง นอกจากนี้ท่าร่ายรำของโนราห์ยังคล้ายคลึงกับท่าร่ายรำของชาวอินเดียสมัยโบราณ

สำหรับชาวพัทลุงแล้วเชื่อและบอกกันต่อๆ กันมาว่าโนราห์ของภาคใต้เกิดขึ้นครั้งแรกในจังหวัดพัทลุง โดยมีต้นกำเนิดที่ตำบลบางแก้ว แล้วการละเล่นชนิดนี้
ได้แพร่ขยายไปยังหัวเมืองอื่นๆ ของเขตภาคใต้ และกระจายเข้าไปยังภาคกลาง ในรูปแบบของละครชาตรีรวมถึงเพลงจังหวะตะลุง ซึ่งได้แนวคิดมาจากจังหวะดนตรีของโนราห์

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้พาคุณไปยังจุดที่ถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของโนราห์คือที่บางแก้ว จังหวัดพัทลุง เพื่อไปดูการร่ายรำโนราห์ โดยมีฉากสำคัญคือพระบรมธาตุแห่งวัดเขียนบางแก้ว บ้านจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง พระบรมธาตุองค์นี้ถูกระบุโดยชาวบ้านว่าเป็นพระบรมธาตุองค์พี่องค์น้องกับพระบรมธาตุที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

ขอย้อนกลับไปพูดถึงศิลปะการร่ายรำของโนราห์ หน้าครูพ่อครูของโนราห์กล่าวว่ามีท่ารำปฐมบท 12 ท่า คือ ท่าลายกนก ท่าผาหลา ท่าลงฉาก ท่าจับระบำ ท่ากินรีรำ ท่าฉากน้อย ท่าราหูจับจันทร์ ท่าบัวแย้ม ท่าบัวบานท่าบัวคลี่ ท่าบัวตูม และท่าแมงมุมชักใย แต่ในระยะหลังด้วยการประดิษฐ์ท่ารำเพิ่มเติมขึ้นมาอีกมากมาย ซึ่งท่ารำที่เพิ่มเติมขึ้นมานี้ก็มาจากครูโนราห์ในยุคสมัยต่างๆ ที่ช่วยกันประดิษฐ์ โดยส่วนใหญ่มักจะได้แรงบันดาลใจมาจากการสังเกตจากธรรมชาติและการเคลื่อนไหวร่างกายของสิงสาราสัตว์ รวมถึงฉากจากลายจิตรกรรมฝาผนังและลวดลายกนกต่างๆ ในท้องถิ่น

ส่วนดนตรีที่ใช้บรรเลงสำหรับการรำโนราห์ก็จะมีจังหวะที่ค่อนข้างเร็วและสนุกสนาน

นี่คือมนตราแห่งศิลปะในท้องถิ่นของไทย ซึ่งเป็นศิลปะที่ช่วยสื่อสะท้อนให้เห็นถึงรากเหง้าและความเป็นมาของคนในชุมชนได้อย่างชัดเจน

หากคุณต้องการจะสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งศิลปะอันเป็นรากฐานของชุมชนไทยในเขตจังหวัดพัทลุง รวมถึงได้ไปสัมผัสความงดงามของชุมชนชาวพัทลุง โดยผ่านการท่องเที่ยวที่เน้นการเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปวัฒนธรรม Mr. Flower ขอเรียนเชิญคุณผู้สนใจร่วมท่องเที่ยวไปกับทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดย Mr. Flower

สนใจร่วมทริปกลุ่มเล็กๆ ที่เน้นการท่องเที่ยวแบบเป็นกันเอง แต่อัดแน่นไปด้วยความรู้ในเชิงศิลปะวัฒนธรรม โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : สรรพชีวิต ณ แม่คงคา แห่งพาราณสี

Published December 13, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455908

ตะลอนเที่ยว : สรรพชีวิต ณ แม่คงคา แห่งพาราณสี

ตะลอนเที่ยว : สรรพชีวิต ณ แม่คงคา แห่งพาราณสี

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม่น้ำพระคงคาตามความเชื่อและความศรัทธาของชาวฮินดูในชมพูทวีป (ซึ่งหมายถึงอินเดียในปัจจุบัน) คือสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตให้บังเกิดความร่มเย็นเป็นสุขมาตลอดสี่ถึงห้าพันปีที่ผ่านมา ชาวฮินดูเชื่อถือว่าแม่น้ำพระคงคากับแม่น้ำยมุนาเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สองสายที่ไหลคู่กันมา และหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตของผู้คน สรรพสัตว์ และทุกสรรพสิ่งในชมพูทวีปให้ราบรื่นและรุ่งเรือง นับจากเกิดจนกระทั่งถึงวันตาย แม่น้ำพระคงคงล้วนมีความสำคัญกับชีวิตของชาวฮินดูอย่างลึกล้ำ

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ขอชวนเชิญคุณไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของสรรพชีวิต และทุกสรรพสิ่ง ณ ริมแม่น้ำพระคงคา เมืองพาราณสี รัฐอุตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย โดยจะพาคุณไปลงเรือ ณ ท่าทศอัศวเมธ แล้วล่องพระคงคาไปเพื่อลอยประทีปและดอกไม้สดบูชาแม่พระคงคาเพื่อความสิริมงคลของชีวิต (ตามความเชื่อที่กระทำสืบต่อกันมาช้านาน)

ผมจะพาคุณไปริมฝั่งแม่พระคงคาตั้งแต่เวลาตีห้า เพื่อให้เห็นว่าผู้คนมากมายต่างมุ่งหน้าไปยังแม่พระคงคาเพื่อกระทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ อาบน้ำชำระร่างกายเพื่อความผาสุกของชีวิต บ้างก็ไปลอยประทีปและดอกไม้สด บ้างก็บริกรรมท่องมนต์คาถา ณ ริมฝั่งมหานธีศักดิ์สิทธิ์นี้บ้างก็ไปเพื่อค้าขายดอกไม้ และของต่างๆ นานาที่เกี่ยวกับพิธีกรรมในการบูชาแม่พระคงคา รวมถึงมีหลายคนก็นำปลาตัวเล็กไปขายให้กับคนไทย เพื่อให้ซื้อแล้วปล่อยลงสู่แม่พระคงคา บ้างก็ไปเพื่อเผาศพ ณ ริมฝั่งพระแม่คงคา กล่าวกันว่าตลอดระยะเวลา 4-5 พันปีมาแล้วที่กองไฟแห่งการเผาศพ ณ ริมฝั่งแม่พระคงคาไม่เคยดับสลายลงเลย เนื่องจากทุกวันยังมีพิธีกรรมนี้สืบเนื่องตลอดเวลา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสรรพชีวิตของผู้คนนั้นมีเกิดมีดับต่อเนื่องกันทุกวัน ไม่ว่าโลกจะมีพลวัตรหรือมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม แต่การเกิดการดับของมนุษย์ก็ยังคงอยู่ชั่วนิรันดร์ ส่วนพิธีการทำศพในที่อื่นๆ ของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมากมายเพียงใด แต่สำหรับความเชื่อของชาวฮินดูในชมพูทวีปก็ยังคงเดิมโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับพิธีกรรมการเผาศพ เพราะชาวฮินดูในอินเดียนั้นล้วนปรารถนาจะให้ร่างของตนเองนั้นได้รับการเผาให้มอดมลายไปด้วยพระอัคคี ณ ริมฝั่งแม่พระคงคา ที่เมืองพาราณสี โดยเฉพาะที่ท่าริมน้ำซึ่งมีนามว่ามณิกรรณิการ์ ฆาต (Manikarnika Ghat) และหริศจันทร์ ฆาต (Harishchandra Ghat)

ชีวิตริมฝั่งแม่พระคงคา ณ เมืองพาราณสีนั้นได้รับการยอมรับว่ามีสีสันที่หลากหลายมากที่สุดจริงๆ เป็นสีสันที่ไม่ต้องมีการแต่งแต้มใดๆ เพราะเกิดมาจากความจริง ซึ่งหลายคนบอกว่าจริงเสียยิ่งกว่าจริง เพราะเป็นที่รวมของคนทุกชั้นวรรณะ ตั้งแต่มหาราชา มหารานี ไล่ลงไปจนถึงกระยาจกเข็ญใจ แถมยังมีโคอยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างใกล้ชิด (แต่เท่าที่สังเกตพบก็คือในระยะ 2 ปีมานี้ โคในพาราณสีจะอยู่ในเมืองน้อยลงกว่าสมัยก่อนมาก เพราะทางการพยายามจะรักษาระเบียบของเมือง ดังนั้น โค ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพาหนะของพระอิศวรเจ้าจึงถูกนำไปเลี้ยงไว้ในสถานที่เฉพาะ โดยไม่ปล่อยให้เดินอย่างอิสรเสรีได้อีกต่อไป)

สำหรับคนไทย และชาวตะวันตก อันที่จริงเกือบจะทุกชาวนั่นแหละ (ยกเว้นคนฮินดูแท้ๆ ในอินเดีย) เมื่อมาถึงแม่พระคงคา ณ พาราณสีแล้ว ทุกคนจะต้องลงเรือล่องแม่พระคงคา แล้วลอยประทีปและลอยดอกไม้สดเพื่อบูชาแม่พระคงคา (การลอยประทีปและลอยดอกไม้สดนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นพฤติกรรมของชาวไทยและชาวอุษาคเนย์มากกว่า เพราะฝรั่งตะวันตกไม่นิยมกระทำ)

Mr.Flower เพิ่งไปเมืองพาราณสี และได้ไปล่องแม่พระคงคาครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนนี่เอง ช่วงที่ไปถึงนั้นพาราณสีในยามเช้ามีอากาศแสนเย็นสบาย ยิ่งไปอยู่บนเรือล่องแม่พระคงคาในช่วงเช้าตรู่ด้วยแล้วก็ยิ่งได้สัมผัสอากาศแสนสบาย อุณหภูมิช่วงเช้าตรู่อยู่ที่ประมาณ 14-16 องศาเซลเซียส เมื่อล่องเรือออกจากท่าทศอัศวเมธไปได้สักครู่ (ประมาณ 3-5 นาที) ก็ไปถึงกลางลำน้ำแม่พระคงคา แล้วให้เรือจอดลอยลำอยู่กลางน้ำชมบ้านเรือนของผู้คน และวังเก่าของมหาราชาด้วยความดื่มด่ำในความงดงาม จากนั้นสักครู่หนึ่งดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆ โผล่ขึ้นมา เมื่อแสงเงินแสงทองสาดส่องขึ้นมาเรื่อยๆ ฝูงนกนางนวลก็เริ่มบินว่อนเพื่อหาอาหาร (จากคนที่ซื้อเพื่อเลี้ยงนก) ภาพงามเหล่านี้มีให้เห็นเป็นประจำในช่วงต้นฤดูหนาว ณ แม่พระคงคา แห่งพาราณสี

คุณๆ ที่รักครับ คุณมีความรู้สึกอยากไปสัมผัสแม่พระคงคา ณ พาราณสีบ้างหรือไม่ครับ Mr.Flowerของเชิญชวนคุณให้ไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของแม่พระคงคา ที่เมืองพาราณสีสักครั้ง ขอบอกว่าหากคุณได้ไปสัมผัสด้วยตัวของคุณเองแล้ว คำพูดใดๆ และคำกล่าวต่างๆ ที่คุณเคยได้ยินมามากมายเกี่ยวกับพาราณสี และอินเดียจะเป็นที่กระจ่างแก่ตัวของคุณเอง แล้วผมมั่นใจว่าคุณจะหลงรักอินเดีย

อันที่จริงผมยังมีสถานที่สำคัญอื่นๆ ในพาราณสีที่อยากจะพาคุณไปสัมผัส (โดยบินไปกับสายการบินไทยสมายล์) อาทิ ธรรมเนกขสถูป ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองสารนาถ พระมหาสถูปที่สร้างเพื่อระลึกถึงวันแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ ขอบอกว่าหากคุณเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ เมื่อคุณได้ไปอยู่ณ สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ท่านทรงเคยประทับมาก่อน คุณจะบังเกิดความรู้สึกอิ่มเอิบชื่นบานในหัวใจอย่างยากจะหาคำใดมาบรรยายได้ หากคุณสนใจร่วมทริปสุดพิเศษไปกับทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดยMr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615

 

ตะลอนเที่ยว : ล่องลอยนาวาหรรษากลางห้วงมหานทีกับทัวร์คุณแหน

Published December 12, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/454393

ตะลอนเที่ยว : ล่องลอยนาวาหรรษากลางห้วงมหานทีกับทัวร์คุณแหน

ตะลอนเที่ยว : ล่องลอยนาวาหรรษากลางห้วงมหานทีกับทัวร์คุณแหน

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทัวร์คุณแหน และ Mr. Flower มีข่าวดีแสนดีมาแจ้ง และขอเชิญชวนมวลหมู่สมาชิกแนวหน้าไปร่วมสุขสันต์หฤหรรษ์ด้วยการล่องนาวาจากสิงคโปร์สู่แหลมฉบัง ประเทศไทยวันที่ 9-11 มกราคม 2563 ด้วยเรือเดินสมุทรQuantum of the Seas เรือเดินสมุทรที่เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกที่ครบครัน และบริบูรณ์ไปด้วยอาหารการกิน รวมถึงความสนุกสุดสำราญด้วยโชว์แสนพิเศษระดับโลก

เมื่อพูดถึงเรือ Quantum of the Seas แล้ว ต้องขอบอกว่าไม่มีคำถามใดๆ ถึงความใหญ่โตมโหฬาร และความทันสมัย แต่ที่สำคัญที่สุดคือระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล

ทัวร์คุณแหน และ Mr. Flower มีทริปสุดพิเศษในราคาที่สุดพิเศษเช่นกันมานำเสนอให้คุณได้รับทราบ เพื่อเรียนเชิญให้คุณร่วมเดินทางไปพบความสำราญพร้อมกับคณะของเรา

แต่ขออนุญาตเรียนย้ำให้ทุกท่านทราบว่าทริปนี้ห้องราคาพิเศษเพียงจำนวนจำกัด (เพราะทัวร์คุณแหนได้ราคาพิเศษมาเพียงไม่มากนัก)

Mr. Flower ขอเชิญคุณไปร่วมสรวลเสเฮฮา พบปะสนทนาพูดคุยร่วมกันตามประสาคนคอเดียวกันในทริปนี้ (ดูรายละเอียดค่าใช้จ่ายได้ในใบประกาศของบริษัท World Express ซึ่งเป็นบริษัททัวร์ในสังกัดหนังสือพิมพ์แนวหน้า)

ขออนุญาตเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ว่า โชว์บนเรือลำนี้สุดตื่นตาตื่นใจ แล้วจะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืม ส่วนอาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอาหารเช้านอกจากนี้ยังมีอาหารมื้ออื่นๆ ที่แสนอร่อยเช่นกัน

ถ้าถามว่ากลุ่มของเราจะทำกิจกรรมอะไรบนเรือเดินสมุทรลำนี้ ก็ขออนุญาตตอบสั้นๆว่าไปเพื่อผักผ่อน และพูดคุยสนทนากัน และรับประทานอาหารอร่อยๆ ด้วยกัน พร้อมกับชมการแสดงระดับมาตรฐานสากล ซึ่งก็คือการไปเติมพลังความสุขให้กับชีวิต

สนใจร่วมทริปสุดพิเศษกับ ทัวร์คุณแหนและ Mr. Flower โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

%d bloggers like this: