ตะลอนเที่ยว

All posts tagged ตะลอนเที่ยว

ตะลอนเที่ยว : หลากหลายแต่กลมกลืน ความงดงามในความแตกต่าง ปัตตานี เมืองน่าอยู่

Published June 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376013

ตะลอนเที่ยว : หลากหลายแต่กลมกลืน ความงดงามในความแตกต่าง ปัตตานี เมืองน่าอยู่

ตะลอนเที่ยว : หลากหลายแต่กลมกลืน ความงดงามในความแตกต่าง ปัตตานี เมืองน่าอยู่

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ความงดงามอย่างหนึ่งของสังคมโลกมนุษย์คือ ความแตกต่างหลากหลาย เพราะความแตกต่างย่อมแสดงให้เราประจักษ์ว่าสิ่งหนึ่งไม่เหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง แต่เมื่อสิ่งของที่แตกต่างกันมาอยู่รวมกันในที่ใดที่หนึ่ง ก็จะทำให้เกิดการผสมกลมกลืนระหว่างกัน แล้วทำให้เกิดความแตกต่างที่ชวนให้มอง ชวนให้ค้นหา และชวนให้ติดตาม

ลองดูแจกันดอกไม้ที่มีแต่ดอกไม้ประเภทเดียวกัน สีเดียวกัน ขนาดเดียวกัน กับแจกันอีกใบหนึ่งที่มีดอกไม้หลากประเภท หลายสีสัน มีทั้งใบและดอกหลากหลายขนาดใส่อยู่ในแจกันใบเดียวกัน เมื่อคุณได้ดูแจกันสองใบที่ผ่านการตกแต่งด้วยดอกไม้ตามที่กล่าวมาแล้ว คุณจะเห็นได้ชัดว่าแจกันที่มีดอกไม้หลายหลากอยู่ด้วยกันมีความงดงาม และมีสีสันชวนมองมากกว่า ใช่ไหม

ฉันใดก็ฉันนั้น เมืองปัตตานีก็มีความหลากหลายภายในสังคมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ความหลากหลายของวัฒนธรรม และขนบประเพณี รวมถึงความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนที่อยู่รวมกันในสังคมของปัตตานีมีความงดงามที่ทำให้ผู้ไปเยือนทุกคนต่างหลงใหล

วันนี้ Mr. Flower ขอพาคุณไปกราบนมัสการและชมมัสยิดกลางปัตตานี ที่หลาย ๆ คนขนานนามว่าทัชมาฮาลของเมืองไทย มัสยิดกลางแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2497 และทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2506 จุดเด่นของมัสยิดกลางปัตตานีคือยอดโดมทรงกลมสีเขียวขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางอาคาร แล้วประดับด้วยโดมขนาดเล็กล้อมรอบโดมใหญ่ 4 ด้าน โดยแต่เดิมนั้นด้านข้างของมัสยิดมีหออาซาน 2 ฝั่ง แต่ภายหลังได้สร้างเพิ่มอีกสองหอ ส่วนเบื้องหน้ามัสยิดมีสระน้ำ คนจำนวนมากที่เป็นผู้ต่างศาสนามักจะไม่กล้าเข้าไปชมความงามของมัสยิดแห่งนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ดูแลมัสยิดฝากบอกว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ต้อนรับศาสนิกชนทุกศาสนา เพียงแต่ขอให้แต่งกายให้เหมาะสม และมีกิริยาสำรวมในระหว่างเข้ากราบนมัสการและเยี่ยมชมภายในตัวอาคาร แต่ Mr. Flower แนะนำว่า หากคุณได้ชมความงามของมัสยิดแห่งนี้ในเวลาค่ำ (เปิดประตูใหญ่ถึงเวลา 21 นาฬิกา) คุณจะหลงใหลในความงดงาม

ศาสนสถานต่อมาคือมัสยิดกรือเซะ หรือมัสยิดสุลต่านมูซัฟฟาร์ชาห์ หรืออีกชื่อหนึ่งคือมัสยิดปิตูกรือบัน ศาสนสถานแห่งนี้มีอายุกว่า 200 ปี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ลักษณะเด่นของศาสนสถานนี้คือรูปทรงของประตูมัสยิดที่เป็นวงโค้งแหลมแบบโกธิคของยุโรป โดยผสมผสานกับสถาปัตยกรรมของชาวตะวันออกกลาง ผู้รู้บอกว่า คำว่า ปิตูแปลว่าประตู ส่วนกรือบันแปลว่า ช่องประตูที่มีรูปโค้ง มีตำนานเกี่ยวกับมัสยิดกรือเซะถูกผูกโยงเข้ากับตำนานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ซึ่งมีสุสานลิ้มกอเหนี่ยวอยู่ใกล้เคียงกับมัสยิดแห่งนี้ ตำนานเล่าว่าสาเหตุที่มัสยิดแห่งนี้สร้างไม่เสร็จสมบูรณ์เพราะต้องคำสาปของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์ให้เหตุผลที่ก่อสร้างไม่สำเร็จว่า เป็นเพราะโครงสร้างโดมของเดิมนั้นไม่แข็งแรงเพียงพอและขาดความสมดุลจึงทำให้พังทลายลงมา และจากการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่พบร่องรอยของไฟไหม้หรือการถูกฟ้าผ่า ตามที่เล่าขานในตำนานแต่ประการใด แต่ตามประวัติศาสตร์ระบุว่า เมื่อราชวงศ์กลันตันปกครองปัตตานีต่อจากราชวงศ์ศรีวังสา ก็ได้สั่งให้ย้ายศูนย์กลางเมืองไปยังบานาและจะบังติกอตามลำดับ ดังนั้นมัสยิดกรือเซะจึงถูกปล่อยทิ้งให้ร้าง แต่แม้มัสยิดแห่งนี้จะสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ตาม คุณก็ยังสามารถสัมผัสถึงความงดงามของมัสยิดแห่งนี้ได้

ส่วนศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หรือศาลเจ้าเล่งจูเกียง ตั้งอยู่ที่เลขที่ 63 ถนนอาเนาะรู ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานีภายในประดิษฐานรูปแกะสลักเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และรูปบูชาของเจ้าแม่ทับทิม พระหมอ และทุกปีในวันที่ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติจีนจะมีงานประเพณีแห่เจ้าแม่ไปตามถนนสายต่างๆ ของเมืองปัตตานี และมีพิธีลุยไฟหน้าศาลเจ้า รวมถึงว่ายน้ำข้ามแม่น้ำตานีที่บริเวณสะพานเดชานุชิต

ตามตำนานระบุว่าเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเป็นสตรีจีน มีอายุในสมัยราชวงศ์เหม็ง นางเดินทางมาจากเมืองจีนเพื่อติดตามพี่ชายซึ่งมาอยู่ที่เมืองปัตตานี โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นน่าจะตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา ตำนานลิ้มกอเหนี่ยวระบุด้วยว่าเจ้าแม่เป็นผู้มีวาจาสัตย์ มีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญมาก เมื่อเจ้าแม่ทำตามคำมั่นที่ให้กับครอบครัวในเมืองจีนไม่สำเร็จ เพราะไม่สามารถนำตัวพี่ชายกลับไปเมืองจีนได้ ตำนานระบุว่าพี่ชายของนางคือลิ้มโต๊ะเคี่ยม ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างมัสยิดกรือเซะ เมื่อทำการตามที่สัญญาไม่สำเร็จ เจ้าแม่จึงยอมสละชีวิตเพื่อรักษาสัจจะ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้นับถือศรัทธาในเจ้าแม่อย่างมาก

เหตุที่ Mr. Flower เล่าเรื่องเกี่ยวกับมัสยิดกลางปัตตานี มัสยิดกรือเซะ และศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวให้คุณๆ ได้ฟังในวันนี้ก็เพียงแค่ต้องการจะบอกคุณว่า เมืองปัตตานีมีความหลากหลายที่งดงาม และขอยืนยันว่าหากคุณได้ไปเที่ยวเมืองปัตตานี คุณจะยอมรับว่าความแตกต่างหลากหลายคือความงดงามของมนุษยชาติ

มัสยิดกลางปัตตานี

มัสยิดกลางปัตตานี

ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

Advertisements

ตะลอนเที่ยว : ยักษ์ซื่อชื่อพิเภก ผู้รักษาความถูกต้องยิ่งกว่าสิ่งใด

Published May 28, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374495

ตะลอนเที่ยว : ยักษ์ซื่อชื่อพิเภก ผู้รักษาความถูกต้องยิ่งกว่าสิ่งใด

ตะลอนเที่ยว : ยักษ์ซื่อชื่อพิเภก ผู้รักษาความถูกต้องยิ่งกว่าสิ่งใด

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ก่อนอื่นอยากให้คุณได้อ่านบทกลอนเรื่องรามเกียรติ์ในตอนที่เลือกสรรมา ณ ที่นี้ เชื่อเหลือเกินว่าเมื่อคุณได้อ่านแล้ว คุณจะซาบซึ้งในความงามของภาษา และจะสามารถเห็นภาพจากบทกลอนนี้ได้อย่างชัดเจน บทกลอนนี้มาจากรามเกียรติ์ตอนทศกัณฐ์ขับพิเภก หรือในปัจจุบันจะเรียกว่าตอนพิเภกสวามิภักดิ์

จึ่งมีพระราชบัญชา แก่พญาพิเภกกุมภัณฑ์ คืนนี้ใกล้รุ่งราตรีกาล บันดาลนิมิตความฝัน ว่ามีพญาแร้งชาญฉกรรจ์ ขนนั้นขาวผ่องทั้งอินทรีย์ บินมาแต่เบื้องบูรพทิศ สำแดงฤทธิ์ดั่งราชปักษี ข้ามมหาคงคาวารี ร่อนอยู่ตรงที่หน้าพระลาน ปะกับแร้งดำตัวกล้า อันมาปัจจิมทิศาล ตีกันในกลางคัคนานต์ แร้งดำตัวหาญนั้นเสียชัย ตกลงยังพื้นปัถพี สกุณีไม่บินไปได้ กลิ้งเกลือกเสือกสิ้นชีวาลัย กลายไปเป็นรูปอสุรา แล้วว่าเอากะลาน้ำมันยางใส่ไส้วางลงเหนือหัตถา ยังมีหญิงหนึ่งพาลา วิ่งเข้ามาจุดอัคคี น้ำมันแห้งสิ้นไส้ชวลิต กะลาไหม้ไฟติดมือพี่ พิษเพลิงร้อนทั่วอินทรีย์ ฝันนี้ดีร้ายประการใดฯ

เมื่อนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย พิเคราะห์ตามความฝันก็พรั่นใจ ทอดถอนฤทัยคะนึงคิด เสียดายพิภพกุมภัณฑ์ แสนสนุกดั่งสวรรค์ชั้นดุสิต จะแหลกลาญด้วยหมู่ปัจจามิตร อันมาแต่ทิศบูรพา คิดแล้วยอกรบังคม ทูลพระบรมเชษฐา อันซึ่งฝันว่ากะลา ได้แก่กรุงลงกา เชื้อไส้นั้นได้แก่พระองค์ นํ้ามันคือพระวงศ์น้อยใหญ่ เพลิงพลุ่งรุ่งโรจน์ลามไป ได้แก่นวลนางสีดา อันหญิงซึ่งวิ่งมาจุดไฟ ได้แก่นางสำมนักขา แร้งเผือกซึ่งโบยบินมา คือว่าพระรามจักรี แร้งดำนั้นคือพระองค์ ผู้วงศ์พรหเมศเรืองศรี จะได้รณรงค์ราวี ด้วยสามีสีดานงลักษณ์ ฝันนี้มิได้สถาวร จะร้อนทั่วลงกาอาณาจักร ทั้งพวกอสูรหมู่ยักษ์ จะซบพักตร์ร่ำร้องรักกันฯ

เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรรังสรรค์ ได้ฟังดั่งใครมาฟาดฟัน หวาดหวั่นฤทัยรำพึงคิด แสนทุกข์ทุกข์ถึงชีวิต แล้วมีบัญชาประกาศิต เจ้าผู้ร่วมวงศ์ชีวิต นิมิตสิอัปมงคล จะเสียเคราะห์สะเดาะประการใด จึ่งจำได้จำเริญสถาผล จงเร่งคิดอ่านผ่อนปรน ให้โทษพ้นร้ายราคีฯ

เมื่อนั้น พิเภกสุริย์วงศ์ยักษี ได้พระราชวาที น้อมเศียรชุลีแล้วทูลไป ซึ่งจะเสียเคราะห์สะเดาะนาม ตามในคัมภีร์หามีไม่ อันจะผ่อนปรนให้พ้นภัย มิให้อันตรายชีวิต จะได้ก็ด้วยสัตย์ธรรม์ ถือมั่นในความสุจริต จงตั้งอยู่ในทศพิธ ดับจิตโมหันต์ฉันทา อย่าโลภงงงวยด้วยรสรัก คิดหักซึ่งความเสน่หา จงส่งองค์นางสีดา ไปให้สามีอรไท ก็จะสิ้นอันตรายภัยพาลดับการรณรงค์เสียได้ พระองค์ผู้ทรงฤทธิไกร ไม่ไร้อัคเรศบังอร แม้นมาตรปรารถนาจะเชยชิด จะแสนสนิทนางเทพอัปสร ก็จะได้ด้วยเดชภูธร อย่าอาวรณ์ในหญิงที่ผัวมีฯ

หวังว่าคุณจะซาบซึ้งในรสของภาษา และได้รับรู้ถึงการยึดมั่นในความสุจริตของพิเภกพญายักษ์ แล้วคงจะเข้าใจได้โดยพลันว่า เหตุใดตะลอนเที่ยววันนี้จึงใช้ชื่อตอนว่า ยักษ์ซื่อชื่อพิเภก

แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ ขอเรียนเชิญคุณๆ ไปชมโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ ซึ่งจัดการแสดงโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่เปิดการแสดง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2561 (พักการแสดงในวันจันทร์)

การแสดงโขนตอนนี้ได้เชิญบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์มาเป็นบทดำเนินเรื่อง และยังคงอนุรักษ์การแสดงโขนหลวงไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การแสดงแบ่งเป็นสององก์ องก์แรกคือสุบินนิมิตแบ่งเป็นสามตอน คือ พิเภกถูกขับ พิเภกลาชายาและธิดา และเนรเทศองก์สองมีห้าตอนคือ พบนิลเอก สวามิภักดิ์ มณโฑทูลตัดศึก สนามรบ และหอกกบิลพัท

ขอรับรองว่าคุณจะต้องตื่นตะลึงกับความวิจิตรอลังการของฉากสำคัญๆ เช่น ท้องพระโรงกรุงลงกา ฉากพิเภกถอดมงกุฎฝากตรีชฎาถวายคืนให้ทศกรรฐ์ ฉากสำเภานำพิเภกออกจากลงกา และฉากยกรบ เป็นต้น นอกจากนี้คุณจะประทับใจกับท่าร่ายรำที่แสนงดงาม บทร้องที่แสนไพเราะ บทพากย์ที่ได้อารมณ์ รวมถึงความวิจิตรบรรจงของพัสตราภรณ์ และศิราภรณ์

การแสดงชั้นสูงของไทยเช่นนี้จะเกิดขึ้นมิได้เป็นอันขาดหากไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เพราะเป็นการรวมสรรพศิลป์และสรรพศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว และยังต้องทุ่มเทความวิริยะอุตสาหะจากผู้ร่วมงานทั้งหน้าฉากและหลังฉากนับพันคน ดังนั้นคุณจึงไม่ควรพลาดการชมงานศิลป์ชั้นสูงครั้งนี้เป็นอันขาด

ติดต่อจองบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร.02-2623456 บัตรราคา 420 ถึง 1,820 บาท บัตรนักเรียน-นักศึกษาเพียง 200 บาท

ตะลอนเที่ยว : พระพิฆเนศ มหาเทพแห่งศิลปวิทยาการ และความสำเร็จ

Published May 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373038

ตะลอนเที่ยว : พระพิฆเนศ มหาเทพแห่งศิลปวิทยาการ และความสำเร็จ

ตะลอนเที่ยว : พระพิฆเนศ มหาเทพแห่งศิลปวิทยาการ และความสำเร็จ

วันอาทิตย์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พระพิฆเนศ หรือพระคเณศ (ภาษาสันสกฤต) หรือพระคณปติ ทรงได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นมหาเทพแห่งความสำเร็จ และมหาเทพแห่งศิลปวิทยาการ เป็นเทพผู้ประสิทธิ์ประสาทปัญญาความรู้และความสำเร็จ รวมถึงเป็นองค์มหาเทพผู้นำคณะข้ามผ่านความขัดแย้งทั้งปวงจึงทรงได้รับพระนามว่า ผู้เป็นใหญ่เหนือความขัดแย้งและขัดข้อง จึงทรงช่วยขจัดปัดเป่าให้อุปสรรคทั้งปวงหมดสิ้นไป

ตามตำนานเทพปกรณัมของอินเดียกล่าวว่า พระพิฆเนศเป็นโอรสของพระศิวะและพระปารวตี มีพระวรกายเป็นมนุษย์แต่มีเศียรเป็นช้าง พระวรกายที่อ้วนพีอุดมหมายถึงความสมบูรณ์พูนสุข พระเศียรเป็นช้าง หมายถึงทรงมีพระสติปัญญามากมาย พระเนตรเล็ก หมายถึงความสามารถในการแยกแยะสิ่งผิดถูกได้ พระกรรณและพระนาสิกใหญ่ หมายถึงทรงสามารถมีสัมผัสและสามารถพิจารณาสิ่งต่างๆ ได้ดีเลิศ พาหะของพระองค์คือมุสิกะ หรือพญาหนู (แต่บางตำรากล่าวว่าเป็นพระสหาย) พระพิฆเนศมีชายาสององค์คือ พุทธิและสิทธิ มีโอรสสององค์คือชุกกับลัฟ หรือโชคกับลาภพระพิฆเนศทรงประทับอยู่ ณ คณปติโลก ซึ่งในคัมภีร์กล่าวไว้ว่าประทับอยู่บนเกาะกลางมหาสมุทรแห่งน้ำอ้อย เมื่อเวลาลมพัดจะบังเกิดคลื่นพัดพาเอาเพชรพลอยและอัญมณีเข้าหาฝั่ง

เมื่อพูดถึงพระพิฆเนศแล้ว จะพบว่าคนในสังคมไทยกลุ่มหนึ่งให้ความเคารพศรัทธาในพระพิฆเนศมายาวนาน ดังพบว่ามีรูปบูชาของพระพิฆเนศอยู่ตามเทวสถานต่างๆ ทั่วดินแดนของไทย และยังมีการค้นพบเทวรูปพระพิฆเนศที่เก่าแก่ตั้งแต่ยุคขอมเรืองอำนาจ ซึ่งค้นพบที่โบราณสถานในเขตจังหวัดปราจีนบุรี (ปัจจุบันรูปบูชาพระพิฆเนศองค์นี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้จะพาคุณไปเที่ยวชมและกราบนมัสการพระพิฆเนศ ณ พิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศ ตั้งอยู่ที่ 277 หมู่ 10 ถนนเชียงใหม่-ฮอด (อินทนนท์) หลักกิโลเมตรที่ 35 ต.ยางคราม อ.ดอยหล่อ (เขตติดต่อกับ อ.สันป่าตอง) จ.เชียงใหม่ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นของเอกชน เจ้าของคือคุณปัณฑร ทีรคานนท์ เปิดให้เข้านมัสการโดยไม่คิดเงิน และเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 09.00-17.00 น.

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีรูปบูชาของพระพิฆเนศนับพันองค์ สร้างโดยวัสดุต่าง ๆ อาทิ ทองคำ เงิน นาก ทองแดง ทองเหลือง ดิน แก้ว หิน ไม้ และวัสดุทางวิทยาศาสตร์ มีทั้งที่จัดแสดงอยู่ภายในห้องพิพิธภัณฑ์ (ภายในห้องพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ผู้ชมทั่วไปถ่ายภาพหรือบันทึกวีดีโอ) และจัดแสดงอยู่ในลานกลางแจ้ง (อนุญาตให้ถ่ายรูปได้ในลานกลางแจ้ง) โดยมีรูปบูชาในแบบปางต่างๆ ซึ่งนำมาจากหลากหลายประเทศทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับเทพองค์นี้ บางปางนับว่าแปลกมาก เพราะคนไทยส่วนใหญ่คงไม่เคยได้เห็นมาก่อน เช่น ปางที่เป็นพระพิฆเนศสององค์ยืนสวมกอดกัน ซึ่งปางนี้มาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเทพแห่งความรัก และเพื่อเป็นการให้ความรู้ที่ถูกต้องกับผู้เข้าชม และนมัสการ ทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดเตรียมผู้บรรยายไว้ให้กับผู้ที่เข้าชมเป็นหมู่คณะด้วย

มีคำถามว่าพระพิฆเนศองค์ใดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ผู้นำชมตอบแบบให้ปัญญาที่ชัดเจนอย่างมากว่า ทุกองค์ล้วนศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น เพราะขึ้นอยู่กับความศรัทธา หากเราศรัทธาในองค์พระพิฆเนศ แล้วเราทำดี ประพฤติดี เมื่อเรากราบไหว้บูชาท่าน เราก็จะพบพานแต่สิ่งดี

อย่างไรก็ตาม มีคำถามว่าพระพิฆเนศ 5 เศียร คือปางอะไร คำตอบคือ ปางปัญจมุข ปางที่หลายคนเชื่อว่าเป็นสุดยอดของพระพิฆเนศทุกปาง และยังมีอีกปางหนึ่งคือปางเอกเขนก หรือปางเสวยสุข หลายคนเชื่อกันว่าเมื่อได้กราบบูชาปางนี้แล้วจะทำให้ชีวิตราบรื่น สมบูรณ์พูนสุข ไร้ทุกข์ ไร้ปัญหา ไร้สิ่งรบกวนใจ

ขอเรียนให้ทราบว่า Mr. Flower จัดทริปสำหรับกลุ่มเล็กๆ (รับสมาชิกเพียง 10-12 คน) เดินทางในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ เราจะไปเที่ยวเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ด้วยกัน คุณผู้อ่านท่านใดสนใจร่วมทริปนี้ โปรดติดต่อ 091-7233615

 

ตะลอนเที่ยว : เรียบๆ ง่ายๆ สบายๆ ริมนํ้าวัง ลำปาง

Published May 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/371579

ตะลอนเที่ยว : เรียบๆ ง่ายๆ สบายๆ ริมนํ้าวัง ลำปาง

ตะลอนเที่ยว : เรียบๆ ง่ายๆ สบายๆ ริมนํ้าวัง ลำปาง

วันอาทิตย์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม่น้ำวัง หรือแม่วัง เป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดลำปาง แม่วังเป็นแม่น้ำสายสั้นๆ เกิดจากเทือกเขาผีปันน้ำ เขตดอยหลวง บ้านป่าหุ่ง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย แล้วไหลไปบรรจบกับแม่น้ำปิงที่บ้านปากวัง ตำบลตากออก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตากความยาวทั้งหมดของลำน้ำคือ 460 กิโลเมตร

วันนี้ Mr.Flower อยากจะชวนคุณๆ หลบความวุ่นวาย ความเร่งรีบของชีวิต แล้วไปนั่งนิ่งๆ อ่านหนังสือเล่มโปรดสักสองสามเล่ม เขียนจดหมายถึงคนไกลที่คุณอยากเล่าอะไรต่อมิอะไรให้เขาได้รับรู้ หรือฟังเพลงที่คุณชื่นชอบให้ฉ่ำอุรา หรืออาจจะนั่งคุยกันแบบสบายๆ กับเพื่อนที่คุยอยากจะคุยมานานแสนนานแต่ไม่มีเวลาให้คุยกัน ที่แห่งนี้ที่อยากจะชวนคุณไปใช้ชีวิตแบบสบายๆ ไม่เร่งไม่รีบ ก็คือริมแม่น้ำวัง ซึ่งในภาพที่นำมาประกอบนี้คือ บางมุมจาก The RiversideGuest House ลำปาง และ R-Lampang Guest House ลำปาง

อันที่จริงยังมี Gusest House เก๋ๆ น่ารักๆ ซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำวังอีกหลายแห่ง แต่สำหรับสัปดาห์นี้ขอแนะนำเพียงสองแห่งนี้ก่อน เพราะว่า Mr. Flowerมีกิจธุระจะต้องทำในบริเวณถนนตลาดเก่า อำเภอเมืองลำปาง จึงมีโอกาสอีกครั้งที่ได้แวะไปเยี่ยมชม รวมถึงนอนพักที่ Guest House ทั้งสองแห่ง

แค่เพียงการได้เดินเรื่อยๆ แล้วดูบ้านเรือนเก่าแก่ที่มีอายุกว่าร้อยปี แต่ยังมีสภาพดีเยี่ยม ซึ่งตั้งอยู่บนถนนตลาดเก่า หรือที่คนพื้นเมืองลำปางเรียกว่ากาดกองต้า ก็ทำให้คนที่แสวงหาความสงบ ชื่นชอบและมีความสุขใจอย่างที่สุดแล้ว ถนนเส้นนี้เป็นถนนสายสั้นๆ เพียงไม่กี่กิโลเมตรวางขนานไปกับแม่น้ำวัง โดยบริเวณหนึ่งของถนนเส้นนี้จะเชื่อมกับสะพานรัษฎาภิเศก หรือสะพานขาว หรือขัวสี่โก๊ง (สะพานสี่โค้ง) สะพานที่ชาวลำปางสร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสเสด็จครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี เมื่อ พ.ศ.2437

ขอย้อนกลับไปพูดถึงชีวิตสบายๆ ริมน้ำวังอีกครั้ง ก่อนอื่นต้องบอกว่าลำปาง แม้กระทั่งในตัวเมืองของจังหวัด ยังคงเป็นเมืองที่เงียบสงบ เรียบง่าย แต่ทว่าเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของขนบประเพณีและวัฒนธรรม หลายคนบอกว่าโลกในที่อื่นๆ หมุนแสนจะรวดเร็ว แต่ทว่าโลกของลำปางยังคงหมุนไปเรื่อยๆ ไม่บ้าคลั่งไปกับกระแสอันเชี่ยวกรากของกาลเวลา และความเร่งรีบของผู้คน ลำปางในวันนี้จึงกลายเป็นสถานที่ซึ่งผู้คนที่ต้องการได้ซึมซับกับความเรียบง่ายต่างให้ความสนใจและอยากไปเยือน

สำหรับบ้านพักทั้งสองแห่งที่เลือกมาแนะนำให้คุณๆ ได้เห็นในวันนี้ เป็นบ้านไม้สักอายุกว่าร้อยปีตั้งอยู่ริมน้ำวัง เป็นบ้านพักที่มีบรรยากาศชวนให้คุณนึกถึงวันวานเมื่อครั้งคุณยังเป็นเด็กน้อย โดยเฉพาะคนชาวกรุงเทพฯ ที่อาจจะเคยไปเที่ยวบ้านญาติในต่างจังหวัด หากคุณเคยไปนอนพักที่บ้านญาติซึ่งทำด้วยไม้ หรือแม้กระทั่งคุณที่อาจจะเคยอาศัยอยู่ในบ้านไม้ของปู่ย่าตายายมาก่อน ก็คงจะหวนระลึกนึกถึงบรรยากาศในวันวานได้อย่างแจ่มกระจ่าง บรรยากาศของบ้านทำให้คุณคิดถึงความอบอุ่นที่คุณได้รับจากคนในบ้าน และที่สำคัญเวลาอยู่ในบ้านไม้เก่าแก่เช่นนี้ คุณจะต้องเดินด้วยปลายเท้า ต้องเดินให้เบาที่สุด เพื่อมิให้เป็นการรบกวนผู้ที่อยู่ด้านล่าง หรือในห้องที่อยู่ข้างเคียง จะพูดจะคุยในห้องก็ต้องออมเสียง จะเปิดวิทยุ ทีวี.เสียงดังก็ไม่สมควรกระทำ เพราะจะเป็นการรบกวนผู้ที่อยู่ในห้องติดกัน

มนต์เสน่ห์ของบ้านไม้ริมน้ำคือ ความอบอุ่นของบ้าน และความร่มเย็นของแมกไม้และสายน้ำ เพราะฉะนั้น การที่ได้อยู่ในบ้านเช่นนี้จึงทำให้คุณไม่สามารถจะนอนอุดอู้อยู่ภายในห้องได้ทั้งวันทั้งคืน แต่ด้วยมนต์เสน่ห์ของสายน้ำและแมกไม้จึงดึดดูดให้คุณต้องลงไปชื่นชมกับความเงียบสงบของริมแม่น้ำ แค่คุณๆ ได้นั่งนิ่งๆ แล้วมองสายน้ำไหลเอื่อยๆ ไหลเรื่อยๆ เพียงแค่นี้ก็ทำให้คุณเกิดความสงบอย่างน่าอัศจรรย์ ตื่นเช้าขึ้นมาก็ลงไปทานอาหารง่ายๆ ที่ริมลำน้ำ ตกสายสักหน่อยก็นั่งเปลญวนที่ผูกไว้ใต้ต้นไม้ริมลำน้ำ แล้วนอนอ่านหนังสือเล่มโปรด หรือนั่งจิบชา กาแฟ หรือน้ำผลไม้ แล้วสนทนากับคนที่คุณอยากคุยด้วย เพียงแค่นี้ก็ทำให้ชีวิตมีความสุขมากมายจนเกินบรรยายแล้ว

คุณอยากไปใช้ชีวิตแบบชิลๆ เรียบๆ ง่ายๆ แต่มีคุณภาพที่ริมแม่น้ำวังบ้างไหมครับ ถ้าอยากจะทำให้ชีวิตหลุดพ้นจากความว้าวุ่นของเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ สักชั่วครู่ชั่วยามก็สามารถให้Mr. Flower พาคุณไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของบ้านไม้สักริมน้ำวังได้นะครับ หากสนใจโปรดติดต่อ091 7233615

 

ตะลอนเที่ยว : ปลายฝน ต้นหนาว ที่โครงการหลวงอินทนนท์ เชียงใหม่

Published May 3, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370161

ตะลอนเที่ยว : ปลายฝน ต้นหนาว ที่โครงการหลวงอินทนนท์ เชียงใหม่

ตะลอนเที่ยว : ปลายฝน ต้นหนาว ที่โครงการหลวงอินทนนท์ เชียงใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน อากาศยามดึกจนถึงใกล้รุ่งสางบนยอดดอยอินทนนท์ลดลงเหลือต่ำสุด 6 องศาเซลเซียส ฝนที่เคยตกหนักมาก่อน เริ่มจางหายไป แม้บางวันอาจจะยังมีฝนเทลงมาอย่างหนักบ้างก็ตาม แต่ก็ถูกมองว่าเป็นช่วงสุดท้ายปลายฤดูฝนในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยแล้ว

นั่นหมายถึงหน้าหนาวของประเทศไทยในเขตภาคเหนือตอนบนเริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อลมหนาวเริ่มโชยมาก็ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบความหนาวเย็นต่างเตรียมตัวจะขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวเย็นบนยอดดอย เนื่องจากไม่สามารถหาไอเย็นจัดๆ ได้จากธรรมชาติในพื้นที่ราบลุ่มทั่วไป แม้จนกระทั่งในตัวเมืองเชียงใหม่เองก็ตามที

ถ้าเช่นนั้น หน้าหนาวนี้ เราไปเที่ยวโครงการหลวงอินทนนท์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยกันดีกว่า

หม่อมเจ้า ภีศเดช รัชนี ทรงกล่าวถึงโครงการหลวงอินทนนท์ ในบทพระนิพนธ์เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับโครงการหลวงว่า “ศุภนิมิตอันดีของโครงการหลวงอินทนนท์ก็เพราะถือกำเนิดหนึ่งวันหลังวันเฉลิมพระชนมพรรษาวันเฉลิมฯ ปี พ.ศ.2522 ทรงเชิญคณะรัฐมนตรีไปรับพระราชทานเลี้ยงร่วมกับข้าราชบริพารที่พระราชวังบางปะอิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับสั่งถามผู้เขียนว่า เรื่องดอยอินทนนท์เป็นอย่างไร และเมื่อทราบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็มีรับสั่งกับนายกรัฐมนตรี พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ หลังจากงานพระราชทานเลี้ยงผู้เขียนขับรถกลับกรุงเทพฯ เข้านอนยังไม่หลับดีก็ได้รับโทรศัพท์ว่ารุ่งขึ้นเช้า วันที่ 6 ธันวาคม 2522 ท่านนายกฯขอให้ร่วมคณะบินไปดอยอินทนนท์ คณะของนายกรัฐมนตรีประกอบด้วย รมต.สำนักนายก รองเลขาฯนายกฯ ผู้เขียน อธิบดี 4 กรม เลขาธิการปฏิรูปที่ดิน และผู้ว่าราชการเชียงใหม่ ข้าราชการท้องที่ เช่นนายอำเภอ ตำรวจ และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติขึ้นไปสมทบที่บังกะโลป่าไม้ขุนกลาง”

จากป่าไม้ที่เคยอุดมสมบูรณ์แล้วกลับกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม เพราะการบุกรุกตัดไม้ ทำไร่เลื่อนลอย จนกระทั่งในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม และเพื่อช่วยเหลือให้ชาวบ้านซึ่งอยู่บนเขตภูเขาสูงมีที่ทำกินเป็นหลักแหล่งถาวร เพื่อจะได้มีชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม ด้วยการทำการเกษตรแบบถาวร ดังนั้น การจัดตั้งสถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ จึงได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2522 ที่บริเวณบ้านขุนกลาง สถานีวิจัยแห่งนี้ดำเนินงานด้านไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผัก และผลไม้ เมื่อวิจัยจนสำเร็จแล้วจึงถ่ายทอดความรู้ไปยังชาวบ้าน จนสามารถทำให้ชาวบ้านสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อชาวบ้านมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือกับสถานีวิจัยฯ เพื่ออนุรักษ์ป่าไม้ต้นน้ำให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ จนกระทั่งปี 2550 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นสถานีเกษตรหลวง อินทนนท์

สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ในวันนี้คือสถานที่ดำเนินงานวิจัยด้านไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผัก ผลไม้เมืองหนาว พืชผักอินทรีย์ ไม้ผลเมืองร้อน กาแฟ รวมถึงงานประมงบนพื้นที่สูงด้วย ภารกิจอีกประการหนึ่งของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์คือการพัฒนา และส่งเสริมให้ชาวบ้าน
เพาะปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ด้วยระบบมาตรฐานอาหารปลอดภัย ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพภาคการเกษตร และเพิ่มความเข้มแข็ง รวมถึงเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวง รัชกาลที่ 9

Mr. Flower เพิ่งไปเที่ยวชมโครงการหลวงอินทนนท์มาเมื่อต้นเดือนตุลาคม แม้ในวันที่ไปนั้น จะเจอกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเป็นเวลานานพอสมควร แต่การได้นั่งมองสายฝนอยู่ในร้านอาหารของโครงการหลวงฯ พร้อมกับได้รับประทานอาหารรสชาติดีเยี่ยมของที่นี่ แล้วได้พูดคุยกับพนักงานของร้านอาหารในโครงการหลวงฯ ซึ่งส่วนมากเป็นลูกหลานของคนในพื้นที่ ซึ่งก็คือคนไทยบนที่สูง คุยกันได้สักระยะหนึ่ง ผู้เขียนก็ถามพวกเขาว่า “สูคิดถึงพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 มากไหม” คำตอบที่ได้รับคือ “หมู่เฮาคิดถึงพ่อหลวงของเฮามากที่สุด และคิดถึงเปิ้นทุกวัน หมู่เฮามีชีวิตที่สุขสบายได้ทุกวันนี้ก็เพราะเปิ้น หมู่เฮารักเปิ้นขนาด”

แม้ภาพประกอบในคอลัมน์นี้จะไม่มีภาพรอยยิ้มแห่งความคิดถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 จากคนไทยบนที่สูง แต่ภาพป่าไม้ที่เขียวขจีท่ามกลางสายฝน และภาพพืชผักริมทางก่อนถึงร้านอาหาร รวมถึงภาพอาหารรสชาติอร่อยที่นำมาฝากคุณๆ ในสัปดาห์นี้ คงทำให้คุณผู้อ่านคิดถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 และคุณๆ คงอยากจะไปเที่ยวโครงการหลวงอินทนนท์ เพื่อจะได้ไปร่วมสัมผัสอากาศหนาว และเพื่อไปเที่ยวชมโครงการจากน้ำพระทัยของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9

ผู้ที่สนใจร่วมทริปเที่ยวชมโครงการหลวงอินทนนท์กับ Mr. Flower และเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ด้วยกัน โปรดติดต่อ091-7233615 ทริปนี้จะเดินทางช่วงกลางเดือนธันวาคมรับสมาชิก 15 ท่านเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : นครหริภุญไชย พระนางจามเทวี และมนต์เสน่ห์เมืองลำพูน

Published May 2, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/368691

ตะลอนเที่ยว : นครหริภุญไชย พระนางจามเทวี และมนต์เสน่ห์เมืองลำพูน

ตะลอนเที่ยว : นครหริภุญไชย พระนางจามเทวี และมนต์เสน่ห์เมืองลำพูน

วันอาทิตย์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ลำพูนหรือนครหริภุญไชยถูกจารึกในตำนานจามเทวีวงศ์จากพงศาวดารหริภุญชัยว่า มีปฐมกษัตริยาคือพระนางจามเทวี หรือพระนางจ๋ามะเตวี ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพญาจักกวัติ กษัตริย์ละโว้

หลังจากวาสุเทพฤาษี และสุกกทันตฤาษี ได้สร้างเมืองหริภุญไชยขึ้นมาแล้ว จึงได้อัญเชิญพระนางจามเทวี ซึ่งเป็นผู้ดำรงตนอยู่ในศีลในธรรมโดยเคร่งครัดมาปกครองเมือง ในตำนานระบุว่า เมื่อ พ.ศ. 1310 ขบวนเรือเสด็จของพระนางจามเทวีล่องมาทางลำน้ำปิง โดยมีพระสงฆ์ 500 รูป พร้อมด้วยช่างฝีมือชั้นครูในแขนงต่างๆ อีก 14 แขนงแขนงละ 500 คน

พระนางทรงปกครองนครหริภุญไชยให้มีความสุขสงบและรุ่งเรือง โดยใช้หลักธรรมะเป็นแนวการปกครอง และทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี ทรงให้สร้างวัดวาอาราม และพระพุทธรูปมากมาย วัดสำคัญแห่งหนึ่งที่ทรงให้สร้างคืวัดพระธาตุหริภุญไชย (หริภุญชัย) และทรงให้สร้างพระมหาธาตุเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (โปรดดูภาพพระมหาธาตุคือเจดีย์ทรงล้านนา หุ้มทองจังโกทั้งองค์สูง 92 ศอก รอบองค์พระมหาธาตุมีระเบียงหอก (สัตถบัญชร) ล้อมไว้ มีซุ้มกุมภัณฑ์ และฉัตรประจำที่มุมทั้งสี่ขององค์พระมหาธาตุ) พระมหาธาตุองค์นี้เป็นพระธาตุประจำปีระกา แต่บางตำนานระบุว่าพระมหาธาตุองค์นี้สร้างในรัชกาลพระเจ้าอาทิตยราชพ.ศ. 1651

ตามตำนานระบุด้วยว่าเมื่อพระนางจามเทวีสวรรคต พระราชโอรสคือเจ้ามหันตยศ และเจ้าอนันตยศ ทรงสร้างสุวรรณจังโกฏิเจดีย์ถวายเพื่อประดิษฐานพระอัฐิ ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านเรียกพระเจดีย์นี้ว่ากู่กุด และเจดีย์นี้ตั้งอยู่ในเขตวัดพระธาตุหริภุญชัย (โปรดดูภาพ กู่กุดคือเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมสูงสอบขึ้นไป ปลายยอดแหลมสีทอง)

วัดพระธาตุหริภุญไชย ลำพูน

นครหริภุญไชยปกครองตนเองสืบต่อมายาวนานถึง 600 ปี จากนั้นจึงตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรล้านนา และของพม่า จนมาถึงสมัยกรุงธนบุรี พญากาวิละแห่งล้านนาได้รับการสนับสนุนจากกรุงธนบุรีให้ขับไล่พม่าออกจากล้านนาได้สำเร็จ จากนั้นพญาคำฟั่น (น้องชายของพญากาวิละ) ได้ไปปกครองเมืองหริภุญไชย จนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองหริภุญไชยมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงเทพ แต่กรุงเทพอนุญาตให้มีเจ้าครองนครปกครองกันเอง จนในที่สุดปัจจุบัน เมืองลำพูนก็คือจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย

ภายในวัดพระธาตุหริภุญไชยมีโบราณสถานที่ควรไปกราบสักการะอีกมากมาย อาทิ วิหารหลวง (ตั้งอยู่หน้าองค์พระมหาธาตุ) หอไตร หอระฆัง สิงห์คู่ขนาดใหญ่หน้าซุ่มประตูโขง และซุ่มประตูโขง และเมื่อไปถึงวัดแห่งนี้แล้วก็ไม่ควรพลาดการชมพิพิธภัณฑสถานหริภุญชัย ซึ่งอยู่ด้านหลังของพระมหาธาตุ

ยังมีความงดงามอีกประการหนึ่งของเมืองลำพูน ซึ่งเป็นเครื่องช่วยสร้างสีสันและเพิ่มมนต์เสน่ห์ตราตรึงใจให้กับผู้ไปเยือนคือ การแต่งกายของชนกลุ่มต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดลำพูน
เช่น ปกาเกอะญอ หรือบางคนเรียกว่ากะเหรี่ยง ยอง(ไทยยอง) มอญ ลื้อ (ไทยลื้อ)

ภาพการแต่งกายของชนกลุ่มต่างๆ ในเขตเมืองลำพูนที่นำมาฝากคุณผู้อ่านในวันนี้ คงช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าช่างมีสีสัน มีเสน่ห์ และมีมนต์ขลัง ที่เชิญชวนให้คุณๆ ไปสัมผัสความน่ารักน่าหลงใหลของลำพูน

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการเที่ยวเมืองลำพูนแบบละมุนละไม ได้สัมผัสความเป็นลำพูนพร้อมกับศึกษาเรื่องราวของชุมชนชาวลำพูนอย่างลึกซึ้ง ขอเชิญไปเที่ยวกับ Mr. Flower สนใจร่วมทริปลำพูนสุดวิเศษ โปรดติดต่อสอบถาม 091-7233615

อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี

อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี

สีสันชุดแต่งกายของพี่น้องไทยในลำพูน

สีสันชุดแต่งกายของพี่น้องไทยในลำพูน

ตะลอนเที่ยว : เจ้าแม่มาจู หรือเจ้าแม่โต๊ะโมะแห่งสุไหงโก-ลก เทพธิดาแห่งท้องทะเล

Published April 29, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367124

ตะลอนเที่ยว : เจ้าแม่มาจู หรือเจ้าแม่โต๊ะโมะแห่งสุไหงโก-ลก เทพธิดาแห่งท้องทะเล

ตะลอนเที่ยว : เจ้าแม่มาจู หรือเจ้าแม่โต๊ะโมะแห่งสุไหงโก-ลก เทพธิดาแห่งท้องทะเล

วันอาทิตย์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมืองนราธิวาสมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากหลาย แต่หนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวนราฯ และคนไทยจากเมืองอื่นๆ รวมถึงชาวมาเลย์ให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมากคือ เจ้าแม่มาจู หรือเจ้าแม่โต๊ะโมะ

ตามความเชื่อของบรรพชนกล่าวว่า เจ้าแม่มาจู ก็คือเจ้าแม่ทับทิม เทพธิดาแห่งท้องทะเล

ตำนานกล่าวว่า แต่เดิมนั้น เจ้าแม่เป็นชาวจีน บิดาเป็นผู้ตรวจราชการมณฑลฮกเกี้ยน เจ้าแม่มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน เจ้าแม่คือผู้ที่ทางครอบครัวได้บนบานเพื่อขอจากเจ้าแม่กวนอิม โดยถือกำเนิดเมื่อปี พ.ศ.1503 และเชื่อว่าเจ้าแม่เกิดในวันที่ 23 เดือน 3 ในวัยเด็กเจ้าแม่เป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดมาก อ่านท่องตำราเล่มโตๆ เพียงครั้งเดียวก็จดจำได้หมด เมื่อเจ้าแม่อายุ 16 ปี ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ เมื่อได้พบกับเซียนตนหนึ่งซึ่งปรากฏตัวจากบ่อน้ำแล้วลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า สาวใช้ที่อยู่กับเจ้าแม่ตกใจ วิ่งหนีไปจนหมด เหลือแต่เจ้าแม่เท่านั้นที่เมื่อเห็นเซียนแล้ว ก็จึงคุกเข่าแสดงความเคารพ เซียนจึงมอบคัมภีร์ให้เจ้าแม่หนึ่งเล่ม

เจ้าแม่ศึกษาคัมภีร์อย่างแตกฉาน จนชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างพิสดาร เพราะสามารถช่วยปกป้องผองภัยให้ชาวเมืองได้ และยังมีฤทธิ์เหาะเหินไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในท้องทะเล จึงทำให้ชาวเมืองผู้อาศัยอยู่ริมทะเลพากันเลื่อมใสศรัทธาในคุณความดีของเจ้าแม่ และชาวเมืองได้ร่วมกันสร้างศาลเพื่อสักการบูชาเจ้าแม่

ตำนานระบุว่า ในปี พ.ศ.1523 วันที่ 8 เดือน 9 เจ้าแม่เบื่อความวุ่นวายทางโลก จึงออกแสวงหาความสงบ โดยได้เดินทางไปยังเหมยซาน หรือภูเขาเหมย บรรดาญาติพี่น้องและผู้คนเห็นเจ้าแม่เดินบนอากาศ โดยมีก้อนเมฆอยู่ใต้เท้า จากนั้นก็มีลมพัดพาร่างเจ้าแม่หายลับไปในกลีบเมฆ แล้วก็ไม่มีใครเห็นเจ้าแม่อีกเลย

หากอ้างตามตำนาน ก็จะเห็นได้ว่าเจ้าแม่มาจู หรือเจ้าแม่โต๊ะโมะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับจังหวัดนราธิวาสเลย แล้วเหตุใด ผู้คนจึงสร้างศาลเจ้าแม่ขึ้นที่จังหวัดนราธิวาสคำตอบคือ ในยุคที่มีการหาทองคำในเขตภูเขาโต๊ะโมะ (ปัจจุบันคือตำบลภูเขาทอง) อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาสช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หัวหน้าขุดหาทองคำ ชื่อกัปตันคิว และคนงานล้วนนับถือเจ้าแม่มาจู จึงอัญเชิญท่านไปในการขุดหาแหล่งทองคำ และก่อนจะสำรวจก็จะต้องอัญเชิญเจ้าแม่ให้ประทับร่างทรง มีอยู่ครั้งหนึ่งร่างทรงของเจ้าแม่บอกว่าบริเวณที่จะสำรวจนั้นอันตราย และห้ามสำรวจต่อไป แต่ชาวฝรั่งเศสผู้ได้รับสัมปทานหาแร่ทองคำไม่เชื่อ แล้วสั่งให้สำรวจต่อไป จนในที่สุดได้เกิดดินถล่มทับคนงานกว่าร้อยชีวิต เมื่อเจ้าของสัมปทานเห็นเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น จึงเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่ แล้วสั่งให้กัปตันคิวเดินทางไปประเทศจีนเพื่ออัญเชิญองค์จำลองของเจ้าแม่มาประดิษฐาน ณ ศาลเจ้าที่แหล่งสำรวจในอำเภอสุคิริน จากนั้นทุกครั้งก่อนจะสำรวจหาทองคำ เจ้าแม่ในร่างประทับทรงก็จะชี้แนะให้ขุดหาพบแร่ทองคำทุกครั้ง จนทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่แพร่กระจายไปทั่วจังหวัด และเมืองใกล้เคียง แล้วจากนั้นก็มีการถวายนามว่า เจ้าแม่โต๊ะโมะ

ต่อมาเมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ก็จำต้องยุติการทำเหมืองทองคำ ผู้คนก็หนีกระจัดกระจายไป แล้วทิ้งศาลเจ้าแม่ให้ร้าง จนกระทั่งสงครามยุติลง ลูกชายของกัปตันคิวได้กลับขึ้นไปยังเขาโต๊ะโมะแต่ไม่พบรูปปั้นเจ้าแม่ จึงนำกระถางธูปจากศาลไปไว้ในศาลที่หมู่บ้านเจ๊ะเห อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส แล้วต่อมาได้นำกระถางธูปนี้ไปไว้ที่บ้านสามแยก อำเภอแว้ง แล้วสร้างองค์จำลองของเจ้าแม่ขึ้นมา จากนั้นต่อมาก็ได้มีการสร้างศาลถวายเจ้าแม่ที่อำเภอสุไหงโก-ลก เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2495 โดยในวันที่ 23 เดือน 3 ตามปฏิทินจีน ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนเมษายน จะถือว่าเป็นวันเกิดของเจ้าแม่มาจู ซึ่งจะมีการจัดงานเทศกาลเฉลิมฉลองประจำปีให้กับเจ้าแม่ ซึ่งงานเฉลิมฉลองนี้ยังจัดต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน

Mr. Flower เพิ่งจะพาแฟนคอลัมน์กลุ่มเล็กๆ (15 คน) ทุกคนมีความเป็นกันเองมาก ไปท่องเที่ยวจังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี เมื่อเร็วๆ นี้ ถ้าหากคุณๆ ต้องการจะไปกราบนมัสการเจ้าแม่โต๊ะโมะ และท่องเที่ยวสถานที่น่าสนใจมากมาย รับประทานอาหารรสอร่อย และซื้อหาผ้าพื้นเมืองคุณภาพดี ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสโปรดติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 ขอเรียนย้ำว่า ทริปของเราเป็นทริปคุณภาพ อบอุ่น และเป็นกันเอง แต่ที่สำคัญคือท่องเที่ยวแบบเจาะลึก

ตะลอนเที่ยว : วัดแห่งนี้ช่วยพิทักษ์ดินแดนไทย วัดชลธาราสิงเห

Published March 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/365676

ตะลอนเที่ยว : วัดแห่งนี้ช่วยพิทักษ์ดินแดนไทย วัดชลธาราสิงเห

ตะลอนเที่ยว : วัดแห่งนี้ช่วยพิทักษ์ดินแดนไทย วัดชลธาราสิงเห

วันอาทิตย์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในยุคที่อังกฤษล่าอาณานิคม อังกฤษพยายามจะผนวกเอาดินแดนของไทยหลาย ๆ แห่งเข้าไปเป็นดินแดนของตนเอง และหนึ่งในความพยายามนั้นคือการผนวกดินแดนจังหวัดนราธิวาสเข้าไปไว้ในเขตดินแดนมลายู ซึ่งเป็นอาณานิคมแห่งหนึ่งของอังกฤษ

แต่ความพยายามของอังกฤษในเรื่องนี้กลับล้มเหลว เมื่อฝ่ายสยามมีหลักฐานชัดเจนว่าดินแดนดังกล่าวเป็นของสยามมาตั้งแต่ดั่งเดิม หลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งคือวัดชลธาราสิงเห หรือวัดเจ๊ะเห ตั้งอยู่ ณ ริมแม่น้ำตากใบ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส

ตามประวัติระบุว่าวัดนี้ก่อสร้างโดยพระครูโอภาสพุทธคุณ (พุด) เมื่อปี พ.ศ.2416 ซึ่งอยู่ในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

นอกจากความงดงามตามแบบพุทธศิลป์ผสมผสานกับศิลปะตามแบบแผนของเมืองปักษ์ใต้แล้ว วัดแห่งนี้ยังมีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ของสยาม โดยเฉพาะในเรื่องการรักษาเอกราชของดินแดนสยาม เนื่องจากเมื่อครั้งที่สยามกับอังกฤษมีข้อพิพาทเรื่องดินแดนสยามกับมลายู (มลายูเป็นดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 อังกฤษพยายามจะผนวกเอาดินแดนสยามในเขตจังหวัดนราธิวาสเข้าไปเป็นของตน โดยอ้างเหตุผลด้านเชื้อชาติของประชากรในบริเวณดังกล่าว แต่ฝ่ายสยามได้ยกเรื่องวัดในพระพุทธศาสนา และโบราณวัตถุ รวมถึงศิลปะของสยามเป็นข้อต่อสู้ ในที่สุดอังกฤษจึงจำต้องยอมจำนนต่อหลักฐานของฝ่ายสยาม ทำให้ดินแดนของจังหวัดนราธิวาสไม่ตกเป็นของมลายูภายใต้การปกครองของอังกฤษ จึงทำให้วัดนี้ได้รับการขนานนามว่าวัดพิทักษ์ดินแดนไทย

ส่วนความงดงามวิจิตรของโบราณสถานภายในวัดมีมากมาย อาทิ พระอุโบสถที่ก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีขนาดกะทัดรัด แต่ทว่างดงามมาก เป็นศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ หลังคาซ้อนลดหลั่นสามชั้น หน้าบันเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพพุทธประวัติ และภาพเทพชุมนุม และมีการสอดประสานผสมชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนราธิวาสในยุคนั้นไว้ในภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วย ตามประวัติระบุว่าผู้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังคือพระภิกษุจากสงขลาที่ไปจำพรรษาในวัดแห่งนี้ ส่วนพระพุทธรูปประธานของพระอุโบสถสร้างแบบมารวิชัย มีขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก แต่ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีแบบบุษบกทรงสอบที่สูงมาก แต่มีสัดส่วนที่งดงามและลงตัวมากเมื่อเทียบกับขนาดของพระอุโบสถหลังย่อมๆ

ส่วนโบราณสถานสำคัญอื่นๆ ของวัดนี้ คือ พลับพลาริมแม่น้ำตากใบ ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อคราเสด็จประพาสเมืองนราธิวาส เมื่อ พ.ศ. 2458 ส่วนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดแห่งนี้เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2518 และวันที่ 6 กันยายน 2519

นอกจากนี้ยังมีกุฏิโบราณสร้างด้วยไม้ ประดับลวดลายขนมปังขิง (ลวดลายไม้ฉลุที่งดงามอ่อนช้อย) รวมถึงศาลาธรรม ที่ก่อสร้างด้วยศิลปะแบบปักษ์ใต้ผสมกับศิลปะของจีน และหอกลอง หอระฆัง หอไตร หอพระนารายณ์ และพระพุทธไสยาสน์ แต่ที่พลาดไม่ได้เมื่อไปถึงวัดนี้คือต้องไปชมพิพิธภัณฑ์ประจำวัด ซึ่งเก็บรักษาโบราณวัตถุล้ำค่าไว้มากมาย อาทิ ธรรมาสน์อายุกว่า 100 ปี ตู้พระไตรปิฎก และโบราณวัตถุประจำพื้นถิ่นอีกมากมาย

หากคุณสนใจต้องการไปเที่ยวชมวัดชลธาราสิงเห และท่องเที่ยวแบบเจาะลึกในจังหวัดนราธิวาส โปรดติดต่อ Mr. Flower ที่หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ความเขียวขจีบนผืนดินที่เคยไร้ความอุดมสมบูรณ์

Published March 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/364283

ตะลอนเที่ยว : ความเขียวขจีบนผืนดินที่เคยไร้ความอุดมสมบูรณ์

ตะลอนเที่ยว : ความเขียวขจีบนผืนดินที่เคยไร้ความอุดมสมบูรณ์

วันอาทิตย์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561, 02.00 น.

“ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงอยู่ในหัวใจของพวกเราตลอดเวลา” คำพูดนี้ออกมาจากปากของชาวบ้าน โคกสยา ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ผู้สามารถพลิกชีวิตจากความอดอยาก ให้กลับกลายมาเป็นเกษตรกรผู้ประสบผลสำเร็จในการเพาะปลูก อันเป็นผลมาจากความรู้ที่ได้รับจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส

แต่เดิมก่อนปี พ.ศ. 2524 ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริให้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองนั้น พื้นที่ในหมู่บ้านโคกสยา และบริเวณรอบๆมีสภาพเป็นที่ดินเสื่อมโทรม เพาะปลูกพืชพันธุ์ทางการเกษตรไม่ได้ เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มต่ำมีน้ำขังตลอดปี เรียกว่าดินพรุ ดินชนิดนี้คุณภาพต่ำ ไม่มีสารอาหารสำหรับพืช จึงใช้เพาะปลูกไม่ได้ ตามหลักวิชาการเรียกดินชนิดนี้ว่าดินมีกรดกำมะถัน เป็นดินเปรี้ยว ดังนั้นที่ดินจึงถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร

ในปี 2524 ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริให้ตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ ที่ดินระหว่างหมู่บ้านพิกุลทองกับหมู่บ้านโคกสยา โดยศูนย์แห่งนี้เป็นที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านโดยเป็นการรวมตัวกันของนักวิชาการด้านการเกษตร ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านส่งเสริมการศึกษา โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการวิจัยปรับปรุงดินพรุให้สามารถใช้เพื่อการเกษตรได้ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทดลองด้านการพัฒนาการอุตสาหกรรมในครอบครัวแบบครบวงจร ด้านยางพาราและปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง ดำเนินกิจการในบนดิน 261,860 ไร่มีกิจกรรมดังต่อไปนี้ พัฒนาดินอินทรีย์และดินเปรี้ยวจัด พัฒนาการปลูกพืชแบบที่ปลูกร่วมกับยางพารา เช่น ระกำ และไม้ดอก ทำโครงการเกษตรยั่งยืนตามแนวทางทฤษฎีใหม่ ปลูกไม้ดอกเมืองหนาว ฝึกอบรมและส่งเสริมงานด้านศิลปาชีพพิเศษ

เมื่อศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง ได้ศึกษา วิจัย และทดลองจนสามารถแก้ปัญหาดินเปรี้ยวจัดได้แล้ว จึงได้เผยแพร่ความรู้ให้กับชาวบ้าน และยังเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมอาชีพให้ชาวบ้านอีกด้วย

จากสภาพเดิมซึ่งพื้นที่จำนวนมากของจังหวัดนราธิวาสไม่สามารถใช้ทำการเกษตรได้ แต่เมื่อโครงการพระราชดำรินี้ได้เข้าไปแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน ปัจจุบันผืนดินก็ได้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เขียวขจี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว พืชสวนไร่นาเจริญเติบโต ชาวบ้านมีข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

Mr. Flower ได้นำคณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้ากลุ่มหนึ่งลงไปชมศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง เมื่อวันที่9 กันยายน 2561 โดยได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งในการนำชมโดยเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ (และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดนราธิวาส และเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม ประจำจังหวัดยะลาและจังหวัดนราธิวาส ที่กรุณาอำนวยความสะดวกให้คณะของเรา)

การไปชมครั้งนี้ทำให้ทราบว่าโครงการแกล้งดินคืออะไร และยังได้ทราบอีกว่ามีข้าวสายพันธุ์ใดบ้างที่สามารถปลูกในดินเปรี้ยวได้ เช่น พันธุ์เขียวดอนทรายขาวช่อจำปา เป็นต้น และได้ทราบว่าปาล์มน้ำมันและต้นเสม็ดขาว สามารถปลูกในดินพรุได้ดี และได้เห็นการปลูกระกำหวานแทรกระหว่างแถวของยางพารา ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างน่าพอใจ เพราะมีรายได้จากระกำหวานปีละประมาณ 6 พันบาทต่อไร่ และยังได้พบว่าดินพรุสามารถใช้ปลูกต้นสาคู และมะพร้าวพันธุ์เตี้ยสำหรับตัดยอดอ่อนไปใช้ปรุงอาหารได้อีกด้วย

ขอบอกตรงๆ ว่า ไม่ว่าจะบรรยายหรือนำภาพของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง มาให้คุณชมมากมายสักเพียงใดก็คงจะไม่ได้อรรถรสมากเท่ากับการที่คุณไปชมศูนย์ฯ แห่งนี้ด้วยสายตาของคุณเอง

ขอเรียนเชิญคุณไปเยี่ยมชมศูนย์ฯ แห่งนี้ด้วยกันกับ Mr. Flower ซึ่งเราจะไปเที่ยวชมความงดงามของจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ด้วยกันอีกครั้งในช่วงกลางเดือนตุลาคมปีนี้ สำหรับคุณที่สนใจร่วมทริปเล็กๆ และอบอุ่นไปด้วยกัน โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ผ้าปะลางิง ภูมิปัญญาของชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส

Published March 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362872

ตะลอนเที่ยว : ผ้าปะลางิง ภูมิปัญญาของชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส

ตะลอนเที่ยว : ผ้าปะลางิง ภูมิปัญญาของชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ภูมิปัญญาชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส โดยแสดงออกผ่านผืนผ้าและแพรพรรณ ในนามผ้าปะลางิง ปัญญาที่ทรงคุณค่าในด้านศิลปวัฒนธรรมที่ควรแก่การอนุรักษ์และเผยแพร่

ลวดลายบนพื้นผ้าปะลางิงและเส้นไหมรวมถึงเส้นดิ้นเงินดิ้นทองที่ใช้ทักทอผ้าชนิดนี้ คือเครื่องแสดงฐานะและบรรดาศักดิ์ของผู้สวมใส่ยกตัวอย่างเช่น ขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์สูงจะสวมใส่ผ้าปะลางิงที่ทอด้วยไหมแท้และอาจจะมีการผสมแล่งเงินแล่งทอง และมีลวดลายวิจิตร แต่สำหรับชนชั้นสามัญชนจะใช้ผ้าปะลางิงที่ทอด้วยฝ้าย ส่วนสีสันและลวดลายก็จะเป็นลายพื้นบ้าน ที่ไม่ใช้ในราชสำนักหรือใช้สำหรับขุนนางชั้นสูง

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในช่วง 70 ถึง 80 ปีที่ผ่านมานี้ผ้าปะลางิงได้ถูกหลงลืมไปจากสังคมของชาวสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สาเหตุที่ผ้าชนิดนี้ไม่ได้รับความนิยม อาจเป็นเพราะผลิตได้ยาก รวมถึงอาจจะไม่มีผู้สืบทอดภูมิปัญญาในการผลิตผ้าชนิดนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องนับว่าเป็นข่าวดีที่ในปัจจุบันมีผู้สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทรงคุณค่าไว้ได้แล้ว

ปิยะ สุวรรณพฤกษ์ ชาวยะลารักงานการผลิตผ้าปะลางิง ได้ก่อตั้งกลุ่มศรียะลาบาติก

กระบวนการผลิตผ้าปะลางิงมีความซับซ้อนมากเมื่อเทียบกับการทำผ้าบาติกทั่วไป เพราะการทอผ้า การทำลวดลายและการมัดย้อมต้องใช้ความพิถีพิถันมากกว่า

ลวดลายของผ้าปะลางิงแบบดั้งเดิมจะมีดังต่อไปนี้ ลายของกระเบื้องเคลือบโบราณ ลายช่องลมเหนือกรอบหน้าต่างบ้าน ลวดลายของขนมพื้นบ้านโบราณและลวดลายของการละเล่น อย่างเช่นการเล่นว่าว เป็นต้น

เสน่ห์ของผ้าปะลางิงอยู่ที่ลวดลายโบราณและสีสันที่จับคู่กันอย่างเป็นเอกลักษณ์ อย่างเช่นสีที่ใช้ต้องเป็นสีตัดกัน เช่นสีเขียวตัดกับสีม่วง หรือสีเขียวตัดกับสีแดง

การผลิตผ้าปะลางิงหนึ่งผืน ซึ่งมีความยาวประมาณ 2 เมตร กว้างประมาณ 1 เมตร 20 เซนติเมตร ต้องใช้เวลาอย่างน้อยเกือบสองเดือน แต่ถ้าเป็นภาพที่มีลวดลายโบราณแท้จริง และสีหลายสี จะต้องใช้เวลาการผลิตที่นานขึ้น

ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้าน นับเป็นรากเหง้าของขนบประเพณีและวัฒนธรรมที่สมควรจะได้รับการอนุรักษ์และเผยแพร่ให้กระจายออกไปในวงกว้าง เพราะมิฉะนั้นแล้วรากเหง้าของชุมชนและภูมิปัญญาของบรรพชนจะเลือนหายไปจากสังคมของเรา

หมายเหตุ ศรียะลาบาติก อยู่ที่ถนนสิโรรส อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

 

%d bloggers like this: