ตะลอนเที่ยว : บ้านแห่งความทรงจำ ณ บางพระ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/504707

ตะลอนเที่ยว : บ้านแห่งความทรงจำ ณ บางพระ

ตะลอนเที่ยว : บ้านแห่งความทรงจำ ณ บางพระ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บ้านกับความทรงจำคือสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์ ยิ่งมนุษย์มีความผูกพันกับบ้านมากๆ ความทรงจำที่มีต่อบ้านหลังนั้นก็จะยิ่งมีมากมายจนเกินบรรยาย

วันนี้ Mr.Flower พาคุณไปชมความงามของบ้านบางพระ บ้านเก่าแก่อายุประมาณ 120 ปี บ้านหลังนี้แต่เดิมตั้งอยู่บนถนนสาทร เคยเป็นที่ประทับของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดชเจ้าชายแห่งเมืองไทยผู้ทรงเป็นนักแข่งรถยนต์ในยุโรป ในอดีตนั้นบ้านหลังนี้ คือ บ้านของเจ้าของโรงเลื่อยไม้แห่งบริษัทอิสต์เอเชียติก แล้วเมื่อครั้งที่ คุณยศเอื้อชูเกียรติ ซื้อที่ดินซึ่งบ้านหลังนี้ปลูกอยู่ เพื่อทำเป็นอาคารสำนักงานใหญ่ธนาคารเอเชีย ซึ่งทำเป็นตึกหุ่นยนต์ คุณยศได้หารือกับ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยาโดยได้รับคำแนะนำว่าควรจะชะลอบ้านหลังนี้ไปปลูกไว้ที่บางพระ จังหวัดชลบุรี แล้วหลังจากนั้นบ้านแสนงามหลังนี้ ก็ได้ถูกชะลอไปปลูกสร้างที่บางพระ ซึ่งปัจจุบันบ้านหลังนี้คือสมบัติของคุณยศ เอื้อชูเกียรติ และดร.นฎาประไพ สุจริตกุล

บ้านหลังนี้มีความเรียบง่าย แต่ทว่างดงามยิ่งนัก สิ่งที่งดงามสะดุดตามากที่สุดของบ้านหลังนี้คือลายฉลุแสนวิจิตรเหนือกรอบประตูชั้นล่าง ส่วนเชิงชายของชายคามีลายฉลุประดับ เพดานบ้านสูงโปร่ง เพดานบ้านชั้นล่างมีฝ้าเพดานที่แสนวิจิตรตัวบ้านทาด้วยสีขาว และมีไม้เลื้อยปลูกประดับอย่างกลมกลืน บ้านชั้นล่างเป็นเสมือนห้องโถงใหญ่ ใช้สำหรับรับแขก แต่สิ่งที่ทำให้บ้านหลังนี้มีความเก๋มากขึ้นไปอีกคือ ส่วนต่อเติมด้านข้างของบ้านทำเป็น Green House สำหรับนั่งพักผ่อน และรับแขก เมื่ออยู่ในห้อง Green House ของบ้านหลังนี้แล้วมองออกไปนอกตัวบ้านจะพบกับความเขียวชอุ่มของไม้ยืนต้นนานาชนิด ซึ่งแต่ละต้นมีอายุไม่ต่ำว่า 40-50 ปี ส่วนลานระเบียงชั้นล่างของบ้านก็ใช้เป็นที่นั่งเล่น นั่งคุยกันได้เป็นอย่างดี เพราะมองออกไปก็จะพบกับสนามหญ้ากว้างใหญ่ โดยมีฉากเป็นต้นไม้ใหญ่สูงลิบ เช่น ต้นยางสารพัดชนิดที่มีอยู่ในเขตพื้นที่สวนป่าของบ้าน

ห้องโถงของบ้านบางพระไม่มีการติดเครื่องปรับอากาศ เพราะด้วยความสูงโปร่งของเพดาน ทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก จึงมีลมธรรมชาติพัดผ่านเข้าออกตลอดเวลา ดังนั้นจึงทำให้บ้านหลังนี้มีความเย็นสบายด้วยสายลมธรรมชาติ และมีความเขียวขจีของต้นไม้สารพัดชนิดเป็นเครื่องประดับให้บ้านมีความงดงามและร่มเย็นมากยิ่งขึ้น

ในยามที่หลายต่อหลายคนในสังคมไทยอาจจะเพิ่งตระหนักกับเรื่องการอนุรักษ์เรือนโบราณ แต่สำหรับคุณยศ และ ดร.นฎาประไพแล้ว ทั้งคู่เห็นถึงความงดงามและความสำคัญของเรือนโบราณมาเป็นเวลานานมากแล้ว ดังนั้นทั้งสองคนจึงตั้งใจเก็บรักษา และดูแลบ้านแห่งความทรงจำหลังนี้ ไว้เป็นอย่างดีเพราะนอกจากบ้านจะมีความงดงามแล้ว บ้านหลังนี้ ยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่ความทรงจำด้วย เพราะบ้านสามารถบอกเล่าเรื่องราวของมนุษย์ที่เคยอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้มาก่อน และยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของบ้านและผู้คนที่เกี่ยวข้องกับบ้าน แล้วยังบ่งบอกถึงรูปแบบสถาปัตยกรรมของบ้านในแต่ละยุคแต่ละสมัยได้เป็นอย่างดี ดังนั้นบ้านจึงเป็นที่รวบรวมความทรงจำในแง่มุมต่างๆ ของมนุษย์ได้อย่างครบถ้วน

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แหล่งความรู้คู่พระนคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/503340

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แหล่งความรู้คู่พระนคร

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แหล่งความรู้คู่พระนคร

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.01 น.

ประเทศใดก็ตามที่ผู้คนส่วนใหญ่มีการศึกษาดีผู้คนในประเทศนั้นๆ จะให้ความสำคัญกับการเข้าไปแสวงหาความรู้ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และในพิพิธภัณฑ์อื่นๆ อีกหลากหลาย เพราะว่าพิพิธภัณฑ์คือแหล่งรวบรวมศิลปวิทยาการ และความรู้ของมนุษยชาติตั้งแต่ยุคโบราณกาลไล่เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นได้ว่าพิพิธภัณฑ์ในประเทศที่เจริญแล้วจึงมีหลากหลาย อาทิ พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับข้าวของเครื่องใช้และสิ่งของต่างๆ ในยุคโบราณ พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย ทั้งงานเขียน ภาพวาด และสิ่งแกะสลัก พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงด้านเสื้อผ้าอาภรณ์แพรพรรณ และพิพิธภัณฑ์ที่แสดงผลงานด้านธรรมชาติวิทยา เป็นต้น

Mr.Flower มั่นใจว่าหากคุณได้ไปท่องเที่ยวในประเทศที่เจริญแล้ว และถ้าคุณเป็นผู้ที่ชอบศึกษาค้นหารากเหง้าของมนุษยชาติในชุมชนและท้องถิ่นต่างๆ คุณจะต้องเข้าไปชมพิพิธภัณฑสถานของเมืองที่คุณไปท่องเที่ยวอย่างแน่นอน แต่สำหรับวันนี้ Mr.Flower ขอชวนเชิญคุณไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครด้วยกัน

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล หรือที่คนไทยผู้มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ทราบดีคือวังหน้า เมื่อเอ่ยถึงวังหน้าก็คือที่ประทับของพระมหาอุปราชของสยามถึง 5 พระองค์ โดยเริ่มมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แล้วครั้นเมื่อถึงรัชสมัยของล้นเกล้าล้นกระหม่อม รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช หรือวังหน้า ดังนั้น สถานที่แห่งนี้จึงถูกปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นำสิ่งของที่เคยจัดแสดง ณ มิวเซียมหลวง ซึ่งตั้งอยู่ที่ศาลาสหทัยสมาคม หรือหอคองคอร์เดีย ในเขตพระบรมมหาราชวัง มาจัดแสดง ณ ที่แห่งนี้ ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระราชมณเฑียรสถาน ในพระราชวังสถานมงคลทั้งหมดเพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร แล้วประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อปี 2477

ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จัดหมวดหมู่การจัดแสดงศิลปวัตถุต่างๆ ไว้ดังนี้

การแสดงประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดิน จัดในพระที่นั่งศิวโมกขพิมานโดยนำโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของทุกสมัยที่ค้นพบในประเทศไทยมาจัดแสดง โดยไล่ตามลำดับดังนี้ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยาและรัตนโกสินทร์

การแสดงประณีตศิลป์สืบสมัย จัดแสดงในหมู่พระวิมาน พระราชฐานชั้นใน ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลหลายพระองค์ งานศิลป์ที่จัดแสดง ได้แก่ เครื่องสูง เครื่องคชาธาร เครื่องนาฏดุริยางค์ เครื่องถ้วย เครื่องโลหะ เครื่องราชยานคานหามเครื่องไม้แกะสลัก ผ้าและเครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ในพระพุทธศาสนา เครื่องมุก และศาสตราวุธชนิดต่างๆ

การจัดแสดงด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ไทยสืบสาน จัดแสดง ณ อาคารมหาสุรสิงหนาท และอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ โดยนำเสนอรูปแบบและวิวัฒนาการของศิลปะโบราณคดีในประเทศไทย ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา และรัตนโกสินทร์

เมื่อมาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครแล้วคุณจะต้องไม่พลาดการเข้าไปชมโบราณสถานวังหน้าซึ่งจัดแสดงสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมยอดของกรุงรัตนโกสินทร์โดยสถานที่สำคัญที่ว่านี้คือพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระคู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่งของประเทศไทย และขอย้ำว่า พระที่นั่งองค์นี้มีจิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นรัตนโกสินทร์ซึ่งงดงามมาก และขอแนะนำให้ไปชมพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระตำหนักแดง ศาลาสำราญมุขมาตย์ ศาลาลงสรง พระที่นั่งมังคลาภิเษก พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังมีเก๋งนุกิจราชบริหาร ซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมจีนเพียงแห่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในเขตวังหน้า รวมถึงยังมีโรงราชรถ และหอแก้ว และศาลพระภูมิ ขอเรียนย้ำว่า สถานที่ทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมานี้ เป็นที่ซึ่งคุณไม่ควรพลาดชมเมื่อไปถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครแล้ว

สำหรับวันเวลาให้บริการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร คือวันพุธถึงวันอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. งดให้บริการในวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดช่วงปีใหม่และสงกรานต์ ค่าเข้าชมสำหรับคนไทย 30 บาท ส่วนผู้อายุเกิน 60 ปี และเด็กนักเรียน นักศึกษา พระสงฆ์ เข้าชมฟรี ชาวต่างประเทศเสียค่าบริการ 200 บาท ขอแนะนำให้คุณไปด้วยรถรับจ้างสาธารณะ หรือรถเมล์ประจำทาง เนื่องจากไม่มีที่จอดรถยนต์ส่วนบุคคล

หมายเหตุ ขอขอบพระคุณภาพประกอบคอลัมน์ จาก ศ.ดร.ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์

ตะลอนเที่ยว : อวลอบตลบกลิ่นลั่นทม ณ พระจุฑาธุชราชฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/501868

ตะลอนเที่ยว : อวลอบตลบกลิ่นลั่นทม ณ พระจุฑาธุชราชฐาน

ตะลอนเที่ยว : อวลอบตลบกลิ่นลั่นทม ณ พระจุฑาธุชราชฐาน

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันที่ 11-12 กรกฎาคม 2563 Mr.Flower จะพาคณะซึ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ มีสมาชิก 10 กว่าท่านไปชมความวิจิตรของพระจุฑาธุชราชฐาน ณ เกาะสีชัง แล้วนอนพักค้างคืนบนเกาะแห่งนี้หนึ่งคืน สมาชิกที่จะร่วมเดินทางไปด้วยกันในครั้งนี้หลายท่านตื่นเต้นมาก สาเหตุที่ตื่นเต้นเพราะไม่เคยไปเที่ยวเกาะสีชังมาก่อนเลยในชีวิต แต่บางท่านบอกว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่าบนเกาะสีชังมีพระราชฐานอยู่ด้วย แล้วหลายท่านก็ตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นเมื่อทราบว่าพระที่นั่งวิมานเมฆ ในเขตพระราชวังสวนดุสิต มีต้นกำเนิดมาจากพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ ซึ่งเคยประดิษฐานมาก่อน ณ เกาะสีชัง

หลายท่านถามว่า ทำไมในเขตพระราชฐานแห่งนี้จึงมีต้นลั่นทมมากมาย โดยเฉพาะในบริเวณอาไศรยสถานMr.Flower พยายามค้นหาคำตอบให้โดยถามจากผู้รู้เรื่องต้นไม้ในเขตพระราชฐาน แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบที่กระจ่างชัดครั้นเมื่อสืบค้นดูจากข้อมูลเรื่องพันธุ์ไม้ในพระจุฑาธุชราชฐาน ก็พบเพียงการอธิบายว่าลั่นทมเป็นไม้ในวงศ์ Apocynaceae มีชื่ออื่นๆ คือ จำปาขอม จำปาขาว และจำปาลาว ซึ่งเรียกชื่อแตกต่างไปตามภูมิภาคต่างๆ ของไทย ลั่นทมมีดอกหลายสี เช่น ขาว แดง ชมพู และเหลือง ช่วงเวลาที่ลั่นทมออกดอกบานสะพรั่งคือระหว่างเดือนมกราคม ถึงพฤษภาคม

อันที่จริงหากคุณๆ เคยไปเที่ยวชมพระนครคีรี หรือเขาวัง ที่จังหวัดเพชรบุรี คุณคงเห็นว่าบนพระนครคีรีก็มีต้นลั่นทมมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว และแต่ละต้นนั้นก็มีอายุเกิน 100 ปี ซึ่งก็จะคล้ายๆ กับต้นลั่นทมในเขตพระราชฐานบนเกาะสีชัง

ในเขตพระจุฑาธุชราชฐานนี้มิได้มีเพียงต้นลั่นทมเท่านั้น เพราะยังมีพันธุ์ไม้อื่นๆ อีกมากมายสารพัน แต่เหตุที่หลายคนมักกล่าวถึงลั่นทมเพราะเป็นที่น่าสังเกตว่าในบริเวณเรือน หรือพระตำหนักต่างๆ จะอุดมไปด้วยลั่นทม ดังนั้นหากคุณไปเที่ยวชมพระราชฐานแห่งนี้ในช่วงที่ลั่นทมบานสะพรั่งคุณจะได้กลิ่นหอมเย็นของลั่นทมตลบอบอวลไปทั่วทั้งเขตพระราชฐาน

ผู้รู้ด้านพันธุ์ไม้บอกว่า สาเหตุหนึ่งที่มีการนำลั่นทมไปปลูกไว้ในเขตพระราชฐานแห่งนี้ก็เพราะเป็นไม้ที่ทนความแห้งแล้งได้ดี ดังนั้นจึงน่าจะเหมาะกับการนำไปปลูกบนเกาะที่อาจจะไม่มีน้ำไม่มากนัก ยกเว้นในช่วงหน้าฝน แต่ที่สำคัญคือต้นลั่นทมมีรูปทรงสวยงาม ยิ่งต้นที่มีอายุมากๆ ก็จะยิ่งมีรูปทรงที่งดงามมากขึ้น ดังนั้นใครก็ตามที่ได้เห็นต้นลั่นทมในเขตพระจุฑาธุชราชฐานแล้วก็จะต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่างามมาก เพราะมีกิ่งก้านสวยงาม เวลาเมื่อต้นทิ้งใบก็จะงดงามราวกับภาพวาดของจิตรกรชั้นครู

วันนี้เลยพูดถึงเรื่องลั่นทมในพระจุฑาธุชราชฐานเสียยืดยาว เพราะว่ามีผู้ถามเรื่องนี้มาก แต่ขอย้ำว่านอกจากลั่นทมที่งดงามแล้ว พระจุฑาธุชราชฐานยังมีความงดงามในแง่มุมต่างๆ อีกมากมาย ซึ่ง Mr.Flowerได้นำเสนอให้คุณๆ ได้รับทราบไปแล้วเมื่อสอง-สามสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเรื่องโบราณสถานต่างๆ ซึ่งขอบอกว่า เมื่อใครก็ตามที่ได้เข้าไปสัมผัสความวิจิตรของพระราชฐานแห่งนี้แล้วต่างก็หลงใหลในความงามแบบเรียบง่ายกันทุกคน หลายคนสามารถนั่งชมความงามของสะพานอัษฎางค์ได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงที่พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า

แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะชวนคุณชมก็คือ เหล่าฝูงหมูป่าที่เดินหากินกันอย่างสำราญบานใจในเขตพระราชฐาน ในบางช่วงหมูป่าจะมีลูกน้อยเดินตามเป็นพรวน ราวกับขบวนพาเหรด หมูป่าเหล่านี้อยู่บนเกาะแห่งนี้มายาวนานมาก ชาวบ้านบนเกาะสีชังบอกว่า เกิดมาก็เห็นหมูป่าแล้ว

อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าทริปชมพระจุฑาธุชราชฐาน วันที่ 11-12 กรกฎาคมนี้ ไม่สามารถรับสมาชิกเพิ่มเติมได้อีกแล้ว แต่หากคุณมีความประสงค์จะไปเที่ยวกับMr.Flower ก็ขออนุญาตพาคุณไปเที่ยวในทริปหน้าครับ สนใจร่วมทริปหน้า โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เกาะสีชัง เกาะในประเทศไทยแห่งเดียวที่มีพระราชฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/500468

ตะลอนเที่ยว : เกาะสีชัง เกาะในประเทศไทยแห่งเดียวที่มีพระราชฐาน

ตะลอนเที่ยว : เกาะสีชัง เกาะในประเทศไทยแห่งเดียวที่มีพระราชฐาน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เป็นเวลาต่อเนื่องกันสองสัปดาห์มาแล้วที่ Mr.Flower นำเสนอเรื่องราวที่แสนน่าสนใจของเกาะสีชังและตั้งใจว่าจะชักชวนคุณๆ ไปเที่ยวบนเกาะประวัติศาสตร์แห่งนี้ด้วยกัน

ล่าสุดสรุปกำหนดการเดินทางไปท่องเที่ยวเกาะสีชังเรียบร้อยแล้ว คือวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2563 สาเหตุที่กำหนดช่วงเวลาดังกล่าวก็เพราะตรวจสอบสภาพดินฟ้าอากาศเรียบร้อยแล้ว โดยในช่วงนั้นปลอดฝน ทะเลสงบ และที่สำคัญคือไม่ใช่ช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่อง (long weekend) ครั้งแรกตั้งใจจะไปเที่ยวแล้วนอนพักผ่อนบนเกาะสีชังเป็นเวลา 2 คืน แต่สมาชิกหลายรายเสนอแนะว่านอนแค่คืนเดียวก็พอแล้ว เพราะต้องการจะเน้นเฉพาะเขตประวัติศาสตร์ในพระจุฑาธุชราชฐานเท่านั้น และที่สำคัญคือตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์ ทำให้ไม่ต้องลางานเมื่อสมาชิกสรุปตรงกันเช่นนี้ก็ทำให้ Mr.Flower กำหนดวันเดินทางไปเที่ยวเกาะสีชังเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ที่11-12 กรกฎาคม

ดังนั้นหากคุณๆ ท่านใดต้องการจะร่วมเดินทางไปท่องเที่ยวกับเรา โปรดติดต่อด่วนที่โทรศัพท์หมายเลข091-7233615 ขอเรียนย้ำเหมือนเช่นเคยว่า เราเดินทางกันเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นครับ (รับสมาชิก 12 ท่าน) ส่วนเรื่องอาหารการกินและเรื่องที่พักนั้น รับรองว่าอาหารอร่อย ที่พักดี เพราะเราเที่ยวกันแบบกินดีอยู่ดี เน้นความเป็นกันเอง เที่ยวแบบสบายๆ ไม่รีบร้อน แต่เน้นเจาะลึกด้านประวัติศาสตร์ด้วยการเข้าไปสัมผัสกับแหล่งประวัติศาสตร์โดยตรง

สำหรับภาพสถานที่ต่างๆ ในพระจุฑาธุชราชฐานที่นำมาประกอบคอลัมน์ในวันนี้ เน้นการเปรียบเทียบให้เห็นว่าก่อนบูรณะกับเมื่อบูรณะเรียบร้อยแล้วทุกอย่างสวยงามวิจิตรเพียงใด โดยอาคารสำคัญๆ ที่นำมาให้ชมในวันนี้ก็คือ อาไศรยสถาน 3 หลัง คือเรือนวัฒนา (พระนามของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) เรือนผ่องศรี (พระนามของพระนางเจ้าเสาวภาผ่อนศรี พระวรราชเทวี พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) และเรือนอภิรมย์ (พระนามของพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์) และยังมีเรือนไม้ริมทะเลหรืออาคารเขียว สะพานอัษฎางค์ ฐานของพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ (ซึ่งพระที่นั่งองค์นี้ได้ถูกรื้อลงแล้วนำไปสร้างเป็นพระที่นั่งวิมานเมฆในพระราชวังดุสิตต่อมา) พระอุโบสถวัดอัษฎางคนิมิตรและเจดีย์เก่าแก่ที่มีมาก่อนก่อสร้างพระจุฑาธุชราชฐาน

พระจุฑาธุชราชฐานนี้ตั้งขึ้นตามพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก และในเขตพระราชฐานแห่งนี้ยังมีพระที่นั่งองค์อื่นๆ อีกคือ พระที่นั่งโกสีย์วสุภัณฑ์ พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ พระที่นั่งโชติรสประภาต์ พระที่นั่งเมขลามณี แต่พระที่นั่งทั้งหมดนั้นมิได้ปรากฏอยู่อีกต่อไป

แล้วหลังจากวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 เมื่อปี พ.ศ. 2436 การก่อสร้างต่างๆ ในเขตพระราชฐานแห่งนี้ก็ยุติลง และพระจุฑาธุชราชฐานแห่งนี้ก็มิได้ถูกใช้เป็นพระราชฐานในการเสด็จแปรพระราชฐานนับแต่นั้นมา แล้วถูกปล่อยร้างให้ทรุดโทรมลง จนกระทั่งในที่สุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับมอบสิทธิ์ใช้ที่ดินบางส่วนจากกรมธนารักษ์ เพื่อทำสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล และเป็นศูนย์ฝึกนิสิต และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังทำหน้าที่ดูแลรักษาพระจุฑาธุชราชฐานด้วย

ตะลอนเที่ยว : อร่อยแบบมีคุณภาพที่ครัวศิลปาชีพ เชียงใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/499029

ตะลอนเที่ยว : อร่อยแบบมีคุณภาพที่ครัวศิลปาชีพ เชียงใหม่

ตะลอนเที่ยว : อร่อยแบบมีคุณภาพที่ครัวศิลปาชีพ เชียงใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงนี้รัฐบาลไทยประกาศผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดที่เคยประกาศใช้มาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม2563 เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 แล้ว ดังนั้น คนไทยจำนวนไม่น้อยก็เริ่มเดินทางไปเยี่ยมญาติในจังหวัดต่างๆ และท่องเที่ยวกันมากขึ้น เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อย เห็นว่าการเดินทางท่องเที่ยวคือสิ่งสำคัญประการหนึ่งของชีวิต  

จังหวัดหนึ่งที่คนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ คือ เชียงใหม่ ขอบอกว่าเชียงใหม่ในช่วงนี้น่าท่องเที่ยวมาก เพราะธรรมชาติฟื้นตัวจนเข้าขั้นสมบูรณ์หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายไป อาการในเชียงใหม่สะอาดบริสุทธิ์มากกว่าช่วงที่เกิดปัญหาหมอกควันพิษ และค่าฝุ่นละออง PM2.5กระจายไปเต็มเมือง จนทำให้เชียงใหม่กลายเป็นพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศเลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใบนี้ แต่ขอย้ำว่าบัดนี้ อากาศเชียงใหม่ใสสะอาดและบริสุทธิ์ จนสามารถสูดลมหายใจได้เต็มปอด โดยเฉพาะในช่วงหลังฝนหยุดตกใหม่ๆ จะสามารถสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ของอากาศได้อย่างชัดเจน ต้นไม้ ใบไม้สดชื่นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากได้รับน้ำฝน ผู้คนสามารถมองเห็นยอดดอยสุเทพได้ชัดกระจ่างจากทั่วทุกมุมของตัวเมืองเชียงใหม่ (หากไม่มีตึกสูงๆ และป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ใหญ่ที่ก่อให้เกิดทัศนอุจาดบดบังสายตา)

ถนนหนทางในเชียงใหม่โล่งขับรถขับราได้สะดวกสบาย แม้กระทั่งจุดที่เคยมีผู้คนพลุกพล่านตลอดเวลาราวกับไม่มีวันหยุดพัก อย่างเช่น ประตูท่าแพ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ และถนนรอบคูเมืองเชียงใหม่ ไนท์บาซาร์ และถนนขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ แต่สถานที่ต่างๆ ที่กล่าวถึงนั้นกลับน่าไปเยี่ยมไปเยือนมากโดยเฉพาะในช่วงนี้

ร้านค้า ร้านอาหารที่เคยแออัดมีผู้คนแย่งกันกิน แย่งกันเข้าไปใช้บริการตลอดเวลาก็กลับน่านั่งน่าเข้าไปรับประทานอาหาร เพราะไม่ต้องเล่นเก้าอี้ดนตรีกันเหมือนเช่นในช่วงที่ผู้คนหลั่งไหลขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่

วันนี้ผมอยากจะชวนคุณขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยกันอีกสักครั้ง แล้วจะพาคุณไปชมสถานที่สำคัญต่างๆ ของเชียงใหม่แบบ slow life เช่น วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง
วัดพระธาตุดอยสุเทพ ดอยปุย ไหว้สาครูบาเจ้าศรีวิชัย แล้วชวนคุณไปรับประทานอาหารรสชาติดี สะอาด มีคุณภาพดีเยี่ยมที่ครัวศิลปาชีพ เชียงใหม่

ครัวศิลปาชีพ แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่บนถนนห้วยแก้ว อยู่ในพื้นที่โครงการอาคารจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพโครงการตามพระราชดำริ เมื่อรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้วยังสามารถเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีเยี่ยมจากศูนย์ศิลปาชีพที่มีอาคารอยู่ใกล้ชิดกันอีกด้วย

สำหรับอาหารขึ้นชื่อของครัวศิลปาชีพคือ อาหารที่ทำจากปลาเทร้าท์ภูเขา ปลาแซลมอน เป็ดอี้เหลียงโรตีแกงเขียวหวาน ข้าวตังหน้าตั้ง อาหารที่ทำจากหมูจินหัว ยำศิลปาชีพและที่พลาดไม่ได้ในช่วงนี้คือข้าวแช่ชาววัง ที่จะหารับประทานได้เฉพาะในช่วงหน้าร้อนเท่านั้น แต่ปีนี้พิเศษสุดเพราะแม้จะเลยหน้าร้อนแล้ว แต่ยังคงมีให้รับประทานได้ แต่คงมีให้รับประทานอีกเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้นก่อนจะยุติการผลิตในปีนี้ ซึ่งก็ต้องรอรับประทานอีกครั้งในหน้าร้อนปีหน้า

ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2563 ครัวศิลปาชีพ เชียงใหม่ เปิดบริการตามเวลาดังนี้ เริ่มตั้งแต่ 09.00-17.30 น. เปิดบริการทุกวันกรุณาโทรศัพท์สำรองที่นั่งก่อนที่หมายเลข 061-7921133

ตะลอนเที่ยว : ช่วยวัวช่วยควาย ช่วยเพราะอยากเห็นพวกเขามีชีวิตเป็นสุขในท้องทุ่งโล่งกว้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/479280

ตะลอนเที่ยว : ช่วยวัวช่วยควาย ช่วยเพราะอยากเห็นพวกเขามีชีวิตเป็นสุขในท้องทุ่งโล่งกว้าง

ตะลอนเที่ยว : ช่วยวัวช่วยควาย ช่วยเพราะอยากเห็นพวกเขามีชีวิตเป็นสุขในท้องทุ่งโล่งกว้าง

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ก่อนอื่นในนามของหนังสือพิมพ์แนวหน้า Mr.Flower ต้องขอกล่าวคำว่าขอบคุณมากที่สุด สำหรับทุกท่านที่แสดงความชื่นชมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์เพื่อมอบให้ผู้เหมาะสมนำโคกระบือไปเลี้ยงดูจนกว่าสัตว์จะถึงวันตายตามอายุขัยโดยธรรมชาติ หลายท่านแสดงความจำนงขอร่วมบริจาคเงินกับโครงการ หลายท่านถามว่าทำไมไม่รับเงินบริจาคในระยะนี้ หลายคนถามว่าหากต้องการจะบริจาคเงินเพื่อไถ่ชีวิตโคกระบือทั้งตัวหรือมากกว่าหนึ่งตัว สามารถร่วมบริจาคได้ไหม และหลายท่านก็ถามว่าหากต้องการได้รับโคกระบือไปเลี้ยงดู ต้องทำตามเงื่อนไขอย่างไร และอีกสารพัดคำถาม และสารพัดคำชมเชย

Mr.Flower ขอเรียนแจ้งอีกครั้งว่า โครงการนี้ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ผู้บริหารของหนังสือพิมพ์แนวหน้ายังคงสนับสนุนการทำโครงการนี้ เพราะโครงการนี้ทำขึ้นด้วยความสมัครใจ และด้วยความสนับสนุนของกองบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยมอบหมายให้Mr.Flower เป็นเสมือนผู้จัดการโครงการ เพราะต้องเป็นผู้ติดต่อประสานงานกับผู้รับมอบโคกระบือ ติดต่อประสานงานเรื่องการซื้อโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ และประสานงานกับผู้รับโคกระบือไปดูแลต่อไป รวมถึงการจัดทำนิติกรรมสัญญากับผู้รับโคกระบือไปเลี้ยงดู และติดตามดูแลความเป็นอยู่ของโคกระบือที่ส่งมอบไปแล้ว

ส่วนคำถามที่ว่าทำไมจึงไม่รับเงินร่วมบริจาคในระยะนี้ คำตอบคือ เนื่องจากผู้จัดทำโครงการยังไม่สามารถเลือกสรรผู้เหมาะสมที่สุดที่จะได้รับโคกระบือไปดูแลต่อไป ดังนั้นเมื่อยังไม่มีผู้เหมาะสมที่จะรับสัตว์ไปเลี้ยงดู ก็จึงยังไม่มีการรับบริจาคเงินเพื่อเข้าโครงการ เนื่องจากไม่ต้องการให้เงินบริจาคไปตกค้างอยู่ในบัญชีธนาคาร แต่จะรับบริจาคต่อเมื่อสามารถคัดเลือกผู้เหมาะสมที่สามารถรับโคกระบือไปเลี้ยงดูได้แล้วเท่านั้น จึงจะมาเรียนแจ้งให้ทุกท่านทราบ และจะขอรับบริจาคสมทบเข้าโครงการต่อไป ดังนั้นหากท่านผู้อ่านแนวหน้ามีความประสงค์จะแนะนำให้ผู้ทำโครงการได้รู้จักกับผู้ที่สามารถนำสัตว์ไปเลี้ยงดูต่อได้อย่างเหมาะสมโปรดกรุณาแจ้งให้ผู้ทำโครงการทราบด้วย จะได้ประสานงานไปยังผู้นั้นโดยตรง

ส่วนที่ถามว่าจะสามารถบริจาคเพื่อไถ่ชีวิตโคกระบือทั้งตัวหรือมากกว่าหนึ่งตัวได้หรือไม่นั้น ตอบว่าแล้วแต่ความศรัทธาและความสะดวกของท่านครับ โครงการไม่มีเงื่อนไขการรับบริจาคใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนที่มีผู้ถามว่า ถ้าจะมอบโคกระบือให้กับโครงการ เพื่อให้โครงการนี้นำไปมอบให้กับผู้เลี้ยงดูต่อไป สามารถทำได้หรือไม่ ตอบว่า ได้ครับ แต่ท่านผู้มอบโคกระบือให้โครงการ ต้องมีหนังสือรับรองความเป็นเจ้าของสัตว์เป็นเครื่องยืนยันด้วยครับ เพื่อป้องกันปัญหาด้านคดีความอันอาจจะเกิดตามมาในอนาคต

และเป็นที่น่ายินดีว่า หลังจากที่แนวหน้าทำโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือมาได้ 5 ปีเศษ โครงการนี้ได้รับความสนใจจากทั้งผู้อ่านทั่วไป และจากบริษัทห้างร้านขนาดใหญ่ โดยบางบริษัทร่วมสมทบทุนกับโครงการอย่างต่อเนื่อง และบางบริษัทแสดงความประสงค์จะเข้าร่วมทำโครงการนี้ด้วย ซึ่งแนวหน้ายินดีต้อนรับทุกบริษัทที่ต้องการเข้าร่วมโครงการนี้กับเราด้วยความยินดียิ่ง ตัวอย่างบริษัทที่ทำโครงการนี้กับเรา ได้แก่ บริษัท บางจาก จำกัด (มหาชน) บริษัท ดีรติ จำกัด เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่ของผู้ร่วมบริจาคกับโครงการจะมาจากผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า และจากผู้ฟังรายการ Good Time ทางวิทยุ FM 101ทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.30-21.00 น. ดำเนินรายการโดยคุณเฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการและคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า และล่าสุดมีบริษัทผลิตและจำหน่ายสีบริษัทหนึ่งติดต่อเข้ามาเพื่อขอทราบรายละเอียดของโครงการนี้เพราะต้องการเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการ ซึ่ง Mr.Flowerกำลังนัดแนะวันเวลาที่สะดวกกับผู้บริหารของบริษัทสีรายดังกล่าว (ขออภัยยังไม่ต้องการเปิดเผยชื่อให้ทราบในขณะนี้) เพื่อจะได้เข้าไปพูดคุยรายละเอียดของโครงการให้ได้รับทราบ เพื่อจะได้ร่วมกันดำเนินโครงการนี้ต่อไป

มีผู้อ่านแนวหน้าจำนวนมากบอกว่าอยากให้โครงการนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เพราะอย่างน้อยที่สุด ผู้ร่วมบริจาคได้รับรู้อย่างต่อเนื่องว่าโคกระบือที่โครงการไถ่ชีวิตออกมาจากโรงฆ่าสัตว์แล้วไปอยู่ที่ไหนบ้าง มีความเป็นอยู่อย่างไร และชื่นชอบตรงที่ผู้ทำโครงการฯ ไปเยี่ยมเยียนวัวควายและคนรับดูเป็นระยะๆ โดยไม่ทอดทิ้งพวกเขา

สำหรับภาพชุดล่าสุดที่นำมาฝากคุณผู้อ่านแนวหน้าในวันนี้คือ ภาพแห่งความสุขของทั้งวัวควายและคนเลี้ยงดูวัวควาย คุณได้เห็นแล้วว่าวัวควายที่โครงการฯ ไถ่ชีวิตมาล่าสุดจำนวน 27 ตัว จากโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งในเชียงรายเมื่อปลายเดือนมกราคม วันนี้เขามีชีวิตที่เบิกบาน มีคนดูแลเขาเป็นอย่างดีเขามีที่อยู่ที่กินที่ปลอดภัย และที่สำคัญคือเขาได้ให้สมาชิกใหม่มาแล้ว 2 ตัว และกำลังจะให้กำเนิดสมาชิกใหม่ในเร็วๆ นี้อีก 4 ตัว

นี่คือความสุขใจของผู้ร่วมทำโครงการนี้ เป็นความสุขใจที่เกิดจากการให้ชีวิต ให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน นอกจากแค่เพียงได้เห็นวัวควายที่กำลังจะถูกต้อนเข้าโรงฆ่าสัตว์ได้มีชีวิตใหม่ที่เบิกบาน วันหน้าในอนาคตอันใกล้นี้จะชวนคุณๆ ไปเยี่ยมพวกเขาด้วยกัน

หากคุณสนใจโครงการนี้ โปรดติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

การให้ชีวิตคือการให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ตะลอนเที่ยว : วัวควายเบิกบาน คนเลี้ยงดูก็สุขใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/477740

ตะลอนเที่ยว : วัวควายเบิกบาน คนเลี้ยงดูก็สุขใจ

ตะลอนเที่ยว : วัวควายเบิกบาน คนเลี้ยงดูก็สุขใจ

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คุณเคยเห็นวัวและควายยิ้มไหม

หลายคนอาจจะบอกว่า ถามบ้าๆ สิวัวควายที่ไหนจะยิ้มได้

แต่คุณเชื่อไหมครับว่าวัวควายที่คณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า ผู้ชมรายการแนวหน้าวาไรตี้ (ออกอากาศทาง TNN 2 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-14.25 น.) และผู้ฟังรายการ Good Time (ออกอากาศทางวิทยุเอฟเอ็ม 101 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.30-21.00 น.) ร่วมกันมอบวัวควายชุดล่าสุด 27 ตัว และยังมีวัวควายอีก 6 ตัวที่บริจาคโดยคณะผู้ศรัทธาในตัวพระเมธีวชิโรดม (ท่าน ว. วชิรเมธี) โดยวัวควายทั้ง 33 ตัวนี้ได้ส่งมอบให้ชาวบ้านในจังหวัดเชียงรายเป็นผู้นำไปเลี้ยงดูต่อไป โดยผู้รับมอบทุกคนเป็นนักเรียนของโรงเรียนชาวนา ซึ่งอยู่ในความดูแลของสถานวิปัสสนาสากล ไร่เชิญตะวันเชียงราย โดยได้ส่งมอบวัวควายทั้งหมดเมื่อวันที่29 มกราคม 2563 ณ ไร่เชิญตะวัน หลังจากไถ่ชีวิตพวกเขาทั้งหมดมาจากโรงฆ่าสัตว์ในจังหวัดเชียงราย

 

หลังจากคณะของเราได้ส่งมอบวัวควายให้ผู้รับไปเลี้ยงดูต่อได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ควายตัวหนึ่งก็ตกลูกออกมาเป็นลูกควายเผือก สีชมพูแสนสวยงาม เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจมาก เพราะแม่ควายมีสีดำมะเมื่อม (หากคุณติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาโดยตลอด คงจำได้ว่าแม่ควายตัวนี้ขาหลังข้างขวามีปัญหา ทำให้เดินได้ไม่สะดวก เจ้าของโรงฆ่าสัตว์บอกกับคณะของเราว่า เขาจะต้องถูกฆ่าในวันรุ่งขึ้น (วันที่ 29 มกราคม 2563) เมื่อได้ฟังดังนั้น คณะของเราจึงบอกกับเจ้าของโรงฆ่าสัตว์ว่า ถ้าเช่นนั้นเราขอไถ่ชีวิตตัวนี้ก่อน) เจ้าลูกควายเผือกแสนสวยตัวนั้นได้ชื่อว่า มีเงิน

แล้วหลังจากนั้นอีกประมาณ 2 สัปดาห์ควายอีกตัวหนึ่งที่คณะของเรามอบให้นักเรียนชาวนานำไปเลี้ยงดูก็ตกลูกออกมาอีกหนึ่งตัว แต่สมาชิกใหม่รายนี้ไม่ได้เป็นควายเผือก แต่ถึงแม้จะไม่ใช่ควายเผือก เจ้าสมาชิกใหม่รายนี้ก็มีความน่ารักน่าชังมาก และได้ชื่อว่า อุ้มบุญ

คุณผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าทำไมเพิ่งมอบวัวควายให้กับผู้รับไปเลี้ยงดูได้ไม่นาน แต่ทำไมวัวควายจึงตกลูกเร็วขนาดนี้ ก็ขอเฉลยให้ทราบว่าคณะผู้ร่วมไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ตั้งเป้าหมายไว้เป็นอันดับแรกว่า จะไถ่ชีวิตวัวควายที่มีท้องก่อนเป็นอันดับแรก แล้วอันดับต่อมาคือไถ่ชีวิตวัวควายแม่ลูกอ่อน และลำดับสุดท้ายคือไถ่ชีวิตวัวควายอื่นๆ และนอกจากนั้นคณะของเรายังตั้งใจว่าหากพบว่ามีวัวควายที่บาดเจ็บและพิการ ซึ่งวัวควายประเภทนี้จะถูกฆ่าก่อนเป็นอันดับแรก เพราะไม่มีใครต้องการเลี้ยงดูอีกต่อไปแต่คณะของเราตั้งใจจะไถ่ชีวิตของเขาแล้วนำไปรักษาพยาบาล ซึ่งคณะของเราก็ได้ทำมาแล้ว โดยการรักษาวัวแม่ลูกอ่อนวัวขาหัก โดยใช้เวลารักษาเขานานกว่า 1 ปี จนสุดท้ายเขาก็สามารถจะกลับไปใช้ชีวิตได้เกือบปกติแล้ว แม้เขาจะยังเดินได้ไม่เป็นปกติเหมือนวัวทั่วไปก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุดเขาก็ไม่ถูกฆ่า

วันนี้ Mr. Flower นำภาพน่ารักน่าชังของลูกควายที่เพิ่งเกิดใหม่มาให้คุณๆ ได้รับชม และเชื่อมั่นว่าเมื่อคุณได้เห็นภาพลูกควายเผือกแสนสวยแล้ว คุณคงยิ้มได้ และขณะเดียวกันก็มั่นใจว่า เมื่อคุณเห็นภาพลูกควายสีดำที่นั่งอยู่บนรถเข็น คุณก็น่าจะยิ้มได้อีกเช่นกัน แต่ที่มากกว่านั้นคือ เราเชื่อว่าภาพลูกควายและลูกวัวที่กำลังดูดนมจากเต้าของแม่ จะยิ่งทำให้คุณยิ้มหวานมากขึ้น

นอกจากนี้ Mr. Flower ยังนำภาพความเป็นอยู่ของวัวควายหลังจากที่พวกเขาถูกไถ่ชีวิตออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วได้ไปอยู่กับคนที่รักพวกเขาอย่างแท้จริง คุณอาจจะไม่ได้เห็นวัวควายยิ้มด้วยตาของคุณเอง แต่คนที่รับพวกเขาไปเลี้ยงดูบอกกับคณะของเราว่า ทุกวันนี้เมื่อวัวควายได้รับความรักความเมตตาจากคนเลี้ยง คนเลี้ยงบอกว่าเขาได้เห็นวัวควายยิ้มหวาน ได้เห็นว่าวัวควายมีความสุข ส่วนคนเลี้ยงดูก็มีความสุข และมีความปีติอิ่มเอิบใจ

หากคุณสนใจอยากจะไปชมภาพความสุขของวัวควายที่คณะของเรามอบให้กลุ่มนักเรียนโรงเรียนชาวนานำไปเลี้ยงดูแล้วละก็ วันหน้า (ในอนาคตอันใกล้นี้) คณะของเราจะไปเยี่ยมวัวควายและไปเยี่ยมคนเลี้ยงดูวัวควายกลุ่มนี้ด้วยกันที่จังหวัดเชียงราย หากกำหนดวันเดินทางไปเรียบร้อยแล้ว จะเรียนแจ้งให้ทราบในคอลัมน์นี้
ครับ

ส่วนเรื่องที่ผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า และผู้ติดตามชมรายการแนวหน้าวาไรตี้ และผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time ถามว่าหาก ต้องการจะร่วมบริจาคไถ่ชีวิตวัวควายกับแนวหน้าอีกจะต้องทำอย่างไร ก็ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า หากคณะของเราสามารถเลือกสรรผู้ที่มีความเหมาะสมที่สามารถรับวัวควายไปเลี้ยงดูได้เป็นอย่างดีแล้ว คณะของเราจะมาเรียนแจ้งเรื่องการรับบริจาคให้ท่านทราบโดยทันที และขอเรียนแจ้งว่าในขณะที่คณะของเรายังไม่สามารถเลือกสรรผู้รับวัวควายไปเลี้ยงดูได้ คณะผู้ทำโครงการจะยังไม่ขอรับบริจาคเงินแต่ประการใด เนื่องจากไม่ต้องการนำเงินที่ได้รับบริจาคไปเก็บไว้ จึงเรียนมาเพื่อทราบ และกราบอนุโมทนาบุญกับทุกท่านด้วย

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการทราบรายละเอียดโครงการไถ่ชีวิตวัวควายจากโรงฆ่าสัตว์กับหนังสือพิมพ์แนวหน้า กรุณาโทรศัพท์สอบถามได้ที่หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : สีชัง ชังแต่ชื่อ เกาะนั้นหรือจะชังใคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/476260

ตะลอนเที่ยว : สีชัง ชังแต่ชื่อ เกาะนั้นหรือจะชังใคร

ตะลอนเที่ยว : สีชัง ชังแต่ชื่อ เกาะนั้นหรือจะชังใคร

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อประมาณหลังปีใหม่ปีนี้ Mr.Flower เคยบอกคุณๆ ว่าจะพาแฟนคอลัมน์นี้ไปเที่ยวเกาะสีชังด้วยกัน และแล้วเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ Mr.Flower ก็ได้พาผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มเล็กๆ ไปเที่ยวเกาะสีชังมาแล้ว โดยนอนบนเกาะแห่งนี้รวมสองคืน ซึ่งผู้ร่วมทริปเล็กๆ ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเกาะสีชังจะเต็มไปด้วยสีสันของผู้คนและฝูงหมูป่า มนตราของธรรมชาติ และอาหารทะเลสดๆ น้ำทะเลที่ยังคงใสสะอาด รวมถึงความน่ารักน่าชังของทุกสรรพสิ่ง แถมยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ (โดยเฉพาะในยุครัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)

ผู้ที่ได้ไปเยือนสีชังต้องไม่พลาดการเข้าไปชมพระจุฑาธุชราชฐาน แล้วถ้ายิ่งเป็นหนอนหนังสือที่ชื่นชอบหนังสือประวัติศาสตร์ไทย ในสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 จะต้องเคยอ่านจดหมายเหตุเสด็จประพาสเมืองจันทบุรี พ.ศ. 2419 บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 ที่ทรงพระราชนิพนธ์โคลงไว้ดังนี้

ถิ่นสุขกายสุขด้วย              ถิ่นดี

จิตโปร่งปราศราคี             ชุ่มชื้น

สองสุขแห่งชาวสี-             ชังเกาะ

อายุย่อมยืนพื้น                แต่ร้อยเรือนริม

พระจุฑาธุชราชฐาน

ย้อนไปแต่ครั้งรัชสมัย รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเกาะสีชัง ทรงพบว่าชาวเกาะสีชังมีอายุยืนยาวเพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ครั้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวตะวันตกที่เข้ามาในสยามนิยมไปพักตากอากาศบนเกาะสีชัง ทางการจึงได้สร้างบ้านพักตากอากาศให้เช่าพักอาศัย ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2431 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงประชวร แพทย์หลวงถวายความเห็นว่าควรจะเสด็จฯ ไปทรงพักรักษาพระวรกายในสถานที่ได้รับอากาศชายทะเลรัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จฯไปประทับ ณ เกาะสีชัง จนพระอาการทุเลา ในระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้น พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ทรงประชวรแพทย์หลวงถวายการรักษาในพระนครเป็นเวลานาน แต่พระอาการไม่ทุเลา จึงได้เสด็จฯ ไปประทับ ณ เกาะสีชัง จนพระอาการประชวรได้ทุเลาลง ครั้นในปี 2434 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ เมื่อทรงมีพระชนมายุ 3 ชันษา ทรงประชวร รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จฯไปทรงรักษาพระวรกายที่เกาะสีชังเหมือนพระประยูรญาติพระองค์อื่นๆ ซึ่งในการนี้ รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักเพื่อเป็นที่ประทับรักษาพระวรกาย และนอกจากนั้นยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงเรียนขึ้นด้วย เพื่อให้ลูกหลานชาวเกาะสีชังได้มีที่เรียนหนังสือ แล้วพระราชทานนามโรงเรียนว่า โรงเรียนเสาวภา นักเรียนที่เรียนในโรงเรียนแห่งนี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการเล่าเรียนแต่อย่างใด  ครั้นต่อมาในปี 2435 พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ประสูติพระราชกุมารบนเกาะสีชัง พระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนามพระราชฐานบนเกาะแห่งนี้ว่า พระจุฑาธุชราชฐาน

นี่เป็นแค่เพียงเรื่องย่อที่สั้นที่สุดที่ผมเล่าให้คุณฟังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์บนเกาะสีชัง อันที่จริงยังมีเรื่องราวต่างๆ อีกมากมายเกี่ยวกับเกาะสีชัง เอาแค่เพียงเฉพาะในเขตพระราชฐานก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากมาย เพราะมีพระตำหนักต่างๆ (ซึ่งปัจจุบันไม่หลงเหลือแล้ว) แต่มีวัดสำคัญในเขตพระราชฐานชื่อวัดอัษฎางคนิมิตร จุดเด่นของวัดนี้คือพระเจดีย์อุโบสถ พระอุโบสถเป็นอาคารทรงกลม ส่วนยอดเป็นพระเจดีย์ทรงลังกา ประตูหน้าต่างพระอุโบสถทำเป็นแบบศิลปะโกธิก ประดับกระจกสี

อันที่จริงนอกจากพระจุฑาธุชราชฐานแล้ว เกาะสีชังยังมีสถานที่สำคัญอื่นๆ อีกเช่น ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ช่องเขาขาด(สถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดบนเกาะ) ถ้ำเขาพัง และมีวิถีชีวิตของคนบนเกาะสีชังเป็นไฮไลท์ นอกจากนั้นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มากที่สุดอีกอย่างหนึ่งบนเกาะสีชังคือ ฝูงหมูป่าที่เดินหากินกันอย่างสนุกสนานจนกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของสีชังไปแล้ว แล้วต้องขอบอกว่าลูกหมูป่าตัวเล็กๆ นั้นน่ารักและแสนอัศจรรย์มาก เพราะตอนเขายังเล็กๆ ที่ตัวของเขาจะมีลายยาวพาดตลอดตัวจากหัวถึงโคนหาง แต่เมื่อเขาโตขึ้น ลายกลับหายไปจนหมดสิ้น แสนมหัศจรรย์

เขียนมาถึงตรงนี้ ก็ขอตั้งคำถามเชิงชวนเชิญคุณๆ ว่าคุณสนใจไปเที่ยวเกาะสีชังกับ Mr.Flower ไหมครับ หากสนใจเราจะไปเที่ยวกันแบบกลุ่มเล็กๆ สนใจโปรดติดต่อ091-7233615

ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่

ทะเลสีชัง

ตะลอนเที่ยว : รอยยิ้มของวัว-ควาย (และคน) : ชีวิตใหม่ที่ไม่ต้องรอการถูกฆ่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/474724

ตะลอนเที่ยว : รอยยิ้มของวัว-ควาย (และคน) : ชีวิตใหม่ที่ไม่ต้องรอการถูกฆ่า

ตะลอนเที่ยว : รอยยิ้มของวัว-ควาย (และคน) : ชีวิตใหม่ที่ไม่ต้องรอการถูกฆ่า

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สองสามสัปดาห์มานี้ คอลัมน์ตะลอนเที่ยวได้รับเสียงชื่นชมจากผู้คนจำนวนมากมาย โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้มีเมตตาต่อวัวและควาย (รวมถึงสรรพสัตว์อื่น ๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา) ซึ่งคณะของเราเพิ่งไปไถ่ชีวิตของพวกเขา (24 ชีวิต) ออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ที่เชียงราย เมื่อปลายเดือนมกราคม 2563

เมื่อเวลาผ่านไปได้เพียง 2-3 สัปดาห์เท่านั้น วัวควายที่คณะของเราไถ่ชีวิตพวกเขาออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ได้ตกลูก ให้กำเนิดชีวิตใหม่มาแล้ว 2 ชีวิต โดยชีวิตแรกคือควายเพศผู้ เป็นควายเผือก ซึ่งเกิดมาเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ได้ชื่อว่า มีเงิน ส่วนชีวิตที่สองเกิดมาเมื่อวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ก็เป็นควายเพศเมียเช่นกัน ได้ชื่อว่า อุ้มบุญMr. Flower ต้องขออภัยคุณผู้อ่านที่ไม่ได้นำภาพสมาชิกใหม่ล่าสุดมาให้คุณชมในสัปดาห์นี้ (เนื่องจากส่งภาพประกอบคอลัมน์ให้กับแผนกจัดหน้าของหนังสือพิมพ์ไปก่อนที่จะทราบข่าวว่ามีสมาชิกใหม่เกิด) แต่ขอสัญญาว่าในสัปดาห์หน้าจะนำภาพสมาชิกใหม่ล่าสุดมาให้คุณๆ ได้ชม และได้ชื่นใจไปพร้อมๆ กัน

แล้วก็ต้องขอเรียนแจ้งให้ทุกท่านทราบด้วยว่าในอีกไม่ช้านาน วัวควายที่คณะของเราได้มอบให้กับกลุ่มนักเรียนโรงเรียนชาวนา จังหวัดเชียงราย นำไปเลี้ยงดูต่อ ก็จะตกลูกออกมาอีก 2 ชีวิต เนื่องจากคณะของเราได้ไถ่ชีวิตวัวควายที่ตั้งท้องออกมาจากโรงฆ่าสัตว์รวมทั้งหมด4 ชีวิตด้วยกัน

Mr. Flower อยากให้คุณๆ ที่ร่วมบริจาค และผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าได้ไปชมความเป็นอยู่ของวัวควายเหล่านี้มากที่สุด เพราะที่อยู่ใหม่ของพวกเขานั้นจัดได้ว่าสุขสบายเป็นอย่างมาก พวกเขาไม่ต้องรอวันถูกฆ่าเหมือนการอยู่ที่โรงฆ่าสัตว์ พวกเขามีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ให้เดินเล่น มีหญ้าสดและมีฟางแห้งให้กิน มีโรงนอนที่ปลอดภัย มีต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา มีปลักโคลนให้ควายลงไปนอนแช่ มีหนองน้ำให้ลงไปเล่นน้ำได้อย่างสบายใจ และที่สำคัญที่สุดคือมีคนที่รักพวกเขาคอยดูแลเป็นอย่างดี

ผู้ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนการไถ่ชีวิตวัวควาย (ชุดล่าสุด 27 ชีวิต และชุดก่อนหน้านี้อีก 55 ชีวิต) บอกว่าทุกครั้งที่ได้รับทราบข่าวว่าวัวควายที่ไถ่ชีวิตออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ตกลูกออกมาทำให้ทุกคนยิ้มออก และรู้สึกว่าโลกนี้ยังมีความน่ารักอยู่เสมอ

ผู้ร่วมบริจาคหลายคนบอกด้วยว่า หากในอนาคตเมื่อมีทริปไปเยี่ยมวัวควายที่พวกเราร่วมกันไถ่ชีวิต จะต้องไปร่วมทริปด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งผมได้กำหนดไว้คร่าวๆ ว่า คณะของเราอาจจะจัดทริปเล็กๆ ไปเยี่ยมพวกเขาในช่วงเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ผมได้หารือกับกลุ่มผู้รับวัวควายไปเลี้ยงเป็นการเบื้องต้นแล้ว กลุ่มผู้รับเลี้ยงทุกคนบอกว่ายินดีต้อนรับด้วยความเต็มใจยิ่ง และอยากขอเชิญให้คณะของพวกเราไปนอนพักที่บ้านของผู้รับเลี้ยงด้วย แต่ผมได้เรียนแจ้งไปว่า คณะของผู้มอบวัวควายคงไม่รบกวนเรื่องที่พัก เพราะความเกรงใจ และไม่ต้องการสร้างภาระให้กับผู้รับเลี้ยงวัวควายแต่ก็ได้กล่าวขอบคุณในน้ำใจไมตรีที่ได้มอบให้กับคณะของเรา

นอกจาก Mr. Flower และหนังสือพิมพ์แนวหน้าจะได้เสียงชื่นชมจากคุณผู้อ่านที่ติดตามและสนับสนุนโครงการไถ่ชีวิตวัวควายจากโรงฆ่าสัตว์แล้ว ยังได้รับการติดต่อจากผู้คนอีกมากมายที่มีความประสงค์จะขอรับสัตว์ไปเลี้ยง ซึ่งจากการพูดคุยกันเบื้องต้นว่า ผู้ที่ต้องการได้รับวัวควายไปเลี้ยงดูต้องทำสัญญาอันมีผลผูกพันตามกฎหมาย และต้องทำตามสัญญาโดยเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องไม่ขายต่อวัวควายที่ได้รับไปเป็นอันขาด และต้องไม่ฆ่าพวกเขาด้วย ไม่ว่าจะกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนคำถามยอดนิยมที่ผู้ต้องการจะรับวัวควายไปเลี้ยงถามกันมากคือ หากวัวควายที่ได้รับไปเลี้ยงดูตกลูกแล้ว จะสามารถขายลูกต่อให้ผู้อื่นได้หรือไม่ คำตอบก็คือไม่ได้ เพราะต้องขายให้กับผู้มอบสัตว์ให้เท่านั้น

มีบางคนถามต่อว่า แล้วผู้มอบจะรู้ได้อย่างไรว่าวัวควายมีความเป็นอยู่อย่างไร เพราะเราอยู่ห่างกันไกลมาก คำตอบคือ ผู้มอบมีกรรมวิธีต่างๆ ที่จะเข้าไปตรวจสอบว่าผู้รับเลี้ยงสัตว์ดูแลสัตว์ด้วยความตั้งใจดีหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญที่Mr. Flower ได้ถามกับผู้ที่มีความต้องการจะขอรับสัตว์ไปเลี้ยงดูต่อคือ คุณมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ใช่ไหมว่าคุณมีความเมตตาต่อสัตว์อย่างแท้จริงหากคุณเมตตาต่อเขา คุณจะดูแลเขาเป็นอย่างดีแต่หากคุณคิดว่าสัตว์ที่พวกเรามอบให้คุณไปเลี้ยงดูเป็นของฟรี และคิดว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องดูแลเลี้ยงดูพวกเขาเป็นอย่างดี ถ้าหากคิดเช่นนี้ก็เท่ากับคิดผิดตั้งแต่แรกแล้ว เพราะวัวควายที่พวกเรามอบให้พวกคุณนำไปเลี้ยงดูนั้น ไม่ใช่ของฟรีเพราะทุกชีวิตถูกไถ่ออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ด้วยการร่วมบริจาคเงินของผู้มีจิตเมตตาทุกคน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ใช่ของฟรี และก็มีหลายรายที่ถามว่าทำไมต้องทำสัญญาด้วย คำตอบที่ได้รับคือ เพราะสัญญาจะเป็นเครื่องผูกมัดผู้รับวัวควายไปเลี้ยงดูต่อว่าเป็นผู้ที่ยึดมั่นในสัญญาหรือไม่ เพราะหากทำผิดสัญญาก็หมายความว่าจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจนถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม ขอเรียนแจ้ง ณ ที่นี้อีกครั้งว่า โครงการไถ่ชีวิตวัวควายจากโรงฆ่าสัตว์เพื่อมอบให้เกษตรกรและผู้เหมาะสมรับไปเลี้ยงดูต่อจนกว่าวัวควายจะถึงแก่อายุขัยตามธรรมชาติ ซึ่งโครงการนี้จัดทำโดยหนังสือพิมพ์แนวหน้ายังคงดำเนินโครงการต่อไป และจะเรียนแจ้งความคืบหน้าของโครงการให้คุณได้ทราบโดยผ่านหนังพิมพ์แนวหน้าเท่านั้น หากมีผู้อื่นขอรับบริจาคโดยแอบอ้างชื่อหนังสือพิมพ์แนวหน้า ขอให้คุณโปรดอย่างหลงเชื่อ ทั้งนี้คุณสามารถสอบถามรายละเอียดของโครงการนี้ได้ทางหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 เพียงหมายเลขเดียวเท่านั้น

ขอกราบอนุโมทนาบุญกับผู้อ่านแนวหน้าทุกท่าน และผู้ร่วมสนับสนุนโครงการนี้ทุกท่านด้วยครับ

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใหม่ ที่มาจากชีวิตเก่า ซึ่งรอดพ้นจากการถูกฆ่าเพื่อเป็นอาหารของคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/473205

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใหม่ ที่มาจากชีวิตเก่า ซึ่งรอดพ้นจากการถูกฆ่าเพื่อเป็นอาหารของคน

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใหม่ ที่มาจากชีวิตเก่า ซึ่งรอดพ้นจากการถูกฆ่าเพื่อเป็นอาหารของคน

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ภาพประกอบคอลัมน์ตะลอนเที่ยววันนี้เกือบทุกภาพคือภาพของลูกควาย (กระบือ) เพศผู้ตัวเล็กน่ารัก ผิวสีชมพู เพราะเป็นกระบือเผือก เขามีชื่อว่า “มีเงิน” เขาเพิ่งลืมตาดูโลกเมื่อวันจันทร์ที่10 กุมภาพันธ์ 2563 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา แม่ของมีเงินชื่อบุญหลาย ทั้งนี้ถ้าหากคุณติดตามคอลัมน์นี้มาอย่างต่อเนื่องคงทราบแล้วว่า บุญหลายคือควายท้องแก่ ที่มีปัญหาขาหลังด้านขวาได้รับบาดเจ็บ ลุกขึ้นยืนได้ค่อนข้างยากลำบาก เมื่อวันที่คณะของเราไปไถ่ชีวิตโค-กระบือที่โรงฆ่าสัตว์ชื่อ 786 ณัฐกิจ เชียงราย ของนายมัณกิจ บุญประเสริฐซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 182/1 หมู่ที่ 22 ต.รอบเวียง อ.เมืองจ.เชียงราย

โดยในวันที่คณะของผู้อ่านแนวหน้า และผู้ชมรายการ แนวหน้าวาไรตี้ รวมถึงผู้ฟังรายการวิทยุ ชื่อ Good Time ซึ่งจัดรายการทางสถานีวิทยุ FM 101 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.30-21.00 น. ได้ไปร่วมกันไถ่ชีวิตวัวควายทั้งหมดจากโรงฆ่าสัตว์แห่งนี้ ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 24 ตัว โดยเบื้องต้นคณะของเราตั้งใจจะไถ่ชีวิตวัวควายที่เป็นแม่ลูกกันทุกตัว รวมถึงวัวควายท้องทุกตัว เนื่องจากมีเงินงบประมาณจำกัด แต่ในที่สุดคณะของเราก็ได้ตัดสินใจไถ่ชีวิตวัวควายทุกตัวออกมาจากที่นั่น เพราะทนไม่ได้กับการที่จะปล่อยให้ตัวเองถูกตั้งคำถามว่า ทำไมจึงไม่นำตัวอื่นๆ ที่เหลืออยู่อีก 8 ชีวิตออกมาด้วย

วันนี้ขอเล่าถึงแม่ควายท้องแก่ตัวหนึ่ง (ซึ่งภายหลังผู้รับไปเลี้ยงดูได้ตั้งชื่อให้ว่าบุญหลาย) โดยควายตัวนี้นอนอยู่ตลอดเวลา ครั้นเมื่อถามเจ้าของโรงฆ่าสัตว์ว่าทำไมเขาจึงมีพุงโตมาก แล้วทำไมจึงนอนตลอดเวลา ก็ได้รับคำตอบว่า เขาท้องแก่ใกล้ตกลูกแล้ว แต่เหตุที่เขาไม่ยืนก็เพราะขาหลังด้านขวาของเขาได้รับบาดเจ็บ และวัวควายที่ขาเจ็บนั้นก็มักถูกฆ่าทิ้ง เพราะไม่มีใครต้องการนำไปเลี้ยงดู คณะของเราก็ถามต่อไปว่า ฆ่าเขาทั้งๆ ที่เขายังมีท้องแก่หรือ จะปล่อยให้เขาตกลูกก่อนหรือไม่คำตอบก็คือ ไม่รอ เพราะไม่คิดว่าจะมีใครซื้อต่อไปเนื่องจากไม่มีใครต้องการวัวควายขาเจ็บ หรือวัวควายพิการ

เมื่อคณะของเราได้ยินคำตอบเช่นนั้น ก็ทำให้เราตัดสินใจได้ทันทีว่า ถ้าเช่นนั้นเราจะไถ่ชีวิตของเขา แล้วจะขอนำไปรักษาต่อ ไม่ว่าจะรักษาหายหรือไม่ก็ตาม ก็จะต้องไถ่ชีวิตของเขาอย่างแน่นอน คณะของเราได้ขอร้องให้ผู้ที่ดูแลวัวควายที่รอการถูกฆ่าในโรงฆ่าสัตว์แห่งนั้น ช่วยทำให้เขายืนให้พวกเราดู เพราะเราต้องการ
ทราบว่าขาที่บาดเจ็บนั้นมีอาการรุนแรงมากมายเพียงใดและจะสามารถรักษาหายได้หรือไม่ หรือต้องใช้เวลารักษานานสักเพียงใด เพราะคณะของเราเคยได้รับความร่วมมือจากคณาจารย์หลายคนจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยร่วมมือกับอาจารย์และนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ รักษาโคแม่ลูกอ่อนที่ถูกวัวตัวอื่นเหยียบจนขาหลังด้านซ้ายหัก ขณะที่เขากำลังนอน จนทำให้กระดูกแทงออกมาภายนอกผิวหนัง และเป็นแผลขนาดใหญ่มาก โดยในเบื้องต้นสัตวแพทย์บางรายบอกว่าไม่มีทางรักษา และไม่สมควรรักษาเพราะไม่เคยมีใครรักษาวัวขาหัก โดยเฉพาะยิ่งเป็นวัวเนื้อแล้วก็หมายความว่าเมื่อขาหักก็ต้องถูกเชือดสถานเดียว แต่ในที่สุดพวกเราก็รักษาแม่วัวตัวนั้นจนหายเกือบเป็นปกติ แม้จะต้องใช้เงินมากพอสมควร และใช้เวลานานกว่าหนึ่งปี แล้วสุดท้ายแม่วัวตัวดังกล่าวก็กลับไปอยู่กับลูกของเขาได้ที่อำเภอเดิมบางนางบวช
สุพรรณบุรี

กลับมาพูดถึงบุญหลาย เมื่อเราตัดสินใจไถ่ชีวิตวัวควายทุกตัวจากโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งบุญหลายก็คือหนึ่งในนั้นด้วย ครั้นเมื่อถึงวันมอบวัวควายให้กับผู้รับไปเลี้ยงดูต่อ บุญหลาย (ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีชื่อ) ก็ดูเสมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ เพราะทุกคนอยากได้วัวควายที่สมบูรณ์ จนกระทั่งมีสุภาพสตรีคนหนึ่ง ชื่อ สุขศรี ได้เดินเข้าไปหาคณะผู้มอบวัวควายว่า หากไม่มีใครรับควายตัวขาเจ็บ ที่กำลังนอนอยู่ หนูขอรับไปเลี้ยงดูนะคะ

เมื่อคณะผู้มอบได้ยินก็ตกลงใจโดยพลันว่า ขอมอบให้ควายตัวนี้ไปอยู่กับคุณสุขศรี แล้วบอกว่าขอให้ช่วยดูแลเขาให้ดีอย่างที่สุดด้วย แล้วเมื่อถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 บุญหลายก็ได้ตกลูกออกมาเป็นควายเผือก ได้รับการตั้งชื่อว่ามีเงิน

ทั้งหมดที่เล่ามาให้คุณๆ ได้ฟังเพียงสั้นๆในวันนี้ ก็เพราะมั่นใจว่าเมื่อคุณได้รับทราบเรื่องดีๆ เช่นนี้แล้วจะทำให้คุณมีความชุ่มชื่นใจขึ้นมาโดยทันที และอยากให้คุณร่วมอนุโมทนาบุญกับคณะของเรา ไม่ว่าคุณจะร่วมบริจาคด้วยหรือไม่ก็ตาม ผมก็เห็นว่าเราสามารถร่วมกันอนุโมทนาบุญได้ทุกคน

สำหรับภาพของบุญหลายกับมีเงินที่ผมตั้งใจนำมาฝากคุณในวันนี้ ผมหวังว่าคุณคงยิ้มด้วยความปีติและแช่มชื่นหัวใจ และขอเรียนให้คุณๆ ทราบว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีวัวควายอีกตัวที่คณะของเราได้ร่วมกันบริจาคจะตกลูกออกมาอีก เพราะคณะของเราไถ่ชีวิตวัวควายท้องออกมาทั้งหมด 3 ตัว และไถ่ชีวิตวัวควายแม่ลูกทั้งหมด 5 คู่ และยังมีวัวน้อยที่แม่ของเขาเพิ่งถูกฆ่าไปไม่นานอีก 1 ตัว วันหน้าผมจะนำภาพน่ารักๆของพวกเขาทั้งหมด 27 ชีวิต (จากการไถ่ชีวิตของคณะเรา)และอีก 6 ชีวิตจากการร่วมบริจาคโดยคณะผู้ศรัทธาในพระเมธีวชิโรดม (ว. วชิรเมธี) ซึ่งรวมทั้งหมดเมื่อวันที่29 มกราคม ได้มีการบริจาคโค-กระบือ รวม 33 ชีวิตให้กับนักเรียนโรงเรียนชาวนา ซึ่งเป็นโครงการภายใต้การดูแลของท่าน ว. วชิรเมธี และคณะทำงาน

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมโครงการนี้กับหนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615หมายเหตุ โปรดระวังการแอบอ้างหาผลประโยชน์จากโครงการนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดต่อหมายเลข 091-7233615