ตะลอนเที่ยว

All posts tagged ตะลอนเที่ยว

ตะลอนเที่ยว : ปอยส่างลอง บวชลูกแก้วเป็นเณรน้อย

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/406486

ตะลอนเที่ยว : ปอยส่างลอง บวชลูกแก้วเป็นเณรน้อย

ตะลอนเที่ยว : ปอยส่างลอง บวชลูกแก้วเป็นเณรน้อย

วันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทุกต้นเดือนเมษายน คนไทยเชื้อสายไทยใหญ่ หรือไต ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะมีงานบุญที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่ง คือ งานบวชลูกแก้ว หรือบวชเณร เรียกตามภาษาพื้นถิ่นคือ ปอยส่างลอง

ปอย แปลว่า งาน ส่วนส่าง สันนิษฐานว่าน่าจะเพี้ยนมาจาก สาง หรือ ขุนสาง หมายถึงพระพรหม และอีกความหมายคือ เจ้าส่าง หมายถึง สามเณร ส่วนคำว่าลอง มาจากคำว่าอลอง แปลว่าพระโพธิสัตว์ รวมความแล้ว ปอยส่างลองคืองานบวชลูกแก้วของชาวไทยใหญ่

งานนี้ถือเป็นการแสดงออกซึ่งความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนไต โดยได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษว่า กุลบุตรจะต้องได้บวชเรียนในพุทธศาสนา ดังนั้นงานนี้จึงถือเป็นการทำบุญครั้งสำคัญของครอบครัว พ่อแม่ปู่ย่าตายาย และบรรดาญาติพี่น้องจะร่วมกันจัดงานให้ยิ่งใหญ่สมเกียรติ ซึ่งตามความเชื่อคือการสละเงินเพื่อทำบุญทำกุศล ในสมัยโบราณงานนี้จัดกันเป็นเวลาหลายวัน อาจจะยาวนานถึง 15 วัน สำหรับบ้านที่มีฐานะเศรษฐกิจดีมากๆ แต่ถ้าหากบ้านใดมีลูกชาย แต่สถานะเศรษฐกิจไม่ดี ก็จะมีผู้เสนอตัวช่วยจัดงานบวชลูกแก้วให้ เพราะถือได้ว่าเป็นการทำบุญกุศลอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งการเช่นนี้นับได้ว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นระหว่างสองครอบครัว เนื่องจากเมื่อฝ่ายหนึ่งรับเป็นเจ้าภาพบวชเณรให้แล้ว (ในบางกรณีก็บวชพระให้) ดังนั้นเณรหรือพระจะต้องให้ความเคารพผู้ที่ช่วยออกเงินเพื่อจัดงานบวชให้ว่าเป็นเสมือนพ่อแม่บังเกิดเกล้าด้วย ซึ่งพ่อแม่ที่ช่วยจัดงานบวชให้ก็จะต้องให้ความช่วยเหลือพระและเณรตลอดไป แต่ที่มากกว่านั้นคือ ครอบครัวทั้งสองจะแปรสภาพเป็นเสมือนญาติสนิทกันในที่สุด

ในระยะหลังๆ นี้ ปอยส่างลองจะจัดทั้งหมด3 วัน ในปีจัดงานตั้งแต่ 28-30 มีนาคม สำหรับงานครั้งนี้จัดที่วัดผาบ่องใต้ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีลูกแก้วร่วมบรรพชา หรือบวชเณรรวม 33 คน และยังมีผู้อุปสมบทอีก 4 คน

งานจะเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ ประมาณ ตี 4 หลังจากลูกแก้วโกนหัวเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ช่วงเย็นก่อนวันงานจริง ครั้นถึงเวลา 4 นาฬิกา พ่อแม่ญาติพี่น้องก็จะพาลูกแก้วไปยังศาลาการเปรียญของวัด เพื่อแต่งหน้า แต่งองค์ทรงเครื่อง ให้ลูกแก้วงดงามราวกับเป็นเทพบุตรน้อย ตามความเชื่อของชาวไตที่ต้องแต่งกายลูกแก้วให้งดงามก็เนื่องมาจากเป็นการเลียนแบบเหตุการณ์ในพุทธประวัติช่วงที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระประยูรญาติในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อพระนางพิมพา (พระมเหสี) ทรงทราบเรื่องจึงแต่งองค์ทรงเครื่องให้พระราหุลกุมาร แล้วทรงสั่งให้ไปทูลขอพระราชทานราชสมบัติจากพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสกับพระราหุลว่าราชสมบัติเป็นเพียงโลกียสมบัติ ไม่มีความจีรังยั่งยืน แต่สิ่งที่พระองค์พระราชทานให้พระราหุลคืออริยทรัพย์ แล้วจึงตรัสให้ทำพิธีบรรพชาพระราหุลกุมารแทน

ปอยส่างลองเป็นทั้งเทศกาลแห่งการทำกุศลใหญ่ และเป็นเทศกาลแห่งความรื่นเริง ดังนั้นจึงพบว่ามีชาวบ้านพร้อมใจไปร่วมงาน ทุกคนแต่งกายด้วยชุดประจำชนเผ่า หรือชุดพื้นเมือง มีการร้องรำทำเพลงตามแบบฉบับของกลุ่มชนของตน ดังนั้นในงานนี้จึงเท่ากับเป็นการแสดงวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวไตและชาวพื้นเมือง รวมถึงคนไทยภูเขาเผ่าต่างๆในแม่ฮ่องสอน ที่ทำให้งานมีความงดงามจากสีสันของเครื่องแต่งกายอย่างน่าอัศจรรย์

สำหรับตัวของลูกแก้วที่ได้รับการแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วจะไม่สามารถลงไปเหยียบบนพื้นดินได้อีกต่อไป เพราะถือได้ว่าเป็นเสมือนราชบุตรของกษัตริย์ ดังนั้นจึงจะต้องอยู่บนคอของผู้ที่ให้การ
รับใช้หรือคอยแบกหามตลอดเวลา

เทศกาลปอยส่างลองนับเป็นเทศกาลแห่งศรัทธาในพระพุทธศาสนา และเป็นเทศกาลแห่งสีสันของชาวไตในแม่ฮ่องสอนโดยแท้ หลายคนที่มีโอกาสไปร่วมงานนี้จะมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เสียงหัวเราะ และความอิ่มเอมใจที่ได้ร่วมบุญร่วมกุศล บางคนแม้จะไม่ใช่ญาติพี่น้องกับลูกแก้วก็ร่วมกับบริจาคเงินเพื่อทำบุญ เพราะถือได้ว่าเป็นการร่วมจรรโลงพระพุทธศาสนา

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการจะไปร่วมงานปอยส่างลอย (ในปีหน้า) กับ Mr.Flower เพื่อไปชมงานนี้ และไปชมความงามของแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในแม่ฮ่องสอน โปรดติดต่อได้ที่ 091-7233615

 

Advertisements

ตะลอนเที่ยว : หากเจดีย์หลวงยังคงสมบูรณ์ เจดีย์นี้จะสูงและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

Published August 31, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/403515

ตะลอนเที่ยว : หากเจดีย์หลวงยังคงสมบูรณ์ เจดีย์นี้จะสูงและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ตะลอนเที่ยว : หากเจดีย์หลวงยังคงสมบูรณ์ เจดีย์นี้จะสูงและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

วันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แค่เพียงส่วนหนึ่งของพระเจดีย์หลวงที่ยังคงเหลืออยู่ ก็นับว่าใหญ่โตมโหฬาร จนทำให้อดคิดถึงไม่ได้ว่า ถ้าหากองค์พระเจดีย์นี้ยังสมบูรณ์อยู่ดังเดิมแล้ว จะงดงามและยิ่งใหญ่สักเพียงใด นี่คือความคิดของคนส่วนใหญ่ที่ได้พบเห็นพระเจดีย์หลวงแห่งวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่

วัดเจดีย์หลวง เป็นวัดสำคัญที่มีความเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ สันนิษฐานว่าสร้างในรัชสมัยพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ราวพุทธศตวรรษที่ 20 (น่าจะเริ่มสร้างในปีพ.ศ. 1934) องค์พระเจดีย์หลวงแต่เดิมมีความกว้างด้านละ 56 เมตร แต่หลังจากบูรณะซ่อมแซมมาเรื่อยๆ จนล่าสุดมีความกว้างเป็น 60 เมตร ส่วนความสูงของพระเจดีย์นั้นสันนิษฐานว่าใน สมัยพระเจ้าติโลกราช ทรงโปรดให้สร้างเสริมให้สูงถึง 80 เมตร รูปทรงของพระเจดีย์เป็นแบบโลหะปราสาทตามศิลปะของลังกา ด้านทั้งสี่ทิศของพระเจดีย์มีซุ้มขนาดใหญ่ ปัจจุบันประดิษฐานพระพุทธรูป และมีช้างค้ำ จำนวน 28 เชือก รายรอบองค์พระเจดีย์ บันไดขึ้นสู่องค์พระเจดีย์ทุกด้านมีพญานาค 7 เศียรอยู่ที่เชิงบันได จนกระทั่งในรัชสมัยมหาเทวีจิรประภา กษัตริยาองค์ที่ 15 แห่งราชวงศ์มังรายในยุคนั้นได้เกิดพายุฝนตกหนัก และมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นพระเจดีย์หลวงจึงได้พังทลาย จนเหลือแค่เพียงครึ่งองค์ แต่แม้จะเหลือเพียงครึ่งองค์ ทางการและประชาชนก็ยังคงตั้งใจบูรณะพระมหาเจดีย์นี้ให้มีความถาวรสืบต่อมาจนถึงกาลปัจจุบัน แม้ในบางยุคจะถูกวิจารณ์ว่ายิ่งบูรณะก็ยิ่งทำให้ความงดงามของพระมหาเจดีย์ลดลงไปก็ตาม โดยเฉพาะการบูรณะในยุค พ.ศ. 2535

วัดเจดีย์หลวงตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ภายในวัดมีสิ่งสำคัญและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย อาทิ เสาอินทขิล หรือเสาหลักเมืองแต่โบราณ พระวิหารหลวง พระอัฏฐารสพระพุทธรูปประธานปางห้ามญาติ สูง 18 ศอก (8 เมตร23 เซนติเมตร) ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารหลวง พญานาคที่หน้าพระวิหารหลวง ซึ่งได้รับการยกย่องว่ามีความงามมากอ่อนช้อย แต่สง่ามากที่สุดในบรรดาพญานาคในวัดต่างๆในเขตล้านนา โดยเฉพาะส่วนเศียรพญานาคนั้นงดงามจนเกินจะบรรยาย ส่วนปลายหางของพญานาคก็เกี่ยวกระหวัดรัดร้อยขึ้นไปบนซุ้มประตูทางเข้าพระวิหาร

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้วิหารวัดเจดีย์หลวงเป็นที่ทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัจจา แทนการใช้วิหารของวัดเชียงมั่น

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือเสาอินทขิล ตามประวัติระบุว่าเสาอินทขิลนี้สูง 1.35.5 เมตร วัดรอบเสาได้ 5.67 เมตร สร้างขึ้นในรัชสมัยพญามังรายมหาราช ทรงสร้างนครเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.1839 ครั้งต่อมาพระเจ้ากาวิละ ทรงให้ย้ายออกจากเวียงป่าซาง ไปไว้ในตัวเมืองเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2339ในยุคสร้างบ้านแปงเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเรียกยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง เพื่อฟื้นฟูอำนาจเมืองเชียงใหม่

นี่คือประวัติคร่าวๆ ของวัดเจดีย์หลวง เมืองเชียงใหม่ แต่เมื่อคุณได้ไปถึงยังวัดแห่งนี้แล้ว ขอให้คุณได้โปรดใช้เวลาอยู่กับวัดแห่งนี้ให้ยาวนานสักหน่อย โดยเฉพาะหากคุณได้ไปในช่วงใกล้พลบค่ำ คุณจะด่ำดื่มกับความวิจิตรของโบราณสถานต่างๆ ภายในวัด มีผู้เฒ่าผู้แก่ชาวเชียงใหม่เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเมื่อครั้งยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อยามค่ำเข้าไต้เข้าไฟแล้ว ครั้นเมื่อได้ไปกราบพระอัฏฐารสในพระวิหารหลวง แล้วทุกครั้งที่ก่อนจะเข้าภายในพระวิหาร จะต้องผ่านพญานาคสององค์ที่หน้าพระวิหาร ก็ดูราวกับว่าพญานาคทั้งสองมีชีวิต และทำหน้าที่คอยปกป้องพระวิหารแห่งนี้ ครั้นเมื่อยามคืนที่เดือนเต็มดวง เมื่อได้ไปกราบนมัสการองค์พระมหาเจดีย์ก็จะได้พบกับความงดงามวิจิตรขององค์พระมหาเจดีย์ภายใต้แสงจันทร์ ผสมกับอากาศยามค่ำคืนที่เย็นจนเกือบจะกลายเป็นความหนาว ก็ยิ่งทำให้ประทับใจในความงามของพระมหาเจดีย์

สำหรับคุณๆ ที่สนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวชมบ้านชมเมือง และโบราณสถานสำคัญของไทยไปกับMr.Flower ซึ่งเน้นการชมผสมผสานไปกับการได้รับฟังคำบรรยายเชิงประวัติศาสตร์ที่เข้าใจง่ายๆ แต่ได้สัมผัสกับแหล่งประวัติศาสตร์โดยแท้จริง โปรดติดต่อ 091-7233615ขอเน้นว่ากลุ่มท่องเที่ยวของเราเป็นกลุ่มเล็กๆ (10-14 คน) เน้นการเที่ยวแบบละมุนละไม แต่เจาะลึก และที่สำคัญที่สุดคือเน้นการกินดี นอนดี

ตะลอนเที่ยว : เที่ยว Toulouse นครสีกุหลาบ (La Ville Rose) แวะชมโรงงานผลิตเครื่องบิน Airbus

Published August 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/401984

ตะลอนเที่ยว : เที่ยว Toulouse นครสีกุหลาบ (La Ville Rose) แวะชมโรงงานผลิตเครื่องบิน Airbus

ตะลอนเที่ยว : เที่ยว Toulouse นครสีกุหลาบ (La Ville Rose) แวะชมโรงงานผลิตเครื่องบิน Airbus

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Mr.Flower เชื่อว่า คุณๆ คงขึ้นเครื่องบินเพื่อไปไหนมาไหนหลายต่อหลายครั้ง จนบางคนบ่นว่าเบื่อการขึ้นเครื่องบินแล้ว

แต่วันนี้ Mr.Flower จะพาคุณไปเที่ยวชมโรงงานผลิตเครื่องบินของบริษัท Airbus ที่เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส ด้วยกัน(เมื่อหลายปีก่อนนั้น เคยพาคุณไปเที่ยวชมโรงงานผลิตเครื่องบิน Boeing ที่นครซีแอตเติลมลรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา มาแล้ว)

เมืองตูลูสอยู่ห่างจากกรุงปารีสไปทางตอนใต้ (อยู่ใกล้สเปน) ระยะทางการบินตกประมาณ 600 กิโลเมตร ใช้เวลาบินจากสนามบินออร์ลี (Orly Airport) ไปยังสนามบินตูลูสประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที

ตูลูสได้ชื่อว่าเมืองน่ารักมากที่สุดแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส ใหญ่อันดับ 4 ของฝรั่งเศส(รองจาก Paris, Lyon, Marseille) ถูกขนานนามว่า เมืองสีกุหลาบ เพราะอาคารบ้านเรือนฉาบทาด้วยสีส้มจางๆ ผสมสีแดงเรื่อๆ คล้ายสีกลีบกุหลาบแสนสวย เมืองนี้ถูกเรียกแบบง่ายๆ ว่าเมืองของ Airbus เพราะมีประชากรซึ่งทำงานอยู่ในโรงงานแอร์บัสเกือบ 2 หมื่น 5 พันคน แต่บางคนก็เรียกว่าเมืองมหาวิทยาลัย เพราะมีมหาวิทยาลัยตูลูสตั้งอยู่ ดังนั้นจึงมีนักศึกษาอาศัยอยู่มากมาย แต่จะอย่างไรก็ช่างเถอะผมขอบอกว่าตูลูสคือเมืองเก่าที่มีชีวิตและมีเสน่ห์ เป็นเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยความทันสมัย แต่ก็อุดมไปด้วยธรรมชาติ เพราะมีลำคลองชื่อมิดิ (Midi) เป็นเสมือนเส้นโลหิตสำคัญของเมือง มีต้นไม้ใหญ่สองฝั่งคลอง (แต่ช่วงที่ผมไปนั้นเป็นช่วง winter ดังนั้นต้นไม้จึงสลัดใบจนโกร๋นเหลือแต่กิ่งก้าน)

เมื่อไปถึงเมืองเก่าของตูลูสแล้ว ต้องไม่พลาดการไปชมโบสถ์แซงค์แซร์แนง(La Basilique Saint Sernin) สร้างยุคคริสต์ศตวรรษ 11-12 โบสถ์แห่งนี้ถูกขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว ในประวัติระบุว่าถูกทำลายจากข้าศึกมาหลายครั้ง แต่สุดท้ายชาวเมืองก็พร้อมใจกันบูรณะขึ้นมาใหม่

น่าเสียดายมากที่ผมมีโอกาสอยู่ที่เมืองเก่าตูลูสไม่นานนัก เพราะจะต้องรีบไปทัวร์โรงงานผลิตเครื่องบิน Airbus ซึ่งอยู่นอกเมืองออกไป (นั่งรถยนต์ประมาณ 20 นาที อันที่จริงโรงงานห่างจากตัวเมืองพอสมควร แต่ใช้เวลาบนรถยนต์ไม่นานเพราะการจราจรคล่องตัว)

สำหรับการเข้าไปเที่ยวชมโรงงาน Airbus คุณจะต้องจองคิวไปก่อนอย่างน้อย2 วัน โดยจะต้องกรอกรายละเอียดส่วนตัวและระบุหมายเลข passport ให้ครบถ้วน และจะต้องนำ passport ติดตัวไว้ตลอดเวลาแต่สำหรับภาพภายในโรงงาน Airbus ที่ผมนำมาแสดงให้คุณได้ชมในคอลัมน์นั้นเป็นภาพที่ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษจาก Airbus ในฐานะผู้สื่อข่าว แต่สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปชมภายในโรงงานอย่างใกล้ชิดเหมือนนักข่าว เพราะมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยในสายการผลิต และบางจุดมีข้อจำกัดพิเศษเรื่องความลับของบริษัท

ขออนุญาตเล่าเกร็ดความรู้ให้ทราบสักนิดว่า เครื่องบินโดยสารของ Airbus แต่ละลำนั้น ไม่ได้ผลิตชิ้นส่วนทั้งหมดจากที่ใดที่หนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นการนำชิ้นส่วนจากแหล่งผลิตต่างๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน เช่น ลำตัวเครื่องผลิตจากนครฮัมบูร์ก เยอรมนี ส่วนปีกผลิตที่ประเทศอังกฤษ เป็นต้น แล้วนำทั้งหมดไปประกอบเป็นตัวเครื่องบินทั้งลำที่ตูลูส

นอกจากนั้นยังต้องผ่านกระบวนการติดตั้งเครื่องยนต์และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ให้สมบูรณ์ แล้วจึงจะส่งไปยังขั้นตอนการติดตั้งที่นั่งภายในห้องโดยสารชั้นต่างๆ เช่น ชั้นหนึ่ง ชั้นธุรกิจ และชั้นประหยัด แล้วยังต้องผ่านกระบวนการพ่นสีเครื่องบินให้สวยงามตามความต้องการของลูกค้าจากสายการบินต่างๆ

จากสถิติของ Airbus ระบุว่าในปี 2017 บริษัทส่งมอบเครื่องบินรุ่นต่างๆ ให้ลูกค้า 718 ลำ และมีคำสั่งซื้อเข้ามามากถึง 1,109 ลำ สำหรับตัวอย่างราคาเครื่องบิน รุ่นต่างๆเช่น Airbus380 คือ 445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือขนาดเล็กลงไปสักหน่อยคือ Airbus350-900 ราคา 317.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เห็นราคาแล้วคุณอยากจะหาซื้อไว้สักลำไหมครับ แต่ขอแจ้งให้ทราบว่าล่าสุด Airbus เลิกผลิต A380 แล้วครับ เพราะลูกค้าไม่นิยม

หากคุณสนใจจะร่วมทัวร์ไปกับMr.Flower ซึ่งเน้นการทัวร์แบบกลุ่มเล็กๆ เน้นเที่ยวเชิงคุณภาพ เน้นกินดี อยู่ดี เที่ยวสนุกสะดวก สบาย ได้ความรู้ และได้สัมผัสแหล่งท่องเที่ยวอย่างแท้จริง โปรดติดต่อ 091-7233615

 

ตะลอนเที่ยว : เมืองไทย เมืองน่าเที่ยวอันดับต้นๆ ของเอเชีย

Published August 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/400389

ตะลอนเที่ยว : เมืองไทย เมืองน่าเที่ยวอันดับต้นๆ ของเอเชีย

ตะลอนเที่ยว : เมืองไทย เมืองน่าเที่ยวอันดับต้นๆ ของเอเชีย

วันอาทิตย์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมืองไทยในความคิดของนักท่องเที่ยวต่างชาติคือเมืองที่มีเสน่ห์มากที่สุดแห่งหนึ่งในกลุ่มประเทศเอเชีย

เสน่ห์ตรึงใจของประเทศไทยที่มัดใจนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ดีที่สุดก็คือความมีน้ำใจของคนไทยเวลาคนต่างชาติพูดถึงประเทศไทย สิ่งแรกที่เขาจะพูดถึงก็คือน้ำใจไทยและรอยยิ้มไทย

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงกล่าวถึงจุดแข็งของประเทศคือความน่ารักและความมีน้ำใจของคนไทย ซึ่งเป็นส่วนช่วยเสริมให้ประเทศไทยน่าท่องเที่ยวมากขึ้นเพราะช่วยเสริมให้แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของไทย อาทิ แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ขนบประเพณีและวัฒนธรรม รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกมากมายมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

สำหรับงาน International Tourismus Börse (ITB) 2019 ซึ่งเป็นงานส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้น ณ ศูนย์การจัดนิทรรศการ Messe Berlin Exhibition Ground กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

ในปีนี้ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะตัวแทนของไทยได้รับมอบรางวัลโก เอเชีย (Go Asia) ในหมวดรางวัลจุดหมายปลายทางในเอเชียที่ดี
ที่สุด (Best Destination Asia) จาก นายดาริอุส โครล ผู้อำนวยการฝ่ายรายผลิตภัณฑ์และการตลาดของโก เอเชีย

เพราะผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจากยุโรปได้ลงคะแนนในกลุ่มตัวแทนขาย และบริษัทนำเที่ยว รวมถึงนักท่องเที่ยว จำนวน 3,000 ตัวอย่าง ทำให้ในปี 2562 ประเทศไทยได้รับการ
ลงคะแนนเหนือกว่าแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อีกกว่า 40 ประเทศ จากสถิติปี 2561 นักท่องเที่ยวชาวเยอรมันเดินทางไปเที่ยวประเทศไทย 870,000 คน เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 4.7 จากปี 2560 ที่มีจำนวน 837,000 บาท ขณะที่กลุ่มประเทศที่พูดภาษาเยอรมันอีก 2 ชาติคือ สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรียก็มีแนวโน้มในการเติบโตค่อนข้างสูง

ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ยังได้รับรางวัล Destination of the Year 2019 โดยผู้รับมอบรางวัลคือ นายธเนศศวร์เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้านสื่อสารการตลาด

แต่ที่มากกว่านั้นก็คือเรื่องความชื่นชอบในประเทศไทยของทั้งผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวชาวต่างชาติ รวมถึงจากบรรดานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยอย่างค่อนข้างสูง

นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะชาวยุโรปหลายคนบอกกับผู้เขียนว่า เมืองไทยคือเมืองในฝันของพวกเขา ชาวยุโรปหลายคนบอกว่าเคยไปเที่ยวเมืองไทยแล้วมากกว่า 10 ครั้ง และไม่เคยเบื่อ
การท่องเที่ยวในประเทศไทย เพราะทุกครั้งคืออะไรก็จะมีประสบการณ์ใหม่ๆ และมีความสุขเพิ่มเติมมากขึ้น นักท่องเที่ยวชาวยุโรปหลายคนบอกตรงกันว่า ยิ่งเที่ยวเมืองไทยมากและบ่อยครั้งขึ้น ก็จะได้พบเสน่ห์ และความน่ารักของคนไทยและเมืองไทยมากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงไม่เคยเบื่อกับการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ที่บางคนอาจจะเรียกว่าเมืองรอง แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบความใหม่และแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆให้ความเห็นว่าเมืองรองคือเมืองที่มีความน่าสนใจและน่าค้นหา เมืองรองยังมีธรรมชาติที่สดและสะอาด และมีความน่าสนใจของขนบประเพณีแบบดั่งเดิมหลงเหลือให้ติดตาม

ได้ฟังความคิดเห็นจากนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของประเทศไทยแล้ว ก็ขอถามว่าคนไทยด้วยกันเองให้ความสนใจท่องเที่ยวเมืองไทยมากน้อยเพียงใด

โปรดระวังอย่าให้กลายเป็นใกล้เกลือกินด่าง เนื่องจากคนไทยมองข้ามความงาม ความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยวในบ้านตัวเอง

ตะลอนเที่ยว : เรือนร่มเย็น‘คุ้มเจ้าบุ’ลำปาง

Published August 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/398851

ตะลอนเที่ยว : เรือนร่มเย็น‘คุ้มเจ้าบุ’ลำปาง

ตะลอนเที่ยว : เรือนร่มเย็น‘คุ้มเจ้าบุ’ลำปาง

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บ้านไม้สักในยุคปัจจุบันนั้น นับวันจะหาได้ยากลงทุกที เพราะบ้านไม้ต้องการการดูแลเอาใจใส่อย่างดี ต้องซ่อมต้องบำรุงเป็นระยะๆ ดังนั้นเจ้าของบ้านไม้สัก (รวมถึงบ้านไม้อื่นๆ ด้วย) หลายต่อหลายคนจึงมักจะรื้ออดีตที่น่าทรงจำทิ้งไปแล้วเปลี่ยนแปลงบ้านเป็นคอนกรีต ด้วยเหตุผลที่ว่าดูแลง่ายและสะดวกกว่า

แต่ที่ลำปางยังมีเรือนไม้สักอายุกว่า 80 ปี (สร้างปี 2476) ชื่อคุ้มเจ้าบุ คุ้มนี้เคยเป็นที่พำนักของเจ้าบุณ ลำปาง ผู้สืบเชื้อสายมาจากเจ้านายฝ่ายเหนือ ตระกูล ณ ลำปาง เป็นบ้านไม้ใต้ถุนโล่ง ส่วนบนตัวเรือนก็ดูโปร่งตามีห้องหับอยู่สามห้อง ส่วนห้องรับแขกนั้นถือได้ว่ากว้างขวางมาก ส่วนรอบตัวบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ ที่ปลูกแซมด้วยไม้ดอกที่ส่งกลิ่นหอมสารพัดชนิด เช่น มะลิ ชมนาด การะเวก ลั่นทม พุด เป็นต้น

คุ้มเจ้าบุเปรียบเสมือนสาวชาวเหนือที่ดูอ่อนหวานมาก สาเหตุที่เรือนหรือคุ้มแห่งนี้ดูอ่อนหวานก็น่าจะมาจากความอ่อนโยนของเรือนไม้ที่ผสมผสานกับต้นไม้สารพัดชนิดที่อยู่รายรอบตัวคุ้ม ดังนั้นแค่เพียงได้เดินเข้าไปในเขตรั้วของคุ้มก็สามารถสัมผัสได้ถึงความร่มเย็นแล้ว ด้วยความที่คุ้มเป็นเรือนเปิดโล่ง จึงทำให้ลมพัดผ่านได้ทั่วทั้งตัวเรือน แล้วเมื่อยิ่งได้ตัวกรองจากธรรมชาติคือต้นไม้ใหญ่ผสมเข้าไป ก็ทำให้คุ้มนี้มีบรรยากาศที่น่าหลงใหลมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามหน้าฝนรอบๆ คุ้มจะเขียวขจีและชุ่มเย็นมากเป็นพิเศษ ส่วนหน้าหนาวก็จะมีความหนาวเย็นให้ได้สัมผัสโดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่และช่วงหมดแดดในยามเย็น แล้วในยามหน้าร้อนที่หลายคนบอกตรงกันว่าลำปางร้อนขนาด แต่สำหรับในคุ้มแห่งนี้กลับไม่ได้ร้อนมากมายนัก เพราะมีร่มไม้ค่อยกันแดดให้

คนหลายคนอาจจะนึกว่าเจ้านายฝ่ายเหนืออยู่คุ้ม คุ้มนั้นจะต้องวิจิตรพิสดารไม่ต่างไปจากวังของเจ้านาย ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่อาจจะไม่ตรงกับความจริงมากนั้น เพราะคุ้มในภาคเหนือของไทยมีหลายรูปแบบ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้านายฝ่ายเหนือทุกองค์ก็นิยมความเป็นธรรมชาติ ความเรียบง่าย เพราะเมืองเหนือของไทยมีธรรมชาติที่งดงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อสร้างคุ้มก็จึงต้องให้กลมกลืนกับธรรมชาติให้มากที่สุด

ข้าวของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่บนคุ้มก็เป็นของเดิมตั้งแต่รุ่นโบราณ แต่ทว่าได้รับการดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อเราได้นั่งบนเก้าอี้ แล้ววางหนังสือบนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ แล้วอ่านหนังสือที่เฟอร์นิเจอร์รุ่นเก่าเหล่านี้จึงทำให้เราสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลอ่อนหวานของไม้สักได้โดยพลัน ยิ่งได้พบกับบรรยากาศของบ้านที่เปิดโล่งจากปีกหนึ่งทะลุไปยังอีกปีกหนึ่ง ดังนั้นเมื่อยามลมพัดโชยเอากลิ่นดอกไม้อ่อนๆ เข้ามา จึงทำให้รู้สึกสบายใจอย่างมหัศจรรย์ แล้วยิ่งในยามที่เราเดินด้วยความสำรวมไม่กระแทกทิ้งน้ำหนักเท้ามากจนทำให้เกิดเสียงโครมครามบนพื้นไม้สัก ก็ทำให้เราได้เห็นภาพของคนที่อยู่ร่วมกันบนคุ้มหรือบนเรือนไม้ในสมัยก่อนว่า เขาจะต้องสำรวมอยู่เสมอจะเดินแบบลุยป่าบนบ้านเรือนไม้ก็ไม่เหมาะ จะพูดจะคุยกันก็ใช้เสียงแต่พอดี ไม่ต้องเอะอะมะเทิ่งให้เกิดเสียงดังน่ารำคาญ เพราะห้องนอนบนบ้านก็มีเพียงผนังไม้กั้นอยู่

สวนหลังคุ้มเจ้าบุก็มีเสน่ห์มาก เพราะมีต้นไม้ใหญ่อายุหลายสิบปี เช่น มะขาม และฉำฉา หรือจามจุรี คอยให้ร่มเงา ยิ่งได้ไปนั่งรับลมเอื่อยๆ ที่ริมบึงน้ำหลังคุ้มแล้ว ก็ยิ่งมีความสุขอย่างล้นเหลือ แล้วก็บอกกับตัวเองว่า นี่แหละคือมนตราของต้นไม้ใหญ่ที่ให้ทั้งความร่มเย็น และให้อากาศที่แสนจะบริสุทธิ์ หายใจได้เต็มปอด

พูดถึงเรื่องอาหารการกินในคุ้มแห่งนี้แล้ว บอกได้เลยว่าทุกอย่างเน้น Green and Clean ผักสลัดที่นี่ปลูกเองโดยผู้ดูแลคุ้ม น้ำสลัดก็เป็นแบบ no fat and no sugarเพราะใช้ใบโหระพาปั่นสดผสมกับน้ำส้มสายชูธรรมชาติส่วนผู้ที่ชอบทาน steak หรืออาหารแบบตะวันตกก็ไม่ผิดหวังเพราะมีให้ทานตามต้องการ แต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เพราะผู้ปรุงอาหารที่นี่ไม่นิยมการซื้อวัตถุดิบในการทำอาหารมาเก็บไว้ แต่จะใช้วิธีแบบซื้อสด แล้วปรุงใหม่ๆ

คุณๆ ที่อ่านมาถึงตรงนี้ และได้ชมภาพงามๆ ของคุ้ม คงอยากจะไปสัมผัสคุ้มความน่ารักของคุ้มเจ้าบุแล้วใช่ไหมครับ ถ้าคุณอยากไปเยือน ไปกินของอร่อยมีประโยชน์ และไปนอนที่คุ้มแห่งนี้ ติดต่อ Mr.Flower ที่หมายเลขโทรศัพท์091-7233615 นะครับ เราจะไปกันแบบกลุ่มเล็กๆ (บนคุ้มนอนได้ไม่เกิน 8 คน) ส่วนบ้านที่อยู่ในบริเวณคุ้มก็สามารถรับผู้มาเยือนได้อีกประมาณ 10 คน

เราเที่ยวกันแบบสบายๆ ไม่รีบไม่ร้อนรน กินอิ่มกินอร่อย นอนพักแบบสบายๆ ใกล้ชิดกับธรรมชาติ

ตะลอนเที่ยว : วัดไหล่หิน งดงามตามแบบฉบับศิลปะล้านนา

Published July 30, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/395915

ตะลอนเที่ยว : วัดไหล่หิน งดงามตามแบบฉบับศิลปะล้านนา

ตะลอนเที่ยว : วัดไหล่หิน งดงามตามแบบฉบับศิลปะล้านนา

วันอาทิตย์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วัดคือสถานที่สำคัญอย่างหนึ่งในสังคมชาวพุทธ ดังนั้นวัดจึงถูกสร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาอย่างสูงสุดของเหล่าพุทธศานิกชน วัดจึงเป็นศูนย์รวมของงานพุทธศิลป์ และงานศิลป์ชั้นยอดของแต่ละสังคมและชุมชนในแต่ละยุคสมัย จึงอาจจะกล่าวได้ว่า หากมนุษย์ต้องการจะย้อนกลับไปดูความเจริญรุ่งเรืองของศิลปวัฒนธรรมและงานศิลป์ของยุคสมัยต่างๆ จึงต้องกลับไปดูที่วัดสำคัญๆของแต่ละชุมชน

วัดไหล่หิน หรือวัดไหล่หินหลวงแก้วช้างยืน อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง คือหนึ่งในพุทธสถานสำคัญที่งดงามบริบูรณ์ไปด้วยงานสถาปัตยกรรมแบบล้านนาโดยแท้ งดงามถึงขนาดที่ว่าช่างศิลป์ชั้นยอดของแผ่นดินไทยยอมยกให้เป็นต้นแบบแห่งหนึ่งของแก้วงามแห่งงานศิลป์ล้านนา

ไม่มีหลักฐานแน่ชัดบ่งบอกว่าวัดไหล่หินก่อสร้างในปี พ.ศ. ใด แต่นักโบราณคดีชาวตะวันตก ดร.ฮันส์ เพนธ์ ได้พบคัมภีร์ใบลานเก่าแก่ที่สุดของวัด ระบุไว้ว่ามีการพูดถึงวัดนี้ตั้งแต่จุลศักราช 833 หรือ พ.ศ. 2014

วิหารของวัดแห่งนี้มีขนาดเล็กมาก ซึ่งมีที่นั่งให้ผู้เข้าไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ไม่เกิน 15 คนเท่านั้น (ขนาด 3 คูณ 5 เมตร) อันแสดงให้เห็นว่าการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาในพระวิหารในสมัยนั้นน่าจะอนุญาตให้เฉพาะผู้เกี่ยวข้องจริงๆ เท่านั้นเข้าไปอยู่ในเขตกระทำพิธีกรรมได้

สถาปัตยกรรมของวัดไหล่หินคือพุทธสถานศิลปะล้านนา ซึ่งประกอบไปด้วย ลานกว้าง หรือข่วงใช้สำหรับทำกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งอยู่ด้านหน้าพระวิหารนอกกำแพงแก้ว ส่วนในเขตกำแพงแก้วจะมีวิหารโถง ศาลาบาตร และลานทราย ส่วนหลังวิหารมีเจดีย์หนึ่งองค์ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุ อันที่จริงความคิดในเชิงสถาปัตยกรรมเช่นนี้ก็คือการจำลองจักรวาลนั่นเอง คือวิหารเปรียบเสมือนชมพูทวีป ส่วนเจดีย์ก็เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ส่วนลานทรายในเขตกำแพงแก้วก็เปรียบเสมือนมหานทีสีทันดร

ศิลปะล้านนาแบบสกุลช่างลำปางปรากฏชัดที่วัดไหล่หิน คือ ในเขตพุทธาวาสจะก่อสร้างด้วยอาคารขนาดเล็กกะทัดรัด แต่เน้นความงดงาม อาคารสร้างด้วยอิฐแล้วฉาบปูน ประดับลวดลายปูนปั้น มีกำแพงแก้วล้อมรอบ งานศิลป์สกุลช่างลำปางจะอ่อนช้อยน้อยกว่าสกุลช่างเชียงใหม่ สังเกตได้จากหลังคาวิหารที่แอ่นโค้งน้อยกว่างานช่างของเชียงใหม่ ซึ่งเรียกในภาษาชาวลำปางว่าฮ้างปู้ หมายถึงลักษณะรูปร่างของผู้ชาย วิหารเป็นอาคารโล่งมีผนังเพียงแห่งเดียวอยู่ด้านหลังพระพุทธรูปประธาน ส่วนหลังคาวิหารซ้อน 3 ชั้น 2 ตับ มุงกระเบื้องดินเผาปลายตัด หน้าบันประดับด้วยลวดลายปูนปั้นที่แสนวิจิตร ชายคาเป็นไม้ฉลุลวดลายวิจิตรตามเชิงช่างลำปาง แต่หลังจากมีการซ่อมแซมบูรณะพระวิหาร ทำให้เครื่องลำยองของวิหารถูกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงทำให้มีช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ คล้ายกับโบสถ์วิหารแบบศิลป์ของภาคกลาง

สำหรับจุดเด่นอีกอย่างของวัดนี้คือซุ้มประตูโขงที่มีลักษณะละม้ายกับซุ้มประตูโขงของวัดพระธาตุลำปางหลวง แต่ซุ้มประตูวัดไหล่หินประดับตกแต่งด้วยลายปูนปั้นพญานาค หงส์ และตัวเหงา ลายพรรณพฤกษา และมีตุ๊กตาดินเผารูปสัตว์ประดับไว้บนซุ้มประตูโขง กำแพงแก้วด้านนอกข้างประตูโขงทั้งสองข้างมีรูปปั้นกินรีแบบนูนต่ำประดับ และเมื่อไปถึงวัดแห่งนี้แล้ว ขอย้ำว่าอย่าลืมดูคันทวย ลวดลายนาคตัน ที่อยู่รอบพระวิหาร และอาคารเก่าแก่ด้านซ้ายของพระวิหาร(ด้านซ้ายเมื่อหันหน้าเข้าหาพระวิหาร)

ความสำคัญอีกประการของวัดนี้คือ ในอดีตนั้นเป็นที่เก็บคัมภีร์โบราณไว้มากมาย จึงมีพระและเณร รวมถึงผู้คนที่สนใจศึกษาพระพุทธศาสนาเข้าไปศึกษาเล่าเรียนจากพระคัมภีร์กันเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันคัมภีร์โบราณบางส่วนยังเก็บรักษาไว้ที่หอธรรมของวัด คัมภีร์โบราณได้แก่ คัมภีร์สกาวกณณี มีจำนวน 7 ผูก(364 หน้า) จารด้วยภาษาบาลี และตัวอักษรล้านนา เมื่อ ปี จ.ศ. 601 หรือ พ.ศ. 1782

อันที่จริงความวิจิตรของวัดไหล่หินที่ได้บรรยายมานี้ นับได้เพียงว่าเป็นแค่เศษเสี้ยวความงามที่แท้จริงเท่านั้น หากคุณสนใจจะไปท่องเที่ยวแบบเจาะลึกในวัดแห่งนี้ และสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งทำให้คุณได้ทั้งความบันเทิงใจ และทั้งสาระที่ลึกซึ้ง เป็นการเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ เน้นความเป็นกันเอง เที่ยวแบบไม่รีบไม่ร้อนรน โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวบ้านหลุยส์ ปาสเตอร์ กรุงปารีส แต่ได้พบเจอกับนักวิจัยคนไทย

Published July 26, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/394389

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวบ้านหลุยส์ ปาสเตอร์ กรุงปารีส แต่ได้พบเจอกับนักวิจัยคนไทย

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวบ้านหลุยส์ ปาสเตอร์ กรุงปารีส แต่ได้พบเจอกับนักวิจัยคนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในอันดับแรกต้องบอกว่าปลื้มปริ่มมากจนสุดจะบรรยาย เมื่อได้พบได้เห็นว่ามีคนไทยเก่งๆ ทำงานอยู่ในสถาบันวิจัยระดับโลก อย่างเช่น สถาบันปาสเตอร์ (Institut Pasteur) ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้จึงเป็นการผสมผสานกันระหว่างพาคุณไปเที่ยวบ้านของหลุยส์ ปาสเตอร์ และชมสำนักงานการวิจัยของนักวิจัยคนไทยในสถาบันแห่งนี้ ทริปนี้จึงถือเป็นทริปที่สุดแสนหรรษาของMr. Flower แล้วก็เชื่อว่าเมื่อคุณๆ ซึ่งเป็นคนไทยได้อ่านคอลัมน์นี้ คุณจะต้องยิ้มแก้มปริด้วยความยินดีเหมือนกับผู้เขียน

ผมเชื่อว่าคุณๆ ยังจำได้ว่าหลุยส์ ปาสเตอร์ คือนักชีววิทยาและนักเคมี ชาวฝรั่งเศสผู้มีผลงานก้องโลกในเรื่องการผลิตวัคซีนการค้นพบการหมักจุลินทรีย์ และกรรมวิธีพาสเจอร์ไรส์เซชั่น (pasteurization)แต่ถ้าหากคุณหลงลืมไป กรุณาไปค้นตำราเก่าๆ สมัยคุณยังเป็นนักเรียนกลับมาอ่าน และคุณจะเห็นหน้าของหลุยส์ ปาสเตอร์ ได้แจ่มกระจ่าง

ผมไปกรุงปารีส ในครั้งนี้ตามคำเชิญของรัฐบาลฝรั่งเศส โดยการอำนวยความสะดวกของสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย (อันที่จริงไปประชุมหารือและเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ กว่า 10 แห่ง)

สถานที่แห่งแรกที่ผมจะพาคุณไปในทริปนี้คือบ้านหลุยส์ ปาสเตอร์สถาบันวิจัยปาสเตอร์ และการไปพบปะกับนักวิจัยชาวไทย ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะวิจัย Functional Genetics of Infectious Diseases คือดร.นพ.อนวัช ศกุนตาภัย

ขอเล่าให้คุณฟังแบบคร่าวๆ คือ คุณหมออนวัชและทีมนักวิจัยของคุณหมอทำวิจัยด้านการผลิตวัคซีนป้องกันและรักษาโรคไข้เลือดออกจากสายพันธุ์ซิกา-เด็งกี (Zika-Dengue) และงานวิจัยด้านการควบคุมยุงซึ่งเป็นพาหะโรคไข้เลือดออก ไข้ชิคุนกุนยา และไข้ซิกา ซึ่งเป็นงานที่คนทั่วโลกกำลังรอผลสำเร็จขั้นสุดท้าย โดยปัจจุบันผลการวิจัยได้ดำเนินไปด้วยดีจนอาจจะคาดได้ว่าน่าจะให้ผลสำเร็จในอนาคตอันใกล้นี้ คุณหมออนวัชเล่าให้ฟังว่า การทำวิจัยที่นี่เน้นผลงานที่ใช้ได้กับมนุษยชาติทั่วโลก ไม่ได้เฉพาะเจาะจงกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น การทำงานของนักวิจัยที่นี่เป็นการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ทุกคนร่วมมือกันเป็นอย่างดี ซึ่งผิดกับบางประเทศเมื่อถามต่อไปว่า ในฐานะที่คุณหมอเป็นคนไทย คุณหมอคิดว่าถ้าหากยังทำงานวิจัยด้านนี้ในประเทศไทย งานวิจัยจะประสบผลสำเร็จไหม คุณหมอไม่ตอบ แต่ยิ้มนานมาก แต่ให้คำตอบว่า งานที่คณะของผมกำลังทำนี้ใช้ได้กับคนทั่วโลกที่มีปัญหาไข้เลือดออก

น่าอัศจรรย์มากที่ทางการฝรั่งเศสไม่ได้บอกล่วงหน้าว่าผมจะได้พบกับนักวิจัยคนไทย แล้วผมก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีคนไทยทำหน้าที่สำคัญในหน่วยงานระดับโลกแห่งนี้ เพราะสถาบันนี้มีเจ้าของรางวัลโนเบลมาแล้วหลายคนมาก

สถาบันปาสเตอร์ และห้องทำวิจัยของ ดร.นพ.อนวัช ศกุนตาภัย และทีมนักวิจัย

เมื่อไปถึงสถาบันปาสเตอร์ ผมก็ต้องไปเยี่ยมชมบ้านของหลุยส์ ปาสเตอร์ ซึ่งอยู่คนละฟากถนนกับห้องวิจัยของคุณหมออนวัช บ้านหลังนี้คือบ้านที่หลุยส์ ปาสเตอร์ ใช้เป็นห้องทดลอง ที่พัก และสุดท้ายคือที่ฝังศพของเขา ตั้งอยู่ที่ถนน du Docteur Roux, Paris Cedex 15 เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน สร้างใน ค.ศ.1888 ในสไตล์ยุคพระเจ้าหลุยส์ที่ 13ภายในบ้านตกแต่งแบบบ้านของชนชั้นกลางในยุคศตวรรษที่ 19ตอนปลาย ที่ค่อนข้างจะทึบๆ แต่ที่สำคัญคือในบ้านหลังนี้ได้ถูกจัดแสดงหอทดลอง และอุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ของหลุยส์ทุกชิ้นไว้ที่ชั้นบน ทำให้คนที่เคยเรียนเรื่องการทดลองของหลุยส์สามารถหวนระลึกถึงงานของหลุย์ได้โดยฉับพลันเมื่อเห็นเครื่องมือทดลองเหล่านี้

อาจจะกล่าวได้ว่าบ้านหลังนี้คือที่อยู่ของหลุยส์อย่างแท้จริง เพราะร่างที่ไร้วิญญาณของเขาได้ถูกฝังไว้ในห้องใต้ดินของบ้านหลังนี้ สุสานของเขาถูกออกแบบโดย Charles Giraual สถาปนิกผู้ออกแบบ Pitit Palais ให้ห้องของสุสานประดับด้วยโมเสกสีทองที่มีรูปภาพบอกเล่าเรื่องราวและผลงานของหลุยส์ และบอกแนวคิดสำคัญของคริสเตียนในเรื่องความศรัทธา ความหวัง และการกุศลการแบ่งปัน และได้เพิ่มเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ไว้ด้วย และที่สำคัญคือร่างไร้วิญญาณของภรรยาหลุยส์ คือมาเรีย ก็ถูกฝังไว้ ณ ที่นี่ด้วย

หากคุณสนใจจะร่วมทริปเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นเป็นกันเอง แต่ท่องเที่ยวแบบละมุนละไม แต่ทว่าเจาะลึกในเชิงสาระทุกด้าน โปรดติดต่อ091-7233615 เราเตรียมทริปให้เหมาะกับทุกความต้องการของคุณ

 

บ้าน ห้องทำงาน และสุสานของหลุยส์ ปาสเตอร์

บ้าน ห้องทำงาน และสุสานของหลุยส์ ปาสเตอร์

ตะลอนเที่ยว : วัดต้นเกว๋น วัดงามแห่งเมืองเชียงใหม่

Published July 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/392908

ตะลอนเที่ยว : วัดต้นเกว๋น วัดงามแห่งเมืองเชียงใหม่

ตะลอนเที่ยว : วัดต้นเกว๋น วัดงามแห่งเมืองเชียงใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วัดในคติความเชื่อของชาวพุทธคือสถานที่ที่ก่อให้เกิดสติปัญญา และก่อความเข้าใจในสัจธรรมของชีวิต โดยเฉพาะการนำให้ชีวิตหลุดพ้นจากสังสารวัฏ เพื่อดำเนินไปสู่ความหลุดพ้นทั้งปวง

ดังนั้นสถาปัตยกรรมที่สำคัญภายในวัดจึงแฝงไปด้วยคติธรรมที่ล้ำลึก ผสมผสานกับความงดงามในเชิงช่างที่สุดวิจิตรบรรจง

วัดแห่งหนึ่งที่มีความงดงามบริบูรณ์ และแฝงไปด้วยคติธรรมที่ล้ำลึกที่จะพาคุณไปชมในสัปดาห์นี้คือวัดต้นเกว๋น หมู่บ้านหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

ตามประวัติอ้างว่าวัดนี้ก่อสร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2399 ถึง 2412 ในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าหลวงผู้ปกครองนครเชียงใหม่

ความสำคัญของวัดแห่งนี้มิได้อยู่ที่ความเก่าแก่ของโบราณสถานแต่อยู่ที่การเป็นสถานที่หยุดพักขบวนอัญเชิญพระบรมธาตุศรีจอมทองจากอำเภอจอมทอง เพื่อเข้ามาทำพิธีสรงน้ำพระธาตุในตัวเมืองเชียงใหม่ โดยสมัยก่อนขบวนอัญเชิญพระบรมธาตุจะเป็นขบวนช้าง ม้า และผู้คน เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงจำเป็นต้องมีที่พักระหว่างทางให้กับขบวนเพราะไม่สามารถเดินทางรวดเดียวจนถึงที่หมายได้

ตามประวัติเก่าด้วยว่าขบวนต้องหยุดพักที่วัดต้นเกว๋น เพื่อให้ผู้ร่วมขบวนได้หยุดพักผ่อนและเปิดโอกาสให้ชาวบ้านในบริเวณนั้นสรงน้ำพระธาตุ จากนั้นจึงอัญเชิญพระธาตุไปที่วัดสวนดอก
ในตัวเมืองเชียงใหม่เป็นเวลา 3 วัน แล้วจากนั้นก็จะอัญเชิญพระธาตุขึ้นไปบนวัดพระธาตุดอยสุเทพ เพื่อสรงน้ำเป็นประจำทุกปี

พูดถึงวัดต้นเกว๋นแล้วสิ่งที่ต้องเน้นย้ำก็คือสถาปัตยกรรมที่งดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาวัดในเขตภาคเหนือตอนบนของไทย โดยเฉพาะศาลาจตุรมุขแบบล้านนา ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าพบเพียงที่นี่เท่านั้นในเขตภาคเหนือตอนบน

ภายในวิหารมีความน่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเป็นที่ฐานชุกชีไล่เรื่อยไปจนถึงเพดานของวิหาร ซึ่งทั้งหมดแฝงคติธรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนาไว้อย่างแยบยล

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่หลายคนอาจตั้งคำถามเมื่อไปเยี่ยมชมวัดแห่งนี้คือ เหตุใดหลังคาด้านหน้าและด้านหลังจึงมีจำนวนเชิงชั้นลดหลั่นทับซ้อนไม่เท่ากัน เพราะด้านหน้าจะมีสามชั้น ส่วนด้านหลังจะมีเพียงสองชั้น

นี่คือสิ่งที่บ่งบอกให้ชาวพุทธรับรู้ว่าการที่หลังคาของวิหารแห่งนี้มีช่อฟ้าเพียงห้าตัวก็เพราะชาวพุทธที่แท้จริงเชื่อว่าเรามีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดห้าพระองค์

นี่ถือเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของกุศโลบายในการสร้างวิหารแห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งถ้าดูแบบผิวเผิน อาจจะคิดแค่ว่าเพียงเพราะเรื่องความสวยงาม แต่ถ้าหากคิดวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งถึงคติธรรมที่แฝงอยู่ก็จะเข้าใจถึงความงามที่ผสมผสานอยู่กับแนวคิดของศาสนาพุทธ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้นในการพาคุณเที่ยวชมวัดต้นเกว๋น หากคุณต้องการเที่ยวชมวัดแห่งนี้ หรือเที่ยวชมสถานที่สำคัญอื่นๆเพื่อให้ได้ความรู้อย่างลึกซึ้ง และได้ชื่นชมกับความงดงามของสถาปัตยกรรมอย่างเจาะลึกแล้ว ขอเชิญชวนให้คุณไปเที่ยวกับ Mr.Flower

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมทริปแบบเป็นกันเองและได้ความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

 

ตะลอนเที่ยว : ขอความรักให้ฉันบ้างได้ไหม

Published July 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/391351

ตะลอนเที่ยว : ขอความรักให้ฉันบ้างได้ไหม

ตะลอนเที่ยว : ขอความรักให้ฉันบ้างได้ไหม

วันอาทิตย์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คุณเคยเลี้ยงสุนัขหรือไม่ ถ้าคุณเคยเลี้ยงคุณต้องจำความจงรักภักดีที่เขามีให้คุณได้อย่างไม่มีวันลืม และคุณก็คงจะนึกถึงความรักที่คุณมีให้เขาได้อย่างไม่มีวันลืมเช่นกัน

วันนี้ Mr.Flower จะขอเชิญชวนคุณๆ ให้ได้โปรดรับสุนัขที่ถูกทอดทิ้งเหล่านี้ไปเลี้ยงดู เพื่อให้เขาได้รับความรัก ความอบอุ่น

สุนัขที่เคยมีคนเลี้ยงดูแล้ววันหนึ่งเขาก็ถูกคนเคยเลี้ยงทอดทิ้ง เมื่อสุนัขต้องเผชิญกับชะตากรรมที่เลวร้ายเช่นนั้น เขาก็เปรียบเสมือนตายทั้งเป็น สุนัขที่ถูกทอดทิ้งจะเฝ้าติดตามหาเจ้าของที่เคยรักเขา และจะพยายามหาทางกลับบ้านที่เขาเคยอาศัย สุนัขบางตัวเมื่อไม่ได้อยู่กับเจ้าของ เขาจะไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอน เอาแต่เฝ้ารอคอยว่าเมื่อไรเจ้าของจะมารับเขากลับไปอยู่ด้วย บางตัวตรอมใจจนตายไปอย่างทุกข์ทรมาน

สุนัขที่ Mr. Flower นำภาพมาให้คุณๆ ได้ชมในวันนี้อยู่ที่บ้านรับเลี้ยงสุนัขจรจัด สุนัขถูกทอดทิ้ง สุนัขป่วย สุนัขถูกทำร้าย ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณถนนพระราม 2 ซอย 30 สถานที่แห่งนี้มีสุนัขประมาณ 60 ตัว แต่ละตัวกำลังเฝ้ารอให้มีผู้ใจบุญมีเมตตารับเขาไปเลี้ยงดู

หากจะถามว่าสุนัขเหล่านี้มาจากไหน คำตอบคือ มาจากหลายที่ เช่น สุนัขป่วยที่ถูกนำไปทิ้งไว้ตามริมถนนและสถานที่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งที่คลินิกรักษาสัตว์ สุนัขแม่ลูกอ่อนในวัด ซึ่งชาวบ้านแจ้งมาว่า แม่สุนัขดุร้ายมาก ชอบไล่กัดไล่ทำร้ายผู้คน แต่เมื่อไปดูสภาพเท็จจริงแล้ว กลับพบว่าแม่สุนัขหวงลูกอ่อน เกรงว่าคนจะเข้าไปทำร้ายลูก จึงต้องปกป้องลูก และอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สุนัขดุร้ายก็คือ เขาเคยถูกคนทำร้ายเขามาก่อนจนเขาเกิดอาการหวาดระแวงไม่ไว้ใจคนอีกต่อไป สุนัขบางตัวป่วยเป็นมะเร็งโพรงจมูก มะเร็งอัณฑะ มะเร็งรังไข่ บางตัวมีอาการทางประสาท บางตัวมีอาการข้อเข่าผิดปกติ และอีกสารพัดอาการป่วย แต่หลายตัวก็เป็นสุนัขที่ยังมีสุขภาพกายดี แต่สุขภาพใจย่ำแย่ โดยเฉพาะสุนัขที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง

ที่นี่มีสุนัขสารพัดพันธุ์ ทั้งไทยแท้ ไทยผสม และสุนัขพันธุ์แท้ เช่น บางแก้ว พิทบูล พุดเดิ้ลทอย เป็นต้น แต่ละตัวกำลังเฝ้ารอบ้านที่อบอุ่น และรอความเมตตาจากผู้ที่รักเขาจริงๆ

ผู้นำสุนัขมาดูแลในสถานที่แห่งนี้คือ คุณหรั่ง เขาบอกกับผู้เขียนว่า ช่วยสุนัขเหล่านี้เพราะความรัก และความสงสาร อยากให้เขามีบ้านที่อบอุ่นอยู่อาศัย ไม่ต้องอดอยาก ได้รับการดูแลสวัสดิภาพตามสมควร

คุณหรั่งบอกว่าที่นี่ไม่รับเงินบริจาค เพราะไม่ต้องการถูกครหาว่าหากินกับสุนัข แต่ทุกวันนี้ที่ยังสามารถดูแลหมาได้ก็เพราะมีคนเข้าใจ และให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะการบริจาคอาหารให้สุนัข และได้รับการดูแลสุขภาพสุนัขโดยสัตวแพทย์บางกลุ่ม สุนัขทุกตัวที่นี่จะได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และถูกนำไปทำหมัน

สุนัขทุกตัวมีความน่ารัก น่าสงสาร ทุกตัวต้องการบ้านที่อบอุ่น ต้องการความรัก ต้องการคนดูแล คุณหรั่งฝากบอกว่า คนที่ต้องการสุนัขไปเลี้ยงดูด้วยความรักอย่างแท้จริง โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 086-8910183

ตะลอนเที่ยว : ช่วยเขาแล้วเราเป็นสุข ความสุขใจที่เกิดจากการช่วยให้เขามีชีวิตต่อไป

Published July 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/389935

ตะลอนเที่ยว : ช่วยเขาแล้วเราเป็นสุข ความสุขใจที่เกิดจากการช่วยให้เขามีชีวิตต่อไป

ตะลอนเที่ยว : ช่วยเขาแล้วเราเป็นสุข ความสุขใจที่เกิดจากการช่วยให้เขามีชีวิตต่อไป

วันอาทิตย์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้ว Mr.Flower พาคุณผู้อ่าน ไปพบกับปฏิบัติการช่วยเหลือชีวิตวัวแม่ลูกอ่อน ซึ่งมีลูกน้อยอายุ 3 เดือนเศษ (วัวตกลูกมาตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม 2561) แม่วัวตัวนี้ประสบอุบัติเหตุขาหลังข้างซ้ายหัก เนื่องจากถูกวัวอีกตัวหนึ่งเหยียบ ขณะที่กำลังนอน

สำหรับความเป็นมาของวัวตัวนี้คือ วัวที่คณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้ากลุ่มหนึ่ง รวมถึงเพื่อนฝูงน้องพี่จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ซึ่งอยู่ในกลุ่มของ Mr.Flower)ช่วยกันสมทบทุนบริจาคไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปมอบให้เกษตรกรเลี้ยงดูจนกว่าวัวควายที่ได้รับบริจาคไปนั้นจะสิ้นอายุขัย โครงการไถ่ชีวิตวัวควายจากโรงฆ่าสัตว์นี้ ดำเนินมาประมาณ 4 ปีเศษ และได้มอบวัวควายให้เกษตรกรและผู้ใจบุญรับไปเลี้ยงดูแล้ว 45 ชีวิต (สำหรับแม่วัวที่ประสบอุบัติเหตุรายนี้ถูกมอบให้เกษตรกรรายหนึ่งในอำเภอเดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี เมื่อ 2 ปีเศษมาแล้ว) ส่วนวัวและควายที่ไถ่ชีวิตมานั้น ถูกมอบโดยกระจายให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่เช่นที่อำเภอศรีประจันต์ เดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี อำเภอพนัสนิคม ชลบุรี (สวนบำบัด ของดาบตุ้ม) และเกษตรกรที่จังหวัดขอนแก่น ส่วนอีก 10 ชีวิตถูกนำไปเลี้ยงดูไว้ที่สวนของหม่อมไฉไล ยุคล (ซึ่งทั้ง 10 ชีวิตนี้ หม่อมไฉไลบริจาคร่วมกับโครงการนี้ แต่หม่อมไฉไลขอบริจาคเองทั้งหมด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร)

ขอย้อนกลับไปที่แม่วัวขาหัก หลังจาก Mr.Flower ได้รับทราบข่าวจากผู้รับวัวไปเลี้ยง ก็ประสานไปยังอาจารย์กลุ่มหนึ่งในคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อหาทางรักษา โดยในวันแรกๆ ที่ทราบเรื่องนี้ อาจารย์คณะสัตวแพทย์หลายคนก็ระดมความคิดว่าจะรักษาเขาอย่างไร ส่วนMr.Flower ก็พยายามหาทุนเพื่อการรักษา โดยแจ้งข่าวนี้ให้กับกลุ่มผู้ร่วมบริจาคในโครงการ ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากผู้ใจบุญจำนวนมากมาย และที่สำคัญที่ทุกท่านที่ร่วมบริจาคย้ำว่าไม่ต้องเปิดเผยชื่อของท่าน ขณะเดียวกันก็มีผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า และแฟนรายการ “Good Time” (จัดรายการที่สถานีวิทยุ FM 101 วันอาทิตย์ เวลา 19.30-21.00 น. ดำเนินรายการโดย เฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวแนวหน้า) จำนวนมากร่วมบริจาค

การรักษาพยาบาลแม่วัวรายนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมจนปัจจุบัน โดยในช่วงแรกนั้น ผศ.น.สพ.ดร.กัมปนาทสุนทรวิภาต และนิสิตคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ กลุ่มหนึ่งได้เข้าไปดูอาการบาดเจ็บและฉีดยาฆ่าเชื้อรวมถึงรักษาอาการบาดเจ็บให้วัวที่บ้านของเกษตรกรที่รับวัวไปเลี้ยงเป็นประจำ เนื่องจากในช่วงแรกนั้นแม่วัวยังต้องให้ลูกกินนมทุกวันจนกระทั่งปลายเดือนพฤศจิกายน 2561 จึงเคลื่อนย้ายแม่วัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์ของคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ที่อำเภอเมือง นครปฐมโดยการรักษาพยาบาลแม่วัวรายนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากคณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช และอาจารย์ในคณะอีกหลายราย

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะวิจารณ์ว่าการรักษาวัวในครั้งนี้เป็นเรื่องสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ แต่สำหรับคนในกลุ่มของเรากลับมองว่าการทำงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลือง แต่เป็นเรื่องของมนุษยธรรม และเป็นการเริ่มต้นโครงการรักษาพยาบาลสัตว์ใหญ่ที่ได้รับบาดเจ็บ โดยไม่จำเป็นต้องฆ่าเขาทิ้งไปเหมือนกรณีอื่นๆ ที่ผ่านมา

ผศ.น.สพ.ดร.กัมปนาท เล่าให้ฟังว่าวันแรกที่ไปเจอแม่วัวรายนี้ที่เดิมบางนางบวช แล้วรู้ได้ทันทีว่าเขายังอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป เนื่องจากสายตาของวัวเสมือนวิงวอนให้ช่วยชีวิตของเขา
และยังพบอีกว่าถึงแม้เขาจะขาหัก แต่ก็ยังพยายามลุกขึ้นยืน แม้จะลุกได้อย่างยากลำบากมากก็ตาม แล้วที่สำคัญที่สุดคือได้เห็นว่าแม่วัวพยายามให้ลูกอ่อนเข้าไปดูดนมจากเต้านม แม้แม่วัวจะมีอาการบาดเจ็บค่อนข้างสาหัส เนื่องจากกระดูกแทงออกมาข้างนอกผิวหนังหลายจุด เมื่อเห็นดังนี้แล้วจึงตัดสินใจดำเนินการช่วยชีวิตเขาด้วยความเต็มใจ

อย่างที่เคยเล่าให้ฟังในคอลัมน์นี้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า โครงการช่วยชีวิตแม่วัวรายนี้นับได้ว่าเป็นโครงการแรกของประเทศไทย และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกของโลกใบนี้ก็ว่าได้ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีการช่วยเหลือหรือรักษาวัวเนื้อที่ประสบอุบัติเหตุขาหัก เนื่องจากทุกรายจะถูกฆ่า ด้วยเหตุผลว่ารักษาไปก็สิ้นเปลื้องและไม่คุ้มค่า แต่ที่น่าสนใจคือโครงการนี้เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างคณะสัตวแพทยศาสตร์ กับภาควิชาเครื่องกลคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยประสานกับ ผศ.ดร.ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ ที่ผลิตแผ่นไททาเนียมให้เพื่อการดามกระดูกแม่วัว

เป็นที่น่ายินดีมาก เพราะหลังจากผ่าตัดดามไททาเนียมให้แม่วัวรายนี้เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2562 หลังจากผ่าตัดดามกระดูกเรียบร้อยแล้ว แม่วัวพยายามจะเดินต่อไป แม้เดินได้เพียงสามขาเท่านั้นก็ตาม จนล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มกราคมรองคณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ ศ.สพ.ญ.ดร. เกวลี ฉัตรดรงค์ ไปดูอาการแม่วัวแล้วรายงานว่า วัวพยายามยืนสี่ขา แต่ยังไม่ค่อยจะลงน้ำหนักลงบนขาข้างที่ผ่าตัดมากนัก อย่างไรก็ตามนับได้ว่าผลการผ่าตัดน่าพอใจเป็นอย่างมาก และทางสัตวแพทย์จะติดตามดูอาการต่อไปอย่างใกล้ชิด

Mr.Flower เชื่อเหลือเกินว่า เมื่อคุณได้อ่านคอลัมน์วันนี้แล้ว คุณคงจะยิ้มได้ และรู้ว่าโลกใบนี้ยังมีความน่ารัก และยังมีคนน่ารักอีกมาก แม้หลายคนอาจจะบ่นว่าโลกนี้น่าเบื่อเสียเหลือเกินก็ตาม

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีจิตเมตตาที่ร่วมบริจาคช่วยเหลือรักษาวัวในครั้งนี้ และขออนุโมทนาบุญกับผู้ร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ด้วย หากคุณต้องการร่วมโครงการนี้ หรือต้องการรับวัวควายไปเลี้ยง โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข 091-7233615

เราช่วยเขา เพราะเราเชื่อมั่นว่าการทำความดีการช่วยชีวิตผู้อื่น ทำให้เรามีความสุข

%d bloggers like this: