ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

All posts tagged ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

คนโพธาราม ราชบุรี…รับมือภัยแล้ง ปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มีรายได้ดี

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

คนโพธาราม ราชบุรี…รับมือภัยแล้ง ปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มีรายได้ดี

หากติดตามสถานการณ์ปริมาณน้ำในภาคเกษตรกรรมทั้งประเทศขณะนี้ พบว่า มีน้อยมาก และคาดว่า ใน ปี 2559 เกษตรกรในหลายพื้นที่ต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกันหลายภาคส่วนกำลังเร่งระดมสรรพกำลังในทุกด้าน เพื่อให้ความช่วยเหลือชาวบ้านทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องใช้น้ำเป็นหลัก แต่การรอความช่วยเหลืออาจไม่ทันกาล กว่าที่ทุกคนควรหาทางช่วยเหลือตัวเองไปพร้อมกันด้วย

แต่สำหรับ คุณสมนึก นิ่มสุวรรณ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ที่ 9 ตำบลท่าชุมพล อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ได้เตรียมตัวรับภัยแล้งในปีหน้าไว้เรียบร้อยด้วยการหันมาปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 สร้างรายได้ดีมาก แถมยังเตรียมปลูกพืชไม้ผลที่ใช้น้ำน้อยเสริมรายได้อีกทางหนึ่ง

แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1??

หลายปีก่อนคุณสมนึกเคยเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งระหว่างที่ทำงานสังเกตว่าประเทศดังกล่าวทำนาไม่ได้ แต่ชาวบ้านเลือกเลี้ยงวัวนมเป็นอาชีพหลัก และอาหารที่ดีของวัวคือ หญ้า ดังนั้น จึงมีความคิดว่าในฐานะที่เป็นคนราชบุรี ซึ่งในจังหวัดมีการเลี้ยงวัวกันมาก และถ้ากลับมาอยู่เมืองไทยจะปลูกหญ้าขายส่งให้ฟาร์มวัว หรือไม่ก็ปลูกหญ้าเอง เพื่อใช้เลี้ยงวัวส่งขาย ส่วนพันธุ์หญ้าที่เขาเลือกได้อย่างเหมาะสมคือ พันธุ์เนเปียร์ หรือปากช่อง 1

ภายหลังกลับจากเมืองนอกมาแล้ว คิดปลูกหญ้าขาย แต่ภรรยาบอกกับคุณสมนึกเป็นคนแรกว่า “บ้าไปแล้วหรือ??” ครั้นพอจะลงมือทำก็ไม่มีทุน เลยนำเงินที่เก็บไว้ส่วนตัวไปซื้อพันธุ์หญ้า จำนวน 200 บาท แล้วค่อยๆ ปลูกลงแปลงขนาดเล็กก่อน พอต้นโตขึ้นก็ขยายต้นพันธุ์เพิ่มอีก ขยายไปเรื่อยจนครบ 10 ไร่ ใช้เวลา 7 ปี จึงเริ่มเปิดตัว

คุณสมนึก บอกว่า เขาพยายามส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก เพื่อใช้เลี้ยงวัวตัวเอง เป็นการช่วยลดต้นทุน หรือปลูกหารายได้ เพราะในอนาคตมองว่าอาจเดือดร้อนเรื่องการปลูกข้าวและพืชอย่างอื่น

ข้อดีของหญ้าพันธุ์เนเปียร์คือ มี โปรตีนสูง 12-14 จึงเหมาะกับวัวพื้นบ้านและวัวขุน เพราะเพียงมีหญ้าชนิดนี้กับอาหารเสริมอีกเล็กน้อย ก็จะได้วัวที่มีคุณภาพแล้ว อีกทั้งขั้นตอนกระบวนการปลูกก็ไม่ยุ่งยาก

วิธีปลูก จะเริ่มจากการเตรียมแปลงก่อน ควรนำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก มาใส่ แต่ถ้ารายใดไม่พร้อมอาจปลูกไปก่อน ยังไม่ต้องใส่ปุ๋ย เพราะคุณภาพดินที่ราชบุรีดีอยู่แล้ว ควรปลูกไปสัก 2 รอบ หรือตัด 2 ครั้ง แล้วนำรายได้ไปซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ทีหลัง ทั้งนี้เนื่องจากปุ๋ยคอกจะช่วยทำให้ดินมีคุณภาพดีมาก และไม่แนะนำให้ใช้สารเคมี หากไม่จำเป็นจริงๆ

จากนั้นมีการชักร่องเหมือนกับการเตรียมแปลงปลูกข้าวโพด แล้วสับหญ้าเป็นท่อน ขนาดท่อนละ 2 ข้อ จึงนำไปเสียบหรือปักไว้ในแปลง

การลงทุนซื้อปุ๋ยคอก โดยเฉพาะขี้วัวจะช่วยให้ดินมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพียงคุณใส่ 1 ครั้ง ใช้กับผลผลิตไปได้นานนับปี เพราะตัดปีละ 5 ครั้ง ทั้งนี้ที่ผ่านมาไม่เคยพึ่งพาสารเคมีเลย อีกทั้งยังไม่เคยพบการเกิดโรคและแมลงด้วย

ตอนนี้ คุณสมนึก ปลูกหญ้าอยู่จำนวนพื้นที่กว่า 30 ไร่ อีกทั้งยังมีพื้นที่ของลูกไร่อีกประมาณ 20 ไร่ และหากรวมพื้นที่ของสมาชิกที่ออกไปแนะนำให้ทั่วทั้งจังหวัดแล้วมีพื้นที่นับเป็นพันไร่

คุณสมนึก ชี้ว่าระหว่างการเจริญเติบโตไม่จำเป็นต้องดูแลมาก แต่ถ้าในบางคราวเกิดปัญหา ดูว่าต้นโทรมอาจช่วยด้วยการใช้ปุ๋ย สูตร 4-16-00 หว่านในแปลง ประมาณ 20-50 กิโลกรัม ต่อไร่ สำหรับการให้น้ำ ถ้าไม่ใช่หน้าแล้งให้ทุก 15-20 วัน

ความสูงเฉลี่ยของหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 นั้น ถ้าเป็นหน้าฝน วัดจากโคนถึงยอดใบ ประมาณ 3-4 เมตร แต่ถ้าหน้าหนาว 2.5-3 เมตร เพราะถ้าอากาศเย็นหญ้าจะโตช้า ส่วนหน้าร้อนที่ต้องประสบปัญหาเรื่องน้ำ จะสูงราว 2 เมตร เท่านั้น

การตัดหญ้าขายมีดแรก จะใช้เวลาหลังจากปลูก ประมาณ 3 เดือน ถึง 3 เดือนครึ่ง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคนปลูกว่าจะนำหญ้าไปใช้ทำอะไร เพราะถ้าต้องการตัดทั้งต้นไปให้วัวกิน ก็ใช้เวลาเพียง 45 วัน แต่บางคนอาจต้องการให้หญ้ามีน้ำหนักมากเพื่อให้ได้ราคาดี ก็อาจปล่อยให้หญ้ายาวสูงขึ้น ซึ่งจะใช้เวลา ประมาณ 60-70 วัน อย่าให้เกิน แล้วนำไปเข้าเครื่องสับย่อยเพื่อนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์

คุณสมนึก อธิบายว่า วิธีตัดหญ้าจะต้องตัดที่โคนต้นให้เสมอดิน ซึ่งคนปลูกบางรายเข้าใจผิด ชอบตัดสูงจากพื้นสักคืบ อันนี้จะทำให้เสียใช้ไม่ได้ เพราะมีดต่อไปจะตัดเป็นสองคืบ ซึ่งจะเป็นข้อแล้วจะไม่แตกหน่อโคน แต่กลับไปแตกตามข้อแทน

“ฉะนั้น จึงต้องตัดให้เสมอดิน ถ้าทำเช่นนี้แล้วจะทำให้ได้ผลผลิตยาวนานถึง 5 ปี แต่ถ้ารายใดมีทุนแล้วใช้เครื่องเจียตอก็จะให้ผลผลิตได้นานถึง 10 ปี”

คุณสมนึก บอกว่า การปลูกหญ้าดีกว่าการปลูกข้าวถึง 10 เท่า เพราะไถปลูกครั้งเดียวตอนเริ่มต้น อาจมีการลงทุนพอกับการทำนา 1 ครั้ง แต่สามารถอยู่ได้นานหลายปี เก็บผลผลิตได้หลายครั้ง

เจ้าของสวนกล่าวเพิ่มเติมว่า ปริมาณผลผลิตถ้ารวมเป็นปี ใน 1 ไร่ จะได้ไม่ต่ำกว่า 50 ตัน ซึ่งเคยทำได้สูงสุดถึง 80 ตัน ต่อไร่ ต่อปี ส่วนราคาขาย ตันละ 1,400 บาท หักค่าใช้จ่าย ตันละ 600 บาท ก็จะเหลือกำไร ตันละ 800 บาท ถ้าปลูกได้ 50 ตัน จะได้กำไรสุทธิ ประมาณ 40,000 กว่าบาท ต่อปี แล้วแทบจะไม่ต้องดูแลอะไรเลย เพียงแค่บริหารจัดการเท่านั้น เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าดีกว่าทำนาถึง 10 เท่า

ลักษณะการขายมี 2 แบบ คือ มารับเอง หรือไปส่งให้ ทั้งนี้การส่งให้ภายในระยะทาง 3 กิโลเมตร ไม่มีค่าส่ง ซึ่งการสั่งในแต่ละครั้งจะต้องไม่ต่ำกว่าคันรถปิกอัพ มีลูกค้าหลักในจังหวัดราชบุรี อีกทั้งยังมีบางรายอยู่นอกพื้นที่ ทั้งที่สุรินทร์ อุบลราชธานี

สำหรับการลงทุนปลูกหญ้า ถ้าเป็นมือใหม่จะใช้เงินไม่เกิน 5,000 บาท ต่อไร่ ทั้งนี้ ราคาอาจบวกลบได้ ขึ้นอยู่กับตัวแปรอย่างค่าแรงและเครื่องจักร ขณะนี้มีการปลูกกันอย่างแพร่หลาย

คุณสมนึก กล่าวอีกว่า ปัญหาที่พบจากการปลูกหญ้าเนเปียร์คือ เรื่องลมพายุ เพราะถ้าพัดมาแรง ต้นหญ้าจะหักล้มโค่น ทำให้ผลผลิตเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องน้ำหนัก เพราะถ้าหักล้มแล้วจะทำให้น้ำหนักหายไปเป็นครึ่งจากต้นหญ้าที่ตั้งตรง และบอกต่อว่าถ้าเจอ ควรหาทางป้องกัน คือถ้าพายุมาบริเวณใดที่ปลูก ให้เร่งตัดหญ้าทันทีที่ล้ม อย่าปล่อยไว้นานเกิน 3 วัน เพราะอาจทำให้น้ำหนักลด เสียราคา

นอกจากปลูกขายแล้ว ยังมีการทำต้นพันธุ์หญ้าเพื่อขายด้วย โดยจะต้องมีการคัดคุณภาพ เลือกต้นที่ไม่แก่จัด ลักษณะต้นพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพจะต้องอวบใหญ่มีน้ำหนักพอเหมาะ อย่าให้เบา ควรมีขนาดลำต้นสักนิ้วโป้ง หรือขนาดเท่ากับลำอ้อย

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย คุณสมนึก มักแนะนำให้ลูกค้าบางรายซื้อต้นพันธุ์ไปปลูกแทน เพื่อจะได้มีอาหารให้กับวัวได้ทันที ไม่ต้องรอ อีกทั้งยังจะได้ให้ชาวบ้านลดพื้นที่ทำนาลง แล้วหันมาปลูกหญ้าสร้างรายได้แทน

แต่อย่างไรก็ตาม ขนาดอาจไม่ได้รับประกันเรื่องคุณภาพ เพราะจะต้องไปดูว่าต้นมีความสมบูรณ์และความหนาแน่นในการปลูก เพราะเป็นการเน้นน้ำหนักมากกว่า ราคาขายต้นพันธุ์หญ้า ท่อนละ 50 สตางค์ (ที่อื่นขาย 2 บาท) คือ 1 ท่อน มี 2 ข้อ ประมาณคืบกว่า สามารถนำไปปลูกได้ทันที

ทางด้านลูกค้าของคุณสมนึกมักซื้อเพื่อนำไปเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เลี้ยงม้า เลี้ยงแพะ (อันนี้ต้องสับให้เล็ก) และล่าสุดมีตลาดเลี้ยงปลานิลและปลาดุกสนใจเข้ามาสั่งซื้อด้วย

นอกจากการปลูกหญ้า ซึ่งเป็นพืชที่คุณสมนึกมองดูแล้วว่า สามารถแก้ปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำได้ ยังมีพืชอีกชนิดที่คุณสมนึกมองด้วยแนวคิดเดียวกันคือ มะขามยักษ์ เพราะเป็นไม้ที่ทนทาน ซึ่งได้ปลูกไว้ 100 ต้น จำนวน 16 ต้น ต่อไร่ เพราะต้นมีขนาดใหญ่ แล้ววางแผนจะทำเป็นมะขามแช่อิ่ม เพราะมีแนวโน้มว่า มีตลาดรองรับแน่นอน

“ปลูกมา 3 ปี ยังไม่ได้ผลผลิต แล้วคาดว่าจะมีผลผลิตเต็มที่เมื่ออายุ 7 ปี แต่ในช่วงระหว่างรอ ถ้ามีฝักขนาดเล็กจะเก็บไปขายเป็นมะขามอ่อน ขายกันกิโลกรัมละ 40 บาท นอกจากนั้น ยังปลูกมะนาว มะพร้าวน้ำหอม อีกทั้งพืชผักหลายชนิดด้วย” คุณสมนึก กล่าว

สนใจสั่งซื้อ หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 หรือต้นพันธุ์ ได้ที่ คุณสมนึก นิ่มสุวรรณ หรือต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ (083) 312-3011

“ลุงเขียว” ปลูกมะนาวอินทรีย์ขาย ที่บุรีรัมย์

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“ลุงเขียว” ปลูกมะนาวอินทรีย์ขาย ที่บุรีรัมย์

ในบรรดาไม้ผลเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ของกลุ่มผู้บริโภคแนวรักสุขภาพตอนนี้ เห็นจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก มะนาว

ที่ผ่านมายังไม่เคยได้ยินว่าตลาดบริโภคมะนาวลดลงเลย ตรงกันข้ามกลับมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นแบบทวีคูณเสียด้วยซ้ำ เพราะความต้องการของตลาดไม่เพียงแค่การบริโภค แต่ยังสามารถนำไปแปรรูปได้อีกมากมาย

ดังนั้น จึงไม่แปลกเมื่อการลงพื้นที่ของทีมงานพบว่า ชาวบ้านเกือบทุกแห่งมีการปลูกมะนาวกัน จะต่างกันเพียงแค่ว่าใครทำมาก/น้อย หรือทำในแนวทางไหนเท่านั้น

คอลัมน์ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้าปักษ์นี้จะพาท่านไปพบกับชาวบ้านท่านหนึ่ง เป็นคนในพื้นที่บ้านโคกปราสาท อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นเกษตรกรอาชีพ แต่ไปพบความประทับใจในโครงการทำเกษตรกรรมแบบเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง

กระทั่งนำมาสู่การทดลองทำจนประสบความสำเร็จ ทั้งการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ การทำปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก โดยเฉพาะการปลูกมะนาวอินทรีย์ในวงบ่อซีเมนต์ที่บังคับให้มีผลผลิตนอกฤดูจำนวนมาก เป็นมะนาวที่มีคุณภาพทั้งความสมบูรณ์และจำนวน จนเป็นที่ต้องการของตลาดหลายแห่ง สามารถสร้างเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้

ชาวบ้านท่านนี้คือ คุณบุญยัด สามารถ บ้านเลขที่ 121 หมู่ที่ 5 บ้านโคกปราสาท ตำบลละเวี้ย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ความจริงแล้วหลายคนมักรู้จักชื่อเสียงและเรียกชื่อที่คุ้นเคยว่า ลุงเขียว

อาชีพเดิมของลุงเขียว คือรับจ้างทั่วไป ใครต้องการว่าจ้างให้ทำอะไร ไม่ว่าจะตัดอ้อย ถอนมันสำปะหลัง เขาจะไปทำให้ทั้งนั้น แล้วยังไปช่วยงานสร้างโบสถ์ ศาลาวัดอีก

ต่อมาเมื่อน้องเขยและลูกเขยเกิดมาป่วยเป็นมะเร็งพร้อมกัน จึงทำให้เขาต้องกลับมาดูแลอยู่กับบ้าน ระหว่างวัน ลุงเขียวใช้เวลาปลูกพืชผักสวนครัวไว้เพื่อใช้สอยในครอบครัว

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเขาได้เห็นพระราชกรณียกิจในหลวงจากโทรทัศน์เกี่ยวกับโครงการเศรษฐกิจพอเพียง และเมื่อท่านตรัสว่า “ปลูกทุกอย่างที่กินได้” เลยเกิดเป็นความซาบซึ้งและนับเป็นแรงจูงใจให้ลุงเขียวตัดสินใจจัดระบบเกษตรในพื้นที่บริเวณบ้านที่ยังคงมีเหลืออีกไร่เศษเสียใหม่ เพื่อให้มีความยั่งยืน พร้อมกับไปซื้อลูกหมูมาเลี้ยง 3 ตัว

ขณะเดียวกันเห็นรายการโทรทัศน์เรื่องการปลูกมะนาวจึงเกิดความสนใจ เลยไปสั่งซื้อต้นพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตร 1 จากระยองมาปลูก จำนวน 100 ต้น ในราคาต้นละ 100 บาท ทั้งนี้เพราะพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตร 1 มีคุณสมบัติต้านทานโรคสูง ให้ผลดก มีน้ำมาก มีกลิ่นหอม ให้ผลผลิตเร็ว และปลูกเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2555 เป็นการปลูกในวงบ่อซีเมนต์ ขนาด 100 เซนติเมตร

แต่ลุงเขียวคิดว่าการปลูกมะนาวถ้าปล่อยให้มีผลผลิตตามธรรมชาติอาจส่งผลต่อรายได้ที่มีไม่มาก ดังนั้น เขาต้องการที่จะปลูกแบบบังคับให้ออกนอกฤดู จึงต้องเทพื้นปูนรองก้นบ่อเพื่อป้องกันไม่ให้รากแทงลงดิน

ลุงเขียวใช้ทุนประเดิมก้อนแรก จำนวน 50,000 บาท ในจำนวนมะนาว 100 ต้น และเมื่อมาคำนวณการลงทุนแต่ละต้นแล้วจะใช้เงินประมาณ ต้นละ 450 บาท (ค่าวงบ่อซีเมนต์ ค่าต้นพันธุ์ ค่าดิน ค่าปุ๋ย และค่าวางระบบน้ำ)

เจ้าของสวนมะนาวรายนี้เผยว่า การบังคับมะนาวนอกฤดูจะต้องนับจากวันที่ปลูกเป็นเวลา 9 เดือน จึงสามารถบังคับต้นได้ นับจากออกดอกใช้เวลาประมาณ 4 เดือน สามารถเก็บผลได้ วิธีสังเกตว่าผลที่เก็บได้โดยดูที่ผิวเปลือกจะใสมันวาว และนิ่มเมื่อบีบ ปัจจุบันต้นมะนาวที่มีอายุมากที่สุดคือ 3 ปี และตอนนี้ปลูกอยู่ทั้งหมด 200 ต้น ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตร แต่ถ้าระหว่างแถวประมาณ 2 เมตร

การดูแลบำรุงต้นมะนาวระหว่างที่มีลูกติด จะดูแลบำรุงต้น รดน้ำ ให้ปุ๋ยเช่นเดียวกับเมื่อตอนที่ปลูกทุกอย่าง ระบบน้ำเป็นสปริงเกลอร์ ให้พอชุ่ม ครั้งละประมาณ 5 นาที และแหล่งน้ำที่ใช้มาจากการขุดบ่อขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 30 เมตร

สวนมะนาวของลุงเขียวนอกจากการปลูกเพื่อขายลูกแล้ว ยังมีการทำกิ่งพันธุ์ขายด้วย ทั้งนี้เขาจะมองตลาดโดยรวมก่อนว่ามีความต้องการอะไร รวมถึงจะดูแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคด้วย ดังนั้น จึงอาจไม่จำเป็นต้องทำมะนาวนอกฤดูเสมอไปหากแนวโน้มความต้องการกิ่งพันธุ์มีมากกว่าเพราะราคาดีกว่า ทั้งนี้ถ้าต้องการกิ่งพันธุ์ต้องสั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน จะตอนกิ่งพันธุ์ครั้งละพันกว่ากิ่ง และกิ่งพันธุ์ที่ซื้อจากสวนลุงเขียวแล้วลูกค้าจะได้รับการบริการดูแลให้คำแนะนำจนกว่าจะได้ผลผลิต

“เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2557 ไม่ค่อยมีผลผลิตเพราะตั้งใจทำน้อย โดยจะเน้นทำกิ่งพันธุ์เพราะราคาดีกว่า ได้ทำกิ่งพันธุ์ขายถึงจำนวน 7,800 กิ่ง ในราคาขายกิ่งละ 100 บาท แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าปีไหนมีความต้องการผลมะนาวมากจึงค่อยบังคับให้ออกนอกฤดูตามที่ต้องการ”

ส่วนการขายผลมะนาวนั้นโดยมากจะมีแม่ค้ามารับซื้อที่สวนเองและไม่ค่อยได้ไปส่ง ทั้งนี้คนที่ต้องการจะโทรศัพท์มาสั่งจองล่วงหน้า ส่วนมากสั่งกันรายละ 4,000-5,000 ลูก ซึ่งกำหนดราคาขายผลละ 3 บาท และเป็นราคาเดียวที่กำหนดไว้ทั้งปี ไม่ว่าราคาทั่วไปจะเป็นอย่างไร ลูกค้าที่สั่งมีทั่วประเทศ ทั้งภาคกลาง อีสาน และทางภาคใต้ เหตุผลเพราะส่วนใหญ่มั่นใจว่าไม่ถูกหลอก

ภายในสวนลุงเขียวมีสัตว์เลี้ยงที่ให้ประโยชน์ได้หลายชนิด อย่างมีหมู จำนวน 11 ตัว เลี้ยงไก่ไข่ จำนวน 30 ตัว เลี้ยงเป็ดไข่ จำนวน 50 ตัว เป็ดเทศ จำนวน 70 ตัว โดยได้นำมูลของสัตว์ทั้งหมดมาใช้ทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ นอกจากนั้น ยังมีการเพาะเห็ดขอนไว้รับประทานในครัวเรือน ถ้าคราวใดที่ได้จำนวนมาก จะนำไปขาย กิโลกรัมละ 70 บาท

จึงเห็นได้ว่าวงจรในการทำเกษตรแนวเศรษฐกิจพอเพียงภายในสวนของลุงเขียวสามารถนำทุกอย่างมาใช้ประโยชน์ได้ จึงไม่ได้เสียเงินซื้อปุ๋ยเลยสักบาทเดียว นับได้ว่าเป็นการปลูกมะนาวแบบอินทรีย์ที่แท้จริง

ความสำเร็จเช่นนี้ ลุงเขียวไม่ได้เก็บไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่เขาต้องการให้ทุกคนเข้ามาเรียนรู้เพื่อจะได้นำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ ด้วยเหตุนี้จึงเปิดบ้านตัวเองเป็นแหล่งเรียนรู้ ในชื่อ “บ้านเกษตรพอเพียง ลุงเขียว” เพื่อให้ผู้สนใจต้องการมาดูงาน ปัจจุบันชาวบ้านละแวกนี้และที่อื่นเริ่มทดลองทำกันแพร่หลายแล้ว ลุงเขียวระบุว่า ผลสำเร็จเช่นนี้เป็นเพราะต้องมีใจรัก มีการทุ่มเท และลงมือทำด้วยตัวเอง

“ตลาดมะนาวยังมีแนวโน้มที่ดี และดีมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เพราะมีความต้องการนำมะนาวไปใช้ในหลายด้านนอกจากการบริโภคสด เนื่องจากสามารถนับไปแปรรูปเป็นน้ำมะนาว หรือนำไปทำเป็นส่วนผสมในน้ำยาล้างจานซึ่งมีความต้องการจำนวนมาก สั่งซื้อคราวละเป็นตัน ซึ่งจะขายในราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท ยิ่งเป็นตลาดในกลุ่มคนรักสุขภาพแล้วมะนาวจะยิ่งมีความต้องการมาก” ลุงเขียว กล่าวในตอนท้าย

สนใจสั่งซื้อมะนาวหรือต้นพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตร 1 ที่มีคุณภาพ กล้ารับประกัน ได้ที่ สวนลุงเขียว โทรศัพท์ (089) 281-0439 หรือชมภาพทางเฟซบุ๊ก เกษตรพอเพียง ลุงเขียว หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ สำนักงานเกษตรอำเภอประโคนชัย โทรศัพท์ (044) 671-443

ขอขอบคุณ คุณขันธลักษณ์ ศรีวิเศษ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ โทรศัพท์ (093) 379-1449

“เฟรชวิลล์ ฟาร์ม” ผลงานเยี่ยมยอด เป็นจริง ของสมาร์ทฟาร์มเมอร์

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“เฟรชวิลล์ ฟาร์ม” ผลงานเยี่ยมยอด เป็นจริง ของสมาร์ทฟาร์มเมอร์

การเพาะเห็ด ในปัจจุบันทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากผู้ยึดอาชีพนี้ต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรค ไม่ว่าจะพบกับความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ จนทำให้ต้องคอยปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม หรือต้องพบกับปัญหาแรงงานที่หายากและไม่มีคุณภาพ จนทำให้เกิดความเสียหายต่ออาชีพ

การเพาะเห็ดในตู้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยอุดช่องว่างของปัญหาดังกล่าว คุณสัมพันธ์ พิพัฒน์วรการ เจ้าของกิจการ เฟรชวิลล์ ฟาร์ม (Fresh Ville Farm) ได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการเพาะเห็ด และถือเป็นโรงเพาะเห็ดไฮเทค สร้างรายได้ไม่จำกัด เห็ดงอกงาม ไม่ต้องสนใจดินฟ้าอากาศ อีกทั้งโรงเพาะเห็ดอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเห็ดได้ตลอดทั้งปี

หากย้อนกลับไปเมื่อราว 2 ปีก่อน ชายหนุ่มผู้นี้ถือว่าเป็นผู้โด่งดังในวงการวิศวกรรมหลายด้าน แต่หลังจากมองว่าธุรกิจรับเหมาที่ตัวเองบริหาร กำลังอยู่ในสภาวะสั่นคลอน จึงรีบตัดสินใจวางมือทันที เพื่อป้องกันผลเสียหายที่ตามมาในระยะยาว จากนั้นมองหาอะไรทำ แล้วมาคิดถึงการทำเกษตร เคยทดลองเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ และทดลองทำเห็ด แต่ดูเหมือนการเลี้ยงปลาดุกจะไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง จึงเหลือแต่การทุ่มเทเรื่องเห็ดอย่างเดียว

ด้วยความผูกพันทางวิศวกรรมที่มีมายาวนาน จึงทำให้หนุ่มจากเชียงรายผู้นี้หันกลับไปเข้าวงการอีกครั้งด้วยการเป็นผู้จำหน่ายอุปกรณ์น็อต สกรู ที่ใช้กับรางรถไฟ แล้วค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมาได้บ้าง

แต่แรงบันดาลใจที่หันมาจับงานเกษตรอีกครั้ง มาจากรายการกบนอกกะลา ที่นำเสนอเรื่องอาชีพการเพาะเห็ด ซึ่งเขาพบว่ามีข้อมูลเรื่องธุรกิจเห็ดในบ้านเรา มีมูลค่าตลาดถึงกว่า 5 หมื่นล้านบาท โดยมองว่าเงินก้อนนี้ถ้าหากเรากระโดดลงไปร่วมบ้างน่าจะสร้างรายได้ ทั้งที่ตัวเองไม่มีความรู้ลึกซึ้ง จึงไปซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาทดลอง

ขณะเดียวกันเมื่อครั้งที่นำธุรกิจน็อต สกรูไปแสดงบู๊ธ ได้คิดว่าควรจะมองหาอาชีพที่ 2 ไปด้วย แล้วไปพบเห็นตู้เพาะเห็ดของเทคโนโลยีมหานคร ที่นำมาแสดงโดยเป็นแนวคิดของ อาจารย์ประยูร จวงจันทร์ จึงเกิดความสนใจ จากนั้นจึงได้นำตู้คอนเทนเนอร์ของตัวเองมาปรับเป็นห้องเพาะเห็ด

พร้อมกับจับมือกันเพื่อพัฒนาปรับปรุงแก้ไขจนมาถึงในปัจจุบัน ที่สามารถเพาะเห็ดได้ถึง 3 ประเภท คือ เห็ดเมืองหนาว เห็ดเย็นชื้น และเห็ดร้อนชื้น กระทั่งได้ไปนำแสดงที่งานเกษตร ทำให้เกิดความสนใจจากหลายคนติดต่อเข้ามา

จุดเด่นของเฟรชวิลล์ ฟาร์ม อยู่ที่การเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทอง ซึ่งเป็นเห็ดเมืองหนาวที่เป็นยาและมีราคาแพง จึงเริ่มศึกษาและเพาะเลี้ยงได้สำเร็จ จนทำให้เป็นที่สนใจของคนทั่วไป จากนั้นจึงเผยแพร่ความรู้นี้ออกไปด้วยการจัดอบรม

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าตู้เพาะเห็ดอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวต้องมีขนาดใหญ่แล้วต้องลงทุนจำนวนมากหรือไม่ ในเรื่องนี้เจ้าของฟาร์มเผยว่า ไม่จำเป็นต้องมีตู้ขนาดใหญ่ คุณสามารถดัดแปลงส่วนหนึ่งส่วนใดในบ้าน หรือหาพื้นที่ใดเหมาะสมปรับเป็นห้องเพาะเห็ดได้ เพียงแต่มีกระบวนการ วิธีการ ในแต่ละขั้นตอนให้ครบทุกอย่างเท่านั้น

จากความสำเร็จเรื่องการเพาะเห็ดในตู้อิเล็กทรอนิกส์จึงทำให้คุณสัมพันธ์มองไกลถึงการพัฒนารูปแบบฟาร์มในเชิงเกษตรผสมผสานแบบปลอดสารพิษ

คุณสัมพันธ์ชี้ว่า มีหลายคนโดยเฉพาะคนเมืองที่ต้องการความปลอดภัยในเรื่องสุขภาพด้วยการบริโภคอาหารที่ปลอดสารเคมี อีกทั้งต้องการบริโภคอาหารเป็นยา ดังนั้น จึงได้วางโมเดลของฟาร์มด้วยการผสมผสานหลักทางวิศวกรรม เกษตรกรรมและสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

สิ่งที่คุณสัมพันธ์หวังไว้คือ การสร้างฟาร์มต้นแบบใจกลางเมือง พร้อมตั้งใจว่าต้องการให้วิธีการทำเกษตรกรรมนั้นง่ายสำหรับคนเมืองทุกคน ฉะนั้นรูปแบบของเฟรชวิลล์ ฟาร์ม จะเน้นการทำเกษตรที่ปลอดสารพิษ และประกอบด้วยฟาร์มผักไร้ดิน (ไฮโดรโปนิกส์) ไม้ผลเมืองหนาว ฟาร์มเห็ดจากตู้อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีทั้งเห็ดเศรษฐกิจและเห็ดเป็นยา พร้อมกับสนับสนุนให้ผู้ที่สนใจเข้ารับการอบรมแนวคิดการทำเกษตรแนวใหม่ โดยมีการต่อยอดเข้าสู่วงการปุ๋ยอินทรีย์และชีวภาพทางการเกษตร

เจ้าของฟาร์มเผยว่า ขอบเขตของเฟรชวิลล์ ฟาร์ม ถ้ามองในเชิงธุรกิจแล้ว จะรับออกแบบทำฟาร์มในลักษณะสมาร์ทฟาร์ม เป็นฟาร์มสมัยใหม่ที่มีขนาดไม่ต้องใหญ่ แต่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งถือเป็นการทำเกษตรแนวใหม่ อีกทั้งในอนาคตมองว่า ต้องการให้เกิดสมาร์ทฟาร์มจำนวนมาก เกิดขึ้นทุกจังหวัด โดยภายในฟาร์มมีองค์ประกอบของการปลูกทั้งพืชและไม้ผลไปด้วยกัน

ดังนั้น เฟรชวิลล์ ฟาร์ม ในอนาคตอันใกล้นี้จะเกิดจากพืช 8 ชนิดหลัก ได้แก่ ฟาร์มเห็ดอัจฉริยะ เห็ดถั่งเช่า การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เมล่อน มะเดื่อฝรั่ง มะนาว ไผ่กิมซุง และอินทผลัม โดยทางเฟรชวิลล์ ฟาร์ม จะเปิดอบรมการปลูกพืชทั้ง 8 ชนิด เนื่องจาก 90 เปอร์เซ็นต์ ในกลุ่มนี้ล้วนเป็นยา ทั้งนี้แต่ละคนที่สนใจสามารถเลือกอบรมได้ตามใจชอบ

“เมล่อน ตั้งใจจะหาวิธีที่ทำให้คนทั่วไปปลูกได้เอง ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก ทำให้ปลูกได้ในพื้นที่น้อย ปลูกในบริเวณบ้าน โดยทดลองปลูกในถังเก่าที่ใช้งานแล้ว หรือถ้าคิดจะปลูกเป็นอาชีพอาจปลูกในพื้นที่ไม่มากนักแต่ได้คุณภาพเยี่ยมแล้วขายในราคาถูก”

หรืออย่างชุดปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ Mini NFT (Nutrient Film Technique) เป็นการปลูกพืชไร้ดินแบบระบบให้สารอาหารละลายน้ำและซึมซับผ่านทางรากของพืชที่เป็นแผ่นบางๆ เหมือนเป็นฟิล์มบนรางปลูกอย่างต่อเนื่อง และอาศัยการเติมอากาศลงไปในสารละลายเพื่อให้พืชได้รับออกซิเจนอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้พืชสามารถได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตได้ครบทุกชนิดและให้ผลผลิตที่เต็มที่ ปลอดสารพิษและยาฆ่าแมลง ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมีพื้นที่ขนาดเล็กก็สามารถปลูกผักไว้รับประทานเองได้ในแบบ…จิ๋ว แต่ แจ๋ว

เฟรชวิลล์ ฟาร์ม ใช้เวลาปีกว่าจนมาถึงปัจจุบัน มีสาขาของฟาร์มมากกว่า 10 สาขา ทั่วประเทศไทย เริ่มขยายเข้าสู่ธุรกิจการเกษตรเชิงเทคโนโลยีเต็มตัวต่อไปในอนาคต ปัจจุบันได้จัดให้มีการอบรมสำหรับผู้ที่สนใจทำการเกษตรแนวใหม่และเริ่มต่อยอดเข้าสู่วงการปุ๋ยอินทรีย์และชีวภาพทางการเกษตร

ทั้งนี้เปิดอบรมทั่วไปสำหรับผู้สนใจหาอาชีพใหม่ หรือหารายได้เสริม สอนทุกขั้นตอน ด้วยวิธีที่เข้าใจง่ายๆ เพื่อให้สามารถนำกลับไปเพาะรับประทานเองหรือทำเป็นอาชีพ เรียนรู้การทำก้อนเชื้อ การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ การบำรุง ดูแลรักษาด้วยเทคนิค และความพิถีพิถันสูตรพิเศษเฉพาะ Fresh Ville Farm, เรียนรู้ช่องทางการทำตลาดจากผลผลิตที่ได้ ให้มีกำไรมากที่สุด, เรียนรู้เรื่องโรงเห็ดและการเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่า, เรียนรู้การทำก้อนเชื้อเห็ด, เรียนรู้เทคนิคการทำตลาดเห็ด

“จึงถือเป็นระบบเกษตรที่รวบรวมเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาประยุกต์กับงานเกษตรกรรม รวมถึงงานภูมิสถาปัตย์ ผสมผสานกับเกษตรอินทรีย์ และนวัตกรรมใหม่ เพื่องานเกษตรในลักษณะเทคโนโลยีการกษตรที่สมบูรณ์สำหรับคนรุ่นใหม่ ที่มีใจรักเกษตรกรรมให้การทำงานเกษตรเป็นเรื่องที่ง่ายลงและเสริมสร้างความสุขของครอบครัวและชุมชนได้” เจ้าของกิจการเฟรชวิลล์ ฟาร์ม กล่าวในที่สุด

สนใจต้องการเข้าชม เฟรชวิลล์ ฟาร์ม ได้ โดยตั้งอยู่ ซอยรามคำแหง 118 แยก 71 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ หรือต้องการรายละเอียดหลักสูตรอบรม ติดต่อ คุณสัมพันธ์ พิพัฒน์วรการ โทรศัพท์ (02) 373-1658-9, (087) 507-3407, (087) 503-7723/www.farmstech.net (เทคโนโลยีการเกษตร. com)

ยามเมื่อลมพัดหวน จังหวะเกษตรก้าวไกลได้อีก กับอนาคต “สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ” !!!

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย jeabsiriprapha@hotmail.com

ยามเมื่อลมพัดหวน จังหวะเกษตรก้าวไกลได้อีก กับอนาคต “สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ” !!!

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ท่ามกลางอากาศที่แจ่มใส รอให้ฝนตกหลังจากอากาศร้อนเปรี้ยงมา 1-2 เดือน ซึ่งธรรมชาติทำให้ได้มีโอกาสพบกับ “พี่ตี๋” แมทชิ่ง หรือ คุณสมชาย สุทธานนท์ หลังจากไม่ได้เจอกันมานาน ไม่ต่ำกว่า 10 ปี นับเป็น “ลมพัดหวน” ที่น่าจดจำค่ะ เพราะสมัยที่พบพี่ตี๋เมื่อนานมาแล้ว พี่ตี๋ยังเป็นผู้บริหารอยู่แมทชิ่ง เปิดตัวด้วยลีลาการสร้างสรรค์งานโฆษณาที่ไม่เหมือนใคร จนดังเป็นพลุแตกทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ กระทั่งในที่สุด พี่ตี๋ก็ผลักดันธุรกิจแมทชิ่งเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างสวยงาม

ปี 2558 วันนี้พี่ตี๋ท้วมขึ้นเล็กน้อย ตามฐานะ เพราะพี่ตี๋ไปลงทุนด้านอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในดินแดนพุทธศาสนา อย่างสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า เมียนมาร์ หรือตามประวัติศาสตร์คือ “พม่า” แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ พี่ตี๋ไปร่วมทุนสร้างสถานีโทรทัศน์เป็นของตัวเองที่นั่น และจ้างคนท้องถิ่นทำงาน สร้างรายได้ให้คนท้องถิ่นไปในตัว นับเป็นการเจอกันที่แปลกใหม่และหวือหวา ผ่านบทสนทนาที่ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที หลังจากพี่ตี๋ลงเรือลำหนึ่ง ซึ่งมีผู้เขียนนั่งอยู่ด้วย เป็นสถานการณ์ที่เราต้องนั่งเรือลำเดียวกัน ด้วยความบังเอิญ แต่ทำให้อรรถรสของบทสนทนาเข้มข้นค่ะ

พี่ตี๋ : ทำอะไรอยู่???

ผู้เขียน : รับเขียนงานให้นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เครือมติชนค่ะ ไม่ได้เจอพี่ตี๋นานมาก!

พี่ตี๋ : ผมไปสร้างช่องโทรทัศน์อยู่ที่พม่า

ผู้เขียน : ลงทุนเองทั้งหมดเหรอคะพี่ตี๋???

พี่ตี๋ : ผมลงทุน ลักษณะร่วมทุนกับนักธุรกิจที่นั่น

ผู้เขียน : ถ้าคนไทยไปทำต้องเก่งภาษาอังกฤษ

พี่ตี๋ : ผมจ้างคนที่นั่นทำงานเลย

บทสนทนา ดูจะไม่เกี่ยวกับแวดวงการเกษตรเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้เห็นมุมมองของนักคิด นักโฆษณา ที่มีชื่อเสียงว่า เขามองโอกาสให้กับตัวเองตลอด ไม่ต้องนั่งรอให้โอกาสวิ่งชน แต่เป็นผู้วิ่งเข้าไปชนโอกาสนั้นเสียเอง ซึ่งหากเรานำวิธีคิดของ “พี่ตี๋” มาใช้ ก็จะเห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดของโลก เราวิ่งหาโอกาสที่เป็นสัมมาทิฐิได้ทันที บนโลกใบนี้ยังมี “โอกาส” อีกมาก เช่นเดียวกับ “พี่ตี๋” แมทชิ่ง ที่เปิดโอกาสตัวเองไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเงียบๆ

อนาคตสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพมาแรง

ญี่ปุ่น คือ โมเดลของการสร้างค่านิยม

ในมุมของเกษตรกร วิธีคิดของนักการตลาดที่มีชื่อเสียง ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไม่มีวันจบ เป็นปรากฏการณ์ “อินฟินิตี้” (Infinity) เฉกเช่น พี่ตี๋ แมทชิ่ง แห่งวงการอุตสาหกรรมโฆษณา และธุรกิจสื่อโทรทัศน์ ไปลงทุนในประเทศเมียนมาร์ และอย่างที่ “พี่จือ” หรือ คุณสุวรรณดี ไชยวรุตม์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดส์แอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเมื่อต้องทำป๊อปคอร์นออกตลาด การคิดค้นรสชาติป๊อปคอร์นเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งก็มองว่า ป๊อปคอร์นที่จะทำตลาดได้ดี ควรมีรสชาติความเป็นผลไม้ไทย อย่างรสมะพร้าว และทุเรียน

“ป๊อปคอร์นรสผลไม้ไทย เป็นแนวคิดที่ได้มาจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคว่า จะนิยมบริโภคอาหารธรรมชาติมากกว่าเดิม เป็นพฤติกรรมย้อนศรไปสู่ธรรมชาติ และสะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์แบบไทยๆ ชูความเป็นไทย เพราะอย่างในประเทศญี่ปุ่น ต้องยอมรับว่าเก่ง ที่สามารถสร้างค่านิยมให้คนในประเทศภูมิใจกับการใช้ของที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น มากกว่าการใช้ของที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ” พี่จือเล่าให้ฟังอย่างสนุก ถึงอนาคตของพฤติกรรมผู้บริโภค ที่มากำหนดให้สินค้าอย่าง “อาหาร” ซึ่งต้องใช้วัตถุดิบจากสินค้าเกษตรเป็นหลัก หันมาพัฒนารสชาติให้โดนใจผู้บริโภคมากขึ้น

จากที่พี่จือเล่าให้ฟังนั้น ยังมีความน่าสนใจอีกว่า สินค้าญี่ปุ่น เขียนว่า Made in Japan มีราคาแพงกว่าสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นๆ ที่เขียนคำว่า Made in “…” (ประเทศต่างๆ) เพราะฉะนั้นพี่จือจึงตั้งข้อสังเกตมาตลอดว่า ญี่ปุ่นทำอย่างไรให้สินค้าในประเทศของตัวเองมีราคาและมีคุณค่า ซึ่งคำตอบที่พี่จือได้ก็คือ สร้างคุณภาพของสินค้าให้มีคุณภาพที่มั่นใจได้ ถ้าหากรับประกันว่า Made in Japan จะต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของผู้บริโภคจริงๆ รองลงมาคือ สร้างความภูมิใจให้คนในประเทศ รู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ใช้สินค้าของประเทศตนเอง

“สังเกตไหมว่า คนญี่ปุ่นจะภูมิใจมากกับการใช้สินค้าที่มาจากประเทศของตัวเอง คนญี่ปุ่นมาประเทศไทยก็จะหาสินค้าญี่ปุ่นใช้ และในประเทศญี่ปุ่นเอง เขาก็เป็นอย่างนั้น ถ้าให้เขาซื้อของประเทศอื่นใช้ ต่อให้ราคาถูกยังไง เขาก็ไม่ซื้อ เขาเลือกซื้อสินค้าที่มีคำว่า Made in Japan พี่เคยไปซื้อรองเท้าในห้างที่ญี่ปุ่น เป็นสินค้านำเข้าอย่างดี ราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น พอซื้อมาคนญี่ปุ่นบอกว่า ฉันผลิตได้ดีเท่ากับนำเข้า เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมาคิดว่า ถ้าเป็นสินค้าเกษตร จะสร้างความภูมิใจให้กับผู้บริโภคคนไทยอย่างไรเป็นอันดับแรกว่า ถ้าจะเลือกบริโภคสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ ต้องผลิตในประเทศไทย ผู้ผลิตในประเทศไทยต้องพยายามยกระดับตัวเอง ให้ผู้บริโภคคนไทยยอมรับให้ได้” นี่เป็นการถ่ายทอดจากประสบการณ์ของนักการตลาดมืออาชีพที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสประเทศญี่ปุ่น ทั้งในช่วงการศึกษา และการทำงาน ประสบการณ์ของพี่จือ เป็นแง่คิดให้กับแวดวงเกษตรกรรมตรงที่ พฤติกรรมผู้บริโภคเป็นส่วนสำคัญที่สุด อย่างประเทศญี่ปุ่น สร้างให้คนของตัวเองภูมิใจในสินค้าที่ผลิตโดยชาวญี่ปุ่น และมาจากประเทศญี่ปุ่น จนนำมาซึ่งมาตรฐานของสินค้าที่ต้องได้คุณภาพเป็นอันดับแรก เพราะหากสินค้าไม่มีคุณภาพ ก็จะส่งผลให้วงจรผู้บริโภคถูกตัดตอน และผู้บริโภคก็ไม่เลือกซื้อเช่นกัน

ถ้าเราคิดในมุมกลับ หรือลองย้อนศรดู หากเราทำได้อย่างประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทยก็จะกลายเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพในเวลาเดียวกัน เหมือนกับที่ญี่ปุ่นผลักดันตัวเองให้เป็นตลาดผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย (อ้างอิงจากข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์)

ญี่ปุ่นจึงเป็นโมเดลของการสร้างค่านิยม รวมทั้งกรณีศึกษา (case study) ที่ทำให้เห็นว่า ประสบความสำเร็จเรื่องการทำให้คนในประเทศของตัวเอง รู้สึกภูมิใจที่จะบริโภคสินค้าทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม ที่มาจากผลผลิตของคนญี่ปุ่นพร้อมขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สร้างกระแสบริโภค สร้างยอดขายสินค้าเกษตร

การเกิดขึ้นของค่านิยมการบริโภคไม่ได้เกิดขึ้นมาเองโดยไม่มีส่วนผสมอะไรเลย แต่ต้องมีส่วนผสมมาจากการ “สร้าง” ซึ่งเมื่อมาถึงตรงนี้ พี่จืออธิบายให้ฟังต่อว่า อย่างกรณี “ช็อกโกแลต วาเลนไทน์” มีการสร้างกระแสให้เกิดการให้ช็อกโกแลตขึ้นมา ขณะที่ช็อกโกแลตต่างคนก็ต่างนำเข้ามาจากหลากหลายประเทศในที่สุด ทั่วโลกนิยมซื้อช็อกโกแลตให้กันวันวาเลนไทน์ และผู้ให้กับผู้รับก็รู้สึก “เท่” กับช็อกโกแลต วันวาเลนไทน์ ซึ่งต่อมาช็อกโกแลตกลายเป็นขนมที่ให้กันในโอกาสต่างๆ และตามเทศกาลต่างๆ

“ในตลาดสินค้าเกษตร และสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ จะต้องใช้วิธีสร้างกระแสให้ผู้บริโภครู้สึกเท่กับการให้และได้รับสินค้าเกษตรเป็นของขวัญ ซึ่งผู้ประกอบการสินค้าเกษตรควรจะรวมตัวกัน เพื่อทำให้เกิดกระแส ซึ่งจะนำมาซึ่งความต้องการของผู้บริโภค (Demand) ไม่ใช่ต่างคนต่างทำอย่างที่ผ่านมา” พี่จือแนะนำแนวทางการทำให้สินค้าเกษตรทั่วไป และสินค้าเกษตรสุขภาพเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง

ผู้เขียนมองว่า สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพมีอนาคตสดใส และมีจุดเด่น หากมีการสร้าง “กระแส” อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ไทยจะกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ เพื่อผลิตให้คนไทยผู้บริโภคเท่านั้น แต่สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพจะกลายเป็นสินค้าที่เป็นจุดขายของประเทศไทย ดึงดูดผู้บริโภคจากทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่แค่ตลาดการส่งออก แต่ยังหมายถึงตลาดท่องเที่ยวได้อีกด้วย

เมื่อสนทนากับพี่จือมาถึงตรงนี้ ไอเดียต่างๆ ก็เริ่มมากขึ้น พี่จือแนะนำเกษตรกรว่า ในต่างประเทศโดยเฉพาะคนจีนนิยมบริโภคกระเทียมจากประเทศไทย ขณะที่คนไทยเองจะเห็นว่า เวลาทำอาหาร หากเลือกใช้กระเทียมไทย จะมีรสชาติที่อร่อย กลมกล่อม ถ้าเปรียบเทียบกับกระเทียมนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือกระเทียมจากจีน จะมีความแตกต่างชัดเจน

“ไทยได้เปรียบหลายเรื่อง มีสินค้าเกษตรที่เป็นเอกลักษณ์ และคนต่างประเทศชื่นชอบ อย่างกระเทียม จะเห็นว่าถ้าเมนูอาหารของไทย เลือกใช้กระเทียมไทย กลิ่นและรสชาติก็หอม ส่วนกระเทียม อย่าง กระเทียมของจีน ราคา 3 กิโลกรัม 100 บาท แต่เมื่อนำไปปรุงอาหาร รสชาติอาหารขาดไป ก็เลยไปได้ความรู้ว่า กระเทียมนี่สำคัญมาก ทำให้อาหารอร่อยหรือไม่อร่อยก็ได้ และก็รู้มาว่า ที่ศรีสะเกษ มีกระเทียมคุณภาพ รสชาติดี” พี่จือเล่าประสบการณ์ใกล้ตัว อย่างการทำอาหารรับประทานเอง จะเห็นความแตกต่างของกระเทียมไทย และกระเทียมนำเข้าจากต่างประเทศ

พี่จือทิ้งท้ายด้วยแง่คิด 3 ข้อ ถึงการหาจุดเด่นของสินค้าเกษตรมาเพาะปลูกและทำตลาด ดังนี้

1. หาความเป็นไทยในสินค้าเกษตรนั้นๆ มาเป็นจุดขาย นำมะพร้าวมาใส่ในป๊อปคอร์น เป็นต้น

2. เลือกสินค้าเกษตรที่มีเอกลักษณ์ เช่น เป็นพันธุ์พื้นเมือง อย่าง มะม่วงมหาชนก ทุเรียนนนท์ และกระเทียมศรีสะเกษ

3. เลือกสินค้าเกษตรที่มีวัฒนธรรมไทย บ่งบอกความเป็นไทย ภูมิใจในการเป็นเกษตรกรไทย ผ่านการผลิตและทำตลาดสินค้าเกษตร เช่น ข้าวหอมมะลิ แสดงถึงวัฒนธรรมไทยได้อย่างชัดเจน เมื่อนำเรื่องสุขภาพมาใส่เข้าไป เป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ก็จะทำให้ข้าวไทยได้ราคาดีกว่าเดิมหลายเท่าตัว

4. มองหาสินค้าเกษตรที่สร้างรายได้ให้ยั่งยืน เช่น ข้าว ทุเรียน มะพร้าว และมะม่วง เป็นต้น

ฉบับนี้ จบด้วยแง่คิดที่ว่า ในอนาคตผู้บริโภคจะหันมาบริโภคสินค้าที่เป็นธรรมชาติ เพื่อสุขภาพ และหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรง คือ “สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ”

“วิเชียร บุญรอด” ชาวเมืองโอ่ง ยกระดับ…ปลูกมะนาว ส่งขายร้านกาแฟดังในปั๊ม

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“วิเชียร บุญรอด” ชาวเมืองโอ่ง ยกระดับ…ปลูกมะนาว ส่งขายร้านกาแฟดังในปั๊ม

การมีฝนตกน้อย หรือไม่ตกต้องตามฤดูกาลเป็นระยะเวลานาน กระทั่งทำให้เกิดสภาวะการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นสาเหตุให้พืชพรรณต่างๆ ได้รับผลกระทบแล้ว ทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตไม่สมบูรณ์ เกิดความเสียหายทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม สิ่งเหล่านี้อาจเรียกได้ว่า วิกฤติภัยแล้ง

แนวทางหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาคือ การทำเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งการปลูกพืชหลายชนิดรวมกัน การเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนถึงการแปรรูปพืชผลทางการเกษตร และที่ผ่านมามีชาวบ้านหลายพื้นที่ทั่วประเทศยึดแนวทางนี้จนประสบความสำเร็จ บางรายมีการบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ

เกษตรปากท่อ พาไปพบชาวบ้าน ที่ทำสวนผสมผสานได้สำเร็จ

คุณสมศักดิ์ พุทธพฤกษ์ เกษตรอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี พาไปพบ คุณวิเชียร บุญรอด อยู่บ้านเลขที่ 147 หมู่ที่ 6 ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นชาวบ้านที่ประสบความสำเร็จจากการปลูกพืชไม้ผลหลายชนิดแบบผสมผสาน

อีกทั้งภายในสวนยังนำวัวมาเลี้ยง จำนวนกว่า 10 ตัว เพื่อใช้ประโยชน์จากมูลในการทำปุ๋ยผสมดิน และปุ๋ยน้ำฉีดพ่น หรือถ้าบริเวณใดมีหญ้าขึ้นรกจะปล่อยวัวเข้าไปแทะเล็มเพื่อกำจัดหญ้า จึงทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัด ถือเป็นการช่วยลดต้นทุน ตลอดจนมีการขุดบ่อเก็บกักน้ำทางธรรมชาติเพื่อใช้กับพันธุ์ไม้หลายชนิด ทั้งหมดนี้ดูจะเป็นการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติเป็นอย่างดี

ฉะนั้น จึงไม่แปลกใจเลยที่ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน เงาะ มะม่วง กล้วย และมะนาว ล้วนแต่มีผลผลิตที่ได้คุณภาพ เป็นที่ยอมรับของตลาด

แต่ที่น่าสนใจมากเป็นพิเศษคือ การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ที่ได้ผลผลิตจำนวนมาก เป็นผลผลิตที่มีคุณภาพทั้งขนาด รสชาติ และปริมาณน้ำ จนกระทั่งเป็นที่สนใจของร้านกาแฟชื่อดังในปั๊ม สั่งมะนาวผลจำนวนมากเพื่อนำไปทำเป็นชามะนาว

เปลี่ยนหาเงินจากปลูกข้าว มาเป็นสวนผสมผสาน มีรายได้ดีกว่า

คุณวิเชียร เริ่มต้นอาชีพเกษตรกรรมด้วยการทำนา และทำไร่ข้าวโพดกับมันสำปะหลัง ภายหลังประสบปัญหาราคาผลผลิตลดลงมาก ทำแล้วไม่คุ้มทุน จึงเลิกแล้วหันไปปลูกปาล์มน้ำมัน เนื้อที่ 28 ไร่ จำนวน 500 กว่าต้น กระทั่งปาล์มมีอายุเข้าปีที่ 3 จึงสามารถเก็บผลผลิตได้ โดยนำไปขายแถวหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ที่มีระยะทางห่างจากสวน ประมาณ 30 กิโลเมตร โดยขายได้ราคากิโลกรัมละ 4.50 บาท ซึ่งถือว่าพออยู่ได้

ขณะปลูกปาล์มยังมีเวลาว่างอีก คุณวิเชียรมองว่า ต้องหาอะไรทำเพื่อสร้างรายได้เสริม จึงตระเวนไปหาความรู้การปลูกพืชและไม้ผลชนิดอื่น ที่มีแนวโน้มว่าสามารถสร้างเม็ดเงินได้โดยไม่ต้องเสี่ยงมาก

ปลูกมะนาวได้ผลเกินคาด ส่งขายร้านกาแฟดังในปั๊ม เพื่อทำชามะนาว

เกษตรกรรายนี้ไปสนใจมะนาวที่ใส่ตะกร้าวางขายในตลาดนัด ราคา 150 บาท จึงทำให้เขาเกิดความคิดที่จะปลูกมะนาว ได้ไปเสาะหาพันธุ์แป้นพิจิตรมาปลูก ด้วยเหตุผลเพราะให้น้ำมาก เป็นที่ต้องการของตลาด โดยทดลองปลูกในสวนปาล์มระหว่างร่อง จนประสบความสำเร็จสามารถขายได้ราคา ผลละ 4-5 บาท จากนั้นจึงนำพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตรมาปลูกเพิ่มอีกในแปลงมันสำปะหลัง เป็นการปลูกในวงบ่อซีเมนต์ จำนวนทั้งสิ้น 500 ต้น ปลูกมาแล้วกว่า 4 ปี

คุณวิเชียร ปลูกมะนาวด้วยความใส่ใจมาก คุณวิเชียรแทบจะไม่ได้ใช้สารเคมีในกระบวนการปลูกเลย แต่จะใช้ปุ๋ยหมักที่เป็นมูลวัว และเศษพืชผสมเองแทน โดยในแต่ละปีใช้จำนวนพันกว่ากระสอบ พร้อมไปกับการหมักปุ๋ยน้ำเพื่อใช้ฉีดพ่นด้วย ซึ่งได้ทำเช่นนี้มาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว คุณวิเชียรมองว่า การใช้สารเคมีมีอันตรายทั้งต่อผู้ปลูกและผู้บริโภค

พร้อมทั้งให้น้ำ 2-3 วัน ต่อครั้ง โดยดูจากความเหมาะสมของสภาพดินฟ้าอากาศประกอบ ทั้งนี้ ส่วนผสมดินที่ปลูก มี ขี้วัวหมักปุ๋ย ใส่ขี้วัวกับดิน โดยใช้ขี้วัว จำนวน 2 ถุง กับดิน 1 รอง ให้คลุกเคล้าปนกัน ปลูกไปเป็นเวลา 8 เดือน แล้วให้รดน้ำอย่างเดียว พอใกล้เก็บผลจึงใส่ขี้วัวอีกครั้ง

ผลจากการปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการนำปัจจัยการปลูกที่เป็นอินทรีย์ล้วนเช่นนี้ จึงทำให้มะนาวเพียงต้นเดียวให้ผลผลิตได้ถึงกว่า 300 ผล แล้วถ้าหากราคามะนาว ผลละ 5 บาท จะได้เงินจำนวน 1,500 บาท ต่อต้น เพราะฉะนั้นรายได้ที่เกิดขึ้นเพียงต้นเดียวได้เงินค่ากับข้าวแล้ว ยิ่งถ้าเก็บผลผลิตมะนาวทั้งสวนจะมีรายได้เท่าไร??

การปลูกมะนาว จำนวน 500 ต้น ของคุณวิเชียร ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 200,000 บาท โดยจำแนกคร่าวๆ อย่าง ค่าวงบ่อซีเมนต์ ราคาใบละกว่า 200 บาท ค่ากิ่งพันธุ์ที่ซื้อมา กิ่งละ 150 บาท แล้วเป็นค่าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อีก

จากแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรให้ประหยัดต้นทุนมากที่สุด เพราะนั่นหมายถึงผลกำไรที่เกิดขึ้น จึงทำให้คุณวิเชียรตัดสินใจปลูกต้นไผ่เพื่อนำลำไผ่มาใช้สำหรับค้ำต้นมะนาว ทั้งนี้ ได้เลือกเป็นไผ่ที่รับประทานหน่อได้ เพราะสามารถนำไปขายได้อีก กระทั่งพอต้นไผ่มีอายุมากจึงตัดมาใช้งาน เพราะถ้าไปซื้อ ราคา ลำละ 15 บาท

ด้วยคุณภาพของมะนาวแป้นพิจิตรในสวนแห่งนี้ ที่เจ้าของสวนการันตีถึงขนาดผล ปริมาณน้ำ และรสชาติ เพราะสามารถนำไปปรุงอาหารหรือแปรรูปได้อย่างคุ้มค่า จึงเป็นที่ต้องการของตลาดลูกค้าหลายประเภท ทั้งรายย่อยที่สั่งจองกันตลอดต่อเนื่อง หรือแม้แต่รายใหญ่ขาประจำที่ต้องส่งให้เดือนละหลายพันผล

“อย่างถ้าขายส้มตำ ปกติแม่ค้าจะใช้มะนาว ครกละ 2 ผล แต่ถ้าใช้มะนาวที่ปลูกในสวนแห่งนี้เพียง 1 ผล สามารถทำส้มตำได้ถึง 2 ครก จึงประหยัดต้นทุนได้มาก อีกทั้งหากนำไปใช้ในร้านอาหารก็คุ้มค่าแล้ว สร้างความอร่อยให้แก่อาหารจานนั้นด้วย

แต่ลูกค้าขาประจำที่น่าสนใจ คงเป็นร้านขายกาแฟชื่อดังที่ตั้งอยู่ในปั๊มขนาดใหญ่ ร้านนี้นำไปใช้ทำชามะนาว ซึ่งลูกค้ารายนี้ ขายส่งกันมาได้ 1 ปีกว่า ส่งมะนาวอาทิตย์ละครั้ง จำนวน 1-2 พันกว่าผล ราคาส่งอยู่ที่ 4-5 บาท แต่ในบางคราวเพียง 2 วัน ก็โทรศัพท์มาสั่งแล้ว”

ไม่เพียงเท่านั้น ครอบครัวบุญรอด ยังมีการพัฒนาต่อยอดสินค้าด้วยการนำผลมะนาวบรรจุใส่ถุงใสอย่างดี แล้วทำเป็นของฝาก วางขายที่ร้านกาแฟชื่อดังแห่งเดียวกันด้วย โดยจำหน่ายราคา ถุงละ 50 บาท อันนี้เป็นราคาช่วงปกติ แต่ถ้าช่วงมะนาวแพง อาจต้องจำหน่ายราคา ถุงละ 100 บาท

นอกจากรายได้จากการขายผลมะนาวสดแล้ว คุณวิเชียรยังทำกิ่งพันธุ์มะนาวจำหน่าย ในราคากิ่งละ 70-100 บาท คุณวิเชียรชี้ว่า เมื่อต้นโตสูงขึ้น แทนที่จะตัดให้เสียเปล่า ควรเลือกกิ่งที่มีขนาดเหมาะสมเพื่อขยายพันธุ์ แล้วยังบอกต่อว่า ถ้าต้นพันธุ์ที่ปลูกมีคุณภาพให้ผลผลิตได้อย่างดีแล้ว กิ่งพันธุ์จะต้องมีคุณภาพเช่นกัน

ผลิตทุเรียนคุณภาพขาย มีรายได้ดี ตลาดรองรับ…ชัวร์

ไม้ผลอีกชนิดที่คุณวิเชียรมองว่ามีอนาคตไกลคือ ทุเรียน คุณวิเชียร เผยว่า ปัจจุบัน ตลาดทุเรียนยังเป็นที่ต้องการอยู่ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ดังนั้น หากผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพแล้ว มีตลาดรองรับในราคาสูงแน่นอน

ทุเรียนที่ปลูกเป็นพันธุ์หมอนทอง คุณวิเชียรใช้พื้นที่ปลูก 19 ไร่ จำนวน 500 กว่าต้น ปลูกมาได้ 6 ปี เพิ่งได้ผลผลิตรุ่นแรกเมื่อปลายปี 2557 จำนวนประมาณ 30 กว่าต้น ขายราคากิโลกรัมละ 80-90 บาท

เจ้าของสวนบอกว่า ตอนนี้ต้องการให้คนในชุมชนหันมาปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น และต้องการให้ปลูกแบบมีคุณภาพ อีกทั้งยังรณรงค์ให้เก็บทุเรียนสุกเท่านั้น เพราะไม่ต้องการให้เสียชื่อเสียง ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีลูกค้าให้ความสนใจสั่งซื้อทุเรียนที่ปลูกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีคุณภาพดีมาก ขายแล้วได้ราคาเป็นที่พอใจ อย่างราคาในตลาดขายกัน 60-70 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ทุเรียนที่นี่ขายกันในราคา 90 บาท ต่อกิโลกรัม ขายดีมาก ถึงขนาดต้องมีการสั่งจองล่วงหน้า

คุณวิเชียรไม่ใช่เกษตรกรที่มุ่งปลูกแล้วขายผลผลิตอย่างเดียว แต่คุณวิเชียรยังทำหน้าที่เป็นพ่อค้าในเวลาเดียวกันด้วย ทั้งนี้ คุณวิเชียร ชี้ว่าการปลูกทุเรียนที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างรายได้ดีนั้น ผู้ปลูกควรศึกษาความต้องการของตลาดควบคู่ไปด้วย อย่างกรณีถ้าตลาดต้องการผลที่มีคุณภาพก็อาจต้องมีการแต่งผล ซึ่งหมายถึงต้องทำให้ผลทุเรียนทุกลูกมีขนาด ความสมบูรณ์เท่ากัน

ทั้งนี้ โดยเริ่มทำตั้งแต่การดูแลทรงพุ่ม หรือการตัดผลทิ้งบ้างเพื่อรักษาคุณภาพผลที่เหลือให้สมบูรณ์ เพราะการมีผลมากเกินไปอาจขาดความสมบูรณ์ และผลที่สมบูรณ์ควรมีขนาด 3-4 กิโลกรัม และควรมีเนื้อสีเข้ม เปลือกบาง

อย่างไรก็ตาม ในอีก 5-6 ปี ข้างหน้า มะนาวที่ปลูกรุ่นแรกจะถูกย้ายออก เพื่อปล่อยให้ต้นทุเรียนซึ่งได้ปลูกอยู่แล้วระหว่างต้นมะนาวพร้อมเจริญเติบโตเต็มที่ โดยไม่ต้องรอให้เสียเวลา และเป็นทุเรียนอีกรุ่นที่ตระเตรียมไว้ พร้อมกับเงาะนาสาร จำนวน 300-400 ต้น

ไม่เพียงเท่านั้น คุณวิเชียรยังปลูกไม้ผลชนิดอื่นแล้วได้คุณภาพอีก อย่าง มะม่วงน้ำดอกไม้ดิบที่มีขนาดผลใหญ่มาก ปลูกกล้วยน้ำว้าที่มีเครือใหญ่หลายหวี หรือแม้กระทั่งกำลังซุ่มเพาะ-ขยายต้นมะนาวไร้เมล็ดเพื่อส่งออกขายต่างประเทศ

คุณสมศักดิ์ กล่าวว่า สวนคุณวิเชียร นับเป็นแหล่งผลิตพืช ผัก ไม้ผลที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่คุณวิเชียรเป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้น ใส่ใจต่ออาชีพ แล้วยังชอบศึกษาหาความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรอยู่ตลอดเวลา แล้วยังเป็นต้นแบบที่ดีต่อชุมชน

“อีกทั้งยังเป็นผู้ที่ชาวบ้านให้ความเชื่อถือและศรัทธาในฐานะผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นอกจากนั้น ยังทำหน้าที่เป็นกรรมการทำปุ๋ยหมักของชุมชน ทั้งนี้ โดยรวมกลุ่มเกษตรกรทั้งหมดไปทำปุ๋ยกันที่หน้าโรงเรียนยางคู่ เป็นกองปุ๋ยขนาดใหญ่แล้วนำมาบรรจุใส่กระสอบแจกจ่ายชาวบ้านทุกหลังคาเรือน”

ผลสำเร็จที่เกิดจากความตั้งใจ รวมถึงความซื่อสัตย์ต่ออาชีพ ตลอดจนเป็นคนที่วางแผนการเพาะปลูกพืชไม้ผลอย่างเป็นขั้นตอน โดยจะไม่ปล่อยให้มีช่วงเวลาว่างเลยแม้แต่นิด เปรียบเหมือนกับการวิ่งผลัด ที่มีการรับช่วงต่อกันโดยไม่ขาดตอน จึงทำให้ครอบครัวบุญรอดมีรายได้ผ่านมือตลอดทุกวัน เมื่อถามถึงรายได้ต่อเดือนแล้ว คุณวิเชียรแย้มว่า ตกเดือนละประมาณ 20,000 บาท หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว

สนใจสั่งซื้อผลผลิตทางการเกษตร หรือกิ่งพันธุ์มะนาวที่มีคุณภาพ ได้ที่ คุณวิเชียร บุญรอด โทรศัพท์ (087) 156-5956

%d bloggers like this: