ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

All posts tagged ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ชาวพบพระ จังหวัดตาก รับซื้อโคจากประเทศเพื่อนบ้าน ขุนขายสร้างรายได้

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05107011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวพบพระ จังหวัดตาก รับซื้อโคจากประเทศเพื่อนบ้าน ขุนขายสร้างรายได้

โคขุน หมายถึงการเลี้ยงวัวเพื่อให้มีการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ในเวลารวดเร็ว เนื่องจากเลี่ยงปัญหาการลงทุน ฉะนั้น ตัวแปรสำคัญคือคุณภาพอาหาร เพราะถ้าได้อาหารที่มีคุณภาพอย่างดี จะทำให้วัวเจริญเติบโตเร็ว มีน้ำหนัก สามารถขายได้ในราคาสูง

คุณวิชิต อำพลรุ่งโรจน์ เป็นชาวบ้านที่ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ยึดอาชีพเลี้ยงโคขุนมาได้สักกว่า 2 ปี นอกจากการเลี้ยงโคขุนที่เป็นอาชีพส่วนตัวแล้ว คุณวิชิตยังมีตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลรวมไทยพัฒนาด้วย

คุณวิชิต ให้รายละเอียดเรื่องงานประจำว่า บทบาทและหน้าที่ในตำแหน่งการงานขณะนี้จะต้องดูแลทุกข์ สุข ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านผ่านประชาคม และชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านรวมไทยพัฒนาส่วนมากมีการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวกันคือ การทำไร่ข้าวโพด

ด้วยความพร้อมทั้งเรื่องดิน ฟ้า อากาศ และน้ำของพื้นที่ในหมู่บ้านแห่งนี้ จึงทำให้สามารถปลูกพืชผักชนิดต่างๆ อย่างพริก ผักเมืองหนาว หรือแม้แต่ดอกกุหลาบ ได้อย่างมีคุณภาพ แล้วในบางคราวหากว่างเว้นจากงานประจำ ทางหน่วยงานก็มักจะหาอาชีพเสริมอีกหลายอย่างให้แก่ชาวบ้านทำเพื่อสร้างรายได้หลังเสร็จสิ้นอาชีพหลัก

สำหรับธุรกิจที่คุณวิชิตทำอยู่เป็นอาชีพส่วนตัวคือ การเลี้ยงโคขุน ทำมาได้ประมาณ 2 ปี โคที่นำมาเลี้ยงเพื่อขายเป็นพันธุ์พื้นเมือง ที่ซื้อมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ตอนที่ซื้อมามีรูปร่างโทรม เมื่อซื้อมาแล้วจะนำมาให้อาหารอย่างเต็มที่ โดยมีระยะเวลาเลี้ยงไว้ประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้อ้วนและมีสุขภาพดี จากนั้นจึงขายต่อให้พ่อค้า

คุณวิชิต เผยถึงลักษณะการซื้อ-ขาย ว่าเมื่อคราวที่รับซื้อวัวจะเหมาเป็นฝูง ซึ่งแต่ละฝูงที่ซื้อมีจำนวนไม่เท่ากัน แต่จะอยู่ระหว่าง 40-90 ตัว ทั้งนี้ เพราะมีพื้นที่เลี้ยงไม่มาก อีกทั้งอายุวัวก็ต่างกัน โดยเฉลี่ยแล้วจะเลือกซื้อวัวที่มีอายุระหว่าง 5-6 ปี ที่เป็นวัวตอนหรือวัวเปลี่ยว เนื่องจากเป็นวัยที่เมื่อนำมาเลี้ยงอย่างดีแล้วจะให้น้ำหนักดีแถมยังมีสุขภาพดีด้วย สำหรับราคารับซื้อนั้นผู้ขายจะตีราคาให้ และราคาขายที่พ่อค้ากำหนดอาจไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านการตลาด

ครั้นเมื่อตกลงราคาเป็นที่น่าพอใจกันแล้ว วัวทุกตัวจะต้องผ่านการตรวจโรคจากปศุสัตว์ที่ด่านชายแดนก่อนที่จะนำวัวข้ามเข้ามาในไทยทุกครั้ง

ทางด้านอาหารที่ใช้เลี้ยงวัว ได้แก่ หญ้าเนเปียร์ ที่เขาปลูกไว้ในพื้นที่กว่า 10 ไร่ โดยนำหญ้ามาผสมด้วยอาหารสำเร็จรูป รวมถึงข้าวโพดด้วย สัดส่วนในการผสมอาหารคือ หญ้าเนเปียร์ 2 ส่วน อาหารสำเร็จรูป 1 ส่วน ให้อาหารอย่างเต็มที่วันละ 2 ครั้ง แล้วในบางครั้งอาจแถมมื้อเที่ยงด้วย

สำหรับค่าใช้จ่ายที่เป็นอาหารวัว คุณวิชิตบอกว่าใช้น้อยมาก ถือว่าลงทุนต่ำมาก เพราะในเขตพื้นที่ตำบลรวมไทยพัฒนามีวัตถุดิบทุกอย่างที่ใช้เป็นอาหารวัวครบทุกชนิด โดยไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อจึงทำให้ประหยัดต้นทุนได้มาก แล้วยังระบุว่า วัวกินอาหารประมาณ 5-6 กิโลกรัม ต่อวัน ต่อตัว และวัวตัวหนึ่งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อตัวประมาณ 6,000-10,000 บาท

ลูกค้าที่มาซื้อวัวจากคุณวิชิตส่วนมากมักมาจากเวียดนาม จีน มาเลเซีย เพื่อนำไปใช้ทำอาหาร ทั้งนี้ มีการกำหนดราคาขายวัวจะชั่งเป็นกิโล กำหนดราคาไว้กิโลกรัมละ 90-100 บาท เมื่อขายแล้วหักค่าใช้จ่ายจะได้กำไรเฉลี่ยตัวละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท

เจ้าของธุรกิจรายนี้เผยถึงปัจจัยที่นำมาเป็นตัวกำหนดราคาว่า สิ่งที่เป็นตัวแปรคือความต้องการของตลาดและจำนวนวัวในตลาด เพราะถ้ามีจำนวนวัวน้อยแล้วความต้องการมากราคาจะสูง แต่ในทางกลับกันถ้าวัวมีมากเกินไป ถึงแม้ความต้องการของตลาดสูง แต่ก็ไม่มีผลทำให้ราคาสูง เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นทุกแห่งในตลาดค้าวัว ดังนั้น ปัญหาที่พบคือความไม่แน่นอนในเรื่องราคา เพราะอย่างบางคราวขุนวัวไว้อย่างดีมีความสมบูรณ์มาก แต่โชคร้ายในช่วงนั้นราคาวัวตกก็จะทำให้ได้ราคาไม่สูง

ปัจจุบันฟาร์มวัวขุนของคุณวิชิตเลี้ยงวัวไว้จำนวน 40 ตัว ในอนาคตเขาตั้งเป้าว่าจะเลี้ยงไว้ถึงจำนวน 100 ตัว พร้อมกับต้องขยายพื้นที่ออกไปด้วย พร้อมระบุว่า การซื้อวัวฝูงใหม่เข้ามาจะต้องถ่ายเทฝูงเดิมที่เลี้ยงไว้ออกไปเสียก่อน ด้วยการพิจารณาวัวที่เลี้ยงไว้พร้อมขายได้ก็จะไปติดต่อพ่อค้าไว้ล่วงหน้า ซึ่งโดยปกติพ่อค้าเหล่านั้นจะนำวัวเข้ามาเขตไทยทุกอาทิตย์ ทั้งฝูงเล็ก-ใหญ่

ฟาร์มคุณวิชิตใช้คนงานประมาณ 3-4 คน มีหน้าที่ในการทำความสะอาดบริเวณที่วัวอยู่ ให้อาหาร ดูแลทั่วไป มีการนำขี้วัวมาตากแห้งแล้วบรรจุในกระสอบขายราคากระสอบละ 30 บาท (ประมาณ 15 กิโลกรัม) มีคนมารับซื้อถึงฟาร์ม

คุณวิชิต บอกว่า มีชาวบ้านทำอาชีพกันอยู่บ้าง แต่เลี้ยงวัวไม่กี่ตัวแล้วมักเลี้ยงไปเรื่อยๆ พอใจขายเมื่อไรก็ขาย ต่างจากของเขาเพราะทำเป็นลักษณะธุรกิจที่ต้องกำหนดเวลาให้แน่นอน มิเช่นนั้นกระทบต่อต้นทุนถ้านานเกินไป

“อาชีพเลี้ยงวัวขาย ไม่ยากอย่างที่คิด ในระยะแรกอาจต้องใช้เงินลงทุนมากสักหน่อย แต่ถ้าชาวบ้านใส่ใจกับการเลี้ยงอย่างเต็มที่ก็จะสามารถทำให้มีรายได้อย่างดี แล้วยังเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านในช่วงที่ราคาพืชผลตกต่ำ หรือหากประสบปัญหาภัยแล้ง การหันมาเลี้ยงวัวขายก็อาจเป็นอีกแนวทางที่ช่วยเหลือได้” เจ้าของฟาร์มโคขุน กล่าว

สอบถามรายละเอียดหรือต้องการซื้อโคขุนติดต่อ คุณวิชิต อำพลรุ่งโรจน์ ได้ที่ โทรศัพท์ (092) 736-3214

Advertisements

“กลุ่มทอผ้าศิลปาชีพบ้านทหารผ่านศึก” ที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“กลุ่มทอผ้าศิลปาชีพบ้านทหารผ่านศึก” ที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก

“กลุ่มทอผ้าศิลปาชีพบ้านทหารผ่านศึก” ก่อตั้งขึ้นเมื่อคราวที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงเยี่ยมชาวบ้าน ที่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นหมู่บ้านที่รวมครอบครัวของทหารผ่านศึกจากหลายแห่งแล้วมอบที่ดินทำกิน พร้อมส่งเสริมอาชีพการเกษตร เลี้ยงสัตว์ และด้วยความห่วงใยในเรื่องการทำกิน พระองค์ได้ทรงมอบงานทอผ้าให้แก่แม่บ้านของหมู่บ้านแห่งนี้เพื่อสร้างเป็นรายได้เสริม

ภารกิจของกลุ่มทอผ้าศิลปาชีพบ้านทหารผ่านศึก คือการนำด้ายที่ถูกส่งมาจากศูนย์ศิลปาชีพมาทอเป็นผืน จากนั้นทางศูนย์จะรับซื้อกลับไปเพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมการตัดเย็บต่างๆ อย่างไรก็ตาม แม่บ้านกลุ่มนี้ยังต่อยอดด้วยการทอผ้าขาวม้าพร้อมกับตัดเย็บย่ามใส่สิ่งของไว้จำหน่ายหารายได้เพิ่มอีกด้วย

คุณชะลอ เอี่ยมสะอาด ผู้ใหญ่บ้าน เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของกลุ่มแม่บ้านนี้ว่า จากคราวที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาที่หมู่บ้านแห่งนี้เมื่อปี 2537 โดยมีสมาชิกกลุ่มได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ พระองค์ทรงเป็นห่วงว่าแม่บ้านจะมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การครองชีพจึงให้มีการทอผ้าเป็นอาชีพเสริม

ช่วงแรกของอาชีพนี้แม่บ้านแต่ละครอบครัวที่สนใจจะทอผ้าอยู่กับบ้านตัวเอง พอในปี 2546 ทาง อบจ. ได้มาสร้างโรงทอผ้าขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านมารวมตัวกันทอผ้า เพื่อจะได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะ ระหว่างกัน สำหรับผ้าที่ใช้ทอเป็นผ้าฝ้ายที่ทางศูนย์ศิลปาชีพจัดส่งเป็นด้ายมาให้กับทางกลุ่มเพื่อให้สมาชิกทอขึ้นเป็นผืนแล้วซื้อกลับ

คุณชะลอ เป็นผู้ใหญ่บ้านมาตั้งแต่ปี 2551 และมีบ้านพักอยู่เลขที่ 82 หมู่ที่ 4 ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก โทรศัพท์ (085) 734-4121 ได้ให้รายละเอียดต่ออีกว่า ชาวบ้านที่มารวมตัวกันเป็นครอบครัวของทหารผ่านศึกที่มาจาก 3 แห่ง ได้แก่ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ จำนวน 40 ครอบครัว กับของนครสวรรค์ อุทัยธานี อีก 10 ครอบครัว และที่ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร อีกจำนวน 50 ครอบครัว รวมทั้งสิ้น 100 ครอบครัว มาตั้งแต่ปี 2533 เพื่อเข้าร่วมโครงการจัดสรรที่ดินทำกินของตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก

ผู้ใหญ่บ้านเล่าว่า ชาวบ้านได้รับการจัดสรรที่ดินให้รายละ 20 ไร่ มีบ้าน 1 หลัง ที่อยู่ 2 งาน แล้วส่งเสริมอาชีพต่างๆ ให้ ได้แก่ ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เพื่อต้องการให้เป็นหมู่บ้านมั่นคงแนวชายแดน ดังนั้น จึงอยู่ที่บ้านหมู่ 4 ตำบลรวมไทยพัฒนา เพียงแห่งเดียว ส่วนงานเกษตรกรรมที่ชาวบ้านทำกันอยู่ ได้แก่ การปลูกข้าวโพด ถั่ว พริก และผักอื่นๆ ข้าวโพดที่ปลูกปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกปลูกเดือนพฤษภาคม ไปเก็บราวเดือนสิงหาคม ช่วงที่ 2 ปลูกประมาณเดือนกันยายน ไปเก็บเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไป

คุณบุญโชย แสนสุภา ประธานกลุ่ม ให้รายละเอียดเพิ่มอีกว่า เมื่อคราวที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้อาชีพงานทอผ้าแก่แม่บ้านที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ ชาวบ้านยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทอผ้าแต่อย่างใดเลย จึงต้องมีการจัดวิทยากรจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานมาฝึก ใช้เวลา 1 เดือน

ส่วนอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ทอผ้าอยู่ในโรงทอนั้นสมาชิกจัดทำกันเอง ส่วนเส้นด้ายที่นำมาทอถูกส่งมาจากศูนย์ศิลปาชีพ สำหรับกลุ่มแม่บ้านนี้ตั้งเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2542 มีสมาชิกเริ่มต้นที่ 25 คน ปัจจุบันเหลือ 20 คน

“ชาวบ้านจะใช้ช่วงเวลาว่างจากงานประจำมาทอผ้า ไม่มีการบังคับหรือกำหนดว่าใครจะทอจำนวนเท่าไร แต่ในทุก 4 เดือน จะมีการมารับผ้าที่ทอกลับไป โดยแม่บ้านจะได้รับค่าตอบแทนเป็นอัตราค่าจ้างทอผ้าในราคาเมตรละ 50 บาท และทุกคนจะต้องทอผ้าเป็นลายลูกแก้วเท่านั้น”

ประธานกลุ่มชี้ว่า ถ้ามาทอผ้าเต็มที่ทั้งวันสามารถทอผ้าได้คนละ 5 เมตร ราคาค่าจ้างทอผ้าเมตรละ 50 บาท ถือเป็นรายได้เสริมที่ดีเพราะลงทุนเพียงแต่แรงเท่านั้น ทั้งนี้ เฉลี่ยรายได้ต่อคนต่อเดือนประมาณ 5,000 บาท และจะหักเงินเข้ากลุ่มม้วนละ 1 เมตร เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายของกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม ยังมีแม่บ้านบางคนมีเครื่องทอผ้าติดตั้งไว้ที่บ้านอีกสำหรับไว้เพื่อทอผ้าขาวม้าขาย สร้างรายได้เพิ่มอีกทาง สำหรับผ้าขาวม้าที่ทอขายมีความยาว 2 เมตร กว้าง 90 เซนติเมตร เป็นผ้าฝ้ายชนิดเดียวกับผ้าที่ทอส่งศูนย์ ผ้าขาวม้าขายส่งผืนละ 150 บาท

นอกจากนั้นแล้ว สมาชิกกลุ่มบางคนที่มีฝีมือการตัดเย็บยังต่อยอดด้วยการรับผ้าขาวม้าไปตัดเป็นเป้หรือย่ามใส่ของ ซึ่งผ้าขาวม้า 1 ผืน สามารถตัดเป็นย่ามได้จำนวน 3-4 ใบ (ขึ้นอยู่กับขนาด) แล้วจำหน่ายราคาส่งใบละ 120 บาท จึงทำให้คนทอผ้าขาวม้ามีรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

ประธานกลุ่มระบุว่า จุดเด่นของงานผ้าทอผืนของกลุ่มแม่บ้านคือ ใช้ผ้าฝ้าย ทนทาน สีไม่ตก ดังนั้น ลูกค้าที่เคยซื้อไปใช้จะติดใจแล้วสั่งซื้ออีก สำหรับสินค้าของกลุ่มไม่เพียงมีวางขายให้แก่คณะที่เข้ามาเยี่ยมชมเท่านั้น ยังมีพ่อค้ามาซื้อไปขายต่อตามแหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งยังรับงานตัดตามออเดอร์

ท่านใดที่สนใจผลิตภัณฑ์ของกลุ่มทอผ้าศิลปาชีพบ้านทหารผ่านศึก ไม่ว่าจะซื้อไปใช้เอง เป็นของฝาก ของขวัญในวาระสำคัญต่างๆ หรือสนใจจะนำไปขาย อีกทั้งยังรับผลิตงานตามออเดอร์ด้วย สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณบุญโชย แสนสุภา โทรศัพท์ (084) 437-9301

คนบางเลน นครปฐม ฉีกแนวใช้บล็อกซีเมนต์ ปลูกกล้วยไม้ตัดดอก

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

คนบางเลน นครปฐม ฉีกแนวใช้บล็อกซีเมนต์ ปลูกกล้วยไม้ตัดดอก

ไทย เป็นอีกประเทศในโลกที่ผลิตกล้วยไม้ได้อย่างมีคุณภาพ แหล่งปลูกกล้วยไม้หลายแห่งมีศักยภาพในการผลิตกล้วยไม้ได้จำนวนมาก สามารถส่งขายได้ทั้งภายในและต่างประเทศ

การผลิตกล้วยไม้ไม่เพียงแต่เจ้าของธุรกิจจะต้องแข่งขันกับหลายประเทศที่ผลิตอย่างมีคุณภาพแล้ว ยังต้องเอาชนะธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงจนทำให้กระทบกับยอดและคุณภาพผลผลิตอีกด้วย แต่ด้วยใจสู้ของชาวสวนกล้วยไม้ไทยต่างหาวิธีเอาชนะกับปัญหาอุปสรรคอย่างไม่ท้อ

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า ฉบับนี้พาท่านผู้อ่านไปพบกับ คุณสมชาย เลิศรุ่งวิทยาชัย อยู่บ้านเลขที่ 160 หมู่ที่ 7 ตำบลไผ่หูช้าง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เจ้าของสวนกล้วยไม้ ที่ชื่อ “สวนหมื่นล้านออร์คิด” เป็นสวนกล้วยไม้สกุลหวายตัดดอกที่มีคุณภาพขนาดใหญ่ย่านบางเลน ขายส่งทั้งตลาดในและต่างประเทศ

พบปัญหาจำนวนมะพร้าวลดลง หายาก ราคาแพง

ส่งผลต่อการทำธุรกิจ

ความจริงแล้วสวนกล้วยไม้เมื่อมองจากภายนอกก็เหมือนกัน แต่ถ้าได้เดินเข้าไปในแปลงปลูกกล้วยไม้ของสวนคุณสมชายจะพบว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของกล้วยไม้ที่ปลูก ใช้บล็อกซีเมนต์เป็นวัสดุปลูกแทนกาบมะพร้าว ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ให้ผลผลิตสมบูรณ์ทั้งขนาดและความสวยสด แถมยังประหยัดคุ้มทุนกว่าการใช้กาบมะพร้าวล้วนเสียด้วยซ้ำ แต่เหตุผลอะไรที่ทำให้คุณสมชายถึงเลือกนำบล็อกซีเมนต์มาใช้กับธุรกิจของเขา ลองตามไปฟังคำตอบกัน

คุณสมชายอยู่บนเส้นทางอาชีพปลูกกล้วยไม้ตัดดอกมานานกว่า 12 ปี เดิมทีมีสวนอยู่แถวจังหวัดนนทบุรี แต่มองดูน่าจะคับแคบไป จึงทำให้ตัดสินใจย้ายมาที่บางเลน นครปฐม เพื่อทำสวนกล้วยไม้แห่งใหม่ที่มีพื้นที่จำนวน 100 ไร่

เดิมทีคุณสมชายใช้กาบมะพร้าวเป็นวัสดุปลูกเช่นเดียวกับรายอื่น ซึ่งทำกันมายาวนาน และกาบมะพร้าวที่ใช้มี 2 แบบ คือ ชนิดอัดก้อนและไม่อัดก้อน

แนวคิดที่ต้องการหาวัสดุอื่นมาแทนมะพร้าวเพราะหลายปีนี้พบว่าเกิดวิกฤตหนอนหัวดำมากินต้นมะพร้าว ส่งผลให้ลูกมะพร้าวเกิดความเสียหายและลดจำนวนลง ขณะเดียวกัน เปลือกมะพร้าวที่นำมาใช้สำหรับปลูกกล้วยไม้ก็หายากมากขึ้น อีกทั้งยังมีราคาขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ คือจากเดิมเคยซื้อแบบอัดก้อนราคาก้อนละ 6 บาท ได้ขยับขึ้นมาเป็น 12 บาท ต่อก้อน แล้วยังหายากด้วย กว่าจะสั่งได้ครบต้องรอนาน

ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นมีการสะสมจนทำให้ผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ตัดดอกไม่สามารถกำหนดเป้าหมายและตัวเลขการผลิตที่ชัดเจนแน่นอนได้ จึงทำให้ขาดโอกาสทางการค้าไปอย่างน่าเสียดาย เพราะการปลูกกล้วยไม้ต้องคำนึงถึงช่วงเวลาเพื่อกำหนดให้ออกดอกทันในช่วงเทศกาล แล้วหากเลยออกไปจะทำให้ราคาลดลงทันที

เลือกใช้บล็อกซีเมนต์ เพราะต้นทุนต่ำ ผลิตง่าย ใช้ได้นาน

ด้วยเหตุนี้คุณสมชายพร้อมกับกลุ่มเพื่อนหารือถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วเกิดแนวคิดว่าควรจะหาวัสดุชนิดอื่นมาทดแทนการใช้มะพร้าว โดยผุดแนวคิดหาวิธีมากมายหลายชนิด แต่หลายแนวทางที่คิดออกมาล้วนแต่ประสบปัญหาตรงที่ต้องใช้ต้นทุนสูงแล้วไม่สอดคล้องกับความต้องการ

ในที่สุดมีการเสนอความคิดให้ลองใช้บล็อกซีเมนต์ที่ใช้กันอยู่ในวงการก่อสร้างทั่วไปมาเป็นวัสดุปลูกกล้วยไม้ ซึ่งเมื่อมาตรวจสอบราคาต้นทุนแล้วเพียงราคาก้อนละ 3 บาท อีกทั้งการขึ้น-ลงราคาก็ไม่เปลี่ยนแปลงเร็วเพราะอาจไปกระทบกับต้นทุนการก่อสร้าง รวมถึงยังมีความทนทานสามารถใช้ได้นานถึง 10 ปี

แต่ข้อเสียคือมีน้ำหนักถึงก้อนละ 6 กิโลกรัม ซึ่งอาจส่งผลต่อการรับน้ำหนักของโต๊ะปลูก จึงได้ลองออกแบบใหม่ให้แตกต่างจากบล็อกซีเมนต์ทั่วไป แล้วสามารถลดน้ำหนักลงมาได้เหลือก้อนละ 5 กิโลกรัม ในที่สุดเมื่อมีการปรับแต่งทุกอย่างก็สามารถลองนำมาใช้งานจริงได้ จึงได้ผลิตออกมาจำนวนมากเพื่อนำไปใช้กับกล้วยไม้รุ่นใหม่

“บล็อกซีเมนต์ที่ผลิตออกมาเพื่อใช้สำหรับปลูกกล้วยไม้มีขนาดและลักษณะแตกต่างจากบล็อกซีเมนต์ที่ใช้ในการก่อสร้าง กล่าวคือด้านยาวจะสั้นกว่า และด้านกว้างจะยาวกว่า และความหนาจะน้อยกว่า เหตุผลที่ต้องออกแบบเช่นนี้เพราะต้องการให้มีน้ำหนักเบา อีกทั้งจำนวนช่องยังน้อยกว่าด้วย ไม่เพียงเท่านั้นยังใช้แกลบดำเป็นส่วนผสมของการผลิตบล็อกซีเมนต์ด้วย”

ถึงแม้แนวทางการนำบล็อกซีเมนต์มาใช้ แต่คุณสมชายยังคงต้องใช้กาบมะพร้าวด้วยเพื่อให้ช่วยเก็บความชื้นจากน้ำ เพียงแต่ใช้น้อยลงมากเหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์จากที่เคยใช้ และเป็นกาบมะพร้าวอ่อนที่อยู่บริเวณเปลือกมะพร้าวที่หลังจากได้ปอกเปลือกออกแล้วโดยนำกาบมะพร้าวอ่อนมาปิดที่ช่องบริเวณด้านหน้าบล็อกซีเมนต์ โดยกาบมะพร้าวดังกล่าวมีราคาคันรถละ 3,000 บาท ใช้งานได้จำนวนมากด้วย

กำไรเห็นชัดเมื่อพ้นปีที่ 4

ทางด้านการลงทุน คุณสมชาย บอกว่า ถ้าเริ่มลงทุนพร้อมกันกับแบบใช้กาบมะพร้าวล้วน อาจใช้เงินลงทุนไม่ต่างกัน แต่จะเริ่มเห็นความชัดเจนในการเปลี่ยนต้นกล้วยไม้รุ่นที่สอง ในราวปีที่ 4 เนื่องจากสามารถลดต้นทุนไปได้ถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าใช้กาบมะพร้าวตามแนวทางเดิมจะต้องซื้อวัสดุปลูกชุดใหม่ ต้องลงทุนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงที่ต้องขนวัสดุเก่าไปทิ้ง แล้วยังต้องจ้างคนมาทำความสะอาด

แต่การนำบล็อกซีเมนต์มาใช้สามารถใช้ของเดิมได้ โดยไม่ต้องไปลงทุนซื้อใหม่ ไม่ต้องขนอะไรออกนอกพื้นที่เลย เพียงมีค่าทำความสะอาดของเดิมเท่านั้น ถือว่าประหยัดเงินลงทุนได้เกือบเท่ากับเงินลงทุนก้อนแรก

ข้อดีของการนำบล็อกซีเมนต์มาใช้อีกด้านหนึ่งคือมีประโยชน์ต่อการควบคุมปริมาณน้ำจะง่ายกว่า โดยเฉพาะหน้าฝน ถ้าใช้กาบมะพร้าวตามแนวทางเดิมจะอุ้มเก็บน้ำไว้นาน จะชื้นมาก แล้วแห้งยากจึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคเชื้อรา เพราะแม้ว่ากล้วยไม้จะชอบน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำมากและชุ่มเกินไป

เมื่อนำบล็อกซีเมนต์มาใช้ ปรากฏว่าปริมาณน้ำที่อยู่ในกาบมะพร้าวอ่อนมีจำนวนน้อยมาก เหมาะสมกับความต้องการของกล้วยไม้ จึงทำให้ไม่เกิดความชื้นสะสมแล้วไม่เป็นเชื้อรา ดังนั้น สารกำจัดเชื้อราที่ใช้จึงน้อยลงมาก แล้วใช้ห่างได้ ถือเป็นข้อดีของการลดต้นทุน

นอกจากนั้น ยังมีข้อดีคือแมลงศัตรูพืชลดลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วที่ผ่านมา 3 ปี ยังพบว่ากล้วยไม้แตกหน่อใหม่จำนวนหลายหน่อ ทั้งนี้ การใช้แนวทางนี้ให้มีประสิทธิภาพจะต้องมีการบริหารจัดการเรื่องปุ๋ย/น้ำอย่างสอดคล้องและเหมาะสมควบคู่ไปด้วย

ขณะนี้สวนกล้วยไม้ของคุณสมชายได้นำบล็อกซีเมนต์มาใช้แล้วกว่า 60 ไร่ และใช้มานานกว่า 3 ปี ซึ่งเป็นเพียงกล้วยไม้รุ่นแรก นอกจากตัวเขาเองแล้วในกลุ่มญาติและเพื่อนที่ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ตัดดอกก็ได้นำวิธีนี้ไปใช้กันแล้ว

ไม่ผิดหวังเรื่องคุณภาพ แต่ต้องบริหารจัดการที่ถูกต้องเหมาะสม

สำหรับในเรื่องคุณภาพและผลผลิตที่เกิดจากการปลูกในบล็อกซีเมนต์ คุณสมชาย บอกว่า ในระยะแรกหรือผลผลิตรุ่นแรกมีอัตราการเจริญเติบโตช้ากว่าวิธีการใช้กาบมะพร้าวล้วนเพียง 1 เดือนเท่านั้น แต่เมื่อผ่านพ้นไปสัก 1 ปี จะพบว่าการให้ผลผลิตไม่แตกต่างกันเลย

คุณสมชายแสดงความเป็นห่วงในเรื่องสถานการณ์กาบมะพร้าวที่นำมาใช้ปลูกกล้วยไม้อยู่ในขณะนี้ว่านับวันจะยิ่งหายากเพราะลดน้อยลงมาก แล้วยังมีราคาแพง ฉะนั้น หากใช้วิธีการเดิมต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มมาก แล้วในอนาคตยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร แต่ถ้ามีการเตรียมความพร้อมไว้ก่อน อย่ารอให้ถึงวันที่เดือดร้อน จึงต้องหาทางแก้ไขก่อน

อย่างไรก็ตาม กล้วยไม้ในสวนของคุณสมชาย ยังมีการปลูกแบบใช้กาบมะพร้าวล้วนอยู่จำนวน 20 ไร่ เขาบอกว่ากล้วยไม้ชุดนี้คงไม่เปลี่ยนไปใช้บล็อกซีเมนต์ เพราะต้องการปลูกเพื่อเปรียบเทียบ พร้อมกับใช้สำหรับเป็นฐานข้อมูลด้วย

สำหรับท่านที่สนใจการปลูกกล้วยไม้ด้วยการใช้บล็อกซีเมนต์เป็นวัสดุ ตามแนวทางของ คุณสมชาย สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (089) 890-8814

ชาวบ้านคำเกิ้ม นครพนม เพาะ-เลี้ยง/แปรรูปไก่งวง ส่งขายโมเดิร์นเทรดและโรงแรมหรู

Published January 14, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวบ้านคำเกิ้ม นครพนม เพาะ-เลี้ยง/แปรรูปไก่งวง ส่งขายโมเดิร์นเทรดและโรงแรมหรู

ขณะนี้ความนิยมเลี้ยง “ไก่งวง” ดูเหมือนกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีการจับกลุ่มเลี้ยงไก่งวงกันหลายจังหวัด เพราะมีตลาดทางฝั่งลาวและเวียดนามให้ความสนใจสั่งซื้อ ทั้งนี้ ถึงแม้ไก่งวงจะเป็นสัตว์ปีกจากต่างประเทศ แต่เมื่อนำเข้ามาเลี้ยงในบ้านเรากลับพบว่าเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย หากินเก่ง โตเร็ว แข็งแรง ทนทานต่อโรค และน้ำหนักตัวดี ประกอบกับมีราคาแพง

โดยสายพันธุ์ไก่งวงที่นิยมเลี้ยงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 3 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์อเมริกันบรอนซ์ พันธุ์เบลท์สวิลล์ สมอลไวท์ และไก่งวงลูกผสม เป็นต้น ดังนั้น ไก่งวงจึงเป็นสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกใหม่ชนิดหนึ่งของเกษตรกร

เช่นเดียวกันกับที่บ้านคำเกิ้ม ตำบลอาจสามารถ จังหวัดนครพนม มีชาวบ้านรวมตัวกันเป็น “วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้ม” โดยมี คุณเชษฐา กัญญะพงศ์ เป็นผู้เลี้ยงไก่งวงรายใหญ่ ในชื่อ “ฟาร์มไก่งวงลุงโย” แล้วยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ชาวบ้านหันมาเลี้ยงไก่งวงกัน เนื่องจากมีราคาดี พร้อมกับมีตลาดรองรับที่มั่นคง

แรกเริ่มยังไม่แพร่หลาย จึงเลี้ยงเป็นรายได้เสริม

คุณเชษฐา ย้อนอดีตว่า สมัยก่อนในพื้นที่นี้ยังไม่ใครเลี้ยงไก่งวง เนื่องจากไม่มีอะไรที่น่าสนใจ ประกอบกับหลายคนชี้ว่าไก่งวงเลี้ยงยากเพราะไม่ใช่สัตว์พื้นบ้านของไทย การปฏิเสธเลี้ยงไก่งวงของชาวบ้านจึงเป็นสิ่งท้าทายทำให้เขาต้องการลองเลี้ยงดู

คุณเชษฐา เริ่มเลี้ยงไก่งวงครั้งแรกเมื่อปี 2545 คราวนั้นที่เลี้ยงเพราะต้องการมีรายได้เสริม โดยใช้ช่วงเวลาหลังจากเลิกงานประจำ ช่วงแรกที่เริ่มเลี้ยงไปเสาะหาแม่พันธุ์จากหลายพื้นที่มารวบรวมไว้ 10 ตัว มีตัวผู้ 2 ตัว เป็นพันธุ์อเมริกันบรอนซ์ โดยเน้นให้เป็นสีเดียวกัน เลี้ยงมาไม่นานก็สามารถเพาะลูกไก่ได้จำนวนมากถึง 300 ตัว แต่ในปี 2546 เกิดไข้หวัดนกระบาด แล้วเห็นว่าไม่ปลอดภัยจึงเลิกเลี้ยงขายทิ้งทั้งไก่และอุปกรณ์ทุกอย่าง แต่ในใจยังคิดว่าถ้ามีโอกาสอีกในอนาคตจะหวนกลับมาเลี้ยงอีก เพราะมองดูว่าเป็นสัตว์ที่เลี้ยงไม่ยากถ้าเอาใจใส่เต็มที่

หลังจากนั้นอีก 8 ปี กระแสไก่งวงเป็นที่รู้จักของตลาดมากขึ้น อีกทั้งทางภาคราชการมีการส่งเสริมการเลี้ยงเพื่อให้แพร่หลาย ดังนั้น จึงทำให้คุณเชษฐาสนใจแล้วกลับมาเลี้ยงอีกครั้ง เนื่องจากตัวเองมีประสบการณ์การเลี้ยงแล้วจึงไม่ลังเล ขณะเดียวกัน ในช่วงนั้นสะพานไทย-ลาวกำลังจะเปิด จึงมองเห็นตลาดว่าต้องขายได้แน่ จึงชักชวนเพื่อนสนิท มิตรสหายหลายคนมาเลี้ยงไก่งวงแล้วให้ไปเรียนรู้การเลี้ยงไก่งวงจากภาคราชการที่เปิดอบรม

แต่หลังจากอบรมเสร็จแล้วเพื่อนกลุ่มนี้ขาดแคลนทุนที่จะซื้อพันธุ์ไก่ จึงทำให้ตัดสินใจซื้อมาเองจำนวน 3 ชุด ราคา 15,000 บาท (1 ชุด มีตัวผู้ 1 ตัว และตัวเมีย 4 ตัว) แล้วนำมาเลี้ยง ได้ลูกไก่ครอกแรกจำนวน 200 ตัว จากนั้นจึงแบ่งให้เพื่อนในกลุ่มนำไปเลี้ยง รายละ 10-20 ตัว

เลี้ยงกันมาก แต่หาตลาดไม่ได้ จัดตั้งเป็นกลุ่มผลักดันขายเอง

ภายหลังจากที่เพื่อนในกลุ่มและชาวบ้านอีกหลายแห่งประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน ทำให้มีไก่งวงจำนวนมาก แต่กลับพบปัญหาว่าจะนำไปขายที่ไหน เพราะยังไม่มีตลาดรองรับ อีกทั้งทางราชการก็ยังไม่ชัดเจน เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงต้องพึ่งพากันเองด้วยการจัดตั้งเป็นกลุ่มแล้วไปขึ้นทะเบียนกลุ่มอาชีพผู้เลี้ยงสัตว์จากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด เพื่อให้ถูกกฎระเบียบ

เมื่อทำงานกันมาสักระยะจึงเห็นว่ามีทิศทางที่ดีเลยขยายผลจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจในปี 2554 ในชื่อกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้ม” แล้วต่อยอดการเลี้ยงไก่ด้วยการเปิดร้านอาหารแล้วนำไก่งวงที่รับซื้อมาจากสมาชิกกลุ่มมาแปรรูปเป็นอาหารอีสาน เนื่องจากมองดูแล้วยังไม่มีใครทำ มีเมนูเด็ดจากไก่งวงหลายรายการ โดยเฉพาะลาบไก่งวง เป็นที่นิยมกันมาก ตลอดจนถึงเมนูอื่นตามสั่ง

คุณเชษฐา ชี้ว่า ต้นทุนหลักสำหรับการเลี้ยงไก่งวงคือ อาหาร ที่ต้องใช้มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายในการเลี้ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังที่เลี้ยงมาสักระยะพบว่าเกิดการขาดแคลนรำข้าวที่เป็นอาหารสำคัญ เนื่องจากในช่วงนั้นราคาเนื้อสัตว์สูงจึงทำให้ชาวบ้านแห่มาเลี้ยงสัตว์กันเพิ่มมาก

ประสบปัญหาต้นทุนอาหารสูงมาก หาทางปรับสูตรให้ต่ำ

เมื่อเป็นเช่นนั้นมองว่าควรจะต้องหาวิธีลดต้นทุนอาหารให้ได้มากที่สุด จึงมีความเห็นร่วมกันว่าควรแยกออกมาอีกกลุ่มที่ดูแลเฉพาะด้านการผลิตอาหารอย่างเดียว ทั้งนี้เพื่อมุ่งลดต้นทุน แล้วให้สมาชิกทุกรายนำอาหารจากกลุ่มนี้ไปเลี้ยงไก่งวงอันเป็นการช่วยลดต้นทุนอาหารได้อย่างดี ฉะนั้น กลุ่มวิสาหกิจนี้จึงมี 2 กิจกรรมในกลุ่ม คือกลุ่มผู้เลี้ยงไก่งวง กับกลุ่มผู้ผลิตอาหาร

ผลจากการปรับสูตรอาหารเลี้ยงไก่ด้วยการใช้กากมันสำปะหลังที่ผ่านการบดแป้งออกนำมาหมักร่วมกับยีสต์ไปพร้อมกับธาตุอาหารที่จำเป็นเพื่อนำไปใช้เป็นอาหารไก่สามารถช่วยลดต้นทุนลงได้ แต่ยังคงพบปัญหาตามมาเพราะสูตรอาหารนี้กลับช่วยเร่งเนื้อได้ดี แต่ไม่ช่วยเรื่องการขยายพันธุ์ จึงนำสูตรนี้ไปใช้เฉพาะในช่วงทำให้ไก่เจริญเติบโต

นอกจากนั้นแล้ว แนวทางการลดต้นทุนเพื่อให้ต่ำลง ขณะเดียวกันไก่ต้องมีคุณภาพด้วย จึงปรับสูตรการใช้รำข้าวผสมกับอาหารเม็ดชนิดเข้มข้น โดยใช้รำข้าวจำนวน 30 กิโลกรัม ต่ออาหารสำเร็จรูป 10 กิโลกรัม แล้วนำไปผสมกับหญ้าเนเปียร์บด ซึ่งเฉลี่ยแล้วมีต้นทุนค่าอาหารเพียง 9 บาท ถือเป็นแนวทางที่มีคุณค่าทางอาหาร แถมยังช่วยลดต้นทุนลงได้มาก อย่างไรก็ตาม คุณเชษฐา บอกว่า ต้นทุนทั้งหมดสำหรับการเลี้ยงไก่งวงเฉลี่ยกิโลกรัมละ 137 บาท

ฟาร์มเลี้ยงไก่งวงของคุณเชษฐาให้ความสำคัญกับสายพันธุ์ไก่อย่างมาก มีแม่พันธุ์จำนวน 170 ตัว พ่อพันธุ์จำนวน 30 ตัว จะเลี้ยงแบบคัดสายพันธุ์ตลอดเวลา เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าปัญหาที่เกิดจากสายพันธุ์ผิดเพี้ยนจะทำให้ไก่ขาดคุณลักษณะเด่นหลายอย่าง กระทั่งนำไปสู่คุณภาพไก่ที่ด้อยลงทั้งขนาด น้ำหนัก และเนื้อ ส่งผลให้ราคาขายต่ำลงด้วย

การเพาะ-เลี้ยงเริ่มจากนำไข่ไปเข้าตู้ฟักรวมใช้เวลาฟักจำนวน 28 วัน แล้วนำลูกไก่อายุราว 1 เดือน ขายให้สมาชิกในกลุ่มในราคาตัวละ 100-120 บาท ไก่งวงที่เลี้ยงขายจะมีอายุตั้งแต่ 7 เดือน โดยกำหนดว่าถ้าเป็นตัวผู้ควรมีน้ำหนักประมาณ 6 กิโลกรัม และถ้าเป็นตัวเมียควรมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม

แปรรูปส่งเข้าร้านอาหาร/ส่งขายตลาดโมเดิร์นเทรดกับโรงแรมหรู

ด้านการตลาด คุณเชษฐา บอกว่า ไก่งวงที่โตเต็มที่ส่วนหนึ่งจะส่งขายให้กับร้านคำเกิ้ม ลาบไก่งวง ที่เป็นร้านอาหารพื้นบ้านของกลุ่ม และได้นำไก่งวงมาแปรรูปเป็นอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นลาบ ต้มแซ่บ ไส้อั่ว หรือเนื้อไก่ทอดปรุงรส เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้ามาอุดหนุนกันเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีสถานที่/บรรยากาศแบบสบายโล่งโปร่ง มีการจัดเตรียมที่นั่งรับประทานทั้งแบบในร้านหรือใครที่มาเป็นหมู่คณะชอบส่งเสียงก็เลือกแบบนั่งตามซุ้มที่ตั้งรายรอบสระน้ำ

สำหรับตลาดอีกส่วนหนึ่งทางกลุ่มได้เข้ายึดตลาดบนที่เป็นโมเดิร์นเทรดกับโรงแรมหรูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้ยอมรับมาตรฐานการเลี้ยงและคุณภาพไก่ สำหรับไก่งวงที่สมาชิกเลี้ยงสามารถขายให้กับกลุ่มหรือนำไปขายเองก็ได้

“ความจริงแล้วพบว่าตลาดความต้องการไก่งวงภายในประเทศมีความต้องการมาก อย่างที่ผ่านมาแบบเงียบๆ ก็มีความต้องการถึงปีละ 30-40 ตัน แต่กำลังการผลิตทั้งประเทศทำได้เพียงปีละ 10 ตันเท่านั้น นี่ยังไม่รวมตลาดต่างประเทศถ้าสามารถเลี้ยงอย่างมีคุณภาพ”

คุณเชษฐา ชี้ว่า การเลี้ยงไก่งวงต้องใช้เวลาที่ยาวนาน ดังนั้น ชาวบ้านจึงต้องพยายามหาวิธีและแนวทางการเลี้ยงแบบต้นทุนต่ำ แต่ต้องยังคงมีคุณภาพด้วย และที่ผ่านมาปัญหาคือชาวบ้านยังมีความรู้การเลี้ยงไก่งวงน้อยเกินไป อย่างกรณีเรื่องเลือดชิดที่มักปล่อยให้ไก่ผสมพันธุ์กันเองโดยที่ไม่ได้คัดสายพันธุ์ หรืออีกกรณีคือการที่เจ้าหน้าที่อาจยังไม่เข้าถึงไก่งวงอย่างเต็มที่ สิ่งเหล่านี้สร้างผลกระทบต่อจำนวนการผลิตไก่งวงเพื่อส่งเข้าสู่ตลาดเป็นอันมาก นอกจากนั้น ในเรื่องต้นทุนก็เป็นปัญหาต่อการเลี้ยงไก่

“ท่านที่สนใจต้องการเลี้ยงไก่งวงแนะนำให้มาคุยด้วยตัวเองดีกว่า ไม่ใช่ว่าไม่ต้องการขายให้ เพียงแต่ที่ผ่านมาพบว่าหลายคนสนใจตามกระแสแล้วซื้อไปตายมากกว่า ดังนั้น ถ้าสนใจจริงขอให้มาคุยด้วยตัวเอง เพราะจะได้เห็นสภาพการเลี้ยงไก่งวงของจริง รวมถึงการคุยเรื่องการตลาดด้วย” เจ้าของฟาร์มไก่งวง กล่าว

สอบถามรายละเอียดการเลี้ยงไก่งวงหรือมองหาไก่งวงคุณภาพ ติดต่อได้ที่ คุณเชษฐา โทรศัพท์ (085) 014-9679, (042) 512-813

ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ “แว่นแก้ว” สรรค์สร้างงานทอเย็บ จากฝีมือ “กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ” บึงกาฬ

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ “แว่นแก้ว” สรรค์สร้างงานทอเย็บ จากฝีมือ “กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ” บึงกาฬ

การทอผ้า เป็นหัตถกรรมอย่างหนึ่งที่ทำสืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน แล้วยังนับเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ความสามารถ ทักษะ และความชำนาญ กระทั่งออกมามีลวดลายที่สวยงาม ละเอียด อันเป็นผลมาจากการบ่มเพาะการใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนโบราณ

วิวัฒนาการทอผ้าถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบแตกต่างกันในแต่ละยุคเพื่อให้เกิดความทันสมัยและสอดคล้องกับสภาวะความเป็นจริงทั้งการผลิตและการตลาด

ที่ชุมชนบ้านสะง้อ ตำบลหอคำ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่มีฝีมือการทอผ้าเป็นงานเสริมได้รวมตัวกัน จัดตั้งเป็นกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ พร้อมกับสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์จากผ้าทอหลากหลายชนิดในชื่อ “แว่นแก้ว”

คุณดารา แสงกองมี หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม ให้รายละเอียดว่า เป็นการทอผ้าจากฝ้าย ซึ่งเดิมชาวบ้านทอใช้กันในครัวเรือนเป็นประจำ เป็นการทอเอง ย้อมเอง มัดเอง ทอกันเกือบทุกบ้าน บางครั้งทอแจกญาติ คนรู้จัก จนหลายคนเห็นว่างานทอมีคุณภาพทั้งเนื้อผ้า ฝีมือ และลวดลายที่สวยงาม เพราะใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิม แล้วจากจุดนี้เองจึงเกิดแนวคิดการต่อยอด

ดังนั้น เมื่อปี 2528 จึงได้รวมตัวกันเพื่อจัดตั้งกลุ่ม แล้วนำงานทอผ้าด้วยมือของแต่ละครอบครัวมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้การทำงานอย่างเป็นระบบทั้งการผลิตและการตลาด นำมาซึ่งรายได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ด้วยฝีมือการทออันประณีต สวยงาม มีความละเอียด จึงมีผู้สนใจสั่งซื้อกันเป็นจำนวนมากทั่วประเทศ

“ผ้าขาวม้าผืนที่ผลิตเป็นผ้าพันคอหรือผ้านุ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มที่ขายดีมาก มียอดการสั่งทออยู่ตลอดเวลา นิยมว่าจ้างผลิตเพื่อนำไปใช้เป็นของฝาก ของชำร่วยในงาน หรือกิจกรรมต่างๆ ยิ่งถ้าเป็นหน้าเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ แล้วยิ่งมียอดเข้ามามากจนทอกันไม่ทัน บางครั้งต้องไปติดต่อกลุ่มอื่นที่มีฝีมือคุณภาพเข้ามาเสริมด้วย”

ภายหลังเมื่อมีการใช้ยุทธวิธีการตลาดนำหน้าธุรกิจ พบว่า ทางกลุ่มควรมีการปรับสินค้าเพื่อให้สอดคล้องกับการตลาดด้วยการพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิดการสร้างมูลค่า จากแนวทางเดิมที่เป็นการทอผ้าเป็นผืนขาย ควรมีการผลิตเป็นชิ้นงานในรูปแบบของใช้และเสื้อผ้าแต่งกายเพิ่มเข้ามาอีก

ด้วยเหตุนี้ จึงไปซื้อคอเสื้อที่มีตำหนิจากโรงงานมาแล้วดึงเส้นใยผ้าออกมานำไปกรอ แล้วจึงนำไปทอเป็นลวดลาย โดยเน้นเป็นลายตารางที่อิงกับลายผ้าขาวม้า ทั้งตาห่างและตาถี่ ตัดเย็บออกมาเป็นเสื้อผ้า กางเกง กระโปรง กระเป๋าหลายแบบ ผ้าเช็ดมือ ผ้าพันคอ ผ้าม่าน ผ้าปูโต๊ะ ที่รองจาน ฯลฯ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อต้องการอนุรักษ์ความสวยงามของความเป็นเอกลักษณ์ของผ้าขาวม้าไว้ จึงทำให้ในปัจจุบันทางกลุ่มมีผลิตภัณฑ์จากการทอผ้าแยกประเภทเป็นกลุ่ม ได้แก่ ผ้าผืน ของใช้ต่างๆ และเสื้อผ้า

การออกแบบผลิตภัณฑ์ในแต่ละชนิดถูกกำหนดขึ้นภายหลังจากมีการประชุมในกลุ่มเพื่อหารือกันว่าควรจะสร้างผลิตภัณฑ์อะไร แบบไหน เพื่อให้ตรงตามความต้องการของตลาด ฉะนั้น จึงมีหีบห่อที่สวยงาม ทันสมัย เหมาะกับการให้เป็นของขวัญ ของฝากแบบไม่อาย

ในด้านการตลาดของกลุ่มถือว่ามีจุดแข็งที่เกิดจากจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ผ้าทอเย็บอันมาจากคุณภาพการตัดเย็บ ความหนาและนุ่มของเนื้อผ้า ตลอดจนการออกแบบลวดลายที่สวยงามไม่ซ้ำใคร ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องไม่ยากสำหรับลูกค้าในการตัดสินใจซื้อแม้ราคาจะสูงบ้างก็ตาม อาทิ เสื้อ กระโปรง ชุดละ 399-599 บาท, เสื้อสุภาพบุรุษ ราคาตัวละ 399 บาท, ผ้าขาวม้า ผืนละ 120 บาท, กระเป๋าสะพาย ใบละ 299 บาท, ผ้าพันคอ ผืนละ 80 บาท, ผ้าเช็ดมือ ผืนละ 49 บาท อย่างไรก็ตาม ราคาดังกล่าวมีขึ้น-ลงตามต้นทุน

การที่ทางราชการมีนโยบายส่งเสริมให้อนุรักษ์ผ้าไทย และขอความร่วมมือข้าราชการทุกท่านสวมใส่ผ้าไทยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง นับเป็นอีกช่องทางหนึ่งทำให้ทางกลุ่มได้รับยอดการผลิตเข้ามาตลอดเวลา จนทำให้มีรายได้ดีกันทั่วหน้า

หรือแม้แต่บ่อยครั้งมักมีหน่วยงานราชการ เอกชน สถาบันการศึกษาที่นิยมมาสั่งตัดเพื่อใช้สำหรับงานพิธี หรือกิจกรรม จึงทำให้เกิดความนิยมแพร่หลายไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่มักพบเห็นความสวยงามของเสื้อผ้าแล้วมีการบอกต่อกันจึงทำให้มีลูกค้าเพิ่ม เนื่องจากเป็นงานทอเย็บที่มีคุณภาพ สวยงาม

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีการติดต่อสั่งซื้อจากเครือข่ายทั่วประเทศที่เชื่อมโยงถึงกัน เพื่อนำไปขายตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ หรือแม้แต่ยังนำออกไปขายตามงานแสดงต่างๆ ที่ติดต่อมาด้วย

“กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ” มีสมาชิกจำนวน 27 คน โดยมีรายชื่อบางส่วนของสมาชิกกลุ่ม อาทิ คุณสมพร แสงกองมี คุณดารา แสงกองมี คุณทัศนีย์ คำพุทธา คุณนภาพร บุญทรัพย์ คุณแม่ฉวีวรรณ ศรีแก่น และ คุณแม่ถาวร มิระสิงห์ สมาชิกมีทุกเพศ ทุกวัย

การพัฒนาฝีมือ ตลอดจนความประณีตในการถักทอตัดเย็บ จึงทำให้กลุ่มได้รับเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ในปี 2544 ทั้งยังได้รับเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์ระดับ 5 ดาว ติดต่อกันถึง 4 ปีซ้อน นอกจากนั้นแล้ว ยังได้รับรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาค และระดับประเทศ

ความนิยมในตัวผลิตภัณฑ์ของกลุ่มกลับสร้างข้อจำกัดที่เป็นปัญหาเพียงการทำไม่ทันตามออเดอร์ เนื่องจากเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ทั้งทักษะ ความชำนาญ ตลอดจนความประณีต จึงไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากลูกค้าที่ต้องการสั่งทำควรจะต้องบอกล่วงหน้าเป็นเวลานานเป็นเดือน

ท้ายนี้สมาชิกทุกคนกล่าวตรงกันว่า รู้สึกมีความภาคภูมิใจที่ได้มาทำอาชีพทอเย็บผ้าให้กับทางกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ เพราะงานทุกชิ้นที่ลูกค้าซื้อไปถูกผลิตขึ้นจากความใส่ใจ ทุ่มเท ทั้งทักษะ ความสามารถ และสติปัญญา แล้วยังมีความสุขเมื่อได้เห็นทุกท่านได้ใช้สินค้าทุกชนิดที่ทางกลุ่มผลิต ฉะนั้น อาจถือได้ว่าชาวบ้านสะง้อได้สร้างภาพลักษณ์ให้แก่ทางจังหวัดเลยเชียว

“ถ้าทุกท่านมีโอกาสเดินทางมายังจังหวัดบึงกาฬ อย่าลืมแวะมาเยี่ยมเยียนพวกเราชาวหมู่บ้านสะง้อ ตำบลหอคำ ที่นี่ไม่เพียงมีผ้าทอสวยๆ ฝีมือประณีต แต่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวพร้อมบ้านพักรับรองที่มีบรรยากาศสวยงามด้วย และพวกเราจะรอต้อนรับทุกท่าน” เสียงเชิญชวนจากสมาชิก

สนใจผลิตภัณฑ์ผ้าทอเย็บของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ สอบถามรายละเอียดการสั่งซื้อได้ที่ กลุ่ม “ทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ” ตำบลหอคำ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ โทรศัพท์ (095) 664-7134, (084) 408-2865

“ปลาส้มห่อ” ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ของ ชาวไชยบุรี นครพนม

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“ปลาส้มห่อ” ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ของ ชาวไชยบุรี นครพนม

“ปลาส้ม” เป็นการแปรรูปอาหารจากปลาเพื่อถนอมเนื้อปลาให้เก็บไว้ได้นานๆ อาจทำจากปลาทั้งตัว หรือเฉพาะเนื้อปลาก็ได้ กระบวนการขั้นตอนทำปลาส้มจะนำไปสู่ความเปรี้ยวซึ่งเป็นรสชาติหัวใจสำคัญและถือเป็นเสน่ห์ แถมซอยพริกบีบมะนาวลงไปด้วยยิ่งไปกระตุ้นต่อมน้ำลาย จึงเป็นเมนูยอดนิยมกันในหลายจังหวัด

การทำปลาส้มแต่เดิมมักไว้บริโภคในครัวเรือนที่ต้องอาศัยเทคนิควิธีที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ดังนั้น รสชาติหรือคุณภาพของปลาส้มแต่ละแห่งจึงมีความแตกต่างกัน พอยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป การทำปลาส้มไม่เพียงแค่ไว้รับประทานในบ้าน แต่กลับกลายเป็นสินค้าของฝาก ของขาย ในเชิงการค้าไปแล้ว…

ที่ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใกล้ริมโขง ชาวบ้านที่นั่นสร้างรายได้ด้วยการจับปลามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปลาส้ม มีทั้งทำจากปลาทั้งตัว และบางรายทำเฉพาะเนื้อปลา

อย่าง ป้านวลลออ นครังสุ อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 7 ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ได้ชักชวนเพื่อนบ้านมาแปรรูปปลาส้มเป็นรายได้เสริม แล้วจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไชยบุรี มาตั้งแต่ปี 2529 ด้วยความช่วยเหลือและสนับสนุนจากภาคราชการในพื้นที่ โดยกลุ่มนี้เน้นการแปรรูปปลาส้มเนื้อล้วนจากปลาชะโด จึงทำให้ดูคล้ายกับแหนมปลา

ป้านวลลออ เผยว่า ความจริงแล้วปลาส้มเป็นอาหารพื้นเมืองที่ชาวบ้านทุกครัวเรือนทำไว้รับประทานกันในครอบครัวอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการยกระดับให้เป็นอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ฉะนั้น ภายหลังที่ได้รวมกลุ่มกับชาวบ้าน จึงผลิตปลาส้มออกขายแต่ยังมีจำนวนไม่มากเพราะยังใหม่กับเครื่องมือ

อีกทั้งยังไม่เก่งด้านการตลาดและลูกค้ามักเป็นชาวบ้านในละแวกนี้ พอไม่นานหลังจากที่สมาชิกหลายคนเริ่มคุ้นเคยกับการแปรรูปและการตลาดดีพอจึงเพิ่มจำนวนการผลิตให้มาก เนื่องจากได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นมากในเวลาไม่นาน

ป้านวลลออ เล่าว่า สมัยเริ่มแรกเมื่อราว 30 ปีที่แล้ว จับปลาชะโดในน้ำโขงมาใช้เป็นวัตถุดิบเพราะมีชุกชุมมาก ยิ่งพอนำมาแปรรูปเป็นปลาส้มแล้วพบว่ามีรสชาติอร่อยมากจนลูกค้าติดใจ

“แต่ระยะหลังจำนวนน้อยลง เนื่องจากคนเพิ่มขึ้น มีการจับปลาแม่น้ำมากขึ้น ทำให้หาปลายาก และมีราคาสูงหากต้องนำไปแปรรูป ดังนั้น ชาวบ้านจึงนิยมเพาะเลี้ยงกันในบ่อ ในกระชัง แต่หากคราวใดมีความต้องการมากแล้วปลาไม่เพียงพออาจต้องตระเวนหาซื้อจากแหล่งอื่นนำมาแปรรูปในทันกับความต้องการของลูกค้า อย่างไรก็ตาม ถ้าหากหาปลาชะโดไม่ได้อาจใช้ปลาตะเพียน ยี่สก นวลจันทร์ หรือปลากรายแทนได้ เนื่องจากมีรสชาติและเนื้อปลาที่ใกล้เคียงกันมาก”

ป้านวลลออ ให้รายละเอียดขั้นตอนการแปรรูปปลาส้มว่า ก่อนอื่นต้องคัดเกรดปลาเพื่อให้มีขนาดและน้ำหนักพอเหมาะ ต้องใช้ปลาสดเท่านั้น เพราะเมื่อนำมาแปรรูปแล้วจะได้ความนุ่ม มีรสชาติอร่อย แล้วจัดการชำแหละปลาออกให้หมด ล้างให้สะอาดหลายครั้ง

จากนั้นขอดเกล็ด แยกส่วนที่เป็นเนื้อออก นำข้าวสุกมาล้างน้ำและผึ่งให้แห้งพอหมาดๆ จากนั้นนำเกลือมาผสมกับปลา ทิ้งไว้สัก 3 ชั่วโมง นำปลาที่ล้างแล้ว หมักกับเกลือป่น ใช้เวลาหมัก 1 ชั่วโมง หลังจากนั้น ให้ล้างปลาด้วยน้ำสะอาด 2 ครั้ง และล้างด้วยแป้งข้าวเจ้าผสมน้ำอีก 1 ครั้ง แล้วนำปลาไปหมักไว้ในภาชนะที่มีฝาปิด ทิ้งไว้ 3-4 วัน ก่อนนำมาห่อด้วยใบตอง รัดด้วยยางมัดเป็นพวง จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปปลาส้มห่อ ชื่อ “ส้มปลาชะโดป้าจิก”

ส้มปลาชะโดป้าจิก ผลิตโดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไชยบุรี มีจำนวนสมาชิก 11 คน จะมาทำกันอาทิตย์ละ 5 วัน จำนวนที่ผลิตแต่ละครั้งไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับจำนวนที่วางขายตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงในชุมชนด้วย นอกจากนั้น ยังขึ้นอยู่กับจำนวนยอดการสั่งจากลูกค้าภายนอกด้วย

ทั้งยังมีการผลิตแปรรูปออกขายตามงานแสดงต่างๆ ทั่วไป ตามที่หน่วยงานราชการแจ้งมา อย่างไรก็ตาม ถึงจะมียอดการผลิตที่ไม่ขาดระยะ แต่จะไม่มีการทำสต๊อกไว้เนื่องจากอาจเน่าเสียได้

ด้วยคุณภาพการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานเช่นนี้ จึงทำให้ส้มปลาชะโดป้าจิกได้รับการคัดเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์เด่น 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ จากสำนักงานเกษตรอำเภอท่าอุเทน

ด้านการขายกำหนดราคาขายส่ง ห่อละ 5 บาท ทำห่อขายมีขนาดเดียว และเป็นขนาดเดียวกันกับเมื่อเริ่มต้นทำใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ลูกค้าสามารถสั่งให้ทำขนาดที่ต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นราคาห่อละ 10-15 บาท ก็ตาม

เจ้าของผลิตภัณฑ์ชี้ว่า ในการแปรรูปแต่ละคราวจะใช้เนื้อปลาล้วนราว 10-15 กิโลกรัม ทั้งนี้ เนื้อปลา 1 กิโลกรัม เมื่อแปรรูปออกมาเป็นปลาส้มห่อจะต้องลงทุนเป็นเงินจำนวน 250 บาท แล้วขายในราคา 300 บาท ถึงแม้จะได้กำไรเพียงเล็กน้อย แต่ชาวบ้านที่นี่มีความตั้งใจทำกันอย่างมีความสุข เพราะในบางคราวอาจมียอดสั่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก

ป้านวลลออ แนะว่า เมื่อลูกค้าที่ซื้อปลาส้มห่อไปแล้วอย่าเพิ่งรีบรับประทาน ควรนำเข้าแช่ในตู้เย็นเสียก่อนสัก 1 อาทิตย์ จึงค่อยนำออกมารับประทาน แล้วจะได้รสชาติที่พอดี ส่วนวิธีการบริโภคนั้นขึ้นอยู่กับรสนิยมและความชอบ ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นการปิ้ง ย่าง อบ หรือนึ่ง

นอกจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไชยบุรี ที่ยึดอาชีพเสริมด้วยการแปรรูปปลาส้มแล้ว ชาวบ้านอีกเป็นจำนวนมากในตำบลเดียวกันต่างหันมาทำอาชีพนี้ด้วย โดยยึดริมถนนหลวงหมายเลข 212 ซึ่งเป็นเส้นทางเดินทางไปจังหวัดนครพนม บริเวณชุมชนมีชื่อเรียกว่า ปากน้ำไชยบุรี เป็นที่ตั้งแผงค้า

ยายอ้วน เป็นแม่ค้าอีกหนึ่งรายที่ขายผลิตภัณฑ์ปลาส้มมากว่า 10 ปี เป็นปลาส้ม ทั้งแบบปลาชิ้นและปลาบด ปลาร้าหรือปลาแห้ง ยายอ้วน บอกว่า ช่วงที่ขายดีคือหน้าเทศกาลต่างๆ เพราะมีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านเส้นทางนี้เพื่อเดินทางไปจังหวัดนครพนม

เมื่อถามถึงปัญหาการจับปลาเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ ยายอ้วน เผยว่า ในระยะหลังปลาในแม่น้ำหายากและไม่เพียงพอความต้องการ ฉะนั้น ชาวบ้านจึงเลี้ยงปลาในกระชังจึงทำให้มีตลอด และการเลี้ยงปลาราคาไม่สูงเมื่อเทียบกับการหาปลาในแม่น้ำ ทั้งนี้ เพราะปลาตามธรรมชาติหายาก ถ้านำมาแปรรูปเป็นปลาส้มจะมีราคาแพงมาก

แม่ค้ารายนี้ระบุว่า จะเตรียมผลิตปลาส้มไว้ล่วงในกรณีที่เจอช่วงวันหยุดยาว ต้องเตรียมไว้มากกว่าช่วงปกติ จะแพ็กใส่ถุงมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ราคา 100 บาท อย่างไรก็ตาม ลูกค้าที่ซื้อไปนิยมบริโภคต่างกัน ไม่ว่าจะทอด ปิ้ง นึ่ง และถ้าใส่ตู้เย็นสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน แล้วยังฝากถึงวิธีการซื้อปลาส้มว่าถ้าซื้อกลับกรุงเทพฯ ควรเป็นปลาส้มที่เพิ่งทำใหม่ ทิ้งไว้สัก 2-3 วัน สามารถรับประทานได้พอดี

ท่านใดที่ต้องการรับปลาส้มห่อจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรไชยบุรี ไปขาย คุณป้านวลลออ บอกว่า หากสั่งซื้อจำนวนมากได้แถมส่วนลดให้ด้วย สนใจรีบโทรศัพท์ได้ที่หมายเลข (042) 573-021

“ยายใหม่” ปลูกผักสวนครัวขาย ที่ริมโขง หนองคาย

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“ยายใหม่” ปลูกผักสวนครัวขาย ที่ริมโขง หนองคาย

หลังเสร็จภารกิจที่จังหวัดบึงกาฬ โดยระหว่างขาล่องเข้ากรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดหนองคาย เห็นว่าพอมีเวลาเลยตระเวนดูบรรยากาศการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวหนองคายตลอดริมโขง

ขับเข้ามาที่ตำบลหินโงม พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่มักมีอาชีพประมง บางรายจับปลาและสัตว์น้ำตามธรรมชาติ บางรายมีกระชังปลา หรือแม้แต่จับสัตว์น้ำในแม่น้ำโขง

ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการดูวิถีชีวิตของชาวบ้านในริมโขง เหลือบไปพบกับสตรีวัยสูงอายุท่านหนึ่งกำลังก้ม-เงยอยู่บริเวณริมแม่น้ำโขง แต่เมื่อเข้าไปใกล้พบว่าเธอกำลังวุ่นอยู่กับการปลูกผักหลายชนิดที่เป็นผักสวนครัว ปลูกไว้เป็นแถวแนวอย่างมีระเบียบ มีลักษณะแปลงเล็กๆ ขนาดไม่ใหญ่ เป็นกลุ่ม แลดูสวยงาม โดยเจ้าของแปลงผักรายนี้มีชื่อว่า คุณจันทร์หอม ศรีจันทร์ มีชื่อเล่นว่า “ยายใหม่”

ยายใหม่พักอยู่บ้านเลขที่ 37 บ้านพร้าว ตำบลหินโงม อำเภอเมืองหนองคาย เกิดเติบโตมาในพื้นที่แห่งนี้เมื่อ 69 ปีแล้ว และครอบครัวมีอาชีพหลักคือ การทำนา ซึ่งเป็นหน้าที่ของลูกชายรับผิดชอบ เป็นนาปีและนาปรัง สำหรับน้ำที่ใช้ทำนาปรังได้มาจากการผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้าพื้นที่ ซึ่งสามารถทำได้เพียงครึ่งเดียวของพื้นที่ เพราะมีการจำกัดการใช้น้ำ

ยายใหม่ใช้เวลาว่างด้วยการปลูกผักสวนครัวริมแม่น้ำโขง เป็นพื้นที่ไม่ใหญ่ ขนาดหน้ากว้างประมาณ 10 เมตร ความลึกมิอาจวัดได้เพราะยาวไปจนถึงริมตลิ่งแม่น้ำโขง เป็นที่ดินซึ่งขอซื้อจากชาวบ้านในราคาหมื่นบาท เพื่อใช้สำหรับไว้ปลูกผักรับประทานกันในครอบครัว เพราะต้องการรับประทานผักปลอดภัย

แต่ถ้ามีใครสนใจต้องการก็ขายให้ ที่ผ่านมามีแม่ค้าในตลาดมาสั่งผักหลายชนิด แล้วยังมีตามร้านอาหารละแวกบ้านที่มีการสั่งด้วย เพราะพวกเขารู้กันว่ายายปลูกผักปลอดสารเคมีจริงๆ

ผักที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นประเภทผักสวนครัวที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็นต้นหอม ผักชี พริก กะหล่ำปลี มะเขือเปราะ มะเขือพวง ผักกาดหอม หรือที่จะดูทันสมัยสักหน่อยก็คงเป็นผักสลัด

ยายใหม่ไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาจากร้านเกษตรในตลาด หลังจากนั้นจะนำมาเพาะชำเป็นต้นกล้าในถาดหลุม พอต้นกล้าแข็งแรงดีพอจึงย้ายลงปลูกในแปลงจริงที่มีขนาดกว้างสัก 1 คูณ 2 เมตร โดยจะมีการใส่ปุ๋ย พรวนดินเพื่อเตรียมไว้ก่อนนำต้นกล้าลงปลูก

อย่างไรก็ตาม การเลือกปลูกผักแต่ละชนิด ยายใหม่ บอกว่า ต้องดูความเหมาะสมของฤดูกาลประกอบด้วย เพราะจะดูจากสภาพอากาศในแต่ละช่วงเป็นหลัก ยายใหม่ ชี้ว่า พืชแต่ละชนิดชอบอากาศต่างกัน อย่างถ้าอากาศเย็นจะเป็นผักสลัดหรือกะหล่ำปลี พอเข้าช่วงฝนจะปลูกผักน้อยลงเพราะระดับน้ำโขงขึ้นมาถึงบนตลิ่งเป็นประจำทุกปีในช่วงราวเดือน 9-10 จึงต้องหยุดปลูก

พอราวเดือน 11 น้ำค่อยๆ ทยอยลด ขณะเดียวกัน เป็นช่วงที่สามารถปลูกผักได้ไปเรื่อยๆ จนน้ำลดลงหมดไปถึงชายน้ำ ส่วนหน้าร้อนสามารถปลูกผักได้หลายชนิดเพราะได้เปรียบที่อยู่ริมน้ำ

ส่วนปุ๋ยที่ใช้กับผักทุกชนิดที่ปลูก ยายใหม่ บอกว่า จะใช้เฉพาะปุ๋ยอินทรีย์เท่านั้น แต่ในบางครั้งอาจใส่ฮอร์โมนเสริมด้วย แล้วยังโรยแกลบเพื่อช่วยบำรุงดิน และวิธีการให้ปุ๋ยจะผสมกับน้ำแล้วใส่ฝักบัวเดินรดตามแปลง

ยายใหม่ในวัย 69 ปี มีความต้องการปลูกผักไว้รับประทานกันในครัวเรือน แล้วไม่ได้หวังมีเงินจากรายได้จากการปลูกผักแต่อย่างใด และเป็นความตั้งใจของเธอ ด้วยเหตุนี้ผักที่ปลูกจึงไม่ได้มีจำนวนมาก แล้วยังเผยว่าการได้ปลูกผักถือเป็นโอกาสในการออกกำลังกายไปด้วย เพราะมีการเคลื่อนไหวร่างกายไป-มาตลอดเวลา ไม่ว่าจะรดน้ำต้นไม้ ถางหญ้า พรวนดิน

งานแต่ละอย่างไม่ได้โหมทำให้เสร็จทันที จะทำวันละเล็กน้อย พอเหนื่อยก็หยุดพัก ผลที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น ไม่ค่อยเจ็บป่วย ต่างจากคนวัยเดียวกันที่มีสุขภาพย่ำแย่ บางรายเดินแทบไม่ได้

เจ้าของแปลงผักรายนี้บอกว่าเก็บผักขายทุกวัน ผักแต่ละชนิดจะเก็บตามความต้องการของแม่ค้าในตลาดหรือร้านอาหารที่แจ้งมา ทั้งนี้ การกำหนดราคาขายผักแต่ละชนิดไม่ได้หวังเพื่อกำไรจำนวนมาก และราคาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับต้นทุนซึ่งมีค่าน้ำเดือนละ 100 บาท ค่าปุ๋ยเดือนละ 100 บาท รวมถึงความยาก/ง่ายของการปลูกด้วย

“อย่างผักชี กะหล่ำปลี ขายราคากิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนพริก มะเขือพวง ต้นหอม ผักชี ขายกิโลกรัมละ 20 บาท ฟักทองกิโลกรัมละ 25 บาท มะเขือเปราะ กิโลกรัมละ 30 บาท”

ยายใหม่ เผยว่า มีรายได้ในแต่ละวันอย่างต่ำร้อยกว่าบาท บางครั้งถ้ามีลูกค้าสั่งผักหลายอย่าง วันนั้นจะมีรายได้มาก โดยเงินที่ได้จากการขายผัก บางส่วนเก็บไว้ทำบุญใส่บาตร หรือซื้อของที่ต้องการ

ความเอื้อประโยชน์ทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นได้ อย่างกรณียายใหม่ถือเป็นการใช้ความอุดมสมบูรณ์ของตลิ่งริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของพืชมาใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกผักอินทรีย์แบบมีคุณภาพและปลอดภัยขายในราคาไม่แพง เป็นการสร้างรายได้โดยไม่ต้องลงทุนมากมาย

“พื้นที่มากได้เงินน้อย พื้นที่น้อยได้เงินมาก” จุดเปลี่ยนจากข้าว สู่เผือกของชาวนา บ้านนาเฉลียง เพชรบูรณ์

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“พื้นที่มากได้เงินน้อย พื้นที่น้อยได้เงินมาก” จุดเปลี่ยนจากข้าว สู่เผือกของชาวนา บ้านนาเฉลียง เพชรบูรณ์

การปรับเปลี่ยนมาปลูกพืช หรือทำเกษตรกรรมที่ไม่คุ้นเคย เพื่อรับมือกับปัญหาภัยแล้งคงไม่ใช่เรื่องง่ายและรวดเร็วชนิดพลิกฝ่ามือที่จะทำให้สำเร็จ ทั้งนี้ อาจต้องเติมความอดทนและความพยายามเพิ่มเข้าไปเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ และเชื่อแน่ว่าสถานการณ์เช่นนี้คงไม่อยู่กับพวกเราเป็นเวลายาวนาน

เมื่อต้นปีมีโอกาสลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เพราะทราบข่าวมาว่ามีชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ในหมู่ที่ 1 ตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ ซึ่งเคยยึดอาชีพทำนาปรัง ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมาปลูกเผือกและพืชชนิดอื่นแทน โดยการเปลี่ยนครั้งนี้กลับกลายเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาส เพราะพวกเขาสามารถสร้างเม็ดเงินได้มากกว่าการทำนาที่เคยเป็นอาชีพดั้งเดิมเสียด้วยซ้ำ

มีโอกาสได้พบและพูดคุยกับ คุณกาญจนา และ คุณศราวุธ สรรคพงษ์ สามี/ภรรยา ซึ่งอยู่บ้านเลขที่ 155 หมู่ที่ 1 ตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื่องจากเป็นอีกครอบครัวที่ถือว่าประสบความสำเร็จจากการปลูกเผือกแทนการทำนาข้าว

เมื่อหลายปีก่อนครอบครัวนี้ยังคงยึดอาชีพทำนา ทั้งนาปีและนาปรัง บนพื้นที่ทั้งหมดกว่า 100 ไร่ เพราะอยู่ติดกับแม่น้ำป่าสัก แต่ภายหลังเกิดปัญหากระทบกับการปลูกข้าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ ราคาข้าว ตลอดจนต้นทุนการปลูก ซึ่งเมื่อปลูกเสร็จแทบจะไม่เหลือเงินติดบ้านเลย

เพราะการดิ้นรนแล้วไม่ท้อถอย จึงทำให้คุณกาญจนา และคุณศราวุธ เปลี่ยนมาปลูกเผือกตามคำแนะนำของน้าที่ประสบความสำเร็จมาก่อนหน้านี้แล้ว

คุณกาญจนาปลูกเผือกมา 3 ปี เป็นพันธุ์หอมเชียงใหม่ เหตุผลที่ใช้พันธุ์นี้เพราะมาจากความต้องการของตลาด เนื่องจากลักษณะเด่นคือ มีความหอมหวานในเนื้อ ให้ผลผลิตดี น้ำหนักดี สั่งซื้อต้นพันธุ์โดยตรงมาจากเชียงใหม่ เวลาซื้อจะเหมาเป็นตัน คละขนาด มีจำนวน 4-5 ต้น ต่อกิโลกรัม

ราคาซื้อต้นพันธุ์ไม่เคยคงที่ จะผันแปรไปตามความต้องการของตลาด อย่างปีที่แล้ว (2558) ราคาตันละ 8,000-10,000 บาท แต่ก่อนหน้านี้ช่วงที่ยังไม่มีใครสนใจ ราคาต้นพันธุ์ 6,000-8,000 บาท ต่อตัน เท่านั้น

สำหรับขั้นตอนการปลูก คุณกาญจนา อธิบายว่า ก่อนจะนำต้นพันธุ์ลงปลูก จะต้องมีการเตรียมดินด้วยการไถหว่าน ตากดินให้แห้งก่อนเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค แต่ยังไม่ต้องใส่ปุ๋ยหรือสารในดินแต่อย่างใด จากนั้นนำต้นพันธุ์ปลูกลงดินซึ่งมีวิธีปลูกคล้ายกับการดำต้นข้าว โดยมีระยะห่างระหว่างต้น 27 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถวห่างกัน 1 เมตร แล้วปล่อยน้ำเข้าแปลง

จากนั้น 20 วันหลังปลูก จะจ้างแรงงานจากสระบุรี มาโปะร่อง เพราะมีความเชี่ยวชาญและมีทักษะ โดยมีค่าแรงจ้างโปะร่องคิดเป็นวา ราคาวาละ 3 บาท เนื่องจากเผือกเป็นของใหม่ ชาวบ้านแถวนี้จึงยังไม่มีประสบการณ์ การโปะร่องคือการยกร่องเพื่อทำเป็นคันดินกลบโคนต้น เป็นการป้องกันไม่ให้น้ำท่วมถึงต้น แล้วให้สูบน้ำเพิ่มเข้าอีกในร่องระหว่างแถวอีก ขณะเดียวกัน จะต้องโรยปุ๋ยทั้งสองฝั่งของร่องด้วย

ระหว่างรอการเจริญเติบโตจะต้องมีการฉีดพ่นยาป้องกันเชื้อรา พร้อมกับใช้ยาเร่งราก โดยใส่ยาเร่งรากในอัตรา 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ใส่ยาเร่งแป้งประมาณ 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ช่วงตอนอายุ 3-4 เดือน คุณกาญจนา ชี้ว่า การปลูกเผือกสิ้นเปลืองปุ๋ยมากต้องใส่เฉลี่ยเดือนละครั้ง เพราะกว่าจะได้เก็บผลผลิตต้องใส่จำนวน 4-5 ครั้ง

ดังนั้น สรุปต้นทุนหลักในการปลูกเผือกที่เห็นชัดและค่อนข้างสูงคือ ค่าต้นพันธุ์ ค่าปุ๋ย/ยา และค่าแรงโปะร่อง โดยต้นทุนเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ 3 หมื่นบาท

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ เรื่องน้ำ เพราะในร่องจะขาดน้ำหรือระดับน้ำไม่ควรพร่องลง เนื่องจากเผือกชนิดนี้เป็นพันธุ์เผือกน้ำ ต่างกับเผือกอีกชนิดที่ชาวม้งทำกันอยู่บนภูเขา อันนั้นใช้ระบบสปริงเกลอร์

คุณศราวุธ ชี้ว่า ความจริงแล้วเผือกต้องใช้น้ำเช่นกัน เพียงแต่เผือกใช้พื้นที่ปลูกน้อยแค่ 10 ไร่ จึงทำให้ใช้น้ำน้อยกว่าปลูกข้าวมากที่ใช้เนื้อที่ 100 ไร่ ที่สำคัญเผือกมีกำไรดีกว่าการปลูกข้าว

คุณกาญจนา บอกว่า ช่วงเวลาที่เก็บผลผลิตให้มีคุณภาพและความสมบูรณ์ควรเริ่มในช่วงระหว่าง 5 เดือนครึ่ง ถึง 6 เดือน และไม่ควรเก็บเร็วกว่านี้เพราะเผือกจะขาดความสมบูรณ์แล้วทำให้ราคาตกทันที

นอกจากนั้นแล้ว การเลือกช่วงปลูกให้เหมาะสมถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักเผือก คุณกาญจนา ชี้ว่า เมื่อรอบที่แล้วเริ่มปลูกช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม แล้วไปเก็บเดือนเมษายน-พฤษภาคม ได้น้ำหนักหัวละประมาณ 3.50 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าดีแล้วยังเคยสามารถปลูกได้น้ำหนักถึงไร่ละ 6 ตัน เพราะปัจจัยทุกอย่างสมบูรณ์ รุ่นล่าสุดที่กำลังจะเก็บ เธอคาดว่าน่าจะได้ผลผลิตจำนวน 3 ตัน ต่อไร่ และถือเป็นตัวเลขที่พอใจแล้ว

การมีรายได้จากเผือกจะต้องดูจากลักษณะความสมบูรณ์และน้ำหนักหัวเผือกที่ได้มาตรฐาน เพราะเป็นตัวกำหนดราคาขาย ทั้งนี้ น้ำหนักที่ดีควรอยู่ประมาณหัวละ 3.50 กิโลกรัม แต่ก็ไม่ง่ายนักที่จะทำได้เช่นนั้น แต่ถ้าหัวเผือกมีความสมบูรณ์มาก แม้น้ำหนักที่ได้ไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัม ก็สามารถขายได้ราคาดีในช่วงที่ตลาดต้องการ

รายได้อีกอย่างหนึ่งที่เกิดจากการปลูกเผือก นั่นคือ “ลูกเผือก” ซึ่งจะมีลักษณะหัวเล็กๆ อยู่รอบหัวใหญ่ที่เรียกว่าหัวแม่ โดยจะฝังอยู่ใต้ดิน ทั้งนี้ เผือกบางหัวสามารถมีลูกเผือกถึง 10 ลูก หรือมากกว่า เพราะว่าเป็นพันธุ์ลูกดก ทั้งนี้ ลูกเผือกยังขายให้แก่ชาวบ้านเพื่อนำไปต้มขายเป็นอาหารตามตลาด

“อย่างที่ผ่านมา ถ้าชั่งน้ำหนักหัวเผือกได้สัก 6 ตัน จะได้ลูกเผือกถึง 3 ตัน และมีคนมารับซื้อเฉพาะลูกเผือกด้วย โดยขายกันตันละ 1,200 บาท หรือกิโลกรัมละ 12 บาท แต่บางครั้งราคาอาจมีลดลงถึง 6 บาท ต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม จะมีรายได้จากลูกเผือกเข้ามาอีกทางด้วย เพราะเมื่อแม่เผือกราคาถูกก็อาศัยขายลูกเผือกได้ราคาดี”

นอกจากนั้นแล้ว ชาวบ้านบางรายต้องการลดต้นทุนการซื้อต้นพันธุ์ก็มักจะนำลูกเผือกไปเพาะเป็นต้นกล้า ซึ่งก็สามารถปลูกได้เช่นกัน แต่วิธีนี้มีข้อเสียตรงที่การเจริญเติบโตของต้นช้า และหัวเผือกด้อยคุณภาพ จะต่างกับการซื้อต้นพันธุ์มาปลูกอย่างสิ้นเชิง

เจ้าของแปลงชี้ว่า เผือกจะปลูกซ้ำที่เดิมไม่ได้ เพราะอาจเจอปัญหาเชื้อราในดิน ดังนั้น เกษตรกรจึงนิยมมีพื้นที่หลายแห่งเพื่อย้ายแปลงปลูกสลับกันไป-มาหมุนเวียน แต่ในช่วงระหว่างรอ สามารถปลูกพืชล้มลุกในแปลงที่รื้อออกไปได้ เพราะถือเป็นการสร้างคุณภาพปรับปรุงดินไปพร้อมกัน อีกทั้งยังเกิดรายได้ในช่วงระหว่างการรอด้วย

คุณกาญจนา กล่าวว่า จะมีพ่อค้าจากตลาดไทเดินทางมาดูแปลงปลูกเผือกก่อนเก็บผลผลิต ทั้งนี้ หากพ่อค้าพอใจคุณภาพเผือกจะตีราคารับซื้อเหมาทั้งหมด แล้วมาขุดเอง ซึ่งในปี 2558 แปลงเผือกแห่งนี้มีผลผลิตที่ได้มาตรฐานมากจนมีพ่อค้ามาขนเพื่อขายส่งไปยังต่างประเทศ ส่วนเผือกที่ตกเกรด พ่อค้ามักนิยมนำไปวางขายในตลาดไท คุณกาญจนา ชี้ว่า การหันมาปลูกเผือกทำให้มีรายได้ดีกว่าเมื่อก่อน ถึงแม้บางปีราคาเผือกอาจถูกลง แต่ยังมีรายได้ดีกว่าการปลูกข้าว

“อย่างที่ผ่านมา ตีราคาเหมาให้ไร่ละ 1 แสนบาท หักเงินค่าลงทุนทั้งหมดประมาณ 3 หมื่นบาท จะเหลือไร่ละ 7 หมื่นบาท หรือบางปีราคาไม่ดีอาจเหมาไร่ละ 5 หมื่นบาท แล้วถ้าหักเงินลงทุนออกไร่ละ 3 หมื่นบาท จะเหลือ 2 หมื่นบาท ถ้าปลูกสัก 10 ไร่ ก็ยังมีเงินเหลือสัก 2 แสนบาท”

ปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่ตำบลนาเฉลียงหันมาปลูกเผือกเพิ่มขึ้น จากเมื่อก่อนมีปลูกเผือกกัน 2-3 ราย แต่หลังจากประสบปัญหาราคาข้าวจึงเปลี่ยนมาปลูกเผือกกันกว่า 10 ราย แต่ละรายใช้พื้นที่ 10 ไร่ และมีแนวโน้มจะปลูกกันเพิ่มมากขึ้นอีก

ไม่เพียงมีรายได้จากเผือก ครอบครัวนี้ยังมีค่ากับข้าวจากชมพู่ทับทิมจันทร์จำนวน 100 ต้น ปลูกมา 3 ปี ได้ผลผลิตมา 2 รอบ ไม่ค่อยได้ดูแลอะไรเป็นพิเศษ ไม่เคยฉีดยา หรือให้ปุ๋ยแต่อย่างใด แต่ยังให้ผลผลิตดกมาก นำไปขายที่ตลาดสดแถวบ้านในราคากิโลกรัมละ 25-30 บาท อย่างปีที่แล้วมีรายได้จากการขายชมพู่ถึง 4 หมื่นบาท ก็นำมาใช้เป็นรายได้หมุนเวียนในบ้าน

ในท้ายสุด คุณกาญจนา เผยว่า ถ้าคิดจะปลูกเผือกต้องหาแหล่งจำหน่ายที่ชัดเจนก่อน เพราะถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากเผือกเป็นพืชที่ต้องมีแหล่งขายเฉพาะ ไม่สามารถวางขายตามตลาดทั่วไปเหมือนผักต่างๆ ได้ แล้วอย่าไปหลงกระแส หรือหลงเชื่อหากมีการเสนอให้ปลูกก่อนแล้วมารับซื้อ ควรตรวจสอบตลาดด้วยตัวเองหรือหากรวมกลุ่มกันได้จะเป็นการปลอดภัย

สนใจต้องการหาซื้อเผือกที่มีคุณภาพ ติดต่อได้ที่ คุณกาญจนา สรรคพงษ์ โทรศัพท์ (085) 964-8100

ชาวประโคนชัย บุรีรัมย์ ฟื้น…ภูมิปัญญาทำข้าวฮาง ส่งขายห้างดัง

Published July 18, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวประโคนชัย บุรีรัมย์ ฟื้น…ภูมิปัญญาทำข้าวฮาง ส่งขายห้างดัง

ตอนนี้ถ้าเอ่ยถึงจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว ความฮ็อตร้อนแรงน่าจะโฟกัสไปที่ทีมปราสาทสายฟ้า หรือสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัด รวมถึงประเทศไทยด้วย จึงทำให้บรรดาเหล่าสาวกกองเชียร์ที่เป็นแฟนคลับ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลมายังบุรีรัมย์กันอย่างคึกคัก ถือเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่น

ความจริงแล้วบุรีรัมย์เป็นจังหวัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์หลายด้านที่น่าสนใจ มีสถานที่เที่ยวสำคัญหลายแห่ง แต่สถานที่สำคัญซึ่งเมื่อเดินทางมาแล้วจะต้องไม่พลาดนั่นคือ ปราสาทเขาพนมรุ้ง

อย่างไรก็ตาม การทำเกษตรกรรมของชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์อาจได้เปรียบทางโครงสร้างธรรมชาติ โดยเฉพาะบางแห่งมีประวัติเคยเกิดภูเขาไฟขึ้น แล้วผลพวงของการสะสมโดยอินทรียวัตถุที่ยาวนานมานับพันปี จึงทำให้ดินมีคุณภาพ เพาะปลูกพืชชนิดใดก็สมบูรณ์ดี

“ข้าวฮาง” เป็นกรรมวิธีการผลิตข้าวสารแปรรูป ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวไทยอีสาน ด้วยการนำข้าวเปลือกมาแช่น้ำไว้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการงอกของข้าว จะทำให้ผลิตสารชนิดหนึ่งขึ้นมาคือ สาร GABA (กาบา) จากเปลือกข้าวซึมเข้าไปในเมล็ด แล้วจึงนำมานึ่ง เพื่อจัดเก็บสารอาหารที่มีประโยชน์ให้คงไว้ จากนั้นจึงนำข้าวเปลือกไปตากให้แห้ง และนำไปสีโดยเครื่องสีข้าวกะเทาะเปลือก

ภายหลังจากมีการนำเทคโนโลยีเครื่องสีข้าวมาใช้ แล้วยังรวมถึงการผลิตข้าวเข้าสู่รูปแบบธุรกิจมากขึ้นจึงทำให้ชาวบ้านจำนวนมากละเลยที่จะนำกรรมวิธีการทำข้าวฮางแบบโบราณมาใช้

คุณอำนวย สลับเพชร อยู่บ้านเลขที่ 36 หมู่ที่ 7 บ้านหนองบัวลาย ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิข้าวฮางภูเขาไฟ” และนับเป็นกลุ่มแรกที่รื้อฟื้นการทำข้าวฮางที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้านขึ้น

การนำวิธีแปรรูปข้าวฮางของคุณอำนวยกลับมาทำอีกครั้ง เกิดขึ้นเมื่อคราวที่เธอประสบปัญหานำข้าวสารใส่ถุงไปขายบนเขาพนมรุ้งร่วมกับของที่ระลึกอื่น แต่เนื่องจากการแพ็กถุงยังขาดมาตรฐานดีพอจึงทำให้ข้าวเกิดความชื้นเป็นขุยขึ้นรา ดังนั้น เธอจึงได้นำวิธีทำข้าวฮางจากในสมัยเด็กมาทดลองทำในครอบครัว

ในบางคราวหากพอมีเหลือจะแบ่งไปขายที่ร้านโดยใช้เครื่องซีลขนาดเล็ก ใช้ซีลถุงข้าวให้เป็นสุญญากาศเพื่อป้องกันเชื้อรา วางขายถุงละ 1 กิโลกรัม ราคา 100 บาท ถ้าซื้อ 3 ถุง ขาย 280 บาท ก็ขายได้ดีเหมือนกัน แล้วค่อยๆ ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

“เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงมองเห็นลู่ทางสร้างรายได้ แล้วได้รวบรวมญาติพี่น้องในละแวกนั้น จำนวน 17 คน เพื่อไปจดเป็นวิสาหกิจชุมชน แล้วทยอยนำความรู้มาถ่ายทอดให้กับเพื่อนบ้านคนอื่นอีกหลายคน จนกระทั่งในปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 36 คน มีพื้นที่ปลูกข้าวร่วมพันไร่”

คุณอำนวยพร้อมสมาชิกรุ่นแรกเริ่มทำข้าวฮางครั้งแรก ปี 2552 ตอนที่ทำครั้งแรกยังไม่มีความชำนาญและทักษะเท่าไร จึงทำให้ต้องใช้ข้าวเพื่อลองผิด-ถูกไปกว่า 7 ตัน เพื่อปรับปรุงแก้ไข จนกระทั่งเข้าที่ ส่วนข้าวที่ใช้ไม่ได้นั้นได้นำไปทำปุ๋ยหมักแทน ทั้งนี้ เพิ่งมาปรับสูตรและวิธีทำให้เข้าที่ได้เมื่อราว 2 ปี ที่ผ่านมา

ประธานกลุ่มให้รายละเอียดการทำข้าวฮางว่า ต้องเริ่มจากการนำข้าวเปลือกพันธุ์หอมมะลิ 105 เป็นข้าวนาปีที่ชาวบ้านปลูกกันเป็นประจำ มาร่อนแล้วทำความสะอาดด้วยการล้าง แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน ทั้งนี้ เหตุผลของการแช่ค้างคืนเพื่อปล่อยให้มีกระบวนการงอกเป็นการให้สารอาหารจากเปลือกส่งผ่านเข้าสู่เมล็ดข้าวได้เต็มที่ พอรุ่งเช้ามาให้สะเด็ดน้ำก่อนแล้วล้างออกอีกครั้ง

จากนั้นปล่อยให้สะเด็ดน้ำอีกครั้งแล้วจึงนำไปนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง จากนั้นให้นำมาผึ่งแดดไว้ 1 แดด เพื่อให้เปลือกแห้ง แล้วนำไปผึ่งในร่มอีก 10 วัน ขณะนั้นต้องหมั่นเกลี่ยไป-มา เพื่อให้เมล็ดแห้งทั่วถึง แล้วจึงนำมากะเทาะเปลือก เก็บกาก ใส่ตะแกรงตากแดดอีก 2 ชั่วโมง เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อ แล้วพักทิ้งไว้สัก 1 คืน เพื่อให้เย็น จึงจัดการแพ็กสุญญากาศ และทั้งหมดทุกขั้นตอนถือว่าเป็นกรรมวิธีการทำข้าวฮางตามแบบฉบับภูมิปัญญาคนโบราณอย่างแท้จริง

ด้วยจำนวนสมาชิกในกลุ่มที่มีอยู่ 36 คน และมีหม้อนึ่งจำนวน 2 ใบ ดังนั้น ใน 1 วัน สมาชิกได้ตกลงจัดตารางทำข้าวฮางวันละ 2 คน แต่ละคนจะแช่ข้าว จำนวน 3 กระสอบ หรือ 240 กิโลกรัม และถ้าทำวันละ 2 คน จะได้จำนวนข้าวเกือบ 500 กิโลกรัม ต่อวัน จะนึ่งจากเช้าไปจนเที่ยง แล้วจัดการทำไปตามขั้นตอนจนเสร็จ

“พอวันรุ่งขึ้นสมาชิกอีก 2 คนต่อไป ก็จะทำเหมือนกัน แล้วทยอยทำทุกวันเช่นนี้ไปจนครบจำนวนสมาชิก 36 คน แล้วจึงวนกลับมารอบใหม่ ลักษณะการทำเช่นนี้จึงมีจำนวนและปริมาณข้าวฮางเพียงพอแก่การจำหน่าย เพราะจะต้องสต๊อกข้าวเปลือกไว้ทำข้าวฮาง ปีละไม่ต่ำกว่า 50 ตัน”

ในปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิข้าวฮางภูเขาไฟ ผลิตข้าวฮางภายใต้ชื่อ “Barai” ไว้จำหน่ายด้วยกันทั้งสิ้นที่ 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวหอมแดง ข้าวหอมทอง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมจันทร์ โดยกำหนดราคาขาย ถ้าหอมมะลิอินทรีย์ กิโลกรัมละ 90 บาท ข้าวไรซ์เบอร์รี่ กิโลกรัมละ 170 บาท ข้าวหอมทอง ข้าวหอมแดง และข้าวหอมจันทร์ ขายกิโลกรัมละ 150 บาท

สำหรับแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวฮางของกลุ่ม คุณอำนวย เผยว่า ตอนแรกวางจำหน่ายอยู่ที่กลุ่มเพียงแห่งเดียว ต่อมาได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากภาคราชการจนได้มีโอกาสนำไปวางขายที่ห้างโรบินสัน กระทั่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจึงขยายไปวางขายที่ห้างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ในเวลาต่อมา

ส่วนแรงบันดาลใจที่ทำให้ชาวบ้านหันกลับมาใช้ภูมิปัญญาการแปรรูปเป็นข้าวฮางอีกครั้งนั้น ประธานกลุ่มชี้ว่า อาจเป็นเพราะพื้นที่บริเวณหมู่บ้านแห่งนี้ในอดีตนับพันปีเคยเป็นภูเขาไฟ จึงทำให้ดินมีคุณภาพสูง เหมาะกับการปลูกข้าวอินทรีย์ และความได้เปรียบทางธรรมชาติเช่นนี้จึงเป็นจุดเด่นของข้าวฮาง ที่เป็นแหล่งสะสมของคุณค่าทางโภชนาการสูง แล้วได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น

“อยากให้ท่านผู้อ่านช่วยกันอุดหนุนผลิตภัณฑ์ข้าวฮาง เพราะไม่เพียงจะมีประโยชน์มากมายกับสุขภาพของท่านแล้ว ยังสามารถช่วยให้สมาชิกในกลุ่มและชาวบ้านที่อื่นได้มีงานทำกันมากขึ้น ทำให้มีรายได้กระจายสู่ชนบทมากขึ้นอีกด้วย” คุณอำนวย กล่าวทิ้งท้าย

สนใจสั่งซื้อหรือเป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวฮาง ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิข้าวฮางภูเขาไฟ ติดต่อโดยตรงได้ที่ คุณอำนวย สลับเพชร โทรศัพท์ (082) 145-8737

เที่ยวปีใหม่…ที่ วังน้ำเขียว อย่าลืมแวะชิม…มัลเบอร์รี่ ที่ “สวนแม่หม่อน”

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

เที่ยวปีใหม่…ที่ วังน้ำเขียว อย่าลืมแวะชิม…มัลเบอร์รี่ ที่ “สวนแม่หม่อน”

เมื่อเอ่ยชื่อ “หม่อน” จะเข้าใจว่าเป็นพืชที่ใช้ใบเพื่อเลี้ยงไหมเป็นหลัก จนเป็นคำพูดประโยคติดปากว่า “ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม” ซึ่งเป็นหม่อนที่มีชื่อสามัญว่า White Mulberry ผลสุกมีรสเปรี้ยว ใช้รับประทานได้ แต่ไม่นิยม แต่ยังมีหม่อนอีกชนิดที่ปลูกเพื่อรับประทานผลสด มีชื่อสามัญว่า Black Mulberry เพราะผลสุกสีดำ รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีสรรพคุณทางโภชนาการมากมาย จึงนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ น้ำ แยม ฯลฯ เป็นต้น

สำหรับหม่อนประเภทนี้จะเรียกทับศัพท์กันว่า มัลเบอร์รี่ แล้วมักเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางกันในกลุ่มผู้รักสุขภาพ

“สวนแม่หม่อน” ตั้งอยู่ เลขที่ 201 หมู่ที่ 5 ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นสถานที่ปลูกมัลเบอร์รี่ จำหน่ายทั้งแบบผลสดและแปรรูป

อาจารย์สุรพล และ อาจารย์นันทวัน โตอินทร์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม ครูไก่ คู่สามีภรรยา ที่อดีตเคยเป็นทั้งพ่อและแม่พิมพ์ของชาติ ที่โรงเรียนวังหมีพิทยาคม วังน้ำเขียว ก่อนที่จะลาออกจากราชการมาก่อนครบอายุ แล้วหันมาเดินหน้าเต็มตัวเพื่อปลูกมัลเบอร์รี่และพืชทางการเกษตรอีกหลายชนิด

มารู้จักสวนแม่หม่อนกัน

มัลเบอร์รี่ หรือ หม่อนผล ของสวนแม่หม่อน เป็นพันธุ์เชียงใหม่ ซึ่งมักเจริญเติบโตและมีความสมบูรณ์ในพื้นที่สูงตามดอย แต่เมื่อนำมาปลูกในพื้นที่วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ที่มีลักษณะทางธรรมชาติเหมือนกัน จึงทำให้สามารถรักษาคุณภาพและความสมบูรณ์ของมัลเบอร์รี่ได้เช่นเดียวกัน คือมีรสชาติอร่อย เนื้อแน่น กรอบ และที่สำคัญคือ ทางสวนแม่หม่อนจะปลูกมัลเบอร์รี่ด้วยการยึดหลักปลอดสารพิษ

สวนแม่หม่อน ได้รับความอนุเคราะห์และการแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลและการปลูก ไปจนถึงการแปรรูปจากสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริภูพยัคฆ์ จังหวัดน่าน กระทั่งสามารถนำมาพัฒนาปรับปรุงและบริหารจัดการให้มีผลผลิตหรือผลสดตลอดทั้งปี จึงเป็นจุดเด่นและที่สนใจของบรรดานักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่ต้องมาแวะเข้าสวนแม่หม่อนเพื่อชมสวนและซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปติดมือกลับบ้านทุกครั้งที่มาเยือนวังน้ำเขียว

อาจารย์สุรพล แจงว่า การปลูกมัลเบอร์รี่มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบปลูกถี่ แล้วโน้มกิ่งเข้าหากันในลักษณะคล้ายอุโมงค์ มีตัวอย่างที่สวนของกำนันจุล ซึ่งใช้ระยะห่างระหว่างต้นเพียง 1 เมตร และระหว่างแถว 4 เมตร วิธีนี้มีข้อดี เพราะง่ายต่อการตัดแต่งกิ่ง

ปลูกเชิงการค้า ต้องให้ต้นห่างและตัดแต่งกิ่ง

ส่วนอีกแนวทางที่สวนใช้ปลูกอยู่คือ ปลูกห่างกันทั้งระหว่างต้นและแถว คือ 4 คูณ 4 เมตร ทั้งนี้เพื่อต้องการให้ต้นมีการเจริญเติบโตเต็มที่ สามารถแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปได้ทุกทิศทาง ในลักษณะคล้ายน้ำพุ แต่มีข้อเสียตรงที่ต้องคอยตัดแต่งกิ่ง ต้องใช้แรงงานมาก

“แต่มีข้อดีคือ เก็บผลง่าย สะดวก ได้ผลผลิตจำนวนมาก เนื่องจากต้นมีความสมบูรณ์ ไม่มีโรคแมลงมารบกวน เพราะมีการตัดแต่งกิ่งทำให้ต้นมีความโปร่ง และแสงแดด ลม ผ่านได้ง่าย ทั้งนี้การตัดแต่งกิ่งก้านควรให้สูงอยู่ในระดับเดียวกับคนเก็บผลผลิต”

สำหรับการให้ผลผลิตของมัลเบอร์รี่นั้น ถ้าไม่มีการตัดแต่งกิ่ง ต้นหม่อนจะให้ผลผลิตไปตามธรรมชาติ โดยเริ่มตั้งแต่ราวปลายฤดูฝน ไปจนถึงหน้าหนาว กระทั่งถึงเดือนเมษายน แต่จะให้ผลผลิตได้ไม่มากและไม่สวย

แต่ถ้าต้องการปลูกในเชิงการค้าให้คุ้มค่า ควรจะต้องนำวิธีการตัดแต่งกิ่งมาใช้ เพราะจะให้ผลดกมาก ยิ่งต้นมีความสมบูรณ์มากเท่าไร มีขนาดต้นใหญ่ก็จะยิ่งให้ผลผลิตดกมาก อย่างในปีแรกที่เริ่มให้ผลผลิตชุดแรก อาจได้เพียงต้นละ 1 กิโลกรัม เท่านั้น แล้วพอลงมือตัดแต่งกิ่งก้านสัก 6 เดือน ผลผลิตชุดสองที่ออกมาจะเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ โดยผลผลิตจะให้เต็มที่หลังปลูกไปแล้ว 5 ปี

ระยะเวลาตัดแต่งกิ่งจะต้องดูจากความสมบูรณ์และความพร้อมของต้นก่อน ทั้งนี้หลังช่วงที่มีผลผลิตและเก็บเรียบร้อยแล้ว ก็จะจัดการตัดแต่งกิ่ง โดยจะนับไปอีก 50 วัน ซึ่งจะสามารถเก็บผลผลิตได้อีก 30 วัน จากนั้นควรพักต้นอย่างน้อย 60 วัน จึงกลับมาตัดแต่งกิ่งใหม่

ด้านการดูแลให้ปุ๋ย บำรุงต้น อาจารย์สุรพลให้รายละเอียดว่า มัลเบอร์รี่ชอบปุ๋ยคอกมาก โดยเฉพาะขี้วัว ใส่อย่างน้อยปีละครั้ง ใส่ต้นละ 15 กิโลกรัม ขณะใส่จะต้องใช้เครื่องจักรตีหน้าดินให้ร่วนซุยเต็มที่ ทั้งนี้ไม่ต้องกังวลว่ารากต้นจะขาดเพราะจะแตกรากใหม่ออกมา ซึ่งเป็นผลดีต่อต้น จากนั้นจึงนำขี้วัวใส่ลงในดิน เพื่อให้คลุกเคล้ากัน ทั้งนี้ในปีที่ 2 นับจากปลูก จะเริ่มให้ผลผลิต หรือถ้าใส่ใจอย่างเต็มที่อาจใช้เวลาเพียง 1 ปีกว่า เท่านั้น

ปัญหาระหว่างปลูกคือ อาจเจอเชื้อราบ้าง ซึ่งถ้าพบจะตัดทิ้งให้หมดแล้วนำไปเผา แต่ไม่บ่อยนักเพราะทางสวนมีการตัดแต่งกิ่งอยู่บ่อย จึงทำให้ต้นโปร่ง แสงแดดลอดผ่าน จึงยากที่เกิดเชื้อราขึ้น

มีทั้งผลสด และผลิตภัณฑ์

ครูไก่ เสริมว่า แนวทางการปลูกมัลเบอร์รี่ในสวนจะจัดให้เป็นชุด เป็นกลุ่ม มีการกำหนดเป็นแผนผัง เป็นโซน แล้วแต่ละชุดจะทยอยให้ผลผลิตหมุนเวียน ฉะนั้น จึงสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะวางแผนปลูกเพื่อให้ทันและรองรับกับช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ดังนั้น จึงดูเหมือนจะสามารถบังคับให้มีผลผลิตได้ตลอดเวลาที่ต้องการ

“หลังจากเก็บผลสดจากต้นแล้วนำมาใส่ตะกร้า จะไม่ล้าง นำไปเก็บในถังน้ำแข็งเพื่อชะลอการสุก แล้วนำมาขายเป็นผลสดโดยไม่ล้าง เพราะถือเป็นการการันตีถึงความปลอดภัยจากสารเคมี อีกทั้งการล้างอาจทำให้ผลเน่าเสียได้ทันที แต่ถ้าต้องการล้างจะต้องรับประทานทันที”

ผลสดที่ขายจะบรรจุใส่กล่องพลาสติกแทนการใส่ถุง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการวางทับซ้อนกัน ซึ่งจะทำให้เน่าเสีย จำหน่ายกล่องละ 50 บาท น้ำหนักกล่องละประมาณ 3 ขีดกว่า

นอกจากผลสดที่มีจำหน่ายแล้ว ทางสวนแม่หม่อนยังนำมัลเบอร์รี่ไปแปรรูปเพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นน้ำสดพร้อมดื่ม ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบหวานและไม่หวาน โดยแบบไม่หวานคือ ไม่ใส่น้ำตาล ขนาดบรรจุ 700 ซีซี กับแบบใส่น้ำตาล ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ ขนาดบรรจุ 250 ซีซี ขายขวดละ 35 บาท ถ้า 3 ขวด 100 บาท

ผลิตภัณฑ์ต่อมาคือ แยม จำหน่ายกระปุกละ 40 บาท ขนาด 4 ออนด์ โดยเนื้อแยมใส่สารเพคติน ซึ่งเป็นสารสกัดจากส้ม เหมาะสำหรับผู้ที่รับประทานเจด้วย นอกจากนั้น ยังต่อยอดด้วยการทำมัลเบอร์รี่แบบกวน ที่ทำเป็นเม็ด ขายถุงละ 50 บาท ขนาด 200 กรัม ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ล่าสุดคือ มัลเบอร์รี่อบน้ำผึ้ง ทำมานานแล้ว แต่มีไม่สม่ำเสมอ เพราะต้องอบด้วยแสงแดดจากพลังงานแสงอาทิตย์ จึงต้องดูความพร้อมก่อนทำ

การขาย ส่วนมากจะขายอยู่ที่สวน มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวสวนแล้วซื้อผลิตภัณฑ์กลับไป แต่มีวางจำหน่ายที่อื่นน้อยมาก เพราะไม่ได้ส่งให้ ถ้าต้องการต้องมาซื้อไปขายเอง

นักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมสวนมักมากันเป็นประจำ โดยเฉพาะหน้าเทศกาลหรือวันหยุดยาว ทั้งนี้ถ้าเป็นช่วงหน้าเทศกาลสำคัญ มักเปิดสวนให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเดินชมต้นและผลอย่างใกล้ชิด แล้วยังอนุญาตให้เก็บผลสุกรับประทานได้ แต่ห้ามนำภาชนะไปใส่ ทั้งนี้ไม่ได้เก็บค่าเข้าชมสวนแต่อย่างใด

วันหยุดพักผ่อนยาวที่จะถึงนี้ ถ้าใครยังไม่ได้วางแผนการเดินทางท่องเที่ยว แนะนำให้ไปเที่ยวที่ วังน้ำเขียว เพราะท่านจะได้สัมผัสกับอากาศที่บริสุทธิ์ กับธรรมชาติที่รายล้อมด้วยขุนเขา แต่อย่าลืมแวะไปชิมมัลเบอร์รี่ ที่ “สวนแม่หม่อน” ด้วยก็แล้วกัน สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (081) 382-1002, (081) 304-0980

%d bloggers like this: