ตลาดนัดหัวเขียว

All posts tagged ตลาดนัดหัวเขียว

ศูนย์ TRSC ได้รับการยอมรับระดับสากล

Published September 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 20 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694934

 

ความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลาย การจะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการจะต้องมีความเชื่อมั่นในสินค้าหรือบริการนั้นๆ ว่าสินค้าหรือบริการจะสามารถตอบสนองความต้องการของตนเองได้ดีและมีความคุ้มค่า

ดังนั้น ธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จและครองความเป็นผู้นำได้อย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องมีการกำหนดกลยุทธ์และนโยบายการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมาย เช่นเดียวกับธุรกิจทางการรักษาและการแพทย์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในด้านการรักษาทางการแพทย์ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้รวมไปถึงการบริการที่เป็นเลิศ

สำหรับศูนย์เลสิคนานาชาติ TRSC International LASIK Center ในฐานะผู้นำด้านการผ่าตัด ReLEx ซึ่งเป็นการแก้ไขสายตาผิดปกติแบบแผลเล็กแห่งแรกในประเทศไทย นายสุชาติ เห็นสว่าง กรรมการผู้จัดการ TRSC กล่าวว่า ความเป็นผู้นำด้านการรักษาแผลเล็กนี้มาจากการที่ให้ความสำคัญกับผลการรักษาที่ดีของผู้มีปัญหาสายตาที่เข้ามารักษาตลอด 19 ปีที่เปิดให้บริการ TRSC ได้เลือกสรรเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมาให้บริการ จนปัจจุบัน TRSC เป็นศูนย์เลสิคที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก


“ทาง TRSC ได้ตัดสินใจนำเทคโนโลยีใหม่สำหรับการรักษาภาวะสายตาผิดปกติจากบริษัทคาร์ล ไซส์ เมดิเทค จากประเทศเยอรมนี ผู้ผลิตเครื่อง VisuMax Femto Second LASER เป็นสถานพยาบาลแรกในประเทศไทย นับเป็นผู้บุกเบิกการรักษาวิธี ReLEx ในประเทศไทยมา 7 ปี โดยมีผู้เข้ารับการรักษาภาวะสายตาผิดปกติมากกว่า 75% เลือกใช้วิธีดังกล่าวในการรักษา มีผู้เข้ารับการบริการเป็นคนไทยประมาณ 80% และต่างชาติ 20%”

นายสุชาติกล่าวว่า จากการเป็นผู้บุกเบิกในเทคโนโลยีนี้จนได้รับการตอบรับเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องจนทำให้ทาง TRSC ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทผู้ผลิตดังกล่าว ให้เป็น LeLEx research center เป็นศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาผลด้านการรักษาผ่านเทคโนโลยีนี้ โดยการศึกษาสถิติผลการรักษา เพื่อให้เกิดการพัฒนาและเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุดแก่คนไข้

“จนถึงปัจจุบันทาง TRSC ถูกยอมรับและกลายเป็นศูนย์กลางเพื่อการเรียนรู้ผ่านการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว เป็น ReLEx Education center โดยมีจักษุแพทย์จากทั่วโลกหมุนเวียนเข้ามาศึกษาดูงานด้านการแพทย์ การรักษา มีจักษุแพทย์จากต่างประเทศมากกว่า 20 คณะ มากกว่า 350 คน จากประเทศออสเตรเลีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, อินเดีย, อียิปต์, อังกฤษ, เกาหลี, จีนและเวียด-นาม เป็นต้น”


ล่าสุด เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มีคณะจักษุแพทย์จากจีนจำนวน 200 คน เดินทางมาศึกษาดูงานด้านการแพทย์และการรักษา ซึ่งเป็นการแสดงถึงการยอมรับจากจักษุแพทย์ในระดับนานาชาติ สำหรับหน่วยงานชั้นนำของไทยก็มีผู้ศึกษาดูงานจากโรงพยาบาลรัฐบาลและมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ รวมถึงการเปิดให้นักเรียนแพทย์ได้เข้ามาเรียนรู้ฝึกงานด้านการรักษาภาวะสายตาผิดปกติอย่างต่อเนื่อง

นายสุชาติกล่าวว่า เทคโนโลยีของการรักษาปัญหาสายตาผิดปกติ โดยปกติจะใช้เวลาการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่ประมาณ 20 ปี ซึ่งเราในฐานะเป็นผู้นำทางด้านนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องตอบแทนคืนให้สังคมโดยเฉพาะการรักษาทางด้านนี้หาบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศได้ยากมาก เปิดโอกาสให้ฝึกงานฟรี และการเปิดเยี่ยมชมเพื่อมาดูถึงวัฒนธรรมขององค์กร ซึ่งไม่ใช่เป็นการเยี่ยมชมด้านการแพทย์อย่างเดียว

“สำหรับปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นทาง TRSC ไม่ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ธุรกิจค่อนข้างอยู่ตัวแล้ว แต่ธุรกิจก็ไม่เติบโตโดดเด่นเท่าใดนัก อาจเป็นข้อจำกัดทางด้านสถานที่ ขณะที่คู่แข่งเราไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่งของเรา เรามองเป็นบวกมากกว่าว่าเทคโนโลยีที่เราบุกเบิกมาได้รับการยอมรับทั่วไป ตลาดขยายใหญ่ขึ้น ก็อยู่ที่ความสามารถของผู้ประกอบการมากกว่า ว่าจะมีวิธีดึงคนไข้อย่างไร ของเราที่เข้ามาทำการรักษาส่วนใหญ่ 80-90% ได้รับการบอกต่อกันปากต่อปากถึงความเชื่อมั่นในการรักษา ซึ่งนับว่าเป็นจุดแข็งของเราที่ได้รับการไว้ใจ”

นับเป็นศูนย์รักษาสายตาผิดปกติรายแรกๆ ของโลกที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้จนกลายเป็นศูนย์ที่จักษุแพทย์ต่างประเทศต้องเข้ามาดูงานเพื่อนำเป็นไอเดียของการลงทุนซื้อเทคโนโลยีมาใช้และนับเป็นส่วนหนึ่งของการให้องค์ความรู้แก่สังคมและการสร้างการยอมรับทางด้านการแพทย์ของประเทศไทยมากขึ้น!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

Advertisements

“ซีพี” ชวนทานข้าวรสมือแม่

Published August 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 13 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688518

 

ในช่วงเทศกาลวันแม่แห่งชาติ เป็นอีกวันสำคัญที่คนไทยได้เทิดทูนและแสดงความจงรักภักดีในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 ส.ค.ของทุกปี และยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกปี เป็นวันครอบครัวที่เหล่าสมาชิกในครอบครัวจะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาและแสดงความกตัญญูทดแทนพระคุณต่อมารดาที่เสียสละครั้งยิ่งใหญ่กับการเลี้ยงดูอุ้มชูมาตั้งแต่แบเบาะ

ในแต่ละปีเราจะได้เห็นการร่วมรณรงค์ในเทศกาลวันแม่จากบริษัทยักษ์ใหญ่หลายๆค่ายที่ได้ทุ่มทุนมหาศาลระดมความคิดสร้างสรรค์จัดทำภาพยนตร์โฆษณาที่มีธีมหลักก็คือความผูกพันระหว่างแม่กับลูกที่สื่อความหมายออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมดึงดูดให้ผู้ชมมีเวลาให้กับผู้มีพระคุณกันบ้าง โดยเฉพาะในยุคดิจิตอลกับสังคมก้มหน้าอยู่กับจอตลอดทั้งวัน




เช่นเดียวกับบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ หนึ่งในยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร เจ้าของแบรนด์ “ซีพี” ได้รณรงค์ในเทศกาลวันแม่มาต่อเนื่องในปีนี้เป็นปีที่ 3 ภายใต้แคมเปญ “ทุกคำมีความหมาย” เพื่อกระตุ้นให้คนไทยระลึกถึงพระคุณของแม่ ด้วยการนำเสนอเนื้อหาเชิญชวนให้บรรดาลูกๆ กลับไปรับประทานอาหารฝีมือแม่ที่คุ้นเคย กับการปรุงให้ลูกรักอย่างพิถีพิถันให้ทุกคำไม่มีใครทำแทนได้

นายวิทวัส ตันติเวสส รองกรรมการผู้จัดการ ด้านการตลาด ซีพีเอฟ กล่าวว่า การรณรงค์แคมเปญเชิงสร้างสรรค์ต่อสังคมนี้ ทางแบรนด์ซีพีต้องการสร้างให้ผู้บริโภคเกิดความรักและความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ จึงสื่อให้เห็นถึงความใส่ใจในคุณภาพของอาหารต่อผู้บริโภค และการสร้างแบรนด์เพื่อส่วนรวมตามหลักปรัชญาการทำธุรกิจคือการทำประโยชน์ให้กับประเทศที่ไปลงทุน ประโยชน์ของประชาชนในประเทศนั้นๆ และประโยชน์ต่อบริษัท




“ที่ผ่านมาแบรนด์ซีพีได้รณรงค์มุ่งชี้ให้เห็นความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะน่าอยู่ยิ่งขึ้น เพราะอาหารทุกคำได้สร้างความหมายที่ยิ่งใหญ่ให้ชีวิต โดยมีแนวคิดที่สร้างมาจากการคัดสรรและเอาใจใส่ในคุณภาพอาหารของซีพีเอฟที่มีต่อคนไทยมาต่อเนื่อง กับการตอกย้ำคุณภาพของอาหารที่ช่วยให้สังคมไทยดีขึ้น โดยปีที่ผ่านมาได้มีการสื่อสารต่อเนื่องภายใต้แนวคิดเดิม โดยนำเอาอาหารเป็นศูนย์กลางแห่งความ รู้สึก สื่อสารความตั้งใจของแม่ที่มุ่งคัดสรรแต่สิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูก”

นายวิทวัสกล่าวว่า ภาพยนตร์โฆษณาในปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยผู้บริโภคได้เข้าร่วมกิจกรรมกับทางบริษัท นอกเหนือจากโฆษณาผ่านสื่อหลักแล้ว สื่อดิจิตอลเช่น Youtube มียอดชมกว่า 7.5 ล้านครั้ง รวมยอดชมทุกสื่อ 38 ล้านครั้ง และได้มีการแชร์ออนไลน์ไปกว่า 2 แสนครั้ง และมีผลสำรวจว่าเป็นหนึ่งในแคมเปญวันแม่ที่ดีที่สุดและกวาดรางวัลการสร้างสรรค์โฆษณาหลายรางวัล




ในปีนี้แบรนด์ซีพีได้ตั้งเป้าต่อยอดเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ผ่านสื่อออนไลน์และสื่อหลัก โดยหยิบเรื่องราวใกล้ตัวของคนรุ่นใหม่มานำเสนอกับแนวคิด “ทุกคำไม่มีใครทำแทนได้” เช่นเดิม จากกระแสนิยมของคนในปัจจุบันที่มองว่ากับข้าวนอกบ้านอร่อยกว่า หรือไม่ก็ออกไปรับประทานร้านอาหารพร้อมกับถ่ายรูปอัพขึ้นลงบนโซเชียลมีเดียถึงความเป็นไปในชีวิตประจำวันว่ามื้อนี้ทานอะไร มื้อนั้นทานอะไร และเห็นกับข้าวที่บ้านน่าเบื่อ กินซ้ำๆ รสชาติเดิมๆมาตั้งแต่เด็กจนหลงลืมทุกจานทุกคำที่แม่ทำให้กินอย่างพิถีพิถัน เลือกสรรแต่ของดีมีคุณภาพ รวมไปถึงการใส่ใจในทุกรายละเอียดทุกขั้นตอน

นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมสนับสนุนด้วยการเชิญชวนให้ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมด้วยการแชร์ภาพอาหารของแม่ หรือภาพการรับประทานอาหารร่วมกันของครอบครัว และเรื่องราวสั้นๆเกี่ยวกับอาหารของแม่ในคอมเมนต์ใต้โพสต์ภาพยนตร์โฆษณาใน http://www.facebook.com/brandcp ภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยทางซีพีจะทำการคัดเลือกผู้ที่เข้ารอบเพื่อสัมภาษณ์เพิ่มเติม และนำเรื่องราวดีๆของแม่-ลูกที่ประทับใจไปเผยแพร่ในนิตยสาร A Day Bulletin




ความมุ่งมั่นของซีพีเอฟซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอาหารกับวิสัยทัศน์การเป็นครัวของโลก ผลิตอาหารป้อนผู้คนทั่วโลก ขณะที่แบรนด์ “ซีพี” ได้เน้นการทำตลาดในเมืองไทยด้วยการเสิร์ฟอาหารภายใต้สโลแกน “เติมชีวิตที่ดี” อิ่มท้องกับอาหารคุณภาพที่ถูกคัดสรรมาให้.

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

ทรู ไอคอนสยาม ฮอลล์ ศูนย์ประชุมระดับโลก

Published August 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 6 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682272

 

นับถอยหลังกับเกาะกระแสของโครงการระดับโลก “ไอคอนสยาม : ICONSIAM” โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เชื่อมโยงโครงการเข้ากับโรงแรม ห้างสรรพสินค้า สวนสนุก ศูนย์กีฬาและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กับเป้าหมายที่จะปักหมุดให้ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับโลกอีกแห่งหนึ่ง

ล่าสุดบริษัทไอคอนสยาม จำกัดได้ร่วมกับ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดตัวศูนย์ประชุมและสถานที่จัดงานแสดงที่ล้ำสมัยที่จะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ครั้งแรกในประเทศไทยและโลกภายใต้ชื่อ “ทรู ไอคอนสยาม ฮอลล์ : True ICONSIAM Hall” มูลค่าการลงทุนถึง 2,000 ล้านบาท ตั้งบนชั้น 7 และ 7M ของโครงการที่สามารถสัมผัสทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยาขนาดพื้นที่ 12,000 ตารางเมตร ขนาดความจุ 3,000 คน ได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ของอุตสาหกรรมการจัดงานประชุมนานาชาติ การท่องเที่ยวที่เป็นรางวัลและการจัดงานแสดงสินค้า (MICE) ที่พร้อมจะเปิดให้บริการในปี 2561


นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า อุตสาหกรรม MICE ได้นำนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเข้ามาท่องเที่ยวและใช้จ่ายในประเทศไทย มีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 2-3 เท่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจึงนับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการสนับสนุน ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม MICE เพื่อกระตุ้นการสร้างรายได้เข้าประเทศและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งสอดรับกับนโยบายสานพลังประชารัฐของรัฐบาลในการสร้างประเทศไทยให้เป็นจุดมุ่งหมายในการจัดงาน MICE ของภูมิภาคและของโลก

นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัทไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ด้วยปณิธานของไอคอนสยามที่ต้องการสร้างจุดยืนที่สง่างามของประเทศไทยบนเวทีโลก โดยการร่วมมือกันที่เกิดขึ้นนั้นได้นำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดีที่สุด อาทิระบบ Retractable Seating เก้าอี้นั่งประชุมพับเก็บได้โดยระบบอัตโนมัติ สามารถตอบสนองการจัดงานประชุมและการจัดงานทุกประเภทได้ในเวลารวดเร็ว ทุกที่นั่งรองรับการเชื่อมโยงระบบการสื่อสารทุกประเภททั้งระบบการแปลภาษา, ไมโครโฟนและไว-ไฟ เป็นต้น

ระบบ Tri-Wall Panel Acustic ด้วยการปรับเปลี่ยนผนังและเพดานอัตโนมัติ 3 รูปแบบ มีระบบการดูดซับเสียงและสะท้อนเสียงตามประเภทของการแสดงและการจัดงาน ส่วนระบบเวที มีโครงสร้าง Rigging เพื่อการเปลี่ยนฉาก สำหรับการแสดงบนเวทีระดับโลกและมีผนังพิเศษที่สามารถเคลื่อนย้ายมาบรรจบขอบเวที เพื่อสร้างสรรค์บรรยากาศการแสดงและการจัดงานที่สมบูรณ์แบบ


“ทรู ไอคอนสยาม ฮอลล์ จะเป็นศูนย์กลางจัดประชุมที่โดดเด่นของเอเชียและดึงดูดการแสดงชั้นนำระดับโลกมายังประเทศไทย สามารถรองรับการจัดงานหลากหลายรูปแบบ เช่น การประชุมระดับโลก เช่นการประชุม G20, อาเซียนซัมมิต, เอเปก หรือการประชุมทางการแพทย์และการประชุมทางวิชาการต่างๆ หรือการแสดงละครบรอดเวย์ การแสดงโอเปร่า การแสดงคอนเสิร์ต การจัดงานแสดงสินค้า และการจัดงานเลี้ยง เป็นต้น ตั้งอยู่ทำเลที่แวดล้อมด้วยโรงแรมระดับ 3–5 ดาว มีห้องพักกว่า 10,000 ห้อง อีกทั้งเป็นจุดเชื่อมต่อระบบคนนาคมขนส่งครบวงจรทั้งทางรถยนต์ ระบบรางและทางน้ำ”

ด้านนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ความเป็นผู้นำทางด้านคอนเทนท์และมีเดียที่หลากหลายของกลุ่มทรู รวมทั้งเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยจะสามารถสร้างประสบการณ์และความประทับใจให้กับผู้เข้ามาจัดงานและใช้บริการ ท้ายสุดจะดึงผู้จัดงาน MICE และนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามา และผลักดันให้กรุงเทพฯเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของอุตสาหกรรมนี้และผลักดันให้ประเทศไทยมีความพร้อมเป็นศูนย์กลางและรองรับการจัดงานอีเวนต์ทุกรูปแบบช่วยเติมให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่นี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลกที่จะเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ให้ชาวไทยและชาวต่างประเทศได้เข้าไปสัมผัสได้ในอีกไม่นานนับจากนี้ไป!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

ฉลองครบรอบ 20 ปี “ท็อปส์” ซุปเปอร์มาร์เก็ตอันดับหนึ่งของไทย

Published August 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 30 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676052

 

ธุรกิจซุปเปอร์มาร์เกตในประเทศไทยที่มีความโดดเด่นและเป็นผู้นำมายาวนานภายใต้ฐานธุรกิจของยักษ์ใหญ่ในกลุ่ม “เซ็นทรัล” มาถึงวันนี้ “ท็อปส์” ซุปเปอร์มาร์เกตระดับพรีเมียมได้เดินทางมาครบ 20 ปีกับการให้บริการลูกค้าชาวไทย

เป็นธุรกิจค้าปลีกที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยตลาดค้าปลีกที่เกี่ยวข้องกับอาหารมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นโมเดิร์นเทรด 55% และเทรดดิชั่นนัลเทรดหรือตามตลาดสด ร้านค้าทั่วไป 45% ซึ่งแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจซุปเปอร์มาร์เกตมีแนวโน้มสูงสุด

โดยเฉพาะท็อปส์ที่เป็นผู้นำตลาดที่มีอัตราเติบโตมาต่อเนื่องสวนกระแสกับภาวะเศรษฐกิจ โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ยอดขายเติบโตถึง 13% ขณะที่ตลาดรวมเติบโตเพียง 8% เท่านั้น


มร.อลิสเตอร์ เทย์เลอร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จมายาวนานเกิดจากการสร้างสรรค์รูปแบบร้านสาขาต่างๆ ให้มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมให้มีรูปแบบทันสมัยและที่ขาดไม่ได้คือความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกันของพนักงานในองค์กรและผู้ร่วมค้าทุกท่าน

“เริ่มตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน โอทอป เอสเอ็มอี ซัพพลายเออร์ หน่วยงานราชการทั้งภายในและต่างประเทศที่ร่วมกันคัดสรรและพัฒนาสินค้าคุณภาพ รับประกันความน่าเชื่อถือให้สินค้าด้วยตราสัญลักษณ์และรางวัลด้านคุณภาพ เช่น Food Safety จากกระทรวงสาธารณสุข สัญลักษณ์ Q ทองและมาตรฐาน GAP จากกระทรวงเกษตรฯ”

ส่วนหน่วยงานระดับโลก อาทิ The Institute of Grocery Distribution (IGD) ประเทศอังกฤษ ยกให้เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ให้เป็น 1 ใน 58 “ฟู้ดสโตร์พรีเมียมที่ดีที่สุดที่น่าจับตามองในเอเชียและนิตยสาร Canadian Grocer จัดให้สาขาชิดลมเป็น 1 ใน 25 ซุปเปอร์มาร์เกตที่ควรมาเยือนสักครั้งในชีวิต รางวัลนวัตกรรมสินค้า Own Brand 2 ปีซ้อน จาก PLMS ประเทศเนเธอร์แลนด์และล่าสุดกับรางวัล Superbrands 2016 และ Brand of The Year 2016 จาก World Branding Awards ประเทศอังกฤษ


มร.เทย์เลอร์กล่าวว่า ได้เร่งสร้างบริการใหม่ๆ ที่สนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านนวัตกรรมเพื่อให้ลูกค้าสะดวกสบายกับการช็อปปิ้งมากขึ้น การคัดสรรสินค้าจากแหล่งผลิตชั้นเลิศในไทยและต่างประเทศ และรายการโปรโมชั่นที่ผ่านการวิเคราะห์แล้วว่าตรงใจลูกค้าผ่านฐานข้อมูลลูกค้าบัตรเดอะวันการ์ด จำนวน 123 ล้านคน สร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับแบรนด์ พร้อมก้าวไปสู่ซุปเปอร์มาร์เกตที่ให้บริการสินค้าคุณภาพเป็นที่ยอมรับในเอเชียและระดับโลก

นอกจากนี้ ท็อปส์ยังได้สร้างมาตรฐานใหม่กับธุรกิจซุปเปอร์มาร์เกต โดยเป็นรายแรกที่ให้ความสำคัญด้านการรับประกันได้แก่ การรับประกันความสด, รับประกันราคาถูกต้อง, รับประกันสต๊อก, รับประกันความพอใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเป็นผู้นำซุปเปอร์มาร์เกต

ด้าน นางสาวภัทรพร เพ็ญประพัฒน์รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัทเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัดกล่าวว่า เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี ท็อปส์ได้ทุ่มงบประมาณ 250 ล้านบาท ตอบแทนลูกค้าด้วยกิจกรรมสุดเซอร์ไพรส์เหนือความคาดหมายตลอดปี พร้อมโปร “ช็อปสนุก ลุ้นสนั่น” แจกกิฟต์ การ์ด มูลค่ารวม 60 ล้านบาท เพียงช็อปสินค้าที่เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ตและท็อปส์ซูเปอร์สโตร์ครบ 600 บาท ท็อปส์ ซูเปอร์สุดคุ้ม ครบ 300 บาท และท็อปส์เดลลี่ ครบทุก 200 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 23 ส.ค.59

ก้าวสู่ปีที่ 21 ท็อปส์ ได้เตรียมพร้อมการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยหยุดนิ่งในทุกด้านให้ตรงกับความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า เพื่อรับมือกับการแข่งขันในตลาดที่ทวีความดุเดือดรุนแรงเพิ่มมากขึ้น.

“วานิชหนุ่ม”
wanich@thairath.co.th

 

‘กลุ่มบริษัท แปซิฟิกา’ ก้าวอย่างมั่นคงสู่ปีที่ 14

Published July 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 23 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669764

 

จากการมองเห็นโอกาสการเติบโตของกลุ่มธุรกิจสินค้าแฟชั่นในประเทศไทย กับการเคลื่อนไหวเล็กด้วยการนำเข้าแบรนด์แฟชั่นหรู โค้ช (Coach) จากอเมริกาเมื่อปี 2546 ที่ผ่านมากับการใช้งบประมาณลงทุนกว่า 50 ล้านบาท จนวันนี้ กลุ่มบริษัท แปซิฟิกา ได้สั่งสมประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวบนถนนสายธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ จนก้าวเข้าสู่ปีที่ 14 กับการเป็นผู้นำเข้าแบรนด์แฟชั่นระดับโลก 14 แบรนด์ดัง ได้แก่ โค้ช (Coach), สปอร์ตแม็กซ์ (SPORTMAX),ค็อคซิแนล (Coccinelle), แคมเปอร์ (Camper), เคนเนท โคล (Kenneth Cole), นิกซ์ (NYX), สเปอร์รี่ (Sperry), อเมริกัน อีเกิ้ล เอ้าท์ฟิตเตอร์ (American Eagle Out–fitters), โจส์ ยีนส์ (Joe’s Jeans), เคดส์ (Keds), เซี่ยงไฮ้ แทง (Shanghai Tang), โปร-เคดส์ (PRO-Keds), แม็กซ์ แอนด์ โค (MAX&Co.) และแบรนด์ล่าสุดในเครือที่เพิ่งนำเข้ามา คือ แม็กซ์ มาร่า (Max Mara) แฟชั่นชั้นนำจากประเทศอิตาลี


ที่มีมูลค่าการลงทุนรวมกันกว่า 1,000 ล้านบาทกับเป้าหมายยอดขายในปีนี้เพิ่มขึ้นกว่า 40% หรือกว่า 1,400 ล้านบาท วันนี้ “กลุ่มบริษัทแปซิฟิกา” เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆอย่างเข้มแข็งและมั่นคง ในตลาดกลุ่มธุรกิจสินค้าแฟชั่น จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงด้วยการปรับระบบการบริหาร รวบบริษัทในเครือย่อยทั้งสี่บริษัท ประกอบด้วย บริษัท แปซิฟิกา เอเลเมนท์ จำกัด, บริษัท จีโอ รีเทล จำกัด, บริษัท แปซิฟิกาไลฟ์สไตล์ จำกัด และบริษัท แปซิฟิกา แม็กซ์ จำกัด เข้ารวมกันอยู่ภายใต้นามกลุ่มบริษัท แปซิฟิกา

พร้อมตั้งกลยุทธ์สร้างหลังบ้านให้แกร่งด้วยการมุ่งพัฒนาระบบบริการลูกค้าสัมพันธ์เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างประเทศได้อย่างตรงจุด ตรงใจมากขึ้น รวมทั้งการเร่งขยายสาขากลุ่ม แมส แบรนด์ ได้แก่ อเมริกัน อีเกิ้ล เอ้าท์-ฟิตเตอร์ แบรนด์ยีนส์ยอดนิยมอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา และนิกซ์ แบรนด์เครื่องสำอางยอดฮิตจากอเมริกา



นายโอภาส เลวิจันทร์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท แปซิฟิกา กล่าวว่า ในปีนี้มีแผนที่จะขยายสาขาให้ครอบคลุมหัวเมืองใหญ่ โดยเริ่มจาก อเมริกัน อีเกิ้ล เอ้าท์ฟิตเตอร์ ปัจจุบันมี 5 สาขา คาดว่าจะขยายสาขาเพิ่มเป็น 15-20 สาขา ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยล่าสุดเปิดสาขาใหม่ที่แฟชั่น ไอส์แลนด์ และกำลังจะเปิดอีกสาขาที่เทอร์มินอล 21 ในช่วงปลายปีนี้

ในขณะที่แบรนด์เครื่องสำอางนิกซ์ นับเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ในบริษัทที่มีอัตราการเติบโตของยอดขายสูงเป็นอันดับต้นๆ โดยเติบโตขึ้นเป็น 2 เท่าของทุกปี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 16 สาขา และตั้งเป้าที่จะขยายเพิ่มอีก 12 สาขา ภายในปลายปีหน้า ดังนั้นจึงเน้นการจัดอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจในแบรนด์ เพราะพนักงานเป็นกลไกหลักในการเข้าถึงลูกค้า เพราะการสร้างเฟิร์สอิมเพรสชั่นเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่างเช่น พนักงานขายที่ประจำร้านนิกซ์จะต้องมีความรู้เรื่องการเมกอัพอย่างละเอียด เพื่อสามารถแนะนำลูกค้าที่ไม่เคยแต่งหน้าให้สามารถใช้เครื่องสำอางเป็น



นอกจากนี้ การบริการหลังการขายก็เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของบริษัท อย่างแบรนด์โค้ช มีเซอร์วิสด้านการดูแลรักษากระเป๋า และพนักงานก็สามารถให้คำแนะนำกับลูกค้าได้ ซึ่งบริการต่างๆเหล่านี้จะทำให้ลูกค้าได้มีประสบการณ์ตรงกับแบรนด์ ทั้งบรรยากาศ กลิ่น แสง การตกแต่งของร้าน และบริการที่ดีเสมือนการสร้างรอยัลตี้ ทำให้รู้สึกว่าเป็นแบรนด์ที่ใช้สำหรับตนเอง

สำหรับ ไอคอน (IKON) ร้านมัลติแบรนด์ที่รวบรวมสินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ของกลุ่มบริษัท แปซิฟิกา อาทิ แคมเปอร์, เคดส์, สเปอร์รี่ ฯลฯ ซึ่งหลังจากเปิดมาได้ 2 ปี ก็มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสที่ผ่านมา ร้านไอคอนสามารถทำรายได้สูงถึง 10 ล้านบาท เนื่องจากร้านดังกล่าวสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าแฟชั่นหลายๆแบรนด์ได้ภายในร้านเดียว ซึ่งปัจจุบันนี้มีทั้งหมด 5 สาขา และกำลังจะเปิดสาขาใหม่เพิ่มที่ศูนย์การค้า ZPELL ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต โดยแต่ละสาขาจะมีการจัดจำหน่ายสินค้าที่แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ อย่างไรก็ตาม การจะขยายสาขาได้นั้นต้องคำนึงถึงสถานที่และขนาดพื้นที่ซึ่งแต่ละสาขาจะใช้พื้นที่ประมาณ 70-160 ตารางเมตร และคาดการณ์ว่าจะขยายสาขาไปตามเมืองท่องเที่ยวหลัก อาทิ เมืองพัทยา เป็นต้น

นับเป็นอีกความท้าทายในการบริหารกลุ่มบริษัท แปซิฟิกา ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งบนเส้นทางธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ แบรนด์ดังระดับโลก!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

ฉลอง50ปี หอการค้าฝรั่งเศส-ไทย จัดเวิร์กช็อปกระตุกต่อมนักช็อป “บงชูร์ ฟรองซ์”

Published July 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 9 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/658237

 

ครบรอบ 50 ปี หอการค้าฝรั่งเศส-ไทยทั้งที มร.อเล็กซอง ดูปอง ประธานหอการค้าฝรั่งเศส-ไทยคนใหม่ เตรียมจัดงาน “บงชูร์ ฟรองซ์” (Bonjour France) มหกรรมสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นครั้งแรกของเมืองไทยในรอบ 5 ทศวรรษ เรียกน้ำย่อยและเพื่อให้ขาช็อปได้เตรียมความพร้อมวอร์มความฟิตก่อนช็อปจริงจึงได้เปิดทำเนียบเอก-อัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา

พร้อมโชว์สินค้าไฮไลต์เปิดเวิร์กช็อปในงานส่งเสริมการค้าระหว่างสองประเทศที่มีความสัมพันธ์กันมายาวนานก่อนจะเริ่มงานจริงในวันที่ 14-17 ก.ค.นี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์


มร.อเล็กซอง ดูปอง ประธานกรรมการบริหารหอการค้าฝรั่งเศส-ไทย กล่าวว่า “งานบงชูร์ ฟรองซ์” เป็นงานแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปี ของหอการค้าฝรั่งเศส-ไทย นอกเหนือจากอาหารและไวน์ อยากให้คนไทยได้มีโอกาสสัมผัสวัฒนธรรมฝรั่งเศสในอีกหนึ่งมุมมองผ่านงานศิลปะงานดีไซน์ต่างๆ งานนี้ยังเป็นโอกาสให้นักออกแบบดีไซเนอร์ชาวไทยได้เห็นถึงการทำงานของแบรนด์ฝรั่งเศสว่าทำไมสินค้าฝรั่งเศสถึงได้รับการยอมรับและความนิยมจากทั่วโลก ซึ่งคนไทยมีศักยภาพและมีความสามารถด้านงานศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยได้อย่างสวยงามอยู่แล้ว หวังว่างานครั้งนี้จะสามารถส่งต่อความรู้เพื่อพัฒนาต่อยอดธุรกิจได้

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีโซนอาหารและไวน์, โซนการท่องเที่ยว, การจัดหางานและการลงทุนในประเทศฝรั่งเศส รวมถึงมีโซนการศึกษา สำหรับแนะนำน้องๆ หรือผู้ปกครองที่อยากจะส่งลูกให้ไปเรียนที่ฝรั่งเศสรวมทั้งหมดกว่า 50 บูธ




ไฮไลต์แบรนด์ดังที่นำมาโชว์ในครั้งนี้ เริ่มต้นก็ตื่นเต้นกับ Fermob (แฟร์ม็อบ) แบรนด์เฟอร์นิเจอร์กลางแจ้งในตำนานชื่อดังของโลก สัญชาติฝรั่งเศส โดย “ฐิติยา มาแสง”ตัวแทนจากแฟร์ม็อบ เผยว่า เก้าอี้แฟร์ม็อบก่อกำเนิดขึ้นพร้อมกับหอไอเฟล เมื่อกว่า 125 ปีก่อน และยังได้รับเลือกให้เป็นเก้าอี้ที่ใช้ในสวนสาธารณะต่างๆ ทั่วประเทศฝรั่งเศส เช่น สวนลุกซ็องบูร์ สวนสาธารณะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในกรุงปารีส ถือว่าเป็นเก้าอี้ที่มีจุดเด่นที่ดีไซน์มีเอกลักษณ์ แต่คงความคลาสสิกและโดดเด่นด้วยสีคัลเลอร์ฟูลที่มีให้เลือกถึง 23 เฉดสี ส่วนวัสดุทำจากเหล็กเคลือบสีชนิดพิเศษสามารถทนแดดทนฝนได้เป็นอย่างดี



ส่วน “พัชรวรรณ บุญนำทรัพย์” บอสใหญ่แห่งปิคคาอินเตอร์ ผู้ได้ลิขสิทธิ์ในการผลิตและออกแบบจากแบรนด์ดังอย่าง UNGARO (อุงกาโร) และ Louis Feraud (หลุยส์ เฟโร) แห่งเดียวในเอเชียได้พาเข้าสู่โลกแฟชั่น กล่าวว่า ด้วยความประณีตในการตัดเย็บและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยมีความทันสมัยทำให้แบรนด์แม่จากฝรั่งเศสไว้วางใจให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก โดยตอนนี้ได้ใช้นวัตกรรมล่าสุด คือ การเย็บแบบ “อุลาคีรี” เป็นเทคนิคการเก็บปมด้านหลังให้เป็นลวดลายที่สวยงาม และการใช้เทคนิคทอผ้าแบบ 300/3 ทำให้ผ้ามีความบางเหมือนเส้นไหมใส่สบายไม่ระคายเคืองผิว และระบายความร้อนได้ดี ส่วนเทรนด์สุภาพบุรุษที่กำลังนิยมในฝรั่งเศส เน้นสีสันสดใสอย่างโทนสีพาสเทล โดยสามารถมิกซ์แอนด์แมตซ์เสื้อสีเข้มๆ กับกางเกงสี ชมพู ฟ้า ส้ม เป็นต้น และเทรนด์เสื้อคู่ คุณพ่อกับลูกชายกำลังมาแรงเช่นกัน



จากนั้นต่อด้วยโลกแห่งศิลป์ที่สะท้อนวัฒนธรรมฝรั่งเศสอันทรงคุณค่าผ่านงานศิลปะ จาก HHK บริษัทนำเข้าผลิตภัณฑ์สีน้ำ สีน้ำมัน อุปกรณ์ศิลปะจากแบรนด์ชั้นนำของฝรั่งเศสโดย “ประพัฒน์ จิรสิริธรรม” เผยว่า แบรนด์สี Lefrance&Bourgeois มีต้นกำเนิดมากว่า 300 ปี โดดเด่นเรื่องความสดของสี แม้กาลเวลาจะผ่านไป ซึ่งจิตรกรเอกของโลกอย่าง “แวนโก๊ะ” ได้นำไปใช้รังสรรค์ผลงานมากมายส่วนกระดาษจากแบรนด์ canson มีมาตั้งแต่ 400 กว่าปี โดยจุดเด่นคือ การเคลือบเจลาตินบนผิวกระดาษทำให้เมื่อลงสีสีจะไม่ซึมเข้าเนื้อกระดาษ และยังป้องกันไม่ให้เชื้อรา หรือจุดเหลืองไม่ให้ขึ้นบนกระดาษ

จากนั้นดับกระหายกับโซนเครื่องดื่มแสนคลาสสิก อย่าง “กาแฟ” กับ Café Richard (คาเฟ่ ริชาร์ด) ผู้ผลิตเมล็ดกาแฟชื่อดังก้องโลกสัญชาติฝรั่งเศส โดย “พัชรลักษณ์ พึ่งสุริยวงษ์” บาริสต้ามือ 1 ของร้าน มาสาธิตการทำลาเต้อาร์ตเป็นรูป “หอไอเฟล” และเผยถึงการดื่มกาแฟที่ถูกต้องว่า กาแฟที่ชาวยุโรปดื่มนั้นเป็นพันธุ์ “อาราบิก้า” มีสารคาเฟอีกน้อยกว่าพันธุ์ “โรบัสต้า” และให้รสชาติที่ละมุนมีความมันและรสหวานปลายลิ้น

นี่เป็นแค่ตัวอย่างคร่าวๆ พอหอมปากหอมคอที่คนไทยจะได้เจอในงาน “บงชูร์ ฟรองซ์” มหกรรมสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ฝรั่งเศสครั้งแรกในเมืองไทยที่หลายๆ คนรอคอยกัน!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ฉลองครบรอบ 1 ปี “ดิ เอ็มดิสทริค”

Published June 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 25 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/646147

 

หลังจากเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในการสร้างย่านการค้าระดับโลกขึ้นมาอีกหนึ่งแห่งและเติมเต็มให้ถนนสุขุมวิทเป็นถนนแห่งการช็อปปิ้งที่สมบูรณ์แบบเพื่อดึงลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้ามาใช้บริการอย่างคับคั่งและเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่สำคัญแห่งหนึ่ง


มาถึงวันนี้ “ดิ เอ็มดิสทริค” ได้เปิดบริการมาแล้ว 1 ปี กับสีสันของศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรี่ยม และศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์ มูลค่าการลงทุนถึงกว่า 20,000 ล้านบาท ที่ผนึกกำลังกันเป็นส่วนหนึ่งของย่านการค้าระดับโลก ที่ประกอบไปด้วยศูนย์ การค้า ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ร้านอาหารตลอดไปจนถึงอาคารสำนักงาน จนถึงปัจจุบันมีลูกค้าไหลเวียนเข้าไปใช้บริการเฉลี่ยถึงวันละ 100,000 คน ได้จัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ นับว่าเป็นอีเวนต์แห่งการเซลแห่งศตวรรษ

นายมนาเทศ อันนวัฒน์ รองกรรม การผู้จัดการ ดิ เอ็มโพเรี่ยม กรุ๊ป กล่าวว่า นับตั้งแต่การเปิดตัวที่ผ่านมาได้มีการสร้างปรากฏการณ์สีสันและความแปลกใหม่ตื่นตาตื่นใจให้กับวงการธุรกิจค้าปลีก และการฉลองครบรอบ 1 ปี ได้จับมือกับแบรนด์ชั้นนำภายในศูนย์การค้าทั้งหมดลดสูงสุดถึง 80% พร้อมรับเงินคืนสูงสุด 50% และรับของรางวัลต่างๆ มูลค่ารวมกว่า 40 ล้านบาท กับงาน The Em District Sale of the century


“เราใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 50 ล้านบาท สำหรับกิจกรรมยิ่งใหญ่นี้แบ่งเป็นของรางวัล 40 ล้านบาทและค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในและต่างประเทศ เพื่อสร้างปรากฏการณ์ที่คนทั้งโลกต้องจับตามอง รวมถึงการมอบสิทธิประโยชน์ให้ลูกค้าที่ให้การสนับสนุน ดิ เอ็มดิสทริค ด้วยสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่าคู่แข่งอื่นๆ หากจะใช้จำนวนเงินเท่ากันเพื่อการช็อปปิ้ง”

ขณะที่ปัจจุบันไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคดิจิตอล ก็ได้สนองตอบด้วยการนำนวัตกรรมของศูนย์การค้ากับเทคโนโลยี Augmented Reality หรือ AR มามอบความแปลกใหม่ สร้างถุงช็อปปิ้งเป็นถุงมีชีวิต เพียงแค่ลูกค้าดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น The Em District AR ทั้งระบบไอโฟนและแอนดรอยด์ แล้วนำอุปกรณ์สมาร์ทโฟนทั้งหลายมาส่องที่ถุงช็อปปิ้งก็จะพบกับบรรดาไดโนเสาร์ที่ออกมาทักทาย พร้อมกับคุณสมบัติการถ่ายภาพและแชร์ไปยังโซเชียล มีเดียได้ง่ายๆ


นายมนาเทศ กล่าวว่า ถุงช็อปปิ้งดังกล่าวจะถูกนำไปใช้กับศูนย์การค้าในเครือเดอะ มอลล์กรุ๊ป ทั้ง 8 สาขา นับเป็นการตอบแทนลูกค้า เพราะการให้สิทธิ พิเศษกับลูกค้าที่ถ่ายภาพพร้อมแชร์ไปในโซเชียลมีเดียนั้น เป็นการให้โดยไม่ผูกกับยอดขายใดๆ และลูกค้าที่นำภาพถ่ายดังกล่าวมาแสดงที่จุดบริการลูกค้าจะได้รับส่วนลด 50% สำหรับการเข้าชมไดโนซอร์แพลนเน็ต 1 ใบทันที

จากผลสำรวจผู้บริโภคที่ผ่านๆมาพบว่า ผู้บริโภคในยุคสังคมดิจิตอลมักจะหาข้อมูลของสินค้าและโปรโมชั่นก่อนการตัดสินใจซื้อ จึงเน้นย้ำเรื่องการมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าเป็นอันดับต้นๆ โดยการจัดครั้งนี้ทุกยอดการใช้จ่ายรับบัตรกำนัลเงินสดคืนสูงสุดถึง 60,000 บาท และช็อปครบ 2,000 บาท ลุ้นรับรถยนต์หรูเล็กซัส RX 200T มูลค่ากว่า 4 ล้านบาทอีกด้วย


นอกจากนี้ ยังได้จัดงาน 1st Anniversary Dining Extraordinaire ด้วยการมอบสิทธิทานฟรีจานพิเศษกว่า 2,000 จาน จากร้านอาหารชั้นนำที่ร่วมรายการ ทั้งศูนย์การค้า ดิ เอ็มดิสทริค พร้อมกับส่วนลดมากมาย จนถึงวันที่ 26 มิ.ย.นี้

“เรามั่นใจว่าการเฉลิมฉลองครบรอบ 1 ปีนี้ จะมีลูกค้า เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นและสร้าง ยอดขายกว่า 800 ล้านบาท มั่นใจว่ายอดขายเพิ่มเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน เนื่องจาก ดิ เอ็มดิสทริค เปิดให้บริการครบเกือบ 100% เป็นที่รู้จักของนักช็อปและนักท่องเที่ยวทั่วโลก มีลูกค้าต่างชาติกำลังซื้อสูงมาเป็นลูกค้าประจำมากขึ้น ซึ่งสัดส่วนลูกค้าชาวไทยกับต่างชาติมีถึง 60:40”

ตลอดช่วงการเฉลิมฉลองจนถึงสิ้นเดือน ก.ค.นี้ กับบรรยากาศพิเศษในย่านการค้าระดับโลกนี้จะถูกออกแบบมาสำหรับ เพื่อเป็นของขวัญให้กับลูกค้าคนพิเศษเฉพาะ รวมไปถึงการเสริมสร้างสีสันให้กับธุรกิจช็อปปิ้งบนถนนสุขุมวิทให้มีความคึกคักมากยิ่งขึ้น!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

“เซ็นเจมส์” เลือดใหม่ กับธุรกิจแฟชั่นจับต้องได้

Published June 22, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 11 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/635935

 

แบรนด์ ST.James & Trend เป็นแบรนด์ชั้นนำด้านรองเท้ากับกระเป๋าชื่อดังของคนไทย กับธุรกิจที่เริ่มต้นจากช่างตัดรองเท้าสำหรับสุภาพบุรุษ ที่มีฝีมือจนลูกค้าติดใจกับการตัดเย็บรองเท้าที่สวมใส่สบาย ก่อนขยับขยายมาผลิตรองเท้าสำหรับสุภาพสตรีและกระเป๋า จนกลายเป็นแบรนด์แฟชั่นเก่าแก่แบรนด์หนึ่งของคนไทยในปัจจุบัน

“ณรงค์–เดือนรุ่ง ไพรัชเวทย์” ผู้บุกเบิก บริษัท เลเธอร์ แกลเลอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องหนังสตรีภายใต้ชื่อ ST.JAMES& TREND นับว่าเป็นรุ่นแรกในการขยายกิจการรองเท้าและกระเป๋าเข้าสู่โลกแฟชั่น ได้เริ่มสร้างแบรนด์ St.James& Trend ในยุคสมัยของการเริ่มต้นจากผู้เป็นพ่อ ที่เป็นช่างรองเท้าฝีมือดีและขยายการลงทุนด้านช่องทางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า และในช็อปร้านค้า จวบจนปัจจุบันมีมากกว่า 100 สาขา ทั่วประเทศ รวมถึงส่งออกไปตลาดต่างประเทศ



ในยุคสมัยของรุ่นคนต่อรุ่นคน กับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันก็หนีไม่พ้นการนำความสด ใหม่ นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งกลุ่มแบรนด์นี้ก็ได้มีการผลัดใบให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ในยุค “เจนเอ็กซ์” โดยบุตรีทั้งสองคนคือ “นันท์ชนก–ณัฐพร ไพรัชเวทย์” ที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ กับภาระต่อยอดธุรกิจของบริษัท ด้วยการสร้างความเป็นอินเตอร์มากขึ้น รูปแบบสินค้ามีสีสัน ดีไซน์แปลกใหม่ เพื่อความคึกคักและสดใส แต่ยังคงรักษา “คอร์แวลู” ของแบรนด์ที่เคยสร้างมาและประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนานคือคุณภาพ ฟังก์ชั่น การใช้สอย การดีไซน์ และความคุ้มค่าของผลิตภัณฑ์

“ณัฐพร ไพรัชเวทย์” ผู้อำนวยการฝ่ายดีไซน์และการสร้างสรรค์ ที่มีดีกรีพ่วงท้ายปริญญาโท สาขาสถาปัตยกรรม จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เมื่อปีก่อนได้นำองค์ความรู้ที่ได้ศึกษาพร้อมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ของการสร้างโมเดลของสถาปัตยกรรมคือ 3D-Print หรือเครื่องพิมพ์ 3 มิติ มาใช้ในการออกแบบรองเท้า เพราะโมเดลนี้หลอมละลายใยพลาสติกเพื่อขึ้นรูปโมเดลให้เป็นชิ้นเดียวทำให้โมเดลมีความเนี้ยบและแข็งแรงขึ้น


“ณัฐพร” เล่าว่า จากการที่ตนจบทางสถาปัตย์มาจึงได้นำนวัตกรรมทางด้านนี้เข้ามาช่วยในการดีไซน์ ด้วยการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้โดยการเย็บรองเท้าให้เป็นชิ้นเดียวด้วยมืออย่างประณีตเรียกว่า One Sole ทำให้มีความคงทนตลอดอายุการใช้งาน ขณะที่ส้นสูงถึง 4 นิ้วแต่การสวมใส่ ไม่มีความรู้สึกเมื่อยล้าแต่อย่างใด โดยเฉพาะในยุคนี้ ที่ต้องเดินมากขึ้น และแต่การใช้บริการขนส่งสาธารณะ รองเท้าทุกคู่ที่ผ่านการทดลองจากการใช้จริงของผู้บริหารก่อนจะวางตลาด

ส่วนกระเป๋าจะเน้นประโยชน์การใช้สอย ความสวยงาม มีดีไซน์เน้นคุณภาพ โดยคอลเลกชั่น Bake With Love กระเป๋ามินิหนังลูกวัวแท้เกรดเอ พร้อมโลโก้แบรนด์ที่ออกแบบใหม่ สำหรับคอลเลกชั่นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากขนมหวานที่ทั้งหอมและหวานที่ทำมาจากความรัก การออกแบบมาให้เหมาะสมกับการใช้งานในทุกๆเทศกาล และขยายกลุ่มเป้าหมายให้มีความหลากหลายตั้งแต่วัยรุ่นขึ้นไป


“ขณะที่ช็อปในศูนย์การค้าก็เริ่มปรับโฉมด้วยการออกแบบด้วยการนำนวัตกรรมทางสถาปัตย์เข้ามาช่วยสร้างสีสันบรรยากาศ ไม่ว่าจะเป็นช็อปในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ชลบุรี, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน”

ส่วนผู้บริหารอีกคนหนึ่งคือ “นันท์ชนก ไพรัช-เวทย์” ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด ที่สำเร็จปริญญาโทจากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาตรี สาขาไฟแนนซ์ และอินชัวรันส์ จากมหาวิทยาลัยนอร์ธอีสเทิร์น สหรัฐอเมริกา เป็นผู้เล็งเห็นการสร้างแบรนด์ St.James& Trend อย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มคอลเลกชั่นต่างๆ ให้กับผู้บริโภคและครอบคลุมไปถึงการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น ทั้งการจำหน่ายในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์

“จากฐานลูกค้าที่มีอยู่อย่างยาวนานกว่า 33 ปี ยืนยันว่าจะทำฐานลูกค้าให้มีความมั่นคงและแข็งแรงขึ้นไปกับแฟชั่นสำหรับผู้บริโภคที่ประยุกต์ตลอดเวลา นั่นหมายถึงการผลิตกระเป๋าและรองเท้าที่เพียบพร้อมไปด้วยแฟชั่นและการมีสุขภาพดีเมื่อสวมใส่ ST.James & Trend”


ด้วยความจริงใจและมุ่งมั่นในการผลิตสินค้าแฟชั่นแบรนด์ดังที่มีประวัติความเป็นมาและอยู่ภายใต้การบริหารของคนรุ่นใหม่ยุคที่ 2 ที่นำแนวคิดของประโยชน์ใช้สอยของผลิตภัณฑ์ การดีไซน์ การเน้นการรักษาสุขภาพและการใช้งานของผู้บริโภคอย่างคุ้มค่าเป็นหลัก

จะนำพาธุรกิจในครอบครัวเข้าสู่ยุคใหม่และเติบโตไปในอนาคตอย่างมั่นคงและแข็งแรง!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

“ซีพีเอ็น” จุดประกาย นักธุรกิจไทยบุก “เออีซี”

Published May 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/626651

โดย วานิชหนุ่ม 28 พ.ค. 2559 05:01

 

หากกล่าวคำว่า “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือ ASEAN Economics Community (เออีซี) คงไม่มีใครไม่รู้จักคำคำนี้เป็นแน่ เพราะประเทศไทยเราก่อนเป็น 1 ในสมาชิกด้วย ซึ่งก็มีหลายๆฝ่ายต่างก็ให้ความสนใจและมองหาโอกาสในการรวมกันเป็นเออีซีของ 10 ประเทศในแถบอาเซียน

แน่นอนก็มีหลายธุรกิจมองเห็นโอกาสของเออีซี หนึ่งในนั้นคือบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น เห็นได้จากการจัดงานในช่วงหลังๆจะเน้นนำความรู้จากกูรูด้านเออีซีมาแชร์ความคิดให้นักธุรกิจสายเลือดใหม่ได้กระตุ้นต่อมความสร้างสรรค์ และเกิดเป็นธุรกิจใหม่ๆที่มีความน่าสนใจ

นายปรีชา เอกคุณากูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าล่าสุดบริษัทได้นำทัพมาสเตอร์แฟรนไชส์แบรนด์ดัง ที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ และกำลังจะเติบโตขยายสู่ตลาดเออีซี ร่วมกับบริษัทในอนาคต ไปบุกพบนักธุรกิจภาคใต้ ในงาน “เปิดประตูสู่ธุรกิจ พิชิตความสำเร็จ…กับเซ็นทรัลพัฒนา” เพื่อจุดประกายขยายธุรกิจให้เติบโตรับเออีซี

ทั้งนี้ การจัดงานได้เสร็จสิ้นไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากทัพธุรกิจภาคใต้ โดยการจัดงานนี้มีเป้าหมายที่จะสนับสนุนร้านค้าที่ร่วมธุรกิจกับบริษัทผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ผลิตสินค้าโอทอป ให้ได้เติบโต ขยายสาขาไปตามศูนย์ฯของบริษัทที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และบริษัทยังมุ่งมั่นที่จะนำพาธุรกิจเหล่านี้ให้ออกไปเติบโตแข่งขันได้ในตลาดระดับภูมิภาค ในยุคของเออีซีอีกด้วย

“เราทำธุรกิจไม่ได้เน้นแต่ผลกำไรสูงสุดเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกภาคส่วน ทั้งลูกค้า คู่ค้า และชุมชน ซึ่งบริษัทมีกิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของคู่ค้า และร้านค้าให้เติบโต ขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังตั้งเป้าในการช่วยเสริมศักยภาพของจังหวัดที่เราไปลงทุน สร้างงานในพื้นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว สนับสนุนกิจกรรมและสินค้าต่างๆของจังหวัดให้โดดเด่น เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจต่อไป”

ซึ่งในงานจะมีการนำธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจหลายแบรนด์ดัง อาทิ เจียงลูกชิ้นปลา, ทอม แอนด์ ทอม คอฟฟี่, ฮอกไกโดมิลค์, นายหัวโรตีชาชัก, ซูชิโทโร่, ไก่ย่างเกาหลีเกียวชอน, ไจแอนท์สควิด, น้ำผลไม้ปั่นสควิซ, ทามะยากินิคุ และอีกหลายแบรนด์ดัง ที่ได้เปิดร้านค้าและร่วมงานกับบริษัทจนประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังมีทีมที่ปรึกษาทางธุรกิจ มาให้ข้อมูล ให้คำปรึกษาเกี่ยว กับรูปแบบ และช่องทางการขายต่างๆ พร้อมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ให้กับผู้ที่สนใจเปิดร้านค้า ในศูนย์ฯของบริษัทอีกด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ ภายในงานยังจัดการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “แกะรอยความสำเร็จธุรกิจพันล้าน : ล้มได้ ลุกเป็น สำเร็จเร็ว” จากนักธุรกิจแถวหน้าของประเทศไทย มาเผยเคล็ดลับความสำเร็จและแชร์ประสบการณ์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

“งานนี้เรียกได้ว่า เป็นการรวมตัวกันครั้งยิ่งใหญ่ของเหล่านักธุรกิจชาวนครศรีธรรมราช ตั้งแต่รายย่อยไปจนถึงรายใหญ่ ถึงขั้นผู้ว่าราชการจังหวัดเอ่ยปากว่า เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ในการเปิดประตูสู่อนาคตที่เจริญรุ่งเรืองของนครศรีธรรมราชเลยทีเดียว ซึ่งโครงการนี้จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจในจังหวัดให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง มั่นใจว่าหลังจากปี 2559 เป็นต้นไป จะกลายเป็นยุคทองของนครศรีธรรมราชเลยทีเดียว”

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนเปิดโครงการ เซ็นทรัลพลาซา นครศรีธรรมราช ศูนย์การค้าแห่งที่ 30 ของบริษัทอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ก.ค.2559 นี้ โดยตัวโครงการจะเป็นไลฟ์สไตล์ช็อปปิ้งคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดของนครศรีธรรมราช โดยได้ลงทุนไปกว่า 3,500 ล้านบาท บนที่ดินขนาดใหญ่กว่า 50 ไร่ พื้นที่โครงการกว่า 125,000 ตารางเมตร ตอบโจทย์ด้วยสินค้าและบริการที่ทันสมัย คาดว่าจะสามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายทั้งชาวนครศรีธรรมราช และผู้ที่อยู่อาศัยในจังหวัดใกล้เคียงรวม 3 จังหวัด คือ ตรัง, พัทลุง และสงขลา มาใช้บริการได้แน่นอน

ก็ต้องมาดูกันว่าจากนี้ไปจังหวัดนครศรีธรรมราชจะเจริญก้าวหน้าอย่างไรบ้าง หลังจากบริษัทอย่างกลุ่มเซ็นทรัลได้เข้าไปปักหมุดลงทุน งานนี้คนนครฯ เตรียมเฮกันไว้เลยครับ!!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

สยามดิสคัฟเวอรี่ โฉมใหม่พร้อมแล้ว

Published May 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/623180

โดย วานิชหนุ่ม 21 พ.ค. 2559 05:01

 

สยามดิสคัฟเวอรี่ พร้อมแล้วที่จะเปิดประตูให้คนรุ่นใหม่หัวใจแรงได้เข้าสู่สนามประลองพลัง อำนาจแห่งความคิดสร้างสรรค์ ในวันที่ 28 พ.ค.2559 นี้เป็นต้นไป โดยจะเป็นไลฟ์สไตล์ สเปเชียลตี้สโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างเป็นปรากฏการณ์ใหม่บันทึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของวงการค้าปลีก

ด้วยการทุ่มทุนกว่า 4,000 ล้านบาท พร้อมกับการตอกย้ำชื่อเสียงของ “สยามพิวรรธน์” ในฐานะผู้ประกอบการที่นำความคิดสร้างสรรค์ที่ล้ำสมัยเข้ามาพัฒนาวงการค้า ปลีกในประเทศไทย เป็นอีกจุดหมายปลายทางที่เป็นสุดยอดของโลกที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกและนักช็อปปิ้งมีระดับขึ้นลิสต์เป็นอีกหนึ่งศูนย์ที่จะต้องมาเยือน

นายชาญชัย เชิดชูวงศ์ธนากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจค้าปลีก บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “สยามดิสคัฟเวอรี่” โฉมใหม่เป็นการเปิดตัวคอนเซปต์ค้าปลีก รูปแบบใหม่ ที่ไม่เคยมีมาก่อน ในรูปแบบไฮ–บริดรีเทลแห่งแรกของประเทศไทยกับเนื้อที่ 40,000 ตารางเมตร จะเป็น The Biggest Arena of Lifestyle Experiments ที่เปรียบเสมือนสนามทดลองพลังอำนาจแห่งความคิดสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์สุดตื่นเต้นเร้าใจ เชิญทุกคน “มาเล่นสนุกด้วยกัน” โดยทุกมิติของการนำเสนอ ถูกเนรมิตให้ “เข้าถึงใจ” ลูกค้ามากที่สุด

ผสมผสานหลากหลายกลุ่มสินค้าตามเรื่องราวและความสนใจเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ มีแบรนด์ระดับโลกมากกว่า 5,000 แบรนด์ ไฮไลต์ในหมวดหมู่สินค้าประเภทต่างๆ ดังนี้ สินค้าของใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ ร้าน O.D.S. (Object of Desire Store) มัลติแบรนด์โฮมเดคอเรทีฟสโตร์ ที่คัดสรรสินค้าตกแต่งบ้านและงานดีไซน์ที่โดดเด่น ผลงานจากนักออกแบบที่ได้รับรางวัลสำคัญด้านการออกแบบ, ร้านลอฟท์ (Loft) ไลฟ์สไตล์ช็อปชื่อดังจากญี่ปุ่นโฉมใหม่ล่าสุด เปิดตัวครั้งแรกในโลก, Barberford Noir บาร์เบอร์ไฮเอนด์สุดคลาสสิก นำเสนอบริการ grooming ที่ครบวงจรสำหรับคุณผู้ชายที่มีรสนิยม ภายใต้บรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

สินค้านำเทรนด์ที่ก้าวล้ำทุกกระแสโลก อาทิ แบรนด์ Issey Miyake เปิดแนวคิด World of Issey Miyake นอกประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในโลก, แบรนด์สินค้าตกแต่งบ้าน Hay, Tom Dixon และ Kartell เปิดคอนเซปต์สโตร์แห่งแรกและแห่งเดียวในไทย, Artist’s Design Products หรือสินค้าที่ดีไซน์จากผลงานการออกแบบของศิลปินระดับโลกอย่าง Yayoi Kusama และ Lisa Larson, ร้าน CAZH รวบ รวมสินค้าแฟชั่นแนวแคชชวล และสตรีท สไตล์หลายแบรนด์ยอดฮิต ทั้งอินเตอร์แบรนด์และแบรนด์ไทยดีไซเนอร์, Comme des Garcons แฟล็กชิปสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย และ Asian Designers Hub ครั้งแรกกับศูนย์รวมแบรนด์แฟชั่นเอเชียนดีไซเนอร์สุดฮอตในประเทศแถบเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Best of Tokyo Fashion อาทิ Yoshio Kubo, Factotum, Beautiful People, Dressed Undressed และ Discord by Yohji Yamamoto, และ Billboard Café ครั้งแรกในโลก

สินค้าและบริการนวัตกรรมล่าสุด อาทิ Alpha Runner สปอร์ตคอนเซปต์สโตร์ ที่นำเสนอประสบการณ์ใหม่ นำเทคโนโลยี Gait Analysis มาใช้เพื่อบริการเลือกรองเท้ากีฬา ที่เหมาะกับสรีระและการใช้งานของแต่ละคน, Dressing Room นวัตกรรมใหม่ของการบริการในธุรกิจค้าปลีก ที่สยามดิสคัฟเวอรี่คิดค้นขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์สุดล้ำในแบบส่วนตัว ด้วยบริการพิเศษ

สินค้าที่ผลิตสร้างสรรค์จากแนวคิดใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเพื่อความยั่งยืน อาทิ tokyobike สวรรค์ของนักปั่นที่จะเป็นคอมมูนิตี้กลางเมืองแห่งใหม่ล่าสุดของคนรักการปั่นจักรยาน, สตาร์-บัคส์คอฟฟี่ ที่พิเศษกว่าทุกสาขาที่เคยมีมา และ Aveda Salon โดยแบรนด์ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางออแกนิกคุณภาพระดับโลก

สินค้าในรูปแบบคอลลาโบเรชั่น และสินค้าแอ๊ปโซลูทสยาม ซึ่งเป็นสินค้า Absolute Siam ที่มีจำหน่ายเฉพาะที่สยามดิสคัฟเวอรี่ที่เดียวเท่านั้น อาทิ Toys Station ที่จะเปลี่ยนสยามดิสคัฟเวอรี่ให้กลายเป็นบ้านหลังที่สองของคนรักของเล่นและดีไซน์ทอยส์, คาเฟ่ดีไซน์ล้ำ Café Now by Propaganda เสิร์ฟอาหารอร่อยภายใต้บรรยากาศที่ออกแบบให้สนุกสนานในทุกครั้งที่มา, ร้าน Must Love Mac. คอนเซปต์สโตร์แห่งแรก คอม– มูนิตี้สำหรับคนรัก Mac และ Adidas คอนเซปต์สโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แนวคิด Inter active Store Concept ที่มาพร้อมสินค้า Absolute Siam ที่มีที่นี่เพียงแห่งเดียว

นอกจากนี้ สยามพิวรรธน์ยังเตรียมนำเสนอที่สุดแห่งปรากฏการณ์ใหม่ ของการรับประทานอาหาร ด้วยการผสมผสานร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันกับพื้นที่ค้าปลีกและพื้นที่กิจกรรมต่างๆ อย่างผสมกลมกลืน โดยได้จัดสรรพื้นที่มากกว่า 2,500 ตารางเมตร ครอบคลุมทั่วทั้งสยามดิสคัฟเวอรี่ให้เป็นพื้นที่สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม

สยามดิสคัฟเวอรี่–The Exploratorium พร้อมกับเตรียมงบจำนวน 300 ล้านบาท เพื่อจัดงานฉลองการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ กับอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ของประเทศไทย!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

%d bloggers like this: