ดูแลสุขภาพ

All posts tagged ดูแลสุขภาพ

หน้าอกของคุณกำลังหย่อนยานอยู่รึเปล่า?

Published September 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/234536

หย่อนคล้อย, คมชัดลึก, ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม, ลุงแจ่มดูแลสุขภาพ, ลุงแจ่มคมชัดลึก, เปิดซองส่องไทย, หน้าอก, ของ, คุณ, กำลัง, หย่อนยาน, อยู่, รึเปล่า, อกหย่อนคล้อย

การศึกษา-สาธารณสุข  : 22 ก.ค. 2559

หน้าอกของคุณกำลังหย่อนยานอยู่รึเปล่า?

ดูแลสุขภาพ : หน้าอกของคุณกำลังหย่อนยานอยู่รึเปล่า?

               “อกหย่อนคล้อย” เป็นสัญญาณที่มากับอายุที่เพิ่มมากขึ้น ที่สาวๆ ทุกคนต้องเผชิญเมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง เพราะเมื่อกาลเวลาผ่านไปสรีระรูปร่างตามส่วนต่างๆ ที่เคยเต่งตึงชูชันก็เริ่มหย่อนคล้อยลงตามแรงโน้มถ่วง ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่มีหน้าอกเล็ก หรือบางท่านที่ยังอายุไม่มากก็อาจจะเกิดปัญหานี้จากการให้นมบุตรได้เช่นกัน

เกี่ยวกับภาวะหน้าอกหย่อนคล้อยโดยคุณหมอได้อธิบายถึงวิธีการสังเกตและวิธีการแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “เต้านมหย่อนเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น โดยปัจจัยที่ส่งเสริมให้เต้านมหย่อนมากขึ้น ได้แก่ การลดน้ำหนักอย่างมาก การตั้งครรภ์ การให้นมบุตร หรือวัยหมดประจำเดือน เป็นต้น สำหรับการสังเกตว่าเต้านมเรานั้นเริ่มหย่อนแล้ว มีวิธีสังเกตดังนี้”

หน้าอกของคุณกำลังหย่อนยานอยู่รึเปล่า?

๐ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเต้านมเรานั้นเริ่มหย่อนแล้ว และหย่อนมากแค่ไหน?

มีวิธีสำรวจตัวเองง่ายๆ โดยปกติแล้วระดับของหัวนมทั่วไปจะอยู่สูงกว่าระดับของรอยพับใต้ราวนมเล็กน้อย หากระดับหัวนมเริ่มเคลื่อนลงมาอยู่ที่ระดับ IMF แสดงว่าหน้าอกเริ่มหย่อนแล้ว จัดเป็น (grade1)

ต่อมาถ้าระดับหัวนมเคลื่อนมาอยู่ต่ำกว่า IMF มากกว่า 3 เซนติเมตร แสดงว่าหย่อนระดับปานกลาง (grade2) สุดท้ายถ้าระดับหัวนมเคลื่อนลงมาจนถึงจุดต่ำสุดของเต้านม นั่นคือหย่อนมากๆ แล้ว (grade3)

๐ วิธีรับมือกับปัญหาหน้าอกหย่อนคล้อย

สำหรับผู้ที่เริ่มค้นพบว่ากำลังจะประสบปัญหานี้แนะนำให้ลองทำตามนี้

1.ควรหมั่นบริหารหน้าอกอยู่เสมอการออกกำลังกายยกเวทในท่ากระชับหน้าอกเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อหน้าอกได้ อีกทั้งยังช่วยให้เส้นยึดเต้านมกลับมาแข็งแรงขึ้น ซึ่งสังเกตได้จากการสัมผัสหน้าอกแล้วจะรู้สึกว่าหน้าอกแน่นกระชับขึ้น

2.สวมใส่บราอยู่เสมอและควรเลือกขนาดบราที่มีความพอเหมาะพอดีกับหน้าอก เพื่อที่หน้าอกจะได้ไม่แบกรับน้ำหนักมากเกินไป (ยกเว้นเวลานอน ที่สามารถถอดบาออกได้)

3.อย่าบ้าพลัง ลดน้ำหนักอย่างหักโหมเกินไป การลดน้ำหนักที่ดีควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่าหักโหมหรือเร่งรีบเกินไป จนลืมไปว่าหน้าอกก็เป็นส่วนที่มีก้อนไขมันรวมกันอยู่และยิ่งถ้าคุณลดไม่ถูกวิธี เน้นแต่จะรีดไขมันโดยไม่สร้างกล้ามเนื้อมาทดแทน ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะต่างจากที่คุณคิด อาจทำให้หน้าอกของคุณห้อยยานจนเสียความมั่นใจได้

หน้าอกของคุณกำลังหย่อนยานอยู่รึเปล่า?               4.เสริมสร้างด้วยอาหารที่มีประโยชน์เพราะอาหารเป็นสิ่งสำคัญ จึงควรบำรุงหน้าอกด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีโปรตีน เช่น ไข่แดง น้ำนมถั่วเหลือง และเลือกรับประทานแต่ไขมันดีๆ เช่น ไขมันจากปลา น้ำมันมะกอก เป็นต้น

5.เมื่อหมดหนทางก็ต้องพึ่งแพทย์ การผ่าตัดกระชับทรวงอก อาจเป็นอีกหนึ่งวิธีสำหรับผู้ที่ประสบปัญหานี้มายาวนานเกินกว่าที่จะพึ่งวิธีอื่นได้ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการผ่าตัดที่ทันสมัยมากขึ้น เช่น การส่องกล้องช่วยในการผ่าตัด ซึ่งทำให้เกิดแผลเพียงเล็กน้อย ซึ่งแพทย์จะผ่าตัดยกกระชับหน้าอกโดยการย้ายหัวนม / ลานนม และเนื้อเต้านมให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นเหมือนสมัยช่วงแรกแตกเนื้อสาวนั่นเอง และนี่ก็เป็นหนทางที่จะช่วยให้คุณสลัดปัญหาคาอกคาใจออกไปจากชีวิตคุณได้

นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล

แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง

และผู้บริหารศูนย์ศัลยกรรมความงาม

โรงพยาบาลบางมด

————–

หน้าอกของคุณกำลังหย่อนยานอยู่รึเปล่า?               รับโล่ประกันคุณภาพ – นพ.สมชาย ตระกูลโชคเสถียร จักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเลสิกและซูเปอร์ไซท์ รพ.กรุงเทพพัทยา รับโล่ประกาศเกียรติคุณการผ่าตัดรักษาสายตาสั้น ยาว เอียง ด้วยเทคโนโลยีซูเปอร์ไซท์ จาก ธีรพงษ์ บุญรอดชู กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาร์ลไซสส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี พญ.ณัฐธิชา ลอยชื่น แพทย์ช่วยบริการ รพ.กรุงเทพพัทยา ร่วมรับมอบ เมื่อเร็วๆ นี้

 

โรคมะเร็งรังไข่..ภัยร้ายในสตรี

Published September 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/234329

คมชัดลึก, ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม, ดูแลสุขภาพ, ลุงแจ่มดูแลสุขภาพ, ลุงแจ่มคมชัดลึก, เปิดซองส่องไทย, โรคมะเร็ง, รังไข่, ภัย, ร้าย, สตรี
คมชัดลึก, ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม, ดูแลสุขภาพ, ลุงแจ่มดูแลสุขภาพ, ลุงแจ่มคมชัดลึก, เปิดซองส่องไทย, โรคมะเร็ง, รังไข่, ภัย, ร้าย, สตรี

การศึกษา-สาธารณสุข  : 20 ก.ค. 2559

โรคมะเร็งรังไข่..ภัยร้ายในสตรี

ดูแลสุขภาพ : โรคมะเร็งรังไข่..ภัยร้ายในสตรี

               โรงพยาบาลวัฒโนสถให้ความสำคัญกับปัญหาสุขภาพภัยเงียบของผู้หญิงที่แอบซ่อนและต้องระวัง โดยเฉพาะโรคมะเร็งในสตรี เพราะมะเร็งเป็นเนื้องอกชนิดร้ายแรงเกิดขึ้นเองนั้นมีหลายปัจจัยที่ทำให้สารทางพันธุกรรมเกิดความผิดปกติ และบางส่วนสามารถถ่ายทอดสารทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ได้ มะเร็งสามารถเจริญเติบโต เพิ่มจำนวนเซลล์ เพิ่มขนาดได้เองอย่างรวดเร็ว โดยปราศจากการควบคุมจากเซลล์ปกติและไม่สามารถทำลายด้วยกลไกทางธรรมชาติ ทั้งยังสามารถลุกลามทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะที่ปกติ และสามารถกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ที่ใกล้เคียงและไกลจากอวัยวะเริ่มต้นทางหลอดเลือด ท่อน้ำเหลือง อีกทั้งยังสามารถผ่านไปยังสมองและระบบประสาทได้อีกด้วย

พญ.ดวงมณี ธนัพประภัศร์ สูตินรีแพทย์และมะเร็งนรีเวช โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวถึงความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมะเร็งไข่และการรับมือของการเกิดมะเร็งรังไข่เป็นมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีที่พบมากเป็นอันดับ 7 ของมะเร็งสตรีทั่วโลก และพบเป็นอันดับ 6 ของมะเร็งสตรีในประเทศไทย รองจากมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด มะเร็งตับ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในประเทศไทยพบผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 2,600 รายในปี 2556 และพบว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคมะเร็งรังไข่ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ต้องเสียชีวิตจากโรคนี้ ซึ่งในแต่ละวันจะพบสตรีไทยทั่วประเทศเสียชีวิตจากโรคมะเร็งรังไข่ประมาณ 4 ราย โดยผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ในระยะลุกลามแล้วเป็นส่วนใหญ่

และพบว่ามะเร็งรังไข่สามารถเป็นได้ทุกช่วงอายุตั้งแต่ 20-80 ปี โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 50-60 ปีโดยมะเร็งรังไข่สามารถเกิดขึ้นได้หลายปัจจัย โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และปัจจัยที่ทำให้เกิด มะเร็งรังไข่ ได้แก่สตรีที่ไม่เคยตั้งครรภ์ ไม่มีบุตร หรือมีบุตรยาก สตรีที่มีประจำเดือนเร็ว หรือหมดประจำเดือนช้ากว่าปกติ มีประวัติครอบครัว โดยเฉพาะญาติใกล้ชิด มารดา พี่สาวน้องสาว เป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือตรวจพบมีสารพันธุกรรมที่ผิดปกติสภาพแวดล้อม เช่น สารเคมี อาหาร

เนื่องจากพบว่าในประเทศอุตสาหกรรมจะมีผู้ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่มากกว่าประเทศเกษตรกรรมสตรีที่เคยเป็น หรือเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูกและมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่มากกว่าคนปกติและการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดนาน 5 ปีขึ้นไปพบว่าสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่ได้หากมีอาการท้องอืดเป็นประจำ อาหารไม่ย่อย ปวดท้องเรื้อรัง รับประทานยาลดกรดไม่ดีขึ้น มักมีอาการท้องโตกว่าปกติและคลำพบก้อน มีก้อนในท้องน้อยหรือปวดแน่นท้อง

และหากเป็นก้อนมะเร็งที่มีขนาดโตมากก้อนเนื้อนั้นจะไปกดกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ส่วนปลายจนทำให้ถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระลำบาก ตามด้วยอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ในระยะท้ายๆ ของโรคอาจมีน้ำในช่องท้องทำให้ท้องโตขึ้นกว่าเดิม ผอมแห้งและภาวะขาดอาหารร่วมด้วยควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจภายในมักจะคลำพบก้อนในท้อง หรือบริเวณท้องน้อยและการคลำพบก้อนรังไข่ได้ในสตรีวัยหมดประจำเดือนร้อยละ 30 มักเป็นมะเร็งของรังไข่ (เพราะตามปกติวัยหมดประจำเดือน รังไข่จะฝ่อและมีขนาดเล็กลง) หรือการตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound) ช่วยบอกได้ว่ามีก้อนหรือมีน้ำในช่องท้อง ในบางรายที่อ้วนหรือหน้าท้องหนามาก

การตรวจร่างกายตามปกติอาจตรวจได้ยากและไม่ชัดเจน ดังนั้นควรตรวจร่วมกับการตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงหรือแพทย์ก็จะมีการตรวจเลือดประกอบเพื่อช่วยในการวินิจฉัยและติดตามการรักษาผลควบคู่กันไป

สำหรับสุภาพสตรีที่มีอายุ 30-35 ปีขึ้นไป ควรมีการตรวจเช็กสุขภาพและตรวจภายในอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งร่วมกับการตรวจสุขภาพประจำปี สำหรับผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งควรตรวจห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมตามคำแนะนำของแพทย์ หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาสูตินรีแพทย์และมะเร็งนรีเวช โรงพยาบาลวัฒโนสถที่ Contract 1719

พญ.ดวงมณี ธนัพประภัศร์

สูตินรีแพทย์และมะเร็งนรีเวช

โรงพยาบาลวัฒโนสถ

———————–

ฟังบรรยาย – โรคกรดไหลย้อน (GERD) เป็นโรคที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร จึงไปซื้อยามารับประทานเอง ทำให้การรักษาไม่ตรงจุด หากละเลยไม่ทำการรักษาอาจทำให้เรื้อรังกลายเป็นโรคปอดอักเสบและมะเร็งหลอดอาหารได้ โรงพยาบาลไทยนครินทร์ จึงขอเรียนเชิญผู้สนใจเข้าร่วมฟังบรรยายเรื่อง รู้ป้องกัน รู้รักษา โรคกรดไหลย้อน โดย นพ.สิทธิยศ จันทรสาขา อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลไทยนครินทร์

ในโอกาสนี้ โรงพยาบาลไทยนครินทร์ใคร่ขอเรียนเชิญร่วมกิจกรรมดังกล่าวในวันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม เวลา 09.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 4 โรงพยาบาลไทยนครินทร์

 

เคล็ดลับสุขภาพดีเริ่มต้นง่ายๆ ในช่องปาก

Published September 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/234002

คมชัดลึก, สุขภาพช่องปาก, เปิดซองส่องไทย, ลุงแจ่มคมชัดลึก, ดูแลสุขภาพ, เคล็ดลับ, สุขภาพ, เริ่มต้น, ง่ายๆ, ช่องปาก, ในช่องปาก

การศึกษา-สาธารณสุข  : 18 ก.ค. 2559

เคล็ดลับสุขภาพดีเริ่มต้นง่ายๆ ในช่องปาก

ดูแลสุขภาพ : เคล็ดลับสุขภาพดีเริ่มต้นง่ายๆ ในช่องปาก

               สุขอนามัยในช่องปาก เรื่องใกล้ตัวแต่เป็นเรื่องที่หลายคนอาจละเลย และคิดว่าแค่การแปรงฟันอย่างเดียวก็เพียงพอแล้วในการทำความสะอาดช่องปาก เพราะสุขภาพช่องปากมีผลต่อสุขภาพร่างกาย เมื่อเราดูแลสุขภาพช่องปากได้ดี นอกจากจะช่วยเสริมความมั่นใจให้เราได้แล้วยังแถมทำให้สุขภาพในด้านอื่นๆ ก็ดีตามไปด้วย

ทพ.วิทยา ซื่อสัตย์ ให้คำแนะนำว่า การดูแลรักษาสุขภาพของช่องปากที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพเหงือกและฟันที่ดี สุขภาพฟันที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณดูดี และรู้สึกดี แต่มันยังช่วยทำให้คุณรับประทานอาหาร และพูดได้ดีขึ้นอีกด้วย สุขภาพช่องปากที่ดีจึงถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี การปกป้องดูแลสุขภาพฟันให้ดีอยู่ทุกวัน ซึ่งรวมถึงการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันที่ถูกวิธีนั้นจะช่วยป้องกันปัญหาก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจนลุกลามใหญ่โต อีกทั้งยังทำให้ไม่ต้องเผชิญความเจ็บปวด ความวิตกกังวล และใช้ค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการรักษาหลังเกิดปัญหาแล้ว

อีกหนึ่งปัญหาที่หลายคนพบเจอบ่อย ปัญหาเหงือกอักเสบและเลือดออก ซึ่งจะเกิดขึ้นตอนแปรงฟัน โรคเหงือกอักเสบนี้เกิดขึ้นจากการที่ฟันมีคราบเยอะมาก จนก่อให้เกิดเป็นคราบหินปูน ซึ่งจะอยู่ตามบริเวณฟันใกล้กับเหงือก และเมื่อมีมากขึ้นก็จะดันเหงือกทำให้เหงือกบวม อักเสบ เมื่อถูกกระทบด้วยการแปรงฟันจึงมีเลือดออก และธรรมชาติของคนเรานั้นเมื่อเลือดออก จึงเลี่ยงที่จะไม่แปรงต่อแต่เปลี่ยนไปแปรงฟันที่มุมอื่นแทน ซึ่งความเป็นจริงนั้นเราควรจะแปรงฟันในบริเวณที่เลือดออก เพราะเมื่อแปรงฟันสะอาดแล้วเลือดนั้นจะหยุดไปเอง และเชื่อหรือไม่ว่าในทางการแพทย์นั้น คนไข้ที่จะได้รับการผ่าตัดลิ้นหัวใจต้องใส่สเต็นท์ หรือคนไข้ที่จะผ่าตัดใส่ข้อเทียม หัวเข่า สะโพก คุณหมอจะให้คนไข้เหล่านี้ทำฟัน เพราะคราบหินปูนที่มีทั้งคราบด้วยนั้น สามารถเข้าสู่กระแสเลือดแล้ววิ่งไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดจนถึงขั้นเสียชีวิตได้”

เคล็ดลับสุขภาพดีเริ่มต้นง่ายๆ ในช่องปาก

นอกเหนือจากการไปพบทันตแพทย์เป็นประจำแล้ว ยังมีวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดการเกิดอาการฟันผุ โรคเหงือก และปัญหาทางทันตกรรมต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังต่อไปนี้

-แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ วันละสองเวลา

-รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ และจำกัดการรับประทานขนมขบเคี้ยวระหว่างมื้ออาหาร

-ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ เช่น ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์

-บ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ในกรณีที่ได้รับคำแนะนำจากทันตแพทย์

-ควบคุมดูแลให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี ดื่มน้ำที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ หรือรับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ในกรณีที่เด็กเหล่านั้นอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งฟลูออไรด์ธรรมชาติ

๐ การแปรงฟันที่ถูกวิธี

เอียงแปรงสีฟันให้ทำมุม 45 องศากับรอยต่อของฟันและเหงือก และแปรงหรือขยับขนแปรง โดยปัดออกจากรอยต่อของฟันและเหงือกแปรงทั้งด้านนอก ด้านใน และด้านคบเคี้ยวของฟัน โดยขยับแปรงไปมาในแนวนอนสั้นๆ อย่างเบามือ แปรงลิ้นเบาๆ เพื่อเป็นการกำจัดแบคทีเรีย และเพื่อลมหายใจที่สดชื่นมากขึ้น

๐ การใช้ไหมขัดฟันที่ถูกวิธี

-ใช้ไหมขัดฟันความยาวประมาณ 18 นิ้ว และพันรอบนิ้วกลางทั้งสองข้างจนเหลือเนื้อที่สำหรับใช้งานประมาณ 1-2 นิ้ว เคลื่อนไหมไปมาเบาๆ ตามซอกและส่วนโค้งของฟัน

-ทำความสะอาดจนแน่ใจว่าซอกและรอยต่อของเหงือกและฟันสะอาดดีแล้ว แต่ต้องระวังไม่ให้ไหมบาดเหงือก

สรุปว่าสุขอนามัยในช่องปากเกิดได้จากหลายๆ สาเหตุ เคล็ดลับสุขภาพในช่องปากเริ่มต้นจากฟันซี่แรกที่ต้องดูแลออย่างถูกวิธี ที่สำคัญทุกคนนั้นต้องให้ความสำคัญเรื่องของฟันและเหงือก หมั่นตรวจสุขภาพฟันสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ไม่มีปัญหาในช่องปากมารบกวนใจ

คลินิกทันตกรรมวัชรพล

—————

เคล็ดลับสุขภาพดีเริ่มต้นง่ายๆ ในช่องปาก

               แลกเปลี่ยนความรู้ – นพ.ชาตรี ดวงเนตร กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ-การแพทย์ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย มร.เจมส์ ที สแตนนาร์ด ผู้อำนวยการสถาบันออโธปิดิกส์รัฐมิสซูรี ร่วมลงนามความร่วมมือ “โครงการแลกเปลี่ยนความรู้และทักษะทางการแพทย์ด้านออโธปิดิกส์ ระหว่าง ศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กับสถาบันออโธปิดิกส์รัฐมิสซูรี มหาวิทยาลัยมิสซูรี ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมี พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่ม 1 และผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพ นพ.ตฤณ จารุมิลินท รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายแพทย์ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และ นพ.สุทร บวรรัตนเวช ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ ร่วมเป็นสักขีพยาน ที่ห้องทีรูม โรงพยาบาลกรุงเทพ เมื่อเร็วๆ นี้

 

ไขมันสะสมจนพอกตับ

Published September 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233927

คมชัดลึก, ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม, ลุงแจ่มคมชัดลึก, เปิดซองส่องไทย, ลุงแจ่มดูแลสุขภาพ, ไขมัน, สะสม, พอก, ตับ, ไขมันสะสมจนพอกตับ, คนดี ศรีอำนวยศิลป์

การศึกษา-สาธารณสุข  : 15 ก.ค. 2559

ไขมันสะสมจนพอกตับ

ดูแลสุขภาพ : ไขมันสะสมจนพอกตับ

               ไขมัน สารอาหารที่มีทั้งประโยชน์และโทษผ่านเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหาร ในคนที่รับประทานอาหารในสัดส่วนที่สมดุล ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายจะสามารถดูดซึมไขมันอย่างเหมาะสม สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ด้วยวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป นั่งโต๊ะทำงานมากขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ออกกำลังกายน้อยลง รับประทานขนมหวานและมันมากขึ้น ผักผลไม้น้อยลง เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาโรคอ้วนตามมาในที่สุด

ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยในช่วงอายุ 20-29 ปี เป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 7.5 ในขณะที่ช่วงอายุ 40-49 ปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 สำหรับภาวะอ้วนลงพุงจะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ภาวะไขมันสูงเหล่านี้นำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับในเวลาต่อมา

ไขมันพอกตับ (Nonalcoholic Fatty Liver Disease: NAFLD) หมายถึง ภาวะที่มีไขมันแทรกอยู่ในเนื้อตับ ในผู้ป่วยไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มแต่น้อย ไขมันจะทำให้เกิดอาการอักเสบและพังผืดในตับ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงเป็นตับแข็งได้ในเวลาต่อมา ภาวะนี้พบบ่อยในกลุ่มคนอ้วนและเบาหวาน นอกจากนี้โรคอื่นที่มักพบร่วมด้วย เช่น ไขมันในเลือดสูง การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วหรือขาดสารอาหารก็อาจทำให้ไขมันพอกตับได้เช่นกัน

ในระยะแรกผู้ป่วยอาจยังไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ อาจรู้สึกอ่อนเพลีย คลื่นไส้ ตึงบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา แต่สามารถพบภาวะนี้ได้จากการเจาะเลือดตรวจสุขภาพ และทำอัลตราซาวนด์บริเวณตับพบ ไขมันสะสมอยู่ในเนื้อตับ ต่อมาจึงเริ่มมีอาการอักเสบ หากไม่ปรับพฤติกรรมหรือดูแลอย่างถูกต้องจะกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง เกิดพังผืดในตับ เซลล์ตับเริ่มถูกทำลาย เมื่อเซลล์ตับจะถูกทำลายไปมาก ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติจะกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด

การตรวจวินิจฉัยทำได้โดยการอัลตราซาวนด์ตับ ตรวจเลือด เจาะตับ ซึ่งการตรวจเนื้อตับจะช่วยยืนยันการวินิจฉัยภาวะไขมันพอกตับ และบ่งชี้ถึงความรุนแรงของโรค ในกรณีที่พบลักษณะทางพยาธิวิทยามีไขมันแทรกอยู่เกินร้อยละ 5 หรือมีอาการอักเสบร่วมด้วย เนื้อตับมีพังผืดแทรกมากน้อยเพียงใด มีภาวะตับแข็งหรือไม่ และเป็นหลักฐานยืนยันการวินิจฉัยโรคกระตุ้นให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลตัวเอง

แนวทางการป้องกันและลดความเสี่ยงภาวะไขมันพอกตับสามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาทิ ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมกรณีมีน้ำหนักตัวมาก ออกกำลังกายแบบมีแรงต้านและกระทบกระแทกน้อยอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไขมันต่ำ กากใยสูง หากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ควรรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงยา อาหารเสริม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมั่นสังเกตตนเอง และตรวจสุขภาพประจำปี

นพ.อภิชาติ สุรเมธากุล

แพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินอาหาร

โรงพยาบาลไทยนครินทร์

——————

ไขมันสะสมจนพอกตับ

รางวัลเกียรติยศ – นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด รับรางวัลเชิดชูเกียรติ “คนดี ศรีอำนวยศิลป์” ในโอกาสครบรอบ 90 ปี การก่อตั้งโรงเรียนอำนวยศิลป์ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรตินักเรียนศิษย์เก่าอำนวยศิลป์ ที่ประสบความสำเร็จ สร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียน สังคม และประเทศชาติ ตลอดจนเป็นผู้ประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นที่ยอมรับในสายงานนั้นๆ ณ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอลเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ เมื่อเร็วๆ นี้

 

“ปัสสาวะเล็ด”ขณะไอจามปัญหาเล็กๆที่ไม่ควรมองข้าม

Published September 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233442

คมชัดลึก, ลุงแจ่มคมชัดลึก, ลุงแจ่มดูแลสุขภาพ, ดูแลสุขภาพ, ปัสสาวะ, เล็ด, ขณะ, จาม, ปัญหา, เล็ก, ที่, ไม่, ควร, มองข้าม, ปัสสาวะเล็ด

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 13 ก.ค. 2559

“ปัสสาวะเล็ด”ขณะไอจามปัญหาเล็กๆที่ไม่ควรมองข้าม

ดูแลสุขภาพ : ปัสสาวะเล็ดขณะไอจาม ปัญหาเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

               มีสตรีจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนจากการปัสสาวะเล็ดขณะไอจาม ถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต แต่ก็รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันไม่น้อย เพราะสร้างความเครียด กังวลและทำให้รู้สึกรำคาญ ต้องปลีกตัวจากสังคมและบ่อยครั้งไม่กล้าทำกิจกรรมอย่างการเล่นกีฬา หลายคนอาจจะมองว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ก็พอจะทนได้ แต่จริงๆ แล้วจากปัญหาเล็กๆ เหล่านี้อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ที่จะตามมาก็ได้

ปัสสาวะเล็ดขณะไอจามเป็นภาวะหนึ่งที่มีคุณผู้หญิงต้องประสบปัญหา สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ขึ้นก็คือ กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่คอยพยุงท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะหย่อนยาน หรือจะเรียกว่า มีอาการของหูรูดท่อปัสสาวะมีการเสื่อมสภาพก็ได้ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดสภาวะนี้ขึ้นก็มีหลากหลาย ทั้งการคลอดบุตร อายุที่มากขึ้น อ้วน มีเนื้องอกในช่องท้อง ภาวะไอเรื้อรัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นทำให้ท่อปัสสาวะเปิด เมื่อไอหรือจามจึงทำให้มีปัสสาวะเล็ดออกมาได้

เมื่อเรารู้สาเหตุแล้ว คำถามที่ตามมาก็คือ ปัสสาวะเล็ดขณะไอจามจะมีวิธีใดบ้างในการรักษาหรือแก้ไข สิ่งสำคัญประการแรกก็คือ เมื่อคุณเริ่มมีอาการปัสสาวะเล็ดขณะไอจามบ่อยมากขึ้น ให้คุณรีบมาปรึกษาแพทย์ ในเบื้องต้นแพทย์จะวินิจฉัยโดยการซักประวัติและตรวจร่างกายหรือตรวจภายในหรือส่งตรวจพิเศษ เพื่อยืนยันว่ามีภาวะนี้จริง แล้วจึงทำการรักษา ซึ่งการรักษาก็มีหลากหลายวิธี ตั้งแต่การแนะนำให้คนไข้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองด้วยการฝึกขมิบช่องคลอด ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดี แต่ถ้าคนไข้หยุดปฏิบัติ โอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกก็มีสูง

การปรับพฤติกรรมของคนไข้เอง ด้วยการลดน้ำหนัก รักษาอาการไอจามเรื้อรัง รักษาอาการท้องผูก ซึ่งวิธีการเหล่านี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง ถ้าคนไข้หมั่นปฏิบัติอาการจะดีขึ้นภายใน 3-6 เดือน ส่วนวิธีการที่คนไข้ไม่ต้องฝึกปฏิบัติเองก็จะมีวิธีการฉีดสารช่วยลดขนาดท่อปัสสาวะ โดยการฉีดสารบางชนิดบริเวณด้านนอกของท่อปัสสาวะจะช่วยให้ปัสสาวะเล็ดน้อยลงหรือไม่เล็ดเลย และหนึ่งวิธีเป็นวิธีสุดท้ายก็คือ การผ่าตัด ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี แต่เทคนิคใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในการนำมาใช้แก้ปัญหากระเพาะปัสสาวะหย่อนยานก็คือ เทคนิค Tension free Vaginal Tape (TVT ) ซึ่งเป็นการผ่าตัดเพื่อใส่แผ่นตาข่ายพิเศษพยุงท่อปัสสาวะเพื่อหยุดการรั่วซึมของน้ำปัสสาวะ เป็นวิธีที่ทันสมัยและปลอดภัยในการแก้ไขอาการปัสสาวะเล็ดขณะไอจาม เนื่องจากทำได้สะดวกรวดเร็ว ใช้เวลาผ่าตัดไม่นาน ประมาณ 30-40 นาที อีกทั้งแผลก็มีขนาดเล็กจึงฟื้นตัวเร็ว มีภาวะแทรกซ้อนน้อย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า อาการปัสสาวะเล็ดขณะไอจามอาจจะเป็นเรื่องเล็กที่คุณไม่ควรมองข้ามไปซะทีเดียว เพราะปล่อยไว้จนมีอาการรุนแรง แน่นอน ต้องทำให้การใช้ชีวิตประจำวันได้รับผลกระทบมากมาย แต่ปัญหานี้ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่จะต้องกังวล ถ้าหากคุณตัดสินใจที่จะเข้ามารับการรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการ แต่ถ้าปล่อยไว้นานอาจจะต้องถึงขั้นผ่าตัด ถึงแม้จะถึงขั้นนั้นจริงก็ไม่ต้องกังวล เพราะวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่สามารถที่จะตอบโจทย์การรักษาได้ครอบคลุมวิถีชีวิตของคนยุคใหม่นี้ได้มากขึ้น และการผ่าตัดก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากซับซ้อนและน่ากลัวอย่างที่คุณคิดอีกแล้ว

และไม่จำเป็นที่จะต้องลางานนานๆ เพื่อพักรักษาตัว หลังการผ่าตัดพักเพียง 1 วัน ก็สามารถกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้แล้ว คุณผู้หญิงที่รู้สึกรำคาญไม่ชอบความเหนอะหนะของจุดซ่อนเร้นก็ไม่ต้องกังวล คุณสามารถทำความสะอาดช่องคลอด และอาบน้ำได้ตามปกติ หลังผ่าตัด แต่ทางที่ดีที่สุดก็คือ การป้องกันไม่ให้เกิดโรคหรือมีอาการเหล่านี้ การควบคุมอาหาร วางแผนการมีบุตรอย่างเหมาะสม ฝึกขมิบช่องคลอดภายหลังคลอด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยป้องกันการเกิดปัสสาวะเล็ดขณะไอจามได้เป็นอย่างดี หากคุณทำได้เราก็แนะนำให้คุณปฏิบัติตามนี้ เพราะจะส่งผลดีในระยะยาวต่อตัวคุณเองแน่นอน

นพ.มฆวัน ธนะนันท์กูล

สูติ-นรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัด

ด้วยกล้องลาปาโรสโคปทางนรีเวช

และรักษาผู้ป่วยมีบุตรยาก

โรงพยาบาลสมิติเวช

——————

"ปัสสาวะเล็ด"ขณะไอจามปัญหาเล็กๆที่ไม่ควรมองข้าม               ให้ข้อมูล – รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ศ.(เกียรติคุณ) นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ หัวหน้าหน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวให้ข้อมูลถึงโรคติดเชื้ออุบัติใหม่รวมถึงองค์ความรู้ต่างๆ และประกาศเริ่มบริจาควัคซีนป้องกันโรคไอพีดีจำนวน 5,000 โดส ไปยังโรงพยาบาลที่มีแพทย์เฉพาะทางทั่วประเทศ ที่โรงแรมเดอะซายน์ พัทยา จ.ชลบุรี เมื่อเร็วๆ นี้

 

มะเร็งระบบโลหิต ไม่ ‘ร้าย’ อย่างที่คิด

Published September 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233268

ดูแลสุขภาพ, คมชัดลึก, ลุงแจ่มดูแลสุขภาพ, มะเร็ง, ระบบ, โลหิต, ไม่, ร้าย, อย่างที่, คิด, มะเร็งระบบโลหิต, อย่างที่คิด

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 11 ก.ค. 2559

มะเร็งระบบโลหิต ไม่ ‘ร้าย’ อย่างที่คิด

ดูแลสุขภาพ : มะเร็งระบบโลหิต ไม่ ‘ร้าย’ อย่างที่คิด

               มะเร็ง โรคร้ายที่หลายคนหวั่นกลัว แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ผสานประสบการณ์ของแพทย์ช่วยรักษาหรือควบคุมโรคร้าย ให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น เช่นเดียวกับโรคมะเร็งระบบโลหิต

ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการศูนย์โลหิตวิทยา โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคมะเร็งโลหิตวิทยา มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “โรคระบบโลหิตวิทยาเป็นกลุ่มโรคที่พบได้บ่อยทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันที่มีความรุนแรงและรักษาได้ยาก โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งไขกระดูกเอ็มเอ็ม เมื่อเทียบกับโรคมะเร็งทั่วไป เพราะระบบเลือดเป็นระบบที่สำคัญของร่างกายรองจากปอดและหัวใจ ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย” โรคทางระบบโลหิตวิทยา หมายถึง โรคหรือความผิดปกติของเม็ดเลือด ไขกระดูก ระบบ reticulo-endothelial ต่อมน้ำเหลืองและระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งปัจจัยของการแข็งตัวของเลือด แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ

กลุ่มโรคเลือดที่เป็นมะเร็ง (Hematologic Malignancy) ได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลูคีเมีย (Leukemia), มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma), มะเร็งไขกระดูกชนิดเอ็มเอ็ม (Multiple Myeloma)

กลุ่มโรคเลือดที่ไม่ใช่มะเร็ง (Blood Disorder) ได้แก่ โลหิตจาง (Anemia) ต่างๆ เช่น ธาลัสซีเมีย (Thalassemia), โรคไขกระดูกไม่ทำงาน (Aplastic Anemia) โรคเลือดออกผิดปกติ เช่น เกล็ดเลือดต่ำจากภาวะ (Autoimmune) และโรคฮีโมฟิเลีย กลุ่มโรคอื่นๆ ที่มีอาการทางเลือด เช่น ภาวะไตวายทำให้เกิดโลหิตจาง

พญ.นุชนันต์ อารีธรรมศิริกุล แพทย์ด้านโลหิตวิทยา โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า โรคมะเร็งไขกระดูกมัยอีโลมา (Multiple Myeloma) เป็นโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาที่พบได้ประมาณ 15% ของมะเร็งทางโลหิตวิทยาทั้งหมด อุบัติการณ์การเกิดโรค 4 ต่อ 100,000 คนต่อปี มักพบในผู้ป่วยสูงอายุที่มีอายุอยู่ในช่วง 60-75 ปี เกิดจากการที่มีความผิดปกติของการแบ่งตัวเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งในไขกระดูกที่เรียกว่าพลาสมาเซลล์ ในภาวะปกติพลาสมาเซลล์จะมีหน้าที่สร้างโปรตีนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่เรียกว่า อิมมูโนโกลบลูลิน (Immunoglobulin) แต่เมื่อพลาสมาเซลล์มีความผิดปกติและกลายเป็นมะเร็งไขกระดูกมัยอีโลมาจะทำให้มีความผิดปกติในการสร้างอิมมูโนโกลบลูลิน และทำให้โปรตีนบางชนิดเพิ่มขึ้นในร่างกาย ที่เรียกว่า เอ็มโปรตีน (Monoclonal protein; M-protein) เอ็มโปรตีนที่สูงในร่างกายจะทำให้การทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องผิดปกติ นำไปสู่อาการที่พบบ่อยของโรค ได้แก่ ภาวะโลหิตจาง ภาวะไตเสื่อม กระดูกพรุนหรือกระดูกหัก และภาวะแคลเซียมในเลือดสูง

ในผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยก้อนเนื้องอกพลาสมาเซลล์ที่เรียกว่า พลาสมาไซโตม่า มักพบบ่อยที่กระดูกสันหลัง หรือกระดูกซี่โครง บางครั้งมีการกดเบียดไขสันหลังทำให้มีอาการปวดหลังหรือขาอ่อนแรง “การวินิจฉัยโรคมะเร็งไขกระดูกมัยอีโลมา ทำได้โดยการเจาะไขกระดูก จะตรวจพบพลาสมาเซลล์ที่มีการสร้างโปรตีนที่ผิดปกติในไขกระดูก, การตรวจพบเอ็มโปรตีนในเลือด นอกจากนั้นยังอาจพบระดับเม็ดเลือดแดงต่ำ ระดับแคลเซียมในเลือดสูงและค่าทำงานของไตผิดปกติ, การตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่ามีโปรตีนผิดปกติรั่วจากไต หรือเอกซเรย์กระดูกทั่วร่างกาย (Skeletal bone survey)

อาจพบรอยโรคกระดูกสลาย กระดูกบาง หรือกระดูกหักจากโรค ในบางรายที่มีอาการปวดหลังหรือกระดูกสันหลังหักอาจต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมโดยวิธีเอ็มอาร์ไอ หรือซีทีสแกน แพทย์ด้านโลหิตวิทยาชี้การรักษาโรคมะเร็งไขกระดูกมัยอีโลมาได้เจริญก้าวหน้าขึ้นมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การใช้ยาสมัยใหม่ทำให้การรักษาได้ผลดีทั้งด้านการตอบสนองดีขึ้น ผลข้างเคียงน้อยลง และทำให้อายุยืนยาวกว่าการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม และสำหรับในผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 65 ปีและแข็งแรง ควรได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากตนเอง

ศ.นพ.สุรพล เสริมว่า การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด หรือที่เรียกว่า การปลูกถ่ายไขกระดูก เป็นการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดที่ปกติให้แก่ผู้ป่วยเซลล์ต้นกำเนิดที่ใช้อาจเป็นของตัวเองหรือของผู้ให้ สามารถเก็บได้มาจาก 3 แหล่งในร่างกายมนุษย์ คือ ไขกระดูก กระแสเลือด และสายสะดือทารก เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่ปกติสามารถหาได้จากผู้บริจาค ซึ่งอาจจะเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาที่มี HLA เข้ากันได้ โดยโอกาสการเข้ากันได้จะอยู่ที่ประมาณ 25% หรืออาจจะเป็นอาสาสมัครผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติ แต่ตรวจพบว่ามีความเข้ากันได้กับเซลล์ของผู้ป่วย ซึ่งโอกาสที่เซลล์จะเข้ากันได้จะลดน้อยลงกว่าผู้บริจาคซึ่งเป็นพี่น้องมากประมาณ 1 ต่อ 50,000 ถึง 100,000 การหาเซลล์ต้นกำเนิดที่เข้ากับผู้ป่วยไม่ได้ ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนไม่สามารถปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดได้

“แต่วิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันมีแนวทางการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดโดยใช้เซลล์จากบิดามารดาหรือบุตรของผู้ป่วย ซึ่งมีความเข้ากันได้เพียงครึ่งเดียวเป็นทางเลือกในการรักษา ทำให้ผู้ป่วยทุกคนสามารถปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดได้ หรือในโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งไขกระดูกมัยอีโลมา สามารถใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากตัวผู้ป่วยเอง” เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจะถูกนำมาให้ผู้ป่วย (ผู้รับ) ทางสายสวนหลอดเลือดดำภายหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัด ซึ่งในบางกรณีใช้การฉายรังสีรักษาทั่วตัวร่วมด้วย เซลล์ต้นกำเนิดจะเจริญเติบโต เพิ่มจำนวน และพัฒนาไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่างๆ ที่แข็งแรงในที่สุด

โรงพยาบาลวัฒโนสถ

 

การช่วยชีวิตและการดูแลผู้ป่วยเด็กวิกฤติ

Published July 24, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231845

ผู้ป่วยเด็กวิกฤติ,ดูแลผู้ป่วยเด็ก,คมชัดลึก

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  1 ก.ค. 2559

การช่วยชีวิตและการดูแลผู้ป่วยเด็กวิกฤติ

ดูแลสุขภาพ : การช่วยชีวิตและการดูแลผู้ป่วยเด็กวิกฤติ

               ข่าวการเกิดอุบัติเหตุในเด็กเล็กมีให้เห็นบ่อยครั้งบนหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิตจากการจมน้ำ อุบัติเหตุบนท้องถนน ถูกล็อกติดอยู่ในรถ การสำลักเนื่องจากมีวัตถุแปลกปลอม มีภาวะติดเชื้ออย่างรุนแรง หรือเกิดภาวะช็อก หากได้รับการรักษาอย่างล่าช้า หรือไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและเป็นสาเหตุให้เด็กเสียชีวิตได้ ศูนย์กุมารเวชกรุงเทพ และศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ จึงได้จัดงาน “การช่วยชีวิตและการดูแลผู้ป่วยเด็กวิกฤติ (กู้วิกฤติ ชีวิตเด็ก)” เพื่อร่วมรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในเด็ก พร้อมแนะวิธีการช่วยเหลือปฐมพยาบาลและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเด็กวิกฤติอย่างถูกวิธี ตลอดจนขอบเขตในการรักษาของหออภิบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤติ โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งสามารถเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตและลดความสูญเสียได้
พญ.สมจินตนา เอี่ยมสรรพางค์ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า อุบัติเหตุและภาวะวิกฤติ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา โรงพยาบาลกรุงเทพ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กวิกฤติในแต่ละสถานการณ์ ในประเทศไทยพบว่า สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี คือ การจมน้ำ เมื่อเทียบกับทุกสาเหตุทั้งโรคติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ และเป็นอันดับ 3 ของโลก เด็กจมน้ำ มักเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงภายในบ้าน เช่น จมถังน้ำ อ่างอาบน้ำ กะละมัง หรือไม่ก็อาจจะจมน้ำในแหล่งน้ำรอบๆ บ้าน เช่น คูน้ำหลังบ้าน บ่อน้ำ หรือสระว่ายน้ำ เด็กที่จมน้ำจะขาดอากาศหายใจ หากเกิน 4-5 นาที สมองจะเกิดภาวะสมองตายซึ่งไม่สามารถกลับฟื้นได้ ทำให้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพตลอดชีวิต เด็กจมน้ำส่วนใหญ่จะเสียชีวิตก่อนมาถึงโรงพยาบาล
ดังนั้นทางที่ดีที่สุด พ่อแม่ควรป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์จมน้ำเกิดขึ้น และหากเกิดขึ้นเด็กจะต้องได้รับการปฐมพยาบาลและปฏิบัติการกู้ชีพเบื้องต้นที่ถูกต้องและรวดเร็วที่สุด คือ การกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (BLS) คือการช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้น ให้มีการหายใจและการไหลเวียนกลับคืนสู่สภาพเดิม ป้องกันเนื้อเยื่อได้รับอันตรายจากการขาดออกซิเจนอย่างถาวร ซึ่งสามารถทำได้โดยการช่วยกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (Basic life support) โดยการปั๊มหัวใจ ให้วางคนจมน้ำนอนราบ ตะแคงหน้าเอาน้ำออกจากปาก และใช้สันมือทั้ง 2 ข้างกดบริเวณกลางหน้าอก ลึกประมาณ 1.5-2 นิ้ว และช่วยในการเป่าปาก 2 ครั้ง ในกรณีมีผู้ช่วยเหลือ 2 คน ในเหตุการณ์) จนครบ 2 นาที และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน
พญ.ดาริน บรรจงศิลป์ กุมารแพทย์โรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ผู้ป่วยเด็กที่อยู่ในภาวะวิกฤติ มีการเจ็บป่วยรุนแรง มีทั้งผู้ป่วยที่มีปัญหาทางอายุรกรรมและศัลยกรรม รวมทั้งผู้ป่วยเด็กที่ได้รับอุบัติเหตุต่างๆ เช่น จมน้ำ พลัดตกหกล้ม การได้รับสารพิษ หรืออุบัติเหตุทางการจราจรต่างๆ ภาวะวิกฤติทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ป่วยเด็กทั่วไป ผู้ป่วยเด็กเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและการดูแลรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที บางรายต้องอาศัยเครื่องช่วยหายใจ บางรายอาจจำเป็นต้องให้การปฏิบัติการกู้ชีวิต การรักษาจึงจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ตลอดจนเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทันสมัยมาใช้เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
พญ.เสาวนีย์ ชัยศุภรัศมีกุล กุมารแพทย์โรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤต กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางโรงพยาบาลมีทีมแพทย์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยเด็กที่มีประสบการณ์และผ่านการอบรมหลักสูตร Pediatric Advanced Life Support (PALS) หลักสูตรสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กที่อยู่ในภาวะวิกฤติ มีการเจ็บป่วยรุนแรง ด้วยเหตุนี้โรงพยาบาลกรุงเทพ จึงมีระบบการส่งต่อผู้ป่วยเด็ก (Pediatric Transportation) ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งทางอากาศและทางบก โดยเน้นคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการส่งต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการเจ็บป่วยรุนแรงและในผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการบาดเจ็บหลายระบบ
คุณพ่อคุณแม่จึงมั่นใจได้ว่า ลูกรักจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด เพื่อกลับสู่อ้อมกอดที่อบอุ่นอีกครั้ง ศูนย์กุมารเวชกรุงเทพ ศูนย์สุขภาพเด็กที่คุณไว้วางใจ สามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชม. ที่โทร.1719
โรงพยาบาลกรุงเทพ

……………………..

ร่วมมือ – พล.อ.ไชยพร รัตแพทย์ อนุกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นประธานในพิธี ลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือโครงการ “กล่องวิเศษ ทางพิเศษรักษ์โลก” ระหว่าง กทพ. กับ บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด โดยมี ณรงค์ เขียดเดช ผู้ว่าการ กทพ. เป็นผู้ลงนามในสัญญา

การช่วยชีวิตและการดูแลผู้ป่วยเด็กวิกฤติ
โดยในครั้งนี้ กทพ. ได้นำโต๊ะ-เก้าอี้ที่ได้ส่งมอบให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน และมอบเงินสนับสนุนให้แก่โรงเรียนซึ่งอาคารเรียนได้ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหลัง รวมถึงสนับสนุนเงินและมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในจ.สระบุรีและชัยภูมิ เมื่อเร็วๆ นี้


ทางเลือกใหม่ของการกายภาพบำบัดในน้ำ

Published July 16, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230178

ดูแลสุขภาพ,กายภาพบำบัด,สายพานวิ่งในน้ำ

การศึกษา-สาธารณสุข > บทความ  :  16 มิ.ย. 2559

ทางเลือกใหม่ของการกายภาพบำบัดในน้ำ

ดูแลสุขภาพ : ทางเลือกใหม่ของการกายภาพบำบัดในน้ำ

               การรักษาฟื้นฟูร่างกายของบางโรคนั้น จำเป็นต้องอาศัยการทำกายภาพบำบัด และการออกกำลังกายร่วมด้วย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในผู้ป่วยบางรายจะมีอาการเจ็บปวดหรือขยับร่างกายลำบาก ไม่สามารถรองรับน้ำหนักของตนเองได้ มีข้อจำกัดไม่สามารถเดินบนลู่วิ่งแบบธรรมดาเป็นเวลานาน หรือทำกายภาพบำบัดแบบปกติได้ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลกรุงเทพ จึงเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ป่วยที่ประสบปัญหาเหล่านี้ด้วย เทคโนโลยีเครื่องออกกำลังกายแบบสายพานวิ่งในน้ำ หรือ “Aquatic Treadmill” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการทำกายภาพและออกกำลังกายที่จะช่วยให้ลดอาการเจ็บปวด และผู้ป่วยสามารถทรงตัวได้ดีมากขึ้น
การกายภาพบำบัด คือ การกระทำในการช่วยเหลือผู้ป่วยเพื่อบำบัด ป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟูการเสื่อมสมรรถภาพ หรือความพิการของร่างกาย หรือจิตใจ ด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัด ซึ่งได้แก่ การดัด การดึง การประคบ การนวด การบริหารร่างกาย หรืออวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของผู้ป่วย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการกระทำด้วยวิธีการต่างๆ หรือการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ตามหลักวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย ในปัจจุบันการทำกายภาพบำบัดมีหลากหลายวิธี อาทิ การประคบร้อน กระตุ้นไฟฟ้า ฝังเข็ม ธาราบำบัด การเดินบนลู่แบบธรรมดา และเดินบนลู่วิ่งแบบสุญญากาศ เป็นต้น
ทางเลือกใหม่ของการกายภาพบำบัดในน้ำ

ซึ่งทางโรงพยาบาลกรุงเทพได้มีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ในการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทางเลือกสำหรับผู้ป่วย โดยนำเทคโนโลยีเครื่องออกกำลังกายแบบสายพานวิ่งในน้ำ หรือ Aquatic Treadmill (อควาติค เทรดทิว) เข้ามาใช้ ตัวเครื่องมีลักษณะเป็นสายพานวิ่งในน้ำ เนื่องจากน้ำมีคุณสมบัติที่จะสามารถฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี ความหนาแน่นของน้ำทำให้เกิดการลอยตัวทำให้ผู้ป่วยสามารถทรงตัวและเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีกว่าอยู่บนบก เพราะไม่ได้รองรับน้ำหนักตนเองทั้งหมด ลดแรงกระแทกตามข้อต่อต่างๆ ในร่างกายจากการเดินหรือวิ่งได้ดีกว่าบนบก และช่วยลดอาการเจ็บปวดของผู้ป่วย แรงดันของน้ำลดอาการบวมตามร่างกายของผู้ป่วยได้ ใช้น้ำอุ่นในการรักษา เนื่องจากน้ำอุ่นจะช่วยในเรื่องการไหลเวียนของโลหิต ทำให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ลดอาการเกร็งและอาการปวดต่างๆ ได้
นอกจากนี้แรงต้านของน้ำยังช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงเพิ่มความทนทานให้แก่ร่างกายได้ ซึ่งตัวเครื่องสามารถปรับระดับน้ำ ความเร็ว ความชันของสายพาน ให้เหมาะสมกับสภาวะของผู้ใช้งาน มีจอแสดงภาพให้เห็นการเคลื่อนไหวของขาขณะกำลังใช้งาน โดยเป็นการแสดงผลของการฝึกฝนและสามารถปรับเปลี่ยนท่าเดินหรือวิ่งให้ถูกต้องได้ในทันที นอกจากจะช่วยในการฟื้นฟูร่างกายสำหรับผู้ป่วยแล้วบุคคลทั่วไปยังสามารถใช้บริการเครื่องนี้ เพื่อช่วยในการออกกำลังกายและลดน้ำหนักได้อีกด้วย
การทำกายภาพบำบัดในน้ำด้วยเครื่องอควาติค เทรดมิว นั้น เหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีปัญหาทางโครงร่างกล้ามเนื้อ (Musculoskeletal system) เช่น ผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังเสื่อม ผู้ป่วยก่อนและหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยกระดูกหัก ผู้ป่วยที่มีปัญหาทางระบบหัวใจและทรวงอก (Cardiopulmonary system) เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดตีบ ผู้ป่วยที่มีปัญหาทางระบบประสาท (Neurological system) เช่น ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก ผู้ป่วยพาร์กินสัน ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องทรงตัวและผู้ที่มีน้ำหนักเยอะ ผู้ป่วยที่กล่าวมาข้างต้นนี้มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการทำกายภาพบำบัด การออกกำลังกายบนบก ดังนั้นการกายภาพบำบัดในน้ำจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย นอกจากผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแล้วนักกีฬาก็สามารถเข้ารับบริการเครื่องนี้ได้เช่นกันเพราะจะช่วยเพิ่มสมรรถนะทางด้านร่างกายของนักกีฬาได้เป็นอย่างดี
การทำกายภาพในน้ำนั้น ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด วิธีนี้จึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีสภาวะระบบหัวใจเต้นไม่คงที่ ความดันโลหิตสูง การมองเห็นและได้ยินบกพร่อง สภาวะบกพร่องทางปัญญา เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุและเป็นอันตรายกับผู้ป่วยได้ ข้อห้ามสำหรับการทำกายภาพบำบัดในน้ำโดยเครื่องอควาติค เทรดมิว ผู้ที่รับการรักษาจะต้องไม่มีอาการเหล่านี้คือ ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะและอุจจาระได้ ท้องเสีย มีอาการติดเชื้อทางกระเพาะปัสสาวะ มีแผลเปิดหรือแผลสด โรคผิวหนัง และผู้ที่กำลังมีประจำเดือน เพราะความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ
ทั้งนี้ ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการวัดสัญญาณชีพ ทำความสะอาดร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้า ในส่วนของเสื้อผ้าที่สวมใส่ควรเป็นผ้าที่ไม่มีใยผ้าหลุดลุ่ยได้ ไม่ซับน้ำ สะดวกต่อการเคลื่อนไหวในน้ำ เช่น ชุดว่ายน้ำ เสื้อกีฬา กางเกงกีฬา เป็นต้น ไม่ควรนำสิ่งของมีค่าติดตัวในขณะเข้ารับการรักษา ในการรักษาจะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที โดยจะมีนักกายภาพบำบัดดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดการรักษาและในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้หรือช่วยเหลือตนเองได้น้อย เพื่อความปลอดภัยทางโรงพยาบาลจำเป็นจะต้องให้ญาติหรือผู้ติดตามมาช่วยดูแลทุกครั้ง ในส่วนของผู้ที่อายุน้อยกว่า 12 ปี นักกายภาพบำบัดจะเข้าไปดูแลในเครื่องด้วย ในขณะรับการรักษาหากมีอาการเจ็บหน้าอก คลื่นไส้ เวียนศีรษะ เหนื่อยมากหรือปวดท้องถ่าย ควรแจ้งนักกายภาพบำบัดทันที
พญ.ธันยาภรณ์ ตันสกุล
แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
รพ.กรุงเทพ


%d bloggers like this: