ดิจิตอลไลฟ์

All posts tagged ดิจิตอลไลฟ์

นักวิชาการชี้ 9 ประเด็น เปรียบกม.ไซเบอร์เป็น “กฎอัยการศึกของโลกออนไลน์”

Published March 4, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/582145

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 19:17 น.

นักวิชาการชี้ 9 ประเด็น เปรียบกม.ไซเบอร์เป็น "กฎอัยการศึกของโลกออนไลน์"

นักวิชาการยก 9 ประเด็นต้องแก้ไขในร่างกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ชี้เป็นเหมือน “กฎอัยการศึกของโลกออนไลน์”

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการเร่งรีบรวบรัด ปราศจากระบบตรวจสอบถ่วงดุลในการผ่านกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่า รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งควรทบทวนร่างพระราชบัญญัติความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ แม้นกฎหมายนี้มีความจำเป็นต่อระบบความมั่นคงของระบบไซเบอร์อันส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทางการเงินการลงทุนทางสังคมและการเมืองเป็นเครื่องมือในการจัดการกับอาชญากรทางด้านไซเบอร์ แต่หากผ่านมาบังคับใช้ตามเนื้อหาที่ สนช.อนุมัติคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมการสร้างสรรค์ในโลกไซเบอร์และธุรกิจออนไลน์ได้ รวมทั้งอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและการล่วงละเมิดต่อความลับทางธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญาได้หากมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม

ทั้งนี้มองว่ามีประเด็นที่ต้องแก้ไขและข้อสังเกตเนื้อหาและมาตราต่างๆของกฎหมายที่เป็นเหมือน “กฎอัยการศึกของโลกออนไลน์” ดังต่อไปนี้

ประเด็นที่ 1 รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้นำเอาข้อเรียกร้องและข้อท้วงติงต่างๆของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านไอทีและไซเบอร์ นักสิทธิมนุษยชน องค์กรภาคประชาชนและภาคธุรกิจมาปรับแก้เนื้อหากฎหมายที่เป็นร่างเดิมที่มีกระแสต่อต้านในช่วงเดือนตุลาคมน้อยมาก

ประเด็นที่ 2 ด้วยเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้จะก่อให้เกิดอุปสรรคต่อความคิดสร้างสรรค์การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและเนื้อหาบางส่วนอาจขัดขวางต่อการขยายตัวเติบโตของเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

ประเด็นที่ 3 กรณีที่มีการใช้อำนาจในการยึดครองทรัพย์สินทางด้านไอที (มือถือ คอมพิวเตอร์ ระบบ Server ระบบปฏิบัติการทางด้านคอมพิวเตอร์และไอที) ของประชาชนและเอกชน ต้องมีระบบและกลไก ขั้นตอนในการกลั่นกรองเพื่อไม่ให้เกิดการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมและผู้มีอำนาจรัฐใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์จากประชาชนและภาคเอกชนโดยทุจริต หากเกิดกรณีที่ต้องใช้อำนาจอย่างฉับพลันเพื่อประโยชน์สาธารณะและเพื่อความมั่นคงต่อระบบเศรษฐกิจ ระบบการเงิน ระบบการเมืองของประเทศต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนต้องมีการให้คำนิยามของคำว่า “เหตุจำเป็น” และ “เหตุวิกฤติร้ายแรง”ให้ชัดเจน ต้องเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของระบบไซเบอร์ไม่ใช่ประเด็นที่เกี่ยวกับเนื้อหาซึ่งมี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ดูแลอยู่แล้ว

เนื้อหากฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ที่ผ่าน สนช.นั้นได้มีการแก้ไขโดยให้ศาลเข้ามาตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจมากขึ้นแต่ก็ยังเปิดช่องให้ไม่ต้องขอหมายศาลในกรณีเร่งด่วนหรือวิกฤติร้ายแรงซึ่งต้องนิยามให้ชัดเจน

ประเด็นที่ 4 การเปิดโอกาสและช่องทางในการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้โดยไม่มีการกำกับตรวจสอบถ่วงดุลที่ดีพอ อำนาจของเลขา กปช. ในมาตรา 46, 47, 48, 54, 55, 56, 57 มีความอ่อนไหวสูงต่อการใช้อำนาจรัฐละเมิดสิทธิประชาชนหรือองค์กรหรือกิจการธุรกิจต่างๆ และอำนาจบางอย่างที่ระบุไว้ในกฎหมายต้องผ่านคำสั่งศาลเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิพื้นฐานของประชาชนและองค์กรต่างๆรวมทั้งเกิดช่องทางหาผลประโยชน์ในทางที่มิชอบโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายและเกิดการทับซ้อนทางผลประโยชน์ได้ ควรมีการใช้อำนาจดุลยพินิจของเลขาธิการ กปช. และ เจ้าหน้าที่ให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ในมาตรา 66 ยังเปิดช่องให้สภาความมั่นคงเข้ามารักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หากมีภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับวิกฤต

ประเด็นที่ 5 โครงสร้างของคณะกรรมการ NCSC ควรเพิ่มเติมกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมืออาชีพที่เป็นกรรมการอิสระเพิ่มเติมมีผู้แทนจากองค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชนและองค์กรภาคธุรกิจด้วย และกรรมการเหล่านี้ควรมีจำนวนไม่น้อยกว่า กรรมการจากฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ

ประเด็นที่ 6 ทรัพย์สินสารสนเทศในมาตราสาม ครอบคลุมอุปกรณ์และทรัพย์สินส่วนบุคคลของประชาชนและองค์กรต่างๆ เช่น มือถือ อุปกรณ์สื่อสารส่วนบุคคล Internet of Thing ด้วยจึงอาจก่อให้เกิดการจำกัดเสรีภาพและละเมิดสิทธิอย่างกว้างขวางได้ หากผู้ใช้อำนาจไม่คำนึงถึงหลักการประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชน

ประเด็นที่ 7 ในมาตรา 58 ระบุว่า “ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยสามารถเข้าถึง ทำสำเนา สกัดกรองข้อมูลสารสนเทศ รวมทั้งสามารถยึดคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ใดๆได้ไม่เกิน 30 วัน กระบวนการนี้จึงเป็นกระบวนการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจดำเนินการไปก่อนแล้วค่อยรายงานต่อศาลได้ภายหลังทำให้เป็นช่องว่างของการใช้อำนาจในทางไม่ชอบธรรมได้ และ หากเกิดความเสียหายแล้ว ต้องมีการกำหนดด้วยว่ามีหลักเกณฑ์อย่างไรในการชดเชยความเสียหายต่อประชาชนและภาคธุรกิจ การใช้อำนาจตามมาตรา 57 และ มาตรา 58 อาจเข้าข่ายในการละเมิดสิทธิประชาชนจำเป็นต้องมีการทบทวนและต้องพิจารณาทบทวนอำนาจในการเข้าถึงทรัพย์สินสารสนเทศทำสำเนาหรือสกัดคัดกรองข้อมูลสารสนเทศหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์และให้สำนักงาน กปช.ต้องรับผิดชอบความเสียหายหากมีข้อมูลรั่วไหลและนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง

นอกจากนี้ ในมาตรา 64 การรับผิดชอบควรเกิดขึ้นเมื่อมีการฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่มีเหตุอันควรและ ต้องให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมลดโอกาสในการกลั่นแกล้งกัน เพื่อให้กฎหมายเป็นไปตามหลักนิติธรรม

ประเด็นที่ 8 มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ CSA มีอำนาจถือหุ้น ร่วมทุน จึงมีสถานะทั้งเป็น operator และ regulator ทำให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือ Conflict of Interest ได้ การรวบอำนาจไว้ที่หน่วยงานเดียว จึงขาดการตรวจสอบถ่วงดุล

ประเด็นที่ 9 ควรกำหนดความมั่นคงระบบไซเบอร์เพื่อให้เกิดการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy), ระบบ Machine Learning และ Algorithm, ระบบ Big Data

การกำหนดหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศในกฎหมายไม่ครอบคลุมเพียงพอ ไม่ครอบคลุม Critical Infrastructure สำคัญควรมีการระบุผลกระทบและเกณฑ์ขนาดของหน่วยงานเพื่อไม่ไปสร้างภาระทางการลงทุนทางด้าน ITให้กับหน่วยงานขนาดเล็กที่ไม่มีความพร้อมหรือไม่มีศักยภาพเพียงพอ

ผศ. ดร.อนุสรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องเขียนนิยามภัยคุมคามทางด้านไซเบอร์และความมั่นคงปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ให้มีความชัดเจน การให้อำนาจในการค้นสถานที่ ยึดเครื่องมือสื่อสาร โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องขออำนาจศาลโดยอ้างความจำเป็นหรือกรณีวิกฤต ซึ่งยังไม่นิยามให้ชัดเจนเป็นการให้อำนาจกับหน่วยงานทางด้านความมั่นคงไซเบอร์มากเกินไปอาจก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิอย่างกว้างขวางได้ ต้องทบทวนอำนาจดังกล่าว

เนื้อหาของกฎหมายต้องสอดคล้องและตอบสนองต่อพลวัตของเทคโนโลยีใหม่ๆ ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Cyber security ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานสากล หลักการประเมินความเสี่ยงเรื่อง Cyber security ต้องเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล ไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตและการดำเนินธุรกิจ พระราชบัญญัติความมั่นคงทางไซเบอร์จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและมีเนื้อหาหลายส่วนอาจขัดขวางต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนและการดำเนินการของภาคธุรกิจอีกด้วยกฎหมายนี้แม้นจะมีความจำเป็นในการสร้างระบบความมั่นคงทางด้านไซเบอร์แต่กระบวนการในการร่างกฎหมายต้องให้เกิดการมีส่วนร่วมและต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักการประชาธิปไตยรวมทั้งต้องสอดคล้องพลวัตของระบบสังคมและเศรษฐกิจในอนาคตที่ระบบเศรษฐกิจมีการเคลื่อนตัวสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้นตามลำดับ การมีกฎหมายที่กำลังบังคับใช้ใหม่แต่อยู่บนฐานคิดที่ล้าหลังอยู่ภายใต้กรอบคิดความมั่นคงแบบเก่าๆและไม่เป็นประชาธิปไตยเป็นเรื่องอ่อนไหวต่อสังคม ต่อระบบการดำเนินธุรกิจและระบบเศรษฐกิจ กฎหมายอาจจะนำมาสู่ความขัดแย้งอย่างกว้างขวางและไม่สอดคล้องกับโลกในปัจจุบันและอนาคต

การมีกฎหมายหรือผู้ออกกฎหมายที่มุ่งไปที่มิติความมั่นคงมากเกินไปโดยไม่สนมิติทางเศรษฐกิจ มิติทางสังคมมิติทางด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่น่าห่วงใยอย่างยิ่งต่อสังคมไทยในอนาคต หากผู้บังคับใช้กฎหมายมีลักษณะอำนาจนิยมไม่ยึดหลักการประชาธิปไตยย่อมทำให้เกิดสภาวะ Big Brother มีการสอดส่องพฤติกรรมต่างๆของประชาชน ธุรกิจเอกชนทางออนไลน์เป็นอุปสรรคต่อความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม กระทบความเชื่อมั่นต่อนักธุรกิจและนักลงทุนได้เพราะกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ได้ให้อำนาจในการล้วงข้อมูล ดักฟังและเจาะฐานข้อมูลไซเบอร์หรือบอกให้ผู้ให้บริการเครือข่ายส่งข้อมูลต่างๆให้รัฐได้

หากรีบประกาศใช้โดยไม่ทบทวนเนื้อหากระทบภาคการลงทุนและความเชื่อมั่นนักลงทุนแน่นอน ไม่ควรมีการบังคับใช้กฎหมายจนกว่าจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างไม่เป็นธรรมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองได้เราได้เห็นตัวอย่างการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กลั่นแกล้งฝ่ายตรงกันข้ามโดยอ้างมาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญาเสนอควรเพิ่มกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจตามกฎหมายโดยศาลเพิ่มเติม

ภาพ เอเอฟพี

Advertisements

ย้ำกฎหมายไซเบอร์ไม่ละเมิด

Published March 4, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/581995

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

ย้ำกฎหมายไซเบอร์ไม่ละเมิด

ปลัดดีอี ห่วงภัยไซเบอร์คุกคาม ระบุร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์คุ้มครอง ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

น.ส.อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้ลงมติในวาระที่ 3 เห็น สมควรประกาศใช้ร่าง “พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. …” และร่าง “พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. …” เป็นกฎหมาย ขั้นตอนต่อจากนี้จะมีการเตรียม นำทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อลงพระปรมาภิไธย ก่อนประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ความสำคัญของกฎหมาย ทั้งสองฉบับดังกล่าว จะช่วยสร้างความพร้อมให้กับประเทศไทยในการรับมือความเสี่ยงและภัยคุกคามทางไซเบอร์ยุคใหม่ จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่อาจส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงประเทศและเศรษฐกิจ โดยรวม ตลอดจนถึงการคุ้มครองข้อมูลประชาชนทั่วไป อีกทั้งจะช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

“กฎหมายนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบและไม่ได้ไปคุกคามสิทธิต่อประชาชนโดย ทั่วไปแต่อย่างใด แต่จะสามารถป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ได้อย่างทันท่วงที เพราะปัจจุบันเกิด ปัญหาการโจมตีทางไซเบอร์อยู่เสมอ” น.ส.อัจฉรินทร์ กล่าว

ก่อนหน้านี้ มี พ.ร.บ.สำคัญเพื่อการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศไทยอีก 4 ฉบับ ซึ่งนำเสนอโดยกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ผ่านการพิจารณารับร่างในวาระ 3 เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมนำทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อลงพระปรมาภิไธย ประกอบด้วย 1.ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่…) พ.ศ. … 2.ร่างพระราชบัญญัติสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. … 3.ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็ก ทรอนิกส์ (ฉบับที่…) พ.ศ. … (ระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล) และ 4.ร่างพระราชบัญญัติสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย พ.ศ. …

“เป็นสัญญาณที่ดีที่ประเทศไทยจะมีความพร้อมไปสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลในมาตรฐานที่เป็นสากล ทำให้สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงและสามารถรับมือกับภัยคุกคาม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกเผชิญหน้าอยู่” น.ส.อัจฉรินทร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม องค์กรภาคประชาชน ระบุว่า มีข้อกังวลต่อร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ฯ 8 ด้าน ได้แก่ 1.นิยามภัยคุกคามไซเบอร์ตีความกว้าง ครอบคลุมเนื้อหาบนออนไลน์ 2.เจ้าหน้าที่รัฐสามารถขอข้อมูลจากใครก็ได้ 3.กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ยึด ค้น เจาะ ทำสำเนาคอมพิวเตอร์และระบบคอมพิวเตอร์ 4.เจ้าหน้าที่รัฐสามารถสอดส่องข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ 5.ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนเจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจได้ไม่ต้องรอหมายศาล 6.การใช้อำนาจนั้นไม่สามารถอุทธรณ์ยับยั้งได้ 7.เมื่อภัยไซเบอร์ถึงระดับวิกฤต ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ และ 8.ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษปรับและจำคุก

แห่ขนอุปกรณ์ 5จี ประชัน’โมบาย คองเกรส’

Published March 4, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/581990

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 08:57 น.

แห่ขนอุปกรณ์ 5จี ประชัน'โมบาย คองเกรส'

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ในงาน โมบาย เวิลด์ คองเกรส (MWC) มหกรรมแสดงสินค้าสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ไฮเทคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเพิ่งปิดฉากไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่เมือง บาร์เซโลนา ประเทศสเปน บรรดาบริษัทไอทีต่างขนความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีไปแสดงกันอย่างคับคั่ง

“5จี” ยังคงเป็นดาวเด่นมาแรงของงาน ซึ่งบางประเทศ เช่น สหรัฐ และเกาหลีใต้ เตรียมเปิดให้บริการ 5จี เชิงพาณิชย์ภายในสิ้นปี 2019 และอีกหลายแห่งจะเริ่มใช้ในปี 2020

การแสดงเทคโนโลยี 5จี ในปีนี้ถือได้ว่าแตกต่างไปจากปีก่อนหน้าอยู่ไม่น้อย เนื่องจากไม่ได้ชูจุดขายเรื่องประสิทธิภาพการเชื่อมต่อหรือความเร็วแต่เพียงอย่างเดียว แต่เน้นนำเสนอการเอา 5จีไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวันผู้บริโภคมากขึ้น สะท้อนออกมาจากการเปิดตัวอุปกรณ์หลากหลายประเภทที่รองรับ 5จีได้

“สมาร์ทโฟน 5จี” คือตัวอย่างชัดเจนว่าเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงนี้กำลังเข้ามาใกล้ตัวผู้บริโภคมากขึ้นทุกที

“หัวเว่ย” ยักษ์สมาร์ทโฟนสัญชาติจีน เปิดตัว Huawei Mate X สมาร์ทโฟน 5จี ก่อนงาน MWC เพียง 1 วันเท่านั้น โดยสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวไม่เพียงรองรับ 5จี แต่ยังเป็นสมาร์ทโฟนหน้าจอพับได้รุ่นแรกของบริษัท

ก่อนหน้านี้ไม่ถึง 1 สัปดาห์ “ซัมซุง”ค่ายคู่แข่งจากเกาหลีใต้เพิ่งเปิดตัว สมาร์ทโฟน 5จี รุ่น กาแล็คซี่ เอส 10 พร้อมสมาร์ทโฟนหน้าจอพับได้รุ่น Samsung Galaxy Fold ที่สร้างความฮือฮาไป ทั่วโลก และคาดว่าจะมีเวอร์ชั่นที่รองรับ 5จี ด้วยเช่นกัน

นอกจาก 2 ค่ายใหญ่แล้ว “เสี่ยวหมี่” บริษัทสมาร์ทโฟนมาแรงแดนมังกร เปิดตัว Mi Mix 3 เวอร์ชั่นรองรับเครือข่าย 5จี ได้ โดยมีราคาย่อมเยาเพียง 680 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.1 หมื่นบาท) เท่านั้น

ด้าน “แอลจี” และ “ซีทีอี” เผยโฉมสมาร์ทโฟน 5จี รุ่นใหม่ภายในงานด้วยเช่นกัน ขณะที่บริษัทไอทีอื่นๆ อย่าง “วันพลัส””โซนี่” และ “ออปโป้” ก็เอาสมาร์ทโฟน 5จีตัวต้นแบบมาโชว์ก่อนจะเปิดตัวจริงภายในปีนี้

อุปกรณ์ 5จี ในทุกอย่าง

นอกจากสมาร์ทโฟนแล้ว 5จียังเข้าไปอยู่ในอุปกรณ์หลายอย่าง โดย ซีเอ็นเอ็นรายงานว่ามีทั้งระบบ 5จีภายในรถยนต์ โดรนดับเพลิง 5จี ระบบฟาร์มปลา 5จี และมีแม้กระทั่งถาดใส่อาหาร 5จี

ตัวอย่างอุปกรณ์ 5จี สำหรับชีวิตประจำคือ HTC 5G Hub ซึ่งทำหน้าที่ เหมือนฮอตสปอตเชื่อม 5จี เข้ากับอุปกรณ์สารพัดอย่างได้ 20 อุปกรณ์

สำหรับอีกหนึ่งความน่าตื่นตาของความก้าวหน้าด้าน 5จี คือ “การไลฟ์สดจากห้องผ่าตัดผ่าน 5จี” โดยทีมศัลยแพทย์จากโรงพยาบาล ฮอสพิทัล คลินิก บาร์เซโลนา ในสเปน ดำเนินการผ่าตัดเนื้อมะเร็งออกจากลำไส้ใหญ่ของผู้ป่วย ขณะที่ ดร.อันโตนิโอ มาเรีย เดอ ลาซี หัวหน้าทีมศัลยแพทย์คอยให้คำแนะนำการผ่าตัดผ่านวิดีโอไลฟ์สดบนเวทีงาน MWC

“เมื่อผมลากเส้นที่ต้องผ่าตัดบนหน้าจอนี้ เส้นที่ว่าจะปรากฏบนหน้าจอในห้องผ่าตัดพร้อมกัน ก่อนมี 5จี เราต้องหยุดวิดีโอก่อน เพราะทำไปพร้อมกันไม่ได้” เดอ ลาซี กล่าว

เดอ ลาซี เสริมว่า การมี 5จี จะช่วยให้การผ่าตัดหลายอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ จากเดิมที่ทำไม่ได้เพราะไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำในห้องผ่าตัด ทำให้ช่วงที่ผ่านมาโรงพยาบาลทั่วโลกไม่สามารถดำเนินการผ่าตัดถึง 143 ล้านครั้งต่อปี

คืบหน้าแต่ยังไม่พอ

แม้ 5จี ที่มีความเร็วกว่า 4จีถึง 100 เท่า และเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมากมายได้อย่างไม่สะดุด ได้กลายเป็นจุดขายหลักของงาน MWC แต่หลายฝ่ายมองว่าการลงทุนใน 5จี ยังคงไม่เพียงพอ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการ 5จีเต็มรูปแบบในอนาคต

กรีนซิลล์ บริษัทให้บริการโซลูชั่นทางการเงินในอังกฤษ คาดการณ์ว่า การเดินหน้าให้บริการ 5จี เต็มรูปแบบจะต้องใช้เงินลงทุนทั้งหมด 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 85 ล้านล้านบาท) ภายในสิ้นปี 2020 โดยต้องลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 31 ล้านล้านบาท) และลงทุนอีกราว 9 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 2.8 ล้านล้านบาท) ในด้านอุปกรณ์และบริการไอโอที (IoT)

ด้าน GSMA สมาคมผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือจากทั่วโลกเปิดเผยว่า การเดินหน้า 5จีในยุโรปต้องใช้เงินลงทุนราว 5.68 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 17 ล้านล้านบาท)

โทนี วอนฟอร์ กรรมการผู้จัดการของ กรีนซิลล์ และผู้เชี่ยวชาญทางการเงินในธุรกิจโทรคมนาคม มองว่า งบการลงทุนใน 5จี จะเป็นจุดเริ่มต้นสู่ปัญหาใหญ่กว่าต่อไปในอนาคต เนื่องจากหลายบริษัทอาจไม่มีงบมากพอในการพัฒนาเทคโนโลยีและอุปกรณ์ต่างๆ ให้รองรับ 5จี

การตรวจจับ เทรนด์ใหม่ ในข้อมูล

Published March 4, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/581777

  • วันที่ 28 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

การตรวจจับ เทรนด์ใหม่ ในข้อมูล

เรื่อง ดร.ปรัชญา บุญขวัญ

สวัสดีครับท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะเคยต้องการหาแนวโน้มหรือทำนายอะไรบางอย่างจากข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ เช่น ข้อมูลผลคะแนนสอบ ONET รายวิชาของนักเรียนทั้งประเทศ หรือข้อมูลยอดขายสินค้าจากร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศรายเดือน ปัญหาหนึ่งที่จะต้องพบคือ ในข้อมูลที่มีมากมายนั้นจะมีบางส่วนที่เป็นข้อมูลที่ผิดปกติ เช่น สูงหรือต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับข้อมูลส่วนใหญ่ ถ้าเรานำข้อมูลเหล่านั้นมาร่วมพิจารณาด้วย ก็อาจจะทำให้การทำนายแนวโน้มผิดพลาดไปมาก เราจึงจำเป็นต้องตรวจจับความผิดปกติในข้อมูลได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะหาแนวโน้มโดยรวมได้ เราเรียกกระบวนการนี้ว่า การตรวจจับข้อมูลผิดปกติ (Outlier Detection หรือ Anomaly Detection)

ผู้เขียนจะนำเสนอวิธีการตรวจจับข้อมูลผิดปกติแบบง่ายๆ 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่ วิธีการแรก เราจะดูจากระยะห่างของข้อมูลจากค่าเฉลี่ยหรือที่เรียกว่า Z-score หากข้อมูลตัวใดมีระยะห่างจากค่าเฉลี่ยของชุดข้อมูลทั้งหมด เกินขอบเขตที่กำหนดไว้ จะถือว่าข้อมูลตัวนั้นผิดปกติทันที โดยทั่วไปเรามักจะกำหนดขอบเขตระยะห่างจากค่าเฉลี่ยเอาไว้ที่ 2 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

วิธีการที่สอง เราจะดูจากระยะห่างของข้อมูลจากค่ามัธยฐาน (Median) ซึ่งเรียกว่า MAD (Median Absolute Deviation) หลักการคือให้นำข้อมูลมาเรียงลำดับจากน้อยไปมากแล้วหยิบเอาข้อมูลที่ตำแหน่งตรงกลางลำดับมา เรียกว่า “ค่ามัธยฐาน” จากนั้นให้นำข้อมูลแต่ละตัวมาคำนวณระยะห่างเทียบกับค่ามัธยฐาน แล้วเรียงลำดับค่าระยะห่างที่เราคำนวณได้จากน้อยไปมากอีกครั้ง เพื่อเลือกค่าระยะห่างที่อยู่ตรงกลาง เรียกค่าระยะห่างที่อยู่ตรงกลางนี้ว่า “ค่า MAD” หากข้อมูลใดที่มีระยะห่างจากค่ามัธยฐานเกินกว่าขอบเขตที่กำหนด จะถือว่าเป็นข้อมูลผิดปกติทันที

วิธีการที่สาม จะนำข้อมูลมาเรียงลำดับจากน้อยไปมากก่อน จากนั้นให้เลือกข้อมูลในตำแหน่งที่ 25% และ 75% จากนั้นให้นำทั้งสองค่านี้มาลบกัน เราจะเรียกผลต่างที่ได้นี้ว่า “ค่า IQR” หากข้อมูลใดอยู่นอกขอบเขตที่เรากำหนด จะถือว่าเป็นข้อมูลผิดปกติทันที

อีกปัญหาหนึ่งซึ่งน่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ บางครั้งเราอาจจะต้องการตรวจจับกระแสหรือแนวโน้มใหม่ ที่เริ่มจะก่อตัวในข้อมูลลำดับเวลาด้วย เช่น เราอาจจะต้องการหาหัวข้อใหม่ๆ ที่คนในโลกโซเชียลกำลังพูดถึงในขณะนี้ ซึ่งแตกต่างจากข้อมูลส่วนใหญ่โดยสิ้นเชิง เราจะเรียกกระบวนการนี้ว่า การตรวจจับแนวโน้มใหม่ (Novelty Detection)

ถ้ามองในแง่ของการจัดการข้อมูลแล้ว เราสามารถใช้เทคนิคแบบเดียวกันได้ กับทั้งการตรวจจับข้อมูลผิดปกติและการตรวจจับแนวโน้มใหม่

กลยุทธ์ความปลอดภัยไซเบอร์ ในการป้องกันอุปกรณ์ไอโอที-5จี

Published March 4, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/581649

  • วันที่ 27 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

กลยุทธ์ความปลอดภัยไซเบอร์ ในการป้องกันอุปกรณ์ไอโอที-5จี

เรื่อง โจนาธาน อึงไกเย็นโดฟ ฟอร์ติเน็ต

อุปกรณ์ไอโอที (IoT) ที่เชื่อมโยงกันผ่านอินเทอร์เน็ตกำลังถูกนำมาใช้กับเครือข่าย 5จี เป็นจำนวนมาก โดยฟอร์ติเน็ตมีรายงานที่คาดว่าเม็ดเงินการใช้จ่ายทั่วโลกทั้งหมดในไอโอทีน่าจะสูงถึง 745 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ เพิ่มขึ้น 15.4% จากยอดใช้จ่าย 646 พันล้านดอลลาร์ ในปี2561 ที่ผ่านมา และน่าจะสูงเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2565 ทำให้ต้องพิจารณาถึงผลกระทบกับเครือข่าย 5จี และด้านความปลอดภัยของเครือข่ายด้วย

เทคโนโลยี 5จี จะส่งผลทำให้ความเร็วในการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความจุเครือข่ายที่มากขึ้น มีความหน่วงของเวลาน้อยลง และมีบริการที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถนำเสนอนวัตกรรมบริการประเภทคอนเทนต์ที่ดีกว่า ทำธุรกรรมแบบเรียลไทม์ได้มากขึ้น และลูกค้าผู้ใช้งานด้านกิจกรรมบันเทิงและเชิงพาณิชย์จะมีประสบการณ์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ความหน่วงของเวลาที่ต่ำกว่าและการเชื่อมต่อที่เชื่อถือได้สูงขึ้น จะทำให้ส่วนระบบประมวลผลและสั่งงานที่ตัวอุปกรณ์ (Edge-based computing) ทำงานดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใช้งานศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ใกล้เคียง เซิร์ฟเวอร์ในเครือข่าย 5จี จึงทำหน้าที่เป็นแอพพลิเคชั่นเซิร์ฟเวอร์อันชาญฉลาดเพื่อรองรับแอพพลิเคชั่นธุรกรรมและกระบวนการทางธุรกิจที่ตัวอุปกรณ์หรือขอบเครือข่ายได้

ยิ่งไปกว่านั้นทรัพยากรที่ทำหน้าที่ประมวลผลที่บริเวณขอบเครือข่ายจะถูกติดตั้งกระจายทั่วทั้งเครือข่ายมากขึ้น และมีการเชื่อมต่อด้วยความเร็วสูงระหว่างกันโดยผ่านแอพพลิเคชั่นชั้นสูงระดับเอ็นเตอร์ไพรซ์ เพื่อให้แน่ใจว่าองค์กรจะสามารถติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีปริมาณมาก เวิร์กโฟลว์และธุรกรรมต่างๆ นั้นได้แบบเรียลไทม์

ท่ามกลางแอพพลิเคชั่นและบริการที่มีความหลากหลายมากขึ้นเช่นกัน ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เครือข่ายส่วนขอบนี้ยิ่งจำเป็นต้องมีความฉลาดและแข็งแกร่งในวิธีจัดการกับอุปกรณ์ ข้อมูล แอพพลิเคชั่น เวิร์กโฟลว์ วิธีการเชื่อมต่อกับทั้งเครือข่ายแบบดั้งเดิมและเครือข่ายคลาวด์สมัยใหม่อีกด้วย ซึ่งนับว่าเป็นประเด็นท้าทายมากในปัจจุบัน

เครือข่าย 5จี จึงรองรับอุปกรณ์ไอโอทีที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลของผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์มากมาย เช่น บริการสื่อสารภายในยานยนต์แห่งอนาคตที่ประยุกต์ใช้การเชื่อมโยงไอโอที (Connected Car) ในการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างแผงควบคุมไปยังอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ระบบเบรก ระบบจีพีเอสนำทาง ระบบความบันเทิง ระบบธุรกรรมทางการเงิน อาทิ การชำระค่าน้ำมันค่าผ่านทาง ค่าจอดแบบอัตโนมัติ สั่งอาหารแบบขับผ่าน หรือโดยไม่ต้องดึงบัตรเครดิตออกจากกระเป๋าในการชำระ เป็นต้น

ขณะที่โรงพยาบาลสามารถใช้อุปกรณ์ไอโอทีทางการแพทย์ในการส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่าย 5จี เช่น การผ่าตัดระยะไกล การวิเคราะห์ ทดสอบและสแกนโดยผู้เชี่ยวชาญจากระยะไกล ซึ่งความก้าวหน้าเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยในสถานที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงแพทย์ที่ดีที่สุดในโลกได้เท่าเทียมกัน

ทั้งนี้ เนื่องจากอุปกรณ์ไอโอทีนับพันล้านเครื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับเครือข่ายกลางแบบดั้งเดิมแต่จะเป็นการเชื่อมต่อกันที่ไขว้ไปมาเป็นตาข่ายในส่วนริมเครือข่าย (Meshed Edge) แทน อุปกรณ์ทุกชิ้นจึงกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดและทำให้ทั้งองค์กรมีความเสี่ยงได้

ดังนั้น องค์กรจึงควรเตรียมกลยุทธ์ในด้านเครือข่ายและความปลอดภัยไซเบอร์ยุคใหม่อย่างน้อย 4 ประการ ดังนี้

1.ความปลอดภัยจะต้องครอบคลุมตั้งแต่ขอบเครือข่ายด้านหนึ่งไปจนขอบอีกด้านหนึ่งทั้งหมด รวมถึงจากขอบที่รอบรับไอโอทีไปยังแกนกลางองค์กรและออกไปยังสำนักงานสาขาและระบบคลาวด์สาธารณะที่ใช้อยู่หลากหลายระบบนั้นอีกด้วย ซึ่งในรูปแบบนี้ องค์กรจำเป็นจะต้องสามารถระบุ จัดอันดับความสำคัญและสถานะของอุปกรณ์ทุกชิ้นที่เชื่อมต่อกันทั้งหมดได้ ยิ่งไปกว่านี้องค์กรต้องสามารถตรวจสอบ ยืนยัน รับรองความถูกต้อง และอนุมัติคำขอเข้าถึงทรัพยากรเครือข่ายทั้งหมดได้อีกด้วย

2.ระบบด้านความปลอดภัยไซเบอร์นั้นจะต้องรองรับระบบไฮบริดสมัยใหม่ที่องค์กรมักใช้ในการรวมระบบใหม่และระบบดั้งเดิมเข้าด้วยกันซึ่งต้องมีความยืดหยุ่นสูง โดยปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าในการจัดการกับภัยไซเบอร์และป้องกันทรัพยากรที่มีค่านั้น องค์กรมักเลือกใช้กลยุทธ์จัดแบ่งเครือข่ายเป็นส่วนๆ (Network Segmentation) ส่งผลให้องค์กรต้องการศักยภาพในการรวมทรัพยากรทั้งหมดนั้น ทั้งที่อยู่ในองค์กรและในที่ห่างไกล ในส่วนต่างๆ ทั้งที่องค์กรสามารถควบคุมได้และควบคุมไม่ได้มาใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพตามความต้องการ ทีมไอทีจึงต้องพิจารณาหาวิธีในการบริหารระบบที่ซับซ้อนเหล่านี้ในขณะที่พัฒนาเครือข่าย 5จี และบริการพับลิคคลาวด์ใหม่ๆ ขององค์กรด้วย

3.สิ่งที่สำคัญคือ องค์กรจำเป็นต้องได้รับการแบ่งปันข้อมูลภัยคุกคามเชิงลึกผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างรวดเร็วและเป็นแบบอัตโนมัติ ทั้งนี้ เทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่งและระบบที่ทำงานเองเป็นอัตโนมัติจะเป็นกุญแจสำคัญจะช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจได้เร็วขึ้น จึงช่วยปิดช่องว่างระหว่างการตรวจจับภัยและการลดผลกระทบที่เกิดจากภัยคุกคามลงได้

4.เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆ ในเครือข่ายมีความหลากหลาย ดังนั้นแพลตฟอร์มรักษาความปลอดภัยจำเป็นต้องมีศักยภาพสูงสามารถทำงานเข้ากันได้กับอุปกรณ์ที่แตกต่างกันนั้น เราจะเห็นมาตรฐานความปลอดภัยแบบ 5จี เป็นระบบเปิดที่ประยุกต์ใช้ APIs ประสานกับหลายๆ ผู้ให้บริการความปลอดภัยไซเบอร์และบริหารจัดการ พร้อมทั้งกำหนดนโยบายด้านความปลอดภัยได้จากส่วนกลางได้อย่างสอดคล้องราบรื่น

ยังมีหลายองค์กรที่ยังมองข้ามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเครือข่าย 5จี และผลกระทบในวิธีการดำเนินธุรกิจและการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม วิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดที่องค์กรสามารถทำได้ในขณะนี้ คือ การยกระดับอุปกรณ์ความปลอดภัยแบบดั้งเดิมที่มักป้องกันแบบแยกจุด ให้ไปเป็นโครงสร้างสถาปัตยกรรมเครือข่ายการรักษาความปลอดภัยที่ออกแบบมาให้เป็นแบบบูรณาการครบถ้วนตั้งแต่ต้นจนปลายทาง มีศักยภาพสูง ทำงานได้เองแบบอัตโนมัติ เป็นระบบเปิด มีมาตรฐานสูง และใช้มาตรฐานด้านความปลอดภัยแบบ API ที่ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการความปลอดภัยไซเบอร์อื่นๆ ได้ สามารถเห็นและบริหารจัดการอุปกรณ์และภัยได้จากหน้าจอเดียวกัน มีเทคโนโลยีทำงานเข้ากับระบบแบบดั้งเดิมและระบบใหม่ๆ

บำรุงราษฎร์ฝ่ากระแสดิสรัป สู่โรงพยาบาลอัจฉริยะ

Published March 4, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/581522

  • วันที่ 26 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

บำรุงราษฎร์ฝ่ากระแสดิสรัป สู่โรงพยาบาลอัจฉริยะ

เรื่อง ปากกาด้ามเดียว

วิสัยทัศน์ที่จะให้การบริบาลสุขภาพแบบองค์รวมระดับโลก (World-class holistic healthcare) ทำให้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มุ่งมั่นยกระดับการบริบาลทางการแพทย์ให้มีคุณภาพที่สูงขึ้น ทั้งในด้านนวัตกรรม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ประสิทธิผลของการดำเนินงาน เพื่อให้ทันกับภาวการณ์อยู่ตลอดเวลา

ในภาวะที่กระแสเทคโนโลยีดิสรัปชั่นเข้ามามีบทบาทในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงธุรกิจสุขภาพ ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ด้านการดูแลสุขภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จึงประกาศวิสัยทัศน์การทำงานตอกย้ำการเป็นผู้นำ World-class holistic healthcare ที่สร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมภายในปี 2565

ภก.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ผู้อำนวยการด้านบริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า จากการกำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินงานไว้ใน 5 ปีข้างหน้า มุ่งเน้นให้ความสำคัญใน 3 ส่วนหลักๆ ประกอบด้วย 1.การปรับเปลี่ยนจากการรักษาผู้ป่วย เป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Care) 2.การประมวลข้อมูลที่มีอยู่จำนวนมากเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ของการบริบาลอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม (Big Data) ตลอดจนการนำเทคโนโลยีทางด้านปัญญาประดิษฐ์เข้ามาปรับใช้ (Artificial Intelligence) และ 3.การเชื่อมโยงระหว่างกันของทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับคน เทคโนโลยี และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง (Connected, Team)

สำหรับปัจจัยที่จะทำให้โรงพยาบาลก้าวไปสู่การเป็น World-class holistic healthcare ได้จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีทางการแพทย์มาใช้เพื่อสุขภาพเชิงรุก ซึ่งให้ผลดีกว่าการตั้งรับรักษาอาการเจ็บป่วย โดยเทคโนโลยีต่างๆ ที่โรงพยาบาลนำมาใช้จะคำนึงถึงผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง รวมถึงนำระบบบริหารจัดการในลักษณะ Operational Excellence มาใช้ในองค์กร เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ป่วยมากที่สุด

พร้อมกันนี้ ได้ยกตัวอย่างเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่นำมาใช้ อาทิ Next-Generation Sequencing Technology (NGS) ช่วยให้สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงในการเกิดโรค การนำบิ๊กดาต้าและเอไอมาใช้ในการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับ BIOTIA ผู้นำสตาร์ทอัพด้านบริการเทคโนโลยีสุขภาพ สหรัฐอเมริกา ในการเก็บข้อมูลและค้นคว้าวิจัย เป็นต้น

ด้าน นพ.กรพรหม แสงอร่าม ที่ปรึกษาซีอีโอ ด้านมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ป่วย กล่าวว่า โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีนโยบายด้านคุณภาพและความปลอดภัยต่างๆ ภายในโรงพยาบาลเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด ซึ่งถือเป็นศาสตร์แรกในแขนงเพื่อยับยั้งความผิดพลาดในการรักษาพยาบาล และยังช่วยลดอัตราผู้ป่วยเสียชีวิตจากการติดเชื้อภายในโรงพยาบาลได้อีกด้วย

ทั้งนี้ มีการนำระบบบริหารนิรภัย หรือ Safety Management System (SMS) ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมการบินมาใช้ในโรงพยาบาล ประกอบไปด้วย นโยบายในเรื่อง Blameless ส่งเสริมให้บุคลากรได้รายงานเมื่อเปิดปัญหาเพื่อที่จะได้แก้ไขในเชิงระบบได้อย่างทันท่วงทีและตรงจุด Risk Management สามารถประเมินและจัดการความเสี่ยงได้ล่วงหน้า Assurance รับประกันคุณภาพผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก และ Safety Promotion เป็นการรณรงค์สร้างจิตสำนึกในเรื่องความปลอดภัยของบุคลากรในระบบเดียวกับ Crew Resource Management ที่ใช้ในธุรกิจสายการบินเช่นกัน

“การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในโรงพยาบาล เราจะมองจากเทรนด์และคุณภาพการรักษาผู้ป่วยเป็นหลักมากกว่า ดังนั้นเราจึงไม่มีข้อจำกัดในการใช้งบเพื่อลงทุนกับเทคโนโลยีการรักษาและบริหารจัดการในแต่ละปี ในทางกลับกันเราจะมีวิธีการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์และความคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อส่งมอบประสบการณ์รักษาพยาบาลที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้แก่ผู้ป่วยของเราทุกคน” ภญ.อาทิรัตน์ กล่าว

ซัมซุงบุกหนักยอดจองเอส10กระฉูด

Published March 4, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/581497

  • วันที่ 26 ก.พ. 2562 เวลา 06:22 น.

ซัมซุงบุกหนักยอดจองเอส10กระฉูด

ซัมซุง ชี้ จองกาแล็คซี่ เอส 10 โดยยังไม่เห็นเครื่องในไทย 2 หมื่นราย จะได้รับเครื่องวันนี้ที่แรกของโลก

นางวรรณา สวัสดิกูล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนปีนี้ยังมีการเติบโตแต่ไม่มากและไม่หวือหวา โดยตลาดระดับพรีเมียมยังคงเติบโตในแง่ของมูลค่า ซึ่งมีการเติบโตด้วยตัวเลขหลักเดียวแต่ในด้านของจำนวนยูนิตไม่ได้มีการเติบโต

ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัทยังคงรุกทำตลาดด้วยเรือธงโปรดักต์ที่เป็นแฟล็กชิป ราคา 600 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2 หมื่นบาทขึ้นไป สำหรับรักษาส่วนแบ่งในตลาดประเทศไทย เชื่อว่าตลาดยังมีการแข่งขันด้านนวัตกรรมและอินโนเวชั่น ทั้งนี้พบว่ากลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนเครื่องช้าและจงรักภักดีต่อแบรนด์สินค้าที่ใช้ แต่ยังคงมองหานวัตกรรมใหม่ๆ ที่ออกแบบเพื่อตอบสนองการใช้งานที่เปลี่ยนไปและให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น รวมไปถึงทางเลือกด้านราคา

อย่างไรก็ดี ล่าสุดได้เปิดตัว กาแล็คซี่ เอส 10 ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเปิดบลายด์บุ๊กกิ้งครั้งแรกในประเทศไทย โดยมียอดจองแบบไม่เห็นเครื่อง 2 หมื่นราย ซึ่งผู้จองซื้อจะได้รับสินค้าวันนี้เป็นแห่งแรกในไทยและแห่งแรกในโลก ถือว่าเป็นการร่วมฉลองซัมซุงครบรอบ 10 ปี รวมทั้งผู้จองในรอบบลายด์บุ๊กกิ้งจะได้รับของสมนาคุณมูลค่าราว 1 หมื่นบาท

ขณะที่มีการเปิดให้จองกาแล็คซี่ เอส 10 และเอส 10 พลัส รอบพรีบุ๊กกิ้งวันนี้-4 มี.ค. 2562 สำหรับซัมซุง กาแล็คซี่ 10 เปิดตัวในไทย 3 รุ่น ได้แก่ กาแล็คซี่ เอส 10e เอส 10 และเอส 10 พลัส มี 5 สี วางขายทางการวันที่ 8 มี.ค. ซึ่งกาแลคซี่ เอส 10e ราคาเริ่มต้น 26,900 บาท

นางวรรณา กล่าวว่า ส่วนกิจกรรมตลาดจะใช้ 3 กลยุทธ์ คือ 1.การเร่งสร้างแบรนด์ 2.โปรดักต์ดีไซน์ ราคาที่คุ้มค่าเหมาะสม และ 3.การสร้างประสบการณ์ผ่านเลนส์กล้องคุณภาพ ซึ่งตอบโจทย์เจเนอเรชั่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่มโมเดิร์นลักซ์ชัวรี่ที่เป็นผู้รักการสร้างสรรค์คอนเทนต์ทั้ง การถ่ายภาพและเทรนด์ในรูปแบบวิดีโอมากขึ้น

ด้านแผนการเปิดตัวสินค้าใหม่ปีนี้จะเปิดตัวราว 10 รุ่น เช่น กาแล็คซี่ โฟลด์ (Galaxy Fold) กำหนดเปิดตัวไตรมาส 2 ปีนี้ ทั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของ ซัมซุงในตลาดระดับบนขึ้นไปอีก โดย คาดว่า กาแล็คซี่ เอส 10 จะได้รับการตอบรับที่ดีจากฐานลูกค้าเดิมที่ให้ ความสนใจและจงรักภักดีต่อแบรนด์มาอย่างต่อเนื่อง หรือประมาณ 70% ส่วนอีก 30% จะเป็นลูกค้าใหม่จากแบรนด์อื่นที่ต้องการอัพเกรดเทคโนโลยี โดยใน ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กาแล็คซี่ มียอดขายรวมทั่วโลกกว่า 2,000 ล้านเครื่อง ทั้งนี้บริษัทจะทำเอ็กซ์ไซเมนมาร์เก็ตติ้งและทำการตลาดแบบครบวงจรเพื่อให้เข้ากลุ่มเป้าหมาย

‘เอไอเอส’โล่งไม่ต้องจ่ายTOT 3.3หมื่นล้านบ.

Published March 4, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/581197

  • วันที่ 23 ก.พ. 2562 เวลา 07:16 น.

'เอไอเอส'โล่งไม่ต้องจ่ายTOT 3.3หมื่นล้านบ.

เอไอเอสเผยอนุญาโตฯ มีมติยกคำเสนอข้อพิพาทของทีโอที กรณีโอนย้ายลูกค้าเรียกชดใช้ 3.3 หมื่นล้าน

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือ เอไอเอส แจ้งว่า ตามที่บริษัท ทีโอที ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ในปี 2557 ให้มีคำชี้ขาดให้เอไอเอสหยุดการให้ลูกค้าย้าย ผู้ให้บริการไปยังบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (เอดับบลิวเอ็น) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของเอไอเอส เนื่องจากเป็นการผิดสัญญาอนุญาตระหว่างเอไอเอสและทีโอที และเรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 3.28 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะอนุญาโตตุลาการได้มีมติเป็นเอกฉันท์ยกคำเสนอข้อพิพาทของทีโอทีข้อเรียกร้องข้างต้น ด้วยเหตุที่เอไอเอสไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดตามสัญญาตามที่ทีโอทีกล่าวหา

อย่างไรก็ดี ทีโอทีสามารถยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าวต่อศาลปกครองกลางได้ภายใน 90 วัน นับจากวันที่ได้รับคำชี้ขาดจากคณะอนุญาโตตุลาการ

ราคาหุ้น ADVANC ปิดที่ 178.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.28% มูลค่าการซื้อขาย 1,210.94 ล้านบาทเอไอเอสรายงานปี 2561 มีรายได้การให้บริการหลักอยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% เทียบกับปีก่อน มีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายภาษีและค่าเสื่อม (อีบิตดา) อยู่ที่ 7.3 หมื่นล้านบาท เติบโต 4.7% เทียบกับปีก่อน หรือคิดเป็นอัตรากำไรอีบิตดา (ไม่รวมรายได้ค่าเช่าเครื่องและอุปกรณ์) เท่ากับ 45.2% เพิ่มขึ้นจาก 44.7% ในปีก่อน

ขณะที่มีกำไรสุทธิ 2.9 หมื่นล้านบาท ลดลง 1.3% เทียบกับปีก่อน จากการลงทุนในโครงข่ายต่อเนื่อง สำหรับปี 2562 เอไอเอสคาดการณ์รายได้จากการให้บริการหลักจะเติบโตในอัตราเลขตัวเดียวระดับกลางจากการเติบโตของทุกธุรกิจ และคาดว่าจะมีอัตรากำไรอีบิตดาใกล้เคียงกับปีก่อน พร้อมวางแผนใช้งบลงทุนประมาณ 2-2.5 หมื่นล้านบาท

“ยุโรป”ปัดแบนหัวเว่ยร่วมสร้าง 5จี

Published March 4, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/581085

  • วันที่ 21 ก.พ. 2562 เวลา 20:23 น.

"ยุโรป"ปัดแบนหัวเว่ยร่วมสร้าง 5จี

เยอรมนี-อังกฤษ ไม่กีดกันหัวเว่ยเข้าร่วมสร้างเครือข่าย 5จี เมินแรงกดดันจากสหรัฐ

ปีเตอร์ อัลท์ไมเออร์ รัฐมนตรีเศรษฐกิจเยอรมนี กล่าวว่า รัฐบาลเยอรมนีกำลังพิจารณาเรื่องการใช้อุปกรณ์ของบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยีส์ บริษัทโทรคมนาคมสัญชาติจีน ในการสร้างเครือข่าย 5จี หลังวอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า หลายกระทรวงของเยอรมนีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ตัดสินใจให้หัวเว่ยสามารถเข้าร่วม 5จี ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐที่ต้องการให้ชาติพันธมิตรเลิกใช้อุปกรณ์หัวเว่ยด้วยความกังวลเรื่องการสอดแนมของรัฐบาลจีน

ขณะที่รอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวรัฐบาลอังกฤษว่า อังกฤษไม่เห็นด้วยกับการห้ามหัวเว่ยเข้าร่วมเครือข่าย หลังจากไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า สภาความมั่นคงอังกฤษ (เอ็นซีเอสซี) มั่นใจว่าสามารถรับมือกับความเสี่ยงของการใช้อุปกรณ์หัวเว่ย แม้เอ็นซีเอสซีเคยระบุเมื่อปีที่แล้วว่าปัญหาทางเทคนิคและซัพพลายเชนของหัวเว่ยสร้างความเสี่ยงต่อเครือข่ายโทรคมนาคม

ด้านนายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น แห่งนิวซีแลนด์ กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่ตัดสินใจเรื่องการแบนหัวเว่ยเข้าร่วม 5จี แม้สำนักงานหน่วยข่าวกรองเคยเตือนให้บริษัทโทรคมนาคมหยุดใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ยในเดือน พ.ย. โดยระบุว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคง

ภาพ เอเอฟพี

ซัมซุงเผยโฉม “Galaxy Fold” สมาร์ทโฟนจอพับได้ ราคา6.1หมื่นบาท

Published March 4, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/581053

  • วันที่ 21 ก.พ. 2562 เวลา 15:18 น.

ซัมซุงเผยโฉม "Galaxy Fold" สมาร์ทโฟนจอพับได้ ราคา6.1หมื่นบาท

ซัมซุงเผยโฉม “Galaxy Fold” สมาร์ทโฟนหน้าจอภับได้ ตั้งราคาที่ 1,980 ดอลลาร์สหรัฐ เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการเดือนเม.ย.นี้

บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ได้เผยโฉมสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ “Galaxy Fold” ที่มีคุณสมบัติเด่นคือเป็นสมาร์ทโฟนแบบพับหน้าจอได้ โดยเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 เม.ย.นี้ ซึ่งซัมซุงได้ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 1,980 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.1 หมื่นบาท

รายงานข่าวระบุว่า สมาร์ทโฟน Galaxy Fold จะมาพร้อมหน้าจอขนาด 7.3 นิ้ว (18.5 เซนติเมตร) ที่สามารถพับให้มีขนาดกะทัดรัดและมีฝาครอบหน้าจอ

นอกจากนี้ ซัมซุมยังเปิดตัวซีรีส์สมาร์ทโฟนรุ่น Galaxy S10, Galaxy S10 Plus และ Galaxy S10e ซึ่งจะเริ่มวางขายทั่วโลกในเดือนมี.ค. โดย Galaxy S10 จะมาพร้อมหน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว ขณะที่ Galaxy S10 Plus มีหน้าจอขนาด 6.4 นิ้ว และ Galaxy S10e มาพร้อมหน้าจอขนาด 5.8 นิ้ว

ในส่วนของกล้องนั้น จะมีฟีเจอร์ที่พัฒนาระบบการซูมเข้าออกพร้อมเลนส์ที่กว้างเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้สามารถถ่ายภาพพาโนรามาได้กว้างตั้งแต่พื้นดินจรดท้องฟ้า ขณะที่ Galaxy S10 Plus มีกล้อง 5 ตัว พร้อมโหมดเซลฟี่กล้องหน้าที่มีความคมชัด 10 ล้านพิกเซล

%d bloggers like this: