ฎีกาธุรกิจ

All posts tagged ฎีกาธุรกิจ

ผิดสัญญาเช่าซื้อรถ

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ผิดสัญญาเช่าซื้อรถ

ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ กำหนดผ่อนชำระ 48 งวด แต่เมื่อผ่อนชำระได้เพียง 2 งวดก็หยุดผ่อนชำระไป ครั้นเวลาล่วงเลยไป ไม่ชำระค่างวดผ่อนชำระ 3 งวดติดต่อกัน บริษัทผู้ให้เช่าซื้อจึงบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ติดตามยึดรถคืน แล้วเสียค่าเสียหาย มาดูกันว่าต้องจ่ายค่าเสียหายเพียงไร ตั้งแต่เมื่อไร

1.

วันที่ 21 พฤษภาคม 2546 คุณจำนูญทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์นั่งจากบริษัท ราคา 657,240.96 บาท โดยตกลงจะชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวด เป็นเงินงวดละ 13,692.52 บาท

เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 มิถุนายน 2546

งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 20 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบกำหนด

คุณจำนูญทำสัญญาเสร็จสรรพจึงขับรถออกจากโชว์รูมบริษัทมา

พอถึงวันที่ 20 กรกฎาคม อันเป็นวันครบกำหนดชำระงวดที่ 2 ลูกค้าชั้นดีอย่างคุณจำนูญก็ชำระเงินค่างวด จำนวน 13,692.52 บาท ครบถ้วนไม่ขาดไม่เกิน

ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ก่อให้เกิดเป็นช่วงเวลาที่เรียกว่ากลางวันอันสว่างไสว เปิดโอกาสให้มนุษย์ส่วนใหญ่ได้ใช้เวลาดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าการทำมาหากินกันไป แม้จะมีบางคนบางกลุ่มนอนหลับในช่วงเวลานั้นบ้างก็ตาม แล้วมันก็บอกลาวันนั้นไปทางทิศตะวันตก ก่อให้เกิดช่วงเวลาที่เรียกว่ากลางคืนอันมืดค่ำอันเป็นเวลาหลับนอนของผู้คนส่วนมาก

หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนเป็นเช่นนี้ จากเช้าเป็นสาย เที่ยง บ่าย เย็น และค่ำ

เป็นกลางวันกลางคืนสลับกันไป

เมื่องวดแรก งวดที่ 2 ผ่านไป งวดที่ 3 ของการที่จะต้องชำระเงินตามสัญญาเช่าซื้อ ก็เดินทางมาถึงกำหนดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในวันที่ 20 สิงหาคม 2546

แต่นับแต่เช้าของวัน กระทั่งเวลาล่วงเลยไป จนบริษัทให้เช่าซื้อปิดทำการ ก็ไม่ปรากฏคุณจำนูญและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินค่างวดที่ 3 เข้าสู่บัญชีของบริษัทแต่อย่างใด

ล่วงไปวันรุ่งขึ้นยิ่งชัดเจนว่า คุณจำนูญไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 3

เช่นเคย แม้วันคืนเกิดขึ้นสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป จากกำหนดชำระงวดที่ 3 ไปถึงและล่วงเลยวันกำหนดชำระงวดที่ 4 ในวันที่ 20 กันยายน งวดที่ 5 วันที่ 20 ตุลาคม คุณจำนูญก็หาได้ไปชำระค่าเช่าซื้ออีกต่อไปไม่

เมื่อล่วงเลยกำหนดชำระค่าเช่าซื้อไปแล้ว 3 งวด วันที่ 21 ตุลาคม 2546 บริษัทจึงให้คุณทนายความมีหนังสือถึงคุณจำนูญ

บอกกล่าวทวงถาม ขอให้คุณจำนูญชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ค่าเบี้ยปรับชำระล่าช้า และค่าติดตาม ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้

ที่สำคัญ ได้ระบุไปด้วยว่า

หากไม่ชำระภายในกำหนด จะถือหนังสือนี้เป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ

บริษัทส่งหนังสือให้คุณจำนูญได้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2546

จากวันที่ 28 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไป เวลาล่วงเลยไป 30 วันแล้ว แต่คุณจำนูญหาได้ชำระเงินตามที่บริษัทเรียกร้องแต่อย่างใดไม่

2.

คุญจำนูญเห็นเงียบไปก็สบายใจ ใช้รถยนต์คันนั้นเรื่อยมา คล้ายว่าเป็นรถฟรี หรือเป็นรถยนต์ราคาถูก จ่ายเงินดาวน์ไปส่วนหนึ่งแล้ว จ่ายค่าเช่าซื้อเพียง 2 งวด แล้วได้รถมาใช้อย่างสบายอะไรทำนองนั้น

แต่ปรากฏว่าการณ์หาได้เป็นเช่นที่คุณจำนูญคิดไม่

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 บริษัทติดตามและยึดรถกลับคืนมาได้ แล้วเรียกค่าเสียหายเอาจากคุณจำนูญ แต่เช่นเคย คุณจำนูญก็นิ่งเฉยเสีย

เวลาล่วงเลยมา หรือล่วงเลยไป บริษัทมีธุระจำต้องดำเนินกิจกรรมต่างๆ อันจำเป็นหลายประการ กระทั่งเรื่องของคุณจำนูญเงียบไป

คุณจำนูญคิดไปอีกว่า บริษัทคงเบื่อที่จะติดตามทวงถามเอากับตนเสียแล้ว น่าจะรอด น่าจะสบายไม่ต้องจ่ายอะไรอีกแล้ว

แต่ที่ไหนได้ แต่มันจะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร หรือ แต่มันดำเนินไปดังที่คาดหมายอย่างนั้นกระไรได้

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 บริษัทยื่นฟ้องคุณจำนูญเป็นจำเลยต่อศาล ระบุว่า เมื่อติดตามยึดรถยนต์คืนมาได้จากคุณจำนูญ รถอยู่ในสภาพชำรุด เมื่อนำรถออกประมูลขายได้ราคาเพียง 242,990.65 บาท ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายขาดราคา 386,593.10 บาท

ทั้งยังขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์ออกให้เช่า ค่าเช่าเดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันที่เริ่มผิดนัดจนถึงวันยึดรถคืนได้ เป็นเวลา 3 เดือน เป็นเงิน 18,000 บาท

ยังมีเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถคืน และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนไปอีก รวม 4,769.57 บาท

รวมเป็นค่าเสียหายทั้งหมด 411,108.67 บาท

ขอให้ศาลพิพากษาบังคับคุณจำนูญ ชำระเงิน 411,108.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท

คุณจำนูญที่เดิมเคยคิดว่าจะรอดตัวแล้ว กลับต้องถูกฟ้อง จึงยื่นคำให้การต่อสู้คดีไปว่า ตนไม่ได้ผิดสัญญา บริษัทจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์

ทั้งค่าขาดประโยชน์ที่เรียกมาเป็นการกำหนดขึ้นมาเอง ตนเป็นผู้ส่งคืนรถที่เช่าซื้อ บริษัทจึงไม่อาจเรียกค่าติดตามยึดรถคืน ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากเงินต้น 411,108.67 บาท เพราะเงินดังกล่าวรวมดอกเบี้ยตั้งแต่วันทำสัญญาเช่าซื้อแล้ว หากให้คิดดอกเบี้ยตามฟ้องจะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้ำซ้อน

ขอให้ยกฟ้อง!

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คุณจำนูญแถลงสละข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมด

ขอให้วินิจฉัยเพียงประการเดียวว่า บริษัทเสียหายเพียงใด

3.

เมื่อคุณจำนูญสละคำให้การอื่นๆ หมด คดียิ่งพิจารณาง่ายเข้า

ที่สุดศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ให้คุณจำนูญชำระเงิน 274,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท

แต่คุณจำนูญเห็นว่า ยอดเงินที่ต้องชำระยังสูงไปจึงอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน

คุณจำนูญฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คุณจำนูญผิดนัด ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่บริษัทตั้งแต่งวดที่ 3 ประจำวันที่ 20 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไป

เมื่อคุณจำนูญไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันครบ 3 งวด บริษัทจึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 21 ตุลาคม 2546 บอกกล่าว ทวงถามให้คุณจำนูญชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ค่าเบี้ยปรับชำระล่าช้า และค่าติดตามภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ชำระภายในกำหนด ให้ถือหนังสือดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ

บริษัทสามารถส่งหนังสือให้คุณจำนูญได้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2546

แต่คุณจำนูญไม่ชำระเงินภายในกำหนด

สัญญาเช่าซื้อระหว่างบริษัทและคุณจำนูญ จึงเป็นอันเลิกกันตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2546

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว ย่อมมีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแก่กัน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 และมาตรา 392 บัญญัติว่า การชำระหนี้ของคู่สัญญาอันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 369 กล่าวคือ ให้นำมาตรา 369 ว่าด้วยการชำระหนี้ในสัญญาต่างตอบแทนมาใช้บังคับ

คุณจำนูญมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนบริษัทตามที่กำหนดไว้ในสัญญาและหนังสือทวงถาม

แต่คุณจำนูญไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนบริษัท โดยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์คันดังกล่าวตลอดมาตั้งแต่วันที่คุณจำนูญไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่บริษัทประจำงวดที่ 3 ย่อมทำให้บริษัทเสียหาย จึงมีสิทธิเรียกให้คุณจำนูญชดใช้ค่าเสียหายที่คุณจำนูญได้ใช้ทรัพย์ของบริษัทมาตลอดระยะเวลาที่คุณจำนูญครอบครองทรัพย์ คือตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2546 เป็นต้นมา เพื่อชดเชยเป็นค่าเสียหายได้ตามมาตรา 391 วรรคสาม

มิใช่เริ่มมีสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ตั้งแต่วันที่เลิกสัญญาดังที่คุณจำนูญฎีกา

ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้คุณจำนูญต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่บริษัท นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2546 จนถึงวันที่ติดตามยึดรถคืนได้ จึงชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คุณจำนูญชำระเงิน 271,000 บาท แก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2904/2558)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้

ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น

การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่

มาตรา 392 การชำระหนี้ของคู่สัญญาอันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 369

มาตรา 369 ในสัญญาต่างตอบแทนนั้น คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้ หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าหนี้ของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่ถึงกำหนด

ปกปิดความจริง

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07087011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ปกปิดความจริง

เริ่มเจ็บป่วย ไปหาหมอ ก่อนทำสัญญาประกันชีวิต แต่ตอบคำถามในแบบฟอร์มคำขอเอาประกันชีวิต ว่าไม่เคยเข้ารับการรักษาพยาบาล ต่อมาป่วยหนักแล้วเสียชีวิต ภริยายื่นขอรับค่าสินไหมทดแทน แต่บริษัทประกันชีวิตไม่ยอมจ่าย อ้างว่าปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรบอกให้แจ้ง

1.

คุณสมสวยเป็นภริยาคุณจำนูญ เช่นเดียวกับที่กล่าวได้ว่า คุณจำนูญเป็นสามีคุณสมสวย

วันที่ 13 เมษายน 2544 วันสงกรานต์พอดิบพอดีเลย ขณะใครๆ กำลังสนุกสนานกัน แต่คุณจำนูญรู้สึกปวดท้อง แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน จึงไปหาแพทย์ที่คลินิก

คุณนายแพทย์ตรวจร่างกายและทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง แล้ววินิจฉัยว่า คุณจำนูญเป็นโรคกระเพาะอาหาร ได้จ่ายยาขับลม ยาเคลือบกระเพาะอาหาร และยาคลายกล้ามเนื้อกระเพาะอาหารให้ไปรับประทาน

ต่อมาขณะอยู่บ้าน มีคนมาขายประกันชีวิต คุณจำนูญตกลงใจว่า จะซื้อประกันชีวิต แต่ผู้ขายประกันว่า ขอให้ไปตรวจร่างกายที่คลินิกก่อน

วันที่ 27 เมษายน 2544 คุณจำนูญไปตรวจร่างกายเพื่อทำคำขอทำสัญญาประกันชีวิต

คุณนายแพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่า หัวใจและปอดของคุณจำนูญปกติ

การขอทำสัญญาเอาประกันชีวิตของคุณจำนูญจึงดำเนินต่อไป

คุณจำนูญรู้สึกว่าอาการปวดท้องยังคงดำเนินไป ไปหาแพทย์ที่คลินิกอีกหลายครั้ง คือ

วันที่ 18 พฤษภาคม 2544 แพทย์วินิจฉัยว่า น่าจะเป็นโรคกระเพาะอาหารจึงให้ยามารับประทาน

วันที่ 7 มิถุนายน 2544 คุณจำนูญแจ้งว่าอาการดีขึ้น แพทย์ทำการรักษาโดยวิธีฉีดยา และให้ยาไปรับประทานอีก

กระบวนการเรื่องการขอทำประกันชีวิตของคุณจำนูญดำเนินไปเรื่อยๆ

กระทั่งวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 บริษัทประกันชีวิต ตกลงรับประกันชีวิตคุณจำนูญ และออกกรมธรรม์ประกันชีวิตแก่คุณจำนูญ เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสม 170 (มีเงินปันผล) จำนวนเงินเอาประกันชีวิต 100,000 บาท

ในกรมธรรม์กำหนดให้ คุณสมสวยเป็นผู้รับประโยชน์

หลังจากนั้นคุณจำนูญยังมีอาการเจ็บป่วยเข้ารับการรักษาพยาบาลอีก คือ

วันที่ 12 กรกฎาคม 2544 ไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย โดยอัลตราซาวนด์ พบว่า มีอาการตับโต จึงฉีดยาและให้ยาไปรับประทาน

วันที่ 27 กรกฎาคม 2544 คุณจำนูญมีอาการไม่ดีขึ้น แพทย์ทำการรักษาโดยการฉีดยาและให้ยาไปรับประทานต่อ

วันที่ 4 สิงหาคม 2544 แพทย์ทำการตรวจร่างกายโดยวิธีอัลตราซาวนด์ พบว่า ตับยังโตอีก และพบว่ามีเนื้องอกในตับ จึงวินิจฉัยว่า เป็นมะเร็งตับ

วันที่ 15 สิงหาคม 2544 คุณจำนูญเสียชีวิต ด้วยสาเหตุเป็นมะเร็งตับ

2.

เมื่อคุณจำนูญเสียชีวิตลง คุณสมสวยค้นๆ เจอกรมธรรม์ประกันชีวิต

คุณสมสวยแจ้งบริษัทประกันชีวิต และขอรับค่าสินไหมทดแทน

บริษัทประกันชีวิตตรวจสอบ ทราบว่า ก่อนจะทำสัญญาประกันชีวิตนั้นคุณจำนูญได้มีประวัติการรักษามาก่อน

บริษัทประกันชีวิตเห็นว่า กรณีนี้ คุณจำนูญ ปกปิดอาการเจ็บป่วย ปกปิดประวัติการรักษาพยาบาล เห็นว่าสัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ

วันที่ 5 ตุลาคม 2544 บริษัทประกันชีวิตจึงบอกล้างสัญญาแก่คุณสมสวย และปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้คุณสมสวยภริยา

คุณสมสวยไม่เห็นด้วย จึงทวงถามแต่ไม่คืบหน้า บริษัทประกันชีวิตยืนกรานไม่ยอมจ่าย

คุณสมสวยจึงนำความไปฟ้องศาล

ขอให้ศาลพิพากษาบังคับบริษัทประกันชีวิต ให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนมา 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบริษัทจะจ่ายเสร็จ

บริษัทประกันชีวิต ต่อสู้คดีว่า สัญญาประกันชีวิตของคุณจำนูญนี้ คุณจำนูญรู้อยู่แล้วว่า มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ตับโต และได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นมะเร็งตับ ก่อนขอเอาประกันชีวิตกับบริษัท

แต่คุณจำนูญมิได้แจ้งให้บริษัททราบ และกลับแถลงข้อความเท็จว่า มีสุขภาพสมบูรณ์ดี และในระหว่าง 2 ปีก่อนไม่เคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้ารับการรักษาตัวในสถานพยาบาล บริษัทหลงเชื่อจึงตกลงรับประกันชีวิตไว้ หากบริษัททราบความจริงว่าคุณจำนูญมีสุขภาพไม่สมบูรณ์ เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงมาก่อนทำประกันชีวิต บริษัทจะบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาประกันชีวิตให้

การปกปิดดังกล่าว เป็นสาระสำคัญอันมีผลให้สัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆียะ

เมื่อบริษัทบอกล้างแล้ว สัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆะ บริษัทประกันชีวิตจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวน 100,000 บาท คงรับผิดคืนค่าเบี้ยประกันจำนวน 11,080 บาท แก่คุณสมสวยเท่านั้น

3.

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้บริษัทประกันชีวิต ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องวันที่ 20 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่คุณสมสวย

บริษัทประกันชีวิตไม่เห็นด้วย จึงอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง!

เที่ยวนี้คุณสมสวยไม่พอใจบ้าง คุณสมสวยจึงฎีกาคดี

โดยคุณสมสวยฎีกาว่า ขณะทำสัญญาประกันชีวิตคุณจำนูญได้ไปตรวจสุขภาพและยื่นใบรับรองการตรวจสุขภาพให้บริษัทประกันชีวิตแล้ว

การที่คุณจำนูญแถลงไว้ในคำขอเอาประกันชีวิตว่า ตนมีสุขภาพแข็งแรง ทั้งที่ทราบว่า เป็นโรคกระเพาะอาหาร ก็เนื่องจากคุณจำนูญเข้าใจโดยสุจริตว่า มีสุขภาพแข็งแรง เพราะโรคกระเพาะอาหารเป็นเพียงโรคธรรมดา ไม่ใช่โรคร้ายแรงและไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งขณะทำสัญญาประกันชีวิตถึงเวลาก่อนที่จะออกกรมธรรม์นั้น ไม่ปรากฏว่าคุณจำนูญมีอาการเจ็บป่วยรุนแรง แม้คุณจำนูญจะไม่แจ้งข้อเท็จจริงว่าป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร สัญญาประกันชีวิตก็สมบูรณ์

ศาลฎีกาเห็นว่า บริษัทประกันชีวิตนำสืบว่า หลังจากรับแจ้งจากคุณสมสวยว่าคุณจำนูญเสียชีวิต และขอรับเงินค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิต บริษัทประกันชีวิตตรวจสอบประวัติการเจ็บป่วยของคุณจำนูญพบว่า คุณจำนูญเคยรับการรักษาอาการปวดท้องที่คลินิกแพทย์ 2 แห่ง โดยคุณจำนูญทราบว่าตนป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารมาตั้งแต่ก่อนทำสัญญาประกันชีวิต แต่ปกปิดไม่แจ้งการเข้ารับการรักษา หากบริษัททราบว่า คุณจำนูญเจ็บป่วยด้วยโรคกระเพาะอาหาร จะไม่รับทำสัญญาประกันชีวิต สัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากประวัติการรักษาพยาบาลดังกล่าวแสดงว่า คุณจำนูญมีอาการปวดท้องตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2544 หลังจากนั้น มีอาการปวดท้องเรื่อยมา และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จนถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2544 จึงได้เข้ารับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับ

เมื่อคุณจำนูญเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกับบริษัทในวันที่ 27 เมษายน 2544 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่คุณจำนูญเคยเข้ารับการรักษาที่คลินิกแพทย์และได้รับการตรวจวินิจฉัยแล้วว่า เป็นโรคกระเพาะอาหาร คุณจำนูญย่อมต้องทราบดีอยู่แล้ว ว่าตนเป็นโรคกระเพาะอาหารและได้เข้ารับการรักษาตัวด้วยโรคดังกล่าวก่อนยื่นคำขอทำสัญญาประกันชีวิตเพียง 14 วัน

แต่คุณจำนูญกลับไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวให้บริษัทประกันชีวิตทราบ ทั้งที่คำขอเอาประกันภัย มีคำถามโดยชัดเจนว่า ในระหว่าง 2 ปีที่แล้ว เคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลทำการรักษาตัวตรวจโลหิตหรือไม่ โดยคุณจำนูญกลับตอบว่าไม่เคย

ยังมีคำถามอีกว่า เคยมีความผิดปกติของร่างกาย จิตใจ หรือรับการรักษาในโรงพยาบาลหรือสถานรักษาโรค ตรวจเลือด เอกซเรย์ หรือตรวจพิเศษอื่นๆ ตามรายการดังต่อไปนี้หรือไม่ ซึ่งโรคมีระบุถึงโรคกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร รวมอยู่ด้วย แต่คุณจำนูญกลับตอบว่า ไม่เคย

การกระทำนั้นจึงเป็นการละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริง หรือรู้อยู่แล้วแถลงข้อความอันเป็นเท็จ

หากบริษัททราบเรื่องที่คุณจำนูญเข้าทำการรักษาโรคร้ายแรง บริษัทจะปฏิเสธไม่รับประกันชีวิต

ดังนั้น การที่คุณจำนูญรู้อยู่แล้ว ว่าตนเป็นโรคกระเพาะอาหาร ก่อนยื่นคำขอทำสัญญาประกันชีวิต คุณจำนูญจึงมีหน้าที่ต้องเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหารให้บริษัทประกันชีวิตทราบ

เมื่อคุณจำนูญละเว้นเสีย ไม่เปิดเผยข้อความจริงนั้น ย่อมทำให้สัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ ตามมาตรา 865 วรรคหนึ่ง

เมื่อบริษัทประกันชีวิตบอกล้างสัญญาประกันชีวิตแล้วภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่บริษัทประกันชีวิตทราบ สัญญาประกันชีวิตย่อมตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก

บริษัทประกันชีวิตจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่คุณสมสวย

ศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ดังนี้ คุณสมสวย ภริยาคุณจำนูญจึงไม่ได้รับค่าสินไหมทดแทน

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16380/2557)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 865 ถ้าในเวลาทำสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยก็ดีหรือในกรณีประกันชีวิต บุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญา หรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ

ถ้ามิได้ใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ก็ดี หรือมิได้ใช้สิทธินั้นภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันทำสัญญาก็ดี ท่านว่าสิทธินั้นเป็นอันระงับสิ้นไป

มาตรา 889 ในสัญญาประกันชีวิตนั้น การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพ หรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง

หนี้ใคร

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

หนี้ใคร

บริษัทจัดหาคนงานไปทำงานต่างประเทศ ร่วมดำเนินโครงการกับธนาคาร ให้ปล่อยสินเชื่อแก่คนงานไปทำงานต่างประเทศ เปิดบัญชีเงินฝากค้ำประกันเอาไว้ ถ้าคนงานไม่ชำระหนี้ครบให้ธนาคารหักเงินในบัญชีไปได้เลย แถมมีผู้จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันอีกคน ธนาคารตกลงปล่อยเงินกู้ เมื่อคนงานเบี้ยว จึงหักเงินจากบัญชีบริษัท บริษัทโดนหักเงิน หันไปฟ้องเอาผู้จดจำนองที่ดินต่อ

1.

บริษัทจัดหาคนงานไปทำงานต่างประเทศ ได้ทำความตกลงกับธนาคาร ในโครงการอำนวยสินเชื่อให้คนงานที่จะไปทำงานต่างประเทศ

บริษัทต้องเปิดบัญชีฝากเงินประเภทสะสมทรัพย์ไว้กับธนาคารชื่อ “บัญชีสำรองจ่ายหนี้เสีย” เพื่อประกันความเสียหายในการปฏิบัติตามสัญญาของคนงานที่รับเงินกู้ไปจากธนาคารเพื่อไปทำงานต่างประเทศ โดยบริษัทเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของคนงานเหล่านั้น และยอมให้ธนาคารหักเงินในบัญชีสำรองจ่ายหนี้เสียนี้ ชำระแทนคนงานหรือผู้กู้ที่ไม่สามารถชำระหนี้คืนภายใน 3 เดือนนับแต่วันผิดนัดชำระ

เมื่อตกลงกันได้อย่างนั้น บริษัทเริ่มดำเนินการตามโครงการทันที ประกาศให้คนงานทราบ ใครที่สนใจไปทำงานต่างประเทศ มีโครงการที่ธนาคารให้กู้เงิน

คุณจำนูญเป็นคนทำงาน เป็นคนหางาน ที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศ กระโดดเข้าร่วมโครงการทันที

คุณจำนูญติดต่อกับบริษัท ขอให้ช่วยอำนวยความสะดวกในการขอสินเชื่อจากธนาคาร บริษัทก็ดำเนินการให้คุณจำนูญได้เข้าร่วมโครงการนี้

คุณจำนูญยื่นขอกู้เงินจากธนาคาร 100,000 บาท ธนาคารคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี

ในการกู้เงินดังกล่าวนั้น บริษัทได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของคุณจำนูญไว้ต่อธนาคาร

นอกจากนั้น ธนาคารยังขอให้มีผู้จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้อีกชั้นหนึ่ง

คุณจำนูญได้ขอให้คุณโผงนำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ของคุณจำนูญด้วย

ธนาคารมั่นใจแน่นอน มีบริษัทค้ำประกัน โดยมีบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารและตกลงให้ธนาคารหักบัญชีได้หากลูกหนี้ไม่ชำระตามเงื่อนไขกำหนด

แถมยังมีคุณโผงนำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้นั้นไว้อีกราย จึงจ่ายเงินแก่คุณจำนูญไป 100,000 บาท

คุณจำนูญดีใจ มีเงินสำหรับใช้จ่ายและได้ไปทำงานต่างประเทศสมตั้งใจ

เมื่อคุณจำนูญไปทำงานต่างประเทศ แรกๆ ก็ส่งเงินเข้าบัญชี ชำระหนี้แก่ธนาคารตามสัญญาที่ว่าไว้

แต่เฉพาะแรกๆ เท่านั้นเองที่ชำระ เพราะหลังๆ นี่ธนาคารพบว่า คุณจำนูญไม่นำเงินเข้าบัญชี คือไม่ชำระหนี้เงินกู้อีกแล้วนั่นเอง

ธนาคารทวงคุณจำนูญ แต่เหลว ไม่มีเงินชำระเข้ามา จึงหันไปหาผู้ค้ำประกันคือบริษัทนะเอง

ธนาคารเริ่มหักเงินจาก “บัญชีสำรองจ่ายหนี้เสีย” ที่บริษัทเปิดไว้ จำนวน 94,365 บาท จนครบหนี้ไป

ธนาคารเก๊าะสบายตัวไป ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว

2.

หันมาทางบริษัท บริษัทถูกธนาคารหักบัญชีไป 9 หมื่นกว่าบาท ตามสัญญา ทำไงต่อละ

บริษัทว่า อย่างนี้ คุณจำนูญต้องรับผิดชอบ

แต่ลำพังคุณจำนูญ ดูท่าทางจะไม่มีเงิน ดังนั้น จึงไปหาคุณโผงด้วย

บริษัทว่า นอกจากคุณจำนูญแล้ว คุณโผงผู้จดจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของคุณจำนูญ ต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วยสิ

ว่าแล้วจึงเริ่มทวงถามเอากับคุณโผงไป

คุณโผงรับหนังสือทวงถาม แล้วร้องด้วยความสงสัยว่า “อ้าว ผมไปเกี่ยวไรด้วยละ?”

บริษัทส่งเจ้าหน้าที่มาคุยด้วย พยายามอธิบายให้ฟังว่า ทำไมคุณโผงถึงต้องร่วมกันรับผิดชอบหนี้นี้ด้วย

คุณโผงว่า “รับผิดชอบอะไร ผมเกี่ยวอะไรด้วย”

บริษัทว่า “ไม่รู้ละ ถ้าไม่จ่ายเป็นโดนฟ้อง”

คุณโผงว่า “ฟ้องก็ฟ้องสิ กลัวรึ”

บริษัทยื่นฟ้องคุณจำนูญ เป็นจำเลยที่ 1 และคุณโผงเป็นจำเลยที่ 2

เรียกให้ทั้งสองร่วมกัน จ่ายเงินจำนวน 94,365 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี มา

3.

เมื่อถูกฟ้อง คุณจำนูญและคุณโผงต่อสู้คดี

โดยเฉพาะคุณโผงต่อสู้ว่า บริษัทนั้นเข้าค้ำประกันหนี้ของคุณจำนูญ

ส่วนคุณโผงนั้นนำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองค้ำประกันหนี้เงินกู้ต่อธนาคาร

ทีนี้เมื่อบริษัทถูกหักบัญชีนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้แล้ว หนี้ประธานที่คุณจำนูญกู้จากธนาคารไม่มีแล้ว สัญญาจำนองก็ระงับสิ

ธนาคารผู้รับจำนองเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิเหนือคุณโผงในฐานะคู่สัญญาจำนอง

บริษัทชอบที่จะรับช่วงสิทธิจากธนาคารและใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาก็แต่เฉพาะกับคุณจำนูญลูกหนี้ชั้นต้นโน่น ไม่มีอำนาจมาฟ้องคุณโผงบังคับจำนองให้คุณโผงชำระหนี้ได้ดอก ขอให้ยกฟ้องไป

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้คุณจำนูญ ชำระเงิน 94,365 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท

บริษัทอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

4.

บริษัทฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของบริษัทเพียงว่า บริษัทมีสิทธิรับช่วงสิทธิจากเจ้าหนี้ มาฟ้องไล่เบี้ยเอาจากคุณโผงผู้จดทะเบียนที่ดินจำนองเป็นประกันหนี้นี้หรือไม่

โดยบริษัทฎีกาว่า บริษัทและคุณโผง ต่างเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของคุณจำนูญในหนี้รายเดียวกัน

แม้วิธีการประกันหนี้จะไม่เหมือนกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับคุณจำนูญ และคุณโผง เป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้น

เห็นว่า การที่คุณโผงจำนองที่ดินของตนเป็นประกันเงินกู้ที่คุณจำนูญต้องชำระให้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ เป็นการให้สัญญาต่อเจ้าหนี้ของคุณจำนูญว่า หากคุณจำนูญไม่ชำระหนี้ ก็ให้ธนาคารเจ้าหนี้ของคุณจำนูญ บังคับจำนองเอากับที่ดินของคุณโผงได้

ต่างกับการค้ำประกันซึ่งบริษัทผู้ค้ำประกันสัญญาว่า ถ้าคุณจำนูญไม่ชำระหนี้ บริษัทจะชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ของคุณจำนูญ โดยยอมรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกับคุณจำนูญผู้เป็นลูกหนี้ ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้ทุกชนิด

ส่วนกรณีของคุณโผงนั้น ต้องบังคับเอาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในลักษณะจำนอง ซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 682 วรรคสอง ในลักษณะค้ำประกันมาใช้บังคับกับคุณโผงให้ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับบริษัทซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน

อีกทั้งไม่ใช่กรณีผู้ค้ำประกันหลายคนยอมตนเข้าค้ำประกันหนี้รายเดียวกันอันจะต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตามมาตรา 682 วรรคสอง อันจะทำให้บริษัทรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บังคับจำนองกับที่ดินที่คุณโผงได้

ศาลฎีกาพิพากษายืน

คุณโผงผิวปากสบายใจไปสิ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13337/2556)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 682 ท่านว่าบุคคลจะยอมเข้าเป็นผู้รับเรือน คือเป็นประกันของผู้ค้ำประกันอีกชั้นหนึ่ง ก็เป็นได้

ถ้าบุคคลหลายคนยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกันไซร้ท่านว่าผู้ค้ำประกันเหล่านั้นมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แม้ถึงว่ามิได้เข้ารับค้ำประกันรวมกัน

มาตรา 702 อันว่าจำนองนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้จำนอง เอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจำนอง เป็นประกันการชำระหนี้ โดยไม่ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้รับจำนอง

ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่

เลิกสัญญาเช่าซื้อ

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เลิกสัญญาเช่าซื้อ

อยากโก้กว่าใครในทวีปเอเชีย เช่าซื้อรถยนต์คันละ 2 ล้านกว่าบาท ชำระค่าเช่าซื้อไปได้พักเดียวจอด บริษัทตามยึดรถคืนได้ บริษัทนำรถไปขายได้ราคาต่ำ จึงมาฟ้องเรียกค่าจิปาถะจากผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน สุดท้ายจะลงเอยอย่างไร ต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง

1.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2546 คุณโผงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จากบริษัท

ราคา 2,787,129 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

คุณโผงตกลงชำระ 48 งวด รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม งวดละ 41,786 บาท

งวดสุดท้ายชำระ 912,616 บาท

เริ่มชำระงวดแรก วันที่ 15 มิถุนายน 2546 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ

สัญญาตอนหนึ่งระบุว่า

“หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระ 3 งวดติดต่อกัน และผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ที่ค้างภายในเวลา 30 วันแล้วไม่ชำระ ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที”

มีคุณจำนูญลงนามเป็นผู้ค้ำประกัน ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม

สวยสิ! รถไม่สวยคุณโผงจะยอมทุ่มเงินขนาดนั้นซื้อมาเรอะ

แม้เงินสดไม่พอ แต่เครดิตดี มีฐานะขนาดนี้ บริษัทให้เช่าซื้อเชื่อถือ-สบายมาก

ในใจนั่นน่ะ คือว่า ได้ขับได้นั่งคันนี้แล้ว มั่นใจได้ว่า โก้กว่าใครๆ หลายสิบล้านคนในประเทศนี้ และรวมถึงยังโก้กว่าใครๆ ในย่านเอเชียอาคเนย์แน่นอน ไม่ว่าจะใน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศกัมพูชา เวียดนาม พม่า และแม้ขยายไปยัง บังกลาเทศ เนปาล สิกขิม ภูฏาน ด้วยแล้วก็ตาม

แต่ว่าเป็นธรรมเนียมของเรื่องราวใน เส้นทางเศรษฐี คุณโผงในแทบทุกเรื่อง ถ้าเป็นชำระค่าเช่าซื้อสินค้าเป็นงวดๆ อย่างนี้ละก็ คุณโผงเป็นต้องชำระไม่ครบทุกงวดหรอก

เรื่องนี้ก็เช่นกัน คุณโผงชำระค่าเช่าซื้อไปได้เพียงงวดที่ 12 พอเวลาผ่านมาถึงงวดที่ 13 คุณโผงไม่ชำระซะแล้ว—ไม่มีเงินน่ะ ไม่ใช่ไรหรอก

แต่เช่นกัน เหมือนๆ กันทุกเรื่อง แม้ไม่ชำระค่าเช่าซื้อ แต่คุณโผงยังคงครอบครอง ขับรถโก้คันนั้นไปโน่น มานี่อยู่ตลอด

2.

เวลาผ่านไป ตามที่ควรจะต้องส่งค่างวด 3 งวดแล้ว แต่คุณโผงมิได้ชำระ บริษัทจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา และขอให้คุณโผงกับคุณจำนูญส่งรถคืนมาเสียโดยดี

แต่มีใครที่ไหนบ้างละจะปฏิบัติตามด้วยการส่งคืนแต่โดยดี คุณโผงกับคุณจำนูญก็เช่นกัน โดยเฉพาะคุณจำนูญนั้นไม่มีปัญญาไปนำรถส่งคืนดอก ด้วยว่ารถอยู่กับคุณโผง ไหนเลยคุณโผงจะยอมคืนมาง่ายๆ

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 บริษัทส่งทีมไป สวัสดีครับ ขอแสดงความนับถือ คุณโผง และยึดรถคืนมาได้

อันที่จริง บริษัทเพียรพยายามอยู่หลายรอบแล้วละ แต่คลาดแคล้วกันทุกคราวไป กระทั่งถึงวันนี้คือวันนั้น

แต่ใช่ว่า ยึดรถคืนมาแล้วทุกอย่างจะจบจะสิ้น เลิกแล้วต่อกันแต่อย่างใด

ยังไม่จบดอก แม้ตามยึดรถมาได้แล้ว บริษัทยังมีหนังสือทวงค่าอะไรต่อมิอะไรจากคุณโผงและคุณจำนูญผู้ค้ำประกันต่ออีก

แต่คุณโผงและคุณจำนูญต่างชวนกันเล่นบทเฉย ทวงเท่าไรก็ไม่ยอม ไม่จ่าย

แต่บริษัทหาได้เห็นดีเห็นงามไปกับความนิ่งเฉยของทั้งสองไม่

บริษัทให้ทนายความทวงหลายครั้ง เมื่อไม่เป็นผลจึงนำความไปฟ้องศาล ขอให้บังคับให้ทั้งสองจ่ายมาเสียแต่โดยดี

3.

บริษัท ฟ้องว่า บริษัทยึดรถคืนมาแล้วขายได้ 1,300,000 บาท ทำให้ต้องเสียหาย ขาดราคาไป 1,180,796 บาท จึงฟ้องคุณโผงและคุณจำนูญ ขอให้ศาลบังคับให้คุณโผงจ่าย

ค่าขาดราคาไป 1,180,796 บาท

ค่าเช่าซื้อนับแต่วันผิดนัดถึงวันที่สัญญาเช่าเลิกกัน 227,805 บาท

ค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถ 30,000 บาท

รวมแล้วขอให้ศาลบังคับคุณโผงและคุณจำนูญจ่าย 1,438,601 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จะฟ้องก็ฟ้องไป คุณโผงกับคุณจำนูญหาสนใจไม่

คุณโผงและคุณจำนูญขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้คุณโผงและคุณจำนูญร่วมกันชำระเงิน 776,104 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง วันที่ 20 พฤษภาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท

คุณโผงและคุณจำนูญอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณโผงและคุณจำนูญฎีกาคดี

4.

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างบริษัทกับคุณโผงเลิกกันโดยปริยายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 ซึ่งเป็นวันที่บริษัทยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อ โดยคุณโผงมิได้โต้แย้ง

มิใช่เป็นการเลิกสัญญาเพราะเหตุคุณโผงผิดสัญญา

ศาลฎีกาชี้ว่า เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่าย จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม

ส่วนการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การชดใช้คืนย่อมทำได้ด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น

ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม

ดังนั้น คุณโผงจึงมีเพียงความรับผิดที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท เป็นค่าใช้ทรัพย์ หรือค่าขาดประโยชน์ตลอดระยะเวลาที่คุณโผงครอบครองใช้สอยรถยนต์ที่เช่าซื้อ โดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่บริษัท

ส่วนค่าเสียหายอื่น บริษัทไม่อาจเรียกร้องได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้คุณโผงในฐานะผู้เช่าซื้อ และคุณจำนูญในฐานะผู้ค้ำประกัน ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทเป็นค่าขาดราคารถ ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเลิกกัน และค่าติดตามยึดรถคืน จึงไม่ชอบ

ปัญหานี้แม้คุณโผงและคุณจำนูญมิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

ส่วนค่าขาดประโยชน์ที่คุณโผงต้องรับผิดต่อบริษัท มีเพียงใดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถใหม่ มีราคาสูง บริษัทสามารถใช้สอยในฐานะเป็นเจ้าของทรัพย์ หรือนำออกให้เช่า หรือให้เช่าซื้อหาประโยชน์ได้เป็นจำนวนพอสมควร

การที่คุณโผงครอบครอง ใช้สอยรถดังกล่าว โดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ย่อมทำให้บริษัทต้องขาดประโยชน์จากการใช้สอย หรือนำรถออกหาประโยชน์ดังกล่าว ตั้งแต่วันที่คุณโผงผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ คือวันที่ 15 มิถุนายน 2547 จนถึงวันที่ บริษัทยึดรถคืน คือวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547

แต่บริษัทบรรยายฟ้อง ขอคิดค่าเสียหายมาเพียงถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2547 เป็นระยะเวลา 5 เดือน 25 วัน จึงให้บริษัทได้รับเพียงตามระยะเวลาดังกล่าว และแม้ในคำฟ้องของบริษัทจะเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจนถึงวันเลิกสัญญา แต่บริษัทได้บรรยายข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ว่า คุณโผงครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์ของบริษัทเรื่อยมา คุณโผงจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท จึงถือได้ว่า เป็นการเรียกเอาค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์นั่นเอง

เมื่อคำนึงถึงสภาพ และลักษณะของรถยนต์ที่เช่าซื้อ และทางได้เสียทุกอย่างของบริษัทแล้ว เห็นสมควรกำหนด ค่าขาดประโยชน์ให้บริษัท ตามระยะเวลาที่ฟ้องเรียกมา รวม 94,000 บาท

คุณโผงและคุณจำนูญ ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่บริษัท

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้คุณโผงและคุณจำนูญ ร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 94,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องคดีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท คำขออื่นให้ยก

จากที่ต้องจ่าย 7 แสนกว่าบาทรวมดอกเบี้ยอีกไม่น้อย คุณโผงและคุณจำนูญต้องจ่ายเพียง 9 หมื่นกว่าบาท

โล่งอกไปไม่น้อย

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12448/2557)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมแต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้

ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้นการที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น

การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่

มูลคดีเกิด

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

มูลคดีเกิด

สั่งซื้อสินค้ากับพนักงานบริษัทที่ออกเดินสายขายสินค้าในจังหวัดอันเป็นที่ตั้งร้านค้า พนักงานส่งคำสั่งซื้อสินค้ากลับไปยังบริษัทผู้ผลิตในอีกจังหวัดให้อนุมัติ เมื่อรับอนุมัติแล้วผู้สั่งซื้อเดินทางไปรับสินค้าที่โรงงานบริษัทผู้ผลิตด้วยตนเอง เกิดมีปัญหาติดค้างค่าสินค้าไม่ยอมจ่าย ต้องฟ้องศาลที่ไหน

1.

ในพื้นที่นั้น ในอำเภอนั้น ในจังหวัดนั้น ในประเทศ-นี้ มีการทำสวนหลากหลายชนิด สวนยางพารา สวนเงาะ สวนมังคุด สวนทุเรียน สวนลองกอง ฯลฯ

คุณจำนูญอยู่ในพื้นที่นั้น และด้วยความที่มีหัวทางการค้า (ไม่ใช่มีศีรษะทางการค้า) จึงดำเนินอาชีพค้าขายที่เกี่ยวข้องกับการทำการเกษตร

คุณจำนูญเป็นพ่อค้า เปิดกิจการค้าขายปุ๋ย ขายวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตร ให้แก่เกษตรกรในย่านใกล้เคียงกับที่ตั้งของร้าน

ซื้อมาราคาเท่าไร คิดต้นทุนต่างๆ รวมเข้าไป ไม่ว่าจะเป็น ค่าขนส่ง ค่านั่งขาย ค่าไฟที่ร้าน แล้วบวกด้วยกำไรเล็กน้อยตามสมควร ตั้งเป็นราคาขาย

“เอากำไรแต่พองาม ให้มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง หลีกเลี่ยงยาเสพติด” นี่เป็นสิ่งที่อยู่ในใจของคุณจำนูญที่ยึดมั่นเป็นคติในการทำมาค้าขายและในการดำรงชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย เป็นยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ อาหารปลา วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในงานเกษตรอื่นๆ เช่น เสียม จอบ บุ้งกี๋ และจิปาถะ คุณจำนูญมีขายครบถ้วน

แม้จะไม่สามารถพูดได้ว่าขายตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบก็ตามเหอะ แต่วัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตรแทบทุกอย่างมีขายที่นี่

(สากกะเบือและเรือรบ คุณจำนูญไม่ได้สั่งมาไว้ขาย เรือดำน้ำยิ่งแล้วใหญ่ จะไปถามซื้อหลังร้านก็ไม่มีขาย)

แหล่งซื้อสินค้าแหล่งสั่งสินค้า ก็เป็นบริษัทจากหลายที่

แรกๆ ต้องลงทุนเดินทางไปเลือกซื้อหาสินค้านั่นนี่โน่นถึงแหล่งผลิต แต่ค้าขายมานานๆ เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน สินค้าบางเจ้าสามารถนั่งสั่งเอาที่ร้าน เพราะมีพนักงานขายของบริษัทผู้ผลิตวิ่งมาหาถึงที่

สินค้าบางรายส่งมาให้ถึงที่ แต่มีสินค้าบางชนิดบางรายการ ที่อาจต้องแย่งกันซื้อหาเพราะมีจำนวนจำกัด อาจต้องเดินทางไปรับเองถึงหน้าโรงงาน แล้วแต่ชนิด แล้วแต่ช่วงเวลา

บางทีเพื่อความสะดวกรวดเร็ว เพื่อให้ได้มีสินค้าที่ร้านค้าขายอื่นๆ ยังไม่มี คุณจำนูญถึงกับไปรับสินค้าจากโรงงาน จากแหล่งผลิตด้วยตนเอง

นี่เรียกว่าเป็นการค้าขายเชิงรุก ไม่ใช่ว่าจะคอยแต่ให้บริษัทผู้ผลิตนำส่งถึงที่ ที่อาจต้องคอยเป็นเวลานานๆ และจะได้สินค้าพร้อมๆ กับร้านค้าขายรายย่อยเจ้าอื่นๆ

แต่คุณจำนูญไม่ ไม่ใช่จะนั่งรอท่าเดียวเช่นนั้น

คุณจำนูญอยากให้มีขายก่อนใครๆ มันรู้สึกสะใจดี

ถ้าถึงเวลาต้องรุก ต้องนำรถไปขนเอง ต้องสั่งรถรับจ้างไปขนมา คุณจำนูญไม่รอช้า เพื่อว่าจะสามารถค้าขายได้ยอดที่ดีกว่ารายอื่นๆ

2.

อย่างกับอาหารสัตว์นี่คุณจำนูญเห็นว่าเป็นสินค้าที่ขายดี ทำให้มีกำไรไม่น้อย (คือมีมาก) มีผู้เลี้ยงสัตว์มาก คือจำนวนคนที่เลี้ยงสัตว์มาก และจำนวนสัตว์เลี้ยงก็มากตามไปด้วย

แม้จะมีพนักงานขายของบริษัทผลิตอาหารสัตว์มาเสนอขายถึงร้านที่นครศรีธานีแล้วก็ตาม แต่คุณจำนูญอยากได้สินค้าเร็วๆ จึงเดินทางไปรับสินค้าถึงบริษัทผู้ผลิต

มีอาหารสัตว์อยู่รายหนึ่ง มีโรงงานผลิตอยู่ที่จังหวัดหนึ่ง บริษัทนี้ส่งผู้แทน หรือพนักงานขายมาขาย มารับคำสั่งซื้อถึงจังหวัดนครศรีธานีที่ร้านคุณจำนูญ

เมื่อคุณจำนูญต้องการอาหารสัตว์ก็สั่งกับพนักงานขาย พนักงานขายส่งคำสั่งไปยังบริษัทให้อนุมัติ เมื่อได้รับอนุมัติแล้วคุณจำนูญจะส่งรถไปขนถึงบริษัทกลับมายังร้านค้าไว้รอบริการลูกค้า

ค้าขายกันไปค้าขายกันมา ส่งสินค้าไป ชำระค่าสินค้ากัน แต่มีบางรายการที่คุณจำนูญยังคงค้างไม่ได้ชำระ

สรุปสุดท้าย คุณจำนูญยังไม่ได้ชำระค่าอาหารสัตว์กับบริษัทผู้ผลิตจำนวน 1,050,267 บาท

ทั้งๆ ที่การทำมาค้าขายเคยเดินไปได้ด้วยดี แต่ไม่ทราบท่าไหน ไม่ชัดเจนว่าคุณจำนูญได้ใช้เงินผิดประเภทหรือไม่

ปรากฏว่า คุณจำนูญไม่ยอมชำระค่าสินค้าอาหารสัตว์จำนวนนี้

ทางบริษัทผู้ผลิตจึงเริ่มทวงถาม แต่ไม่ว่าจะทวงถามอย่างไร กี่ครั้งแล้วก็ตาม ทางคุณจำนูญยังไม่ยอมชำระ

เมื่อเวลาล่วงเลยนานเข้าบริษัทจึงต้องใช้วิธีการฟ้องคดี เพื่อให้คุณจำนูญชำระค่าสินค้าที่ส่งไปให้

3.

บริษัทผู้ผลิตและขายอาหารสัตว์ยื่นฟ้องคุณจำนูญที่ศาลจังหวัดอันเป็นที่ตั้งของบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์นั้นเอง ขอให้ศาลพิพากษาให้คุณจำนูญชำระเงิน 1,050,267 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

คุณจำนูญเห็นคำฟ้อง เห็นศาลที่ฟ้องแล้วจึงให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องไป

ประเด็นหนึ่งที่คุณจำนูญหยิบยกขึ้นมาต่อสู้คือ บริษัทฟ้องผิดศาล

ศาลชั้นต้นรับฟ้อง พิจารณาแล้วพิพากษาว่า ให้คุณจำนูญชำระเงิน 1,050,267 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

คุณจำนูญ ยังข้องใจอยู่จึงอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณจำนูญฎีกาคดีอีก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของคุณจำนูญว่า มูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจศาลชั้นต้นหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ บริษัทฟ้องขอให้บังคับคุณจำนูญชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งเป็นหนี้เหนือบุคคล บริษัทจึงมีสิทธิที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่คุณจำนูญมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1)

คำว่า มูลคดี ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิ อันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องแก่บริษัท

ทางนำสืบของบริษัทได้ความว่า คุณจำนูญสั่งซื้อสินค้าที่บริษัทผลิตผ่านพนักงานขายของบริษัทที่จังหวัดนครศรีธานีซึ่งเป็นภูมิลำเนาของคุณจำนูญ เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้า

จากนั้นพนักงานขายของบริษัทได้ส่งใบสั่งซื้อมายังบริษัทที่จังหวัดสาครบุรี เพื่อพิจารณาอนุมัติ

เมื่อบริษัทอนุมัติก็จะจัดส่งสินค้าไปให้คุณจำนูญยังจังหวัดนครศรีธานี

กรณีจึงเป็นการทำคำเสนอ ต่อบริษัทที่ไม่ได้อยู่เฉพาะหน้า หากบริษัทประสงค์จะทำสัญญาซื้อขายกับคุณจำนูญก็ต้องแสดงเจตนาบอกกล่าวสนองรับไปถึงคุณจำนูญ

แต่อย่างไรก็ตาม ได้ความจากคำเบิกความของพนักงานขายของบริษัทว่า ในการสั่งซื้อสินค้า คุณจำนูญเป็นผู้จัดรถมารับสินค้าไปจากบริษัท

สอดคล้องกับสำเนาใบส่งของชั่วคราวแนบท้ายใบส่งสินค้า/ใบแจ้งหนี้ ที่ระบุว่าคุณจำนูญเป็นผู้รับสินค้าเอง

โดยคุณจำนูญมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้าง

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า คุณจำนูญเป็นผู้รับสินค้าตามฟ้องจากบริษัทที่จังหวัดสาครบุรี ซึ่งการรับมอบสินค้าของคุณจำนูญ ถือว่า เป็นการรับไว้แทนการบอกกล่าวสนองรับ

ดังนั้น สถานที่ที่คุณจำนูญรับมอบสินค้า จึงเป็นสถานที่ที่มูลแห่งคดีได้เกิดขึ้นตามบทบัญญัติดังกล่าว

เมื่อสำนักงานใหญ่ของบริษัท อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค พิพากษามานั้นชอบแล้ว

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ศาลฎีกาพิพากษายืน

เป็นการยืนยันว่า มูลคดีเกิดขึ้น ณ ที่ที่คุณจำนูญไปรับสินค้า จึงสามารถยื่นฟ้องต่อศาลอันเป็นที่ที่คุณจำนูญไปรับสินค้านั้นได้

คุณจำนูญจึงต้องจ่ายค่าสินค้าตามที่บริษัทฟ้องมา

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6580/2557)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 4 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1) คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

(2) คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล หรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

%d bloggers like this: