ฎีกาชาวบ้าน

All posts tagged ฎีกาชาวบ้าน

อย่าเบี้ยว

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

อย่าเบี้ยว

คุณโฉมศรี กับคุณจำนูญ เป็นภริยา สามีกัน มีลูกชายด้วยกัน 2 คน

ต่อมาทั้งสองระหองและระแหง ง่องแง่งกัน แล้วที่สุดจึงตัดสินใจหย่าขาดจากกัน

ในการนี้ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ตอนหนึ่งมีความว่า คุณจำนูญตกลงยกบ้าน พร้อมที่ดินที่มีชื่อคุณจำนูญแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคน เมื่อบุตรผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะแล้ว โดยคุณจำนูญจะไม่จำหน่ายบ้านและที่ดินนั้น

แล้วคุณจำนูญแยกบ้านไป

ต่อมาคุณจำนูญขายที่ดินและบ้านนั้นให้กับคุณจำเรียง

คุณโฉมศรีรู้เข้า ร้องว่า——–(พิมพ์ไม่ได้ มีและเป็นถ้อยคำหยาบคายอยู่ไม่น้อย)

คุณโฉมศรียื่นฟ้องคุณจำนูญและคุณจำเรียงผู้ซื้อเป็นจำเลยต่อศาล ขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อ-ขายบ้านและที่ดินแปลงนั้น ให้ทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนให้บ้านนั้นเป็นของเด็กชายทั้งสอง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้ทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,030,000 บาท ให้แก่คุณโฉมศรี

คุณจำนูญและคุณจำเรียงให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินระหว่างคุณจำนูญและคุณจำเรียง เฉพาะสิ่งปลูกสร้าง คือ บ้านในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคุณโฉมศรีหนึ่งในสองส่วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

คุณโฉมศรี และคุณจำเรียงอุทธรณ์คดี

ศาลชั้นอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสัญญาซื้อ-ขายที่ดินและบ้าน ระหว่างคุณจำนูญและคุณจำเรียง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์ของคุณจำเรียง

คุณจำเรียงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้คุณโฉมศรีฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852

นั่นคือ การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป ทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อคุณจำนูญเข้าผูกพันตนทำสัญญากับคุณโฉมศรียอมยกที่ดินและบ้านให้บุตรเมื่อเด็กทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้ว โดยคุณจำนูญจะไม่ขายบ้านและที่ดินนั้นเด็ดขาด แม้ว่าสัญญาดังกล่าวจะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก คือ บุตรทั้งสอง และบุคคลภายนอกตามที่ระบุไว้ในสัญญายังมิได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น เพราะยังไม่บรรลุนิติภาวะตามเงื่อนไขในสัญญาก็ตาม คุณจำนูญก็ยังคงต้องผูกพันตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น จะย้อนมาอ้างสิทธิว่า ที่ดินนั้นเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสหรือไม่อย่างไรไม่ได้ เพราะสิทธิของคุณจำนูญที่มีอยู่เดิมเหนือที่ดินได้ระงับสิ้นไปแล้ว คุณจำนูญจึงได้แต่สิทธิและพันธะหน้าที่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น

เมื่อคุณจำนูญผิดสัญญาไปโอนขายที่ดินนั้นพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่คุณจำเรียง คุณโฉมศรีในฐานะคู่สัญญา จึงฟ้องบังคับเอากับคุณจำนูญได้ตามสัญญา

ทั้งเมื่อคุณจำเรียงเองที่มาซื้อก็รับรู้ว่า คุณจำนูญได้ยกบ้านแก่บุตรทั้งสองแล้ว ถือว่าคุณจำเรียงได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้บุตรทั้งสองของคุณจำนูญเสียเปรียบ กรณีจึงมีเหตุเพิกถอนการฉ้อฉลระหว่างคุณจำนูญและคุณจำเรียงได้ ตามประมวล มาตรา 237

ที่ศาลชั้นอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาซื้อ-ขาย ระหว่างคุณจำนูญและคุณจำเรียงจึงชอบแล้ว

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้คุณโฉมศรีดำเนินการโอนกรรมสิทธิที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่เด็กชายทั้งสอง เมื่อทั้งสองบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์

เป็นอันว่า บุตรทั้งสองได้ที่ดินและบ้านคืนมาแน่นอน

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3604/2558)

————————————

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 237 เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลง ทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน

มาตรา 852 ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

สุวรรณ พันธุ์ศรี

พญารากดำ : ไม้ให้คุณ

ก็เป็นอันรู้กันแล้วว่า โอลิมปิก 2016 ใครได้เหรียญอะไรกันบ้าง

ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับนักกีฬาทุกคน ที่ไปทำชื่อเสียงให้กับประเทศ

ทั้งที่ได้เหรียญและไม่ได้เหรียญ

ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมีการแข่งขันก็ต้องมีผู้ชนะ ผู้แพ้

ผู้ชนะก็คือผู้ที่พร้อมมากกว่า แต่ผู้ที่ไม่ชนะก็ไม่ได้หมายความว่าไม่พร้อม

ชีวิตหลังจากนี้ก็ขอให้ใช้อย่างมีสติ อย่าหลงกับสิ่งที่ได้มา

อุทาหรณ์สำหรับนักกีฬาที่ได้รับเงินรางวัลแล้วใช้เงินไม่เป็น ก็มีให้เห็นอยู่

ก็อยากให้คิดให้มากเกี่ยวกับการใช้เงินใช้ทอง

อย่าทำแบบที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า สามล้อถูกหวย

จะจับจ่ายใช้สอยเรื่องอะไรก็ขอให้คิดให้รอบคอบ

ที่น่าเป็นห่วงคือ เรื่องการพนันขันต่อ

ยังไงก็ขอให้โชคดี

ปลูกต้นไม้ปักษ์นี้ จะชวนปลูกต้น ?พญารากดำ?

จากข้อมูลที่ได้ นักลงต้นไม้บอกว่า พญารากดำเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ความสูงโดยเฉลี่ย 20 เมตร

ลักษณะของลำต้นจะออกสีเทา ส่วนที่ยังอ่อนขนสีน้ำตาล ส่วนกิ่งก้านที่แก่แล้วจะมีผิวเกลี้ยง

ส่วนลักษณะของใบจะยาวรีเป็นรูปหอก ปลายจะเป็นติ่ง หน้าใบเกลี้ยง ท้องใบมีขนอ่อน

ต้นที่เจริญเติบโตแล้วจะให้ดอกออกสีเหลืองนวลตามกิ่งก้าน มีกลีบรองดอก ดอกจะมี 6 กลีบ และมีขนอ่อน

พอดอกเริ่มจะโรยก็จะติดผล

ลักษณะของผลพญารากดำจะออกกลม เมื่ออ่อนจะมีสีเขียว แต่เมื่อสุกผลจะสีแดง ผลจะออกเป็นกระจุก

คนแต่โบราณ หรือตำรายากลางบ้านสมุนไพรจะรู้จักการเอาส่วนต่างต่างของต้นพญารากดำมาใช้ เช่น ราก เปลือก ใบ เนื้อไม้ และยางไม้

ราก มีสรรพคุณบำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย รักษามะเร็ง และช่วยให้เจริญอาหาร

เปลือก มีสรรพคุณทางรักษาโรคมะเร็ง

ใบ มีสรรพคุณแก้ปวด หรือนำมาพอกแผล ฝี หนอง

เนื้อไม้ มีสรรพคุณรักษาโรควัณโรค

ยางไม้ มีสรรพคุณแก้กระษัย ไตพิการ แก้ปัสสาวะอักเสบ และแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย

นี่คือสิ่งที่ได้จากการปลูกต้นพญารากดำ

ส่วนใครที่จะนำประโยชน์มาใช้ ก็ขอให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยเฉพาะ

การนำมาใช้เองระวังอันตราย

ของทุกอย่างมีทั้งประโยชน์และโทษ

ติดตามเอาคืน

Published January 14, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ติดตามเอาคืน

แต่งงานอยู่กินกันมา 40 กว่าปี แต่คู่สามีภริยาคุณอินทร์กับคุณเชิญชวน ต่างหามีบุตรธิดาด้วยกันไม่

คุณเชิญชวนมีที่ดินอยู่แปลงหนึ่ง เนื้อที่ราวๆ 5 ไร่ ทำพินัยกรรมยกให้คุณอินทร์

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2534 คุณเชิญชวนเสียชีวิตลง คุณอินทร์เศร้าโศกไม่น้อย

เมื่อคู่ชีวิตตายไป คุณอินทร์เห็นว่า ตนก็อายุมากแล้ว จึงทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินที่มีอยู่ และที่จะมีในภายหน้าแก่น้องๆ 5 คน คนละเท่าๆ กัน

ข้างฝ่ายคุณจำนูญ เมื่อคุณเชิญชวนตาย ได้ไปยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกของคุณเชิญชวน

วันที่ 30 ธันวาคม 2534 ศาลได้มีคำสั่งตั้งคุณจำนูญเป็นผู้จัดการมรดก คุณอินทร์ไม่พอใจมาก

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2535 คุณจำนูญทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของคุณเชิญชวนแก่คุณจำรัส

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2535 คุณอินทร์ได้ยื่นคำร้องขอถอดถอนคุณจำนูญจากการเป็นผู้จัดการมรดกของคุณเชิญชวน

แต่วันที่ 3 เมษายน 2535 คุณอินทร์เสียชีวิตลง ต่อมาคุณโผงน้องชายคุณอินทร์ยื่นคำร้องขอให้ถอดถอนคุณจำนูญออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของคุณเชิญชวน แล้วให้ศาลมีคำสั่งตั้งคุณโผงเป็นผู้จัดการมรดกแทน

วันที่ 12 มิถุนายน 2537 คุณจำรัสเห็นว่า คุณจำนูญยังไม่โอนที่ดินให้ตนเสียที จึงยื่นฟ้องคุณจำนูญให้จดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย แล้วทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลมีคำพิพากษาตามยอม

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 คุณจำนูญจดทะเบียนโอนขายที่ดินนั้นแก่คุณจำรัสไป

เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณโผงกับพี่น้องทั้งหมดซึ่งอ้างว่า ที่ดินที่คุณจำนูญนำไปขายคุณจำรัสนั้น เมื่อคุณเชิญชวนตาย ได้ตกเป็นของคุณอินทร์ และคุณอินทร์ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สมบัติให้พวกตนแล้ว จึงเป็นโจทก์ฟ้องคุณจำนูญและคุณจำรัสเป็นจำเลยต่อศาล

ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินที่คุณจำนูญจดทะเบียนโอนแก่คุณจำรัส เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 กลับมาเป็นของคุณจำนูญ และจดทะเบียนโอนใส่ชื่อคุณโผงกับพี่น้องทั้งหมดถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวร่วมกัน

หากการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมกระทำไม่ได้ ให้คุณจำนูญใช้เงิน 16,800,000 บาทมา

ทางฝ่ายคุณจำนูญและคุณจำรัสต่อสู้คดี

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดิน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 นั้น และให้จดทะเบียนใส่ชื่อคุณโผงกับพวกถือกรรมสิทธิ์รวมแทน หากดำเนินการไม่ได้ ให้คุณจำนูญใช้เงิน 6,900,000 บาท แก่คุณโผงและพวก

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลชั้นอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณจำนูญฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคุณเชิญชวนทำพินัยกรรมยกที่ให้คุณอินทร์ ครั้นคุณเชิญชวนตาย ที่ดินนั้นจึงเป็นของคุณอินทร์ ต่อมาคุณอินทร์ทำพินัยกรรมยกที่ให้คุณโผงและพวก เมื่อคุณอินทร์ตาย ที่ดินนั้นจึงตกเป็นของคุณโผงและพวกทันที คุณจำนูญไม่มีสิทธินำที่ดินที่ตกเป็นของคุณโผงกับพวกไปขายให้บุคคลโดยทายาทผู้ได้รับทรัพย์มรกดกไม่ยินยอม คุณจำรัสแม้ซื้อที่ดินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้วก็ตามก็ไม่ได้กรรมสิทธิในที่ดินนั้น เนื่องจากคุณจำนูญไม่มีสิทธินำที่ดินนั้นไปขาย การที่ทั้งห้ามฟ้องเรียกเอาที่ดินคืนจึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดไปไว้ ตามมาตรา 1336 ไม่ใช่เรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉล ตามมาตรา 237

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 814/2554)

————————————-

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1336 ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตน และได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา 1719 ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก

มาตรา 237 เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน

เรื่อง – ตะแบก : มีสรรพคุณสมุนไพร

คอลันน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

เวลานี้ นอกจากสังคมก้มหน้าเขี่ยแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่กำลังมาแรง นั่นคือเรื่องของ “พร้อมเพย์”

อย่าลืมว่าสังคมไทยยังอ่อนหัด เรื่องการปกป้องข้อมูลของส่วนบุคคล

เจ้าหน้าที่รัฐก็ยังไม่เป็นที่ไว้วางใจได้เท่าที่ควร

บอกตามตรงว่า ทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือที่มีอยู่ แม้จะเป็นรุ่นโบราณ แต่ก็มีบุคคลที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ส่งข้อความเข้ามาจนน่ารำคาญ

ยังสงสัยอยู่ว่า ได้เบอร์โทร.ไปจากใคร สอบถามศูนย์ ศูนย์ก็ตอบไม่ได้

เรื่องแค่นี้ก็ยังชี้แจงไม่กระจ่าง

แล้วการที่จะให้เข้าร่วมเรื่องพร้อมเพย์ ก็ยิ่งทำให้กังวลว่า ใครจะดูแลข้อมูลส่วนตัวไม่ให้รั่วไหลได้อีก

แน่นอนว่า ผู้ที่ต้องการให้เข้าร่วมเขาก็ต้องยืนยันว่าป้องกันได้แน่

ป้องกันได้แน่นั้น แน่แบบแช่แป้ง รอบดหรือเปล่า

และไอ้ที่ว่าแน่แน่นั้น ก็เห็นขึ้นโรงขึ้นศาลมาแล้วหลายราย

พักเรื่องพร้อมเพย์ มาลุยพร้อมปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติกันดีกว่า

เวลาประเทศไทยมีเขาหัวโล้น หรือว่าหัวล้านก็ได้ เยอะมาก

ไม่รู้ว่าคนตัดส่งไม้ไปสร้างรัฐสภาแห่งใหม่หรือเปล่าก็ไม่รู้

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ตะแบก” หลายคนคงจะรู้จักดี

ตะแบก นักเลงต้นไม้มืออาชีพจะจัดอยู่ในพวกต้นไม้ยืนต้นขนาดกลาง คือมีความสูงโดยเฉลี่ย 10 กว่าเมตร

ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขา เปลือกของลำต้นเรียบ และมีลักษณะคล้ายกับต้นฝรั่ง และมีจุดด่างขาวขาว ที่โคนต้นจะเห็นรากเป็นจักเว้า

ลักษณะของใบ ตะแบกจะออกเป็นใบเดี่ยว สีเขียวรูปไข่ ใบคล้ายใบลั่นทม หรืออินทนิน ปลายใบจะแหลม

ต้นตะแบกที่เจริญเติบโตแล้วจะให้ดอก ดอกตะแบกจะออกเป็นช่อ มีสีม่วงแซมขาว ดอกแก่จะเป็นสีม่วงแดง

พอดอกเริ่มจะโรยก็จะติดผล ลักษณะเป็นรูปไข่ ผลอ่อนจะสีเขียว ผลแก่จะออกคล้ำเป็นมัน

ตะแบก นอกจากจะปลูกเป็นไม้ประดับที่ให้ดอกสวยแล้ว คนโบราณยังรู้คุณประโยชน์จากต้นตะแบกอีก คือ เปลือก

เปลือกของต้นตะแบกจะมีสรรพคุณทางสมุนไพร ปรุงเป็นยาแก้โรคบิด แก้อาการลงแดง และถ่ายเป็นมูกเลือด

ส่วนประโยชน์ที่จะได้อีกนั้น ก็อยู่ที่แต่ละคนจะลองนำมาทำดู หรือนำมาใช้ดู

ขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่า ประดาผู้มีกะตังค์ที่บุกรุกป่า ได้ส่งมอบคืนหรือว่าเจ้าหน้าที่รัฐต้องเข้ารื้อถอน เรื่องไปถึงไหนแล้ว

ผู้มีกะตังค์น้อยก็อย่ารอแต่ความช่วยเหลือ

คิดและทำเท่าที่มี พึ่งตัวเองให้มากที่สุด

ความสำเร็จจะเป็นของผู้อดทน

ที่ดินถูกน้ำเซาะริมแม่น้ำ

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ที่ดินถูกน้ำเซาะริมแม่น้ำ

ที่ดินคุณจำนูญมีโฉนดอยู่ติดแม่น้ำ ปลูกศาลาเอาไว้ริมน้ำ นานๆแวะมาสักที

ที่ดินคุณโผงอยู่ถัดเข้ามาจากที่ดินคุณจำนูญติดๆกันนั่นแหละ

วันดีคืนดีหลายๆวันหลายเดือนและหลายปี น้ำเซาะที่ดินริมตลิ่งของคุณจำนูญไปเรื่อยๆ จนที่ดินส่วนใหญ่หายไป เหลือแต่ศาลาโด่เด่อยู่กลายเป็นศาลากลางน้ำไปเสียแล้ว

ข้างฝ่ายคุณโผงเห็นท่าไม่ดี จะปล่อยไว้อย่างนั้นจะเสียหายมากไป จึงจ้างผู้รับเหมามาถมหินกั้นแนวที่ดินของตนเองไว้ตั้งแต่ส่วนที่ต่อกับผืนน้ำเข้าไปที่ดินจึงไม่กลายเป็นผืนน้ำไป

ทว่า ตอนนี้บ้านคุณโผงติดแม่น้ำแล้ว คุณโผงยินดีเป็นยิ่งนัก เย็นๆนั่งระเบียงบ้านรับลมเย็นๆริมแม่น้ำ

พอสักพักคุณจำนูญมารื้อศาลากลางน้ำออกทำแนวเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก กับถมหินลงในที่ดินที่อยู่ด้านหน้าและด้านข้างที่ดินและบ้านของคุณโผง

อ้าว! ที่ดินและบ้านของคุณโผงที่เคยเป็นบ้านริมน้ำ กลับกลายเป็นไม่ติดแม่น้ำเสียแล้วสิ

คุณโผงไปฟ้องคุณจำนูญต่อศาล หาว่าคุณจำนูญกระทำละเมิด

ขอให้พิพากษาว่า โฉนดที่ดินของคุณจำนูญหน้าบ้านคุณโผงเป็นทางน้ำสาธารณะ ห้ามคุณจำนูญทิ้งหินถมดินสร้างเขื่อนปิดกั้นหน้าบ้านคุณโผง และทำให้สภาพที่ดินของคุณโผงติดแม่น้ำดังเดิม

ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามคุณจำนูญทิ้งหินถมดินสร้างเขื่อนปิดกั้นหน้าบ้านคุณโผง

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำขอห้ามคุณจำนูญทิ้งหินถมดินปิดกั้นหน้าบ้านคุณโผง

คุณโผงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินที่อยู่ริมแม่น้ำและถูกน้ำเซาะจนตลิ่งพังทลายลงไปอยู่ใต้พื้นน้ำจะถือว่าเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ต่อเมื่อเจ้าของที่ดินนั้นมิได้สงวนสิทธิ หรือหวงกันไว้จนกลายเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทั่วไปเข้าไปใช้ประโยชน์ได้เท่านั้น

แต่ที่ดินแปลงของคุณจำนูญที่ติดแม่น้ำแม้ถูกน้ำเซาะพังทลายลงจนกลายสภาพเป็นพื้นน้ำยาวลึกเข้าไปถึงที่ดินด้านตรงข้ามทิศตะวันตก คงเหลือเฉพาะบริเวณที่ปลูกบ้านของคุณโผงและคุณโผงได้ถมหินล้อมรอบป้องกันน้ำเซาะและน้ำท่วมไว้ได้

พื้นที่ล้อมรอบที่ดินคุณโผงซึ่งเป็นที่ดินของคุณจำนูญเป็นบริเวณที่กลายเป็นพื้นน้ำไปหมดแล้วแต่คุณจำนูญยังใช้ประโยชน์ที่ติดริมแม่น้ำ อันเป็นการสงวนสิทธิและหวงกันไว้โดยเพิ่งรื้อศาลาที่ปลูกไว้ออกไป

จึงฟังไม่ได้ว่า พื้นที่นั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

แต่เป็นของคุณจำนูญ

ดังนั้นการที่คุณจำนูญถมหินและดินในที่ดินของตน แม้จะเป็นการกั้นระหว่างบ้านคุณโผงกับแม่น้ำจนทำให้คุณโผงออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้ ก็ไม่เป็นการละเมิดต่อคุณโผง

คุณโผงจึงไม่มีสิทธิห้ามคุณจำนูญกระทำการดังกล่าว และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากคุณจำนูญ

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3874/2554)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1304 สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น

(1) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่น ตามกฎหมายที่ดิน

(2) ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ

(3) ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า ป้อมและโรงทหาร สำนักราชการบ้านเมือง เรือรบ อาวุธยุทธภัณฑ์

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

สุวรรณ พันธุ์ศรี

ชะลูด : ไม้เถา มากสรรพคุณ

สังคมที่ออกจะวุ่นวุ่นเวลานี้ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของความคิด

เพราะทุกคนมีความคิดที่ไม่เหมือนกัน

แต่ทุกคนต้องยอมรับกฎกติกาอันหนึ่งที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

หากแต่ละคนเอาความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่ฟัง ไม่รับกฎกติกาที่มีอยู่ร่วมกัน สังคมโดยรวมก็หาความสงบสุขได้ยาก

ก็อย่างที่ท่านหลวงพ่อพุทธทาส ท่านว่า หากทุกคนคิดว่าความคิดตัวเจ๋งกว่าคนอื่น ชีวิตก็จะขมขื่นทั้งชีวิต

การไม่รู้จักกาลเทศะ อะไรควรไม่ควร มันก็จะมีแต่ความวุ่นวายและเป็นทุกข์

เงื่อนไขก็คือข้ออ้างโน่นอ้างนี่ ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งผลิตความคิดเข้าข้างตัวเอง

เมื่อความคิดมุ่งแต่จะแหกกฎกติกา ชีวิตที่จะสุขสงบก็อย่าได้หวัง

ความคิดถ้ารู้จักพอดี พอเหมาะ พอควร ความสุขสงบก็เกิดกับทุกคน

เข้าหน้าฝนเต็มตัวแล้ว มาปลูกต้นไม้เพิ่มออกซิเจน และคืนธรรมชาติให้ร่มรื่นดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้นไม้เล็กเล็ก มีที่ว่างตรงไหนก็ปลูกมันตรงนั้น จะปลูกลงกระถาง หรือข้างรั้วก็ได้

ต้นไม้ที่ว่า เป็นไม้เถาขนาดเล็ก ชื่อ “ชะลูด”

ลักษณะของชะลูด จะมีเถาเกลี้ยง ผิวสีดำ เมื่อแกะผิวดูจะเห็นมีน้ำยางสีขาว

ใบของชะลูด ออกเป็นใบเดี่ยว ออกตามข้อเถา ข้อละ 3 ใบ ลักษณะรูปขอบขนาน หรือรูปรี โคนใบจะครีบ ปลายใบออกแหลมหรือมน เนื้อใบหนาและแข็ง

เถาชะลูดเมื่อเจริญเติบโตดีแล้วก็จะให้ดอก ดอกของชะลูดมีสีเหลือง กลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามง่ามใบ

พอดอกเริ่มจะโรยก็จะติดผล ลักษณะผลรูปรี แข็ง

เถาชะลูดนี้ คนแต่โบราณ หรือหมอพื้นบ้านจะจัดการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างต่างของเถา ตั้งแต่ เนื้อเถา ดอก ใบ ผลและราก

เนื้อเถา จะมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ขับลม และรักษาโรคลม

ดอก มีสรรพคุณรักษาอาการเป็นไข้เพ้อคลั่ง

ใบ มีสรรพคุณรักษาอาการเป็นไข้

ผลและราก มีสรรพคุณขับเสมหะที่เป็นพิษ แก้โรคลม และรักษาอาการไข้

นี่คือประโยชน์ที่ได้จากการปลูกเถาชะลูด

เวลานี้สังคมเรากำลังบ้าวัตถุ จนลืมสิ่งที่ได้จากต้นไม้

ข่าวการรุกป่าธรรมชาติช่วงที่ผ่านมาถือว่าหนักข้อขึ้นทุกวัน

ต้นไม้ที่ปลูกกว่าจะเจริญเติบโตนั้น ใช้เวลาหลายปี

แต่การตัดนั้น ใช้เวลาไม่กี่นาที

เห็นทีต้องยืมคำของพระคุณเจ้าที่เทศน์ว่า คนที่ตัดต้นไม้ เกิดใหม่ชาติหน้ามือจะด้วน?

สาธุ

อายุความสะดุด

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

อายุความสะดุด

ธนาคารส่งใบแจ้งหนี้รายการใช้บัตรเครดิต พร้อมบอกเลิกสัญญาใช้บัตรเครดิตให้คุณจำนูญ ระบุไปด้วยว่า ให้ชำระเต็มจำนวนภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549

วันที่ 22 มีนาคม 2549 มีเงินเข้าบัญชีผ่านเครื่องรับฝากเงินสดอัตโนมัติ ชำระ 2,000 บาท

วันที่ 20 มีนาคม 2551 ธนาคารยื่นฟ้องคุณจำนูญ ขอให้ศาลบังคับให้คุณจำนูญชำระเงิน 84,104 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 58,862 บาท

คุณจำนูญต่อสู้คดี ว่าธนาคารฟ้องคดีนี้ขาดอายุความ 2 ปีแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คุณจำนูญชำระเงิน 64,062 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 58,862 บาท นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ธนาคาร

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง!

ธนาคารฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ธนาคารไม่สามารถระบุได้ว่า ผู้ใดเป็นผู้ชำระผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติก็ตาม การชำระหนี้นั้นต้องอาศัยข้อมูลส่วนตัวของคุณโผงเป็นสำคัญ ไม่ปรากฏว่านอกจากคุณจำนูญแล้วยังมีบุคคลอื่นร่วมใช้บัตรเครดิตนั้นด้วย หรือชำระหนี้แทนคุณจำนูญ จึงแสดงให้เห็นว่า เป็นการชำระหนี้โดยใช้ข้อมูลส่วนตัวของคุณจำนูญผ่านบัญชีบัตรเครดิตที่ธนาคารออกให้แก่คุณจำนูญเฉพาะตัว ผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ

เห็นได้ว่า เป็นรายการชำระหนี้ที่ทำผ่านบัญชีหมายเลขบัตรเครดิตของคุณจำนูญ และเป็นการชำระหนี้หลังพ้นกำหนดที่ธนาคารกำหนดให้คุณจำนูญชำระหนี้เพียงเดือนเศษ ที่ยังมีเวลาเกือบ 2 ปี คดีจึงจะขาดอายุความ ซึ่งธนาคารได้นำเงินจำนวนนั้นไปหักทอนบัญชีกับหนี้ของคุณจำนูญที่ยังค้างชำระ ซึ่งหากไม่เป็นความจริง ธนาคารคงไม่นำไปหักทอนกับยอดหนี้ของคุณจำนูญเป็นแน่ และไม่มีเหตุผลใดที่บุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เสียกับคุณจำนูญจะยอมชำระหนี้แทน ซึ่งผิดวิสัยสถาบันการเงินซึ่งประกอบธุรกิจธนาคาร ไม่มีเหตุผลที่จะทำหลักฐานเท็จขึ้น

คุณจำนูญไม่นำสืบและไม่มีพยานหลักฐานใดมาสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น

พยานหลักฐานของธนาคารมีน้ำหนักดีกว่า?ของคุณจำนูญ

ฟังได้ว่า คุณจำนูญชำระหนี้ 2,000 บาท แก่ธนาคาร เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2549 โดยผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติจริง

ถือได้ว่า คุณจำนูญรับสภาพหนี้ต่อธนาคาร เป็นเหตุให้อายุความใช้สิทธิเรียกร้องของธนาคารสะดุดหยุดลง และเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 อายุความจึงเริ่มนับใหม่ ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2549 ตามมาตรา 193/12 ซึ่งอายุความของมูลหนี้บัตรเครดิตมีกำหนด 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7)

ธนาคารฟ้องคดีนี้ วันที่ 20 มีนาคม 2551 ยังไม่เกิน 2 ปี ฟ้องจึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

คดีจึงย้อนไปยังศาลอุทธรณ์ใหม่

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7729/2557)

—————————————–

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 193/12 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นกระทำการอย่างใด ให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น

มาตรา 193/15 เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ

เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น

มาตรา 193/34 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี

(7) บุคคลซึ่งมิได้เข้าอยู่ในประเภทที่ระบุไว้ใน (1) แต่เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำงานการต่างๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป

เรื่อง – จิกนม : ไม้ที่ให้คุณ

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

แล้วฝนก็ตกกระหน่ำกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายนจนการจราจรติดขัด ถนนกลายเป็นคลอง

ปัญหาคือ ท่อระบายน้ำอุดตันเต็มไปด้วยขยะ ถุงพลาสติก

การลอกท่อ ลอกคู คลอง ยามหน้าแล้ง เคยเขียนถึงหลายครั้งว่าน่าจะทำ

แต่ก็ไม่เห็นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะลงมือทำ

เมื่อฝนมา ขยะที่ผู้คนขาดจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมทิ้งเรี่ยราดก็จะไหลลงท่อ

จริงจริงแล้ว ทุกคนต้องช่วยกัน

เพราะเมื่อเกิดปัญหาจะได้ไม่ต้องโทษใคร

การขาดจิตสำนึกที่ดี เวลาเกิดปัญหาก็มักจะโทษคนอื่น

แต่ไม่เคยคิดที่จะโทษหรือตำหนิตัวเอง

สังคมของบ้านเมืองเราขาดการอบรมที่ดี หรือไม่ยอมที่จะเรียนรู้สิ่งดีดี

ถ้าจะบอกว่า คนบ้านเราเรียกร้องเสรีภาพ เรียกหาประชาธิปไตย

แต่ไม่เคารพกฎกติกา ไม่เคารพกฎหมาย

ชอบตั้งแง่ สร้างเงื่อนไข สังคมมันได้ถึงวุ่นวาย

นี่คือสิ่งที่สังคมเราเป็นอยู่

มาปลูกต้นไม้ช่วยเพิ่มออกซิเจน เพื่อจะได้อากาศที่ดีดีไว้หายใจ

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “จิกนม”

จิกนม เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง ความสูงโดยเฉลี่ย 4 ถึง 15 เมตร

ที่ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขา แต่ไม่มากนัก

ส่วนลักษณะของใบจิกนม จะเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกันไปตามข้อลำต้น

รูปใบยาวรี โคนใบและปลายใบแหลม ขอบใบจักเล็กเล็กทั่วทั้งใบ เนื้อใบจะบางและมีสีเขียว

ต้นจิกนมที่โตจะให้ดอกเป็นช่อตรงส่วนยอด ช่อดอกจะห้อยลง ในช่อหนึ่งจะมีดอกเล็กอีกมาก มีสีชมพู สีแดง หรือสีเขียว และมีกลีบรองดอก

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ลักษณะของผลรูปมนรี มีสันตามแนว ยาว 4 สัน ในผลจะมีเมล็ดรูปทรงไข่

คนแต่โบราณหรือว่าหมอสมุนไพร ท่านได้ศึกษาจนรู้ว่า จิกนม มีประโยชน์ทางยาอยู่ 2 ส่วน คือ รากและใบ

ราก มีสรรพคุณแก้กลาก เกลื้อน และเจ็บตา

ใบ มีสรรพคุณแก้ปวดท้อง

นี่คือผลที่ได้จากการปลูกต้นจิกนม

นอกจากสรรพคุณทางยาสมุนไพรแล้ว ยังได้ธรรมชาติความร่มรื่น ซึ่งดีต่อสุขภาพใจ

ตอนนี้ก็ขอแสดงความยินดีกับจังหวัดน่าน ที่กำลังจะคืนต้นไม้ให้เขาหัวโล้น

โดยเฉพาะคุณโจอี้บอย ผู้นำกลุ่มปลูกเลย จะลงพื้นที่ด้วยตัวเอง

เรื่องดีดีแบบนี้ ต้องสนับสนุนกันเต็มที่

ใครจะร่วมเดินทางไปปลูกด้วย ก็ขอเชิญได้

ลองติดต่อดู เพราะไม่รู้ช่วงเวลาเหมือนกัน

บังคับหักโบนัส

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05114150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

บังคับหักโบนัส

พิพาทกันเรื่องเงินเรื่องทอง ระหว่างคุณโผงกับคุณจำนูญ

คุณโผงยื่นฟ้องคุณจำนูญเป็นจำเลย ขอให้ศาลบังคับคุณจำนูญชำระหนี้เงินมา

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้คุณจำนูญชำระเงิน 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่คุณโผง

เอาไงละ คุณจำนูญไม่มีทรัพย์สินไรให้คุณโผงยึดมาจำหน่ายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้นั้นได้

คุณโผงจึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดเงินเดือนบางส่วนของคุณจำนูญส่งมาชำระหนี้ทีละเดือนๆ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แน่ละ เมื่อหักได้บางส่วนจึงมียอดเหลือค้างชำระ จึงมีดอกเบี้ยด้วยเดินหน้าต่อไป

เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดี ด้วยการอายัดเงินเดือนของคุณจำนูญ หักส่งชำระหนี้ดังกล่าวทุกเดือนตลอดมา

กระทั่งคุณจำนูญตัดสินใจออกจากงานที่บริษัทนั้น ซึ่งจะมีโบนัสและเงินตอบแทนจ่ายให้เป็นเงินก้อนด้วย

เวลาล่วงเลยมา 10 ปีแล้ว คุณจำนูญเห็นว่าที่ถูกหักเงินเดือนส่งชำระหนี้นั้น น่าจะพอได้แล้ว จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดี และถอนการอายัดโบนัสและเงินตอบแทนไปยังบริษัทที่ตนกำลังจะพ้นจากทำงาน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

คุณจำนูญอุทธรณ์ เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ (ปัจจุบัน มาตรานี้ยกเลิกไปแล้ว ไม่มีการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาอีกแล้ว)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของคุณจำนูญว่า การอายัดเงินโบนัสและเงินค่าตอบแทนกรณีออกจากงานเมื่อพ้นระยะเวลา 10 ปี แห่งการบังคับคดีแล้วชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จะบัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ตาม แต่หาได้กำหนดให้บังคับคดีให้เสร็จสิ้นภายใน 10 ปีไม่

คดีนี้หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว คุณโผงได้ดำเนินการบังคับคดี โดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินโบนัสและเงินค่าตอบแทนกรณีที่คุณจำนูญออกจากงาน ซึ่งบริษัทได้ส่งเงินตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัด และจ่ายแก่คุณโผงไปแล้ว 6 ครั้ง เป็นเงิน 279,727 บาท แต่คุณโผงได้รับชำระหนี้ยังไม่ครบตามหมายบังคับคดี

เมื่อคุณโผงดำเนินการบังคับคดีมาโดยตลอด ดังนี้ แม้เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา คุณโผงก็ยังสามารถดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ จนกว่าการบังคับคดีจะแล้วเสร็จ

ศาลฎีกาพิพากษายืน

คุณจำนูญจึงต้องโดนหักโบนัสและเงินค่าตอบแทนกรณีออกจากงาน ที่บริษัทจ่ายให้ไปชำระหนี้จนครบ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4986/2558)

—————————————–

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 271 ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา หรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

ขาดอายุความหรือยัง

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ขาดอายุความหรือยัง

คุณจำนูญกู้ยืมเงินคุณโผง ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2536, ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2538

ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2538, ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2539 และ ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2539

โดยในสัญญาตกลงว่า คุณจำนูญผู้กู้ จะชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคงค้างทั้งหมด คืนให้แก่คุณโผงผู้ให้กู้ทันทีเมื่อคุณจำนูญไม่มีความจำเป็นในการใช้เงิน โดยบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน หรือคุณโผงผู้ให้กู้ทวงถาม โดยบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน เช่นกัน

ต่อมาคุณโผงและคุณจำนูญตกลงเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว คือ

วันที่ 1 เมษายน 2538 เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ตามสัญญากู้ยืมเงิน ครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2536

วันที่ 28 ธันวาคม 2544 เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ครั้งที่ 2 ฉบับลงวันที่ 28 เมษายน 2538, ครั้งที่ 3 ฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2538, ครั้งที่ 4 ฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2539 และ ครั้งที่ 5 ฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2539

วันที่ 28 ธันวาคม 2545 เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ทุกฉบับอีกครั้ง

ต่อมา วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 คุณโผงผู้ให้กู้ มีหนังสือถึงคุณจำนูญขอให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญากู้

คุณจำนูญได้รับหนังสือ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 แต่คุณจำนูญยังไม่คืนเงิน

คุณโผงมีหนังสือทวงถามอีก 3 ครั้ง ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2550, วันที่ 4 มกราคม 2551 และวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551

คุณจำนูญได้รับหนังสือทวงถามทุกครั้ง แต่ยังไม่ยอมคืนอีกเช่นเคย

คุณโผงนำคดีไปฟ้องศาลขอให้บังคับคุณจำนูญคืนเงินและดอกเบี้ยมา

คดีสู้กันมาถึงศาลฎีกา โดยฝ่ายคุณจำนูญต่อสู้ว่า คดีขาดอายุความแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

เห็นว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงิน กฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระอันเกิดจากสัญญากู้ยืมเงิน ย่อมมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (1)

แต่อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามมาตรา 193/12

เมื่อปรากฏว่าหนังสือกู้ยืมเงินทั้ง 5 ฉบับดังกล่าวไม่มีกำหนดเวลาให้คืนเงินต้นและดอกเบี้ยกันไว้ โดยมีข้อตกลงเพียงว่า เมื่อผู้กู้ต้องคืนเงินต้นและดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ ให้ผู้ให้กู้บอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ดังนั้น ตราบใดที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้บอกกล่าวทวงถามให้ผู้กู้ชำระหนี้เงินและดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ

เมื่อคุณโผงมีหนังสือลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 ส่งไปยังคุณจำนูญ ขอให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญากู้ยืมเงิน คุณจำนูญรับแล้ว ถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวทวงถามให้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินแล้ว ซึ่งครบกำหนดคุณจำนูญต้องชำระเงินภายใน 15 วัน คือ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2550 อายุความจึงเริ่มนับถัดจากวันดังกล่าว

เมื่อคุณโผงฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551 ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 10 ปี สำหรับเรียกร้องเงินต้น และ 5 ปี สำหรับสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระตามสัญญากู้ยืมเงิน

คดีไม่ขาดอายุความ

เมื่อคดีไม่ขาดอายุความ มีรึที่คุณจำนูญจะรอด

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21802/2556)

———————————————-

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 193/12 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นกระทำการอย่างใด ให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น

มาตรา 193/30 อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี

มาตรา 193/33 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี

(1) ดอกเบี้ยค้างชำระ

(2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ

(3) ค่าเช่าทรัพย์สินค้างชำระ เว้นแต่ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 193/34 (6)

(4) เงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและเงินอื่นๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา

(5) สิทธิเรียกร้อง ตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี

เรื่อง -ฟักข้าว : ไม้เถา มีสรรพคุณยา

คอลัมน์ -ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย -สุวรรณ พันธุ์ศรี

ก็คงจะรู้ผลกันแล้วสำหรับช่วงสงกรานต์ปีนี้ ว่ายอดอุบัติเหตุมากน้อยแค่ไหน

ถึงน้ำจะน้อย แต่ยอดตายก็หาได้น้อยไปด้วย

เมาแล้วซิ่ง ก็ยังครองความเป็นอันดับต้นต้น

หลายปีมานี้ เท่าที่เฝ้าดูพฤติกรรมของผู้คนก็จะเห็นว่าเปลี่ยนไปมาก

อย่างหนึ่งที่เห็นคือความเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ความเห็นแก่ตัวก็มากขึ้น

ความเอื้อเฟื้อ ความเห็นอกเห็นใจ ที่สังคมส่วนใหญ่เคยมีต่อกันก็หดหายไปกับสิ่งที่เรียกว่า “ความเจริญ”

ยิ่งเวลานี้เข้าสู่ “สังคมก้มเขี่ย” ไม่มีใครสนใจใคร ต่างคนต่างอยู่

แม้กระทั่งวิถีครอบครัว ความผูกพันก็ดูจะห่างเหินปฏิสัมพันธ์กันน้อยลงไปด้วย

มีงานวิจัยเกี่ยวกับครอบครัวไทยสมัยใหม่ว่า เวลานี้ ความอบอุ่น ผูกพัน มีน้อยจนน่าใจหาย

วิถีชีวิต พ่อ แม่ ลูก ไปกันคนละทิศคนละทาง

ส่งผลถึงนิสัยใจคอของผู้คน มีแนวโน้มก้าวร้าวมากขึ้นตามไปด้วย

งานวิจัยไม่ได้บอกว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร

เห็นทีทุกคนจะต้องหาทางออกกันเอาเอง

ทางหนึ่งที่จะแนะนำคือ พ่อ แม่ ลูก หาเวลาไปปลูกต้นไม้ด้วยกัน จะปลูกที่ไหนก็ได้

ปักษ์นี้จึงอยากชวนปลูกไม้เถาเลื้อย ชื่อ “ฟักข้าว”

ฟักข้าว เป็นไม้เถาที่เลื้อยเกาะไปกับต้นไม้อื่น หรือตามร้านที่สร้างให้

ลักษณะเถาเป็นสี่เหลี่ยมขนาดเท่าข้อมือ สีเขียวเข้ม มีข้อเถา

ใบของฟักข้าวจะเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตามข้อต้น ใบจะมี 3 แฉก โตขนาดเท่าฝ่ามือ ปลายแฉกแต่ละแฉกจะแหลม ใบค่อนข้างหนาทึบ

เมื่อเจริญเติบโตได้ระยะหนึ่งก็จะออกดอก ดอกของฟักข้าวจะออกเป็นดอกเดี่ยวคล้ายดอกตำลึง มี 5 กลีบ สีขาวอมเหลือง

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ผลของฟักข้าวจะมีลักษณะกลม ขนาดลูกมะขวิด หรือมะตูม และมีหนามรอบผล

ผลเมื่อยังอ่อนมีสีเขียว เด็ดเอามากินได้

แต่เมื่อผลแก่จะเป็นสีแดง หรือสีเหลือง กินไม่ได้

และคนโบราณท่านก็เรียนรู้ ศึกษาค้นคว้าที่จะใช้ประโยชน่จากต้นฟักข้าว

จนกระทั่งรู้ว่า ราก เมล็ด และใบ มีสรรพคุณทางยารักษาโรคได้

ราก มีรสเย็น สรรพคุณแก้พิษไข้ทุกชนิด และถอนพิษต่างต่าง

เมล็ด มีสรรพคุณบำรุงปอด และแก้วัณโรค

ใบ มีสรรพคุณดับพิษ และถอนพิษทุกชนิด

นี่คือประโยชน์ที่ได้จากการปลูกเถาฟักข้าว

และถ้าได้ไปปลูกกันเป็นครอบครัว ก็จะได้ประโยชน์มากขึ้นอีก นั่นคือ

ความอบอุ่น และความรัก

ห้ามโอน

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ห้ามโอน

เมื่อปี 2531 สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ออกหนังสืออนุญาตให้คุณโผงมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. เนื้อที่ 10 ไร่

ต่อมา ปี 2542 คุณจำนูญได้เข้าครอบครองที่ดินผืนนั้น โดยคุณจำนูญอ้างว่าคุณโผงขายที่ดินนั้นให้

แต่ต่อมาคุณโผงมายื่นฟ้องคุณจำนูญ ขอให้ศาลขับไล่ออกจากที่ดินนั้น แล้วเรียกค่าเสียหายด้วย

คุณจำนูญให้การต่อสู้คดีว่า ได้ซื้อที่ดินมาจากคุณโผงแล้ว เข้าครอบครองทำประโยชน์มาจนถึงปัจจุบันนานนับสิบปีแล้ว คุณโผงขาดสิทธิในที่ดินไปแล้ว เพราะสละสิทธิการครอบครองให้ตน ทั้งไม่ปฏิบัติตามระเบียบ กฎ ข้อบังคับ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ขับไล่คุณจำนูญ ให้ชำระค่าเสียหาย

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษา ให้ขับไล่คุณจำนูญ แต่ให้แก้เรื่องค่าเสียหาย

คุณจำนูญฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คุณโผงจะได้ขายที่ดินให้แก่คุณจำนูญ แต่ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินซึ่งสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตาม พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ

แม้ ส.ป.ก. จะอนุญาตให้คุณโผงเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน แต่มิใช่เป็นการโอนที่ดินให้ตกเป็นสิทธิขาดแก่คุณโผง ที่ดินยังเป็นของ ส.ป.ก. และ ส.ป.ก. มีอำนาจควบคุมดูแลที่ดิน คุณโผงจึงไม่อาจที่จะสละหรือโอนสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ให้แก่บุคคลอื่นโดยการซื้อ-ขาย ได้

ยิ่งกว่านั้น ตาม พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มาตรา 39 ยังห้ามมิให้บุคคลผู้ได้รับสิทธิในที่ดิน โดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังบุคคลอื่น เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

สัญญาซื้อ-ขาย ที่ดินระหว่างคุณโผงและคุณจำนูญ จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

คุณโผงไม่อาจสละหรือโอนสิทธิในที่ดินให้แก่บุคคลอื่นได้ ต้องถือว่า คุณจำนูญเพียงครอบครองที่ดินนั้นไว้แทนคุณโผง

คุณโผงเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินโดยแท้จริง จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ชอบที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมของสัญญาซื้อ-ขาย ที่ดินขึ้นกล่าวอ้างได้ ตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง และการที่คุณจำนูญโต้แย้งสิทธิของคุณโผงด้วยการไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดิน ย่อมเป็นการอาศัยอยู่โดยละเมิด คุณโผงจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คุณจำนูญก็หงอยไปสิ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2558)

————————————————

พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518

มาตรา 36 ทวิ บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใดๆ ที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ และให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินมีอำนาจออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเกี่ยวกับที่ดินของ ส.ป.ก. ตามวรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ตามที่ ส.ป.ก. ร้องขอ

มาตรา 39 ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยก หรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 150 การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้ง โดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา 172 โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้

ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ

เรื่อง -ช้องแมว : ไม้ที่เป็นยา

คอลัมน์-ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย-สุวรรณ พันธุ์ศรี

ถ้าหากเป็นผู้ที่ติดตามข่าวสารก็จะรู้ว่า ปัญหาอาชญากรรมจะเกิดขึ้นตลอดเวลา และมีแนวโน้มมากขึ้น

ขณะเดียวกัน มีข่าวที่ประเทศขายอาวุธออกมากที่สุด มีอยู่สองสามประเทศ

ถ้าหากว่าประเทศเหล่านั้นสุมหัวกันผลิตอาหาร เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ยากจน ก็จะเป็นเรื่องดี

ที่โลกร้อน อุณหภูมิสูงขึ้น ก็เพราะประเทศใหญ่ใหญ่ทำแต่อุตสาหกรรมหนัก

อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ไม่ค่อยคิดจะยอมทำ

อย่าลืมว่า อาวุธเป็นของที่กินไม่ได้ มีแต่จะใช้ทำลายล้างกัน

เมื่อมนุษย์ฝักใฝ่แต่วัตถุ จิตใจจึงหยาบกระด้าง ขาดความรัก ความเมตตา เห็นคนอื่นไม่มีค่า

ทุกวันนี้มนุษย์ใช้ปัจจัยเกินความจำเป็น ชนิดฟุ่มเฟือยเกินขนาด

การใช้ชีวิตที่เกินพอดี หรือขาด มนุษย์เองนั่นแหละเดือดร้อน

มนุษย์ส่วนใหญ่โหยหาธรรมชาติ แต่ไม่รู้จักธรรมชาติ ชีวิตจึงตั้งอยู่บนความประมาท

ลองหันมาปลูกต้นไม้ดูสักต้น เผื่อจะรู้จักธรรมชาติขึ้นมาบ้าง

ถ้ายังไม่รู้จะปลูกต้นอะไรก็จะบอกให้ ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ช้องแมว”

ต้นช้องแมวนี้ นักพฤกษศาสตร์จัดอยู่ในจำพวกไม้รอเลื้อยแบบยืนต้น หากมีต้นไม้ยืนต้นอยู่ใกล้ใกล้ ก็พร้อมที่จะเลื้อยเกาะ

แต่หากไม่มีต้นไม้อื่นอยู่ใกล้ใกล้ จะยืนต้นเป็นทรงพุ่ม สูงเฉลี่ย 6 ถึง 7 เมตร

ลักษณะของใบ จะมีขนาดเล็กอย่างใบพุทรา ตรงกลางใบจะแยกออกเป็น 2 แฉก ผิวใบเรียบ สีเขียวสด

เมื่อมีดอก จะออกดอกเป็นช่อยาว สีเหลืองจัด ปากดอกจะบานออกคล้ายกระบอกเขาควาย

ต้นช้องแมว เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแสงแดด การขยายพันธุ์ นิยมปักชำกิ่ง

คนแต่โบราณท่านศึกษาจนรู้ว่า ต้นช้องแมว มีสรรพคุณทางยาสมุนไพร โดยเฉพาะ ราก และใบ

ราก มีสรรพคุณแก้ร้อนใน แก้กษัย และเป็นยาดับพิษทุกชนิด

ใบ มีสรรพคุณแก้บวม ขับถ่ายพยาธิ แก้ปวดฟัน ถ้าตำพอกศีรษะ แก้ปวดหัว และกันผมร่วง

หากนำใบและรากมาตำรวมกัน ใช้น้ำล้างบาดแผลจะหายเร็ว หรือหยอดหูแก้น้ำหนวก

นี่คือสิ่งที่ได้จากการปลูกต้นช้องแมว

ส่วนเรื่องสรรพคุณ หากจะใช้ขอให้ปรึกษาผู้รู้เฉพาะทางจะเป็นการดีที่สุด

เพราะของทุกอย่าง มีทั้งคุณและโทษ

แบ่งมรดกใหม่

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

แบ่งมรดกใหม่

นายสมโภชน์ และนางสมสวย เป็นบิดามารดาของคุณสมชาย

คุณสมชาย จดทะเบียนสมรสกับนางคำดี มีบุตรคือ นายโผง นางสาวจำเนียน และเด็กชายศราวุฒิ

ต่อมาคุณสมชายจดทะเบียนหย่ากับนางคำดี แล้วจดทะเบียนสมรสกับนางจำนูญ

คุณสมชายทำสัญญาประกันชีวิต (อุบัติเหตุ) กับบริษัทประกันชีวิต วงเงินเอาประกัน 1,000,000 บาท

คุณสมชายเปิดบัญชีออมทรัพย์ 2 บัญชีไว้ มีความคุ้มครองประกันภัยอุบัติเหตุ รวม 300,000 บาท

เมื่อคุณสมชายประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย ศาลจังหวัดมีคำสั่งตั้ง นางสาวจำเนียน และนางจำนูญ เป็นผู้จัดการมรดกของคุณสมชาย

นางสาวจำเนียนและนางจำนูญ ขอรับสินไหมทดแทน โอนเงินเข้าบัญชีของทั้งสองครั้งแรก จำนวน 1,300,145.99 บาท และอีกจำนวน 612.77 บาท เข้าอีกในเวลาต่อมา รวมเป็นเงิน 1,300,758.76 บาท

นายโผงลูกชายคนโตของคุณสมชาย นายสมโภชน์ และนางสมสวย บิดามารดาของคุณสมชาย ยื่นฟ้อง นางสาวจำเนียน น้องสาว และนางจำนูญ ภริยาใหม่ของคุณสมชาย ขอให้บังคับทั้งสองให้แบ่งเงินประกันชีวิตของคุณสมชายให้แก่ทั้ง 3 คนละ 216,690 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้แบ่งแก่ทายาททั้งหมด คนละ 1 ใน 6 ส่วน

นางจำนูญอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

นางจำนูญฎีกาว่า เงินประกันชีวิตเป็นสินสมรสของผู้ตายกับนางจำนูญ ทั้ง 3 ไม่มีอำนาจฟ้องแบ่ง

ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1470 ที่กำหนดให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ประกอบด้วยสินส่วนตัวและสินสมรสนั้น หมายถึง ทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน การที่คุณสมชายถึงแก่ความตาย ย่อมทำให้การสมรสของผู้ตายกับนางจำนูญสิ้นสุดลงตาม มาตรา 1501 สิทธิที่จะได้รับเงินประกันชีวิต จำนวน 1,300,758.76 บาท นั้น เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากความมรณะของผู้ตาย เป็นเงินประกันชีวิต และเป็นเงินที่เกิดจากสัญญาระหว่างผู้ตายกับบุคคลภายนอก ซึ่งได้รับมาหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับนางจำนูญ

ประกอบกับกรมธรรม์มิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ ว่าให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตน หรือแก่ผู้ใด จึงไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้โดยตรง ต้องนำ มาตรา 4 วรรคสอง มาบังคับใช้ คือ อาศัยเทียบบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ได้แก่ มาตรา 897 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า

“ถ้าผู้เอาประกันภัยได้เอาประกันภัยไว้โดยกำหนดว่า เมื่อตนถึงซึ่งความมรณะให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนโดยมิได้เจาะจงระบุชื่อผู้หนึ่งผู้ใดไว้ไซร้ จำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้น ท่านให้ฟังเอาเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเจ้าหนี้จะเอาใช้หนี้ได้”

ดังนั้น เงินประกันชีวิตดังกล่าว จึงต้องแบ่งให้แก่ทายาทของผู้ตายในฐานะทรัพย์สินส่วนหนึ่งแห่งกองมรดก ตามมาตรา 1629 (1), 1630 วรรคสอง และ 1635 (1)

โดยนายสมโภชน์และนางสมสวย ซึ่งเป็นบิดามารดาของผู้ตาย กับนางจำนูญ ภริยาผู้ตาย ต่างได้รับส่วนแบ่งคนละส่วนเท่าๆ กัน กับนายโผง นางสาวจำเนียน และเด็กชายศราวุฒิ ซึ่งเป็นทายาทชั้นบุตร

ปรู : ไม้พุ่ม สรรพคุณเป็นยา

สุวรรณ พันธุ์ศรี

ปีนี้อากาศค่อนข้างจะแปรปรวน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ทำเอาปรับตัวตามแทบไม่ทัน

ถึงกระนั้นก็ทำเอาผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่ต่างจังหวัด ล้มหายตายจากไปหลายศพ

อากาศสะบัดร้อนสะบัดหนาวแบบนี้ ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงจริง โอกาสเจ็บป่วยก็จะเป็นมาก

ที่เป็นอย่างนี้ ก็ต้องโทษมนุษย์โลกเรานี่แหละ ที่ทำให้เป็นอย่างที่เป็น

มนุษย์บางพวกก็อยากจะอยู่กับธรรมชาติ แต่ก็อยู่กับธรรมชาติไม่เป็น

มนุษย์บางพวกก็ใช้ธรรมชาติจนขาดความสมดุล จนธรรมชาติลงโทษ เป็นการเตือนแล้วก็หลายครั้ง

มนุษย์ก็ยังไม่หยุดที่จะทำร้ายทำลายธรรมชาติ

อย่าลืมว่า การทำร้าย ทำลายธรรมชาติ มันคือการทำร้าย ทำลายมนุษย์เอง

หากติดตามความเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต ก็จะรู้ว่ามีหลายสิ่งที่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้

ไม่แน่ว่ามนุษย์ก็มีโอกาสที่จะสูญพันธุ์ได้เช่นกัน

มีหนทางหนึ่งที่พอจะช่วยได้ นั่นก็คือ ปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติ

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ปรู”

ต้นปรูนี้ นักพฤกษศาสตร์จัดอยู่ในจำพวกไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นออกเกลี้ยง แต่กิ่งอ่อนจะมีขนอ่อนบ้าง

ลักษณะของใบ โคนใบแคบ แหลม ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ท้องใบจะเห็นเส้นใบชัดเจน ก้านใบออกจะยาว

เมื่อต้นโตพอให้ดอก จะออกดอกรวมเป็นกระจุก สีขาวนวล หรือเหลืองอ่อน มีกลีบรองดอก ส่วนโค้งของดอกจะเชื่อมติดกันเป็นท่อรูปกรวย

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ลักษณะของผล รูปยาวรี กลางผลจะเป็นสันแข็ง

คนเต่โบราณท่านศึกษาเรื่องต้นไม้ จนรู้ว่า ต้นปรูก็มีสรรพคุณทางยาสมุนไพร โดยเฉพาะเปลือกราก และเปลือกลำต้น

เปลือกราก มีสรรพคุณแก้โรคผิวหนัง ยาแก้พิษ บำบัดอาการเป็นไข้ ยาระบาย และขับเหงื่อ

ส่วน เปลือกลำต้น มีสรรพคุณแก้จุกเสียด บำรุงธาตุไฟ แก้หอบหืด แก้ท้องเสีย แก้อาการไอ

นี่คือผลประโยชน์ที่ได้จากการปลูกต้นปรู

ผู้ที่มีที่มีทาง ก็อยากจะให้ช่วยปลูกเอาไว้

ส่วนผู้ที่ชอบตัดไม้ทำลายป่าธรรมชาติ ก็ขอให้คิดเสียใหม่ ว่าที่หายใจได้ทุกวัน เพราะอะไร

การตัดต้นไม้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นด้วย

เมื่อโลกร้อนขึ้น ก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทั้งมวล

ก็อยากให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ เพื่อสิ่งต่างต่างจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ลงมือปลูกวันนี้ พรุ่งนี้ก็ดีเอง

ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก

Published July 18, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก

สถานการณ์ไข้หวัดนกกำลังระบาดหนักในพื้นที่หลายจังหวัด ข้าวมันไก่ ข้าวหน้าเป็ด ขายไม่ได้

แม้แต่หลักสูตรสอนทำอาหาร ประเภท ก๋วยเตี๋ยวไก่ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด และอื่นๆ ที่ต้องใช้เป็ด ห่าน ไก่ นก เป็นส่วนประกอบ ล้วนกระเทือนไปหมด

ในร้านอาหาร ร้านข้าวแกง อาหารประเภทนกพิราบน้ำแดง ไก่ตุ๋น เป็ดย่าง ข้าวหมกไก่ ไก่แช่เหล้า ปีกไก่ทอดน้ำปลา ลาบเป็ด ลาบไก่ ฯลฯ หาผู้สั่งเมนูเหล่านี้ยากมาก

ผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศกำหนดเขตให้ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ/กิ่งอำเภอ ในจังหวัด เป็นเขตสงสัยว่ามีโรคระบาดในสัตว์ปีกจำพวก นก เป็ด ไก่ ห่าน และสัตว์ปีกอื่นๆ หรือไข่ที่ใช้ทำพันธุ์

ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกดังกล่าวออกนอกเขตที่ประกาศ!!!

กลางคืนคืนหนึ่ง คุณโผงขับรถบรรทุกพร้อมเป็ดไล่ทุ่ง 4,000 ตัว จากอำเภอหนึ่ง จังหวัดนี้ มุ่งไปจะไปอีกอำเภอหนึ่ง ของอีกจังหวัด

ปรากฏว่าเมื่อรถบรรทุกเป็ดไล่ทุ่งแล่นมาถึงอำเภอหนึ่ง ในจังหวัดแรก รถถูกเรียกให้หยุด คุณโผงถูกจับกุมข้อหาว่า ขนย้ายเป็ดไล่ทุ่งออกนอกเขตที่ประกาศ

จับได้คาเป็ดคารถ คุณโผงรับสารภาพแต่โดยดี

พนักงานอัยการฟ้องคุณโผง ขอให้ศาลลงโทษตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 มาตรา 15, 17 และ 42 ชั้นศาลคุณโผงรับสารภาพอีก

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณโผงมีความผิดตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ มาตรา 17, 42 ให้จำคุก 30 วัน แต่รับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง

คุณโผงอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณโผงฎีกา โดยเฉพาะในประเด็นว่า การกระทำความผิดยังไม่สำเร็จ เพราะยังไม่ได้ขนเป็ดข้ามจังหวัดสักหน่อย น่าจะเป็นความผิดเพียงพยายามกระทำความผิด คือพยายามเคลื่อนย้ายเท่านั้นเอง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 มาตรา 17 บัญญัติว่า

“เมื่อได้มีประกาศกำหนดเขตโรคระบาด หรือเขตสงสัยว่ามีโรคระบาด ตามมาตรา 15 หรือประกาศกำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราว ตามมาตรา 16 แล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์ภายในเขตนั้น หรือเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์ เข้าในหรือออกนอกเขตนั้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์”

เมื่อปรากฏว่าทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล และทุกอำเภอ/กิ่งอำเภอ ในจังหวัด ถูกประกาศเป็นเขตสงสัยว่ามีโรคระบาด การที่คุณโผงเคลื่อนย้ายเป็ดไล่ทุ่งออกจากอำเภอหนึ่งในจังหวัด แล้วไปถูกจับที่อีกอำเภอหนึ่ง แม้จะยังอยู่ในพื้นที่จังหวัดเดียวกัน ก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จฐานเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเข้าหรือออกนอกเขตประกาศกำหนดโดยมิได้รับอนุญาตแล้ว หาจำต้องเคลื่อนย้ายให้พ้นเขตจังหวัดนั้นดังที่คุณโผงฎีกาไม่

ศาลฎีกาพิพากษายืน

คุณโผงหงอยไปละสิทีนี้

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1208/2557)

———————————————-

พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499

มาตรา 15 ในเขตท้องที่จังหวัดใด มี หรือสงสัยว่ามีโรคระบาด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น มีอำนาจประกาศกำหนดเขตท้องที่จังหวัดนั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เป็นเขตโรคระบาด หรือเขตสงสัยว่ามีโรคระบาด แล้วแต่กรณี ประกาศนี้ให้ระบุชนิดของสัตว์และโรคระบาดไว้ด้วย และให้ปิดไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ บ้านกำนัน บ้านผู้ใหญ่บ้าน และที่ชุมนุมชนภายในเขตนั้น

มาตรา 17 เมื่อได้มีประกาศกำหนดเขตโรคระบาด หรือเขตสงสัยว่ามีโรคระบาด ตามมาตรา 15 หรือประกาศกำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราว ตามมาตรา 16 แล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์ภายในเขตนั้น หรือเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์ เข้าในหรือออกนอกเขตนั้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์

มาตรา 42 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 12 มาตรา 17 มาตรา 21 หรือมาตรา 28 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เรื่อง – ลิ้นมังกร : ไม้เล็ก ประโยชน์ใหญ่

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

ปลายเดือนมกราคม 2559 ประเทศไทย ต้องสูญเสียพระคุณเจ้าอริยสงฆ์ ถึง 2 รูป

หนึ่งคือ หลวงพ่อจรัญ หรือ พระธรรมสิงหบุราจารย์ เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

สองคือ พระพรหมสุธี หรือ เจ้าคุณเสนาะ แห่งวัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร

พระคุณเจ้ารูปแรก ท่านเป็นพระสายวิปัสสนากรรมฐาน ที่เป็นที่รู้จักของชาวบ้าน มีลูกศิษย์ทั่วประเทศ

ส่วนรูปหลัง ท่านเป็นหนึ่งในคณะกรรมการมหาเถรสมาคม ภายหลังถูกปลดออกจากตำแหน่ง

พระคุณเจ้ารูปแรก เคยไปนมัสการท่านครั้งหนึ่ง เมื่อนานปีมาแล้ว

พระคุณเจ้ารูปหลัง ได้ยินชื่อของท่านเมื่อไม่กี่ปีมานี้

ต้องขอสารภาพว่า พักหลังหลัง เป็นคนที่ค่อนข้างจะห่างวัดอยู่สักหน่อย

ถึงจะห่างวัดทางกาย แต่ทางใจนั้นติดตามและกระทำรำลึกอยู่สม่ำเสมอ

ยิ่งหากมีหนังสือหนังหาที่เกี่ยวข้องทางธรรม ก็ซื้อหามาอ่านอยู่เป็นประจำ

แต่เท่าที่ติดตามทางซองผ้าป่า หรือว่ากฐินทาน ก็พอจะรู้ว่า เวลานี้วัดวาอารามเอาแต่สร้างวัตถุ

บางวัดถึงกับตัดต้นไม้ต้นไร่ เพื่อสร้างตึกด้วยข้ออ้างเพื่อเป็นการพัฒนา

ปักษ์นี้จึงเชิญชวนให้แฟนานุแฟนเทคโนโลยีชาวบ้าน มาช่วยกันพัฒนาด้วยการปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติ เพื่อลูกหลานจะได้มีอากาศดีดีหายใจ

ต้นไม้ที่จะชวนปลูก คือต้น “ลิ้นมังกร”

นักเลงต้นไม้มืออาชีพ จัดลิ้นมังกรเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นตรง มีขนปกคลุม ความสูงโดยเฉลี่ย 3 ฟุต

ลักษณะของใบ ออกเป็นใบเดี่ยว ออกสลับไปตามข้อลำต้น รูปมนรี โคนใบสอบเข้าหาก้านใบ ปลายใบมน ท้องใบสีเขียวนวล หน้าใบเขียวเข้ม

เมื่อถึงเวลาให้ดอก จะออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบ แต่ละดอกเรียงติดกันเป็นแถว แยกเป็นดอกเพศผู้เพศเมีย มีสีแดงอมม่วง

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ลักษณะของผลนั้นจะถูกกลีบเลี้ยงหุ้มเอาไว้ รูปผลคล้ายกับเม็ดถั่ว มีก้านสั้นสั้น

จากการศึกษาลองผิดลองถูกของคนโบราณจนรู้ว่า ต้นลิ้นมังกร ส่วนที่เป็นประโยชน์คือ ดอก และใบ

ใบ มีสรรพคุณแก้เจ็บคอ ไอแห้งแห้ง แก้หอบหืด แก้ไอเป็นเลือด รักษาโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ บำรุงปอดให้แข็งแรง

ดอก มีสรรพคุณแก้ไอเป็นเลือด

นี่คือประโยชน์ทางยาสมุนไพร ที่ได้จากการปลูกต้นลิ้นมังกร

ใครที่คิดว่าปลูกต้นไม้แล้วรกรุงรัง ก็อยากให้ใคร่ครวญเสียใหม่ ระหว่าง

รกคน หรือ รกต้นไม้ อะไรดีกว่ากัน

ให้เช่าที่ดินรัฐ / ปลูกต้นไม้จากหนังสือ ยี่โถ : ไม้ให้คุณและโทษ

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ให้เช่าที่ดินรัฐ/ปลูกต้นไม้จากหนังสือ ยี่โถ : ไม้ให้คุณและโทษ

คุณโผง เข้าหักร้างถางพง และครอบครองที่ดินในเขตทหารไว้ ราว 200 ไร่

คุณโผงปรับแต่งที่ดินไว้สวยเชียว ต่อมาคุณจำนูญมาเจอเข้า จึงมาเจรจา ว่าจะขอเช่าทำไร่สับปะรด

คุณโผงเสนอค่าเช่า ปีละ 40,000 บาท ระยะเวลา 4 ปี

เมื่อตกลงกันได้ คุณโผงจึงให้คุณจำนูญเช่าที่ดินนั้น ได้เงินมา 120,000 บาท

คุณโผงยิ้ม

ตามสัญญาเขียนกันไว้ว่า ระยะเวลาเช่า 4 ปี ตั้งแต่ วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2554

คุณจำนูญเช่ามาจึงลงทุนปลูกสับปะรด งอกงามได้ผลผลิตดีส่งเข้าโรงงาน จนครบกำหนด แต่ยังไม่ออกจากที่ดินผืนนั้น ด้วยเห็นว่าตนน่าจะได้ทำกินต่อไป และเห็นว่าที่ดินนั้นเป็นที่ดินของรัฐจึงออกอาการว่าไม่เห็นจะต้องไปเช่าจากคุณโผงเลย

คุณโผงเห็นว่าหมดสัญญาเช่าแล้ว ขอให้คุณจำนูญออกไปจากที่ดินแปลงนั้น

แต่คุณจำนูญยังอยู่ต่อ

คุณโผงว่า “ถ้ายังไม่ออก เราจะฟ้องขับไล่ละนะ”

คุณจำนูญว่า “กลัวเสียเมื่อไร ฟ้องมาก็สู้กันสิ”

คุณโผงยื่นฟ้องคุณจำนูญต่อศาล ขอให้พิพากษาบังคับคุณจำนูญออกไปจากที่ดินผืนนั้น

คุณจำนูญต่อสู้คดีว่า ที่ดินผืนนั้นเป็นที่ดินในเขตทหาร เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่เป็นของรัฐ คุณโผงไม่มีอำนาจนำที่ดินของรัฐให้ตนเช่า ทั้งรัฐก็ไม่ยินยอม เมื่อตนทำสัญญาเช่าที่ดินและคุณโผงมอบการครอบครองให้แล้ว คุณโผงจึงไม่ใช่ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินอีกต่อไป จึงไม่มีอำนาจมาฟ้องคุณจำนูญได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ด้วยเห็นว่าคุณโผงไม่มีอำนาจฟ้อง

คุณโผงอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นว่า คุณจำนูญมีสิทธิอยู่ในที่ดินนั้นหรือไม่ และคุณจำนูญต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่คุณโผงหรือไม่เพียงใด

คุณจำนูญฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปลอดภัยในราชการทหารของที่ทหารในท้องที่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ

การเข้ายึดถือครอบครองย่อมไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งไม่อาจอ้างสิทธิใดๆ ใช้ยันรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกัน ย่อมยกการยึดถือครอบครองขึ้นยันผู้อื่นที่เข้ามารบกวนได้ในขณะเวลาที่ตนยังยึดถือครอบครองอยู่เท่านั้น

ดังนั้น การที่คุณโผงให้คุณจำนูญเช่าที่ดินนี้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิ เพราะเท่ากับนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่าโดยรัฐไม่ยินยอม และมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองให้แก่คุณจำนูญ

คุณโผงจึงไม่ใช่ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินนั้นอีกต่อไป จึงไม่มีอำนาจฟ้องคุณจำนูญผู้ครอบครองที่ดินนั้นได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของคุณโผง

คุณจำนูญยิ้ม

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12149/2557)

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

ยี่โถ : ไม้ให้คุณและโทษ

สุวรรณ พันธุ์ศรี

มาตรการ 7 วันอันตราย ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ถือบรรลุเป้าจนทะลักทีเดียว

เรียกได้ว่า หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์แดงไปด้วยเลือด

หน้าจอทีวี เลือดก็กระจายเต็มจอ

เมื่อได้สนทนาธรรมกับพระคุณเจ้า วัดย่านสะพานพุทธ ท่านก็วิสัชนาว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เป็นเรื่องของความประมาท และเป็นเรื่องของกิเลส

และที่เป็นปัญหาใหญ่คือ คนไทยไม่มีจิตสำนึกที่ดีเพื่อส่วนรวม มีแต่สำนึกดีเข้าตัว

พระคุณเจ้ายังวิสัชนาอีกว่า ความเจริญทางวัตถุ เป็นตัวก่อให้เกิดกิเลส อยากได้ใคร่มี ก่อให้เกิดอาชญากรรมฉกชิง วิ่งราว จนสังคมวุ่นวาย

ใครขัดขืนอาจถึงแก่ชีวิต หรือบาดเจ็บสาหัส

ตู้รับบริจาคที่ตั้งอยู่บนศาลาก็ยังถูกงัด ถูกขโมย เรียกได้ว่า ชีวิตและทรัพย์สินสมัยนี้ไม่ค่อยจะปลอดภัย

พระคุณเจ้าท่านทิ้งท้ายการสนทนาว่า กรรมที่ก่อก็มักจะมากับจรวด คือเห็นผลเร็ว ขอให้ทำดีไว้เถิด

สาธุ

หน้าแล้งนี้ มาช่วยกันปลูกต้นไม้คืนความเป็นธรรมชาติให้ชุ่มชื้น และมีอากาศดีดีไว้หายใจกันดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ยี่โถ” ไม้พุ่มที่ไม่โตนัก

ต้นยี่โถ เป็นพันธุ์ไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขาไม่มาก ลำต้นเมื่อกะเทาะดู จะมีน้ำยางสีขาวคล้ายกับน้ำนม

ลักษณะของใบยี่โถ จะออกเป็นใบเดี่ยวรูปหอก โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ สีเขียวเข้ม

เมื่อมีดอก จะออกดอกเป็นช่อตรงส่วนยอดของต้น ลักษณะของดอกมีรูปทรงเป็นกรวย มีหลายสี เช่น ชมพู หรือขาว มีกลิ่นหอม

พอดอกเริ่มจะโรยก็จะติดผล ลักษณะผลเป็นฝักคู่ ฝักที่แก่จัดจะแตกและมีเมล็ดอยู่ภายใน

เมล็ดยี่โถ จะมีขนคล้ายไหม หากมีลมพัดก็จะลอยไปตามลม

ต้นยี่โถ คนโบราณท่านได้เรียนรู้และศึกษาจนรู้ว่า ยี่โถ เป็นไม้ที่มีทั้งคุณและโทษ โดยเฉพาะใบ

ตามตำรับยาพื้นบ้านบอกว่า ถ้าใช้ใบยี่โถเข้ายาแต่พอเหมาะพอควร จะมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ

แต่ถ้าหากใช้มากเกินไป เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

โดยทั่วไปแล้วคนโบราณนิยมนำมาทำเป็นยาฆ่าแมลง และเป็นยาเบื่อหนู

เพราะฉะนั้น ท่านที่คิดจะใช้ประโยชน์จากใบยี่โถ ก็ขอให้ศึกษาและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโดยเฉพาะ

อย่าได้ประมาท คิดว่าตัวเองฉลาดรอบรู้

แทนที่จะได้อยู่จนเห็นรถไฟความเร็วสูง จีน-ญี่ปุ่น

ชีวิตมันจะล่องจุ๊นไปเสียก่อน

%d bloggers like this: