ซันเดย์สเปเชียลถนัดศรี

All posts tagged ซันเดย์สเปเชียลถนัดศรี

ชมวัด ชิมขนมโบราณ ที่สมุทรสงคราม

Published July 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ 26 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/646967

 

จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นจังหวัดที่มีขนาดเล็กที่สุดของประเทศไทย แต่เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ทั้งทางธรรมชาติและด้านวิถีชีวิตไทยแบบดั้งเดิม รวมทั้งมีของอร่อยมากมายหลายอย่าง

ผมและทีมงานรายการครอบจักรวาล เคยเดินทางไปถ่ายทำรายการที่จังหวัดสมุทรสงครามนับครั้งไม่ถ้วน เพราะมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก็เพิ่งไปมาอีกครั้งหนึ่ง


บรรยากาศริมแม่น้ำแม่กลอง

การเดินทางท่องเที่ยวในสมุทรสงครามนั้น สถานที่หลายแห่งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง หากต้องการสัมผัสบรรยากาศวิถีชีวิตชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง การใช้เรือหางยาวเป็นพาหนะก็เหมาะสำหรับคนที่ร่างกายแข็งแรง แข้งขายังดี ลงบันไดท่าน้ำ ลงเรือ ขึ้นเรือสะดวก แต่ถ้าสังขารไม่เอื้ออำนวย เดินทางโดยรถยนต์จะเหมาะสำหรับผู้สูงวัยมากกว่า


คุณยอดมนู ภมรมนตรี ผู้ดำเนินรายการครอบจักรวาล กับคุณณภฎล ประมวล เจ้าหน้าที่โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์

ไปคราวนี้ ผมได้มอบหมายให้ คุณยอดมนู ภมรมนตรี ทำหน้าที่ดำเนินรายการ โดยมี คุณณภฎล ประมวล เจ้าหน้าที่โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ เป็นผู้นำไปชมความงามของ เรือนไม้สักทอง ที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง

คุณณภฎล เล่าให้ฟังถึงเรื่องราวความเป็นมาของ วัดภุมรินทร์กุฎีทอง โดยย่อว่า เดิมชื่อวัดบางลี่บน เศรษฐีทองและ

นางสั้น ผู้เป็นภรรยามาทำบุญที่วัด ท่านสมภารทำนายทายทักว่าธิดาของเศรษฐีเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ จะได้เป็นพระราชินี เศรษฐีทองจึงกล่าวกับท่านสมภารว่าหากเป็นจริงตามนั้น จะมาสร้างกุฎีทองถวาย

นางสาวนาค ธิดาของเศรษฐีทอง ได้ออกเรือนกับ นายทองด้วง ซึ่งต่อมาได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คุณนาค จึงได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี เมื่อเป็นไปดังคำทำนายของท่านสมภาร ท่านทอง และ ท่านสั้น จึงสร้างกุฎีทองถวายเมื่อปี พ.ศ.2325


กุฎีทอง ที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง

กุฎีทองที่สร้าง เป็นเรือนไม้ทรงไทยสามหลัง สร้างด้วยไม้สักทอง ตกแต่งลวดลายทั้งภายนอกและภายในด้วยลายรดน้ำปิดทอง ต่อมาภายหลังวัดบางลี่บนได้กลายเป็นวัดร้าง เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งของวัดอยู่ตรงบริเวณคุ้งน้ำหักศอก จึงถูกกระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งพังกินพื้นที่วัดเข้ามาเรื่อยๆ กุฎีทองพังทลายเสียหายลงไปสองหลัง คงเหลืออยู่เพียงหนึ่งหลัง

ประมาณปี พ.ศ.2468 เจ้าอาวาสวัดภุมรินทร์ ได้รื้อกุฎีทองที่เหลืออยู่หลังสุดท้ายมาปลูกไว้ที่วัดภุมรินทร์ ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ปากคลองบางลี่ ฝั่งตะวันตกของอำเภออัมพวา และเก็บรวบรวมศาสนวัตถุต่างๆจากวัดบางลี่บน ได้แก่ พระประธานภายในพระอุโบสถ รอยพระพุทธบาทจำลอง และพระพุทธรูปต่างๆ มาประดิษฐานไว้ที่วัดภุมรินทร์ด้วย จึงนำคำว่ากุฎีทองมาต่อท้ายชื่อวัดภุมรินทร์ เป็นวัดภุมรินทร์กุฎีทองมาตั้งแต่บัดนั้น


ภายในกุฎีทองจัดเป็นพิพิธภัณฑ์

ปัจจุบันทางวัดเปิดให้ผู้สนใจขึ้นไปชมบนกุฎีทอง ซึ่งยังสามารถมองเห็นความงดงามของลวดลายทองบนเพดาน ผนัง บานประตู หน้าต่าง และเสา แม้จะผ่านกาลเวลามานานถึง 234 ปีแล้ว นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุที่รวบรวมมาจัดแสดงไว้ในห้องต่างๆ มีพระพุทธรูป เครื่องลายคราม ถ้วยชามเบญจรงค์ เครื่องทองเหลือง เป็นต้น

หลังจากชมวัดภุรินทร์กุฎีทองแล้ว คุณณภฎลได้พาทีมงานลงเรือหางยาวไปยังที่ทำการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชมขนมไทยโบราณ และจักสานก้านมะพร้าวบางช้าง ที่ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อชม การทำขนมจ่ามงกุฎ


ขนมจ่ามงกุฎที่ส่งไปจำหน่ายในโครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์

คุณอรพิน ประชานิยม ประธานกลุ่มฯ บอกว่า เมื่อเอ่ยชื่อ ขนมจ่ามงกุฎ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงขนมสีเหลืองทอง มีแผ่นแป้งรอง ตกแต่งด้วยเมล็ดแตงโมกวาดน้ำตาล มียอดปิดทองลักษณะคล้ายมงกุฎ อันที่จริงขนมนั้นมีชื่อว่า ดาราทอง หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ทองเอกกระจัง เป็นขนมที่มีผู้คิดทำขึ้นเพื่อประกวดในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนขนมจ่ามงกุฎแบบที่ทางกลุ่มผลิตนั้นเป็น ขนมจ่ามงกุฎแบบดั้งเดิม ที่มีชื่อปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ทำจากวัตถุดิบ 5 อย่าง ได้แก่ แป้งข้าวเหนียว กะทิ น้ำตาลทราย น้ำใบเตย เมล็ดแตงโมกะเทาะเปลือก


วัตถุดิบที่ใช้ทำขนมจ่ามงกุฎ

แป้งข้าวเหนียวที่ใช้ทำขนม ทางกลุ่มยังใช้วิธีการแบบโบราณ คือนำเมล็ดข้าวเหนียวดิบไปแช่น้ำ แล้วนำไปโม่ ขั้นตอนการทำขนมจ่ามงกุฎ ต้องนำกะทิมากวนกับน้ำตาลทราย แป้งข้าวหนียว และน้ำใบเตย ต้องกวนอย่างต่อเนื่อง ใช้เวลากวนนานประมาณสองชั่วโมง เมื่อได้ที่แล้วจะมีความเหนียวคล้ายกะละแม ตักหยอดลงบนใบตองตานีที่เตรียมไว้ ใส่เมล็ดแตงโมที่กะเทาะเปลือกลงไป ห่อให้สวยงาม กลัดด้วยไม้กลัด แบบโบราณ

ห่อเสร็จแล้วยังมีขั้นตอนต่อไปอีก คือต้องนำขนมไปผึ่งแดด เพื่อให้เนื้อขนมในห่อนั้นแห้ง กรอบนอกนุ่มใน ไม่เหนียวติดใบตอง

แม้วัตถุดิบต่างๆจะหาไม่ยาก แต่กระบวนการทำต้องใช้เวลาและแรงงานค่อนข้างมาก จึงไม่ค่อยมีใครทำขาย ขนมจ่ามงกุฎของทางกลุ่มส่งไปจำหน่ายสามแห่งในจังหวัดสมุทรสงคราม ได้แก่ ตลาดน้ำท่าคา ร้านเจ๊หมวย ปากทางเข้าวัดจุฬามณี และที่ร้านค้าชุมชนโครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์


ขนมจ่ามงกุฎแบบดั้งเดิม

สำหรับผู้ที่สนใจอยากหัดทำขนมจ่ามงกุฎแบบดั้งเดิม โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ ส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์ขนมไทยโบราณ โดยจะเชิญคุณอรพินมาสอนให้ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเรื่องการเรียนทำขนมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-3475-2245

และสำหรับครั้งนี้ขอขอบคุณโครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางไปถ่ายทำรายการ

เรื่องราวดีๆ สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในจังหวัดสมุทรสงครามยังมีอีกมาก โอกาสหน้าจะได้นำมาเล่าสู่กันฟังอีก

…..สวัสดี

ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

 

“ชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย ภูมิใจความเป็นไทย”

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/627246

โดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ 29 พ.ค. 2559 05:01

 

ผลงานอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี.

การไปท่องเที่ยวต่างบ้านต่างเมือง ไม่ว่าจะในเมืองไทยเองหรือต่างประเทศ สถานที่หลักๆ ที่ผมชอบไปเที่ยวชมคือตลาดกับพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากสถานที่สองประเภทนี้ทำให้เราได้มีโอกาสสัมผัสและรับรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงแนวคิดของผู้คนในท้องถิ่นนั้นๆ

พิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยเรามีมากมายหลายแห่ง ทั้งที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานราชการ และของเอกชน อย่างที่ชวนไปเที่ยวชมในคราวนี้เป็น พิพิธภัณฑ์ที่ก่อตั้งโดย คุณบุญชัย เบญจรงคกุล นักธุรกิจด้านโทรคมนาคม และเทคโนโลยีการสื่อสาร ผู้มีใจรักในงานศิลปะ

คุณบุญชัยเล่าให้ฟังว่าถ้าบิดาไม่ห้าม คงเลือกเรียนทางศิลปะ แต่การที่บิดาสนับสนุนให้เรียนด้านธุรกิจก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะแม้จะไม่ได้เรียนด้านศิลปะ แต่คุณบุญชัยก็ได้เป็นผู้สนับสนุนศิลปินชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง

คุณบุญชัยมีความตั้งใจที่จะสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย ฝีมือศิลปินร่วมสมัยไว้ให้คนไทยได้ศึกษา จึงได้ริเริ่มโครงการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2543

ประติมากรรมรูปศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี.

พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย เป็นสถานที่รวบรวมผลงานของศิลปินชาวไทย ซึ่งคุณบุญชัยได้ทยอยเก็บสะสมมาเป็นเวลานานกว่ายี่สิบปี คุณบุญชัยกล่าวว่า ผลงานต่างๆเหล่านี้เกิดจากรากฐานทางวัฒนธรรมอันยาวนานของช่างเขียนช่างปั้นชาวไทย ผสมผสานกับองค์ความรู้ทางศิลปะแบบสากล ที่ได้รับการถ่ายทอดจาก ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ประติมากรชาวเมืองฟอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ซึ่งเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้น กรมศิลปากร และเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อให้เกิดเป็นงานศิลปะไทยร่วมสมัย เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

คุณบุญชัย เบญรงคกุล กับประติมากรรมรูปดอกบัว 65 ดอก ผลงานศาสตรเมธีนนทิวรรธ์ จันทนะผะลิน.

เมื่อเข้าไปในบริเวณพิพิธภัณฑ์ ตั้งแต่ด้านหน้าอาคารจะเห็น ประติมากรรมรูปดอกบัว 65 ดอก ผลงานของศาสตรเมธีนนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ปี พ.ศ.2549

ภายในอาคารส่วนที่จัดแสดงงานมี 5 ชั้น เมื่อเดินเข้าไปในห้องโถงชั้นแรกจะพบ ประติมากรรมรูปศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือที่ชาวศิลปากรเรียกขานท่านด้วยความเคารพรักว่า “อาจารย์ฝรั่ง”

ผลงานศาสตราจารย์ชลูด นิ่มเสมอ.

ประติมากรรมรูปกวาง ผลงานอาจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์.

มีห้องนิทรรศการถาวรของศิลปินแห่งชาติสองท่าน คือ ห้องนิทรรศการถาวรแสดงงานประติมากรรมของอาจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ปี พ.ศ.2529 และ ห้องนิทรรศการถาวรแสดงงานจิตรกรรมของศาสตราจารย์ชลูด นิ่มเสมอ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ปี พ.ศ.2541

ผลงานอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์.

ผลงานอาจารย์ทวี รัชนีกร.

ในชั้นที่สองถึงชั้นที่สี่ มีผลงานศิลปะไทยร่วมสมัย ผลงานของศิลปินหลากรุ่นหลายวัยมาจัดแสดง โดยแบ่งเป็นห้องต่างๆ เช่น ห้องรวบรวมผลงานของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี พ.ศ.2544 ผู้มีส่วนร่วมกับคุณบุญชัย ในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งแต่เริ่มแรก ผลงานของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี พ.ศ.2554 และผลงานของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินระดับปรมาจารย์อีกหลายท่าน อาทิ ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ศาสตราจารย์ประกิต บัวบุศย์ อาจารย์ทวี รัชนีกร นันทขว้าง อาจารย์อังคาร กัลยาณพงษ์ อาจารย์ช่วง มูลพินิจ ศาสตราจารย์ประหยัด พงษ์ดำ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

เรือนไทยไม้สักในห้องจัดแสดง เรื่องราวของนางพิมพิลาไลย.

มีผลงานศิลปะเชิงความคิดฝันและจินตนาการ ภายใต้คติความเชื่อของคนไทยในห้องจัดแสดงห้องหนึ่ง มี เรือนไทยสร้างด้วยไม้สัก จัดแสดงงานจิตรกรรมสองยุคสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวนางพิมพิลาไลย จากวรรณคดีขุนช้างขุนแผน โดยครูเหม เวชกร และอาจารย์สุขี สมเงิน

ผลงานจิตรกรรมชุดไตรภูมิ.

ที่ห้องจัดแสดงชั้นสี่ มี ผลงานจิตรกรรมชุดไตรภูมิ เป็นภาพขนาดใหญ่ สูง 7 เมตร จำนวน 3 ภาพ โดยศิลปิน 3 ท่าน ได้แก่ อาจารย์สมภพ บุตราช อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร และ อาจารย์ประทีป คชบัว

ชั้นที่ห้าของ พิพิธภัณฑ์จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยระดับสากลจากทวีปต่างๆ ทั้งทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกา ผลงานจิตรกรรมบางชิ้นอายุเกือบสามร้อยปี ห้องจัดแสดงในชั้นนี้ จำลองรูปแบบจากพิพิธภัณฑ์ในยุโรป มีหลังคากระจกโค้งรับแสงธรรมชาติ เมื่อเข้าไปอยู่ในห้องจะรู้สึกเหมือนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในยุโรปจริงๆ

คุณบุญชัยฝากบอกถึงผู้บริหารสถาบันการศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัยต่างๆ อยากให้พานักเรียน นิสิต นักศึกษา ไปเข้าชมเป็นหมู่คณะ โดยติดต่อประสานงานไปล่วงหน้า ทางพิพิธภัณฑ์จะจัดเจ้าหน้าที่นำชม พร้อมบรรยายข้อมูลให้ฟัง และจะยกเว้นค่าเข้าชมให้เป็นกรณีพิเศษ เพราะอยากสนับสนุนให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสชมผลงานศิลปะ ได้ภาคภูมิใจในฝีมือศิลปินไทย ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และได้รับการยอมรับในระดับสากล

พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย อยู่ริมถนนกำแพงเพชร 6 (Local road) ช่วงระหว่างถนนงามวงศ์วานกับถนนแจ้งวัฒนะ เปิดวันอังคารถึงวันอาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) วันอังคารถึงวันศุกร์เปิดเวลา 10.00 น. ถึง 17.00 น.วันเสาร์และวันอาทิตย์ เปิดเวลา 11.00 น.ถึง 18.00 น.

อัตราค่าเข้าชมสำหรับผู้ชมทั่วไป ผู้ใหญ่ 250 บาท นักเรียน นิสิต นักศึกษา 100 บาท ไม่เก็บค่าเข้าชมสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี (ต้องไปกับผู้ปกครองเท่านั้น) นักบวชทุกศาสนา ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ทุพพลภาพ ทั้งมีอัตราพิเศษสำหรับครอบครัว หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่ติดต่อเข้าชมเป็นหมู่คณะ

ติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2016-5666 ถึง 7 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่www.mocabangkok.com และเฟซบุ๊ก MOCA Museam of Contemporary Art

กฎกติกาในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ห้ามนำกระเป๋าใบใหญ่เข้าไป ห้ามจับต้องผลงานทางศิลปะที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ห้ามนำปากกาทุกชนิด หรือวัสดุใดๆที่สามารถขีดเขียนได้เข้าไปในพิพิธภัณฑ์ อนุญาตให้ถ่ายรูปได้ในบางห้อง โดยห้ามใช้แฟลช ห้ามใช้ไม้เซลฟี่ ข้อห้ามต่างๆเหล่านี้มีเพื่อรักษาผลงานทางศิลปะอันทรงคุณค่าให้คงอยู่ไปตราบนานเท่านาน

ขอขอบคุณ คุณบุญชัย เบญจรงคกุล ที่เอื้อเฟื้อภาพถ่ายกับงานประติมากรรมรูปดอกบัว

และขอเชิญชวนผู้สนใจ และมีใจรักศิลปะ ไปชมผลงานศิลปะฝีมือศิลปินชาวไทย จะได้เห็นด้วยตาตัวเอง แล้วเกิดความภาคภูมิใจว่าศิลปินชาวไทยก็มีฝีมือไม่แพ้ชาติใดในโลก

……….สวัสดี
ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

“ชมมรดกโลกที่…ฮิโรชิมาและเกาะมิยาจิมา”

Published May 16, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/609983

โดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ 24 เม.ย. 2559 05:01

 

ผมเดินทางไปญี่ปุ่นมานับครั้งไม่ถ้วน ไปมาหลายเมืองแทบทั่วประเทศญี่ปุ่น

หนึ่งในจุดหมายปลายทางที่เคยไปคือ เมืองฮิโรชิมา ซึ่งได้ไปครั้งล่าสุดเมื่อสิบปีที่แล้ว ตั้งแต่สมัยที่สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ยังบินตรงจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังฮิโรชิมา แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันยกเลิกเส้นทางบินนั้นไปแล้ว

ต้นซากุระริมแม่น้ำนิชิกิ

ด้วยความที่ยังระลึกถึงเมืองฮิโรชิมาอยู่ และคิดว่าน่าจะส่งทีมงานรายการครอบจักรวาลไปถ่ายทำรายการเรื่องเมืองฮิโรชิมา เพื่อนำมาออกอากาศให้ชมกันอีกครั้ง ผมจึงมอบหมายให้ทีมงานส่วนล่วงหน้าไปสำรวจว่าฮิโรชิมาในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง โดยมีเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในฮิโรชิมาเป็นผู้พาเที่ยวพาชมแบบส่วนตัว

ทีมงานเดินทางไปเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน กลับมารายงานให้ฟังว่าช่วงเดือนนี้มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปญี่ปุ่นกันเป็นจำนวนมาก เที่ยวบินของทุกสายการบินที่ออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่เดินทางไปยังเมืองต่างๆในญี่ปุ่น เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทย มีทั้งไปเป็นกลุ่มใหญ่กับคณะทัวร์ และที่เดินทางไปท่องเที่ยวกันเองเป็นครอบครัวหรือกลุ่มเล็กๆ

เนื่องจากไม่มีเที่ยวบินตรงจากดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิไปยังฮิโรชิมา จึงเลือกบิน จากดอนเมืองไปยังโอซากา ใช้เวลาบินประมาณห้าชั่วโมงกว่า แล้วเดินทางไปฮิโรชิมาด้วยรถไฟความเร็วสูง ที่รู้จักกันดีในชื่อ “ชินคันเซ็น” ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง

ผู้เขียนที่อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมาเมื่อปี พ.ศ.2549

สถานที่ท่องเที่ยวที่จะเล่าถึงในคราวนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่ไม่ควรพลาด เมื่อไปถึงฮิโรชิมา ได้แก่ สวนสันติภาพฮิโรชิมา สะพานคินไตเคียว และเกาะมิยาจิมา

อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมาในปัจจุบัน

สะพานคินไตเคียว ในฤดูใบไม้ผลิ

จุดแรกที่แวะชมก่อนจะเข้าไปในบริเวณ สวนสันติภาพฮิโรชิมา คือ อาคารอนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมา หรือ อะตอมมิกบอมบ์โดม เดิมเป็นอาคารแสดงสินค้าศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมของเมืองฮิโรชิมา สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2458 และถูกระเบิดปรมาณู เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2488 เวลา 08.15 น. โดยระเบิดแตกตัวที่ระดับความสูงประมาณ 600 เมตรเหนืออาคาร จึงเป็นอาคารที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางการระเบิดมากที่สุด ที่ยังหลงเหลืออยู่หลังการระเบิด ได้มีการอนุรักษ์สภาพอาคารไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนให้ระลึกถึงพลังทำลายล้างของระเบิดปรมาณู และเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังในสันติภาพและการต่อต้านการใช้อาวุธปรมาณู อาคารนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2539

ส่วนหนึ่งของการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมา

จากอาคารอนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมา เดินเลียบ แม่น้ำโมโตยาสุกาว่า ข้ามสะพานไปยัง สวน สันติภาพฮิโรชิมา แวะชม อนุสาวรีย์สันติภาพเด็ก ซึ่งสร้างให้เป็นที่ระลึกแก่ เด็กหญิงซาดาโกะ ซาซากิ หลายคนรู้จักจากหนังสือเรื่อง ซาดาโกะ กับนกกระเรียนพันตัว เธอรอดชีวิตจากระเบิด ปรมาณู แต่มาป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเมื่ออายุ 11 ปี เธอเชื่อว่าหากพับกระดาษเป็นรูปนกกระเรียนได้ครบหนึ่งพันตัวจะช่วยให้เธอหายป่วยได้ แต่ในที่สุดเธอก็จากไป เรื่องราวการพับนกกระเรียนยังคงเป็นความเชื่อของหลายคนในการส่งกำลังใจให้ผู้ป่วย และปัจจุบันยังมีเด็กนักเรียนและผู้ใหญ่พับนกกระเรียนเพื่อระลึกถึงซาดาโกะ และนำมามอบให้โดยมีสถานที่เก็บเป็นห้องกระจกอยู่ใกล้ๆอนุสาวรีย์

อนุสาวรีย์สันติภาพเด็ก

จากอนุสาวรีย์ซาดาโกะ เดินต่อไปจะเห็น ไฟแห่งสันติภาพ ตั้งอยู่กลางสวนสันติภาพฮิโรชิมา ไฟตรงนี้ถูกจุดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2507 และติดอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืนไม่เคยดับ แม้ในวันที่ไปนั้นมีฝนตก ก็ยังเห็นเปลวไฟสว่างอยู่

อนุสาวรีย์เหยื่อปรมาณู

ใกล้กับไฟแห่งสันติภาพมีอนุสาวรีย์เหยื่อระเบิดปรมาณู สร้างเป็นรูปโค้งคล้ายที่หลบภัย ภายในมีรายชื่อของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ในวันที่ 6 สิงหาคมของทุกปีจะมีการจัดงานรำลึกและไว้อาลัยบริเวณอนุสาวรีย์แห่งนี้

หลังจากชมบริเวณสวน เดินเข้าไปในตัว อาคารพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมา เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อจัดแสดงสิ่งของ บอกเล่าเหตุการณ์ก่อนและหลังเมืองฮิโรชิมาถูกระเบิดปรมาณู มีภาพจำลอง และตัวอย่างของวัตถุของจริงที่เก็บได้หลังเกิดเหตุการณ์ นำมาจัดแสดงไว้มากมายหลายชิ้น สำหรับผู้เข้าชมชาวต่างชาติ มีอุปกรณ์สำหรับฟังเสียงบรรยายภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นๆหลายภาษา รวมทั้งภาษาไทยให้เลือกเช่ามาใช้ฟังขณะเดินชมในพิพิธภัณฑ์

สถานที่สำคัญในตัวเมืองฮิโรชิมา นอกจากบริเวณสวนสันติภาพแล้ว ยังมี ปราสาทฮิโรชิมา ที่น่าเข้าไปชม แต่เนื่องจากในคราวนี้วันที่อยู่ในเมืองมีฝนตกทั้งวัน จึงจำเป็นต้องงดโปรแกรมชมปราสาทฮิโรชิมา ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายมาก

อีกวันหนึ่งเพื่อนชาวญี่ปุ่นจัดโปรแกรมพาไปนอกเมือง เดินทางโดยรถไฟจากฮิโรชิมา ครึ่งวันเช้าไปชม สะพานคินไตเคียว (Kintaikyo Bridge) ที่เมืองอิวาคุนิ (Iwakuni) ครึ่งวันบ่ายข้ามไปยัง เกาะมิยาจิมา (Miyajima Island)

สะพานคินไตเคียว เป็นสะพานไม้ 5 โค้งแบบโบราณ ข้ามแม่น้ำนิชิกิ (Nishiki River) ฝั่งตรงข้ามมีปราสาทอิวาคุนิ อยู่บนยอดเขา สะพานแห่งนี้สร้างโดยไม่ใช้ตะปู ความยาวประมาณ 193 เมตร กว้าง 5 เมตร ตอม่อริมฝั่งสูง 6.6 เมตร การไปชมความงามของสะพานสามารถไปได้ตลอดทั้งปี ในสี่ฤดูกาลจะมีความสวยงามที่แตกต่างกัน ฤดูใบไม้ผลิมีดอกซากุระ ฤดูร้อนมีเทศกาลตกปลาแบบโบราณและงานแสดงดอกไม้ไฟ ฤดูใบไม้ร่วงจะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสี ฤดูหนาวมีหิมะ

จากสะพานคินไตเคียว นั่งรถโดยสารไปสถานีรถไฟ Iwkuni ขึ้นรถไฟไปลงที่สถานี Miyajimaguchi แล้วข้ามไปยังเกาะมิยาจิมาโดยเรือเฟอร์รี่ ใช้เวลาประมาณสิบนาที บ่ายวันนั้นฝนตกพรำๆ ภาพที่ถ่ายจึงดูไม่ค่อยสว่างสดใสนัก

บริเวณศาลเจ้าอิสึคุชิมะ

สถานที่สำคัญบน เกาะมิยาจิมา คือ ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ (Itsukushima Shrine) เป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโต อายุเก่าแก่กว่าพันปี มีการบูรณะซ่อมแซมมาหลายครั้ง และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อ พ.ศ.2539

ประตูโทริอิสีแดงในทะเลเวลาน้ำลง

ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ สร้างอยู่บริเวณอ่าวเล็กๆริมทะเล มีประตูโทริอิสีแดงตั้งอยู่ในทะเล หากเป็นช่วงเวลาน้ำขึ้น ภาพถ่ายที่ได้มาจะดูเหมือนศาลเจ้าและประตูโทริอิลอยอยู่เหนือน้ำ เป็นภาพที่คุ้นตาที่หลายท่านคงเคยเห็นจากเอกสารแนะนำการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น หากไปในช่วงเวลาน้ำลง นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปชมฐานประตูโทริอิได้อย่างใกล้ชิด

อาหารชุดข้าวหน้าปลาไหลทะเลและหอยนางรมชุบแป้งทอด

อาหารขึ้นชื่อของเกาะมิยาจิมา คือ หอยนางรม และ ปลาไหลทะเล ที่เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า อะนาโกะ เมื่อไปถึงมิยาจิมาแล้วไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง บริเวณถนนสายช็อปปิ้งมีร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกเรียงรายอยู่สองฝั่ง ของฝากยอดนิยมคือ ขนมโมมิจิมันจู เป็นขนมแป้งอบรูปใบเมเปิ้ล มีไส้ถั่วแดง ไส้คัสตาร์ด และไส้อื่นๆ ร้านขายขนมหลายร้านกั้นห้องผลิตขนมเป็นกระจกใส ให้เรามองเห็นกระบวนการผลิตขนมได้ด้วย

ร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกบนเกาะมิยาจิมา

ถ้ามีเวลาอยู่ที่เกาะมิยาจิมานานกว่านั้น ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจไปเที่ยวชมอีก เช่น สวนโมมิจิดานิ นั่งกระเช้าขึ้นไปยังยอดเขามิเซ็น ชมวิวจากมุมสูง หรือถ้าอยากพักค้างคืนบนเกาะมิยาจิมา ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด มีที่พักให้เลือกหลายแห่งทั้งแบบเรียวกัง และโรงแรม

ทัศนียภาพเมืองฮิโรชิมา จากห้องพัก Righa Royal Hotel มองเห็นสวนสันติภาพและเกาะมิยาจิมา

ส่วนที่พักในตัวเมืองฮิโรชิมาก็มีให้เลือกมากมาย ในคราวนี้ทีมงานได้พักที่ Righa Royal Hotel เป็นโรงแรมขนาดใหญ่อยู่ใจกลางเมือง ไม่ไกลจากสวนสันติภาพและปราสาทฮิโรชิมา

ไปเที่ยวไปชมบ้านเมืองเขาแล้ว ชื่นชมในความมีระเบียบวินัย การรักษาความสะอาดในพื้นที่สาธารณะ และการเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เห็นแล้วอยากให้คนไทยเราทำได้อย่างนั้นบ้าง บ้านเมืองเราคงน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

…..สวัสดี

ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

ข้าวแช่ชาววัง อาหารไทยโบราณรับฤดูร้อน

Published May 16, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/596558

โดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ 27 มี.ค. 2559 05:01

 

“…..ฤดูร้อนก่อนเก่าทำข้าวแช่

น่าชมแต่เครื่องกับสำรับฉัน

ช่างทำเป็นดอกจอกและดอกจันทน์

งามจนชั้นกระชายทำเหมือนจำปา

มะม่วงดิบหยิบดูจึงรู้จัก

ช่างน่ารักทำเป็นเช่นมัจฉา…..”

ขอยกเอาส่วนหนึ่งจาก บทกวีรำพันพิลาป ของ ท่านกวีเอก สุนทรภู่ มาเกริ่นนำในคราวนี้ เนื่องจากประเทศไทยเราเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว เมื่อถึงหน้าร้อนก็ต้องหาของอร่อยกินให้ชื่นใจ คลายร้อน คนรุ่นใหม่อาจจะนึกถึงของกินเย็นๆ ที่เป็นของหวานอย่างไอศกรีม ขนมหวานเย็นใส่น้ำแข็งไส หรือเครื่องดื่มปั่นชนิดต่างๆ

แต่มีของคาวอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่คิดดัดแปลงทำของคาวให้กินแล้วรู้สึกเย็นชื่นใจคลายร้อนได้ นั่นคือ ข้าวแช่ ซึ่งมีทั้งตำรับชาววัง และชาวบ้าน ข้าวแช่ชาวบ้านยังพอมีคนทำขายเป็นประจำตลอดปี หากินได้ไม่ยากนัก เป็นของกินขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของจัง-หวัดเพชรบุรี ส่วนข้าวแช่ ชาววังที่ยังมีผู้สืบทอดวิชามามีหลายตำรับ ส่วนใหญ่จะทำขายเฉพาะ
ช่วงหน้าร้อนประมาณกลาง เดือนมีนาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคม

โรงแรมรอยัลริเวอร์ เป็นแห่งหนึ่งที่ จัดเทศกาลข้าวแช่ชาววัง ต่อเนื่องมาเป็นประจำ ทุกปี ข้าวแช่ชาววังสูตร ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์นำมาจัดร่วมกับอาหาร บุฟเฟ่ต์นานาชาติ เป็น ตำรับที่คุณทองดี คงสืบ แม่ครัวไทยของโรงแรม ร่ำเรียนวิชามาจากหม่อมหลวงเติบ ชุมสาย

ข้าวแช่ กับข้าวแช่ และเครื่องเคียงต่างๆ ทำอย่างพิถีพิถัน ข้าวที่นำมาทำข้าวแช่ ไม่ใช่ข้าวสวยที่หุงจากหม้อหุงข้าวไฟฟ้าธรรมดา แต่จะต้องมีกรรมวิธีตั้งแต่เลือกเม็ดข้าวที่สวย หุงด้วยน้ำใบเตย อบควันเทียน ถ้าเป็นตำรับโบราณแบบดั้งเดิม หุงข้าวสวยแล้วจะต้องนำมาขัดให้ผิวนอกหลุดออกไป เหลือแต่เมล็ดด้านใน แต่ในปัจจุบันไม่นิยมทำอย่างนั้นแล้ว เพราะจะเสียคุณค่าทางอาหาร เนื่องจากวิตามินต่างๆจะถูกขัดออกไปด้วย

ข้าวแช่.

น้ำสำหรับใส่ข้าวแช่ สมัยก่อนนิยมใช้น้ำฝนลอยดอกมะลิ ใส่ไว้ในคนโทดินเผา เนื่องจากเมื่อก่อนเมืองไทยเรายังไม่มีน้ำแข็งใช้ จึงใช้คนโทดินเผา ซึ่งช่วยรักษาความเย็นของน้ำไว้ และเมื่อถึงเวลาจะรับประทาน คนโบราณก็นำเกล็ดพิมเสนโรยลงไปในน้ำ ซึ่งช่วยให้เกิดความเย็นขึ้นมาด้วย แต่ปัจจุบันหันมาใช้น้ำแข็งให้ความเย็นแทนกันหมดแล้ว

กระชาย ต้นหอม พริกชี้ฟ้าแดง.

ลูกกะปิทอด.

กับข้าวแช่ ประกอบด้วย ลูกกะปิทอด ถือเป็นหัวใจสำคัญของกับข้าวแช่ จะดูว่าใครมีฝีมือในการทำกับข้าวแช่ ต้องพิจารณากันที่ลูกกะปิทอด ซึ่ง ทำจาก หอมแดง กระเทียม ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด ปลาย่าง มะพร้าวคั่ว กะปิอย่างดี กระชาย นำมาบดกวนให้เหนียว ปั้นเป็นลูกเล็กๆ นำไปชุบไข่ทอด

พริกหยวกสอดไส้หมูสับ.

พริกหยวกสอดไส้หมูสับ มีที่มาจากหมูสับกับปลาเค็มแบบไหหลำ นำมาดัดแปลงโดยไม่ใส่ปลาเค็ม ใส่แต่หมูสับที่ปรุงรสให้ออกเค็มด้วยน้ำปลา ห่อด้วยไข่ที่โรยเป็นตาข่ายสวยงาม

หัวหอมทอด.

หัวหอมทอด ปอกหอมผ่ากลางสอดไส้กะปิและหมูหยองชุบแป้งทอดให้เหลืองกรอบ

หมูหวานฝอย.

หมูหวานฝอย สมัยโบราณทำเป็นเนื้อฝอย แต่ปัจจุบันบางคนไม่นิยมทานเนื้อ จึงทำหมูหวานฝอยแทนปลาไส้ตันทอด นำปลาไส้ตันมาทอดให้กรอบและนำไปคลุกกับน้ำตาลปีบ

ไชโป๊ผัด.

ไชโป๊ผัด นำหัวไชโป๊มาเคี่ยว แล้วผัดให้แห้ง ปรุงรสเครื่องเคียงที่เป็นของสำคัญขาดไม่ได้คือ กระชาย นิยมแกะสลักเป็นรูปดอกจำปา รับประทานคู่กันกับลูกกะปิทอด จะได้รสชาติอร่อยเข้ากันอย่างลงตัวที่สุด นอกจากนี้ ก็มีมะม่วงเขียวเสวยดิบ ต้นหอมจักเป็นรูปคล้ายดอกไม้ และพริกชี้ฟ้าแดง เพื่อตกแต่งให้สวยงามยิ่งขึ้น

กับข้าวแช่ชาววัง ตำรับบ้านพิชัยญาติ.

ข้าวแช่ชาววังอีกตำรับหนึ่ง ที่เพิ่งไปถ่ายทำรายการครอบจักรวาล ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ คือที่ ข้าวแช่ชาววังตำรับพิชัยญาติ ร้าน “มา ลอง ดู” ของคุณลินดา บุนนาค ธิดาของพระยาอิศราธิราชเสวี (เลื่อน บุนนาค) ต้นเครื่องในรัชกาลที่ 6

กับข้าวแช่ของตำรับบ้านพิชัยญาติ มี 7 ชนิด ได้แก่ ลูกกะปิทอด หอมแดงสอดไส้ พริกหยวกสอดไส้ เนื้อ ฝอย (หรือหมูฝอย ไก่ฝอย) ปลายี่สนผัดหวาน ไชโป๊ผัดใส่กะทิ ใส่หอม เจียว และ ทอดมันหมู ผสมปลาอินทรีเค็ม

ไชโป๊ผัด.

ไชโป๊ผัด ของ ตำรับอื่น อาจจะ เรียกว่าไชโป๊ ผัดหวาน แต่ของตำรับนี้รสชาติออกเค็มๆ หวานๆ ไม่หวานมาก เน้นความหอมมันของกะทิ และกลิ่นหอมจากหอมเจียว

ทอดมันหมูผสมปลาอินทรีเค็ม เป็นกับข้าวแช่ที่แตกต่างจากตำรับอื่นๆ เรียกว่าเป็นเอกลักษณ์ของตำรับบ้านพิชัยญาติก็ว่าได้

ถ้าอยากลิ้มรสข้าวแช่ชาววัง ตำรับบ้านพิชัยญาติ ต้องไปที่ ร้าน “มา ลอง ดู” ซอยหัวหิน 102 อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นอกจากข้าวแช่ที่จัดเป็นชุดแล้ว

ยังมีเมนูอาหารตำรับดั้งเดิมของตระกูลบุนนาค สายเจ้าพระยาพิชัยญาติ อีกหลายอย่าง เช่น แกงเขียวหวานเนื้อกับโรตี บะหมี่พิชัยญาติ ข้าวหาดเจ้าสำราญ ข้าวหมกไก่ เป็นต้น

ชุดข้าวแช่ชาววัง ตำรับบ้านพิชัยญาติ.

แฟนคอลัมน์อ่านแล้วอยากไปชิม ข้าวแช่ตำรับไหน โทรศัพท์ไปติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ ร้านอาหาร “มา ลอง ดู” หัวหิน 0-3252-6735 โรงแรมรอยัลริเวอร์ ฝั่งธนบุรี 0-2422-9222 ต่อ 1310

ฝีมือการทำข้าวแช่ตำรับชาววัง นับวันจะหาคนสืบทอดยาก เพราะขั้นตอนการทำไม่ง่ายเลย เป็นอาหารที่ต้องฝึกปรือฝีมือโดยเรียนจากครูผู้สอนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญจริงๆ ไม่ใช่อาหารที่เปิดตำราแล้วทำตามเองได้

เคยมีคนถามว่าอีกหน่อยข้าวแช่ชาววังจะเหลือแต่ชื่อหรือเปล่า เพราะคนทำเป็น ทำอร่อย มีอยู่ไม่กี่คน ก็ต้องรอดูกันต่อไป ด้วยความหวังว่าจะยังมีผู้สนใจใฝ่รู้สืบทอดฝีมือกันต่อไป

…..สวัสดี

ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

“ชมผลงานศิลปะ บ้านศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ”

Published March 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583202

โดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ 28 ก.พ. 2559 05:01

 

อาคารหอศิลป์ Palazzo Pavone.

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2310 เป็นวันพระราชสมภพของพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระองค์ทรงเป็นอัครศิลปินที่ยิ่งใหญ่ ทรงมีพระอัจฉริยภาพในงานศิลปะหลายสาขา

ทางด้านประติมากรรมทรงร่วมกับช่างประติมากรรมฝีมือเยี่ยมในสมัยนั้น แกะสลักบานประตูไม้พระวิหารวัดสุทัศน์วราราม เป็นลายเครือเถารูปป่าหิมพานต์ ทางด้านวรรณกรรม ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมไว้หลายเรื่อง เช่น อิเหนา ซึ่งเป็นวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6 ว่าเป็นยอดของกลอนบทละครรำ นอกจากนี้ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกไว้ถึง 5 เรื่อง ได้แก่ ไกรนอก พระไชยเชษฐ์ คาวี สังข์ทอง และ มณีพิชัย

คำประกาศเกียรติคุณศิลปินแห่งชาติ.

ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในด้านวรรณกรรม ทรงได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกสาขาวรรณกรรม

คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันศิลปินแห่งชาติ เพื่อเป็นการแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเพื่อส่งเสริมสนับสนุนศิลปินให้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท

ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ.

เพื่อเป็นการยกย่องและเชิดชูเกียรติศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะของชาติให้เป็นที่ปรากฏต่อสาธารณชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้มอบรางวัลให้แก่ศิลปินที่มีผลงานดีเด่นในด้านต่างๆ โดยดำเนินการเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 เป็นต้นมา

ในเดือนนี้จึงขอเล่าถึง ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) ปี พ.ศ.2541 ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสได้รู้จักและคุ้นเคยกับอาจารย์ประหยัดมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยที่ได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์พิเศษคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ก่อนที่อาจารย์ประหยัดจะ จากไปเมื่อเดือนกันยายน 2557

ชื่อภาพ ครอบครัวม้า.

เมื่อครั้งที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้จัดพิธีเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2557 ผู้เขียนก็ได้ไปร่วมแสดงความยินดีและเยี่ยมชมแกลเลอรี่ของอาจารย์ประหยัดด้วย

ในครั้งนั้นอาจารย์ประหยัดเล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่มาทำแกลเลอรี่แสดงงานศิลปะอยู่ที่เขาใหญ่ เกิดจากช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ.2554 ครอบครัวของอาจารย์ประหยัดย้ายออกจากบ้านในกรุงเทพฯ ไปเช่า รีสอร์ตที่ชลบุรีอยู่นานเป็นเดือน ระหว่างนั้นอาจารย์ประหยัดยังทำงานศิลปะ และรู้สึกว่ามีสมาธิกับการทำงานเป็นอย่างดี จึงคิดอยากหาสถานที่เหมาะๆในต่างจังหวัด สร้างบ้านพัก สตูดิโอ และแกลเลอรี่สำหรับแสดงงานศิลปะ

ชื่อภาพ ม้าสามตัว.

หลังจากที่ไปดูที่ดินหลายแห่ง ไปพบทำเลที่ถูกใจที่เขาใหญ่ และได้เริ่มปรับพื้นที่ก่อสร้างอาคารต่างๆมาเรื่อยๆ จนสำเร็จเป็น บ้านศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ และหอศิลป์ Palazzo Pavone

ส่วนที่เป็นแกลเลอรี่เปิดให้เข้าชมโดยไม่เก็บค่าผ่านประตู ตามเจตนารมณ์ของอาจารย์ประหยัดที่อยากให้เยาวชนและผู้ที่สนใจงานศิลปะได้ชมเพื่อการศึกษา ภายในอาคารจัดแสดงงานศิลปะ โดยรวบรวมผลงานของอาจารย์ ประหยัด ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษา มีงานศิลปะหลายรูปแบบทั้งภาพเขียนสีน้ำมัน ภาพเขียนสีน้ำ ภาพพิมพ์สีน้ำมัน ภาพพิมพ์สีน้ำ งานประติมากรรม งานแกะสลัก

บรรยากาศภายในหอศิลป์.

อาจารย์ประหยัดเคยกล่าวไว้ว่า อยากให้งานศิลปะดีๆอยู่ในประเทศไทย ชาวต่างชาติที่ไหนอยากจะดู ต้องมาดูที่เมืองไทย แต่ในความเป็นจริง เมื่อมีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันต่อๆไป ก็ยากที่จะควบคุมให้เป็นอย่างที่ต้องการได้ เท่าที่ทราบปัจจุบันมีผลงานบางชิ้นอยู่ที่อิตาลี บางชิ้นอยู่ที่ญี่ปุ่น ถ้ามองในแง่ดีก็นับว่าเป็นการเผยแพร่ฝีมือศิลปินชาวไทยให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ

ส่วนผลงานที่ยังอยู่ในความดูแลของครอบครัว ลูกๆของอาจารย์ตั้งใจว่าจะเก็บรักษางานของอาจารย์อย่างดีที่สุด หากมีความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนมือไป ก็อยากให้อยู่กับหน่วยงานของรัฐหรือสถาบันศิลปะในประเทศไทย

อาจารย์ประหยัดมีความสนใจในศิลปะตั้งแต่ยังเด็ก ชอบวาดรูป ชอบเรียนวิชาศิลปะ เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาสอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง เรียนอยู่ได้สองปีก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากรได้ เมื่อเรียนอยู่ชั้นปีที่ 5 ได้รับความไว้ใจจากศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ให้ช่วยสอนวิชาพื้นฐานทางศิลปะ เมื่อจบการศึกษาแล้วได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยศิลปากร

ชื่อภาพ เทียน 72 ดวง.

หลังจากเป็นอาจารย์อยู่ระยะหนึ่ง อาจารย์ประหยัดสอบชิงทุนไปศึกษาศิลปะที่ประเทศอิตาลี และเมื่อสำเร็จการศึกษาในปี 2504 ก็กลับมารับราชการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรต่อเนื่องมาจนเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ.2538
ผลงานที่ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต คือการได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เขียนภาพประกอบในหนังสือพระมหาชนก และได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ออกแบบ ลวดลายพื้น และเขียนภาพเพดานพระวิหารใหม่ วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัด ฉะเชิงเทรา ซึ่งนอกจากออกแบบแล้วอาจารย์ประหยัดยังปีนนั่งร้านขึ้นไปเขียนภาพเพดานบางส่วนเอง โดยมีทีมงานช่างฝีมือช่วยกันเขียนตามที่อาจารย์ได้ออกแบบไว้

หากไปชมแกลเลอรี่ที่เขาใหญ่ ก็จะได้เห็นภาพเขียนที่จำลองมาจากงานออกแบบลวดลายพื้น และลวดลายเพดานวิหารวัดโสธรวรารามวรวิหาร ซึ่งได้นำมาจัดแสดงไว้ด้วย

บรรยากาศบริเวณรีสอร์ต.

ผลงานศิลปะของอาจารย์ประหยัดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างภาพสัตว์ต่างๆ เช่น ไก่ แมว ม้า นกเค้าแมว อาจารย์ประหยัดมีเทคนิคพิเศษในการสร้างสรรค์ให้ดวงตาของสัตว์ในภาพเป็นสีทองแวววาว แม้ว่าบางภาพผ่านกาลเวลามาร่วมสี่สิบปีแล้วสีทองยังสวยสุกใส

ผู้ที่รักและสนใจงานศิลปะ สามารถไปชมผลงานฝีมือศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ ได้ที่หอศิลป์ Palazzo Pavone ตั้งอยู่ที่ถนนธนะรัชต์ กม.12 ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลข โทรศัพท์ 08-1427-8907

บ้านศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียริคุณประหยัด พงษ์ดำ.

มีร้านอาหารและกาแฟ ร้าน จำหน่ายของที่ระลึก เช่น แก้วกาแฟ เสือยืด ผ้าพันคอ ปลอกหมอนอิง เปิดบริการเวลา 09.00 น. ถึง 16.30 น. (หยุดวันพุธ) และถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศไปพักผ่อนในบรรยากาศสบายๆท่ามกลางธรรมชาติ ก็มีบริการห้องพักและบ้านพักซึ่งเป็นกิจการเล็กๆของครอบครัวศิลปินแห่งชาติ ที่ทำเพื่อนำรายได้มาใช้ในการดูแลรักษาหอศิลป์ Palazzo Pavone ให้คงอยู่เพื่อประโยชน์ทางด้านการศึกษาศิลปะได้ตลอดไป

แม้ว่าศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ จะจากไปแล้ว ผลงานอันทรงคุณค่าของท่านจะปรากฏอยู่ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและชื่นชมไปอีกนาน

ดังคำกล่าวของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ว่า “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น”

…..สวัสดี

ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

ชมพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) เที่ยวอุทยานหลวงราชพฤกษ์

Published March 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/570415

โดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ 31 ม.ค. 2559 05:01

 

หอคำหลวง.

จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีสถานที่เที่ยวที่น่า สนใจมากมายหลายแห่ง

สำหรับคราวนี้จะชวนขึ้นไปชม พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) ที่อำเภอฝาง แล้วกลับลงมาชม อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ที่อำเภอเมืองเชียงใหม่

ทางเดินไปยังหอคำหลวง มองเห็นวัดพระธาตุดอยคำอย่บนภูเขาด้านหลัง.

ทิวทัศน์บริเวณโครงการหลวงที่ 1 (ฝาง) และอาคารพิพิธภัณฑ์ มองจากจุดชมวิวบนศาลเจ้าแม่กวนอิมพระราชทาน.

พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) ก่อตั้งขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเผยแพร่พระราชอัจฉริยภาพของพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับการลดพื้นที่ปลูกพืชเสพติดโดยสันติวิธี และพระราชวิสัยทัศน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขา รวมถึงวิธีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูงภาคเหนืออย่างรอบด้าน ครบวงจร และยั่งยืน

พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) มีลักษณะเป็น พิพิธภัณฑ์พื้นที่ ที่มีชีวิต (living SITE MUSEUM) ประกอบด้วยสามส่วนหลัก ได้แก่ อาคารพิพิธภัณฑ์ อาคารโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) และ ชุมชนบ้านยาง

อาคารพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ วัตถุสะสม และข้อมูลเกี่ยวกับมูลนิธิโครงการหลวง โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) และบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด การเข้าชมภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ประจำพิพิธภัณฑ์จะนำชมเป็นรอบทุกครึ่งชั่วโมง รอบแรกเริ่มตั้ง แต่ 09.00 น. รอบสุดท้ายของแต่ละวันคือ 16.00 น.

กล้วยไม้ ในเรือนกล้วยไม้.

กล้วยไม้ ในเรือนกล้วยไม้.

การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ ใช้รูปแบบการนำเสนอที่หลากหลาย ประกอบกับการนำชมโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งผ่านการอบรมมาเป็นอย่างดี ผู้เข้าชมจะได้รับความรู้และมีความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการหลวงมากยิ่งขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดคือได้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วัตถุสะสมในห้องจัดแสดงส่วนหนึ่งได้รับบริจาค และให้ยืมจากเจ้าของซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนบ้านยาง ของแต่ละชิ้นมีป้ายแสดงข้อมูลเกี่ยวกับที่มา ลักษณะการใช้งานและอายุการใช้งานที่ผ่านมา เช่น อานม้า แปรงขนม้า เกือกม้า กาน้ำทองแดง หม้อทองแดง เตารีด ไหเกลือ อ่างน้ำดื่ม ลูกคิด ตะเกียงเจ้าพายุ

อาคารโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) ตั้งอยู่ตรงข้ามกับอาคารพิพิธภัณฑ์ เป็นพื้นที่จัดแสดงสายการผลิต การแปรรูปผลผลิตที่รับซื้อจากเกษตรกร โดยกระบวนการผลิต ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์จากโรงงาน หลวงฯ มีทั้งผลไม้อบแห้ง แยมผลไม้ เครื่องดื่ม ธัญพืชบรรจุกระป๋อง ผักและผลไม้บรรจุกระป๋อง ซอส และน้ำดื่มบรรจุขวด ตรา “ดอยคำ”

ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์”ดอยคำ” ในอาคารพิพิธภัณฑ์.

ศาลเจ้าแม่กวนอิมพระราชทาน.

ชุมชนบ้านยาง เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เดิมเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวยาง หรือชาวกะเหรี่ยง ต่อมาชาวจีนยูนนานที่อพยพมาจากประเทศจีนได้มาตั้งหลักปักฐานอยู่ตรงนี้จนถึงปัจจุบัน เป็นชุมชนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยวัฒนธรรมความหลากหลายของเชื้อชาติและศาสนา นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปเที่ยวชมบรรยากาศชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชุมชนได้อย่างใกล้ชิด

มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ชม น้ำตกบ้านยาง สถานีอนามัยพระราชทาน แปลงปลูกสมุนไพรพื้นบ้าน โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านยาง แปลงสาธิตปลูกพันธุ์พืชตัวอย่างวัตถุดิบที่ส่งเข้าโรงงานหลวงฯ

เส้นทางศึกษาวัฒนธรรม มี โรงเรียนสอนภาษาจีน ศาลเจ้าแม่กวนอิมพระราชทาน บ้านดิน มัสยิด ศาลเจ้าบ้านโบสถ์คริสต์ และตลาดสด

ส่วนแสดงกระบวนการผลิตผลไม้กระป๋อง.

สวนประเทศภูฏาน.

พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) อยู่ในความดูแลของ มูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เปิดทำการวันอังคารถึงวันอาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) เวลา 08.30 น. ถึง 16.30 น. และมีวันหยุดประจำปีของพิพิธภัณฑ์ในวันที่ 15 ถึง 31 พฤษภาคม สถานศึกษา หน่วยราชการ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่จะเข้าชมเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อสอบถาม แจ้งข้อมูลเพื่อนัดหมายล่วงหน้าได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-1825-8511 และ 0-5305-1021

การเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ มุ่งหน้าไปอำเภอฝาง โดยเส้นทางหลวงหมายเลข 107 ระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร ถึงแยกดอยอ่างขางแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 9 กิโลเมตร

สำหรับท่านที่ชอบชมสวน ชมดอกไม้สวยๆ ตอนนี้ อุทยานราชพฤกษ์ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) กำลังเปิดให้เข้าชมอีกครั้ง เรียกว่า “เทศกาลชมสวน 2558” เปิดตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ใครไปเชียงใหม่ช่วงนี้อย่าลืมจัดสรรเวลาเข้าไปชมความงามของไม้ดอกเมืองหนาวจากโครงการหลวง และโครงการขยายผลโครงการหลวงกว่า 20 แห่ง

ห้องจัดแสดงวัจถุสะสมที่ได้รับบริจาคและให้ยืมจากชาวชุมชนบ้านยาง.

ห้องจัดแสดงกำเนิดโครงการหลวง.

นิทรรศการหลักในงานนี้ชื่อว่า “นิทรรศการ 84 พรรณพฤกษาราชินี” เป็นการ จัดแสดงพรรณไม้เกี่ยวเนื่องในสมเด็จพระ นางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จำนวน 84 ชนิด ทั้งพรรณไม้พระนาม พรรณไม้พระราชทานนาม และพรรณไม้ที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการพระราชดำริ

และยังมีจุดจัดแสดงที่น่าสนใจอีกหลายจุด เช่น เรือนกล้วยไม้ จัดแสดงกล้วยไม้ทั้งพันธุ์แท้ และพันธุ์ผสมกว่าหนึ่งหมื่นต้น เรียนรู้วิถีชีวิตแบบพอเพียง ณ สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ เรือนร่มไม้ จัดแสดงต้นไม้ในเขตร้อนชื้นกว่าสองพันชนิด อุโมงค์ไม้ดอกตกแต่งด้วยไม้ดอกเมืองหนาว เป็นอุโมงค์ยาว 70 เมตร

สำหรับท่านที่เคยไปชมงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ เมื่อปี พ.ศ.2549 นับว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ไปรำลึกความหลัง หอคำหลวง สถาปัตยกรรมล้านนาอันงดงามตระการตา ยังเด่นเป็นสง่าสวยงามน่าชม ส่วนจัดแสดงสวนนานา ชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ของประเทศต่างๆ ยังมีให้ชมอยู่เหมือนเดิม

อุทยานหลวงราชพฤกษ์.

เจ้าหน้าที่นำชมพิพิธภัณฑ์ฯ

“เทศกาลชมสวน 2558” ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง เชียงใหม่ เก็บค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็กและผู้สูงอายุ 25 บาท มีบริการรถรางชมสวน ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ซื้อบัตรครั้งเดียว นั่งเที่ยวชมรอบสวนได้ทั้งวัน ถ้าต้องการใช้บริการรถกอล์ฟ รถจักรยาน ก็มีจัดเตรียมไว้ให้เช่า

ในการเดินทางไปเชียงใหม่ครั้งนี้ ทีมงานได้รับการเอื้อเฟื้อที่พักจากเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ จัดให้พักที่โรงแรมแคนทารี ฮิลล์ เชียงใหม่ ย่านถนนนิมมานเหมินทร์ ห้องพักสวย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาหารอร่อย ทำเลที่ตั้งเดินทางไปมาสะดวก

เครื่องจักรเก่าที่เคยถูกน้ำท่วมเสียหายเมื่อปี พ.ศ.2549.

สับปะรดและเคราฤาษีในเรือนร่มไม้.

เชียงใหม่เป็นเมืองที่ผมคุ้นเคยมานาน ไปมานับครั้งไม่ถ้วน ไปเมื่อไรก็ประทับใจทุกครั้ง และหวังว่าทุกท่านที่ไปเที่ยวเชียงใหม่จะประทับใจเช่นกัน

…..สวัสดี

ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

งานกล้วยไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ นครปฐม’59

Published March 22, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563571

โดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ 17 ม.ค. 2559 05:01

 

เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน

หลายคนคงไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆมาแล้ว แต่มีบางคนไม่นิยมไปเที่ยวในช่วงเทศกาล หรือแม้จะอยากไปก็ไม่สามารถไปได้ เนื่องจากมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ต้องทำงานในช่วงเทศกาล สัปดาห์นี้มีงานที่น่าสนใจมาแนะนำ เผื่อใครกำลังมองหาที่เที่ยวในช่วงนี้

ป้ายชื่อสวนกล้วยไข่ “สุวรรณภูมิออร์คิดส์”

บริเวณจัดแสดงกล้วยไม้ประกวด

มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปได้หลายจุด

วันที่ 20 ถึง 24 มกราคม 2559 จะมีงาน “กล้วยไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ นครปฐม ’59” จัดที่สวนกล้วยไม้ “สุวรรณภูมิออร์คิดส์” อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดนครปฐม กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร สมาคมกล้วยไม้สกุลช้าง สมาคมพฤกษชาติแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ สหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย หอการค้าจังหวัดนครปฐม กรมการสัตว์ทหารบก สมาคมและชมรมกล้วยไม้ทั่วประเทศ

ภายในงานจะมี การประกวดกล้วยไม้สกุลช้าง และสกุลอื่นๆ อีกหลายประเภท ได้แก่ แวนด้า หวาย คัทลียา ออนซิเดียม แกรมมาโต ซิมบิเดียม กล้วยไม้ดิน รองเท้านารี ฟาแลนนอปซิส ม็อคคารา รีแนนเธอร่า อแรกนิส กล้วยไม้ไทยพันธุ์แท้ กล้วยไม้ต่างประเทศพันธุ์แท้ กล้วยไม้ลูกผสม

คัทลียา

หลักเกณฑ์ในการตัดสิน มีระบุไว้อย่างชัดเจน ตัดสินตามกฎกติกา โดยกรรมการที่ผ่านการอบรมมาตรฐานการตัดสิน โดยดูจากความสวยงาม ความประทับใจโดยรวม ความสมบูรณ์ ความสดใสของดอก ต้น และใบ สีของดอก กลีบดอก และกลีบปาก รูปทรงดอก กลีบดอก และกลีบปาก ขนาดของดอก ความหนา และเนื้อกลีบ คุณภาพของก้านช่อ การจัดระเบียบดอก จำนวนดอกสวนกล้วยไม้ “สุวรรณภูมิออร์คิดส์”

เป็นสถานที่ปลูกกล้วยไม้หลากหลายสายพันธุ์ แม้ในช่วงที่ไม่ได้มีการจัดงานประจำปี ก็มีการจัดตกแต่งสวนด้วยกล้วยไม้และต้นไม้นานาชนิดเพื่อเปิดให้เข้าชมอยู่แล้ว ในช่วงเวลาที่มีงานมีการจัดประกวดกล้วยไม้ จะจัดตกแต่งมุมต่างๆ เพิ่มเป็นพิเศษ ให้ผู้ที่ชื่นชอบกล้วยไม้และไม้ดอกไม้ประดับได้ชม ได้ถ่ายรูปสวยๆ กันอย่างเต็มอิ่ม

สาเหตุที่จัดงานในช่วงนี้ เนื่องจากกล้วยไม้สกุลช้างจะออกดอกเพียงปีละหนึ่งครั้ง ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ เพราะฉะนั้นในเดือนมกราคมกล้วยไม้สกุลช้างส่วนใหญ่จะออกช่อดอกบานสวยงาม ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ

กล้วยไม้สกุลช้าง

เมื่อปีที่แล้วมีพรรคพวกไปชมงาน กลับมาเล่าให้ฟังว่าไปแล้วไม่ผิดหวัง ระหว่างที่เดินชมงานก็ได้ยินผู้เข้าชมงานเอ่ยปากชมความงามของกล้วยไม้เป็นระยะๆ เดินชม ถ่ายรูปจนพอใจแล้ว ก่อนกลับอย่าลืมแวะอุดหนุนต้นกล้วยไม้ที่ชาวสวนกล้วยไม้จากจังหวัดต่างๆ นำมาจำหน่าย สนนราคาไม่แพง

สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งหัดเลี้ยงกล้วยไม้ ถ้ายังไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับการดูแลกล้วยไม้ สามารถสอบถามจากผู้ขาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวสวนมาขายเอง

ไอโอนอปซิส

หวายเพอร์พูเรี่ยม

ปัจจัยหลักในการดูแลกล้วยไม้ ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่ดี มีแสงแดดพอเหมาะการถ่ายเทอากาศดี มีความชื้นเหมาะสม ต้องให้น้ำในลักษณะใกล้เคียงธรรมชาติ ถ้าเป็นกล้วยไม้รากอากาศ ควรให้น้ำวันละ 2 ครั้ง กล้วยไม้ที่มีเครื่องปลูก ให้น้ำวันละครั้ง การให้ปุ๋ยเพื่อการบำรุงเฉพาะทาง เช่น บำรุงต้น บำรุงดอก การให้ยาเพื่อป้องกันการเกิดโรค

กล้วยไม้บางประเภทเลี้ยงง่ายมาก ไม่ต้องดูแลมากมาย ถ้าเราปลูกไว้ประดับบ้าน ไม่ได้ปลูกเพื่อการค้า เพียงได้ แสงแดดตามธรรมชาติ รดน้ำให้ตาม สมควร ไม่ต้องให้ปุ๋ยให้ยา อย่างที่พูดกันเล่นๆ ว่า ให้เทวดาเลี้ยง ถึงเวลาเหมาะๆ ยังมีดอกสวยๆ ออกมาให้เจ้าของได้ชื่นชม

แวนด้า

หวายแบรคทีโอซั่ม

งาน “กล้วยไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ นครปฐม ’59” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. วันพุธที่ 20 ถึงวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2559 โดยวันแรกของงานช่วงเช้าเป็นเวลาลงทะเบียนส่งกล้วยไม้เข้าประกวด หลังจากนั้นคณะกรรมการจะตัดสินการประกวดในช่วงบ่าย มีพิธีเปิดงานและมอบรางวัลในช่วงเย็น เวลาประมาณ 16.30 น. งานนี้เข้าชมฟรี ไม่เก็บค่าผ่านประตู

สวนกล้วยไม้ “สุวรรณภูมิออร์คิดส์” อยู่ริม ถนนสาย 346 ทางไปพระแท่นดงรัง เลยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ไปประมาณ 16.5 กิโลเมตร ระหว่างทางมีป้ายบอกเป็นระยะ สถานที่จัดงานอยู่ทางซ้ายมือ มีลานจอดรถ ร้านค้า ร้านอาหารบริการ

รองเท้านารี

ซิโนจิเน่ โรชุม (เอื้องสายเสริฐ)

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณบัญญัติ 08-3999-7924 หรือคุณกิติพงษ์ 08-1655-6903

ท้ายนี้ คงยังไม่สายเกินไปที่จะกล่าวคำว่า “สวัสดีปีใหม่ 2559” มายังผู้อ่านทุกท่าน

ขอมอบภาพดอกกล้วยไม้สวยๆ ให้เป็นของขวัญปีใหม่ ขอให้ทุกท่านมีความสุขสดชื่นตลอดปีและตลอดไป.

ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

%d bloggers like this: