ซอกแซกอาเซียน

All posts tagged ซอกแซกอาเซียน

ซอกแซกอาเซียน : 28 มีนาคม 2562

Published May 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404428

x

ซอกแซกอาเซียน : 28 มีนาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่ผ่านมาติดต่อกันผมเล่ากิจกรรมแอปเตอร์ในประเทศเมียนมาและฟิลิปปินส์ ความจริงยังไม่จบนะครับ มีเรื่องเล่าอีกเยอะ แต่เพื่อสลับบ้างขอข้ามไปอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งแอปเตอร์ก็ได้ไปทำพิธีส่งมอบข้าวและแจกจ่ายกับประชาชนผู้ประสบภัย คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ลาวครับ

ช่วงกลางปี 2018 ผมได้รับเชิญจากทางการลาว ให้ไปร่วมกิจกรรมแจกจ่ายข้าว ซึ่งจัดขึ้นที่หมู่บ้านในแขวงคำม่วน และแขวงสะหวันนะเขต เป็นข้าวของญี่ปุ่นที่นำไปเก็บไว้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดภัยพิบัติ หรือที่เรียกว่าแบบ prepositionedstockpiled rice system และเมื่อครบกำหนด 12 เดือน จึงขออนุมัติคณะมนตรีแอปเตอร์เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนที่อดอยากขาดแคลน ผมเลยเชิญผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น คือ คุณโทอิดะ ไปด้วย

ปกติเวลาคณะเราไปลาว ก็จะบินจากกรุงเทพฯไปเวียงจันทน์ แต่คราวนี้เห็นว่าถ้าไปเวียงจันทน์ แล้วต้องนั่งรถยนต์จากเวียงจันทน์ ลงมาทางใต้ คงใช้เวลาเกือบเต็มวัน เราเลยเปลี่ยนแผนเป็นนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปลงนครพนม ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามฝั่งแม่น้ำโขงกับเมืองหลักของแขวงคำม่วน คือ เมืองท่าแขก แล้วนัดพบกับคณะของลาว ซึ่งจะเอารถมารับตรงจุดที่เราจะข้ามฟากโดยเรือไป เมื่อถึงสนามบินนครพนม มีเพื่อนผมซึ่งอดีตเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยนครพนมมารับที่สนามบิน แล้วพาไปกินอาหารกลางวันแถวริมโขง จากนั้นก็พาไปส่งที่ท่าเรือข้ามฟาก

คุณโทอิดะรู้สึกจะตื่นเต้นมากที่จะได้มีโอกาสนั่งเรือข้ามพรมแดนประเทศ เป็นครั้งแรกในชีวิต พูดถึงเรื่องนี้ แกในฐานะคนญี่ปุ่นเห็นว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก แค่ยืนริมแม่น้ำโขงมองข้ามไปเห็นอีกประเทศหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้าม แกก็ว่าแปลกแล้ว เพราะแกบอกว่า ในชีวิตแกไม่เคยเห็นแบบนี้ ก็แน่ละ ประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ในมหาสมุทรอยู่ประเทศเดียวมองไปทางไหนเห็นแต่ทะเล เลยเป็นประสบการณ์ที่ประหลาดสำหรับแกครับ

แต่โอกาสที่จะตื่นเต้นมากกว่านั้น โดยการข้ามเรือ กลับไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพราะเมื่อเราไปยื่นพาสปอร์ตเพื่อข้ามแดน เจ้าหน้าที่ ตม.นครพนม ปฏิเสธครับ เขาชี้แจงระเบียบทางการว่า เฉพาะคนไทยกับคนลาวเท่านั้น ที่ได้รับอนุญาตให้ข้ามทางเรือได้ ส่วนคนญี่ปุ่น หรือ คนจากประเทศที่สาม เขาไม่อนุญาต อ้าว! ยุ่งละทีนี้ พวกเราไม่ทราบกันมาก่อนเลย คิดว่าใครก็ได้ แต่ก่อนผมก็เคยข้ามตรงนี้มาแล้ว 2-3 ครั้ง คิดว่าเสร็จละงานนี้ คงได้ปล่อยให้คุณโทอิดะบินกลับกรุงเทพฯคนเดียวแน่ๆ เพราะคณะแอปเตอร์คนไทยต้องเดินทางต่อด้วยมีนัดไว้แล้ว คนมารับก็กำลังคอยอยู่

ทว่า ก่อนจะโชคร้ายไปกว่านี้ เจ้าหน้าที่ ตม. แนะว่า ถ้าจะข้ามพรมแดนสำหรับคนประเทศที่สาม สามารถข้ามได้โดยให้เดินทางไปข้ามที่ด่านตรงสะพานมิตรภาพ ห่างออกไปประมาณ 5 กิโลเมตร โอ้ ช่างโชคดีจริง อันนี้ถือเป็นความรู้ใหม่นะครับท่านผู้อ่าน เผื่อท่านจะพาคนต่างชาติที่ไม่ใช่ไทย ลาวไปเที่ยว คณะเราจึงนั่งรถรับจ้างแท็กซี่เหมาจ่าย 300 บาท ไปยังด่านสะพานมิตรภาพนครพนม พร้อมแจ้งทางผู้มารับคนลาวให้เปลี่ยนจุดไปรับคณะเราที่นั่น ก็จบปัญหาไปและสามารถเดินทางไปเมืองท่าแขกได้ตามที่กำหนด แต่คุณโทอิดะคงผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่ได้ซึมซับบรรยากาศการนั่งเรือข้ามโขง ตามที่ตัวเองปรารถนา ซึ่งคืนแรกนี้จะเข้าพักที่โรงแรมริมแม่น้ำโขง ตรงข้ามกับเมืองนครพนม เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปจุดแจกจ่ายข้าวในวันรุ่งขึ้น

การพักค้างคืนนั้น ทางเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงแรงงานและสวัสดิการฯ ของลาว ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับแบบง่ายๆ ที่ห้องอาหารโรงแรม และท่านประธานที่มาร่วมงานนี้และจะเดินทางไปตลอดทริป คือ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการฯ สังเกตดูท่าน รมช.เป็นคนง่ายๆ ดูไม่ใหญ่โตและนั่งกินอาหารกับพวกเราแบบสบายๆ คุยกันแบบกันเอง การพูดคุยกับคณะลาว พวกเราก็สะดวกสุดๆ เพราะสามารถใช้ภาษาไทยได้เลย โรงแรมที่พักก็เป็นโรงแรมเก่าๆ ไม่หรูหราอะไร ทานอาหารกันสักพักก็เสร็จสิ้น ร่ำลากันไปพักผ่อนเพื่อตื่นเช้าไปทำงานในพื้นที่ซึ่งต้องเดินทางไกลอยู่ไม่น้อย เดี๋ยวสัปดาห์หน้าผมมาเล่าต่อถึงบรรยากาศและประสบการณ์สนุกๆ ในการไปแจกข้าวที่ลาวครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

Advertisements

ซอกแซกอาเซียน : 21 มีนาคม 2562

Published May 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402832

ซอกแซกอาเซียน : 21 มีนาคม 2562

ซอกแซกอาเซียน : 21 มีนาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเดินทางไปแจกข้าวของแอปเตอร์ที่รัฐยะไข่นั้น ทางรัฐบาลเมียนมาได้มีการแจกจ่ายข้าวให้แก่ชาวเมียนมาและชาวเบงกาลี (ชื่อที่ชาวเมียนมาเรียกกลุ่มชาติพันธุ์โรฮีนจา) ซึ่งถือเป็นผู้ประสบภัยที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้ง ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ตีความกันแล้วว่า ถือเป็นเหตุฉุกเฉินอย่างหนึ่ง คล้ายกับเหตุการณ์ขัดแย้งที่เมืองมาราวีของประเทศฟิลิปปินส์ ที่แอปเตอร์มีภารกิจครอบคลุมต้องเข้าไปช่วยเหลือ หากได้รับการร้องขอ

ข้าวสารที่นำไปแจกจ่ายที่เมืองบูทิดอง และเมืองมงดอนี้ได้รับการบริจาคจากรัฐบาลเกาหลีใต้ แต่การเข้าไปของคณะพวกเราคราวนี้
ไม่มีผู้แทนจากเกาหลีใต้ไปด้วย ทั้งนี้เพราะติดภารกิจสำคัญ แต่เผอิญคณะแอปเตอร์ที่ไปกันคราวนี้ มีผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นไปด้วย ก็เป็นการพอเหมาะพอดี เนื่องจากเวลาไปถึงจุดรับแจก ชาวบ้านคงนึกว่าแกเป็นคนเกาหลีใต้ แม้ว่าจะไม่ได้ผ่านการศัลยกรรมหน้า ต่างพากันตะโกนทัก อันยอง ฮาเซโย กันอยู่เป็นช่วงๆ ซึ่งแกก็ได้แต่ยิ้มๆ พร้อมโบกไม้โบกมือ เพื่อไม่ให้คนทักเสียกำลังใจหรือผิดหวัง

ที่บูทิดอง คณะเรานั่งรถยนต์ไปบนถนนแคบๆ ลาดยางแบบขรุขระ 3-4 จุด ทุกจุดผมก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องกล่าวปราศรัยด้วย และก็มีคนแปลเป็นภาษาเมียนมาให้ชาวบ้านฟัง เสร็จแล้วก็มีตัวแทนชาวบ้านกล่าวขอบคุณ ได้ข้าวคนละกระสอบเล็กๆ ก็พากลับบ้าน เป็นอันเสร็จพิธี จากนั้นก็เดินทางต่อไปที่เมืองมงดอ ห่างไปสัก 30 กิโลเมตร แต่การเดินทางใช้เวลามาก เพราะเป็นภูเขา ถนนบางช่วงฝุ่นฟุ้งหนาแน่นมาก นึกถึงสมัยที่ผมเคยเรียนมัธยมในตัวจังหวัดเคยนั่งรถถนนฝุ่นเช่นเดียวกัน แต่สมัยก่อนผมสั้น ฝุ่นอาจจับได้ไม่ถนัดนัก แต่เวลานี้ผมยาว ฝุ่นชอบนัก จากที่เส้นผมนุ่มๆ เลยกลายเป็นผมแข็งกระด้าง หวีลำบากมาก ที่มงดอถือว่าเป็นเมืองชายแดนติดประเทศบังกลาเทศ เขตนี้จึงอ่อนไหวอย่างยิ่ง หน่วยรักษาความปลอดภัยของเมียนมาดูจะต้องปฏิบัติการคุ้มกันอย่างเข้มเป็นพิเศษ เหมือนสมัยที่ไปบริจาคข้าวที่เมืองมาราวี ฟิลิปปินส์ คราวนั้น เขาไม่กล้าจัดงานส่งมอบข้าวที่เมืองมาราวีโดยตรง แต่ไปจัดที่เมืองตั้งอยู่ใกล้ๆ พร้อมกับมีหน่วยรักษาความปลอดภัยครบ พวกเราเมื่อเสร็จพิธีมอบข้าวแล้ว จะขออนุญาตเลยไปดูสภาพเมืองมาราวีสักนิด แต่ฝ่ายความปลอดภัยไม่ยอม เราจึงอดเข้าไปดูเมืองเขา แต่ที่มงดอ ไม่เหมือนกัน เพราะแม้ชาวเบงกาลีบางส่วนได้อพยพลี้ภัยความขัดแย้งข้ามไปอยู่ที่บังกลาเทศ ทว่า ยังมีชาวเบงกาลีส่วนที่ยังอาศัยอยู่พื้นที่ความขัดแย้ง ดังนั้น ตอนที่ผมไปแจกข้าว เลยได้มีโอกาสได้เห็นความเป็นไปของเมือง พร้อมๆ กับการแจกข้าวให้กับประชาชนที่ยากจน ทั้งที่เป็นชาวเมียนมาและเบงกาลีที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น ข่าวการนำข้าวไปแจกโดยแอปเตอร์ ในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะที่รัฐยะไข่นี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมาก สื่อวิทยุโทรทัศน์ต่างตามไปทำข่าวกันเพียบ มีการสัมภาษณ์ผู้ใหญ่หลายคน หลายประเด็น เริ่มตั้งแต่ท่านรัฐมนตรี รองอธิบดี (ซึ่งท่านนี้เป็นคณะมนตรี หรือ APTERR Council ด้วย) รวมไปจนถึงตัวผมเอง เมื่อเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงของรัฐ คือ ชิตตเวแล้ว เกษตรจังหวัดได้พารองอธิบดีและคณะแอปเตอร์ไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นเวลาข่าวโทรทัศน์อยู่พอดี ปรากฏว่าท่านเกษตรจังหวัดได้แจ้งว่าจะมีข่าวการแจกข้าวพวกเราในวันนี้ออกอากาศในระดับประเทศ ก็พากันจ้องไปที่โทรทัศน์ในร้านอาหารเป็นจุดเดียว ผมเองก็พลอยชื่นชมยินดีด้วยอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นผลงานของรองอธิบดีเขา มีภาพการออกสัมภาษณ์หลายช่อง หลายเวลาอย่างชัดเจน คงเตะตารัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ หรือ ท่านออง ซาน ซู จี บ้างละ เลยอวยพรท่านว่า ได้ออกข่าวดังๆ แบบนี้ เดี๋ยวคงได้รับการโปรโมทให้เป็นอธิบดีแน่นอน แกก็กล่าวของคุณและยิ้มๆ แล้วก็ให้ข้อเท็จจริงว่า คงไม่เร็วหรอกที่จะได้เป็น เพราะอธิบดีคนปัจจุบันของแกเป็นรุ่นน้อง จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เพิ่งอายุประมาณ 50 เท่านั้น อ่อนกว่าแกตั้ง 6-7 ปี คงต้องร้องเพลงรออีกนานโขเลยทีเดียว

ซอกแซกอาเซียน : 14 มีนาคม 2562

Published May 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401239

ซอกแซกอาเซียน : 14 มีนาคม 2562

ซอกแซกอาเซียน : 14 มีนาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พูดถึงเรื่องแม่น้ำและต้นน้ำของเมียนมา มีครั้งหนึ่งผมไปทำงานแอปเตอร์ที่รัฐคะฉิ่น ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศ โชคดีสุดๆ ที่ได้มีโอกาสในชีวิตที่ได้เห็นต้นน้ำของแม่น้ำอิรวดี ที่กล่าวในตอนที่แล้วว่าแม่น้ำในเมียนมา อินเดีย ตลอดจนบังกลาเทศมีมวลน้ำละลายมาจากหิมะ ทว่าจุดกำเนิดของแม่น้ำอิรวดี กลับไม่ใช่ดินแดนที่มีหิมะตก หากแต่เป็นจุดบรรจบของแม่น้ำสองสายที่ไหลมาจากทิศเหนืออีกทีหนึ่ง ชื่อว่า แม่น้ำเมขะ กับแม่น้ำมะลิขะ จุดบริเวณต้นแม่น้ำอิรวดีนี้ รองอธิบดีเมียนมาเล่าให้ฟังว่า ประเทศจีนเคยยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลเมียนมา ขอทำเขื่อนขนาดใหญ่ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เพราะทำเลอยู่ในหุบเขา แต่ประชาชนเมียนมาไหวตัวทัน ไม่ยอมให้มีการสร้าง ผลก็คือ ต้นแม่น้ำอิรวดียังสภาพและระบบนิเวศที่เป็นธรรมชาติอันสวยงาม เหมาะสมเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองมิตจีนา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ เนื่องจากการเดินทางไม่ไกลนัก และเส้นทางรถยนต์แม้จะผ่านหุบเขาและไม่ดีนัก แต่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุง

แล้วผมจะกลับมาเล่าต่อสำหรับการทำงานที่รัฐคะฉิ่น แต่ตอนนี้ขอย้อนกลับไปคุยกิจกรรมแอปเตอร์ที่รัฐยะไข่ต่อจากฉบับที่แล้วครับ เมื่อเดินทางโดยเรือเร็วถึงเมืองบูทิดอง มีเจ้าหน้าที่มารับท่านรัฐมนตรี และพาคณะไปกินอาหารกลางวันที่โรงพยาบาลประจำเมือง ทั้งนี้เพราะท่านรัฐมนตรีที่ไปนั้น เป็นกระทรวงที่คุมด้านสาธารณสุขด้วย ลักษณะโรงพยาบาลก็เป็นอาคารเก่า อาณาบริเวณไม่ใหญ่โต และไม่หรูหราทันสมัย ก็ต้องเข้าใจครับว่าประเทศเมียนมาตกอยู่ในการปกครองในระบอบที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2505 เศรษฐกิจเป็นแบบระบบปิด จึงไม่เฟื่องฟูและสามารถที่จะมีงบประมาณมาพัฒนาประเทศได้อย่างประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ

ทว่า พวกเขาก็เป็นคนมีน้ำใจไม่ต่างจากคนไทยเรา ต้อนรับขับสู้ให้เกียรติพวกเราอย่างเต็มที่ ท่านรัฐมนตรีหลังจากรับฟังการบรรยายสั้นๆ จากเจ้าหน้าท้องถิ่นแล้ว ก็มีการรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งท่านได้เชิญผมร่วมโต๊ะกับท่าน โดยท่านนั่งหัวโต๊ะและเชิญผมนั่งข้างถัดมา วัฒนธรรมการรับประทานอาหารอย่างหนึ่งของเมียนมา (ซึ่งบ้านเราก็พอมี) คือ ผู้ใหญ่ ซึ่งกรณีนี้ คือ ท่านรัฐมนตรี จะตักกับข้าวใส่จานข้าวเราอยู่เป็นระยะๆ เดี๋ยวกับข้าวจานโน้น จานนี้ จนเราต้องขอบคุณท่านอยู่ตลอด

ครั้นจะตอบแทนท่านด้วยการตักกับข้าวใส่จานข้าวท่านบ้าง สังเกตมาหลายครั้งไม่เห็นมีใครทำกัน แต่ที่แปลกและพบประจำในที่อื่นๆ ด้วย คือ ระหว่างนั่งรับประทานอาหารอยู่นั้น จะต้องมีเจ้าหน้าที่เมียนมาระดับกลางๆ ไม่ใหญ่ไม่เด็กเกินไป
2-3 คน มายืนด้านหลังใกล้ผู้ใหญ่ ถ้าเป็นแบบไทย จะเรียกว่ายืนค้ำหัวก็ได้ หน้าที่ของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ นอกจากจะต้องคอยตอบคำถามต่างๆ ที่ท่านผู้ใหญ่ถามระหว่างการกินแล้ว ที่สำคัญ คือ ถ้าห้องนั้นไม่ติดแอร์ คนหนึ่งจะมีพัดแบบมือถือ คอยพัดไล่ความร้อนให้กับผู้ใหญ่ ส่วนอีกคนหรือสองคน จะคอยตักกับข้าวใส่จานข้าวให้ท่านผู้ใหญ่จนกระทั่งกินอิ่ม (ผู้ใหญ่เลยมีเวลาตักกับข้าวให้เราหรือคนอื่น) นี่แสดงว่า จะต้องมีการเตรียมการอย่างดี คือ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นคงต้องกินอาหารมาก่อนจนอิ่มแล้ว เพราะมิฉะนั้นคงจะหิวแย่ เนื่องจากการกินแต่ละครั้งของคณะใช้เวลานานพอสมควร ลักษณะการมายืนค้ำหัวนี้ ผมสังเกตเห็นเกือบทุกแห่ง นี่ถ้าบ้านเราเป็นแบบนี้ สำหรับตัวผมเอง คงจะกินข้าวไม่ค่อยลงเป็นแน่

และอีกอย่าง เวลากินข้าว ชาวเมียนมาน่าจะได้ชื่อว่ากินข้าวจริงๆ เพราะในจานข้าวจะตักข้าวเยอะมาก ผมว่าค่าเฉลี่ยบริโภคข้าวต่อหัวคนเมียนมาน่าจะมากกว่าคนไทยเยอะ ส่วนเรื่องกับข้าวเมียนมาจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น คงมีเวลามาเล่าให้ฟังอีกครั้งนะครับ แต่สมัยหนึ่งที่ผมเคยไปนอนที่โรงแรมในกรุงเนปิดอว์ เพื่อเข้าร่วมประชุม ASEAN Food Security Reserve Board (AFSRB) ตอนเข้ามาทำงานแอปเตอร์ใหม่ๆ ได้พบกับผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็นฝรั่งมาจากยุโรปแต่ทำงานในเมียนมาในลักษณะ เอ็นจีโอ ซึ่งเคยมาเที่ยวเมืองไทย เขาชื่นชมอาหารไทยเพราะว่ามีรสชาติและความหลากหลาย แต่เมื่อถามว่าเทียบกับอาหารเมียนมาเป็นอย่างไร เขาทำหน้าตาจริงจังตอบว่า ของไทยรสชาติจัดจ้าน ขณะที่ของเมียนมาเขาอธิบายซึ่งก็ตรงกับความรู้สึกของผมเป๊ะเลย คือ มันมีรสชาติที่ไม่ไปทางไหนสักกะทาง จะว่าเค็มก็ไม่เค็ม จะว่าเปรี้ยวก็ไม่มี จะว่าเผ็ดก็ไม่ได้ จะว่าหวานก็ไม่ใช่ หรืออีกทั้งจะว่าจืดก็ไม่เชิง เอ๊ะ ยังไง เอาเป็นว่าใครสงสัยว่าเป็นอย่างไรกันแน่ อาจต้องลองหาชิมเอาเองครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 7 มีนาคม 2562

Published May 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399712

ซอกแซกอาเซียน : 7 มีนาคม 2562

ซอกแซกอาเซียน : 7 มีนาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ความมหัศจรรย์ของแม่น้ำเมียนมา คือ แต่ละสายนั้นกว้างใหญ่มโหฬารครับ อย่างแม่น้ำสายหลักที่หลายท่านคงคุ้น เช่น แม่น้ำอิรวดี (คนเมียนมาเรียกว่า เอยาวดี) มีความยาวตั้งแต่ต้นน้ำในรัฐคะฉิ่น ตอนเหนือสุดไหลผ่ากลางประเทศลงมาทางใต้จนลงทะเลในมหาสมุทรอินเดีย นอกจากนี้ยังมีแม่น้ำสาละวิน แม่น้ำสะโตงที่ไหลลงใต้เช่นเดียวกัน แม่น้ำเหล่านี้จุดที่กว้างมากๆ เราจะมองดูแล้วไม่น่าเป็นแม่น้ำ แต่เป็นทะเลหรือทะเลสาบมากกว่า เพราะกว้างสุดลูกหูลูกตาจริงๆ ครับ ครั้งหนึ่งผมนั่งรถยนต์จากเขตพะโค ข้ามแดนไปรัฐกะเหรี่ยงและรัฐมอญซึ่งต้องเดินทางมาทิศตะวันออกใกล้ประเทศไทย ระหว่างทางต้องข้ามแม่สายหนึ่งที่คนไทยเรียกว่า แม่น้ำสะโตง ถ้าท่านผู้อ่านจำวิชาประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนได้ คือแม่น้ำที่สมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรได้ใช้พระแสงปืนยิ่งข้ามแม่น้ำถูกตัวแม่ทัพเมียนมาคนหนึ่งตายนั่นแหละ ผมวิเคราะห์กับทีมแอปเตอร์คนไทยที่เดินทางไปด้วยกันแล้ว คงเป็นประวัติศาสตร์ที่บันทึกคลาดเคลื่อนไปหรือเปล่า เพราะแม่น้ำสายนี้กว้างจริงๆ เฉพาะส่วนที่ผมกำลังข้ามบนสะพานก็ยาวน่าจะเกือบๆ ครึ่งกิโลเมตร

ความกว้างของแม่น้ำในเมียนมา บางสายใกล้ๆ เมืองย่างกุ้ง ขณะผมนั่งรถข้ามสะพานคำนวณดูแล้วกว้างกว่าแม่น้ำท่าจีนแถวตลาดนครชัยศรีสักสองเท่า ผมถามรองอธิบดีเกษตรฯของเมียนมาว่า ชื่อแม่น้ำอะไร แกบอกว่า นี่ไม่ใช่แม่น้ำ แต่เป็นเพียง creek ซึ่งแปลว่า ลำห้วย ทำเอาผมงงงวยไปเลย นอกจากจะมีความกว้างใหญ่มโหฬารแล้ว ริมตลิ่งแม่น้ำเท่าที่ผมนั่งเรือเร็วไปเมืองบูทิดองนั้น ตลอดสายส่วนมากดูราบเรียบไร้ต้นไม้กอไผ่ใดๆ ทั้งสิ้น ระดับน้ำสูงจนเกือบติดกับผิวดินริมตลิ่ง ซึ่งเวิ้งว้างราบเรียบยาวสุดลูกตาคือ แปลงนาสำหรับปลูกข้าว ชาวนาที่ปลูกข้าวสามารถที่จะใช้เครื่องสูบน้ำสูบจากแม่น้ำเข้าแปลงนาที่อยู่ติดกันได้เลย สะดวกอย่างยิ่ง คุณลักษณะพิเศษของประเทศเมียนมาแบบนี้ ผมเคยจำได้ว่านานมาแล้ว คุณวิชัย อดีตนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เคยเล่าถึงศักยภาพในการพัฒนาของประเทศเมียนมาว่า มีมากกว่าประเทศอื่นๆ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ ตลอดจนแรงงานคน ล้วนมีอยู่อย่างมากมายเหลือเฟือ

ระหว่างที่นั่งรถเดินทางผ่านแม่น้ำต่างๆ ที่กว้างใหญ่ที่กล่าว ผมก็นึกถึงสาเหตุว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็ได้ทดสอบพรรคพวกคนแอปเตอร์ที่เดินทางไปด้วยกัน เพื่อวิเคราะห์ จึงได้คำตอบว่า แม้เมียนมาจะเป็นดินแดนติดกับประเทศไทย แต่ต้นน้ำของเมียนมาไม่ได้เกิดจากน้ำฝนตกสะสมเหมือนเช่นแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ของเรา แต่ต้นน้ำเมียนมาเกิดจากเทือกเขาหิมาลัย เหมือนๆ กับต้นน้ำในประเทศอินเดีย บังกลาเทศ แหล่งน้ำมาจากการละลายของหิมะ ไม่ได้เกิดจากฝน จึงทำให้เกิดมวลน้ำมหาศาลในแต่ละปีกัดเซาะพื้นดินจนเกิดเป็นแม่น้ำที่กว้างใหญ่มโหฬารดังที่เห็น นี่คือผลการวิเคราะห์ของเรา ผิดถูกอย่างไร ไม่มีเอกสารตำราใดยืนยัน ท่านผู้อ่านหากมีเหตุผลหรือทฤษฎีอื่นก็สามารถแสดงเสริมหรือหักล้างได้ครับ

คณะเราใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง บนเรือเร็ว ซึ่งบางช่วงก็จะมีเรือบรรทุกสินค้า เรือโดยสารวิ่งสวน รองอธิบดีเกษตรฯของเมียนมาเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเคยทำหน้าที่เป็นเกษตรจังหวัดที่รัฐยะไข่เคยเดินทางโดยเรือโดยสารธรรมดาจากชิตตเวมาบูทิดองใช้เวลาเกือบวันเต็ม แต่คราวนี้เร็วมาก มีคณะเจ้าหน้าที่มารับที่ท่าเรือ ทั้งนี้เพราะมีท่านรัฐมนตรีของรัฐไปด้วย กลุ่มเรามีผมและคณะคนไทยรวม 3 คน และก็มีคนญี่ปุ่น 1 คน ซึ่งถูกส่งมาประจำที่สำนักงานแอปเตอร์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ได้รับสิทธิพิเศษสุดๆ ที่ทางการเมียนมากรุณาอนุญาตให้มาที่เมืองบูทิดองและมงดอได้ ปกติหากเป็นต่างชาติ หรือหน่วยงานที่แม้จะมาจากสหประชาชาติ ก็มักได้รับการปฏิเสธที่จะให้เข้ามา ทั้งนี้ เพราะดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนที่มีความขัดแย้งระหว่างเมียนมาและโรฮีนจาซึ่งเป็นชาวมุสลิม (ที่คนหรือทางการเมียนมาปฏิเสธเรียกชื่อนี้ แต่เรียกว่า เบงกาลี) ฉะนั้นความในต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเมืองผมจึงขออนุญาตไม่พูดถึง แต่คงจะเล่าเกี่ยวกับงานแอปเตอร์และสภาพทั่วไปอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องอ่อนไหวครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 28 กุมภาพันธ์ 2562

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398204

x

ซอกแซกอาเซียน : 28 กุมภาพันธ์ 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การที่ผมมักจะได้รับเชิญให้ไปร่วมพิธีการส่งมอบข้าว รวมทั้งแจกจ่ายข้าวไปให้กับชาวบ้านที่ขาดแคลน ในประเทศต่างๆ ของอาเซียน ก็มักจะได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่ รวมทั้งความเป็นไปต่างๆ ของประเทศเหล่านั้น เชื่อไหมว่า ผมเองสมัยที่ยังทำงานอยู่กระทรวงเกษตรฯ ตอนนั้นเชื่อว่าคนเกษตรรวมทั้งผมมักมีโอกาสน้อยมากที่จะได้ไปเยี่ยมเยียนประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เวลาได้ทุนไปฝึกอบรมหรือไปดูงาน ก็มักจะเดินทางไปประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น แถวยุโรป ญี่ปุ่น อเมริกา ออสเตรเลีย อะไรทำนองนั้น แต่ประหลาดที่ตัวผมเองประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงในแถบอาเซียนกลับแทบไม่มีโอกาสจะได้ไปเลย ยังพูดกับเพื่อนๆ เสมอว่า พวกเราได้ไปดูประเทศอื่นๆ ไกลแสนไกลมาเยอะแยะ แต่ประเทศใกล้ชิดติดกันไม่มีโอกาสสัมผัส มาถึงช่วงเวลานี้ผมกลับเป็นตรงกันข้าม เพราะต้องบินไปมาระหว่างไทย เมียนมา กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เป็นว่าเล่น สารภาพว่า ผมเพิ่งมีโอกาสได้ไปกัมพูชาครั้งแรก ก็เพียงเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา และได้ไปเมียนมาที่นั่งเครื่องบินระยะเวลา 1 ชั่วโมง พอๆ กับไปเชียงใหม่ ก็ตอนที่ได้มาทำงานกับแอปเตอร์นี่เองแหละครับ

ช่วงหนึ่ง ผมไปเข้าร่วมส่งมอบและแจกจ่ายข้าวแอปเตอร์ที่ประเทศเมียนมาและรัฐที่ไป คือ รัฐยะไข่ การเดินทางจากย่างกุ้ง โดยเครื่องบินภายในประเทศของเมียนมา ไปลงที่เมืองหลวงของรัฐ ชื่อเมือง ชิตตเว ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเหมือนกัน รัฐยะไข่ เป็นรัฐที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมียนมา การเดินทางโดยรถยนต์ไปได้เหมือนกัน แต่คงใช้เวลาประมาณ 2 วัน เพราะเส้นทางอ้อมมาก ต้องผ่านและหลบหลีกภูเขา อีกทั้งเป็นทางแคบๆ ลาดยางก็จริง แต่ขรุขระรถยนต์วิ่งทำเวลาไม่ค่อยได้

พูดถึงถนนในเมียนมา ผมขอเล่าคั่นนิดว่า แตกต่างจากบ้านเรามาก นัยว่า เรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดยังไปไม่ถึงไหน เหมือนดั่งที่ภาคเอกชนไทยเคยเล่าให้ฟังเมื่อคราวจะไปลงทุนในประเทศเมียนมา กล่าวคือ ทั่วประเทศมีถนนดีๆ น้อยมาก มีถนน 4 เลนสายแรกเพียงสายเดียว สร้างประมาณสิบปีมานี้ เชื่อมระหว่างเมืองมัณฑะเลย์ ผ่านกรุงเนปิดอว์ ถึงปลายทางที่ย่างกุ้ง นอกนั้นเป็นถนนวิ่งสวนและแคบมากๆ แต่ช่วงปัจจุบันเริ่มทำถนนดีขึ้น โดยเส้นหลักๆ ก็จะทำการขยายถนนกว้างขึ้น อันนี้ไม่ต้องพูดถึงถนนในชนบทเลยนะ เพราะยังแย่อยู่มากทีเดียว

ขณะเดินทางผ่านถนนเหล่านี้ บางครั้งก็จะพบคนงานเมียนมากำลังซ่อมปะถนน ก็เป็นวิธีการแบบเก่ามาก ทำให้ผมหวนรำลึกไปถึงสมัยที่ผมเป็นเด็กๆ ราวปี 2512 นั่งรถจากสุพรรณบุรี ไปกรุงเทพฯ ผ่านนครปฐมตามถนนมาลัยแมน เห็นวิธีซ่อมปะถนนลาดยางแบบเดียวกัน คือ คนงานจะใช้บุ้งกี๋ใส่หินคลุกมาโรยถนนเป็นชั้นล่างสุด และข้างๆ ทางจะมีถังยางมะตอยขนาด 200 ลิตรตั้งบนกองฟืนต้มเคี่ยวจนเป็นน้ำสีดำสนิท แล้วเทใส่บัวรดน้ำหิ้วเอามาราดรดลงไปบนหินคลุกที่เรียงไว้ จากนั้นก็ใช้บุ้งกี๋ใส่หินเกร็ดโรยทับลงไปอีกที บดด้วยรถบดถนนเป็นอันเสร็จ เดี๋ยวนี้วิธีการข้างต้นบ้านเราไม่มีใครเห็น แต่ที่เมียนมายังพบได้ทั่วไปครับ

คณะผมซึ่งผู้ใหญ่นอกจากประกอบด้วย รองอธิบดี และเกษตรรัฐ (น่าจะเทียบเกษตรจังหวัดบ้านเรา) รวมทั้งทีมผมแล้ว ยังมีผู้ใหญ่สุดซึ่งถือเป็นประธานในพิธี คือ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสวัสดิการของรัฐยะไข่ โดยจุดที่จะเดินทางไป คือ เมืองมองดอว์ และเมืองบูทิดอง ขึ้นต่อไปทางเหนือเมืองชิตตเวไปอีกเกือบติดชายแดนประเทศบังกลาเทศ แต่ไฮไลท์อยู่ที่การเดินทางครับ เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว ถ้าจะไปเมืองที่ว่าทางถนน ก็มีเหมือนกัน หากคงต้องใช้เวลาวิ่งรถยนต์เป็นวันจากระยะทางน่าจะประมาณ 100 กิโลเมตร เพราะคดเคี้ยวเลี้ยวลดมาก ฝ่ายผู้จัดเมียนมาเลยพาพวกเราทั้งคณะไปทางเรือเร็ว หรือ speed boat ไปตามลำน้ำที่ไหลมาจากบูทิดอง (พูดถึงแม่น้ำในเมียนมา คงจะมีความมหัศจรรย์มาเล่าเพิ่มขึ้นอีกในตอนต่อๆ ไป ครับ)

การเดินทางไปโดยทางน้ำนับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะได้เห็นทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำไปตลอดทาง ถ้าท่านผู้อ่านนึกถึงแม่น้ำบ้านเรา ตัวอย่างเช่น แม่น้ำเจ้าพระยา ถ้านั่งเรือขึ้นไปจากอยุธยาไปชัยนาทแล้วสภาพหรือบรรยากาศจะเหมือนกันกับที่ผมนั่งในเมียนมานั้น ก็ขอบอกว่าผิดถนัดครับ เพราะมันต่างกันมาก ฉบับหน้าจะมาเล่าต่อให้ฟังครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 21 กุมภาพันธ์ 2562

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396705

ซอกแซกอาเซียน : 21 กุมภาพันธ์ 2562

ซอกแซกอาเซียน : 21 กุมภาพันธ์ 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่ผ่านมา ผมจะเล่าเรื่องโดยเป็นลำดับเหตุการณ์ก่อนหลัง เช่น ช่วงแรก ผมเดินทางไปฟิลิปปินส์ ก็จะพูดถึงฟิลิปปินส์ยาวไป แต่มาคิดอีกที ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านปรับใหม่ คือ แบบที่เล่าก่อนหน้านี้อาจไม่ตื่นเต้น เร้าใจ เพราะอีกนานกว่าจะถึงประเทศอื่นๆ ดังนั้น ผมจะพูดๆ สลับกันไปมา โดยข้ามไปพูดถึงประเทศอื่นๆ ของอาเซียนบวกสาม รวมทั้งอาจกลับมาที่ประเทศฟิลิปปินส์ด้วย เมื่อมีเหตุพาดพิงถึงครับ

ผมขออนุญาตต่อเรื่องราวของฟิลิปปินส์ให้จบช่วงแรก คือ ที่เมืองคาตามาน ซึ่งเป็นเมืองหลักของจังหวัดซามาร์เหนือ มีการจัดงานส่งมอบข้าว จัดงานที่ศาลาประชาคมของเมือง วิธีการก็จะเหมือนๆ กันทุกประเทศ คือ ผู้ใหญ่แต่ละหน่วยงานจะขึ้นกล่าว รวมทั้งผู้แทนประเทศผู้บริจาคข้าวและผู้จัดการทั่วไปของแอปเตอร์ ตบท้ายด้วยผู้แทนชาวบ้านขึ้นมากล่าวขอบคุณ การกล่าวเหล่านี้แม้จะเหมือนกันในเกือบทุกประเทศ ทว่าอาจมีความแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่น เช่น ถ้าเป็นแบบฟิลิปปินส์ รูปแบบน่าจะคล้ายๆ กับสหรัฐอเมริกา หมายถึงพิธีรีตองน้อย กล่าวไม่นาน แต่มีคนขึ้นกล่าวเยอะหลายคนมาก เพราะต้องให้เกียรติทุกคนที่คิดว่าสำคัญ หากเป็นกัมพูชา จะมีคนกล่าวน้อยเหมือนไทยเรา คือมีคนกล่าวรายงาน กับผู้จัดการทั่วไปกล่าวที่มาที่ไป แล้วเชิญผู้ใหญ่สุด ได้แก่ รัฐมนตรี หรือผู้ช่วยรัฐมนตรี กล่าวเปิดและปราศรัย แต่ที่พิเศษ คือ ผู้ใหญ่ของกัมพูชาแต่ละครั้งที่ขึ้นกล่าว เท่าที่ผมสังเกตจะพูดยาวมาก ยาวจนผมไม่แน่ใจว่าชาวบ้านยังสนใจฟังอยู่หรือเปล่า ผมมาสังเกตแล้วได้คำตอบว่า ทำไมผู้ใหญ่กัมพูชาทุกคนจึงพูดกันยาว สาเหตุที่ผมว่าผมเดาไม่ผิดก็คือ ทุกคนยึดถือสไตล์ของท่านนายกฯ ฮุนเซ็น ที่ทุกครั้งเวลาปราศรัยกับชาวบ้าน ท่านร่ายยาวเสียบางทีเกือบครึ่งวันก็มี ผู้หลักผู้ใหญ่กัมพูชาก็เลยเอาตามอย่างกันสืบกันมา การขึ้นกล่าวกับประชาชนนี้สำหรับของเมียนมา หรือพม่าก็จะมีอยู่ 3-4 คนเช่นกัน ผู้ใหญ่เมียนมาก็จะกล่าวเป็นภาษาถิ่น ส่วนตัวผมต้องกล่าวเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียว จึงต้องมีเจ้าหน้าที่เมียนมาคอยแปลเป็นภาษาเมียนมาตาม เลยต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่น แต่ที่เมียนมาจะต่างจากที่อื่น คือ มักจัดงานมอบข้าววันหนึ่งหลายจุด ขณะที่ฟิลิปปินส์จัดใหญ่เพียงครั้งเดียว ที่เมียนมาจึงต้องนั่งรถตระเวนไปและต้องขึ้นกล่าวซ้ำๆ กันจนคนแปลในครั้งหลังๆ ไม่ต้องดูโพยเหมือนครั้งแรกๆ อีกแล้ว สำหรับประเทศลาว หรือที่เรียกกึ่งเต็มๆ ว่า สปป. ลาว นับว่ามีความสะดวกอย่างยิ่ง คือ นอกจากรัฐมนตรีลาว ท่านทูตที่เกี่ยวข้องแล้ว ผมซึ่งต้องขึ้นกล่าวด้วย สามารถกล่าวเป็นภาษาไทยได้เลย เพราะคนลาวเข้าใจดี แต่เพื่อไม่ให้ผิดระเบียบพิธีการ ผมจะขึ้นต้นด้วยภาษาอังกฤษนิดหน่อย เมื่อกล่าวถึงชื่อแขกสำคัญ จากนั้นก็ขออนุญาตทุกคนที่จะใช้ภาษาไทยพูดต่อไปจนจบ

เมื่อพูดกันหมดแล้วก็เป็นพิธีการส่งมอบข้าว ซึ่งอาจทำเป็นมอบต่อๆ กันไป เช่น เริ่มจากประเทศผู้บริจาค ส่งมาแอปเตอร์ ส่งต่อไปยังประเทศผู้รับ และส่งต่อไปยังผู้แทนประชาชน ที่ฟิลิปปินส์มีครั้งหนึ่ง ผมไปร่วมพิธีที่ใกล้เมืองมาราวี บนเกาะมินดาเนา ถ้าท่านผู้อ่านจำได้ คือเมืองที่ถูกกองโจรยึดทั้งเมือง แล้วมีคนอพยพหนีมาอยู่ในแคมป์พักพิง เพราะบ้านเรือนถูกถล่มพังราบ และขาดแคลนอาหาร ต้องเข้าไปช่วย ถือเป็นเหตุฉุกเฉินอย่างหนึ่งแม้มิใช่เกิดจากธรรมชาติ (จากการหารือทุกฝ่าย รวมทั้งสำนักเลขาธิการอาเซียน) ครั้งนั้นชาวเมืองมาราวีซาบซึ้งหน่วยงานแอปเตอร์มาก พอหลายคนกล่าวเสร็จ ถึงคราวผม ผู้แทนประจำเมืองมาราวี ชอบใจผมมาก ถึงขนาดประกาศจะยกให้ผมเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ของเมืองมาราวี เลยทีเดียว แหม ทำเอาผมกลุ้มใจมาก เพราะทั้งเมืองราพณาสูร แถมยังเป็นดินแดนตอนใต้ที่มีกองโจรสารพัด เช่น กบฏอาบูไซยาฟที่จับคนเรียกค่าไถ่ ที่ถึงแม้ว่าสมัยที่ผมทำงานอยู่กระทรวงเกษตรฯ เคยเป็นผู้ตรวจราชการเขตชายแดนใต้ 5 จังหวัด พอมีประสบการณ์เรื่องนี้มาอยู่บ้าง ก็ได้แต่ต้องปฏิเสธผู้แทนเมืองมาราวีอยู่ในใจ แม้ตอนตอบเขาที่ถามว่าจะเอาหรือไม่เอา ผมตอบดังๆ ว่า sure ด้วยความยินดีก็ตาม

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 14 กุมภาพันธ์ 2562

Published March 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395252

ซอกแซกอาเซียน :  14 กุมภาพันธ์ 2562

ซอกแซกอาเซียน : 14 กุมภาพันธ์ 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ระบบการแจกจ่ายข้าวแอปเตอร์ของฟิลิปปินส์ ฉบับที่แล้วกล่าวว่าหน่วยงาน National Food Authority หรือ เอ็นเอฟเอ จะเป็นฝ่ายที่ทำเรื่องขอรับบริจาคข้าวสารจากประเทศสมาชิก หากเกิดภัยพิบัติขึ้นภายในประเทศ ทั้งนี้ เพราะหน่วยงานนี้ก็เป็นผู้แทนรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่ดำรงตำแหน่งเป็นคณะมนตรีแอปเตอร์ ซึ่ง เอ็นเอฟเอจะต้องเก็บรักษาไว้ในโกดังของตัว จนกว่าจะมีการแจกจ่ายออกไป แต่เมื่อมีการอนุมัติให้แจกจ่ายได้แล้ว (เมื่อเกิดภัยพิบัติหรือพ้นระยะเก็บรักษา 12 เดือน) หน่วยงานที่ทำหน้าที่แจกจ่ายของเขากลับเป็นอีกกระทรวงหนึ่ง ได้แก่กระทรวงการพัฒนาและสวัสดิการสังคม (Department of Social Welfare and Development) หรือ ดีเอสดับเบิลยูดี โดยกระทรวงนี้ร่วมกับหน่วยงานส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบแจกจ่ายให้กับประชาชนเป้าหมาย

ก่อนที่จะแจกจ่ายแก่ประชาชน ประเพณีที่ต้องจัดขึ้น คือ พิธีการส่งมอบข้าว เริ่มตั้งแต่ กำหนดสถานที่จัดงานร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ เอ็นเอฟเอ ดีเอสดับเบิลยูดี และหน่วยงานท้องถิ่น มีการเชื้อเชิญผู้แทนต่างๆ ตามที่เคยกล่าวไปแล้ว รวมทั้งแอปเตอร์ด้วยทุกครั้ง ตอนครั้งแรกที่ผมไปร่วมงานที่เกาะซามาร์ พิธีการจะเริ่มต้นในช่วงเช้า ผมและคณะพักค้างคืนที่กรุง
มะนิลา ต้องออกเดินทางโดยเครื่องบินสายการบินฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ส เวลาตี 5 ตรง ฉะนั้นจึงต้องเดินทางออกจากโรงแรมที่พักประมาณตี 3 ครึ่ง โดยตื่นกันประมาณตี 2 ครึ่ง เพื่ออาบน้ำแต่งตัว ถ้าคิดเวลาไทยที่ช้ากว่าฟิลิปปินส์ 1 ชั่วโมง เท่ากับว่า คืนนั้นเราตื่นกันตี 1 ครึ่ง เจ้าหน้าที่แอปเตอร์คนหนึ่งที่ไปด้วยกันเลยตัดสินใจไม่นอนเลยคืนนั้น นั่งทำงานอ่านหนังสือจนถึงเวลาก็อาบน้ำเพื่อเดินทางไปขึ้นเครื่องบินกันเลย

นี่ยกตัวอย่างเล็กน้อยให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมเพื่อเดินทางที่ต้องสมบุกสมบันกันพอสมควร ที่ต้องนั่งรถยนต์กันเป็นวันข้ามห้วยข้ามเขาก็มี นั่งเรือไปตามลำน้ำครึ่งวันก็มี ซึ่งจะได้เล่าให้ฟังภายหลังครับ ตอนไปซามาร์พวกเราก็เดินทางพร้อมกับเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจากโตเกียว ส่วนผู้ใหญ่เอ็นเอฟเอและกระทรวงที่เกี่ยวข้องเดินทางล่วงหน้าไปก่อน เมื่อเดินทางถึงสนามบินปลายทาง คือ เมืองคาตามานมีผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้บริหารเอ็นเอฟเอ และท่านอื่นๆ มาต้อนรับ พิธีการรับแขกเมืองของฟิลิปปินส์ คือ จะต้องมีพวงมาลัยประดิษฐ์ ที่ไม่ใช่ดอกไม้สดมาคล้องคอแขกทุกคน คณะถูกพาขึ้นรถไปกินอาหารเช้าที่จวนผู้ว่าฯ มีการแนะนำตัว แจกนามบัตร และนั่งกันเป็นโต๊ะๆ 4-5 โต๊ะ ผู้ว่าฯของประเทศฟิลิปปินส์จะมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง อยู่เป็นเทอมๆ พูดถึงเรื่องนี้ จะว่าไปผู้บริหารใหญ่ๆ ทุกตำแหน่งของประเทศนี้มาจากการเลือกตั้งเกือบทั้งหมด ทั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะซึมซับระบอบประชาธิปไตยมาจากสหรัฐอเมริกา

ดังนั้น ผมสังเกตบุคลิกภาพของท่านผู้ว่าฯ ที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน เห็นแกเหมือนประชาชนทั่วไปมากกว่าเป็นข้าราชการ เมื่อเทียบกับผู้ว่าฯบ้านเรา แต่งตัวแบบง่ายๆ ไม่มีเครื่องแบบ ดูไม่ค่อยจะเป็นศักดินาเท่าไหร่ เครื่องดื่มบนโต๊ะอาหารนอกจากน้ำธรรมดาแล้ว ที่เห็นทุกที่ คือ น้ำมะม่วง มีรสออกหวานกลิ่นหอม นัยว่า ที่ประเทศฟิลิปปินส์ มีมะม่วงเป็นผลไม้หลักที่มีกินทุกบ้าน บ้างก็ทำเป็นตากแห้งขายกัน ทำเป็นสินค้าขายสำหรับนักท่องเที่ยวก็พบได้ตามสนามบินทุกแห่ง บางครั้งผมก็ซื้อติดมือมาฝากญาติมิตรเมืองไทยบ่อยอยู่ หลายคนท้วงว่า มะม่วงเมืองไทยก็มีเยอะแยะ กินกันจนเบื่อ จะซื้อมาทำไม ก็อธิบายว่า มันเป็นมะม่วงจากต่างประเทศน่ะ บ้านเราแบบนี้ไม่มีกินก็แล้วกัน

แต่เหตุผลอีกอย่างที่น่าจะตรงมากกว่า คือ ไม่รู้จะซื้ออะไร เพราะเท่าที่เห็น สินค้าฟิลิปปินส์ก็ไม่มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากสินค้าบ้านเรา เห็นมีอยู่อย่างที่แปลกพิเศษ ซึ่งพวกกระทรวงเกษตรฯ ไทยไปอบรมดูงานแถวลากูน่า ใกล้มหาวิทยาลัย ยู พี และสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ มักซื้อมาประจำ หรือบางทีก็ตะโกนฝากซื้อ เมื่อใครไปแถวนั้น คือ
“บูโก้ พาย” หรือเค้กมะพร้าว ขนมชนิดนี้บ้านเราไม่เห็นมี เลยเห่อซื้อกันมากิน ทั้งนี้ เพราะที่โน่นนอกจากมีมะม่วงมากแล้ว ยังมีมะพร้าวเยอะอีก เขาเลยทำเค้กมะพร้าว เป็นที่ติดอกติดใจของคนเกษตรไทย ใครที่อ่านแล้วอยากรู้ว่ารสชาติของ
บูโก้ พายเป็นอย่างไร อาจไปลองฝากให้ใครซื้อมากินนะครับ แล้วจะรู้ว่าอร่อยสมกับที่คนต้องแห่ชื้อมาเป็นของฝากจริงหรือเปล่า

 

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 7 กุมภาพันธ์ 2562

Published March 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393791

ซอกแซกอาเซียน : 7 กุมภาพันธ์ 2562

ซอกแซกอาเซียน : 7 กุมภาพันธ์ 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรื่องการไปทำพิธีส่งมอบข้าวสารของแอปเตอร์ให้ประเทศฟิลิปปินส์ ที่เมืองคาตามาน ที่เริ่มคุยไปในฉบับก่อน มีหลายคนอาจสงสัยว่า ระบบการแจกจ่ายต่อไปยังประชาชนเขาทำกันอย่างไร ก็ขอเล่าเพิ่มในฉบับนี้ครับ แต่เป็นเฉพาะเรื่องของประเทศฟิลิปปินส์ก่อนนะครับ

หน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสานงานกับแอปเตอร์ของประเทศฟิลิปปินส์ คือ National Food Authority หรือ เอ็นเอฟเอ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานตัวแทนประเทศฟิลิปปินส์ที่ผู้บริหารสูงสุดดำรงตำแหน่งสมาชิกของคณะมนตรีแอปเตอร์ด้วย ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของ เอ็นเอฟเอ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Administrator ความจริงเมื่อเทียบกันแล้ว ถือว่าใหญ่กว่าตำแหน่งอธิบดี และเป็นตำแหน่งที่ไม่ใช่ข้าราชการประจำ แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี มีฐานะเทียบเท่ารัฐมนตรีช่วยว่าการ

เจ้าหน้าที่ที่เป็นข้าราชการประจำจริงๆ เริ่มตั้งแต่ รอง หรือ Deputy Administrator ซึ่งมีอยู่ 2 ตำแหน่งด้วยกัน ดูๆ ไปก็เหมือนกับรัฐวิสาหกิจของไทย เช่น องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. ที่ผู้บริหารสูงสุดเป็นตำแหน่งไม่ถาวร เปลี่ยนไปตามการเมือง ส่วนตำแหน่งรอง กลับเป็นถาวร แต่กระนั้นตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจไทยไม่ได้เทียบถึงชั้นรัฐมนตรีช่วยว่าการ คงเป็นตำแหน่งที่เทียบเท่าหรือค่อนข้างต่ำกว่าอธิบดีเสียด้วยซ้ำ ซึ่งระบบเหล่านี้ก็ต่างกันไปในแต่ละประเทศ ผมคงจะได้กล่าวถึงในฉบับต่อๆ ไป ของประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่พบเห็นให้ท่านผู้อ่านได้ทราบไว้ด้วยครับ

หน่วยงาน เอ็นเอฟเอ ของฟิลิปปินส์ มีหน้าที่หลัก คือ ทำให้ประชาชนทั้งประเทศมีข้าวกินอย่างพอเพียง แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการปลูกข้าวนะครับ เพราะหน้าที่ส่งเสริมการปลูกข้าวเป็นของกระทรวงเกษตร ซึ่งใช้คำภาษาอังกฤษว่า Department of Agriculture ตามระบบของประเทศอเมริกา (ปกติระบบของไทยใช้คำว่า Ministry ตามอย่างประเทศอังกฤษ) แต่ เอ็นเอฟเอ ทำให้มีข้าวพอกินด้วยการเก็บสต็อกไว้ในโกดัง มีวิธีการ คือ (1) ซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาผู้ปลูกโดยตรง กับ (2) สั่งซื้อข้าวสารจากต่างประเทศ ถึงตรงนี้ขอพูดความประหลาดอย่างหนึ่งของอาเซียน คือ ทั้งสิบประเทศที่ประกอบเป็นอาเซียนนี้ เราเป็นทั้งประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งได้แก่ ประเทศไทยและเวียดนาม แต่ขณะเดียวกัน เราก็เป็นประเทศผู้ขาดแคลนและนำเข้าข้าวรายใหญ่ของโลกในขณะเดียวกัน ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ กับอินโดนีเซีย แต่ที่เหมือนกันทั้ง 10 ประเทศ คือ เราเป็นประเทศผู้บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักเหมือนกันทั้งหมด

ประเด็นนี้ จึงเป็นที่มาของคำถามอย่างหนึ่งที่ว่า แล้วพวกเราเป็นเพื่อนใกล้ชิดกัน อีกทั้งยังรวมกันเป็นหนึ่งเดียวมาตั้ง 50 ปี แล้ว เมื่อมีปัญหาที่สามารถช่วยกันได้ แล้วทำไมจึงไม่ช่วยกันก่อนที่จะไปช่วยคนอื่น ก็น่าคิดนะครับ เรื่องนี้ต่างคนต่างมุมมอง เพราะผลประโยชน์ของประเทศ อาจไม่ใช่ผลประโยชน์ของปัจเจกชน เนื่องจากบริษัท/โรงสีข้าวผู้ส่งออกก็อยากจะขายข้าวสร้างมรรคผลกำไรให้กับตนเอง ยิ่งต่างประเทศขาดแคลน ราคายิ่งดี ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงกลายเป็นเรื่องที่ขัดแย้งหรือตรงข้ามกันกับการช่วยเหลือเชิงมนุษยธรรมที่อาเซียนระดับประเทศพึงมี ปัญหาของการอยู่ร่วมกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงสรุปโดยนักพัฒนาตรงกันที่คำว่า “ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ trust” เป็นประการสำคัญ

ว่าจะพูดถึงระบบแจกจ่ายข้าวของแอปเตอร์ของฟิลิปปินส์ กลับเถลไปไกล กลับมาต่อที่ว่า เอ็นเอฟเอ นอกจากจะทำให้ข้าวมีพอกินแล้ว ยังต้องทำหน้าที่ทำให้ข้าวมีราคาจำหน่ายที่คนสามารถหาซื้อได้ด้วย นั่นหมายถึง เอ็นเอฟเอ จะต้องทำหน้าที่จำหน่ายข้าวสารในราคาต่ำกว่าที่เอกชนจำหน่ายเพื่อถ่วงดุลหรือดึงราคาข้าวในท้องตลาดไม่ให้สูงเกินไป ระบบแบบ เอ็นเอฟเอ นี้ในประเทศอาเซียนที่ขาดแคลนข้าวจะมีคล้ายๆ กัน เช่นในประเทศอินโดนีเซียมีหน่วยงานชื่อว่า Indonesian Bureau of Logistics (BULOG) ส่วนในมาเลเซีย ชื่อว่า Padiberas Nasional Berhad หรือ BERNAS แต่สำหรับประเทศผู้ผลิตข้าวเหลือกินจะไม่มีหน่วยงานลักษณะนี้ ก็ถือเป็นโชคของประเทศไทยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 31 มกราคม 2562

Published January 31, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392247

x

ซอกแซกอาเซียน : 31 มกราคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อช่วงที่กระผมเข้าทำงานเป็นผู้จัดการทั่วไปของแอปเตอร์ใหม่ๆ กลางปี 2559 ได้มีโอกาสรับเชิญจากประเทศฟิลิปปินส์ให้ไปร่วมงานส่งมอบข้าว ซึ่งได้รับบริจาคมาจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 240 ตัน ที่เกาะซามาร์ ทางตอนกลางของประเทศ การเดินทางจากกรุงมะนิลา ไปยังเกาะดังกล่าว ต้องใช้เครื่องบิน ซึ่งใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง จุดที่ตั้งสถานที่ทำพิธีส่งมอบ อยู่ที่เมืองคาตามาน เป็นเมืองหลวงของจังหวัดซามาร์เหนือ พูดถึงการแบ่งแยกเขตปกครองของประเทศฟิลิปปินส์ กระผมรู้สึกว่าจะมีความเป็นระบบมาก เพราะมีการแบ่งเขตออกเป็นภูมิภาค หรือ Region แต่ละภูมิภาคจะมีขนาดเท่าๆ กัน มีจำนวนจังหวัดเกือบเท่าๆ กัน และทุกกระทรวง ทบวง กรมก็ยึดถือระบบการแบ่งภูมิภาคเหมือนกัน

ประเด็นนี้ มีความแตกต่างจากประเทศไทยเรามากทีเดียว เพราะการแบ่งภูมิภาค หรือภาคบ้านเรา แต่ละกระทรวง หรือ กรม แบ่งไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น กรมส่งเสริมการเกษตร มีการแบ่งภูมิภาคที่เรียกว่า เขต ออกเป็น 6 เขต กล่าวง่ายๆ คือ เหนือ อีสาน กลาง ออก ตก ใต้ ขณะที่ของกรมอุตุนิยมวิทยา จะแบ่งไปอีกอย่างหนึ่งคือ มี 7 ภูมิภาค ได้แก่ เหนือ อีสาน กลาง ออก ใต้ฝั่งตะวันออก ใต้ฝั่งตะวันตก และกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่วนของกระทรวงมหาดไทย ก็มีการแบ่งออกเป็น 4 ภูมิภาค คือ เหนือ อีสาน กลาง และใต้ อย่างนี้เป็นต้น

ในประเทศฟิลิปปินส์ แต่ละภูมิภาคก็จะแยกเป็นจังหวัดต่างๆ ชื่อจังหวัดถ้าเป็นบ้านเราก็จะมีชื่อต่างกันไปอย่างชัดเจน แต่ของเขาส่วนหนึ่งใช้วิธีง่ายๆ ชื่อเดียวแต่ต่อท้ายหรือขึ้นต้นด้วยทิศ เช่น ในภูมิภาคซามาร์ที่ไปกันนี้แบ่งออกเป็น 3 จังหวัด ประกอบด้วย ซามาร์เหนือ ซามาร์ตะวันออก และซามาร์ตะวันตก ถึงตรงนี้กระผมก็นึกถึงประเทศไทยตอนที่มีคนพูดว่า โคราช หรือจังหวัดนครราชสีมา มีอาณาบริเวณใหญ่มาก น่าจะแยกเป็นจังหวัดย่อยได้ ชาวโคราชบางส่วนคัดค้านไม่ให้แยก เหตุผลเพราะทุกคนที่อาศัยในโคราชต่างก็เป็นลูกหลานย่าโมกันทั้งนั้น หากแยกออกไป จะไม่ได้เป็นลูกหลานย่าโมอีก ปรากฏว่าหาวิธีแก้กันไม่ได้ จังหวัดนครราชสีมาก็แยกไม่ได้สักที ขณะที่จังหวัดอื่นๆ ที่ใหญ่ๆ แยกกันไปหมดแล้ว เช่น อุบลราชธานี แยกออกเป็นจังหวัดยโสธร กับจังหวัดอำนาจเจริญ ความจริงถ้าเอาแนวทางเหมือนฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่ในประเทศอเมริกาก็ใช้กัน คือ แยกโคราชเป็นจังหวัดนครราชสีมาเหนือ กับจังหวัดนครราชสีมาใต้ หรือจะเพิ่ม ออก ตก อีกก็น่าจะพอรับได้ ดีไหมครับวิธีนี้ เพราะคนโคราชทุกคนยังสามารถเป็นลูกหลานย่าโมกันต่อไปได้เหมือนเดิม

การจัดงานส่งมอบข้าว กระทำขึ้นเป็นพิธีการหลังจากที่คณะมนตรีแอปเตอร์อนุมัติคำร้องขอของประเทศฟิลิปปินส์ในการระบายข้าวที่เก็บสำรองไว้ล่วงหน้าเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ เท่ากับว่าเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ข้าวที่เดิมเป็นเจ้าของร่วมกันทั้ง 13 ประเทศ ให้ไปเป็นของประเทศผู้รับบริจาคข้าว ในที่นี้ หมายถึงประเทศฟิลิปปินส์ โดยในพิธีครั้งนี้ก็จะมีผู้แทนจากประเทศผู้บริจาค คือ ญี่ปุ่น ผู้แทนประเทศผู้รับ คือ ฟิลิปปินส์ และที่ขาดไม่ได้คือสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ในฐานะผู้ประสานงานกลาง สำหรับประเทศญี่ปุ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้คือ Crop Production Bureau ซึ่งเป็นกรมกรมหนึ่งภายใต้กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และการประมง ส่วนประเทศผู้รับ คือ ฟิลิปปินส์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ National Food Authority (NFA) อันโด่งดัง ปรากฏว่าผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานเหล่านี้ ต่างก็มาเข้าร่วมงานอย่างครบครัน รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของท้องถิ่น ทำให้พวกเราที่ทำงานในสำนักเลขานุการแอปเตอร์ต่างรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี ผมเพิ่งเข้ามาอยู่ในแวดวงระหว่างชาติแบบนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต แม้ว่าจะพอมีประสบการณ์มามากพอสมควรเกี่ยวกับการต่างประเทศ แต่ก็ถือเป็นความรู้สึกใหม่ ด้วยเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยพิธีการ หรือ Protocol อยู่บ้าง แม้ว่าจะไม่เต็มรูปแบบเหมือนทำงานในกระทรวงต่างประเทศ และที่รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมากคือ ผู้บริหารระดับสูงของประเทศเหล่านี้ต่างให้เกียรติพวกเราเป็นอย่างมาก ต้อนรับขับสู้ที่แสนประทับใจ ซึ่งในตอนต่อๆ ไป คงมีรายละเอียดมาเล่าเพิ่มเติมครับ สวัสดีครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 24 มกราคม 2562

Published January 31, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390699

ซอกแซกอาเซียน : 24 มกราคม 2562

ซอกแซกอาเซียน : 24 มกราคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การช่วยเหลือข้าวเพื่อบริโภคของแอปเตอร์ในรูปแบบที่ 3 คือ แจกฟรีนั้น เจตนารมณ์ คือ เพื่อสงเคราะห์คนยากจนด้านมนุษยธรรม ดังนั้น ประเทศผู้ได้รับประโยชน์ก็ชอบที่จะต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าขนข้าวขึ้นจากเรือ ค่าธรรมเนียมภาครัฐ การขนส่ง ค่าเก็บรักษา รวมทั้งค่าใช่จ่ายอื่นทุกชนิดที่เกิดขึ้นประเด็นก็มีว่า ถ้าประเทศผู้รับเป็นประเทศยากจน ไหนจะต้องโดนภัยพิบัติทำลาย ต้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ก็ย่อมจะเกิดปัญหาขาดแคลนค่าใช้จ่ายได้ ปัญหาเรื่องนี้ ความจริง เท่าที่ได้มีการดำเนินงานมาจนถึงปัจจุบันยังไม่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาเรามีประเทศผู้บริจาคข้าวที่ร่ำรวยและใจดี อย่างญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ คือ นอกจากจะบริจาคข้าวสารแล้ว เขายังบริจาคเงินค่าใช้จ่ายที่ว่านั้นให้เพิ่มอีก เลยทำให้ประเทศผู้รับบริจาคสามารถมีเงินค่าขนส่ง ค่าเก็บรักษา ค่าดูแลรักษาคุณภาพข้าวสาร ค่าแจกจ่ายข้าว รวมทั้งการใช้จ่ายของเจ้าหน้าที่ดำเนินงานอีก ก็หมดปัญหาไปได้

แต่อย่างไรก็ดี หากการบริจาคข้าวสาร ไม่มีการบริจาคเงินเพิ่มเติมดังกล่าว รวมทั้งไม่สามารถหาเงินช่วยเหลือจากแหล่งอื่นได้ ระเบียบแอปเตอร์ได้หาทางออกไว้ 2 ประการ คือ ประการที่ 1 ก็ให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ออกเงินให้แทน แต่ถ้าหากมาขอที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์แล้วยังไม่มีอีก ก็ต้องใช้ประการที่ 2 คือ ให้แปลงข้าวที่บริจาคนั้นบางส่วนเป็นเงินค่าใช้จ่าย หรือพูดง่ายๆ คืออนุญาตให้นำข้าวบางส่วนออกขาย เพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งอีกนั่นแหละ ปรากฏว่าทางออกทั้ง 2 ประการ ถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีการนำมาใช้เลย เนื่องจากมีผู้บริจาคใจดีดังได้กล่าวมาแล้ว อาจมีอยู่บ้างที่ประเทศผู้รับบริจาค สอบถามการสนับสนุนด้านการเงินจากสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ทางแก้วิธีนี้ ขอบอกเลยว่าเป็นไปได้ยาก เพราะทุกวันนี้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็มีเงินทุนค่อนข้างจำกัด แต่ละปีได้รับบริจาคมาเพื่อเฉพาะเป็นค่าใช้จ่ายในสำนักงานเท่านั้น คงไม่มีเหลือพอที่จะให้การสนับสนุนได้

ข้าวสารที่บริจาคล่วงหน้าและนำไปเก็บไว้ในประเทศหนึ่งๆ นั้น ก็มีระยะเวลาสิ้นสุดการเก็บรักษาเหมือนกัน ทั้งนี้ เพราะข้าวสารมีคุณสมบัติเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาได้ ดังนั้น ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างผู้ให้และผู้รับว่า ระหว่างที่เก็บรักษาไว้นั้น หากไม่มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นถึงขั้นที่จะต้องนำข้าวไปแจกจ่ายแล้ว ส่วนมากจะเก็บไว้ไม่เกิน 12 เดือน ถ้าหากเกิน 12 เดือน ประเทศผู้เก็บรักษาไว้ย่อมสามารถขออนุมัติจากคณะมนตรีแอปเตอร์ เพื่อนำข้าวไปแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ยากจน แม้จะไม่เกิดภัยธรรมชาติเลย

ผลงานของแอปเตอร์ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2556 ที่แอปเตอร์เริ่มมีกิจกรรมดำเนินงาน มีการบริจาคข้าวสารช่วยเหลือตามรูปแบบที่ 3 นี้ ทั้งแบบช่วยเหลือหลังเกิดภัยพิบัติ และที่ขอไปเก็บสำรองไว้ล่วงหน้า ปริมาณรวมทั้งสิ้น 23,670 ตัน โดยมีประเทศผู้รับบริจาค ได้แก่ ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม ของประเทศไทยเราก็เคยได้รับการบริจาคช่วงก่อนหน้านั้น สมัยน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ซึ่งตอนนั้นแอปเตอร์กำลังเตรียมการแปลงร่างจาก East Asia Emergency Rice Reserve (EAERR) ที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว

ได้รู้จักหน้าตาของแอปเตอร์แบบคร่าวๆ แล้วนะครับ ในตอนต่อๆ ไป กระผมก็จะได้นำเอาเรื่องราว เหตุการณ์ที่ได้ไปพบปะมาด้วยตนเอง ขณะที่เดินทางไปปฏิบัติการตรวจสอบ ส่งมอบ และแจกจ่ายข้าวสารในประเทศต่างๆ มาเล่าให้ฟัง ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเขียนเล่าสิ่งที่พบเห็นนอกเหนือไปจากภารกิจข้างต้น รวมทั้งอาจเสริมไปด้วยความคิดเห็นต่างๆ บ้าง เท่าที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศและสังคมไทยครับ สวัสดีครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

%d bloggers like this: