ซอกแซกอาเซียน

All posts tagged ซอกแซกอาเซียน

ซอกแซกอาเซียน : 16 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 16, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466438

ซอกแซกอาเซียน : 16 มกราคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 16 มกราคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สองฉบับที่แล้วผมเล่าเรื่องประเทศบรูไนดารุสซาลาม ไปแบบสั้นๆ และเรียบร้อยๆ ให้สมกับบรรยากาศของประเทศที่มีความสงบร่มเย็น ไม่มีอะไรตึงตังโลดโผน ครานี้จะข้ามไปแบบประเภทตรงกันข้ามบ้างครับ เพราะหลังจากการประชุมที่บรูไน คณะแอปเตอร์ก็ได้รับเชิญไปร่วมงานส่งมอบข้าวที่ประเทศฟิลิปปินส์อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เป็นรายการที่ต้องเดินทางขึ้นไปทางภาคเหนือของประเทศซึ่งเป็นครั้งแรกเช่นกันที่ผมได้มีโอกาสไปสมัยยี่สิบปีก่อน ผมเคยไปเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ที่ศูนย์ฝึกอบรมแห่งหนึ่งแถวๆ มหาวิทยาลัยเซ็นทรัลลูซอน เมืองนูเอวาเอซีฮา และเคยไปทริปที่เมืองท่องเที่ยวดัง คือ บาเกียว ก็เท่านั้น เพราะที่นั่นเดินทางขึ้นเหนือจากมะนิลาไปไม่เท่าไหร่ แต่ครั้งนี้เดินทางโดยเครื่องบินไปประมาณชั่วโมงหนึ่ง ซึ่งถือว่าไกลพอสมควร ไปลงที่จังหวัดอิโลคอส นอร์เต ติดชายฝั่งทะเลทิศตะวันตกของเกาะลูซอนครับ

การเดินทางไปฟิลิปปินส์ที่ผ่านๆ มาคณะเราก็มักจะใช้บริการของการบินไทย แต่คราวนี้ เนื่องจากเวลาต่อเครื่องไม่ค่อยจะลงตัวกันนัก กล่าวคือ ถ้าไปการบินไทย ต้องไปรออีกนานมากที่สนามบิน หากแต่ที่พอดีเวลามากกว่า คือต้องไปสายการบินของประเทศฟิลิปปินส์ คือ เซบู แปซิฟิก ก็เลยไม่มีโอกาสสนับสนุนการบินไทยรักคุณเท่าฟ้า เหมือนอย่างเคย แต่กระนั้น ด้วยเวลาต่อเครื่องที่เผื่อไม่มากนี้ กลับทำให้พวกเราเหน็ดเหนื่อยและตื่นเต้นมากขึ้นอย่างที่ไม่น่าจะเป็นเลย เรื่องของเรื่อง คือ สนามบินกรุงมะนิลา ที่ชื่อนินอย อาคิโน นั้น เขามีอยู่ถึง 4 เทอร์มินัล แต่ทั้ง 4 เทอร์มินัลนั้น ก็ใช้รันเวย์ร่วมกัน หมายถึงว่าทุกเทอร์มินัลจะอยู่ในละแวกเดียวกันระยะทางไม่เกิน 1-4 กิโลเมตร

ผมจำได้ว่าสายการบินเซบู แปซิฟิก จากกรุงเทพฯ ที่ไปวันนั้นต้องไปลงที่เทอร์มินัล 3 ส่วนเครื่องบินภายในประเทศที่พวกเราต้องไปต่ออีกจะออกที่เทอร์มินัล 2 ความจริงดูจากตัวเลข เทอร์มินัลก็น่าจะอยู่ติดกัน และด้วยความที่พวกเราจะประหยัดเงิน แอปเตอร์ แทนที่จะใช้บริการแท็กซี่เดินทางระหว่างเทอร์มินัล อีกทั้งเพราะมีเวลาเหลือเฟือ เรากลับเลือกใช้ชัทเทิลบัส ซึ่งน่าจะเป็นบริการของทางสนามบิน ทีนี่หละเรื่องที่น่าตื่นเต้นและน่าจดจำไว้เตือนผู้อ่านที่เคารพก็บังเกิดขึ้น เพราะเจ้ารถชัทเทิลบัสนั้นน่ะเขาวิ่งตามตัวเลข จากเทอร์มินัล 3 ที่เราขึ้น เขาจะวิ่งไปเทอร์มินัล 4 จาก 4 เขาจะไป 1 และจาก 1 เขาถึงจะไป 2 ซึ่งก็น่าจะถูกต้องแล้ว แต่ที่โชคร้าย คือ รถชัทเทิลบัสเดินทางได้ช้ามากๆ เพราะต้องฝ่าจราจรรถติดมโหฬาร แถมยังจอดนิ่งอยู่นานที่จุดหนึ่ง แต่คนผู้โดยสารก็นั่งกันรอเต็มอยู่มนรถ ทราบหลังจากผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงว่ารถเสีย ต้องรอคันใหม่มาเปลี่ยน สรุปแล้ว จากเวลาที่เราขึ้นรถที่จุดแรก ไปจนถึงจุดลงรถ ใช้เวลาไปทั้งหมด 3 ชั่วโมง ฉิวเฉียดที่จะตกเครื่องไฟลท์ต่อไปเลยนะ สรุปแล้วพวกเราไม่ต้องเบื่อไปนั่งรอนานในสนามบินเลย เพราะใช้เวลาอยู่บนรถบัสแทน ก็เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังนะครับ เผื่อใครไปโอกาสหน้าจะได้เตรียมการหลีกเลี่ยงปัญหานี้ครับ

เครื่องบินภายในประเทศเราแตะรันเวย์เมืองอีโลคอส นอร์เต ก็ค่ำมืดพอดี คุณจูดี้ ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด ของหน่วยงานเอ็นเอฟเอ พร้อมคณะที่หน้าตาคุ้นเคยอย่างดีมาต้อนรับพวกเราที่สนามบิน พร้อมคล้องพวงมาลัยให้กับทุกคน นับเป็นความกรุณาของท่านจริงๆ ที่ให้เกียรติพวกเราอย่างมากและสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปลง จากนั้นก็พาเราขึ้นรถขบวนใหญ่ แถมยังมีรถมอเตอร์ไซค์ตำรวจนำเปิดไซเรนตลอดทางให้อีก เข้าไปในเมืองอีโลคอสนอร์เต เพื่อพาเราไปยังที่พัก ถึงโรงแรมที่พัก ซึ่งเป็นแบบบูติก มุงแฝกหรืออะไรไม่ทราบ ดูน่าพักทีเดียว

พวกเรารับประทานอาหารเย็น ที่ห้องอาหารของโรงแรมนั้นเอง ซึ่งเขาได้จัดไว้อย่างดี เป็นอาหารของฟิลิปปินส์ และก็มีเจ้าหน้าที่ทางการของประเทศฟิลิปปินส์ทั้งจาก เอ็นเอฟเอ และจากกระทรวงสวัสดิการและพัฒนาสังคม ซึ่งเป็นฝ่ายแจกจ่ายข้าวมาร่วมนั่งรับประทานด้วย คณะเรารับประทานอาหารกันโดยใช้เวลาพอสมควร ไม่ดึกมากนัก เพราะพรุ่งนี้ต้องมีภารกิจสำคัญ คือพิธีการส่งมอบและแจกจ่ายข้าว ในศาลาว่าการของเมือง และอีกอย่างก็เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางกันมาพอสมควร ก็เลยกลับไปพักผ่อน ซึ่งนับแต่เช้ายันดึกวันและคืนเดียวกันเราอยู่ 2 ประเทศ แถมยังเดินทางต่อเข้าไปในจุดที่ไกลแสนไกลอีก เป็นสภาพของผมและทีมงานแอปเตอร์พบเจอกันอยู่ประจำครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 9 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 9, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464962

ซอกแซกอาเซียน : 9 มกราคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 9 มกราคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การประชุมรัฐมนตรีเกษตร ป่าไม้ และประมงของอาเซียนและอาเซียนบวกสาม ทุกครั้ง ก่อนการประชุม 1-2 วันก็จะมีการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงเกษตรฯ ด้วย ที่เรียกสั้นๆ ว่าการประชุม PREP-SOM ผมได้เคยเล่าไปแล้วว่า เจ้าหน้าที่อาวุโสในที่นี้ คือ ระดับข้าราชการประจำที่สูงสุดของกระทรวง อย่างในกรณีของประเทศไทย คือ ท่านปลัดกระทรวงครับ แต่ในทางปฏิบัติอาจมีการมอบหมายให้รองปลัดฯ หรือ อธิบดี หรือแม้แต่ผู้ตรวจราชการ ไปประชุมแทน การประชุม PREP-SOM ก็เพื่อเตรียมวาระต่างๆ สำหรับนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีที่จะตามมาติดๆ อันนี้ก็เคยเล่าไปแล้วครับ

การเดินทางจากโรงแรมที่พักไปโรงแรมที่จัดประชุมก็ราวๆ เพียง 15 นาที เพราะรถยนต์วิ่งได้คล่องตัวมาก ห้องประชุมของโรงแรมหันหน้าลงสู่ทะเลอันสวยงามและเงียบสงบมาก พวกเราหลังจากลงทะเบียนแล้วก็เข้าร่วมในพิธีเปิดการประชุม ซึ่งก็เป็นพิธีการง่ายๆ กล่าวเปิดกันเล็กน้อย เสร็จแล้วก็เบรกกินกาแฟและของว่างกัน จากนั้นที่ประชุมก็ว่าการต่อเป็นวาระๆ ไปเท่าที่เตรียมกันมา แต่พวกเราไม่ได้เข้าประชุมด้วย เพราะถือเป็นเพียงหน่วยปฏิบัติ เข้าได้เฉพาะตอนมีเรื่องที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องนั่ง สแตนด์บายกันอยู่ในห้องรับแขกข้างๆ ระหว่างที่นั่งก็อีกครั้งที่ได้เจอะเจอกับท่านผู้อำนวยการใหญ่ของสถาบันวิจัยข้าวระหว่างชาติ หรือ IRRI ที่เราเคยเจอมาเกือบทุกครั้ง ก็ได้ทักทายกันตามมารยาทครับ แล้วก็แยกกันนั่งรอกันต่อไปจนกว่าจะถูกเรียก การประชุม PREP-SOM ตามแผนกำหนดไว้ 2 วัน แต่ที่บรูไนดารุสซาลามไม่รู้เข้าประชุมกันอย่างไร เร็วมาก พอเวลาเที่ยงทุกคนหยุดพักไปรับประทานอาหาร ก็ได้ข่าวล่ามาเร็วว่า วันนี้การประชุมคงเสร็จในเวลาเย็น ถ้าเป็นอย่างนี้ พรุ่งนี้ก็หมายถึงไม่มีอะไรแล้วสินะ ในใจหรือในหัวของทุกคน รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรฯไทย ต่างคิดกันว่าคงจะต้องมีกิจกรรมอะไรสักอย่าง ไม่งั้นคงเบื่อแย่เลย ซึ่งในที่สุดก็เป็นเรื่องนอกแผนที่เจ้าภาพผู้จัด คือ ประเทศบรูไนจะต้องรับเอาไปพิจารณาดำเนินการ คือ ต้องพาคณะทั้งหมดไปทริปชมเมืองหลวงของบรูไน ซึ่งนับจากวันก่อนที่มาถึง เรายังไม่ได้ไปถึงกันเลย เพราะที่พักหรือที่ประชุม ตั้งอยู่ออกมานอกเมือง ต้องขอบคุณคณะเจ้าภาพที่ได้ให้การอนุเคราะห์ตามที่ขอร้องอย่างดี

เย็นวันแรก หลังจากประชุมเสร็จ ในฐานะที่เป็นข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เก่าของผม ทีมงานกระทรวงเกษตรฯ ไทยที่ไปประชุมเขาก็ยังมีน้ำจิตน้ำใจไม่ทอดทิ้งคนเกษียณแล้วอย่างผม ได้เชิญผมและทีมแอปเตอร์ไปร่วมรับประทานอาหารเย็นกัน ก็ต้องขอบคุณน้องๆ ชาวกระทรวงเกษตรฯ ทุกคนที่นำโดยท่านรองปลัดพิศาล ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

รุ่งเช้าทางการบรูไน ก็ใช้รถบัสรับพวกเราที่เป็นคนไทย นั่งไปที่ยวในเมืองบันดาร์เสรีเบกาวัน ซึ่งก็ใช้เวลาเดินทางไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น เพราะรถวิ่งโดยไม่มีติดขัดเลยเมืองหลวงของบรูไนฯ ไม่ใช่เมืองใหญ่ที่มีตึกรามบ้านช่องแน่นสูง เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีพลเมืองอยู่กันอย่างหลวมๆ รถราก็ไม่ขวักไขว่ ในโอกาสที่ผมเคยไปเป็นครั้งแรก ก็ตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย จุดที่น่าสนใจ คือ สุเหร่าหลังคาทองคำ ที่ใครไปจะต้องไปเยี่ยมชมให้ได้ ถือเป็นไฮไลท์ของเมืองนี้ครับ ตั้งอยู่ในเมืองนั้นแหละเดินไปมานิดเดียวระหว่างศูนย์การค้าในเมือง และอีกจุดคือพระราชวังสุลต่านที่อยู่ไกลออกไปอีกนิด ตรงใจกลางเมืองมีทะเลน้ำจืด เป็นตลาดน้ำให้คนเดินชมสินค้าประเภทพื้นเมืองได้ แต่เราไม่มีเวลาเดินไป เพราะมัวไปเสียเวลาในห้างใหญ่ เพื่อซื้อของที่ระลึกกัน ทริปการไปบรูไน นี้ดูเหมือนจะเป็นทริปประเภทรวบรัด เพราะแม้จะอยู่หลายคืน แต่ก็ไม่ได้ไปที่ไหนมากมาย มีคืนหนึ่งที่จัดเลี้ยงรับรองใหญ่ เจ้าภาพก็พาไปรับประมานอาหารค่ำที่ห้องรับรองขนาดใหญ่ในเมือง ก็ไม่มีพิธีอะไรมาก ท่านปลัดกระทรวงเกษตรของบรูไน ขึ้นมากล่าวนิดเดียวก็จบ นั่งกินอาหารกันเพียงไม่เกิน 2 ชั่วโมง ก็เสร็จเดินทางกลับโรงแรม เรื่องเหล้ายาปลาปิ้งสำหรับประเทศนี้เขาไม่มีวางขาย หรือไม่มีให้นั่งดื่มในร้านนะครับ เพราะเป็นข้อห้าม ดังนั้น งานเลี้ยงของเขาก็จะเป็นไปแบบเรียบง่าย ซึ่งก็เป็นบรรยากาศที่น่าสัมผัสไปอีกแบบครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 26 ธันวาคม 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 26, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462536

ซอกแซกอาเซียน : 26 ธันวาคม 2562

ซอกแซกอาเซียน : 26 ธันวาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมเขียนซอกแซกอาเซียน มาเพลินๆ เผลอแป๊บเดียวครบหนึ่งปีพอดีเลยครับ วันเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วจนยากที่จะหาคำใดมาอธิบาย ใครที่เคยอ่านหนังสือสมัยก่อนเรื่องกามนิตวาสิฏฐี มีคำเปรียบเปรยอะไรๆ ที่เกิดขึ้นหรือดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ด้วยคำว่า “รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม”ทั้งนี้ เพราะว่าผมเริ่มเขียนและส่งพิมพ์คอลัมน์ซอกแซกอาเซียนฉบับแรกในช่วงต้นเดือนมกราคม 2562 เขียนต่อเนื่องมาทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันพฤหัสบดี จนจะครบปีไปแล้ว นับว่าเป็นการเขียนหนังสือที่ยาวมากของผมเป็นครั้งแรก ขณะที่ช่วงแรกๆ ก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่า เราไม่ใช่นักเขียนอาชีพ จะมีอะไรไปเขียนส่งเขาหนอ แต่ก็กระเสือกกระสนมาได้ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงจะสร้างความเพลิดเพลินและสาระความรู้เกี่ยวกับประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสามให้กับท่านผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อยครับ ที่ผ่านมามีแฟนคลับซึ่งเป็นคนรู้จักกันแนะนำผมว่าควรจะจัดพิมพ์รวมเล่มวางจำหน่ายเสียเถอะ แต่ผมก็ลังเลอยู่ว่า หนึ่ง ต้องหาทุนในการจัดพิมพ์ กับ สอง เมื่อวางจำหน่ายจะได้ทุนคืนไหม นับเป็นความลังเลที่ควรลังเลอยู่ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อสอง

หนึ่งปีที่ผ่านมา การเดินทางของผมซอกแซกเข้าไปในพื้นที่หรือชุมชนในประเทศสมาชิกต่างๆ มากมายและบ่อยครั้งทีเดียวที่เป็นดินแดนซึ่งปกติคงจะไม่มีโอกาสได้เดินทางไปอย่างแน่นอน อย่างเช่น ในประเทศเมียนมา ได้แก่ เขตพื้นที่ที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำอิระวดี ในรัฐคะฉิ่น เขตอพยพลี้ภัยของชาวเบงกาลี หรือ โรฮีนจา ในรัฐยะไข่ (ที่ต้องนั่งเรือเข้าไปครึ่งค่อนวัน) ล่าสุดคือเขตป่าเขาลำเนาไพรในรัฐกะยา ส่วนในประเทศฟิลิปปินส์ ได้แก่ เขตเมืองมาราวี ที่เกิดการสู้รบกับกลุ่มกบฏอาบูไซยาฟและกลุ่มกบฏเมาเตบนเกาะมินดาเนา หรืออีกแห่งคือจังหวัดอิโลกอส นอร์เต ที่เป็นบ้านเกิดของอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส หรือแม้แต่เกาะปาละวัน ที่มีถ้ำใต้ทะเลที่สวยงามระดับโลก ส่วนในประเทศ สปป.ลาว ที่ได้มีโอกาสข้ามห้วยข้ามเขาไปนอนที่เมืองอัตตะปือ เป็นต้น อย่างไรก็ดีการเดินทางของผมก็คงยังไม่สิ้นสุด ตราบใดที่ยังทำงานอยู่ที่แอปเตอร์ และก็คงจะมีวัตถุดิบนำมาเสนอให้แก่ท่านผู้อ่านต่อๆ ไปในอนาคตอย่างไม่รู้จบนะครับ

ความจริงเนื้อหาหรือแง่มุมในการเขียนของผมที่ได้จากการไปทำงานนั้นมีมากมาย ครอบคลุมถึงเรื่องสังคมวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนด้านการเมือง การพัฒนาประเทศ หรือแม้แต่ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ส่วนมากผมจะละเว้นไม่นำมากล่าวในบางประเด็น เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องใคร่ครวญใช้ความระมัดระวังอย่างสูง ไม่งั้นอาจก่อให้เกิดผลเชิงลบได้ แต่กระนั้น บางครั้งก็มีการเขียนประเภทกลอนพาไป เมามันในอารมณ์มากเกินไป จึงอาจหลุดๆ ไปบ้าง โชคดีครับที่ในที่ทำงานผมมีน้องเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเขาช่วยอ่านกรองเรื่องก่อนส่งพิมพ์อีกที ด้วยความที่น้องเขาเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมา บางทีผมเขียนแรงไป หรือหมิ่นเหม่ในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เธอก็จะขอให้ปรับปรุงหรือตัดออก ผมเลยโชคดีที่ไม่ต้องเสี่ยงต่อการวิพากษ์วิจารณ์นอกจากนี้ ท่านเจ้าของหน้าหนังสือพิมพ์ที่อนุญาตให้ผมลงบทความบางครั้งแวะเวียนมาคุยกับผม บอกยืนยันว่า เขียนลักษณะแบบนี้ สบายใจ เพราะคงไม่ถูกเพ่งเล็งฟ้องร้องแน่ๆ ก็ต้องขอบคุณน้องเจ้าหน้าที่แอปเตอร์และท่านเจ้าของหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยครับ

และก่อนที่ผมจะนำเสนอข้อมูลเนื้อหาสำหรับบทความในปีหน้า พ.ศ. 2563 ในวาระอันเป็นฤกษ์งามยามดีก่อนสิ้นปีเช่นนี้ ผมก็ต้องขออนุญาตส่งท้ายปีเก่า 2562 ด้วยการอวยพรท่านผู้อ่านทุกท่านสักเล็กน้อยตามประเพณีอันดีงามของไทยเรา กล่าวคือ ผมและสมาชิกชาวแอปเตอร์ หรือ องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสามทุกคน ที่ปัจจุบันได้รับการอนุเคราะห์จากรัฐบาลไทย ให้ใช้อาคารของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เกษตรกลางบางเขน เป็นสถานที่ทำงาน ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงช่วยคุ้มครองปกป้องรักษา อำนวยดลบันดาลความผาสุกสมทั้งกายาและจิตใจ แม้นประกอบกิจการใดๆ ขอให้บรรลุซึ่งความสำเร็จวิวัฒนาการ ลาภ ยศ ศฤงคาร สมบูรณ์พูนผลหายทุกข์หายโศกหายจากโรคภัยในบัดดล ศุภมิ่งมงคลชื่อเสียงเอิกเกริกเกริกไกร ตลอดศรีปีใหม่ 2563 เทอญ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 19 ธันวาคม 2562

Published December 19, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461082

ซอกแซกอาเซียน : 19 ธันวาคม 2562

ซอกแซกอาเซียน : 19 ธันวาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อต้นเดือนที่แล้ว ผมได้รับเชิญจากกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ สปป.ลาว ให้ไปร่วมพิธีส่งมอบข้าวและแจกจ่ายแก่ประชาชนผู้ประสบภัยพายุไต้ฝุ่นโพดุล ในแถบตอนใต้ของประเทศสปป.ลาว ท่านผู้อ่านคงจำได้นะครับว่าพายุลูกนี้ เป็นลูกเดียวกันกับที่ถล่มประเทศไทยเราจนน้ำท่วมหนักในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง ที่มีคนบอกว่าในรอบห้าสิบปีเพิ่งเคยเจอ จนมีดาราดังออกมาระดมเงินบริจาคช่วยเหลือประชาชนนั่นแหละ ที่ สปป.ลาวก็ประสบกับปัญหาน้ำท่วมหนัก เนื่องจากเป็นเส้นทางพายุลูกเดียวกัน และแขวงที่ผมไปร่วมงานนั้นก็คือ แขวงสาละวัน ซึ่งตั้งอยู่ติดกับแขวงจำปาสัก และแขวงอัตตะปือ ดังนั้น การเดินทางไปร่วมงานของผมก็ใช้วิธีไปทางลัด กล่าวคือ แทนที่จะขึ้นไปเวียงจันทน์และลงมาใต้ ก็ใช้วิธีเหมือนที่เคยไปอัตตะปือครั้งก่อน คือ ขึ้นเครื่องบินไปลงอุบลราชธานี แล้วต่อรถแท็กซี่ไปด่านช่องเม็ก ชายแดนไทยลาว จากนั้น ทางกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมของ สปป.ลาวก็ส่งรถตู้มารับเดินทางต่อไปครับ

ตอนแรกผมเข้าใจว่าเราจะต้องเดินทางไปเมืองหลวงของแขวงสาละวัน ซึ่งดูในแผนที่แล้วระยะทางจากเมืองปากเซเดินทางเข้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือลึกเข้าไปไม่ต่างจากเมืองอัตตะปือที่เคยไป นั่นหมายถึงต้องใช้เวลาเดินทาง 3-4 ชั่วโมง เพราะเป็นทางวกวนไปตามภูเขา แต่เอาเข้าจริง เมืองที่เขาจัดพิธีการส่งมอบข้าว กลับเป็นเพียงอำเภอหนึ่งของแขวงสาละวัน ที่ภาษาลาวเรียกว่า “เมือง” คือ เมืองโขงเซโดน ซึ่งตั้งอยู่บนถนนหลักหมายเลข 13 ที่เป็นถนนเส้นเดียวเชื่อมนครหลวงเวียงจันทน์เลียบแม่น้ำโขงลงมาทางใต้ของประเทศ นั่นหมายถึงเขตพื้นที่แขวงสาละวันก็อยู่ติดชิดชายแดนไทยโดยมีแม่น้ำโขงเป็นเขตกั้น และถ้าเดินทางข้ามภูเขาจากเมืองโขงเซโดน มาทางทิศตะวันตกหรือชายแดนไทยจุดตรงข้ามเขตแดนแม่น้ำโขงก็คือแถวๆ ผาแต้ม อำเภอโขงเจียมนั่นเองครับ ตอนกินข้าวกลางวันหลังพิธีการเสร็จ ท่านนายอำเภอ (หรือเจ้าเมือง) ยังพูดให้ผมฟังว่าถ้ามีเวลาอยากจะพานั่งรถไปเที่ยวชายโขงฝั่งลาว ซึ่งสวยมาก แต่ก็ไม่ได้ไปจริง เพราะไม่มีเวลา

วันแรกหลังจากที่พวกเราขึ้นรถตู้จากช่องเม็ก เดินทางผ่านปากเซ เมืองใหญ่ ก็ต่อเลยไปยังเมืองโขงเซโดนทันที และใช้เวลาไม่นาน เพราะไม่ได้เดินทางลึกเข้าไปดังที่ได้กล่าวแล้ว เมืองโขงเซโดนเป็นอำเภอเล็กๆ มีบ้านสลับร้านค้าสองฟากถนนหลักแบบหลวมๆ ตึกแถวใหญ่ไม่มี พวกเรารวมทั้งเจ้าหน้าที่ลาว 6-7 คน ที่มารับก็พักกันที่โรงแรมเล็กๆ ระหว่างทาง ราคาระดับ 500-600 บาท ไม่มีอาหารเช้า ข้าราชการผู้ใหญ่ลาวก็คงพักกันในโรงแรมขนาดเดียวกันในที่อื่นกระจายกันไป ตกเย็นเขาก็นัดไปรับประทานอาหารเย็น ซึ่งตอนนี้ก็ได้พบกับท่านรองอธิบดีกรมแผนการและการเงิน ที่ผมคุ้นเคยมาร่วมรับประทานอาหารด้วย เจ้าภาพอาหารมื้อเย็นนี้ก็คือท่านหัวหน้าแผนกแรงงานและสวัสดิการสังคม ของแขวงสาละวัน ความจริงการไปงานลักษณะเช่นนี้ เวลารับประทานอาหาร ทุกครั้งผมเองก็เกรงใจเขาที่ต้องมารับรอง ก็พยายามถามไถ่ถามเขาว่าจะขอแชร์ด้วย แต่ส่วนมากเขาไม่ยอม แต่สำหรับอาหารเย็นวันนั้น ดูช่างกระจุ๋มกระจิ๋มและแสนง่าย จนต้องชมในความพอเพียงของเขาจริงๆ ครับ เพราะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเขาไปนั่งร้านขายไก่ย่างข้างทาง ซึ่งมีอยู่หลายร้าน แล้วก็สั่งไก่ย่างที่เสียบไม้เป็นตัวสับมาเป็นจานๆ หลายชุด และอีกอย่างคือตำถั่วฝักยาว (เหมือนส้มตำมะละกอ) กินกับข้าวเหนียวที่ใส่มาในกระติ๊บ เสริมด้วยปลาหลดย่างอีก 2-3 ไม้เท่านั้นแหละครับ ใช้มือแกะกินกันอย่างเอร็ดอร่อย จนอิ่มกันถ้วนทั่ว ใช้เวลาเพียงประมาณชั่วโมงเดียวก็แยกย้ายกันกลับโรงแรม ไม่มีเหล้า เบียร์ใดๆ มีแต่ขวดน้ำเปล่า พอถึงโรงแรมผมก็ขึ้นไปพักผ่อน จนกระทั่งเช้าจึงมารู้ว่าความจริงคือ การกินอาหารเย็นมื้อนั้น ถือเป็นการกินแบบออร์เดิร์ฟเป็นรอบลองไฟเท่านั้นรอบจริงของเขา ซึ่งเขาไม่เรียกผมไปด้วยทราบภายหลังว่าเขาเกรงใจ คือเขานัดแนะไปต่อกันแบบลูกทุ่งแท้ หมายถึงไปนั่งต่อกันร้านขายเหล้า เบียร์ในอำเภอนั้นแหละกินเบียร์ “เขยลาว” กัน แต่สำหรับกับแกล้มได้ยินว่าใครคนหนึ่งไปได้ปลาไหลมาจากไหนไม่ทราบ ต้มได้หม้อใหญ่ แล้วปรุงกันเองในครัวของร้านนั้นเอง เล่นเบียร์กันเสียดึกดื่นจนคนแอปเตอร์ของผมที่ไปด้วยกันและถูกเชิญไปต่อด้วย บอกต้องขอตัวหยุดพักกันเลยทีเดียว โฮ่!ข้าราชการลาวเขาใช้เวลาพักผ่อนกันได้ม่วนชื่นกันแบบนี้ละครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 12 ธันวาคม 2562

Published December 12, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459592

ซอกแซกอาเซียน : 12 ธันวาคม 2562

ซอกแซกอาเซียน : 12 ธันวาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงปลายปีที่แล้ว ผมและคณะได้รับเชิญจาก เอ็นเอฟเอ หรือ National Food Authority ของฟิลิปปินส์ให้ไปร่วมประชุมเพื่อวางแผนการช่วยเหลือข้าวตามรูปแบบที่ 3โดยส่งข้าวไปจัดเก็บล่วงหน้า ซึ่งทางฟิลิปปินส์ เสนอตัวเข้าร่วมโครงการในฐานะประเทศผู้จัดเก็บ หรือ Host Country ซึ่งเขาได้จัดสถานที่ประชุมที่เมืองอิโลอิโล เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเกาะทางตอนกลางของประเทศ ชื่อเกาะปาไนย์ ต้องบินจากกรุงมะนิลา ลงไปทางใต้ ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง

เมืองอิโลอิโล เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของประเทศฟิลิปปินส์ มีผู้คนพลเมืองพลุกพล่าน เหมือนเมืองใหญ่อื่นๆ ของเขา และเป็นที่ตั้งของสำนักงานเขตของ เอ็นเอฟเอ คุณจูดี้ ซึ่งเป็นรองผู้บริหารสูงสุดในขณะนั้น ก็บินมาจากสำนักงานใหญ่ในกรุงมะนิลา เพื่อมารับรองพวกเรา พร้อมเป็นหัวหน้าคณะเจรจาของฝ่ายฟิลิปปินส์ ส่วนคณะเราไปกันสามคน รวมทั้งท่านผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นด้วย เนื่องจากเป็นประเทศผู้บริจาคข้าว ถึงตรงนี้ขอเล่าเสริมนิด เผื่อท่านผู้อ่านบางท่านอาจสงสัย เกี่ยวกับงบประมาณค่าใช้จ่ายของพวกเราในการปฏิบัติงาน ขอเรียนให้ทราบว่า สำหรับเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ เราใช้งบ OC หรือ Operational Cost ซึ่ง 13 ประเทศบริจาคให้เป็นรายปี และฝากธนาคารไว้ แต่ในส่วนของผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นนั้น ทางประเทศญี่ปุ่นซึ่งนอกจากจะบริจาค โอซี ตามข้อตกลงแอปเตอร์แล้ว เขายังจัดสรรงบพิเศษอีกก้อนหนึ่ง ที่เรียกว่า SPA หรือ
Special Project Account มาให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ฝากธนาคารไว้ทุกปีที่มีโครงการ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน รวมถึงเงินเดือน หรือค่าอื่นๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญมีสิทธิเบิกได้นั้น ให้ใช้จากงบ SPA นี้เท่านั้น สรุป คือ ใช้เงินคนละก้อนกันโดยมี จี เอ็ม เป็นผู้บริหารเงินทั้งหมด ทีนี้ หากมีประเทศอื่นมาร่วมดำเนินการบริจาคข้าวเพิ่มเติม โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญมาหรือไม่ ก็ต้องมีบัญชีเงิน SPA เพิ่มขึ้นอีก อย่างเช่นในปัจจุบันกรณีประเทศเกาหลีใต้ เป็นต้น

คณะเราบินไปถึงเมืองอิโลอิโลก็ช่วงเย็นแล้ว เพราะเครื่องบินภายในประเทศจากกรุงมะนิลาไปอิโลอิโล ออกช้ากว่ากำหนดมาก ตอนแรกจะออกบินประมาณบ่ายสอง แต่กว่าจะออกบินจริงประมาณบ่ายสี่โมงเย็น ทราบภายหลังสาเหตุที่เครื่องบินดีเลย์ไปถึงสองชั่วโมง ไม่ใช่เพราะเครื่องไม่พอหรือปัญหาการจราจรทางอากาศหรอก แต่เป็นเพราะที่สนามบินนานาชาตินินอย อาคิโน ของกรุงมะนิลานั้น แม้จะสร้างเทอร์มินอลเพิ่มถึง 4 เทอร์มินอล แต่รันเวย์ของสนามบินกลับมีเพียงรันเวย์เดียว ความแปลกที่ผมเพิ่งเคยพบ คือ อย่างที่ดอนเมือง หรือสุวรรณภูมิ เวลาเครื่องดีเลย์ เราจะต้องนั่งรอเบื่อกันที่ห้องผู้โดยสารขาออก แต่ที่ฟิลิปปินส์ไม่เป็นเช่นนั้น พวกเราถูกเรียกให้เข้าไปนั่งบนเครื่องกันแล้ว และเครื่องก็แท็กซี่ออกจากจุดจอดแล้ว แต่สักพักก็ต้องจอดรอคิวบินขึ้น เจ้าเครื่องบินที่พวกเราเตรียมบินไปอิโลอิโลนี้ จอดรอติดเครื่องนิ่งอยู่ พนักงานแอร์เดินแจกขนมปังอาหารว่าง กินกันจนหมด จนผมหลับไป ตื่นขึ้นมาก็ยังนิ่งอยู่อย่างนั้น ราวสองชั่วโมง อย่างที่บอกไปแล้วนั่นแหละ เครื่องบินจึงได้คิวทะยานวิ่งขึ้นฟ้า ความจริงสภาพการรอในเครื่องบินแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกครับสำหรับสนามบินนินอย อาคิโน หลายครั้งผมบินกลับเมืองไทยโดยสายการบินไทย ก็เคยเจอแบบนี้มาก่อน แต่ตอนนั้นก็ราวครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงที่ต้องนั่งรอในเครื่อง แต่คราวนี้ถือเป็นประสบการณ์พิเศษ ฟาดเข้าไปถึงสองชั่วโมง ขณะที่เวลาบินจริงจากต้นถึงปลายทางใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง เลยต้องขออนุญาตนำมาเล่าแบบไม่เกรงใจครับ

เมื่อถึงสนามบินอิโลอิโล เวลาเกือบใกล้พลบค่ำ เจ้าภาพ เอ็นเอฟเอ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ที่พวกเราคุ้นเคยดีมารับที่สนามบิน แล้วก็นั่งรถยนต์พาไปโรงแรมที่พัก ซึ่งเดินทางจากสนามบินประมาณครึ่งชั่วโมง บรรยากาศของเมืองคึกคักมาก รถโดยสารจี๊บนี่ สัญลักษณ์ของฟิลิปปินส์ วิ่งเกลื่อนกราด เห็นแล้วเหมือนๆ กันทุกเมืองอย่างที่ผมเคยเล่าไปแล้ว ว่าในประเทศฟิลิปปินส์ การกระจายความเจริญดีมาก ไม่กระจุกตัวเฉพาะในเมืองหลวง ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ มีพบเห็นทั่วไป เมื่อถึงโรงแรมที่เขาจองไว้ให้ ก็เพียงเอากระเป๋าขึ้นไปโยนโครมเก็บไว้ก่อนในห้อง เพราะเขาจะพาไปรับประทานอาหารเย็นค่ำที่ร้านอาหารชายทะเล โดยมีรองผู้อำนวยการสำนักงานเขต เอ็นเอฟเอพร้อมกับคณะอีก 4-5 คน มาต้อนรับและร่วมรับประทานอาหารก่อนที่จะมีการประชุมในวันถัดไป

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 5 ธันวาคม 2562

Published December 5, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458160

x

ซอกแซกอาเซียน : 5 ธันวาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อย่างที่ผมเคยเล่าไปแล้วว่าการประชุมที่แอปเตอร์ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยมีอยู่ 3-4 รายการ ปรากฏว่าในช่วงที่ผมเข้ามาทำหน้าที่ เป็น จีเอ็ม หรือ ผู้จัดการทั่วไปนี้ ประเทศที่ถึงจังหวะเป็นเจ้าภาพและผมต้องไปเข้าร่วมทุกปี คือ สิงคโปร์ครับ ประเทศสิงคโปร์ แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่ก็ไม่ยำเกรงต่อกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่หรือมหาอำนาจต่างๆ ทั้งนี้เป็นเพราะอะไรคงเดาได้ไม่ยาก ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมีศักยภาพในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจอันดับต้นๆของโลก เวลาออกเสียงหรือแสดงความคิดเห็นอะไร สิงคโปร์จะพูดมาตรงๆ ค้านได้ทันที และหลายกรณีที่ทำให้ประเทศยักษ์ใหญ่เหล่านี้ต้องยอมอาเซียนก็มี

การเป็นเจ้าภาพของสิงคโปร์ เป็นที่ถูกใจของเหล่าบรรดาสมาชิกอาเซียน เพราะเมืองมีความศิวิไลซ์ น่าเดินน่าเที่ยว น่าช็อปปิ้งแม้ว่าค่าครองชีพจะแพงไปหน่อย ค่าโรงแรมก็หนักเอาการ แต่ซื้อข้าวซื้อของกลับราคาถูก แปลกดีนะ และนอกจากจะเดินตามห้างเพื่อจ่ายสตางค์อย่างเพลิดเพลินแล้ว สิงคโปร์ยังเป็นเมืองที่สร้างความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา ทำให้น่าเดินน่าชมเพิ่มขึ้นไปอีก ก็แน่ละครับ ประเทศเขาเป็นเกาะเล็กนิดเดียว หากไม่สร้างอะไรเพิ่ม จุดขายก็คงไม่มี การท่องเที่ยวในสิงคโปร์ แม้ว่าจะไม่ใช่องค์ประกอบหลักของผลิตภันฑ์มวลรวมประชาชาติ แต่เขาก็ต้องเน้นเพราะการที่มีคนไปท่องเที่ยวมากก็ยิ่งทำให้ประเทศมีความคึกคัก กระตุ้นการไหลเวียนของเงินตรา ซึ่งเอื้ออำนวยให้ประเทศมีระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น สิ่งก่อสร้างอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวเยี่ยมชม จึงเกิดใหม่มิได้ขาดและก็รวดเร็วมาก เมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนสิงคโปร์กับกรุงเทพฯแทบจะไม่มีอะไรต่างกัน

แต่ปัจจุบัน สิงคโปร์เจริญก้าวหน้าขึ้นไปเทียบชั้นเท่าๆ โตเกียวของญี่ปุ่นเลยทีเดียว รถไฟใต้ดิน บนดิน รถเมล์ที่ทันสมัย มีบริการนักเดินทางและนักธุรกิจอย่างพร้อมมูล สะดวกมากกว่ากรุงเทพฯเราเป็นสิบๆ เท่า การที่มีระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกสบายนำมาซึ่งถนนหนทางในเมืองที่โล่ง รถราวิ่งกันได้โดยไม่มีติดขัด สภาพอากาศในเมืองความจริงสิงคโปร์ตั้งอยู่เกือบจะอยู่บนเส้นศูนย์สูตร ซี่งอากาศควรจะร้อนมากกว่าไทยเรา แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เนื่องจากตึกรามบ้านช่องเขามีเขตพื้นที่เว้นว่างเปล่าไม่ได้ติดชิดถนนทั้งสองฟาก แถมยังมีต้นไม้ใหญ่น้อยร่มครึ้มเต็มไปหมด ดอกไม้หลากสีสันเหมือนจัดสวนหย่อมไว้ข้างถนนเกือบจะทุกสาย น่าเดินมากๆ ผมเคยเดินไปนึกไปว่าทำไมประเทศเขาทำสิ่งเหล่านี้ได้ ขณะที่บ้านเรากลับทำไม่ได้ทั้งที่ก็ไม่น่าจะต้องใช้เงินงบประมาณมากมายอะไรนัก ก็คิดไปเล่นๆ อย่างนั้นแหละครับ อันที่จริงก็ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ไทยเราทำไม่ได้เพราะอะไร แต่ขอไม่พูดดีกว่าครับ เดี๋ยวคนไม่เห็นด้วยจะไล่ผมไปอยู่ประเทศอื่นเอาน่ะ กลัวจริงๆ ครับ

ระบบการบริหารรัฐกิจของสิงคโปร์ ดูเหมือนจะก้าวหน้ามากจนเป็นระดับโลกไปแล้ว เพราะหลายเรื่องที่รัฐไม่ได้ทำเอง แต่ใช้บริการรัฐวิสาหกิจหรือภาคเอกชนเขามาช่วย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลักษณะเช่นนี้อีกประเทศสมาชิกแอปเตอร์ที่เหมือนกันคือ เกาหลีใต้ครับที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐบาลแต่เป็นบริษัทของรัฐที่ทำหน้าที่เข้าร่วมการประชุมและหรือประสานงานต่างๆ เกี่ยวกับกิจการแอปเตอร์ เขาก็ทำได้ดีมากๆ เสมือนหนึ่งเป็นตัวแทนประเทศที่เป็นข้าราชการเลยทีเดียว

สำหรับการประชุมที่จัดที่สิงคโปร์นั้น พิธีเปิดการประชุมจัดแบบธรรมดามาก ไม่มีรำอวยพรใดๆ งานเลี้ยงของเขาจัดพองาม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แทบจะไม่มี สองทุ่มเลิก ใครอยากจะไปต่อที่ไหนไปกันเอง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาไปจัดเลี้ยงที่เกาะเซนโตซ่าอันลือชื่อ กินข้าวกินปลาเสร็จ ก็พาไปชมการแสดงโชว์แสงสีน้ำเต้นระบำที่อยู่ติดกัน คือเจ้าภาพลงทุนซื้อตั๋วให้แขกเข้าไปดูประมาณ 1 ชั่วโมงก็จบ พาขึ้นรถบัสกลับโรงแรม เป็นอันเสร็จพิธี ง่ายดีมากแต่ก็สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมได้ครับ ปัจจุบันแม้ว่าสิงคโปร์จะไม่ค่อยมีกิจกรรมในส่วนการระบายข้าวกับแอปเตอร์เท่าใดนัก แต่ในเรื่องเอาใจใส่ความเป็นไปของการดำเนินงานแอปเตอร์ เขาไม่ปล่อยไปง่ายๆ นะครับ ทุกเรื่องเขาจะมีคอมเม้นท์ หรือคำถามอยู่ตลอดเวลาครับ ซึ่งก็ช่วยในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการของแอปเตอร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 28 พฤศจิกายน 2562

Published November 28, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456758

ซอกแซกอาเซียน : 28 พฤศจิกายน 2562

ซอกแซกอาเซียน : 28 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่เมียนมาอีกสักตอนเพราะมีเรื่องน่าสนใจ กล่าวคือ ครั้งหนึ่งท่านรองอธิบดีกรมเกษตร พาผมไปชมโรงเรียนฝึกอาชีพเกษตรกรรมในเขตตะนาวศรีที่รับเด็กนักเรียนจากทั่วประเทศมาเรียนฟรี พักฟรีกินฟรี และเมื่อจบก็จะสามารถมีสิทธิ์ไปสอบเข้าทำงานที่กระทรวงเกษตรฯ ปศุสัตว์ และชลประทาน ของเขาได้ ความจริงโรงเรียนแบบนี้ ท่านรองอธิบดีของเมียนมาเคยพาผมไปเยี่ยมชมมาครั้งหนึ่งตั้งอยู่ที่รัฐยะไข่ ลักษณะก็คล้ายๆ กับโรงเรียนเกษตรกรรมที่ประเทศไทยเคยมีนั่นแหละครับ ในสมัยก่อนประเทศไทยเคยมีโรงเรียนเกษตรกรรม สังกัดกรมอาชีวศึกษามากมาย และต่อมาส่วนหนึ่งก็ยกระดับเป็นวิทยาลัยเกษตรฯ และก็ยกกันต่อไปเป็นสุดท้าย คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ไม่เหลือกลิ่นเชื้อเกษตรเก่าอยู่เลย ส่วนบางแห่งยกไปไม่ถึง ก็เปลี่ยนเป็นวิทยาลัยเกษตรและอาชีวศึกษาอะไรทำนองนี้ งงกันไปหมด

โรงเรียนเกษตรประเภทนี้ของเมียนมา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการหากแต่ขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรฯ สังกัดกรมเกษตรของท่านรองอธิบดี ที่เป็นเพื่อนสนิทของผมนี่แหละครับ จะว่าไปการมีสถาบันการศึกษาขึ้นตรงกับกรมในกระทรวงเกษตรฯนี้ หลายคนอาจไม่ทราบว่า บ้านเราเมืองไทยสมัยก่อนก็เคยมีเคยทำครับ เราเคยมีโรงเรียนข้าว สังกัดกรมการข้าวมีโรงเรียนการสัตว์ สังกัดกรมปศุสัตว์ โรงเรียนการชลประทาน สังกัดกรมชลประทาน แต่ตอนหลังเขาปรับโครงสร้างเอาไปยำรวมกันและเข้าไปสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ครับ ในเมียนมาที่ผมไปแวะดู พวกครูใหญ่ หรือครูผู้สอน ล้วนแล้วแต่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งสิ้นเด็กนักเรียนก็มาจากรัฐหรือเขตต่างๆ โดยผ่านวิธีคัดเลือกกันมาทั้งผู้หญิงและผู้ชาย นักเรียนพวกนี้จะมีหอพักอยู่กันแบบห่างไกลความเจริญมาก เรียกว่าอยู่ในป่าก็ว่าได้เพราะสถานที่ตั้งโรงเรียนแบบนี้ต้องเดินทางเข้าไปในป่าลึกมาก ถามว่าวันๆ ทำอะไร นอกจากเรียนแล้วก็กิจกรรมการฝึกปฏิบัติ แปลงพืช เลี้ยงสัตว์ ซึ่งส่วนหนึ่งก็นำมาเป็นอาหารกินอยู่กันในโรงอาหาร แต่ที่ผมต้องการเล่าให้ฟัง คือ การมุ่งเน้นเรียนภาษาอังกฤษของเขาครับ เพราะหลังจากที่เมียนมากลับเข้าสู่ระบบประชาธิปไตย ทางการได้ฟื้นฟูเรื่องภาษาอังกฤษขนานใหญ่ หลังจากที่คนเมียนมาเคยใช้ภาษาอังกฤษได้เก่งแต่ดาวน์ลงไป หลังจากได้เอกราชจากประเทศอังกฤษ คือหลังจากได้รับอิสรภาพ ก็ชาตินิยม ไม่เอาภาษาอื่น ที่ผมทราบเพราะเมื่อเขาไปในห้องนักเรียนเพื่อชมการเรียนการสอน ปรากฏว่าตำราที่นักเรียนเรียนอยู่นั้น เป็นตำราภาษาอังกฤษครับ ไม่มีภาษาเมียนมาเลย อันนี้น่าทึ่งมาก เพราะนี่เป็นกลยุทธ์หรือวิธีที่จะทำให้คนเก่งภาษาอังกฤษได้โดยธรรมชาติ แม้จะไม่พูดสอนเป็นภาษาอังกฤษตลอดเวลา เพราะผมเห็นเขาสอนเป็นภาษาเมียนมา แต่เด็กนักเรียนก็น่าจะคุ้นชินกับภาษาอังกฤษมากกว่าอย่างอื่น เพราะใช้ตำราตลอดเวลา อันนี้น่าสนใจครับ

เด็กนักเรียนพวกนี้เมื่อจบไปคงจะเป็นระดับอนุปริญญา ถ้ารับราชการในด้านการเกษตรก็จะคงบรรจุในตำแหน่งที่บ้านเราก็มี คือ เกษตรตำบล เห็นว่าในเมียนมาก็ต้องการเจ้าหน้าที่ประเภทนี้จำนวนมากอยู่ เพราะเป็นสังคมเกษตรกรรมเหมือนเมืองไทยแต่สำหรับพวกนักวิชาการเกษตรที่สูงขึ้นไปในระดับปริญญาตรีนั้น ในเมียนมามีมหาวิทยาลัยทางด้านเกษตรอยู่ 1 แห่ง ตั้งอยู่ใกล้กรุงเนปิดอว์ ที่ว่าตั้งอยู่ใกล้เมืองหลวงนี้คงไม่ใช่เพิ่งตั้งหรอกครับ มหาวิทยาลัยนี้น่าจะตั้งสมัยปี 1973 ชื่อว่า มหาวิทยาลัยเกษตรเยซินจึงมีมาก่อนตั้งกรุงเนปิดอว์นานอยู่ มหาวิทยาลัยนี้จะคล้ายๆ กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ของไทยสมัยก่อน คือ เรียนเฉพาะสาขาวิชาทางด้านเกษตร เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในกระทรวงเกษตรฯ เมียนมา ทั้งนักวิชาการและผู้บริหารต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่จบมาจากมหาวิทยาลัยเยซินนี้ทั้งสิ้น เพราะไม่มีที่อื่น เว้นแต่บางคนที่ไปเล่าเรียนมาจากต่างประเทศท่านรองอธิบดีกรมเกษตรเพื่อนผมก็จบจากที่นี่ ตัวอธิบดีเจ้านายกรมแกก็เคยเป็นรุ่นน้องของแกหลายปีจนเกือบจะเรียนไม่ทันกัน ผู้บริหารกระทรวงเกษตรไทยเราที่ผ่านมา ก็มักเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องเรียนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มาด้วยกัน มีบ่อยที่บางกรมก็ได้รุ่นน้องมาเป็นเจ้านาย เป็นอธิบดี ด้วยสปิริตและประเพณีอันดีงามส่อแสดงถึงการเคารพรักในรุ่นพี่ คนเข้าเรียนทีหลังต้องเรียกผู้เข้าเรียนก่อนว่า “พี่” ทุกครั้งไปแต่ก็มีบางครั้งที่ผมเห็นรุ่นน้องที่เป็นอธิบดีขู่ตะคอกดุด่ารุ่นพี่ที่เผอิญมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเสียงดังเสียจนเดาไม่ออกว่า จริงๆ แล้วยังเคารพรักกันอยู่หรือเปล่า

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 21 พฤศจิกายน 2562

Published November 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455222

x

ซอกแซกอาเซียน : 21 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่เมียนมาอีกครั้งที่เราได้มีโอกาสเดินทางไปทางทิศใต้ คราวนี้ไปในภาค (region) ที่คนไทยเรารู้จักดีและเรียกติดปากว่า “ตะนาวศรี”ท่านผู้อ่านยังจำได้อยู่นะครับว่าเมียนมาแบ่งการปกครองเป็นรัฐ (state) กับภาค ต่างกันอย่างไรผมขออนุญาตไม่อธิบายซ้ำครับ ผมมานั่งนึกในใจว่าคำว่าตะนาวศรีที่คนไทยเรียกมาจากไหนหนอ ยังค้นไม่เจอ ทั้งนี้เพราะเมียนมา เขาไม่เรียกอย่างนี้ ภาษาอังกฤษสะกดว่า Tanintharyi โอ้ย อ่านยากอีกแล้ว ผมเงี่ยหูฟังคนเมียนมาเรียกชื่อ ฟังได้ว่า “ทะนินทะยี” ซึ่งฟังกี่ครั้งๆ ก็ไม่เป็นตะนาวศรีเลย อีกทั้งบางทีผมลืมไปเรียกชื่อเมืองตะนาวศรี เขาก็งงไม่เข้าใจครับ เหมือนกับมหาราชองค์หนึ่งของเมียนมาที่คนไทยเรารู้จักดีในวิชาประวัติศาสตร์ เรียกพระเจ้าบุเรงนอง ยุคหลังๆ เข้าใจว่าคนสร้างภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คงไปศึกษาประวัติศาสตร์ที่เมียนมาเพื่อให้ได้ความชัดกว่าเดิม จึงไปได้ชื่อใหม่ของท่านและเรียกในภาพยนตร์ดังกล่าวว่า “บะเยงนอง”

เมืองหลวงหรือเมืองหลักของภาคตะนาวศรี คือ ทวาย ครับ สมัยก่อนผมเคยไปเที่ยวชายแดนกาญจนบุรี บ้านพุน้ำร้อน เคยฝันว่าอยากนั่งรถยนต์ข้ามประเทศไปเที่ยวเมืองทวาย แต่มาทราบว่าเส้นทางยังไม่พัฒนา ทั้งๆ ที่ช่วงหนึ่งมีการประโคมข่าวว่าจะมีการสร้างท่าเรือที่ทวายแล้วขนส่งสินค้า เป็นแลนด์บริดจ์เข้ามาไทยตามเส้นทางนี้ ช่วงนั้นฟู่ฟ่ามาก ใครๆ ก็พูดถึงทวายๆ แต่ระยะนี้เห็นเงียบๆ ไป ไม่รู้ไปถึงไหนแล้ว คณะเราเดินทางไปเมืองทวายโดยเครื่องบินจากย่างกุ้งใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง เป็นเครื่องบินขนาดเล็กซึ่งหลังจากส่งแวะผู้โดยสารที่ทวายแล้วจะบินต่อไปยังเมืองมะริด ซึ่งอยู่ต่อไปทางใต้อีก เมืองทวายใหญ่พอสมควร อากาศค่อนข้างชื้น เพราะติดทะเลอันดามัน ท่านเกษตรภาค (จังหวัด) พาคณะเราไปรับประทานอาหารกลางวัน คอยเวลาพิธีการส่งมอบข้าวในช่วงบ่าย เป็นห้องอาหารไพรเวท ติดแอร์แถมยังเอาเบียร์มาเลี้ยงอีก เป็นที่ถูกใจของผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่ไปกับคณะด้วย แต่ผมขอไม่ดื่ม เพราะเดี๋ยวจะมึนไปเข้าพิธีไม่สวย ผมเสนอเล่นๆว่าขอให้ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นนั่งกินเบียร์ต่อรอที่นี่ก็แล้วกัน ผมไปคนเดียวกับคณะได้ แล้วเสร็จจะกลับมารับ ท่านรองอธิบดีกรมเกษตรก็เห็นด้วย บอกรอที่นี่แหละไม่ต้องไป แต่แกหัวเราะและปฏิเสธ

มุขมนตรี หรือ chief minister ที่นี่เป็นสุภาพสตรี ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี ทำพิธีส่งมอบข้าวจนเสร็จ เกือบเย็น ท่านรองอธิบดี ก็พาเราไปเยี่ยมสำนักงานเกษตรประจำเมือง ในเมียนมาสำนักงานเกษตรไม่เป็นแบบแปลนเดียวกันหมดเหมือนสำนักงานเกษตรจังหวัดของไทยนะครับ แต่ละแห่งรูปทรงต่างกัน เหมือนบ้านก็มี เวลาผู้ใหญ่ไปเยี่ยมก็จะมีอาหารว่างมาเลี้ยงดู ที่มากกว่ากาแฟของเรา เรียกว่ากินอิ่มได้เลย ถั่วทอด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ หมูฝอย ปลาแห้งทอด ไปจนถึงคล้ายๆ เมี่ยง และผลไม้ หัวหน้าสำนักงานที่ใช้คำว่า director จะนำข้าราชการลูกจ้างมาบริการผู้ใหญ่อย่างดี ท่านรองฯท่านนี้ขยันมาก บางทีหลายๆ ครั้งที่ไปส่งเราที่โรงแรมแล้ว แกยังขอตัวไปประชุมเจ้าหน้าที่ต่ออีก ตกลงค่ำนั้น ตอนแรกผมก็สงสัยว่าแกจะพาพวกเราไปพักที่โรงแรมไหนนะในเมืองทวาย แต่เห็นแกหันรถออกนอกเมือง เดินทางต่อไปยิ่งไกลเรื่อยๆ เพิ่มความสงสัยแก่ผมมาก จนในที่สุดก็ไปถึงชายริมทะเลอันดามัน เป็นโรงแรมคล้ายๆ รีสอร์ท แต่ก็มีสภาพค่อนข้างเก่าอยู่ เพราะขาดการบำรุงรักษาที่ดี มีหาดทรายทิวสนเดินเล่นได้ ลมพัดเย็น แหม! ท่านรองฯ คงต้องการบริการคณะเราอย่างเต็มที่ จนบางครั้งเรารู้สึกเกรงใจ ตกลงคืนนั้นเราพักที่รีสอร์ทติดทะเลอันดามัน ซึ่งก็ตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เพราะไม่คิดไม่ฝันว่า วันหนึ่งเราจะได้มีโอกาสมาสัมผัสบรรยากาศที่นี่ อาหารเย็นก็รับประทานในห้องอาหารของรีสอร์ต หลังจากเบียร์หมดไปหลายขวด ท่านเกษตรภาคเลยแลกเปลี่ยนกับผมในเรื่องนโยบายเกษตรหลายเรื่อง อาศัยว่าผมพอมีประสบการณ์มาบ้าง ก็ได้ช่วยเหลือเขาได้คุ้มค่าอาหารพอสมควร หลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว เขายังเชิญชวนให้พวกเราไปนวดแผนโบราณอีก ซึ่งที่รีสอร์ทมีบริการ ปกติผมคนหนึ่งละที่ชอบนวดแก้เมื่อยแบบนี้ แต่คืนนั้นผมรู้สึกอิ่มและอยากพัก เลยปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นไปนวดกับเขา เช้าขึ้นมาเห็นแกมาบ่นว่า นวดได้ครึ่งเดียวเพราะทนเจ็บไม่ไหว หมอนวดหนักมาก ดีนะที่ผมตัดสินใจถูกไม่งั้นอาจโดนหมอนวดเมียนมาทำเดี้ยงเดินไม่ไหวละแย่เลย

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 14 พฤศจิกายน 2562

Published November 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453729

ซอกแซกอาเซียน : 14 พฤศจิกายน 2562

ซอกแซกอาเซียน : 14 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมืองมะละแหม่ง ที่ผมว่ามีหลายชื่อ เพราะเราฟังภาษามอญ หรือภาษาเมียนมาได้ไม่ชัดผมก็พยายามเงี่ยหูฟังท่านรองอธิบดีกรมเกษตรพูดชื่อเมืองนี้หลายๆ ครั้งแล้ว มันเป็นไปได้ทั้งหมด ไทยเราจึงเรียกตามหูที่ได้ยินของแต่ละคนว่า เมาะลำเลิง บ้าง เมาะลำใย บ้าง บางคนฟังเป็นเมาะตะมะไปก็มียิ่งไปอ่านจากการสะกดเป็นภาษาอังกฤษที่เขาเขียนชื่อเมือง ก็ยิ่งอ่านไม่ได้เลย คือ Mawlamyine เรื่องของเรื่องก็คือ ระบบการสะกดภาษาอังกฤษของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน สำหรับตัวผมหลังจากที่ได้ไปๆมาๆ หลายประเทศทำให้ผมพอเดาจากการสะกดชื่อเป็นภาษาอังกฤษได้ว่าเป็นสไตล์ของประเทศใด เช่น สปป.ลาว จะสะกดคล้ายๆ จีน มีการเอาตัวอักษร X มาใช้เยอะ อย่างประตูชัย ก็เขียนว่า Patuxai เป็นต้น ถ้าเป็นอินเดีย ท ทหาร จะใช้ D แล้วตามด้วย H ตลอด เช่น ทิพยะ สะกดว่า Dhipaya ส่วนของไทยเราก็นิยมใช้ตัว H มากจนน่าเบื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัว พ พาน ต้องเขียนด้วย Ph ทุกครั้งจนฝรั่งมันอ่านเป็น ฟ ฟัน ทุกที แม้แต่นามสกุลผมเอง ในส่วนของเมียนมาเขามักจะมีตัว Y เข้าไปประกอบเกือบทุกคำเริ่มแต่ชื่อประเทศ Myanmar ในรัฐคะฉิ่นที่ผมเคยไปเมืองหลวงถ่ายรูปแล้วส่งไลน์ไปให้เพื่อนคนฟิลิปปินส์ดู บอกว่าอยู่ที่เมืองMyitkyina ปรากฏว่าเพื่อนอ่านไม่ออก (คงเหมือนมะละแหม่งนั่นแหละ)ต้องไปศึกษาถามผู้รู้อยู่นาน สักพักจึงแจ้งกลับมาบอกผมว่า ทำไมไม่เขียนว่า Mitchina (วะ) อีกเมืองในรัฐยะไข่ ที่มีพระพุทธรูปมหามุนีอันโด่งดังประดิษฐานอยู่ สะกดชื่อเมืองว่า Kyauktaw อ่านยังไงๆก็ไม่เป็น “เจ้าจ่อ” เหมือนที่รองอธิบดี เขาออกเสียงเลย

ไปเสียไกลเลยนะเรื่องภาษา กลับมาพูดเรื่องมอญครับ รัฐมอญคนมอญ คืออันเดียวกับมอญแถวพระประแดง หรือที่สามโก้ ปทุมธานีนั่นแหละ คนมอญมาอยู่ในเมืองไทยจนกลายเป็นคนสัญชาติไทยไปแล้วมีเป็นจำนวนมาก แต่ที่เมียนมาเขาเป็นรัฐรัฐหนึ่งที่ปกครองตัวเองแต่ในสัญชาติเมียนมา เมืองมะละแหม่งเป็นศูนย์กลางการบริหาร มีทำเนียบรัฐบาลมอญตั้งอยู่ เป็นเมืองใหญ่มากติดทะเลอันดามัน เห็นใครเล่าว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของเมียนมารองจากย่างกุ้ง และเป็นจุดที่แม่น้ำสาละวินไหลผ่านลงสู่ทะเล และก็เมืองมะละแหม่งที่ออกเสียงยากนี้แหละ ที่เป็นต้นทางฝั่งตะวันตกของ East West Economic Corridor ของอาเซียนซึ่งได้ตัดเป็นถนนเรียกว่าเส้น R9 เชื่อมฝั่งทะเลอันดามัน ไปเข้าประเทศไทยที่แม่สอด วิ่งผ่านจังหวัดตาก ไปพิษณุโลก เข้าเพชรบูรณ์ ผ่านชุมแพ ขอนแก่น ยางตลาดของกาฬสินธุ์ ไปออกมุกดาหาร ข้ามแม่น้ำโขง เข้าสุวรรณเขต สปป.ลาวไปเมืองเซโนที่ขายไก่ย่างชื่อดัง ออกเวียดนามที่ด่านลาวบาว เข้าไปเมืองเว้ และสิ้นสุดที่เมืองดานังที่ตั้งอยู่ติดทะเลจีนใต้ (อธิบายแบบเห็นภาพเลยครับ) จะว่าไปเส้นทาง R9 นี้ ผมเคยนั่งรถผ่านทะลุทะลวงมาแล้วเมื่อประมาณปี 2553 สมัยอบรมผู้บริหารของก.พ. ยกเว้นช่วงเดียวที่ยังไม่เคยผ่าน คือจากมะละแหม่งไป แม่สอดนี่แหละ คิดว่าวันหนึ่งต้องเอาให้จบให้ได้ครับ

มุขมนตรีของรัฐมอญเป็นผู้ชาย รูปร่างสูงใหญ่ ทำพิธีส่งมอบข้าวในห้องประชุมทำเนียบรัฐบาล ซึ่งลำดับพิธีการก็ไม่ต่างจากที่ผ่านๆ มา เพราะฝ่ายเจ้าหน้าที่ของท่านรองอธิบดี เขาเป็นผู้ดำเนินการเราก็เพียงไปกล่าวปราศรัย และยื่นป้ายใหญ่ๆ เขียนว่าเป็นข้าวบริจาคตามโครงการอะไร ท่านมุขมนตรีก็เป็นฝ่ายรับและส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องรับไปกระจายสู่ประชาชนผู้ประสบภัยธรรมชาติ ถ่ายรูปกันพองามแล้วก็เสร็จสิ้นกระบวนความ

ทริปนี้คณะเราต้องรีบเดินทางกลับทางเครื่องบินประมาณสองทุ่มซึ่งเป็นเที่ยวสุดท้าย จึงต้องเร่งบึ่งจากเมืองมะละแหม่ง ตีรถขึ้นเหนือมาย่างกุ้งอย่างเร็ว เพราะระยะทางไม่ใช่ใกล้ อีกทั้งยังเป็นทางสองเลน วิ่งทำเวลาไม่ค่อยได้ จนเจียนจะตกเครื่องบินเสียให้ได้ อาศัยท่านรองอธิบดี เขาส่งลูกน้องไปขอให้เคาเตอร์เช็คอินรอก่อนสักแป๊บ อย่าเพิ่งปิด ประกอบกับโชคดีที่เครื่องบินการบินไทยคืนนั้นดีเลย์ เราก็เลยสามารถเดินทางมาทันเครื่องบิน แต่ก็ด้วยความหวังที่ทำใจไว้แล้วว่า คงต้องอยู่ค้างย่างกุ้งรบกวนท่านรองอธิบดี อีกหนึ่งคืนเป็นแน่ เนื่องจากช่วงเวลานั้นเส้นทางไปสนามบินย่างกุ้งรถติดหนึบไม่แพ้กรุงเทพฯ เลยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 7 พฤศจิกายน 2562

Published November 8, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452236

ซอกแซกอาเซียน : 7 พฤศจิกายน 2562

ซอกแซกอาเซียน : 7 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปกติเวลาเดินทางไปที่ไหนๆ ท่านรองอธิบดีกรมเกษตรของเมียนมาก็จะพาพวกเราไปไหว้พระ แกคงทราบว่าคนไทยเวลาไปเมียนมา วัตถุประสงค์หลักคือการไหว้พระทำบุญ ความจริงคราวนี้ที่ไปรัฐกะเหรี่ยง แกก็ได้วางแผนว่า ระหว่างทางที่เราไปทำงานจะพาพวกเราแวะไปไหว้พระสำคัญที่คนไทยรู้จักดีและนิยมไปกันมาก คือ พระธาตุอินแขวน อยู่ไม่ไกลจากเส้นทางไปเมืองพะอัน ผมและคณะเคยเฉียดไปแถวนั้นถึง 2 ครั้ง แต่ยังมีบุญวาสนาไม่ถึง ไม่มีเวลาแวะไปไหว้เลยครับ ทราบว่าทางเมียนมาได้สร้างกระเช้าลอยฟ้าเข้าไป เป็นที่ตื่นตาและสะดวกต่อนักท่องเที่ยวอย่างมากในปัจจุบัน

ผมพักอยู่ที่โรงแรมชานเมืองพะอันเป็นโรงแรมใหญ่พอสมควร ห้องพักก็ใหญ่โต ถึงจะไม่ดูหรูหราเหมือนโรงแรมในเมืองใหญ่ รองอธิบดีจัดอาหารเย็นที่โรงแรมเลย ไม่ต้องไปกินข้างนอก มีท่านเกษตรจังหวัด เอ้ย เกษตรรัฐมาเป็นเจ้าบ้านคอยบริการดูแลเจ้านายจากกรมส่วนกลาง เรื่องหัวหน้าหน่วยงานระดับรัฐหรือเขตนี้ ขออนุญาตเล่าขั้นจังหวะนิดครับ เพราะว่าธรรมเนียมปฏิบัติแตกต่างจากของไทยเรา คือ เวลาเจ้านายผู้ใหญ่ส่วนกลางเช่นอธิบดี หรือรองอธิบดีเดินทางไปเยี่ยม ตัวหัวหน้าประจำรัฐหรือเขตจะต้องเดินทางมารับที่เขตแดนเลยนะครับ ไม่ใช่รอรับที่สำนักงานในเมือง อีกทั้งจะต้องตามประกบไปตลอดจนเสร็จภารกิจและหลังจากนั้นก็จะต้องเดินทางไปส่งเจ้านายที่เขตแดนของตัวเพื่อส่งต่อเจ้านายให้กับหัวหน้าประจำรัฐในอีกรัฐหนึ่งที่ติดต่อกันซึ่งต้องมารอรับเหมือนกัน เท่าที่ผมเดินทางโดยรถยนต์ ผมเห็นเป็นอย่างนี้ตลอด ของไทยจะเอาอย่างแบบนี้บ้างก็คงไม่มีใครว่านะ

ในการช่วยเหลือข้าวอุทกภัยครั้งนี้เป็นข้าวของญี่ปุ่น ดังนั้น นอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่ประจำแอปเตอร์ไปด้วยแล้ว ทางสถานทูตญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในเมืองย่างกุ้งก็ยังได้ส่งเลขานุการทูตซึ่งเป็นสุภาพสตรีมาร่วมอีกคน เป็นสาวญี่ปุ่นที่เล่าว่าเคยมาอยู่จังหวัดเชียงราย เลยพูดภาษาไทยได้ ตอนเช้าหลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมแล้ว คณะก็ออกเดินทางเข้าเมืองพะอันไปยังห้องประชุมทำเนียบรัฐบาลรัฐกระเหรี่ยงซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีการส่งมอบข้าวช่วยเหลือโดยพวกเราไม่ลืมที่จะใส่เสื้อประจำชาติกระเหรี่ยงที่เขาให้มาเมื่อวานไปด้วย ถึงที่ประชุมขณะที่คนยังมาไม่มากนัก เพราะเรามากันก่อนเวลา ก็เป็นการดีที่เราได้มีโอกาสซักซ้อมทำความเข้าใจกับขั้นตอนพิธีการต่างๆ และได้มีโอกาสทักทายโอภาปราศรัยกับผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน เริ่มตั้งแต่ท่านรัฐมนตรีจากรัฐบาลกลาง ท่านอธิบดีกรมเกษตร ท่านรัฐมนตรีเกษตรของรัฐ ท่านรัฐมนตรีสวัสดิการของรัฐ และก็ใครๆ อีกหลายคนจำไม่ได้ แต่ท่านมุขมนตรี ซึ่งเป็นประธานในพิธีตอนนี้ยังไม่มา

พูดถึงคณะบริหารรัฐหรือเขตต่างๆ ของเมียนมา เท่าที่ได้พบมาหลายแห่ง พวกนี้ส่วนมากสังกัดพรรคเดียวกับ ออง ซาน ซู จี เกือบทั้งนั้น ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเป็นรัฐบาลระดับรัฐ แสดงให้เห็นถึงความนิยมในตัวผู้นำของคนเมียนมา แม้จะต้องแข่งขันกับพรรคทหารหรือพรรคที่หนุนโดยฝ่ายทหาร แต่พรรคของออง ซาน ซู จี กลับชนะได้รับการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ทั้งระดับรัฐบาลกลางและระดับรัฐ ผมไปมาหลายรัฐมาก ล้วนแล้วเป็นคนของออง ซาน ซู จี ครับ

หลังจากที่มีการกล่าวปราศรัยโดยหลายคน รวมทั้งผมในฐานะผู้แทนของแอปเตอร์ และผู้แทนสถานทูตญี่ปุ่นซึ่งเธอได้กล่าวปราศรัยเป็นภาษาเมียนมา ก็มาถึงช่วงสำคัญ คือ การกล่าวของท่านมุขมนตรีรัฐกะเหรี่ยง ท่านได้เล่าสถานการณ์อุทกภัยและความเสียหายต่างๆ และได้ขอบคุณทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอปเตอร์ที่กรุณาประสานความช่วยเหลืออุทัยภัยที่เกิดขึ้นในรัฐกะเหรี่ยงครั้งนี้ อีกทั้งได้หารือกับกระทรวงเกษตรฯ ของรัฐบาลกลางว่าจะทำอย่างไรที่จะทำเขื่อนกั้นน้ำในแม่น้ำสาละวิน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้เป็นการถาวร

หลังจากเสร็จพิธีซึ่งต้องเร่งรีบพอสมควร เพราะช่วงบ่ายจะต้องไปทำพิธีส่งมอบข้าวในอีกรัฐหนึ่ง คือ มอญ ต้องเดินทางตามถนนที่ไม่ค่อยดีนัก ตัดมาทางทิศตะวันตกไปยังชายทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของรัฐมอญ ได้แก่เมืองที่มีชื่อหลายชื่อ แต่ในที่นี้ขอเรียกว่า เมือง “มะละแหม่ง” ก็แล้วกันครับ ใช้เวลาเดินทางประมาณเกือบๆ ชั่วโมง ส่วนประสบการณ์สนุกที่เกิดขึ้นในเมืองมะละแหม่งจะเป็นยังไงบ้าง ต้องอดใจรอนิดหนึ่ง ผมขออนุญาตยกไปเล่าต่อในคราวหน้าครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

%d bloggers like this: