ซอกแซกอาเซียน

All posts tagged ซอกแซกอาเซียน

ซอกแซกอาเซียน : 14 พฤศจิกายน 2562

Published November 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453729

ซอกแซกอาเซียน : 14 พฤศจิกายน 2562

ซอกแซกอาเซียน : 14 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมืองมะละแหม่ง ที่ผมว่ามีหลายชื่อ เพราะเราฟังภาษามอญ หรือภาษาเมียนมาได้ไม่ชัดผมก็พยายามเงี่ยหูฟังท่านรองอธิบดีกรมเกษตรพูดชื่อเมืองนี้หลายๆ ครั้งแล้ว มันเป็นไปได้ทั้งหมด ไทยเราจึงเรียกตามหูที่ได้ยินของแต่ละคนว่า เมาะลำเลิง บ้าง เมาะลำใย บ้าง บางคนฟังเป็นเมาะตะมะไปก็มียิ่งไปอ่านจากการสะกดเป็นภาษาอังกฤษที่เขาเขียนชื่อเมือง ก็ยิ่งอ่านไม่ได้เลย คือ Mawlamyine เรื่องของเรื่องก็คือ ระบบการสะกดภาษาอังกฤษของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน สำหรับตัวผมหลังจากที่ได้ไปๆมาๆ หลายประเทศทำให้ผมพอเดาจากการสะกดชื่อเป็นภาษาอังกฤษได้ว่าเป็นสไตล์ของประเทศใด เช่น สปป.ลาว จะสะกดคล้ายๆ จีน มีการเอาตัวอักษร X มาใช้เยอะ อย่างประตูชัย ก็เขียนว่า Patuxai เป็นต้น ถ้าเป็นอินเดีย ท ทหาร จะใช้ D แล้วตามด้วย H ตลอด เช่น ทิพยะ สะกดว่า Dhipaya ส่วนของไทยเราก็นิยมใช้ตัว H มากจนน่าเบื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัว พ พาน ต้องเขียนด้วย Ph ทุกครั้งจนฝรั่งมันอ่านเป็น ฟ ฟัน ทุกที แม้แต่นามสกุลผมเอง ในส่วนของเมียนมาเขามักจะมีตัว Y เข้าไปประกอบเกือบทุกคำเริ่มแต่ชื่อประเทศ Myanmar ในรัฐคะฉิ่นที่ผมเคยไปเมืองหลวงถ่ายรูปแล้วส่งไลน์ไปให้เพื่อนคนฟิลิปปินส์ดู บอกว่าอยู่ที่เมืองMyitkyina ปรากฏว่าเพื่อนอ่านไม่ออก (คงเหมือนมะละแหม่งนั่นแหละ)ต้องไปศึกษาถามผู้รู้อยู่นาน สักพักจึงแจ้งกลับมาบอกผมว่า ทำไมไม่เขียนว่า Mitchina (วะ) อีกเมืองในรัฐยะไข่ ที่มีพระพุทธรูปมหามุนีอันโด่งดังประดิษฐานอยู่ สะกดชื่อเมืองว่า Kyauktaw อ่านยังไงๆก็ไม่เป็น “เจ้าจ่อ” เหมือนที่รองอธิบดี เขาออกเสียงเลย

ไปเสียไกลเลยนะเรื่องภาษา กลับมาพูดเรื่องมอญครับ รัฐมอญคนมอญ คืออันเดียวกับมอญแถวพระประแดง หรือที่สามโก้ ปทุมธานีนั่นแหละ คนมอญมาอยู่ในเมืองไทยจนกลายเป็นคนสัญชาติไทยไปแล้วมีเป็นจำนวนมาก แต่ที่เมียนมาเขาเป็นรัฐรัฐหนึ่งที่ปกครองตัวเองแต่ในสัญชาติเมียนมา เมืองมะละแหม่งเป็นศูนย์กลางการบริหาร มีทำเนียบรัฐบาลมอญตั้งอยู่ เป็นเมืองใหญ่มากติดทะเลอันดามัน เห็นใครเล่าว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของเมียนมารองจากย่างกุ้ง และเป็นจุดที่แม่น้ำสาละวินไหลผ่านลงสู่ทะเล และก็เมืองมะละแหม่งที่ออกเสียงยากนี้แหละ ที่เป็นต้นทางฝั่งตะวันตกของ East West Economic Corridor ของอาเซียนซึ่งได้ตัดเป็นถนนเรียกว่าเส้น R9 เชื่อมฝั่งทะเลอันดามัน ไปเข้าประเทศไทยที่แม่สอด วิ่งผ่านจังหวัดตาก ไปพิษณุโลก เข้าเพชรบูรณ์ ผ่านชุมแพ ขอนแก่น ยางตลาดของกาฬสินธุ์ ไปออกมุกดาหาร ข้ามแม่น้ำโขง เข้าสุวรรณเขต สปป.ลาวไปเมืองเซโนที่ขายไก่ย่างชื่อดัง ออกเวียดนามที่ด่านลาวบาว เข้าไปเมืองเว้ และสิ้นสุดที่เมืองดานังที่ตั้งอยู่ติดทะเลจีนใต้ (อธิบายแบบเห็นภาพเลยครับ) จะว่าไปเส้นทาง R9 นี้ ผมเคยนั่งรถผ่านทะลุทะลวงมาแล้วเมื่อประมาณปี 2553 สมัยอบรมผู้บริหารของก.พ. ยกเว้นช่วงเดียวที่ยังไม่เคยผ่าน คือจากมะละแหม่งไป แม่สอดนี่แหละ คิดว่าวันหนึ่งต้องเอาให้จบให้ได้ครับ

มุขมนตรีของรัฐมอญเป็นผู้ชาย รูปร่างสูงใหญ่ ทำพิธีส่งมอบข้าวในห้องประชุมทำเนียบรัฐบาล ซึ่งลำดับพิธีการก็ไม่ต่างจากที่ผ่านๆ มา เพราะฝ่ายเจ้าหน้าที่ของท่านรองอธิบดี เขาเป็นผู้ดำเนินการเราก็เพียงไปกล่าวปราศรัย และยื่นป้ายใหญ่ๆ เขียนว่าเป็นข้าวบริจาคตามโครงการอะไร ท่านมุขมนตรีก็เป็นฝ่ายรับและส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องรับไปกระจายสู่ประชาชนผู้ประสบภัยธรรมชาติ ถ่ายรูปกันพองามแล้วก็เสร็จสิ้นกระบวนความ

ทริปนี้คณะเราต้องรีบเดินทางกลับทางเครื่องบินประมาณสองทุ่มซึ่งเป็นเที่ยวสุดท้าย จึงต้องเร่งบึ่งจากเมืองมะละแหม่ง ตีรถขึ้นเหนือมาย่างกุ้งอย่างเร็ว เพราะระยะทางไม่ใช่ใกล้ อีกทั้งยังเป็นทางสองเลน วิ่งทำเวลาไม่ค่อยได้ จนเจียนจะตกเครื่องบินเสียให้ได้ อาศัยท่านรองอธิบดี เขาส่งลูกน้องไปขอให้เคาเตอร์เช็คอินรอก่อนสักแป๊บ อย่าเพิ่งปิด ประกอบกับโชคดีที่เครื่องบินการบินไทยคืนนั้นดีเลย์ เราก็เลยสามารถเดินทางมาทันเครื่องบิน แต่ก็ด้วยความหวังที่ทำใจไว้แล้วว่า คงต้องอยู่ค้างย่างกุ้งรบกวนท่านรองอธิบดี อีกหนึ่งคืนเป็นแน่ เนื่องจากช่วงเวลานั้นเส้นทางไปสนามบินย่างกุ้งรถติดหนึบไม่แพ้กรุงเทพฯ เลยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 7 พฤศจิกายน 2562

Published November 8, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452236

ซอกแซกอาเซียน : 7 พฤศจิกายน 2562

ซอกแซกอาเซียน : 7 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปกติเวลาเดินทางไปที่ไหนๆ ท่านรองอธิบดีกรมเกษตรของเมียนมาก็จะพาพวกเราไปไหว้พระ แกคงทราบว่าคนไทยเวลาไปเมียนมา วัตถุประสงค์หลักคือการไหว้พระทำบุญ ความจริงคราวนี้ที่ไปรัฐกะเหรี่ยง แกก็ได้วางแผนว่า ระหว่างทางที่เราไปทำงานจะพาพวกเราแวะไปไหว้พระสำคัญที่คนไทยรู้จักดีและนิยมไปกันมาก คือ พระธาตุอินแขวน อยู่ไม่ไกลจากเส้นทางไปเมืองพะอัน ผมและคณะเคยเฉียดไปแถวนั้นถึง 2 ครั้ง แต่ยังมีบุญวาสนาไม่ถึง ไม่มีเวลาแวะไปไหว้เลยครับ ทราบว่าทางเมียนมาได้สร้างกระเช้าลอยฟ้าเข้าไป เป็นที่ตื่นตาและสะดวกต่อนักท่องเที่ยวอย่างมากในปัจจุบัน

ผมพักอยู่ที่โรงแรมชานเมืองพะอันเป็นโรงแรมใหญ่พอสมควร ห้องพักก็ใหญ่โต ถึงจะไม่ดูหรูหราเหมือนโรงแรมในเมืองใหญ่ รองอธิบดีจัดอาหารเย็นที่โรงแรมเลย ไม่ต้องไปกินข้างนอก มีท่านเกษตรจังหวัด เอ้ย เกษตรรัฐมาเป็นเจ้าบ้านคอยบริการดูแลเจ้านายจากกรมส่วนกลาง เรื่องหัวหน้าหน่วยงานระดับรัฐหรือเขตนี้ ขออนุญาตเล่าขั้นจังหวะนิดครับ เพราะว่าธรรมเนียมปฏิบัติแตกต่างจากของไทยเรา คือ เวลาเจ้านายผู้ใหญ่ส่วนกลางเช่นอธิบดี หรือรองอธิบดีเดินทางไปเยี่ยม ตัวหัวหน้าประจำรัฐหรือเขตจะต้องเดินทางมารับที่เขตแดนเลยนะครับ ไม่ใช่รอรับที่สำนักงานในเมือง อีกทั้งจะต้องตามประกบไปตลอดจนเสร็จภารกิจและหลังจากนั้นก็จะต้องเดินทางไปส่งเจ้านายที่เขตแดนของตัวเพื่อส่งต่อเจ้านายให้กับหัวหน้าประจำรัฐในอีกรัฐหนึ่งที่ติดต่อกันซึ่งต้องมารอรับเหมือนกัน เท่าที่ผมเดินทางโดยรถยนต์ ผมเห็นเป็นอย่างนี้ตลอด ของไทยจะเอาอย่างแบบนี้บ้างก็คงไม่มีใครว่านะ

ในการช่วยเหลือข้าวอุทกภัยครั้งนี้เป็นข้าวของญี่ปุ่น ดังนั้น นอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่ประจำแอปเตอร์ไปด้วยแล้ว ทางสถานทูตญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในเมืองย่างกุ้งก็ยังได้ส่งเลขานุการทูตซึ่งเป็นสุภาพสตรีมาร่วมอีกคน เป็นสาวญี่ปุ่นที่เล่าว่าเคยมาอยู่จังหวัดเชียงราย เลยพูดภาษาไทยได้ ตอนเช้าหลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมแล้ว คณะก็ออกเดินทางเข้าเมืองพะอันไปยังห้องประชุมทำเนียบรัฐบาลรัฐกระเหรี่ยงซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีการส่งมอบข้าวช่วยเหลือโดยพวกเราไม่ลืมที่จะใส่เสื้อประจำชาติกระเหรี่ยงที่เขาให้มาเมื่อวานไปด้วย ถึงที่ประชุมขณะที่คนยังมาไม่มากนัก เพราะเรามากันก่อนเวลา ก็เป็นการดีที่เราได้มีโอกาสซักซ้อมทำความเข้าใจกับขั้นตอนพิธีการต่างๆ และได้มีโอกาสทักทายโอภาปราศรัยกับผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน เริ่มตั้งแต่ท่านรัฐมนตรีจากรัฐบาลกลาง ท่านอธิบดีกรมเกษตร ท่านรัฐมนตรีเกษตรของรัฐ ท่านรัฐมนตรีสวัสดิการของรัฐ และก็ใครๆ อีกหลายคนจำไม่ได้ แต่ท่านมุขมนตรี ซึ่งเป็นประธานในพิธีตอนนี้ยังไม่มา

พูดถึงคณะบริหารรัฐหรือเขตต่างๆ ของเมียนมา เท่าที่ได้พบมาหลายแห่ง พวกนี้ส่วนมากสังกัดพรรคเดียวกับ ออง ซาน ซู จี เกือบทั้งนั้น ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเป็นรัฐบาลระดับรัฐ แสดงให้เห็นถึงความนิยมในตัวผู้นำของคนเมียนมา แม้จะต้องแข่งขันกับพรรคทหารหรือพรรคที่หนุนโดยฝ่ายทหาร แต่พรรคของออง ซาน ซู จี กลับชนะได้รับการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ทั้งระดับรัฐบาลกลางและระดับรัฐ ผมไปมาหลายรัฐมาก ล้วนแล้วเป็นคนของออง ซาน ซู จี ครับ

หลังจากที่มีการกล่าวปราศรัยโดยหลายคน รวมทั้งผมในฐานะผู้แทนของแอปเตอร์ และผู้แทนสถานทูตญี่ปุ่นซึ่งเธอได้กล่าวปราศรัยเป็นภาษาเมียนมา ก็มาถึงช่วงสำคัญ คือ การกล่าวของท่านมุขมนตรีรัฐกะเหรี่ยง ท่านได้เล่าสถานการณ์อุทกภัยและความเสียหายต่างๆ และได้ขอบคุณทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอปเตอร์ที่กรุณาประสานความช่วยเหลืออุทัยภัยที่เกิดขึ้นในรัฐกะเหรี่ยงครั้งนี้ อีกทั้งได้หารือกับกระทรวงเกษตรฯ ของรัฐบาลกลางว่าจะทำอย่างไรที่จะทำเขื่อนกั้นน้ำในแม่น้ำสาละวิน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้เป็นการถาวร

หลังจากเสร็จพิธีซึ่งต้องเร่งรีบพอสมควร เพราะช่วงบ่ายจะต้องไปทำพิธีส่งมอบข้าวในอีกรัฐหนึ่ง คือ มอญ ต้องเดินทางตามถนนที่ไม่ค่อยดีนัก ตัดมาทางทิศตะวันตกไปยังชายทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของรัฐมอญ ได้แก่เมืองที่มีชื่อหลายชื่อ แต่ในที่นี้ขอเรียกว่า เมือง “มะละแหม่ง” ก็แล้วกันครับ ใช้เวลาเดินทางประมาณเกือบๆ ชั่วโมง ส่วนประสบการณ์สนุกที่เกิดขึ้นในเมืองมะละแหม่งจะเป็นยังไงบ้าง ต้องอดใจรอนิดหนึ่ง ผมขออนุญาตยกไปเล่าต่อในคราวหน้าครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 31 ตุลาคม 2562

Published November 7, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450711

ซอกแซกอาเซียน : 31 ตุลาคม 2562

ซอกแซกอาเซียน : 31 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเดินทางซอกแซกของผมในหมู่ประเทศอาเซียนคงไม่มีสิ้นสุดครับ เพราะเป็นภารกิจหลักของแอปเตอร์ โดยเฉลี่ยแล้วหากรวมทั้งการเข้าร่วมการประชุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว เดินทางตกเดือนละ 1 ครั้ง เรียกว่าพาสปอร์ตผมมีการประทับตราของ ตม.ไทยและต่างประเทศเต็มไปหมดครับ

ตอนนี้อยากจะเล่าเรื่องของเมียนมาเพิ่มเติมจากที่เคยเล่ามาแล้วครับ เพราะมักจะไปบ่อย เนื่องจากมีกิจกรรมการช่วยเหลือด้านข้าวค่อนข้างมาก ทั้งนี้ เพราะท่านรองอธิบดีกรมเกษตรของเขา ซึ่งเป็นคณะมนตรีของแอปเตอร์ด้วย แกให้ความสนใจกิจกรรมของแอปเตอร์มาก เวลาไปประเทศเมียนมาแต่ละครั้ง แกจะดูแลต้อนรับขับสู้อย่างดี ปานว่าเป็นญาติสนิท ประการแรกคือ แกต้องมารับที่สนามบินด้วยตัวเองทุกครั้ง ช่วงต้นๆ แกจะรออยู่ข้างนอกเขตตรวจคนเข้าเมือง รอให้พวกเราเดินผ่าน ตม.แล้วก็เจอแก แต่ตอนหลังๆ เข้าใจว่าแกคงมีประสบการณ์และรู้ช่องทางมากขึ้นแกเลยประสานทาง ตม.มารับข้างในหรือให้คณะเราผ่านช่องทางพิเศษอันรวดเร็วได้เลย

สนามบินที่ย่างกุ้งปัจจุบันมีการสร้างอาคารผู้โดยสารขยายใหญ่ขึ้น และมีหลายอาคาร ต้องใช้รถเวียนระหว่างการเดินทางในและต่างประเทศ สายการบินของเมียนมามีประมาณ 2-3 สาย เป็นของรัฐ 1 สาย ส่วนมากบริการภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ และมีเครื่องบินขนาดเล็กและขนาดกลางเท่านั้น ไม่มีขนาดใหญ่ระหว่างประเทศ แต่ธุรกิจการบินของเขาดูเหมือนจะไม่มีปัญหาด้านการขาดทุน อาจเป็นเพราะเขาไม่ต้องไปแข่งขันกับสายการบินต่างชาติ เอาแค่ว่าดำเนินกิจการภายในเฉพาะเพื่อบริการคนเมียนมาเองก็เพียงพอแล้ว ซึ่งเท่าที่ผมสังเกต ทุกเที่ยวบินที่บินไปในเมืองสำคัญๆ ของเขา จะมีผู้โดยสารเต็มลำตลอด การบริการดีได้มาตรฐาน อันนี้ผิดจากที่ผมคิดไว้แต่แรกที่เดาว่าการบินเมียนมาคงยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร การที่มีคนโดยสารเครื่องบินเยอะเพราะว่าการเดินทางในเมียนมาโดยทางรถยนต์ไม่สะดวกอย่างยิ่ง ส่วนรถไฟก็เช่นกัน ฉะนั้น คนมีเงินจึงไม่นิยมใช้และหันมาใช้เครื่องบินแทน

คราวก่อนๆ ผมนั่งเครื่องบินไปปฏิบัติงานทางภาคเหนือของประเทศเมียนมา เช่น เมืองชิตตเว ของรัฐยะไข่ หรือเมืองมิตจีนา ของรัฐคะฉิ่น แต่คราวนี้ผมจะนำท่านผู้อ่านนั่งรถยนต์ไปแถวรัฐกะเหรี่ยงและรัฐมอญครับ ซึ่งรัฐกะเหรี่ยงนี้อยู่ทางทิศตะวันออกของเมียนมา มีเขตแดนติดเชื่อมต่ออำเภอแม่สอด จังหวัดตากของไทย ส่วนรัฐมอญก็อยู่ใกล้เคียงกันลงมาทางใต้ติดทะเลอันดามันครับ การเดินทางจากย่างกุ้งจะต้องใช้เส้นทางหมายเลข 1 ขึ้นไปทางเหนือผ่านเขตพะโคก่อน และจึงเลี้ยวย้อนลงมาทางทิศใต้ เนื่องจากไม่มีถนนตัดตรง นับว่าอ้อมพอสมควรทีเดียว และเส้นทางนี้จะเป็นเส้นเดียวกันกับที่มุ่งสู่ภาคใต้สุดของเมียนมาที่ติดกับชายแดนจังหวัดระนองของไทย การเดินทางไปรัฐกะเหรี่ยงจะต้องแยกจากเส้นทางหลักไปทางทิศตะวันออก เป็นเส้นทางเดียวกับถนนที่จะมาเชื่อมกับอำเภอแม่สอด

พูดถึงกะเหรี่ยง หรือ Karen พวกเราคนไทยส่วนมากคงคุ้นเคยได้ยินคำว่ากะเหรี่ยงกันมาแต่เกิดใช่ไหมครับ ทั้งนี้ เพราะในประเทศไทยเรามีชนกลุ่มน้อยอาศัยตามเทือกเขาภาคเหนือและภาคตะวันตกที่เรียกว่าชนเผ่ากะเหรี่ยงอาศัยอยู่กระจายทั่วไป จากการที่ได้ไปแจกข้าวสารช่วยเหลือน้ำท่วมที่รัฐกะเหรี่ยงทำให้ผมทราบว่า คนกะเหรี่ยงที่อยู่ในไทยเราก็เป็นชนกลุ่มเดียวกันกับที่มีแผ่นดินในเมียนมาครับ ทั้งนี้ สังเกตจากเสื้อชุดประจำชาติสีขาวลายทางยาวสีแดงที่เขาใส่และยังนำมามอบให้ผมใส่ในพิธีส่งมอบข้าวที่จัดขึ้นในเมืองหลวงของรัฐ คือ เมืองพะอัน นั้นเหมือนกับที่ชนเผ่ากะเหรี่ยงในไทยใส่เปี๊ยบเลย

เมืองพะอัน ตั้งอยู่ติดแม่น้ำชื่อดัง “สาละวิน” วันนั้นมุขมนตรีของรัฐ หรือ Chief Minister ซึ่งเป็นสุภาพสตรี กรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี จัดขึ้นในห้องประชุมของรัฐใกล้ทำเนียบรัฐบาลกะเหรี่ยง ส่วนผู้แทนรัฐบาลกลางเมียนมา คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์และชลประทาน แต่ก่อนวันพิธีการ ท่านรองอธิบดีพาพวกเราไปดูชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม จนต้องอพยพไปอาศัยอยู่ที่วัดหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นฤดูฝน มีฝนตกหนัก แม่น้ำสาละวินที่ไหลผ่านเมืองมีระดับน้ำสูงมาก ผู้คนอพยพจะอยู่อาศัยบนศาลาวัด ลูกเล็กเด็กแดงอยู่กันเต็ม พื้นที่ครอบครัวละประมาณ 2 ตารางเมตรหุงข้าวกินกันเป็นวงๆ เห็นพวกเราไปเยี่ยมยังมีน้ำใจเรียกกินข้าวด้วยกันอีก

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 24 ตุลาคม 2562

Published October 31, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449231

ซอกแซกอาเซียน : 24 ตุลาคม 2562

ซอกแซกอาเซียน : 24 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเจรจาซื้อขายข้าวรูปแบบที่ 1 ระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ที่กรุงเทพฯ เหลือขั้นตอนสุดท้าย คือ การลงนามในสัญญาระหว่าง 2 ฝ่าย ซึ่งสำนักเลขานุการแอปเตอร์รับผิดชอบเป็นผู้ร่างสัญญา มีการหารือกันทางอีเมลไปมาจนในที่สุดเห็นพ้องต้องกันทุกฝ่าย ก็ได้ทำการแจ้งต่อคณะมนตรีแอปเตอร์ เพื่อให้ความเห็นชอบด้วย นับเป็นความพยายามของฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ที่ผลักดันเรื่องนี้จนเกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เรากำหนดไว้ว่าจะมีการลงนามสัญญาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ในคราวประชุมรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้ของอาเซียนบวกสาม ปี 2561 จัดขึ้นที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ซึ่งก็เป็นคราวเดียวกับที่
ที่ประชุมรัฐมนตรีเกษตรฯกำหนดที่จะมีการลงนามในพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงแอปเตอร์ที่เกี่ยวกับการขยายการบริจาคเงินโดยสมาชิกแอปเตอร์ต่อไปอีก 5 ปี พอดี เรียกได้ว่าการประชุมครั้งนี้เรื่องของแอปเตอร์จัดเป็นระดับพระเอกของการประชุมเลยทีเดียว

การจัดประชุมรัฐมนตรีเกษตรฯอาเซียนบวกสามครั้งนี้ ต่อจากที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดที่เชียงใหม่ เมื่อปี 2560 ที่ผมเคยเล่าว่าพิธีเปิดทำอย่างอลังการมาก แม้แต่ญี่ปุ่นยังชม แต่มาปีที่เวียดนามจัด สังเกตดูเขาไม่มีอะไรที่หรูหราเลย ทำแบบธรรมดามากๆ เข้าใจว่าเขาคงจะไม่อยากจะแข่งกับไทย เลยทำแบบเรียบง่ายไปเสียเลย กรุงฮานอยทุกวันนี้ต่างจากอดีตที่ผมเคยไปประมาณ 10 ปีมาแล้วมากโขครับ เริ่มตั้งแต่อาคารสนามบินใหม่ที่ปรับปรุงใหม่ใหญ่โตโอ่อ่ามากกว่าเดิม แม้จะเป็นจุดที่ตั้งเก่าก็ตาม คณะผู้จัดประชุมเตรียมรถพาหนะมารับแขกเมืองกันอย่างดี ผ่านช่องทาง ตม.พิเศษแล้วเดินทางเข้าเมืองไป โรงแรมที่จัดก็ใหญ่พอสมควร ตั้งอยู่ราวใจกลางเมือง มีสถานที่น่าสนใจไม่ไกลนัก สามารถเดินไปถึงได้ เช่น ทะเลสาบใหญ่ สุสานโฮจิมินห์ ที่ทำการรัฐบาล สถานีรถไฟ แต่ตัวตลาดฮานอยยังไม่ค่อยพัฒนานัก เป็นแบบเก่าๆ ถนนไม่กว้างขวาง มีรถยนต์วิ่งไม่มากนัก แต่ที่มากสุดๆ คือ “มอเตอร์ไซค์” ครับ

คนเวียดนามนิยมใช้มอเตอร์ไซค์มาก เกือบทุกเมืองมีมากวิ่งกันขวักไขว่แทบจะชนกัน (แต่มีชนกันจริงๆ น้อยมาก) ฮานอยไม่ใช่เมืองหลวงทางเศรษฐกิจของเวียดนาม เพราะอดีตเป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนามเหนือ แต่เมืองเศรษฐกิจ คือ ไซ่ง่อน (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองโฮจิมินห์) ซึ่งอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนามใต้ พอรวมกันหลังจากฝ่ายใต้ยอมแพ้ เพราะอเมริกาผู้หนุนหลังถอนตัวไป เวียดนามเลยเอาฮานอยเป็นเมืองหลวงของประเทศ นับว่าเป็นนโยบายที่ถูกต้อง เนื่องจากไซ่ง่อนเป็นเมืองธุรกิจ มีผู้คนหนาแน่นจอแจมาก

พิธีลงนามที่สำคัญและกระทำในห้องประชุมใหญ่ คือ การลงนามของรัฐมนตรีเกษตรฯ ของอาเซียนบวกสาม ในพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงแอปเตอร์ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ดำเนินการจัดและประสานงานโดยสำนักเลขาธิการอาเซียน ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ส่วนการลงนามสัญญาซื้อขายข้าวรูปแบบที่ 1 นั้น ฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์เป็นผู้ดำเนินการ โดยใช้ห้องประชุมย่อยของโรงแรม แต่ก็ได้มีการแจ้งให้ที่ประชุมใหญ่ทราบด้วย ผู้แทนประเทศญี่ปุ่นที่ลงนามนั้น คือ อธิบดีกรม ภายใต้กระทรวงเกษตรป่าไม้และประมง ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็นท่านคนใหม่ ส่วนของทางฟิลิปปินส์ได้แก่ รองปลัดกระทรวงเกษตร ทั้งนี้ เราได้เชิญผู้แทนสำนักเลขาธิการอาเซียนมาเป็นสักขีพยานด้วย

เสร็จสิ้นทั้งภารกิจการผลักดันการซื้อขายข้าวในรูปแบบที่ 1 ของแอปเตอร์ รวมทั้งการลงนามในสัญญาเรียบร้อย เราในฐานะฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็เลยเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ทั้งฝ่ายญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ที่ภัตตาคารไม่ไกลจากโรงแรมประชุมมากนัก เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จ อย่างไรก็ดีผมขออนุญาตเรียนไว้ตรงนี้ว่า ความสำเร็จครั้งนี้ คงไม่ใช่เกิดจากสำนักเลขานุการแอปเตอร์ฝ่ายเดียว แต่เกิดจากประเทศญี่ปุ่นเป็นหลักครับ เพราะความตั้งใจเอาจริงเอาจังของคณะเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องของทางกระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่น รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่ประจำแอปเตอร์ กรุงเทพฯ พวกเขามีความแอ็คทีฟมากจริงๆ จนทางฟิลิปปินส์ใจอ่อนตอบตกลง เชื่อว่าถ้าลำพังฝ่ายเลขานุการแอปเตอร์เจรจาเอง โดยไม่มีทางญี่ปุ่นมาช่วยด้วย ผมคิดว่าไม่มีทางสำเร็จได้เลย ก็ต้องขอขอบคุณทางญี่ปุ่นมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 17 ตุลาคม 2562

Published October 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447631

ซอกแซกอาเซียน : 17 ตุลาคม 2562

ซอกแซกอาเซียน : 17 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อีกสองเดือนต่อมา ราวสิงหาคม 2561 สำนักเลขานุการแอปเตอร์ที่กรุงเทพฯ ก็ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดเจรจาการซื้อขายข้าวรูปแบบที่ 1ต่อจากครั้งที่แล้วที่จัดโดยญี่ปุ่น หลังจากที่ได้ประสานกันไปมาทั้งสามฝ่ายถึงวันที่ลงตัว โดยใช้สำนักเลขานุการแอปเตอร์เรานี่แหละเป็นสถานจัดเจรจา เพราะเรามีห้องประชุมขนาดกะทัดรัดพอนั่งได้สัก 20 คน ก็ทำให้ใกล้ชิดกันดีมากยิ่งขึ้น คณะเจรจาทั้งหมดเกือบแทบจะเป็นชุดเดิมเหมือนเมื่อครั้งที่แล้ว ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ยกเว้นตัวผู้อำนวยการกองญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนคนใหม่ ทำให้พวกเราคุ้นเคยกันดีมาก สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ได้จัดเตรียมเอกสารไว้เรียบร้อย ว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ยังไม่บรรลุข้อตกลง ซึ่งเท่าที่ดูก็เหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

การประชุมเริ่มช่วงเช้า ไปจนกระทั่งถึงเกือบเที่ยง ทุกอย่างก็จบลงด้วยความสุข เพราะคราวนี้ ดูเหมือนว่าทางฟิลิปปินส์แทบจะไม่มีเงื่อนไขต่อรองใดๆ เลย โอเคๆ ไปหมดจนเราก็รู้สึกแปลกใจ คิดย้อนถึงปีที่แล้วสมัยเริ่มต้น ช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะตอนแรกๆ ดูเหมือนว่าการเจรจาจะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลย ก็อย่างที่ผมบอกไปแล้วนั่นแหละ ทุกวันนี้ปริมาณผลผลิตข้าวมีมาก จะซื้อที่ไหน เมื่อไรก็ได้ แต่ถ้าย้อนคิดกลับไปจนถึงปี 2551 ที่ราคาข้าวสารพุ่งปรี๊ดในทุกตลาดโลก ซึ่งช่วงนั้นทำให้ราคาข้าวเปลือกของชาวนาสูงขึ้นด้วยเป็นหมื่นๆ บาทต่อตัน เป็นต้นมา ช่วงนั้นนั่นแหละที่ประเทศที่ขาดแคลนข้าว หรือผลิตข้าวไม่พอกินพากันเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เงินก็มีน้อย ขณะที่ราคาข้าวสารกลับสูงมาก ยิ่งมีพ่อค้าหัวใส คิดเก็งกำไร กักตุนข้าวไม่ขาย ราคาข้าวก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้ระบบซื้อขายข้าวของแอปเตอร์ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ประเทศผลิตข้าวไม่พอกินทั้งหลาย จึงพากันเร่งรัดผลักดันให้สร้างระบบความมั่นคงทางอาหารขึ้นอย่างถาวร

เมื่อการเจรจาเสร็จสิ้น ทางสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ในฐานะเจ้าภาพก็จัดเลี้ยงอาหารกลางวัน โดยเลียนแบบญี่ปุ่น คือ ซื้อข้าวมากินต่อในห้องประชุมนั้นเอง ลิ้มรสอาหารไทยแบบจานเดียวบะหมี่เป็ดย่างเอ็มเคกันอย่างอร่อย เหลือเวลาภาคบ่าย เราจึงจัดให้คณะทั้งหมดไปเที่ยวชมดูงาน 2 จุด ด้วยกัน จุดแรก คือ ตลาดไทแถวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เน้นตลาดผลไม้ กับจุดที่ 2 คือ อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา ความจริงเราก็วางแผนไว้แล้วว่า คงไม่ใช่สถานที่ไกลเกินไป เพราะมีบางท่านต้องเดินทางกลับคืนนี้เลย อีกทั้งสถานที่นั้นก็ต้องน่าสนใจพอสมควร

สำหรับตลาดผลไม้ที่ตลาดไท ผมว่าคิดถูกแล้วที่พาเขามาชม เพราะยิ่งใหญ่เหลือเกิน มีผลหมากรากไม้นานาชนิด ที่เมืองหนาวอย่างประเทศญี่ปุ่นไม่มี ฟิลิปปินส์ถึงจะมีบางชนิดแต่ก็ไม่หลากหลายเท่าที่ไทยมี พอดีเป็นช่วงทุเรียนออก มีทั้งมังคุดด้วย ทั้ง คิงและควีนออฟฟรุ๊ต มาโชว์เป็นที่น่าสนใจแด่บรรดาแขกต่างประเทศมากทีเดียว เสียอยู่อย่างเดียว เราไม่สามารถแบ่งซื้อเพื่อนำมาชิมได้ เพราะเขาจำหน่ายเป็นเข่งๆ ลังๆ มันมากเกินไปครับ

ส่วนจุดที่ 2 คือเมืองเก่าอยุธยา เราก็ว่าคงน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ก็เฉพาะคนญี่ปุ่น เพราะทีมฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะท่านรองผู้บริหารหัวหน้าคณะของเขา ซึ่งเป็นสุภาพสตรีบอกว่า แกเคยไปมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรแกก็ชอบไปชมอีก แล้วยังย้อนถามน้องๆ ที่อยู่แอปเตอร์อีกว่า อยู่ประเทศไทยมาเที่ยวบ่อยไหมเจอคนตอบแจ็คพอตพอดีว่า “ไม่เคยเลย” อ้าว เป็นงั้นไป โถ ก็อย่างนี้แหละ คนอยู่ใกล้มักจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไม่คิดจะไปเยี่ยมชม แต่คนต่างประเทศ ได้ยินการโฆษณาจากสื่อต่างๆ ก็อยากจะมาชมเสียให้ได้

คงเหมือนกับผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่มาประจำอยู่แอปเตอร์นั่นแหละ แกมาอยู่ประจำประมาณ 2 ปีเศษ เที่ยวเมืองไทยเสียจนปรุ เสาร์ อาทิตย์ถ้าไม่ได้ตีกอล์ฟ แกก็จะเดินทางไปสถานที่ดังๆ ในต่างจังหวัด ไปกับเพื่อนเขาบ้าง ไปคนเดียวบ้าง ส่วนมากนั่งรถไฟไป ผมก็มานั่งนึก แหมญี่ปุ่นมีรถไฟชิงคันเซนอันแสนสะดวกและรวดเร็ว
แต่กลับต้องมานั่งรถไฟบูโรทั่งของไทย ฉึกฉักๆ ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง เขาคงจะได้อารมณ์ไปอีกแบบ นั่งไปพิษณุโลก เที่ยวสุโขทัยแล้วกลับกรุงเทพฯ ไปหาดใหญ่ ปาดังเบซาร์ ไปได้หมด ถือเป็นกำไรของชีวิตจริงๆ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

hanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 10 ตุลาคม 2562

Published October 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446220

x

ซอกแซกอาเซียน : 10 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อการประชุมเจรจาที่กระทรวงเกษตรป่าไม้และประมงของญี่ปุ่นเสร็จ ตอนบ่ายแก่ๆ เขาก็พาไปชมโรงงานแปรรูปข้าว หรือโรงสีนั่นแหละ ตั้งอยู่ในจังหวัดชิบะ ไม่ไกลจากโตเกียวมากนัก เพราะโรงงานแห่งนี้แหละที่ทางการญี่ปุ่นจ้างให้สีข้าวและบรรจุกระสอบ เพื่อจัดส่งไปช่วยเหลือต่างประเทศ

การเดินทางของคณะเราซึ่งรวมถึงผู้แทนฟิลิปปินส์ ทางญี่ปุ่นจัดรถตู้ให้นั่งรวมกันไป มีคนขับพร้อม เข้าใจว่าเป็นรถราชการ พูดถึงคนขับรถยนต์ หรือที่เรามักเรียกติดปากกันว่า พขร. ผมชอบระบบของญี่ปุ่นเขามาก อันที่จริงแล้ว เราคงพอทราบกันล่ะว่าของเขาควรจะเป็นอย่างไร แต่ผมอยากนำมาเสนอไว้อีกครั้ง เผื่อว่าท่านผู้บริหารราชการเมืองไทยจะเห็นงามและคิดเอาไปใช้บ้าง นั่นคือ พขร. หน่วยราชการญี่ปุ่นนี้ เขาจะแต่งตัวสุภาพมาก ใส่เสื้อขาวแขนสั้นทับในกางเกงขายาวสีดำ รองเท้าหนังสีดำ และใส่ถุงมือสีขาว ทุกครั้งที่นำรถมาจอดเทียบเพื่อให้แขกผู้โดยสารขึ้นลงรถตู้ เขาจะวิ่งมายืนที่ประตูผู้โดยสารคอยเปิดและปิดประตู พร้อมโค้งคำนับ ยิ้มแย้มแจ่มใส จนเราก็ต้องขอบคุณและคำนับตอบด้วยความเกรงใจ ดูแล้วช่างน่าประทับใจดีแท้ครับ ที่เขาทำได้เช่นนี้ ส่วนหนึ่งเท่าที่ผมพอรู้มาอยู่บ้างสำหรับในประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ว่าสิ่งที่ทำนั้นจะเป็นอาชีพที่ดูต่ำต้อย อย่างเช่น คนกวาดถนนก็ตาม เป็นเพราะมีความภาคภูมิใจในอาชีพที่ทำและการได้รับเกียรติจากสังคมโดยเท่าเทียมกัน กล่าวง่ายๆ คือ ในสังคมที่ยึดถือค่านิยมตามระบบคุณธรรม แทบจะไม่มีใครดูถูกใคร ไม่ว่าใครจะประกอบอาชีพอะไร หากเขาคนนั้นประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและเคารพในสิทธิและเกียรติของคนอื่นครับ

ตกตอนเย็นหลังจากไปดูงานการสีข้าวของญี่ปุ่น ซึ่งโดยสรุป ผมว่าคงจะไม่มีใครทำได้เทียบเท่า หรือใกล้เคียงกับระบบของเขาเป็นแน่ คณะก็เดินทางกลับมาโตเกียว และในตอนค่ำ ก็จะเป็นการเลี้ยงรับรองของเจ้าภาพตามประเพณี แต่การเลี้ยงรับรองของญี่ปุ่นแตกต่างอย่างมากกับที่ฟิลิปปินส์ เพราะสถานที่จัดเลี้ยงไม่ได้ใช้ห้องประชุมใหญ่ของกรมหรือสำนักงานพร้อมมีดนตรีเต้นรำกันอย่างครื้นเครงสุดเหวี่ยง แต่ของญี่ปุ่นไปจองร้านอาหารข้างนอก และจัดแบบพิธีการเป๊ะเลยซึ่งความจริงทางสำนักเลขานุการแอปเตอร์ของพวกเราเองก็เคยจัดเลี้ยงแบบนี้มาหลายครั้งแล้วเมื่อมีการประชุมกันในวาระต่างๆ ที่กรุงเทพฯ

สถานที่จัดเลี้ยงเป็นห้องอาหารตั้งอยู่บนอาคารสูง ไม่ไกลจากย่านอาซะกุสะซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญของโตเกียวเท่าใดนักห้องอาหารคงราวๆ ชั้นที่ 20 เห็นจะได้ สามารถมองออกผ่านกระจกเห็นวิวเมืองโตเกียวด้านหนึ่งสวยงามมาก มีคนร่วมงานเลี้ยงประมาณเกือบ 20 คน เจ้าภาพญี่ปุ่นมีท่านอธิบดีมาเอง นั่งกลางโต๊ะยาวหันหลังให้กระจก ส่วนแขกทั้งหมดนั่งหันหน้าออกกระจกเห็นวิวได้ และนี่คือวิธีการจัดโต๊ะที่นั่งตามโปรโตคอลที่ถูกต้องแบบหนึ่ง บนโต๊ะหน้าเก้าอี้นั่งจะเขียนชื่อและตำแหน่งผู้นั่งไว้ทุกคน และมีกระดาษเขียนเมนูอาหารไว้ด้วยทุกที่นั่ง เรียกว่าเต็มรูปแบบพิธีการทูตเลย

แต่บรรยากาศงานเลี้ยงที่ญี่ปุ่นคืนนั้น กลับไม่ดูเงียบเกร็งไปตามระบบระเบียบพิธีการทูตเท่าใดนัก เพราะต้องขอบคุณท่านอธิบดีญี่ปุ่นที่กรุณาพูดคุย และสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองให้กับพวกเราทุกคนขึ้นชื่อว่าคนญี่ปุ่นแล้ว เกือบทุกคนดื่มจัดมากกินเหล้าเบียร์เหมือนกินน้ำ พอได้ที่ก็จะเริ่มพูดจาเสียงดังฟังชัด พร้อมกับพูด “คัมปาย” คล้ายๆ กับ“กัมเปย”ในภาษาจีน ชนแก้วกันถี่ๆขณะที่อาหารก็มาตามคอร์ส แต่ก็ไม่ดึกอะไรนัก สักสามทุ่มก็เลิก เพราะเห็นเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่นบอกว่า เจ้านายแกคงพอ เพราะก่อนจะมาพบกินกับพวกเรา แกไปงานเลี้ยงอื่นมาก่อน นี่ก็เป็นภารกิจของผู้ใหญ่นะ กลางคืนยันดึกดื่นต้องเข้าสังคมไม่ต่างกันเลยเกือบทั่วโลก

เวลาสามทุ่มของญี่ปุ่น สำหรับคอดื่มถือว่ายังเยาว์วัยมาก พวกเจ้าหน้าที่ก็เลยนัดแนะพวกเราไปกินกันต่ออีกร้าน ซึ่งเหมือนกับผมเมื่อสมัยยังหนุ่มๆ อยู่ที่มักจะร่วมกับเพื่อนคอเดียวกัน ชวนกันไปต่อ “ข้าวต้มสัก 1 แบน” หมายถึงจะไปกินข้าวต้มก่อนกลับบ้าน แต่เมื่อไปถึง กลับไปสั่งเหล้าที่ร้านข้าวต้มกินต่ออีก คนญี่ปุ่นก็เช่นกัน ที่โดยทั่วไปจะกินจนกระทั่งประมาณเที่ยงคืนหรือตีหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลารถไฟใต้ดินเที่ยวสุดท้าย จึงได้เวลาแยกย้ายกลับบ้าน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 3 ตุลาคม 2562

Published October 6, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444745

ซอกแซกอาเซียน :  3 ตุลาคม 2562

ซอกแซกอาเซียน : 3 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเจรจาอันยาวนานในการผลักดันการซื้อขายในรูปแบบที่ 1 (Tier 1) ระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ โดยมีฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์เป็นตัวกลาง หรือฝ่ายอำนวยความสะดวก ตามที่ได้เล่ามาในฉบับก่อน ผมขอเล่าเพิ่มอีกนะครับจนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนความเพราะมีอะไรหลายอย่างน่าสนใจ เนื่องจากเป็นสิ่งใหม่ที่พวกเราเกือบทั้งหมดไม่เคยทำมาก่อน

การเจรจาครั้งที่ 3 กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงของญี่ปุ่น ขอเป็นเจ้าภาพ โดยคราวนี้ นอกจากผู้แทนฟิลิปปินส์แล้ว ยังได้เชิญฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ไปร่วมด้วย (ครั้งแรกที่จัดขึ้นที่กรุงโตเกียวมีเฉพาะญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์คุยกันเอง) ซึ่งในการเดินทางไปกรุงโตเกียวครั้งนี้ราวๆ กลางปี 2561 ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นประจำแอปเตอร์ก็ร่วมไป เพราะจะได้เป็นไกด์คณะพวกเราด้วยอีกทั้งเขาทำงานอยู่ที่กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานตัวแทนฝ่ายญี่ปุ่นพร้อมทั้งเป็นสถานที่สำหรับจัดพบปะพูดคุย ส่วนฝ่ายฟิลิปปินส์นำโดยรองผู้บริหารสูงสุด เป็นสุภาพสตรี (สมกับที่จะรับบทเจ้าสาวเลย)

การได้เข้าไปอาคารกระทรวงเกษตรฯ ของญี่ปุ่นครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ต่อจากที่ผมเคยเข้าไปครั้งแรกเมื่อสมัย 23 ปีที่แล้ว สมัยนั้นผมยังเป็นนักวิชาการเกษตร อยู่ที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับทุนไจกา ไปฝึกอบรมด้านวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ที่ศูนย์ไจกาแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียวใกล้ๆ ย่านการค้าชินจูกุอันโด่งดัง ทางผู้จัดฝึกอบรมได้พาพวกผมไปเยี่ยมกระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่น ซึ่งตั้งอยู่ย่านคาซูมิกาเซกิ ไม่ไกลจากพระราชวังอิมพีเรียลมากนัก เพื่อฟังบรรยายสรุป สังเกตแล้วทั้งสถานที่ สภาพตึกอาคาร เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้น คือสะอาดสดใส ไม่มีความเก่าหมองเข้ามาเยือนเลยสักนิด

ปัจจุบันการเข้าไปในตัวอาคารกระทรวงเขาไม่ได้ง่ายเหมือนเข้ากระทรวงเกษตรฯ บ้านเราที่ใครๆ ก็เดินเข้าไปได้เลยนะครับ ก็ทั้งๆ ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเกาะ มีแต่น้ำล้อมรอบ คนลักลอบเข้าเมืองยากที่สุดอยู่แล้ว แต่ระบบการรักษาความปลอดภัยของเขาถือว่าเยี่ยมมาก วิธีการคือ ทุกคนต้องกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มและมีคนญี่ปุ่นในกระทรวงรับรองว่าเข้าไปทำภารกิจอะไร จากนั้นเจ้าหน้าที่จะให้บัตรห้อยคอคนละ 1 ใบ เมื่อจะเข้าต้องแตะบัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้ประตูอัตโนมัติเปิดให้เดินเข้าไป พวกเราพร้อมทั้งผู้แทนฟิลิปปินส์ เมื่อพร้อมกันแล้วก็ขึ้นลิฟต์ไปพบกับท่านผู้อำนวยการกอง ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายญี่ปุ่น พบทักทายเบื้องต้น แล้วแกก็พาพวกเราทั้งหมดไปพบกับท่านอธิบดีเพื่อเยี่ยมคำนับก่อน

ท่านอธิบดีญี่ปุ่นคนนี้ผมรู้จักดี เพราะเคยเจอแกที่เสียมเรียบ กัมพูชา ในคราวประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์เมื่อสองปีก่อน และก็เจอแกอีกครั้งหลังจากนั้น เมื่อแกเดินทางมาเมืองไทยและแวะเยี่ยมสำนักเลขานุการแอปเตอร์ เมื่อไปพบแกก็ดีใจและพูดคุยกันอย่างกันเอง สังเกตดูสภาพห้องอธิบดีญี่ปุ่นแล้ว ผมว่าสู้ห้องอธิบดีของไทยไม่ได้ครับไม่ว่าจะในด้านความใหญ่โตรโหฐาน ความโอ่อ่า ประดับประดา หรือแม้แต่คณะหน้าห้องต่างๆ มิน่าเล่าญี่ปุ่นเขาถึงเจริญกว่าเรา (เกี่ยวไม่เนี่ยะ) เมื่อเสร็จสิ้นการพูดคุยและถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอ ผู้อำนวยการ
กองก็พาคณะเจรจาไปที่ห้องประชุมเพื่อเริ่มต้นพูดคุยเรื่องการซื้อขายข้าวในรูปแบบที่ 1 ทันที ก็เป็นห้องประชุมเล็กๆ นั่งหันหน้าเข้าหากัน โดยมีหัวหน้าคณะเจรจาทั้งคู่นั่งกลาง ขณะที่ทางญี่ปุ่น แม้ผู้อำนวยการกอง หัวหน้าคณะจะเก่งภาษาอังกฤษมาก เพราะเคยทำงานอยู่ในยุโรปมาก่อน แต่เขาก็ยังมีล่ามมืออาชีพนั่งอยู่ด้วย เรียกว่าทุกประเด็นไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ อ่อนไหวหรือละเอียดอ่อนหรือไม่ เขาจะเก็บไว้ทุกเม็ด ไม่ให้หลุดเลย นี่แหละ คือ ความพิเศษของญี่ปุ่นเขาละ จนถึงเวลาพักเที่ยงทางเจ้าภาพญี่ปุ่นก็เลี้ยงอาหารกลางวัน ก็เป็นข้าวกล่องญี่ปุ่น ที่เรียกว่า เบนโตะ ซึ่งซื้อจากห้องอาหารใกล้ๆ แล้วนำขึ้นมากินรวมกันในห้องประชุมนั้นเอง กระทั่งอิ่มหนำสำราญ บ่ายเศษๆ เราจึงได้พูดคุยประชุมกันต่อ

การเจรจาที่ญี่ปุ่นนับว่าคืบหน้าไปกว่าที่เจรจาที่ฟิลิปปินส์มากทีเดียวเพราะบางประเด็น เช่น ราคาข้าว ชนิดและลายละเอียดข้าว วิธีการตรวจสอบ วิธีการขนส่ง กรรมสิทธิ์ในตัวข้าว และอื่นๆ ทางญี่ปุ่นผ่อนปรนให้ทางฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น ยังเหลือเพียงบางประเด็นที่ทางผู้ซื้อขอรับไปหารือฝ่ายนโยบายของตัวเองก่อน และจะให้คำตอบภายหลัง สรุปการเจรจาครั้งนี้มองเห็นหนทางแจ่มใสที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลง ก็เลยคาดว่าทั้งหมดนี้จะใช้เวลาการประชุมเพิ่มอีกเพียง 1 ครั้ง โดยครั้งที่เพิ่มนี้เห็นตรงกันว่าจะมาพูดคุยกันที่กรุงเทพฯ อันเป็นที่ตั้งของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ในอีกประมาณ 2 เดือนข้างหน้า

ซอกแซกอาเซียน : 26 กันยายน 2562

Published September 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443042

ซอกแซกอาเซียน : 26 กันยายน 2562

ซอกแซกอาเซียน : 26 กันยายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมที่ฟิลิปปินส์ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คณะเราไปร่วมทั้งการประชุมเพื่อผลักดันการทำสัญญาซื้อขายข้าวในรูปแบบที่ 1 ระหว่างฟิลิปปินส์ กับญี่ปุ่น พร้อมกับไปตรวจสต๊อกข้าวที่ส่งไปเก็บไว้ที่โกดังในกรุงมะนิลาด้วย ความจริงสต๊อกข้าวในรูปแบบซื้อขาย (ที่ไม่ใช่แบบให้เปล่าตามรูปแบบที่ 3) ผมเคยกล่าวไปแล้วว่า ทั้งประเทศอาเซียนบวกจีนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เรามีอยู่รวมทั้งสิ้น 787,000 ตัน แต่ในการดำเนินงานของแอปเตอร์ที่ผ่านมา โอกาสที่จะนำสต็อกข้าวชนิดนี้มาใช้ประโยชน์ช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัติมีน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย ซึ่งเป็นการขัดหรือแย้งกับความเป็นจริงที่ทุกวันนี้ ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้หรือภูมิภาคอื่น มักเกิดหรือประสบกับภัยธรรมชาติและประชาชนขาดแคลนอาหารการกินอยู่เสมอๆ

ผมเองในฐานะเป็นผู้จัดการทั่วไปก็เคยรับปากกับคณะมนตรีแอปเตอร์ว่าจะผลักดันให้มีการนำเอาสต๊อกส่วนนี้มาใช้ แต่ก็อีกนั่นแหละ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีประเทศผู้ซื้อ ก็คงไม่สามารถจะทำการซื้อขายข้าวในรูปแบบที่ 1 ให้เกิดขึ้นได้ หลายคนสงสัยว่าทำไมจึงไม่เกิดกิจกรรมนี้ ผมก็เข้าใจว่า ทุกวันนี้มันมีข้าวซื้อขายในตลาดโลกมากถึง 40-50 ล้านตันต่อปี ขณะเดียวกัน ก็มีข้าวที่ผลิตและยังเหลือขายอยู่อีกส่วนหนึ่งในประเทศผู้ผลิตสำคัญๆ เช่น ไทย เวียดนาม อินเดีย ดังนั้น ในเมื่อข้าวสารในตลาดไม่ขาดแคลน โอกาสที่จะมีการสั่งซื้อตามช่องทางแอปเตอร์จึงอาจไม่จำเป็น

ประกอบกับราคาที่กำหนดให้ซื้อขายระหว่างกันภายใต้ระบบแอปเตอร์ ก็บังคับไว้เป็นเกณฑ์เลยว่า ต้องเป็นราคาตลาดโลก หรือราคาที่ซื้อขายกันจริงๆ ในท้องตลาด ห้ามใช้ราคาพิเศษ หรือลดราคาต่ำลงกว่านั้น มันก็เลยต้องใช้ความพยายามมากขึ้นเพื่อปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง เกี้ยวพาราสีให้มีคนที่จะซื้อตามระบบแอปเตอร์ให้ได้ เพราะเท่าที่ออกหนังสือเวียนไปสอบถามประเทศสมาชิก ปรากฏว่า มีแต่ประเทศเสนอความจำนงที่จะเป็นผู้ขาย เช่น ญี่ปุ่น ไทย เมียนมา เวียดนาม แต่ตรงกันข้ามกลับหาอาสาสมัครประเทศผู้ซื้อไม่ได้ เปรียบเสมือนว่ามีแต่เจ้าบ่าว แต่หาเจ้าสาวไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจว่าต้องใช้วิธีคลุมถุงชน หรือแบบเจาะจงตัวเลยดีกว่า ทั้งนี้โดยเลือกเอาประเทศที่น่ามีความเป็นไปได้ คือ นางสาวฟิลิปปินส์ โดยขั้นตอนแรกใช้วิธีเข้าไปหาบ่อยๆ หรือเมื่อเจอหน้าที่ไหนก็เพียรสะกิดถาม แต่กระนั้น ฝ่ายเจ้าสาวฟิลิปปินส์ก็กลับม้วนอายบ่ายเบี่ยงอ้ำอึ้งไม่เผยวาจาใดๆ จนในที่สุด เลยต้องใช้กลยุทธ์หมัดเด็ด คือการบุกเข้าหาที่บ้านเลย โดยเอาเจ้าบ่าว เอ้ย ผู้ขายไปด้วย

ในครั้งแรกญาติผู้ใหญ่ทางฟิลิปปินส์ก็ใจดีมีน้ำใจจัดการพบปะเจรจาให้อย่างดี ก็จัดเวทีเจรจาที่โรงแรมในกรุงมะนิลากันเลย หลังจากที่ไปตรวจสต็อกข้าวรูปแบบที่ 3 ในโกดังของรัฐเสร็จแล้ว พวกเราคณะฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์พยายามสาธยายถึงประโยชน์ที่ผู้ซื้อหรือเจ้าสาวจะได้รับ และย้ำว่าการทำสัญญาระหว่างกันนั้น ผู้ซื้อน่าจะเกิดประโยชน์กว่าด้วยซ้ำ เพราะเป็นสิทธิของผู้ซื้อว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ว จะสั่งซื้อจริงหรือไม่ก็ไม่ก็ได้ เป็นการการันตีว่า อย่างไรเสียผู้ซื้อก็จะมีข้าวมาช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนได้อย่างแน่นอน เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ เอ็นเอฟเอ หรือ National Food Authority วันนั้นแม้ว่าจะดูแลต้อนรับขับสู้ เลี้ยงข้าวเย็นอย่างดี แต่ทว่ายังสงวนท่าทีไม่ตอบรับอยู่ดีไม่จะเอาไม่เอา

ธรรมเนียมของฟิลิปปินส์นั้นคือ ขอให้เอาสนุกไว้ก่อนอย่างอื่นเอาไว้ทีหลัง มีอีกครั้งที่หลังจากที่ฝ่ายผู้ขายอุตส่าห์เชิญผู้แทนฟิลิปปินส์ไปคุยกันถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นโน่น กำหนดรายละเอียดข้อเจรจากันได้ก้าวหน้าพอสมควร และคิดว่าจะมาคุยต่ออีกครั้งที่กรุงมะนิลาก็จะลงเอย ซึ่งครั้งนี้ฝ่ายสำนักเลขานุการก็ไปด้วย หวังจะได้ข่าวดีมีความคืบหน้า แต่เอาเข้าจริงทางฝ่ายญี่ปุ่นกลับต้องนั่งกุมขมับ เพราะเจอระเบียบปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างที่ทางฟิลิปปินส์อ้างตามกฎหมาย จนทำให้การเจรจาต้องหยุดกลางครัน

สุดท้ายท่านผู้บริหารสูงสุดของเอ็นเอฟเอ ก็ตัดบทและพาพวกเราทั้งหมดไปห้องรับรองจัดเลี้ยงของเอ็นเอ็ฟเอ เพื่อเลี้ยงอาหารค่ำแบบจัดเต็ม แถมมีดนตรีนักเต้นมืออาชีพเกรดเอ ร้องรำทำเพลงกันสนุกสุดเหวี่ยง ปานว่าคืนนั้นเป็นคืนเฉลิมฉลองความสำเร็จในการเจรจาซื้อขายข้าว ทั้งที่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 19 กันยายน 2562

Published September 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441473

ซอกแซกอาเซียน : 19 กันยายน 2562

ซอกแซกอาเซียน : 19 กันยายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เวลาที่ผมไปเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงการดำเนินงานของแอปเตอร์ การเข้าพักโรงแรม จะดีหรือไม่ดี ก็แล้วแต่สถานที่จัดประชุมครับ ถ้าเป็นประเทศที่เจริญแล้ว อย่างเช่น สิงคโปร์ ราคาโรงแรมก็จะค่อนข้างแพง แต่ถ้าเป็นประเทศไม่ค่อยเจริญราคาก็จะย่อมเยาว์ลงมา อาหารเช้าที่โรงแรมกรณีพักหรู ก็จะมีอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์จัดเต็ม กินกันจนคอเลสเตอรอลขึ้นสูงปรี๊ดเลย ถ้าเป็นเมืองเล็กๆ อาหารเช้าบางทีก็มี บางทีก็ไม่มี ที่มีก็จะมีแบบพอกินอิ่ม หารสชาติพิเศษคงยาก แต่กระนั้นก็ตาม บางครั้งถ้าสะดวก และเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของแอปเตอร์กรณีไปประชุมในเมืองใหญ่สถานจัดประชุมเป็นโรงแรมหรู ราคาแพง ผมและทีมงานก็จะเลือกไปพักโรงแรมอื่นที่อยู่ไม่ไกลและราคาย่อมเยากว่า ตอนที่ไปประชุมที่เกาะปาลาวันครั้งนี้ ผมก็เลือกจองเป็นโรงแรมเล็กๆพออยู่อาศัยได้ มีอาหารเช้าแบบง่ายๆ พอกินอิ่มและก็เป็นคนละที่กับโรงแรมที่จัดประชุม ทางเจ้าภาพฟิลิปปินส์จะมีรถบริการรับส่งเช้าเย็น นั่งคันไหนต้องคันนั้นตลอด ต้องจำไว้ให้ดีครับ

เคยเล่าบรรยากาศในที่ประชุมไปแล้วบ้างว่า โดยส่วนใหญ่จะถ้อยทีถ้อยอาศัยให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่ตอนนี้จะขอเล่าถึงคนๆหนึ่งที่มีความพิเศษที่ควรเล่า แต่คงไม่ได้หมายความว่าไปนินทาแกนะครับ เป็นการเล่าสนุกๆ เท่านั้น แกคนนี้เป็นตัวแทนจากประเทศหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกล่าวขานกันทุกคนว่า แกค่อนข้างโหดและเรื่องมาก เอ่ยชื่อแก เป็นที่รู้จักหมด ตั้งแต่สมัยเป็นสิบปีมาแล้ว และอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ทั้งนี้ เพราะแกคือคนเดียวที่อยู่ยงคงกระพัน ยืนหยัดเข้าประชุมในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของอาเซียน

ขนาดไม่รวมอดีตที่ผมยังไม่มาอยู่ในแวดวงนี้ เอาแค่ช่วง 3 ปีที่ผมเข้ามาทำงานกับแอปเตอร์ ผมเจอคุณคนนี้ตลอดทุกครั้งในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน หรืออาเซียนบวกสาม ไม่มีครั้งใดที่ผมไม่เคยเจอ อันนี้ต่างจากผู้แทนประเทศอื่นๆ ที่มักจะสับเปลี่ยนเวียนหน้าใหม่ๆ มาเสมอๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้แทนของประเทศไทยเราเอง การที่ส่งเขามาประชุมคนเดียวอย่างต่อเนื่องนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดีมากและน่าชื่นชมเอาเป็นแบบอย่าง เพราะเกิดผลดี ทำให้ทราบสถานการณ์ความเป็นไปทุกอย่างทั้งเรื่องเดิม เรื่องปัจจุบัน และเรื่องที่จะต้องตัดสินใจต่อไปในอนาคต ลักษณะเช่นนี้เป็นเงื่อนไขที่สำคัญและควรส่งเสริมให้เกิดขึ้น แต่ทั้งๆ ที่ทราบ ในทางเป็นจริงกลับทำกันไม่ค่อยจะได้ ผมจำได้ว่าสมัยเคยเป็นคณะกรรมการด้านข้าว มีการประชุมที่กระทรวงพาณิชย์เกือบทุกสัปดาห์ มีท่านผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทยก็ปฏิบัติเช่นนี้เหมือนกัน เป็นท่านเดียวตลอดที่มาเข้าประชุม ผมยังชื่นชมระบบของกระทรวงมหาดไทยในตอนนั้น

คนที่ผมกล่าวถึงนี้เป็นที่รู้จักของทุกคนที่เข้าประชุม เนื่องจากแกรู้เยอะ แน่ละแกจับเรื่องเดียวกันนี้มาเป็นสิบๆ ปี ขณะที่คนอื่นเพิ่งจะมาจับก็มี เลยไม่ค่อยรู้อะไร แกเลยไล่เลียงได้ทุกประเด็น ประเภทที่ว่า แม้แต่ฝ่ายเลขานุการบางครั้งยังรู้และเข้าใจน้อยกว่าแกด้วยซ้ำ และแกก็ไม่เคยปล่อยให้แต่ละหัวข้อหรือประเด็นผ่านไปง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโปรโตคอลต่างๆ โถ ก็แกคร่ำหวอดมานานขนาดนั้น ใครก็สู้แกไม่ได้ ชนิดที่ว่าเมื่อใครถึงวาระจะเสนออะไร ทุกคนก็จะต้องหวั่นใจกับแก พูดถึงออกตัวก่อนเสมอว่า อีตา…จะว่ายังไงวะเนี่ย ผมเองก็ทุกครั้งที่นำเสนอ แกต้องมีคำถาม ไม่นิดก็หน่อย มีเรื่องที่ต้องตอบแกไม่ขาด

แต่บางที ความเห็นของแกคนนี้ ก็อาจมีคนไม่เห็นด้วย อาจด้วยความเป็นชาตินิยม หรือด้วยความหมั่นไส้ที่แกพูดเยอะและก็มีความเห็นไปทุกเรื่อง บางทีพอออกมานอกห้องประชุมก็จะมีผู้แทนบางประเทศ เข้ามาแสดงความเห็นใจเราที่ถูกต่อว่า หรือเอาเราเป็นพรรคพวกด้วยการมาพูดตำหนิคืนเขาคนนั้นก็มี หรือมาพูดว่า มันพูดมากเกินไปก็มี กลุ่มคนพวกที่มักวิจารณ์บลัฟกันนี้ก็ไม่ใช่คนอื่นไกล เป็นคนวนเวียนกันใหมู่ประเทศอาเซียนที่อยู่ในแผ่นดินใกล้ๆ กับประเทศไทยเราเองนี่แหละครับ

แต่ในที่ประชุมตรงๆ ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งในการประชุมที่สิงคโปร์ ที่มีผู้แทนกระทรวงเกษตรฯของไทยโต้กับแกคนนี้อย่างไม่ไว้หน้า และนี่ก็คือการเมืองระดับระหว่างประเทศครับ โต้กันแรงๆ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีอะไรกัน ยังวนเวียนเจอะกันในเวทีต่างๆ บางครั้งก็เจอกันระหว่างเดินทางแถวสนามบินก็มี ถือเป็นเรื่องปกติครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 12 กันยายน 2562

Published September 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439772

ซอกแซกอาเซียน : 12 กันยายน 2562

ซอกแซกอาเซียน : 12 กันยายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเกษตรและป่าไม้ที่ไม่เล่าถึงไม่ได้อีกครั้งหนึ่ง จัดขึ้นที่เมืองปวยร์โต-ปรินเซซา (Puerto-Princesa) เกาะปาลาวัน ซึ่งเจ้าภาพฟิลิปปินส์ได้เลือกสถานที่ประชุมเป็นโรงแรมริมทะเลที่สวยงาม ในพิธีเปิดก็มีท่านประธาน เป็นรัฐมนตรีเกษตรของฟิลิปปินส์ แต่ก่อนพิธีเปิด ทุกครั้งการจัดงานเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนนั้น สิ่งหนึ่งที่ฟิลิปปินส์ให้ความสำคัญและต้องมี คือ การออกมาร้องเพลงประสานเสียงเพลง ASEAN Way ผมไปเข้าร่วมประชุมที่ประเทศอื่นๆ แบบเดียวกัน บางทีก็ไม่มีเพลงนี้ หรือมีก็เป็นการเปิดเทป ต่างจากฟิลิปปินส์ที่มักใช้วิธีร้องสดๆซึ่งทุกครั้งที่ได้ยินผมจะรู้สึกขนลุกและชื่นชมมากครับ เพราะเขาร้องประสานเสียงได้ดีมากๆ ก็เรื่องร้องรำทำเพลงนี้ต้องยกให้เขาล่ะสำหรับคนฟิลิปปินส์ ผมรู้จักดี สมัยเรียนปริญญาโทที่สถาบันเอไอที มีนักศึกษาจากฟิลิปปินส์มาเรียนเยอะ เนื่องจากเป็นสถาบันดังและเป็นที่ใฝ่ฝันของคนฟิลิปปินส์ที่จะต้องสอบชิงทุนมาเรียนให้ได้ เวลาจัดงาน cultural show นักศึกษาฟิลิปปินส์มักจะกวาดรางวัลไปเรียบ เพราะร้องเก่งเต้นเก่ง ไม่มีเหนียมอาย ไม่มีชาติไหนในทวีปเอเชียเทียบได้ ท่านผู้อ่านคนไทยหากไม่เคยฟังเพลง ASEAN Way ก็ลองไปหาเปิดฟังดูนะครับ บอกเพิ่มเติมด้วยความภูมิใจอีกนิดคือเป็นเพลงที่แต่งโดยคนไทย ชนะการประกวดเพลงประจำอาเซียน จากที่ประเทศอาเซียนหลายๆประเทศส่งเข้าประกวดกันครับ

อย่างที่เคยเล่ามาก่อนหน้านี้เวลาผู้แทนประเทศประชุมกันทุกครั้ง ผมในฐานะผู้จัดการทั่วไป หรือจีเอ็มของแอปเตอร์ไม่ได้อยู่ในห้องเข้าประชุมร่วมกับเขา ยกเว้นในช่วงเวลาพิธีเปิดที่อยู่ได้ ทั้งนี้ เพราะผมเป็นเพียงลูกจ้าง และก็ไม่ได้เป็นผู้จัดการประชุมเหมือนฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียน ผมและคนอื่นที่เป็นเหมือนผมจะต้องนั่งรออยู่ข้างนอกถ้าผู้จัดใจดี เขาอาจจัดห้องพิเศษให้นั่งข้างๆ ห้องประชุมใหญ่ แต่ถ้าเขาใจร้าย พวกผมถ้าไม่มีโซฟาหน้าห้องประชุมให้นั่งรอ ก็จะต้องยืนเดินเกะกะๆ ไปมาแถวๆ หน้าห้องนั่นแหละครับจะไปไหนไกลก็ไม่ได้ เพราะต้องสแตนด์บายรอเขาเรียกเข้าไปนำเสนอผลงาน แต่ก็พอทราบคร่าวๆ ครับ เพราะวาระการประชุม หรืออะเจนดะ เขากำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าประมาณช่วงไหน สภาพเช่นนี้ ก็เหมือนกับตอนทำงานราชการ ช่วงที่ต้องไปชี้แจงงบประมาณที่อาคารรัฐสภา ที่ต้องรอแล้วรอเล่าจนบางคนถึงกับนั่งหลับ บางทีต้องรอจนถึงสามทุ่ม เขาส่งเจ้าหน้าที่ออกมาบอกว่า วันนี้ไม่เข้า (หมายถึงวาระยังไม่ถึง) ให้กลับบ้านไปก่อนก็มี

การที่ผมนั่งรอนำเสนออยู่นี้ บางครั้งก็ได้เจอะเจอกับคนที่ไม่คิดว่าจะเจอ อย่างเช่นที่ปาละวัน คนหนึ่งที่ผมเผอิญเจอ คือ รองผู้อำนวยการใหญ่สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ หรือ IRRI ที่ตั้งอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์นั่นเอง ได้แก่ คุณโทเลนตีโน ที่มีชื่อเล่นว่าโทนี่ แกกับผมรู้จักกันนานแล้ว ตั้งแต่ผมอยู่กรมการข้าว เคยไปเยี่ยมแกที่ IRRI และแกก็เดินทางมาเมืองไทยหลายครั้ง เมื่อเจอโดยบังเอิญ ผมถามแกว่า มางานนี้ด้วยเรื่องอันใดรึ แกบอกว่าแกมานำเสนอโปรเจกท์สำคัญอันหนึ่ง เพื่อให้รัฐบาลอาเซียนรับรู้รับทราบ และหากเห็นด้วย หรือสนใจจะได้ช่วยสนับสนุนให้ดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนด้านการเงิน (อันหลังผมเดาเอานะ เพราะแกไม่ได้พูด) สภาพที่บิ๊กแมนองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ มาเดินหรือนั่งหน้าห้องแบบกระยาจกเช่นนี้ ต่อๆ มาผมก็เห็นตลอด ที่สิงคโปร์ คุณมอเรล นายใหญ่คนใหม่ล่าสุดของ IRRI ก็มานำเสนอด้วยตัวเองในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน

คิดไปคิดมา ก็นับเป็นความโชคดีขององค์กรแอปเตอร์ที่ผมอยู่นี่นะครับ ที่เรามีความตกลงที่ผูกมัดให้ประเทศสมาชิกต้องจ่ายเงินสนับสนุนในอัตราตายตัวทุกปี เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ต้องไปเที่ยวเสนอโปรเจกท์เพื่อขอรับการสนับสนุนจากใครๆ แต่เดิมผมคิดว่าเข้ามาเป็น จีเอ็ม ที่นี่อาจจำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินมาเพิ่ม เพราะตอนสอบสัมภาษณ์ ก็มีท่านกรรมการท่านหนึ่งถามผมถึงวิธีการบริหารเพื่อนำมาซึ่งรายได้ ดังนั้นพอเข้ามาเป็น จีเอ็ม ก็ได้พยายามติดต่อธนาคารเพื่อร่วมทำ ซีเอสอาร์ โดยขออัตราเงินฝากพิเศษ เพื่อหวังว่าจะนำดอกเบี้ยสูงๆมาเป็นทุน ไปคุยกับผู้จัดการแบงก์บางแห่ง รวมทั้ง ธ.ก.ส.ด้วย แต่ก็ไม่สำเร็จ ได้คุยกับอดีตนายกสมาคมโรงสีข้าวเพื่อทำโปรเจกท์หาเงินเข้าองค์กร แต่พอนำเรื่องนี้ไปคุยนอกรอบกับคณะมนตรีแอปเตอร์บางคน กลับเห็นต่าง โดยเขาเตือนว่า ถ้าเราไปเอาเงินเขามา เท่ากับว่าเราก็จะถูกผูกมัดด้วยลูกเกรงใจ ความเป็นกลางซึ่งถือเป็นค่านิยมหลักของแอปเตอร์ก็จะหมดไป คิดถึงมุมนี้แล้ว ผมก็ได้ช่องและเลิกความคิดที่จะหาเงินเข้าแอปเตอร์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้น

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

%d bloggers like this: