ซอกแซกอาเซียน

All posts tagged ซอกแซกอาเซียน

ซอกแซกอาเซียน : 19 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480162

ซอกแซกอาเซียน : 19 มีนาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 19 มีนาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ครั้งที่จัดขึ้นที่เมืองพุกาม ประเทศเมียนมานี้ นับเป็นการประชุมครั้งที่ 8 มีรองอธิบดีกรมการเกษตรและเป็นคณะมนตรีแอปเตอร์ด้วย คุณ เอ โก โก เป็นแม่งานหลักระดมเจ้าหน้าที่มาช่วยกันเต็มพิกัด โดยแกเดินทางโดยทางรถยนต์จากกรุงเนปิดอว์ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 15 เห็นบอกว่าใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงครึ่ง ตกเย็นวันเดียวกันพวกเราก็บินมาถึง สนามบินเมืองพุกาม ใหญ่กว่าที่อื่นๆ จากที่เคยไปมา ทั้งนี้คงเนื่องจากพุกามเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศเมียนมา จนแทบจะเรียกได้ว่าระดับโลกเลยทีเดียว แต่ที่พิเศษ คือ นักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนที่เดินทางมาเที่ยวเมืองพุกาม จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเมืองคนละ 20 เหรียญสหรัฐ ก่อนออกจากสนามบิน และเขาจะให้ตั๋วไว้เป็นหลักฐาน 1 ใบ ซึ่งทุกคนต้องเก็บตั๋วนี้ไว้ให้เผื่อเรียกตรวจได้ตลอดเวลา

ตัวเมืองพุกามเป็นแบบชนบทๆ ไม่มีตึกอาคารใหญ่โตหนาแน่น อยู่กันแบบหลวมๆ ถนนมีเพียง 3-4 เส้น ฝุ่นที่เกิดจากรถวิ่งค่อนข้างมาก อาจเป็นเพราะเป็นช่วงฤดูแล้งพอดี พื้นที่ส่วนมากเป็นพื้นที่กสิกรรม ซึ่งก็ดูแห้งแล้ง ปลูกพืชไม่ได้ เพราะขาดน้ำ ปลูกได้เฉพาะหน้าฝนอย่างเดียว เห็นเจ้าหน้าที่เมียนมาบอกว่าเขตนี้พืชที่ปลูกได้แก่ ถั่ว งา ข้าวโพด แม้ว่าเมืองนี้จะตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำหลักของประเทศ คือ แม่น้ำอิรวดี ทว่าการชลประทานยังคงมีน้อยมาก ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะปลูกนอกฤดูได้ เขตตัวเมืองมีทั้งพุกามเก่า ซึ่งได้แก่ กลุ่มเจดีย์โบราณ ที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่และมีจำนวนเจดีย์มากมายนับไม่ถ้วน และพุกามใหม่ อันได้แก่ ชุมชนตลาดที่อยู่อาศัยของชาวพุกาม ซึ่งผมจะใช้โอกาสหลังเล่าให้ฟังอีกครั้งครับ

วันอาทิตย์ พวกเรายังคงมีเวลาเตรียมงานกับทางเจ้าภาพอยู่อีก 1 วัน โรงแรมที่จัดเคยเล่าไปแล้วว่า ชื่อ Heritage Bagan Hotel
ตั้งอยู่เกือบติดกับสนามบิน เป็นโรงแรมที่สร้างขึ้นโดยใช้อิฐแดงเป็นวัสดุหลักและเป็นแบบรูปทรงโบราณ แต่ดูสวยหรูทีเดียว สูงเพียง 2 ชั้น ผู้เข้าประชุมเกือบทั้งหมดพักกันที่นี่เจ้าหน้าที่เมียนมาบริการรอรับที่สนามบินและพามาโรงแรมอย่างดีเยี่ยม ห้องประชุมมีขนาดพอดีๆ ไม่กว้างใหญ่เกินไป พวกเราช่วยกันตรวจสอบและซักซ้อมขั้นตอนพิธีการกับทางเจ้าภาพจนเรียบร้อย และก็ได้มีโอกาสพบกับท่านประธานในพิธีเปิดการประชุม คือ ท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมทั้งท่านอธิบดีกรมการเกษตร เจ้านายคุณเอ โก โก ก็มาด้วย ผมเคยเห็นและคุยกับท่านทั้งสองแล้วในเวทีการประชุมครั้งก่อนๆ ดูคุ้นเคยกันดี จากนั้นก็เจอะเจอกับผู้มาเข้าประชุมจากประเทศต่างๆ ที่เดินทางมาถึง ทักทายกันเพราะเห็นกันบ่อยๆ เช่นกัน ก็ดูดีไปอีกแบบในลักษณะของงานอินเตอร์ที่ผมเองแต่เดิมก็ไม่คาดฝันว่าจะได้มาทำ เสียอย่างเดียวที่เรามันคนวัยเกษียณแล้ว ขณะที่พวกเขาน่าจะทั้งหมดยังรับราชการอยู่ วัยมันจึงต่างกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนักเพราะพวกเขาก็คือข้าราชการอาวุโสระดับบริหารวัยไม่ห่างจากเกษียณเท่าใดนัก ไม่เป็นไรหรอก ผมปลอบใจตัวเองโดยนำไปเปรียบเทียบกับท่านเลขาธิการองค์การสหประชาชาติที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศโปรตุเกส อายุปาเข้าไป 70 ก็ยังทำงานระดับโลกอย่างกระฉับกระเฉงได้อยู่เลย

เย็นวันอาทิตย์ กลุ่มพวกเราไม่อยากจะไปรบกวนทางเจ้าภาพเลยขอตัวว่าพวกเราจะไปหาข้าวเย็นกินกันเอง พอดีเมืองมันไม่ได้เป็นแบบตัวตลาดที่จะสามารถเดินไปหากินได้ง่ายๆ แต่ก็เกรงใจที่จะไปขอยืมรถเขา ก็เลยค่อยๆ เดินริมถนนลัดเลาะไป เกือบ 1 กิโลเมตร ก็เป็นร้านแบบเพิงๆ ไม่ใหญ่ตั้งอยู่โล่งๆ ริมถนน เลยเข้าไปสั่งกิน ภาพรวมก็โอเคนะ เขาทำอาหารได้ทุกอย่างเหมือนภัตตาคาร รสชาติก็ไม่พื้นบ้านจ๋า หรืออินเตอร์เกินไป กินได้อยู่ เพราะเบียร์เมียนมาที่สั่งมาเป็นหลายๆ ขวด ช่วยเสริมให้รสชาติลงตัวมากขึ้น จนกระทั่งอิ่มหนำสำราญ ครานี้คิดได้ว่าหากเดินกลับอาจลำบาก เพราะถนนแคบและไม่มีฟุตบาทให้เดิน สุ่มเสี่ยงจะโดนรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวชนด้านหลังเอา สุดท้ายมีคนเสนอว่าควรเรียกบริการรถโรงแรมให้มารับเถิด ซึ่งนับเป็นไอเดียที่น่ายกย่องมาก เพราะใช้เวลาแป๊บเดียวพวกเราก็ได้กลับมาที่โรงแรม ขึ้นไปตรวจสอบห้องประชุมอีกรอบเพิ่อความพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ในพิธีการเปิดพรุ่งนี้เช้า

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 12 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478622

ซอกแซกอาเซียน : 12 มีนาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 12 มีนาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ในฉบับก่อนผมเล่าข้ามไปนิด คือร่ายยาวเรื่องการเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงย่างกุ้งและต่อไปเมืองพุกามเลย แต่จริงๆ แล้ว ระหว่างที่รอเครื่องบินต่อที่ย่างกุ้งนั้น เรามีเวลาที่สนามบินเกือบครึ่งวันเพราะเที่ยวบินไปพุกามที่เร็วกว่านั้นที่นั่งเต็มเราจองไม่ทัน เลยต้องรอเที่ยวบ่าย ด้วยความที่พวกเรากับทีมเจ้าหน้าที่กรมการเกษตรเมียนมามีความคุ้นเคยกันดีมาก น้องๆ หลายคนในแอปเตอร์เพิ่งมีโอกาสไปเยือนเมียนมาครั้งแรก ก็เลยร้องขอให้ผู้มารับพาออกไปชมเมืองไหว้พระในเมืองย่างกุ้ง เพราะมิฉะนั้นก็คงต้องนั่งๆ นอนๆ จับเจ่าอยู่ในสนามบิน ซึ่งทางเมียนมาก็ใจดีอย่างยิ่ง รับจัดให้ตามที่ขออย่างเต็มใจ

ทางการเมียนมาต้องใช้รถยนต์ถึง 2 คัน พาพวกเราออกไปชมเมือง เพราะมีกระเป๋าใบใหญ่ติดตัวกันทุกคน จุดที่จะไปชมก็คือเจดีย์ชเวดากอง อันโด่งดังนั่นเอง พูดถึงรถยนต์เมียนมา นึกขึ้นได้ว่าจะเล่ามาหลายครา แต่ลืมไป คือ จะเรียนท่านผู้อ่านว่า ปกติการวิ่งรถของเขาตรงข้ามกับของเรา คือเขาวิ่งชิดขวาเหมือน สปป.ลาว แต่ด้วยเหตุที่รถยนต์เมียนมามีทั้งที่มีพวงมาลัยอยู่ด้านขวาและอยู่ด้านซ้ายปะปนกันจนไม่ทราบว่าแบบไหนจะมากกว่ากัน พนักงานขับรถยนต์เมียนมาจึงน่าจะมีทักษะการขับรถที่เยี่ยมยอดมาก เพราะถ้าต้องวิ่งรถฝั่งขวาของถนนขณะที่พวงมาลัยรถก็อยู่ทางด้านขวา เวลาจะแซง คนขับลำบากมากเนื่องจากมองไม่เห็นรถสวนมา ต้องมีอีกคนหนึ่งนั่งคู่ด้านซ้ายมือคนขับคอยมองให้และบอกสัญญาณ ผมคุยกับเจ้าหน้าที่เมียนมาที่รู้ เขาบอกว่าทางการเมียนมากำลังอยู่ระหว่างตัดสินใจว่า ตกลงจะเดินรถด้านไหนดีกว่ากันคาราคาซังมาจนบัดนี้เพราะยังตกลงกันไม่ได้ แต่เท่าที่ผมนั่งรถหลวงเมียนมา ส่วนมากได้รับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่น จึงมักจะเป็นรถพวงมาลัยเหมือนบ้านเราทั้งนั้น น่าปวดหัวชะมัด

ผมค่อนข้างจะคุ้นเคยกับเส้นทางในย่างกุ้ง เห็นแล้วจำได้อยู่บ้าง (แต่ถ้าให้นำทางก็คงไปไม่ถูก) เพราะไปบ่อย ที่เจดีย์ชเวดากองเวลาไปถึงยังเป็นช่วงเช้าอยู่ แนะนำว่าหากใครต้องการไปชม ควรไปช่วงนี้ครับ เพราะถ้าท่านไปในช่วงบ่าย จะมีแสงแดดจัดและพื้นรับแดดมานานตั้งแต่เช้า ท่านเข้าวัดในเมียนมาทุกแห่งต้องปราศจากรองเท้าทุกชนิด ดังนั้นช่วงเวลาบ่าย จึงไม่เหมาะสมแก่การเดินด้วยประการทั้งปวงครับ แต่กระนั้น พุทธศาสนิกชนชาวเมียนมาทุกคนค่อนข้างจะศรัทธาในพระศาสนามาก ช่วงไหนของวันเราก็จะพบกับผู้คนมาเคารพสักการะเจดีย์หุ้มทององค์นี้อย่างไม่ขาดสาย และอีกอย่างที่ผมสังเกต คือ การทำบุญบริจาคเงิน ทุกศาสนสถานทั้งที่มีพระสงฆ์และไม่มีพระสงฆ์อยู่ประจำ จะมีตู้รับบริจาคตั้งอยู่เต็มไปหมด และทุกตู้ก็มักจะมีแบงก์ธนบัตรบริจาคอยู่ค่อนข้างมากทีเดียว แถวๆ พุกามก็มีตู้และเงินบริจาคอยู่มากมายเช่นกัน มีวัดหนึ่งมีป้ายเขียนแสดงยอดเงินที่ได้จากการบริจาคทั้งปีของ ปี 2019 ที่ผ่านมา ปรากฎว่าเมื่อคำนวนเป็นเงินไทยแล้ว เท่ากับ 30 ล้านบาท เลยทีเดียว

พวกเราใช้เวลาที่เจดีย์ชเวดากองนานพอสมควร เพราะกว้างใหญ่มากกว่าจะเดินได้รอบองค์ ผมเล่าให้คณะคนไทยให้ทราบว่าภาษาเมียนมา “ชเว” (Swe) แปลว่า ทอง ในเมียนมาคนเขาชอบทองมากๆ เลย เพราะไปที่ไหนๆ ก็พบคำนี้ สมัยปลายก่อนที่จะสิ้นสุดรัฐบาลทหารเมียนมา มีนายพลผู้นำคนหนึ่งที่เป็นคนตัดสินใจย้ายเมืองหลวงไปตั้งใหม่ที่เนปิดอว์ ชื่อนายพล ตาน ฉ่วย หนังสือพิมพ์บ้านเราเรียก ฉ่วย แต่ความเป็นจริงแล้วคือ ชเว ที่แปลว่าทองนั่นแหละครับ

หลังจากเดินรอบเจดีย์ขอพรขอบุญรวมทั้งบนบานกันถ้วนหน้าแล้ว เจ้าหน้าที่เมียนมาก็พาพวกเรามารับประทานอาหารกลางวันที่ร้านหนึ่งที่มีลูกค้าเยอะมาก ผมเคยไปกินมาหลายครั้งจากการนำของเจ้าหน้าที่กรมการเกษตร เป็นอาหารพื้นบ้านรสชาติเมียนมาแท้ ผมจำได้ว่าเคยเขียนเรื่องอาหารเมียนมาไปตอนสองตอนนานมาแล้ว ตอนนั้นอ้างคำพูดของเพื่อผู้มาประชุมว่ารวมทั้งความรู้สึกของผมเองที่ยังใหม่ๆ อยู่กับอาหารเมียนมาว่ามันเลี่ยนๆ รสชาติกลางๆ ไม่ไปทางใดทางหนึ่งสักอย่างแต่ตอนนี้ผมเริ่มเปลี่ยนความรู้สึกใหม่แล้ว ขอกลับคำว่าอาหารเมียนมาหลายอย่างที่กินแล้วน่าจะโอเคเลยนะ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 5 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477078

ซอกแซกอาเซียน : 5 มีนาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 5 มีนาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ก่อนที่จะเล่าเกี่ยวกับองค์ประกอบที่สำคัญของแอปเตอร์รายการต่อไปหลังจากที่ได้พูดถึงกฎหมายคุ้มครองแอปเตอร์ไปแล้ว ฉบับนี้ขอคั่นด้วยเรื่องสำคัญอีกประการ คือ เกี่ยวกับการประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ หรือ APTERR Council ประจำปี 2020 ซึ่งถึงคราเวียนมาบรรจบอีกหน คราวนี้เวียนไปประชุมที่ประเทศเมียนมา หลังจากปีที่แล้วประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ การผลัดกันเป็นเจ้าภาพตามลำดับตัวอักษร นับเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะช่วยให้ประเทศสมาชิกทราบได้ล่วงหน้าว่าตนเองจะต้องเป็นเจ้าภาพจัดในปีใด เผื่อจะได้เตรียมการตั้งงบประมาณไว้แต่เนิ่นๆ และเตรียมการหาสถานที่จัด ตลอดจนวิธีการประชุมและการต้อนรับขับสู้ต่างๆ

การจัดประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ปีนี้ ทางคุณ เอ โก โก ซึ่งเป็นคณะมนตรีแอปเตอร์ของเมียนมา และเป็นรองอธิบดีกรมการเกษตรด้วย ได้กำหนดไว้เป็นระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตอนแรกเขาก็ตั้งใจว่าจะจัดที่กรุงเนปิดอว์ อันเวิ้งว้าง แต่หลายคนได้ยินคำว่าเนปิดอว์ก็ร้อง “ว้า” เพราะเข้าใจว่าคงจะไปกันบ่อยจนเบื่อ ความจริงต้องเห็นใจเมียนมาเขาด้วยเหตุที่รัฐบาลพยายามโปรโมทกรุงเนปิดอว์อย่างมาก ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานไว้มากมาย เช่น ถนนหนทางที่กว้างใหญ่เครื่องบินลงได้ อีกทั้งมีโรงแรมใหญ่โตจำนวนมากที่รอคนไปพักหรือจัดงาน ดังนั้น การจัดงานในส่วนภาครัฐทั้งหลายจึงมักถูกกำหนดโดยทางรัฐบาลให้จัดที่เนปิดอว์เป็นหลัก แต่ครั้งนี้ ไม่ทราบว่าคุณ เอ โก โก ไปทำอย่างไร เมื่อมีเสียงเรียกร้องจากสมาชิกประเทศ แกเลยได้รับไฟเขียวให้ไปจัดประชุมในอีกเมืองหนึ่งที่คนเรียกร้องอยากจะไปมาก อีกทั้งทำให้คณะมนตรีชาติอื่นๆ ตกลงใจไปเข้าประชุมด้วยตนเอง คือ เมือง Bagan หรือที่ไทยเราเรียกตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาว่า“พุกาม” ดินแดนแห่งเจดีย์นับพันริมแม่น้ำอิระวดี มรดกโลกที่นักท่องเที่ยวอยากไปชมนั่นเอง

ผมเคยไปเมียนมานับสิบๆ ครั้ง แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ไปพุกามเลย ก็เลยสมใจ สู้อุตส่าห์ล็อบบี้คุณ เอ โก โก มานานแล้ว ตอนต้นๆ แกก็ว่าคงจำเป็นต้องจัดที่กรุงเนปิดอว์ แต่เสริมด้วยการจัดดูงานที่พุกาม ทว่ามันห่างกันมาก นั่งรถยาวเกือบครึ่งวัน จนในที่สุดแกก็ไปออกแรงจนได้มาแบบนี้ ต้องขอบคุณแกจริงๆ ครับ

โรงแรมที่จัด ชื่อ Heritage Bagan Hotel ดูตามแผนที่กูเกิ้ลตั้งอยู่ปากทางเข้าสนามบินเมืองพุกามใหม่(New Bagan) ความจริงเป็นทางเลือกใหม่ที่เจ้าภาพจอง ตอนแรกไปจองไว้อีกที่หนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำอิระวดี ที่มีวิวสวยงามมาก แต่เห็นบอกว่าห้องประชุมไม่ค่อยโอ่อ่าสมฐานะ ก็เลยหาที่ใหม่ คณะของแอปเตอร์เราทำการบุ๊คตั๋วเครื่องบินการบินไทย ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิแต่เช้าเพื่อไปลงย่างกุ้ง แต่โดยเหตุที่เราจองตั๋วช้าไปหน่อย เลยไม่ได้ไฟล์ทบินตรงจากย่างกุ้งไปพุกาม เลยต้องนั่งเครื่องบินอ้อมไปแวะส่งคนที่เมืองตองยี เมืองหลักของรัฐฉานก่อน แล้วจึงวกกลับมาลงที่พุกาม ทำให้รอบนี้นั่งเครื่องบินกำไรดีแท้ เพราะรัฐฉาน ก็คือดินแดนไทยใหญ่ตั้งอยู่เหนือจังหวัดเชียงรายของเรา และก็มีเมืองท่าชีเล็กติดกับตลาดแม่สายนั่นแหละครับ กว่าจะถึงพุกามก็เกือบค่ำพอดี พูดถึงชื่อเมืองในเมียนมา ผมว่าในยุคกรุงศรีอยุธยาที่มีประวัติศาสตร์ไทยรบพม่า ชื่อเมืองของเขาฟังไพเราะกว่าทุกวันนี้นะ อย่างเช่น เมืองพะโค (Bago) ในอดีตนั้นคนไทยเรียกว่า หงสาวดี (แต่คุณ เอ โก โก บอกผมว่าชื่อ หันตะวดี) หรือเมืองตองอูที่ตั้งอยู่เหนือขึ้นไปทางเนปิดอว์ อดีตก็เรียกว่า เกตุมวดี แต่ทำไมปัจจุบันจึงเรียกชื่อที่ไม่ค่อยไพเราะอันนี้กระผม ไม่ทราบจริงๆ หรืออาจเนื่องจากมันเรียกยากกระมัง ของไทยเราก็เหมือนกันที่แต่เดิมในแถบเมืองนครปฐม ก็เรียกกันว่าทวารวดี หรือร้อยเอ็ดก็มีชื่อเดิมว่า สาเกตุนคร เป็นต้น ส่วนเมืองพุกาม ผมค้นประวัติศาสตร์ก็มีชื่อเพราะๆ ว่า ตะริมันตระปุระก่อนที่จะหายไป กลายเป็น พุกาม ที่ฟังดูแล้วไม่ค่อยจะเพราะเลย

เหนื่อยจากการเดินทางทั้งวัน เพราะต้องลุกจากที่นอนเวลาประมาณตีสี่ เมื่อถึงสนามบินพุกาม พบคุณ เอ โก โก มายืนต้อนรับ ซึ่งก็เป็นเหมือนกับทุกครั้งที่มาประเทศเมียนมา จนผมรู้สึกเกรงใจ แล้วก็พาพวกเราไปยังโรงที่พักHeritage Bagan Hotel ทำการเช็คอินเรียบร้อย โยนกระเป๋าเข้าห้องโครม แล้วก็ต้องรีบลงมาห้องรับแขก เพราะคุณ เอ โก โก นัดไว้ว่าจะรับไปกินอาหารเย็น ความจริงวันเดินทางนี้เป็นวันเสาร์ พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ ซึ่งยังไม่เริ่มประชุม (เริ่มวันจันทร์) แต่คณะเราต้องมาก่อนเพื่อเตรียมการซักซ้อมในทุกเรื่องร่วมกับทางเจ้าภาพ เลยต้องรบกวนท่านรองอธิบดีท่านอีกคราครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 27 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475639

ซอกแซกอาเซียน : 27 กุมภาพันธ์ 2563

ซอกแซกอาเซียน : 27 กุมภาพันธ์ 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สาระเกี่ยวกับกฎหมายแอปเตอร์ที่จะพูดเป็นเรื่องสุดท้าย คือ เรื่องของสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับความคุ้มครองสำหรับคนต่างชาติก็อย่างที่บอกไปตอนต้นๆ นั่นแหละครับ กฎหมายฉบับนี้ ความจริงไม่ค่อยเกิดประโยชน์กับเจ้าหน้าที่ผู้มีสัญชาติไทยเราเท่าไหร่นัก หากแต่เกิดประโยชน์กับคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานในสำนักเลขานุการแอปเตอร์มากกว่า แต่ทั้งนี้ก็คงเป็นเรื่องปกติของกฎหมายลักษณะนี้ คงเหมือนกันทั่วโลก ถือเป็นข้อตกลงระหว่างชาติครับ

สิทธิประโยชน์อีกอย่างที่ได้เฉพาะคนที่เป็น จีเอ็ม หรือ รอง จีเอ็ม ที่กฎหมายกำหนดอนุเคราะห์ยกเว้นให้คือการได้รับการยกเว้นอากรนำเข้าของใช้ส่วนตัวและของใช้ในบ้านเรือนภายในระยะเวลาสามเดือนหลังจากเข้ารับตำแหน่งครั้งแรก ก็คงเขียนให้สิทธิ์ไว้ครับ เผื่อว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมีการขนของติดตัวมาใช้ตามที่ระบุ แต่ในทางเป็นจริง เรื่องนี้ไม่ค่อยซีเรียสนัก เพราะที่ผ่านมาเห็นมีแต่ขนกระเป๋าเสื้อผ้า เครื่องใช้ที่ไม่ได้มากมายพิศดารเท่าใดนัก เดาเอาว่า คงเป็นการให้สิทธิ์เหมือนๆ กับตัวแทนประเทศต่างๆ ที่ไปทำงานประจำในต่างประเทศ แต่ดูให้ดีนะครับว่ากฎหมายเขายกเว้นให้เฉพาะการเดินทางเข้ามาในครั้งแรกนะครับ ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่เข้า-ออกประเทศไทย

สำหรับสิทธิประโยชน์อีกประการ แต่ใช้กับคนต่างชาติทุกคนที่มาทำงานในสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ซึ่งได้แก่ทั้ง จีเอ็ม รองจีเอ็ม ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทั่วไป คือ สิทธิที่จะได้รับการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตามกฏหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าว อันนี้ก็คงเป็นข้อปฏิบัติระหว่างชาติโดยทั่วไปอีกนั่นแหละครับ และก็ไม่มีอะไรมาก เห็นมีเจ้าหน้าที่แอปเตอร์มาให้ผมรับรองสถานะผู้เชี่ยวชาญคนญี่ปุ่นสำหรับไปยื่นขอวีซ่าระยะยาวเพื่ออยู่พำนักประเทศไทยเป็นช่วงๆ ก็เห็นมีอยู่เท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะหน่วยงานของเรามีคนต่างชาติทำงานอยู่น้อย แตกต่างจากพวกสำนักงาน ยูเอ็น แถวถนนราชดำเนิน หรือสำนักงาน เอฟเอโอ แถวถนนท่าพระอาทิตย์ ซึ่งเขามีคนต่างชาติเยอะมาก ฉะนั้นคงมีเรื่องเกี่ยวกับ ต.ม. หรือกิจการต่างด้าวให้ต้องทำกันอยู่ตลอดเวลา

มาตราสุดท้ายของพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม คือ มาตรา 8 ว่าด้วยผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎหมายระบุให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รักษาการ หมายถึงเป็นผู้รับผิดชอบดูแลตลอดจนผลักดันทุกเรื่องเกี่ยวกับแอปเตอร์ให้บรรลุผลเป็นไปตามกฎหมาย ก็อยู่ที่ฝ่ายเลขานุการของกระทรวงล่ะครับ คือ สำนักเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. ว่าจะชงวาระงานต่างๆ ให้ท่านรัฐมนตรีได้บริหารสั่งการต่อไป ทั้งที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัตินี้ หรือการดำเนินงานด้านอื่นๆเพื่อประโยชน์ร่วมกันของอาเซียนบวกสาม จะว่าไปแล้วบทบาทของประเทศไทยที่เกี่ยวกับแอปเตอร์ที่ผ่านมาขึ้นอยู่กับความสนใจของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ครับ สมัยหนึ่งประเทศไทยเคยบริจาคข้าวช่วยภัยธรรมชาติ ได้แก่ พายุไห่เยี่ยน ที่พัดถล่มตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์ เป็นจำนวนมากถึง 5,000 ตัน มากที่สุดในอาเซียนบวกสาม เป็นที่ชื่นชมของทางการและคนฟิลิปปินส์มาก ก็เพราะช่วงนั้นผู้บริหารเรารู้จักแอปเตอร์ดี เพราะเพิ่งมาตั้งในประเทศไทยใหม่ๆ หลังจากนั้นก็ซาๆลงไป ทั้งที่ช่วงหนึ่งเรามีข้าวล้นสต๊อกเกือบ 20 ล้านตัน เราก็ไม่มีโปรแกรมที่จะบริจาคแต่อย่างใด ฝ่ายเลขานุการแอปเตอร์เอง แม้ว่าจะตั้งอยู่ในประเทศไทย และมีคนทำงานเกือบทั้งหมดเป็นคนไทย แต่ตามกฎระเบียบแอปเตอร์แล้ว ทุกคนถูกกำหนดให้ต้องปฏิบัติตัวแบบเป็นกลางอย่างสุดๆ เสมือนหนึ่งว่ามิใช่คนไทย เราจึงทำได้เพียงเวียนหนังสือเพื่อขอความอนุเคราะห์หรือเชิญชวนเข้าร่วมการดำเนินงานในลักษณะที่มีรูปแบบและหลักเกณฑ์เหมือนกันทุกประเทศที่เป็นสมาชิกแอปเตอร์ไม่สามารถที่จะเข้าไปล็อบบี้โน้มน้าวการตัดสินใจใดๆ เป็นการส่วนตัว บทบาทของประเทศไทยต่อสมาชิกแอปเตอร์จึงดูเหมือนว่าไม่สมศักดิ์ศรีของความเป็นเบอร์หนึ่งหรือเบอร์ต้นๆ ของโลกในการผลิตข้าวส่งออก เลยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 20 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 20, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474062

ซอกแซกอาเซียน : 20 กุมภาพันธ์ 2563

ซอกแซกอาเซียน : 20 กุมภาพันธ์ 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เรื่องของการยกเว้นภาษีอากรที่ถูกระบุไว้ในกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม ฉบับนี้ ที่สำคัญอีกเรื่องซึ่งอาจเป็นที่ถูกใจหรือไม่ถูกใจของคนทำงานในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป หรือรองผู้จัดการทั่วไปของสำนักเลขานุการแอปเตอร์บางท่าน คือ การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครับ หมายถึงเงินเดือนรายได้ต่างๆ ที่ผู้จัดการทั่วไป หรือรองผู้จัดการทั่วไปได้รับ กฎหมายกำหนดให้ไม่ต้องนำไปคำนวณเพื่อชำระภาษีสรรพากรครับ ซึ่งข้อยกเว้นดังกล่าวนี้องค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกัน ฟังดูแล้วน่ารื่นรมย์ทีเดียวสำหรับบางท่านที่อยากจะได้รับเงินรายได้ทั้งหมดแบบเป็นกอบเป็นกำ แต่ที่ไม่ถูกใจบางคนก็เดาเอาว่า เขาอาจจะมีสปิริตอยากจะจ่ายภาษีเพื่อช่วยชาติบ้านเมืองแต่ขาดโอกาสไป ทั้งนี้เพราะโดยทั่วไปตามที่กฎหมายไทยกำหนด คนสัญชาติไทยทุกคนที่มีรายได้ประจำมีหน้าที่เสียภาษี เรื่องนี้คนที่รับราชการมาย่อมทราบดี เพราะเงินเดือนที่ได้รับมาตลอดระยะเวลาการทำงานนั้นต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งเพื่อจ่ายเสียภาษีให้แก่รัฐ แม้แต่ตอนที่พ้นวัยทำงาน เกษียณอายุแล้ว ได้รับบำเหน็จบำนาญ ก็ยังต้องถูกตามไปเก็บภาษีอีก จนในที่สุดต้องหาวิธีลดภาษีโดยการหันไปซื้อกองทุนต่างๆ ก็น่าเห็นใจทีเดียวครับสำหรับมนุษย์เงินเดือน

แต่ตรงกันข้ามคนที่ทำงานผู้บริหารในสำนักเลขานุการแอปเตอร์ กฎหมายคุ้มครองแอปเตอร์กลับบอกว่าไม่ต้องเสียภาษีรายได้ส่วนบุคคล ผมในฐานะคนไทยตอนแรกๆ ก็เสียใจครับที่เข้าใจว่าคงไม่ได้ทำหน้าที่พลเมืองไทยที่ดี เพราะทุกวันนี้มีรายได้จากบำนาญเดิมก็เสียภาษีอยู่ราว 5-10 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อนำมารวมกับเงินเดือนที่ได้จากแอปเตอร์ กลายเป็นว่าปีๆ หนึ่งคำนวณแล้วเสียภาษีต่ำกว่าขั้นสูงสูงเพียงขั้นเดียว (สูงสุด 37 เปอร์เซ็นต์) คิดไปว่าคงผิดหวังช่วยชาติในส่วนนี้ แต่ที่ไหนได้ ข้อเท็จจริงดังกล่าวที่เกี่ยวกับการยกเว้นภาษีนั้น กฎหมายแอปเตอร์ข้างต้นระบุไว้ในวรรคสุดท้ายว่า “บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับบุคคลผู้มีสัญชาติไทย” ซึ่งหมายถึงการไม่ต้องจ่ายภาษีรายได้บุคคลธรรมดานั้น ใช้เฉพาะกรณีที่ได้ผู้จัดการทั่วไป หรือรองผู้จัดการทั่วไปที่เป็นคนต่างชาติเท่านั้น (แต่มีข้อกำหนดแอปเตอร์อีกส่วนหนึ่งที่จำกัดเฉพาะคนสัญชาติอาเซียนบวกสามเท่านั้นที่สามารถสมัครเป็นเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ได้) สรุปแล้วเลยกระผมเลยรอดตัวไป คือได้มีโอกาสชำระภาษีให้แก่ชาติบ้านเมืองเหมือนเดิมครับ แล้วก็แบบเป็นกอบเป็นกำเสียด้วยนะ..มีคนหมั่นไส้หรือเปล่า???

ที่พูดมายาวเลยนั้น เป็นเรื่องเฉพาะตำแหน่งผู้บริหาร หมายถึง General Manager (GM) กับ Deputy GM นะครับ ไม่รวมเจ้าหน้าที่หรือสต๊าฟธรรมดาที่ทำงานในแอปเตอร์ที่มีอยู่ประมาณ 10 คน ที่ทุกคนจะต้องเสียภาษีตามกฎหมายทั่วไป แม้ว่าจะเป็นคนต่างชาติก็ตาม

อย่างไรก็ดี มีอีกตำแหน่งหนึ่งที่แอปเตอร์กำหนดไว้ให้สามารถมีได้ คือ ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ หรือ Expert ซึ่งได้แก่นักวิชาการระดับสูงของประเทศสมาชิกแอปเตอร์ที่ประสงค์จะมาช่วยงาน โดยการออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากประเทศผู้สนับสนุน ปัจจุบันตั้งแต่เริ่มตั้งแอปเตอร์มา หรืออาจก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ เรามีผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากประเทศญี่ปุ่นครับ มีผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น ซึ่งสังกัดกะทรวงเกษตรป่าไม้และประมง นั่งอยู่ในออฟฟิศแอปเตอร์ตลอดเวลาทุกวันนี้ โดยเขามีระยะเวลาประจำอยู่กำหนดโดยประเทศเขาคนละ 2 ปี ก็น่าอิจฉาครับด้วยความที่มาจากประเทศผู้มั่งคั่ง นอกจากเงินเดือนที่สูงลิ่วได้พิเศษนอกเหนือจากเงินเดือนเดิมในญี่ปุ่น เขายังได้เงินค่าเช่าอพาร์ทเม้นท์เช่ารถประจำตำแหน่ง พร้อมคนขับ และอื่นๆ อีกจำนวนมากเท่และอู้ฟู่กว่าคนที่เป็น GM เสียอีกครับ ตอนนี้เห็นว่าทางเกาหลีใต้ และจีนก็กำลังสนใจที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญมาประจำแอปเตอร์บ้าง ถ้าส่งมาจริงทีนี่ละก้อ คงแข่งกันเท่จนตัว GM กลายเป็นมดไปอย่างแน่นอน

ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นท่านนี้ ไม่ได้รับการคุ้มครองยกเว้นภาษีรายได้ส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติข้างต้น แต่เขามีข้อตกลงระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่นว่าด้วยการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ก็เลยได้สิทธิ์ไม่ต้องจ่ายภาษีให้กับสรรพากรไทยเช่นเดียวกันครับ

 

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 13 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 13, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472537

ซอกแซกอาเซียน : 13 กุมภาพันธ์ 2563

ซอกแซกอาเซียน : 13 กุมภาพันธ์ 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม พ.ศ.2559 ประเด็นต่อมาที่สำคัญและอยากจะพูดถึงก็คือ เกี่ยวกับการได้สิทธิพิเศษยกเว้นภาษีอากรของตัวองค์กร และบุคลากรของแอปเตอร์รวมถึงการยกเว้นอากรข้าวที่นำเข้าประเทศไทยเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ของแอ้ปเตอร์

โดยทั่วไปแล้ว องค์กร สมาคม มูลนิธิต่างๆ ที่ถูกตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร และจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ตามกฎหมายไทยจะต้องมีการเสียภาษีประจำปีในประเภทของภาษีนิติบุคคล ดังนั้น การจัดตั้งสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ซึ่งกฎหมายข้างต้นระบุให้มีสถานะเป็นนิติบุคคลและมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ก็ย่อมต้องมีหน้าที่เสียภาษีนิติบุคคลด้วย แม้ว่าแอปเตอร์จะมีวัตถุประสงค์การดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนเชิงมนุษยธรรมและอีกทั้งไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่เป็นการแสวงหารายได้ก็ตาม แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่คลุมเครือ เสียหรือไม่เสียภาษีอยู่ที่การวินิจฉัยตีความ ด้วยเหตุนี้ กฎหมายคุ้มครองแอปเตอร์จึงกำหนดไปในบทบัญญัติให้ชัดๆ ไปเสียเลยว่า ให้ยกเว้นภาษีสำหรับสำนักงานนี้ ก็จบไปที่ไม่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจาอะไรกับทางสรรพากรเขา

อีกอันหนึ่งที่คณะผู้ร่างกฎหมายเขาเห็นและจำเป็นต้องระบุไว้ให้ชัด คือ เรื่องเกี่ยวเนื่องกับหัวใจการดำเนินงานของแอปเตอร์กล่าวคือ ในเมื่อแอปเตอร์เป็นหน่วยงานที่ต้องมีการนำข้าวบริโภคไปแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัย ดังนั้น จึงต้องมีการขนส่งข้าวเข้าออกประเทศไทยและอาจต้องมีการเก็บรักษาและส่งต่อไปยังประเทศเป้าหมายต่างๆ กรณีนี้กฎหมายข้างต้นยกเว้นให้สำนักงานแอปเตอร์ไม่ต้องชำระอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรหากมีการนำข้าวมาในประเทศไทย เรื่องนี้ ในทางที่เป็นจริงซึ่งแอปเตอร์ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นน้อย เพราะข้าวที่บริจาคช่วยเหลือภัยธรรมชาติมักเดินทางหรือขนส่งจากประเทศผู้ให้ไปยังประเทศผู้รับโดยตรง ไม่ต้องมาแวะผ่านอะไรในเมืองไทย เว้นแต่กรณีที่ต้องไปช่วยเหลือประชาชนชาว สปป.ลาว ซึ่งในการขนส่งข้าวไปกรุงเวียงจันทน์ อาจต้องผ่านประเทศไทยอยู่บ้าง

แต่กระนั้นก็ตาม ผมขอเล่านิดว่า เรื่องเกี่ยวกับการกระบวนการทางศุลกากรนี้สำหรับประเทศผู้รับข้าวไปช่วยเหลือประชาชน ในช่วงแรกๆ ที่ผ่านมามีความยุ่งยากซับซ้อนพอสมควร กล่าวคือ ต้องมีเอกสารจำนวนมากและแต่ละขั้นตอนกินเวลาเยอะมาก แถมมีการขอหลักฐานโน่นนี่ไม่จบสิ้นชี้ให้เห็นถึงระบบราชการที่ค่อนข้างจะมีปัญหาเป็นเหมือนกันเกือบทุกประเทศ ทั้งๆ ที่ข้าวที่นำเข้าไปเป็นข้าวบริจาคฟรี และนำไปช่วยเหลือประชาชนในประเทศผู้ประสบความทุกข์ยากมีการบ่นกันเยอะในคณะมนตรีแอปเตอร์ว่าข้าวที่ส่งไปช่วยเหลือนั้น ใช้เวลานานกว่าจะถึงมือของชาวบ้านผู้ประสบภัย ถึงขั้นโทษการบริหารงานของฝ่ายเลขาฯ แต่ผลการศึกษาปรากฎว่าที่ล่าช้ามากส่วนสำคัญก็มาจากขั้นตอนทางศุลกากรนี่แหละครับ ซึ่งเราได้ทราบจุดอ่อนอันนี้อย่างดี และได้พยายามประสานงานกับหน่วยงานผู้รับ จนกระทั่งทุกวันนี้ได้รับการแก้ไขและสามารถย่นระยะเวลาลงไปได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสำนักเลขานุการแอปเตอร์ผมการันตีเลยว่าเรื่องที่แช่อยู่ที่ฝ่ายเลขาฯรับรองไม่มีเกิน 1-2 วัน เพราะพวกสต๊าฟเราทำงานกันอย่างเต็มที่ ส่วนที่ช้านั้นมักอยู่ที่จุดอื่นที่เราควบคุมไม่ได้มากกว่า

อย่างไรก็ดี เมื่อหน่วยงานผู้มอบและผู้รับมีประสบการณ์มากขึ้น รู้จักขั้นตอนต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งมีความคุ้นชินกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรมากขึ้น ปัจจุบันระยะเวลาการช่วยเหลือจึงลดลงมาจากเดิมมากอย่างเห็นได้ชัดตัวอย่างเช่น ยุคก่อนเกิดภัยพิบัติในประเทศฟิลิปปินส์ กว่าจะได้รับข้าวสารไปช่วยเหลือประชาชน กินเวลาถึง 6-8 เดือน แต่ปัจจุบันล่าสุดที่เวียดนาม เราใช้เวลาเพียงประมาณ 3 เดือน ซึ่งรวมเวลาที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ได้แก่ (1) ประเทศประสบภัยทำเรื่องมาฝ่ายเลขาแอปเตอร์ (2) ฝ่ายเลขาฯแอปเตอร์ทำหนังสือเวียนประเทศสมาชิกเพื่อขอรับบริจาคข้าว (3) เจรจาระหว่างผู้ให้และผู้รับจนเข้าใจตรงกันทุกประเด็น (4) ฝ่ายเลขาทำเรื่องขออนุมัติดำเนินงานจากคณะมนตรีแอปเตอร์ พร้อมรอเวลาอนุมัติ (5) ฝ่ายเลขาฯทำ เอ็มโอยู ลงนามกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (5) ประเทศผู้ให้ทำการสีข้าว คัดแยก บรรจุถุง หาเรือ (6) ขนส่งไปจนถึงประเทศปลายทาง (7) ผ่านพิธีทางศุลกากรและกระบวนการภายในแต่ละประเทศ (8) ประสานงานกำหนดแผนแจกข้าว จนสุดท้ายคือแจกจ่ายข้าวถึงมือประชาชน ดังนี้ จะเห็นว่าระยะเวลาที่ใช้ไปก็สมเหตุสมผลอยู่นะครับ

 

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 6 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 6, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471025

ซอกแซกอาเซียน : 6 กุมภาพันธ์ 2563

ซอกแซกอาเซียน : 6 กุมภาพันธ์ 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มาว่ากันต่อในเรื่องของพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม พ.ศ.2559 นะครับ

สาระสำคัญของพระราชบัญญัตินี้ มีอยู่เพียง 4 มาตรา คือ มาตราที่ 4 ถึง มาตราที่ 7 นอกเหนือจากมาตราต้นๆ และท้ายสุดที่โดยมาตรฐานในการเขียนกฎหมายต้องมี ดังที่กระผมได้กล่าวไปแล้วในฉบับที่ผ่านมา ส่วนการเล่าถึงสาระสำคัญเหล่านี้ ผมขออนุญาตว่ารวมๆ กันไปโดยไม่แยกพูดเป็นรายมาตรา เพราะมิฉะนั้น เดี๋ยวจะกลายเป็นเลคเชอร์ตำราวิชากฎหมายไป

เริ่มแรกในการคุ้มครองสำนักเลขานุการแอปเตอร์ หรือบางคนชอบเรียกสั้นๆ ว่า ฝ่ายเลขาฯแอปเตอร์ พระราชบัญญัติได้กำหนดให้สำนักงานแอปเตอร์เป็นนิติบุคคล และมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย อันนี้ขอเน้นก่อนนะครับว่า การคุ้มครองของพระราชบัญญัตินี้นั้น คุ้มครองเฉพาะสำนักเลขานุการที่ตั้งอยู่ที่อาคารสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้แก่ ทรัพย์สิน บุคลากร และสิทธิประโยชน์ต่างๆ นะครับ หากแต่มิได้รวมไปถึงการคุ้มครองตัวองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสามซึ่งถือเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลหรือระหว่างชาติ ที่บรรดาประเทศสมาชิก 13 ประเทศร่วมกันจัดตั้งขึ้นตามข้อตกลงแอปเตอร์ เพราะนั่นเป็นกิจการนอกเขตอำนาจของทางการไทยเรา ข้อดีของสภาพการเป็นนิติบุคคลของฝ่ายเลขาฯแอปเตอร์นี้ เห็นได้ชัดประการแรกเลยก็คือสามารถทำนิติกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเอง

ในสมัยก่อนฝ่ายเลขาฯแอปเตอร์ เวลาจะทำธุรกรรมต่างๆ กับธนาคารไทย จำเป็นต้องอาศัยในนามของ สศก. เพราะเป็นหน่วยงานระดับนิติบุคคลไทย ที่ได้รับมอบหมายให้อำนวยความสะดวกให้แอปเตอร์ แต่ปัจจุบันไม่ต้องแล้ว ฝ่ายเลขาฯแอปเตอร์ สามารถทำธุรกรรมต่างๆ กับธนาคารได้โดยตรง ตลอดจนสามารถจัดซื้อจัดจ้างกับภาคเอกชนได้โดยอิสระ และมีผลผูกพันธ์ตามกฎหมายไทย กล่าวคือสามารถฟ้องร้องและถูกฟ้องร้องได้ในขณะเดียวกัน แต่กระนั้น สำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็มิใช่ส่วนราชการของ สศก. หรือส่วนราชการใดๆ แห่งราชอาณาจักรไทย ที่จะต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบของทางการไทย ไม่ว่าจะเป็น สตง. หรือ ปปช.หรือหน่วยตรวจสอบไทยอื่นๆ ในทุกกรณี หากแต่ต้องถูกตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบบัญชีเอกชนที่ระเบียบกำหนดว่าทุกปี ฝ่ายเลขานุการแอปเตอร์ต้องมีการจ้างให้ดำเนินการเป็นรายปีเมื่อสิ้นปีปฏิทิน แล้วจะต้องนำเสนอคณะมนตรีแอปเตอร์ หรือ APTERR Council ในที่ประชุมประจำปีอีกด้วย

ความเป็นไปในเรื่องความเป็นนิติบุคคลนี้ เผอิญในยุคที่ผมมาเป็นผู้บริหารสำนักเลขานุการแอปเตอร์ตั้งแต่ ปี 2559 ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างที่มีพระราชบัญญัติฉบับนี้พอดี ก็ได้มีการปรับปรุงแบบแผนและวิธีการบริหารงานกันขนานใหญ่ แล้วเราก็ได้มีการประชาสัมพันธ์สำนักงานกัน เริ่มตั้งแต่ผมได้จัดงานวันครบรอบสถาปนาการจัดตั้งแอปเตอร์ ที่ออฟฟิศ โดยจัดนิทรรศการย่อมๆ ถึงที่มาและวิธีการดำเนินงาน ตลอดจนผลสำเร็จของการทำงาน ที่สำคัญคือ ได้เชิญบุคคลสำคัญมาร่วมงานและร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่จัดแบบง่ายๆ บุคคลสำคัญที่ผมและทีมงานเชิญ เช่น ท่านเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกแอปเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ท่านเลขาธิการ สศก ท่านนายกสมาคมชาวนาต่างๆ นายก ผู้ส่งออกข้าว นายก โรงสี และผู้มีเกียรติอื่นๆ บรรยากาศชื่นมื่นดี แม้ว่าตัวท่านทูตประเทศต่างๆ อาจติดภารกิจไม่ได้มาร่วม แต่ก็ยังส่งผู้แทนที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมจำนวนไม่น้อยทีเดียว

การประชาสัมพันธ์องค์กรอีกวิธีหนึ่ง คือ การออกไปจัดนิทรรศการครับ ผมและคณะอาศัยว่า ที่กรมการข้าว ได้มีการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติเป็นประจำทุกปี ในวันที่ 5 มิถุนายน เขามีบูธให้สามารถจองเพื่อจัดนิทรรศการได้ ทางพวกเราก็ได้อาศัยจังหวะนี้ เข้าไปร่วมจัดนิทรรศการให้สาธารณชนได้รู้จักกับองค์กรของเราให้มากขึ้น นอกจากนี้ ผมยังได้ออกอากาศรายการวิทยุตอนเช้า ชื่อ กู๊ดมอร์นิ่งอาเซียน ซึ่งเป็นรายการที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นไปของประเทศในอาเซียนด้วย ก็คงจะช่วยให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ได้มีโอกาสผ่านหูผ่านตาท่านผู้อ่านบ้างละครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

ซอกแซกอาเซียน : 30 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 30, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469552

ซอกแซกอาเซียน : 30  มกราคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 30 มกราคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ที่ผ่านมา ผมมักจะเขียนเล่าเรื่องแอปเตอร์ หรือ องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม ในด้านของความเป็นไปหรือกิจกรรมการดำเนินงานในประเทศสมาชิก คราวนี้ ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านกลับมาเขียนเล่าถึงรูปร่างหน้าตาหรือองค์ประกอบต่างๆ ของแอปเตอร์ซึ่งเป็นส่วนภายในที่สำคัญ เพราะจริงๆ แล้วเรามีสำนักงานเลขานุการแอปเตอร์มาตั้งอยู่ในประเทศไทยเกือบจะสิบปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นที่รู้จักต่อสาธารณชนไม่มากเท่าที่ควร ทั้งที่เราก็พยายามประชาสัมพันธ์องค์กรมาอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นเพราะกิจกรรมของแอปเตอร์ไม่ค่อยเกิดผลกระทบโดยตรงต่อสังคมไทยเรามากนัก หรืออาจเนื่องจากประเทศไทยอยู่เย็นเป็นสุขไม่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติจนถึงขนาดต้องมีการช่วยเหลือด้านอาหารการกินก็เป็นได้ ก็ถือเป็นความโชคดีของคนไทยเราครับ

องค์ประกอบแอปเตอร์ที่สำคัญที่อยากจะพูดถึงเป็นสิ่งแรกในวันนี้ คือ กฎหมายคุ้มครองแอปเตอร์ ที่เรียกเต็มๆ ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม พ.ศ. 2559 ซึ่งรัฐสภาไทยได้ให้การอนุเคราะห์ผ่านกฎหมายฉบับนี้ พร้อมทั้งประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 133 ตอนที่ 67 ก เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 แต่มีผลบังคับใช้ในวันถัดมา คือ วันที่ 6 สิงหาคม 2559

ก่อนที่จะเล่าถึงสาระของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมขออนุญาตขอบคุณสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยกองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกองเกษตรต่างประเทศรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องอื่นทุกท่านที่ได้กรุณาช่วยกันทุ่มเทผลักดันการปรึกษาหารือ ยกร่าง ชี้แจง ปรับปรุงแก้ไข จนกระทั่งกฎหมายนี้สามารถผ่านกระบวนการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกมาได้ โดยใช้เวลานานพอสมควร คือ จากเริ่มต้นจนสำเร็จสมบูรณ์นับเป็นปีๆ ทั้งนี้ เพราะการออกกฎหมายที่ว่านี้ เป็นการรับปากหรือคอมมิทเมนท์ ของทางการไทยต่อประเทศสมาชิกแอปเตอร์ทั้ง 13 ประเทศ ว่าประเทศที่อาสาเป็นเจ้าภาพ หรือเป็นที่ตั้งของสำนักงานจะต้องมีกฎหมายคุ้มครองการดำเนินงานของแอปเตอร์ด้วย เรื่องของการออกกฎหมายในลักษณะนี้ ถือเป็นพิธีการหรือโปรโตคอลสำคัญที่บรรดาองค์การหรือองค์กรระหว่างประเทศทั้งหลายที่มีที่ตั้งในประเทศหนึ่งๆ มีความปรารถนาอย่างยิ่ง

สมัยก่อนที่ผมยังอยู่ที่กรมการข้าวนั้น สถาบันวิจัยข้าวระหว่างชาติ หรือ อีรี่ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ก็พยายามเข้าหาและร้องขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรา ร่างกฎหมายให้การคุ้มครองสำนักงานอีรี่สาขาประเทศไทย ที่อาศัยอาคารของกรมการข้าวอยู่ ตอนนั้นก็มีการเจรจากันหลายรอบ เจ้าหน้าที่อีรี่ทั้งฝรั่งและคนฟิลิปปินส์บินไปมาระหว่างมะนิลา กรุงเทพฯ อยู่หลายรอบ แต่กระนั้น การออกกฎหมายแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศเจ้าภาพก็คงต้องดูปัจจัยองค์ประกอบหรือรายละเอียดขององค์กรที่จะมาตั้งอยู่หลายประการด้วยกันว่าเข้าหลักเข้าเกณฑ์หรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งด่านสำคัญ คือกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเขามีหลักเกณฑ์อยู่ ใช่ว่าอะไรๆ ก็จะขอคุ้มครองได้ทั้งหมด เนื่องจาก “การคุ้มครอง” ที่กล่าวนั้น ส่วนใหญ่จะหนักไปทางการยกเว้นภาษีเป็นประการแรก และที่รองลงมาคือเอกสิทธิ์ทางการทูต คือ จะว่าไปกฎหมายคุ้มครองจะเกิดประโยชน์ต่อคนต่างประเทศผู้เข้ามาทำงานในองค์กรมากกว่าประโยชน์ของประเทศเจ้าภาพจะได้รับนั่นเอง นอกเสียจากหน้าตา ชื่อเสียงและผลประโยชน์อื่นทางอ้อมนิดหน่อยที่เจ้าภาพอาจได้อยู่บ้าง ในที่สุดจนป่านนี้กฎหมายคุ้มครองอีรี่ที่เขาต้องการอย่างมาก เท่าที่ผมทราบ ก็น่าจะยังไม่สำเร็จ

พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม พ.ศ.2559 นี้ ความจริงแล้ว เป็นกฎหมายสั้นกะทัดรัดมาก เพราะมีอยู่ด้วยกันเพียง 8 มาตรา และมาตราส่วนมากจะเกี่ยวกับรูปแบบมาตรฐานการเขียนกฎหมายทั่วไป เช่น มาตรา 1 เป็นเรื่องของชื่อกฎหมาย มาตรา 2 วันใช้บังคับ มาตรา 3 ความหมายคำต่างๆ และข้ามไปมาตราสุดท้ายหรือมาตรา 8 คือ เกี่ยวกับผู้รักษาการกฎหมาย ส่วนสาระจริงๆ ก็มีเพียง 4 มาตรา ซึ่งคงต้องมาพูดต่อในฉบับหน้า

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 23 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 23, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467949

ซอกแซกอาเซียน : 23 มกราคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 23 มกราคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เช้าวันรุ่งขึ้น คณะเราหลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมที่พัก ก็เดินทางโดยมีตำรวจเปิดไซเรนนำ ผ่ากลางเมืองที่มีการจราจรพลุกพล่าน จอดหลบกันเป็นแถวเมื่อมอเตอร์ไซค์ตำรวจขี่นำขวางทางฉวัดเฉวียนไปมา แปลกดีครับ ผมเคยมีครั้งที่เดินทางไปฟิลิปปินส์เมื่อตอนยังรับราชการอยู่ ตอนนั้นไปกับรัฐมนตรีท่านหนึ่ง เดินทางไปนอกเมืองมีรถมอเตอร์ไซค์ตำรวจนำคันเดียวและคนเดียวเท่านั้น แต่เขาสามารถแหวกทางที่รถวิ่งแน่นถนนให้รถยนต์เราแทรกไปโดยสะดวกและรวดเร็ว โดยไม่ต้องปิดถนนเลยครับ นับว่าเป็นมืออาชีพเลยทีเดียว เคล็ดลับที่พอจะเล่าได้ถึงความมีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจคนนั้น คือ เขาสามารถขับรถมอเตอร์ไซค์ได้ด้วยมือเดียว ส่วนอีกมือนั้นเขามีกระบองครับ เคาะลงไปเลยที่รถขวางอยู่จนต้องหลบหลีกกันอย่างรวดเร็วเป็นแถว

รถยนต์คณะเราวิ่งไปสักพัก ก็ถึงศาลาหรือห้องประชุมใหญ่จัดพิธีการรับมอบข้าว ความจริงผมตื่นเต้นตั้งแต่เมื่อวานแล้วละ เพราะในโปรแกรมพิธีการที่เขาเอาให้ดู ปรากฏว่าบุคคลสำคัญที่จะมาร่วมงานนอกจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นหลานของอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินาน มาร์กอสแล้ว ยังมีวุฒิสมาชิกอีกท่านหนึ่งมาด้วย เธอคือลูกสาวคนสวยของท่านประธานาธิบดีที่บอกไปนั่นแหละครับ ทั้งนี้ เพราะเขตนี้ คือ ถิ่นเกิดดินแดนอิทธิพลของท่านเฟอร์ดินาน มาร์กอส ผู้ยิ่งใหญ่สมัยที่ฟิลิปปินส์ยังอยู่ในยุคเผด็จการ ลูกหลานของท่านยังคงเป็นที่นับหน้าถือตาอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน ภรรยาท่าน คือ นางอีเมลดามาร์กอส ที่ยังมีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ ก็เคยเป็นผู้แทนราษฎรในเขตนี้มาก่อนเช่นเดียวกัน สรุป ผมดีใจและตื่นเต้นที่จะได้จับมือกันบุคคลสำคัญเหล่านี้ แม้ว่าจะมีคนฟิลิปปินส์บางส่วนจะมองว่าเป็นเทือกเถาเหล่ากอของหัวหน้าเผด็จการยุคหนึ่งก็ตามที แต่กระนั้น ออกตัวไว้ก่อนว่าผมหาใช่พวกอนุรักษ์นิยมขวาจัดชอบระบอบเผด็จการอะไรทำนองนั้นหรอกนะครับ

สักพักความฝันของผมก็สลายลงไปต่อหน้าต่อตา เมื่อฝ่ายจัดบอกว่า ท่านผู้ว่าชการจังหวัด กับท่านวุฒิสมาชิกติดภารกิจด่วน ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ เรื่องแบบนี้ ความจริงผมคุ้นชินกับการยกเลิกกำหนดการของผู้บริหารระดับผู้ใหญ่ๆ ในเมืองไทยมาเยอะแล้ว แต่เพิ่งมาทราบความจริงว่าที่ประเทศอื่นก็มีคล้ายๆ กัน เลยต้องขออภัยที่ไม่ได้ทำใจมาก่อน

แต่กระนั้น พิธีการส่งมอบข้าวระหว่างแอปเตอร์ กับผู้แทนรัฐบาลฟิลิปปินส์ก็ผ่านสำเร็จลงไปได้ด้วยดี แม้ไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่มาแต่คุณจูดี้ ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของ เอ็นเอ็ฟเอก็ถือว่าใหญ่แล้ว เพราะตำแหน่งของเธอ เคยเล่าไปแล้วว่า เทียบเท่ารัฐมนตรีช่วยว่าการเลยเชียวนะ แถมในพิธีก็มีสื่อมวลชนมาทำข่าวกันมาก (อาจเพราะมีตระกูลอดีตท่านผู้นำจะมา) และเมื่อเสร็จพิธีการยังอุตส่าห์มาสัมภาษณ์ผมด้วย ช่วงนั้นมีเสียงอึกทึกครึกโครมมาก ผมปกติก็ไม่ค่อยเก่งภาษาอยู่แล้ว ยิ่งฟังเสียงคำถามไม่ค่อยได้ยินนัก แต่ก็ตอบมั่วๆ ไป ไม่รู้ว่าตรงกับที่เขาถามหรือไม่ พักหนึ่งเขาก็ไปคุยกับคนอื่นต่อ พอเที่ยงก็รับประทานอาหารที่เขาจัดเป็นโต๊ะที่นั่นแหละ เสร็จเรียบร้อยเวลายังเหลือเฟือ เพราะผมและคณะมีไฟล์ทเดินทางกลับมะนิลาตอน 2 ทุ่มโน่น คุณจูดี้และเจ้าหน้าที่เอ็นเอ็ฟเอ จึงพาพวกเราไปชมเมือง ชมชายทะเล ที่มีโรงแรมหรูที่คนจีนมาเทคโอเวอร์ แต่ที่สำคัญ คือ พาไปดูบ้านเกิดของท่านประธานาธิบดีมาร์กอส ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีประวัติต่างๆ ของท่านอย่างละเอียด อีกทั้งยังได้เดินทางไปดูทำเนียบประธานาธิบดี ที่ท่านมาร์กอส มาสร้างไว้ จัดเป็นทำเนียบแห่งที่สอง จึงเรียกชื่อว่า มาลากันยัง 2 เป็นอาคารสร้างด้วยไม้ หลังขนาดพอดี ไม่ใหญ่ไม่โตมากเกินไป คือ หมายถึงท่านมาร์กอส มักจะกลับมาบ้านเกิดและอาจพักค้างหลายวัน เลยเป็นสถานที่พักและทำงานไปพร้อมกัน มีห้องหับต่างๆ ห้องพักส่วนตัว ห้องทำงาน ห้องประชุมหารือ ห้องจัดเลี้ยง เป็นต้น ก็นับว่าน่าสนใจทีเดียว ท่านผู้อ่านอาจจำได้นะครับว่า ท่านมาร์กอสท่านเสียชีวิตที่ต่างประเทศ เพราะถูกขับไล่ และหลังจากเสียชีวิต ทางครอบครัวก็ได้นำอัฐิธาตุของท่านกลับมาไว้ที่บ้านเกิด ทำเป็นสุสานเล็กๆ ไว้ แต่มาปัจจุบันด้วยแนวคิดของประธานาธิบดีดูเตอร์เต ก็ได้นำอัฐิท่านมาร์กอสย้ายไปฝังไว้ที่สุสานวีรชนของชาติในกรุงมะนิลา แม้ว่าจะมีคนที่ไม่ชอบท่านต่อต้านมากก็ตาม

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 16 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 16, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466438

ซอกแซกอาเซียน : 16 มกราคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 16 มกราคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สองฉบับที่แล้วผมเล่าเรื่องประเทศบรูไนดารุสซาลาม ไปแบบสั้นๆ และเรียบร้อยๆ ให้สมกับบรรยากาศของประเทศที่มีความสงบร่มเย็น ไม่มีอะไรตึงตังโลดโผน ครานี้จะข้ามไปแบบประเภทตรงกันข้ามบ้างครับ เพราะหลังจากการประชุมที่บรูไน คณะแอปเตอร์ก็ได้รับเชิญไปร่วมงานส่งมอบข้าวที่ประเทศฟิลิปปินส์อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เป็นรายการที่ต้องเดินทางขึ้นไปทางภาคเหนือของประเทศซึ่งเป็นครั้งแรกเช่นกันที่ผมได้มีโอกาสไปสมัยยี่สิบปีก่อน ผมเคยไปเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ที่ศูนย์ฝึกอบรมแห่งหนึ่งแถวๆ มหาวิทยาลัยเซ็นทรัลลูซอน เมืองนูเอวาเอซีฮา และเคยไปทริปที่เมืองท่องเที่ยวดัง คือ บาเกียว ก็เท่านั้น เพราะที่นั่นเดินทางขึ้นเหนือจากมะนิลาไปไม่เท่าไหร่ แต่ครั้งนี้เดินทางโดยเครื่องบินไปประมาณชั่วโมงหนึ่ง ซึ่งถือว่าไกลพอสมควร ไปลงที่จังหวัดอิโลคอส นอร์เต ติดชายฝั่งทะเลทิศตะวันตกของเกาะลูซอนครับ

การเดินทางไปฟิลิปปินส์ที่ผ่านๆ มาคณะเราก็มักจะใช้บริการของการบินไทย แต่คราวนี้ เนื่องจากเวลาต่อเครื่องไม่ค่อยจะลงตัวกันนัก กล่าวคือ ถ้าไปการบินไทย ต้องไปรออีกนานมากที่สนามบิน หากแต่ที่พอดีเวลามากกว่า คือต้องไปสายการบินของประเทศฟิลิปปินส์ คือ เซบู แปซิฟิก ก็เลยไม่มีโอกาสสนับสนุนการบินไทยรักคุณเท่าฟ้า เหมือนอย่างเคย แต่กระนั้น ด้วยเวลาต่อเครื่องที่เผื่อไม่มากนี้ กลับทำให้พวกเราเหน็ดเหนื่อยและตื่นเต้นมากขึ้นอย่างที่ไม่น่าจะเป็นเลย เรื่องของเรื่อง คือ สนามบินกรุงมะนิลา ที่ชื่อนินอย อาคิโน นั้น เขามีอยู่ถึง 4 เทอร์มินัล แต่ทั้ง 4 เทอร์มินัลนั้น ก็ใช้รันเวย์ร่วมกัน หมายถึงว่าทุกเทอร์มินัลจะอยู่ในละแวกเดียวกันระยะทางไม่เกิน 1-4 กิโลเมตร

ผมจำได้ว่าสายการบินเซบู แปซิฟิก จากกรุงเทพฯ ที่ไปวันนั้นต้องไปลงที่เทอร์มินัล 3 ส่วนเครื่องบินภายในประเทศที่พวกเราต้องไปต่ออีกจะออกที่เทอร์มินัล 2 ความจริงดูจากตัวเลข เทอร์มินัลก็น่าจะอยู่ติดกัน และด้วยความที่พวกเราจะประหยัดเงิน แอปเตอร์ แทนที่จะใช้บริการแท็กซี่เดินทางระหว่างเทอร์มินัล อีกทั้งเพราะมีเวลาเหลือเฟือ เรากลับเลือกใช้ชัทเทิลบัส ซึ่งน่าจะเป็นบริการของทางสนามบิน ทีนี่หละเรื่องที่น่าตื่นเต้นและน่าจดจำไว้เตือนผู้อ่านที่เคารพก็บังเกิดขึ้น เพราะเจ้ารถชัทเทิลบัสนั้นน่ะเขาวิ่งตามตัวเลข จากเทอร์มินัล 3 ที่เราขึ้น เขาจะวิ่งไปเทอร์มินัล 4 จาก 4 เขาจะไป 1 และจาก 1 เขาถึงจะไป 2 ซึ่งก็น่าจะถูกต้องแล้ว แต่ที่โชคร้าย คือ รถชัทเทิลบัสเดินทางได้ช้ามากๆ เพราะต้องฝ่าจราจรรถติดมโหฬาร แถมยังจอดนิ่งอยู่นานที่จุดหนึ่ง แต่คนผู้โดยสารก็นั่งกันรอเต็มอยู่มนรถ ทราบหลังจากผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงว่ารถเสีย ต้องรอคันใหม่มาเปลี่ยน สรุปแล้ว จากเวลาที่เราขึ้นรถที่จุดแรก ไปจนถึงจุดลงรถ ใช้เวลาไปทั้งหมด 3 ชั่วโมง ฉิวเฉียดที่จะตกเครื่องไฟลท์ต่อไปเลยนะ สรุปแล้วพวกเราไม่ต้องเบื่อไปนั่งรอนานในสนามบินเลย เพราะใช้เวลาอยู่บนรถบัสแทน ก็เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังนะครับ เผื่อใครไปโอกาสหน้าจะได้เตรียมการหลีกเลี่ยงปัญหานี้ครับ

เครื่องบินภายในประเทศเราแตะรันเวย์เมืองอีโลคอส นอร์เต ก็ค่ำมืดพอดี คุณจูดี้ ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด ของหน่วยงานเอ็นเอฟเอ พร้อมคณะที่หน้าตาคุ้นเคยอย่างดีมาต้อนรับพวกเราที่สนามบิน พร้อมคล้องพวงมาลัยให้กับทุกคน นับเป็นความกรุณาของท่านจริงๆ ที่ให้เกียรติพวกเราอย่างมากและสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปลง จากนั้นก็พาเราขึ้นรถขบวนใหญ่ แถมยังมีรถมอเตอร์ไซค์ตำรวจนำเปิดไซเรนตลอดทางให้อีก เข้าไปในเมืองอีโลคอสนอร์เต เพื่อพาเราไปยังที่พัก ถึงโรงแรมที่พัก ซึ่งเป็นแบบบูติก มุงแฝกหรืออะไรไม่ทราบ ดูน่าพักทีเดียว

พวกเรารับประทานอาหารเย็น ที่ห้องอาหารของโรงแรมนั้นเอง ซึ่งเขาได้จัดไว้อย่างดี เป็นอาหารของฟิลิปปินส์ และก็มีเจ้าหน้าที่ทางการของประเทศฟิลิปปินส์ทั้งจาก เอ็นเอฟเอ และจากกระทรวงสวัสดิการและพัฒนาสังคม ซึ่งเป็นฝ่ายแจกจ่ายข้าวมาร่วมนั่งรับประทานด้วย คณะเรารับประทานอาหารกันโดยใช้เวลาพอสมควร ไม่ดึกมากนัก เพราะพรุ่งนี้ต้องมีภารกิจสำคัญ คือพิธีการส่งมอบและแจกจ่ายข้าว ในศาลาว่าการของเมือง และอีกอย่างก็เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางกันมาพอสมควร ก็เลยกลับไปพักผ่อน ซึ่งนับแต่เช้ายันดึกวันและคืนเดียวกันเราอยู่ 2 ประเทศ แถมยังเดินทางต่อเข้าไปในจุดที่ไกลแสนไกลอีก เป็นสภาพของผมและทีมงานแอปเตอร์พบเจอกันอยู่ประจำครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

%d bloggers like this: