ช่องทางสร้างอาชีพ

All posts tagged ช่องทางสร้างอาชีพ

จัดแคมเปญ สับปะรดภูเก็ต ขายลูกละพันห้า มท.1 โดม-ปกรณ์ ลัม ฐาปน สิริวัฒนภักดี สั่งซื้อ

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0730151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 407

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

จัดแคมเปญ สับปะรดภูเก็ต ขายลูกละพันห้า มท.1 โดม-ปกรณ์ ลัม ฐาปน สิริวัฒนภักดี สั่งซื้อ

คงไม่ใช่เรื่องเวอร์เกินไปที่จะบอกว่าสับปะรดภูเก็ตแพงสุดในเวลานี้ เพราะขายกันถึงลูกละ 1,500 บาท เรื่องนี้เป็นความจริงแท้แน่นอน เพียงแต่เป็นแคมเปญที่ทางบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีภูเก็ต จำกัด หยิบยกขึ้นมาเพื่อโปรโมตสินค้าหลักๆ ของเมืองท่องเที่ยวสำคัญแห่งนี้ โดยสับปะรดภูเก็ต หรือที่คนใต้เรียกกันว่า ยาหนัด เป็น 1 ใน 3 อย่างของสินค้าขึ้นชื่อภูเก็ต อันได้แก่ กุ้งมังกรเจ็ดสี ผ้าบาติก และสับปะรดภูเก็ต

เปิดให้จองแค่คนละลูก

ประเด็นนี้ คุณอรสา โตสว่าง เลขานุการคณะทำงาน บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีภูเก็ต จำกัด ให้รายละเอียดว่า ประมาณปลายเดือนตุลาคม ทางบริษัทจะเปิดให้จองสับปะรดภูเก็ตที่ดีที่สุด 100 ลูก เป็นสับปะรดภูเก็ตแท้ ขายในราคาลูกละ 1,500 บาท โดยทำแคมเปญแค่ 100 ลูก เพื่อให้เกษตรกรและชุมชนดูแลประคบประหงมเป็นอย่างดี ซึ่งตอนนี้มี คุณโดม-ปกรณ์ ลัม จองแล้วเป็นคนแรก นอกนั้นก็มี พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และภรรยา รวมทั้งยังมีคนในวงการบันเทิงจองอีกหลายคน ทางบริษัทให้สิทธิ์จองได้คนละลูกเดียวเท่านั้น

คุณอรสา บอกว่า ภูเก็ตเป็นเกาะเล็กมาก มีไร่ปลูกสับปะรดแค่ 2,200 ไร่ ดังนั้น จะหาทานสับปะรดภูเก็ตแท้ได้ยากมาก ซึ่งสับปะรดภูเก็ตเป็นต้นกำเนิดของสับปะรดภูแล ทั้งนี้ จะจัดแถลงข่าวในปลายเดือนตุลาคม และจะส่งสับปะรดให้ถึงบ้านได้ในเดือนกุมภาพันธ์ก่อนตรุษจีน เพราะคนภูเก็ตเชื่อว่าสับปะรดเป็นผลไม้มงคล ภาษาจีนเรียกว่า อ่องหลาย แปลว่า โชคดี คนภูเก็ตเชื่อมั่นว่าการไหว้เทวดาด้วยสับปะรดจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง และเริ่มต้นวันปีใหม่ด้วยดี

“เวลานี้เกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกให้ขายสับปะรดลูกละ 1,500 บาท ต่างดูแลเอาใจใส่สับปะรดที่อยู่ในแคมเปญนี้อย่างมาก จุดประสงค์ของบริษัทที่ขายในราคานี้ เพราะอยากให้เกษตรกรนำเงินก้อนนี้ไปต่อยอดไปซื้อปุ๋ย เป็นการหาเงินให้ก้อนแรกให้เขาเดินต่อ ก้อนต่อไปก็จะหมุนได้เอง”

เลขานุการคณะทำงาน บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีภูเก็ต จำกัด ระบุว่า สับปะรดภูเก็ตนิยมเสิร์ฟหลังอาหาร เพราะอาหารภูเก็ตมัน หากทานอิ่มเกินไป จะช่วยย่อย เป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณมาก

มีรายงานผลวิจัยออกมาแล้วว่า สับปะรดภูเก็ตมีแอนตี้ออกซิแดนต์สูงมาก สูงกว่าสับปะรดทั่วไป ทานแล้วทำให้ผิวใส ไม่เหี่ยว เป็นสับปะรดที่มีรสชาติหวาน ตรงแกนมีวิตามินซีสูงมาก เป็นสับปะรดชนิดเดียวที่คนแย่งกันทานแกน เพราะแกนกรอบและอร่อยมาก มีสรรพคุณแก้โรคหัวใจ แก้ความดัน

ที่ดินแพง ปลูกกันน้อยลง

คุณอรสา บอกด้วยว่า ช่วงแรกที่ทางคณะทำงานเข้าไปหาชุมชน ไปหาเกษตรกร โดนไล่และว่ามาทำไม ทำให้เสียเวลา แต่หลังจากที่ชุมชนเห็นว่าเข้าไปทำงานช่วยเหลือจริงๆ ทั้งเรื่องการตลาดและการขาย โดยเริ่มจากการปลุกกระแสชุมชนเพื่อให้ขายได้ลูกละ 1,500 บาท ทุกวันนี้คณะทำงานถือเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเพราะทำงานร่วมกัน และชุมชนต่างเข้าใจจุดประสงค์ของบริษัท

ในฐานะที่เธอเป็นชาวภูเก็ตคนหนึ่ง จึงรู้เรื่องของสับปะรดภูเก็ตค่อนข้างดี ซึ่งนับวันจะปลูกกันน้อยลง

“ปัญหาแรกที่ดินไม่มี ไร่ละ 4 ล้านบาท ปลูกสับปะรดไม่ไหว แถมติดทะเลไร่ละ 40 ล้านบาท ที่ดินน้อยลง และชุมชนที่ปลูกสับปะรดภูเก็ตโดนโจมตีจากที่อื่น แล้วเอามาอุปโลกน์เป็นสับปะรดภูเก็ต มาขายลูกละ 10-20 บาท แล้วเขียนว่าเป็นสับปะรดภูเก็ต ฝรั่งซื้อไปกินแล้วถามว่าอร่อยตรงไหน สับปะรดภูเก็ตโดนแบบนี้เยอะ ของแท้ตรงก้นสับปะรดจะอ้วน หัวจะลีบ หงอนสูงมาก หน้าตาเป็นเอกลักษณ์ ลูกใหญ่กว่าจังหวัดอื่น”

หากใครอยากจะหาทานสับปะรดภูเก็ตแท้ๆ เธอว่า หลังจากลงเครื่องที่สนามบินภูเก็ต ระหว่างทางเข้าเมืองจะมีสับปะรดขายสองข้างทาง ส่วนใหญ่เกษตรกรมาขายกันเอง ปกติขายกันลูกละ 35 บาท 3 ลูก 100 บาท แต่ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม เป็นช่วงที่สับปะรดออกเยอะ ขายเพียงลูกละ 20 บาท ปอกให้ทานกันตรงนั้นเลย บางเจ้าก็มีน้ำคั้นสดขาย

หักแล้วมีรายได้ปีละล้านบาท

ทีนี้มาคุยกับเกษตรกรตัวจริงเสียงจริงกันบ้าง นั่นคือ คุณวิชัย แซ่ตัน ซึ่งเป็นรายหนึ่งที่ได้รับจัดสรรโควต้าให้ขายลูกละ 1,500 บาท จำนวน 25 ลูก

หนุ่มใหญ่วัย 48 ปีรายนี้เรียนจบ ปวส. สาขาอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนหน้าที่จะมายึดอาชีพเกษตรกรเต็มตัวเคยทำงานโรงแรมมาก่อน พอปี 2535 ไม่มีคนช่วยพ่อที่ปลูกสับปะรดมานานกว่า 50 ปี จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำหันมาเป็นเกษตรกรเพียงอย่างเดียว

เขาเล่าว่า ครอบครัวมีไร่สับปะรดที่ดูแลรับผิดชอบอยู่ 2 แปลง คือที่ ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จำนวน 30 ไร่ และอีก 40 ไร่ ที่บ้านบางโจ ตำบลศรีสุนทร โดยปลูกมานานกว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งเป็นการปลูกแซมในสวนยางพาราที่หมดอายุการใช้งาน จำเป็นต้องปลูกต้นยางพาราใหม่ และช่วงที่ต้นยางพารายังไม่โตประมาณ 1-4 ปี สามารถปลูกสับปะรดแซมได้ เจ้าของสวนยางพาราจึงให้ไปปลูกสับปะรด พร้อมคอยดูแลต้นยางพาราให้ด้วย เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

รวมแล้วคุณวิชัยมีสวนยางพาราที่ดูแล 70 ไร่ มีสับปะรดประมาณ 200,000 ต้น ไร่หนึ่งมี 3,300 ต้น ตั้งแต่ปลูกจนเก็บลูกได้ใช้เวลา 14-20 เดือน เพราะมีลูกหลายรุ่น สามารถเก็บได้เรื่อยๆ

คุณวิชัย ให้ข้อมูลว่า ราคาขายสับปะรดไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับตลาด บางปีลูกเล็กขายได้ลูกละ 5-6 บาท ลูกกลางขายได้ลูกละ 19 บาท ส่วนลูกใหญ่ขายได้ลูกละ 24 บาท คิดแล้วขายได้เฉลี่ยลูกละ 10-12 บาท ตกแล้วกำไรลูกละ 6 บาท อย่างไรก็ตาม แม้ราคาไม่แน่นอน แต่ปีหนึ่งๆ มีรายได้หักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วเหลือประมาณ 1 ล้านบาท โดยมีคนในครอบครัวช่วยกันทำรวม 4 คน และจ้างคนช่วยอีก 4-5 คน

“ปีนี้เป็นปีแรกที่จะขายได้ลูกละ 1,500 บาท มีเกษตรกรได้รับคัดเลือกให้เข้าโครงการ 4 ราย ที่ไร่ได้โควต้าขาย 25 ลูก จากที่บริษัท ประชารัฐฯ สั่งมา 100 ลูก ตอนนี้เตรียมการไว้แล้ว เพื่อให้ได้ผลผลิตในช่วงวันที่ 26 มกราคมปีหน้า ช่วงตรุษจีน เริ่มปลูกเมื่อปีที่แล้ว รอบังคับให้ออกลูกในเดือนกันยายน ใช้เวลาอีก 140 วัน จึงต้องบังคับให้ออกลูก โดยใช้ฮอร์โมน ขอยืนยันว่าแม้จะใช้ปุ๋ยและสารเคมีแต่ก็ปลอดภัย เพราะก่อนตัดผล 3 เดือนไม่ได้ใช้สารเคมี และไม่ได้ใช้ยาฆ่าหญ้าเลย”

หน้าแล้งรสชาติดี อร่อย

คุณวิชัย บอกว่า แคมเปญนี้ดี ทำให้คนรู้ว่าสับปะรดภูเก็ตรสชาติดีเยี่ยม ทำให้ได้ราคาสูง อยากให้จัดแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากทำให้เกษตรกรมีรายได้ และเป็นการสร้างกระแสให้คนมาชิมว่าอร่อยจริง ทั้งหวาน กรอบ หอม อร่อย ซึ่งหากอยากทานสับปะรดภูเก็ตที่รสชาติอร่อยสุดต้องทานในหน้าแล้งประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน รสชาติจะหวาน น้ำน้อย

สำหรับขั้นตอนการปลูกสับปะรด เริ่มทำในช่วงหน้าแล้ง เริ่มจากการไถดิน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม เป็นการเตรียมดิน แล้วตากแดดไว้ 7-10 วัน พร้อมใส่สารให้วัชพืชตาย จากนั้นไถดินซ้ำอีกรอบ เพื่อให้ดินร่วนซุยจะได้ปลูกง่าย เสร็จแล้วเตรียมหน่อสับปะรด โดยเลือกหน่อที่สมบูรณ์ ไม่มีโรค ต้องเลือกหัวที่มีขนาดใหญ่ ความกว้างประมาณ 1 นิ้ว ขุดหลุมใส่ในดินลึก 5-10 เซนติเมตร เอียงประมาณ 45 องศาขึ้นไป ระยะปลูกห่างกัน 40-45 เซนติเมตร เว้นทางเดินไว้ 1.20 เมตร ห่างจากต้นยางพารา 1 เมตร

ทั้งนี้ จำเป็นต้องใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีด้วย แต่ใช้น้อยที่สุด อย่างเช่น การใช้สารกำจัดวัชพืช กำจัดหญ้า ใช้ครั้งเดียวก่อนปลูก โดยพ่นลงในดิน ต่อมาใช้ปุ๋ยบำรุงดินเพื่อให้สับปะรดได้ธาตุอาหารครบ เพื่อให้ต้นสมบูรณ์

คุณวิชัย ระบุว่า การปลูกสับปะรดแซมในสวนยางพาราไปกันได้ดี เพราะกว่าต้นยางจะโตใช้เวลา 4 ปี ปลูกสับปะรดได้ถึง 2 รอบ ถ้าต้นยางพาราใหญ่แล้วปลูกสับปะรดไม่ได้ เพราะรากจะแย่งอาหารกัน เนื่องจากต้นสับปะรดต้องการแสงแดดเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องแล้งทำให้เกิดโรคเหี่ยว และมีเพลี้ยมาดูดน้ำเลี้ยง

เกษตรกรรายนี้ เล่าให้ฟังอีกว่า สมัยก่อนมักมีคนมาติดต่อให้ไปโค่นต้นยางพารา ปลูกยางพาราใหม่ และปลูกสับปะรดแซม แต่มาช่วงหลังนี้สวนยางพาราหายากขึ้น เพราะคนภูเก็ตไม่ปลูกยางพารา ทำธุรกิจอย่างอื่น อย่างที่อำเภอเมืองและอำเภอกะทู้ ทำธุรกิจท่องเที่ยว ดังนั้น ต่อไปอาจจะต้องขยันไปหาสวนยางพาราที่จังหวัดใกล้เคียงแทน อย่างเช่นที่พังงา

คุณวิชัย บอกอีกว่า ที่ผ่านมาแม้จะมีการนำสับปะรดภูเก็ตไปปลูกในหลายพื้นที่ แต่รสชาติสู้ที่ภูเก็ตไม่ได้ เนื่องมาจากดินที่ภูเก็ตมีธาตุอาหารและภูมิอากาศเหมาะสม ซึ่งมีผลการวิจัยพบว่า ชั้นใต้ดินของเกาะภูเก็ตเป็นหินแกรนิตทำให้ปลูกสับปะรดได้รสชาติดี อร่อย เมื่อนำสับปะรดภูเก็ตไปปลูกที่อื่น รสชาติจะไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นปลูกที่พังงาหรือกระบี่ ซึ่งสับปะรดภูเก็ตได้เครื่องหมายรับรอง GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ด้วย เคยไปทานที่พังงารสชาติคล้ายๆ กัน ขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาและการเก็บเกี่ยวด้วย ส่วนที่กระบี่ต่างกันเยอะ ไม่กรอบ

Advertisements

“ออโซ” แป้งฝุ่นร้อยล้าน ธุรกิจอดีตเด็กวัดสุดเฟี้ยว

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0739151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 407

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ออโซ” แป้งฝุ่นร้อยล้าน ธุรกิจอดีตเด็กวัดสุดเฟี้ยว

การทำสินค้าเกี่ยวกับเครื่องสำอางจะขายได้ มีอยู่ 2 ประเภทคือ อย่างแรก ดังแล้วขายได้ แต่คุณภาพค่อยว่ากัน ส่วนแป้งฝุ่นออโซ ถือเป็นประเภทที่สอง แม้ไม่ดังแต่ขายได้ เพราะแค่ออกมาขายทดลองตลาด 2-3 เดือน ยอดขายก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทยยังโตต่อไปได้

คุณอนุศิษฏ์ ลิ้มสุขเจริญกุล หรือ คุณริน อดีตลูกชาวสวนที่มุ่งหน้าเข้ามาหาอนาคตในเมืองกรุง เลือกที่จะอยู่วัดเพื่อควบคุมความประพฤติ เลือกเรียนวิศวกร สาขาเครื่องยนต์ จบมาทำงานบริษัทแถวหน้ารับเงินเดือนเป็นแสน แต่แล้วด้วยความฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หนที่สุดปฏิเสธบทบาทพนักงานออฟฟิศ แล้วมุ่งหน้าสานฝันให้เป็นจริง แต่กว่าจะเป็นนักธุรกิจแป้งฝุ่นร้อยล้านในวันนี้ ก้าวข้ามปัญหาและอุปสรรคต่างๆ มานับไม่ถ้วน ทั้งถูกโกงจนหมดตัว ลูกค้าไม่จ่ายเงิน แม้กระทั่งลูกน้องเคยฆ่าตัวตาย

ถูกโกงเกือบหมดตัว

ตั้งหลักทำหลายธุรกิจ

คุณริน เล่าว่า หลังจากจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 เลือกเรียนอาชีวะปวช. วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม ก่อนจะไปต่อปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ สาขาวิศวะเครื่องกล จบมาทำงานที่แรกเป็นวิศวกรบริษัทอุปกรณ์ไฟฟ้า หลังจากนั้น ย้ายไปอยู่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนรถยนต์ ไม่นานนักมาอยู่แผนก QC และเขียนแบบตู้เซฟ งานประจำที่สุดท้ายคือ เป็นวิศวกรดูแลระบบเครื่องทำความเย็น อาทิ แอร์บ้าน แอร์สำนักงาน สรุปทำงานประจำได้ราว 3 ปี ก่อนจะลาออกไปเปิดบริษัทรับติดตั้งแอร์บ้าน

“ปี 2544 ผมทำธุรกิจติดแอร์บ้าน ทำได้ 6 เดือน ต้องปิดตัวลงเพราะลูกค้าไม่จ่ายเงิน ลูกน้องมีปัญหา เลยเปลี่ยนมาเปิดร้านขายมือถือ 2 ปี มีเงินหมุนเวียนเดือนละ 5-10 ล้านบาท เก็บเงินได้ก้อนหนึ่งมาเปิด บริษัท รินไวเลส จำกัด เป็นบริษัทที่เกี่ยวกับสัญญาณอินเตอร์เน็ต แต่สุดท้ายโดนโกง 6.5 ล้านบาท ต้องปิดตัวลง เมื่อปี 2551 จากนั้นหันมาขายกรอบจตุคาม-รามเทพอยู่ช่วงหนึ่ง ได้กำไรมาหลายล้านบาท ก่อนที่จะเปิดอู่ซ่อมรถยนต์ ชื่อร้าน นานาประดับยนต์ อยู่ที่พุทธมณฑล สาย 4 เน้นซ่อมงานแก๊ส LPG มีฐานลูกค้า 60,000 คน เปิดอู่ซ่อมรถยนต์ได้ 8 ปีมีเงินเก็บ ตัดสินใจเข้ามาลงทุนทำแป้งฝุ่นทาผิวหน้าผู้หญิง เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า แป้งฝุ่นออโซ”

สาเหตุที่คุณรินเข้าสู่ธุรกิจความงาม ชายหนุ่ม เผยว่า เห็น คุณลดามณี หรือภรรยา ขายเครื่องสำอางออนไลน์ ลักษณะซื้อมา-ขายไป ซึ่งรายได้ดี เกิดความคิดว่า ขนาดเป็นคนกลางยังรายได้ดี ถ้าเป็นเจ้าของเอง รายได้น่าจะดีกว่า จึงตัดสินใจทำแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง

ทำไมต้องเป็นแป้งฝุ่น ชายหนุ่ม ตอบว่า แป้งฝุ่นเป็นสินค้าความงามที่กำไรดีในบรรดาเครื่องสำอางของผู้หญิง เลยไปศึกษาตลาดแป้งทาหน้าผู้หญิงว่ามีประเภทอะไรบ้าง แต่ละชนิดมีข้อดี ข้อด้อย อย่างไร รวมถึงดูสารสกัดส่วนประกอบต่างๆ ซึ่งพบว่า อยากทำแป้งฝุ่นที่กันน้ำ มีสารกันแดด มีสารบำรุงผิว ตอบโจทย์ผู้หญิงยุคใหม่ที่ชอบความรวดเร็วในการแต่งหน้า

“ผมศึกษาตลาดแป้งฝุ่น พบว่า แป้งฝุ่นทั่วไปไม่กันน้ำ ไม่คุมมัน ไม่กันแดด ไม่มีสารบำรุงผิว ไม่มีรองพื้น จึงเป็นโอกาสที่ดี ถ้าคิดนอกกรอบ คิดแปลก คิดไม่เหมือนใคร ทำในสิ่งที่ไม่เหมือนใคร จะเด่นกว่าแป้งฝุ่นตัวอื่นๆ อย่างแน่นอน จึงตัดสินใจว่าต้องผลิตแป้งฝุ่นกันน้ำ ควบคุมความมัน กันแดด มีรองพื้นในตัว และมีสารบำรุงผิว เมื่อทาแล้วให้ติดทนนาน เนียน บางเบา ดูเป็นธรรมชาติ”

เจาะตลาดเพื่อนบ้าน

ตั้งเป้ารายได้ 100 ล้าน

คุณริน เสริมว่า การทำสินค้าเกี่ยวกับเครื่องสำอางจะขายได้มีอยู่ 2 ประเภทคือ อย่างแรก ดังแล้วขายได้ แต่คุณภาพค่อยว่ากัน ส่วนแป้งฝุ่นออโซ ถือเป็นประเภทที่สอง แม้ไม่ดังแต่ขายได้ เพราะแค่ออกมาขายทดลองตลาด 2-3 เดือน ยอดขายก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทยยังโตต่อไปได้

“ตลอด 1 ปีแม้ที่ผ่านมา แป้งฝุ่นออโซ เป็นแบรนด์ที่ไม่มีคนรู้จัก เพราะช่วงแรกไม่ได้ทำการตลาดอย่างชัดเจน ผมอาศัยไปวางขายที่สำเพ็ง เจออุปสรรคหลายอย่าง อาทิ ลูกค้าคิดว่าเป็นของปลอม ของไม่มีคุณภาพ ควบคุมราคาไม่ได้ สุดท้ายตัดสินใจถอดสินค้าทั้งหมดออกจากตลาดสำเพ็ง มาเน้นขายออนไลน์เป็นหลัก มีใบรับรองมาตรฐานตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดไว้ จึงกล้าพูดได้เลยว่าแป้งฝุ่นออโซให้ความเป็นธรรมชาติกับผิว

สำหรับผลิตภัณฑ์มี 2 แบบคือ 1. แป้งฝุ่นกันน้ำ โดยคุณสมบัติมีรองพื้นในตัว บำรุงผิวด้วยสารสกัดจากวิตามินอี นอกจากนี้ ยังกันน้ำ กันแดด และควบคุมความมันได้ ซึ่งเหมาะกับทุกสภาพผิว ทำให้ผิวหน้าเป็นธรรมชาติ 2. คลีนซิ่งโฟม เป็นโฟมล้างหน้าที่ทั้งทำความสะอาดผิวหน้าปกติ และล้างเครื่องสำอางได้ สามารถใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย รวมถึงมีส่วนผสมที่สามารถบำรุงผิวหน้าได้ด้วย ไม่ทำให้เป็นสิวอุดตัน ที่สำคัญมีสารยับยั้งแบคทีเรีย ทั้งนี้ ได้เตรียมจัดทำผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม แบบที่ 3 คือครีมทาผิว ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเป็นแบบเนื้อแป้งหรือโลชั่น ซึ่งผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นความสนใจของลูกค้าที่อยากให้ลองผลิตดู

ปัจจุบัน บริษัทดังกล่าวจะไม่เน้นผลิตสินค้าหลายอย่างในทันที แต่จะทยอยออกผลิตภัณฑ์ทีละอย่าง เพื่อให้ลูกค้าที่สนใจติดตามได้ลองใช้ และเกิดการใช้ซ้ำ แล้วกลับมาซื้อเพิ่ม

ด้านการรีวิวสินค้า คุณริน บอกว่า จะไม่จ้างดาราที่มีชื่อเสียง แต่จะให้ลูกค้าที่ใช้จริงเป็นกระบอกเสียง โดยนำผลิตภัณฑ์ไปให้กับผู้ที่สนใจทดลองใช้ ขยายจุดจำหน่ายเข้าห้างหรือศูนย์การค้าขนาดใหญ่

ด้านตลาดต่างประเทศ ขณะนี้ได้เริ่มบุกไปที่กัมพูชาแล้ว และเนื่องจากมีดารากัมพูชาใช้แล้วรู้สึกชอบอยากเป็นตัวแทนขายเอง จึงได้หารือกันถึงข้อตกลงการค้า แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป คาดว่าจะทราบผลไม่เกินปี 2559

ปัจจุบัน ยอดขายแป้งฝุ่นออโซ โดยคิดเป็นสัดส่วนส่งออก 70 เปอร์เซ็นต์ ตลาดหลัก กัมพูชา ลาว เวียดนาม ส่วนตลาดในประเทศ 30 เปอร์เซ็นต์ ตั้งเป้าหมายรายได้สิ้นปี 2559 ไว้ที่ 100 ล้านบาท

“ผมเชื่อว่าอุตสาหกรรมความงาม ยังสามารถพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นตลาดที่ยังคงได้รับความสนใจจากผู้บริโภค โดยบริษัทยังคงเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับผู้ที่ต้องการใช้ เพราะเชื่อว่าหากทำผลิตภัณฑ์ให้ดี ผู้ซื้อก็จะกลับมาใช้อยู่เสมอ”

ก่อนจะเป็นนักธุรกิจหนุ่มประสบความสำเร็จในทุกวันนี้ อดีตคุณรินเคยเลือกไปเป็นเด็กวัด ในช่วงที่ไปศึกษา ปวช. ที่วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม ด้วยเหตุผลอยากมีความประพฤติที่ดี เพราะการอยู่วัดจะมีพระคอยอบรมสั่งสอนสม่ำเสมอ คอยเตือนสติทุกวัน ให้คิดดี พูดดี ทำดี อยู่วัดต้องตื่นนอนตั้งแต่ตี 5 มาทำงาน ทำความสะอาด ไปบิณฑบาตกับพระ เป็นคนมีธรรมในใจ รู้จักสวดมนต์ไหว้พระ รู้จักนั่งสมาธิ

ติดตาม แป้งฝุ่นออโซ ได้ที่แฟนเพจ Alsothailand หรือ http://www.alsothailand.com และโทรศัพท์ (091) 479-4515, (094) 919-7465

คนเจนวาย ขาย “มะม่วงเบาแช่อิ่ม”

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0741151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 407

ช่องทางสร้างอาชีพ

เสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน

คนเจนวาย ขาย “มะม่วงเบาแช่อิ่ม”

ยุคนี้ สมัยนี้ อาชีพเสริม อาชีพอิสระ ธุรกิจส่วนตัว เป็นที่ต้องการของคนวัยทำงาน ทั้งที่เริ่มทำงาน และทำงานมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่อาชีพอะไรที่เหมาะกับใครนั้น อาจจะต้องเลือกๆ ดูๆ กันไป เอาง่ายๆ ว่า ใครทำอาชีพอะไรแล้วสนุกไปกับมัน ก็อันนั้น นั่นล่ะ

เช่นเดียวกับ คุณสันทัต วรรณรัตน์ หรือ คุณต่อ วัย 35 ปี เรียกได้ว่าเป็นหนุ่มเจนวาย มีอาชีพหลักเป็นเจ้าของกิจการทางด้านสื่อการเรียนการสอนอยู่แล้ว แต่ก็ไม่วายที่จะเสาะหา มองหาอาชีพเสริม ซึ่งในที่สุดก็มาลงตัวกับ “มะม่วงเบา” (มะม่วงเบา เป็นมะม่วงพื้นเมืองทางภาคใต้ มีผลขนาดเล็ก เนื้อผลกรอบ มีรสชาติเปรี้ยว เปรี้ยวขนาดที่ว่าแทบจะไม่มีรสชาติอื่นเจือปน ทว่าเมื่อนำมาแปรรูปเป็นมะม่วงแช่อิ่มแล้ว กลับมีรสชาติดี แบบชนิดที่เรียกว่า ยิ่งกินยิ่งเพลิน)

คุณต่อ เล่าว่า เคยซื้อมะม่วงเบาแช่อิ่ม จากทางภาคใต้ มาฝากเพื่อนๆ เพื่อนๆ ติดใจ และถามหา จากนั้นก็ไปรับผลผลิตมาทำการตลาด ทำไปทำมา ขายดิบขายดี มีลูกค้าซื้อซ้ำ กระทั่งมาสู่การเปิดโรงงานเล็กๆ แปรรูปเองเลยในปัจจุบัน โดยยังรับซื้อผลผลิตสดจากทางภาคใต้เช่นเดิม

ถ้าพูดถึงราคามะม่วงเบา ก่อนหน้านี้เป็นมะม่วงที่แม้แต่คนพื้นถิ่นเองก็มองข้าม แต่มาในระยะหลังกลับเป็นผลผลิตทางการเกษตร ที่มีค่ามีราคาขึ้นมา (อย่างผู้เขียนเองก็เคยปลูกที่บ้าน แถวปริมณฑล ปลูกไว้นอกบ้านริมถนน กะว่าใครมาเก็บกินก็เชิญ แต่ปรากฏว่า เป็นมะม่วงที่ไม่หาย ไม่มีใครมาเก็บ หรืออาจจะมาเก็บสักครั้งแล้วเข็ดในความเปรี้ยวของมัน)

โดยคุณต่อ เล่าว่า ตอนนี้ราคาพุ่งขึ้นไป 50-60 บาทต่อกิโลกรัม หรือบางช่วง 100 บาทต่อกิโลกรัม เลยทีเดียว

และเมื่อนำมาแปรรูปแล้ว ก็ได้ราคา อย่างที่ คุณต่อทำขาย มี 2 ขนาด 100 กรัม ราคา 55 บาท และขนาด 300 กรัม ราคา 150 บาท

คุณต่อ เล่าอีกว่า กระแสมะม่วงเบาแช่อิ่ม ลูกค้าเริ่มให้การตอบรับมาสักปีหนึ่งที่ผ่านมา

แต่ที่มาบูมสุดๆ ก็เป็นช่วง 7-8 เดือนมานี้

“ผมเริ่มต้นจากการซื้อผลผลิตมาทำการตลาดเอง สร้างแบรนด์ สร้างโลโก้เอง ซึ่งลูกค้า ชอบ เกิดการซื้อซ้ำ จากนั้นผมเลยคิดว่า ผลิตเองเลยดีกว่า ทำให้เราควบคุมคุณภาพได้อย่างเต็มที่ สำหรับสูตรการแช่อิ่ม ก็เป็นสูตรทั่วไป เพียงแต่ใครจะทำได้ถูกใจลูกค้าได้มากกว่า เรียกว่าสูตรใครสูตรมัน ซึ่งผมเองกว่าจะได้ ก็ลองผิดลองถูกไปเยอะ ลงพื้นที่ไปสอบถามจากกลุ่มแม่บ้านที่หาดใหญ่ด้วย กระทั่งได้สูตรที่นิ่งแล้ว” คุณต่อ ว่าอย่างนั้น

ปัจจุบัน มะม่วงเบาแช่อิ่ม ในแบรนด์ “แม่งโก้”

ของคุณต่อ มีกำลังการผลิตที่ 500-1,000 กิโลกรัม ต่อเดือน ขายผ่านโซเชียลออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก และแอพพลิเคชั่นไลน์ เป็นหลัก นอกจากนั้น ก็วางขายที่ร้านขายของฝาก ปึงหงี่เชียง สาขาใหญ่ที่โคราช ร้านอุ๋ม ที่แปดริ้ว และที่ร้านกาแฟ อเมซอน สาขาหลักสี่

สนใจติดต่อ คุณสันทัต วรรณรัตน์ หรือคุณต่อ ได้ที่เลขที่ 90-93 ซ.วิภาวดี 20 แยก 12 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ (098) 831-8271

ดูรายละเอียด คลิกลิงก์ เฟซบุ๊กเพจ แม่งโก้

นวัตกรรมปลูกผัก ในตู้คอนเทนเนอร์ ควบคุมผ่านระบบคลาวด์ สั่งงานผ่านแอพ

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0746151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 407

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

นวัตกรรมปลูกผัก ในตู้คอนเทนเนอร์ ควบคุมผ่านระบบคลาวด์ สั่งงานผ่านแอพ

“ระบบคลาวด์ จะจำลองแสงแต่ละเฉดสีจากดวงอาทิตย์ในรูปแบบของหลอดไฟแอลอีดี โดยเลือกเฉพาะแสงที่พืชต้องการใช้สังเคราะห์คลอโรฟิลล์ และควบคุมระบบอากาศ ส่วนโปรแกรมที่สั่งงานผ่านแอพจะควบคุมระบบน้ำ ระบบการใส่ปุ๋ย ระบบการเพาะเมล็ด ตู้ดังกล่าวใช้ไฟ 220 โวลต์”

สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาน้ำท่วม และภัยธรรมชาติต่างๆ มักเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อจำนวนผลผลิตทางการเกษตรไม่เป็นไปตามความต้องการของผู้ปลูก ลำพังเกษตรกรไทยคนเดียวคงไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้

EVERGROW คือ แปลงปลูกผักออร์แกนิกในตู้คอนเทนเนอร์ โดยจำลองแสงแดดจากดวงอาทิตย์ในรูปแบบของหลอดไฟ LED ควบคุมอากาศและน้ำด้วยระบบคลาวด์ สั่งงานผ่านแอพพลิเคชั่น ช่วยให้การปลูกผักขนาดเล็กเป็นเรื่องง่าย สามารถปลูกผักได้สูงสุดครั้งละ 50 ต้น โดยไม่ต้องดูแล รดน้ำ พรวนดิน ทุกอย่างทำงานอัตโนมัติ ข้อมูลจะถูกส่งไปปรากฏยังสมาร์ตโฟน คนที่ปลูกผักไม่เป็นก็สามารถปลูกได้

จำลองธรรมชาติ อยู่ในตู้

ใช้ซอฟต์แวร์สั่งงาน

คุณภุชงค์ วงษ์ทองดี หรือ “อาร์ม” เด็กหนุ่มวัย 26 ปี เจ้าของบริษัท Unixcon จำกัด และเจ้าของนวัตกรรม EVERGROW เครื่องปลูกผักในตู้คอนเทนเนอร์ โดยอาศัยโปรแกรมอัตโนมัติ ผักที่ปลูกได้เป็นผักออร์เเกนิก

ประวัติคุณอาร์ม เจ้าตัวเล่าว่า ก่อนหน้านี้เป็นพนักงานบริษัทซอฟต์แวร์แห่งหนึ่งราว 10 ปี กระทั่งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ลาออกมารวมตัวกับเพื่อนเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง ซึ่งกลุ่มเพื่อนล้วนอยู่ในแวดวงคนทำเกษตร ฉะนั้น เลยมองเห็นโอกาสในธุรกิจเกษตรหลายอย่าง จึงศึกษาเรื่องตลาด การเพาะปลูก การซื้อ-ขาย และจากการศึกษา ทำให้ยิ่งมองเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจดังกล่าวมากขึ้น

“ตอนเก็บข้อมูลได้เดินทางไปต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ก็พบว่าสภาพภูมิประเทศและพื้นที่ในการเพาะปลูกมีน้อย ประชากรอาศัยในคอนโดฯ เยอะ ราคาผักผลไม้ค่อนข้างแพง ส่วนประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่มักพบปัญหาเรื่องสภาพอากาศ และราคาสินค้าที่ควบคุมไม่ได้ ฉะนั้น จึงเกิดโมเดลธุรกิจ EVERGROW ขึ้นมา”

ความตั้งใจของคุณอาร์ม เขาต้องการอุปกรณ์ที่สามารถปลูกผักและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องพึ่งสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ คนปลูกผักไม่เป็นก็สามารถปลูกได้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมามีรายละเอียดดังนี้

EVERGROW คือ แปลงปลูกผักออร์แกนิกในตู้คอนเทนเนอร์ ขนาด 18 ล้อ ความยาวและความกว้างของตู้ 12.5 X 2.5 เมตร สามารถปลูกผักได้เทียบเท่ากับพื้นที่จริง 1 ไร่ หัวใจสำคัญภายในตู้นี้จะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ระบบคลาวด์ และโปรแกรมสั่งงานผ่านแอพพลิเคชั่น

“ระบบคลาวด์ จะจำลองแสงแต่ละเฉดสีจากดวงอาทิตย์ในรูปแบบของหลอดไฟแอลอีดี โดยเลือกเฉพาะแสงที่พืชต้องการใช้สังเคราะห์คลอโรฟิลล์ และควบคุมระบบอากาศ ส่วนโปรแกรมที่สั่งงานผ่านแอพจะควบคุมระบบน้ำ ระบบการใส่ปุ๋ย ระบบการเพาะเมล็ด ตู้ดังกล่าวใช้ไฟ 220 โวลต์”

3 โซน 36 วัน

เก็บกิน เก็บขายได้

สำหรับการใช้งานตู้คอนเทนเนอร์ปลูกผัก คุณอาร์ม บอกว่า ภายในตู้คอนเทนเนอร์จะแบ่งเป็น 3 โซน ข้อมูลทุกอย่างจะถูกเก็บในฐานข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคนไว้บนคลาวด์

โซนที่ 1 เพาะเมล็ด ผู้ใช้งานต้องการปลูกผักชนิดไหน กดสั่งซื้อที่แอพ dashboade หรือจะซื้อเองนำมาปลูกก็ได้ โดยนำไปหย่อนลงในถาดฟองน้ำ โซนนี้จะใช้ระยะเวลาเพาะเมล็ด 12 วัน

โซนที่ 2 อนุบาลต้นกล้า โซนนี้จะใช้เวลา 12 วัน ในการอนุบาลต้นกล้าให้เจริญเติบโต

โซนที่ 3 พืชเจริญเติบโต ในช่วงเก็บกินได้ โซนนี้ใช้เวลา 12 วัน

รวมทั้ง 3 โซน ใช้เวลาทั้งสิ้น 36 วัน ผักสลัดที่ปลูกจะสามารถเก็บขาย หรือเก็บทานได้ โดยที่ผู้ปลูกไม่ต้องไปดูแล ซึ่ง 1 ตู้คอนเทนเนอร์จะปลูกผักได้รอบละ 1,000 กิโลกรัม ปลูกผักได้เทียบเท่ากับพื้นที่จริง 1 ไร่

“ผมหวังว่า EVERGROW จะเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกผักและผลไม้ ช่วยให้เกษตรกรสามารถปลูกผักได้ทุกฤดู สร้างรายได้ตลอดทั้งปี ซึ่งโปรดักต์เป็นทั้งฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์เพาะปลูก และซอฟต์แวร์ช่วยให้การปลูกผักง่ายยิ่งขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค”

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ตู้ดังกล่าว เจ้าของนวัตกรรม ระบุว่า ผู้ที่ต้องการปลูกผักขายแต่ไม่มีพื้นที่ หรือผู้ทำธุรกิจผักและผลไม้ที่ต้องการผลผลิตในทุกฤดูกาล ซึ่งตู้ดังกล่าวไม่ต้องจ้างคนงานในจำนวนมากเพื่อดูแลผลผลิต เพราะทุกอย่างสามารถดูแลควบคุมการเพาะปลูกผ่านแอพได้ด้วยตัวเอง โมเดลแปลงผักในตู้เหมาะกับธุรกิจโรงแรมที่ต้องการลดต้นทุนในการสั่งซื้อผัก และผู้ที่ต้องการปลูกผักส่งขายต่างประเทศ

ด้านราคาตู้ดังกล่าว คุณอาร์ม บอกว่า ราคา 2.1 ล้านบาท กรณีที่ลูกค้าซื้อตู้ไป มีตลาดแล้ว แนะนำให้กำหนดราคาผักเอง ซึ่งราคาผักสลัดส่วนใหญ่อยู่ที่กิโลกรัมละ 100-140 บาท

อีกทางหนึ่ง ลูกค้าที่ซื้อตู้ไป แต่ยังไม่มีตลาด ทางคุณอาร์มมีตลาดไห้ แบ่งออกเป็น 2 แบบ แบบที่ 1 fix return ทางคุณอาร์มจะเช่าตู้ต่อจากผู้ซื้อตู้ แล้วจ่ายค่าเช่าคืนทุกๆ 2 เดือน ค่าเช่าประมาณ 30,000 บาท 5-6 ปี คืนทุน สัญญา 10 ปี แบบที่ 2 profit share ทางคุณอาร์มจะเลือกปลูกผักที่มีมูลค่าสูง แล้วจะหักเปอร์เซ็นต์จากราคาขาย เป็นการเสี่ยงร่วมกันกับเจ้าของตู้

ตู้ปลูกผักดังกล่าว เปิดตัวได้ไม่นาน คุณอาร์ม กล่าวว่า ขายตู้ได้แล้ว 2 ตู้ สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต คือ พยายามหาตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง ประเทศที่ไม่สามารถปลูกพืชได้ และหวังว่านวัตกรรมนี้จะตอบโจทย์ธุรกิจเกษตรให้เป็นเรื่องง่าย และฉลาดมากขึ้น เพราะสามารถลดอัตราการจ้างงานและการผิดพลาดในการดูแลรักษาผักผลไม้

“เราหวังว่า แพลตฟอร์ม EVERGROW จะทำให้การปลูกผักเป็นเรื่องง่าย อยากปลูกอะไรก็สามารถปลูกได้ ไม่ง้อสภาพอากาศ และความสามารถเฉพาะตัว หวังว่าจะตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในระยะยาว”

“กาดเมืองพร้าวออนไลน์” ยกสินค้าชุมชน ขายบนโลกออนไลน์

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0732150959&srcday=2016-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 405

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“กาดเมืองพร้าวออนไลน์” ยกสินค้าชุมชน ขายบนโลกออนไลน์

อยู่กรุงเทพฯ นานนับ 10 ปี กระทั่งวันหนึ่งต้องการผันชีวิตกลับคืนสู่ชนบท โดยมีเหตุผลหลัก กลับไปทำความกตัญญูให้ถึงพร้อม นักเขียนมากฝีมือ คุณการะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ จึงได้ที่ทำงานใหม่ท่ามกลางธรรมชาติ และไม่ใช่งานด้านอักษรอย่างเดียวที่เธอลงมือทำ แต่ทว่ายังเข้าไปช่วยสร้างความยั่งยืนให้ชุมชน จนกลายเป็นหนทางสร้างอาชีพจากสิ่งที่มีอยู่รอบตัว กับการเปิดเพจ “กาดเมืองพร้าวออนไลน์” เพจที่รวบรวมสินค้าหลายสิบรายการ อาทิ พืชผักผลไม้ อาหาร และสิ่งที่คนในชุมชนมองข้ามว่าไม่มีค่า ให้กลับมามีราคาได้อีกครั้ง อย่าง “ขี้เถ้า”

กลับมาดูแลพ่อ

ก่ออาชีพในชุมชน

หลังจากทำงานด้านสื่อสารมวลชน เป็นถึงระดับบรรณาธิการ และนักเขียนฝีมือดี ที่ปัจจุบันยังคงทำด้วยใจรัก แต่ทว่าในวันที่พ่อเข้าสู่วัยชรา ผู้เป็นลูกจึงกลับมาดูแลท่านอย่างเต็มตัว คุณการะเกต์ จึงตั้งหลักปักฐานที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ สร้างบ้านหลังเล็กๆ อยู่อาศัยร่วมกับผู้เป็นที่รัก ซึ่งรวมถึงน้องสาว คุณกาญจน์ ศรีปริญญาศิลป์ ที่แต่เดิมทำงานด้านสื่อสารมวลชนเช่นกัน

เมื่อใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติและผู้คน ได้เห็นความเป็นอยู่ วัฒนธรรม อาหารการกิน รวมถึงกิจวัตรประจำวัน จึงรู้สึกถึงเสน่ห์

“นึกไปถึงตอนเด็กๆ แม่เป็นคนชอบทำอาหาร และชอบทำสวนมาก เวลาล้อมวงกินข้าวกัน แม่จะบอกเล่าถึงสรรพคุณของวัตถุดิบที่ใส่ลงไป และด้วยพ่อรู้เรื่องตำรับยา รู้เรื่องสมุนไพร ทำให้เราซึมซับสิ่งต่างๆ เหล่านี้มา และภาพความทรงจำนั้น นึกถึงครั้งใดก็อบอุ่นมีความสุข”

ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น แม่ชอบอย่างไร ลูกก็เดินตามรอย การปรุงอาหารกินกันเองในบ้าน จึงเป็นเรื่องสืบทอดมา และจากความชอบปรุง บวก เห็นวิถีของคนในพื้นที่อย่างถ่องแท้ จึงว่า หากสร้างตลาดเมืองพร้าวสู่คนนอกชุมชน ก็น่าจะเป็นหนทางสร้างความยั่งยืนให้คนภายใน

เพจ “กาดเมืองพร้าวออนไลน์” จึงเปิดตัวขึ้นเมื่อราว 2 ปีก่อนหน้านี้ โดยมีคุณกาญจน์เป็นผู้ร่วมนำทาง ซึ่งในเบื้องต้น ยังไม่มีผู้ติดตาม ทั้งสองจึงใช้วิธีบอกกล่าวผ่านเพจส่วนตัว จนกระทั่งยอดผู้ติดตามเริ่มเกิดขึ้น แม้วันนี้ตัวเลขจะอยู่ที่หลักพัน แต่คุณการะเกต์ ว่า คือความภูมิใจ เพราะทุกคนที่เข้ามาเป็นแฟนเพจ คือผู้ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ และผู้ยินดีส่งเสริมสนับสนุนกาดเมืองพร้าวออนไลน์

“ช่วงแรกเปิดเพจ เราไม่ค่อยได้อัพเดตเท่าไหร่นัก และจนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้ซื้อโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่ว่าจะดูเนื้อหา และใส่ภาพประกอบชัดเจน มีการบอกเล่าในเฟซบุ๊กส่วนตัว สินค้าก็มีเพียงไม่กี่รายการ แต่เมื่อลูกค้าเข้ามาสนใจ กลายเป็นการบอกต่อๆ”

อาหารพื้นถิ่นทำขาย

พืชผัก ผลไม้นานาชนิด

สินค้าเริ่มต้นนำมาจำหน่าย จะเน้นเป็นสินค้าในอำเภอพร้าว แต่เมื่อออร์เดอร์มากขึ้น อย่าง ลูกค้าต้องการพริกขี้หนูจำนวนมาก หรือมะนาว ในอำเภอพร้าวไม่เพียงพอ คนในชุมชนจึงติดต่อญาติซึ่งอยู่ต่างอำเภอ ต่างหมู่บ้าน หรือจังหวัดใกล้เคียง รับซื้อมาจำหน่าย สร้างรายได้แผ่กว้างออกไป กลายเป็นว่าเรามีเครือข่ายเพิ่ม”

ปัจจุบัน สินค้าจำหน่ายในเพจ 30-40 รายการ โดยแบ่งเป็นสินค้าประเภทอาหารสำเร็จรูปปรุงสุกสด ซึ่งอายุการเก็บสั้น การจัดจำหน่ายจึงอยู่ในชุมชน และในพื้นที่ใกล้เคียง นอกจากนั้น จะมีผลิตภัณฑ์ประเภทพืชผักผลไม้ และสินค้าอื่นๆ ที่เห็นว่าสามารถสร้างมูลค่าได้ ก็จะนำมาจำหน่าย อย่าง “ขี้เถ้า”

“คนในชุมชน 90 เปอร์เซ็นต์ ยังหุงหาอาหารด้วยเตาฟืนเตาถ่าน จึงมีขี้เถ้าเตาไฟค่อนข้างเยอะ ซึ่งเราก็คิดถึงตอนเด็กๆ จะเห็นคนโบราณ นำขี้เถ้ามาใช้ได้สารพัด อย่าง ขัดถูทำความสะอาดภาชนะ นำมาแช่หมึกให้พองตัว ก็นำตรงนี้มาเป็นจุดขาย ซึ่งตอนที่เราบอกกับคนในชุมชนว่าจะนำขี้เถ้ามาจำหน่าย ทุกคนหัวเราะเลย เขาไม่คิดว่าจะขายได้ เราใส่ถุงโพสต์ขาย 20 บาท ปรากฏขายได้ กลายเป็นรายได้ให้ชุมชน”

กับการวางแผนตั้งเป้าสินค้านำไปจัดจำหน่ายในเพจหลักร้อยรายการ แต่ทว่าที่ยังไม่ผลีผลาม เพราะทุกรายการสินค้าต้องผ่านทดลองทดสอบ ดูอายุการเก็บรักษา เลือกและออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมก่อน

สำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับต้นๆ คือพืชผักตามฤดูกาล โดยเฉพาะเห็ดถอบ ที่ให้รสชาติหวานกรอบอร่อย กลิ่นหอม ด้วยเพราะพื้นที่อุดมสมบูรณ์ โอบล้อมด้วยภูเขา โดยชาวบ้านจะเดินทางไปเก็บนำมาส่ง จากนั้นทำความสะอาด แล้วต้มก่อนบรรจุส่งให้ลูกค้า ซึ่งคุณการะเกต์ให้เหตุผลของการนำไปต้มเพื่อคงคุณภาพของเห็ดถอบ ไม่ให้แก่เร็วเกินไป (เห็ดถอบเมื่อเก็บมาแล้วอยู่ได้ราว 2 วันจะแก่)

ต้นทุนเวลา ค่าแรง

นำมาตั้ง สร้างราคา

สินค้าที่ขายดีอีกหลายรายการ ได้แก่ แคบหมู ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกข่า และน้ำพริกคั่วทราย ซึ่งสินค้ารายการหลังนี้ คุณการะเกต์ ว่า เป็นอาหารของชาวไทยใหญ่ที่ใครชิมเป็นต้องติดใจ ปรุงสดใหม่ ให้ลูกค้าเลือกทั้งแบบใส่กากหมูเจียวเอง หรือจะเลือกแบบใส่ถั่วเน่าหั่นซอยเป็นเส้นผสมลงไป

กับราคาขายสินค้า หากเป็นประเภทพืชผักผลไม้ เทียบในซุปเปอร์มาร์เก็ต จะมีราคาถูกกว่า แต่ถ้าเทียบกับตลาดทั่วไปไม่หนีห่างกันมาก แต่หากเป็นสินค้าประเภทอาหารราคายุติธรรม เมื่อเทียบกับกระบวนการทำตั้งแต่ตั้งต้น

“คนเรามักจะลืมคิดต้นทุนเวลา อย่างชาวบ้านที่นี่ดองผักทานเอง ทำขายกันเองห้าบาทสิบบาท เขาไม่เคยคิดว่ากว่าจะทำเสร็จใช้เวลาเป็นวัน นี่คือค่าแรง ยิ่งต้องลงมือปลูกผักกาดเอง ควรเห็นคุณค่าตั้งแต่หยอดเมล็ดพันธุ์ลงบนพื้นดิน เมื่อทำขายต้องคำนึงถึงจุดนี้ และนี่คือสิ่งที่ลูกค้าภายนอกเข้าใจ กระทั่งรู้ว่าค่าขนส่งสูงเขาก็ยอมซื้อ”

คุณการะเกต์ ได้เล่าต่อถึงเหตุผลของค่าขนส่ง ว่ามีราคาแพงเพราะพื้นที่ตั้งอำเภอพร้าวห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่กว่า 100 กิโลเมตร การจัดส่งสินค้าจึงเป็นเรื่องลำบากพอควร แต่ทว่าลูกค้าจำนวนมากเข้าใจ แม้อาจต้องจ่ายค่าขนส่งสูงกว่าราคาสินค้าก็ตาม

“ลูกค้าของกาดเมืองพร้าวจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 20 ปีขึ้นไปจนถึง 40 ปี ส่วนใหญ่คือคนที่รักสุขภาพ และมักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ว่าในภาพรวมก็มีจากทั่วประเทศ เหนือ อีสาน ใต้ กลาง มาหมด ส่งผลให้เกิดยอดขายเดือนละประมาณ 100,000-200,000 บาท กำไรก็ราวๆ 30-50 เปอร์เซ็นต์ สามารถช่วยคนในชุมชนเฉพาะอำเภอพร้าวให้มีรายได้มากบ้างน้อยบ้าง รวมแล้วกว่า 100 ครัวเรือน”

คงไม่เพียงแต่ผลิตภัณฑ์ของกาดเมืองพร้าวที่ส่งผลถึงยอดขาย แต่ทว่าน่าจะเป็นการตอบกลับข้อความที่รวดเร็ว ฉับไว อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการเอาใจใส่ลูกค้าเป็นอย่างดี “เรื่องความรับผิดชอบนี่ยิ่งสำคัญ อย่างเคยส่งสินค้าไปแล้ว เกิดความเสียหาย ก็จะรีบส่งสินค้าใหม่ให้ลูกค้าทันที โดยไม่คิดเงิน ซึ่งด้วยความใส่ใจตรงนี้ ลูกค้าบางท่านโอนเงินมาให้ ส่งกำลังใจมาให้ตลอด ก็ถือว่าดีใจมากแล้วที่มีคนสนใจกาดของเรา”

การนำสินค้าในพื้นที่มาจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าภายนอกผ่านโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งในยุคสมัยนี้ถือว่าเป็นช่องทางจำหน่ายที่ดี โอกาสขายได้มีสูง แต่ทว่าต้องมีจุดขาย

“เรายกตลาดบ้านนอกมาไว้ในอินเตอร์เน็ต ส่งตรงจากหมู่บ้านถึงจานคุณ นี่คือสิ่งที่ต้องการบอกกล่าวออกไป ซึ่งเชื่อว่า วันหนึ่งชุมชนของเราจะกลายเป็นชุมชนเข้มแข็ง กลายเป็นชุมชนที่มีคนเดินเข้ามาหา ตอนนี้จึงได้วางแผนต่อยอดสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งไม่ได้หมายถึงเงินนะ แต่คือคุณภาพชีวิต โดยเริ่มจากจัดเตรียมพื้นที่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ให้คนในชุมชนมาแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากัน พร้อมกับต้อนรับคนนอก สร้างห้องพักเล็กๆ ขยายครัวเพิ่ม คนที่รักธรรมชาติ รักวิถีชุมชนและวัฒนธรรม สามารถเข้ามาเรียนรู้การอยู่แบบที่เราเป็นได้” คุณการะเกต์ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจติดต่อ คลิก แฟนเพจ กาดเมืองพร้าวออนไลน์ หรือเว็บไซต์ http://www.phraomarket.com

“กินยัง เบอร์เกอร์” เมนูจานด่วน ทานง่าย บุกตลาดขายส่ง หวังสร้างอาชีพคนงบน้อย

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0736150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“กินยัง เบอร์เกอร์” เมนูจานด่วน ทานง่าย บุกตลาดขายส่ง หวังสร้างอาชีพคนงบน้อย

“ผมยังคงเจาะตลาดโรงเรียน มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นฐานลูกค้าเดิมของคุณพ่อ ขณะเดียวกัน รับออกงานอีเว้นต์ต่างๆ ขยายตลาดไปยังร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ จัดประชุมงานต่างๆ รวมถึงขายส่งเฉพาะไส้ จุดประสงค์คือ อยากจะสร้างอาชีพ สร้างงานให้กับผู้ที่สนใจ โดยสามารถรับไปขายได้เลย”

ออกตัวว่าอร่อยไม่แพ้เจ้าไหนในประเทศ สำหรับ “กินยัง เบอร์เกอร์” เมนูจานด่วน ทานง่าย ทานสะดวก รสชาติดี ได้คุณค่าสารอาหาร ในอดีตเมื่อ 4 ปีที่แล้วเคยครองตำแหน่งขวัญใจของเด็กน้อยวัยใส ขายดิบขายดีในโรงเรียน มาวันนี้ ขอทวงบัลลังก์คืน ภายใต้การบริหารงานของทายาท Gen Z คุณภูมิ รังสิยานนท์ นักศึกษาปีที่ 1 เรียนหลักสูตรอินเดียศึกษา (นานาชาติ) รั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ คุณณัฎฐกมล สุกิจจาคามิน นักศึกษาปีที่ 1 คณะศิลปกรรมศาสตร์ นิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยบูรพา

อาสารับไม้ต่อ

บริหารแบบคนรุ่นใหม่

คุณภูมิ เล่าว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้ว คุณพ่อ-คุณปกรณ์กิตติ์ ท่านเคยเป็นที่ปรึกษางานด้านเบเกอรี่ให้กับสินค้าดังๆ อย่าง สเวนเซ่นส์, สาลี่สุพรรณ ฯลฯ แล้ววันหนึ่ง ท่านหันมาทำแฮมเบอร์เกอร์ขาย โดยเช่าตึกย่านถนนลาดปลาเค้า กทม. คิดสูตรเอง ทำขนมปังเอง ทำไส้เอง ทำซอสเอง เจาะตลาดโรงเรียน เน้นคุณภาพ รสชาติอร่อย ขายราคาไม่แพง ปรากฏว่าเด็กๆ ชอบมาก ขายดีเกินคาด แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คุณพ่อเลิกกิจการทั้งๆ ที่ยังมีออร์เดอร์อยู่

“คุณพ่อมองว่า ตลาดระดับกลาง-ล่าง ยังมีช่องว่าง และมีความน่าสนใจ เลยตั้งใจเจาะตลาดกลุ่มนี้ ทว่าพอขายแฮมเบอร์เกอร์ไปได้ 3 ปี เจ้าของตึกที่ลาดปลาเค้า ขึ้นค่าเช่าเป็น 3 เท่าตัว พ่อเลยเลิกขาย ทั้งๆ ที่ยังมีลูกค้าสั่งออร์เดอร์เข้ามาสัปดาห์ละ 600 ชิ้น ผมรู้สึกเสียดายโอกาส เลยอาสาเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจนี้”

ช่วงที่คุณภูมิเข้ามาสานต่อธุรกิจ หนุ่มน้อยหน้าใสยังเรียนอยู่ ม.6 เจ้าตัว เผยว่า ย้ายครัวออกจากย่านลาดปลาเค้ามาอยู่แถวเมืองทอง ด้านสูตรเบอร์เกอร์ยังเป็นของคุณพ่อ จุดเด่นเป็นเบอร์เกอร์โฮมเมดแท้ๆ มีไส้หมูออริจินอล ไก่ทัชมาฮาล ไก่พริกไทยดำ เนื้อวัวปกติ และเนื้อวัวพรีเมี่ยมให้ลิ้มลองกัน”

สำหรับเอกลักษณ์ของ “กินยัง เบอร์เกอร์” เป็นแฮมเบอร์เกอร์รสชาติจัดจ้าน สไตล์คนไทยชอบ เน้นคุณภาพระดับสูง ไม่ว่าจะวัตถุดิบที่เลือกใช้ ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว วัตถุดิบที่ใช้เกรดเอทั้งหมด เน้นเนื้อสัตว์ปริมาณไขมันต่ำ สั่งจากโรงงานมีชื่อเสียงเพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องปัญหาเชื้อโรคที่มากับสัตว์ ส่วนเนื้อวัวพรีเมี่ยมสั่งจากต่างประเทศ จับกลุ่มคนมีกำลังซื้อสูง

“จุดเด่น กินยัง เบอร์เกอร์ อยู่ที่ไส้ ตีเนื้อสัตว์เอง ปรุงรสชาติตามสูตรเฉพาะที่คิดขึ้นเอง ใช้เครื่องนวดและชั่งน้ำหนักเพื่อให้เท่ากันทุกชิ้น 50 กรัม ส่วนขนมปังก็อร่อย เหนียวนุ่ม ซอสมายองเนสทำเองสูตรเฉพาะของทางร้านเท่านั้น

ขายปลีก ขายส่งเฉพาะไส้

เตรียมทำแอพ บุกตลาดกัมพูชา

ด้านวิธีหาตลาด คุณภูมิ บอกว่า ส่วนหนึ่งยังคงเป็นลูกค้าเก่าตามโรงเรียน มหาวิทยาลัย แต่หลังจากที่ตนเข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวก็ขยายฐานลูกค้าหน้าใหม่ ด้วยการรับออกงานอีเว้นต์ งานเลี้ยง งานแต่งงาน คอนเสิร์ต เจาะกลุ่มร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ ร้านอาหาร รวมถึงขายส่งเฉพาะไส้แฮมเบอร์เกอร์ เพื่อคนที่ต้องการมีอาชีพใช้เงินลงทุนไม่สูง

“ผมยังคงเจาะตลาดโรงเรียน มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นฐานลูกค้าเดิมของคุณพ่อ ขณะเดียวกัน รับออกงานอีเว้นต์ต่างๆ ขยายตลาดไปยังร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ จัดประชุมงานต่างๆ รวมถึงขายส่งเฉพาะไส้ จุดประสงค์คือ อยากจะสร้างอาชีพ สร้างงานให้กับผู้ที่สนใจ โดยสามารถรับไปขายได้เลย หากลูกค้าต้องการเพิ่มราคาและคุณค่า เพียงเติมผัก ชีส ใส่เพิ่มได้”

สำหรับรูปแบบการจำหน่าย นักธุรกิจ Gen Z เผยว่า มีขายปลีกและขายส่ง ราคาขายปลีก หมูออริจินอล ไก่ทัชมาฮาล ไก่พริกไทยดำ เนื้อวัวปกติ ราคาชิ้นละ 35 บาท เนื้อวัวพรีเมี่ยมชิ้นละ 50 บาท ส่วนขายส่ง รูปแบบ “ไส้” ทำสุกแล้วแบบโฟรเซ่น ไม่ต่างไปกับการทำไส้กรอกที่เมื่อผ่านกระบวนการความร้อนแล้วจะอยู่ได้นาน สะดวกง่ายต่อการใช้งาน เพียงนำออกมาวางไว้ในอุณหภูมิห้องชั่วขณะ เนื้อจะคลายตัวคืนสภาพกลับมานุ่มนวลได้เหมือนเดิม และหากอยากทานกันร้อนๆ ก็เพียงเข้าไมโครเวฟแค่ครึ่งนาทีเท่านี้ เบอร์เกอร์ หอมๆ นุ่มๆ ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว ส่วนราคาขายส่ง หมูออริจินอล ไก่ทัชมาฮาล ไก่พริกไทยดำ ชิ้นละ 15 บาท เนื้อวัว 30 บาท เนื้อวัวพรีเมี่ยม 35 บาท

นอกจากช่องทางขยายตลาดแบบออฟไลน์ ชายหนุ่มยังใช้ความเป็นคนรุ่นใหม่ด้วยสื่อออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ เว็บไซต์ รวมถึงภายในปีนี้ตั้งใจจะทำแอพพลิเคชั่นสั่งสินค้าบนมือถือ หวังเจาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และผู้ที่ใช้สมาร์ตโฟน

ปัจจุบัน กำลังการผลิตของ “กินยัง เบอร์เกอร์” มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1,000 ชิ้น ต่อวัน ตั้งเป้าภายใน 2 ปี จะผลิตให้ได้ 10,000 ชิ้น ต่อวัน และในอนาคตอันใกล้จะนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายที่ประเทศเพื่อนบ้าน นำร่องที่ประเทศกัมพูชาก่อน พร้อมเพิ่มไส้อื่นๆ เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้แก่ลูกค้า

ในมุมมองของเด็กรุ่นใหม่ที่ปฏิเสธงานประจำแล้วหันมาทำธุรกิจส่วนตัว คุณภูมิ บอกว่า ตั้งใจไว้ว่าเมื่อเรียนจบจะไม่ทำงานประจำ จะไม่เป็นลูกน้องใคร ขอเลือกทำธุรกิจส่วนตัว เพราะการค้าขายนับเป็นความท้าทาย จะทำอย่างไรเพื่อให้ได้เห็นเงินทุกวัน แต่ ณ ขณะนี้ขอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปก่อน

สำหรับโอกาสการขาย แฮมเบอร์เกอร์ยังคงเป็นเมนูที่ทุกเพศ ทุกวัย สามารถทานได้ทุกมื้อ หรือแม้กระทั่งอาหารว่างก็ได้ สำหรับผู้ที่สนใจ ติดต่อที่โทรศัพท์ (081) 100-1853 LINE ID : 0811001853 Facebook กินยัง เบอร์เกอร์

“กีรตา” รุกตลาดเมืองพุทธ ผลิตธูปควันน้อย ปลอดมะเร็ง

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0738150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“กีรตา” รุกตลาดเมืองพุทธ ผลิตธูปควันน้อย ปลอดมะเร็ง

“ลูกค้าทราบว่าธูปที่มีควันมากๆ ไม่ดี และลูกค้าจำนวนมากก็มีกำลังซื้อสินค้าปลอดภัย เพียงแต่หาผู้ผลิตจำหน่ายสินค้าประเภทนี้ยาก ตรงนี้ทำให้มองเห็นช่องทาง และก็เชื่อว่า กีรตา มีโอกาสโต ซึ่งไม่เพียงตลาดในประเทศ ผมว่า ถ้ามีศาสนาพุทธอยู่ในโลกนี้ ความต้องการก็จะยังมีอยู่”

5 ปีก่อนหน้านี้ ในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 30 ปี คุณพีระวัฒน์ อุรพีพัฒนพงศ์ ฉุกคิดถึงการสร้างอาชีพของตนเอง แม้ในวันนั้นเขาจะทำงานด้านโฆษณามีเงินเดือน และมีโอกาสโตไปกับสายงานที่ทำอยู่ แต่กลับต้องการ “ลาออก”

และในที่สุด เขาก็กลายเป็นนักธุรกิจที่มีจุดเริ่มต้นกับเงินลงทุนไม่เกิน 30,000 บาท แต่มีรายได้หลักล้านบาท ต่อปี

กล้าออกจากงาน

สานฝันสู่นายตัวเอง

“ถ้าทำงานในบริษัทผมก็คงเติบโต แต่ผมคิดถึงการทำธุรกิจ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันอาจเจ็บก็ได้ แต่ตอนนั้นมองว่า ถ้าทำธุรกิจแล้วไม่ไหวจริงๆ เราก็แค่หยุดแล้วกลับมาทำงานเป็นลูกจ้างก็ยังทัน แต่ในทางกลับกัน ถ้าผมไม่เลือกลองทำสิ่งใหม่ๆ ก็จะกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ไม่กล้าออกมาทำอะไร”

นี่คือจุดเริ่มต้นให้คุณพีระวัฒน์ ลาออกจากตำแหน่งงานประจำที่ทำมาราว 7 ปี เพื่อเดินตามทางเลือกใหม่ของเขา นั่นคือเป็น “นายตัวเอง”

อะไรคือสินค้าที่น่าสนใจ สามารถจับมาสร้างแบรนด์ของตนเองได้ นั่นคือสิ่งที่คุณพีระวัฒน์ ครุ่นคิด

“วิธีคิดเบื้องต้นเพื่อกันความผิดพลาดของผมมีอยู่ 3 ข้อ ข้อแรกคือธุรกิจที่จะทำ ตลาดต้องมีความต้องการ ประการที่สอง ต้องมีความแตกต่าง และประการสุดท้าย ผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นต้องให้คุณค่าต่อผู้บริโภค

กระทั่งได้อ่านผลงานวิจัยจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พบว่า ควันธูปมีสารก่อให้เกิดโรคมะเร็ง จึงใช้เวลาศึกษาข้อมูล ทั้งในด้านสาเหตุ ซึ่งหลักๆ มาจากวัตถุดิบ และเมื่อสำรวจตามซุปเปอร์มาร์เก็ต และมินิมาร์ท ธูปคือสินค้าที่มีวางจำหน่ายตลอด”

กอปรกับประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ จึงเชื่อว่าสินค้านี้มีโอกาสโตได้ แต่ต้องสร้างความต่าง กับวัตถุดิบที่ปลอดภัย

“ผมเรียนจบนิเทศศาสตร์ ฉะนั้น ด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับการผลิตธูปไม่มีเลย ก็เข้าไปปรึกษา สสว. และต่อมาก็ได้รู้จักกับผู้รับจ้างพัฒนาสูตร จึงจับมือร่วมกัน เกิดแบรนด์ กีรตา ขึ้นมา โดยใช้ทุนก้อนแรกไม่เกิน 30,000 บาท”

ผลิตธูปจากธรรมชาติ

ปลอดสาร ปลอดภัย

คุณพีระวัฒน์ ว่า การศึกษาข้อมูลในเบื้องต้น ต้องรู้ก่อนว่า สารก่อให้เกิดมะเร็งมาจากอะไร ซึ่งหลักๆ คือ วัตถุดิบ 3 ส่วน ได้แก่ เนื้อธูปโดยทั่วไปจะใช้เศษไม้เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมีส่วนผสมของสารเคมีกำจัดแมลง ต่อมาก้านธูปมีสารที่เรียกว่าน้ำส้มควันไม้ ซึ่งสามารถสกัดเป็นยาฆ่าแมลงได้ และสุดท้าย คือกลิ่นหอมที่ผู้ผลิตมักจะฉีดน้ำหอมลงไป และด้วยการอัดเนื้อธูปที่ไม่แน่นพอจึงทำให้เกิดควันจำนวนมาก เกิดอันตรายต่อระบบหายใจ

เมื่อทราบดังนี้ จึงตั้งต้นด้วยการเลือกวัตถุดิบปลอดภัย โดยในส่วนของเนื้อธูปจะใช้ซังข้าวโพดผสมผงดอกมะลิธรรมชาติปราศจากสารเคมีเพื่อให้เกิดกลิ่นหอมอ่อนๆ ส่วนก้านธูปเลือกใช้ไม้ไผ่สีสุกที่ผ่านการแยกสารน้ำส้มควันไม้ จากนั้นใช้เครื่องมืออัดเนื้อธูปให้แน่น เพื่อเวลาจุดจะเกิดควันน้อย

“ธูปกีรตา ผ่านการทดสอบจากห้องแล็บว่าปลอดภัยตามข้อกำหนดขององค์กรอนามัยโลก เราจึงวางจำหน่าย โดยเลือกเจาะกลุ่มเป้าหมายระดับบีบวกขึ้นไป และผู้รักสุขภาพ ฉะนั้น ตลาดสุขภาพ จึงเป็นตลาดหลักที่กีรตามอง ซึ่งขณะนี้มีจำหน่ายในร้าน เลมอนฟาร์ม และฟู้ดแลนด์ ทุกสาขา ในราคาซองละ 65 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับธูปธรรมดาทั่วไปราคา 15-20 บาทเท่านั้น แต่ว่าคุณค่าที่ผู้บริโภคได้รับทำให้เขาตัดสินใจซื้อ จนตอนนี้ยอดขายเดือนละ 2.5-3 ล้านบาท ต่อปี หรือคิดเป็นยอดผลิต 10,000 ซอง ต่อเดือน หรือราว 1 ตัน ซึ่งไม่พอจำหน่าย”

“ลูกค้าทราบว่าธูปที่มีควันมากๆ ไม่ดี และลูกค้าจำนวนมากก็มีกำลังซื้อสินค้าปลอดภัย เพียงแต่หาผู้ผลิตจำหน่ายสินค้าประเภทนี้ยาก ตรงนี้ทำให้มองเห็นช่องทาง และก็เชื่อว่า กีรตา มีโอกาสโต ซึ่งไม่เพียงตลาดในประเทศ ผมว่าถ้ามีศาสนาพุทธอยู่ในโลกนี้ ความต้องการก็จะยังมีอยู่ ในอนาคต หากสินค้าของเราติดอันดับ 1-3 ของประเทศ ก็วางแผนไปตลาดต่างประเทศ อย่างที่มาเลเซีย เขาผลิตธูปมาจำหน่ายในบ้านเราจำนวนมาก เราก็ควรทำสินค้าของไทยไปขายเขาบ้าง หรืออย่างประเทศจีน กับพม่า ก็มีความต้องการสูง”

ผู้สนใจต้องการก้าวสู่ธุรกิจ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับนวัตกรรม คุณพีระวัฒน์ แนะนำว่า

“ธุรกิจที่ยังไม่มีใครแตะ หรือมีผู้ทำน้อยราย จะใช้เงินลงทุนน้อยมาก ไม่เหมือนธุรกิจที่บูมเป็นคลื่นบนน้ำ การแข่งขันจะสูง ต้องใช้ทุนสูงไปด้วยในการขับเคลื่อน กับตัวผมเอง ผมเลือกเล่นเกมที่สร้างขึ้นมาเอง ทำในสิ่งที่คู่แข่งน้อยราย บวกกับมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ผมเชื่อว่ายังมีช่องทางให้เราเดินอีกมาก สำคัญคือมองเห็นหรือไม่”

สนใจต้องการติดต่อ “กีรตา” ตั้งอยู่เลขที่ 55/33-35 ถนนนนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (089) 145-5796, (02) 294-2137-8 หรือ http://www.facebook.com/kirataproduct

ผลไม้ไทยสร้างชื่อ-ทำเงินใน “ทีมอล” เกษตรกรแฮปปี้ ปลูกมะม่วงมหาชนกส่งออก

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0740150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ผลไม้ไทยสร้างชื่อ-ทำเงินใน “ทีมอล” เกษตรกรแฮปปี้ ปลูกมะม่วงมหาชนกส่งออก

“ทีมอล” (www.Tmall.com) เป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแบบ B2C (Business to Customer) เป็นตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมระดับต้นๆ ของประเทศจีน ซึ่งเป็นเว็บในเครือของอาลีบาบากรุ๊ป และมีผลไม้ไทยไปขายในนั้นด้วย นั่นคือ บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ผู้ทำธุรกิจซื้อ-ขายผลไม้ไทยส่งออกประเทศจีน ที่มี คุณนพพร สวัสดิ์ธนพิศุทธิ์ นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการ บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด โดยร่วมมือกับ บริษัท สยามกวางสีเทคโนโลยีการเกษตร จำกัด ประเทศจีน

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัททั้งสองพร้อมด้วยผู้บริหารจากอาลีบาบากรุ๊ป แถลงเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน “เทศกาลผลไม้ไทย ครั้งแรกในทีมอลอาหารสด” ที่โรงแรมสวิส โฮเต็ล เลอคองคอร์ด ย่านรัชดาภิเษก ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นยอดขายผลไม้ไทย โดยจัดแคมเปญจำหน่ายผลไม้ไทยราคาพิเศษ ตั้งแต่วันนี้-วันที่ 18 กรกฎาคมนี้

ยอดขายพุ่งกระฉูด

คุณนพพร เกริ่นให้ฟังว่า เดิมทำธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์สินค้าไอทีพวกโทรศัพท์มือถือ แต่เมื่อเห็นช่องทางการทำธุรกิจส่งออกผลไม้ไทยผ่านการขายในออนไลน์ จึงมาเน้นธุรกิจนี้เพราะมองว่าตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่และมีความต้องการมาก ซึ่งจากการส่งออกมาเกือบ 2 ปีแล้วผลตอบรับดีมาก โดยในช่วง 3 เดือนแรกที่ขายผ่านช่องทางทีมอล บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 50,000-100,000 หยวน และตอนนี้รายได้เฉลี่ยเดือนละ 600,000 หยวน อย่างเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาขายได้ถึง 700,000 หยวน ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ประมาณปีละ 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ปีที่แล้วบริษัทมีรายได้ถึง 48 ล้านบาท

คุณนพพร เล่าว่า ปัจจุบัน บริษัทมีพื้นที่ปลูกผลไม้เพื่อส่งออกประมาณ 3,000 ไร่ อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี พิษณุโลก และเชียงใหม่ มีเครือข่ายพื้นที่ปลูกผลไม้อีก 10,000 ไร่ ทั่วทุกภาคของประเทศ พร้อมทั้งมีการทำเอ็มโอยูในการรับซื้อผลไม้จากเกษตรกรอีก 300,000 ไร่ เพื่อนำผลไม้ที่ได้มาตรฐานไปจำหน่ายต่อเนื่องตลอดทั้งปี นอกจากนี้ บริษัทมีโกดังเก็บผลไม้ในจีนอีก 2 แห่งด้วย โดยใช้เวลาขนส่งจากไทยไปจีนแค่ 2-3 วันเท่านั้น

“ช่วงไม่กี่ปีมานี้มีกลุ่มพ่อค้าทั้งในและต่างประเทศเข้ามาแย่งซื้อผลไม้จากเกษตรกร เพื่อนำไปจำหน่ายในตลาดจีนมาก โดยเฉพาะทุเรียนและมะม่วง ส่วนใหญ่แข่งขันด้วยการให้ราคาแพงแก่เกษตรกร ส่วนการซื้อผลไม้ของบริษัทก็เข้าไปซื้อล่วงหน้า 1 เดือนแบบเหมาสวนก่อนที่จะมารับสินค้า ซึ่งผลไม้ของบริษัทได้รับเครื่องหมาย GAP เป็นเกษตรปลอดภัย แต่ไม่ใช่ออร์แกนิก พูดได้ว่าในบรรดาผลไม้จากต่างประเทศ พูดได้ว่าคนจีนชื่นชอบผลไม้ไทยเป็นอันดับ 1”

สำหรับผลไม้ที่ชาวจีนนิยมซื้อคือ มะม่วงน้ำดอกไม้สุก เป็นหลัก รองลงมาคือ ทุเรียน มังคุด และลำไย ตามลำดับ นอกจากนั้น ยังมีผลไม้อื่นๆ ตามฤดูกาล ซึ่งหากผลไม้เกิดความเสียหายทางบริษัทจะมีการบริการเปลี่ยนหรือคืนเงินให้ด้วย โดยจะมีปัญหาผลไม้ที่ต้องส่งคืนแค่ 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่มาก ส่วนมากเป็นมะม่วงสุก

คนจีนนิยมซื้อผ่านออนไลน์

ประธานกรรมการ บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ระบุว่า เทรนด์การซื้อสินค้าออนไลน์ของคนจีนบูมมาก แบ่งเป็นการสั่งผ่านมือถือ 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์ สั่งผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) โดยมียอดการสั่งซื้อมากถึง 10,000 ชิ้น ต่อวัน และมีลูกค้าใช้บริการผ่านระบบออนไลน์ 150 ล้านคน ต่อวัน ในเว็บทีมอลมีคนเข้าดูกว่า 60 ล้านคน คาดว่าจะมีลูกค้าเข้าชมเทศกาลผลไม้ไทยเฉลี่ย 500,000-800,000 คน ต่อวัน ซึ่งในส่วนของผลไม้สดนั้น บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด กับ บริษัท สยามกวางสีเทคโนโลยีการเกษตร จำกัด อยู่อันดับ 1 ใน 5 ของตลาดออนไลน์ประเทศจีน โดยเป็นบริษัทคนไทยรายแรกที่มีการจำหน่ายผลไม้ผ่านตลาดออนไลน์ในทีมอล

อย่างไรก็ตาม ปัญหาภูมิอากาศปีนี้ค่อนข้างแล้ง ทำให้บริษัทตั้งเป้ารักษายอดเดิมไว้ก่อนจนถึงสิ้นปี เพราะสินค้ามีน้อยทำให้ต้นทุนค่อนข้างสูง แต่ดีที่ว่าการขายออนไลน์ต้นทุนจะถูกกว่าประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากไม่มีหน้าร้าน แค่ต้องระวังเรื่องการจัดส่งสินค้า ไม่ให้มีปัญหา เพราะการขายในออนไลน์แบบนี้ลูกค้าสามารถเคลมได้ลูกต่อลูก ไม่เหมือนกับการขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป

เมื่อถามว่า ในอนาคตกลัวจะมีคู่แข่งไหม คุณนพพร แจงว่า การที่จะเข้าไปขายในทีมอลได้จะต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในจีนเท่านั้น และการค้าขายออนไลน์จะต้องมีกระบวนการ นั่นคือมีสินค้าและมีคนทำตลาด ในขณะที่ผลไม้ไทยก็มีจำนวนจำกัด หากเข้ามาทำธุรกิจในตอนนี้จะเหนื่อย เพราะบริษัททำมาก่อนเป็นเจ้าแรก และยังไม่คิดที่จะนำผลไม้ไทยไปขายออนไลน์ในประเทศอื่นๆ อีก เพราะแค่ประเทศจีนตลาดก็ใหญ่มาก

ส่วนเรื่องกระแสผลไม้ออร์แกนิกนั้น คุณนพพร ระบุว่า เริ่มมีความต้องการบ้างแต่ยังไม่มากนัก ซึ่งเมื่อปริมาณยังน้อยอยู่ก็ไม่คุ้มกับค่าขนส่ง

ปีนี้เจอภัยแล้ง กำไรลดลง

ทีนี้มาฟังเสียงเกษตรกรตัวจริงกันบ้าง “คุณวาสนา กุลชนะรงค์” สมาชิกโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลหนองหิน อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ เล่าว่า ในพื้นที่ตำบลหนองหินมีเกษตรกรปลูกมะม่วงมหาชนกกว่าพันไร่ ตนเองมีพื้นที่ปลูกมะม่วงมหาชนก 20 ไร่ ในปีนี้ผลผลิตออกไม่เยอะเพราะแล้งจัด โดยส่งขายโรงงานแปรรูปผลไม้ที่จังหวัดจันทบุรี 120 ตัน ขายได้ตันละ 26,000 บาท ขนาดไซซ์ใหญ่ ส่วนอีก 60 ตัน ส่งบริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ขายได้ตันละ 23,000 บาท ไซซ์เล็กกว่า ปีนี้รายได้จึงน้อยกว่าปีที่แล้ว

เกษตรกรหญิงรายนี้ บอกอีกว่า หลังจากเก็บมะม่วงแล้ว ช่วงนี้จะใส่ปุ๋ยและจะตกแต่งกิ่ง นอกจากนี้ ในช่วงระยะแตกใบอ่อนก็ฉีดฮอร์โมนและให้อาหารเสริมทางใบ ซึ่งการปลูกมะม่วงมหาชนกไม่ต้องดูแลมาก และเมื่อออกลูกก็ไม่ต้องห่อ ไม่เหมือนมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ต้องห่อลูก

“การปลูกมะม่วงมหาชนกส่งโรงงานและบริษัทส่งออกดีมาก เพราะสามารถรับซื้อได้จำนวนเยอะ และส่งออกได้มาก เพราะมะม่วงชนิดนี้เปลือกหนา ส่งออกเสียหายน้อย รสชาติดี อมเปรี้ยวหวาน ไม่หวานจัดเหมือนมะม่วงน้ำดอกไม้ ทุกวันนี้เกษตรกรที่หนองหินมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นเพราะปลูกมะม่วงมหาชนกกัน ซึ่งแต่ละปีเกษตรกรต่างก็เพิ่มพื้นที่ปลูกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทางโรงงานยังต้องการอีกเยอะ”

ด้าน “คุณรอง จิตจักร” เกษตรกรจากตำบลหนองหินอีกราย ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ส่งมะม่วงให้กับบริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ให้ข้อมูลว่า มีที่ดิน 22 ไร่ แบ่งเป็นปลูกมันสำปะหลังกับอ้อยส่วนหนึ่ง และปลูกมะม่วงมหาชนกมา 8 ปีแล้ว โดยส่งให้บริษัทนี้เป็นปีแรก ผลผลิตเพิ่งหมดไป ปีนี้เก็บได้ 22 ตัน เพราะเจอปัญหาฝนแล้ง ขายได้ตันละ 18,000 บาท แล้วแต่ขนาด ถ้าเป็นลูกเล็ก กิโลกรัมละ 18 บาท ขนาดกลาง กิโลกรัมละ 25 บาท ส่วนลูกใหญ่ กิโลกรัมละ 45 บาท รวมแล้วปีนี้ขายได้กำไร 500,000 กว่าบาท ส่วนปีที่แล้วเก็บได้ 82 ตัน ขายแล้วหักค่าใช้จ่ายเหลือ 800,000 กว่าบาท

“การปลูกมะม่วงมหาชนกยาก เพราะต้องใส่ปุ๋ยและฉีดยา รักษาโรคแมลงและโรคพืช โดยจะใช้ยาฆ่าแมลงตอนมะม่วงกำลังออกดอก พอตอนออกลูกเล็กช่วงเดือนครึ่งต้องให้ปุ๋ย”

เชื่อว่าอีกหน่อยเกษตรกรในหลายพื้นที่คงหันมาปลูกมะม่วงมหาชนกกันเป็นแถว เพราะนอกจากรายได้ดีแล้ว ยังมีตลาดรองรับอีกด้วย

“เฮียเอี่ยม” เพาะถั่วงอกปลอดสาร ส่งขายยี่ปั๊ว วันละ 3 ตัน รายได้เดือนละล้าน

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0761150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“เฮียเอี่ยม” เพาะถั่วงอกปลอดสาร ส่งขายยี่ปั๊ว วันละ 3 ตัน รายได้เดือนละล้าน

“ต้นทุนถั่วแขกกิโลกรัมละ 70 บาท เพาะเป็นถั่วงอกได้ 7 กิโลกรัม แต่ละวันผมใช้ถั่วแขก 500 กิโลกรัมเพาะถั่วงอกได้ 3,100 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 13-16 บาท ส่งขายทุกวัน ตกแล้วมีรายได้ที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายราววันละ 20,000 บาท”

ติดทำเนียบผักขายดีของตลาดเกือบทุกแห่ง ร้านก๋วยเตี๋ยวทุกร้านจำเป็นต้องใช้ทุกวัน สำหรับ “ถั่วงอก” พืชราคาไม่สูงมาก เพาะง่าย 3 วัน ได้ทานแล้ว แถมน่าอัศจรรย์ปราศจากดินและปุ๋ย ใช้เพียง “น้ำ” เท่านั้น ไม่ต้องเป็นเกษตรกรก็สามารถเพาะได้ ด้านคุณค่าทางโภชนาการ “ถั่วงอก” อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง

แต่ปัจจุบัน “ถั่วงอก” มักมีสารต้องห้ามต่อร่างกาย ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็ได้ ดังนั้น ถั่วงอกปลอดสารพิษ นับเป็นทางเลือกที่ร่างกายเราคู่ควร

หัวใจสำคัญอยู่ที่เมล็ดพันธุ์ น้ำ และวิธีการรดน้ำ

คุณวันทัสน์ รติขจรพันธุ์ หรือ เฮียเอี่ยม ชายหนุ่มวัย 59 ปี ยึดอาชีพเพาะถั่วงอกขายมาตลอดทั้งชีวิต ปัจจุบัน เพาะถั่วงอกปลอดสาร บนเนื้อที่ 400 ตารางวา ย่านคลองสิบสาม หนองจอก กรุงเทพฯ เก็บผลผลิตส่งขายตลาดทุกวันราว 2-3 ตัน มีรายได้วันละ 20,000 บาท โดยเฉลี่ยยังไม่หักต้นทุน จะมีรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

เฮียเอี่ยม เท้าความกับเส้นทางเศรษฐีว่า เกิดและเติบโตมาในครอบครัวคนจีนที่มีอาชีพเพาะถั่วงอกขาย เดิมรุ่นพ่อแม่เพาะถั่วงอกอยู่ที่ย่านดินแดง กทม. จนกระทั่งโดนเวรคืนที่ดิน จำต้องย้ายไปเพาะถั่วงอกที่ย่านห้วยขวาง ขนาดพื้นที่ 200 ตารางวา อยู่ห้วยขวางนาน 20 ปี จนกระทั่ง กรมทรัพยากรน้ำ สั่งห้ามใช้น้ำบาดาล เลยย้ายมาอยู่ย่านคลองสิบสาม หนองจอก เนื่องจากมีน้ำให้ใช้ตลอดทั้งปี

“ตอนเพาะถั่วงอกอยู่ที่ดินแดงใช้น้ำบาดาล ประกอบกับท่อน้ำบาดาลแตก กรมทรัพยากรน้ำ สั่งห้ามใช้น้ำบาดาล ปี 2548 เลยย้ายมาอยู่คลองสิบสาม ย่านหนองจอก สาเหตุที่ย้ายมาบริเวณนี้เนื่องจากมีน้ำให้ใช้ตลอดทั้งปี เป็นน้ำคลองชลประทานที่ไหลมาจากเขื่อนจังหวัดชัยนาท”

บ้านคลองสิบสาม หนองจอก ที่เฮียเอี่ยมย้ายมาอยู่ เฮียเอี่ยม บอกว่า จัดสรรพื้นที่เพาะถั่วงอกราว 400 ตารางวา สำหรับจุดเด่นของถั่วงอกที่นี่เป็นถั่วงอกไฮโดรโปนิกส์ ลักษณะต้นเรียว ยาว ขนาดกำลังดี มีเปลือกติดที่หัว มี 2 ใบเลี้ยงงอกออกมา สีเหลืองธรรมชาติ หากถูกแดดจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน มีเหี่ยวบ้าง ต่างจากถั่วงอกทั่วไปที่มีต้นขาว อวบ อ้วน ถูกแดดก็ยังเป็นสีขาวไม่เปลี่ยนสี

สำหรับรายละเอียดการเพาะถั่วงอก เฮียเอี่ยม บอกกับเส้นทางเศรษฐีว่า ใช้ถั่วเขียวผิวดำ หรือถั่วแขก (ถั่วพม่า) ที่เลือกพันธุ์นี้เพราะแข็งแรง ทนทาน ไม่ค่อยช้ำ เหี่ยวช้า แต่ข้อเสียคือ โตช้า ปกติถั่วเขียวทั่วไปเพาะเป็นถั่วงอกใช้เวลา 72 ชั่วโมง ก็โตเก็บขายได้แล้ว แต่ถั่วแขกใช้เวลา 80 ชั่วโมงกว่าจะงอก ซึ่งถั่วแขก 1 กิโลกรัม จะเพาะถั่วงอกได้ราว 7 กิโลกรัม

เผยขั้นตอนเพาะถั่วงอก

โอกาสขายยังมี

สำหรับกระบวนการเพาะถั่วงอก เฮียเอี่ยม เผยว่า หัวใจสำคัญ อยู่ที่เมล็ดพันธุ์ น้ำ และวิธีการรดน้ำ ซึ่งวิธีเพาะคร่าวๆ ดังนี้

1. นำถั่วเขียวผิวดำ ที่นำเข้าจากพม่า มาล้างทำความสะอาดให้เกลี้ยง ร่อนเพื่อนำวัตถุแปลกปลอมออกให้หมด หลังจากนั้นแช่น้ำทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง

2. นำเมล็ดถั่วที่ผ่านการร่อน และล้างสะอาดแล้ว เตรียมลงเพาะในถังที่เจาะร่องไว้เพื่อระบายน้ำ ใช้ถังขนาด 200 ลิตร ตัดครึ่งใส่ถั่วเขียวผิวดำลงไปในถัง ประมาณ 7 กิโลกรัม นำตาข่ายมาบังไว้เพื่อไม่ให้น้ำกระแทกถูกเมล็ดแรงเกินไป

3. รดน้ำผ่านตาข่ายทุกวัน โดยใช้ฝักบัว เพื่อให้น้ำกระจายอย่างทั่วถึง รดน้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน (เฉลี่ยรดน้ำวันละ 12 ครั้ง) เมล็ดถั่วแขกจะงอกเป็นถั่วงอกสีขาว อวบอ้วน น่าทาน นำไปขายส่งในตลาดสด

สำหรับน้ำที่นำมาใช้รดถั่วงอก เฮียเอี่ยมจะสูบขึ้นมาจากคลองแล้วพักในบ่อพักน้ำสูง 3 เมตร นาน 1 วัน เพื่อกรองตะกอนก่อน การเพาะถั่วงอกที่สำคัญคือใช้น้ำเยอะมาก ต้องรดน้ำทั้งวันทั้งคืน ถั่วงอกที่ดีต้องมีกลิ่นเหม็นเขียวเล็กน้อย เพราะแสดงถึงความสดใหม่ เวลาโดนลม โดนแสงแดดมีสีคล้ำบ้าง

ปัจจุบัน เฮียเอี่ยมจะเพาะถั่วงอกทุกวัน เฉลี่ยวันละ 3,100 กิโลกรัม ส่งขายตลาดใหญ่ๆ และมียี่ปั๊วมารับถึงที่บ้าน เช่น คลองเตย ตลาดห้วยขวาง พระโขนง ประตูน้ำ ตลาดวรจักร ตลาดย่านศรีนครินทร์ ราคากิโลกรัมละ 13-16 บาท

“ต้นทุนถั่วแขก กิโลกรัมละ 70 บาท เพาะเป็นถั่วงอกได้ 7 กิโลกรัม แต่ละวันผมใช้ถั่วแขก 500 กิโลกรัมเพาะถั่วงอกได้ 3,100 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 13-16 บาท ส่งขายทุกวัน ตกแล้วมีรายได้ที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายราววันละ 20,000 บาท”

ด้านแผนธุรกิจในอนาคต เฮียเอี่ยม เผยว่า จะเพาะถั่วงอกมีเปลือกติดบริเวณหัวจำหน่าย ไม่ผ่านกระบวนการ ให้ผู้ทานได้สัมผัสถึงความสดใหม่จริงๆ

“ถั่วงอก” นับเป็นพืชที่ปลูกง่าย และน่าอัศจรรย์ เพราะปราศจากดินและปุ๋ย ใช้เพียงน้ำเท่านั้น

“HULK GYM” ธุรกิจฟิต “กล้ามโต” เทรนด์โมเดลฟิสิกส์-หุ่นสวย-สุขภาพดี

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0796150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ช่องทางสร้างอาชีพ

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย Siriprapha_jeab@outlook.com

“HULK GYM” ธุรกิจฟิต “กล้ามโต” เทรนด์โมเดลฟิสิกส์-หุ่นสวย-สุขภาพดี

“HULK GYM (ฮัล์ก ยิม)” ร้านฟิตเนสชุมชน เงินลงทุนเริ่มต้น 10 ล้าน ตอบโจทย์สังคมเมือง ระยะยาวอนาคตไกล กระแสคนรักสุขภาพมาแรง อยากมีรูปร่าง “โมเดลฟิสิกส์ เพาะกล้าม ฟิตพุง เพื่อหุ่นสวย” แห่เข้าฟิตเนส

“HULK” มนุษย์ยักษ์จอมพลัง ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างความโด่งดังในช่วงปี 2546-2547 กลายมาเป็นตัวการ์ตูนสัญลักษณ์ของร้านฟิตเนส ภายใต้ชื่อแบรนด์ “HULK GYM” เพราะด้วยความชื่นชอบในมนุษย์ยักษ์จอมพลังของ คุณบุญชัย กาญจนศักดิ์ชัย อายุ 34 ปี นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม กับดีกรีความเป็นเจ้าของธุรกิจฟิตเนส ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนักแสดงชื่อดังในฮอลลีวูด อย่าง อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ที่มีร่างกายบึกบึนกำยำ แข็งแรง จากการเล่นกล้าม รวมไปถึงนักแสดงไทย อย่าง คุณสมบัติ เมทะนี และ คุณอธิชาติ ชุมนานนท์ ที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงจากการเล่นกีฬาเพาะกล้ามเช่นเดียวกัน

จากความชอบสู่เส้นทาง “เจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่”

จุดประกายเล็กๆ ในการเห็นดารานักแสดงที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรง ทำให้คุณบุญชัยเริ่มศึกษาเส้นทางกีฬา “เพาะกล้าม” โดยเริ่มจากการเป็นผู้เล่นฟิตเนสธรรมดา ด้วยการสมัครสมาชิกกับ “สปอร์ต ซิตี้” ย่านถนนประชาชื่น และที่นี่เอง เป็นโมเดลต้นแบบของร้านออกกำลังกายของคุณบุญชัย ที่ต้องการสร้างศูนย์ฟิตเนสรองรับความต้องการของคนในชุมชน และสร้างบรรยากาศให้สะดวกกายสบายใจแก่ลูกค้า

ช่วงแรกของการเริ่มศึกษาการออกกำลังกาย โดยเริ่มเป็นสมาชิกฟิตเนสนั้น จริงๆ แล้วคุณบุญชัยไม่ได้ชอบการออกกำลังกายในห้องแอร์ แต่ชื่นชอบการออกกำลังกายกลางแจ้ง เพราะได้อากาศถ่ายเทสะดวกสบาย แต่เมื่อศึกษาไปสักระยะหนึ่งพบว่า พฤติกรรมของคนเมืองนั้นนิยมออกกำลังกายในฟิตเนส ซึ่งจะใช้เวลาหลังเลิกงานมาออกกำลังกาย

“ปี 2554 ศึกษาการออกกำลังกาย โดยการวิ่งก่อน ที่จตุจักร ตอนหลังก็เห็นบางคนทำไมบางคนตัวใหญ่ กล้ามใหญ่ อยากมีบอดี้ใหญ่ขึ้น ก็เลยเล่นกล้าม และซื้ออุปกรณ์พวกนี้มาเล่นพักหนึ่ง แต่เล่นคนเดียวก็เหงา เงียบ ผมเลยไปเล่นตามฟิตเนส ไปสมัครสมาชิกที่สปอร์ต ซิตี้ ถนนประชาชื่น ก็มีไอเดียตรงนั้น” คุณบุญชัย เปิดใจถึงจุดเริ่มต้นจากก้าวแรกที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ จนนำมาสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจภายในปี 2554 นั่นเอง

ด้วยความที่ครอบครัวของคุณบุญชัยไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจฟิตเนสมาตั้งแต่แรก และประกอบอาชีพค้าส่งที่ตลาดสี่มุมเมือง ทำให้เส้นทางการเป็นเจ้าของฟิตเนสของคุณบุญชัยต้องศึกษาด้วยตัวเอง จนนำมาสู่การทดลองเปิดร้านฟิตเนสแห่งแรกในตลาดรังสิต ใกล้กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา

“หลังจากพ่อป่วยเป็นมะเร็งเสียชีวิต ผมก็เลยเลิกทำธุรกิจค้าส่ง เพราะผมคิดว่าผมชอบทำธุรกิจออกกำลังกายมากกว่า ผมจึงนำเงินจากการขายต่อกิจการค้าส่ง มาใช้ในการลงทุนครั้งแรก ซึ่งก็เคยเสนอกับญาติไปเป็นตัวเลขการลงทุนหลักสิบล้าน แต่เราคิดว่า เราจะทำขนาดเล็ก ไปตามชุมชนก่อน เราก็ไปดูที่ตลาดรังสิต ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ ก็ตัดสินใจลงทุนที่ตลาดรังสิต บริเวณตัวตลาดเลย โดยในช่วงปี 2556 ได้รับการตอบรับดี ฟิตเนสเปิดเช้า ไปปิดประมาณ 4 ทุ่ม ทีนี้ช่วงเช้า ก็ไปดูว่าคนไม่ค่อยมี คนจะเล่นจริงๆ ก็ช่วงเลิกงานหรือเช้ามืดเลย และเราก็นั่งดูราคา เราคิดราคาแพงไปหรือเปล่า เป็น 2 มาตรฐานไหม เราก็เปลี่ยนราคาให้เหมาะสมกับผู้ที่มาออกกำลังกาย” เจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นการลงทุน ซึ่งในร้านฟิตเนสแห่งแรกที่ตลาดรังสิตยังไม่ใช้ชื่อแบรนด์ “HULK GYM”

รูปแบบสมาชิกรายวัน/รายเดือน/รายปี

ตอบโจทย์ผู้รักการออกกำลังกาย

เมื่อฟังคุณบุญชัยย้อนอดีตเล่าให้ฟังถึงสูตรการตลาด เรื่อง “ราคา” (Price) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของหลักการตลาด ในช่วงแรกของการเปิดร้านฟิตเนสนั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้คุณบุญชัยประสบความสำเร็จ กับก้าวแรกของการลงทุนเปิดร้านฟิตเนสที่ตลาดรังสิต เพราะสูตรค่าบริการโปรโมชั่นแบบรายวันเพียงวันละ 49 บาทนั้น ทำให้ร้านฟิตเนสมีลูกค้าประจำจนนำมาสู่สูตรค่าบริการรายเดือน เดือนละ 800 บาท

“ตอนแรกค่าสมาชิกรายวัน 60 บาท ยังไม่มีรายเดือน และก็คิดโปรโมชั่น 49 บาท เล่นกี่ชั่วโมงก็ได้ ทีนี้เราก็มาดูราคา ราคาไหนที่ลูกค้าชอบ ก็ปรับมาเป็นรายเดือน เดือนละ 800 บาท เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ฟิตเนสก็เยอะอยู่ คิดค่าบริการ 500-700 บาท แต่เราคิดค่าบริการ 800 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ได้มาจากความพอใจของลูกค้า และค่าบริการก็ยังผูกกับลูกค้าว่า เขาต้องการรูปแบบไหนอีก ซึ่ง 800 บาท ให้เพิ่มอีก 400 เป็น 1,200 มีเทรนเนอร์ด้วย ปรากฏว่าลูกค้าก็ชอบ พอทำได้ปีหนึ่ง พอเข้าปีที่ 2 เริ่มขายแบบราย 3 เดือน ราย 6 เดือน ลูกค้าก็เยอะขึ้น สมาชิกเดือนหนึ่งก็ 30-40 คน ที่ตลาดรังสิต ลูกค้าจะเป็นช่างทำผม พนักงานแบงก์ คนขับแท็กซี่ และแม่ค้า หลังจากขายของที่ตลาด ตอนเย็นก็มาเล่นฟิตเนส ถามว่า โอเคไหม ก็โอเค แต่ในความคิดผม อยากได้มากกว่านี้” เจ้าของธุรกิจวัย 34 ปี เล่าให้ฟัง

ทำเล คือ หัวใจสำคัญ

ปั้นแบรนด์-สร้างฟิตเนสให้มีกำไร

จากความสำเร็จก้าวแรก นำมาสู่การเปิดหาทำเลใหม่ๆ ที่ตลาดดอนเมือง ในโครงการเจดับบลิว คอนโด (JW Condo) เพราะมองว่าเป็นแหล่งชุมชนที่เหมาะกับรูปแบบฟิตเนส ซึ่งเน้นการลงทุนไม่มาก และไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่บนศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า

คุณบุญชัยคาดการณ์ถูก เพราะวันนี้ทำให้เขาลดต้นทุนการเช่าพื้นที่ลงไปถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และนำเงินลงทุนเหล่านั้นมาใช้กับการพัฒนาธุรกิจให้แข็งแรงและเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมกับการใส่ชื่อแบรนด์ “HULK GYM”

“จริงๆ เราอยากให้ฟิตเนสเปิดได้ถึงเที่ยงคืน เหมือนฟิตเนสทั่วไป เหมือนฟิตเนสตามห้างใหญ่ๆ เราก็ไปตระเวนดู เราก็อยากได้ทำเลอย่างที่รังสิต เพราะติดถนนใหญ่ ช่วงนั้นก็ไปดูที่รัชดาฯ มาก่อน แถวนั้นเปิดยิม 24 ชั่วโมง แต่ก็ไม่เลือก มาเลือกที่เจดับบลิว คอนโด ดอนเมือง เพราะอย่างแรกคือ ติดถนน รถวิ่งผ่าน 24 ชั่วโมง และไม่ต้องโปรโมตมาก นอกจากนี้ พื้นที่ใช้สอยตอนนี้ 50 ตารางเมตร ต่อชั้น ชั้นบนลดมา 40 ตารางเมตร ชั้น 3 ใช้เนื้อที่ 30 ตารางเมตร ใช้พื้นที่เต็มที่ทั้ง 3 ชั้น เราใช้พื้นที่ทำกิจกรรมเหมือนคลับ ชั้น 1 ไว้เล่นกล้าม ยกน้ำหนัก เหมาะสำหรับผู้ชาย ชั้น 2 เป็นลู่วิ่ง ชั้น 3 เป็นจักรยาน เหมาะสำหรับผู้หญิง และอนาคตชั้น 4 คิดจะทำห้องเซาน่า ถ้าลูกค้าเยอะก็อาจขยายเปิด 24 ชั่วโมงก็ได้ และเพิ่มรูปแบบสมาชิกรายปีพร้อมกับโปรโมชั่นรายปีให้ลูกค้า ตามความเหมาะสม” คุณบุญชัย เล่าถึงการเลือกทำเล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจร้านฟิตเนสประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

ส่วนอัตราค่าบริการ สำหรับผู้เล่นรายวัน 200 บาท ส่วนสมาชิกรายเดือน 1,500 บาท และสมาชิกรายปี 12,000 บาท ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของร้าน HULK GYM ที่ดอนเมือง เน้นกลุ่มลูกค้าวัยทำงาน และขยับค่าสมาชิกขึ้นมา

ปัจจุบัน ลูกค้าของร้าน HULK GYM มีทั้งนักศึกษา ข้าราชการ ครู นักธุรกิจ และพนักงานในโรงงาน โดยมีอายุตั้งแต่ 20-35 ปี และเปิดให้บริการทั้ง 7 วัน ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ พร้อมกับมีบริการอินเตอร์เน็ตฟรี (WiFi) ให้แก่สมาชิก โดยล่าสุดมีสมาชิกหมุนเวียนต่อเดือน 80 คน ซึ่งช่วงเวลาที่มีผู้มาใช้บริการมากที่สุด คือ 17.30-20.00 น. และในวันธรรมดามีผู้ใช้บริการมากที่สุด 75-80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์ ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นแบบรายวัน ซึ่งเสียค่าบริการวันละ 200 บาท ทำให้วันนี้ร้าน HULK GYM มียอดขาย 200,000 บาท ต่อเดือน นับตั้งแต่เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2559

“4 P” เส้นทางสู่ความสำเร็จ

ของธุรกิจฟิตเนสในชุมชน

สูตรสำเร็จการตลาดจากคัมภีร์นักการตลาดทั่วโลก ยังคงเป็นโมเดลความสำเร็จที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ยังคงใช้เป็นตำราทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยยืนยันว่า เป็นสูตรสำเร็จที่ปั้นเถ้าแก่น้อยมาแล้วหลายราย วันนี้ก็เช่นเดียวกัน คุณบุญชัยเป็นหนึ่งในเถ้าแก่อายุเพียง 34 ปี ประสบความสำเร็จกับการเป็นเจ้าของธุรกิจฟิตเนส ด้วยระยะเวลาเพียง 4 ปี ซึ่งกุญแจแห่งความสำเร็จที่คุณบุญชัยเล่าให้ฟัง ล้วนแต่อยู่ในกฎแห่งความสำเร็จ นั่นคือ ราคา (Price) ทำเล (Place) สินค้า (Product) และ โปรโมชั่น (Promotion)

สิ่งสำคัญที่ทำให้คุณบุญชัยประสบความสำเร็จ นั่นคือ การให้บริการที่เน้นดูแลให้ลูกค้าประทับใจ เป็นบริการหลังการขาย (After Sale Service) ที่ธุรกิจฟิตเนสมีความโดดเด่นและแตกต่างจากธุรกิจอื่น แต่การเป็นรูปแบบร้านฟิตเนสในชุมชนก็มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ให้บริการ

“ที่ HULK GYM มีราคาที่ไม่แพง บวกกับความสะอาด และความสบาย เราจะไม่มีที่ที่เข้าไปแล้วสกปรก บุหรี่ ห้ามสูบ แต่ข้อด้อยคือ พื้นที่ดูแลลูกค้า อาจไม่เยอะเหมือนที่อื่น ที่อื่นอาจจะมีแอร์เย็น WiFi ฟรี เข้ามาลูกค้าก็มานั่งนานเท่าไหร่ก็ได้” คุณบุญชัย เล่าให้ฟังอย่างเปิดใจ พร้อมกับบอกว่า การสร้างแบรนด์ของตัวเอง ต้องรู้ข้อจำกัดของธุรกิจที่ทำ โดยเฉพาะเรื่องราคาค่าบริการ กับค่าเช่าพื้นที่ ต้องให้เหมาะสม และคำนึงถึงการเติบโตในอนาคตมากกว่า

นอกจากนี้ ดีไซน์ของอุปกรณ์ออกกำลังกายก็ยังเป็นส่วนสำคัญ โดยที่ร้าน HULK GYM นำเข้าอุปกรณ์ออกกำลังกายมาจากประเทศไต้หวัน เพื่อสร้างบรรยากาศร้านฟิตเนสให้เหมือนกับต่างประเทศ บวกกับสีสันตัวการ์ตูน “HULK” เป็นจุดขายสร้างแรงจูงใจให้อยากมาใช้บริการร้านฟิตเนส

คุณบุญชัย ยังทิ้งท้ายให้กับผู้ที่สนใจทำธุรกิจร้านฟิตเนสในชุมชนว่า จะต้องมีใจรัก ศึกษาเรื่องการออกกำลังกายตลอด และพัฒนาเทคนิคการดูแลสุขภาพ ซึ่งรวมถึงอาหารการกิน นอกจากนี้ เครื่องออกกำลังกายต้องตอบสนองลูกค้า เช่น มีลู่วิ่งอย่างต่ำ 10 ลู่ ต่อสมาชิก 100 คน และโปรโมชั่นที่เหมาะสมกับลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ

สนใจใช้บริการร้านฟิตเนสชุมชน หรืออยากได้คอร์สเพาะกายจากครูฝึกมืออาชีพ แวะไปที่โครงการเจดับบลิว คอนโด ถนนสรงประภา ดอนเมือง กรุงเทพฯ หรือสอบถามคุณบุญชัยโดยตรงที่ โทรศัพท์ (089) 996-2772 และ (089) 959-4181

ชื่อ : บุญชัย กาญจนศักดิ์ชัย

อายุ : 34 ปี

การศึกษา : คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาครุศาสตร์ เอกวิชาดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ประสบความสำเร็จ : การเป็นเจ้าของธุรกิจร้านฟิตเนส เพราะชอบออกกำลังกายมาตั้งแต่สมัยเรียน โดยเล่นเทนนิสและวิ่งเป็นประจำ รวมทั้งเริ่มจริงจังกับกีฬาเพาะกายตั้งแต่ปี 2554

– นำรูปแบบ “สปอร์ต ซิตี้” มาปรับใช้กับ “HULK GYM” อย่างไรบ้าง?

เราก็ดูอุปกรณ์ การตกแต่งบรรยากาศ นำมาปรับใช้ ตัวไหนที่ลูกค้าต้องการ ก็เอาตัวนั้นมา เลือกตัวที่สำคัญ อย่างลู่วิ่ง จักรยาน เครื่องที่ต้องใช้ แยก ชาย ชั้น 1 หญิง ชั้น 2 บางพื้นที่มีลูกค้าใช้ลู่วิ่งมาก จะเอาลู่วิ่งไปข้างหน้าหมด ส่วนที่ HULK GYM จะมีราคาคอร์สเทรนเนอร์ด้วย เล่นๆ แล้วก็ไปแข่งขันได้ อัตราค่าสอนอยู่ที่ราคา 5,000 บาท มีรางวัลที่ผมได้ไปประกวดของสมาคมกีฬาเพาะกาย รองชนะเลิศอันดับ 4 การันตี

– คำแนะนำสำหรับคนที่อยากทำธุรกิจ?

อย่างแรก ต้องดูสถานที่ก่อน ดูงบ ว่ามีเท่าไหร่ ต้องศึกษาก่อนว่า คนออกกำลังกายแต่ละที่ต้องการอะไร เขาต้องการลดน้ำหนัก ต้องการเล่นกล้าม เพาะกาย หรือว่าต้องการเล่นเพื่อสุขภาพ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ทำเล รองลงมาคือ เงินทุน ประมาณไม่เกิน 800,000 บาท ขั้นต่ำ เดือนนี้มันจะมีค่าอุปกรณ์ด้วย ซึ่งมีแบบระบบเช่าก็มี เช่าลู่วิ่งแบบรายเดือน 3,000 บาท ความเสี่ยง มันเสี่ยง ถ้าเลือกทำเลดี โปรโมชั่นดี ราคา และบรรยากาศที่ดี ยุคสมัยนี้จะติดพัดลมก็ไม่ได้แล้ว มีเพียงกลุ่มน้อยประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ชอบร้านแบบพัดลม

– เรามองโอกาสการเติบโตร้านฟิตเนสในชุมชนอย่างไร?

คือค่าเช่าบนห้างมันแพงจริง ที่นี่มันน้อยกว่าเท่าตัว ค่าเช่าบนห้าง 150,000 บาท ที่นี่ต่างกันครึ่งหนึ่ง โอกาสจริงๆ ไม่ต่างกันเลย เพราะที่นี่คนเข้าได้เต็ม ลูกค้าสามารถมาจ่อตรงนี้ได้เลย ไม่ต่างกัน

– คนที่มาเล่นฟิตเนส ส่วนใหญ่มีเป้าหมายอะไร?

ที่อยากเป็นนักกีฬาไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่นักกีฬาก็จะมีเทรนเนอร์ส่วนตัวอยู่แล้ว ก็คนละแบบกัน ผู้หญิงก็มี ตอนแรกหุ่นไม่ดี ก็เทรนให้ ก็ดี และต้องการสุขภาพแข็งแรงมีถึง 90-95 เปอร์เซ็นต์ ในสัดส่วนนี้มีผู้หญิง 60 เปอร์เซ็นต์ และผู้ชาย 30 เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องการสุขภาพแข็งแรง ส่วนประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักเพาะกายอยู่แล้ว ก็แวะมาเล่น จะตระเวนเล่นตามที่ต่างๆ

ตอนนี้เวลาสมาคมกีฬาเพาะกายจัดประกวด เทรนด์โมเดลฟิสิกส์มาแรงมาก คนส่วนใหญ่สนใจประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ นายแบบฟิสิกส์ มีกล้ามแขน 16 นิ้ว อก 40 นิ้ว ต่างกับร่างกายของนักเพาะกาย เพราะโมเดลฟิสิกส์ คือไม่ต้องการกล้ามใหญ่มาก เอาแค่สวยงาม สุขภาพดี แต่บางกลุ่มคนก็ชอบให้ร่างกายใหญ่โต อย่างผม

%d bloggers like this: