ชายคาพระพิรุณ : 13 กรกฎาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504825

x

ชายคาพระพิรุณ : 13 กรกฎาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เสนอร่างกฎกระทรวงเพิ่มเติมจำนวน 2 ฉบับ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบ โดยมีร่างกฎกระทรวงการให้กู้และการให้สินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ….และร่างกฎกระทรวงการกำกับการกระจุกตัวธุรกรรมทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ…ออกตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2562 ซึ่งเกณฑ์กำกับทั้ง 2 ร่าง ได้ผ่านการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียแล้ว  เหตุสำคัญที่ต้องมีการออกกฎกระทรวงก็เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงของระบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่มีการให้สินเชื่อกับสมาชิกและการกู้ยืมเงินและฝากเงินระหว่างสหกรณ์  เนื่องจากพบว่ามีการให้กู้ยืมและรับฝากเงินไขว้กันไปมามูลค่าสูงกว่า  721,427 ล้านบาท สหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่งมีการปล่อยเงินกู้ให้สมาชิก และกำหนดงวดชำระหนี้สูงถึง 400-600 งวด และบางแห่งให้วงเงินกู้สูงเกินความสามารถชำระหนี้ของสมาชิก  ส่งผลต่อการหักชำระหนี้ของสมาชิกบางรายหักเหลือไม่ถึงร้อยละ 10  ของเงินเดือน ทำให้ไม่เหลือเงินใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งร่างกฎกระทรวงนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ โดยในร่างใหม่กำหนดให้เหลือร้อยละ  30  ของเงินเดือน

สำหรับรายละเอียดในร่างกฎกระทรวงการให้กู้และการให้สินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน  พ.ศ… นั้น นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ข้อมูลว่า มีด้วยกัน  5 หมวดและบทเฉพาะกาล สาระสำคัญคือ สหกรณ์ให้เงินกู้กับสมาชิกได้  3 ประเภท คือ เงินกู้เพื่อเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน งวดชำระหนี้ไม่เกิน  12 งวด เงินกู้สามัญ เพื่อใช้จ่ายที่จำเป็นงวดชำระหนี้ ไม่เกิน 150 งวด เงินกู้พิเศษ เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพหรือความมั่นคงและคุณภาพชีวิต งวดชำระหนี้ไม่เกิน  360 งวด ทั้งนี้ การกำหนดงวดการชำระหนี้แล้วเสร็จ ผู้กู้ต้องอายุไม่เกิน 75 ปี เว้นแต่การกู้ยืมเงินนั้นเมื่อรวมทุกสัญญาแล้ว มีจำนวนไม่เกินค่าหุ้นและเงินฝากที่ผู้กู้มีอยู่กับสหกรณ์ กรณีที่มีการทำสัญญาเงินกู้ใหม่
สำหรับเงินกู้ประเภทเดียวกันหรือมีการรวมสัญญาจะต้องชำระหนี้ตามสัญญาเดิมมาแล้วดังนี้ คือกรณีเงินกู้สามัญ ต้องชำระหนี้มาแล้วไม่น้อยกว่า  6 งวด เงินกู้พิเศษไม่น้อยกว่า 12 งวด ในเรื่องหลักประกันเงินกู้สามัญสามารถใช้สมาชิกสหกรณ์หรือหลักทรัพย์เป็นหลักประกันได้ แต่ห้ามนำเงินประกันชีวิตและเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ หรือเงินอื่นที่มีลักษณะเดียวกันมาพิจารณาเป็นหลักประกัน ส่วนเงินกู้พิเศษให้ใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกันโดยใช้ราคาประเมินจากผู้ประเมินทรัพย์สินที่ได้รับอนุญาตหรือราคาประเมินของรัฐ โดยเกณฑ์การพิจารณาให้เงินกู้สมาชิกผู้กู้ต้องเป็นสมาชิกมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ดูพฤติกรรมและความสามารถในการชำระหนี้และหลักประกันตามเกณฑ์การให้เงินกู้สามัญและเงินกู้พิเศษ ทั้งนี้ หากสหกรณ์ให้กู้ 1 ล้านบาทขึ้นไป ต้องใช้ข้อมูลเครดิตบูโรจากบริษัทข้อมูลแห่งชาติ จำกัด มาประกอบการพิจารณาด้วย และหากผู้กู้มีรายได้รายเดือน จะต้องมีเงินคงเหลือสุทธิ แต่ละเดือนหลังจากหักชำระหนี้แล้ว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตลอดอายุสัญญา

ส่วนกรณีการให้เงินกู้แก่สหกรณ์อื่น จะต้องพิจารณาคุณสมบัติของสหกรณ์ผู้กู้ในด้านความมั่นคงทางการเงินมีความสามารถในการชำระหนี้ มีการบริหารจัดการที่ดี และปฏิบัติตามข้อบังคับของกฎหมาย ระเบียบต่างๆ ของสหกรณ์อย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอ พร้อมทั้งให้กำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 60 งวด หลักประกันเงินกู้ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ให้ใช้ราคาประเมินจากผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรับอนุญาตหรือราคาประเมินของราชการในขณะทำสัญญากู้ นอกจากนั้น ในกฎกระทรวงยังกำหนดให้ต้องมีการสอบทานธุรกรรมด้านการให้กู้อีกด้วย โดย 1.สหกรณ์ขนาดใหญ่ต้องสอบทานกระบวนการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมด้านสินเชื่อตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นกระบวนการโดยผู้สอบทานที่เป็นอิสระ 2.อัตราการสอบทานลูกหนี้ที่เป็นสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ กำหนดให้สอบทานอย่างน้อย 1 ครั้ง ในรอบ  1 ปีบัญชี ส่วนลูกหนี้ที่เป็นสมาชิกต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนยอดคงค้างของลูกหนี้ แต่ไม่เกิน 200 ราย ทั้งนี้ การสอบทานดังกล่าวต้องครอบคลุมลูกหนี้รายใหญ่ 100 รายแรก และครอบคลุมเงินกู้ทุกประเภท และให้ส่งแผนสอบทานประจำปีเสนอต่อคณะกรรมาการดำเนินการให้ความเห็นชอบให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับจากวันสิ้นบัญชี ทั้งนี้ในบทเฉพาะกาลกำหนดให้ นิติกรรมใดที่มีก่อนกฎกระทรวงนี้ให้ดำเนินการต่อไปจนสิ้นอายุนิติกรรม เว้นแต่การกู้เพื่อรวมสัญญาให้เป็นตามกฎกระทรวงใหม่ กรณีสหกรณ์ขนาดใหญ่การสอบทานให้ดำเนินการ ตามกฎกระทรวงใหม่ภายใน 2 ปี สำหรับร่างกฎกระทรวงการกำกับการกระจุกตัวธุรกรรมทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ… นั้น กำหนดให้ ในฐานะเจ้าหนี้ สหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์จะฝากเงินหรือให้กู้เงินแก่สหกรณ์ทุกประเภทหรือชุมนุมสหกรณ์ ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนเรือนหุ้นรวมกันทุนสำรองของสหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ผู้ฝากเงินหรือให้กู้เงิน แต่ไม่นับรวมการฝากเงินในชุมนุมสหกรณ์ที่สหกรณ์นั้นเป็นสมาชิก ส่วนในฐานะลูกหนี้ จะก่อหนี้และภาระผูกพัน หรือกู้เงินหรือรับฝากเงินจากสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ทุกประเภทรวมกันแล้วแต่ละแห่งได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ผู้ก่อหนี้และภาระผูกพัน ยกเว้นสหกรณ์ก่อหนี้และภาระผูกพันกับชุมนุมสหกรณ์ที่สหกรณ์นั้นเป็นสมาชิกรวมกันแล้ว ให้ทำได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของทุนเรือนหุ้นร่วมกับทุนสำรองของสหกรณ์  ผู้ก่อหนี้และภาระผูกพัน ทั้งนี้ การก่อหนี้และภาระผูกพัน การให้กู้ และการฝากเงินของสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ที่ทำนิติกรรมก่อนกฎกระทรวงนี้ใช้บังคับให้ดำเนินการไปตามสัญญาเดิมจนสิ้นอายุสัญญา…ท่านอธิบดีพิเชษฐ์แจ้งข่าวมาเลยนำมาเล่าสู่กันฟังด้วยประการฉะนี้

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 6 กรกฎาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503515

x

ชายคาพระพิรุณ : 6 กรกฎาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ภาคเกษตรได้รับผลกระทบในหลายภาคส่วน และรัฐบาลได้มีมาตรการเยียวยาไปบ้างแล้วนั้น สำหรับในส่วนของภาคประมง ก็เป็นเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบไม่น้อย เนื่องจากการส่งออกสินค้าประมงชะลอตัวและกำลังการซื้อของผู้บริโภคในประเทศลดลง ส่งผลให้เกษตรกรภาคประมงขาดสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ ซึ่งก่อนหน้านี้ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายการให้ความช่วยเหลือประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้านเพื่อเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ ด้วยการจัดทำโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมงเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดหาแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ บรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมงให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพประมงต่อไปได้ และล่าสุดคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง กรอบวงเงิน 10,300 ล้านบาท เรียบร้อยแล้ว

สำหรับโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรฯ โดยคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงไทยจัดทำนำเสนอคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ซึ่งจะเปิดรับชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ เข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันนี้ 1 กรกฎาคม 2563 – 25 พฤษภาคม 2564 ซึ่งโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำซอฟต์โลนดังกล่าว ถือเป็นโครงการสินเชื่อประมงที่มีวงเงินมากที่สุดครอบคลุมทั้งประมงพื้นบ้าน และประมงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยรัฐบาลจัดงบประมาณช่วยดอกเบี้ยเป็นเงิน 2,163 ล้านบาท และยังเป็นโครงการ ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมมากที่สุดของทุกภาคส่วน ซึ่งหวังว่าโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมงจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องชาวประมงที่รายได้ลดลงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพได้มั่นคงมากยิ่งขึ้น โดยชาวประมงสามารถกู้เงินไปเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพได้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี รัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 และผู้ประกอบการประมงจ่ายสมทบเองอีกร้อยละ 4 ต่อปี มีกำหนดชำระคืนเงินกู้ให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลา 7 ปี นับตั้งแต่วันที่กู้ ซึ่งจะเปิดรับสมัครชาวประมงที่สนใจเข้าร่วม ณ สำนักงานประมงจังหวัดชายทะเลทั้ง 22 จังหวัด และสำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กองนโยบายและยุทธศาสตร์พัฒนาการประมงกรมประมง http://www4.fisheries.go.th หรือ โทร.0-2561-3353 ในวันและเวลาราชการ

สำหรับรูปแบบสินเชื่อแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. สินเชื่อเงินกู้ระยะสั้นเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ เช่น ค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงาน ค่าน้ำมัน ค่าน้ำแข็ง ฯลฯ และ 2. สินเชื่อเงินกู้ระยะยาว เพื่อเป็นเงินทุนในการไปปรับปรุงเรือ ปรับเปลี่ยนเครื่องมือและอุปกรณ์ทำการประมง โดยมีธนาคารของรัฐที่เข้าร่วม 2 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) ปล่อยวงเงินสินเชื่อ 5,300 ล้านบาท สนับสนุนเรือประมงพื้นบ้านและเรือประมงพาณิชย์ ที่มีขนาดต่ำกว่า 60 ตันกรอส ในวงเงินรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท และธนาคารออมสิน ปล่อยวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท สนับสนุนเรือประมงพาณิชย์ ที่มีขนาดตั้งแต่ 60 ตันกรอสขึ้นไป ในวงเงินรายละไม่เกิน 10 ล้านบาท…โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำนี้ น่าจะพอช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับพี่น้องชาวประมงทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน ให้กลับมาทำการประมงออกหาปลาสร้างรายได้กันอีกครั้ง

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 29 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502025

ชายคาพระพิรุณ : 29 มิถุนายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 29 มิถุนายน 2563

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขณะนี้ กำลังจะผ่านครึ่งปีแรกของปี 2563 ซึ่งต้องยอมรับว่าปีนี้ ภาคเกษตรได้รับผลกระทบจากหลายด้าน ทั้งจากภาวะภัยแล้ง ที่ทำให้หลายพื้นที่มีน้ำไม่เพียงพอต่อการทำเกษตร และยังต้องมาได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ส่งผลให้การซื้อขายสินค้าหลายชนิดชะลอตัว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมแล้ว ถือว่ายังสามารถประคองตัวจนฝ่าฟันช่วงครึ่งปีแรกมาได้ด้วยดี สินค้าเกษตรหลายชนิดที่เคยคาดการณ์กันว่าจะล้นตลาด ก็สามารถขายหมดและได้ราคาค่อนข้างดี โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มผลไม้ ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด หลายคนที่อุตส่าห์รอกินทุเรียนราคาถูกก็ต้องผิดหวังไปตามๆ กัน ซึ่งขณะนี้ ผลไม้ภาคตะวันออกกำลังจะวาย และกำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลของผลไม้ของภาคใต้ ที่แม้ว่าปีนี้ ปริมาณผลผลิตจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ก็ไม่น่าเป็นห่วงเรื่องตลาดมากนัก ด้วยเพราะความต้องการยังมีมากทั้งส่งออกและในประเทศ อีกทั้ง ขณะนี้ สถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลายล็อกลงบ้างแล้ว การรวบรวม การกระจายสินค้า ก็ทำได้สะดวกขึ้น

ในส่วนของภาคเกษตรอื่นๆ เช่น พืชไร่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โดย นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรก็ออกมายืนยันข้อมูล ว่า สถานการณ์พืชไร่หลายชนิดปีนี้ มีแนวโน้มสดใสกว่าปีที่แล้ว การผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญปีนี้คาดว่าผลผลิตสินค้าหลายชนิดจะเพิ่มขึ้นทั้งข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลังโรงงาน โดยหากพิจารณาสินค้าแต่ละชนิด พบว่า ข้าวนาปี ปี 2564 (ปีเพาะปลูก 2563/64) เริ่มปลูกเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนตุลาคม 2563 เก็บเกี่ยวช่วงสิงหาคม 2563 ถึง กุมภาพันธ์ 2564 คาดว่าเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 60.49 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 0.15 ให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 25.18 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.17 โดยผลผลิตต่อ เนื้อที่เพาะปลูกทั้งประเทศ 416 กิโลกรัมต่อไร่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ทั้งนี้ จากการที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดหมายลักษณะอากาศช่วงฤดูฝนของประเทศไทยปี 2563 จะมีปริมาณมากกว่าปี 2562 ทำให้คาดว่าปริมาณน้ำจะเพียงพอเมื่อเทียบกับปี 2562 ประกอบกับราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ดี เกษตรกรขยายเนื้อที่เพาะปลูกจากที่นาที่ปล่อยว่างเมื่อปีที่แล้วและบางส่วนปลูกแทนอ้อยโรงงานที่ครบอายุ เนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี จึงเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว โดยผลผลิตเพิ่มขึ้นเช่นกันแต่ไม่มากนัก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วง ระหว่างฤดูกาลเพาะปลูก อย่างไรก็ตาม ความเสียหายจะน้อยกว่า ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยแล้งยาวนาน และอุทกภัยในช่วงใกล้เก็บเกี่ยว

ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2563 (ปีเพาะปลูก 2563/64) แบ่งเป็น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 เริ่มปลูกเดือนมีนาคม ถึง เดือนตุลาคม 2563 เก็บเกี่ยวช่วงเดือนมิถุนายน 2563 ถึง กุมภาพันธ์ 2564 และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 เริ่มปลูกเดือนพฤศจิกายน 2563 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เก็บเกี่ยวช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคม 2564 ซึ่งคาดว่า ทั้ง 2 รุ่น เนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 6.66 ล้านไร่ ลดลงร้อยละ 0.97 ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 4.67 ล้านตัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.36 ส่วนผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูก ทั้งประเทศ 701 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.53 ซึ่งภาพรวมแม้ว่าเนื้อที่เพาะปลูกจะลดลง แต่เนื่องจากปีที่แล้วผลผลิตเสียหายจากภัยแล้งและการระบาดของหนอนกระทู้ ปีนี้เกษตรกรเริ่มมีการจัดการควบคุมและกำจัดหนอนกระทู้ได้ดีขึ้น ทำให้คาดว่าการระบาดของหนอนกระทู้จะลดลง ประกอบกับปริมาณน้ำฝนในช่วงฤดูฝนปีนี้ก็จะมากกว่าปีที่แล้ว ส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงเพิ่มขึ้น สำหรับเนื้อที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีแนวโน้มลดลงทั้ง 2 รุ่น โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 ลดลง เนื่องจากเกษตรกรเกรงว่าจะประสบปัญหาภัยแล้งและหนอนกระทู้ดังเช่นปีที่ผ่านมา อีกทั้งต้นทุนการบำรุงดูแลรักษาที่สูงขึ้น จึงปรับเปลี่ยนไปปลูกมันสำปะหลังที่ทนแล้ง และปลูกสับปะรดโรงงานที่ราคากำลังปรับตัวดีขึ้น รวมถึงมีการปล่อยเป็นที่ว่าง ส่วนเนื้อที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 ลดลง เนื่องจากเกษตรกรเกรงว่าจะขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก ประกอบกับภาครัฐยังไม่มีโครงการส่งเสริมให้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เหมือนปีที่ผ่านมา เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพดตัดต้นสด ถั่วเขียว ปอเทือง และปล่อยว่าง

มันสำปะหลังโรงงานปี 2564 (ปีเพาะปลูก 2563/64) เริ่มปลูกมากช่วงมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2563 เก็บเกี่ยวช่วงตั้งแต่ ตุลาคม 2563 ถึง กันยายน 2564 คาดว่า เนื้อที่เก็บเกี่ยว รวมทั้งประเทศ 8.84 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.20 ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 29.90 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.83 ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว ทั้งประเทศ 3,382 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 โดยเนื้อที่เก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น ทุกภาค จากที่เกษตรกรขยายเนื้อที่ปลูกมันสำปะหลังแทนอ้อยโรงงานที่ราคามีแนวโน้มลดลง ปลูกแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ได้รับความเสียหายจากหนอนกระทู้ และบางพื้นที่ปลูกแทนในพื้นที่ยางพารา โดยผลผลิตปีนี้อาจได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในช่วงต้นปี 2563 แต่ในช่วงเดือนมิถุนายน 2563 ถึงปี 2564 คาดว่าปริมาณน้ำฝนจะเพียงพอในช่วงมันสำปะหลังเริ่มลงหัวและสะสมอาหาร ประกอบกับเกษตรกรสามารถควบคุมการแพร่ระบาดและกำจัดโรคใบด่างได้มากขึ้น ใช้ท่อนพันธุ์ดีและไม่เป็นโรค จึงส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 22 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500670

x

ชายคาพระพิรุณ : 22 มิถุนายน 2563

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จากการระบาดของโรคโควิด-19 รับเงินเยียวยารายละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการโอนเงินให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังพบว่ามีเกษตรกรอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาดังกล่าว เนื่องจากทาง ธ.ก.ส.โอนเงินเยียวยาไม่ได้จำนวน 1.6 แสนราย เพราะไม่พบบัญชีและบัญชีไม่ถูกต้อง ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการโอนเงิน 1.4 แสนราย

อย่างไรก็ดี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาชี้แจงความก้าวหน้าของโครงการ ที่ได้รับข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)ข้อมูล ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2563 ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ส่งข้อมูลเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์แล้ว จำนวน 7.59 ล้านราย เป็นเกษตรกรกลุ่มที่ 1 (2 ชุด) จำนวน 6,763,995 ราย กลุ่มที่ 2 (ชุดที่ 1) จำนวน 828,711 ราย ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้โอนเงินให้เกษตรกรในเดือนพฤษภาคม จำนวน 7,145,330 ราย เป็นเงินจำนวน 35,726.65 ล้านบาท เดือนมิถุนายน จำนวน 1,999,968 ราย เป็นเงินจำนวน 9,999.84 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ (รอแจ้งเพิ่มเติม) จำนวน 0.47 ล้านราย (ประกอบด้วย กลุ่มที่ 2 (ชุดที่ 2) จำนวน 0.16 ล้านราย, กลุ่มที่ 3 จำนวน 0.12 ล้านราย และจากการอุทธรณ์ประมาณ 0.19 ล้านราย) ในส่วนของการโอนเงินของ ธ.ก.ส. ที่ยังไม่สามารถโอนเงินได้นั้นมีรายละเอียดดังนี้คือ1. ต้องตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกจำนวน 132,905 ราย 2.การโอนเงินไม่สำเร็จเนื่องจาก ไม่พบบัญชี/บัญชีไม่ถูกต้อง จำนวน 165,769 ราย และ 3.อยู่ระหว่างขั้นตอนการโอนเงิน จำนวน 148,702ราย ทั้งนี้ สศก. ได้ส่งข้อมูลเกษตรกรที่พบผิดพลาดให้กับทั้ง 7 หน่วยงาน เพื่อนำไปตรวจสอบความถูกต้องประชาสัมพันธ์กับเกษตรกรในความดูแลให้มาดำเนินการแจ้งหมายเลขบัญชีแล้ว

นอกจากนี้ นายอนันต์ ยังได้แจ้งอีกว่า ครม. ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 ตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ เรื่อง ผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2563 และครั้งที่ 6/2563 โดยอนุมัติให้ สศก. เพิ่มเติมกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรภายใต้โครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยให้รวมถึงเกษตรกรที่ด้อยโอกาสและยังไม่สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร จำนวน 137,093 ราย เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบให้เป็นไปอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังอยู่ภายใต้กรอบวงเงินและจำนวนเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย รวมไม่เกิน 10 ล้านราย ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2563 และเห็นชอบขยายระยะเวลาการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พร้อมทั้งมอบหมายให้ สศก. ดำเนินการลงทะเบียนเกษตรกรให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 จำนวนประมาณ 120,000 ราย และเร่งตรวจสอบความซ้ำซ้อนกับผู้ที่ได้รับสวัสดิการผ่านระบบข้าราชการของกรมบัญชีกลาง และระบบประกันสังคมของสำนักงานประกันสังคม รวมทั้ง มาตรการอื่นๆ ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามมติคณะกรรมการ ให้แล้วเสร็จก่อนเสนอเรื่องให้ ครม. พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป…ขุนเกษตรา จึงนำคำชี้แจงของปลัดกระทรวงเกษตรฯ มารายงานความก้าวหน้าให้ทราบ ส่วนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งมีสถานะเป็นผู้ได้รับเงินเยียวยาแล้ว ก็สามารถตรวจสอบช่องทางการโอนเงินได้ที่ https://agri.baac.or.th/ ได้นะครับ

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 15 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499179

ชายคาพระพิรุณ : 15 มิถุนายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 15 มิถุนายน 2563

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในหลายภาคส่วน แม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งเงินเยียวยา การส่งเสริมด้านการตลาด จนถือว่าได้ผ่อนคลายความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ก็ยังมีเกษตรกรบางส่วนที่ยังตกค้างไม่ได้รับเงินเยียวยา ก็ไม่รู้ว่ามีข้อผิดพลาดในขั้นตอนไหน ซึ่งหลังจากกระทรวงเกษตรฯ ได้เปิดให้ยื่นอุธรณ์ จนถึงวันสุดท้ายเมื่อ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่ามีรายชื่อผู้ยื่นอุทธรณ์กว่า 1.8 แสนคน จาก 6 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ได้ทำการตรวจสอบรายชื่อก่อนหน้านี้ แต่ไม่พบเนื่องจากกระทรวงเกษตรฯยังไม่ได้อนุมัติ เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบ8 หมื่นราย ซึ่งปัจจุบันได้จัดส่งเงินเยียวยาให้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาติดขัด 2.เป็นเกษตรกรแต่มีอาชีพรับจ้าง ซ้ำซ้อนกับระบบประกันสังคมด้วย ประมาณ 8 หมื่นราย ในกรณีนี้ ให้หน่วยงานที่รับขึ้นทะเบียนตรวจสอบสิทธิ์อีกครั้ง และให้พิจารณาเป็นรายกรณี และต้องหารือกับประกันสังคมให้ชัดเจนด้วย 3.เกษตรกรที่ทำการเกษตรในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ จำนวน 8 หมื่นราย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯอนุมัติไม่ได้ เพราะขัดกับเงื่อนไขของมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้เยียวยากับกลุ่มที่ทำการเกษตรในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น อย่างไรก็ตามในกรณีนี้กระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าเป้าหมายของการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดดังนั้นเกษตรกรกลุ่มนี้ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน จึงจะยกไปพิจารณาในคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ หากได้รับความเห็นชอบก็สามารถจ่ายจ่ายได้ทันที 4. เกษตรกรที่มีรายชื่อซ้ำซ้อนกับที่ยื่นขอในโครงการเราไม่ทิ้งกัน แต่ได้สละมาใช้สิทธิ์รับการเยียวยาฝั่งภาคการเกษตร ประมาณ 1,000 ราย กลุ่มนี้ควรได้รับการเยียวยาเช่นกัน 5. เกษตรกรที่ถูกดีดออกมาจากโครงการไม่ทิ้งกันก่อนหน้านี้ เพราะตรวจพบว่ามีรายชื่อเป็นสมาชิกครัวเรือนเกษตรกร 2,000 ราย แต่ภายหลังโครงการเราไม่ทิ้งกัน เปิดให้ยื่นอุทธรณ์ และรับเงินเยียวยาไปแล้ว 6. กลุ่มข้าราชการ และข้าราชการบำนาญ ประมาณ 2,000 ราย กรณีนี้จะไม่ได้รับการเยียวยาตามเงื่อนไข แต่กระทรวงเกษตรฯ ต้องมีเหตุผลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปตอบคำถามในพื้นที่ได้…ซึ่งต้องรอดูต่อไปว่า เกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา และยื่นอุธรณ์ไว้แล้ว จะได้รับการเยียวยาหรือไม่ อย่างไรต่อไป

นอกจากเรื่องการเยียวยาแล้ว ยังมีความเดือดร้อนของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ก็คือ ผู้ที่เป็นหนี้ กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต่างได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการดำรงชีพ ซึ่งล่าสุด ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงนามในประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง มาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ไปแล้ว โดยมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563

สำหรับ มาตรการที่กระทรวงเกษตรฯได้เคาะมาเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนหมุนเวียน เพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ประกอบด้วย 3 มาตรการ คือ 1. คิดดอกเบี้ยแก่ผู้กู้ยืมในอัตราร้อยละศูนย์ต่อปีของเงินต้น เป็นระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึง 31 ตุลาคม 2563 ยกเว้นลูกหนี้ที่ถูกดำเนินคดีและศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำพิพากษาตามยอมแล้ว 2. งดการขายทอดตลาดแก่ผู้กู้ยืมหรือผู้ค้ำประกันที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการยึดทรัพย์ไว้ทุกราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการขายทอดตลาด เป็นระยะเวลานับตั้งแต่วันที่กรมบังคับคดีได้รับแจ้งจากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2563 และ 3. ชะลอการบังคับคดีแก่ผู้กู้ยืมหรือผู้ค้ำประกันเป็นระยะเวลานับตั้งแต่วันที่กรมบังคับคดีได้รับแจ้งจากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2563 เว้นแต่กรณีที่ใกล้สิ้นระยะเวลาบังคับคดี…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 8 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497708

ชายคาพระพิรุณ : 8 มิถุนายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 8 มิถุนายน 2563

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีความจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และอาจจะส่งผลต่อการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ โดยมีสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้การบินไทยอยู่ 86 แห่ง มูลหนี้กว่า 4.3 หมื่นล้าน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทำความเข้าใจกับสมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้บริษัทการบินไทย ถึงแนวปฏิบัติหลังการบินไทยเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อไม่ให้สมาชิกของสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้ตื่นตระหนก…และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เพื่อชี้แจงแนวทางการฟื้นฟูกิจการและการปฏิบัติของเจ้าหนี้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมถึงผู้แทนสหกรณ์เจ้าหนี้บริษัทการบินไทย ผู้แทนสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ข้าราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เข้าร่วมรับฟังแนวทางปฏิบัติ โดยมีผู้แทนจากกรมบังคับคดี มาให้คำแนะนำในด้านกฎหมาย

ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่าตามที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยนัดไต่สวนและพิจารณาคำร้องขอฟื้นฟูกิจการวันที่ 17 สิงหาคม 2563 ในการนี้หากคำสั่งศาลให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผน จะมีกระบวนการในการจัดทำแผนฯ การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ เพื่อกำหนดวิธีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แต่ละกลุ่ม ในส่วนของสหกรณ์ที่มาร่วมประชุมเป็นการทำความเข้าใจกับเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น เพื่อให้ทราบแนวทางในการชำระหนี้ โดยได้รับความร่วมมือจาก กรมบังคับคดี มาชี้แจงแนวทางในการฟื้นฟูกิจการและการปฏิบัติของเจ้าหนี้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้แทนสหกรณ์เจ้าหนี้สามารถที่จะซักถาม ประเด็นข้อสงสัยต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย ที่มาให้ความรู้ เพื่อจะได้ถือปฏิบัติ ให้ถูกต้องและสามารถถ่ายทอดหรือชี้แจงกับสมาชิกได้เข้าใจในทิศทางเดียวกัน สำหรับในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความยินดีที่จะรับฟังปัญหา และข้อเสนอแนะเพื่อกำหนดแนวทางให้สหกรณ์เจ้าหนี้สามารถดำเนินกิจการ โดยจุดประสงค์ของกฎหมายฟื้นฟูกิจการนั้น เพื่อรักษามูลค่าขององค์กรธุรกิจนั้นทั้งหมดไว้ เป็นหนึ่งเดียวแทนที่จะถูกแยกจำหน่ายเป็นส่วนๆ อีกทั้งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อย่างยุติธรรมเสมอภาคกัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้หุ้น เจ้าหนี้แรงงาน เจ้าหนี้การค้าและเพื่อให้ลูกหนี้ได้มีโอกาสดำเนินธุรกิจต่อไปและรักษาสภาพการจ้างงานไว้ ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับสถานะการล้มละลาย ดังนั้นในขณะนี้จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจดังกล่าวต่อเจ้าหนี้และลูกหนี้ อย่างถูกต้องเพื่อบังเกิดผลดีกับสมาชิกและสร้างความมั่นคงต่อระบบสหกรณ์ ต่อไป ซึ่งรัฐมนตรีช่วยมนัญญา ยังย้ำด้วยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงและไม่ต้องการให้กระทบสมาชิก ยืนยันว่า เงินกว่า 40,000 ล้าน จะไม่หายไปและมีแผนรองรับผลกระทบเมื่อไปสู่แผนฟื้นฟูของศาลล้มละลาย สำหรับในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นนายทะเบียน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่า ได้เตรียมแผนรองรับไว้เป็นรายสหกรณ์ แต่ต้องดูว่าภายหลังการบินไทยเข้าแผนฟื้นฟูแล้ว จะมีแนวทางชำระหนี้อย่างไร ถ้าสามารถชำระหนี้ได้ ก็จะมีการกำหนดระยะเวลาที่กำหนดชำระหนี้คืนในรอบบัญชีหน้า แต่ถ้าชำระหนี้ไม่ได้ ก็ต้องตั้งเกณฑ์สำรองหนี้สงสัยจะสูญตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งสหกรณ์แต่ละแห่งรู้หลักเกณฑ์อยู่แล้วโดยกรมฯ จะมีแผนรองรับเป็นรายสหกรณ์ที่จะเข้าไปช่วยเหลือในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์…ความคืบหน้าครั้งนี้ อย่างน้อยก็พอสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้ได้ระดับหนึ่ง ว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในขบวนการสหกรณ์ไม่ได้ทอดทิ้งและเตรียมแผนรองรับอยู่ ส่วนแผนฟื้นฟูกิจการจะเป็นแนวทางไหน และจะมีแนวทางช่วยเหลืออย่างไรนั้น ก็ต้องรอติดตามกันต่อไป ขุนเกษตรา จะนำมารายงานอีกครั้ง

 

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 1 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496341

x

ชายคาพระพิรุณ : 1 มิถุนายน 2563

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลายวันก่อนได้ติดตามข่าว ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน พร้อมคณะจากหลายกรม หลายหน่วยงาน ลงพื้นที่ไปดูการจัดทำแปลงเรียนรู้การทำนาข้าวโดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ บนพื้นที่แปลงเรียนรู้ 138 ไร่ ที่แปลงนาสาธิต อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ ที่ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ คาดหวังให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอัจฉริยะแห่งแรกของไทย ที่เน้นเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องข้าวเป็นหลัก ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ในการทำนา เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพผลผลิต โดยมีกรมการข้าวเป็นเจ้าภาพหลัก แล้วมีกรมอื่นๆ เข้าไปเสริมทัพทำแปลงเกษตรสาธิต ตามแต่เนื้องานที่กรมนั้นๆ รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์น้ำ…ก็ไม่รู้ว่าท้ายที่สุดแล้ว จะอัจฉริยะ ช่วยให้ชาวนาเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนได้สมราคาคุยหรือเปล่า หรือแค่เอางบหลวงไปละลายเล่น เพิ่มมูลค่าที่ดินให้ใคร….ทำไมโปรเจกท์มหาศาลแบบนี้ ต้องเอางบไปลงที่สุพรรณบุรีอีกแล้ว และทำไมต้องเป็นที่ดินตรงนี้ ข้าราชการที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกรมการข้าว ได้พินิจวิเคราะห์เห็นพ้องต้องกันแล้วใช่หรือไม่ว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดแล้ว หรือว่าแล้วแต่ท่าน ดีครับผม เหมาะสมครับนายที่ถามอย่างนี้เพราะ ขุนเกษตรา เห็นว่า จังหวัดสุพรรณบุรี เพียบพร้อมไปด้วยระบบชลประทานที่เรียกได้ว่าดีกว่าจังหวัดอื่นทั่วประเทศก็ว่าได้ อีกทั้งยังมีศูนย์วิจัยข้าวไว้คอยบริการพี่น้องชาวนาอยู่แล้ว ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่าโชคดีกว่าชาวนาจังหวัดอื่นตั้งมากมาย หากจะทำโครงการแล้วสู้เอางบกระจายไปลงพื้นที่ ที่มีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือแก้ไข ไม่ดีกว่าหรือ เพราะแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของประเทศ ในจังหวัดอื่นๆ บางแห่งยังเจอปัญหาน้ำไม่พอ ดินไม่ดี เกษตรกรยังได้ผลผลิตตกต่ำ แต่มีต้นทุนการผลิตสูง ซึ่งหากนำเทคโนโลยีลงไปช่วยพัฒนาแล้วสามารถช่วยพลิกฟื้นช่วยชาวนาเหล่านี้ได้ มันจะไม่เรียกว่าอัจฉริยะมากกว่ากันเหรอ

จริงอยู่ที่ ที่แม้ว่าจังหวัดสุพรรณบุรีจะเป็นแหล่งผลิตข้าวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นจังหวัดที่ปลูกข้าวมากที่สุดแล้ว เรื่องของการวิจัยพัฒนาเรื่องข้าว จะต้องลงงบประมาณก้อนโตไปที่นั่นเสียทุกครั้งทุกคราไป เพราะยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่แม้จะเป็นรองในด้านปริมาณผลผลิต แต่ก็เป็นแหล่งผลิตข้าวพันธุ์ดีที่สำคัญของประเทศเช่นกัน และบางแห่งประสบปัญหา ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเฉพาะด้านงานวิจัยต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มโอกาสการแข่งขัน พื้นที่เหล่านี้มากกว่า ที่ภาครัฐจะต้องลงไปศึกษาวิจัย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร…อีกอย่าง พื้นที่ 138 ไร่ ที่เอางบประมาณหลวงไปลงนั้น ไม่รู้เป็นที่ดินของใคร
ของหลวงหรือเอกชน ทำไมเจาะจงตรงนั้น
ถ้าเป็นของเอกชน การเอางบประมาณหลวงลงไปพัฒนาอย่างนี้ ถูกต้องเหมาะสมแค่ไหน แอบคิดในใจไม่ได้ว่า เจ้าของที่ดินมีอะไรเกี่ยวข้องกับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้อนุมัติโครงการหรือเปล่า แถมยังมีการสั่งการให้กรมต่างๆ เข้าไปทำแปลงเกษตรสาธิตในพื้นที่แห่งนี้อีกด้วย ซึ่งดูแล้วน่าจะมีหลายกรมที่ต้องเอางบไปลงที่แปลงสาธิตแห่งนี้ แหมๆๆ น่าอิจฉาเจ้าของที่ดินจัง ถ้า ขุนเกษตรา อยากได้แบบนี้บ้าง จะมีใครจัดให้บ้างนะ ล้อเล่นนะครับ ขุนเกษตรา ไม่ชอบเบียดบังใคร โดยเฉพาะของหลวงที่มาจากภาษีประชาชน

ที่กล่าวมา แค่อยากจะบอกว่า การศึกษาวิจัยบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องไปอัดงบแบบจัดหนัก จัดเต็ม อะไรขนาดนั้น เพราะเป็นภารกิจปกติของหน่วยงานนั้นๆ ที่ต้องทำอยู่แล้ว อัดงบสนับสนุนเพิ่มเติมตามความเหมาะสมก็น่าจะเพียงพอ และเลือกพื้นที่ ที่มีความจำเป็นต้องศึกษาวิจัย โดยใช้พื้นที่หลวงที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ ดีกว่า ซึ่งเชื่อว่ามีอยู่มากมายที่สามารถนำมาเป็นแปลงสาธิต แปลงทดลอง ที่สอดคล้องกับกิจกรรมต่างๆ ได้ และเกษตรกรก็น่าจะเข้าถึงในการเข้าไปศึกษาเรียนรู้ได้มากกว่าไปใช้ที่ดินเอกชนอย่างแน่นอนหรือว่าไม่จริง…ที่ติติงกันมา ก็เพราะอยากให้กระจายโอกาส และความเจริญ ให้กับเกษตรกร ไปในหลายๆ พื้นที่ ไม่ใช่จะให้ไปกระจุกอยู่ที่สุพรรณบุรี จังหวัดเดียว แถมไม่รู้ว่าเมื่อทำไปแล้ว เกษตรกรจะได้ประโยชน์จริงสักแค่ไหน หรือเพียงเอางบหลวงไปพัฒนาที่ดินให้ใคร…

 

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 23 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480969

ชายคาพระพิรุณ : 23 มีนาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 23 มีนาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขณะนี้ผลไม้ภาคตะวันออกกำลังจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาด ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผลผลิตในปี 2563 คือ ทุเรียน 584,712 ตันโดยจะออกสู่ตลาดมากในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563 มังคุด 201,741 ตัน จะออกสู่ตลาดมากในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2563 และเงาะ 220,946 ตัน จะออกสู่ตลาดมากในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2563 ซึ่งปีที่ผ่านมา สถานการณ์ผลไม้ภาพรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก โดยเฉพาะประเทศจีนที่เป็นตลาดหลักผลไม้ทุเรียน แต่ปีนี้ เป็นที่น่ากังวล เนื่องจากสถานการณ์ไม่ปกติทั่วโลกจากการระบาดของโรค COVID-19 ที่กำลังแพร่กระจายและส่งผลกระทบในวงกว้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหลักอย่างประเทศจีนที่แม้ว่าในปัจจุบันสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ค่อนข้างดี แต่ก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ นั่นหมายถึงมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลไม้ของไทย โดยเฉพาะทุเรียนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ครั้งที่ 2/2563 ซึ่งที่ประชุมได้วิเคราะห์สถานการณ์ส่งออกผลไม้ไว้ว่า หากในภาวะปกติที่ไม่มีผลกระทบจากโรค COVID-19 คาดว่าในปีนี้ประเทศไทยจะส่งออกทุเรียน มังคุด และเงาะได้ในปริมาณรวม 545,809 ตัน แต่เนื่องจากปัจจุบัน ยังพบมีการระบาดของโรคอยู่ จึงวิเคราะห์ว่าการส่งออกทุเรียน มังคุด และเงาะในปีนี้ โดยภาพรวมจะเหลืออยู่ที่ 461,534 ตัน เท่านั้น เท่ากับว่า จะมีส่วนต่างของผลผลิตที่ส่งออกไม่ได้ราว 84,275 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน58,471 ตัน มังคุด 12,105 ตัน และเงาะ 13,699 ตัน จึงเป็นตัวเลขที่ต้องบริหารจัดการให้ดี ในกรณีที่ส่งออกตลาดจีนไม่ได้

อย่างไรก็ดี ขุนเกษตรา ได้รับการเปิดเผยจาก นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย อุปนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก และนายกสมาคมผู้ส่งออกผักและผลไม้ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ได้ข้อสรุป 2 มาตรการหลักในการแก้ปัญหา คือ 1.มาตรการช่วยเหลือในการกระจายและควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตร ซึ่งประกอบด้วยโครงการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคผลไม้ภายในประเทศ Eat Thai First โดยจัดสถานที่จำหน่ายผลไม้ที่จะออกช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. เพื่อส่งเสริมให้คนไทยได้บริโภคผลไม้ไทยเกรด Premium ในราคายุติธรรมตามฤดูกาล รวมถึงขอความร่วมมือทุกส่วนราชการ และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ สนับสนุนการบริโภคผลไม้ไทย อาหารไทย และใช้ดอกไม้ไทยประดับสถานที่ ในการจัดประชุมสัมมนาและงานต่างๆ เป้าหมาย 3,000 ตัน และยังได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรคัดเลือกเกษตรกรและเกษตรกรแปลงใหญ่ลงทะเบียนกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อกระจายสินค้าสู่ตลาดปลายทาง เป้าหมาย 2,000 ตัน นอกจากนี้ยังจะจัดโครงการสินค้าเกษตรไทยปลอดภัยจากCOVID-19 โดยขอความร่วมมือหน่วยงานในพื้นที่ให้เข้มงวดเกี่ยวกับสุขอนามัยของแรงงาน รวมถึงจัดโครงการหาตลาดใหม่สินค้าเกษตรเพิ่มเติม ได้แก่ การจัดแคมเปญ/นิทรรศการ/Road Show/Exhibition ในประเทศต่างๆ และอีกมาตรการคือโครงการประสานใจเกษตรกรไทยสู่พี่น้องชาวจีนสู้วิกฤติCOVID-19 โดยจะส่งมอบผลไม้ไทยให้พี่น้องชาวจีน ช่วงวันที่ 25 เม.ย.-10 พ.ค. 2563 ซึ่งหากสถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19 สงบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่งอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านการเกษตร และทูตพาณิชย์จะเดินทางไปจัด Road Show และส่งมอบผลไม้ด้วยตนเองเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค เป้าหมาย ทุเรียน 20 ตัน และมังคุด 20 ตัน

ส่วนมาตรการที่ 2 คือการช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการซึ่งได้มอบหมายให้ทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรขอความร่วมมือ ธ.ก.ส. ผ่อนปรนการชำระหนี้ให้กับเกษตรกร โดยบอร์ด ธ.ก.ส.ได้พิจารณาอนุมัติมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้โดยปลอดการชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี ระยะเวลาการดำเนินมาตรการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563-31 ธันวาคม 2564 และสนับสนุนสินเชื่อฟื้นฟูเพื่อเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกร สถาบันเกษตร และผู้ประกอบการเพื่อนำไปเสริมสภาพคล่องดำเนินธุรกิจ….ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มั่นใจว่าในแต่ละมาตรการต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยกระจายผลผลิตส่วนต่างจำนวน 84,275 ตัน ไปยังแหล่งต่างๆ และลดผลกระทบให้กับเกษตรกรชาวสวนผลไม้และสถานการณ์ส่งออกผลไม้ของไทยในภาพรวมได้

 

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 16 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479456

ชายคาพระพิรุณ : 16 มีนาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 16 มีนาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันก่อนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แถลงข่าวเตรียมจัดงาน “มหกรรมเกษตรสร้างชาติ” โดยจะจัดให้มีศูนย์ถ่ายทอด ศูนย์เรียนรู้ที่มีเมนูอาชีพสำหรับเกษตรกรให้เลือกหลากหลาย มีการสัมมนา อบรม สาธิต รวมทั้งให้ ธ.ก.ส. เป็นผู้ให้คำแนะนำเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินในการเขียนแผนธุรกิจเพื่อให้เป็นจุดบริการแบบเบ็ดเสร็จ(One Stop Service) โดยเน้นให้แต่ละหน่วยงานจัดทำศูนย์การเรียนรู้และสาธิตการประกอบอาชีพในด้านต่างๆ อาทิ ด้านพืช ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ด้านประมง ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำ ด้านปศุสัตว์ ส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ กระบือ แพะ และสัตว์ปีก ด้านการตลาด การแปรรูป เพิ่มมูลค่าการผลิต โดยสถานที่จัดงานคือ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จ.สุพรรณบุรี ของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ประภัตร โพธสุธนงานนี้วัตถุประสงค์ค่อนข้างดี แต่ก็ยังมีหลายกังขาว่าทำไมต้องไปจัดที่สุพรรณบุรี และทำไมต้องเป็นสถานที่นั่น
เพราะเป็นที่ของเอกชน สถานที่ราชการหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ในต่างจังหวัดไม่มีแห่งใดเหมาะสมสำหรับจัดงานนี้ได้เลยหรือ ทั้งที่หลายแห่งก็สร้างเป็นศูนย์เรียนรู้อยู่แล้ว แม้ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ จะเมตตาให้ใช้สถานที่ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว แต่งบประมาณที่ลงไปสำหรับการจัดสถานที่ สร้างฐานเรียนรู้ต่างๆ หากเป็นสถานที่ของหลวง เมื่องานเลิกแล้วก็ยังคงอยู่ให้เกษตรกรได้เข้าไปเรียนรู้ในสถานที่ของหลวงได้ต่อไป แต่เมื่อไปจัดในที่เอกชนเมื่องานเลิกแล้ว หากจะต้องรื้อถอนทิ้งเลยก็น่าเสียดายงบประมาณจำนวนไม่น้อยแต่ใช้ประโยชน์ได้เพียงไม่กี่วัน หรือหากยังคงอยู่ก็จะกลายเป็นเอื้อประโยชน์ต่อสถานที่เอกชนหรือเปล่า เท่ากับว่าเอางบหลวงไปทิ้งไว้ให้เอกชนได้รับประโยชน์หรือไม่…น่าจะเป็นคำถามที่หลายคนคงสงสัยเหมือนกัน

เรื่องต่อไป เป็นข่าวดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรนาเกลือทะเลที่ปัจจุบันประเทศไทยมีการทำนาเกลือทะเลทั้งประเทศ 78,289.16 ไร่ ใน 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชลบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และปัตตานี แต่เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรนาเกลือทะเลประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำอย่างต่อเนื่อง เพราะมีการนำเข้าเกลือทะเลจากต่างประเทศจำนวนมาก อีกทั้งมีปัญหาอีกหลายด้านที่จะต้องเร่งแก้ไข อาทิ ปัญหาประสบจากภัยธรรมชาติ ปัญหาต้นทุนและค่าเช่าที่นาในการผลิตและค่าแรงค่อนข้างสูง ประกอบกับสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยและการรวมกลุ่มของเกษตรกรยังไม่ค่อยเข้มแข็ง รายได้ไม่เพียงพอ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย จึงได้ประชุมคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาเกลือทะเลไทย เบื้องต้นได้เห็นชอบโครงการสินเชื่อชะลอการขายเกลือทะเล ปีการผลิต 2561/2562 – 2562/2563 เพื่อเสนอต่อ ครม.ต่อไป รวมทั้งมีแผนส่งเสริมการทำนาเกลือทะเลรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งจากการสำรวจความต้องการใช้เกลือตามนโยบายตลาดนำการผลิต พบว่า ปริมาณการใช้เกลือในประเทศมีประมาณปีละ 900,000 ตัน โดยใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป (รวมเพื่อการส่งออก) 450,000 ตันต่อปีอุตสาหกรรมผลิตน้ำปลา 430,000 ตันต่อปี อุตสาหกรรมผลิตซอสปรุงรสและผักผลไม้ดองในน้ำเกลือ รวมถึงอาหารทะเลในน้ำเกลือ 20,000 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เกลือสินเธาว์ที่ผลิตได้มาตรฐานอุตสาหกรรมและมาตรฐานอาหาร โดยแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวกระทรวงเกษตรฯได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการด้านการตลาดนำการผลิตเกลือทะเล เพื่อแก้ปัญหาราคาเกลือทะเลตกต่ำ ช่วยเหลือให้ชาวนาเกลือให้มีรายได้เพิ่มขึ้น พ้นภาวะหนี้สิน และทำนาเกลือทะเลเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ

พร้อมกันนี้ ยังได้เชิญชวนชาวนาเกลือทั่วประเทศขึ้นทะเบียนเกษตรกรต่อกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนขับเคลื่อนพัฒนา ส่งเสริมและแก้ไขปัญหาเกลือทะเลอย่างครบวงจร โดยได้รับการเปิดเผยจาก นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้เร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรนาเกลือทะเลขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้ครอบคลุมทุกครัวเรือนและทุกจังหวัดมากขึ้นในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชลบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และปัตตานี แต่ปัจจุบันพบว่ามีเกษตรกรมาขึ้นทะเบียนเพียงจำนวน 535 ครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่ 21,527.10 ไร่เท่านั้น จึงขอให้เกษตรกรผู้ทำนาเกลือรีบมาขึ้นทะเบียนเกษตรกร ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัด ณ ที่ตั้งแปลงเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐและให้คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยสามารถส่งเสริมและแก้ไขปัญหาเกลือทะเลได้อย่างครบวงจร เพื่อเดินหน้าในการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวนาเกลืออย่างยั่งยืนต่อไป สำหรับประโยชน์ของการขึ้นทะเบียนเกษตรกรทั้งอาชีพนาเกลือทะเลและอาชีพอื่นๆ คือจะทำให้ภาครัฐสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือ วางแผนการบริหารจัดการสินค้าให้กับเกษตรกรผู้ทำนาเกลือและอาชีพต่างๆได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากท่านไม่ขึ้นทะเบียนท่านและครอบครัวก็จะตกสำรวจในการได้รับความช่วยเหลือทั้งด้านยกระดับคุณภาพผลผลิต การยกระดับราคาและการช่วยเหลือด้านการตลาดในอนาคต…เกษตรกรชาวนาเกลือต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเอง รีบไปลงทะเบียนกันนะครับ

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 9 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477915

ชายคาพระพิรุณ : 9 มีนาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 9 มีนาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดห้องให้ตัวแทนสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ซึ่งนำโดย นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ นายกสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยเข้าพบ เพื่อหารือต่อกรณีแบน 3 สาร โดยทางตัวแทนเกษตรกร มองว่ามาตรการยกเลิกสารพาราควอต แต่ให้จำกัดการใช้สารไกลโฟเซต จะสร้างความเสียหายต่อระดับผลผลิต และระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างมหาศาล จึงได้ยื่นข้อเรียกร้อง 6 ข้อประกอบด้วย 1.ให้พิจารณาเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ภาครัฐ และภาคเอกชนในการพัฒนาและยกระดับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ “จีเอพี” เพื่อให้เกิดการเพาะปลูกและได้ผลผลิตที่ได้มาตรฐานปลอดภัย เสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันการส่งออกสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก 2.เนื่องจากสารเคมีด้านการเกษตร ถือเป็นปัจจัยการผลิตที่จำเป็นต่อการเพาะปลูกของเกษตรกร จึงขอเสนอให้พิจารณาส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมเกษตรอย่างทั่วถึง ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ ให้สามารถใช้สารเคมีเกษตรชนิดต่างๆ ตามมาตรฐานจีเอพีอย่างถูกวิธี ซึ่งการดำเนินการตามแนวทางจีเอพีอย่างเคร่งครัดและมีประสิทธิภาพ ถือเป็นการสร้างความปลอดภัยด้านสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำงานหาเลี้ยงชีพของเกษตรกร ขอให้ส่งเสริมเทคโนโลยีใหม่ๆ แม้แต่การวิจัยสารเคมีตัวใหม่ๆ อย่าไปปิดกั้น หรือห้ามไม่ให้มีสารใหม่ๆ เข้ามาขายในประเทศ เพราะมันคือเทคโนโลยี และหากมีการระบาดของโรค แมลงชนิดใหม่ๆ เกษตรกรจะได้มีตัวเลือก ท้ายที่สุดเกษตรกรผู้ใช้จะเป็นผู้เลือกเองตามประสิทธิภาพ ราคา 3.สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยเล็งเห็นถึงความสำคัญของแนวนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องจักรกลทางการเกษตร อย่างไรก็ตามสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยขอเสนอให้พิจารณาผลักดันนโยบายดังกล่าวตามความเหมาะสมของวิธีการเพาะปลูกและสภาพพื้นที่เกษตรกรรมในแต่ละภูมิภาค รวมทั้งความพร้อมของเกษตรกรผู้ปลูกพืชในแต่ละชนิด ในกรณีที่ยังไม่สามารถใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรหรือนวัตกรรมอื่นๆ มาทดแทนได้ ควรส่งเสริมให้เกษตรมีศักยภาพในการใช้สารเคมีด้านการเกษตรตามมาตรฐานจีเอพี ควรเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยมีทางเลือกในการเข้าถึงปัจจัยทางการผลิตในระดับต้นทุนที่ยอมรับได้

4.ประเด็นเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากสารเคมีทางการเกษตรยังมีข้อถกเถียง และข้อโต้แย้งทางวิชาการในหลากหลายมิติที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ทางสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยจึงขอเสนอให้พิจารณาสรรหาแนวทางที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรในชนบทและผู้บริโภคในเมือง ทำให้เกษตรกรดำรงชีวิตอยู่ได้ ทั้งนี้ การเร่งรัดให้มีการยกเลิกสารเคมีทางการเกษตรโดยไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน จะก่อให้เกิดภาระต่อเกษตรกรไทยอย่างมหาศาล จนกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศ 5.เนื่องจากมาตรการจำกัดการใช้สารไกลโฟเซต พาราควอต และคลอร์ไพริฟอสมีผลบังคับใช้มานับตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2562 จวบจนปัจจุบัน แต่เกษตรกรจำนวนมากยังไม่มีโอกาสได้รับการฝึกอบรมและผ่านการทดสอบการใช้สารเคมีทั้งสามชนิดอย่างถูกวิธี จึงไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตเพื่อเตรียมความพร้อมในฤดูกาลเพาะปลูกอันใกล้นี้ จึงขอเสนอให้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเปิดการฝึกอบรมทั่วประเทศเป็นการเร่งด่วนมิฉะนั้น อาจเกิดสภาวะความโกลาหลในภาคการเกษตร ซ้ำเติมเกษตรกรผู้กำลังประสบภัยแล้ง และอาจเกิดภาวะตลาดมืดของสารเคมีซึ่งทำลายระบบมาตรฐานจีเอพีของประเทศไทย 6.สารพาราควอตเป็นปัจจัยการผลิตที่จำเป็นในการจัดการวัชพืช ซึ่งไม่มีสารทดแทนหรือวิธีการทดแทนที่มีประสิทธิภาพ ในระดับต้นทุนที่เกษตรกรยอมรับได้ นอกจากนี้ สารไกลโฟเซตก็ไม่สามารถทดแทนสารพาราควอตได้ เนื่องด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงดังนั้น มาตรการยกเลิกสารพาราควอต แต่ให้จำกัดการใช้สารไกลโฟเซต จะสร้างความเสียหายต่อระดับผลผลิต และระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างมหาศาล จึงขอให้ พิจารณาคงไว้ซึ่งมาตรการจำกัดการใช้สารพาราควอต และมีการสนับสนุนให้เกษตรกรใช้สารเคมีดังกล่าวอย่างถูกต้องตามมาตรฐานจีเอพีที่ประเทศคู่ค้าหลักของไทยยอมรับ

ในที่ประชุม รมช.มนัญญา ได้ยืนยันกับตัวแทนเกษตรกรว่า จะยึดมติ 23.พ.ค.61 เพื่อเดินหน้าจำกัดการใช้ 3 สารต่อไป ซึ่งดูแล้วเรื่องนี้ ยังยาวและต้องติดตามกันต่อไป เพราะแม้ว่าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการประชุมเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2562 ที่มี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ได้กลับมติคณะกรรมการวันที่ 22 ต.ค. 2562 ที่ให้แบน 3 สาร และในวันที่ 1 ธ.ค. 2562 มติใหม่ ให้แบนเฉพาะพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส โดยให้มีผลบังคับวันที่ 1 มิ.ย. 2563 ส่วนไกลโฟเซต ยกเลิกแบน แต่ให้จำกัดการใช้แทนก็ตาม แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ขุนเกษตรา