ชายคาพระพิรุณ

All posts tagged ชายคาพระพิรุณ

ชายคาพระพิรุณ : 6 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 6, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464287

ชายคาพระพิรุณ :  6 มกราคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 6 มกราคม 2563

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา หลายหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เปิดสถานที่ให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปเที่ยวชม เรียนรู้กิจกรรมด้านการเกษตร ตามโครงการส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2563 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความสุขให้กับคนในชาติด้วยการดำเนินกิจกรรมเพื่อเป็นการสร้างความสุข กระตุ้นการใช้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากและชุมชน ซึ่งทราบว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากพี่น้องประชาชนเหมือนอย่างเช่นทุกปีที่ผ่าน

โดยก่อนวันหยุดยาวปีใหม่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เจ้ากระทรวงพญานาค ตั้งโต๊ะแถลงแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี 2563 พอสรุปคร่าวๆ ได้ว่า ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำจะเพิ่มแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยได้มีการสำรวจพื้นที่ที่คาดว่าจะสามารถสร้างเป็นแหล่งกักเก็บน้ำได้ เน้นในส่วนของแก้มลิงในบริเวณลุ่มน้ำต่างๆ ที่ได้มีการทำแผนที่สำรวจเอาไว้แล้ว นอกจากนี้ จะส่งเสริมสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ให้มีการนำศาสตร์พระราชาและเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ามาเป็นนโยบายที่จะขับเคลื่อนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และมีมาตรการในการ “ลด ละ เลิก” การใช้สารเคมี พร้อมกับนำระบบการตลาดนำการผลิตมาใช้แก้ไขปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ หาตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศเพื่อเพิ่มช่องทางในการขายให้กับผู้ผลิตสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสหกรณ์ เกษตรแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตร Young Smart Farmer ที่ต้องการจะสร้างความเข้มแข็ง เพื่อนำร่องในการปฏิรูปภาคการเกษตร หาแนวทางลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มคุณภาพการผลิตพร้อมทั้งพัฒนาการจัดส่งสินค้า (ระบบโลจิสติกส์) เพื่อลดการใช้จ่ายในการลดค่าขนส่งทุกประเภท สำหรับด้านการประมง จะบริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืน ทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน โดยประมงพื้นบ้านได้มีการขึ้นทะเบียน ซึ่งขณะนี้มีการขึ้นทะเบียนแล้วประมาณ 50,000 กว่าลำ ส่วนประมงพาณิชย์จะเร่งส่งเสริมให้รักษาสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล เพื่อให้สามารถทำประมงได้ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังจะเตรียมพร้อมในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร โดยวางมาตรการที่จะส่งเสริมรายได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกร ทั้งการจ้างงานของกรมชลประทาน ซึ่งขณะนี้ได้มีการตั้งงบประมาณไว้เรียบร้อยแล้วเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ในขณะที่ไม่สามารถทำการเกษตรตามปกติได้ อีกทั้งจะมีการเพิ่มพันธุ์สัตว์น้ำทั่วประเทศ โดยเตรียมพันธุ์ปลา พันธ์กุ้งไว้ประมาณ 550 ล้านตัว และจะใช้เวลา 4 – 6 เดือน ทำให้พี่น้องเกษตรกรสามารถจับไปบริโภค หรือจับไปขาย เป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์ที่มีความต้องการของตลาด ได้แก่ โค กระบือ แพะ และการแจกที่ดินทำกิน (ส.ป.ก.) ให้แก่เกษตรกรด้วย อีกทั้งจะตั้งศูนย์เทคโนโลยีทางการเกษตร (Agri-technology and innovation center: AIC) โดยจะมีการตั้งศูนย์ AIC ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และการจัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านการเกษตร (Big data) เป็นการเชื่อมโยงกับ 10 หน่วยงานหลัก ซึ่งจะทำให้พี่น้องเกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลและสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อมูลที่เป็นประโยชน์…

เปิดทำงานปีใหม่วันแรก นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ แจ้งข่าวโครงการดีๆ สำหรับลูกหลานชาวสหกรณ์และผู้สนใจทั่วไป ด้วยการจัดทำ “โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร” โดยเปิดรับบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ และบุคคลทั่วไป ที่ต้องการกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อสานต่ออาชีพการเกษตรจากรุ่นพ่อแม่ ได้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวมากยิ่งขึ้น และต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ให้หันมาประกอบอาชีพการเกษตร โดยมีสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมอาชีพการเกษตรที่มั่นคงให้กับคนรุ่นใหม่ โดยกรมจะดำเนินโครงการ 3 ปี ระหว่างปี 2563-2565 ในการพัฒนาและบ่มเพาะอาชีพการเกษตรเพื่อให้เป็นเกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง…

ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจที่จะหันมาประกอบอาชีพทำการเกษตรที่มีอายุไม่เกิน 50 ปี ต้องมีที่ดินเป็นของตัวเองหรือสามารถเช่าที่ดินเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ โดยกรมฯจะประสานหน่วยงานต่างๆ เข้ามาให้การสนับสนุนในด้านองค์ความรู้ในการทำการเกษตร ปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา ปศุสัตว์ ในรูปแบบเกษตรผสมผสาน หรือใช้หลักทฤษฎีใหม่ รวมถึงการใช้รูปแบบการทำเกษตรสมัยใหม่หรือเกษตรแม่นยำ และเน้นการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ตามความประสงค์ที่แจ้งไว้ในใบสมัคร รวมถึงการพัฒนาการใช้เทคโนโลยี เครื่องมือ อุปกรณ์การผลิต แปรรูป ตลอดจนประสานภาคเอกชนในการจัดหาตลาดมารองรับผลผลิต พร้อมช่วยวางแผนการผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค…

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกใบสมัครผ่าน QR Code ทางเว็บไซต์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ http://www.cpd.go.th หรือทาง Line และ Facebook : กรมส่งเสริมสหกรณ์ – CPD สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ และสหกรณ์การเกษตรที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ หรือโทร.02281 3292 โดยเปิดรับตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มกราคม 2563 นี้ และจะประกาศผลผู้ที่ได้รับการคัดเลือกในการเข้าร่วมโครงการในวันที่ 2 มีนาคม 2563

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 30 ธันวาคม 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 30, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463299

ชายคาพระพิรุณ : 30 ธันวาคม 2562

ชายคาพระพิรุณ : 30 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผ่านไปไม่เท่าไหร่ ก็เข้าจะสู่ปีใหม่กันอีกคราแล้ว วันนี้ ขุนเกษตรา ขออนุญาตเติมความสุขส่งท้ายปีหมูต้อนรับปีหนูด้วยคำอวยพรให้ทุกท่านมีความสุขกาย สบายใจ ปราศจากทุกข์โศก โรคภัยทั้งหลายทั้งปวง ทำการเกษตรประสบผลสำเร็จ ราคาผลผลิตดีขึ้นๆไปนะครับ แล้วเราค่อยมาดูกันว่า หลังจากปีใหม่แล้ว กระทรวงเกษตรฯ จะมีแคมเปญอะไรออกมาส่งเสริมและสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรกันบ้าง…แต่สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการวางแผนบริหารจัดการน้ำและการแก้ปัญหาภัยแล้งที่กำลังมาถึงด้วยนะครับ สำหรับในส่วนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ก็ได้ถือโอกาสส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เชิญชวนประชาชนให้มาทำบัญชี 3 มิติ สร้างความสำเร็จในชีวิตรับปีใหม่ โดย นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้เป็นโอกาสอันดีที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทุกคน เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงโดยนำหลักการทำบัญชี 3 มิติ มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ได้แก่ รู้ตนเอง รู้สภาพแวดล้อมและรู้อนาคต ยึดตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพึ่งตนเอง รู้จักความพอประมาณ และไม่ประมาท สามารถคิด วางแผน ลงมือทำ ทบทวน นำไปพัฒนาอาชีพของตนเอง โดยมีบัญชีเป็นภูมิคุ้มกันและคู่มือชีวิต ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์เศรษฐกิจในยุคปัจจุบันที่จำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างมีสติ ไม่ประมาท พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยบัญชี 3 มิติ เริ่มจาก มิติแรก “รู้ตนเอง” รู้ถึงการใช้จ่ายเงินในแต่ละวัน รู้รายได้ รู้รายจ่าย รู้หนี้สิน เปรียบเทียบรายได้ รายจ่าย ฝึกนิสัยการใช้เงิน เริ่มต้นจากลงมือทำบัญชีประจำวัน โดยคิดวิเคราะห์ถึงรายรับ รายจ่าย สิ่งที่ไม่จำเป็นก็ตัดออกไป ซึ่งไม่เพียงทำให้ทราบรายรับ – รายจ่าย และข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจและการพัฒนาในด้านต่างๆ ให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ มีภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงในการดำรงชีวิต ช่วยให้เกิดการจัดระเบียบวินัยในการใช้จ่ายและมองเห็นช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ มิติที่สอง คือ “รู้สภาพแวดล้อม” คิดและวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีอย่างเป็นระบบ รู้การตลาด รู้สังคม รู้สิ่งแวดล้อม รู้ภูมิอากาศ ภูมิปัญญาพื้นถิ่น สร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมในชุมชน มีการจัดสรรด้านรายจ่าย ลงทุนและเงินออมอย่างเหมาะสม สร้างนิสัยรักการออม และนำไปสู่ความพอเพียง มิติสุดท้าย คือ “รู้อนาคต”นำข้อมูลทางบัญชีและหลักวิชาการมาใช้วางแผนการประกอบอาชีพ ทำให้รู้ทิศทางการตลาด รู้การวางแผนจัดการอาชีพล่วงหน้า สร้างการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ที่คิด-วางแผน-ลงมือทำ-ทบทวน ทำให้สามารถกำหนดแผนการประกอบอาชีพและแผนในการดำเนินชีวิตได้ นำไปสู่ความยั่งยืน…อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ย้ำอีกว่า การมีวินัยทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นในการวางแผนการดำเนินชีวิต ซึ่งหากนำหลักบัญชี 3 มิตินี้ ไปวางแผนปรับใช้ให้เหมาะสม ทำบัญชีได้ ใช้ข้อมูลเป็น สามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองและคนในครอบครัว มองเห็นช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ สามารถวางแผนการลงทุนและการผลิตได้ดียิ่งขึ้น ก็จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันและเกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ อีกทั้งเป็นโอกาสในการต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน นำมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

หลังจากเที่ยวปีใหม่กันแล้ว กรมปศุสัตว์เชิญเที่ยวงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 19 มกราคม 2563 ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกษตรกรเลี้ยงแพะมีการตื่นตัวในการดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยง การจัดการฟาร์ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างเกษตรกร นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะ เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาการแปรรูป และการตลาดให้เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ตลาดแพะ ให้กว้างขวางทั้งตลาดในพื้นที่และตลาดประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อส่งเสริมการตลาด ให้แก่เกษตรกรเลี้ยงแพะทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยกรมปศุสัตว์ได้จัดติดต่อกันมาแล้ว 16 ครั้ง และในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 17…ทั้งนี้ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ให้ข้อมูลว่า กรมปศุสัตว์ได้ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงแพะ จึงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงแพะมาอย่างต่อเนื่อง จากสถิติในปี 2550 มีแพะที่เลี้ยงรวม 444,774 ตัว เกษตรกร 38,653 ครัวเรือน และจนถึงปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ได้มีการสำรวจพบว่า มีแพะรวม 832,533 ตัว เกษตรกร 65,850 ครัวเรือนจะเห็นว่าในระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา มีแพะเพิ่มขึ้น 387,759 ตัว เกษตรกรเพิ่มขึ้น 27,197 ราย ซึ่งกรมปศุสัตว์มีแผนงานโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะ โดยการขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะ ตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบัน มีกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงแพะจำนวน 501 กลุ่ม ชมรมแพะระดับจังหวัด 64 ชมรมจังหวัด เครือข่ายระดับเขต 9 เขต และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ งบประมาณจากจังหวัด งบประมาณจากกลุ่มจังหวัด และงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้มีแนวทางปรับเปลี่ยนอาชีพการเกษตรที่ผลผลิตมีปัญหาด้านการตลาด ได้แก่การทำนา การทำสวน ให้ปรับเปลี่ยนเป็นเลี้ยงแพะเป็นอาชีพมากขึ้น จากการประมาณการพบว่าจำนวนแพะที่ใช้บริโภคในประเทศ ประมาณปีละ 377,000 ตัว โดยมีการส่งออกแพะไปยังตลาดมาเลเซีย ประมาณ 100,000 ตัว/ปี ตลาดลาว และเวียดนาม ประมาณ 40,000 ตัว/ปี นอกจากนั้น มีการนำเข้าแพะจากประเทศเมียนมา จำนวน 39,231 ตัว/ปี จะเห็นว่า โดยสรุปภาพรวมการผลิตแพะในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดเลย…นับว่าเป็นอีกอาชีพที่น่าส่งเสริม

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 23 ธันวาคม 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 23, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461807

ชายคาพระพิรุณ :  23 ธันวาคม 2562

ชายคาพระพิรุณ : 23 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบัน ภาคการเกษตรของไทยมีแนวโน้มในการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มประสิทธิการผลิตพืชสูงขึ้น โดยสังเกตได้จากปริมาณและมูลค่าการนำเข้าปุ๋ยเคมีสูตรสำคัญเพิ่มขึ้นจำนวนมากทุกปี ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายต้องช่วยหันหาช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิตลง ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มอบหมายให้หน่วยที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการและเร่งขับเคลื่อน “โครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร” ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2561 เป็นหนึ่งกลไกที่จะช่วยปฏิรูปการใช้ปุ๋ยของเกษตรกร โดยให้ความสำคัญกับการใช้ปุ๋ยสูตรที่มีธาตุอาหารพืชเหมาะสม ตามค่าการวิเคราะห์ดินในแต่ละพื้นที่ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยที่ส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิตที่จะได้รับแล้ว ที่สำคัญยังสามารถลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ค่อนข้างมาก และส่งผลต่อการช่วยเพิ่มรายได้ของเกษตรกรในที่สุด โดย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร บูรณาการร่วมกับสถาบันเกษตรกร ทั้งสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร รวมถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกันดำเนินโครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร” ระยะเวลา 2 ปี (2561-2563) โดยกรมพัฒนาที่ดินจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพและวิธีการผสมปุ๋ยใช้เองให้เหมาะกับสภาพดินและพืชที่จะเพาะปลูกในแต่ละพื้นที่ กรมวิชาการเกษตรจะเข้ามาดูแลเรื่องการผลิตคุณภาพปุ๋ย แนะนำวิธีการผสมปุ๋ยและการเก็บรักษาเพื่อให้ใช้ได้นาน พร้อมทั้งออกใบรับรองปุ๋ยที่ผลิตโดยสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตรจะแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยสำหรับช่วงฤดูทำนาหรือทำไร่ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้นำไปสั่งซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทเอกชน เพื่อมาผสมและจำหน่ายให้กับเกษตรกร ซึ่งทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมลงไปให้คำแนะนำเรื่องการใช้ปุ๋ยแก่เกษตรกรทุกพื้นที่

สำหรับโครงการ ดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรแจ้งความจำนงและสนใจที่จะเข้าโครงการฯ แล้วกว่า 202 แห่ง จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ จำนวน 500 แห่ง ในจำนวนนี้มีสถาบันเกษตรกรที่สามารถผลิตหรือผสมปุ๋ยเองเพื่อให้บริการจำหน่ายแก่สมาชิกและเกษตรกรทั่วไปแล้วประมาณ 100 แห่ง กำลังการผลิตกว่า 20,000 ตันต่อปี ซึ่งมีทั้งที่เป็นปุ๋ยสูตรทั่วไปและปุ๋ยสั่งตัด ขณะนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เร่งขับเคลื่อนและขยายผลโครงการฯ อย่างเต็มที่และมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ต่อเนื่อง อาทิ อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ดินและปุ๋ยแก่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจว่าการผสมปุ๋ยใช้เองมีวิธีการอย่างไร ปุ๋ยสูตรไหนจะเหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง และเทคนิคการใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพในการปลูกพืชแต่ละชนิดต้องใช้อย่างไร รวมถึงปรับเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่นิยมซื้อปุ๋ยสูตรสำเร็จที่ขายตามท้องตลาดซึ่งมีต้นทุนสูง หันมาใช้ปุ๋ยผสมเองที่มีคุณภาพไม่แตกต่างจากปุ๋ยสูตรสำเร็จ

นอกจากนี้ยังมีการเก็บตัวอย่างดินเพื่อส่งตรวจหาธาตุอาหารในดิน การอบรมวิธีการใช้ชุดวิเคราะห์ดินอย่างง่าย (Test Kit) และการส่งโมบายยูนิต (Mobile unit) ลงพื้นที่เพื่อวางแผนการผลิตพืช และสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร สำหรับนำไปผลิตปุ๋ยสั่งตัดเพื่อมาให้บริการแก่เกษตรกร ซึ่งการใช้กลไกสถาบันเกษตรกรเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว นับว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก เนื่องจากต้องการผลักดันให้สหกรณ์ได้มีการปรับตัว ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตปุ๋ย ตลอดจนให้บริการผสมปุ๋ยสั่งตัดแก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไป ซึ่งจะช่วยขยายธุรกิจของสหกรณ์ให้ช่วยตอบสนองกับความต้องการของเกษตรกรได้อย่างครบถ้วนและส่งผลต่อการสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงให้กับสถาบันเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการจัดหาปุ๋ยสั่งตัดมุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และพืชแต่ละชนิด เน้นให้เกษตรกรหันมาใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือชุดดิน และตรงตามความต้องการของพืช สามารถช่วยแต่งเติมการใช้ปุ๋ยได้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งยังได้ปุ๋ยสูตรที่มีอาหารพืชเหมาะสมตามค่าวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชที่เป็นปัจจุบัน ช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เหลือจากการจำหน่ายผลผลิตเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย…

จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการเพื่อให้ส่วนราชการมีประสิทธิภาพสูงในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ซึ่งหนึ่งในแนวทางการปฏิบัติ คือ การออกเอกสารหลักฐานของทางราชการผ่านระบบดิจิทัล เพื่อให้บริการประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของภาคราชการ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ประหยัด เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดความสิ้นเปลืองลดขยะ และรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย สำหรับในส่วนของกรมประมง นายมีศักดิ์
ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหนึ่งในหน่วยงานนำร่องในการพัฒนาการออกเอกสารหลักฐานทางราชการผ่านระบบดิจิทัล ทำให้การออกใบอนุญาตของกรมประมงเป็นไปตามมาตรฐานงานบริการภาครัฐ สามารถลดขั้นตอนและลดระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาต ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 โดยกรมประมงมีการนำระบบดิจิทัลมาพัฒนาใช้ในการออกใบอนุญาตหลายกระบวนงาน อาทิ การออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำนำเข้า / ใบอนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ /ใบอนุญาตให้นำเข้าให้ส่งออกหรือให้นำผ่าน ตามมาตรา 23 หรือ มาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 / ใบแจ้งข้อเท็จจริงของผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกซึ่งวัตถุอันตราย ซึ่งทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานี้ ปัจจุบันกรมประมงได้พัฒนาเป็นระบบดิจิทัลครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถดำเนินการได้เป็นไปตามมาตรฐานที่รัฐบาลกำหนดทั้งสิ้นแล้ว ซึ่งการออกเอกสารหลักฐานของทางราชการผ่านระบบดิจิทัล จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประเทศไทยได้…

 

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 16 ธันวาคม 2562

Published December 16, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460357

ชายคาพระพิรุณ :  16 ธันวาคม 2562

ชายคาพระพิรุณ : 16 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สืบเนื่องจากเมื่อเดือนกันยายน – เดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ได้เกิดอุทกภัยอย่างรุนแรงในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียง น้ำท่วมและมีระดับน้ำสูง ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ไปเก็บในสถานที่ปลอดภัยได้ทัน บ้านเรือนได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก รวมทั้งส่งผลกระทบในภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องยนต์เกษตรที่เกษตรกรใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพได้รับความเสียหายจากอุทกภัยดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้เตรียมความพร้อมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทีได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวก่อนเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ที่เกษตรกรจำเป็นจะต้องซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรให้สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีกภายหลังจากน้ำลด ดังนั้น เพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้กำหนดจัดงานบริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ครั้งที่ 1 ประจำปี 2563 ขึ้น ในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรดอนมดแดง (ศพก.) บ้านท่าเมือง ตำบลท่าเมือง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรมอื่นๆ ภายในงานประกอบด้วย การให้บริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกร โดยช่างเกษตรท้องถิ่น ระดับ 3 นิทรรศการถ่ายทอดความรู้ และให้คำปรึกษาเรื่องการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตร การตอบปัญหาชิงรางวัลด้านเครื่องยนต์เกษตร/เครื่องจักรกลการเกษตร นิทรรศการถ่ายทอดความรู้จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดขอนแก่น นิทรรศการถ่ายทอดความรู้จากศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมแจกจ่ายพันธุ์พืชแก่เกษตรกร ซึ่งเกษตรกรผู้สนใจสามารถลงทะเบียนขอรับบริการได้ฟรี ณ ศพก.ดอนมดแดง หรือสำนักงานเกษตรอำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี

สำหรับโครงการดังกล่าวนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา โดย กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น โดยการฝึกอบรมเกษตรกรผู้ใช้เครื่องยนต์เกษตร พัฒนาทักษะให้เป็นช่างเกษตรท้องถิ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้และบำรุงรักษาแก่เกษตรกรในชุมชน ตลอดจนพัฒนาเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์เกษตรที่ใช้ประกอบอาชีพได้อีกด้วย ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรได้สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นทั้ง 3 ระดับแล้ว จำนวน 12,010 คน โดยช่างเกษตรระดับที่ 1 สามารถนำความรู้เรื่องการใช้และการบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องทำให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมได้เฉลี่ย 756.09 บาทต่อเครื่องต่อปี ช่างเกษตรระดับที่ 2 และช่างเกษตรระดับที่ 3 สามารถลดค่าใช้จ่ายในการนำเครื่องยนต์ไปซ่อมแซมนอกพื้นที่ได้เฉลี่ย 1,476.75 บาทต่อรายต่อปี โดยช่างเกษตรระดับที่ 3 สามารถถ่ายทอดความรู้และให้บริการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกรในท้องถิ่น…นับว่าเป็นโครงการดีๆ ที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำขึ้นเป็นการติดอาวุธทางปัญาและสร้างอาชีพต่อเนื่องให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

วันก่อน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการเดิน ย่ำ ปั่น เก็บ ขยะรอบสวนสาธารณะในชุมชน ภายใต้โครงการสหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนารักษาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งจัดขึ้น ณ สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ พื้นที่ในตำบลบางกระเจ้า และตำบลบางกอบัว อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการสำหรับการจัดโครงการเดิน ย่ำ ปั่น เก็บ ขยะรอบสวนสาธารณะในชุมชนภายใต้โครงการ สหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนารักษาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเพื่อเป็นการรณรงค์ให้บุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ และขบวนการสหกรณ์ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อขบวนการสหกรณ์ รวมทั้งเป็นการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการแสดงพลังความรับผิดชอบต่อสังคมโดยน้อมนำจิตอาสาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มาขยายผลต่อยอด สร้างจิตสำนึกสาธารณะให้กับทุกภาคส่วน และเป็นการสืบสานพระราชปณิธานบำเพ็ญตนเป็นผู้ให้ ภายใต้โครงการจิตอาสา“เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ในการนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมโครงการทำกิจกรรมเดิน และปั่นจักรยาน เพื่อเก็บและคัดแยกขยะรอบสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ บริเวณวัดกอบัว ตำบลบางกอบัว และในชุมชนตำบลบางกะเจ้า จากนั้นร่วมกันทำกิจกรรมการเรียนรู้การปั้นลูกบอลจุลินทรีย์ หรือ EM Ball รวมทั้งโยนลูกบอลจุลินทรีย์ หรือ EM Ball ลงในบึงน้ำสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ ตำบลบางกะเจ้า เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม บำบัดน้ำเน่าเสีย ช่วยปรับสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งช่วยลดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ด้วย

กรมประมง แจ้งข่าวให้พี่น้องชาวประมงที่ประสงค์ขอใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ในรอบปีประมง พ.ศ. 2563-2564 นำเรือประมงพาณิชย์เข้ารับการตรวจประเมินมาตรฐานด้านสุขอนามัยในเรือประมงเพื่อออกหนังสือรับรอง (สร.3) โดยเจ้าของเรือที่มีความประสงค์จะขอหนังสือรับรองมาตรฐาน สามารถยื่นแบบคำขอหนังสือรับรองมาตรฐาน ด้านสุขอนามัยในเรือประมง (สร.1) ได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงฯ สถานีวิจัยประมงทะเล สำนักงานประมงจังหวัด หรือสำนักงานประมงอำเภอในท้องที่ที่มีเรือประมงเทียบท่าขอความกรุณาให้ชาวประมงเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2562 นี้นะครับ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มตรวจสอบและรับรองแหล่งประมง กองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล โทร. 0-2562-0533

 

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 9 ธันวาคม 2562

Published December 9, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458953

x

ชายคาพระพิรุณ : 9 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ขุนเกษตรา ได้ติดตาม นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อติดตามการขึ้นทะเบียนเรือประมงพื้นบ้านซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการบริหารจัดการกองเรือขนาดเล็ก โดยออกประกาศให้พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านที่มีเรือต่ำกว่า 10 ตันกรอส ทั้งที่มีทะเบียนเรือไทย และไม่มีทะเบียนเรือดำเนินการแจ้งต่อหน่วยงานกรมเจ้าท่าที่เรือจอดอยู่เพื่อทำการตรวจวัดขนาดและจัดทำอัตลักษณ์ ภายในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของเรือและยังไม่ได้จดทะเบียนเรือไทย ให้ยื่นขอหนังสือรับรองจากกรมประมง เพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนเรือกับกรมเจ้าท่าหลังการตรวจวัดขนาดและจัดทำอัตลักษณ์ โดยให้ยื่นขอหนังสือรับรองได้ที่พื้นที่ประมงกรุงเทพมหานคร กรมประมง ส่วนในต่างจังหวัดให้ยื่นที่สำนักงานประมงจังหวัด สำนักงานประมงอำเภอท้องที่ติดทะเลทั้ง 22 จังหวัด ภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2562 นั้น นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง บอกว่า จากการติดตามผลการดำเนินงานดังกล่าว หลังจากที่กรมประมงได้ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและออกหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอจดทะเบียนเรือไทยสำหรับเรือประมงพื้นบ้าน พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้และเริ่มดำเนินการไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมาปรากฏว่าชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ต่างๆ ให้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นอย่างดี มีการเดินทางเข้ามาขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานในสังกัดกรมประมงอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีจำนวนรวมกว่า 2,885 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2562) และจากการลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีครั้งนี้ เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการออกหน่วยบริการเพื่อออกใบรับรองสำหรับเรือประมงพื้นบ้านให้แก่ชาวประมง พร้อมพบปะพูดคุยกับผู้นำชาวประมงถึงปัญหาในการประกอบอาชีพ พบว่าการออกหน่วยบริการดังกล่าวทำให้ชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีตื่นตัวเป็นอย่างมากกับการขอหนังสือรับรองจากกรมประมงเพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนเรือกับกรมเจ้าท่าแล้ว จำนวน 142 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2562) ซึ่งคาดว่าจะมีเรือประมงพื้นบ้านที่ยังไม่ได้มาจดทะเบียนเรือของจังหวัดเพชรบุรี อีกประมาณ 1,000 ลำ ทั้งนี้ จังหวัดเพชรบุรี ถือเป็นพื้นที่ที่มีการทำประมงพื้นบ้านอย่างหลากหลาย อาทิ การทำประมงด้วยเครื่องมือตะกร้อเก็บหอย เบ็ดมือลอบปู ลอบหมึกสาย ลอบหอยหวาน อวนครอบหมึก อวนจมกุ้งอวนจมปู อวนจมปลา อวนติดตา อวนแมงกะพรุน และอวนลอยปลา เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่อื่นๆ กรมประมงขอเน้นย้ำว่า เพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ของตน ขอให้เจ้าของเรือประมงพื้นบ้านทุกลำไปแจ้งขอตรวจวัดเรือกับหน่วยงานกรมเจ้าท่า ภายในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ส่วนเรือที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเรือต้องมายื่นขอหนังสือรับรองจากกรมประมง ภายใน 27 ธันวาคม 2562 นี้เท่านั้น หากมีข้อสอบถามให้ติดต่อได้ที่กลุ่มทะเบียนและอนุญาตทำการประมง กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง เบอร์โทรศัพท์ 0-2561-1418 ในวันและเวลาราชการ

ช่วงวันหยุด 4-8 ธันวาคม ที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้จัดให้มีงานมหกรรม“ภูมิพลังแผ่นดิน” ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระบรม
ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการจัดการดิน เนื่องในวันดินโลก 5 ธันวาคม โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีและหน่วยงานต่างๆเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ภายในงานมีการมอบประกาศเกียรติคุณให้ศูนย์เครือข่ายและศูนย์เรียนรู้เครือข่าย พกฉ. ที่สนับสนุนการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ดินและเปิดอบรมวิชาแผ่นดินกว่า 30 วิชา แก่ประชาชนที่เข้ามาร่วมงานฟรี ซึ่งภายในงานนี้ นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้จัดกิจกรรมที่น่าสนใจประกอบด้วย นิทรรศการของขวัญจากดิน จัดแสดงเส้นทางการเรียนรู้ตามสายธารน้ำที่หลั่งไหลจากภูเขาอันอุดมสมบูรณ์ผ่านแนวคิด ดินให้ชีวิต(รักษ์ดิน น้ำ ป่า รักทรัพยากรแห่งชีวิต) ดินให้อาหาร (สร้างดินอุดม อาหารดีสม ไร่ นา สวน) และดินให้วิถี(บูชาพระแม่ธรณี วิถี ประเพณี วัฒนธรรม) นิทรรศการพิเศษจากภาคีความร่วมมือ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ฉะเชิงเทรา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จ.เชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ นิทรรศการหญ้าแฝกพืชมหัศจรรย์ นิทรรศการดินของพ่อ นอกจากนี้ยังมีถ่ายทอดความรู้วิชาของแผ่นดินและการอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 30 วิชา จากปราชญ์เกษตรทั่วประเทศ พร้อมกิจกรรมและนิทรรศการพิเศษบริเวณบ้านเรือนไทย 4 ภาค นำเสนอนิทรรศการดินดล ดลบันดาลชีวิต และกิจกรรมพิเศษมากมายให้ทุกท่านได้ร่วมเรียนรู้ อาทิ เปิดเข้าชมนิทรรศการทั้ง 5 พิพิธภัณฑ์ เพาะแจกแลกเปลี่ยนพันธุ์ไม้อีกด้วย…นับว่าเป็นกิจกรรมดีๆ ที่ทางพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้จัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่สนใจด้านการเกษตรเข้าไปศึกษาเรียนรู้

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2562 นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมกิจกรรมตามโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” Big Cleaning กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อให้บุคลากรกรม
ได้มีส่วนร่วมในการทำความสะอาดและปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณอาคารสถานที่ภายในกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บริเวณโดยรอบกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ถึงหน้าวัดนรนาถสุนทริการาม และร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ณ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรุงเทพฯ

ขุนเกษตร

ชายคาพระพิรุณ : 2 ธันวาคม 2562

Published December 3, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457553

ชายคาพระพิรุณ :  2 ธันวาคม 2562

ชายคาพระพิรุณ : 2 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของปี 2562 หลายคนกำลังมองหากระเช้าของขวัญเพื่อมอบให้กับคนที่รัก ที่เคารพ ขุนเกษตรา ขอแนะนำให้ท่านมาอุดหนุนสินค้าคุณภาพจากสหกรณ์กันดีกว่า จะได้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรของเราด้วย ซึ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ โดยรวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มอาชีพจากจังหวัดต่างๆ มาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้า เพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ และในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ยังคงจัดกิจกรรมจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมาโดยเมื่อวันก่อน นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควงคู่ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2563 ชูแนวคิด “ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์” คัดสรรสินค้าสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มอาชีพที่มีคุณภาพได้มาตรฐานจัดลงกระเช้าของขวัญและตกแต่งสวยงามให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อเป็นของขวัญของฝากในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเน้นสินค้าเพื่อสุขภาพ เปิดจำหน่ายที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2562-12 มกราคม 2563 พร้อมบริการส่งฟรีในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เมื่อซื้อสินค้าครบ 10,000 บาท ผู้สนใจกระเช้าสินค้าสหกรณ์สั่งซื้อได้ทางออนไลน์ Facebook : coop market และ ID Line : cpd.shop หวังขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคได้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับสินค้าที่จะนำมาจัดลงกระเช้าในปีนี้ ได้คัดสรรมาจากหลายแหล่งทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะคัดสรรเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภคบริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวไรซ์เบอรี่ข้าวสังข์หยด ข้าวกล้องหอมมะลิ และข้าว กข 43รวมถึงสินค้าประเภทผลไม้และอาหารแปรรูป เช่น กล้วยตาก หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง หมูทุบหมูฝอย เนื้อทุบ เนื้อกระจก กุนเชียงเม็ดมะม่วงหิมพานต์ คุกกี้รสงา คุกกี้รสจมูกข้าวกล้อง ผลไม้อบแห้ง น้ำผึ้ง แยมมัลเบอร์รี่เส้นหมี่โคราช ปลาร้าทรงเครื่อง และน้ำพริกประเภทต่างๆ นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทสมุนไพรและธัญพืช อาทิ สมุนไพรชงดื่ม ขิงผง เก๊กฮวยผงดอกคำฝอย ชาใบหม่อนอินทรีย์ ชาเขียวข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์ประเภทนมพร้อมดื่ม นม UHT นมปรุงแต่งชนิดเม็ด น้ำผลไม้ กาแฟชงพร้อมดื่ม กาแฟดริป ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย สินค้าหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์แก้วเบญจรงค์แก้วมุก และผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากยางพารา และผลิตภัณฑ์อาหารจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาและโครงการหลวงดอยคำ

รูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ จะนำสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพต่างๆ มาจัดวางและตกแต่งให้สวยงาม ราคากระเช้ามีตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้าที่ต้องการจะให้จัดกระเช้าได้ด้วยตัวเองด้วย โดยทางกรมได้จัดเตรียมห้องจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ อาคาร 3 ชั้น 1 ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2562-12 มกราคม 2563 จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันจันทร์-ศุกร์ เปิดจำหน่าย ตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. หน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ สามารถดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้ทาง Facebook : coop market และทาง ID Line : cpd.shop หรือติดต่อสอบถามได้ทาง โทรศัพท์ 0-2280-7506 หรือ 06-5524-1124 ซึ่งกรมมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะบริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทั้งนี้ การจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์ครั้งนี้จะช่วยสร้างรายได้สู่เกษตรกร เม็ดเงินจะหมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนในจังหวัดต่างๆ เบื้องต้น ได้ตั้งเป้ายอดจำหน่ายในปีนี้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมด้วยนางสาวถนอมจิตต์ ท้าวแดนคำ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 8 นางสาวฐิตินันท์ เหมือนพะวงศ์ นักวิชาการตรวจสอบบัญชีชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านการบัญชีและการสอบบัญชี นางรัตนาภรณ์ชัยรัตนวงศ์ หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ชุมพร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมต้อนรับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่จังหวัดชุมพร ณ สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพรโดยเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 49 ของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด เพื่อกระตุ้นสมาชิกร่วมกันพัฒนายกระดับมาตรฐาน เพิ่มรายได้สหกรณ์ โดยสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดชุมพร ได้ร่วมจัดนิทรรศการให้ความรู้ด้านบัญชีครัวเรือน บัญชีต้นทุน โปรแกรมระบบบัญชีแบบต่างๆ เพื่อช่วยให้เกษตรกรรู้จักการคิดต้นทุนการผลิต และสนับสนุนการออม ภายในงานนี้ด้วย

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวภายในงานว่า “ถ้าเราให้ความสำคัญกับระบบสหกรณ์ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตอย่างมีความสุขได้ ซึ่งสหกรณ์ที่จะประสบความสำเร็จ ต้องมีสมาชิกที่ดีและมีคุณภาพนอกจากนี้ยังจะต้องมีผู้บริหารที่ดีด้วย ซึ่งจะต้องมีคุณธรรม มีความรู้ ความสามารถและความเสียสละ สำหรับในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับสหกรณ์ในการบริหารงานและแก้ไขปัญหาที่นอกเหนือจากสหกรณ์จะควบคุมได้ และในโอกาสที่ได้เข้ามาดูแลสหกรณ์ทั่วประเทศจึงมุ่งที่จะส่งเสริม สนับสนุน และเติมเต็มในส่วนที่ขาดให้กับพี่น้องเกษตรกร และหวังว่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรดีที่อย่างยั่งยืน”

 

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 25 พฤศจิกายน 2562

Published November 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456055

x

ชายคาพระพิรุณ : 25 พฤศจิกายน 2562

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กาแฟพันธุ์อาราบิก้า ที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะปลูกใต้ต้นไม้ใหญ่ ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดี รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เชิญสื่อมวลชนนั่งคุยอย่างเป็นกันเองเพื่อแนะนำตัวในโอกาสที่เข้าดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง พร้อมชี้แจงทิศทางการขับเคลื่อนภาคประมงไทย และนโยบายการพัฒนาประมงทุกมิติแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้มีความสมดุลด้านการประมงอย่างยั่งยืน เสริมสร้างความเข้มแข็ง สร้างโอกาส สร้างรายได้จากภาคประมงสู่เกษตรกรให้มากที่สุด ซึ่ง นายมีศักดิ์ เน้นย้ำว่ากรมประมงให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านการประมงแบบมีส่วนร่วมทุกมิติเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติภายใต้หลักการ“คนอยู่ได้ ทรัพยากรยั่งยืน ไม่ฝืนพันธะสัญญา“ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนา 7 ด้าน ดังนี้ 1.สนองงานสถาบันพระมหากษัตริย์พระบรมราโชบายสืบสานงานโครงการพระราชดำริ โครงการพัฒนาส่วนพระองค์การพัฒนาฟื้นฟูพันธุ์ปลาไทยตามพระราชเสาวนีย์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อดำรงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำให้ความสำคัญกับโครงการจิตอาสาปล่อยปลาพัฒนาคูคลอง หนองบึงรวมทั้งทะเลเพื่อบูรณะแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ 2.การบริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานวิชาการและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เน้นการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาโดยยึดหลักแนวคิดพระราชทานเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาเป็นหลักยึดในการทำงาน ใช้งานวิชาการเข้าไปปรับใช้กับการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของชุมชนควบคุมการจัดการของคนผู้ใช้ทรัพยากร ตั้งเป้าหมายให้ชุมชนประมงน้ำจืดและชุมชนประมงทะเลได้รับการพัฒนาให้เป็นชุมชนประมงเพื่อการท่องเที่ยวในอนาคตอย่างน้อยจังหวัดละ1 แห่ง 3.มุ่งแก้ปัญหาการประมงของประเทศโดยให้ความสำคัญกับการรักษาระดับมาตรฐานการควบคุม ป้องกัน แก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายเน้นสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ชาวประมงบนหลักการมีส่วนร่วมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวประมง ข้อกำหนดใดที่อาจจะส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมหรือไม่สามารถปฏิบัติได้ต้องได้รับการแก้ไข ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสกองเรือไทยไปสู่สากลหรือทำการประมงนอกน่านน้ำ 4.การผลิตด้านการเพาะเลี้ยง ใช้หลักตลาดนำการผลิตโดยมุ่งผลิตสัตว์น้ำที่มีมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจและสำรวจความต้องการตลาดเป็นหลัก โดยใช้ข้อมูลการพยากรณ์ด้านการตลาดข้อมูลจากผู้แทนการค้าประเทศและข้อมูลจากทูตเกษตร เป็นต้น 5.งานวิชาการต้องตอบสนองด้านการเพาะเลี้ยงและการบริหารจัดการทรัพยากรประมง งานวิชาการต้องตอบ สนองงานหลัก 2 เรื่อง คือการนำผลงานวิชาการไปพัฒนาต่อยอดด้านการส่งเสริมเพาะเลี้ยง การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการผลิตอื่นๆ นอกจากนี้งานวิชาการต้องสามารถตอบสนองการบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมทันต่อสถานการณ์ สามารถใช้สนับสนุนการออกมาตรการของฝ่ายบริหารและคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดได้อย่างครบถ้วน 6. การขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลมุ่งเน้นการขับเคลื่อนแผนงานโครงการที่สำคัญของรัฐบาลเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 วงเงินงบประมาณ 766.908 ล้านบาท จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านการประมง ส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน วงเงิน 260 ล้านบาท โดยสนับสนุนพันธุ์ปลานิลแปลงเพศ และอาหารปลาแก่เกษตรกร ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ 39 จังหวัด มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 35,751 ราย โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน ส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำชุมชน วงเงิน 506.908 ล้านบาท โดยสนับสนุนพันธุ์กุ้งก้ามกราม จำนวน 200,000 ตัวต่อแหล่งน้ำ ในพื้นที่ 19 จังหวัด 129 อำเภอ จำนวน 1,436 แห่ง

นอกจากนี้กรมประมงยังได้จัดทำโครงการจัดทำเรือประมงนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน โดยนำเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ จำนวน 305 ลำโดยใช้งบประมาณ 764.454 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 ในปี 2562 จำนวน 252 ลำ เป็นงบประมาณ 467.6039 ล้านบาท ซึ่งได้ดำเนินการจ่ายเงินชดเชยให้ชาวประมงแล้ว และในปี 2563 จำนวน 53 ลำงบประมาณ 294.8502 ล้านบาท อยู่ระหว่างการเสนอขออนุมัติความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี 7.มุ่งพัฒนากรมประมงให้เป็นบ้านที่น่าอยู่สำหรับทุกคน พัฒนาอาคารสถานที่ทำงาน พัฒนาคนให้มีความพร้อมเป็นข้าราชการกรมประมงอย่างมืออาชีพ วางระบบการแต่งตั้งโยกย้ายอย่างเป็นธรรมสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรมีความเชื่อมั่นว่ากรมประมงเป็นสถาบันครอบครัวที่ต้องพึ่งพาการภายใต้สโลแกน“คนสำราญ งานสำเร็จ”…ขุนเกษตราขอเป็นกำลังใจให้ท่านอธิบดี ซึ่งเป็นคนตั้งใจทำงานเพราะภาคประมงเป็นส่วนสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นแหล่งรายได้สำคัญของชาวประมงและเป็นภาคเกษตรที่นำรายได้เข้าประเทศไทยมากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว

เมื่อเร็วๆ นี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้จัดอบรมหลักสูตร ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ รุ่นที่ 6 เพื่อเป็นกำลังสำคัญ ในการสนับสนุนการปฏิบัติงานสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีสหกรณ์ให้เป็นผู้ปฏิบัติงานได้อย่างมีมาตรฐานเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ โดยหลักสูตรดังกล่าว ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ช่วยผู้สอบบัญชี ความรู้เกี่ยวกับระเบียบคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์งบการเงิน กระบวนงานและเทคนิคการสอบบัญชี การบันทึกข้อมูล Input Form การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการบันทึกบัญชี ตลอดจนการประสานงานเพื่อการตรวจสอบบัญชี รวมทั้งได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประสบการณ์ การซักถามปัญหาการปฏิบัติงานระหว่างผู้เข้ารับการอบรมด้วยกันเองและวิทยากร โดยได้รับเกียรติจาก นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบวุฒิบัตรให้ผู้ผ่านการอบรมครั้งนี้จำนวน 80 คน…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 18 พฤศจิกายน 2562

Published November 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454540

ชายคาพระพิรุณ : 18 พฤศจิกายน 2562

ชายคาพระพิรุณ : 18 พฤศจิกายน 2562

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันแพะ แกะ เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ได้รับความนิยม และมีการเลี้ยงมากขึ้นทุกปี ซึ่งนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้ข้อมูลว่า ในปี 2562 ประเทศไทยมี แพะจำนวน 832,533 ตัว เกษตรกร 65,855 ราย จำแนกเป็นแพะเนื้อ จำนวน 803,768 ตัว เกษตรกร 64,733 ราย แพะนมจำนวน 28,765 ตัว เกษตรกร 1,751 ราย ส่วนแกะ มี 70,089 ตัว เกษตรกร 6,632 ราย สถานการณ์ด้านการตลาด จากข้อมูลเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะ แกะแห่งประเทศไทย มีการส่งออกแพะไปต่างประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ลาว มาเลเซีย ประมาณปีละ 150,000 – 200,000 ตัว/ปี ในภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ราคาเฉลี่ย 120 – 125 บาท/กิโลกรัม ภาคใต้ตอนบน ราคาเฉลี่ย 140 – 150 บาท/กิโลกรัม ภาคใต้ ตอนล่าง ราคาเฉลี่ย 160 บาท/กิโลกรัม โดยภาพรวมตลาดยังมีความต้องการแพะแกะอีกมาก ทั้งตลาดภายในประเทศ และต่างประเทศ ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ได้มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนภาคเกษตร ตามโครงการ “ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่” (แปลงใหญ่แพะเนื้อ)ตามหลักการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และการจัดการด้านการตลาด โดยใช้หลักการรวมกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงปศุสัตว์ชนิดเลี้ยงกัน ในพื้นที่เดียวกัน รวมกลุ่มกัน เพื่อทำให้เกิดการต่อรอง ร่วมกันซื้อ ร่วมกันขาย ซึ่งมีเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงแพะแกะกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในภาคเกษตรกรที่ทำงานร่วมกับกรมปศุสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ที่เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่แพะเนื้อมากถึง 82 ราย และถือเป็นแหล่งผลิตแพะเนื้อที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ดังนั้น กรมปศุสัตว์ จึงจะร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานมหกรรมผลิตภัณฑ์แพะแกะ แห่งประเทศไทย “Goat and Sheep festival Thailand” ขึ้นในระหว่าง วันที่ 13 – 15 ธันวาคม 2562 ณ New land (สวนผึ้ง) อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เพื่อเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ด้านการตลาดแพะแกะ ให้เกษตรกร นักท่องเที่ยว ประชาชนทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการตลาดให้แก่เกษตรกรเลี้ยงแพะแกะทั้งประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรแปลงใหญ่และส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงแพะมีการตื่นตัวในการดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยงแพะแกะ ผลิตภัณฑ์ และยกระดับการจัดการฟาร์มให้ได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิต และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรแกนนำที่ประสบความสำเร็จ กลุ่มเครือข่ายเกษตรกร เกษตรกรแปลงใหญ่แพะเนื้อ อ.สวนผึ้ง หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถานศึกษา เพื่อนำไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพเลี้ยงแพะแกะ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาการแปรรูป และการตลาดให้เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสมต่อไป…

นายวีรศักดิ์ เนตรเกื้อกูล ประธานเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า งานมหกรรมผลิตภัณฑ์แพะแกะ แห่งประเทศไทย “Goat and Sheep festival Thailand” ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม 2562 ณ.นิวแลนด์ฟาร์ม อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ขึ้นชื่อเรื่องการท่องเที่ยวเชิงปศุสัตว์ โดยเฉพาะแพะ แกะ จะเป็นการนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ ชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวเชิงปศุสัตว์ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้า และส่งเสริมด้านการตลาด ตลอดจนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ กิจกรรม meeting ชาวแพะ แกะ (เปิดโอกาสให้ผู้ผลิต พบปะผู้บริโภค) ร่วมชิมผลิตภัณฑ์จากแพะ แกะ/การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแพะ แกะ ของเกษตรกร/เครือข่ายเกษตรกร (ส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาดแก่เกษตรกร) ชมการสาธิตการปรุงอาหารเมนูแพะโดยเชฟมืออาชีพ (กิจกรรมส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์) ที่พร้อมจะให้ผู้เข้าร่วมงานได้ ชม ชิม ช้อป ตลอดทั้งการจัดงาน จึงขอเชิญชวนสมาชิกเครือข่าย เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะแกะจากทั่วประเทศและผู้สนใจร่วมงาน มหกรรมผลิตภัณฑ์แพะแกะไทยในครั้งนี้…ใครสนใจงานนี้ไปเที่ยวได้เลยนะครับ แล้วท่านจะรู้ว่าแพะแกะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีความสำคัญและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศอีกชนิดหนึ่ง…

วันก่อน นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลงพื้นที่ร่วมกับคณะของ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ณ แปลงต้นแบบการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานเพื่อการส่งออก ชมพู่ทับทิมจันทร์ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ของนายสมชาย เจริญสุข ณ ตำบลดอนคา อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ซึ่งปัจจุบันสวนแห่งนี้ได้มีการส่งออกชมพู่ไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ เช่น จีน ฮ่องกง และยุโรป กิโลกรัมละ 80 – 100 บาท รวมทั้งจำหน่ายในประเทศ ขายผ่านช่องทางออนไลน์ และได้ทำ MOU กับ ท๊อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อส่งชมพู่ไปขายในห้างดังกล่าวด้วย ในการนี้ ท่านรัฐมนตรีช่วยมนัญญา ได้เน้นย้ำให้เกษตรกรผู้ปลูกชมพู่ใส่ใจทุกขั้นตอนของการผลิตและพัฒนาความรู้ของตนเองสม่ำเสมอ ดูแลแปลงให้มีมาตรฐานนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการแปลงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย สามารถส่งออกไปขายในต่างประเทศได้ ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรต่อไป…

 

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 11 พฤศจิกายน 2562

Published November 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453008

x

ชายคาพระพิรุณ : 11 พฤศจิกายน 2562

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดงาน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ครบรอบ 64 ปี แห่งการก่อเกิดโครงการพระราชดำริ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษาต่อยอด Digi Fonluang” เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงก่อให้เกิด “เทคโนโลยีฝนหลวง” โดยในปีนี้ครบปีที่ 64 แห่งการกำเนิดฝนหลวงพระราชทาน นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2498ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริที่จะคิดค้น วิจัย หาวิธีการทำฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่ประสบภัยแล้ง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 เฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” และกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ และจารึกไว้เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่ง นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บอกว่า ในปีนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้กำหนดจัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวงขึ้น ระหว่างวันที่ 11 – 15 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยในวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป จะมีพิธีเปิดนิทรรศการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด Digi Fonluang” และมีการมอบรางวัลอาสาสมัครฝนหลวงดีเด่นระดับประเทศและระดับภูมิภาค การมอบรางวัลโครงการประกวดภาพถ่ายและภาพจิตรกรรม “ฝนหลวงฝนแห่งความเมตตา” พร้อมการจัดแสดงผลงานที่ได้รับรางวัลรวมถึงมีการแสดงนิทรรศการฝนหลวงจากอดีตและความก้าวหน้าในปัจจุบัน การสนองพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาโครงการฝนหลวงโดยนำเสนอเทคโนโลยีและโครงการวิจัยที่ต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง ตลอดจนนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานร่วมบูรณาการ อาทิ กองทัพอากาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) สำหรับวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.00 น. จะมีพิธีถวายราชสักการะวางพานพุ่มดอกไม้สดถวายแด่องค์พระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ โดยได้รับเกียรติจาก นายเฉลิมชัยศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานในพิธี

ทั้งนี้ ตลอดการจัดงาน ยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกมากมายกว่า 100 ร้านค้า เป็นผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ซึ่งมีทั้งผัก ผลไม้ อาหารสด และอาหารแปรรูปทางการเกษตร มาจำหน่ายให้ประชาชนในราคาประหยัด รวมทั้งยังมีกิจกรรมการสาธิตเสริมสร้างอาชีพจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ สาธิตการทำอาหารแปรรูปจากปลา สาธิตการทำสเต็กคอหมูราดซอสไข่เค็ม การสาธิตการทำสบู่โปรตีนไหม การเสวนาฝนหลวง และการแสดงดนตรีโฟล์กซอง จึงขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนมาร่วมงาน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 11 – 15 พฤศจิกายน 2562 เพื่อแสดงความจงรักภักดี ประกาศก้องถึงพระเกียรติคุณแห่งองค์พระบิดาแห่งฝนหลวง และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุด มิได้ของพระองค์ท่านร่วมกัน…

เมื่อเร็วๆนี้ นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม ร่วมประชุมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีนายพิทยสัณห์ เดชประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกลุ่มการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ และนางสาวขวางลี่ รองประธานสภาหอการค้ามณฑลเสฉวน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (Board of Trade Thailand -CCPIT Sichuan Council) เป็นประธาน และมีกรมปศุสัตว์ ผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวและสินค้าต่างๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางการค้าร่วมกัน ซึ่งสินค้าหม่อนไหม โดยเฉพาะผ้าไหมถือเป็นสินค้าพรีเมี่ยมเอกลักษณ์ของไทยที่ประเทศต่างๆ รวมทั้งจีนให้ความสนใจมาก ทั้งนี้ อธิบดีกรมหม่อนไหมได้เสนอให้มีการเปิดตลาดสินค้าหม่อนไหมในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะผ้าไหมลายเอกลักษณ์และผ้าไหมพื้นเพื่อนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าและเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องประดับตกแต่ง พร้อมกันนี้ได้ขอความร่วมมือในการหาตลาดเส้นไหมคุณภาพดีราคาถูกในจีนเพื่อนำมาพัฒนาการผลิตผ้าไหมร่วมกันตามความต้องการของตลาด…จากการประชุมในครั้งนี้ จะนำไปสู่ความร่วมมือทางการค้าระหว่างกรมหม่อนไหมและมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่อันดับ 4ของจีน มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) 5,700 ล้านเหรียญ และมีผู้ประกอบการผ้าไหม ร่วม50 ราย ซึ่งจะมีการประชุมการค้าในกลุ่มการค้าชายแดนมณฑลเสฉวนในเร็วๆ นี้ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การตลาด และการประสานงานในกิจกรรมอื่นๆ ทั้งในประเทศไทยและในมณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อไป

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 4 พฤศจิกายน 2562

Published November 8, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451561

ชายคาพระพิรุณ : 4 พฤศจิกายน 2562

ชายคาพระพิรุณ : 4 พฤศจิกายน 2562

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมประมง ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กำหนดจัดงาน “ประมงรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ” ครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด “สายธารแห่งพระบารมี 9 สู่วิถีประมงไทย” ระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี โดย นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า วันที่ 7 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯทรงปล่อยพันธุ์ปลาจากบ่อส่วนพระองค์ลงในบ่อเลี้ยงของแผนกทดลองและเพาะเลี้ยงของกรมประมง และพระราชทานพันธุ์ปลาให้ข้าราชการและเกษตรกรนำไปเลี้ยงเพื่อแพร่ขยายพันธุ์ ดังนั้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่มีต่องานด้านการประมง กรมประมงจึงจัดงาน ประมงรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด “สายธารแห่งพระบารมี 9 สู่วิถีประมงไทย” ขึ้น โดยได้แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 นิทรรศการด้านการประมง จัดแสดงนิทรรศการโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การถ่ายทอดเรื่องราวบรรยากาศศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำลองป่าชายเลน และระบบนิเวศ รวมถึงกิจกรรมภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อาทิ การทำอีแปะ หรือวัสดุล่อหอยนางรม จัดแสดงภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวบรวมภาพพระราชกรณียกิจการทรงงานด้านการประมง ที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทยเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ โซนที่ 2 นิทรรศการน้อมรำลึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จัดแสดงภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยรวบรวมภาพพระราชกรณียกิจการทรงงานด้านการประมง ที่ตรึงอยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทย จัดแสดงปลาพระราชทานทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ปลาหมอเทศ ปลานิล ปลากระโห้ ปลานวลจันทร์ทะเล และปลาในโครงการพระราชดำริ โซนที่ 3 นิทรรศการโครงการเกษตรอทิตยาทร จัดแสดงนิทรรศการกิจกรรมในโครงการเกษตรอทิตยาทร โครงการในพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เพื่อถ่ายทอดความรู้วิชาการทางการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งยังส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้จากอาชีพหลักและอาชีพเสริมโดยภายในนิทรรศการมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ร้านค้าของโครงการฯโซนที่ 4 ตลาดส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประมง เปิดโอกาสให้เกษตรสามารถนำผลิตภัณฑ์ด้านการประมงมาจำหน่ายภายในงานเพื่อส่งเสริมการตลาด ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประมง อาทิ ผลิตภัณฑ์จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประเภทศูนย์เครือข่ายด้านการประมงรวมทั้งเกษตรกรทั่วไปและภาคเอกชน กรมประมงจึงขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมงานดังกล่าว ในระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤศจิกายน 2562 ตั้งแต่เวลา 10.30-21.30 น. ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี ซึ่งสามารถร่วมชมกิจกรรมต่างๆ ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย…

ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2541 กำหนดให้วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันออมแห่งชาติ” เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดและการออมว่าเป็นส่วนสำคัญของชีวิตที่จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสมาชิกสหกรณ์ให้ดีขึ้นและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยในปีนี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ กองประสานงานโครงการพระราชดำริ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เข้าร่วมจัดนิทรรศการในงานวันออมแห่งชาติ ประจำปี 2562 ของขบวนการสหกรณ์ ซึ่งจัดโดยสันนิบาตสหกรณ์ ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ และสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท ร่วมด้วยส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนเห็นความสำคัญและตระหนักถึงประโยชน์ของการออมเพื่ออนาคต รวมทั้งส่งเสริมให้มีนิสัยรักการออมณ ห้องประชุม สำนักงานใหญ่บริษัท ทีโอทีจำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้องเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ กองประสานงานโครงการพระราชดำริ ได้เผยแพร่ความรู้ และให้คำปรึกษาแนะนำการจัดทำบัญชีรับ – จ่ายในครัวเรือน บัญชีต้นทุนประกอบอาชีพและบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อใช้บัญชีเป็นเครื่องมือในการวางแผนการใช้จ่ายเงิน รวมทั้งแจกสมุดบัญชีให้แก่ผู้ที่สนใจอีกด้วย…

กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วม โครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmerปี 2563 โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติคือ มีอายุระหว่าง 17-45 ปี และเริ่มต้นทำการเกษตร มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำเกษตรและต้องการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของตนเอง มีความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการและต้องเข้าร่วมกิจกรรมตลอดระยะเวลาของโครงการ โดยผู้สมัครจะต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้แล้ว เอกสารการสมัครประกอบด้วยรูปถ่ายขนาด 1.5 นิ้ว สำเนาทะเบียนเกษตรกร/ใบรับรองการขึ้นทะเบียนเกษตรกร สนใจสมัครตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

 

ขุนเกษตรา

%d bloggers like this: