ชายคาพระพิรุณ

All posts tagged ชายคาพระพิรุณ

ชายคาพระพิรุณ : 9 ธันวาคม 2562

Published December 9, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458953

x

ชายคาพระพิรุณ : 9 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ขุนเกษตรา ได้ติดตาม นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อติดตามการขึ้นทะเบียนเรือประมงพื้นบ้านซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการบริหารจัดการกองเรือขนาดเล็ก โดยออกประกาศให้พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านที่มีเรือต่ำกว่า 10 ตันกรอส ทั้งที่มีทะเบียนเรือไทย และไม่มีทะเบียนเรือดำเนินการแจ้งต่อหน่วยงานกรมเจ้าท่าที่เรือจอดอยู่เพื่อทำการตรวจวัดขนาดและจัดทำอัตลักษณ์ ภายในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของเรือและยังไม่ได้จดทะเบียนเรือไทย ให้ยื่นขอหนังสือรับรองจากกรมประมง เพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนเรือกับกรมเจ้าท่าหลังการตรวจวัดขนาดและจัดทำอัตลักษณ์ โดยให้ยื่นขอหนังสือรับรองได้ที่พื้นที่ประมงกรุงเทพมหานคร กรมประมง ส่วนในต่างจังหวัดให้ยื่นที่สำนักงานประมงจังหวัด สำนักงานประมงอำเภอท้องที่ติดทะเลทั้ง 22 จังหวัด ภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2562 นั้น นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง บอกว่า จากการติดตามผลการดำเนินงานดังกล่าว หลังจากที่กรมประมงได้ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและออกหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอจดทะเบียนเรือไทยสำหรับเรือประมงพื้นบ้าน พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้และเริ่มดำเนินการไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมาปรากฏว่าชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ต่างๆ ให้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นอย่างดี มีการเดินทางเข้ามาขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานในสังกัดกรมประมงอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีจำนวนรวมกว่า 2,885 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2562) และจากการลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีครั้งนี้ เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการออกหน่วยบริการเพื่อออกใบรับรองสำหรับเรือประมงพื้นบ้านให้แก่ชาวประมง พร้อมพบปะพูดคุยกับผู้นำชาวประมงถึงปัญหาในการประกอบอาชีพ พบว่าการออกหน่วยบริการดังกล่าวทำให้ชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีตื่นตัวเป็นอย่างมากกับการขอหนังสือรับรองจากกรมประมงเพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนเรือกับกรมเจ้าท่าแล้ว จำนวน 142 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2562) ซึ่งคาดว่าจะมีเรือประมงพื้นบ้านที่ยังไม่ได้มาจดทะเบียนเรือของจังหวัดเพชรบุรี อีกประมาณ 1,000 ลำ ทั้งนี้ จังหวัดเพชรบุรี ถือเป็นพื้นที่ที่มีการทำประมงพื้นบ้านอย่างหลากหลาย อาทิ การทำประมงด้วยเครื่องมือตะกร้อเก็บหอย เบ็ดมือลอบปู ลอบหมึกสาย ลอบหอยหวาน อวนครอบหมึก อวนจมกุ้งอวนจมปู อวนจมปลา อวนติดตา อวนแมงกะพรุน และอวนลอยปลา เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่อื่นๆ กรมประมงขอเน้นย้ำว่า เพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ของตน ขอให้เจ้าของเรือประมงพื้นบ้านทุกลำไปแจ้งขอตรวจวัดเรือกับหน่วยงานกรมเจ้าท่า ภายในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ส่วนเรือที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเรือต้องมายื่นขอหนังสือรับรองจากกรมประมง ภายใน 27 ธันวาคม 2562 นี้เท่านั้น หากมีข้อสอบถามให้ติดต่อได้ที่กลุ่มทะเบียนและอนุญาตทำการประมง กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง เบอร์โทรศัพท์ 0-2561-1418 ในวันและเวลาราชการ

ช่วงวันหยุด 4-8 ธันวาคม ที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้จัดให้มีงานมหกรรม“ภูมิพลังแผ่นดิน” ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระบรม
ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการจัดการดิน เนื่องในวันดินโลก 5 ธันวาคม โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีและหน่วยงานต่างๆเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ภายในงานมีการมอบประกาศเกียรติคุณให้ศูนย์เครือข่ายและศูนย์เรียนรู้เครือข่าย พกฉ. ที่สนับสนุนการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ดินและเปิดอบรมวิชาแผ่นดินกว่า 30 วิชา แก่ประชาชนที่เข้ามาร่วมงานฟรี ซึ่งภายในงานนี้ นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้จัดกิจกรรมที่น่าสนใจประกอบด้วย นิทรรศการของขวัญจากดิน จัดแสดงเส้นทางการเรียนรู้ตามสายธารน้ำที่หลั่งไหลจากภูเขาอันอุดมสมบูรณ์ผ่านแนวคิด ดินให้ชีวิต(รักษ์ดิน น้ำ ป่า รักทรัพยากรแห่งชีวิต) ดินให้อาหาร (สร้างดินอุดม อาหารดีสม ไร่ นา สวน) และดินให้วิถี(บูชาพระแม่ธรณี วิถี ประเพณี วัฒนธรรม) นิทรรศการพิเศษจากภาคีความร่วมมือ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ฉะเชิงเทรา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จ.เชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ นิทรรศการหญ้าแฝกพืชมหัศจรรย์ นิทรรศการดินของพ่อ นอกจากนี้ยังมีถ่ายทอดความรู้วิชาของแผ่นดินและการอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 30 วิชา จากปราชญ์เกษตรทั่วประเทศ พร้อมกิจกรรมและนิทรรศการพิเศษบริเวณบ้านเรือนไทย 4 ภาค นำเสนอนิทรรศการดินดล ดลบันดาลชีวิต และกิจกรรมพิเศษมากมายให้ทุกท่านได้ร่วมเรียนรู้ อาทิ เปิดเข้าชมนิทรรศการทั้ง 5 พิพิธภัณฑ์ เพาะแจกแลกเปลี่ยนพันธุ์ไม้อีกด้วย…นับว่าเป็นกิจกรรมดีๆ ที่ทางพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้จัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่สนใจด้านการเกษตรเข้าไปศึกษาเรียนรู้

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2562 นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมกิจกรรมตามโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” Big Cleaning กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อให้บุคลากรกรม
ได้มีส่วนร่วมในการทำความสะอาดและปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณอาคารสถานที่ภายในกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บริเวณโดยรอบกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ถึงหน้าวัดนรนาถสุนทริการาม และร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ณ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรุงเทพฯ

ขุนเกษตร

ชายคาพระพิรุณ : 2 ธันวาคม 2562

Published December 3, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457553

ชายคาพระพิรุณ :  2 ธันวาคม 2562

ชายคาพระพิรุณ : 2 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของปี 2562 หลายคนกำลังมองหากระเช้าของขวัญเพื่อมอบให้กับคนที่รัก ที่เคารพ ขุนเกษตรา ขอแนะนำให้ท่านมาอุดหนุนสินค้าคุณภาพจากสหกรณ์กันดีกว่า จะได้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรของเราด้วย ซึ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ โดยรวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มอาชีพจากจังหวัดต่างๆ มาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้า เพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ และในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ยังคงจัดกิจกรรมจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมาโดยเมื่อวันก่อน นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควงคู่ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2563 ชูแนวคิด “ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์” คัดสรรสินค้าสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มอาชีพที่มีคุณภาพได้มาตรฐานจัดลงกระเช้าของขวัญและตกแต่งสวยงามให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อเป็นของขวัญของฝากในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเน้นสินค้าเพื่อสุขภาพ เปิดจำหน่ายที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2562-12 มกราคม 2563 พร้อมบริการส่งฟรีในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เมื่อซื้อสินค้าครบ 10,000 บาท ผู้สนใจกระเช้าสินค้าสหกรณ์สั่งซื้อได้ทางออนไลน์ Facebook : coop market และ ID Line : cpd.shop หวังขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคได้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับสินค้าที่จะนำมาจัดลงกระเช้าในปีนี้ ได้คัดสรรมาจากหลายแหล่งทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะคัดสรรเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภคบริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวไรซ์เบอรี่ข้าวสังข์หยด ข้าวกล้องหอมมะลิ และข้าว กข 43รวมถึงสินค้าประเภทผลไม้และอาหารแปรรูป เช่น กล้วยตาก หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง หมูทุบหมูฝอย เนื้อทุบ เนื้อกระจก กุนเชียงเม็ดมะม่วงหิมพานต์ คุกกี้รสงา คุกกี้รสจมูกข้าวกล้อง ผลไม้อบแห้ง น้ำผึ้ง แยมมัลเบอร์รี่เส้นหมี่โคราช ปลาร้าทรงเครื่อง และน้ำพริกประเภทต่างๆ นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทสมุนไพรและธัญพืช อาทิ สมุนไพรชงดื่ม ขิงผง เก๊กฮวยผงดอกคำฝอย ชาใบหม่อนอินทรีย์ ชาเขียวข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์ประเภทนมพร้อมดื่ม นม UHT นมปรุงแต่งชนิดเม็ด น้ำผลไม้ กาแฟชงพร้อมดื่ม กาแฟดริป ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย สินค้าหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์แก้วเบญจรงค์แก้วมุก และผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากยางพารา และผลิตภัณฑ์อาหารจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาและโครงการหลวงดอยคำ

รูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ จะนำสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพต่างๆ มาจัดวางและตกแต่งให้สวยงาม ราคากระเช้ามีตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้าที่ต้องการจะให้จัดกระเช้าได้ด้วยตัวเองด้วย โดยทางกรมได้จัดเตรียมห้องจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ อาคาร 3 ชั้น 1 ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2562-12 มกราคม 2563 จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันจันทร์-ศุกร์ เปิดจำหน่าย ตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. หน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ สามารถดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้ทาง Facebook : coop market และทาง ID Line : cpd.shop หรือติดต่อสอบถามได้ทาง โทรศัพท์ 0-2280-7506 หรือ 06-5524-1124 ซึ่งกรมมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะบริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทั้งนี้ การจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์ครั้งนี้จะช่วยสร้างรายได้สู่เกษตรกร เม็ดเงินจะหมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนในจังหวัดต่างๆ เบื้องต้น ได้ตั้งเป้ายอดจำหน่ายในปีนี้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมด้วยนางสาวถนอมจิตต์ ท้าวแดนคำ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 8 นางสาวฐิตินันท์ เหมือนพะวงศ์ นักวิชาการตรวจสอบบัญชีชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านการบัญชีและการสอบบัญชี นางรัตนาภรณ์ชัยรัตนวงศ์ หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ชุมพร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมต้อนรับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่จังหวัดชุมพร ณ สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพรโดยเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 49 ของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด เพื่อกระตุ้นสมาชิกร่วมกันพัฒนายกระดับมาตรฐาน เพิ่มรายได้สหกรณ์ โดยสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดชุมพร ได้ร่วมจัดนิทรรศการให้ความรู้ด้านบัญชีครัวเรือน บัญชีต้นทุน โปรแกรมระบบบัญชีแบบต่างๆ เพื่อช่วยให้เกษตรกรรู้จักการคิดต้นทุนการผลิต และสนับสนุนการออม ภายในงานนี้ด้วย

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวภายในงานว่า “ถ้าเราให้ความสำคัญกับระบบสหกรณ์ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตอย่างมีความสุขได้ ซึ่งสหกรณ์ที่จะประสบความสำเร็จ ต้องมีสมาชิกที่ดีและมีคุณภาพนอกจากนี้ยังจะต้องมีผู้บริหารที่ดีด้วย ซึ่งจะต้องมีคุณธรรม มีความรู้ ความสามารถและความเสียสละ สำหรับในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับสหกรณ์ในการบริหารงานและแก้ไขปัญหาที่นอกเหนือจากสหกรณ์จะควบคุมได้ และในโอกาสที่ได้เข้ามาดูแลสหกรณ์ทั่วประเทศจึงมุ่งที่จะส่งเสริม สนับสนุน และเติมเต็มในส่วนที่ขาดให้กับพี่น้องเกษตรกร และหวังว่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรดีที่อย่างยั่งยืน”

 

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 25 พฤศจิกายน 2562

Published November 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456055

x

ชายคาพระพิรุณ : 25 พฤศจิกายน 2562

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กาแฟพันธุ์อาราบิก้า ที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะปลูกใต้ต้นไม้ใหญ่ ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดี รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เชิญสื่อมวลชนนั่งคุยอย่างเป็นกันเองเพื่อแนะนำตัวในโอกาสที่เข้าดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง พร้อมชี้แจงทิศทางการขับเคลื่อนภาคประมงไทย และนโยบายการพัฒนาประมงทุกมิติแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้มีความสมดุลด้านการประมงอย่างยั่งยืน เสริมสร้างความเข้มแข็ง สร้างโอกาส สร้างรายได้จากภาคประมงสู่เกษตรกรให้มากที่สุด ซึ่ง นายมีศักดิ์ เน้นย้ำว่ากรมประมงให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านการประมงแบบมีส่วนร่วมทุกมิติเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติภายใต้หลักการ“คนอยู่ได้ ทรัพยากรยั่งยืน ไม่ฝืนพันธะสัญญา“ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนา 7 ด้าน ดังนี้ 1.สนองงานสถาบันพระมหากษัตริย์พระบรมราโชบายสืบสานงานโครงการพระราชดำริ โครงการพัฒนาส่วนพระองค์การพัฒนาฟื้นฟูพันธุ์ปลาไทยตามพระราชเสาวนีย์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อดำรงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำให้ความสำคัญกับโครงการจิตอาสาปล่อยปลาพัฒนาคูคลอง หนองบึงรวมทั้งทะเลเพื่อบูรณะแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ 2.การบริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานวิชาการและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เน้นการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาโดยยึดหลักแนวคิดพระราชทานเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาเป็นหลักยึดในการทำงาน ใช้งานวิชาการเข้าไปปรับใช้กับการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของชุมชนควบคุมการจัดการของคนผู้ใช้ทรัพยากร ตั้งเป้าหมายให้ชุมชนประมงน้ำจืดและชุมชนประมงทะเลได้รับการพัฒนาให้เป็นชุมชนประมงเพื่อการท่องเที่ยวในอนาคตอย่างน้อยจังหวัดละ1 แห่ง 3.มุ่งแก้ปัญหาการประมงของประเทศโดยให้ความสำคัญกับการรักษาระดับมาตรฐานการควบคุม ป้องกัน แก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายเน้นสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ชาวประมงบนหลักการมีส่วนร่วมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวประมง ข้อกำหนดใดที่อาจจะส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมหรือไม่สามารถปฏิบัติได้ต้องได้รับการแก้ไข ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสกองเรือไทยไปสู่สากลหรือทำการประมงนอกน่านน้ำ 4.การผลิตด้านการเพาะเลี้ยง ใช้หลักตลาดนำการผลิตโดยมุ่งผลิตสัตว์น้ำที่มีมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจและสำรวจความต้องการตลาดเป็นหลัก โดยใช้ข้อมูลการพยากรณ์ด้านการตลาดข้อมูลจากผู้แทนการค้าประเทศและข้อมูลจากทูตเกษตร เป็นต้น 5.งานวิชาการต้องตอบสนองด้านการเพาะเลี้ยงและการบริหารจัดการทรัพยากรประมง งานวิชาการต้องตอบ สนองงานหลัก 2 เรื่อง คือการนำผลงานวิชาการไปพัฒนาต่อยอดด้านการส่งเสริมเพาะเลี้ยง การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการผลิตอื่นๆ นอกจากนี้งานวิชาการต้องสามารถตอบสนองการบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมทันต่อสถานการณ์ สามารถใช้สนับสนุนการออกมาตรการของฝ่ายบริหารและคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดได้อย่างครบถ้วน 6. การขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลมุ่งเน้นการขับเคลื่อนแผนงานโครงการที่สำคัญของรัฐบาลเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 วงเงินงบประมาณ 766.908 ล้านบาท จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านการประมง ส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน วงเงิน 260 ล้านบาท โดยสนับสนุนพันธุ์ปลานิลแปลงเพศ และอาหารปลาแก่เกษตรกร ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ 39 จังหวัด มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 35,751 ราย โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน ส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำชุมชน วงเงิน 506.908 ล้านบาท โดยสนับสนุนพันธุ์กุ้งก้ามกราม จำนวน 200,000 ตัวต่อแหล่งน้ำ ในพื้นที่ 19 จังหวัด 129 อำเภอ จำนวน 1,436 แห่ง

นอกจากนี้กรมประมงยังได้จัดทำโครงการจัดทำเรือประมงนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน โดยนำเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ จำนวน 305 ลำโดยใช้งบประมาณ 764.454 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 ในปี 2562 จำนวน 252 ลำ เป็นงบประมาณ 467.6039 ล้านบาท ซึ่งได้ดำเนินการจ่ายเงินชดเชยให้ชาวประมงแล้ว และในปี 2563 จำนวน 53 ลำงบประมาณ 294.8502 ล้านบาท อยู่ระหว่างการเสนอขออนุมัติความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี 7.มุ่งพัฒนากรมประมงให้เป็นบ้านที่น่าอยู่สำหรับทุกคน พัฒนาอาคารสถานที่ทำงาน พัฒนาคนให้มีความพร้อมเป็นข้าราชการกรมประมงอย่างมืออาชีพ วางระบบการแต่งตั้งโยกย้ายอย่างเป็นธรรมสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรมีความเชื่อมั่นว่ากรมประมงเป็นสถาบันครอบครัวที่ต้องพึ่งพาการภายใต้สโลแกน“คนสำราญ งานสำเร็จ”…ขุนเกษตราขอเป็นกำลังใจให้ท่านอธิบดี ซึ่งเป็นคนตั้งใจทำงานเพราะภาคประมงเป็นส่วนสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นแหล่งรายได้สำคัญของชาวประมงและเป็นภาคเกษตรที่นำรายได้เข้าประเทศไทยมากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว

เมื่อเร็วๆ นี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้จัดอบรมหลักสูตร ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ รุ่นที่ 6 เพื่อเป็นกำลังสำคัญ ในการสนับสนุนการปฏิบัติงานสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีสหกรณ์ให้เป็นผู้ปฏิบัติงานได้อย่างมีมาตรฐานเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ โดยหลักสูตรดังกล่าว ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ช่วยผู้สอบบัญชี ความรู้เกี่ยวกับระเบียบคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์งบการเงิน กระบวนงานและเทคนิคการสอบบัญชี การบันทึกข้อมูล Input Form การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการบันทึกบัญชี ตลอดจนการประสานงานเพื่อการตรวจสอบบัญชี รวมทั้งได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประสบการณ์ การซักถามปัญหาการปฏิบัติงานระหว่างผู้เข้ารับการอบรมด้วยกันเองและวิทยากร โดยได้รับเกียรติจาก นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบวุฒิบัตรให้ผู้ผ่านการอบรมครั้งนี้จำนวน 80 คน…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 18 พฤศจิกายน 2562

Published November 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454540

ชายคาพระพิรุณ : 18 พฤศจิกายน 2562

ชายคาพระพิรุณ : 18 พฤศจิกายน 2562

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันแพะ แกะ เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ได้รับความนิยม และมีการเลี้ยงมากขึ้นทุกปี ซึ่งนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้ข้อมูลว่า ในปี 2562 ประเทศไทยมี แพะจำนวน 832,533 ตัว เกษตรกร 65,855 ราย จำแนกเป็นแพะเนื้อ จำนวน 803,768 ตัว เกษตรกร 64,733 ราย แพะนมจำนวน 28,765 ตัว เกษตรกร 1,751 ราย ส่วนแกะ มี 70,089 ตัว เกษตรกร 6,632 ราย สถานการณ์ด้านการตลาด จากข้อมูลเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะ แกะแห่งประเทศไทย มีการส่งออกแพะไปต่างประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ลาว มาเลเซีย ประมาณปีละ 150,000 – 200,000 ตัว/ปี ในภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ราคาเฉลี่ย 120 – 125 บาท/กิโลกรัม ภาคใต้ตอนบน ราคาเฉลี่ย 140 – 150 บาท/กิโลกรัม ภาคใต้ ตอนล่าง ราคาเฉลี่ย 160 บาท/กิโลกรัม โดยภาพรวมตลาดยังมีความต้องการแพะแกะอีกมาก ทั้งตลาดภายในประเทศ และต่างประเทศ ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ได้มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนภาคเกษตร ตามโครงการ “ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่” (แปลงใหญ่แพะเนื้อ)ตามหลักการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และการจัดการด้านการตลาด โดยใช้หลักการรวมกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงปศุสัตว์ชนิดเลี้ยงกัน ในพื้นที่เดียวกัน รวมกลุ่มกัน เพื่อทำให้เกิดการต่อรอง ร่วมกันซื้อ ร่วมกันขาย ซึ่งมีเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงแพะแกะกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในภาคเกษตรกรที่ทำงานร่วมกับกรมปศุสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ที่เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่แพะเนื้อมากถึง 82 ราย และถือเป็นแหล่งผลิตแพะเนื้อที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ดังนั้น กรมปศุสัตว์ จึงจะร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานมหกรรมผลิตภัณฑ์แพะแกะ แห่งประเทศไทย “Goat and Sheep festival Thailand” ขึ้นในระหว่าง วันที่ 13 – 15 ธันวาคม 2562 ณ New land (สวนผึ้ง) อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เพื่อเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ด้านการตลาดแพะแกะ ให้เกษตรกร นักท่องเที่ยว ประชาชนทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการตลาดให้แก่เกษตรกรเลี้ยงแพะแกะทั้งประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรแปลงใหญ่และส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงแพะมีการตื่นตัวในการดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยงแพะแกะ ผลิตภัณฑ์ และยกระดับการจัดการฟาร์มให้ได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิต และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรแกนนำที่ประสบความสำเร็จ กลุ่มเครือข่ายเกษตรกร เกษตรกรแปลงใหญ่แพะเนื้อ อ.สวนผึ้ง หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถานศึกษา เพื่อนำไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพเลี้ยงแพะแกะ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาการแปรรูป และการตลาดให้เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสมต่อไป…

นายวีรศักดิ์ เนตรเกื้อกูล ประธานเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า งานมหกรรมผลิตภัณฑ์แพะแกะ แห่งประเทศไทย “Goat and Sheep festival Thailand” ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม 2562 ณ.นิวแลนด์ฟาร์ม อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ขึ้นชื่อเรื่องการท่องเที่ยวเชิงปศุสัตว์ โดยเฉพาะแพะ แกะ จะเป็นการนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ ชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวเชิงปศุสัตว์ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้า และส่งเสริมด้านการตลาด ตลอดจนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ กิจกรรม meeting ชาวแพะ แกะ (เปิดโอกาสให้ผู้ผลิต พบปะผู้บริโภค) ร่วมชิมผลิตภัณฑ์จากแพะ แกะ/การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแพะ แกะ ของเกษตรกร/เครือข่ายเกษตรกร (ส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาดแก่เกษตรกร) ชมการสาธิตการปรุงอาหารเมนูแพะโดยเชฟมืออาชีพ (กิจกรรมส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์) ที่พร้อมจะให้ผู้เข้าร่วมงานได้ ชม ชิม ช้อป ตลอดทั้งการจัดงาน จึงขอเชิญชวนสมาชิกเครือข่าย เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะแกะจากทั่วประเทศและผู้สนใจร่วมงาน มหกรรมผลิตภัณฑ์แพะแกะไทยในครั้งนี้…ใครสนใจงานนี้ไปเที่ยวได้เลยนะครับ แล้วท่านจะรู้ว่าแพะแกะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีความสำคัญและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศอีกชนิดหนึ่ง…

วันก่อน นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลงพื้นที่ร่วมกับคณะของ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ณ แปลงต้นแบบการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานเพื่อการส่งออก ชมพู่ทับทิมจันทร์ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ของนายสมชาย เจริญสุข ณ ตำบลดอนคา อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ซึ่งปัจจุบันสวนแห่งนี้ได้มีการส่งออกชมพู่ไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ เช่น จีน ฮ่องกง และยุโรป กิโลกรัมละ 80 – 100 บาท รวมทั้งจำหน่ายในประเทศ ขายผ่านช่องทางออนไลน์ และได้ทำ MOU กับ ท๊อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อส่งชมพู่ไปขายในห้างดังกล่าวด้วย ในการนี้ ท่านรัฐมนตรีช่วยมนัญญา ได้เน้นย้ำให้เกษตรกรผู้ปลูกชมพู่ใส่ใจทุกขั้นตอนของการผลิตและพัฒนาความรู้ของตนเองสม่ำเสมอ ดูแลแปลงให้มีมาตรฐานนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการแปลงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย สามารถส่งออกไปขายในต่างประเทศได้ ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรต่อไป…

 

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 11 พฤศจิกายน 2562

Published November 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453008

x

ชายคาพระพิรุณ : 11 พฤศจิกายน 2562

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดงาน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ครบรอบ 64 ปี แห่งการก่อเกิดโครงการพระราชดำริ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษาต่อยอด Digi Fonluang” เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงก่อให้เกิด “เทคโนโลยีฝนหลวง” โดยในปีนี้ครบปีที่ 64 แห่งการกำเนิดฝนหลวงพระราชทาน นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2498ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริที่จะคิดค้น วิจัย หาวิธีการทำฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่ประสบภัยแล้ง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 เฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” และกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ และจารึกไว้เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่ง นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บอกว่า ในปีนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้กำหนดจัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวงขึ้น ระหว่างวันที่ 11 – 15 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยในวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป จะมีพิธีเปิดนิทรรศการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด Digi Fonluang” และมีการมอบรางวัลอาสาสมัครฝนหลวงดีเด่นระดับประเทศและระดับภูมิภาค การมอบรางวัลโครงการประกวดภาพถ่ายและภาพจิตรกรรม “ฝนหลวงฝนแห่งความเมตตา” พร้อมการจัดแสดงผลงานที่ได้รับรางวัลรวมถึงมีการแสดงนิทรรศการฝนหลวงจากอดีตและความก้าวหน้าในปัจจุบัน การสนองพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาโครงการฝนหลวงโดยนำเสนอเทคโนโลยีและโครงการวิจัยที่ต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง ตลอดจนนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานร่วมบูรณาการ อาทิ กองทัพอากาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) สำหรับวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.00 น. จะมีพิธีถวายราชสักการะวางพานพุ่มดอกไม้สดถวายแด่องค์พระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ โดยได้รับเกียรติจาก นายเฉลิมชัยศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานในพิธี

ทั้งนี้ ตลอดการจัดงาน ยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกมากมายกว่า 100 ร้านค้า เป็นผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ซึ่งมีทั้งผัก ผลไม้ อาหารสด และอาหารแปรรูปทางการเกษตร มาจำหน่ายให้ประชาชนในราคาประหยัด รวมทั้งยังมีกิจกรรมการสาธิตเสริมสร้างอาชีพจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ สาธิตการทำอาหารแปรรูปจากปลา สาธิตการทำสเต็กคอหมูราดซอสไข่เค็ม การสาธิตการทำสบู่โปรตีนไหม การเสวนาฝนหลวง และการแสดงดนตรีโฟล์กซอง จึงขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนมาร่วมงาน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 11 – 15 พฤศจิกายน 2562 เพื่อแสดงความจงรักภักดี ประกาศก้องถึงพระเกียรติคุณแห่งองค์พระบิดาแห่งฝนหลวง และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุด มิได้ของพระองค์ท่านร่วมกัน…

เมื่อเร็วๆนี้ นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม ร่วมประชุมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีนายพิทยสัณห์ เดชประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกลุ่มการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ และนางสาวขวางลี่ รองประธานสภาหอการค้ามณฑลเสฉวน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (Board of Trade Thailand -CCPIT Sichuan Council) เป็นประธาน และมีกรมปศุสัตว์ ผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวและสินค้าต่างๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางการค้าร่วมกัน ซึ่งสินค้าหม่อนไหม โดยเฉพาะผ้าไหมถือเป็นสินค้าพรีเมี่ยมเอกลักษณ์ของไทยที่ประเทศต่างๆ รวมทั้งจีนให้ความสนใจมาก ทั้งนี้ อธิบดีกรมหม่อนไหมได้เสนอให้มีการเปิดตลาดสินค้าหม่อนไหมในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะผ้าไหมลายเอกลักษณ์และผ้าไหมพื้นเพื่อนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าและเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องประดับตกแต่ง พร้อมกันนี้ได้ขอความร่วมมือในการหาตลาดเส้นไหมคุณภาพดีราคาถูกในจีนเพื่อนำมาพัฒนาการผลิตผ้าไหมร่วมกันตามความต้องการของตลาด…จากการประชุมในครั้งนี้ จะนำไปสู่ความร่วมมือทางการค้าระหว่างกรมหม่อนไหมและมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่อันดับ 4ของจีน มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) 5,700 ล้านเหรียญ และมีผู้ประกอบการผ้าไหม ร่วม50 ราย ซึ่งจะมีการประชุมการค้าในกลุ่มการค้าชายแดนมณฑลเสฉวนในเร็วๆ นี้ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การตลาด และการประสานงานในกิจกรรมอื่นๆ ทั้งในประเทศไทยและในมณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อไป

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 4 พฤศจิกายน 2562

Published November 8, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451561

ชายคาพระพิรุณ : 4 พฤศจิกายน 2562

ชายคาพระพิรุณ : 4 พฤศจิกายน 2562

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมประมง ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กำหนดจัดงาน “ประมงรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ” ครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด “สายธารแห่งพระบารมี 9 สู่วิถีประมงไทย” ระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี โดย นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า วันที่ 7 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯทรงปล่อยพันธุ์ปลาจากบ่อส่วนพระองค์ลงในบ่อเลี้ยงของแผนกทดลองและเพาะเลี้ยงของกรมประมง และพระราชทานพันธุ์ปลาให้ข้าราชการและเกษตรกรนำไปเลี้ยงเพื่อแพร่ขยายพันธุ์ ดังนั้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่มีต่องานด้านการประมง กรมประมงจึงจัดงาน ประมงรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด “สายธารแห่งพระบารมี 9 สู่วิถีประมงไทย” ขึ้น โดยได้แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 นิทรรศการด้านการประมง จัดแสดงนิทรรศการโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การถ่ายทอดเรื่องราวบรรยากาศศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำลองป่าชายเลน และระบบนิเวศ รวมถึงกิจกรรมภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อาทิ การทำอีแปะ หรือวัสดุล่อหอยนางรม จัดแสดงภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวบรวมภาพพระราชกรณียกิจการทรงงานด้านการประมง ที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทยเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ โซนที่ 2 นิทรรศการน้อมรำลึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จัดแสดงภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยรวบรวมภาพพระราชกรณียกิจการทรงงานด้านการประมง ที่ตรึงอยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทย จัดแสดงปลาพระราชทานทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ปลาหมอเทศ ปลานิล ปลากระโห้ ปลานวลจันทร์ทะเล และปลาในโครงการพระราชดำริ โซนที่ 3 นิทรรศการโครงการเกษตรอทิตยาทร จัดแสดงนิทรรศการกิจกรรมในโครงการเกษตรอทิตยาทร โครงการในพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เพื่อถ่ายทอดความรู้วิชาการทางการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งยังส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้จากอาชีพหลักและอาชีพเสริมโดยภายในนิทรรศการมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ร้านค้าของโครงการฯโซนที่ 4 ตลาดส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประมง เปิดโอกาสให้เกษตรสามารถนำผลิตภัณฑ์ด้านการประมงมาจำหน่ายภายในงานเพื่อส่งเสริมการตลาด ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประมง อาทิ ผลิตภัณฑ์จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประเภทศูนย์เครือข่ายด้านการประมงรวมทั้งเกษตรกรทั่วไปและภาคเอกชน กรมประมงจึงขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมงานดังกล่าว ในระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤศจิกายน 2562 ตั้งแต่เวลา 10.30-21.30 น. ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี ซึ่งสามารถร่วมชมกิจกรรมต่างๆ ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย…

ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2541 กำหนดให้วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันออมแห่งชาติ” เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดและการออมว่าเป็นส่วนสำคัญของชีวิตที่จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสมาชิกสหกรณ์ให้ดีขึ้นและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยในปีนี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ กองประสานงานโครงการพระราชดำริ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เข้าร่วมจัดนิทรรศการในงานวันออมแห่งชาติ ประจำปี 2562 ของขบวนการสหกรณ์ ซึ่งจัดโดยสันนิบาตสหกรณ์ ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ และสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท ร่วมด้วยส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนเห็นความสำคัญและตระหนักถึงประโยชน์ของการออมเพื่ออนาคต รวมทั้งส่งเสริมให้มีนิสัยรักการออมณ ห้องประชุม สำนักงานใหญ่บริษัท ทีโอทีจำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้องเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ กองประสานงานโครงการพระราชดำริ ได้เผยแพร่ความรู้ และให้คำปรึกษาแนะนำการจัดทำบัญชีรับ – จ่ายในครัวเรือน บัญชีต้นทุนประกอบอาชีพและบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อใช้บัญชีเป็นเครื่องมือในการวางแผนการใช้จ่ายเงิน รวมทั้งแจกสมุดบัญชีให้แก่ผู้ที่สนใจอีกด้วย…

กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วม โครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmerปี 2563 โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติคือ มีอายุระหว่าง 17-45 ปี และเริ่มต้นทำการเกษตร มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำเกษตรและต้องการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของตนเอง มีความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการและต้องเข้าร่วมกิจกรรมตลอดระยะเวลาของโครงการ โดยผู้สมัครจะต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้แล้ว เอกสารการสมัครประกอบด้วยรูปถ่ายขนาด 1.5 นิ้ว สำเนาทะเบียนเกษตรกร/ใบรับรองการขึ้นทะเบียนเกษตรกร สนใจสมัครตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

 

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 28 ตุลาคม 2562

Published October 31, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449968

ชายคาพระพิรุณ :  28 ตุลาคม 2562

ชายคาพระพิรุณ : 28 ตุลาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในที่สุดคณะกรรมการวัตถุอันตรายก็ได้มีมติยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนภูมิใจไทยไปแล้วตามคาดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จากมติคณะกรรมการฯ ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 26 ท่าน ซึ่งมีมติเป็นดังนี้คือ พาราควอต แบนด้วยเสียง 21 เสียง จำกัดการใช้ 5 เสียง คลอร์ไพริฟอส แบน 22 เสียง จำกัดการใช้ 4 เสียง และไกลโฟเซต แบน 19 เสียง จำกัดการใช้ 7 เสียง จึงสรุปเป็นมติที่ประชุมเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้ปรับวัตถุอันตราย พาราควอต คลอร์ไพริฟอสและไกลโฟเซตจากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 (วัตถุอันตรายที่มีการผลิต นำเข้า การส่งออกหรือการมีไว้ในครอบครองต้องขออนุญาต) ให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (ห้ามผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง) ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2562 เป็นต้นไป…นอกจากนี้ มติที่ประชุมยังเห็นชอบให้กรมวิชาการเกษตรไปดำเนินการยกร่างประกาศกระทรวงว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น พิจารณาระยะเวลาความเหมาะสมในการบริหารจัดการวัตถุอันตราย ที่ยังคงเหลืออยู่ หลังจากประกาศมีผลบังคับใช้ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องด้วย…ต้องดูต่อไปว่ากระทรวงเกษตรฯ จะรับมืออย่างไรกับผลกระทบที่เกษตรกรจะได้รับตามมา ซึ่ง ขุนเกษตราไม่ได้สนับสนุนให้มีการใช้สารเคมีในการทำเกษตร และก็ไม่ได้หมายความว่าไอ้ 3 สารนี้ จะเป็นปัจจัยการผลิตที่สุดในการทำเกษตรเช่นกันทุกอย่างต้องมีความพอดีที่สมเหตุสมผล ภายใต้หลักฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานองค์กรที่น่าเชื่อถือ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เองก็มีหน่วยงานทั้งที่ทำวิจัย และหน่วยงานที่กำกับดูแล ตรวจรับรองมาตรฐาน ที่ได้รับการเชื่อถือยอมรับจากองค์กรระดับโลกอยู่แล้ว แต่ท่านรัฐมนตรีทั้งหลายแหล่ ที่อ้างว่าอาสามาดูแลเกษตรกร กลับตัดสินใจให้แบน 3 สารดังกล่าวอย่างรีบด่วน โดยไม่ได้ฟังเสียงทัดทาน ไม่รับฟังข้อมูลให้ถ่องแท้จากหน่วยงานที่ท่านกำกับดูแลอยู่เลย ไม่รับฟังเสียงนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรงทั้งจากกระทรวงเกษตรฯ และมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือแม้แต่ไม่ได้ทำประชาพิจารณ์ฟังเสียงของเกษตรกรเลยแม้แต่น้อย ตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลจากการมโนของนักวิชาการที่ไหนก็ไม่รู้ที่รายงานผลการวิจัยที่ย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงหลายด้าน และใช้กระแสของคำว่าเพื่อสุขภาพมาบังหน้า แถมยังแปลกประหลาดตรงที่อยากจะแบนการใช้สารเคมี 3 ตัวนี้ แต่กลับจะให้มีการนำเข้าสารเคมีตัวใหม่เข้ามาแทน แถมราคาแพงกว่าของเก่าหลายเท่า ในขณะที่ความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้งานต่ำกว่ามาก ไหนๆ จะแบนทั้งที ทำไมไม่แบนให้หมดแล้วยกเลิกการนำเข้าสารเคมีเพื่อการเกษตรให้หมดไปเลย…ประชดนะครับ…อยากให้ท่านแยกแยะให้ออกว่าแบบไหนเป็นเกษตรหลังบ้าน แบบไหนเป็นเกษตรผสมผสาน แบบไหนเป็นเกษตรอินทรีย์ แบบไหนเป็นเกษตรปลอดภัยหรือแบบไหนเป็นเกษตรอุตสาหกรรม แต่ละรูปแบบมีวิธีการและเป้าหมายที่แตกต่างกัน แต่ละรูปแบบมีความจำเป็นต้องใช้ปัจจัยการผลิตที่แตกต่างกัน นี่เห็นว่าจะมีโปรเจกท์ใหม่ส่งเสริมให้ทำน้ำหมักใช้กันถึงขั้นให้จดทะเบียนได้ ดูชักไปกันใหญ่ ไม่ใช่ว่าน้ำหมักไม่ดีนะครับ แต่ประสิทธิภาพ ศักยภาพของเขามีข้อจำกัด เหมาะสมกับการทำเกษตรเพียงบางรูปแบบเท่านั้น การใช้สารเคมีก็เช่นกัน จำเป็นต้องใช้ให้ถูกวิธี ใช้ให้ถูกต้อง เหมาะสมและมีความรับผิดชอบ ไม่มีใครเอายาฆ่าหญ้าไปฉีดผักหรอกครับ ผักตายหมดไม่มีเหลือ เพราะเขาบอกอยู่แล้วว่ายาฆ่าหญ้าขุนเกษตรา มองว่า ที่เกษตรกรและนักวิชาการบางส่วนคัดค้านการแบนนั้นก็เพราะว่า ในบางรูปแบบการผลิตสินค้าเกษตรมันจำเป็นต้องใช้ แต่ใช้ให้ถูกวิธีและปลอดภัยทั้งผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม เกษตรกรในยุคนี้เป็นยังสมาร์ท เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ มีหัวก้าวหน้ากว่าที่ท่านคิดเยอะครับ…

กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดรับสมัครเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 ร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์,ถั่วเขียว) ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2562 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ สำหรับโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ประสบภัยให้สามารถกลับมาเพาะปลูกพืชสร้างรายได้ในฤดูแล้งโดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเงินสดโอนเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงในการปลูกพืชใช้น้ำน้อย คือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเขียวในพื้นที่ที่เหมาะสม เป้าหมายเกษตรกร 150,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.4 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 100,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.0 ล้านไร่ และ ถั่วเขียว50,000 ครัวเรือน พื้นที่ 0.4 ล้านไร่ โดยมีหลักเกณฑ์คือ 1. เกษตรกรที่ประสบภัยเสียหายสิ้นเชิง 2. ช่วยเหลือไม่เกิน 20ไร่ของพื้นที่เสียหายและเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ 3. อัตราช่วยเหลือเมล็ดพันธุ์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 245 บาท/ไร่ และถั่วเขียว 200 บาท/ไร่ โดยเกษตรกรต้องมีคุณสมบัติร่วมโครงการตามความสมัครใจ 1. เกษตรกรต้องมีสัญชาติไทยและบรรลุนิติภาวะ 2. เป็นหัวหน้าครัวเรือนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย (1 ครัวเรือน ต่อ 1 สิทธิ์ ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร) 3. เป็นเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงฝนแล้ง หรืออุทกภัย ปี 25624. เปิดบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส.

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังดำเนินโครงการอื่นๆ อีกได้แก่ 1. โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2563/64 – รับผิดชอบโดย กรมการข้าว 2. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก เพื่อฟื้นฟูเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัย รับผิดชอบโดย กรมปศุสัตว์ 3. โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน รับผิดชอบโดย กรมประมง และ 4. โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน – รับผิดชอบโดย กรมประมง โดยเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถเลือกเข้าร่วมได้เพียง 1 โครงการ จาก 5 โครงการทั้งหมด

 

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 21 ตุลาคม 2562

Published October 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448532

x

ชายคาพระพิรุณ : 21 ตุลาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการที่ 23 จังหวัดได้ประสบอุทกภัยส่งผลให้เกษตรกรทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 2562 ภายใต้วงเงิน 767 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า สำหรับด้านประมง ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสนใจในการดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งนอกจากการให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 มีอัตราการช่วยเหลือ ดังนี้(1) กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล ปูทะเล หอยทะเลไร่ละ 10,920 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่ (2) ปลา หรือ สัตว์น้ำอื่น ไร่ละ 4,225 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่ และ (3) กระชังบ่อซีเมนต์ ตารางเมตรละ 315 บาท ไม่เกินรายละ 80 ตารางเมตร แล้วนั้น ล่าสุดทางกรมประมงได้มีการเสนอของบประมาณเพิ่มเติมเพื่อเป็นการช่วยให้พี่น้องเกษตรกรได้ฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น นอกจากนี้ กรมประมงยังได้ดำเนิน 2 โครงการคือ “โครงการการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน” และ “โครงการปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามสร้างรายได้ในแหล่งน้ำชุมชน” เพื่อช่วยเยียวยาสร้างรายได้พร้อมฟื้นคืนอาชีพอย่างเร่งด่วน โดยมีรายละเอียดในแต่ละโครงการคือ 1.โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยเหลือเกษตรกรจำนวน 50,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 50,000 ไร่ โดยสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหารสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกร (เกษตรกรได้รับพันธุ์ปลานิลแปลงเพศรายละ 800 ตัว พร้อมอาหารสัตว์น้ำนำร่องจำนวน 120 กก. คิดเป็นมูลค่ารายละ 5,000 บาท) ซึ่งการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดินเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือลดรายจ่ายในครัวเรือนโดยพันธุ์ปลานิลแปลงเพศที่สนับสนุนจะมีขนาดใหญ่ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงสั้น

2.โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน : มีเป้าหมายพัฒนาแหล่งน้ำในชุมชน จำนวน 1,436 แห่งครอบคลุมพื้นที่ 129 อำเภอ โดยปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ(กุ้งก้ามกราม) ในแหล่งน้ำชุมชนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแบบปิด โดยสนับสนุนลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามขนาดตั้งแต่ 5-7 เซนติเมตร จำนวน 200,000 ตัวต่อแหล่งน้ำ ทั้งนี้การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามนับเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีราคาสูงในท้องตลาด จึงคาดว่าจะสามารถให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วโดยโครงการนี้จะเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน และเป็นการปลูกฝังให้ประชาชนหวงแหนทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ของตน ด้วยการมีส่วนร่วมในการพิจารณาแหล่งน้ำสำหรับปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในชุมชนของตน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างอาชีพ เสริมรายได้ และเป็นแหล่งอาหารให้กับชุมชน

ท่านรัฐมนตรีว่าการฯ ยังบอกอีกว่า โครงการดังกล่าวนี้ได้ดำเนินการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ด้านการส่งเสริมอาชีพการประมงเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกร ทั้งด้านการสร้างโอกาสและเสริมสร้างศักยภาพให้กับชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้และจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยได้ ตลอดจนเป็นการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรในแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับแหล่งน้ำในพื้นที่อันจะเป็นการสร้างแหล่งอาหารและโปรตีนให้กับชุมชน เพื่อสร้างความอยู่ดีมีสุขและสามารถเรียกรอยยิ้มให้พี่น้องชาวประมงที่ได้รับผลกระทบ ได้ฟื้นกลับมาทำอาชีพประมงได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

วันก่อน นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมด้วยนายสุมนต์ หาญศิริสวัสดิ์ ที่ปรึกษากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นางสาวณิชาพร สังฆะโต ผู้เชี่ยวชาญด้านการบัญชีและการสอบบัญชี หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์พัทลุง ข้าราชการ และพนักงานราชการในพื้นที่ ร่วมต้อนรับ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะ ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง โดยท่าน รมช.มนัญญา ได้ตรวจเยี่ยมการปลูกถั่วหรั่งในสวนยางพารา เพื่อเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรระหว่างที่ยังไม่ได้กรีดยางพารา โดยในปัจจุบัน พื้นที่อำเภอตะโหมด มีเกษตรกรปลูกถั่วหรั่งจำนวนมากกว่า 800 ไร่ กระจายอยู่ใน 3 ตำบล ซึ่งถั่วหรั่งจะให้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 450 – 600 กิโลกรัม รายได้เฉลี่ย
ไร่ละประมาณ 15,000 บาท ซึ่งเป็นอาชีพเสริมที่ทำรายได้ดีให้กับเกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมผลิตปุ๋ยผสมใช้เองที่อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ที่สหกรณ์การเกษตรอำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง โดยโครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยผสมใช้เองในจังหวัดพัทลุง มีสหกรณ์ 3 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรปากพะยูน จำกัด, สหกรณ์การเกษตรตะโหมด จำกัด และสหกรณ์การเกษตรกงหรา จำกัด โดยสหกรณ์ทั้ง 3 แห่ง เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยผสมเองกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และได้มีการจัดอบรมวิธีการผลิตปุ๋ยผสมใช้เองให้แก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 5 พันคน โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มีบทบาทในการให้คำแนะนำทางบัญชีและตรวจสอบบัญชีให้กับสหกรณ์ดังกล่าวด้วย

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 14 ตุลาคม 2562

Published October 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447044

x

ชายคาพระพิรุณ : 14 ตุลาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข่าวใหญ่ในร่มชายคาพระพิรุณขณะนี้ คงไม่พ้นเรื่องแบน 3 สาร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของส่วนรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค (4 ฝ่าย) ต่อการยกเลิก สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส พาราควอตและไกลโฟเซต โดยมี น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมซึ่งที่ประชุมมีมติ 9 ต่อ 0 ให้แบนสาร 3 ชนิดโดยจะเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณาให้สารทั้ง 3 ชนิด ซึ่งอยู่ในบัญชีประเภทที่ 3 ไปเป็นบัญชีประเภทที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2562 นั่นหมายถึงจะส่งผลให้ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต สารทั้ง 3 ชนิดนี้ในประเทศไทยโดยเด็ดขาด หากคณะกรรมการวัตถุอันตรายเห็นชอบตามที่คณะทำงานชุดนี้เสนอไป….จริงๆ แล้ว ขุนเกษตรา มองว่า การแบนหรือไม่แบน 3 สารนี้ เป็นสงครามทางการค้าที่ต้องการเอาสารที่หมดสิทธิบัตรออกไป แล้วเอาสารตัวใหม่ที่มีสิทธิบัตรมาขายแทน แถมมีราคาแพงกว่าเดิม 4-5 เท่า ตกค้างมากกว่าเดิม ประสิทธิภาพต่ำกว่าเดิม โดยที่ฝ่ายต้องการแบนพยายามใช้ข้อมูลที่ไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมด ไม่มีแหล่งอ้างอิงของข้อมูล ตัดตอนงานวิจัยบางท่อน บางข้อความโดยใช้เรื่องของความปลอดภัยต่อสุขภาพมาเป็นข้ออ้าง พวกโลกสวยก็แห่เคลิ้มตามกันไปเรื่อย ทั้งที่ความจริงในชีวิตประจำวัน ทั้งของกิน ของใช้ ปนเปื้อนสารเคมีเต็มๆ มากกว่าการตกค้างของ 3 สารดังกล่าวเสียอีก

ขุนเกษตรา ไม่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านการใช้สารเคมีทางการเกษตรเสียทีเดียว แต่มองว่าทุกอย่างต้องมีเหตุมีผล สารเคมีมีทั้งคุณและโทษ ยารักษาโรคที่เรากินกันก็เป็นเคมี หากกินตามคำแนะนำของแพทย์ก็ปลอดภัย แต่หากกินเกินขนาดก็อันตราย เช่นเดียวกับสารเคมีหากใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดก็มีความปลอดภัย ไม่ปนเปื้อน ไม่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม การทำเกษตรหากจะเป็นเพียงเกษตรหลังบ้าน ปลูกผักสวนครัว ทำกินกันในครอบครัวหรือทำขายในท้องถิ่น ก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีพวกนี้ทำเกษตรอินทรีย์ได้สบายๆ เหมือนอย่างที่รัฐมนตรีต้องการผลักดัน แต่หากเราจะเป็นเกษตรอุตสาหกรรม คิดจะแข่งขันนำเงินตราเข้าประเทศ ยังไงก็มีความจำเป็นต้องใช้ ประเทศที่เจริญแล้วเขาก็ยังใช้สารพวกนี้นะครับ ในประเทศที่เขายกเลิกการใช้ตามที่ NGO อ้าง ส่วนใหญ่เขาไม่จำเป็นต้องใช้ด้วยเหตุผลทางสภาพอากาศหรือสภาพแวดล้อมของประเทศนั้นๆ แต่เขาก็ยังนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ใช้ 3 สารตามปกติ เพียงแต่ต้องได้มาตรฐาน ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ซึ่งประเทศไทยก็ทำเรื่องนี้อยู่แล้วมีมาตรฐานรับรองสินค้าเกษตรหลายชนิด มีหน่วยงานรับรองมาตรฐานสินค้าที่ได้การยอมรับจากองค์กรระดับโลก ไม่ใช่หน่วยงานที่ NGO นำมากล่าวอ้าง ซึ่งบางแห่งหาตัวตนไม่ได้อย่าไปว่าเกษตรกรเห็นแก่ตัวเลยครับ ความจำเป็นกับความต้องการ มันต่างกัน ลึกๆ เกษตรกรเขาไม่ต้องการใช้หรอกครับเพราะมันคือต้นทุน แต่มันจำเป็นต้องใช้ ซึ่งหากแบน 3 สารนี้แล้วหาสารตัวใหม่ ที่ใช้แล้วได้ผลดีกว่า หรือเท่าเทียมกัน อันตรายน้อยกว่า มีราคาต่ำกว่ามาให้เกษตรกรเลือกก็คงไม่เป็นไร เกษตรกรเขาไม่ได้ยึดติดกับ 3 สารนี้หรอก แต่ที่จะเอามาทดแทนยังหาข้อดีกว่าสารเก่าไม่ได้เลย…คิดให้ดีคิดให้รอบคอบนะครับ พิจารณาจากหลักวิชาการที่แท้จริง เพราะไม่อย่างนั้น นอกจากเกษตรกรได้รับผลกระทบด้านต้นทุนแล้ว ผู้บริโภคเองก็อาจจะต้องซื้อสินค้าเกษตรที่แพงขึ้นด้วยนะครับ ยิ่งไปกว่านั้นการแข่งขันทางการค้าที่จะให้ไทยเป็นครัวโลกคงยาก…สุดท้ายไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรเลย และคงไม่ใช่ของขวัญปีใหม่แน่นอน…

ช่วงนี้มีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในหลายกรมหลายคนเติบโตในสายงานก็ของแสดงความยินดีด้วย เพราะบางงานจำเป็นต้องได้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะมาบริหาร ประเด็นนี้ ขุนเกษตรา มีข่าวแว่วๆ จากกรมการข้าว ว่าจะมีการขอย้ายข้ามห้วยมาจากเกษตรจังหวัดแห่งหนึ่งเพื่อมาเป็น ผอ.กองเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่ถือว่าเป็นหน่วยงานสำคัญของกรมการข้าวที่มีบทบาทสำคัญในการศึกษา วิจัย และพัฒนาวิทยาการเมล็ดพันธุ์และการกระจายเมล็ดพันธุ์ เป็นหน่วยงานที่ต้องวางแผนและผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายและชั้นพันธุ์จำหน่าย มีการบริหารจัดการและติดตามประเมินผลการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าว ส่งเสริม สนับสนุน และถ่ายทอดวิทยาการเมล็ดพันธุ์ รวมถึงการตรวจสอบและรับรองระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์และคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ซึ่งหากเปิดโอกาสให้ ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวหรือผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 50 แห่ง ซึ่งมีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ได้เติบโตในสายงาน ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการผลิตข้าวพันธุ์ดีของประเทศได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่อยู่ดีๆ เอาคนข้ามห้วยข้ามกรมมานั่งบริหาร ขวัญกำลังใจของลูกหม้อก็หายหมดสิครับ ฝากผู้เกี่ยวข้องพิจารณาด้วยนะครับ

เมื่อเร็วๆ นี้ กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือ สวก.สมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย และ NIDA หารือแนวทางการนำงานวิจัยด้านนวัตกรรมเกษตรไปใช้ประโยชน์โดยมี นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการนำงานวิจัยด้านนวัตกรรมการเกษตรไปใช้ในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์และใช้ได้จริงกับเกษตรกร โดยเน้นงานวิจัย3 ด้านหลัก ได้แก่ งานวิจัยเชิงนโยบาย งานวิจัยสาธารณะและงานวิจัยเชิงพาณิชย์ ในการเสนอขอรับทุนอุดหนุนงานวิจัย เบื้องต้น ได้ข้อสรุปการนำเสนอโครงการวิจัยภาคการเกษตร 5 โครงการ ประกอบด้วย 1.การพัฒนาระบบการให้น้ำ ให้ปุ๋ยในพืชแบบอัตโนมัติ (Automatic) 2.โครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา 3.ระบบการพยากรณ์เตือนภัยศัตรูพืช (Smart Pest Warning Center) 4.งานวิจัยเชิงนโยบายภาคการเกษตรและ 5.ระบบ Supply Chain

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 7 ตุลาคม 2562

Published October 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445497

ชายคาพระพิรุณ : 7 ตุลาคม 2562

ชายคาพระพิรุณ : 7 ตุลาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ ตรงกับวันไข่โลก (World Egg Day) ซึ่งได้ริเริ่มโดย “คณะกรรมาธิการไข่นานาชาติ” หรือ“International Egg Commission” มีสมาชิกทั่วโลกกว่า 80 ประเทศ งานวันไข่โลกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อปี 2539 และได้กำหนดให้ทุกวันศุกร์ที่สองของเดือนตุลาคมเป็นวันไข่โลก ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 11 ตุลาคม 2562 วัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณประโยชน์ทางด้านโภชนาการของไข่ไก่ เนื่องจากไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของคนทุกเพศทุกวัยแต่สำหรับคนไทยพบว่าอัตราการบริโภคไข่ยังเฉลี่ยอยู่เพียง 247 ฟองต่อคนต่อปีเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายปี 2561 ที่ 300 ฟองต่อคนต่อปี ในขณะเดียวกันการเลี้ยงไก่ไข่เพื่อผลิตไข่ไก่นั้นยังเป็นอาชีพหลักอาชีพหนึ่งของเกษตรกรไทยซึ่งสามารถผลิตไข่ไก่ได้เฉลี่ยปีละ 15,000 ล้านฟอง เป็นความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และสามารถตอบสนองความต้องการการบริโภคของคนไทยได้อย่างเพียงพอ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมเดินสายจัดกิจกรรมชวนบริโภคไข่ไก่ใน 3 โรงพยาบาลใหญ่ ภายใต้แนวคิด “กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย” หวังส่งเสริมสุขภาพอนามัยที่ดีของคนไทยสำหรับงานสัปดาห์วันไข่โลก 2562 ของประเทศไทย กำหนดจัดขึ้น 3 วันใน 3 โรงพยาบาลใหญ่ ตั้งแต่ 07.00-16.00 น. ได้แก่ 1.) รพ.ศิริราช วันที่ 7 ต.ค. 2562 ณ ชั้น 1 อาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ 2.) รพ.จุฬาลงกรณ์ วันที่ 9 ต.ค.2562 ณ ชั้น 1 อาคาร 14 ชั้น เชื่อมต่อชั้น 1 อาคารคัคณางค์ และ 3.) รพ.รามาธิบดี วันที่ 11 ตุลาคม 2562 ณ โถงชั้น 1 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ และ อาคารหลัก (อาคาร 1) ภายในงานเน้นการจัดรายการ Guru Talk โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่งมาบอกเล่าเรื่องราวของไข่ไก่พร้อมกิจกรรมมากมาย อาทิ ร่วมเล่นเกมส์รับรางวัล กิจกรรมแจกไข่ฟรีเพียงแค่สแกนคิวอาร์โค้ดเข้าร่วมงาน กิจกรรมยาเก่าแลกไข่ใหม่ จำหน่ายไข่สดและไข่แปรรูปคุณภาพราคาพิเศษนำรายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้แต่ละโรงพยาบาล

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ และในฐานะผู้แทนประธานคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) เปิดเผยว่า คนไทยยังคงบริโภคไข่ไก่ต่ำกว่าหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งๆ ที่ไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนมากคุณค่าและให้ประโยชน์มากมายต่อร่างกาย จึงเป็นภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) และคณะทำงานโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง ตลอดจนกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่จะต้องร่วมกันรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของประชาชนผ่านการบริโภคไข่ไก่ ซึ่งนอกจากจะได้ผลลัพธ์ในด้านสุขภาพแล้ว ยังส่งผลไปถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศได้ประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนด้วย ทั้งนี้ เอ้กบอร์ดและคณะทำงานโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง จะใช้โอกาส “วันไข่โลก (World Egg Day)” ในการรณรงค์บริโภคไข่ไก่เป็นประจำทุกปี ในปี 2562 นี้ก็เช่นกัน โดยยุทธศาสตร์ไก่ไข่ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562-2566 ยังคงตั้งเป้าการบริโภคไข่ไก่ของคนไทยไว้ที่ 300 ฟองต่อคนต่อปี ภายใต้แนวคิด “กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย” ทั้งนี้เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในวงกว้าง ให้คนไทยเห็นคุณประโยชน์ในการบริโภคไข่ซึ่งมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง ม.ฮาร์เวิร์ดรองรับ ขณะที่กรมปศุสัตว์จะกำกับดูแลกระบวนการเลี้ยงไก่ไข่ของประเทศไทยซึ่งมาตรฐานการผลิตในระดับสูงให้ผลผลิตไข่ที่สะอาด ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

“ไข่” เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายที่อยู่คู่ครัวไทยมาช้านาน สามารถดัดแปลงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู อีกทั้งยังมีราคาที่ถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ ไข่ไก่ 1 ฟอง ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี มีโปรตีน 7 กรัม และมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและการทำงานของระบบประสาทกระตุ้นการทำงานของสมอง เสริมสมาธิและความจำ ที่สำคัญ เลซิธินในไข่แดงยังเป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาท ช่วยบำรุงประสาท ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ โคลีนช่วยเพิ่มความจำ และระบบไหลเวียนของเลือด ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ลูทีน และซีแซนทีน ป้องกันจอรับภาพเสื่อมสภาพ ช่วยบำรุงสายตา โฟเลต มีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง สังกะสี ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย การขาดสังกะสีทำให้เตี้ยและแคระแกรน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง วิตามินบี1บี2 บี6 และ บี 12 ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ วิตามินเอ วิตามินดีวิตามินอี ช่วยให้ไขมันแตกตัวเป็นอนุภาพเล็กๆและไหลเวียนไปกับกระแสเลือด ป้องกันการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด โดยสารอาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงช่วยบำรุงสมองในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุอีกด้วย…เห็นประโยชน์ของไข่ไก่อย่างนี้แล้ว คนไทยต้องหันมาทานไข่กันเยอะๆ นะครับ นอกจากได้รับอาหารโปรตีนที่มีคุณค่าทางอาหารสูงราคาถูกแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ของไทยให้มีความยั่งยืนอีกด้วย

เมื่อเร็วๆ นี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการสร้างกระบวนงานเชิงรุก สู่ความสำเร็จ ปีงบประมาณ 2563 เพื่อให้การปฏิบัติงานในเชิงพื้นที่มีประสิทธิภาพ สามารถขับเคลื่อนภารกิจของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้บรรลุผลสำเร็จ มีความต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ และได้รับการปรับปรุงกระบวนงานให้มีการปฏิบัติงานเชิงรุก สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน จึงจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการการปฏิบัติงาน รวมทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ส่วนกลาง และผู้รับบริการ เพื่อถอดบทเรียนก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนางานของหน่วยงาน ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงาน ปีงบประมาณ 2563 ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานด้านแผนงาน ด้านการพัฒนาการเรียนรู้ ด้านกำกับมาตรฐานการบัญชี และผู้ปฏิบัติงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้องอีกด้วย…

%d bloggers like this: