ชายคาพระพิรุณ

All posts tagged ชายคาพระพิรุณ

ชายคาพระพิรุณ : 8 เมษายน 2562

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406659

x

ชายคาพระพิรุณ : 8 เมษายน 2562

วันจันทร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เลือกตั้งผ่านมาแล้วจะร่วม 3 สัปดาห์ แต่ยังได้จำนวน สส.ไม่ชัดเจน ยังไม่รู้เลยว่าฝ่ายไหน พรรคอะไรจะได้จัดตั้งรัฐบาล ช่างดูสับสนวุ่นวายกันไปหมด แถมยังมีสาดโคลน สุมไฟความขัดแย้งกันไปมาอย่างต่อเนื่องทุกวัน แล้วเมื่อไหร่บ้านเมืองเราจะสงบสุขกันเสียที…เรื่องการเมืองน่าเบื่อ เรามาคุยกันเรื่องดีๆ ด้านอาชีพเกษตรกรรมกันดีกว่า โดยเฉพาะเรื่องที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นนโยบายที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้จริง นั่นคือโครงการปลูกข้าวโพดหลังทำนา ท่านกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านยืนยันว่าอย่างนั้น หลังจากไปเป็นประธานพิธีเปิดงานวันเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา และงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ปี 2562 ณ อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก จากเป้าหมายเดิม 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองตาก อำเภอบ้านตาก อำเภอสามเงา และอำเภอวังเจ้า พื้นที่เป้าหมาย 6,163.38 ไร่ แต่จากผลการดำเนินงาน กลับพบว่ามีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการ 2,882 ราย พื้นที่ 25,070.75 ไร่ ในพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอ (ยกเว้นอำเภออุ้มผาง) โดยคาดว่าผลผลิตทั้งหมดที่จะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคมนี้ มีปริมาณ 25,543 ตัน สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในโครงการฯ และนำรายได้เข้าสู่จังหวัดตากไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท…ท่านว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยังบอกอีกว่า ความสำเร็จของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ในอำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในระหว่างที่ปลูกข้าวโพด แต่เมื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวและขายข้าวโพดแล้วยังได้กำไรไร่ละ 2,300-2,500 บาท ส่วนในอำเภออื่นๆ ก็ได้กำไรไร่ละ 3,000 – 3,500 บาท เช่นกัน นอกจากนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดพิษณุโลก ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนามากกว่าการปลูกข้าวเหมือนที่เคยทำมา โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปดูแลตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งขายผลผลิตอย่างครบวงจรซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปภาคการเกษตรของนายกรัฐมนตรี ที่เน้นส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชตามความต้องการของท้องตลาดและต้องมีตลาดรองรับ ซึ่งถ้าเป็นอย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่าไว้ก็จะดีไม่น้อย เกษตรกรจะได้ลดความเสี่ยงจากการทำนามาปลูกพืชระยะสั้นอื่นๆ ที่ตลาดต้องการกันบ้าง…

ช่วงนี้เข้าสู่หน้าร้อน เตือนระวังเพลี้ยไฟพริก ทำลายมะม่วงช่วงติดผล โดย นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ฝากเตือนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงว่า ในช่วงนี้เป็นฤดูกาลของมะม่วง ซึ่งขณะนี้หลายแห่งอยู่ในระยะติดผลมะม่วง ผลผลิตกำลังเจริญเติบโต และเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวได้ในระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม สำหรับแหล่งปลูกมะม่วงในบางพื้นที่ที่อยู่ในระยะออกดอกหรือติดผลอ่อน กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรเฝ้าระวังการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟพริก ซึ่งศัตรูพืชชนิดนี้นอกจากจะสร้างความเสียหายให้แก่ผลผลิตพริกแล้ว ยังสร้างความเสียหายต่อผลผลิตมะม่วงด้วย โดยเพลี้ยไฟพริกจะดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ยอดอ่อนแห้ง ใบแตกใหม่แคระแกรนและร่วง ช่อดอกหงิกงอ ดอกร่วงไม่ติดผล หรือติดผลน้อย ดังนั้น หากพบการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟพริก กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรตัดหรือเก็บส่วนที่พบเพลี้ยไฟไปทำลายนอกแปลง กรณีระบาดรุนแรง ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลง แลมป์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฟนโพรพาทริน 10% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยควรพ่นในระยะที่มะม่วงติดดอกอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ระยะเริ่มแทงช่อดอก และระยะเริ่มติดผลขนาดมะเขือพวง (ประมาณ 0.5- 1 ซม.) หากปีใดระบาดรุนแรงให้พ่นซ้ำก่อนระยะดอกบาน หลีกเลี่ยงการพ่นสารฆ่าแมลงในระยะดอกบาน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร…ก็ฝากเตือนพี่น้องชาวสวนมะม่วงกันนะครับ หากพบปัญหาก็ปรึกษาสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่านนะครับ

วันก่อน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้ารับโล่รางวัลพร้อมประกาศเกียรติคุณ องค์กรที่มีความเป็นเลิศ การบริหารจัดการการเงินการคลัง ด้านปลอดความรับผิดทางละเมิด หน่วยงานที่มีผลงานดีเยี่ยม จาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล “องค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการ ด้านการเงินการคลัง” ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 ณ หอประชุมสโมสรกองทัพบก กรุงเทพฯ ขุนเกษตรา ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ…

ขุนเกษตรา

Advertisements

ชายคาพระพิรุณ : 1 เมษายน 2562

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405170

x

ชายคาพระพิรุณ : 1 เมษายน 2562

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ขณะนี้เริ่มเข้าสู่หน้าแล้งแล้ว หลายหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับมือเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมการเกษตร มั่นใจลดผลกระทบต่อเกษตรกรจากการขาดแคลนน้ำในช่วงแล้งสำเร็จ เผยปรับพื้นที่ปลูกพืชหลากหลายแทนนาปรังแล้ว ซึ่ง นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า จากการที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำมี 11 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ กำแพงเพชร สุโขทัย อุทัยธานี อุตรดิตถ์ สุพรรณบุรี ขอนแก่น ชัยภูมิ ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู และมหาสารคาม หากวางแผนปลูกข้าวรอบสอง (นาปรัง) รวมพื้นที่จำนวน 151,552 ไร่ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงสร้างการรับรู้และส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชหลากหลายหรือทำกิจกรรมอื่นทดแทนการปลูกข้าว ซึ่งล่าสุดจากการลงสำรวจพื้นที่ดังกล่าว (13 มี.ค.2562) พบว่า เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นแทนการปลูกข้าวแล้ว ประมาณ 62,177 ไร่ คิดเป็น 41% ของพื้นที่ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 45,174 ไร่ ถั่วเขียว 12,740 ไร่ พืชผัก 2,925 ไร่ แตงโม 445 ไร่ ข้าวโพดฝักสด 420 ไร่ หญ้าเลี้ยงสัตว์ 203 ไร่ และงา 35 ไร่ และอีก 59% ของพื้นที่ เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลสถานการณ์จากเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ จึงปรับเปลี่ยนไปทำปศุสัตว์ ค้าขายหรือทำอาชีพอื่น และปล่อยพื้นที่ว่างบางส่วนเพื่อเตรียมเข้าฤดูกาลผลิตใหม่

นอกจากนั้น ผลการติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกพืชฤดูแล้งล่าสุด พบว่า ปัจจุบันเกษตรกรปลูกข้าวรอบสองแล้ว 11.02 ล้านไร่ (98% ของแผนควบคุม) มีพื้นที่ปลูกข้าวเกินแผนควบคุม รวม 1.32 ล้านไร่ ใน 36 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 29 จังหวัด เป็นพื้นที่อยู่ทั้งในและนอกเขตชลประทาน 4 จังหวัด และพื้นที่นอกเขตชลประทานอีก 3 จังหวัด โดยในภาพรวมพื้นที่ปลูกข้าวรอบสองทั้งประเทศยังไม่เกินแผนควบคุม 11.21 ล้านไร่ ที่กำหนดไว้ แม้ว่าเกษตรกรจะปลูกข้าวรอบสอง เกินแผนควบคุมใน 36 จังหวัดดังกล่าว แต่ในจังหวัดอื่นของประเทศปลูกข้าวไม่เกินแผนที่กำหนด ประกอบกับในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 11 จังหวัด เกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยและทำอาชีพอื่นแล้ว

นางดาเรศร์ยังย้ำอีกว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ยังคงเดินหน้าสร้างการรับรู้และส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่ได้ผลตอบแทนสูงทดแทนนาปรังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรเกิดความเข้าใจและก้าวผ่านความเสี่ยงในการปลูกข้าวรอบสองได้สำเร็จ ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจปลูกพืชใช้น้ำน้อยอื่นๆ ทดแทนการปลูกข้าวรอบสอง สามารถขอคำแนะนำและความรู้เพิ่มเกี่ยวกับพืชนั้นๆ ได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน หรือโทรศัพท์ 0-2940-6059 หรือเฟซบุ๊ค ประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร

สัปดาห์ที่ผ่านมา นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้แถลงข่าว ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 1 ปี 2562 พบว่า ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 1
ขยายตัวได้ในระดับต่ำหรือค่อนข้างทรงตัว เป็นผลมาจากอัตราการขยายตัวของสาขาพืชที่ชะลอลงเป็นหลัก (มูลค่าการผลิตของสาขาพืชมีสัดส่วนสูงสุดในภาคเกษตร) อย่างไรก็ตาม การผลิตพืชเศรษฐกิจหลายชนิดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และลำไย ยกเว้นอ้อยโรงงาน ซึ่งมีมูลค่าการผลิตสูงสุดในสาขาพืชในไตรมาสแรก กลับมีผลผลิตลดลงค่อนข้างมาก
ด้านการผลิตสินค้าปศุสัตว์โดยรวมเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาด รวมทั้งมีการจัดการฟาร์มที่ได้คุณภาพมาตรฐาน ส่วนการผลิตสินค้าประมง ผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงเริ่มปรับตัวดีขึ้น และการทำประมงทะเลและการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดมีทิศทางเพิ่มขึ้น ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.5 – 3.5 โดยทุกสาขาการผลิต ได้แก่ สาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ การดำเนินนโยบายด้านการเกษตรต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นเร็วกว่าปีที่ผ่านมา รวมทั้งสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนสะสมและแหล่งน้ำธรรมชาติในบางพื้นที่มีไม่เพียงพอต่อการผลิตทางการเกษตร และอาจส่งกระทบต่อการผลิตทางการเกษตรในระยะถัดไป แต่เลขาฯ สศก. บอกว่า เกษตรกรไม่ต้องกังวล เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 25 มีนาคม 2562

Published May 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403684

x

ชายคาพระพิรุณ : 25 มีนาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้มีการเร่งจ่ายเงินค่าครองชีพไร่ละ 600 บาท พร้อมกำชับให้ดูแลและติดตามเกษตรกรอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการคาดการณ์สถานการณ์ผลกระทบจากภัยแล้ง อาจยาวนานต่อเนื่องนั้น นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร จะช่วยเหลือให้เป็นปัจจัยการผลิตกับเกษตรกร ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 13 ทุ่ง และพื้นที่งดทำนาปรัง มาปลูกพืชผัก พืชไร่ ใช้น้ำน้อยช่วงฤดูแล้งนี้ โดยเกษตรกรต้องไม่เคยเข้าร่วมโครงการที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลทุกโครงการในฤดูกาลที่ผ่านมา จะจ่ายให้กับเกษตรกร ครัวเรือนละ 1 สิทธิ์ ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ตามพื้นที่ปลูกจริงในอัตราไร่ละ 600 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ เป็นเงินประมาณ 9,000 บาท ในพื้นที่เป้าหมาย 4.87 ล้านไร่ เกษตรกร 330,000 ครัวเรือน ภายใต้กรอบวงเงิน2,932 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ และเป็นการลดภาระค่าครองชีพควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรสามารถรักษาศักยภาพการผลิต ส่งผลให้คุณภาพชีวิตมีความมั่นคงเข้มแข็งในการประกอบอาชีพ

อย่างไรก็ดี จากการคาดการณ์ของกรมอุตนิยมวิทยาที่แจ้งไว้ว่า ฤดูฝนมาช้า และอาจยาวนานถึงปลายเดือน พ.ค.ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและลดความเสี่ยงในการเพาะปลูกที่ปริมาณน้ำมีไม่เพียงพอซึ่งการปลูกพืชหลังนา เกษตรกรจะมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น เช่น ค่าสูบน้ำ ค่าจัดการศัตรูพืชที่สูงกว่าฤดูกาลปกติ ทำให้จะมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ สำหรับโครงการ เกษตรกรต้องสมัครเข้าร่วมโดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ ดังนี้ 1.เป็นเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชหลังนาปี 2561/62 ในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2561 – 31 มี.ค 2562 และขึ้นทะเบียนเกษตรกรภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2562, 2.เป็นเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกพืชหลังนา ปี 2561/2562 ยกเว้นภาคใต้ และพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง ตั้งแต่ วันที่ 1 พ.ย. 2561 – 30 เม.ย 2562 และขึ้นทะเบียนเกษตรกรภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2562, 3.เป็นเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชหลังนา ปี 2561/62 ในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2562 – 15 มิ.ย. 2562 และขึ้นทะเบียนเกษตรกรภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2562 นอกจากนี้ ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559-2561) ปีใดปีหนึ่ง และเป็นพื้นที่เฉพาะที่นา ตั้งแต่ 1 งานขึ้นไปแต่ไม่เกิน 15 ไร่ โดยช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกพืชอื่นๆ ในนา เช่น พืชไร่ พืชผัก พืชใช้น้ำน้อย พืชอาหารสัตว์ พืชปรับปรุงบำรุงดิน ฯลฯ ยกเว้น อ้อยและสับปะรด กรณีเกษตรกรปลูกพืชหลังนามากกว่า 1 ชนิด สามารถเลือกชนิดพืชในการขอรับการช่วยเหลือแต่พื้นที่รวมกันได้ แต่ต้องไม่เกิน 15 ไร่ ต่อครัวเรือน และหากเกษตรกรปลูกพืชอายุสั้นที่มีการเพาะปลูกหลายรอบการผลิตในพื้นที่เดียวกัน เช่น พืชผัก สามารถเข้าร่วมโครงการขอรับการช่วยเหลือได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยเกษตรกรต้องแจ้งข้อมูลที่เป็นจริง เพราะจะมีคณะทํางานตรวจสอบสิทธิ์ระดับตําบล เป็นผู้ตรวจสอบสิทธิ์ และเกษตรกรสามารถแจ้งขอรับสิทธิ์ได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูกตามเวลาที่กำหนด นายสำราญ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเงินช่วยเหลือชาวสวนปาล์ม ไร่ละ 1,500 อีกประมาณ 90,000 ครัวเรือน ที่กำลังรออยู่ในขณะนี้ ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะสามารถจ่ายเงินให้กับเกษตรกรได้ตั้งแต่ประมาณสัปดาห์หน้า หรือก่อนสงกรานต์ แน่นอน…

ส่วนกรณีที่เกษตรกรหลายท่าน ยังคงสับสนว่าวิสาหกิจชุมชนสามารถปลูกกัญชาได้นั้น นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวชี้แจงในประเด็นนี้ว่า กัญชา ยังเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ยังปลูกและขายไม่ได้ แต่สามารถทำได้ในกรณีจำเป็น เพื่อประโยชน์ของทางราชการ การแพทย์ การรักษาผู้ป่วยหรือการศึกษาวิจัยและพัฒนา รวมถึงการเกษตร พาณิชยกรรม วิทยาศาสตร์ หรืออุตสาหกรรม เพื่อประโยชน์ ทางการแพทย์ด้วย และต้องได้รับ อนุญาตจากเลขาธิการ อย. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ แต่สำหรับวิสาหกิจชุมชนที่จะได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชาได้ จะต้องมีสัญญากับหน่วยงานของรัฐ หรือ สถาบันอุดมศึกษา ที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัย หรือจัดการเรียนการสอนเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือเภสัชศาสตร์ และหน่วยงานนั้น ได้รับใบอนุญาตจาก อย. นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ที่มีหน้าที่ในการรับจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน และจะไม่รับจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนที่ต้องการปลูกกัญชาโดยเฉพาะ เนื่องจากขัดต่อประกาศของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ.2560 และหากต้องดำเนินการควบคู่ จะต้องนำสำเนาสัญญากับหน่วยงานของรัฐ หรือ สถาบันอุดมศึกษา ยื่นขอเพิ่มกิจการวิสาหกิจชุมชน ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ ที่วิสาหกิจชุมชนจดทะเบียน…โดยส่วนตัวของขุนเกษตรา มองว่า เราเริ่มต้นจากการควบคุมเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะกัญชา สำหรับสังคมไทย ยังไม่เหมาะที่จะปล่อยให้ปลูกได้อย่างอิสระ เนื่องจากคนจำนวนหนึ่งยังใช้เพื่อเสพ ดังนั้น ค่อยๆ ปลอดล็อค ไปทีละขั้น ทีละตอน ก็สมควรดีแล้ว…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 18 มีนาคม 2562

Published May 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402145

x

ชายคาพระพิรุณ : 18 มีนาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอนและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยให้หน่วยงานในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการ แสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจากภาคเอกชนในการประสานข้อมูลความต้องการด้านการตลาด จับคู่กับภาคการผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ลดปัญหาทั้งกรณีสินค้าเกษตรล้นตลาดและไม่เพียงพอ ซึ่งในส่วนของกรมหม่อนไหม ได้มอบหมายให้หน่วยงานในระดับพื้นที่ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว เป็นตัวกลางในการประสานจับคู่ด้านการตลาดระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม พร้อมทั้ง ยังได้ดำเนินการสร้างการรับรู้ในเรื่องพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และบุคลากรของกรมหม่อนไหม เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีในการดำเนินการตกลงซื้อ-ขายผลผลิตตามพระราชบัญญัติ ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่งานด้านหม่อนไหมร่วมกันในทุกฝ่าย

และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมได้จัดงานแถลงข่าว “การตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมแบบครบวงจร ประจำปีงบประมาณ 2562” เพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายการตลาดนำการผลิตและระบบเกษตรพันธสัญญาส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เกิดรายได้ที่แน่นอนและมั่นคง โดยนางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม บอกว่า กรมหม่อนไหมได้ดำเนินการนำร่องในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา และจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีผู้ประกอบการขานรับนำร่องนโยบายการตลาดนำการผลิตดังกล่าว จำนวน 5 บริษัท ใน 4 ชนิดสินค้า ประกอบด้วย (1) สินค้ารังไหม ได้แก่ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด และบริษัท ขอนแก่นสาวไหม จำกัด (2) สินค้าหนอนไหม ได้แก่ บริษัท เอ็นทีจีเอส คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (3) สินค้าเส้นไหม ได้แก่ ร้านฅญาบาติก และ (4) สินค้าแผ่นใยไหม ได้แก่ บริษัท ไทยซิลค์ โปรดักส์ จำกัด โดยผู้ประกอบการทั้งหมดดำเนินการทำสัญญาซื้อ-ขายผลผลิตล่วงหน้าในแต่ละชนิดสินค้าอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย มีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ในการนำร่องขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมในพื้นที่ 7 จังหวัดในครั้งนี้จำนวน 800 ราย ผลผลิตรวมของทุกชนิดสินค้าหม่อนไหม จำนวน 200 ตัน มูลค่าผลผลิตรวมที่เกิดขึ้นเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดและของประเทศในภาพรวม รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายของรัฐบาลด้วย…ถือเป็นเรื่องดีที่ภาครัฐได้เข้ามาผลักดันช่วยเหลือเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ จะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า เกษตรกรไทยเก่งผลิตแต่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องตลาด

กรมส่งเสริมการเกษตร ชวนเที่ยวชมฤดูกล้วยไม้ป่าบาน ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง พบกับดอกกล้วยไม้ป่านานาพันธุ์ มากกว่า 70 ชนิด ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช พร้อมขยายพันธุ์กล้วยไม้ป่ากระจายสู่ชุมชน

นอกจากภารกิจในด้านการให้บริการแก่เกษตรกรในเรื่องของการขยายพันธุ์พืชเพื่อกระจายสู่ชุมชนของศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรังแล้ว ทางศูนย์ฯ ยังมีโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ซึ่งมีภารกิจในการอนุรักษ์พันธุ์พืชท้องถิ่นหายาก และนำมาขยายพันธุ์ด้วยวิธีการต่างๆ โดยเน้นหนักไปที่ กล้วยไม้ป่า ซึ่งได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้ป่ามากกว่า 70 ชนิด และได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม อาทิ ไอยเรศ และรองเท้านารีเหลืองตรัง ซึ่งจะออกดอกช่วงเดือนพฤษภาคม และสำหรับ ว่านเพชรหึง ที่ถือเป็นราชินีกล้วยไม้ป่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นไฮไลท์ของศูนย์ฯ ซึ่งจะออกดอกเพียง 1 ครั้งต่อปี ในช่วงเดือน กรกฎาคม – สิงหาคม โดยทางศูนย์ฯ จะเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวและประชาชนที่สนใจเข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายในวันเวลาราชการ ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. อย่าลืมไปเที่ยวกันนะครับ

ชายคาพระพิรุณ : 11 มีนาคม 2562

Published May 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400509

x

ชายคาพระพิรุณ : 11 มีนาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 44 ปี ของการจัดตั้งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ส.ป.ก.ได้ยึดมั่นพระบรมราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นหลักแนวทางดำเนินงาน โดยการผสมผสานแนวคิดของการจัดที่ดิน พัฒนาที่ดิน พัฒนาอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีและสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร รวมถึงการคุ้มครองที่ดินเกษตรกรรมให้เป็นของเกษตรกรตลอดไป และในโอกาสที่ ส.ป.ก. ก้าวสู่ปีที่ 44ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. บอกว่า ต่อจากนี้ไป ส.ป.ก.จะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากนักจัดที่ดินมาเป็นนักพัฒนาในเชิงพื้นที่ให้มากขึ้น และจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ ส.ป.ก. ให้สูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา จึงได้สั่งการให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดทุกจังหวัด แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ท่านใดท่านหนึ่งเป็น ผู้จัดการพื้นที่เพื่อดูแลพื้นที่ ส.ป.ก. แต่ละพื้นที่หรือแปลง ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่ ซึ่งผู้จัดการพื้นที่จะต้องรู้ทุกอย่างทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่และเกษตรกร เช่น สภาพพื้นที่ การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในพื้นที่ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร และแนวทางการบูรณาการเพื่อการพัฒนาในองค์รวม รวมถึงรูปแบบและแนวทางการพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 แนวทางเกษตรวิชญาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร การทำเกษตรแบบปลอดภัย (GAP) เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสานวนเกษตร การส่งเสริมการแปรรูป การวางแผนการผลิตและการตลาดมาใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง การทำงานของ ส.ป.ก. ต่อจากนี้จะเปรียบเสมือนเป็นหน่วย social enterprise มี ปทจ. เป็นผู้จัดการพื้นที่ และมีผู้บริหาร ส.ป.ก. ทั้ง 4 ท่านเป็น supervisor และมีหน่วยงานส่วนกลางเป็น backbones ที่จะสนับสนุนการทำงานให้เป็นทีมเดียวกัน และมีทิศทางที่จะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ “การที่เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. อยู่ได้ อยู่ดี อยู่อย่างยั่งยืน” มีรายได้ที่เพียงพอและมีความสุขในครอบครัว การทำงานของ ส.ป.ก. ต่อจากนี้ไป จะถูกขับเคลื่อนด้วยค่านิยม “ALRO ALERT” ที่จะปลุกให้คน ส.ป.ก. ได้ตื่นตัว ตื่นรู้ ตื่นรุก และมุ่งตอบสนองการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และรวดเร็ว เพื่อให้ที่ดิน ส.ป.ก. เป็นพื้นที่เกษตรกรรมผืนสุดท้ายของประเทศ ที่จะสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับคนไทย ตลอดไป…

ผลไม้ภาคตะวันออกกำลังทยอยออกสู่ตลาด กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เตรียมรับมือวางแผนบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะทุเรียนเน้นรณรงค์พิเศษสั่งจับตาเพื่อควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อนไม่ให้ออกนอกแหล่งผลิต ซึ่งจากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกปี 2562 จะมีผลผลิตรวม ทั้ง 4 ชนิด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ประมาณ 911,434 ต้นโดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งผลผลิตภาพรวมของทั้ง 4 ชนิดจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาทุกชนิด คือ ทุเรียน จำนวน 511,872 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 403,906 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.73 เงาะ จำนวน 194,513 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 173,224 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.29 มังคุด จำนวน 181,390 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 73,576 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 146.53 และลองกอง จำนวน 23,659 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 จำนวน 16,319 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.98 โดยประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก (ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง) ให้เป็นไปตามกลไกของตลาดปกติ เน้นการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ 3 ระยะ ตั้งแต่ระยะก่อนเก็บเกี่ยว โดยส่งเสริมการผลิตให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน GAP รวมกลุ่มแปลงใหญ่ และเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า ระยะเก็บเกี่ยว แนะนำเก็บเกี่ยวระยะเหมาะสม ป้องปรามผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด ส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้คุณภาพ ระยะหลังเก็บเกี่ยว ให้คำแนะนำการเตรียมความพร้อมของต้นสำหรับฤดูต่อไป ส่วนการจัดการเชิงปริมาณ ก่อนเก็บเกี่ยว ให้สำรวจและจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิต ระยะเก็บเกี่ยว ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และบริโภคผลไม้ตามฤดูกาล หลังเก็บเกี่ยว ส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลไม้ พร้อมติดตามสถานการณ์ ประเมินผล เพื่อปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ปีต่อไป โดยในช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เกษตรกรต้องสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต และราคาเฉลี่ยของผลผลิตตลอดฤดูกาลมีราคาสูงกว่าต้นทุนการผลิตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30

สำหรับทุเรียนซึ่งเป็นผลไม้ยอดนิยมของตลาดและผู้บริโภคได้กำหนดมาตรการระยะสั้นเพื่อควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อนไม่ให้ออกนอกแหล่งผลิต ด้วยการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ โดยใช้บทลงโทษทางกฎหมาย พร้อมทั้งรณรงค์แก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรทำผลผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP ส่งเสริมการบริโภคผลไม้โดยตรงกับผู้บริโภค การใช้สติ๊กเกอร์ติดขั้วทุเรียนเพื่อรับรองคุณภาพสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 4 มีนาคม 2562

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399024

x

ชายคาพระพิรุณ : 4 มีนาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากกรณีที่หลายฝ่ายออกมาคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.ข้าว เพราะมองว่าจะสร้างปัญหาให้กับชาวนา และอยากให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชะลอการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ออกไปก่อนนั้น ในที่สุดเพื่อความสบายใจของสังคม ที่ประชุม สนช.เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ได้ยุติการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว และปล่อยเรื่องไว้ในสภาฯ ให้เป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่เป็นผู้พิจารณา โดยนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสนช. ในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้าว พ.ศ… เปิดเผยว่า ได้หารือกับทีมงานแล้ว เห็นว่าเมื่อสังคมยังไม่สบายใจ ไม่เข้าใจในตัวร่างพ.ร.บ.ข้าว อาจเกิดเหตุเข้าใจผิด จึงขอเลื่อนการพิจารณาออกไปอย่างไม่มีกำหนด…ก็ถือว่าเหมาะสมครับ หากมีประเด็นที่สังคมเคลือบแคลงใจ และข้อกฎหมายไม่ชัดเจน กำกวม ก็ควรถอย ค่อยๆ พิจารณากันใหม่ เรื่องของชาวนา เรื่องของข้าว เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนไทย ผิดพลาดไป ได้ไม่คุ้มเสีย ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ เองก็มีความเป็นห่วงในเรื่องดังกล่าว ถ้าวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มันดีจริง เป็นประโยชน์ต่อชาวนา ต่ออุตสาหกรรมข้าวไทยจริงๆ ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง และเห็นว่าสมควรแล้วที่รอให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณาอีกที…

กระทรวงเกษตรฯ ผุดไอเดีย Thai Soil Partnership สนับสนุนการดำเนินงาน ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งเอเชีย (CESRA) เพื่อขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว มีนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเดินทางไปเป็นประธานการประชุม สมัชชาดินโลก แห่งภูมิภาคเอเซีย ( ASIA Soil Partnership Assembly Meeting ) ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 26 ก.พ. – 1 มี.ค. 2562 ณ National Agriculture Science Center Complex กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย พร้อมด้วย นายพิทยากร ลิ่มทอง ที่ปรึกษากรมพัฒนาที่ดิน และคณะผู้แทนกรมพัฒนาที่ดิน โดยที่ประชุมได้แสดงความชื่นชมและกล่าวขอบคุณประเทศไทย และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่ได้จัดตั้งและมอบรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award ทุกวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ณ ประเทศไทย ซึ่งนับเป็นรางวัลที่สำคัญของโลก ในการสนับสนุนและส่งเสริมการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินเพื่อความมั่นคงอาหารและการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบโครงสร้าง วัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่ และพันธกิจของศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งเอเชีย (CESRA) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยให้ CESRA เป็นศูนย์กลางข้อมูลดิน การวิจัยที่เป็นเลิศ และแหล่งเรียนรู้ด้านดินของเอเชีย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของประเทศสมาชิกและสนับสนุนภารกิจของ ASP (ASIA SOIL PARTNERSHIP) ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้นำเสนอแนวคิดการจัดตั้ง Thai Soil Partnership เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ CESRA พร้อมทั้งเชิญชวนประเทศสมาชิกจัดตั้ง National Soil Partnership ในประเทศของตน โดยมีประเทศที่แสดงความสนใจ เช่น อินเดีย ลาว ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งประธาน ASP ได้เสนอให้นำแนวทางการจัดตั้ง National Soil Partnership บรรจุไว้ในโครงสร้างและแผนดำเนินงานของ CESRA เพื่อการขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ตลอดทั้ง ฝ่ายไทยยังได้นำเสนอตัวอย่างแนวคิดของประเทศไทยในการจัดกิจกรรม เพื่อแสวงหาเงินทุนสนับสนุนการดำเนินงานของ CESRA ได้แก่ การจัดแข่งขันวิ่งการกุศล CESRA Country Road Run : Run for Healthy and Healthy Life และการจัดตั้งสมาคมวันดินโลก ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ดี ที่หลากหลาย นับเป็นแนวทางกิจกรรมใหม่ๆ ที่สามารถเชื่อมโยงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การผลิตสินค้าเกษตรและการบริโภคอาหารปลอดภัย นำไปสู่สุขภาพที่แข็งแรง และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเห็นควรส่งเสริมแนวทางดังกล่าวเป็นต้นแบบขยายผลไปยังประเทศสมาชิกอื่นๆ ต่อไป

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ฝากแจ้งข่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร จะจัดงานบริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ครั้งที่ 1 ประจำปี 2562 ในวันที่ 7 มีนาคม 2562 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ต.ภูผาม่าน อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น โดยจะนำช่างเกษตรท้องถิ่น ระดับ 3 ที่ผ่านการอบรมจากกรมมาให้บริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักรเกษตรของเกษตรกร นอกจากนี้ภายในงานยังมีบริการให้คำปรึกษาเรื่องการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตร/เครื่องจักรกลการเกษตร นิทรรศการถ่ายทอดความรู้ ตลอดจนการแข่งขันซ่อมเครื่องยนต์เกษตร และตอบปัญหาชิงรางวัลด้านเครื่องยนต์เกษตร/เครื่องจักรกลการเกษตรด้วย จึงขอเชิญชวนเกษตรกรผู้สนใจรับบริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตร เข้าร่วมงานบริการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรฯ ในครั้งนี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันที่ 7 มีนาคม 2562 ณ ศพก. ต.ภูผาม่าน อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น สอบถามรายละเอียดการจัดงานเพิ่มเติมได้ที่กองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร โทรศัพท์ 0-2579-0163

 

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 25 กุมภาพันธ์ 2562

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397477

x

ชายคาพระพิรุณ : 25 กุมภาพันธ์ 2562

วันจันทร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในที่สุด สนช.ก็ยอมถอนร่างกฎหมายพระราชบัญญัติข้าวออกจากวาระการประชุม สนช. เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เพื่อกลับไปทบทวนปรับแก้เนื้อหาอีกครั้ง หลังเกิดกระแสท้วงติงจากภาคเกษตรกรและชาวนา แต่ก็ยังยืนยันที่จะเสนอต่อที่ประชุม สนช. อีกครั้ง ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นี้ ซึ่ง นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) ชี้แจงภายว่า เนื้อหาสาระในกฎหมายเกี่ยวกับการจำคุกชาวนา และปรับ 1 แสนบาทนั้นไม่มี รวมถึงการซื้อ-ขายพันธุ์ข้าวท้องถิ่น กรรมาธิการจะได้พิจารณาเพื่อเขียนให้ชัดเจน ขณะที่ร่างกฎหมายนี้จะมีกรรมการจากชาวนา 4 คน ใช้อำนาจร่วมกับรัฐบาล และมีตัวแทนชาวนาอยู่ในอนุกรรมการพัฒนาพันธุ์พืช โดยจะเขียนในกฎหมายให้เคลียร์ในหลายประเด็น อาทิ ข้าวสายพันธุ์ ต่างๆ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ที่มีอยู่แล้ว ยังรับรองได้อยู่ สามารถขายกันเองในชุมชนได้ ซึ่งการปรับปรุงกฎหมายเร่งด่วน เพื่อความรอบคอบ จึงจะนำความเห็นต่างของทั้งชาวนา นักวิชาการ และทีดีอาร์ไอ ที่จะเสนอเพิ่มส่งมาได้ที่กรรมาธิการ ทั้งนี้ในร่างพ.ร.บ.ข้าว ร้อยละ 90 ของกฎหมายดีอยู่แล้ว เพียงแต่มีการสื่อสารที่ผิดพลาด พร้อมทั้งยืนยันว่า การพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่เคยมีการบังคับชาวนา เพราะมีการยกเว้นข้อปฏิบัติบางประการแก่ชาวนาแต่แรก และไม่มีการกำหนดทั้งโทษปรับ และโทษจำคุกแก่ชาวนาใดๆ ทั้งสิ้น….อย่างไรก็ดี ร่างพ.ร.บ.ข้าวฉบับนี้ ถูกเสนอโดย สนช.ไม่ใช่รัฐบาล และที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ เองและอีกหลายฝ่ายก็แสดงความกังวลในเนื้อหาบางประการ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่ายที่กำหนดโทษจำและปรับ เพราะอาจกระทบกับชาวนาที่ทำการซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนพันธุ์ข้าวตามวิถีชุมชน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ก็ได้มอบหมายให้กรมการข้าวทำหนังสือท้วงติงไปยัง สนช.มาก่อนแล้ว แต่แม้ว่ากรรมาธิการพยายามชี้แจงว่าได้ปรับแก้มาตราดังกล่าวให้ยกเว้นชาวนาที่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง หรือซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนได้อิสระก็ตาม แต่สังคมก็ยังมีความกังวล และเสนอให้ สนช.ชะลอไว้รอสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งพิจารณาต่อจะเหมาะสมกว่า…ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปนะครับว่าสรุปแล้ว ผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ส่วนเรื่องนี้ถือเป็นข่าวดีของข้าวไทย เมื่อกรมการข้าวรับรองข้าวพันธุ์ใหม่ผลผลิตสูง 1.2ตัน/ไร่ ตอบโจทย์ข้าวนุ่มส่งออกอาเซียน โดยนายประสงค์ ประไพตระกูล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว ครั้งที่ 1/2562 และมีมติรับรองพันธุ์ข้าว กข 79 ซึ่งเป็นข้าวพื้นนุ่มที่มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 118 วันโดยวิธีปักดำ มีคุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี เมล็ดเรียวยาว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมากสามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100% ชั้น 1 ได้ เป็นข้าวอมิโลสต่ำ 16.82% ข้าวสุกนุ่ม ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 809 กิโลกรัมต่อไร่ ศักยภาพสามารถให้ผลผลิตสูง 1,182 กิโลกรัมต่อไร่ เสถียรภาพผลผลิตดี และค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคไหม้ แต่อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้งและเพลี้ยกระโดดหลังขาว เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานภาคเหนือและภาคกลาง จากการประชุมของคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว ซึ่งประกอบด้วยกรรมการจากหลายส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมค้าข้าวไทย ให้ความเห็นว่าข้าว กข79 มีศักยภาพทั้งในแง่การผลิตและมีตลาดรองรับ หลังจากนี้กรมการข้าวจะเร่งวางแผนดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรได้เพาะปลูกให้เร็วที่สุด โดยจะใช้เวลาในการขยายพันธุ์ 2 ฤดูก็จะสามารถมีเมล็ดพันธุ์ชั้นจำหน่ายประมาณ 200 ตัน รองรับพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 500,000 ไร่

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยท่านอธิบดีโอภาส ทองยงค์ ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพการให้กับบุคลากรของกรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้นำไปถ่ายทอดให้กับสหกรณ์นำไปใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดในขบวนการสหกรณ์ต่อไป ล่าสุดเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การเสริมสร้างศักยภาพการให้บริการโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ปี
2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจให้กับข้าราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการวางระบบบัญชีสหกรณ์ การใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร และสามารถนำไปถ่ายทอด สอนแนะ ให้คำปรึกษา แนะนำแก่บุคลากรของกรมฯและพนักงานสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 18 กุมภาพันธ์ 2562

Published March 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396051

x

ชายคาพระพิรุณ : 18 กุมภาพันธ์ 2562

วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ประเด็นร้อนๆ ในโลกโซเชียลที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงนี้ คงมีอยู่ 2 เรื่อง คือ แบนหรือไม่แบนสารเคมี และเรื่องของ พ.ร.บ.ข้าว ประเด็นแรก เรื่องวัตถุอันตรายทางการเกษตร (พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส) ที่ปัจจุบันมีกลุ่มองค์กรต่างๆ เรียกร้องต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ยกเลิกการใช้สารทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวในการทำเกษตรกรรม ประกอบกับประธานผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีความเห็นให้มีการยกเลิกการใช้สารพาราควอตด้วยนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจ้งว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือเกี่ยวกับการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว และได้มีความเห็นร่วมกัน คือ ไม่เห็นด้วยกับการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและชีวิตมนุษย์ แต่ปัจจุบันประเทศไทยมีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้มีอาชีพเกษตรกรรม 5.7 ล้านครอบครัว รวม 25 ล้านคน มีพื้นที่ทำการเกษตร 149 ล้านไร่ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด ในการกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืชมาเป็นเวลานาน เนื่องจากมีประสิทธิภาพดีและมีต้นทุนต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้แรงงานและวิธีการทางการเกษตรอื่นๆ ประกอบกับมีนักวิชาการบางกลุ่มให้ข้อมูลว่าหากมีการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวอย่างถูกต้องตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ผู้ใช้ก็ยังคงมีความปลอดภัย ดังนั้น เพื่อให้การประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด นั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทำให้เกษตรกรมีเวลาปรับตัวในการลด ละ และเลิกใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ควรดำเนินการตามขั้นตอนคือ ขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายเร่งรัดการพิจารณาออกประกาศตาม พ.ร.บ. 5 ฉบับ ดังกล่าวข้างต้นเพื่อกำหนดเงื่อนไขการใช้สารเคมีดังกล่าวคือ การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ใช้ ผู้จำหน่าย ผู้ให้บริการพ่นสารเคมีจะต้องผ่านการอบรมก่อน รวมทั้งกำหนดให้มีการปิดฉลากที่เห็นได้ชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์ของวัตถุอันตราย ทั้ง 3 ชนิดที่สื่อความหมายว่าสารเคมีดังกล่าวเป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตมนุษย์ การประกาศเขตห้ามใช้/ครอบครอง/จำหน่ายสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ในพื้นที่ต้นน้ำตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร จะต้องควบคุมการนำเข้าวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด อย่างต่อเนื่องตาม แผนดำเนินการที่กำหนดไว้ในปี 2562 และในปีต่อ ๆ ไป โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะได้มอบหมายให้หน่วยราชการในสังกัดจัดทำแผนปฏิบัติการเร่งรัดขยายการทำการเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) และหรือเกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ให้ได้ภายใน 2 ปี นับตั้งแต่ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 5 ฉบับ มีผลบังคับใช้และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับภาควิชาการ และหรือภาคเอกชนได้ทำการศึกษาวิจัยแล้วหาวิธีการหรือนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชให้ได้ภายใน 2 ปี และเมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการมาตรการจำกัดการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด ครบกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 5 ฉบับ มีผลบังคับใช้ ขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาประกาศยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด หรือพิจารณาดำเนินการด้วยวิธีอื่นในการทำเกษตรกรรมต่อไป…

ประเด็นที่ 2 จากกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์กำลังวิพากษ์วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ข้าว ซึ่งส่วนใหญ่แสดงความกังวลว่าชาวนาจะได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่สามารถผลิตพันธุ์ข้าวไว้ใช้เอง หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ และจำกัดให้ต้องใช้เมล็ดพันธุ์จากบริษัทใหญ่เท่านั้น จนถึงขั้นหาช่องทางไม่รับร่างกฎหมายฉบับนี้ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ข้าว ได้ออกมาปฏิเสธว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจผิด พร้อมชี้แจงว่า ร่างกฎหมายนี้ระบุให้ร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ต้องจำหน่ายพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ได้รับการรับรองและมีการสุ่มตรวจ เพื่อให้ชาวนามีเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ แต่ไม่มีผลบังคับกับชาวนา ในขณะที่ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ชี้แจงว่า ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ข้าว ที่เป็นการจำกัดสิทธิ์ในการขยายและพัฒนาข้าวของชาวนา โดยได้ส่งความเห็นคัดค้านเรื่องนี้ไปยัง สนช.แล้ว เบื้องต้นทางกรรมาธิการเตรียมนำเรื่องนี้ไปกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลเพื่อขยายเวลาการบังคับใช้ออกไป และเชื่อว่า หลังจากหลายฝ่ายแสดงความกังวลกับเนื้อหาในร่างพ.ร.บ.ข้าว คณะกรรมการธิการและสนช.จะรับฟังความเห็นเหล่านี้ไปประกอบการพิจารณา และก่อนที่สนช.จะมีการพิจารณาเพื่อลงมติ ร่างพ.ร.บ.ข้าว ในวาระ 2 และ 3 รัฐบาลได้ส่งตัวแทนไปหารือร่วมกับคณะกรรมาธิการเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้ง…ต้องติดตามกันต่อไปครับ โดยขุนเกษตราเชื่อว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องปกป้องผลประโยชน์ให้กับชาวนามากกว่าเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนตามที่มีกระแสวิจารณ์อย่างแน่นอน และต้องเร่งทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ว่าชาวนาจะได้ประโยชน์อะไร มีผลดีกับอุตสาหกรรมข้าวไทยอย่างไร ก่อนจะเกิดการวิจารณ์ในวงกว้าง ข้อมูลถูกบ้าง ผิดบ้าง อะไรที่เกี่ยวข้องกับชาวนา เกี่ยวข้องกับข้าวมันอ่อนไหวนะครับ…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 11 กุมภาพันธ์ 2562

Published March 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394549

x

ชายคาพระพิรุณ : 11 กุมภาพันธ์ 2562

วันจันทร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องที่น่ายินดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากัด เมื่อ ครม. มีมติเห็นชอบให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงเสนอ หลังจากที่กรมประมงใช้ความพยายามอยู่นานร่วมปีซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ในหลายประการต่อเกษตรกร โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงและการสร้างนวัตกรรมด้านการเพาะพันธุ์ ซึ่งนําไปสู่การค้าเชิงพาณิชย์ที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ซึ่งจากข้อมูลส่งออกปลากัดไทยระหว่างปี 2556-2560 มีประมาณ 20.85 ล้านตัว/ปี มูลค่าไม่ต่ำกว่า 115.45 ล้านบาท/ปี หรือ 5.42 บาท/ตัว และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปีเนื่องจากปัจจุบันมีการเลี้ยงปลากัดไทยทั่วโลก โดยพันธุกรรมของปลากัดที่มีชื่อหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นปลากัดจีน ปลากัดมาเลย์ และปลากัดอินโดฯถึงแม้จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป แต่มีที่มาจากสายพันธุ์เดียวกับปลากัดป่าของไทยทั้งสิ้น ปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากัดกับกรมประมงจํานวน 1,500 ราย เกษตรกรที่เพาะเลี้ยงปลากัดไทยมีการกระจายทั่วพื้นที่ของประเทศไทยจํานวน 500 ราย และมีผู้ที่เลี้ยงรายย่อย ผู้ชื่นชอบการเลี้ยงปลากัดไทยมากกว่า 100,000 ราย ซึ่งปลากัดไทยสามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับชุมชนได้ รวมทั้งมีการเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อเอาไว้กัดแข่งขันเป็นกีฬา หรือนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน รวมถึงมอบเป็นของขวัญในวันพิเศษและยังสามารถนําไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของไทย ตลอดจนนําไปใช้ประกอบสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสะท้อนความเป็นไทยได้ โดย นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยืนยันจะผลักดันเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปลากัดไทยให้เดินหน้าต่อไปในหลากหลายมิติยิ่งขึ้น อาทิ การค้าออนไลน์ การร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ที่สนับสนุนธุรกิจสัตว์น้ำสวยงามด้วยระบบการขนส่งปลากัดภายในประเทศ ผลักดันและสนับสนุนให้เกิดความรวดเร็วและมีความปลอดภัยไปจนถึงมือลูกค้า ตลอดจนร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์เพื่อพัฒนาแผนธุรกิจปลากัดไทยต่อไป

วันก่อน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพื่อร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ทางงานวิจัยสู่การพัฒนา และการปฏิบัติของภาคสหกรณ์ โดยการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปพัฒนา ตั้งแต่กระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวกับภาคสหกรณ์ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ตลอดจนการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการคิด การออกแบบการผลิตสินค้าของสหกรณ์และเกษตรกรให้มีความโดดเด่นโดยนำเทคโนโลยีไปผสมผสานกับการปฏิบัติที่ทางสหกรณ์ดำเนินการอยู่ให้เกิดนวัตกรรมใหม่ในการเพิ่มมูลค่าผลผลิต มีคุณภาพ ลดต้นทุน และสะท้อนให้เห็นความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนเป็นที่น่าจดจำ ซึ่งจะสามารถเพิ่มมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นการร่วมกันใช้ความสามารถและองค์ความรู้ทางงานวิจัยของทั้งสองหน่วยงานสนับสนุนการพัฒนาและวิจัยของหน่วยงานภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสมาชิกสหกรณ์และชุมชนต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประจำปี 2562 ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.2) อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จะร่วมจัดแสดงนิทรรศการการเกษตร ภายใต้แนวคิด “เกษตรกรรุ่นใหม่ อนาคตเกษตรไทย” และนิทรรศการที่มีชีวิตในแปลงสวนเกษตร ซึ่งแบ่งเป็นซุ้มไม้เลื้อย แปลงปลูกพืชผักผสมผสานไม้ดอกและไม้ผล แปลงผักสวนครัว แปลงพืชพื้นถิ่นแม่กลอง แปลงปลูกพริกบางช้างซึ่งเป็นพริกที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีกลิ่นหอม สีสวยสด และรสชาติไม่เผ็ดมากนัก นิยมใช้ประกอบอาหารชาววังในสมัย ร.2 และการเลี้ยงปลาตะเพียนขาวในร่องสวน ซึ่งมี QR code ให้ผู้เข้าชมงานสแกนเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพันธุ์พืชและพันธุ์ปลานั้นๆ ตลอดจนการแสดง ผลงานของกลุ่มยุวเกษตรกรจากโรงเรียนต่างๆ ผลงานของ Young Smart Farmer ด้านการผลิตทางการเกษตรและการสร้างนวัตกรรมเกษตร เช่น การผลิตข้าวครบวงจร การผลิตและการใช้ปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน เป็นต้น นอกจากนี้ จะมีการแจกต้นพันธุ์พริกบางช้างภายในงานด้วย

สำหรับการประกวดผลผลิตการเกษตร แบ่งเป็น 2 รายการ ได้แก่ การปลูกพริกบางช้างในกระถาง ภายใต้แนวคิด : นำพริกมันบางช้างกลับคืนถิ่น และการปลูกผักสวนครัวในกระถาง ภายใต้แนวคิด : เศรษฐกิจพอเพียงในครัวเรือน โดยสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรและนักเรียน รวมถึงประชาชนทั่วไป สามารถสมัครเข้าประกวดได้ โดยสมัครด้วยตนเองในวันประกวด วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ตั้งแต่เวลา 08.00 -12.00 น. ณ รร.วัดอัมพวันวิทยาลัย จ.สมุทรสงคราม ชิงรางวัลเงินสด ทั้งนี้ผู้ชนะเลิศจะได้เข้ารับพระราชทานรางวัล จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0-3471-1711 ในโอกาสนี้ ประชาชนและผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 9-10 กุมภาพันธ์ 2562…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 4 กุมภาพันธ์ 2562

Published February 6, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393027

x

ชายคาพระพิรุณ : 4 กุมภาพันธ์ 2562

วันจันทร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ฟ้าฝ่าดังเปรี้ยงแถวทุ่งบางเขน เมื่อนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มีคำสั่งเด้งนายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว ให้ไปนั่งในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ทั้งที่เพิ่งเป็นอธิบดีกรมการข้าวเต็มตัวได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ด้วยปัญหาเรื่องการบริหารภายในกรมการข้าว ที่ทำให้การแก้ปัญหาเรื่องข้าว ไม่สามารถพัฒนาได้ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะในเรื่องการขึ้นทะเบียนพันธุ์ข้าว ตามร่างพ.ร.บ.ข้าว ที่กำลังอยู่ในพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่อาจจะนำไปสู่การมีปัญหาอย่างรุนแรงระหว่างภาคเอกชน กับชาวนาไทย เพราะจะทำให้ชาวนาไม่สามารถจำหน่ายพันธุ์ข้าวระหว่างชาวนาด้วยกันได้ ซึ่งได้ทำให้นายกฤษฎา ไม่พอใจอย่างมาก หลังจากได้รับรู้ว่าร่างพ.ร.บ.ข้าว กำลังเข้าสู่วาระสอง แม้นายกฤษณพงศ์ ได้ทำหนังสือชี้แจง แต่นายกฤษฎาบอกว่าคำชี้แจงยังฟังไม่ขึ้น อีกทั้งหากกรมการข้าว ไม่สงวนคำแปรญัตติ จะเป็นการเอื้อให้มีการผูกขาดพันธุ์ข้าวและการจำหน่ายไว้กับภาคเอกชนในอนาคต จึงเป็นที่มาการตัดสินใจปรับเปลี่ยนอธิบดีกรมการข้าวด้วยประการฉะนี้ หวยเลยมาออกที่ นายประสงค์ ประไพตระกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นอธิบดีคนใหม่ หลังจากอยู่ในตำแหน่งผู้ตรวจราชการฯ เพียงไม่กี่เดือนเช่นกัน สำหรับ นายประสงค์ ประไพตระกูล ถือว่าเป็นลูกหม้อของกรมส่งเสริมการเกษตร และเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ คลุกคลีกับเกษตรกรมาเป็นอย่างดี ครั้งนี้ได้รับการไว้วางใจจากนายกฤษฎา ให้มาสะสางปัญหาดังกล่าว และวางแนวทางแก้ไขในการดูแลผลประโยชน์ชาวนาไทยที่อาจจะได้รับผลกระทบจากพ.ร.บ.นี้ ต่อไป

กรมส่งเสริมสหกรณ์มีโครงการดีๆ เพื่อพี่น้องเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะด้านปัจจัยการผลิต ขับเคลื่อนผ่านขบวนการสหกรณ์ โดยสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรผลิตปุ๋ยใช้เองจำหน่ายให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในแต่ละพื้นที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร เนื่องจากปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น และใช้ปุ๋ยไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นดิน ซึ่งส่งผลทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่ามาตรฐาน จึงสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรในระดับอำเภอผลิตปุ๋ยที่มีคุณภาพและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลดินของแต่ละพื้นที่ เพื่อกำหนดสูตรปุ๋ยที่มีแร่ธาตุเหมาะสมกับสภาพดินให้สหกรณ์นำไปผลิต เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่าจะร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร เร่งจัดเวทีให้ความรู้แก่เกษตรกรถึงข้อดีในการผลิตปุ๋ยใช้เองแทนปุ๋ยสำเร็จรูป และกรมวิชาการเกษตรจะออกใบอนุญาตผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงการให้คำแนะนำตามหลักวิชาการการผสมปุ๋ยและมอบใบรับรองปุ๋ยที่สหกรณ์ผลิตขึ้นว่ามีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่จะเลือกซื้อไปใช้ โดยกระทรวงพาณิชย์จะเจรจากับผู้ประกอบการนำเข้าแม่ปุ๋ย เพื่อให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยได้ซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทนำเข้าในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาดและกระจายต่อให้กับสหกรณ์การเกษตรในแต่ละจังหวัดนำแม่ปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักพืช คือ N P K สูตรเข้มข้น เป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปผสมและผลิตปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือสูตรที่เกษตรกรต้องการใช้จำหน่ายให้กับเกษตรกร สำหรับเงินทุนในการผลิตปุ๋ยจำหน่ายให้เกษตรกร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จัดสรรวงเงินสินเชื่อ 1,300 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 2 และธ.ก.ส.รับภาระดอกเบี้ย ร้อยละ 1 ต่อปี ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เปิดรับสมัครสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการแล้ว 403 แห่ง ในพื้นที่ 66 จังหวัด และได้ประสานสหกรณ์เพื่อสำรวจปริมาณความต้องการปุ๋ยผสมใช้เองของสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสหกรณ์จะได้มีข้อมูลในการผลิตปุ๋ยได้ตรงกับความต้องการของเกษตรกร คาดว่าสหกรณ์จะเริ่มผลิตปุ๋ยและจำหน่ายได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป้าหมายประมาณ 100,000 ตัน ซึ่งจะจำหน่ายราคาถูกกว่าปุ๋ยสำเร็จที่ขายตามท้องตลาดตันละ 3,378 บาท คาดว่าโครงการนี้จะช่วยลดต้นทุนการผลิตไร่ละ 300 – 400 บาท และสามารถลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 337.8 ล้านบาท

เมื่อเร็วๆนี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2562 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง โดยภายในงานนี้ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ลำปาง ภายใต้การนำของ นางวิมลรัตน์ จันทร์สกาว ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 7 และนายมานะ โภคินมาศ หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ลำปาง นำทีมงานร่วมจัดนิทรรศการด้านบัญชีเพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับรู้ข้อมูลและสามารถใช้บัญชีเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความยากจนและสร้างวินัยทางการเงิน รู้จักวางแผนการใช้จ่ายและการประกอบอาชีพให้สามารถดำรงชีวิตเองได้อย่างยั่งยืน…กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยุคนี้ นับว่าเน้นนโยบายเข้าถึงเกษตรกรและขบวนการสหกรณ์อย่างทั่วถึง อธิบดีโอภาสมอบหมายให้หน่วยงานในพื้นที่ให้ความรู้ด้านการทำบัญชีแก่พี่น้องเกษตรกร สหกรณ์รวมถึงเยาวชนอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตที่จะนำไปสู่ความอยู่ดีกินดีต่อไป

 

ขุนเกษตรา

%d bloggers like this: