ชายคาพระพิรุณ

All posts tagged ชายคาพระพิรุณ

ชายคาพระพิรุณ : 14 ตุลาคม 2562

Published October 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447044

x

ชายคาพระพิรุณ : 14 ตุลาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข่าวใหญ่ในร่มชายคาพระพิรุณขณะนี้ คงไม่พ้นเรื่องแบน 3 สาร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของส่วนรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค (4 ฝ่าย) ต่อการยกเลิก สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส พาราควอตและไกลโฟเซต โดยมี น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมซึ่งที่ประชุมมีมติ 9 ต่อ 0 ให้แบนสาร 3 ชนิดโดยจะเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณาให้สารทั้ง 3 ชนิด ซึ่งอยู่ในบัญชีประเภทที่ 3 ไปเป็นบัญชีประเภทที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2562 นั่นหมายถึงจะส่งผลให้ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต สารทั้ง 3 ชนิดนี้ในประเทศไทยโดยเด็ดขาด หากคณะกรรมการวัตถุอันตรายเห็นชอบตามที่คณะทำงานชุดนี้เสนอไป….จริงๆ แล้ว ขุนเกษตรา มองว่า การแบนหรือไม่แบน 3 สารนี้ เป็นสงครามทางการค้าที่ต้องการเอาสารที่หมดสิทธิบัตรออกไป แล้วเอาสารตัวใหม่ที่มีสิทธิบัตรมาขายแทน แถมมีราคาแพงกว่าเดิม 4-5 เท่า ตกค้างมากกว่าเดิม ประสิทธิภาพต่ำกว่าเดิม โดยที่ฝ่ายต้องการแบนพยายามใช้ข้อมูลที่ไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมด ไม่มีแหล่งอ้างอิงของข้อมูล ตัดตอนงานวิจัยบางท่อน บางข้อความโดยใช้เรื่องของความปลอดภัยต่อสุขภาพมาเป็นข้ออ้าง พวกโลกสวยก็แห่เคลิ้มตามกันไปเรื่อย ทั้งที่ความจริงในชีวิตประจำวัน ทั้งของกิน ของใช้ ปนเปื้อนสารเคมีเต็มๆ มากกว่าการตกค้างของ 3 สารดังกล่าวเสียอีก

ขุนเกษตรา ไม่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านการใช้สารเคมีทางการเกษตรเสียทีเดียว แต่มองว่าทุกอย่างต้องมีเหตุมีผล สารเคมีมีทั้งคุณและโทษ ยารักษาโรคที่เรากินกันก็เป็นเคมี หากกินตามคำแนะนำของแพทย์ก็ปลอดภัย แต่หากกินเกินขนาดก็อันตราย เช่นเดียวกับสารเคมีหากใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดก็มีความปลอดภัย ไม่ปนเปื้อน ไม่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม การทำเกษตรหากจะเป็นเพียงเกษตรหลังบ้าน ปลูกผักสวนครัว ทำกินกันในครอบครัวหรือทำขายในท้องถิ่น ก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีพวกนี้ทำเกษตรอินทรีย์ได้สบายๆ เหมือนอย่างที่รัฐมนตรีต้องการผลักดัน แต่หากเราจะเป็นเกษตรอุตสาหกรรม คิดจะแข่งขันนำเงินตราเข้าประเทศ ยังไงก็มีความจำเป็นต้องใช้ ประเทศที่เจริญแล้วเขาก็ยังใช้สารพวกนี้นะครับ ในประเทศที่เขายกเลิกการใช้ตามที่ NGO อ้าง ส่วนใหญ่เขาไม่จำเป็นต้องใช้ด้วยเหตุผลทางสภาพอากาศหรือสภาพแวดล้อมของประเทศนั้นๆ แต่เขาก็ยังนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ใช้ 3 สารตามปกติ เพียงแต่ต้องได้มาตรฐาน ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ซึ่งประเทศไทยก็ทำเรื่องนี้อยู่แล้วมีมาตรฐานรับรองสินค้าเกษตรหลายชนิด มีหน่วยงานรับรองมาตรฐานสินค้าที่ได้การยอมรับจากองค์กรระดับโลก ไม่ใช่หน่วยงานที่ NGO นำมากล่าวอ้าง ซึ่งบางแห่งหาตัวตนไม่ได้อย่าไปว่าเกษตรกรเห็นแก่ตัวเลยครับ ความจำเป็นกับความต้องการ มันต่างกัน ลึกๆ เกษตรกรเขาไม่ต้องการใช้หรอกครับเพราะมันคือต้นทุน แต่มันจำเป็นต้องใช้ ซึ่งหากแบน 3 สารนี้แล้วหาสารตัวใหม่ ที่ใช้แล้วได้ผลดีกว่า หรือเท่าเทียมกัน อันตรายน้อยกว่า มีราคาต่ำกว่ามาให้เกษตรกรเลือกก็คงไม่เป็นไร เกษตรกรเขาไม่ได้ยึดติดกับ 3 สารนี้หรอก แต่ที่จะเอามาทดแทนยังหาข้อดีกว่าสารเก่าไม่ได้เลย…คิดให้ดีคิดให้รอบคอบนะครับ พิจารณาจากหลักวิชาการที่แท้จริง เพราะไม่อย่างนั้น นอกจากเกษตรกรได้รับผลกระทบด้านต้นทุนแล้ว ผู้บริโภคเองก็อาจจะต้องซื้อสินค้าเกษตรที่แพงขึ้นด้วยนะครับ ยิ่งไปกว่านั้นการแข่งขันทางการค้าที่จะให้ไทยเป็นครัวโลกคงยาก…สุดท้ายไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรเลย และคงไม่ใช่ของขวัญปีใหม่แน่นอน…

ช่วงนี้มีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในหลายกรมหลายคนเติบโตในสายงานก็ของแสดงความยินดีด้วย เพราะบางงานจำเป็นต้องได้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะมาบริหาร ประเด็นนี้ ขุนเกษตรา มีข่าวแว่วๆ จากกรมการข้าว ว่าจะมีการขอย้ายข้ามห้วยมาจากเกษตรจังหวัดแห่งหนึ่งเพื่อมาเป็น ผอ.กองเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่ถือว่าเป็นหน่วยงานสำคัญของกรมการข้าวที่มีบทบาทสำคัญในการศึกษา วิจัย และพัฒนาวิทยาการเมล็ดพันธุ์และการกระจายเมล็ดพันธุ์ เป็นหน่วยงานที่ต้องวางแผนและผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายและชั้นพันธุ์จำหน่าย มีการบริหารจัดการและติดตามประเมินผลการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าว ส่งเสริม สนับสนุน และถ่ายทอดวิทยาการเมล็ดพันธุ์ รวมถึงการตรวจสอบและรับรองระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์และคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ซึ่งหากเปิดโอกาสให้ ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวหรือผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 50 แห่ง ซึ่งมีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ได้เติบโตในสายงาน ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการผลิตข้าวพันธุ์ดีของประเทศได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่อยู่ดีๆ เอาคนข้ามห้วยข้ามกรมมานั่งบริหาร ขวัญกำลังใจของลูกหม้อก็หายหมดสิครับ ฝากผู้เกี่ยวข้องพิจารณาด้วยนะครับ

เมื่อเร็วๆ นี้ กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือ สวก.สมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย และ NIDA หารือแนวทางการนำงานวิจัยด้านนวัตกรรมเกษตรไปใช้ประโยชน์โดยมี นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการนำงานวิจัยด้านนวัตกรรมการเกษตรไปใช้ในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์และใช้ได้จริงกับเกษตรกร โดยเน้นงานวิจัย3 ด้านหลัก ได้แก่ งานวิจัยเชิงนโยบาย งานวิจัยสาธารณะและงานวิจัยเชิงพาณิชย์ ในการเสนอขอรับทุนอุดหนุนงานวิจัย เบื้องต้น ได้ข้อสรุปการนำเสนอโครงการวิจัยภาคการเกษตร 5 โครงการ ประกอบด้วย 1.การพัฒนาระบบการให้น้ำ ให้ปุ๋ยในพืชแบบอัตโนมัติ (Automatic) 2.โครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา 3.ระบบการพยากรณ์เตือนภัยศัตรูพืช (Smart Pest Warning Center) 4.งานวิจัยเชิงนโยบายภาคการเกษตรและ 5.ระบบ Supply Chain

ขุนเกษตรา

Advertisements

ชายคาพระพิรุณ : 7 ตุลาคม 2562

Published October 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445497

ชายคาพระพิรุณ : 7 ตุลาคม 2562

ชายคาพระพิรุณ : 7 ตุลาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ ตรงกับวันไข่โลก (World Egg Day) ซึ่งได้ริเริ่มโดย “คณะกรรมาธิการไข่นานาชาติ” หรือ“International Egg Commission” มีสมาชิกทั่วโลกกว่า 80 ประเทศ งานวันไข่โลกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อปี 2539 และได้กำหนดให้ทุกวันศุกร์ที่สองของเดือนตุลาคมเป็นวันไข่โลก ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 11 ตุลาคม 2562 วัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณประโยชน์ทางด้านโภชนาการของไข่ไก่ เนื่องจากไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของคนทุกเพศทุกวัยแต่สำหรับคนไทยพบว่าอัตราการบริโภคไข่ยังเฉลี่ยอยู่เพียง 247 ฟองต่อคนต่อปีเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายปี 2561 ที่ 300 ฟองต่อคนต่อปี ในขณะเดียวกันการเลี้ยงไก่ไข่เพื่อผลิตไข่ไก่นั้นยังเป็นอาชีพหลักอาชีพหนึ่งของเกษตรกรไทยซึ่งสามารถผลิตไข่ไก่ได้เฉลี่ยปีละ 15,000 ล้านฟอง เป็นความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และสามารถตอบสนองความต้องการการบริโภคของคนไทยได้อย่างเพียงพอ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมเดินสายจัดกิจกรรมชวนบริโภคไข่ไก่ใน 3 โรงพยาบาลใหญ่ ภายใต้แนวคิด “กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย” หวังส่งเสริมสุขภาพอนามัยที่ดีของคนไทยสำหรับงานสัปดาห์วันไข่โลก 2562 ของประเทศไทย กำหนดจัดขึ้น 3 วันใน 3 โรงพยาบาลใหญ่ ตั้งแต่ 07.00-16.00 น. ได้แก่ 1.) รพ.ศิริราช วันที่ 7 ต.ค. 2562 ณ ชั้น 1 อาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ 2.) รพ.จุฬาลงกรณ์ วันที่ 9 ต.ค.2562 ณ ชั้น 1 อาคาร 14 ชั้น เชื่อมต่อชั้น 1 อาคารคัคณางค์ และ 3.) รพ.รามาธิบดี วันที่ 11 ตุลาคม 2562 ณ โถงชั้น 1 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ และ อาคารหลัก (อาคาร 1) ภายในงานเน้นการจัดรายการ Guru Talk โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่งมาบอกเล่าเรื่องราวของไข่ไก่พร้อมกิจกรรมมากมาย อาทิ ร่วมเล่นเกมส์รับรางวัล กิจกรรมแจกไข่ฟรีเพียงแค่สแกนคิวอาร์โค้ดเข้าร่วมงาน กิจกรรมยาเก่าแลกไข่ใหม่ จำหน่ายไข่สดและไข่แปรรูปคุณภาพราคาพิเศษนำรายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้แต่ละโรงพยาบาล

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ และในฐานะผู้แทนประธานคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) เปิดเผยว่า คนไทยยังคงบริโภคไข่ไก่ต่ำกว่าหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งๆ ที่ไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนมากคุณค่าและให้ประโยชน์มากมายต่อร่างกาย จึงเป็นภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) และคณะทำงานโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง ตลอดจนกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่จะต้องร่วมกันรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของประชาชนผ่านการบริโภคไข่ไก่ ซึ่งนอกจากจะได้ผลลัพธ์ในด้านสุขภาพแล้ว ยังส่งผลไปถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศได้ประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนด้วย ทั้งนี้ เอ้กบอร์ดและคณะทำงานโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง จะใช้โอกาส “วันไข่โลก (World Egg Day)” ในการรณรงค์บริโภคไข่ไก่เป็นประจำทุกปี ในปี 2562 นี้ก็เช่นกัน โดยยุทธศาสตร์ไก่ไข่ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562-2566 ยังคงตั้งเป้าการบริโภคไข่ไก่ของคนไทยไว้ที่ 300 ฟองต่อคนต่อปี ภายใต้แนวคิด “กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย” ทั้งนี้เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในวงกว้าง ให้คนไทยเห็นคุณประโยชน์ในการบริโภคไข่ซึ่งมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง ม.ฮาร์เวิร์ดรองรับ ขณะที่กรมปศุสัตว์จะกำกับดูแลกระบวนการเลี้ยงไก่ไข่ของประเทศไทยซึ่งมาตรฐานการผลิตในระดับสูงให้ผลผลิตไข่ที่สะอาด ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

“ไข่” เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายที่อยู่คู่ครัวไทยมาช้านาน สามารถดัดแปลงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู อีกทั้งยังมีราคาที่ถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ ไข่ไก่ 1 ฟอง ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี มีโปรตีน 7 กรัม และมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและการทำงานของระบบประสาทกระตุ้นการทำงานของสมอง เสริมสมาธิและความจำ ที่สำคัญ เลซิธินในไข่แดงยังเป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาท ช่วยบำรุงประสาท ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ โคลีนช่วยเพิ่มความจำ และระบบไหลเวียนของเลือด ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ลูทีน และซีแซนทีน ป้องกันจอรับภาพเสื่อมสภาพ ช่วยบำรุงสายตา โฟเลต มีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง สังกะสี ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย การขาดสังกะสีทำให้เตี้ยและแคระแกรน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง วิตามินบี1บี2 บี6 และ บี 12 ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ วิตามินเอ วิตามินดีวิตามินอี ช่วยให้ไขมันแตกตัวเป็นอนุภาพเล็กๆและไหลเวียนไปกับกระแสเลือด ป้องกันการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด โดยสารอาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงช่วยบำรุงสมองในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุอีกด้วย…เห็นประโยชน์ของไข่ไก่อย่างนี้แล้ว คนไทยต้องหันมาทานไข่กันเยอะๆ นะครับ นอกจากได้รับอาหารโปรตีนที่มีคุณค่าทางอาหารสูงราคาถูกแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ของไทยให้มีความยั่งยืนอีกด้วย

เมื่อเร็วๆ นี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการสร้างกระบวนงานเชิงรุก สู่ความสำเร็จ ปีงบประมาณ 2563 เพื่อให้การปฏิบัติงานในเชิงพื้นที่มีประสิทธิภาพ สามารถขับเคลื่อนภารกิจของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้บรรลุผลสำเร็จ มีความต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ และได้รับการปรับปรุงกระบวนงานให้มีการปฏิบัติงานเชิงรุก สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน จึงจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการการปฏิบัติงาน รวมทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ส่วนกลาง และผู้รับบริการ เพื่อถอดบทเรียนก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนางานของหน่วยงาน ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงาน ปีงบประมาณ 2563 ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานด้านแผนงาน ด้านการพัฒนาการเรียนรู้ ด้านกำกับมาตรฐานการบัญชี และผู้ปฏิบัติงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้องอีกด้วย…

ชายคาพระพิรุณ : 30 กันยายน 2562

Published October 6, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443947

x

ชายคาพระพิรุณ : 30 กันยายน 2562

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุเครื่องบินฝนหลวงตกขณะฝึกบิน มีผู้เสียชีวิต 2 รายคือ ร.อ.ตฤณ อัมระนันท์ นักบิน ท4 เป็นครูการบิน และนักบินฝึกหัด นายสุขสันต์ จงเสถียรธรรม นักบิน พรก. นักบินใหม่ ซึ่งต้องยอมรับว่าเครื่องบินที่กรมฝนหลวงฯ มีประจำการอยู่ มีอายุการใช้งานที่นานมากไม่ต่ำกว่า 20 ปี ในขณะที่ภารกิจของหน่วยงานต้องออกปฏิบัติการเกือบทุกวัน จะเห็นว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานักบินและเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงฯ ทุกคนมีความเสียสละ ดำเนินการตามโครงการพระราชดำริ “ฝนหลวง” อย่างต่อเนื่อง และสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและเกษตรกร จนเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน ขุนเกษตรา ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวนักบินทั้ง 2 ท่าน และกรมฝนหลวงการบินเกษตร ที่ต้องสูญเสียบุคลากรสำคัญในครั้งนี้ด้วยครับ

ขณะนี้หลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกิจกรรม“จิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบหมายให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือกัน เพื่อช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรและชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม ณ จังหวัดสกลนคร ในส่วนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นายโอภาส ทองยงค์อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรและประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งนายโอภาสบอกว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในปัจจุบัน ส่งผลให้พี่น้องเกษตรกรและประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดบูรณาการดำเนินการช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และสร้างการรับรู้การเตรียมการด้านการเกษตรตามหลักวิชาการ รวมทั้งการสนับสนุน ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างรวดเร็ว และจัดกิจกรรม“จิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ในพื้นที่ 21 จังหวัด โดยลงพื้นที่ต่างๆ เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และนำถุงยังชีพและของใช้ที่จำเป็นไปแจกจ่ายเพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้น รวมถึงสำรวจปัญหา สอบถามถึงความต้องการเพื่อฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เข้าช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน โดยจัดพิธีเปิดกิจกรรม “จิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ในวันที่ 23 กันยายน 2562 ณ จังหวัดสกลนคร พร้อมทั้งลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยหลังน้ำลด และมอบถุงยังชีพและของใช้จำเป็นแก่ผู้ประสบอุทกภัย ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติและประกอบอาชีพได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ จัดให้มีบริการซ่อมเครื่องมือและเครื่องจักรกลการเกษตรให้กับชาวบ้านในพื้นที่ประสบภัย โดยได้รับความร่วมมือจากวิทยาลัยเทคนิคสกลนคร ตั้งจุดให้บริการซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตรและเปลี่ยนถ่ายอุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้อุปกรณ์เหล่านี้ไปประกอบอาชีพได้ทันทีที่น้ำลด อีกทั้งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งด้าน ชลประทานด้านพืช ด้านประมง ด้านปศุสัตว์ จนกว่าจะเข้าสู่สถานการณ์ปกติ

เช่นเดียวกับกรมส่งเสริมการเกษตรที่ได้สั่งการให้เกษตรจังหวัดพร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอลงพื้นที่สำรวจข้อมูลความเสียหายด้านพืชในจังหวัดที่ประสบอุทกภัย เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยให้ระดมเจ้าหน้าที่ ส่งเสริมการเกษตรกระจายลงพื้นที่ตามอำเภอต่างๆ เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมทั้งสำรวจปัญหา สอบถามความต้องการเพื่อฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด เช่น การส่งเสริมปลูกพืชผักระยะสั้น หรืออาชีพอื่นๆการให้คำแนะนำด้านวิชาการเพื่อดูแลพืชภายหลังจากน้ำลด โดยเบื้องต้นกรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนเชื้อราไตรโคเดอร์มา จำนวน 3,045 กิโลกรัม เพื่อฟื้นฟูสภาพสวนไม้ผลหลังน้ำลด และมอบหมายศูนย์ขยายพันธุ์พืชของกรม สนับสนุนพันธุ์พืช จำนวน 28 ชนิด ประกอบด้วย พืชผัก 10 ชนิด ได้แก่ จิงจูฉ่าย ปูเล่ คะน้าเม็กซิโกพริก มะเขือ มะตูมมาเลย์ ผักหวาน ผักไผ่ ผักเชียงดา เมล็ดพืชผัก ไม้ผล/ไม้ยืนต้น 14 ชนิด ได้แก่ กล้วย มะม่วง ส้มโอ มะละกอ มะดัน ขนุน ไผ่ ลำไย ลิ้นจี่ มะขามเปรี้ยว มะขามป้อม หม่อน แก้วมังกร สมุนไพร 3 ชนิด ได้แก่ ผักชีลาว โหระพา กะเพรา รวมทั้งอ้อยคั้นน้ำ รวม 85,360 ต้น ให้แก่สำนักงานเกษตรจังหวัดต่างๆ ในโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรฯ นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัดจัดกิจกรรมจิตอาสาฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชน

วันก่อน กรมประมงจัดงาน ชาตินิยมกะพงไทย” (Seabass Fair) งานจำหน่ายปลากะพงขาวคุณภาพดี สด สะอาด อร่อย ไร้สารตกค้าง ราคาถูก จากเกษตรกรส่งตรงถึงผู้บริโภค เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์เพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้าปลากะพงขาว เป็นการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นในการช่วยกระจายผลผลิตปลากะพงขาวและแก้ไขปัญหาราคาปลากะพงขาวไทยตกต่ำ ซึ่งเกิดจากมูลเหตุทั้งการเปิดการค้าเสรี FTA ทำให้สัตว์น้ำหลายชนิดทะลักเข้ามาในประเทศ และมีราคาถูกกว่าบ้านเรา นอกจากนี้อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ที่ทำให้ผู้ส่งออกของประเทศเพื่อนบ้านได้กำไรจากส่วนต่างของค่าเงิน ในขณะเดียวกัน ปริมาณการผลิตปลากะพงขาวของเกษตรกรในประเทศก็มีผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศอยู่แล้ว จึงเป็นเหตุให้เกิดภาวะล้นตลาด ซึ่งกรมประมงไม่ได้นิ่งนอนใจ เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ได้มีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาปลากะพงขาวราคาตกต่ำ อีกทั้ง กรมประมงยังจะเพิ่มความเข้มงวดด้านสุขอนามัยสำหรับปลากะพงขาวที่นำเข้ามา ได้แก่ การตรวจสารตกค้างและการสุ่มตรวจโรค เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคมากขึ้น และในส่วนของการผลิตจะมีการหารือแนวทางการบริหารจัดการผลผลิตปลากะพงขาว เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคา อาทิ การส่งเสริมระบบบริหารจัดการผลิตให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบแปลงใหญ่ และจะมีการลดการผลิตลูกพันธุ์ลงให้สมดุลกับปริมาณความต้องการปลาเนื้อด้วย…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 23 กันยายน 2562

Published September 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442297

ชายคาพระพิรุณ :  23 กันยายน 2562

ชายคาพระพิรุณ : 23 กันยายน 2562

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ขุนเกษตรา ขอแสดงความยินดีกับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นจำนวน 4 ท่าน ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ประกอบด้วย นายมนัส กำเนิดมณี รองอธิบดีกรมชลประทาน โยกไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงนายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โยกไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ รองอธิบดี กรมหม่อนไหม ขยับขึ้นเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม แทนนางสาวศิริพร บุญชู ที่เกษียณราชการ และนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ขยับขึ้นเป็นเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แทนนางสาวจริยา สุทธิไชยา ที่เกษียณราชการเช่นเดียวกัน

สัปดาห์ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ารับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ.2562 ซึ่งจัดโดยสำนักงาน ก.พ.ร โดยรางวัลเลิศรัฐถือเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่สำนักงาน ก.พ.ร.มอบให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ที่มุ่งมั่นปฏิบัติราชการจนประสบความสำเร็จและมีความเป็นเลิศแห่งหน่วยงาน ภาครัฐทั้งปวง พัฒนาคุณภาพ การบริการ และระบบการบริหารงานเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และพึงพอใจให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งส่งเสริมการบริหารราชการให้มีระบบหรือวิธีการที่ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน จนเกิดการทำงานร่วมกันในลักษณะหุ้นส่วน และความร่วมมือ ตลอดจนพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน โดยรางวัลเลิศรัฐได้แบ่งออก เป็น 3 สาขา ได้แก่ 1. สาขาบริการภาครัฐ 2. สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ และ 3. สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม สำหรับในปีนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้รับรางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ ระดับดี
ประเภทพัฒนาการบริการ จากผลงาน “Smart Manage เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของสหกรณ์” ทั้งนี้ โปรแกรม “Smart Manage” เป็นแอพพลิเคชั่นที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาขึ้นมาสำหรับกรรมการสหกรณ์ เพื่อใช้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อให้รู้ความเคลื่อนไหวทางการเงิน ผลการดำเนินงานและความเสี่ยง มีข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจแบบ Real Time ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านสมารท์โฟน หรือแท็บเลต ทำให้ผู้บริหารสหกรณ์ตัดสินใจในการบริหารงานสหกรณ์ได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งในปีนี้นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ นายพจน์ภิรัชต์ เนียมจุ้ย รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นายสุเทพ ทองบ้านบ่อ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พร้อมด้วยคณะข้าราชการและเจ้าหน้าที่ เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลจาก นายวิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี ขุนเกษตรา ขอแสดงความยินดีกับทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ด้วยนะครับ

ขณะนี้เกษตรกรในหลายพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความเป็นห่วง และได้สั่งการ
ทุกกรมเข้าไปดูแลเกษตรกรอย่างเต็มที่โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งทุกจังหวัดระดมเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ให้กำลังใจและช่วยเหลือเยียวยาสมาชิกสหกรณ์และชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม 21 จังหวัด เร่งสำรวจความเสียหาย พร้อมสอบถามความต้องการของชาวบ้านเพื่อให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน เตรียมเปิดจุดบริการซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตรและฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลดทันที โดยจะมีพิธีเปิดตัวโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ครั้งแรก
ในวันที่ 23 กันยายน 2562 ที่จังหวัดอุบลราชธานี เริ่มตั้งแต่เวลา 09.15 น. ซึ่งจะมีการรายงานสถานการณ์น้ำโดย
กรมชลประทาน จากนั้นจะมีการมอบนโยบายจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ

โดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจะมีเวทีกิจกรรมจิตอาสาจัดพร้อมกันอีก 9 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร มุกดาหาร ร้อยเอ็ด สกลนคร กาฬสินธุ์ นครพนม ส่วนอีก 11 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และอุตรดิตถ์ จะมีการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดเพื่อรับฟังนโยบายและแนวทาง การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะถ่ายทอดสัญญาณพิธีเปิดโครงการจิตอาสามาจากจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการและผู้เชี่ยวชาญฯของกรมส่งเสริมสหกรณ์ลงพื้นที่จังหวัดที่ประสบอุทกภัย เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสั่งการให้สหกรณ์จังหวัดระดมเจ้าหน้าที่กระจายลงพื้นที่ตามอำเภอต่างๆ เพื่อเยี่ยมเยือนให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและนำถุงยังชีพและของใช้ที่จำเป็นไปแจกจ่ายเพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้น รวมถึงสำรวจปัญหา สอบถามถึงความต้องการเพื่อฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด เช่น การส่งเสริมปลูกพืชผักระยะสั้น หรืออาชีพอื่นๆ และได้ประสานกับสหกรณ์ในพื้นที่จัดสรรเงินสาธารณประโยชน์มาใช้ในการจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อแจกจ่ายให้กับสมาชิกและชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ส่วนสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ ที่อยู่นอกพื้นที่ประสบภัยและต้องการจะมาร่วมเป็นจิตอาสาหรือบริจาคสิ่งของ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ สามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ…ในยามที่คนไทยเดือดร้อน มีทุกข์ ก็ต้องร่วมด้วยช่วยกันครับ เป็นกำลังใจให้ทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้ประสบภัยครับ

 

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 16 กันยายน 2562

Published September 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440655

ชายคาพระพิรุณ :  16 กันยายน 2562

ชายคาพระพิรุณ : 16 กันยายน 2562

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากสถานการณ์ความผันผวนของน้ำในแม่น้ำโขงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในลุ่มน้ำโขง ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำทั้งในธรรมชาติและปลาในกระชังของเกษตรกรเสียหายอย่างหนักกรมประมงในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำจึงได้มีการดำเนินโครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงและระบบนิเวศจากผลกระทบภัยแล้งในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาร่วมกับเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน แก้วิกฤติลุ่มน้ำโขงผันผวน ปล่อยพันธุ์ปลากว่าล้านตัวลงสู่ลุ่มน้ำโขพร้อมเปิดพื้นที่ Fish Stock สร้างแหล่งอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ โดย นายอดิศร พร้อมเทพอธิบดีกรมประมง บอกว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤติแม่น้ำโขงผันผวน กรมประมงไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและให้ให้คำแนะนำเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรไปก่อน พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยขับเคลื่อนแนวทางและวางแผนการแก้ไขปัญหาผ่านศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการประมง เพื่อให้เกิดความคล่องตัว รวดเร็วทันต่อสถานการณ์และจะมีการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ด้านการประมง (Fishereiswatch) เพื่อติดตามประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะของกรมชลประทาน เพื่อนำข้อมูลน้ำมาวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคการประมง อีกทั้ง ในวันที่ 16 กันยายนนี้ กรมประมงจะมีการทำMOU กับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เกี่ยวกับ “การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศทรัพยากรน้ำเพื่อการบริหารจัดการน้ำร่วมกับการประมงการขยายเครือข่ายการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ” อันจะนำไปสู่การบรรเทาปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งและคุณภาพน้ำในพื้นที่ เพื่อแจ้งเตือนภัยให้เกษตรกรได้รับทราบและวางแผนรับมือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้…ในส่วนของการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในระบบนิเวศทางธรรมชาติของแม่น้ำโขงที่เสียหายไปให้คืนกลับอย่างยั่งยืน เบื้องต้น กรมประมงได้ร่วมกับกลุ่มเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน กำหนดพื้นที่เป้าหมายที่จะดำเนินสร้างชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงน้ำจืด จำนวน 7 ชุมชน เป็นกลุ่มเครือข่ายชุมชนประมงติดแม่น้ำโขง 4 จังหวัด ได้แก่ (1) พื้นที่ตำบลหาดคัมภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย(2) พื้นที่เทศบาลตำบลปากชม อำเภอปากชม จังหวัดเลย (3) พื้นที่ ตำบลหอคำ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ (4) พื้นที่ ตำบลนากั้ง อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ (5) พื้นที่อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม (6) พื้นที่ตำบลบ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย และ (7) พื้นที่ตำบลสังคม อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย โดยทั้ง 7 พื้นที่จะมีการปล่อยพันธุ์ปลาไซส์ใหญ่ (3-5 เซนติเมตร) ซึ่งจะมีอัตราการรอดสูง จำนวน 350,000 ตัว ลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมความรู้ให้ชุมชนสามารถเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำด้วยตัวเองได้โดยใช้ชุดเพาะฟักไข่ปลาแบบเคลื่อนที่ (Mobile
hatchery) และจัดทำพื้นที่ (Fish Stock) แหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรประมงโดยชุมชน เน้นในเขตที่เป็นวังน้ำลึก (Deep pool) ซึ่งสัตว์น้ำมักหนีไปอาศัยในช่วงที่น้ำแห้งขอด โดยเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกับเจ้าหน้าที่ ภาครัฐในการบริหารจัดการทรัพยากร สร้างกติกาชุมชนตามห้วงเวลาและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งในอนาคตกรมประมงยังมีแนวคิดที่จะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชนในพื้นที่เพื่อจัดทำบันไดปลาโจนในพื้นที่ที่มีเขื่อนหรือฝาย เพื่อให้ปลาหรือสัตว์น้ำสามารถว่ายผ่านสิ่งกีดขวางขึ้นไปหาแหล่งผสมพันธุ์และวางไข่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ เพื่อเป็นการรักษาระบบนิเวศให้ทรัพยากรสัตว์น้ำได้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน…

วันก่อน นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมด้วย นายพจน์ภิรัชต์ เนียมจุ้ย รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อต้อนรับ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังสรุปผลการดำเนินงานของสำนักงานองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดสุโขทัย และเยี่ยมชมศูนย์รับน้ำนมดิบ ศูนย์ฯศรีนคร ณ สำนักงานองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดสุโขทัย ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย โดยโรงงานผลิตภัณฑ์นมสุโขทัยแห่งนี้ เกิดจากการที่รัฐบาลได้อนุมัติโครงการแผนปรับโครงสร้างระบบการผลิตการเกษตร (คปร.) ในปี 2537-2539 งบประมาณ 324 ล้านบาท ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม โดยให้จัดตั้งโรงงานผลิตภัณฑ์นมระบบ ยูเอชที.กำลังการผลิต 80 ตัน/วัน และนมพาสเจอร์ไรส์ 10 ตัน/วัน โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ อ.ส.ค.ใช้ที่ดินก่อสร้างในเขต จัดสรรนิคมสหกรณ์สวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ โดยมีภารกิจ คือ 1.ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมสมาชิก อ.ส.ค.ในเขตภาคเหนือตอนล่าง (สุโขทัย – พิจิตร) 2.ส่งเสริมและสนับสนุนสหกรณ์ในเขตภาคเหนือในการเลี้ยงโคนมและจัดการคุณภาพน้ำนม และ 3.รับซื้อแปรรูปน้ำนมดิบเป็นผลิตภัณฑ์นมจากเกษตรกรและสหกรณ์ เป็นผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพ ปัจจุบัน อ.ส.ค.ภาคเหนือตอนล่าง ได้จัดหาน้ำนมดิบจากศูนย์รับน้ำนมดิบอ.ส.ค.จำนวน 10.68 ตัน/วัน ซึ่งมาจาก 5 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมศรีนคร ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมคีรีมาศ ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมทุ่งเสลี่ยม ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมกงไกรลาศ และศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมโพทะเล โดยมียอดรวมปริมาณน้ำนมดิบ 331.15 ตัน และยอดมูลค่าน้ำนมดิบ 6,222,657 บาท ซึ่งปัจจุบันโรงงานสามารถรองรับได้ 140 ตัน/วัน สามารถผลิตครีม 1.2 ตัน/สัปดาห์ นมพาสเจอร์ไรส์ถุง 18 ตัน/วัน และนมกล่องยูเอชที 140 ตัน/วัน…..ซึ่งหลังจากเสร็จภารกิจลงพื้นที่ติดตามท่านรัฐมนตรีช่วยฯ แล้ว ทั้งท่านอธิบดีและท่านรองฯ ก็ไม่ลืมที่จะแวะเยี่ยมสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุโขทัย เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน พร้อมแนะแนวทางการปฏิบัติงานให้บรรลุตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในพื้นที่ โดยมีนางชวมณฑ์ ศรีวาลัย หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุโขทัย พร้อมด้วยบุคลากรในสังกัดต้อนรับ ณ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุโขทัย….

 

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 9 กันยายน 2562

Published September 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439041

ชายคาพระพิรุณ :  9 กันยายน 2562

ชายคาพระพิรุณ : 9 กันยายน 2562

วันจันทร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันก่อน ขุนเกษตรา ได้ติดตาม ดร.วิณะโรจน์ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ลงพื้นที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดูความก้าวหน้าการดำเนินงานในพื้นที่ตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายของ ส.ป.ก.เนื้อที่ 972 ไร่ ที่ ส.ป.ก.ได้ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 และ ส.ป.ก.ได้ทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานระหว่างภาครัฐอาทิ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน) รวมไปถึงภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ เพื่อพลิกฟื้นที่ดินให้เกษตรกรเข้าใช้ประโยชน์ทำกิน ซึ่งผลการดำเนินการที่ผ่านมาได้มีการออกแบบวางผังพื้นที่โครงการไปแล้ว 2 แปลง ปัจจุบันมีเกษตรกรได้รับสิทธิ์เข้าทำประโยชน์จำนวนทั้งสิ้น 96 ราย มีการจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด เพื่อขอใช้ประโยชน์ที่ดินทำกินโดยยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งภายในแปลงได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่างๆ รวมไปถึงการส่งเสริมพัฒนาอาชีพเกษตรกร แบ่งเป็น 3 กิจกรรม ได้แก่ การลดรายจ่ายเพื่อเสริมความมั่นคงในด้านอาหารของครอบครัว การพัฒนาอาชีพสร้างรายได้ระยะสัน เช่น การปลูกพืชผสมผสาน และการพัฒนาอาชีพสร้างรายได้ระยะยาวเพื่อเป็นรายได้หลักของครอบครัว อาทิ การปลูกกล้วยหอมทอง ด้วยระบบการตลาดนำการผลิต ซึ่งได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการค้าครบวงจรระหว่างสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด ซึ่งเข้ามาส่งเสริมองค์ความรู้เรื่องการปลูกกล้วยหอมทองพร้อมรับซื้อผลผลิตจากสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด เพื่อทำตลาดส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังมีโกโก้ และพืชผัก ที่จะใช้ระบบตลาดนำการผลิตเช่นเดียวกับกล้วยหอมทอง การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้เห็นถึงความตั้งใจและมุ่งมั่นของ ส.ป.ก. ที่จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น สามารถดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้ การทำเกษตรแบบอินทรีย์ที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และเข้มแข็งมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รวมไปถึงการทำ การเกษตรอย่างมีความรับผิดชอบต่อทั้งตัวผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม เพื่อเศรษฐกิจเกษตรแบบยั่งยืน และ เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารทั้งต่อตัวเกษตรกรและประเทศภายในที่ดินของ ส.ป.ก. สืบต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดงานเกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด “Smart & Strong Together รวมพลังส่งเสริมเกษตรไทยก้าวไกลมั่นคง” ณ อาคาร Impact Challenger Hall 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 19 – 22 กันยายน 2562 เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตร และเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ผลผลิตและสินค้าเกษตรคุณภาพให้กับพี่น้องเกษตรกร อันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้สร้างความมั่นคงให้กับประเทศ ตลอดจนขยายผลให้ประชาชนในสังคมเมืองได้เห็นถึงพลังของพี่น้องเกษตรกร เข้าถึงสินค้าเกษตรคุณภาพดีจากเกษตรกรโดยตรงและมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ โดยในงานประกอบไปด้วยกิจกรรมและสินค้าเกษตรหลากหลายชนิด อาทิ สินค้าเกษตรคุณภาพมาตรฐานทั้งสดและแปรรูป มาให้เลือกอุดหนุนในราคาเกษตรกรส่งตรงถึงมือผู้บริโภค จุดบริการให้ความรู้ด้านการเกษตร กิจกรรมฝึกอาชีพฟรี รวมถึงกิจกรรมการแข่งขันมากมาย ใครสนใจไปเที่ยวได้นะครับ งานนี้รวมของดีจากเกษตรกรไทยไว้ให้ ช็อป ชม ชิม มากมาย

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เชิญชวนสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไปสมัครเข้าร่วมโครงการทำบัญชีส่งเสริมการออม เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เป็นประธานเปิดกิจกรรมและมอบกระปุก ตามโครงการทำบัญชีส่งเสริมการออมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก “ทำบัญชีส่งเสริมการออม” และ “สร้างพลังการออม : ออมเงิน ออมความดี” ให้แก่นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 100,000 ราย เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นเครื่องหมายของความตั้งใจทำความดี พร้อมกับกล่าวว่า โครงการทำบัญชีส่งเสริมการออมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเฉลิมฉลองและแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยใช้บัญชีเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการออมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกคน และส่งผลให้เกิดความรู้ความเข้าใจในประโยชน์ของการทำบัญชีและการออมเงิน เกิดการต่อยอด สร้างเครือข่าย ขยายผลในการสร้างวินัยทางการเงิน เพื่อลดรายจ่าย ลดหนี้สิน มีเงินออม ซึ่งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในการรู้จักการใช้จ่ายเงินแบบพอเพียง สร้างความมั่นคงให้แก่ตนเอง ครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติต่อไป

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 2 กันยายน 2562

Published September 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437430

ชายคาพระพิรุณ :  2 กันยายน 2562

ชายคาพระพิรุณ : 2 กันยายน 2562

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในร่มชายคาพระพิรุณเกิดการเปลี่ยนแปลงลอตใหญ่ เมื่อ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 7 ราย ประกอบด้วย 1. นายวราวุธ ชูธรรมธัช ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 2. นางอุมาพร พิมลบุตร ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 3. นายพิศาล พงศาพิชณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 4. นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 5. นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการข้าว 6. นายมีศักดิ์ ภักดีคง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมประมง 7. นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งนับว่าการโยกย้ายครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งสำคัญที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ อดีตรมว.เกษตรฯ ได้แต่งตั้งไว้ เพื่อเปิดทางข้าราชการใกล้ชิดขัั้วอำนาจใหม่ขึ้นตำแหน่งใหญ่ขึ้น และยังมีกระแสข่าวอีกว่าอาจจะมีการโยกย้ายล๊อตที่ 2 ในเร็วๆ นี้อีกด้วย คงต้องติดตามกันต่อไปว่าใครจะติดโผรอบหน้าบ้าง ขุนเกษตรา ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับตำแหน่งใหม่ในครั้งนี้ด้วยครับ

การขึ้นทะเบียนเกษตรกรถือเป็นหน้าที่ที่เกษตรกรทุกคนควรถือปฏิบัติ โดยเกษตรกรต้องแจ้งความประสงค์ขอปรับปรุงข้อมูลการทำการเกษตร หรือขึ้นทะเบียนใหม่ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง ตามที่ตั้งแปลงปลูกพืชของตัวเอง ที่สำคัญเกษตรกรจะต้องปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ตามกรอบระยะเวลาการปลูกพืช ซึ่งโดยปกติจะปรับปรุงหลังจากการปลูกไม่น้อยกว่า 15 – 60 วัน ตามแต่ละชนิดพืช และหากเกษตรกรไม่มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี
(นับถัดจากวันที่ 23 มิ.ย 2560 ถึง วันที่ 22 มิถุนายน 2563) ก็จะสิ้นสถานภาพการเป็นเกษตรกรทันที ซึ่งจะทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจากโครงการของรัฐบาล โดยขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้พัฒนาและนำเครื่องมือ เทคโนโลยีเข้ามาช่วยปรับปรุงวิธีการรับขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร รวมทั้งการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อความสะดวกมากขึ้น เช่น การจัดทำ Application FARMBOOK หรือ สมุดทะเบียนเกษตรกรดิจิทัล ซึ่งจะช่วยลดภาระในการเดินทางของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลได้ โดย แอพฯ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสามารถแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนได้ด้วยตนเอง ผ่าน Smart Phone และสามารถติดตามสิทธิ์โครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ รวมถึงให้เจ้าหน้าที่สามารถวางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาดของสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน สามารถดาวน์โหลด Android และ iOS และเริ่มใช้งานผ่านระบบด้วยการใช้เลขที่ในทะเบียนเกษตรกร หรือหมายเลขโทรศัพท์ ที่ใช้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ นอกจากนั้นยังมี Application FAARMis สำหรับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลออกให้บริการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรนอกสถานที่โดยสามารถขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ทั้งเกษตรกรรายใหม่ และเกษตรกรรายเดิม ซึ่งการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการใช้ประโยชน์จากทะเบียนเกษตรกร ถือเป็นข้อมูลหลักสำหรับการทำงานของกรม ที่จะช่วยตอบโจทย์โครงการต่างๆ ได้ ซึ่งปัจจุบันมีการเชื่อมโยงไปสู่ระบบของหน่วยงานอื่น รวมทั้งที่มีหน่วยงานต่างๆ ขอใช้ประโยชน์จากข้อมูลขึ้นทะเบียนเกษตรกร

เมื่อเร็วๆนี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรม เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการสัมมนาแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบบูรณาการ ปีงบประมาณ พ.ศ.2563 โดยมีนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการและมอบนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ โรงเรียนอนุบาลเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยังได้เป็นวิทยากรอภิปรายในหัวข้อ “แนวทางการบูรณาการปฏิบัติงานของหน่วยงาน” อีกด้วย ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว จัดโดยกรม
ส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อบูรณาการงานของหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับส่งเสริมและพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของภาคเกษตรในประเทศไทย และกำหนดทิศทางการปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาของเกษตรกรตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับขบวนการสหกรณ์และสถาบันเกษตรกร เป็นผู้ดำเนินการสอบบัญชีให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ รวมถึงพัฒนาสถาบันเกษตรกรที่ยังไม่สามารถจัดทำบัญชีและงบการเงินได้ ร่วมกับครูบัญชีอาสา สอนบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกรอีกนับแสนราย ซึ่งการให้ความรู้ทางบัญชีแก่ขบวนการสหกรณ์เป็นนโยบายที่นายโอภาส ทองยงค์ ได้ให้ความสำคัญมาตลอด เนื่องจากปัจจุบันการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต สหกรณ์และเกษตรกรสมาชิกต้องเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้สหกรณ์มีปัญหาและจะทำให้สหกรณ์เข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน

 

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 26 สิงหาคม 2562

Published September 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435725

x

ชายคาพระพิรุณ : 26 สิงหาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินโครงการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์และศักยภาพกลุ่ม โดยนำข้อมูลของกลุ่มที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์ และจัดทำแผนกิจกรรมพัฒนาศักยภาพกลุ่มร่วมกัน โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในกลุ่ม ซึ่งเบื้องต้นนำร่องใน 6 แห่งคือ แปลงใหญ่ผักปลอดภัย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี, วิสาหกิจชุมชนมะพร้าวอ่อนน้ำหอม อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม, แปลงใหญ่มะพร้าว อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา, แปลงใหญ่ผัก อ.นามน จ.กาฬสินธุ์, แปลงใหญ่มังคุด อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช และ อะโวคาโดพบพระ จ.ตาก ทั้งหมดเป็นกลุ่มเกษตรกรที่รวมกลุ่มและดำเนินกิจการเกษตรอยู่แล้ว มีเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นสมาชิกในกลุ่มและมีแนวคิดขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมในชุมชนเพื่อสนับสนุนให้สามารถดำเนินการตามแผนกิจกรรมที่ร่วมกันกำหนด นำไปสู่การพัฒนาเป็นต้นแบบการทำงานส่งเสริมการเกษตรแบบบูรณาการโดยยึดพื้นที่เป็นหลัก สามารถนำไปขยายผลสู่พื้นที่อื่นต่อไปได้ และสำหรับมังคุด ลานสกา ก็เป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ซึ่งนางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้ข้อมูลขณะนำสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมความสำเร็จของแปลงใหญ่มังคุดลานสกาว่า กรมส่งเสริมการเกษตรวางแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่มุ่งพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ดึงพลังเกษตรกรรุ่นใหม่ แปลงใหญ่ และวิสาหกิจชุมชน ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้โครงการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนเอง จนเข้าสู่การส่งเสริมการเกษตร ในดำเนินการในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ โดยมีนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ เป็นพี่เลี้ยง เน้นเกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มกันเพื่อบริหารจัดการการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรร่วมกัน เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ทุกกลุ่มในชุมชน ต้องมาทำงานร่วมกันและเชื่อมโยงกันได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยปรับวิธีการทำงานเพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องลงในพื้นที่เป้าหมายที่กำหนด เพื่อร่วมกันพัฒนาชุมชนเกษตรให้เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้

สำหรับรูปแบบการทำงานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ให้บูรณาการการทำงาน ยกระดับให้เป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยึดพื้นที่เป็นศูนย์กลาง โดยมีกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ สินค้า ชัดเจน มี young smart farmer เป็นสมาชิกในกลุ่ม โดยรวมกลุ่มดำเนินกิจการอยู่แล้ว และมีแนวคิดในการขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมกลุ่มต่างๆ ของชุมชน ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน วิเคราะห์และประเมินศักยภาพของกลุ่ม การปรับวิธีคิด มีการจัดทำแผนพัฒนากลุ่ม เช่น พัฒนากิจการ/ธุรกิจ และพัฒนาคน สามารถบูรณาการกิจกรรมและงบประมาณ จัดหาแหล่งทุน รวมทั้งประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนการพัฒนากลุ่ม ตั้งแต่ต้นทาง เน้นส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพ/มาตรฐานสินค้าเกษตร และสนับสนุนการใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ กลางทาง พัฒนาการแปรรูปสินค้า การสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่างๆ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และบริการ การสร้าง Brand สินค้า และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ปลายทางมีการเชื่อมโยง/พัฒนาตลาด และเพิ่มช่องทางการตลาด เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้นและมีความหลากหลายและมีการต่อยอดเชิงธุรกิจ สร้างเครือข่ายกลุ่มธุรกิจและพันธมิตร เพื่อขยายขอบเขตการดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืน สำหรับโมเดลมังคุด ลานสกา ต้นแบบการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ได้วางแผนการผลิต โดยมีแปลงใหญ่ซึ่งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอยู่แล้ว เข้ามาบริหารจัดการ โดยชุมชนได้วิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางจัดการร่วมกัน โดยเน้นถึงปัจจัยทางการเกษตร ต้นทาง กลางทางและปลายทาง ได้แก่ การอนุรักษ์และขยายพันธุ์มังคุด เป้าหมายผลิตต้นพันธุ์มังคุด จำนวน 30,000 ต้น โดยดำเนินการเพาะเมล็ดในกระบะเพาะ ย้ายต้นกล้าลงถุง และดูแลรักษาในโรงเรือน การขอรับรองสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI มังคุดลานสกา) รวมทั้งการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมังคุด ได้แก่ ตากแห้งเปลือกมังคุด เนื้อมังคุดตากแห้ง มังคุดกวน ไวท์มังคุด มังคุดลอยแก้ว ถ่านจากมังคุด โดยรับซื้อเปลือกมังคุดตกหล่น มังคุดดำมังคุดแข็ง จากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ และร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช (ทุ่งใหญ่) ในการพัฒนารสชาติ คุณภาพ และบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมีการจัดเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิต และผู้ซื้อโดยตรงผ่านรูปแบบต่างๆ รวมถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (สวนมังคุด 100 ปี) โดย อบรมมัคคุเทศก์ท้องถิ่น เป็นต้น…

กรมประมงกำหนดเตรียมจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่การผลิตแบบแปลงใหญ่ (เปิดบ้านงานเด่น กพจ.) ระหว่างวันที่ 27 – 28 สิงหาคม 2562 ณ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมง ภายในงานมีการจัดเสวนา เรื่อง “ทิศทางการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ” ตลอดจนมีเปิดเวทีโชว์ผลงานวิจัยที่โดดเด่นจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดจากทั่วประเทศ นอกจากนี้ มีการบรรยายผลงานวิจัยในหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ (1) นวัตกรรมเพื่อลดต้นทุนการผลิตลูกพันธุ์ปลานิลคุณภาพ (2) ต้นแบบความสำเร็จ แปลงใหญ่สัตว์น้ำจืด 4.0 (3) ยกระดับงานวิจัย กพจ. สู่ความมั่นคงในอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (4) มารู้จักปลากับกาสะลอง (5) มิติใหม่ของการนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์และการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำเพื่อการส่งออกสู่ตลาดโลกและอีกมากมายและยังได้รวบรวมผลิตภัณฑ์ประมงจากเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรจาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ มาจัดจำหน่ายในงานดังกล่าวด้วย อาทิ เนื้อปลาสเตอร์เจียนสดหั่นชิ้น ปลาเรนโบว์เทราต์รมควัน ไอศกรีมคาร์เวีย ปลาส้มปลาเทโพ ปลาส้มปลาสร้อยขาว แจ่วบองกบ แกงส้มปลากดเหลือง ปลาสลิดดอนนาแดดเดียว ปลาดุกร้า ลูกชิ้นจระเข้ และสินค้าอื่นๆ อีกมากมายที่นำมาจำหน่ายในงาน….ใครสนใจงานนี้ไปเที่ยวชมกันได้นะครับ

ขุนเกษตร

ชายคาพระพิรุณ : 19 สิงหาคม 2562

Published September 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434137

ชายคาพระพิรุณ :  19 สิงหาคม 2562

ชายคาพระพิรุณ : 19 สิงหาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันก่อนติดตามท่านสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ไปดูผลสำเร็จการพลิกฟื้นสวนส้มโอทับทิมสยาม พืชอัตลักษณ์ประจำถิ่นของชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำโครงการพืชอัตลักษณ์ประจำถิ่น จำนวน 8 ชนิด ได้แก่ ส้มโอทับทิมสยาม ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง สละ จำปาดะ และมะม่วงเบา ใน 14 จังหวัดภาคใต้ โดยให้บริหารจัดการผ่านกระบวนการเกษตรแปลงใหญ่อย่างครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิตสินค้าคุณภาพจากสวนที่ได้มาตรฐาน เตรียมพร้อมสู่มาตรฐานการส่งออก การยกระดับเกรดของสินค้าด้วยการจัดทำการรับรองคุณภาพ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ที่ทันสมัยแต่สื่อสารเข้าใจง่ายสำหรับผู้บริโภคต่างถิ่น ตลอดจนให้มีการแปรรูปเพิ่มมูลค่า ภาคใต้ และการเชื่อมโยงตลาดกับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ โดยเน้นเกษตรกรเป้าหมาย 3,000 ราย ผ่านกระบวนการเกษตรแปลงใหญ่ มุ่งส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าไม้ผลอัตลักษณ์ ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ภาคใต้เป็นแหล่งผลิตไม้ผลที่สำคัญของประเทศไทย มีการผลิตไม้ผลหลายชนิดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และเป็นสินค้าอัตลักษณ์สร้างชื่อประจำจังหวัด เช่น ส้มโอทับทิมสยาม ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง สละ จำปาดะ และมะม่วงเบา เป็นต้น จึงทำให้เหมาะที่จะส่งเสริมและพัฒนาในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสู่มาตรฐานการส่งออก ควบคู่ไปกับการพัฒนาการแปรรูป เพื่อทำให้การผลิตไม้ผลของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในปี 2562 เกิดการเริ่มต้นและพัฒนาสินค้าไม้ผลได้อย่างครบวงจร นำไปสู่การใช้เทคโนโลยีการพัฒนาการผลิตไม้ผลสู่ 4.0 สำหรับ “ส้มโอทับทิมสยาม” มีแหล่งปลูกที่ได้คุณภาพมีเพียงพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเพียงแห่งเดียวเท่านั้น โดยผลผลิตส่งจำหน่ายใน 5 ประเทศ ประกอบด้วย จีน (5 มณฑล) เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง ในปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังหันมาปลูกส้มโอทับทิมสยามเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ปีละหลายร้อยล้านบาท แต่ส้มโอทับทิมสยามยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ จึงนับเป็นโอกาสทองของเกษตรกรในลุ่มน้ำปากพนังที่จะหันมาปลูกส้มโอทับทิมสยามให้มากขึ้น…

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา กรมประมง จัดพิธีการทำลายของกลางซากของสัตว์ป่า ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่คดีสิ้นสุด และตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 จำนวน 10 รายการ ได้แก่ ซากม้าน้ำแห้ง ซากปลาจิ้มฟันจระเข้แห้ง ซากปะการัง ซากกัลปังหา ซากจระเข้ ซากเต่า ซากตะพาบน้ำไทย ซากดาวทะเล ซากเปลือกหอย และซากหอยงวงช้างตากแห้ง รวมมูลค่าของกลางกว่า 5,500,000 บาท (ห้าล้านห้าแสนบาทถ้วน) โดยของกลางที่นำมาทำลาย กรมประมงได้รับมอบมาจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ จากกรมศุลกากร 5 คดี จากการจับกุมผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักร 1 คดี จากการตรวจยึดบนอาคารผู้โดยสาร 10 คดี และจากการจับกุมการลักลอบค้าและครอบครองสัตว์ป่าภายในประเทศ 24 คดี ซึ่งกรมประมงมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในการลักลอบนำเข้า ส่งออก ค้า หรือครอบครองสัตว์ป่าหรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครองที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการลักลอบนำเข้าส่งออกสัตว์ป่าหรือซากสัตว์ป่าที่ปรากฏตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดชนิดของสัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่า และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าที่ห้ามนำเข้าหรือส่งออกที่ไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประมง และการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 โดยศาลมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ของกลางเหล่านี้จะมีการลักลอบนำไปขายทำยา ทำเครื่องประดับ หรือนำไปตกแต่งอควาเรียม เรื่องมูลค่าความเสียหายก็ส่วนหนึ่ง แต่คุณค่าของทรัพยากรเหล่านี้ บางชนิดอยู่ในสภาวะที่ใกล้สูญพันธุ์ บางชนิดกว่าจะเจริญเติบโตขึ้นมาใช้เวลาเป็นร้อยปี มันจึงเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจที่จะประเมินค่าได้ โดยปัจจุบันปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงมากขึ้น มีการลักลอบการนำเข้าด้วยวิธีการที่หลากหลาย และหลายช่องทางเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งการกระทำความผิดนี้ถือว่าเป็นอาชญากรรม มีโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี ปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่งผลการลักลอบในแต่ละครั้งส่งผลต่อภาพลักษณ์ในด้านการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมายของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง…

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าสร้างเครือข่ายอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ระดับภาค เรื่อง “การสร้างเครือข่ายอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่าย” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งบุคลากรผู้ปฏิบัติงานและอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชน ได้ร่วมกันสร้างการรับรู้ ติดตามงาน และกำหนดแผนการดำเนินงาน ส่งเสริมการจัดทำบัญชีในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่ายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำแผนการดำเนินงานบูรณาการตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป โดยมีบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน และอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีในพื้นที่สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 8 จำนวน 157 คน เข้ารับการอบรม ณ โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ชายคาพระพิรุณ : 12 สิงหาคม 2562

Published September 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432580

x

ชายคาพระพิรุณ : 12 สิงหาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นข่าว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการโครงการทุเรียนคุณภาพและการบริหารจัดการทุเรียนคุณภาพของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ณ บริเวณตลาดกลางยางพารา ต.สะเตง อ.เมืองยะลา จ.ยะลา ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่า จ.ยะลา เป็นพื้นที่ปลูกทุเรียนที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า ยะลามีพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 67,000 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 48,000 ไร่ และมีแนวโน้มการปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น ให้ผลผลิตรวมกว่า 41,000 ตันต่อปี สร้างรายได้ 1,600 ล้านบาทต่อปี จังหวัดยะลาจึงนับเป็นแหล่งปลูกทุเรียนแหล่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้ตอนล่าง จุดเด่นของทุเรียนยะลา คือ สภาพภูมิอากาศ และพื้นที่ปลูกที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ลาดเทมีผืนป่า “ฮาลาบาลา” โอบล้อม ทำให้ไม่มีปัญหาน้ำแช่ขัง ทุเรียนจึงมีคุณภาพดี เนื้อแห้ง เนียนนุ่ม รสชาติหอมหวานมันส์ จนได้รับฉายาว่า “ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา” ซึ่งถือเป็นทุเรียนที่มีคุณภาพ รสชาติดี เป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ จ.ยะลายังได้กำหนดให้ทุเรียนเป็น 1 ในวาระของจังหวัด “ยะลาเมืองทุเรียน (Yala Durian City) “ ตั้งเป้าหมายให้จังหวัดยะลาเป็นเมืองทุเรียนแห่งภาคใต้ตอนล่าง เน้นการผลิตทุเรียนคุณภาพ ตามระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่เป็นหลัก ด้วยการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป และที่สำคัญคือให้เป็นศูนย์กลางตลาดค้าส่ง และธุรกิจแปรรูปทุเรียนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่ต้องการยกระดับศักยภาพการแข่งขัน และการหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง ส่งเสริมผู้ประกอบการที่เข้มแข็งและพาณิชย์ดิจิทัล พัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจเพิ่มสัดส่วนความเป็นเจ้าของของคนไทยและสนับสนุนให้มีการขยายตลาดที่มีแบรนด์สินค้าและช่องทางการตลาดที่เป็นของตนเองมากขึ้น ตลอดจนพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรม และมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนวาระจังหวัดยะลา ยะลาเมืองทุเรียน (Yala Durian City) มีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียน ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ทุกอำเภอ ซึ่งมีฐานการเรียนรู้ตามประเด็นต่าง ๆ เช่น การลดต้นทุนการผลิต การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูทุเรียน การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การจัดการน้ำในสวนทุเรียน การตลาดนำการผลิตและการเพิ่มมูลค่าจากผลผลิตทุเรียน

สำหรับทุเรียนยะลาในปีนี้ ได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตและส่งออกสู่ท้องตลาดผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือ ล้ง รับซื้อทุเรียนไปแล้วกว่า 15% ซึ่งราคารับซื้อขณะนี้ ทุเรียนเกรด AB อยู่ที่ราคา 86 บาทต่อกิโลกรัม เกรด C ราคา 67 บาทต่อกิโลกรัม และตกไซต์ประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ชาวสวนทุเรียนมีความพึงพอใจกับราคาเป็นอย่างมาก มีรายได้เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากทุเรียนมีคุณภาพจากการเข้าไปส่งเสริมพัฒนาให้ชาวสวนได้รับใบรับรอง GAP และโดยเฉพาะการคัดเลือกเกษตรกรแปลงใหญ่เข้าร่วมกับโครงการทุเรียนคุณภาพของสถาบันปิดทองหลังพระฯ เพื่อเชื่อมโยงด้านการตลาด ช่องทางการจำหน่าย รวมถึงความร่วมมือต่างๆ ซึ่งได้เข้ามาส่งเสริมตั้งแต่เริ่มฤดูการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตทุเรียนคุณภาพ

อย่างไรก็ดี ว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล โดยส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการผลิตตามมาตรฐานและยกระดับสู่การรับรอง (GAP) การพัฒนาคุณภาพผลผลิตสู่การส่งออก การรวมกลุ่มทำตลาดล่วงหน้า การยกระดับสินค้าเกษตรที่เป็นอัตลักษณ์และเหมาะสมกับพื้นที่เพื่อเพิ่มมูลค่า นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดในการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ วางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาดร่วมกัน สร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนระดับประเทศ โดยเชื่อมโยงกลุ่มชาวสวนทุเรียนทั้ง 6 ภูมิภาค มาร่วมกันวางแผนกำหนดแนวทางพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนทั้งระบบ ซึ่งในเบื้องต้นได้คัดเลือกจากเกษตรกรแปลงใหญ่ระดับอำเภอใน 22 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด นนทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครนายก ชลบุรี ศรีสะเกษ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ นครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี ยะลา ปัตตานี ระนอง กระบี่ สงขลา นราธิวาส สตูล และตาก โดยเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจังหวัดยะลาได้รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่มากที่สุดในประเทศ จำนวน 16 แปลง เกษตรกรสมาชิก 951 ราย พื้นที่รวม 6,495.50 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 900 กก./ไร่ เป็นผลผลิตจากแปลงใหญ่รวม 5,845.95 ตัน สร้างรายได้ 320 ล้านบาทต่อปี…

ขุนเกษตรา

%d bloggers like this: