จิตใจ

All posts tagged จิตใจ

สมเด็จปิลันทน์ขาว พิมพ์ปรกโพธิ์ วัดระฆังโฆสิตาราม

Published December 8, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/608638

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 08:44 น.

สมเด็จปิลันทน์ขาว พิมพ์ปรกโพธิ์ วัดระฆังโฆสิตาราม

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

มาชมพระเครื่องสกุลพระสมเด็จ ของวัดระฆังโฆสิตารามอีกองค์ครับ เหตุที่ได้ชื่อนำหน้าว่า สมเด็จนั้น เพราะผู้สร้างคือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด เสนีวงศ์) ในสมัยที่ท่านดำรงสมณศักดิ์ที่พระพุทธุปบาทปิลันทน์ ท่านเป็นศิษย์เอกของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) อีกด้วย ในส่วนตัวนั้นถือว่าสมเด็จปิลันทน์ นี้สามารถใช้แทนสมเด็จวัดระฆัง ได้เลยทีเดียวครับ

พระสมเด็จปิลันทน์ องค์นี้ เนื้อหา มวลสารจัดจ้านเหมือนเนื้อสมเด็จวัดระฆังดูง่ายแถมหายาก เพราะพระสมเด็จปิลันทน์ขาว พิม์ปรกโพธิ์ สร้างจำนวนน้อยมาก หาชมได้ยาก พระองค์นี้สวยสมบูรณ์แบบ มีคราบไขจากการลงกรุ เป็นคราบไขที่ทำให้ดูง่าย คราบไขที่จับอยู่แน่น มีมากน้อยแล้วแต่องค์พระ ไม่เท่ากันทุกองค์ และที่สำคัญคราบไขต้องมันวาวไม่แห้งกระด้าน

เริ่มส่องจากด้านหน้าจาก เนื้อหามวลสารจัดจริงๆครับ  มวลสารที่ประกอบสำคัญของพระสมเด็จปิลันทน์ขาว ได้แก่ ปูนเปลือกหอยเป็นส่วนผสมหลักและผงวิเศษตามตำรับเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) คือ ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงตรีนิสิงเห ผงพุทธคุณ ผงมหาราช เป็นต้น

ซึ่งมวลสารเหล่านี้เหมือนมวลสารของสมเด็จวัดระฆัง โดยมีน้ำมันตังอิ๊วเป็นตัวประสาน เมื่อนำมาปิดทอง และบรรจุลงในกรุ ความร้อนที่อยู่ในกรุ ทำให้องค์พระเกิดการบิดตัวจากปฏิกิริยาของอากาศและความร้อน และมีคราบไขที่หนึกนุ่มเคลือบองค์พระทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ลักษณะสีเหมือนไขวัว นั่นเอง

และยังเห็นคราบทองเก่าที่ปิดมาแต่เดิมมาด้วย ด้านหลังนั้นยังปรากฏคราบกรุและคราบไขเป็นธรรมชาติ ทำให้ดูง่ายทันทีครับสำหรับองค์นี้ ด้านพุทธคุณของสมเด็จปิลันทน์นั้น ครบเครื่องเรื่องเมตตามหานิยมและ แคล้วคลาด คงกระพัน

พระสมเด็จปิลันทน์ ได้ชื่อว่าเป็น พระสองสมเด็จฯ เพราะมีการสันนิษฐานว่า ช่วงเริ่มต้นของการสร้างพระเครื่องชุดนี้นั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ยังมีชีวิตอยู่, พระพุทธุปบาทปิลันทน์ได้อาราธนาให้เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธาจารย์(โต) พรหมรังสี ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสกและขอผงวิเศษของเจ้าประคุณสมเด็จฯ มาเป็นมวลสารหลักด้วย คนรุ่นเก่าๆ ที่ทราบประวัติการสร้างจึงนิยมเรียกว่า พระสองสมเด็จ นั่นเอง

พระเครื่องสมเด็จปิลันทน์เป็นพระที่มีพิมพ์จำนวนมาก แต่จำแนกตามพิมพ์ที่สากลนิยมยอมรับกันได้ดังนี้

1.พระพิมพ์ซุ้มประตู 2.พระพิมพ์ครอบแก้วใหญ่ 3.พระพิมพ์ครอบแก้วเล็ก 4.พระพิมพ์เปลวเพลิงใหญ่ 5.พระพิมพ์เปลวเพลิงกลาง , 6. พระพิมพ์เปลวเพลิงเล็ก , 7. พระพิมพ์สี่เหลี่ยมปรกโพธิ์ใหญ่ 8.พระพิมพ์สี่เหลี่ยมปรกโพธิ์เล็ก , 9. พระพิมพ์สี่เหลี่ยมปรกโพธิ์เล็ก ครอบแก้ว 10.พระพิมพ์ประทานพร หรือปฐมเทศนา 11.พระพิมพ์โมคคัลลาน์ – สารีบุตร ฯลฯ

สมเด็จปิลันทน์ ได้มีการพบครั้งแรกจากเจดีย์ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระอุโบสถวัดระฆังฯ เมื่อประมาณปี พ.ศ.2471โดยคนร้ายได้ลักลอบขุดเจาะพระเจดีย์อย่างต่อเนื่อง และต่อมาในปีพ.ศ.2480 เจดีย์ได้ถูกคนร้ายลักลอบขุดอีกครั้ง ทางวัดจึงได้เปิดกรุอย่างเป็นทางการ พระที่ได้จากการเปิดกรุนั้น เกือบทั้งหมดเป็นพระเนื้อผงผสมใบลาน มีเนื้อสีเทาอมดำ เนื้อขาวมีน้อยมาก และในช่วงต่อมาได้เกิดสงครามอินโดจีนขึ้น ทางวัดจึงได้นำพระสมเด็จปิลันทน์บางส่วนมอบให้กระทรวงกลาโหมเพื่อแจกจ่ายให้กับทหารที่ออกรบในศึกสงครามอินโดจีนเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

สมเด็จพระพุฒาจารย์( ทัด เสนีวงศ์) มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าทัด เสนีย์วงศ์ เป็นพระโอรสในกรมหลวงเสนีย์บริรักษ์ ( พระองค์เจ้าแดง )ในกรมพระราชวังบวรสถานภิมุข ( วังหลัง ) ประสูติเมื่อปี พ.ศ. 2364 ตรงกับวันพุธแรม 9 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเมีย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2  และ มรณภาพ เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 7 ปีชวด ตรงกับวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2443

ตามไปส่องวิถีสงฆ์..เมืองมัณฑะเลย์

Published December 8, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/608637

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 08:16 น.

ตามไปส่องวิถีสงฆ์..เมืองมัณฑะเลย์

โดย..อุทัย  มณี (เปรียญ)

ระหว่างวันที่ 6 -9 ธันวาคมนี้ ผู้เขียนได้รับนิมนต์จากฝ่ายสื่อสารองค์กรของวัดธรรมกายให้ไปดูงาน “ตักบาตรอาหารแห้งพระสงฆ์ 30,000 รูป” ณ สนามบินเก่า เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนร่วมเดินทางไปกับวัดธรรมกาย และก็ไม่ได้ลังเลอะไรที่จะไป เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปฎิเสธในฐานะสื่อมวลชนสายศาสนา ไปทำงานข่าวไปดูงานกิจกรรมทางศาสนาระหว่าง 2 ชาติ

หากจำไม่ผิดวัดธรรมกายเคยจัดแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อสองหรือสามปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนไม่ได้รับนิมนต์ด้วย แต่หลังจากคณะสงฆ์ทั้งสองประเทศร่วมกันจัดแล้ว ผู้เขียนเดินทางไปไปดูงานที่เมืองมัณฑะเลย์ทราบว่า พระภิกษุมอญที่เป็นกัลยาณมิตรกันท่านเล่าให้ฟังว่า“พระภิกษุสงฆ์และประชาชนชาวพม่าตื่นเต้นมากเพราะไม่มีวัดใดจัดได้ใหญ่และอลังการเช่นนี้”

การจัดตักบาตรพระสงฆ์ 30,000 รูปในคราวนี้ทราบว่าเป็นความร่วมมือกันระหว่างมูลนิธิวัดพระธรรมกายกับทางบ้านเมืองของเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งได้สอบถามจากพระภิกษุสงฆ์มอญที่อาศัยอยู่เมืองมัณฑะเลย์ว่า “พระจำนวน 30,000 รูป จะเอามาจากที่ไหน” ท่านบอกว่า เมืองมัณฑะเลย์พระภิกษุสงฆ์มากกว่าเมืองย่างกุ้ง บางวัดเป็นสำนักเรียนมีพระภิกษุ – สามเณรอาศัยอยู่ 3,000 -4,000 รูป และพระที่เมืองมัณฑะเลย์มีอภิสิทธิ์ มีอิทธิพลมากกว่าเมืองใด ๆในพม่า พระจะเตะฟุตบอล พระจะดูหนังในโรงหนัง พระจะดูมวย หรือแม้กระทั้งยามค่ำ พระสงฆ์จะออกมาฉันข้าว ดื่มน้ำชาในร้านอาหารดูกีฬาฟุตบอลก็ไม่ใช่ปัญหาของคณะสงฆ์ที่นี้ เจ้าหน้าที่รัฐหรือญาติโยมก็ไม่ยุ่ง แต่ยามเกิดเหตุภัยเช่นไฟไหม้ น้ำท่วมพระสงฆ์ที่นี้พร้อมออกไปช่วยเหลือประชาชนได้ทุกเวลา หรือแม้กระทั้งยามค่ำคืน หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือบางวัดมีหน่วยกู้ภัยพร้อมสรรพ

อันนี้คือบทบาทของพระสงฆ์พม่าในเมืองมัณฑะเลย์ หลังจากกลับมาหากมีเวลาจะมาเล่าสู่กันฟังว่า ไปเห็นไปเจออะไรมาบ้าง

ก่อนจบวันนี้ผู้เขียนได้รับหนังสือจาก “ญาณวชิระ” ชื่อหนังสือว่า “ลูกผู้ชายต้องบวช” เป็นหนังสือเกี่ยวกับบวชโดยรวบรวมหลักการบวชไว้อย่างกว้างขวางทุกแง่ทุกมุม มีเกร็ดประวัติเล็ก ๆน้อย ๆบางแง่บางมุมอ่านแล้วเพลิดเพลิน ทั้งเรื่องทำไมต้องบวช เมื่อแรกคิดจะบวชจะต้องทำอย่างไรบ้าง ขั้นตอนการบรรพชาและอุปสมบท สิ่งที่พระภิกษุใหม่จะต้องทำความรู้และจะต้องเข้าใจ ในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนคือ ท่านญาณวชิระ ได้พยายามประสานแก่นแท้ของการบวช ตามหลักพระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับการบวช ตามแบบวัฒนธรรมประเพณีไทยเพื่อยืนยันเจตนารมณ์บูรพชนไทยที่ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย และต่างก็ยืนยันอุดมคติของบรรพชนไทยว่า “เกิดเป็นลูกผู้ชาย นับถือพระพุทธศาสนาชาติหนึ่ง ต้องบวช” สรุปก็คือในหนังสือเล่มนี้รวบรวมไว้ทุกอย่างตั้งแต่ก่อนจะบวช ๆ แล้วสิ่งที่จะพระต้องทำมีอะไรบ้าง รวบรวมไว้พร้อมเสร็จเขียนบอกเล่าวิธีปฎิบัติจนกว่าจะบรรลุพระนิพพานว่างั้นเถอะ

ท่านใดที่เป็นพระภิกษุก็ดีหรือคนที่ต้องการจะบวชเพื่อเป็นพระภิกษุที่สมบูรณ์ก็ดี หากต้องการหนังสือเล่มนี้ลองติดต่อสถาบันพัฒนาพระวิทยากรวัดสระเกศดูว่า มีให้ยืมอ่านหรือแจกฟรีหรือไม่…

เปิดภาพ“พระบรมเกศาธาตุ”จากศรีลังกา ประดิษฐานวัดบวรนิเวศวิหาร 15ธ.ค.นี้

Published December 8, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/608519

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 14:19 น.

เปิดภาพ“พระบรมเกศาธาตุ”จากศรีลังกา ประดิษฐานวัดบวรนิเวศวิหาร 15ธ.ค.นี้

ฉลองสัมพันธ์เถรวาทไทย-ลังกา เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีอัญเชิญ“พระบรมเกศาธาตุ”ครั้งประวัติศาสตร์จากศรีลังกาประดิษฐานวัดบวรนิเวศฯ15ธ.ค.นี้ พุทธศาสนิกชนเข้าสักการะได้ถึง 15ม.ค.63

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร มูลนิธิธรรมดี และองค์กรภาคี จะจัดพิธีอัญเชิญ “พระบรมเกศาธาตุ” จากประเทศศรีลังกา มาประดิษฐาน ณ พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร วันที่ 15 ธันวาคม 2562 โดยมีนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย นายอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ประธานฝ่ายคฤหัสถ์ พุทธศาสนิกชน สามารถเข้ากราบสักการะพระบรมเกศาธาตุได้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2562 เวลา 13.00น.เป็นต้นไป ถึง 15 มกราคม 2563 รวมเวลา 32วัน

โครงการอัญเชิญ “พระบรมเกศาธาตุ” จากประเทศศรีลังกา จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์เถรวาทไทย-ลังกา ที่สืบเนื่องมานานกว่า 700 ปี นับตั้งแต่แรกรับนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ในสมัยสุโขทัย อีกทั้งปี พ.ศ. 2562ยังเป็นวาระครบรอบ266 ปี แห่งการประดิษฐานพระพุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ในศรีลังกา ซึ่งเป็นนิกายที่ได้รับการอุปสมบทจากคณะพระสมณทูตนำโดยพระอุบาลีมหาเถระ จากวัดธรรมารามแห่งกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งเป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในศรีลังกาขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเสื่อมถอยไปด้วยอิทธิพลของชาวต่างชาติและผู้ปกครองที่นับถือศาสนาอื่น นิกายสยามวงศ์จึงเป็นส่วนสำคัญในการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างไทย–ศรีลังกา จวบจนปัจจุบัน

สำหรับพระบรมเกศาธาตุที่จะอัญเชิญมามีความสําคัญอย่างยิ่ง ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่ Nelligala International Buddhist Center โดยได้เก็บรักษาและเป็นที่เคารพบูชาอย่างสูงสุดเป็นระยะเวลากว่า 700 ปีในเมืองแคนดี้ อัญเชิญมาโดยดําริของสมเด็จพระสังฆนายกแห่งวัดมัลละวัตตะ มหาวิหาร หรือวัดบุปผาราม ประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นวัดที่พระอุบาลีมหาเถระและคณะสมณทูตจากกรุงศรีอยุธยา มาทําการบรรพชาอุปสมบทให้ชาวศรีลังกา และสมเด็จพระสังฆนายกแห่งวัดอัสคิริยาราชมหาวิหาร ซึ่งเป็น 2 วัดที่ทำหน้าที่สำคัญในการดูแลวัดพระเขี้ยวแก้ว พระบรมเกศาธาตุนี้เป็นองค์ที่ไม่เคยอัญเชิญมาในประเทศไทย จึงเป็นครั้งแรกในรอบ 700ปีที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยจะได้มีโอกาสเข้ากราบสักการะเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

ทั้งนี้ วันที่ 15 ธันวาคม 2562 พระสังฆนายกและคณะจากประเทศศรีลังกา พร้อมพระบรมเกศาธาตุ จะเดินทางถึงท่าอากาศสุวรรณภูมิเวลา 06.15 จากนั้นจะอัญเชิญ มายังลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ในเวลา 09.00น. เพื่อประกอบพิธี จากนั้นจะเคลื่อนขบวนจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ – ถนนพระสุเมรุ – แยกสะพานวันชาติ -พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อประกอบพิธีประดิษฐานต่อไป

เล่า!!ประสบการณ์ปฎิบัติธรรม “มหาจุฬาฯ” ที่ไหน “ผีดุ”

Published December 8, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/607960

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2562 เวลา 08:19 น.

เล่า!!ประสบการณ์ปฎิบัติธรรม “มหาจุฬาฯ” ที่ไหน “ผีดุ”

โดย..อุทัย มณี (เปรียญ)

ทุก ๆ ปี หลังสอบจบปลายภาคมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีธรรมเนียมวัตรปฎิบัติอย่างหนึ่งที่ปฎิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่งยุคแรก ๆ คือ “พระนิสิตทุกรูปต้องปฎิบัติกัมมฐานประจำปี” เป็นเวลา 10 วัน โดยผู้บริหารแต่ละคณะจะนำไปปฎิบัติธรรม..ตามจุดที่ประสานกับเจ้าของพื้นที่เอาไว้

สำหรับปีนี้ วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ หรือ IBSC ไป ปฎิบัติธรรมที่ศูนย์พัฒนาศาสนาแคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 -15 ธันวาคมนี้ โดยมีพระนิสิตนานาชาติไปร่วมปฎิบัติธรรมจำนวนประมาณ 300 รูป/คน จาก 32 ชาติ ท่านใดหากต้องการไปร่วมถวายภัตตาหารเช้า -เพล ก็สามารถไปร่วมได้  หากจะว่าไปแล้วจำนวนพระนิสิต 300 รูป/คนจาก 32 ชาตินี้ หากเราจะนิมนต์มาทำบุญที่ไหนสักแห่งคงเป็นเรื่องยาก แต่หากท่านไปทำบุญไปถวายภัตตาหาร ไปถวายน้ำปานะที่แคมป์สนในห้วงเวลานี้เหมือนได้ทำบุญกับ “พระทั้งโลกครบทุกนิกายจาก 32 ชาติ ” และรวมทั้งภิกษุณีด้วย ท่านใดต้องการไปร่วมทำบุญกับพระนานาชาติก็ขอเชิญชวน

และที่แคมป์สนนี้แหละหลังวันที่ 15 พระนานาชาติกลับกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะครุศาสตร์ ท่านก็จะไปปฎิบัติธรรมที่นี้ต่อไประหว่างวันที่ 16-27 ธันวาคม สมัยเป็นพระนิสิตผู้เขียนเคยปฎิบัติธรรมในลักษณะแบบนี้ที่แคมป์สน แคมป์สนเลื่องลือชื่อเรื่อง “ผีดุ” เวลาปฎิบัติธรรมพระสอนกัมมฐานต้องเฝ้าดูอารมณ์พระนิสิตอย่างใกล้ชิด เพราะบางรูปติดในอารมณ์กัมมฐานแล้วมีอาการแปลก ๆ เช่น ร้องให้ ปฎิบัติหลับตาปลุกไม่ตื่น ตัวสั่น อันนี้เป็นอารมณ์ของการปฎิบัติจำต้องมีพระอาจารย์กัมมฐานคอยแก้ แต่เรื่องผีดุ ปีที่ไปปฎิบัตินั่น มีพระนิสิตรูปหนึ่ง ถูกผีหลอก วิ่งหนีออกจากกลดด้วยเสียงโวยวายร้องลั่น ท่านเล่าว่า มีคนแต่งตัวชุดโบราณตัวใหญ่มากระทืบท่าน ไล่ออกจากที่นอน เพราะไปนอนทับที่นอนของเขา จนต้องวิ่งออกมา ส่วนอีกรูป เล่าให้ฟังว่าเจอคนนุ่งขาวหุ่มขาวมายืนอยู่ที่ปลายเท้ามองท่านด้วยตาที่ดุร้าย ตอนหลังบรรดาพระอาจารย์และอาจารย์ที่เป็นฆราวาสเล่าให้ฟังว่า สถานที่ตรงนี้เคยมีการสู้รบกันและมีคนเสียชีวิตหลายรายในยุคคอมมิวนิสต์

ส่วน ระหว่างวันที่ 13 -25 ธันวาคม คณะสังคมศาสตร์มีพระนิสิตประมาณ 500 รูป จะไปปฎิบัติธรรมที่สวนเวฬุวัน (สวนไผ่) พุทธมณฑล จ.นครปฐม สิ่งที่ต้องการก็เหมือนกับคณะอื่น ๆ คือ อาหารเช้า-เพล น้ำปานะ จึงขอเชิญชวนพุทธบริษัทไปร่วมถวายภัตตาหารได้ ใกล้ที่ไหนไปที่นั้น บุญใหญ่ ๆ แบบนี้หายาก ปีหนึ่งมีครั้งเดียว

ส่วนเรื่องเล่าขานเรื่องผีดุที่สวนไผ่นี้ก็ไม่ต่างจากแคมป์สน แต่ที่แตกต่างสวนไผ่เป็น “ผีผู้หญิง” แต่หากจะว่าไปแล้วหลายปีมานี้เรื่องผี ๆ ทั้ง 2 ที่ ไม่ค่อยได้ยินพูดถึงกันแล้ว ไม่เหมือนสมัยที่ผู้เขียนเป็นพระนิสิตทั้ง 2 แห่งนี้ พระนิสิตไม่อยากจะไปปฎิบัติธรรมกัน

สำหรับคณะมนุษยศาสตร์  ปีนี้โชคดีคงจับฉลากได้ที่สบายหน่อยคือ จัดที่สวนกลางวังน้อย เรื่องสถานที่อาจจะสบาย เพราะคงไม่ต้องทนแดด ทนหนาว เหมือนกับต่างจังหวัด ส่วนคณะพุทธศาสตร์ผู้เขียนไม่มีข้อมูล แต่หากเดาไม่ผิดน่าจะเป็นมหาจุฬาอาศรมที่สระบุรี

การปฎิบัติธรรมแบบนี้ถือว่า “เป็นเสน่ห์” ของการเรียนในมหาวิทยาลัยสงฆ์ คือ ไม่ให้นิสิตหลงอยู่กับปริยัติอย่างเดียว ต้องปฎิบัติด้วยมันจึงจะครบเรื่องในความเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา และเพื่อน ๆ ผู้เขียนหลายคนหลังจากจบออกมาแล้ว บางรูปก็เป็นพระสายวิชาการสอนหนังสือ บางรูปเป็นเจ้าอาวาส และมีอีกหลายรูปหันไปอยู่ในป่า หันตัวเองมุ่งปฎิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น

และเสน่ห์อีกประการหนึ่งของการศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์คือ การปฎิบัติงาน หลายท่านอาจจะยังไม่รู้ว่า เป็นข้อบังคับอย่างเคร่งครัดของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งคือ พระนิสิตทุกรูป หลังจากจบปี 4 แล้วต้องปฎิบัติศาสนกิจเป็นเวลา 1 ปี จึงถือว่าจบการศึกษาที่สมบูรณ์ หลังจบภาคการศึกษาครบ 4 ปีแล้ว หากไม่ปฎิบัติศาสนกิจสภามหาวิทยาลัยไม่อนุมัติให้จบ

อนาคตพระนิสิตเหล่านี้ถือว่า เป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนา ปัจจุบันอดีตพระนิสิตมหาจุฬา ฯ บางรูปเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นเจ้าคณะพระสังฆาธิการผู้กำหนดทิศทางกิจการพระพุทธศาสนา และทุกรูปก็เคยผ่านมาในลักษณะแบบนี้ และทุกรูปก็ต้องปฎิบัติธรรมแบบนี้ ซึ่งบางคนบอกว่าคือ “การเข้าค่ายฟอกจิต” ปีละครั้ง

อันนี้เล่าให้ฟัง..พร้อมกับเชิญชวนท่าน ๆ ทั้งหลายให้ไปร่วมกันถวายน้ำปานะ ถวายภัตตาหารเช้า -เพล ให้พระอาจารย์สอนกัมมฐาน พระนิสิตที่ไปร่วมปฎิบัติธรรมตามวันและสถานที่ที่ผู้เขียนได้กล่าวเอาไว้ ส่วนอานิสงส์ การถวายภัตตาหาร น้ำปานะ สำหรับพระกัมมฐาน คนปฎิบัติธรรมคงไม่ต้องอธิบาย เพราะแค่ท่านนึกอยากไปร่วมทำบุญ..ใจก็เบิกบานแล้ว

พระลีลา กรุวัดถ้ำหีบ จ.สุโขทัย เนื้อตะกั่วสนิมแดง

Published December 8, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/607959

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2562 เวลา 07:10 น.

พระลีลา กรุวัดถ้ำหีบ จ.สุโขทัย เนื้อตะกั่วสนิมแดง

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มาชมพระกรุเก่าแก่ของจ.สุโขทัย ที่ได้รับการยกย่องจากวงการนักกสะสมพระกรุว่ามีพุทธลักษณะงดงาม เส้นสายมีความชดช้อย มีความอ่อนไหว ถือว่าเป็นศิลปะสกุลช่างสุโขทัยบริสุทธิ์โดยแท้จริง  และเด่นมากเมื่อเทียบกับพระลีลากรุอื่น มาชมพระลีลากรุวัดถ้ำหีบ เนื้อตะกั่วสนิมแดงซึ่งมีน้อยที่สุดและหาชมได้ยากกันครับ

เป็นเรื่องแปลกที่ว่า แม้พระลีลา กรุถ้ำหีบนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่สุโขทัย แต่จะหาชมได้ยากยิ่งในพื้นถิ่น ตอนที่แตกกรุมาใหม่ๆ ไม่แพร่หลายในจ.สุโขทัย  จึงเป็นข้อสันนิษฐานว่า หลังจากขุดพบแล้วน่าจะหลุดไปยังนักสะสมนอกจังหวัดเป็นส่วนใหญ่

ในด้านของพุทธคุณเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นเลิศในด้านการงาน เพราะทั้งชื่อของลีลา ก้าวย่างไปข้างหน้า อีกทั้งเรื่องเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ครบเครื่อง ทำให้ ในอดีตนั้น พระลีลา วัดถ้ำหีบ ได้รับความนิยมจากนักสะสมพระเครื่องบูชาขึ้นคอมาตลอด แต่พอมาห้วงปัจจุบัน กลับกลายเป็นของสะสมเท่านั้นอาจเป็นเพราะขนาดขององค์พระซึ่งใหญ่พอสมควรนั่นเอง

พระลีลา วัดถ้ำหีบ ที่พบมีทั้งหมด 3 พิมพ์คือพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง และพิมพ์ข้างเม็ด ส่วนเนื้อที่พบกันมาก คือเนื้อดินและเนื้อชิน และเนื้อตะกั่วสนิมแดงซึ่งมีน้อยที่สุด หาชมได้ยาก ทางด้านเนื้อหาของเนื้อดินจะมีทั้งหยาบและละเอียด ที่มีการล่องชาดและปิดทองมาแต่ในกรุก็มี, เนื้อชินก็มีจำนวนน้อยมาก ยิ่งเนื้อตะกั่วสนิมแดงแบบองค์นี้ไม่เคยผ่านตามาก่อน เพิ่งมาพบเห็นองค์นี้แหละครับ

ด้านหน้าองค์ไล่ส่องดูจะเห็นไขที่คลุมองค์พระอยู่ อันเป็นลักษณะของสนิมไขที่คลุมเนื้อตะกั่วสนิมแดง ซึ่งปรากฏทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ลักษณะของสนิมไขเช่นนี้แหละครับ ที่อยากให้ส่องและเข้าใจ เป็นสนิมไขธรรมชาติ เกิดขึ้นเพราะปฏิกิริยาของความร้อนสะสมมาเป็นเวลานานในกรุที่บรรจุ

พระลีลากรุวัดถ้ำหีบทั้งหมดที่ค้นพบมักมีสภาพที่สมบูรณ์แทบทุกองค์ แทบไม่เห็นพระชำรุดเลย อาจเนื่องเพราะกรุที่บรรจุมีความมิดชิดและแข็งแรง องค์พระที่บรรจุอยู่จึงไม่ได้รับผลกระทบเลย

วัดถ้ำหีบ เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย และการค้นพบในภายหลัง สภาพวัดก็ทรุดโทรมมากไม่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมเลย  จึงเหลือเพียงสภาพปรักหักพัง ไม่หลงเหลือร่องรอยแห่งความยิ่งใหญ่ครั้งอดีตไว้เลย

การค้นพบพระลีลาถ้ำหีบนั้น เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2492 จากชาวบ้านที่ขึ้นไปค้นพบไหเคลือบภายในถ้ำบริเวณวัดร้างบนเขากิ่วอ้ายมา เมื่อเปิดออกดูจึงพบพระปางลีลา มีทั้งเนื้อดินเผา เนื้อชิน เนื้อตะกั่วสนิมแดง ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าพระลีลาทั่วไป

พระลีลาถ้ำหีบเป็นพระพิมพ์แบบครึ่งซีก ความสูงประมาณ 8 ซ.ม. และกว้างประมาณ 2.5 ซ.ม.พิมพ์ทรงเป็นรูปยาวรี ยอดแหลม เส้นกรอบดูมีสองชั้น องค์พระตัดตามขอบ พุทธลักษณะองค์พระประทับยืน แสดงปางลีลา อยู่บนฐานเขียงชั้นเดียว อันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะยุคสุโขทัย

พระเกศเฉียงไปด้านซ้ายขององค์พระ เป็นแบบเกศปลี อยู่บนมุ่นเมาลีอีกชั้นหนึ่ง พระพักตร์เป็นรูปไข่ลักษณะยาวรีแบบ หน้านาง ตามแบบศิลปะสมัยสุโขทัย พระเนตรลักษณะยาวรี พระนาสิกโด่งเป็นสัน พระโอษฐ์พริ้ม ลักษณะใกล้เคียงกับปากมนุษย์ พระกรรณยาวลงมาจรดพระอังสา  พระกรข้างขวาทอดลงตามลำพระองค์ ส่วนพระกรข้างซ้ายยกขึ้นและผายฝ่าพระหัตถ์ออก แสดงปางห้ามพระไม้แก่นจันทน์ได้อย่างอ่อนช้อยงดงาม

ลักษณะการก้าวย่างนั้น พระบาทข้างซ้ายทรงอยู่ ส่วนพระบาทข้างขวายกขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงพระอิริยาบถว่ากำลังเสด็จพระราชดำเนิน มีลักษณะเป็นพระลีลาก้าวย่างไปข้างหน้าทางด้านซ้าย ปรากฏลายเส้นแสดงให้เห็นเป็นพระสังฆาฏิต่อลงมาจากพระกรข้างซ้ายขนานลงมาตามลำพระองค์ลากยาวลงเป็นชายจีวร เห็นรอยชายสบงและชายจีวรด้านล่างเป็นมิติคมชัด นอกจากการค้นพบที่วัดถ้ำหีบแล้ว ยังพบที่กรุวัดเขาพระบาทน้อย วัดเขาพระบาทใหญ่ วัดเขาสะพานหิน และกรุเจดีย์งาม แต่ทั้งหมดทุกกรุความงดงามก็ยังสู้กรุวัดถ้ำหีบไม่ได้เลย

แห่กราบไหว้”หลวงปู่มั่น”หลังยูเนสโกยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก

Published November 30, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/607668

  • วันที่ 27 พ.ย. 2562 เวลา 20:51 น.

แห่กราบไหว้"หลวงปู่มั่น"หลังยูเนสโกยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก

สกลนคร-พุทธศาสนิกชนเดินทางไปกราบไหว้สักการะหลวงปู่มั่นอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศวัดป่าภูริทัตตถิราวาสเริ่มกลับมาคึกคัก หลังยูเนสโกยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก

เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่วัดป่าภูริทัตตถิราวาส (วัดป่าบ้านหนองผือ) บ้านหนองผือ ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร มีประชาชนเดินทางไปกราบไหว้สักการะหลวงปู่มั่นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปีนี้ครบรอบ 150 ปีชาตกาลของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อีกทั้งยูเนสโกยังประกาศให้พระอาจารย์มั่นเป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ทำให้บรรยากาศที่วัดป่าภูริทัตตถิราวาสเป็นไปอย่างคึกคัก

ยายวิไล สุพนทวนิช อายุ 77 ปี ผู้ที่อยู่อาศัยใกล้บริเวณวัดป่าบ้านหนองผือ กล่าวว่า เกิดทันช่วงที่หลวงปู่มั่นมรณภาพ เห็นแต่คนหามหลวงปู่มั่นผ่านทุ่งนาไป แต่ตอนนั้นยังเป็นเด็กน้อยก็กลัวเลยไม่ได้ตามไปดู

ขณะที่ ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องให้หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตในวาระที่มีชาตกาลครบ 150 ปี ใน พ.ศ. 2563 เป็นบุคคลสำคัญของโลกประจำวาระปี 2563-2564 นับเป็นพระอริยสงฆ์รูปที่ 3 ของประเทศไทย นับตั้งแต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส และท่านพุทธทาสภิกขุ เนื่องจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต คือหนึ่งในพระวิปัสสนาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของเมืองไทย เป็นผู้มีปฏิปทาสันโดษ มักน้อย แสวงหาความวิเวก และปรารภความเพียรตั้งแต่วันแรกบรรพชา-อุปสมบทจวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต เรียกได้ว่าครบถ้วนสมบูรณ์แบบ

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นพระเถรานุเถระสายวิปัสสนากรรมฐานที่พุทธศาสนิกชน ชาวไทยให้ความเคารพนับถือ นามของท่านได้รับการกล่าวถึงทั้งในขณะที่ท่านยังมีชีวิตดำรงอยู่ และละสังขารขันธ์ไปแล้ว เนื่องด้วยท่านเป็นผู้นำในการฟื้นฟูวงการพระพุทธศาสนาของประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้งในช่วงสมัย กึ่งพุทธกาลนี้

ทั้งนี้ ยังเป็นผู้นำกองทัพธรรมเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าไปยังพุทธศาสนิกชนชาวไทยอันยังผลให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการพระพุทธศาสนาในทางที่ถูกต้องดีงาม และในโอกาสอันเป็นมงคล ในวันที่ 20 มกราคม 2563 เป็นวาระครบรอบ 150 ปีชาตกาลของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

วัดป่าภูริทัตตถิราวาส หรือวัดป่าบ้านหนองผือ เป็นวัดที่สำคัญมากวัดหนึ่งในสายวัดป่ากัมมัฏฐาน ถ้าดูตามแผนที่วัดนี้จะตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจ.สกลนคร และตั้งอยู่ทางทิศใต้ของอ.พรรณานิคม แต่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของหมู่บ้านหนองผือ เริ่มแรกสถานที่แห่งนี้เป็นป่าพงดงดิบ อันเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์นานาชนิดอาทิ เสือ หมี อีเก้ง กวาง หมูป่า สัตว์เลื้อยคลาน มีแลนและงูชนิดต่าง ๆ สัตว์ปีกมีนกเกือบทุกชนิด นอกจากนั้นยังชุกชุมไปด้วยเชื้อไข้ป่ามาลาเรียเป็นอันมาก

ต่อมาสถานที่แห่งนี้มีผู้เข้าไปหักร้างถางพง ทำเป็นไร่ปลูกพริกปลูกฝ้าย แล้วจับจองหมายเอาเป็นที่ของตนเอง บางคนจับจองแล้วทำไม่ไหวก็ปล่อยทิ้งให้รกร้างอยู่เป็นเวลานานหลายปี จนป่าเกิดขึ้นมาใหม่ เพราะที่ป่าสมัยนั้นมีเป็นจำนวนมาก จะเลือกจับจองหมายเอาที่ป่าตรงไหน ที่ชอบใจก็ย่อมได้หากใครมีกำลังพอก็มีมากภายหลัง พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร ท่านธุดงค์หาที่วิเวกอยู่แถวบริเวณนี้ ต้องการที่จะสร้างที่พักสงฆ์สักแห่งหนึ่งที่ไม่ห่างไกลจากหมู่บ้านมากนัก

เมื่อท่านหาที่พักสงฆ์ชั่วคราวได้แล้ว ก็มีพระภิกษุสามเณรเดินธุดงค์สัญจรผ่านไปมาเข้าพักพิงพึ่งพาอาศัยอยู่ไม่ขาดสาย มาภายหลังสถานที่แห่งนี้จึงได้กลายเป็นที่พักสงฆ์และสำนักสงฆ์ถาวรตามลำดับ จนกระทั่งได้พัฒนามาเป็นวัดโดยสมบูรณ์ ตอนแรกให้ชื่อว่า “วัดสันติวนาราม”

ต่อมาหลังจากหลวงปู่มั่น มรณภาพแล้ว (พ.ศ. 2492) พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโร) วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะมณฑลในเขตนี้ และเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของหลวงปู่มั่น ได้เล็งเห็นความสำคัญในสถานที่แห่งนี้อันเป็นสถานที่ที่หลวงปู่มั่น เคยพำนักจำพรรษาอยู่เป็นเวลาถึง 5 ปีติดต่อกัน ท่านจึงดำริให้เปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่เชิดชูบูชาคุณให้สอดคล้องกับนามฉายาของหลวงปู่มั่น อันเป็นมงคลนามว่า “วัดภูริทัตตถิราวาส” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ยูเนสโกยกย่อง “พระอาจารย์มั่น-สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส” เป็นบุคคลสำคัญของโลก

Published November 30, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/607444

  • วันที่ 26 พ.ย. 2562 เวลา 11:26 น.

ยูเนสโกยกย่อง "พระอาจารย์มั่น-สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส" เป็นบุคคลสำคัญของโลก

ยูเนสโกยกย่อง “พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต” และ “สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส” เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานว่า ที่ประชุมใหญ่สมัยสามัญขององค์การยูเนสโกครั้งที่ 40 มีมติรับรองการร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบบุคคลสาคัญและเหตุการณ์สาคัญทางประวัติศาสตร์ในวาระปี 2563 -2564 ได้ยกย่องบุคคลสำคัญ 2 รูป ได้แก่ พระอาจารย์มั่น ภูริภัตโต ครบรอบ 150 ปีชาตกาล (20 มกราคม 2563) และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครบ 100 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ (2 สิงหาคม 2464)

ในการประกาศ ยกย่องให้พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ กระทรวงวัฒนธรรม จะร่วมเฉลิมฉลองกับมหาเถรสมาคม หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งจะมอบหมาย กรมการศาสนา ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อร่วมจัดกิจกรรมเพื่อเชิดชูเกียรติคุณ และเผยแผ่ คุณงามความดีและวัตรปฏิบัติอันงดงามให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่พุทธศาสนิกชน ซึ่งจะส่งผลให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบ สันติ

หลวงพ่อปาน พิมพ์ไก่หางพวง วัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยา

Published November 30, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/607314

  • วันที่ 25 พ.ย. 2562 เวลา 07:07 น.

หลวงพ่อปาน พิมพ์ไก่หางพวง วัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยา

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มาชมพระเครื่องเนื้อดินเผาของเกจิที่โด่งดังของจ.พระนครศรีอยุธยา นั่นคือหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พระเครื่องที่นำมาให้ชมและศึกษานี้ เป็นพระเครื่องทรงพิมพ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และมูลค่าการสะสมแพงที่สุดของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค นั่นคือ พิมพ์ไก่หางพวง ครับ

พระเครื่องของหลวงพ่อปานนั้น ลักษณะเป็นพระเนื้อดินเผาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เจียนมุมทั้งสี่ด้าน เป็นพระเครื่องที่มีการปลอมแปลงน่ากลัวเช่นกัน นอกเหนือจากการแม่นพิมพ์แล้ว ต้องเข้าใจสภาพธรรมชาติของมวลสารที่นำมาจัดสร้างและธรรมชาติตามสภาพของพระดินเผาด้วยครับ

มาดูจุดพิจารณาของ พระพิมพ์ไก่หางพวงกัน1.ใบหูข้างซ้ายขององค์พระจะมีเส้นแซมบางๆ2.ซอกแขนฝั่งซ้ายมือองค์พระจะอยู่สูงกว่าและกว้างกว่าซอกแขนฝั่งขวามือองค์พระ3.ปลายสังฆาฏิจะจรดกับจุดกึ่งกลางพระหัตถ์ทั้งสอง4.มีเส้นน้ำตกจากใต้พระเพลามาชนบัวเม็ดที่ 45.มีเส้นน้ำตกจากใต้พระเพลามาชนบัวเม็ดที่ 56.มีเส้นน้ำตกจากใต้พระเพลามาชนบัวเม็ดที่ 67.มีเส้นน้ำตกจากใต้พระเพลามาชนบัวเม็ดที่ 78.มีเนื้อย้อยลงมาจบบัวเม็ดที่ 89.บัวเม็ดที่ 4 และ บัวเม็ดที่ 5 ห่างกันแต่มีเส้นบางๆ เชื่อมต่อ10.มีเนื้อย้อยจากบัวเม็ดที่ 2 มาชนหางไก่11.หางไก่เส้นบนสุดคมชัด12.มีเนื้อย้อยจากใต้บัวเม็ดที่ 5 มาชนหัวไก่13.ดวงตาไก่เม็ดกลมนูน14.มีเส้นเนื้อย้อยระหว่างบัวเม็ดที่ 6 และบัวเม็ดที่ 7 มาชนกับหัวไก่15.เส้นบางๆ ที่ขอบพื้นผนังด้านล่างฝั่งซ้ายขององค์พระ16.ก้นไก่แหลมมีเส้น 2 เส้น17.ไม่มีตีนไก่ มีแต่ขาไก่ 2 ข้างเป็นเส้นคมๆ

ส่วนจุดพิจารณาด้านหลังองค์พระนั้น 1.จะเป็นหลังเรียบมีรอยปาดแต่งเล็กน้อย2.พื้นผิวองค์พระคล้ายรูพรุนแบบพระเนื้อดินเป็นธรรมชาติ3.มีหลุมบ่อเป็นธรรมชาติแบบพระเนื้อดิน4.สำหรับองค์นี้ปรากฎรอยนิ้วมือของผู้กดพิมพ์ด้วย

เนื้อหามวลสารพระหลวงพ่อปานนั้นมาจากดินขุยปู,ดินนวลและดินเหนียวที่ขุดลงไปค่อนข้างลึกในทุ่งนา และนำดินที่ได้มาบดและกรองให้ได้เนื้อดินเหนียวที่นวล มีความละเอียดปานกลาง สีของพระเครื่องนั้น หลังจากเผาแล้วจะออกสีอิฐ และด้วยสภาพความเก่าของพระเนื้อดินเผา จะแปรเปลี่ยนออกสีค่อนข้างซีดเหมือนสีชมพูอ่อนๆ เมื่อส่องดูจะเห็นเห็นเม็ดทรายเล็กๆ ปรากฏทั่วองค์พระมากน้อยต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพการสัมผัสถูกองค์พระ

ถ้าเป็นพระสร้างเลียนแบบ เนื้อพระเมื่อเผามาใหม่ จะมีร่องรอยความสดใหม่ของการเผา(เหมือนอิฐเก่าและอิฐใหม่) จะปรากฏความแกร่งมากกว่าปกติ อีกทั้งรอยอุดของผงวิเศษก็จะต่างกัน วัสดุที่ใช้อุดคือซิเมนต์ก็แตกต่างกันตามอายุขัย ของเลียนแบบมักจะเห็นเป็นสีขาวแข็ง

ด้านคุณวิเศษของพระเครื่องหลวงพ่อปานนั้น สามารถนำไปใช้แก้คุณไสย รักษาโรคต่างๆ แม้กระทั่งโดนพิษจากสัตว์ และทำน้ำมนต์ประพรมสินค้าที่มีผู้อธิษฐานนำไปใช้มากมาย โดยมีขั้นตอนการทำน้ำมนต์ดังนี้

เตรียมดอกไม้ ธูปเทียนและขันน้ำสะอาดเพื่อทำน้ำมนต์ วางพระหลวงพ่อปาน พิมพ์ไหนก็ได้ จากนั้นท่องคาถาดังนี้ “เอหิสรรพ พุทธานุภาเวนะ เอหิสรรพ ธัมมานุภาเวนะ เอหิสรรพ สังฆานุภาเวนะ พุทธัง อาราธนานัง ประสิทธิ ธัมมัง อาราธนานัง ประสิทธิ สังฆัง อาราธนานัง ประสิทธิ อิทธิฤทธิ์ พุทธนิมิตตัง”

เมื่ออธิษฐานเสร็จก็นำพระไปแช่ในขันน้ำมนต์ ว่าคาถาข้างต้น 3 จบพร้อมกับถือเทียนที่จุดบูชาพระให้น้ำตาเทียนหยดลงไปในขันน้ำ กลั้นใจเป่าน้ำในขัน 3 ครั้ง ก็สามารถนำไปใช้ได้

อุปเท่ห์ของพระพิมพ์ทรงสัตว์ต่างๆ ของหลวงพ่อปานนั้น ได้จำแนกไว้ดังนี้พระพิมพ์ทรงไก่ เด่นทางทำมาค้าขาย เมตตามหานิยม ในพิมพ์ทรงไก่นั้นยังจำแนกแตกออกไปอีกคือ ไก่หางพวง นิยมสูงสุด รองลงมาคือ พิมพ์ไก่หางรวม,พิมพ์ไก่หางสามเส้น,พิมพ์ไก่หางสี่เส้นบัวสองชั้น,พิมพ์ไก่หางสี่เส้นบัวชั้นเดียว,พิมพ์ไก่หางห้าเส้น และพิมพ์ไก่ยันต์แถวเดียว เป็นต้น

พระพิมพ์ทรงหนุมาน เด่นทางด้านการเป็นผู้นำด้านการปกครอง แคล้วคลาด มักเป็นที่นิยมของกลุ่มข้าราชการ ตำรวจ ทหาร มีพิมพ์หนุมานทรงเครื่อง,พิมพ์หนุมานใหญ่ไม่ทรงเครื่อง,พิมพ์หนุมานเล็กยันต์แถวเดียว,พิมพ์หนุมานหาวเป็นดาวเป็นเดือน เป็นต้น

พระพิมพ์ทรงครุฑ เด่นทางด้านอำนาจเป็นที่นิยมของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับสูง มีพิมพ์ครุฑใหญ่,พิมพ์ครุฑกลาง,พิมพ์ครุฑเล็ก,พิมพ์ครุฑผีเสื้อ เป็นต้น

พระพิมพ์ทรงเม่น เด่นทางด้านเกษตรกรรม และค้าที่ดิน มีพิมพ์เม่นบัวสองชั้น 8 จุด,พิมพ์เม่นบัวสองชั้น 7 จุด,พิมพ์เม่นบัวชั้นเดียว,พิมพ์เม่นมังกร,พิมพ์เม่นบัวโค้งพิมพ์เม่นเล็ก,พิมพ์เม่นหัวกลับ,พิมพ์เม่นโบราณ เป็นต้น

พระพิมพ์ทรงปลา เด่นทางด้านค้าขายทางน้ำ ธุรกิจทางเรือ มีพิมพ์ทรงปลาจีน,พิมพ์ทรงปลาหมอ,พิมพ์ทรงปลากัด เป็นต้น

พระพิมพ์ทรงนก เด่นทางด้านอาชีพการสื่อสาร นักพูด นักแสดง นักกฎหมาย นักการทูต นักต่อรอง มีพิมพ์นกปางสมาธิ,พิมพ์นกปางมารวิชัย,พิมพ์นกฐานสามชั้น,พิมพ์นกฐานสายบัว,พิมพ์นกบัวฟันปลา เป็นต้น

นอกจากพิมพ์ทรงที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ยังมีพิมพ์ทรงโบราณที่ท่านสร้างไว้ก่อนหน้าจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พระเครื่องทุกพิมพ์ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ล้วนเป็นที่เสาะแสวงหาของนักสะสม เพราะทุกพิมพ์ทรงล้วนปรากฏประสบการณ์จากการนำไปบูชาทั้งสิ้น

คณะสงฆ์ต้องสร้าง “พระผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในชุมชน”

Published November 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/607281

  • วันที่ 24 พ.ย. 2562 เวลา 09:08 น.

คณะสงฆ์ต้องสร้าง “พระผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในชุมชน”

โดย..อุทัย มณี (เปรียญ)

เมื่อเร็ว ๆนี้ เห็นข่าวชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งที่ถูกส่งมาทางเฟชบุ๊ค เป็นข่าวเล็ก ๆ ที่สื่อไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสนใจ เพราะมันเป็นประเด็นที่คิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว แต่หากคนที่มี “ข้อพิพาท ขัดแย้งกัน” เป็นเรื่องใหญ่นั่นคือ “ลงนาม MoU 25 หน่วยงาน เกี่ยวกับความร่วมมือในการพัฒนาผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท”

ปัจจุบันความขัดแย้งในสังคมไทยมีทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงระดับชาติ คดีที่ถูกส่งไปยังศาลเพื่อไกล่เกลี่ยและฟ้องร้องมีนับหมื่นคดี เวลาคนเราเกิดข้อพิพาท ทะเลาะกัน ต่างคนย่อมต่างต้องการให้ตนเองได้รับความยุติธรรมมากที่สุด การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เปิดโอกาสให้คู่พิพาทได้มาพูดคุยกันเพื่อช่วยกันหาทางออกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและหาแนวทางระงับข้อพิพาทที่ทุกฝ่ายพึงพอใจทั้งสองฝ่าย อีกทั้งยังช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายของท่านไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางไปศาล ค่าจ้างทนาย ที่จะต้องเสียไปในการต่อสู้ดำเนินคดี

ในการลงนาม MOU ที่จัดขึ้นโดยกระทรวงยุติธรรมในคราวนี้ มีคณะสงฆ์เป็นตัวแทนเข้าไปร่วมด้วยนั่นคือ เพราะในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีการเรียนการสอนสาขาหนึ่งนั่นคือ “สาขาสันติศึกษา” โดย มจร จับมือกับสถาบันพระปกเกล้า ศาลยุติธรรม จัดทำหลักสูตรนี้ขึ้นมา

ความจริงบทบาท “นักไกล่เกลี่ย” บทบาท “ในการระงับข้อพิพาท” บทบาท “ในการชำระคดีความ” เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทางแพ่งหรือแม้แต่ทางอาญาในอดีต เป็นบทบาทของพระสงฆ์ เจ้าอาวาสอยู่แล้ว

มีเรื่องเล่า สมัยที่ผู้เขียนเป็นพระภิกษุติดตาม หลวงพ่อลำใย ปิยวณฺโณ (พระมงคลสิทธิคุณ) เจ้าอาวาสวัดทุ่งลาดหญ้า ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ในชุมชนมีความขัดแย้งกันเรื่อง “วินรถตู้” ฝ่ายหนึ่งที่นายทหารเป็นแบ็คอัพ ส่วนอีกฝ่ายมีนักการเมืองท้องถิ่นเป็นแบ็คอัพ ต่างฝ่ายต่างมีอิทธิพล ฝ่ายนักการเมืองท้องถิ่นต้องการเปิดวินใหม่ แต่อีกฝ่ายไม่ยอม ต่างก็วิ่งเข้ามาหาหลวงพ่อลำใย มาฟ้องเพื่อให้ระงับข้อพิพาทไกล่เกลี่ย หลวงพ่อรับฟังทั้งสองฝ่าย เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมหลวงพ่อเรียกทั้ง 2 ฝ่ายมาพบที่กุฎิ พูดคุยตามปกติ ท่านก็พูดทำนองว่า “ให้ทั้งสองฝ่ายคำนึงถึงชุมชนหมู่บ้านของเรา ให้คำนึงถึงการพัฒนาหมู่บ้าน ทะเลาะกันแล้วมีแต่จะพังและเสียหายทั้งสองฝ่าย สุดท้าย ไม่มีใครได้ดี” ท่านพูดประมาณนี้ สุดท้าย ทั้งสองฝ่ายก็จากกัน ผลสรุปคือ เปิดวินใหม่ แต่ต่างคนต่างทำงาน ต่างคนต่างเปิด ไม่มีความขัดแย้งกัน

อันนี้บทบาทพระสงฆ์ในอดีตที่นับถอยหลังไปไม่กี่ปี ปัจจุบันมหาเถรสมาคม มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะ “รื้อฟื้นให้วัดเป็นศูนย์กลางชุมชนหมู่บ้าน” การที่จะให้วัดเป็นศูนย์กลางสิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านเขาต้องการที่สุดนั่นคือ “ที่ปรึกษา” ทั้งเรื่อง ความทุกข์ใจและทางกฎหมาย  ชาวบ้านเขาไม่ต้องการให้วัดเป็นศูนย์กลางในด้านพิธีกรรมและด้านศูนย์กลางความบันเทิง เพราะสิ่งนี้ปัจจุบันมีห้างและสถานบันเทิงมากมายที่พวกเขาไปหามาได้ ยิ่งพิธีกรรมยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทำที่วัดหรือที่บ้านเมื่อไรก็ได้

การที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยร่วมมือกับสถาบันต่าง ๆ เพื่อพัฒนานักไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทถือว่า “มาถูกทาง” แล้ว เรื่องนี้มหาเถรสมาคม สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของคณะสงฆ์ไทยทั้ง มจร และ มมร ต้องร่วมมือกัน “พัฒนาหลักสูตรนักไกล่เกลี่ยระยะสั้นสำหรับพระสังฆาธิการ” เพื่อทำหน้าที่ตรงนี้ให้ได้..เพื่อสนองรองรับกับยุทธศาสตร์กิจการพระศาสนาที่จะก้าวไปสู่ ให้วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน

นักโทษ 16 รายทำได้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรศาสนศาสตรบัณฑิต มมร

Published November 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/606615

  • วันที่ 17 พ.ย. 2562 เวลา 18:58 น.

นักโทษ 16 รายทำได้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรศาสนศาสตรบัณฑิต มมร

มมร สนองพระราชกระแสรับสั่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เปิดสอนหลักสูตรศาสนศาสตรบัณฑิต เปลี่ยนผู้ต้องขังเป็นบัณฑิต นำร่องเรือนจำกลางบางขวางจบหลักสูตรแล้ว 16 ราย

เมื่อวันที่ 17 พ.ย.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จประทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาจากมหามกุฏราชวิทยาลัย ประจำปี 2562 ที่หอประชุมสุชีพ? ปุญญานุภาพ? มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งในคณะผู้สำเร็จการศึกษามีอดีตผู้ต้องขังที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรศาสนศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ตามโครงการวิทยบริการสอนพระพุทธศาสนาในเรือนจำด้วย ซึ่งนับว่า เป็นปีแรกที่สามารถผลิตบัณฑิตตามโครงการดังกล่าวได้สำเร็จ

สำหรับ ในปี 2562 เรือนจำกลางบางขวางดำเนินการเป็นแห่งแรก ได้มีผู้จบการศึกษาหลักสูตรศาสนศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสตร์ จำนวน 16 ราย เข้ารับประทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช 7 ราย ส่วนที่เหลืออีก 9 รายรอรับประทานปริญญาบัตรในเรือนจำต่อไป

อย่างไรก็ตาม โครงการวิทยบริการสอนพระพุทธศาสนาในเรือนจำ เป็นโครงการตามแนวพระราชกระแสรับสั่งใน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้กรมราชทัณฑ์ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ส่งเสริมการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาให้แก่ผู้ต้องขัง เพื่อให้บุคคลดังกล่าวเข้าใจและน้อมนำหลักธรรมคำสอนไปขัดเกลาจิตใจให้ไพบูลย์ยิ่งขึ้น

พระราชปฏิภาณโกศล อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร) เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยฯ และกรมราชทัณฑ์ ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาด้านพระพุทธศาสนา และการขยายโอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะผู้ต้องขังให้ได้ศึกษาต่อ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ นำหลักธรรมะไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และกล่อมเกลาจิตใจผู้ต้องขังเพื่อเป็นการคืนคนดีสู่สังคมต่อไป

พระราชปฏิภาณโกศล กล่าวว่า บัณฑิตรุ่นแรกจะเป็นเสมือนผู้เริ่มจุดประกายสังคมให้ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นว่า กลุ่มนักโทษสามารถกลับตัวเป็นคนดีและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ รวมถึงยังจะเป็นแบบอย่างให้กับผู้ต้องขังรายอื่นได้มีความหวังและกำลังใจจะพัฒนาตนเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้พร้อมที่จะกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติสุขอีกครั้งหลังพ้นโทษ

ด้าน พระสุทธิสารเมธี คณบดีคณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีจำนวนผู้ต้องขังสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก และ อันดับ 1 ในอาเซียน กว่าร้อยละ 79 ต้องโทษมาจากคดียาเสพติด ทั้งนี้สาเหตุเริ่มต้นมาจากการขาดโอกาสทางการศึกษาเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ยังพบว่าสภาพความเป็นอยู่ในคุกมีความแออัดสูงมาก ปัจจุบันมีนักโทษประมาณ 367,695 ราย แต่พื้นที่จริงรองรับได้ราว 120,000 รายเท่านั้น ดังนั้นการลงโทษเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางออกของปัญหา การให้ความรู้และเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้จึงเป็นแนวทางแก้ไขที่ให้ผลดีกว่า ทั้งกับตัวผู้ต้องขังเองและกับสังคม

อย่างไรก็ตามด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของโครงการเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรศาสนศาสตรบัณฑิต (ศน.บ.) สาขาวิชาพุทธศาสตร์ คณะศาสนาและปรัชญา นำร่องหลักสูตรในปี 2557 ที่เรือนจำกลางบางขวางเป็นแห่งแรก ในปีนี้มีผู้ที่พ้นโทษแล้วจะได้เข้ารับประทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระสังฆราช ส่วนผู้ที่ยังไม่พ้นโทษยังรอรับประทานปริญญาบัตรในเรือนจำต่อไป

ปัจจุบันมีเรือนจำและทัณฑสถานเข้าร่วมโครงการแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ เรือนจำกลางบางขวาง เรือนจำอ.แม่สอด ทัณฑสถานหญิงกลาง และเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นับได้ว่ามหาวิทยาลัยฯ เป็นสถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนาที่ ชูหลักพุทธศาสตร์ คืนคนดีสู่สังคม” อย่างแท้จริง

%d bloggers like this: