จิตใจ

All posts tagged จิตใจ

สิ้น “หลวงพ่อแบน ธนากโร” เสาหลักพระกรรมฐานแห่งภาคอีสาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 16, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/611880

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 12:30 น.

สิ้น "หลวงพ่อแบน ธนากโร" เสาหลักพระกรรมฐานแห่งภาคอีสาน

“หลวงพ่อแบน ธนากโร” แห่งวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร ละสังขารแล้ว สิริอายุ91 ปี 72 พรรษา

เมื่อวันที่ 16 ม.ค.63 พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร หรือ หลวงพ่อแบน ธนากโร เจ้าอาวาส วัดดอยธรรมเจดีย์ ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ได้ละสังขาร สิริอายุ 91 ปี 72 พรรษา กำหนดการ ถวายเพลิงสรีระสังขารองค์หลวงปู่แบน ธนากโร ในวันอาทิตย์ที่19 มกราคม 2563 เวลาประมาณ13.00น. ณ วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร

 

ประวัติและปฏิปทา หลวงพ่อแบน ธนากโร

“พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร” หรือ “หลวงพ่อแบน ธนากโร” แห่งวัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร มีนามเดิมว่า สุวรรณ กองจินดา เกิดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พุทธศักราช 2471 ณ บ้านหนองบัว ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ครอบครัวประกอบอาชีพทำสวนทำไร่

หลังเข้าศึกษาในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน จนจบประถมศึกษาปีที่4 ก็ได้มาช่วยบิดามารดาทำสวนทำไร่

ต่อมาเมื่ออายุ 21 ปี หลวงพ่อแบน ได้เข้าไปศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับ หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ ที่วัดทรายงาม อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี จากนั้นจึงได้อุปสมบท เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ที่ วัดเกาะตะเคียน ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

หลังเข้าสู่อุปสมบทแล้ว ท่านจึงมาอยู่ปฏิบติธรรมกับ หลวงปู่กงมา และ ติดตามหลวงปู่กงมา มาอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร จนกระทั่งหลวงปู่กงมาได้มรณภาพลง ครั้นทำการถวายเพลิงศพของหลวงปู่กงมาแล้ว หลวงพ่อแบน จึงทำหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดดอยธรรมเจดีย์ มาจนถึงปัจจุบัน

หลวงพ่อแบนเป็น หนึ่งในเสาหลักพระกรรมฐานในเขตภาคอีสาน ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รักษาข้อวัตรปฏิบัติอย่างเด็ดเดี่ยว รวมทั้งอบรมพระภิกษุสามเณร ญาติโยมที่มาขออยู่ปฏิบัติธรรม ให้มีศีลธรรมประจำใจ

ในครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อม พระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯแปรพระราชฐานมาพักอยู่ที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เพื่อออกเยี่ยมเยียนราษฎรในเขตภาคอีสานนั้น ทั้งสองพระองค์ และพระบรมวงศ์ จะเสด็จขึ้นไปกราบนมัสการหลวงพ่อแบน ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ และเยี่ยมเยียนประชาชนในแถบนั้นทุกครั้ง

หลวงพ่อแบน ได้เมตตาสงเคราะห์คนหมู่มาก ทั้งพระและฆราวาสจำนวนมาก ได้เมตตาสร้างตึกร่มฟ้า ให้แก่โรงพยาบาลจังหวัดสกลนคร พร้อมทั้งถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสร้างตึกร่มฉัตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งอาคารทั้งสองหลังนี้ เป็นอาหารห้องพิเศษ มีอุปกรณ์ทันสมัยครบครันสมบูรณ์แบบ

ในปี พ.ศ. 2548 หลวงพ่อแบนได้สร้าง “โรงพยาบาลพระอาจารย์แบน ธนากโร” ที่อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวาระที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 72 พรรษา

หลวงพ่อแบน ยังได้เมตตาสร้างวัดเพื่อเป็นสำนักปฏิบัติธรรมกรรมฐานเจริญรอยตามพระบูรพาจารย์หลายแห่งอาทิ วัดป่าภูผาผึ้ง ตำบลกกตูม อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร, วัดป่าค้อน้อย บ้านค้อน้อย ตำบลค้อใหญ่ อำเภอกุดบาก จังหวัดมุกดาหาร, วัดป่าวังเพิ่ม-พระภาวนา ตำบลพญาเย็น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

ธรรมะคำสอนของหลวงพ่อแบน ธนากโร

บุญคืออะไร

บุญ คือ การทำใจของเราให้สบาย ให้มีความสุข ให้สงบ ให้ใส ให้เย็น ให้สว่าง บุญ คือ การทำใจของเราให้สมบูรณ์ขึ้นมาด้วยศีลธรรม สิ่งใดเป็นประโยชน์แก่โลก แก่สังคมโลก อันนั้นเรียกว่าบุญได้ทั้งนั้น เพราะบุญ คือสิ่งที่สร้างสรรค์ การทำสิ่งที่สร้างสรรค์นั้นจึงเป็นการทำบุญ

สำเร็จเป็นการบุญ

เรื่องการบริจาคทาน บุญที่จะเกิดขึ้นมากน้อย ขึ้นอยู่กับจิตใจของบุคคลผู้ทำ ไม่ต้องสมมติว่ากองกฐิน ไม่ต้องสมมุติว่ากองผ้าป่า ก็สำเร็จเป็นการบุญ

บุญกุศลมหาศาล

การทานมุ่งในการเสียสละด้วยความบริสุทธิ์ใจ 1 คือไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่ทานเพื่อมุ่งของตอบแทน ไม่ใช่ทานเพื่อมุ่งให้หน้าตาใหญ่โตอะไร ทานเพื่อเป็นการบูชา สิ่งที่เรานำไปบริจาคนั้น เป็นของที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรง คือได้มาด้วยความบริสุทธิ์ 1 แล้วก็บุคคลที่รับไทยทานของเราก็เป็นบุคคลที่มีความบริสุทธิ์ 1 ถ้าหากว่าความบริสุทธิ์สามส่วนนี้มารวมกัน ไม่ต้องเรียกว่าผ้าป่า ไม่ต้องเรียกว่ากฐิน เป็นบุญกุศลมหาศาลทั้งนั้น

ธรรมโอสถ

คนที่จะเห็นคุณค่าของข้าวปลาอาหาร คนนั้นต้องรับประทาอาหารอิ่ม คนที่จะเห็นคุณค่าของยา โรคของเจ้าของต้องหายไป ตามปรกติเราๆ เป็นโรคด้วยกันทุกคน โรครัก โรคชัง โรคอะไรต่ออะไร เป็นโรคทั้งนั้น ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมแก้โรค

ได้ประโยชน์ทั้งนั้น

ศีลธรรมของพระพุทธเจ้า เอาไปประพฤติปฏิบัติ ได้รับประโยชน์ทั้งนั้น เหมือนกับยา จะสีวรรณะใด ฝรั่งดำ ฝรั่งขาว เขมร ไทย จะสีใดๆ ก็ช่าง ยาเป็นประโยชน์เวลาป่วยไข้ได้ทั้งนั้นไม่เลือกสีสัน ไม่เลือกวรรณะ

ข้อมูลจาก www.sakoldham.com

หลวงจีนกล่อมเสือ เมื่อพระป่าใช้ธรรมะเอาชนะใจสัตว์ร้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 16, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/611476

  • วันที่ 13 ม.ค. 2563 เวลา 19:00 น.

หลวงจีนกล่อมเสือ เมื่อพระป่าใช้ธรรมะเอาชนะใจสัตว์ร้าย

ไต้ซือกว่างชิน เป็นพระเถระรูปสำคัญของจีนแผ่นดินใหญ่-ไต้หวัน ท่านมีคำสอนที่ลึกซึ้งแต่เข้าถึงได้ง่าย ยามละสังขารแล้วมีปฏิหาริย์เกิดขึ้นเป็นที่โจษจัน นี่เป็นเรื่องเล่าจากชีวิตจริงของท่าน

เมื่อท่านอายุ 5 หรือ 6 ขวบ ท่านจะไปวัดกับแม่เพื่อไปไหว้พระ มีไต้ซือท่านหนึ่งกล่าวว่าการมาวัดเป็นการ “ปลูกฝังมูลรากที่ดีแก่เจ้า” ตอนอายุ 25 หรือ 26 ปี ท่านจึงไปที่วัดเฉิงเทียน หลังจากนั้นท่านเล่าว่า

“หลังจากที่พ่อแม่ของอาตมาจากไป อาตมาจึงไปที่หนานยางและกินมังสวิรัติ ช่วงเวลานี้ทำให้อาตมารู้สึกลึกๆ ว่าไม่มีความหวังในโลก ชีวิตไม่มีความหมาย พ่อแม่ทิ้งมรดกไว้ถ้าอาตมายังทำไร่ทำนาเหมือนพวกท่าน ก็จะแก่ชราและในที่สุดก็จะตายเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร ดังนั้นอาตมาต้องการขอหยุดการเกิดตาย

อายุสาม 36 ปีกลับมาจากหนานยางและไปที่วัดเฉิงเทียนเพื่อบวชเป็นพระอย่างเป็นทางการ หลี่รุ่ยฟางเป็นผู้ปลงผม ในเวลานั้นผู้คนให้ความสนใจกับการทำนาทำไร่ อาตมาไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่รู้ศัพท์แสงอะไร เริ่มจากดูแลสวนผัก ทำงานในโรงครัว มีการศึกษาแค่ระดับขั้นพื้นฐาน อาสาทำงานที่ผู้คนไม่ต้องการทำ ในช่วงเวลานั้นอาตมาก็สวดภาวนาพุทธานุสสติและนั่งสมาธิ

หลังจากบวชแล้ว อาตมากลับไปที่วัดเฉิงเทียนเป็นเวลา 3 ปี ฝึกฝนกังฟู และเตรียมตัวปฏิบัติธรรมที่ภูเขา เมื่ออาตมาจะขึ้นไปอยู่บนภูเขา อาตมานำชุดจีวรไป 2 – 3 ชิ้น เข็มเย็บผ้า ข้าว 10 หรือ 20 กิโลกรัม ไม้ขีดไฟ และพบถ้ำหินในชิงหยวนซาน มีถ้ำหนึ่งถ้ำปากเข้าถ้ำสองแห่ง อาตมาเลือกอยู่ในช่องถ้ำหนึ่ง ถ้ำแห่งนี้เงียบมากมีก้อนหินใหญ่อยู่ ยามนั่งสมาธิบนก้อนหินอาตมารู้สึกสบายมาก

เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ทันใดนั้นเสือตัวหนึ่งก็มาถึงที่ถ้ำ อาตมาตกใจ จึงภาวนา “อมิตาภพุทธ” เสือเกิดความกลัวอาตมา ครั้นแล้วอาตมาจึงวิ่งออกไปทันที แต่หลังจากผ่านไประยะหนึ่งก็เข้ามาอีกครั้ง แล้วบอกกับเสือว่า “ท่านขุนพลภูเขา ท่านช่วยเกื้อหนุนอาตมาให้ปฏิบัติธรรมในถ้ำได้หรือไม่ หรือท่านอยากจะกินอาตมาเล่า?”

อาตมาเห็นว่าเสือนั้นไม่ทำอันตราย ดังนั้นอาตมาจึงสอนธรรมะให้ นี่เรียกว่า “ใจสัมผัสใจ” อาตมาไม่ได้เป็นอันตรายต่อเสือ เสือก็ไม่ได้มุ่งร้ายต่ออาตมา

ในวันรุ่งขึ้นเสือก็พาลูกเสือตัวเล็กๆ หลายตัวมาเล่นรอบๆ ถ้ำกระโดดโลดเต้นไปมา มันดูมีความสุขมาก พื้นที่ตรงนี้ดีมาก เป็นดินแดนที่ไม่มีการกินเนื้อสัตว์ นกและลิงไม่ร้องเสียงดัง เป็นโลกที่ไร้เสียงรบกวน สงบเงียบยิ่งนัก”

ในเวลาต่อมาผู้คนจึงเรียกท่านว่า พระอาจารย์กล่อมเสือ

เรียบเรียงโดยกรกิจ ดิษฐาน

ภาพประกอบ ชื่อภาพ “บูรพาจารย์ลับดับที่สอง” วาดโดยสือเค่อ จิตรกรจีนยุคห้าราชวงศ์ อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว 

หลวงพ่อทวด รุ่นสาม พิมพ์สองจุดประคดข้างเดียว ปี 2504 และจุดพิจารณา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 16, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/611448

  • วันที่ 12 ม.ค. 2563 เวลา 09:56 น.

หลวงพ่อทวด รุ่นสาม พิมพ์สองจุดประคดข้างเดียว ปี 2504 และจุดพิจารณา

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

ในหลายปีที่ผ่านมาพระเครื่องหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ เป็นที่นิยมของนักสะสมทั่วประเทศ รวมถึงต่างชาติ เหตุผลเพราะมีประสบการณ์จากการใช้บูชา โดยเฉพาะเรื่องแคล้วคลาด เมตามหานิยม และเมื่อติดขัดในเรื่องไหนอธิษฐานขอท่านเป็นไม่ผิดหวัง อันเป็นจุดสำคัญยิ่ง

วันนี้มาชมสุดยอดเหรียญพระนิรันตราย เหรียญหลวงพ่อทวด รุ่น 3 พิมพ์สองจุดประคดข้างเดียว ซึ่งสร้างในปี พ.ศ.2504 เหรียญรุ่น 3 พิมพ์นี้ถือได้ว่าเป็นพิมพ์ที่นิยมที่สุดของเหรียญรุ่น 3 ครับ

และในเหรียญหลวงพ่อทวดเสมารุ่น 3 ที่จัดสร้างในปี พ.ศ.2504 นี่เองที่มีจำนวนการสร้างเยอะมาก มีปริมาณเพียงพอที่จะหมุนเวียนในตลาด ทำให้การเช่าหาเปลี่ยนมือคึกคักมาตลอด อีกทั้งจำนวนแม่พิมพ์ของรุ่นสามนี้มีจำนวนมาก การสร้างในแต่ละแม่พิมพ์ มีความเชื่อมโยงกันเพราะถ้าแม่พิมพ์ตัวด้านหน้าและด้านหลังเสียก็มีการแกะใหม่เสริมเข้ามาทำให้เกิดพิมพ์ใหม่ขึ้น จึงทำให้เกิดพิมพ์ย่อยแตกออกมาหลายสิบพิมพ์

มาดูจุดพิจารณาด้านหน้าของเหรียญ รุ่น 3 พิมพ์สองจุดประคดข้างเดียว ปี 2504 ครับ

1.หูเหรียญฝั่งขวาองค์พระมีร่องเล็กๆ

2.ไข่ปลาฝั่งขวาองค์พระมี 6 เม็ด เม็ดล่างสุดมีตำหนิ

3.ไข่ปลาฝั่งซ้ายองค์พระมี 7 เม็ด และจะชัดกว่าฝั่งขวาองค์พระ

4.เส้นหน้าผากคมชัด

5.จมูกจะคดเอียงเล็กน้อย

6.ชายจีวรทั้ง 5 เส้นคมชัด

7.เส้นแตกเหนือหัวยันต์ ฝั่งซ้ายองค์พระไปชนเส้นซุ้ม

8.ประคดข้างเดียว (ที่มาของชื่อพิมพ์)

9.อักษรตัว “ ท “ และตัว “ ว “ อยู่ติดกัน

10.จุดบนและจุดล่างอันเป็นที่มาของชื่อพิมพ์สองจุด

จุดพิจารณาด้านหลัง

1.หูเหรียญจะมีขอบปลิ้น

2.ขอบเหรียญจะมีรอยปลิ้น

3.เนื้อปลิ้นเป็นร่องที่ขอบเหรียญฝั่งขวาองค์พระ

4.เส้นเกศาคมชัด

5.ปลายยันต์จะมีติ่งแหลมจากการแกะเกิน

6.ดวงตาคมชัด

7.เส้นขอบตาคมชัด

8.ตัว “ พ “ ลักษณะบี้แบน ไม่คมชัด

9.สระอู ไม่คมชัด

10.รอยปลิ้นที่ขอบเหรียญ

ด้านข้างก็จะเห็นรอยตัดซึ่งคมชัดของตัวตัด

ที่มาของพิมพ์ 2 จุดรัดประคดข้างเดียวนั้น คือ ตรงรัดประคดที่คาดเอวหลวงพ่อทวด มีข้างเดียว คือ ข้างซ้ายขององค์พระหลวงพ่อทวด เข้าใจว่าเกิดมาจากความผิดพลาดของช่างผู้แกะแม่พิมพ์ ทำให้กลายเป็นของแปลกและนิยมขึ้นมา ส่วน 2 จุด คือจุดไข่ปลาในกรอบสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดใต้หูเหรียญด้านหน้า เหนือศีรษะหลวงพ่อทวด และที่ด้านล่างในกรอบสี่เหลี่ยมลายกนก ใต้คำว่า “ทวด”

ในการพิจารณาเหรียญปั๊มนั้นเมื่อส่องกล้องต้องสังเกตเส้นเสี้ยนที่สาดกระจายที่พื้นเหรียญ ต้องเข้าใจว่าเครื่องจักรที่ใช้ในการปั๊มในยุคก่อนนั้น มีกำลังม้าไม่เท่ากับเครื่องจักรในยุคปัจจุบัน เมื่อปั๊มเหรียญก็จะปั๊มเต็มกำลังของเครื่องตามธรรมชาติเพื่อให้ตัดเหรียญให้ขาด

และที่สำคัญต้องให้เกิดความคมชัดของตัวอักขระต่างๆ รวมถึงอักษรทั้งหน้าและหลัง รวมถึงถ่ายทอดความสวยงาม ความคมขององค์พระ ทั้งเส้นผม เม็ดตา สังฆาฏิ จีวรของหลวงพ่อทวดและพระอาจารย์ทิม ให้เสมือนจริงมากที่สุดที่ถ่ายทอดแกะลงในแม่พิมพ์  ริ้วรอยต่างๆจากแม่พิมพ์ที่แกะโดยเจตนา และไม่เจตนาก็จะปรากฏให้เห็นจากการปั๊มมาเป็นตำหนิสำคัญในการพิจารณานั่นเอง

ปัจจุบัน เหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ทุกรุ่นที่ทันยุคพระอาจารย์ทิม ล้วนแต่ได้รับความนิยมจากนักสะสมพระเครื่องของประเทศ เพราะประวัติการสร้างชัดเจนและคนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่วงการพระเครื่องสามารถสืบค้นกระบวนการสร้าง และยังมีคนที่ทันการสร้างพระเครื่องในยุคนั้น ถ่ายทอดออกมาให้รับรู้ ทำให้เป็นที่แพร่หลายอย่างมาก อีกทั้งจำนวนของพระเครื่องหลวงพ่อทวดที่ออกมาสู่วงการนักสะสม ก็มีปริมาณมากพอที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนหมุนเวียนในตลาดพระเครื่องนั่นเอง

คณะสงฆ์กับบทบาท “การนำพุทธศาสนาไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 16, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/611445

  • วันที่ 12 ม.ค. 2563 เวลา 09:32 น.

คณะสงฆ์กับบทบาท “การนำพุทธศาสนาไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน”

โดย อุทัย มณี (เปรียญ)

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เขียนไปร่วมฟังคำบรรยายของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในคราวไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยหรือ มจร ท่านฝากให้ มจร เป็นการบ้านหลายเรื่อง เช่น มหาจุฬา ฯ ต้องหันกลับมาสู่ความเป็นอัตลักษณ์ของตนเองในขณะเดียวกันต้องเป็น “ทั้งคันเร่งและเบรค” โดยให้เน้นการพัฒนาเป้าหมายเพื่อยกระดับทุนทางสังคมและทุนมนุษย์

เนื่องจากทุนสังคมกายภาพและทุนทางสิ่งแวดล้อมสถาบันอื่นทำอยู่แล้ว หาก มหาจุฬา ทำได้แบบนี้ความเป็นตักศิลา ดังสมเด็จพระสังฆราชฝากรัฐมนตรีเอาไว้ก็บังเกิด (คำว่าตักศิลา เป็นชื่อเมืองอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐปัญจาบเป็นมหาวิทยาลัยและเป็นศูนย์กลางของศิลปวิชาการในอดีตของอินเดียตั้งแต่ก่อนพุทธกาล มีสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์สั่งสอนศิลปวิทยาต่างๆ แก่ศิษย์ที่มาเล่าเรียนในแถบดินแดนชมพูทวีป บุคคลสำคัญและมีชื่อเสียงหลายท่านที่สำเร็จการศึกษาจากที่แห่งนี้ เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล หมอชีวกโกมารภัจจ์ องคุลีมาล ปัจจุบันนี้ตักศิลาอยู่ในเขตประเทศปากีสถาน และองค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก)

หลังจากผู้เขียนไปฟังมาแล้ว กลับถึงบ้านคำว่าทุนทางสังคมและทุนมนุษย์ เป็นคำคุ้น ๆ ว่าเป็นเป้าหมายที่สหประชาชาติ หรือนานาชาติได้มีมติร่วมกันว่าจะพัฒนาร่วมกันและให้บรรลุเป้าหมายในปี พ.ศ. 2573 ลองไปหยิบหนังสือ “ศาสนากับเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน” บรรยายโดย พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม รก.เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ท่านสรุปไว้ว่า

“ หลักคิดสำคัญในเรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติก็คือว่า การพัฒนาไม่ควรตั้งเป้าหมายไว้ที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเดียว เพราะที่ผ่านมาการพัฒนาทางเศรฐกิจจนเจริญเติบโตมากกลับกลายเป็นผลร้าย เพราะมันไปสู่การทำลายสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้ผลของการพัฒนาไม่ยั่งยืน”

ที่ประชุมนานาชาติจึงสรุปเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเอาไว้ 5 ข้อ คือ

1.ประชาชน หมายถึงการพัฒนาที่เกี่ยวกับคน คือ มุ่งถึงการพัฒนาด้านสังคม

2. ความมั่งคั่ง หมายถึง การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ

3. โลกของเรา หมายถึง การพัฒนาที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

4. สันติภาพ หมายถึง สันติภาพที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาทุกด้าน ถ้าไม่มีสันติภาพ การพัฒนาทุกด้านก็เป็นไปไม่ได้ การพัฒนาทุกด้านต้องนำไปสู่สันติภาพจึงจะมีความยั่งยืน

5. หุ้นส่วน หมายถึงการเรียกร้องให้ทุกฝ่าย ร่วมด้วยช่วยกัน คนละไม้คนละมือ ในการผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน

ตรงข้อที่ 5 นี่แหละคำว่า “ทุกฝ่าย” หมายความร่วมถึงคณะสงฆ์ด้วย ต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาเพื่อสู่ความยั่งยืนตามเป้าหมายประสงค์นี้

เป้าหมายสูงสุดตามวิสัยทัศน์ของผู้บริหารมหาจุฬา ฯ ตอนนี้คือ การก้าวไปสู่ “มหาวิทยาลัยระดับโลก” เป้าหมายนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหาก “มหาจุฬาฯ ไม่มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ไม่มุ่งสร้างบัณฑิตเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง และรวมทั้ง ไม่สร้างเครือข่ายทั้งในประเทศและนานาชาติ”

ความจริงมหาจุฬา ฯ เป็นสถาบันการศึกษาที่มีบุคลากรมีความรู้ความสามารถมากมายที่สามารถมอบงานแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ ทั้งเครื่อข่ายครูสอนศีลธรรมที่มีนับหมื่นรูป,พระนิสิตประจำวิทยาเขตต่าง ๆ และรวมทั้งพระนิสิตที่จะต้องปฎิบัติงานปีสุดท้าย เพียงแต่พระนิสิต เครือข่ายเหล่านี้อาจ “ไม่ถนัด” ในการไกล่เกลี่ย อาจไม่ถนัดในการทำงานมวลชน หรือแม้กระทั้งไม่มีความรู้เรื่อง การแก้ปัญหาความขัดแย้ง และที่สำคัญสไตร์พระสงฆ์คือ “พูดหรือสื่อสารฝ่ายเดียว” อาจไม่อดทนเพียงพอต่อ “ความรับฟัง” ซึ่งเรื่องแบบนี้เป็นหน้าที่ของผู้บริหารมหาจุฬา ฯ ที่จะต้องคิดและทำหลักสูตรอบรม เพิ่มพูนความรู้ความสามารถของคณะสงฆ์ให้หันหวนกลับคืนมาสู่ “จุดเด่นและบทบาทเดิมของคณะสงฆ์” คือ เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในสังคมหมู่บ้าน

พูดก็พูดเถอะ แม้แต่โครงการศีล 5 กับโครงกา รวัดประชารัฐสร้างสุข ที่ริเริ่มโดยมหาเถรสมาคม ที่ทุ่มงบ ทุ่มจำนวนคนมหาศาลลงไปตามหมู่บ้าน ตามวัดต่าง ๆ เป้าหมายหลักของโครงการหมู่บ้านศีล 5 คือสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชุมชนหมู่บ้าน แต่ ไป ๆ มา ๆ จัดแต่กิจกรรม จัดแต่งานอีเว้น จัดแต่งานสัมมนา มอบป้าย ชาวบ้านระดับฐานรากไม่เคยเห็นเข้ามาร่วมเลย ผู้เขียนยังมองไม่ออกว่าชาวพุทธได้อะไรจากสิ่งเหล่านี้ ที่พูดแบบนี้ เพราะไปสอบถามชาวบ้านมาแล้วหลายชุมชนหลายหมู่บ้าน ชาวบ้านตอบไม่ได้ว่า “ตนเองได้อะไร”

ผู้เขียนคิดว่า หากคณะสงฆ์จะนำหลักการทางพระพุทธศาสนาเพื่อไปสู่ การพัฒนาที่ยั่งยืนจริง ๆ คงต้องคิดใหม่..ทำใหม่ อย่ามีความสุขอยู่กับการที่เห็นมีคนต้อนรับแล้วได้พูดต่อหน้าคนจำนวนมาก อย่าสนุกอยู่กับคำพูดเยินยอปอปั้น ดีไม่ดีบางโครงการบางกิจกรรม พระคุณเจ้าอาจตกเป็นเครื่องมือให้ราชการบางคน

อาจตกเป็นเครื่องมือให้บริษัทจัดอีเว้น ผลาญงบประมาณแผ่นดินหรือเงินบริจาคเปล่า ๆ คณะสงฆ์ต้องดึงสติกลับมาสู่ “จุดแข็งของตัวเอง มาร่วมกันแก้ปัญหาหาทางออกความขัดแย้งในสังคมไทย ในหมู่มนุษยชาติ” นี่ต่างหาก คือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและสหประชาชาติ

“พระพุทธศาสดาประชานาถ”พระพุทธรูปเนื้อทศโลหะองค์แรกของไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 11, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610851

  • วันที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 14:50 น.

"พระพุทธศาสดาประชานาถ"พระพุทธรูปเนื้อทศโลหะองค์แรกของไทย

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เบิกหล้าฟ้าปีใหม่นี้ มาชมพระพุทธรูปสำคัญที่ทางกองทัพอากาศจัดสร้างกันครับ พระพุทธศาสดาประชานาถ องค์พระประธานหน้าตัก 20.20 นิ้ว เป็นเนื้อทศโลหะ (นวโลหะแท้ +ไททาเนียม) ซึ่งนับเป็นพระพุทธรูปเนื้อทศโลหะองค์แรกของไทย เป็นพระพุทธรูปแห่งพุทธศตวรรษที่ 26 เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี การทิวงคต พระบิดาแห่งกองทัพอากาศ(ทอ.)

กล่าวถึงแบบแล้วถือได้ว่าพระพุทธศาสดาประชานาถนี้งดงามมากครับ พระพักตร์เต็มอิ่มยิ้มแย้ม เครื่องทรงที่ออกมาลงตัว สวยงาม หากนำไปตั้งบูชาในโต๊ะหมู่ย่อมเป็นมงคลอย่างยิ่ง ยิ่งมวลสารและโดยเฉพาะอย่างยิ่งชนวนแผ่นเงินทองมาจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ระดับประเทศทั้งสิ้น

ปกติหลักโบราณที่นิยมนำโลหะมาใช้หล่อจะเป็นเนื้อนวโลหะ (โลหะ 9 ชนิด) ที่นำมาใช้ในการหล่อพระบูชา หรือ พระกริ่งและพระเครื่องต่างๆนั้นประกอบไปด้วย ทองคำ เงิน ทองแดง สังกะสี ดีบุก ตะกั่ว จ้าวน้ำเงิน พลวง ซิลิคอน เมื่อทางกองทัพอากาศได้นำ ไททาเนียมมาหลอมรวมเข้าอีก 1 อย่างก็กลายเป็น ทศโลหะ( โลหะ 10 ชนิด )

ไททาเนียม ซึ่งเป็นโลหะที่ใช้แพร่หลายด้านโครงสร้างอากาศยาน มีความแข็งแรง ทนทาน จุดหลอมเหลวสูง และมีน้ำหนักเบา การผสมสัดส่วนโลหะทั้ง 10 ชนิด ดำเนินการโดยมีช่างสิบหมู่ กรมศิลปากรให้คำแนะนำ จนได้เป็น ทศโลหะ สุดยอดโลหะในยุคปัจจุบันครับ

ก่อนที่จะมาเป็นพระพุทธศาสดาประชานาถ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปบูชาที่กองทัพอากาศจัดสร้าง ในโอกาสครบรอบ 100 ปี การทิวงคต จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ (13 มิถุนายน 2563) “พระบิดาแห่งกองทัพอากาศ” มีเกร็ดเรื่องเล่าที่น่าสนใจบางประการคือ

ผู้บัญชาการทหารอากาศดำริให้จัดสร้างในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 (ยังไม่มีแบบพระพุทธรูป) ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องมีเวลาเพียง 70 วัน ในการจัดสร้างพระพุทธศาสดาประชานาถ 2,020 องค์ และองค์ประธาน รวมถึงเหรียญที่ระลึก 100 ปี พระบิดากองทัพอากาศ อีก 40,000 เหรียญ

หลังจากนั้นเพียง 4 วัน คือวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 กองทัพอากาศได้รับแบบพระพุทธรูป เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร แห่งปัญญา ที่รวมศิลปะถึง 4 ยุค คือ เชียงแสน สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์

นอกจากนี้กองทัพอากาศ ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก เจ้าประคุณ สมเด็จพระอริยะวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานชื่อ “พระพุทธศาสดาประชานาถ” แปลว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระศาสดา ผู้เป็นที่พึ่งของประชาชน รวมถึงประทานพระบรมสารีริกธาตุ ให้ไปประกอบการจัดสร้างพระพุทธศาสดาประชานาถ

การจัดสร้างพระพุทธศาสดาประชานาถนี้ สมเด็จพระสังฆราช ฯ และพระราชาคณะ ซึ่งครบทั้ง 9 รูปได้ประทานแผ่นทอง เงิน นาก และรวมถึงแผ่นทอง เงิน นาก จากพระอริยสงฆ์ทั่วประเทศอีกกว่า 200 รูป เพื่อนำมาหลอมรวมกัน

เลขปี 2020 ได้ถูกนำมาเป็นตัวเลขสำคัญในการจัดสร้างพระพุทธศาสดาประชานาถ โดยองค์พระประธานจัดสร้างขนาดหน้าตัก 20.20 นิ้ว และจัดสร้างองค์พระบูชา ขนาดหน้าตัก 10 นิ้ว จำนวน 2,020 องค์ และวันที่ 2 ก.พ.2020 (02 02 2020) จึงได้ถูกกำหนดให้วันพิเศษนี้ เป็นวันประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษก

พระพุทธศาสดาประชานาถ องค์พระประธาน จะนำไปประดิษฐาน ณ จุดสูงสุดของประเทศไทย อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธา ได้ร่วมบูชาความศักดิ์สิทธิ์ ณ จุดสูงสุด เพื่อเป็นสะพานบุญให้กับผู้ที่นำไปบูชาประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างสูงสุดต่อไป

หากสนใจสามารถสั่งจองบูชาพระพุทธศาสดาประชานาถ ซึ่งขณะนี้เข้าใจว่าเหลือเพียงบางแบบเท่านั้นครับลองติดต่อตามรายละเอียดที่นำมาลงให้ครับ ส่วนช่องทางไลน์ก็  Line ID:065675371

รำลึกถึง “สมเด็จเกี่ยว” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 11, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610821

  • วันที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 09:19 น.

รำลึกถึง “สมเด็จเกี่ยว”

โดย..อุทัย มณี (เปรียญ)

ผู้เขียนได้รับหนังสือเกี่ยวกับชีวิตและความคิดของ สมเด็จเกี่ยวหรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และอดีต ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช หลังได้อ่านหนังสือเล่มนี้บางส่วนแล้ว รู้สึกคิดถึงท่านยังบอกไม่ถูก ยิ่งหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวัดสระเกศในช่วงเวลาหลายปีมานี้ ยิ่งทำให้นึกถึงสมเด็จเกี่ยวมากยิ่งขึ้น บอกตรง ๆ คือ สงสารสมเด็จเกี่ยว

สมเด็จพระพุฒาจารย์ นามเดิม เกี่ยว โชคชัย ฉายา อุปเสโณ เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2471 และมรณภาพเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ณ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี หากพระองค์ยังมีชีวิตอยู่ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม ที่จะถึงนี้พระองค์ก็จะมีอายุ 92 ปี คณะศิษยานุศิษย์คงฉลองจัดงานให้สมพระเกียรติแน่ ๆ เนื่องจากพระองค์เป็นที่เคารพสักการะจากชาวพุทธทุกหมู่เหล่า

ผู้เขียนเคยกราบสมเด็จเกี่ยวไม่กี่ครั้ง เพราะในห้วงเวลาที่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่เรายังเป็นพระผู้น้อยทำนองว่าเข้าไม่ถึงประมาณนั้น แต่สมเด็จเกี่ยวเป็นสหายธรรมกับพระอุปัชฌาย์ของผู้เขียนคือ พระมงคลสิทธิคุณ หรือหลวงพ่อลำใย ปิยวณฺโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี มีช่วงหนึ่งที่หลวงพ่อลำใยสร้างวัดพักคนชรา สมเด็จเกี่ยวก็ไปเยี่ยมและให้กำลังใจ หลวงพ่อลำใยเล่าให้ฟังว่า

“สมเด็จเกี่ยวเป็นสหายธรรมของหลวงพ่อ เจอที่ไหนมักจะเรียกชื่อและให้ไปนั่งใกล้ ๆ ทุกครั้ง ยิ่งงานปลูกเสกวัตถุมงคลหากพระองค์เสร็จมาเป็นประธาน เมื่อเจอหลวงพ่อนั่งปลูกเสกอยู่ก็จะเดินตรงมาจับมือและทักทายเป็นประจำ เนื่องจากสมเด็จเกี่ยวเป็นพระที่มีเมตตาตาสูงเป็นพระปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ”

ในหนังสือ “ชีวิตและความคิด” สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโน) พระมหาเถระผู้เป็นประวัติศาสตร์ความทรงจำพระพุทธศาสนาโลก มีความว่า

สมเด็จเกี่ยว เคยเรียนพระกรรมฐานเบื้องต้นในห้วงเวลาที่เป็นสามเณรตอนอายุ 12 ขวบด้วยจากหลวงพ่อพริ้ง ซึ่งเป็นพระวิปัสสนาจารย์ชื่อดังของเกาะสมุยในยุคนั่น ต่อมาเมื่อมาอยู่จำพรรษาวัดสระเกศก็ได้เรียนพระกรรมฐานจาก สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญชำนาญการในพระกรรมฐานด้านกสิณ..

หากไม่นับ พระพิมลธรรม (อาจ อาสภรเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ซึ่งเป็นพระสงฆ์องค์แรกที่มีวิสัยทัศน์นำพระภิกษุออกไปเรียนต่างประเทศและเชื่อมสัมพันธ์กับองค์กรต่างศาสนาแล้ว สมเด็จเกี่ยวคือ “เบอร์หนึ่ง” ของคณะสงฆ์ไทยที่มีวิสัยทัศน์ต่อยอดจากพระพิมลธรรมทำไว้ ด้วยกันริ่เริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ ริเริ่มสร้างวัดไทยในต่างประเทศ รวมทั้งริเริ่มให้มีการ “อบรมพระธรรมทูต” เพื่อไปประจำ ณ วัดไทยในต่างประเทศ อันนี้ไม่นับรวมการริเริ่มฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ ในอีกหลายประเทศ

ในด้านการศึกษาแน่นอน สมเด็จเกี่ยว คือผู้วางรากฐานสำคัญให้ มหาจุฬา ฯ กลายเป็นเบอร์หนึ่งในมหาวิทยาลัยสงฆ์โลกอยู่ในทุกวันนี้ ดังคำของท่านตอนหนึ่งว่า

“มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหามกุฎราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่งนี้ ต้องทำให้เป็นหลักเข้าไว้ ต้องเป็นหลักในการให้การศึกษาแก่พระเณร หาไม่แล้วพระพุทธศาสนาในเมืองไทย ก็จะไม่ต่างอะไรกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็เห็นกันอยู่แล้ว”

แม้แต่ภัยคนต่างศาสนาพระองค์ก็เตือนเอาไว้ เช่นความตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ท่านกล่าวไว้ว่า

“ตอนนี้ พระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทยยังอยู่ จึงทำให้พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ยังเปลี่ยนแปลงช้ากว่าสิ่งอื่น แต่ต่อไปจะเปลี่ยนแปลงเร็ว ต่อไปสังคมจะหมุนเร็ว พระศาสนาก็จะเปลี่ยนแปลงเร็วตามไปด้วย จะไม่ใช่อย่างทุกวันนี้แล้ว ให้จำคำหลวงพ่อไว้ ไม่เกิน พ.ศ. 2594 บ้านเมืองจะไม่ใช่อย่างนี้แล้ว พระเณรต้องมีการศึกษา จึงจะนำพาพระพุทธศาสนาให้อยู่รอดได้..

มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่งต้องเป็นหลักให้พระเณรได้ไปศึกษาเล่าเรียน อย่างปี 2518 ประเทศเพื่อนบ้านล้มระบบพระมหากษัริย์หมด ล้มระบบศาสนาหมด เมื่อไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ไม่มีสถาบันพระพุทธศาสนา จึงขอให้พระศาสนาได้ตั้งมั่นอยู่ในประเทศไทยคู่กับสถาบันชาติและสถาบันพระมหากษัริย์.. ”

ผู้เขียนคัดเอาบางตอนบางส่วนในหนังสือชิวิตและความคิด ของสมเด็จเกี่ยว หรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร มาเล่าสู่กันฟัง เมื่อรำลึกถึงพระองค์เนื่องในคล้ายวันเกิดของพระองค์วันที่ 11 ที่จะถึงนี้ สมเด็จเกี่ยวคือผู้มีคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อคณะสงฆ์ไทยและพระพุทธศาสนาและพร้อมกันนี้ลงชีวิตและความคิดของท่านเอาไว้ เพื่อเตือนสติชาวพุทธให้เห็นภัยของพระพุทธศาสนาที่เกิดจากทุกทิศทุกทาง รักกันเอาไว้ สามัคคีกันเอาไว้ ร่วมมือกันเอาไว้คำว่า แมลงวันย่อมไม่ตอมพวกเดียวกันเอง ยังใช้ได้เสมอ

เหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่นสาม พิมพ์สองจุด เนื้อทองคำ ปี 2504 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 30, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610380

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 08:59 น.

เหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่นสาม พิมพ์สองจุด เนื้อทองคำ ปี 2504

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสอันดีเข้าเทศกาลปีใหม่ และมีโอกาสได้ชมสุดยอดพระเครื่องนิรันตรายจากแดนใต้ ซึ่งก็คือเหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่นสาม พิมพ์สองจุด เนื้อทองคำ สร้างในปี พ.ศ.2504

ที่นับว่าเป็นโอกาสอันดี เพราะเหรียญหลวงพ่อทวด เนื้อทองคำจะมีโอกาสที่ได้ส่องของแท้ ของจริงยากมาก เพราะประการหนึ่งคือสร้างน้อยมาก และทุกคนที่มีต่างก็หวงแหน วันนี้ได้มีโอกาสมาส่อง เพื่อนำมาถ่ายทอดให้เป็นความรู้จึงถือว่าเป็นมงคลอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ครับ

เหรียญหลวงพ่อทวด โดยรวมเมื่อหยิบมา ความคมชัดของตัวหนังสือเป็นสิ่งสำคัญ ตัวหนังสือต้องเป็นแท่ง พื้นเหรียญต้องไม่บวม พื้นต้องแน่น มีตำหนิเส้นสายที่เป็นธรรมชาติของแม่พิมพ์ เส้นสายต่างๆต้องคมชัดสวยงาม เช่นเส้นเกศามีความเป็นธรรมชาติ เสมือนจริง เส้นจีวรต่างๆมีความคมชัด บังเอิญว่ารูปที่ถ่ายนำมาลงนั้นพื้นเหรียญบางส่วนยังไม่ได้ทำความสะอาดปัดผงฝุ่นที่จับเกาะ แต่เมื่อส่ององค์จริงก็เห็นตำหนิต่างๆชัดเจนครับ

เพราะเราต้องมองเจตนาของช่างแกะแม่พิมพ์ที่ต้องการถ่ายทอดความสวยงามขององค์พระให้เสมือนจริงและสวยงามมากที่สุด อีกทั้งตำหนิต่างๆที่เกิดขึ้นจากการแกะแม่พิมพ์นั้น บางส่วนเช่นเส้นขนแมวที่ปรากฏขึ้นมาแบบไม่เจตนาของช่างที่แกะแม่พิมพ์ ได้กลายเป็นจุดตายในการพิจารณาแยกแยะระหว่างของแท้และของปลอมครับ

มาดูจุดพิจารณาของเหรียญหลวงพ่อทวดรุ่นสาม พิมพ์สองจุด ประคดเต็มเนื้อทองคำนี้กันครับ

เริ่มจากด้านหน้าเหรียญ

1.มีติ่งแหลมบนซุ้มกลาง

2.มีเส้นซ้อนภายในซุ้มทั้ง 4 มองเหมือนกลีบบัว

3.มีเส้นที่แกะเกินซ้อนด้านใน

4.มีเส้นเชื่อมระหว่างแถบบนกับลายกนก

5.เส้นหน้าผากคมชัด

6.มีเส้นขนแมวคมในร่องกนกฝั่งซ้ายองค์พระ

7.ลูกกระเดือกกลมคมชัด

8.มีติ่งเกินที่หัวยันต์ตัวที่สามจากล่างฝั่งซ้าย

9.ปลายจีวรด้านขวาองค์พระมีติ่งแหลม

10.ชายจีวรคมชัด

11.ติ่งเล็กๆปลายหัวไหล่ซ้ายองค์พระ

12.จุดเล็กๆสามจุด ด้านในแขนช่วงล่างฝั่งขวาองค์พระ

13.เส้นขนแมวคมๆเหนือหัว “ ห “

14.เส้นขนแมวคมๆท้ายตัว “ ห “

15.เส้นขนแมวคมๆหางตัว “ ห “

16.เส้นขนแมวคมๆด้านล่างตัว “ ว “

17.เส้นขนแมวคมๆด้านบนหัว “ พ “

18.เส้นขนแมวคมๆปลายตัว “ ง “วิ่งลงมาหาเส้นซุ้ม

ส่วนจุดพิจารณาด้านหลังเหรียญมีดังนี้

1.มีเส้นแตกเป็นในพิมพ์เหนืออักขระยันต์ด้านบนฝั่งซ้ายองค์พระ

2.มีขีดเส้นแตกเหนืออักขระยันต์ฝั่งซ้ายองค์พระ

3.เส้นเกศาคมชัด

4.ปลายไหล่มีติ่งแหลม

5.มีเส้นวิ่งจากสระโอผ่านลงมาที่ตัว “ ย “

ด้านขอบข้างเหรียญเนื้อทองคำนั้น จะเป็นขอบข้างเลื่อย แล้วนำมาขัดแต่งขอบเหรียญ จะเห็นร่องรอยขัดแต่งเก็บความเรียบร้อยของเหรียญ

เหรียญรุ่นสามแบบเสมานี้นอกจากเนื้อทองคำแล้ว ยังมีเนื้อทองคำลงยาซึ่งมีลงยาสีแดง และสีเขียว มีเนื้อเงินลงยาซึ่งมีสีแดงและสีเขียวเช่นกัน และมีเนื้อเงิน เนื้อทองแดง เนื้ออัลปาก้า เฉพาะเนื้อทองแดงและเนื้ออัลปาก้า ถือว่ามีแม่พิมพ์จำนวนมาก นอกจากนี้ในเหรียญรุ่นสามที่จัดสร้างในปี พ.ศ.2504 ยังมีที่เป็นเหรียญรูปไข่อีกด้วย

เหรียญหลวงพ่อทวดรุ่นสามนี้ ด้วยจำนวนจัดสร้างเป็นจำนวนมากจึงมีประสบการณ์จากการบูชา เป็นจำนวนมากทั้งจากทหารตำรวจในพื้นที่ที่ห้อยบูชา ระหว่างเดินลาดตระเวนแล้วเกิดการต่อสู้กับโจรในพื้นที่ ปรากฏว่าระหว่างยิงต่อสู้กัน ผู้ที่ห้อยเหรียญรุ่นนี้โดนกระหน่ำยิงแต่ไม่โดน เป็นที่เลื่องลือในเรื่องแคล้วคลาดนิรันตราย ยังมีเรื่องอุบัติเหตุ อันนี้เป็นประสบการณ์ของคนในพื้นที่มากมายเป็นที่มาของความศรัทธาที่เกิดขึ้นแทบกล่าวได้ว่าในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ หากเป็นชาวพุทธแทบทุกบ้านจะมี หลวงพ่อทวดบูชาอยู่อาจจะเป็นพระบูชา พระเครื่องหรือรูปถ่ายที่ใส่กรอบไว้ครับ

ปีใหม่นี้ขออาราธนาบารมีของหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข สมปรารถนาในทุกสิ่ง ขอให้ทุกท่านตั้งจิตอธิษฐานถึงหลวงพ่อทวด พร้อมกล่าว นะโม 3 จบ ว่าคาถา “ นะโมโพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา “ ท่านจะสมหวังในทุกสิ่งครับ

สวดมนต์ข้ามปีเสริมดวงชีวีตาม “วิถีพุทธ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 30, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610379

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 08:43 น.

สวดมนต์ข้ามปีเสริมดวงชีวีตาม “วิถีพุทธ”

โดย อุทัย มณี  (เปรียญ)

หากจำไม่ผิดการสวดมนต์ข้ามปีเริ่มต้นจาก วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพ ฯ ยุคนั่นผู้เขียนยังทำงานอยู่ที่ช่อง 11 ทุกสิ้นปีจะมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ เป็นงานใหญ่ประจำปีที่ชาวพุทธกรุงเทพมหานครให้ความสนใจมาก

ในระยะหลังภาครัฐ คณะสงฆ์ หน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสนใจ ประชาชนร่วมสวดมนต์เป็นแสนคน สถานที่ของวัดสระเกศ ฯ แออัดไม่เพียงพอรองรับจึงขยายไปยังท้องสนามหลวงและพุทธมณฑล

หน่วยงานภาครัฐที่รับลูกเข้ามาทำหน้าที่แทนหลัก ๆ คือ กรมการศาสนาและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

กรมการศาสนา ยึดที่มั่น “ท้องสนามหลวง” ซึ่งการจัดแต่ละครั้งมีคนมาร่วมจำนวนเรือนแสน มีทั้งเด็ก เยาวชน วัยรุ่น และคนสูงวัย เพราะการสวดมนต์รับปีใหม่แบบนี้ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่า “จะทำให้ชีวิตปีหน้ารุ่งเรืองหรือสดใสขึ้น”

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีฐานที่มั่นคือ “พุทธมณฑล” หากจะว่าไปแล้วจำนวนคนน้อยกว่าท้องสนามหลวง อาจเป็นเพราะไม่ได้อยู่ใจกลางเมืองและไม่สะดวกกับการเดินทาง

การจัดสวดมนต์ข้ามปีปีที่แล้วของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ดังยิ่งกว่าพลุแตกภายใต้การนำของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม คุณพี่วีระ โรจน์พจนรัตน์ ประชาชนให้ความสนใจไม่เฉพาะประเทศไทย แต่เกือบทุกประเทศเพื่อนบ้านที่นับถือพระพุทธศาสนาเช่น พม่า ลาว กัมพูชา ศรีลังกา จีน เวียดนาม หรือแม้กระทั้งอินโดนีเซีย เพราะท่านร่วมกับ พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เดินสายขอความร่วมมือจากประเทศดังกล่าวทุกประเทศ พร้อมกับนิมนต์สังฆราช ประมุขสงฆ์และผู้นำชาวพุทธในประเทศดังกล่าวมาร่วมสวดมนต์ข้ามปี ณ ท้องสนามหลวง และขอให้จัดสวดมนต์ข้ามปีในศาสนสถานสำคัญ ๆในประเทศนั่นด้วย

ส่วนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดอยู่ที่พุทธมณฑลแบบเรียบง่ายสไตร์ “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” และก็ตามวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศและในต่างประเทศ และปีนี้พิเศษกว่าทุกปีได้ “สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี” หรือเจ้าคุณธงชัย พระปรมาจารย์ด้านเจ้าพิธีกรรมไปทำพิธีปัดเคราะห์ต่อชะตา พร้อมกับพระเถราจารย์อีก 76 จังหวัด อันนี้คือกำหนดการวันที่ 30 ธันวาคม ส่วนวันที่ 31 ก็คงมิพิธีสวดมนต์ข้ามปีตามปกติ

ปีนี้ไม่กี่วันก่อนผู้เขียนเชิญอธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมา มาออกรายการ “เดอะพิเพิ่ลโชว์” ช่อง 5 ท่านเล่าว่า “กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม คงจัดที่เดิมคือ ท้องสนามหลวง และวัดอรุณราชวราราม ร่วมทั้งวัดอื่น ๆ ทั้งในและต่างประทเศ ไม่มีประมุขสงฆ์ต่างชาติมาร่วม ซึ่งปีนี้พิเศษกว่าทุกปีเพราะทุกจังหวัดจะมีไฟพระพระฤกษ์ประทานจาก ”มเด็จพระสังฆราช” เพื่ออัญเชิญไปในการประกอบกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ถวายพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย ประจำปี 2563 ขณะเดียวกันในช่วงปีใหม่ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ กิจกรรมไหว้พระ 10 วัด สืบสิริสวัสดิ์ 10 รัชกาลในกรุงเทพ..”

สำหรับชาวพุทธต่างจังหวัดก็อย่าลืมวัดใกล้บ้านซึ่งส่วนใหญ่ก็จัดเกือบทุกวัดอยู่แล้ว เว้นบางวัดที่มีแต่หลวงปู่ หลวงตาเฝ้าวัด ก็อาจจะไม่มี แต่ก็ไม่เป็นไร ส่วนใหญ่ทุกบ้านมีพระพุทธรูปอยู่แล้ว ฟังการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ก็ได้ชาวพุทธเราอยู่ที่ไหนก็ทำความดีได้ ไม่ว่าบ้าน วัด หรือที่ใด ๆ ขอให้มีใจคิดดี พูดดี ทำดี บุญเกิดขึ้นได้ทุกที่..และที่สำคัญอย่าลืมไหว้พระที่บ้านซึ่งเป็นอรหันต์ของลูกคือ พ่อและแม่ ด้วย อันนี้แหละคือมงคลอันสูงสุดของชีวิตตอนรับปีใหม่ ส่งท้ายปีเก่า

คนพะเยาทำบุญส่งท้ายปีจัดทอดผ้าป่าสามัคคีพัฒนาการศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 30, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610276

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 15:02 น.

คนพะเยาทำบุญส่งท้ายปีจัดทอดผ้าป่าสามัคคีพัฒนาการศึกษา

พะเยา-จัดผ้าป่าสามัคคีพัฒนาการศึกษาได้ยอด 212,414 บาท จัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการศึกษาบริการ “พระนิสิต-นิสิต”พร้อมปฏิบัติธรรมส่งท้ายปี

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.พระครูพิศาลสรกิจ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานวิทยาเขตพะเยา มหาวิทยาลัยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต (มจร.วข.)พะเยา เปิดเผยว่า ทาง มจร.วข.พะเยา ต.แม่กา อ.เมือง ได้เปิดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาในจ.พะเยา เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2534 ณ วัดศรีโคมคำ(พระอารามหลวง) ต.เวียง อ.เมือง

ต่อมาในปี 2558 ได้ย้ายการเรียนการสอนมายังสถานที่แห่งใหม่มาตั้งในท้องที่ ต.แม่กา อ.เมือง ซึ่งมีบริเวณพื้นที่กว้างขวาง แต่ยังขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกในการให้บริการด้านการเรียนการสอน ดังนั้นทาง มจร.วข.พะเยา จึงได้จัดพิธีทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีขึ้น เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ยอดผ้าป่าจำนวน 212,414 บาท จะได้นำไปใช้ประโยชน์ด้านการจัดให้บริการการเรียนการสอนต่อไป

รก.ผอ.สำนักงานวิทยาเขต ฯ กล่าวว่า ได้มีการจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมส่งท้ายปี เสริมมงคลบารมี ปี 2563 ขึ้น โดยมีพุทธศาสนิกชนผู้สนใจเข้าร่วมปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน จำนวนมาก ระหว่างวันที่ 16-26 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา และร่วมถวายการอุปถัมภ์พระนิสิต นิสิต ผู้ปฏิบัติธรรม ทอดผ้าป่าสามัคคีสมทบกองทุนพัฒนาและส่งเสริมการศึกษา เพื่อมอบเป็นทุนการศึกษาแก่พระนิสิตและพัฒนามหาวิทยาลัย และสืบชะตาหลวงขึ้นในวันเดียวกันด้วย ซึ่งมีทั้งศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่า บุคลากรผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก เข้าร่วมกิจกรรมสั่งสมบุญในครั้งนี้

ความอัศจรรย์แห่งพระกุมารชีพ ผู้ทำให้จีนซาบซึ้งในพุทธศาสนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 30, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610045

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2562 เวลา 18:30 น.

ความอัศจรรย์แห่งพระกุมารชีพ ผู้ทำให้จีนซาบซึ้งในพุทธศาสนา

พระกุมารชีวะ หรือกุมารชีพ เป็นนักแปลพุทธศาสนปกรณ์ผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์จีน ผู้แปลพระสูตรครั้งใหญ่ในสมัยยุคห้าชนเผ่าสิบหกแคว้น หรือยุคราชวงศ์จิ้นตะวันตก (ค.ศ. 304 –439) ประวัติของท่านป็นที่แพร่หลายกันโดยทั่วไป ในที่นี้ จะเน้นการนำเสนอเรื่องราวที่เหลือเชื่อเกี่ยวกับท่านกุมารชีพเป็นหลัก ดังนี้

เมื่อครั้งที่มารดาของท่านตั้งครรภ์รู้สึกปัญญาเฉียบแหลมขึ้นมาก ต่อมาท่านมารดาเดินทางไปมหาอารามในเมืองชาคีร์เพื่อสดับพระธรรมเทศนา ทันใดนั้นท่านเกิดความรู้ความเข้าใจภาษาของชาวชมพูทวีปในบัดดล พระอรหันต์ธรรมโฆษได้ยินเรื่อง จึงกล่าวว่า มารดาท่านคงกำลังตั้งครครภ์บุตรผู้มีปัญญาเฉียบแหลม แล้วเทศนานิมิตประเสริฐต่างๆ ที่มารดาของพระสารีบุตรประสบขณะตั้งครรภ์ท่าน โดยเหตุนี้ พระกุมารชีพจึงได้สมญญานามว่า พระสารีบุตรองค์ที่สอง

เมื่อครั้งท่านกุมารชีพมีอายุเพียง 7 ปีก็เริ่มตามเสด็จพระมารดาใช้ชีวิตบนเส้นทางการศึกษาพุทธธรรมอย่างยากลำเค็ญ สองแม่ลูกเข้าพำนักในวัดแห่งหนึ่ง กุมารชีพได้คารวะท่านพุทธสิงหะแห่งนิกายหินยานผู้มีชื่อเสียง เริ่มต้นศึกษาอภิธรรมสูตร

ท่านอาจารย์พุทธสิงหะเห็นกุมารชีพมีหน้าตาเฉลียวฉลาดก็สอนบทสวดสิบบทก่อน ทันทีที่ท่านอาจารย์สอนจบกุมารชีพก็ท่องออกมารวดเดียวจบ ความทรงจำที่ดีเลิศอัศจรรย์ของกุมารชีพ ทำให้อาจารย์พุทธสิงหะตกตะลึงนิ่งไป (ส่วนนี้คัดมาจาก “พระธรรมโฆษาจารย์กุมารชีพ”)

นับจากนั้น กุมารชีพก็ท่องอ่านบทสวดทุกวัน วันละพันบท แต่ละบทมีอักษร 32 ตัว พันบทก็เท่ากับ 32,000 ตัวอักษร ท่านไม่เพียงมีความทรงจำดีเลิศอย่างน่าตกใจ ยังมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเหตุผลที่อาจารย์ได้อธิบายเป็นอย่างดี แม้คัมภีร์บางบทยากจะเข้าใจ ท่านก็ยังพอเข้าใจได้บ้าง

เพียง 1 ปี บทสวดที่กุมารชีพท่องได้ทั้งหมดมี 3 แสนบท คัมภีร์อีก 10 เล่ม มีผู้เคยคำนวณว่าเฉพาะพุทธธรรมที่กุมารชีพได้ศึกษาครั้งเยาว์วัย ที่มีความเข้าใจอย่างละเอียดและสามารถท่องขึ้นใจได้นั้นมีอยู่ประมาณ 4 ล้านตัวอักษร (ส่วนนี้คัดมาจาก “พระธรรมโฆษาจารย์กุมารชีพ”)

เมื่อครั้งท่านยังเป็นสามเณรพำนักอยู่ที่อารามแห่งหนึ่งในเมืองคัชการ์ วันหนึ่งท่านเห็นกระถางธูปยักษ์ (บ้างก็ว่าบาตรยักษ์) คิดเล่นซุกซนแบบเด็กๆ จึงนำมาวางไว้บนศีรษะ แต่แล้วก็เกิดนึกขึ้นมาได้ว่า “เราเป็นเพียงกุมารน้อยไฉนจะยกของใหญ่โตเช่นนี้วางบนศีรษะได้เล่า?”

ในพลันที่คิดได้ดังนั้น กระถางธูปก็ล้มลงกับพื้นอย่างน่าอัศจรรย์ และในขณะจิตเดียวกันนั้น ท่านบังเกิดรู้ความแจ้งว่า สรรพสิ่งทั้งปวงล้วนเกิดมาแต่จิตตัวเดียว นับแต่นั้นท่านมุมานะศึกษาพระอภิธรรมนานถึง 2 ปี โดยปราศจากข้อกังขา ทั้งยังศึกษาพระเวทของพาหิระลัทธิ และแพทย์ศาสตร์ มายาศาสตร์

ครั้งหนึ่งระหว่างศึกษาอยู่ ณ วัดซินซื่อ เมืองคัชการ์ ท่านพบปัญจวิมศติสาหะริกาปรัชญาปารมิตาสูตรเก็บรักษาไว้ในวังเก่าข้างวัด จึงนำออกมาศึกษา แต่มารบันดาลให้พระสูตรไร้อักษร ท่านทราบว่าเป็นการกระทำของมาร จึงตั้งอธิษฐานมุ่งมั่นศึกษาพระธรรมยิ่งๆ ขึ้น มารจึงหลีกไป อักษรในพระสูตรปรากฎขึ้นอีกครา

ในช่วงวัยหนุ่ม ท่านเผชิญกับเหตุสุดวิสัย ถูกบีบบังคับให้ต้องวิวาห์กับองค์หญิงจั่งแห่งแคว้นกุฉา หากไม่ยินยอมชาวเมืองจะถูกประหารชีวิต ท่านเล็งเห็นวิบากของสรรพสัตว์ และเพื่อประโยชน์ในการรักษาชีวิตเพื่อเผยแผ่พระธรรม ท่านจึงต้องยินยอมสละพรหมจรรย์

ในกาลต่อมา ศิษย์ของท่านเกิดความกังขาว่าเหตุใดอาจารย์จึงไม่รักษาพรหมจรรย์ ท่านจึงเล่าเหตุผลให้ประจักษ์ แต่ยังมีบางพวกบางกลุ่มยังกังขา ท่านเห็นดังนั้นจึงคิดปราบอกุศลจิต แสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการสั่งให้ศิษย์นำเข็มมาจำนวนหนึ่ง พร้อมด้วยน้ำเปล่าและน้ำส้มสายชู จากนั้นทำการกลืนเข็มหนึ่งชามพร้อมดื่มน้ำตามลงด้วย แล้วท่านดึงเข็มทีละเล่มออกจากผิวหนังจนครบถ้วน เมื่อครบแล้วบอกกับศิษย์ว่า ผู้ใดคิดจะกระทำจะมีครอบครัว ต้องทำให้ได้อย่างท่านเสียก่อนจึงจะอนุญาต

ก่อนที่ท่านจะมรณภาพนั้น ได้ประกาศสัจจาธิษฐานว่า งานแปลพระสูตรของท่านมิได้มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย หลังปลงร่างสังขารแล้ว ล้นของท่านจะไม่ไหม้ไฟเป็นสัจจะพยานในความถูกต้องเที่ยงตรง ซึ่งปรากฎว่าหลังจากท่านมรณะภาพและมีการปลงร่างสังขารแล้ว ทุกส่วนของท่านแปรเป็นอัฐิธาตุทั้งสิ้น

ยกเว้นแต่ลิ้นของท่านยังคงสดอยู่เปลวเพลิงมิอาจทำอันตรายได้เลย จึงมีการแยกสรีระธาตุของท่านไปประดิษฐาน ณ สถูปทรงประทีปแบบจีนแห่งหนึ่ง ส่วนลิ้นนำไปประดิษฐาน ณ พระเจดีย์ทรงจีนอีกแห่งหนึ่ง ณ วัดเฉ่าถังซื่อ นครซีอาน (ฉางอาน)

เผยแพร่ครั้งแรกในเพจคลังพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559

%d bloggers like this: