จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

All posts tagged จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

ปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อยสู้วิกฤตแล้งได้ผลคุ้มทุน ที่ศรีสะเกษ

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

พัฒนา นรมาศ

ปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อยสู้วิกฤตแล้งได้ผลคุ้มทุน ที่ศรีสะเกษ

วิกฤตภัยแล้ง ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีเกษตรกรรมในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและใกล้เคียง แม้จะมีเขื่อนหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ปริมาณน้ำก็มีไม่พอเพียงให้นำไปใช้ปลูกพืชที่ต้องใช้น้ำในปริมาณมากได้ ทางตันที่ยังมีทางออก เมื่อสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง ได้จัดการพื้นที่หลังการเก็บเกี่ยวข้าวด้วยการปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย ทำให้ดินดี เสริมรายได้ ลดต้นทุนการปลูกพืชครั้งต่อไป เป็นทางเลือกเพื่อยกระดับรายได้สู่วิถีพอเพียงที่มั่นคง วันนี้จึงได้นำเรื่อง ปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อยสู้วิกฤตแล้งได้ผลคุ้มทุน มาบอกเล่าสู่กัน

คุณทวี มาสขาว เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า สภาวะวิกฤตภัยแล้ง ปี 2558/59 ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตเกษตรเกือบทุกพื้นที่ แหล่งน้ำมีปริมาณน้ำน้อย เกษตรกรไม่สามารถปลูกพืชที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากได้ ทำให้รายได้ไม่สมดุลกับรายจ่ายในครัวเรือน เพื่อยกระดับรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร จึงส่งเสริมให้ทำเกษตรอินทรีย์ หรือปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วเหลือง ถั่วพร้า หรือปอเทือง เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนคุ้มทุน

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการส่งเสริมตามนโยบายรัฐบาลเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรสามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้ให้ดำรงชีวิตผ่านวิกฤตแล้งไปให้ได้ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการบูรณาการตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบภัยแล้ง โครงการจัดทำแผนชุมชนเพื่อแก้ไขวิกฤตภัยแล้ง ปี 2558/59 มาตรการโครงการปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย เพื่อบรรเทาภัยแล้งตามความต้องการของชุมชน แล้วทำให้เกษตรกรได้ปุ๋ยพืชสดในการปรับปรุงบำรุงดิน ลดการเผาตอซังข้าว มีการจัดการใช้น้ำอย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตบริโภคและจำหน่ายเป็นการสร้างเสริมรายได้ที่ช่วยทำให้เกษตรกรดำรงชีพอยู่ได้แบบพอเพียงและมั่นคง

คุณนพรัตน์ เกียรติกิตติกร เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญการ เล่าให้ฟังว่า สำนักงานเกษตรอำเภอราษีไศล ได้ถ่ายทอดความรู้ด้านวิชาการและส่งเสริมให้เกษตรกรใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วพร้า ถั่วเขียว หรือปอเทือง หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ส่งเสริมให้จัดการใช้น้ำเพื่อปลูกพืชอย่างเหมาะสม ให้ทำปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ฟางข้าว มูลสัตว์ หรือแกลบ เพื่อลดต้นทุนการผลิต

ได้ผลผลิตจากการเก็บเกี่ยวไปบริโภคและขาย เมื่อไถกลบเศษซากพืชจะทำให้ได้อินทรียวัตถุในการปรับปรุงบำรุงดินที่ได้คุณภาพ และส่งเสริมให้ผลิตพืชตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสมหรือเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพมาตรฐานตามความต้องการของตลาด เป็นทางเลือกเพื่อเสริมสร้างรายได้สู่วิถีดำรงชีพแบบพอเพียง

ลุงบุญมี สาระโคตร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนมีสมาชิก 750 คน พื้นที่เกษตร 3,600 ไร่ มีคณะกรรมการดำเนินงาน 15 คน สมาชิกทำนาเป็นอาชีพหลัก เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วได้ปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย จัดการใช้น้ำเหมาะสม ได้ผลตอบแทนคุ้มทุนและทำให้มีรายได้หมุนเวียน

การผลิตข้าวอินทรีย์ ในฤดูนาปีสมาชิกทุกคนได้รวมตัวกันภายใต้แนวทางการมีส่วนร่วมของทุกคนในชุมชน ผลิตข้าวอินทรีย์ให้ได้ผลผลิตตามมาตรฐานสากลสู่ตลาดผู้บริโภค เน้นให้ผลิตและใช้ปุ๋ยหมักเพื่อลดต้นทุนการผลิตเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยจากภายนอก เพิ่มและพัฒนาคุณภาพผลผลิตด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาปรับใช้ในระบบการผลิตและการแปรรูป เพื่อเสริมสร้างให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง เกิดการจ้างงานและมีรายได้เพิ่ม

สู้วิกฤตภัยแล้ง เมื่อเก็บเกี่ยวนวดข้าวเสร็จแล้วได้ส่งเสริมให้สมาชิกและทุกคนในชุมชนปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วพร้า หรือปอเทือง ให้จัดการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เพื่อให้ได้ผลตอบแทนคุ้มทุน

การเตรียมดินปลูก ได้เตรียมดินปลูกพืชอายุสั้นทันทีหลังการเก็บเกี่ยวนวดข้าวเสร็จ เพราะดินมีความชื้นสูง ปกติสมาชิกและชุมชนจะเริ่มเตรียมดินตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ได้เตรียมดินด้วยการไถพรวนกลบตอซังข้าวให้ดินร่วนซุย ปรับพื้นที่แปลงปลูกให้เสมอกัน

ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมก็ไม่ใส่ปุ๋ย แต่ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำได้หว่านปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักรองพื้นให้กระจายทั่วแปลง ปกติสมาชิกจะใส่ปุ๋ยเฉลี่ย ในอัตรา 100 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อปรับปรุงดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต จากนั้นจึงปลูกพืชอายุสั้นด้วยการหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายทั่วแปลง

จัดการให้น้ำที่เหมาะสม ถ้าดินแปลงปลูกพืชอายุสั้นมีความชื้นต่ำหรือแห้งเกินไปอาจทำให้ชะงักการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในช่วงที่มีอายุ 45 วัน หลังจากปลูกหรือช่วงออกดอก ต้องให้พืชอายุสั้นได้รับน้ำเพียงพอเพื่อการเจริญเติบโตติดดอกออกผล แหล่งน้ำที่นำมาใช้ได้จากบ่อตอก สระน้ำ หรือจากแหล่งน้ำธรรมชาติในชุมชน

การเก็บเกี่ยว เมื่อพืชอายุสั้น อายุ 90-120 วัน หลังจากปลูกจะเป็นช่วงที่เจริญเติบโตสมบูรณ์ สมาชิกก็เก็บเกี่ยวและไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด ผลผลิตถั่วเหลืองที่เก็บเกี่ยวสมาชิกจะรวบรวมนำมาขายที่วิสาหกิจชุมชน

พื้นที่ปลูกถั่วเหลือง 250 ไร่ เมื่อเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตเฉลี่ย 20 ตัน จะซื้อขายที่ราคา 25-30 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนตอซังไถกลบเป็นการเพิ่มอินทรีย์ให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์

พื้นที่ปลูกถั่วเขียว 200 ไร่ ถั่วลิสง 10 ไร่ นำผลผลิตไปใช้ประโยชน์ในครัวเรือนหรือนำไปทำขนม ส่วนตอซังไถกลบเป็นการเพิ่มอินทรีย์ให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์

ส่วนปอเทือง ถั่วพร้า พื้นที่ปลูกรวมกัน 4,000-5,000 ไร่ ได้ไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อเพิ่มอินทรีย์ให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นการกำจัดแหล่งที่อยู่ของโรคแมลงศัตรูพืช และช่วยให้ระบบนิเวศมีความปลอดภัย

การสู้วิกฤตภัยแล้ง ถั่วเหลืองเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ วิสาหกิจชุมชนเป็นศูนย์กลางของสมาชิกและเครือข่ายอีสานตอนล่าง ได้รวบรวมผลผลิตถั่วเหลืองส่งขายให้กับคู่ค้าตามสัญญาข้อตกลงที่ทำไว้ร่วมกัน ผลกำไรส่วนหนึ่งนำมาพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ที่สำคัญสมาชิกวิสาหกิจชุมชนมีรายได้ต่อเนื่องและดำรงชีพอยู่ได้แบบวิถีพอเพียงมั่นคง

จากเรื่องการ ปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อยสู้วิกฤตแล้งได้ผลคุ้มทุน เป็นการสร้างงาน ได้ผลผลิตไปบริโภคและจำหน่าย เมื่อไถกลบเศษซากต้นพืชอายุสั้นทำให้ดินมีคุณภาพ เป็นวิถีเกษตรอินทรีย์ ที่นำไปสู่การสร้างรายได้ให้ดำรงชีพแบบพอเพียงมั่นคง

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ลุงบุญมี สาระโคตร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เลขที่ 155 หมู่ที่ 7 ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (086) 875-4838 หรือ คุณนพรัตน์ เกียรติกิตติกร โทร. (086) 867-6326 ก็ได้ครับ

Advertisements

ปลูกถั่วเหลือง ปอเทือง พืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย ทำให้ดินดี ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ วิถีมั่นคง

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

พัฒนา นรมาศ

ปลูกถั่วเหลือง ปอเทือง พืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย ทำให้ดินดี ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ วิถีมั่นคง

น้ำ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีพของมนุษย์ สัตว์ หรือพืช การใช้น้ำต้องรู้คุณค่า การปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อยในฤดูแล้ง ช่วงวิกฤตที่มีปริมาณน้ำน้อย จึงเป็นทางเลือกเพื่อให้ได้ผลผลิตเป็นอาหารหรือขายเป็นรายได้

วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม อำเภอทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ได้สนับสนุนส่งเสริมให้สมาชิกปลูกถั่วเหลือง ปอเทือง ถั่วพร้า หรือถั่วเขียว ให้เป็นพืชหมุนเวียนสลับกับการทำนา เพื่อปรับโครงสร้างให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ลดต้นทุนการผลิต และรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกเพื่อให้มีรายได้สู่วิถีมั่นคง

คุณประธาน พลโลหะ เกษตรอำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า ประชากรส่วนใหญ่ของอำเภอห้วยทับทัน ทำอาชีพเกษตรกรรม เพื่อยกระดับรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความมั่นคง จึงได้ส่งเสริมให้ทำการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำไร่นาสวนผสม ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อร่วมคิดร่วมทำกิจกรรม มีอำนาจต่อรองในด้านการผลิตและจำหน่าย ส่งเสริมการผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด

สนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรอินทรีย์คือ ทำการเกษตรด้วยหลักธรรมชาติบนพื้นที่การเกษตรที่ไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมีทางดิน น้ำ และทางอากาศ เพื่อเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติ

ส่งเสริมให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อย ให้เป็นพืชหมุนเวียนกับการทำนา ด้วยการปลูกถั่วเหลือง ถั่วเขียว หรือปอเทือง เป็นการช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ลดต้นทุนการผลิต และได้นำผลผลิตส่วนหนึ่งมาเป็นอาหารและขายเป็นรายได้เพื่อการยังชีพแบบพอเพียงมั่นคง

ลุงไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน เล่าให้ฟังว่า หลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้วได้สนับสนุนให้สมาชิกใช้ประโยชน์จากผืนที่นาด้วยการปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย เช่น ปลูกถั่วเหลือง ปอเทือง ถั่วพร้า หรือถั่วเขียว เป็นการปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรศัตรูพืชในดิน เมื่อไถกลบต้น เปลือก หรือเศษซากจะถูกย่อยสลายได้ธาตุอาหารเพื่อปรับโครงสร้างดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยในการผลิตและเพิ่มผลผลิตในฤดูถัดไป ได้เก็บผลผลิตไปบริโภคและนำผลผลิตมาขายให้กับวิสาหกิจชุมชนเพื่อเป็นรายได้ต่อการดำรงชีพแบบพอเพียงมั่นคง

คุณประเสริฐ รังษี หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า การใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเป็นระบบภายใต้มาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่ให้ผลผลิตสูง อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการและปลอดสารพิษ เป็นเกษตรอินทรีย์ที่เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง จึงส่งเสริมให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนปลูกถั่วเหลืองหรือปอเทือง พืชอายุสั้นใช้น้ำปริมาณน้อย

เป็นการปลูกพืชที่อาศัยความชุ่มชื้นในดินหรือน้ำค้างบ้างก็พอเพียงที่ช่วยให้เจริญเติบโตได้ดี มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวขายเป็นรายได้ เมื่อไถกลบต้นถั่วเหลืองหรือปอเทืองก็จะถูกย่อยสลายเพิ่มธาตุอาหารทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ลดการใช้ปุ๋ยในการผลิตครั้งต่อไป เมื่อทำต่อเนื่อง 3 ปี จะทำให้การใช้ปุ๋ยทำนาลดลง 50-80 เปอร์เซ็นต์ สมาชิกวิสาหกิจชุมชนจึงเลือกปฏิบัติเพื่อพัฒนาการผลิตเกษตรและยกระดับรายได้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

ป้าสุจินต์ ปิยางสุข สมาชิกวิสาหกิจชุมชน เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ 20 ไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ในฤดูฝนปีละครั้ง ใช้วิธีการทำนาหยอด ปลูกแบบอินทรีย์ที่ไม่ใช้ปุ๋ยและสารเคมี แต่เลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักตามแนวทางสนับสนุนของวิสาหกิจชุมชน เพื่อลดต้นทุนการผลิต ปีนี้ได้ผลผลิตข้าวเปลือกเฉลี่ย 9 ตัน พอกินพอขายเป็นรายได้

เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วได้ปลูกถั่วเหลือง ปอเทือง ถั่วพร้า และถั่วเขียว พืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย หมุนเวียนกับการทำนา ปลูกโดยอาศัยความชื้นในดินก็ช่วยให้เจริญเติบโต หรือใช้น้ำจากคลองอีสานสีเขียวแหล่งน้ำที่ใช้ร่วมกันในชุมชน เมื่อดินแปลงปลูกแห้งหรือเริ่มขาดน้ำ ได้ให้น้ำแต่พอชุ่ม จะช่วยให้ต้นพืชเจริญเติบโตสมบูรณ์ติดดอกออกผล

ได้ปลูกปอเทือง 1 ไร่ ถั่วเขียว 2 ไร่ ถั่วพร้า 5 ไร่ และปลูกถั่วเหลือง 5 ไร่ เป็นการปลูกแบบอินทรีย์ที่ใช้ปุ๋ยหมักและสารสมุนไพรเป็นปัจจัยการผลิต โดยได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ปลูกและปุ๋ยหมักจากวิสาหกิจชุมชน

การปลูก ได้ใช้วิธีการหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายทั่วแปลง วิธีที่ 2 การปลูกถั่วเหลืองได้ใช้วิธีหยอดเมล็ดปลูกในแปลง ด้วยการนำเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองใส่ในเครื่องไปหยอดปลูกจะได้ระยะห่างระหว่างต้น 4-6 เซนติเมตร มีระยะห่างระหว่างแถว 30 เซนติเมตร เพื่อสะดวกในการพรวนดิน ดายหญ้า หว่านปุ๋ย หรือให้น้ำ

หลังการปลูก ได้ใส่ปุ๋ยหมัก 1 ครั้ง หว่านให้กระจายทั่วแปลง ให้น้ำแต่พอชุ่ม และได้ฉีดพ่นสารสมุนไพรเพื่อบำรุงต้นและเพื่อป้องกันศัตรูพืช ผลผลิตส่วนหนึ่งนำมากินและอีกส่วนนำออกขาย สำหรับผลผลิตถั่วเหลืองนำส่งขายให้กับวิสาหกิจชุมชน 18 บาท ต่อกิโลกรัม

ผลตอบแทนที่ได้จากการปลูกปอเทือง ถั่วเขียว ถั่วพร้า และถั่วเหลือง คือเมื่อไถกลบต้น เปลือกหรือเศษซากจะถูกย่อยสลายเป็นธาตุอาหารช่วยปรับปรุงให้ดินดีมีคุณภาพ ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยและเพิ่มผลผลิตพืชในฤดูถัดไป เป็นทางเลือกที่ทำให้มีรายได้เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการผลิตทางการเกษตรและดำรงชีพได้แบบพอเพียง

ขอบคุณ คุณทวี มาสขาว เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ที่แนะนำให้ได้นำเรื่อง ปลูกถั่วเหลือง ปอเทือง พืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย…ทำให้ดินดี ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ วิถีมั่นคง มาเผยแพร่ผ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เป็นวิธีปลูกพืชอายุสั้นหมุนเวียนเพื่อได้ผลผลิตบริโภคและขาย เมื่อไถกลบต้นพืชจะเพิ่มธาตุอาหารและปรับปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ เป็นการยกระดับรายได้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสู่ความมั่นคง

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ลุงไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ บ้านนาทุ่ง ตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (081) 579-3108 หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอห้วยทับทัน โทร. (045) 699-061 หรือ ว่าที่ร้อยตรี วิพาพัฒ โลเกตุ สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ โทร. (045) 616-830 ก็ได้ครับ

หลากหลายการจัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง ที่ร้อยเอ็ด

Published July 18, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

วัชรินทร์ เขจรวงศ์

หลากหลายการจัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง ที่ร้อยเอ็ด

เรื่องของความแห้งแล้ง แผ่ขยายไปในหลายจังหวัดของประเทศไทย

จังหวัดร้อยเอ็ด ก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดนี้ ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด โดยมีกิจกรรมหลากหลาย

ลองมาติดตามดูครับ

ส่งเสริมใช้น้ำน้อย

ปลูกพริกซุปเปอร์ฮอต

อำเภอจังหาร

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณทรงพล ใจกริ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดงานโครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปลูกพริกซุปเปอร์ฮอต ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง ตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชน เพื่อบรรเทาภัยแล้ง ปี 2558/2559 มี พ.อ. วินัย เจริญศิลป์ เสนาธิการทหาร มณฑลทหารบกที่ 27 จังหวัดร้อยเอ็ด คุณเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด คุณโกวิทย์ ศีลพัฒน์ เกษตรอำเภอจังหาร เข้าร่วมงาน

คุณวัฒนชัย จันตะเสน นายอำเภอจังหาร กล่าวรายงาน ที่แปลงปลูกพริก ของ คุณสงัด รักความซื่อ บ้านเหล่ากล้วย หมู่ที่ 5 ตำบลปลาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ว่าโครงการนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่ประเมินสถานการณ์ ปี 2559 ของกรมชลประทาน น้ำต้นทุนที่กักเก็บในเขื่อนหลักมีเพียง ร้อยละ 33 รัฐบาลมีความเป็นห่วงเกษตรกรและประชาชนที่จะมีผลกระทบต่อปัญหาภัยแล้ง จึงมีนโยบายให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนให้สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำรงชีวิตผ่านวิกฤตภัยแล้งไปได้ จึงมีมติเห็นชอบโครงการบูรณาการตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบภัยแล้ง และโครงการจัดทำแผนชุมชนเพื่อแก้ไขวิกฤตภัยแล้ง ปี 2558/2559 ใน 8 มาตรการ โดยในมาตรการที่ 4 ให้ดำเนินการตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชน

โครงการปลูกพริกนี้ คาดว่าจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรไม่น้อย โดยใช้ปัจจัยการผลิต อย่างน้ำที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์

อำเภอเมืองสรวง

ปลูกหอมพืชใช้น้ำน้อย

ที่แปลงปลูกหอม พื้นที่ 400 ตารางวา ของเกษตรกรอำเภอเมืองสรวง มีการจัดรูปแปลงโดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ขนาด กว้าง 1.5 เมตร ยาวตามรูปแปลง เตรียมดินปลูกโดยย่อยดิน ผสมแกลบ ปูนขาว ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ทิ้งดินผึ่งแดดไว้ 7 วัน อย่างน้อย นำกล้าหอมที่เตรียมไว้เกิดรากแล้วอย่างพอเหมาะ ปักลงไปในดิน ขนาด 3×3 เซนติเมตร จำนวน 5 แถว

อายุ 30-45 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกจำหน่ายได้ พืชอายุสั้นโตไว

ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ทำให้หอมเจริญเติบโตไวมาก

การให้น้ำ ใช้ระบบฉีดฝอย

การป้องกันกำจัดศัตรูพืช…โรคแมลงมีรากเน่า โคนเน่า แมลงหรือหนอนชอนใบ ใช้สารสมุนไพร ป้องกันกำจัดได้ ตลาดมีความต้องการสูงมาก เกษตรกรที่อำเภอเมืองสรวง มีความชำนาญในการปลูกหอม และสามารถส่งตลาดภายในจังหวัดร้อยเอ็ดได้วันละ 1,000-2,000 กิโลกรัม

เกษตรกรปลูกหมุนเวียนเป็นแปลงพี่ แปลงน้อง เก็บผลผลิตแปลงพี่หมด แปลงน้องสามารถเก็บผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

อำเภอธวัชบุรีดูงาน

ระบบน้ำหยดแตงร้าน

อำเภอเมืองสรวง

มีใบรับรอง GAP

กรมวิชาการเกษตร

ที่อำเภอเมืองสรวง เกษตรกรปลูกแตงร้านระบบน้ำหยด ช่วยประหยัดน้ำได้อย่างดี

เกษตรกรเล่าถึงวิธีการทำว่า ไถดินลึก 30-35 เซนติเมตร ตากแดดทิ้งไว้ 7-10 วัน ใส่ปุ๋ยคอก ในอัตรา 1-2 ตัน ต่อไร่ และปุ๋ยสูตร 15-15-15 รองก้นหลุมก่อนปลูก คลุมแปลงด้วยพลาสติก เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้น และลดการระบาดของแมลง

การปลูกแบบขึ้นค้าง ระหว่างต้น 40-50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 80-100 เซนติเมตร เว้นร่องน้ำระหว่างแปลง 50 เซนติเมตร หยอดเมล็ดหลุมละ 1-2 เมล็ด เมื่อมีใบจริง 2-3 ใบ ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้น ต่อหลุม จัดการง่าย ผลผลิตมีคุณภาพและผลผลิตสูงกว่าวิธีปลูกแบบเลื้อยตามดิน

การใส่ปุ๋ย…ระยะต้นกล้า (อายุ 15 วัน) ใช้สูตร 15-15-15 ระยะดอกบาน (อายุ 30 วัน) ใช้สูตร 15-15-15 หรือ 25-7-7 ระยะบำรุงผล (อายุ 35 วัน) ใช้สูตร 15-15-15 หรือ 8-24-24/15-15-15

ใช้ตาข่ายไนล่อน ทำค้าง อายุ 35-40 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิต เก็บไปเรื่อยๆ ผลผลิต 5,000 กิโลกรัม ต่อไร่ เกษตรกรปลูกแบบแปลงพี่ แปลงน้อง หมดแปลงพี่ เก็บแปลงน้องต่อ ผลผลิตออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี หากปลูกหมุนเวียนกับแปลงหอม ผลผลิตจะดีมากๆ ไม่เชื่อลงทำดูนะครับ แปลงปลูกแตงร้านอยู่อำเภอเมืองสรวง หมู่ที่ 2 บ้านเมืองสรวง ตำบลเมืองสรวง

ฟักทอง เงินล้าน

คุณเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า การส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชหลังนา ในพื้นที่ตำบลหนองไผ่ อำเภอธวัชบุรี ตำบลขี้เหล็ก ตำบลโพนเมือง อำเภออาจสามารถ และพื้นที่ทั่วไปในเขตอำเภอเมืองร้อยเอ็ด เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันปลูกฟักทอง ระยะเวลา 75-90 วัน สามารถเก็บผลผลิตออกจำหน่ายได้ กิโลกรัมละ 5-20 บาท โดยเฉพาะเกษตรกรบ้านดงบัง-สนามชัย ตำบลโพนเมือง มีการปลูกแบบเหลื่อมฤดูกาล คือ ปลูกในพื้นที่ไร่ ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม ผลผลิตออกสู่ตลาด เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เป็นช่วงตลาดมีความต้องการสูง ราคา กิโลกรัมละ 15-20 บาท 1 ไร่ 4,000-5,000 กิโลกรัม สร้างเงินงาม ไร่ละ 80,000-100,000 บาท และราคาจะลดลงในช่วงผลผลิตออกมามาก พื้นที่ปลูกกว่า 250 ไร่ ขณะที่เกษตรกรปลูกฟักทองหลังนา ผลผลิตออกมาตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนพฤษภาคม

ฟักทอง เริ่มออกมาจำนวนมาก เกษตรกรขายฟักทอง เกรด เอ กิโลกรัมละ 10 บาท ฟักทองตกเกรด หรือฟักทองคละ กิโลกรัมละ 5 บาท เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย เกษตรกรมีรายได้ ในฤดูแล้งนี้หากท่านผ่านเส้นทางสายร้อยเอ็ด- อำเภออาจสามารถ เข้าเขตตำบลหนองไผ่ บ้านก้างปลา ไปจนถึงเขตตำบลขี้เหล็ก อำเภออาจสามารถ แวะซื้อผลผลิต ฟักทอง จากเกษตรกรได้

ปลูกข่า แซมยางพารา

งานทางเลือก

ก่อนการเปิดกรีดมีรายได้

งานปลูกข่าในป่ายางพาราระบบน้ำหยดส่งโรงงานพริกแกงรายได้ดี ช่วงยางพารา 1-5 ปี รอการกรีดยางอีก 7 ปี เกษตรกรทำได้ เพราะนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ เรารักเกษตรกร เกษตรกรรักเรา “นักส่งเสริมการเกษตร มิตรแท้เกษตรกร”

โดยใช้พื้นที่ร่องปลูกข่าเป็นแถวยาว ตามร่องแปลง ใช้ระบบน้ำหยด ได้ประโยชน์ 2 ทาง คือ ยางพาราได้น้ำ เกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตข่าขายส่งตลาด และขายข่าแก่ส่งโรงงาน เป็นรายได้หมุนเวียนก่อนการเปิดกรีดยางพารา ใน 7 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ในพื้นที่ว่างร่องแปลงปลูก หอม ฟัก แฟง ฟักทอง แตงร้าน เป็นพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี

พืชผักสวนครัว

คนอำเภอเมืองสรวงเราทำได้ดีมาก

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณสำราญ เห็มวิพัฒน์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 บ้านเมืองสรวง ตำบลเมือง อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด พา คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง ลงตรวจเยี่ยมแปลงปลูกพืชผักสวนครัวของเกษตรกร มี มะเขือเทศ หอม ถั่วฝักยาว พริก ตะไคร้ แบบพอเพียงคู่ครัว เป็นการบริหารจัดการพืชอาหารภายในครัวเรือนเกษตรกรอย่างพอเพียง เป็นพืชผักปลอดภัยจากสารพิษ พืชอินทรีย์

เกษตรกร หมู่ที่ 2 บ้านเมืองสรวง ผลิตเอง กินเอง ชีวิตมีความปลอดภัยสูง เป็นการปลูกเพื่อกิน แลก แจก ขาย

เป็นแหล่งอาหารของชุมชน ของคนเมือง เกษตรกรมีรายได้อย่างน้อยครัวเรือนละ 300-500 บาท ต่อวัน หรือมากกว่า สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสรวง เป็นศูนย์กลางการประสานงานด้านการเกษตรอินทรีย์ การเกษตร GAP หรือการเกษตรดีที่เหมาะสม อำเภอเมืองสรวง เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก เป็นเมืองผลิตพืชอาหารสู่ชุมชนเมืองได้อย่างปลอดภัย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. (043) 597-350

???????????????.

ฤดูแล้งนี้มาปลูก ถั่วเหลืองหลังนา เพิ่มรายได้บำรุงดิน

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

กุลดิลก แก้วประพาฬ

ฤดูแล้งนี้มาปลูก ถั่วเหลืองหลังนา เพิ่มรายได้บำรุงดิน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้คาดการณ์ไว้ ในฤดูแล้ง ปี 2558/2559 ที่จะถึงนี้ มีปริมาณน้ำต้นทุนจากแหล่งกักเก็บน้อย ขอความร่วมมือเกษตรกรงดทำนาปรัง เพราะอาจเสี่ยงต่อผลผลิตเสียหาย โดยเฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ป่าสัก และสะแกกรัง 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง คือ อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก ขอแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อย แทนการปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งใช้น้ำในปริมาณที่มาก

การปลูกถั่วเหลืองหลังนา หลังเก็บเกี่ยวข้าวฤดูนาปีเป็นพืชเศรษฐกิจอายุสั้นชนิดหนึ่งที่ขอแนะนำ เนื่องจากใช้น้ำน้อย เพียง 480-500 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ อายุเก็บเกี่ยวสั้น 80-100 วัน และยังเป็นพืชบำรุงดิน มีผลการวิจัยที่ยืนยันว่าพื้นที่ปลูกพืชตระกูลถั่วสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวในฤดูนาปีได้

สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร (2547) มีคำแนะนำไว้ ดังนี้

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ถั่วเหลืองเจริญเติบโตได้ในดินเกือบทุกชนิด ตั้งแต่ดินร่วนปนทรายจนถึงดินเหนียว แต่ไม่ทนทานต่อสภาพน้ำท่วมถึง ดินเค็ม และกรดจัด ถั่วเหลืองจะงอกภายใน 4-5 วัน หลังหยอดเมล็ด แต่ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส เมล็ดจะงอกช้าลง อาจใช้เวลานาน 8-10 วัน

พันธุ์ พันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร มีหลายพันธุ์ในเขตภาคเหนือตอนล่าง มีพันธุ์ถั่วเหลืองที่แนะนำ คือ

พันธุ์นครสวรรค์ 1 ลักษณะลำต้นไม่ทอดยอด ดอกสีม่วง อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 78 วัน ฝักมีขนาดใหญ่ ฝักแห้งมีสีน้ำตาล ฝักแตกง่าย เมล็ดสีเหลืองนวล ขนาดใหญ่ค่อนข้างแบน ขั้วเล็กแก่สีน้ำตาลอ่อน น้ำหนัก 100 เมล็ด 18-20 กรัม ไม่ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง และโรคราสนิม ผลผลิต 220 กิโลกรัม ต่อไร่

พันธุ์เชียงใหม่ 2 ลักษณะลำต้นไม่ทอดยอด ดอกสีม่วง อายุเก็บเกี่ยว เมื่อปลูกต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน เฉลี่ย 80 และ 72 วัน ถ้าปลูกฤดูแล้งมีอายุเก็บเกี่ยว 78 วัน น้ำหนัก 100 เมล็ด 15.6 กรัม หัวเมล็ดแก่ มีสีน้ำตาล ผลผลิต 235 กิโลกรัม ต่อไร่

พันธุ์ สจ. 5 ลักษณะลำต้นไม่ทอดยอด ดอกสีม่วง อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 105 วัน น้ำหนัก 100 เมล็ด 14-15 กรัม เมล็ดกลมผิวสีเหลืองมัน ขั้วเมล็ดแก่ค่อนข้างเล็ก มีสีน้ำตาลอ่อน ฝักค่อนข้างเหนียว ไม่แตกง่าย เหมาะสำหรับใช้ปลูกในฤดูฝน

พันธุ์เชียงใหม่ 60 ลักษณะลำต้นไม่ทอดยอด ดอกสีขาว อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 100 วัน น้ำหนัก 100 เมล็ด 16-18 กรัม เมล็ดกลมสีเหลือง ขั้วเมล็ดแก่มีสีน้ำตาล ถ้าปลูกในดินเหนียวน้ำขังแฉะเมล็ดจะไม่งอก ผลผลิต 300-320 กิโลกรัม ต่อไร่

พันธุ์เชียงใหม่ 6 ลักษณะโคนต้นอ่อนมีสีม่วง ลักษณะต้นไม่ทอดยอด ดอกสีม่วง ฝักแก่สีน้ำตาลเข้ม น้ำหนัก 100 เมล็ด เฉลี่ย 13.5-14.8 กรัม รูปร่างเมล็ดค่อนข้างกลม ขั้วเมล็ดมีสีน้ำตาล ฝักแก่สีน้ำตาลเข้ม ทนทานต่อโรคราสนิม และต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง สูงกว่าพันธุ์ สจ. 5 และเชียงใหม่ 60 อายุเก็บเกี่ยว 90-99 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 322 กิโลกรัม ต่อไร่

การเตรียมดิน การปลูกถั่วเหลืองในนาที่มีชลประทานหลังการเก็บเกี่ยวข้าวไม่จำเป็นต้องไถพรวนดิน แต่ต้องขุดร่องรอบและผ่านกลางนา เพื่อใช้เป็นร่องให้น้ำและระบายน้ำออกจากแปลง ทำให้เกิดเป็นแนวปลูก กว้าง 3-5 เมตร

ฤดูปลูก ฤดูที่เหมาะสมคือ ฤดูแล้ง เดือนธันวาคม ต้นฤดูฝน พฤษภาคม-กลางมิถุนายน ปลายฤดูฝน กลางเดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม

อัตราปลูก การปลูกแบบโรยเป็นแถว ควรมีประชากร 80,000-96,000 ต้น ต่อไร่ โดยใช้ระยะระหว่างแถว 40-50 เซนติเมตร หรืออาจปลูกเป็นหลุม ระยะ 50×20 เซนติเมตร จำนวน 4 ต้น ต่อหลุม จะมีจำนวนต้น 64,000 ต้น ต่อไร่ โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 12-15 กิโลกรัม ต่อไร่ ถ้าปลูกโดยวิธีหว่าน จะใช้เมล็ดพันธุ์ 15-20 กิโลกรัม ต่อไร่

ไรโซเบียม ควรคลุกเมล็ดถั่วเหลืองด้วยไรโซเบียมก่อนหยอดเมล็ด

การกำจัดวัชพืช

1. กำจัดวัชพืช 1-2 ครั้ง เมื่ออายุถั่วเหลือง ประมาณ 20 และ 35 วัน หลังงอก โดยใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมในท้องถิ่น

2. ใช้ฟางคลุมพื้นดิน หลังปลูกถั่วเหลืองแทนการเผาฟาง ช่วยให้ไม่ต้องกำจัดวัชพืช

3. การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช (เลือกใช้ชนิดเดียว หรือเป็นสารผสมตามคำแนะนำ)

ในการปลูกถั่วเหลืองที่มีการเตรียมดิน อาจใช้สารอะลาคลอร์ หรือเมโทลาคลอร์ อัตรา 500-625 ซีซี ต่อไร่ พ่นทันทีหลังปลูก กำจัดวัชพืชใบแคบและใบกว้างที่เกิดจากเมล็ด

ในการปลูกที่มีและไม่มีการไถเตรียมดิน ใช้สารฟลูอะซิฟอป-พี-บิวทิล 160 ซีซี ต่อไร่ หรือสารควิซาโลฟอป-พี-เทฟูริล 200 ซีซี ต่อไร่ พ่นระยะวัชพืช 4-5 ใบ กำจัดวัชพืชใบแคบ หรือใช้ผสมกับสารฟอเมซาเฟน 160 ซีซี ต่อไร่ กำจัดวัชพืชได้ทั้งใบแคบและใบกว้าง

การใช้ปุ๋ย ในสภาพข้าวโดยการปลูกถั่วเหลืองหลังนา

ระบบที่ 1 ปีที่ 1 หว่านหินฟอสเฟต 200 กิโลกรัม ต่อไร่ ก่อนไถพรวนดินและปุ๋ยยูเรีย 20 กิโลกรัม ต่อไร่ (แบ่งใส่เท่ากันขณะปักดำและเมื่อข้าวตั้งท้อง) คลุกเมล็ดถั่วเหลืองด้วยไรโซเบียมก่อนปลูก

ระบบที่ 2 ใส่ปุ๋ยนา 16-20-0 ทุกปี และปุ๋ยยูเรีย 10 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อข้าวตั้งท้องคลุกเมล็ดถั่วเหลืองด้วยไรโซเบียมก่อนปลูก หรือใส่ปุ๋ยนา 16-20-0 บางปี และปุ๋ยยูเรีย 10 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อข้าวตั้งท้อง โดยคลุกเมล็ดด้วยไรโซเบียม และหว่านปุ๋ย สูตร 0-46-0 อัตรา 5-10 กิโลกรัม ต่อไร่ ให้ถั่วเหลือง

ระบบที่ 3 ไม่ใส่ปุ๋ยนาข้าว ให้คลุกเมล็ดถั่วเหลืองด้วยไรโซเบียม แล้วหว่านปุ๋ย สูตร 0-46-0 อัตรา 10-20 กิโลกรัม ต่อไร่

ในสภาพดินไร่ ใช้ปุ๋ย สูตร 12-4-12 อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือ สูตร 15-15-15 อัตรา 40 กิโลกรัม ต่อไร่

การป้องกันกำจัดแมลง ป้องกันกำจัดหนอนแมลงวันเจาะลำต้น โดยใช้สารฆ่าแมลงคาร์โบฟู-ราน ใส่ลงดินก่อนปลูก หรือพ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส (ออสตราธีออน 40% อีซี 50 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร) เมื่อถั่วเริ่มงอก ไม่เกิน 7-10 วัน ถ้าพบแมลงหวี่ขาว ควรพ่นสารอิมิดาโคลพริด อัตรา 10 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร พ่นในระยะก่อนที่ถั่วจะออกดอก 2-3 ครั้ง และพ่นระยะติดฝักอ่อน และฝักยาวเต็มที่อีก 2 ครั้ง

การป้องกันกำจัดโรค ถั่วเหลืองที่ปลูกช่วงปลายฤดูฝนและฤดูแล้ง จะพบการระบาดของโรคราน้ำค้าง สังเกตอาการได้จากการที่ปรากฏเป็นจุดสีเหลืองแกมเขียวที่ด้านบนใบ และต่อมาแผลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง และพบเส้นใยของเชื้อราสีเทา หรือเทาอมม่วง ลักษณะฟูที่ใต้ใบ สามารถป้องกันได้โดยใช้พันธุ์ต้านทาน หรือคลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยเมทาแลกซิล อัตรา 7 กรัม ต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม หรือพ่นด้วยสารป้องกันเชื้อรา เช่น แอนทราโคล หรือ ไดเทนเอ็ม 45 หรือ แมนโคเซบ อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ประมาณ 5-7 ครั้ง เมื่อถั่วเหลืองอายุ 30 วัน และทุก 10 วัน เมื่อพบว่ามีการระบาดมากขึ้นในปลายฤดูฝน มักพบโรคราสนิมระบาด ควรพ่นสารไตรอะดิมิฟอน อัตรา 10 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร หลังปลูก 30 และ 45 วัน เพื่อป้องกันโรค

การเก็บเกี่ยว ควรรีบเก็บเกี่ยวเมื่อใบร่วงและฝักแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ร้อยละ 95 ของจำนวนฝักทั้งหมด แล้วผึ่งแดด 2-4 วัน จนเมล็ดเหลือความชื้นประมาณ 14% จึงนำไปนวดด้วยเครื่องนวดถั่วเหลือง ที่มีความเร็วรอบ 350 รอบ ต่อนาที

ต้นทุนและรายได้ต่อไร่ สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ได้เก็บข้อมูลต้นทุนการผลิตและรายได้จากการปลูกถั่วเหลืองของเกษตรกรศูนย์ถั่วเหลืองชุมชนเขตพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งปลูกในฤดูแล้ง ปี 2557/2558 จำนวน 5 ศูนย์ถั่วเหลืองชุมชน ในพื้นที่ 4 จังหวัด พบว่า การผลิตถั่วเหลือง มีต้นทุนเฉลี่ย 3,804 บาท ต่อไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 332 กิโลกรัม ต่อไร่ จำหน่ายได้ในราคาเฉลี่ย 14.90 บาท ต่อกิโลกรัม มีรายได้ที่ยังไม่หักต้นทุน ไร่ละ 4,947 บาท เมื่อหักต้นทุนแล้ว มีกำไร เฉลี่ยไร่ละ 1,893 บาท

เพิ่มผลผลิตข้าวในฤดูนาปี มีผลการวิจัยของศูนย์วิจัยพืชไร่ เชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร รายงานไว้ ปี 2558 การวิจัยพบว่า การปลูกถั่วเหลืองหลังฤดูทำนา จะช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ 35-82 กิโลกรัม ต่อไร่ ทำให้รายได้ของเกษตรกร เพิ่ม 943-1,381 บาท ต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการปลูกเดิมของเกษตรกร

การปลูกถั่วเหลืองในฤดูแล้ง หลังเก็บเกี่ยวข้าวฤดูนาปี จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ที่สามารถทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง และยังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกด้วย

ปลูกถั่ว สิครับ ได้รับผลดี ในปีที่น้ำน้อย

Published May 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

กุลดิลก แก้วประพาฬ

ปลูกถั่ว สิครับ ได้รับผลดี ในปีที่น้ำน้อย

ฤดูแล้ง ปี 2558/2559 ที่จะมาถึง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ ปริมาณน้ำต้นทุนของ 4 เขื่อนหลัก เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 จะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพียง 3,619 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยปริมาณน้ำต้นทุนของ 4 เขื่อนหลัก ที่กล่าวต่ำกว่าปริมาณน้ำต้นทุนในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 3,158 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปริมาณน้ำต้นทุนที่คาดการณ์จำเป็นต้องจัดสรรเพื่อการต่างๆ ที่สำคัญให้ได้ถึงฤดูฝน ปี 2559 คือใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค เพื่อการรักษาระบบนิเวศ และอื่นๆ เพื่อการเกษตรและสำรองไว้สำหรับอุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศ โดยวางแผนจัดสรรปริมาณน้ำที่ใช้ไว้ วันละ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรให้งดทำนาปรัง เพราะอาจเสี่ยงต่อผลผลิตเสียหาย หากจะปลูกพืชเศรษฐกิจอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าวนาปรัง เช่น ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และพืชผักต่างๆ ซึ่งใช้น้ำน้อย เพียง 300-500 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ ขณะที่การทำนาปรัง ใช้น้ำถึง 5 เท่า หรือประมาณ 1,500-2,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่

พืชตระกูลถั่ว เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ขอแนะนำ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูงและมีแนวโน้มราคาดี ทั้งถั่วลิสง ถั่วเขียว และถั่วเหลือง เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย โดยพื้นที่ปลูกถั่วเขียว 1 ไร่ ใช้น้ำประมาณ 320-400 ลูกบาศก์เมตร มีอายุเก็บเกี่ยว 65-75 วัน ถั่วเหลือง ใช้น้ำ 480-500 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ อายุเก็บเกี่ยว 80-100 วัน และถั่วลิสง ใช้น้ำ 611 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ มีอายุเก็บเกี่ยว 85-110 วัน

ในการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแต่ละพื้นที่ เกษตรกรไม่ควรปลูกพืชชนิดเดียวกันมากๆ เพราะอาจมีปัญหาด้านการตลาด ราคาตกต่ำ และเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชได้ ทั้งยังควรพิจารณาถึงสภาพพื้นที่และช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด เช่น สภาพดินเหนียว ไม่ควรปลูกถั่วลิสง สำหรับถั่วเขียวไม่ควรปลูกในช่วงอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส และเกษตรกรควรพิจารณาถึงภาวะตลาด ราคาผลผลิตและแหล่งรับซื้อด้วย

พืชตระกูลถั่ว ยังมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีตัวอย่างในพื้นที่ที่ปลูกถั่วติดต่อกันมาหลายปี ซึ่งสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ได้ไปเก็บข้อมูลเป็นกรณีศึกษา ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองชุมชน บ้านหนองหมื่นชัย หมู่ที่ 5 ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ศูนย์ถั่วเหลืองชุมชนแห่งนี้ ปลูกถั่วเหลืองเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์และจำหน่าย โดยฤดูฝนในเดือนสิงหาคม ปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่ดอนสภาพไร่ และไปเก็บเกี่ยวผลผลิตถั่วเหลืองเมื่อสิ้นสุดฤดูการทำนาปี นำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกในพื้นที่นา หลังเก็บเกี่ยวข้าวฤดูนาปีตั้งแต่เดือนธันวาคม เตรียมดิน โดยใช้รถไถไถ 1-2 ครั้ง แล้วเอาน้ำเข้าแปลง ทิ้งแปลงไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงหว่านเมล็ดพันธุ์ แล้วใช้รถไถไถปั่นเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองคลุกเคล้ากับดิน

เป็นที่น่าสังเกตว่า การใช้ปุ๋ยเคมีทางดินของการปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่นี้ ส่วนใหญ่เกษตรกรไม่มีการใช้ และผลผลิตข้าวที่ปลูก ซึ่งเป็นสภาพนาน้ำฝน ผลผลิตข้าว เฉลี่ยต่อไร่ จะสูงกว่าพื้นที่ข้างเคียงในตำบลเดียวกัน คือเกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้ปลูกถั่วเหลืองมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ย 700-800 กิโลกรัม ต่อไร่ ขณะที่เกษตรกรที่ไม่มีการปลูกถั่วเหลือง จะได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ย เพียง 500-600 กิโลกรัม ต่อไร่ เท่านั้น

กรณีศึกษาการปลูกถั่วเหลืองบ้านหนองหมื่นชัยข้างต้น สอดคล้องกับการศึกษาของศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร โดย ธีรชัย อารยากูร และคณะ รายงานไว้ในปี 2558 ว่า เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่อำเภอวังเหนือ อำเภองาว จังหวัดลำปาง ปลูกถั่วเหลือง เป็นพืชเศรษฐกิจทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง ในฤดูแล้งปลูกเป็นรายได้เสริมหลังฤดูการทำนา เนื่องจากเป็นพืชใช้น้ำน้อย แล้วพืชตระกูลถั่วยังช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกทางหนึ่ง ผลในทางอ้อมของการปลูกถั่ว สามารถเสริมผลผลิตให้กับข้าวได้ โดยจากผลงานวิจัยนี้พบว่า เมื่อใช้เทคโนโลยีตามคำแนะนำ จะช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ 35-82 กิโลกรัม ต่อไร่ ทำให้รายได้รวมของเกษตรกรเพิ่มขึ้น 943-1,381 บาท ต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีเพาะปลูกเดิมของเกษตรกร

การปลูกพืชตระกูลถั่ว จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมทางหนึ่งสำหรับเกษตรกรปลูกทดแทนข้าวนาปรังในฤดูแล้งหลังการทำนา โดยเฉพาะในปีที่มีน้ำต้นทุนน้อย เช่น ฤดูแล้งที่จะถึงปีนี้ มีคำแนะนำของการปลูกถั่ว 3 ชนิด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วลิสง โดย นายธนันท์ หาญเกริกไกร กรมการข้าว ในเอกสารการผลิตพืชหลังนาภายใต้โครงการจัดระบบการปลูกข้าว ฉบับพิมพ์ ครั้งที่ 2 ปี 2556 ดังนี้

ถั่วเหลือง พันธุ์แนะนำ สจ. 4 สจ. 5 เชียงใหม่ 60 เชียงใหม่ 2 และสุโขทัย 2 ระยะปลูก แถวxต้น (เซนติเมตร), (40×50) x (10-20) จำนวนเมล็ด ต่อหลุม 3-4 เมล็ด จำนวนประชากรต้น ต่อไร่ 32,000-48,000 ต้น เมล็ดพันธุ์ 10-15 กิโลกรัม ต่อไร่ วิธีการปลูก หยอดเป็นหลุม 3-4 เมล็ด ต่อหลุม ระยะเวลาเก็บเกี่ยว (วัน) ถั่วเหลือง 75-95 วัน ถั่วเหลืองฝักสด 65-68 วัน วิธีการเก็บเกี่ยว เกี่ยวทั้งต้น เก็บเฉพาะฝัก เมื่อฝักแก่เปลี่ยนสีเป็นน้ำตาลเข้ม 95% การใส่ปุ๋ย ควรคลุกเมล็ดด้วยเชื้อไรโซเบียมทุกครั้ง และใส่ปุ๋ย สูตร 12-24-12 หรือ 15-15-15 อัตรา 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ การดูแลรักษา ใช้สารกำจัดวัชพืชพ่นก่อนวัชพืชงอก หรือกำจัดวัชพืชด้วยมือ 1-2 ครั้ง ที่อายุ 15-20 วัน พ่นสารเคมีเพื่อป้องกันหนอนแมลงวันเจาะลำต้น 7-10 วัน หลังปลูก การให้น้ำ ทุกๆ 10-14 วัน และไม่ควรปล่อยให้ขาดน้ำในช่วงหลังออกดอกถึงสร้างเมล็ด

ถั่วเขียว พันธุ์แนะนำ ชัยนาท 72 ชัยนาท 36 กำแพงแสน 1 และกำแพงแสน 2 ระยะปลูก แถวxต้น (เซนติเมตร) 50×10 เซนติเมตร จำนวนเมล็ด ต่อหลุม 2 เมล็ด จำนวนประชากรต้น ต่อไร่ 64,000 ต้น เมล็ดพันธุ์ 5 กิโลกรัม ต่อไร่ วิธีการปลูก หยอดเป็นหลุมหรือโรยเป็นแถว ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 65-75 วัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ วิธีเก็บเกี่ยว จะเก็บเกี่ยว 2 ครั้ง ฝักแก่ที่เปลี่ยนเป็นสีดำ การใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ย สูตร 12-24-12 หรือ 15-15-15 อัตรา 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ การดูแลรักษา ใช้สารกำจัดวัชพืชก่อนวัชพืชงอก หรือกำจัดวัชพืชด้วยมือ 1-2 ครั้ง ที่อายุ 15-20 วัน หรือ 30-40 วัน หลังปลูก การให้น้ำ ควรให้น้ำทุกๆ 10-14 วัน และไม่ควรปล่อยให้ขาดน้ำในช่วงระยะออกดอกและติดฝัก และหยุดให้น้ำเมื่อฝักแรกเปลี่ยนเป็นสีดำ

ถั่วลิสง พันธุ์แนะนำ พื้นเมืองเมล็ดแดง สช. 38 ขอนแก่น 60-2 ขอนแก่น 4 ไทนาน 9 ขอนแก่น 60-1 และขอนแก่น 5 ระยะปลูก แถวxต้น (เซนติเมตร) จำนวนเมล็ด ต่อหลุม 2-3 เมล็ด จำนวนประชากร (ต้น ต่อไร่) 32,000-40,000 ต้น เมล็ดพันธุ์ กิโลกรัม ต่อไร่ 15-20 กิโลกรัม (ฝักแห้ง) วิธีการปลูก หยอดเป็นหลุม ระยะเวลาเก็บเกี่ยว (วัน) 90-110 วัน วิธีเก็บเกี่ยว ถอนต้น ปลิดฝักเมื่อเปลือกด้านในของฝักเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ 60-80% การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย หลังจากถั่วลิสงงอกแล้ว พรวนดินแล้วกำจัดวัชพืช 1-2 ครั้ง ในช่วงถั่วอายุ 30 วัน หลังจากนั้น ถั่วลิสงจะเริ่มลงเข็ม ไม่ควรพรวนดิน เพราะจะกระทบกระเทือนต่อการลงเข็มของถั่วลิสง การให้น้ำ ควรให้น้ำเมื่อความชื้นในดินลดลงหรือสังเกตต้นถั่วลิสง เมื่อใบเริ่มเหี่ยวในตอนกลางวัน ควรให้น้ำ มีช่วงระยะห่าง 10-15 วัน ต่อครั้ง

แหล่งเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ จากศูนย์ผลิตของทางราชการ ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ แต่กรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายให้จัดตั้งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วชุมชน ซึ่งขณะนี้ทั้งประเทศจัดตั้งขึ้นแล้ว ตั้งแต่ ปี 2555 รวม 180 ศูนย์ถั่วชุมชน สำหรับในเขตส่งเสริมการเกษตร เขตที่ 9 จำนวน 9 จังหวัด คือ อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก จัดตั้งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วชุมชนขึ้นแล้ว จำนวน 40 ศูนย์ เป็นศูนย์ถั่วเหลือง จำนวน 11 ศูนย์ ศูนย์ถั่วเขียว จำนวน 25 ศูนย์ และศูนย์ถั่วลิสง จำนวน 4 ศูนย์ ซึ่งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วชุมชนทั้งหมดนี้ เป็นเครือข่ายระหว่างกัน หากเกษตรกรหรือผู้ที่ต้องการปลูกถั่ว สนใจสามารถติดต่อไปยังศูนย์ถั่วชุมชนเหล่านี้ได้โดยตรง ตามจังหวัดและชื่อกรรมการศูนย์ เบอร์โทรศัพท์ได้โดยตรง ดังนี้

ถั่วเหลือง

อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ นายประภาส มีสี โทร. (090) 143-6786

อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ นายวิจิตร มีไทย โทร. (089) 611-3213

อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก นางสาวรด ยังใจ โทร. (086) 207-3569

นางถนมอศรี แสนหาญ โทร. (089) 639-8989

อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ นางยุพดี ยั่งยืน โทร. (086) 217-4271

นายจเร เพิ่มปีก โทร. (081) 680-3350

อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย นายสมศักดิ์ มีสะติ หมู่ที่ 5 ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม

จังหวัดสุโขทัย

ถั่วเขียว

อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก นายกุญชาญ ตาลี โทร. (089) 906-6584

นายบวรนันท์ ทองพนา โทร. (081) 952-2250

อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี นางประสิทธิ์ สินประเสริฐ โทร. (086) 215-4307

อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี นายวฤทธิ์ แก้วมั่น โทร. (088) 422-5143

นายสมนึก พวงสมบัติ โทร. (089) 957-8584

นายบุญชู เลากสิกรรม โทร. (081) 283-6360

นายพงษ์ศักดิ์ จันทเกตุ โทร. (084) 820-9390

อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร นายนิทัศ แสงแก้ว โทร. (085) 606-2187

อำเภอนาราง จังหวัดพิจิตร นายวันชัย เนียรภาค โทร. (099) 270-8062

นายมณฑล เผือกฟัก โทร. (097) 926-3480

อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ นายบุญสือ วันเอก โทร. (086) 119-6573

นางวีณา มาเลี้ยง โทร. (096) 194-9417

อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร นายสายัน ภูมิเขตร โทร. (094) 841-4428

อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร นายเจต เดชมัด โทร. (086) 213-1566

จังหวัดอุตรดิตถ์ นายบัวโรย ดำมุ้ย โทร. (086) 644-8623

นายวิจิตร อินทร์ไทย โทร. (089) 611-3213

อำเภอพบพระ จังหวัดตาก นางสาวบุญธรรม จ้อมแดงธรรม โทร. (089) 276-8698

อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก นางสาวจิรัฌชา ยอดคำ โทร. (089) 566-9139

อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย นางกอบกุล ทรัพย์เพชร โทร. (093) 161-9625

อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (087) 845-2460

ถั่วลิสง

อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก นางวันเพ็ญ ด่านแม่กลอง โทร. (089) 606-1711

นางวันดี คำวันนะ โทร. (087) 196-8521

สันทัด วัฒนกูล ชาวนามืออาชีพ รู้จักดิน รู้จักน้ำ ทำนาประสบความสำเร็จ

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

กุลดิลก แก้วประพาฬ

สันทัด วัฒนกูล ชาวนามืออาชีพ รู้จักดิน รู้จักน้ำ ทำนาประสบความสำเร็จ

อาชีพชาวนา มีบ้างที่ต้องพบกับความเสี่ยงที่มีปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง หรือการระบาดของโรคแมลงศัตรูพืช

เหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของชาวนา แต่สำหรับชาวนาอย่าง คุณสันทัด วัฒนกูล อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 234 หมู่ที่ 1 ตำบลทัพทัน อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งประกอบอาชีพทำนาสืบต่อจากบรรพบุรุษ บนพื้นที่ประมาณ 190 ไร่ ถือได้ว่าเป็นชาวนามืออาชีพที่สามารถลดความเสี่ยงจากอาชีพทำนาได้

คุณสันทัด ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ของตำบลทัพทัน ด้วย ได้ทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เกษตรทฤษฎีใหม่ (New Theory Agriculture) มีการบริหารจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะดินและน้ำที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด แบ่งพื้นที่ทำการเกษตรออกเป็น 4 ส่วน คือจัดให้มี แหล่งน้ำ ร้อยละ 30 ทำนา ร้อยละ 30 พืชไร่พืชสวน ร้อยละ 30 และพืชผักสวนครัว ร้อยละ 10

ในเรื่องน้ำ ผู้ใหญ่สันทัดได้จัดหาแหล่งน้ำ โดยการขุดสระใหญ่เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ และค่อยๆ ขุดสระเพิ่มขึ้น ปัจจุบันขุดสระไว้ จำนวน 9 สระ รวมพื้นที่ ประมาณ 20 ไร่ โดยสระใหญ่สุด มีขนาดกว้าง 79 เมตร ยาว 121 เมตร และมีความลึกถึง 24 เมตร สามารถจุน้ำได้กว่า 200,000 ลูกบาศก์เมตร และอยู่บนพื้นที่ดอน ทำให้ง่ายต่อการระบายน้ำลงมายังสระอื่นๆ

ผู้ใหญ่สันทัดได้เรียนรู้การทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ มีการทำนาเป็นหลัก โดยปีหนึ่งทำนา พื้นที่ประมาณ 70 ไร่ ปลูกข้าวหลากหลายพันธุ์ตามความต้องการของตลาด ได้แก่ พันธุ์ กข ต่างๆ เช่น กข 31 กข 41 กข 49 ข้าวหอมชลสิทธิ์ ข้าวหอมปทุม ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งผู้ใหญ่สันทัดได้รับคัดเลือกเป็นประธานศูนย์ข้าวชุมชนของตำบลทัพทัน อำเภอทัพทัน ด้วย แบ่งพื้นที่ใช้ทำเป็นแปลงกล้าพันธุ์ข้าว พื้นที่ประมาณ 15 ไร่ โดยเพาะกล้าข้าวลงในถาดเพาะ แล้วจัดวางลงในแปลงเป็นผืนตามชนิดของพันธุ์ข้าว สะดวกต่อการปฏิบัติดูแลรักษา อายุกล้าตั้งแต่หว่านถึงนำไปปลูกปักดำ ใช้เวลา 12-15 วัน

การจัดทำแปลงกล้าข้าวแปลงใหญ่ ซึ่งผู้ใหญ่สันทัด ให้ชื่อเรียกว่า “แปลงกล้าหนึ่งเดียว” มีแนวคิดว่า การผลิตข้าวพันธุ์ดีให้ได้ราคาไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเมล็ดพันธุ์มักมีราคาแพงกว่าราคาข้าว ที่ชาวนาขายให้กับโรงสี จึงมองหาวิธีดีที่สุด ซึ่งก็พบว่า การทำนาดำจะช่วยให้ได้ผลผลิตสูงและสามารถเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์ไว้ทำพันธุ์ได้ด้วย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของผู้ใหญ่สันทัด ที่ได้ทำกล้าพันธุ์ข้าวจำหน่ายด้วย เป็นผลให้มีการจ้างงานในชุมชนให้คนมีงานทำ และชาวนาในพื้นที่ต่างๆ ได้มาเรียนรู้ตลอดปี

การทำนา ผู้ใหญ่สันทัดได้ทำนาแบบลดต้นทุน โดยใช้ประโยชน์จากปัจจัยที่มีให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด เริ่มตั้งแต่เรื่องดิน ผู้ใหญ่สันทัดให้ความสำคัญกับการปรับปรุงดิน ด้วยการปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ปอเทือง ถั่วพร้า พอโตขึ้นมาในระยะเหมาะสม ทำการไถกลบเพื่อปรับปรุงสภาพดิน และใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ที่จัดทำดีแล้วนำไปใส่ในแปลงนา ซึ่งวัสดุที่ทำปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ก็ได้จากส่วนของผลิตผลในพื้นที่ โดยเฉพาะมูลสัตว์ ผู้ใหญ่สันทัดเลี้ยงกระบือที่ตกทอดจากพื้นที่เดิมเคยเป็นตลาดนัดโค-กระบือ ปัจจุบันมีกระบืออยู่ 50 ตัว ทำให้ได้มูลกระบือจำนวนมาก เป็นโรงงานผลิตปุ๋ยธรรมชาติที่เหมาะสมที่เดียว

นอกจากนี้ พื้นที่นาแปลงปลูกข้าว ผู้ใหญ่สันทัดได้เก็บตัวอย่างดินไปตรวจ วิเคราะห์ ซึ่งผลจากการวิเคราะห์ดิน ทำให้ประหยัดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีลง และต้นข้าวยังมีการเจริญเติบโตดี เพราะได้รับอาหารที่ตรงกับความต้องการในอัตราที่ถูกต้อง และตรงกับเวลาที่ต้นข้าวต้องการ

ในเรื่องดินอีกเช่นกันคือ การเตรียมพื้นที่ก่อนทำนา มีการเตรียมดินอย่างพิถีพิถัน ไม่เผาทำลายต้นฟางข้าว แต่ใช้วิธีไถพลิกหน้าดินเพื่อกลบฟางข้าว การไถดะควรทิ้งไว้ 7-10 วัน จากนั้นจึงไถแปร แล้วจึงหว่าน (นาน้ำตม) แต่หากเป็นนาดำให้ทำเทือกปรับระดับพื้นที่ให้เสมอ ทิ้งไว้ 1 คืน รักษาระดับน้ำในแปลง สูงประมาณ 5 เซนติเมตร จากผิวดิน และในการทำนาดำ ปัจจุบันได้นำเครื่องจักรมาใช้ดำนา ทำให้ประหยัดแรงงาน เวลา สะดวกในการปฏิบัติดูแลรักษาแปลงนา การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวก็ประหยัดลง ให้เมล็ดพันธุ์เพียง 8-10 กิโลกรัม ต่อไร่ เท่านั้น

พื้นที่มีการจัดการน้ำอย่างเหมาะสม การทำนาดำต้องปล่อยน้ำให้ขังในแปลงนา จะช่วยลดปัญหาวัชพืชใบแคบ สกุลหญ้าที่อ่อนแอต่อสภาพน้ำขังได้ รอบพื้นที่ยังขุดลอกคลองซอย เพื่อระบายน้ำเข้า-ออกนา ทำให้สามารถเลี้ยงปลาในนาข้าว และยังจัดทำระบบน้ำหยด นำน้ำไปใช้ในแปลงทำการเกษตรชนิดอื่น บริเวณขอบสระและคันนา นอกจากใช้พื้นที่บางส่วนในการปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล ไม้ยืนต้น ยังมีการปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน

ในการประกอบอาชีพการเกษตรของผู้ใหญ่สันทัด ปีหนึ่งผู้ใหญ่สันทัดใช้พื้นที่ทำนา ประมาณ 50 ไร่ หรือสูงสุดไม่เกิน 70 ไร่ แม้จะมีแหล่งกักเก็บน้ำ ซึ่งเป็นสระถึง 9 สระ ปริมาณความจุของน้ำกว่า 200,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งคำนวณสามารถใช้ทำนาได้ถึงกว่าร้อยไร่ (คิดปริมาณน้ำทำนาดำ 1,500 ลูกบาศก์เมตร ต่อพื้นที่ 1 ไร่) แต่ผู้ใหญ่สันทัดได้พิจารณาหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หากปีใดมีภาวะฝนแล้งที่ยาวนาน เกรงว่าน้ำที่กักเก็บไว้จะไม่เพียงพอ จึงวางแผนทำกิจกรรมการเกษตรชนิดอื่นไปด้วย มีการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพด ทานตะวัน ซึ่งต้นจะออกดอกให้ความสวยงามแก่พื้นที่ (พื้นที่เกษตรแห่งนี้จัดทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรด้วย) หลังจากออกดอกและเก็บเมล็ดพันธุ์ ยังนำเมล็ดทานตะวันมาเพาะเป็นทานตะวันงอกจำหน่ายด้วย และกิจกรรมอื่นๆ ก็มี การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย เห็ดถุง ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ประดับต่างๆ มีหลากหลายกิจกรรม หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด โดยผู้ใหญ่สันทัด มีแนวความคิดว่า หากทำนาเพียงอย่างเดียวหรือทำนามากเกินไป ยิ่งทำนาแบบลดต้นทุน ซึ่งผู้ใหญ่สันทัด ทำได้ผลผลิตสูงสุดถึง 1,132 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตก็มาก ต้องจำหน่ายข้าวเปลือกให้กับโรงสี หรือพ่อค้าคนกลาง ก็จะจำหน่ายได้ราคาต่ำ ผู้ใหญ่สันทัด รวมกลุ่มชาวนา นอกจากเป็นศูนย์ข้าวชุมชนแล้ว ยังจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งผู้ใหญ่สันทัด ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกลุ่ม ทำนา นอกจากจำหน่ายผลผลิต ยังเก็บพันธุ์ข้าวเปลือกไว้ทำพันธุ์ ผลผลิตส่วนหนึ่งแปรรูป จำหน่ายเป็นข้าวสารและข้าวกล้อง ทำให้มีกิจกรรมทางเกษตรทำตลอดปี และเกิดรายได้สำหรับครอบครัวและชุมชน

สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งในพื้นที่ทำการเกษตรของผู้ใหญ่สันทัด ได้หลีกเลี่ยงหรือไม่มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทำการเกษตรแบบปลอดภัยและลดต้นทุน โดยการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีการเกษตร ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การกำจัดวัชพืชในแปลงนา ความชื้นในดินทำให้เกิดวัชพืชในนาได้มาก การใช้วิธีการปลูกข้าวแบบนาดำที่ผู้ใหญ่สันทัดทำ ช่วยลดปริมาณวัชพืชได้มากกว่าวิธีอื่น ในการปักดำจะใช้ต้นกล้าที่เจริญเติบโตแล้ว ขณะปักดำ วัชพืชกำลังจะเริ่มโต ซึ่งไม่ทันกับการเจริญเติบโตของข้าว

การป้องกันโรคแมลงศัตรูข้าว มีการเฝ้าระวัง ตรวจนับ ตรวจแปลงนา อย่างใกล้ชิด สม่ำเสมอ ตามแนวทางโรงเรียนเกษตรกร เรียนรู้วิธีการจัดการกับโรคแมลงศัตรูโดยใช้ศัตรูธรรมชาติ หากสำรวจพบสิ่งผิดปกติ การป้องกันกำจัดจะใช้สารชีวินทรีย์ที่ผลิตขึ้น มีการนำมาใช้ในกลุ่มสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนด้วยกัน

การทำนาของผู้ใหญ่สันทัด จึงเป็นการทำนาที่ไม่เสี่ยง ทำนาด้วยความพอดีและมีเหตุผล สามารถพึ่งตนเอง ลดการพึ่งพาตลาดและกระจายความเสี่ยงโดยการปลูกพืช หรือทำกิจกรรมทางการเกษตรหลายชนิด ทำให้แก้ปัญหาของครอบครัวและชุมชนได้ไปพร้อมกัน ซึ่งในพื้นที่บริเวณนาได้จัดทำเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โดยการสนับสนุนจากองค์กรและส่วนราชการต่างๆ และผู้ใหญ่สันทัด ยังได้รับรางวัลเป็นเครื่องหมายประกาศเกียรติคุณจำนวนมาก สามารถเป็นต้นแบบนำไปเป็นแบบอย่างได้ เช่น

1. เกษตรกรสาขาอาชีพทำนาดีเด่น ระดับเขต ปี 2558 ของสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก

2. เกษตรกรสาขาอาชีพการทำนาดีเด่น ติดต่อกันหลายปีของจังหวัดอุทัยธานี

3. เกษตรกรมืออาชีพดีเด่น แปลงเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี

4. รางวัลชนะเลิศเกษตรกรปราดเปรื่องต้นแบบด้านข้าว (Smart Farmer) จังหวัดอุทัยธานี จากกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

5. เกษตรกรสัมมาอาชีพดีเด่น จากสภาเกษตรกรแห่งชาติ

6. รางวัลดีเด่น ระดับจังหวัด ระดับเขต ศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องจากพระราชดำริ จากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ปี 2558

ทั้งนี้ การประกอบอาชีพทำนาของ คุณสันทัด วัฒนกูล ได้ยึดหลักของพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ “ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน”

นอกจากนี้ ผู้ใหญ่สันทัด ยังมีบทบาทในฐานะผู้นำชุมชนในด้านอื่นๆ อีกหลายด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ใหญ่สันทัด มีความปลาบปลื้มและภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตชาวนาคือ ได้ร่วมจัดแสดงผลงาน และเฝ้าฯ รับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์โอท็อป เมืองพระชนกจักรี อุทัยธานี เมื่อ วันที่ 14 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา

แลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ใหญ่สันทัด ได้ตามที่อยู่ หรือโทร. (081) 888-3579

%d bloggers like this: