จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

All posts tagged จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

ปลานิลพระราชทาน ครบรอบ 50 ปี เพาะพันธุ์เพื่อเกษตรกรไทย

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07070010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

ปลานิลพระราชทาน ครบรอบ 50 ปี เพาะพันธุ์เพื่อเกษตรกรไทย

การเลี้ยงปลานิลจิตรลดา ปลาพันธุ์พระราชทานในประเทศไทย เพาะเลี้ยงและรู้จักกันมาครบรอบขวบปีที่ 50 เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งขึ้นแท่นเป็นปลาเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้เกษตรกร สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยอย่างมาก

จากปลานิลจิตรลดา ซึ่งเป็นปลาพระราชทาน ที่มีจุดเด่นในการเลี้ยงง่าย โตไว เหมาะจะเผยแพร่สู่เกษตรกรให้นำไปเลี้ยงสร้างรายได้และอาชีพ สู่ความมั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย

ข้อมูลการเก็บรวบรวมของกรมประมง พบว่า ในปัจจุบันภายในประเทศไทย สามารถผลิตปลานิลขายกว่า 200,000 ตัน ต่อปี โดยมีมูลค่าตลาดรวมถึง 10 ล้านบาท และยังสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศเกือบ 20,000 ตัน ต่อปี

ดร.จรัลธาดา กรรณสูต ที่ปรึกษาสำนักราชเลขาธิการ เผยว่า กว่าจะมาเป็นโครงการพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลจิตรลดานั้น เกิดขึ้นหลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี 2489 เป็นช่วงที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อันเป็นผลกระทบมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานโครงการพระราชดำริมากมายเพื่อบรรเทาทุกข์ของประชาชน

รวมไปถึงโครงการพัฒนาพันธุ์ปลานิลจากปลาน้ำจืด ตระกูลทิลาเปีย คือ NILE TILAPIA จำนวน 50 ตัว จากสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ แห่งญี่ปุ่น ขณะนั้นดำรงตำแหน่งพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร ได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี 2508 พระองค์ได้ทรงเลี้ยงไว้ในบ่ออนุบาลที่สวนจิตรลดา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำไปขยายพันธุ์ต่อและแจกจ่ายให้เกษตรกร พร้อมกับพระราชทานนามว่า “ปลานิล”

ความพิเศษของปลานิลจิตรลดา พันธุ์พระราชทานนี้คือ เลี้ยงง่าย โตไว ให้ลูกพันธุ์ปลามาก และเป็นที่นิยม ความต้องการของตลาดสูง

แต่เดิมเผยแพร่พันธุ์ปลานิลและเลี้ยงกันมากในแถบภาคกลาง แต่ปัจจุบันนี้สามารถเลี้ยงปลานิลได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยได้ ขอเพียงมีแหล่งน้ำ ก็สามารถเลี้ยงได้

โดย คุณสนธิพันธ์ ผาสุขดี ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด บอกว่า การเลี้ยงปลานิลที่เหมาะกับการค้าขาย ต้องเลี้ยงปลาเพศผู้เท่านั้น เพราะจะให้น้ำหนักดี โตไว จึงมีการพัฒนาให้ปลานิลที่เลี้ยงในเชิงการค้า สามารถเปลี่ยนเพศ ให้เป็นเพศผู้ทั้งหมดได้ ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธีคือ

1. เปลี่ยนแปลงโครโมโซมเพศ ทำให้การผสมเป็น YY คือเพศผู้

2. การใช้ฮอร์โมนเพศผู้ในการเลี้ยง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำได้ง่ายและเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมด้วย

โดยวิธีการในการให้ฮอร์โมน คือหลังจากการฟักออกจากไข่ ประมาณ 15 วัน จะทำการเลี้ยงปลาโดยให้ฮอร์โมนและให้ต่อเนื่องประมาณ 20-25 วัน ปลานิลจะมีโอกาสกลายเป็นเพศผู้มากกว่าเพศเมียเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

สำหรับการใช้ฮอร์โมนเพศนี้ ไม่มีผลกระทบหรือความเสี่ยงในการบริโภค เพราะฮอร์โมนเพศดังกล่าวจะค่อยๆ หายไป เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเลี้ยงปลานิลต่อไปอีกประมาณ 6-8 เดือน จึงจะสามารถนำไปจำหน่ายได้

สำหรับการเลี้ยงปลานิลมีหลายรูปแบบ ที่นิยมกันมากคือ การเลี้ยงในบ่อดินและกระชัง โดยมีข้อแตกต่างกันดังนี้

– บ่อดิน ต้นทุนในการเลี้ยงและลงทุนต่ำกว่าการเลี้ยงในกระชัง ปลาไม่ค่อยเสี่ยงต่อโรค คือจะแข็งแรง แต่อาจติดเรื่องของกลิ่นสาบดินโคลนในตัวปลาบ้าง ซึ่งก็ไม่ได้เป็นทุกพื้นที่ที่เลี้ยง ขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำ การดูแล รักษา และการทำความสะอาดก่อนบริโภค

– กระชัง การลงทุนในตอนแรกค่าใช้จ่ายอาจสูง เนื่องจากราคากระชังต่อ 1 ลูก ราคาสูงพอสมควร เลี้ยงในบริเวณที่เป็นแหล่งน้ำไหล อาจมีเสี่ยงต่อการติดโรคมาจากแหล่งน้ำที่ไหลผ่าน แต่จุดเด่นคือตัวปลาจะไม่มีกลิ่น

สำหรับอาหารของปลานิลนั้น สามารถกินได้ทั้งอาหารเม็ดและอาหารหมักจากพืชผักได้ ซึ่งหากให้อาหารหมักจะช่วยลดต้นทุนอาหารในการเลี้ยงปลานิลได้

คุณสนธิพันธ์ บอกต่อว่า “ปัจจุบัน ตลาดปลานิลเป็นที่นิยม กรมประมงเพาะเลี้ยงลูกปลาเพื่อขายให้เกษตรกร มากถึงปีละ 300 ล้านตัว ส่วนราคาขายเมื่อถึงวัยที่ปลานิลสามารถจำหน่ายได้ก็อยู่ที่ระหว่าง 50 บาทโดยเฉลี่ย ราคาอาจสูงถึง 100 บาทในบางพื้นที่ ทั้งนี้ปัจจัยขึ้นอยู่กับพื้นที่ในการเพาะเลี้ยง และความต้องการของตลาดว่ามากน้อยขนาดไหน รวมไปถึงปลานิลออกสู่ตลาดมากหรือน้อยในแต่ละช่วงด้วย”

สำหรับภาพรวมการเลี้ยงในช่วงนี้ คงมีลดลงบ้าง เพราะแล้ง แต่ก็ยังมีเกษตรกรที่สามารถเลี้ยงและนำมาจำหน่ายออกสู่ตลาดได้

ตลาดเพื่อนบ้าน CLMV เป้าหมายใหม่ส่งออกอาหารไทยปี 2559

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

ตลาดเพื่อนบ้าน CLMV เป้าหมายใหม่ส่งออกอาหารไทยปี 2559

“ในปี 2558 สินค้าอาหารแปรรูปในหมวดเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์นมของไทยมีกลุ่มประเทศ CLMV เป็นตลาดส่งออกหลัก ส่วนน้ำผักผลไม้ก็เป็นสินค้าที่มีการขยายตัวได้ดี คาดว่าในปี 2559 จะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง”

สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เผยข้อมูลตลาดส่งออกอาหารของไทยในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมา, เวียดนาม) อนาคตไกล ปี 2558 สัดส่วนพุ่งเป็นร้อยละ 53 ของตลาดอาเซียน เฉพาะในปี 2558 มีมูลค่าส่งออก 122,947.5 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 16.92 คาดปี 2559 อาหารแปรรูปหมวดเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์นม และน้ำผักผลไม้ ยังคงมีแนวโน้มเติบโตดี มั่นใจภาพลักษณ์คุณภาพมาตรฐานอาหารไทยตอบโจทย์ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ แนะเอสเอ็มอีส่งออกมือใหม่ควรเริ่มเจาะตลาดตามแนวชายแดนไทยก่อนค่อยขยายสู่เมืองหลักเพื่อลดความเสี่ยง หรือเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์

ไทยส่งอาหารไปเมียนมาเยอะสุด

เศรษฐกิจ CLMV ยังรุ่ง

คุณยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เผยตลาดข้อมูลส่งออกอาหารของไทยไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีอัตราเติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 15.94 ต่อปี ขณะที่มูลค่าส่งออกอาหารไปอาเซียน เฉลี่ยมีอัตราขยายตัวเพียงร้อยละ 9.19 ต่อปี โดยปี 2558 ที่ผ่านมา มูลค่าส่งออกอาหารไปตลาดอาเซียนเท่ากับ 231,433.17 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25.65 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ส่วนมูลค่าส่งออกอาหารไป CLMV ในปี 2558 เท่ากับ 122,947.5 ล้านบาท มีอัตราขยายตัวจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 16.92

ทั้งนี้ เมียนมาเป็นประเทศที่ไทยส่งออกในสัดส่วนมากที่สุดราวร้อยละ 32 รองลงมาคือ เวียดนาม ร้อยละ 31.5 กัมพูชา ร้อยละ 20.5 และสปป.ลาว ร้อยละ 16 โดยพบว่าสัดส่วนของมูลค่าส่งออกอาหารไปยัง CLMV มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับภาพรวมการส่งออกไปอาเซียน แสดงให้เห็นว่า CLMV คือตลาดอาเซียนใหม่ที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับเอสเอ็มอีกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร

“ในปี 2558 สินค้าอาหารแปรรูปในหมวดเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์นมของไทยมีกลุ่มประเทศ CLMV เป็นตลาดส่งออกหลัก ส่วนน้ำผักผลไม้ก็เป็นสินค้าที่มีการขยายตัวได้ดี คาดว่าในปี 2559 จะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และมีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ดีมีคุณค่าทางโภชนาการ เนื่องจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวจากการค้าและการลงทุน”

ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลของ IMF ที่ประเมินภาวะเศรษฐกิจของประเทศ CLMV พบว่าในปี 2559 นี้อัตราขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเบื้องต้นของทั้งกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศไทย โดยกัมพูชาและ สปป.ลาว เศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตราเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2558 อยู่ที่ร้อยละ 7.1 และ 7.9 ตามลำดับ

ส่วนเมียนมาอัตราเติบโตของเศรษฐกิจขยายตัวใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่ถือว่าอยู่ในระดับสูง คือร้อยละ 8.3 ขณะที่เวียดนามจะมีอัตราเติบโตร้อยละ 6.4 ส่วนไทยคาดว่าจะเติบโตเพียงร้อยละ 3.2 และเมื่อพิจารณากำลังซื้อของผู้บริโภคก็พบว่า ทั้ง CLMV ผู้บริโภคมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตามทิศทางเศรษฐกิจที่เติบโต ทำให้เกิดการจ้างงานและมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยผู้บริโภคกัมพูชามีอำนาจซื้อเฉลี่ยต่อคนต่ำที่สุด ขณะที่ผู้บริโภค สปป.ลาว และเมียนมามีกำลังซื้อเฉลี่ยต่อคนใกล้เคียงกัน ส่วนเวียดนามมีอำนาจซื้อเฉลี่ยต่อคนสูงที่สุดใน 4 ประเทศ

“นม” สินค้าดาวรุ่ง

อาหารแปรรูป อนาคตสดใส

สถาบันอาหารได้ทำการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคใน CLMV เกี่ยวกับการบริโภคอาหารแปรรูป พบว่า กัมพูชา ชาวกัมพูชามักจะทำอาหารด้วยตนเองเป็นประจำทุกวัน คิดเป็นร้อยละ 35.2 โดยในปัจจุบันพฤติกรรมการทานอาหารสำเร็จรูปประเภทต่างๆ ยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายมากนัก เช่นเดียวกับ สปป.ลาว กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 97.0 มีพฤติกรรมการปรุงอาหารทานเองที่บ้าน มีความถี่ในการทานบะหมี่/ก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูป และอาหารสำเร็จรูปแช่เย็นแช่แข็ง 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ส่วนอาหารแปรรูปกระป๋องมีความถี่ในการทาน 1-2 ครั้ง ต่อเดือน มากที่สุด ร้อยละ 90 เลือกบริโภคเครื่องดื่มสำเร็จรูป ได้แก่ (1) เครื่องดื่มจำพวกน้ำผลไม้พร้อมดื่ม (2) เครื่องดื่มจำพวก ชา กาแฟ น้ำปั่น (3) นมพร้อมดื่ม นมเปรี้ยว โยเกิร์ต โดยมีความถี่ในการบริโภค 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เท่ากันทุกชนิดมากที่สุด

สำหรับเมียนมา กลุ่มตัวอย่างบริโภคอาหารแปรรูป (1) ขนมขบเคี้ยวประเภทถั่วและธัญพืช คิดเป็นร้อยละ 87.0 ด้วยความถี่ 2-3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ (2) ขนมขบเคี้ยวประเภทขนมปังกรอบ เคยทานคิดเป็นร้อยละ 78.7 ด้วยความถี่ 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ (3) ขนมหวานจำพวกวุ้น เยลลี่ เคยทานคิดเป็นร้อยละ 62.0 ด้วยความถี่ 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ (4) หมูยอ กุนเชียง หมูหย็อง แหนม เคยทานคิดเป็นร้อยละ 59.7 ด้วยความถี่ 1 ครั้ง ต่อเดือน (5) ผักผลไม้แปรรูป ดอง แช่อิ่ม อบแห้ง เคยทานคิดเป็นร้อยละ 40.0 ด้วยความถี่ 1 ครั้ง ต่อเดือน (6) อาหารแปรรูปไขมันและแป้งน้อย เคยทานคิดเป็นร้อยละ 34.3 ด้วยความถี่ประมาณ 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ (7) อาหารแปรรูปแช่เย็นแช่แข็งนั้นผู้บริโภคชาวเมียนมาไม่เคยบริโภคมากถึงร้อยละ 95.0 และอาหารแปรรูปกระป๋องนั้น โดยรวมแล้วเคยทานอยู่ที่ร้อยละ 74.0 มีความถี่ 1 ครั้ง ต่อเดือน มากที่สุด

ด้านเวียดนาม ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการปรุงอาหารทานเองที่บ้านมากถึงร้อยละ 98.0 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด มีความถี่ในการทานบะหมี่/ก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูป 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ส่วนอาหารแปรรูปแช่เย็นแช่แข็งและอาหารแปรรูปกระป๋องมีความถี่ในการทาน 1-2 ครั้ง ต่อเดือน มากที่สุด โดยชาวโฮจิมินห์ส่วนใหญ่นิยมทานบะหมี่/ก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูป อาหารแปรรูปแช่เย็นแช่แข็ง และอาหารกระป๋องมากกว่าชาวฮานอย กลุ่มตัวอย่างมากกว่าร้อยละ 90 เลือกบริโภคเครื่องดื่มสำเร็จรูป ได้แก่ (1) เครื่องดื่มจำพวกน้ำผลไม้พร้อมดื่ม (2) เครื่องดื่มจำพวก ชา กาแฟ น้ำปั่น (3) นมพร้อมดื่ม นมเปรี้ยว โยเกิร์ต โดยมีความถี่ในการบริโภค 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์

คุณยงวุฒิ กล่าวว่า “จากสภาพเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนา มีร้านค้าสมัยใหม่เกิดขึ้นมาก ศักยภาพของตลาดที่ขยายตัวเนื่องจากการลงทุนและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเมืองสำคัญ แนวโน้มตลาดอาหารแปรรูปยังมีโอกาสให้ขยายตัวได้อีกมาก ผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้ง่าย นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ของอาหารไทยที่แข็งแรงด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้า จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารของไทยยังมีอนาคตสดใสในตลาด CLMV สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอีที่ยังไม่มีประสบการณ์ แต่มีความสนใจส่งออกสินค้าอาหารแปรรูปเข้าสู่ตลาด CLMV ควรเจาะตลาดตามแนวชายแดนก่อน เมื่อมีแนวโน้มดีจึงค่อยรุกเข้าสู่ตลาดในเมืองหลักตามลำดับ เพื่อลดความเสี่ยง หรืออาจเริ่มต้นจากการเข้าร่วมงานแสดงสินค้ากับหน่วยงานภาครัฐของไทย และรับคำแนะนำจากทูตพาณิชย์ของไทยประจำประเทศต่างๆ”

ทางรอดโชห่วยภูธร

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07013011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

ทางรอดโชห่วยภูธร

“ราคาถูกจริง ช็อปปิ้งถูกใจ อยู่ใกล้บ้านคุณ” ธนพิริยะ ร้านค้าปลีก-ส่ง ของคนเชียงราย นี่คือสโลแกนที่ผลักดันให้ธุรกิจค้าปลีก-ส่ง ของธนพิริยะเติบโตมาถึงทุกวันนี้

จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่จุดยุทธศาสตร์ทางการค้า มีเขตชายแดนติดกับ พม่า สปป.ลาว และ จีนตอนใต้ การค้าตามเขตชายแดนคาดว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคจากประเทศไทยเป็นที่ต้องการค่อนข้างสูง

ตลาดหลักทรัพย์

เป้าหมายและอนาคต

ธนพิริยะ ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 25 ปี จนกลายเป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าและส่งท้องถิ่นรายแรกที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ซึ่งภายหลังจากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทจะมีโอกาสขยายธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพ เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

คุณธวัชชัย พุฒิพิริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) เล่าว่า “25 ปีที่ผ่านมา ที่เราก่อตั้งและพัฒนาร้านค้าปลีกและส่งในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จนสามารถขยายสาขาได้ทั่วจังหวัดเชียงรายทั้งหมด 12 สาขา ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยที่ผ่านมา ธนพิริยะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจของประเทศจะผันผวนก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อการเติบโตในการขยายสาขาที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต

ประกอบกับจุดแข็งสำคัญคือ ระบบการจัดการภายในที่มีคุณภาพ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้าและคู่ค้าทางธุรกิจ ตลอดจนความเข้าใจวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ทำให้ผลการดำเนินงานของธนพิริยะที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ มีการขยายสาขาออกไปอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเติบโตของบริษัทขยายตัวทุกปีและมีความมั่นคง สัดส่วนรายได้มาจากธุรกิจค้าปลีก 64 เปอร์เซ็นต์ และธุรกิจค้าส่ง 36 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12

สำหรับแผนการขยายธุรกิจค้าปลีกและส่ง มองอนาคตไว้ว่าภายใน 7-10 ปีข้างหน้า ให้มีสาขาเพิ่มขึ้นกว่า 50 สาขา มองว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะดีกว่าปีนี้ จากมุมมองที่ว่าจะเปิดเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นหลัก เนื่องจากเชียงรายโชคดีตรงที่เป็นจังหวัดในประเทศไทยที่มีเขตแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ อย่างเช่น พม่า ลาว และ จีน”

ผุดโมเดลธุรกิจใหม่

กลยุทธ์และทางออก

คุณธวัชชัย เผยว่า “โมเดลสร้างใหม่ คนไทยคิดเอง จากประสบการณ์ที่สั่งสมในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกและส่ง เกิดเป็นแนวคิดพัฒนาในการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ โดยอ้างอิงจากข้อดีของธุรกิจใหญ่อย่างโมเดิร์นเทรดและร้านค้าปลีกย่อยตามชุมชน

โดยสาขาแรกที่ธนพิริยะก่อตั้งขึ้นมาอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พัฒนาจนรูปแบบการซื้อขายให้อยู่กึ่งกลางระหว่างการค้าปลีกและส่ง คือลูกค้าที่ต้องการจะซื้อของสามารถเข้ามาเลือกซื้อของได้ทั้งแบบส่ง สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อของเพื่อไปขายต่อ ในขณะที่ก็ยังสามารถซื้อของน้อยชิ้นหรือสินค้าขายปลีกได้ในสถานที่เดียวกัน

โดยวิถีชีวิตคนต่างจังหวัดมีความแตกต่างจากคนในหัวเมืองใหญ่ ยังต้องการรูปแบบร้านค้าท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชุมชน สะดวกซื้อสินค้า ความใส่ใจของพนักงานที่ให้บริการ ยึดรูปแบบคือ สะดวกสบายเหมือนร้านสะดวกซื้อ มีสินค้าที่หลากหลายเหมือนโมเดิร์นเทรด เป็นพันธมิตรกับร้านค้าปลีกท้องถิ่นและมีสินค้าหลากหลายราคาส่ง”

การบริการ คือหัวใจสำคัญที่ 1 เป็นจุดสำคัญที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาใช้อีก โดยสร้างความเป็นกันเองระหว่างลูกค้าและพนักงานในร้าน

“หัวใจสำคัญของร้านค้าปลีกอยู่ที่การบริการ การสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง สังเกตได้จากเวลาที่เราซื้อของตามร้านอากง อาม่า หรือร้านป้าโชห่วยในซอยบ้าน เราจะรู้จักกันดี ทักทายกันเสมอ สร้างความคุ้นเคย ทำให้คนที่เข้ามาซื้อของกลับมาซื้อซ้ำอีก ไม่รู้จักเบื่อ มันคือบรรยากาศความสนุกสนานและเป็นกันเอง อีกเรื่องที่สำคัญคือคนเชียงรายสนับสนุนคนฮึดสู้และขยัน” คุณธวัชชัย เล่า

ส่วนข้อดีของการเอาโมเดิรน์เทรดเข้ามาพัฒนาคือ ระบบในการจัดการร้าน การกระจายสินค้าและรูปแบบที่ทันสมัยของร้าน อีกทั้งเรามีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นในแผนอนาคต จึงตั้งใจที่จะสร้างศูนย์กลางกระจายสินค้าให้ขยายใหญ่ขึ้น พื้นที่โดยประมาณ 10,000 ตารางเมตร อยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดเชียงราย 8 กิโลเมตร ซึ่งใช้ระยะเวลาในการเดินทางส่งของตามสาขาต่างๆ ทั่วจังหวัดเชียงรายได้ง่ายขึ้น

ทางรอด ร้านค้าปลีก-ส่ง

และการปรับตัว

ปัจจุบัน เศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายเติบโตขึ้นมาก ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกภาคส่วน ความเจริญที่เพิ่มเข้ามา ทำให้จังหวัดเชียงรายมีการลงทุนทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม รวมไปถึงธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่หลายรายที่เข้ามาลงทุนและจับจองพื้นที่

หากร้านค้าเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นโชห่วยหรือตลาดสด หากไม่มีการปรับตัว ไม่สร้างจุดยืนเป็นของตัวเองให้ได้ จะทำให้ร้านค้าเล็กๆ ตายลงไปตามๆ กัน เหมือนที่ผ่านมาที่บอกว่า ร้านค้าเล็กๆ ไม่มีทางรอดในยุคนี้

“ผมมองว่า มันคือความท้าทายและโอกาส ร้านค้าเล็กๆ อย่างเราที่จำต้องปรับตัว เพราะถ้าไม่ปรับตัวก็ต้องปิดตัว ตายไปตามกระแส ซึ่งร้านค้าเล็กๆ มักไม่ยอมรับการปรับตัว ยังติดคิดว่า เราไม่มีทางสู้พวกรายใหญ่ได้ เพราะอย่างไรเสียเราก็ต้องรับของเขามาขายอีกต่อหนึ่ง แต่จริงๆ ถ้าเราพร้อมปรับตัว หาความรู้และโอกาส เรามีทางรอด

สิ่งหนึ่งที่อยากทำมากคือ ผมอยากนำเอาร้านค้าเล็กๆ ตามชุมชนกลับมาผงาดอีกครั้ง ในจังหวัดเชียงรายก็มีคุยๆ กันไว้แล้วบ้าง แต่ปัญหามันติดอยู่ที่เจ้าของร้านหรือกิจการ ยังคิดแบบเจ้าของ ยังไม่ได้คิดแบบนักบริหาร เพราะปัจจุบันนี้ การทำธุรกิจมันคือการแบ่งกันกิน เอื้อประโยชน์กันใช้ หากอยากรอดคนเดียว อยากได้ส่วนแบ่งมากๆ คนเดียว รับรองได้เลยว่าไม่มีทางรอด การจะรอดต้องช่วยกันรอด พร้อมที่จะพัฒนาไปด้วยกัน

มาถึงวันนี้ ก็ยังมั่นใจว่า อย่างไรเสีย ร้านค้าปลีกย่อย ถ้ารู้จักปรับตัว ไม่มีทางตาย ยังไงก็รอด แค่ต้องพัฒนาตัวเองและคิดหาทางออก แบ่งผลประโยชน์รวมกันในเขตบริเวณเดียวกัน” คุณธวัชชัย บอกอย่างมั่นใจ

สัมมนาแห่งปี One Stop Shop On Mobile : ค้าขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้เป็นเศรษฐี

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07035011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

สัมมนาแห่งปี One Stop Shop On Mobile : ค้าขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้เป็นเศรษฐี

จากการสัมมนาให้ความรู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในหัวข้อ “One Stop Shop On Mobile : ค้าขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้เป็นเศรษฐี” จัดโดย นิตยสารเส้นทางเศรษฐี เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ที่ห้องเลอโลตัส โรงแรมสวิส โฮเต็ล เลอคองคอร์ด

ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งในหัวข้อ “นโยบายรัฐกับการขับเคลื่อน SMEs ในโลกดิจิตอล” ว่า เอสเอ็มอีถือว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยเพราะมีจำนวนถึง 2.7 ล้านราย ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกในช่วง 2-3 ปีนี้ ธุรกิจทั่วโลกต่างประสบปัญหา เอสเอ็มอีของไทยก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลจึงได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีได้เข้าถึงแหล่งทุน โดยให้ธนาคารออมสินให้สินเชื่อ

ดร.อุตตม กล่าวว่า ในโลกยุคดิจิตอล โดยเฉพาะการค้าขายผ่านออนไลน์ถือว่าเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายเพราะทุกคนต่างมุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน ดังนั้น เอสเอ็มอีจะต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยีและเลือกใช้อย่างเหมาะสม แต่เทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ จะต้องมีปัจจัยอื่นๆ มาเสริมด้วย โดยในส่วนของกระทรวงไอซีทีมีแผนงานหรือโรดแมป 5 ข้อหลักๆ ที่จะทำตามนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) ขณะเดียวกัน ต้องรวมไปถึงการพัฒนาทางด้านสังคมควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้คนไทยทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล

สำหรับโรดแมปของกระทรวงไอซีที 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ซึ่งตอนนี้สามารถทำได้ถึงระดับตำบลแล้ว แต่ยังไม่ถึงหมู่บ้าน ดังนั้น ต้องทำให้ครอบคลุมทั้งหมด 2. โครงสร้างด้านความปลอดภัย เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการทำธุรกรรมผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยภาครัฐต้องประสานกับภาคเอกชน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อในการค้าขายผ่านทางออนไลน์

3. ด้านที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้เอสเอ็มอีได้ใช้เทคโนโลยีระดับสูง โดยหน่วยงานรัฐบาลต้องสนับสนุนในการเพิ่มทักษะในเรื่องเหล่านี้ 4. ในเรื่องการศึกษาและการพัฒนาบุคลากร โดยใช้เทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามา และ 5. ภาครัฐต้องมีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบและเชื่อมโยงกันในหลายกระทรวง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชน อย่างเช่น กรณีที่ภาคเอกชนมาขออนุญาตในเรื่องใดๆ จะได้ติดต่อได้ในจุดจุดเดียว โดยใช้ไอดีการ์ดใบเดียว

ดร.อุตตม กล่าวว่า ในส่วนภาคเอสเอ็มอี สิ่งที่คิดจะขับเคลื่อนมีหลายด้าน 1. การทำธุรกรรมของเอสเอ็มอี ซึ่งจากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2557 เฉพาะเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่มีพนักงาน 1-9 คน มีการใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 22.5 ใช้อินเตอร์เน็ตร้อยละ 18 และมีเว็บไซต์เพียงร้อยละ 5 ข้อมูลดังกล่าวถ้าสะท้อนในทางลบจะเห็นว่าเอสเอ็มอียังใช้อินเตอร์เน็ตน้อย แต่ถ้ามองในแง่บวก คือยังมีโอกาสมีศักยภาพที่จะใช้ได้อีกเยอะ

“ผมจะเริ่มขับเคลื่อนโครงการนี้ให้เป็นรูปธรรม ให้ผู้ประกอบการเห็นว่าเศรษฐกิจดิจิตอลเป็นประโยชน์กับตัวเขา เช่น เรื่องหน้าร้านขายของ เอสเอ็มอีก็ใช้ออนไลน์กันอยู่แล้ว ต่อไปหน่วยงานภาครัฐทั้งกระทรวงไอซีที กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม มาบูรณาการร่วมกันในการสร้างแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสูง แทนที่จะแข่งกันทำ ซึ่งเมื่อมีหน้าบ้าน (เว็บไซต์) แล้วก็ต้องใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์กับหลังบ้านด้วย โดยกระทรวงไอซีทีจะประสานกับกระทรวงการคลัง ทำเป็น E-Payment เพื่อให้เอสเอ็มอีมาใช้จะได้ประหยัดต้นทุน ซึ่งทั้ง 2 กระทรวงต่างก็ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อมาทำงานร่วมกันแล้ว”

นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ปัจจุบันใช้แพลตฟอร์มการบุ๊กกิ้งจองที่พักของต่างประเทศที่รู้จักกันดี ซึ่งของไทยเองน่าจะมีแพลตฟอร์มที่มีบริการหรือสินค้าอย่างอื่นเสนอให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ด้วย ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็สนใจ รวมทั้งเรื่องการทำบัญชี เพื่อให้เอสเอ็มอีได้ใช้ร่วมกัน

ในส่วนของเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจประมาณ 5-6 ปี เป็นระดับขนาดกลาง ช่วยตัวเองได้ เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี เป็นการใช้โอกาสในการเปิดตลาด และกลุ่มนี้สามารถรองรับความท้าทายนี้ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบการใหม่ กลุ่มเกิดใหม่ เทคโนโลยีมีส่วนช่วยได้มาก ทำให้สามารถก้าวไปสู่ธุรกิจออนไลน์ได้ง่าย โดยหน่วยงานภาครัฐจะต้องติดอาวุธให้ โดยการเพิ่มทักษะเรื่องการใช้เทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการหน้าใหม่ในการสร้างนวัตกรรม

สิ่งที่จะตามมาคือ การให้การสนับสนุนการใช้ทักษะ สร้างเครื่องมือช่วยเอสเอ็มอีตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงหลังบ้าน โดยมีเงินทุนอย่างยั่งยืน และสามารถไปต่อยอดธุรกิจได้

ชุมนุมเน็ตไอดอล

เซียนธุรกิจออนไลน์

คุณเหมียว-ดุจธนนันท์ เกียรติเชิดแสงสุข เจ้าของธุรกิจคอนแทกต์เลนส์แฟชั่น แบรนด์ “คิตตี้ คาวาอิ” ที่มียอดขายสูงถึงเดือนละ 10 ล้านบาท

แต่ก่อนเธอเป็น ลูกจ้างร้านทอง แต่แล้ววันหนึ่งเปิดหาข้อมูลเพื่อซื้อคอนแทกต์เลนส์ในอินเตอร์เน็ต กระทั่งทราบราคาขายปลีก 1,200 บาท และหลังเสิร์ชพบสถานที่ค้าส่ง ราคาคู่ละ 600 บาท เท่านั้น

เมื่อรู้ว่าธุรกิจนี้มีโอกาสทำกำไร จึงตัดสินใจติดต่อไปยังโรงงานผลิตที่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อติดต่อสั่งซื้อสินค้าล็อตแรก 100 คู่ กับเงินเก็บพร้อมจ่าย 30,000 บาท โดยทำตลาดผ่านออนไลน์กับเว็บฟรี ก่อนจะมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง และจากยอดขายครั้งเริ่มต้น 100,000 บาท มาวันนี้ด้วยสินค้าคุณภาพผ่านมาตรฐาน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำให้ยอดขายพุ่งสูงถึงเดือนละ 10 ล้านบาท

“การทำธุรกิจผ่านออนไลน์ สิ่งสำคัญต้องใส่ใจคือ ความรวดเร็วในการตอบคำถามลูกค้า ต้องอัพเดตข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยควรมีผู้ทำหน้าที่นี้โดยตรง เพื่อให้หน้าเว็บเกิดความเคลื่อนไหว และด้วยสินค้าเป็นแฟชั่น มาเร็วไปเร็ว การพัฒนาไม่ควรหยุดนิ่ง ต้องรู้ใจลูกค้า ถ้าทำได้ตรงจุด ลูกค้าก็ยังคงอยู่กับเราตลอด” คุณเหมียว เผย

คุณชณา วสุวัต ผู้ประสบความสำเร็จกับธุรกิจ “REO”s Deli” กับสินค้าลาซานญ่าและผักโขมอบชีสพร้อมทาน ซึ่งประสบความสำเร็จกับการขายสินค้าผ่านทั้งระบบออฟไลน์และออนไลน์

เล่าถึง 3 ความอยาก ที่ทำให้ผลักจากมนุษย์เงินเดือนแล้วกระโจนเข้ามาสู่ธุรกิจนี้คือ อยากรวย อยากลอง และอยากทำ

เบื้องต้นสินค้าเติบโตอยู่กับช่องทางออฟไลน์ ขายผ่านโมเดิร์นเทรด ซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่เมื่อถึงจุดต้องการให้ REO”s Deli เป็นสินค้าที่คนทั้งประเทศรู้จัก เขาจึงเลือกช่องทางเฟซบุ๊ก เปิดเพจโดยขณะนี้มียอดไลก์เกือบ 200,000 ไลก์ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี

“ผมเดินทางไปติดต่อเพื่อนำสินค้าเข้าสู่แฟมิลี่มาร์ท ซึ่งจากได้โชว์ไลก์ในเฟซบุ๊กให้เขาดู ทำให้มีน้ำหนักต่อการตัดสินใจรับสินค้าของเราเข้าไปจำหน่ายง่ายขึ้น ซึ่งผมว่าออฟไลน์กับออนไลน์ควรควบคู่เกื้อหนุนกัน ซึ่งจากยอดขายหลักแสน กลายเป็น 2.5 ล้านบาท ต่อเดือน โดยปีนี้คาดว่าจะโตประมาณ 140 เปอร์เซ็นต์” คุณชณา บอกอย่างนั้น

ส่วน โค้ชตูน-สุธีรพันธุ์ สักรวัตร ที่ปรึกษาอิสระด้านแบรนด์คอมมูนิเคชั่น ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง และโซเชียลมีเดีย กล่าวถึงความเติบโตของธุรกิจบนโลกออนไลน์ว่า หากมองภาพรวมของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือว่าตั้งแต่ปี 2011 ความเติบโตพุ่งสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และยิ่งทวีมากขึ้น รวมถึงประเทศไทย การซื้อขายบนโลกออนไลน์กลายเป็นช่องทางที่สะดวกและง่ายดายกว่าการเดินไปถึงหน้าร้าน

“ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีนักธุรกิจซึ่งส่วนใหญ่คือผู้ประกอบการรายย่อย และออนไลน์ก็เป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ถูกจริตกับคนในยุคนี้ด้วย และเท่าที่ดูพฤติกรรมการซื้อของคนไทยจะเป็นแบบไม่มีเหตุผล ซื้อสินค้าโดยไม่ตั้งใจ คิดเป็นตัวเลขสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์

ฉะนั้น ผู้ประกอบการต้องอัพเดตข้อมูล ข่าวสาร ภาพสินค้า ของตนเองให้ต้องตาผู้ท่องโลกออนไลน์ ผมว่ากับการทำโฆษณาผ่านออนไลน์ กลายเป็นช่องทางเข้าถึงเป้าหมายแบบตรงจุด มากกว่าสื่อประเภทอื่นๆ นี่คือข้อดีของการทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง เพราะเห็นลูกค้าว่าเขาเป็นใคร อยู่ตรงไหน” โค้ชตูน บอก

ก่อนฝากทิ้งท้ายว่า ไม่ใช่ทุกธุรกิจจะสามารถทำได้บนโลกออฟไลน์ แต่ทว่าทุกธุรกิจสามารถทำได้บนโลกออนไลน์

เปิดช่องทางค้าขาย

ผ่านสมาร์ตโฟน

คุณสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพย์สบาย จำกัด

(เพย์สบาย เป็นผู้ให้บริการรับ/ส่งเงิน ชำระค่าสินค้าและบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2547 ได้รับหนังสืออนุญาตประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ และใบอนุญาตประกอบธุรกิจเป็นผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกำกับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย อีกทั้งยังได้รับเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือ และได้รับรางวัล DBD Verified ประจำปี พ.ศ. 2555 จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

ปัจจุบัน เพย์สบาย มีบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท และได้ก้าวสู่ความเป็นผู้นำระบบรับชำระเงินออนไลน์ระดับประเทศด้วยการยอมรับไว้วางใจจากสมาชิกกว่า 500,000 ราย และร้านค้าออนไลน์กว่า 10,000 ร้านค้าจากหลากหลายธุรกิจ)

“เพย์สบาย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการตอบโจทย์การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ได้เป็นอย่างดี เพราะทุกวันนี้ แค่มีสมาร์ตโฟนเครื่องเดียว สามารถทำธุรกรรมได้หมดแล้ว บริษัทที่เกิดขึ้นใหม่ แทบไม่ต้องมีอุปกรณ์สำนักงานอะไรมากเหมือนเมื่อก่อน สมาร์ตโฟน แท็บเลต อย่างละ 1 เครื่อง ทำได้แทบทุกอย่างแล้ว

ตัวเลขจากรายงานประจำปีธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุ คนไทยจำนวนกว่า 27 ล้านคน โทรศัพท์มือถือ ระบบรายเดือนมีผู้ใช้ 11.7 ล้านเลขหมาย ระบบเติมเงินมีผู้ใช้ 80.8 ล้านเลขหมาย รวมกัน มีโทรศัพท์ที่เปิดใช้งาน 92 ล้านเลขหมาย ขณะที่ประเทศไทยมีประชากร 65 ล้านคน แสดงให้เห็นได้ว่า จำนวนผู้เข้าถึงการใช้โทรศัพท์นั้นเติบโตอย่างยิ่ง

ขณะเดียวกัน การทำธุรกรรมทางการเงินบนมือถือ คนเริ่มใช้กันป็นจำนวนมาก การซื้อขายเกิดขึ้นง่ายและรวดเร็ว ในเมื่อพฤติกรรมคนในสังคมเปลี่ยนไปในลักษณะนี้ จึงอยากเห็นผู้ประกอบการหันมาศึกษาและให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีกันให้มากขึ้น”

เรื่องเงินเรื่องง่าย

ด้วย Mobile Banking

คุณธวัช บุณยะรัตน์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจบริการและอิเล็กทรอนิกส์ ธนาคารออมสิน

“ปีที่ผ่านมา มีตัวเลขผู้ใช้ Mobile Bank ถึง 4 ล้านคน เป็นอัตราการเติบโต 200-300 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุน่าจะมาจากการที่มีการใช้สมาร์ตโฟนกันอย่างแพร่หลาย เวลาซื้อของออนไลน์ ไม่จำกัดเวลา ทางธนาคารออมสิน ซึ่งตระหนักถึงลูกค้ากลุ่มนี้ สร้างแอพพลิเคชั่นขึ้นมา 1 ตัว เรียกแอพว่า MY MO ย่อมาจากคำว่า My Money My Mobile ให้เรื่องยากเป็นเรื่องง่าย ทำธุรกรรมการเงินได้อย่างครบวงจร แม้แอพนี้จะมาทีหลังแต่มีความแตกต่างที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

ที่ผ่านมา หลายคนอาจมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้แอพทำธุรกรรมทางการเงิน จึงอยากชี้แจง ทางธนาคารออมสิน มีระบบรักษาความปลอดภัยได้มาตรฐานสากล เทียบเท่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ใช้ได้เครื่องเดียวสำหรับแอพเดียว หากนำไปใช้กับเครื่องอื่นต้องมีการเปิดแอกติเวตใหม่ และหากจะมีการปลอมซิมไปใส่เครื่องใหม่ สำหรับแอพออมสินนี้ทำไม่ได้ ถึงจะทำได้ก็ต้องติด pass code 6 หลัก ที่เป็นของเครื่องเดิม ซึ่งยังมีวิธีป้องกันอยู่อีก”

คุณทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ

“แม้เศรษฐกิจ จะอยู่ในสภาวะชะลอตัว แต่การค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซ เติบโตค่อนข้างดี ปริมาณบัตรเดบิต เครดิต เอทีเอ็ม มีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้น ถ้าคนค้าขายมองลูกค้าให้ไกลไปกว่าคนในประเทศ คือโฟกัสไปที่คนถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตด้วย

อยากให้ผู้ประกอบการมองการณ์ไกลและวางรากฐานให้ดี ในเรื่องระบบการค้าขายกับลูกค้าที่มีบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เพราะเชื่อว่าจะมีความยั่งยืน-ปลอดภัย และให้ความเชื่อถือลูกค้าได้มากกว่า เมื่อลูกค้าคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของเรา เขาจะดูก่อนเลยว่าเว็บเราปลอดภัยมั้ย ระบบตะกร้าเงินเราเป็นยังไง เราผูกกับบัตรเดบิต บัตรเครดิต อะไรบ้าง

เพราะระบบความน่าเชื่อถือในการชำระเงินนั้น นับเป็นปัจจัยสำคัญ ที่สามารถเชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการต่างๆ ได้แน่นอน”

โลจิสติกส์

หนุนธุรกิจออนไลน์

คุณสัญญา ทองสะพัก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านระบปฏิบัติการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

“ไม่ว่าผู้ประกอบการในระบบออนไลน์จะมีขนาดแค่ไหน สามารถมาใช้บริการของไปรษณีย์ไทยในการจัดส่งได้อย่างสะดวก เพราะมีที่ทำการรองรับให้บริการประมาณ 5,000 กว่าแห่งทุกอำเภอ และทุกตำบล ที่มีทำการ ซึ่งได้รับอนุญาต

อย่างไรก็ตาม การค้าขายผ่านอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย ที่ผ่านมาเมื่อสั่งซื้อไปแล้วมักได้ของไม่ตรงรุ่น อย่างสั่งซื้อไอโฟน ได้เครื่องคิดเลข สั่งซื้อไอแพดได้เขียงพลาสติก ฯลฯ นับเป็นปัญหาใหญ่ของตลาดอีคอมเมิร์ซ ที่หลายฝ่ายพยายามหารือกันตั้งประเด็นไว้เป็นปัญหาระดับชาติ

ทางไปรษณีย์ไทยจึงช่วยหาทางออกในเบื้องต้น เป็นบริการรูปแบบใหม่ โดยการเป็นตัวกลางในการเก็บเงินค่าสินค้าที่ปลายทาง แต่หากเปิดกล่องออกมาแล้ว พบว่าสินค้าไม่ตรงกับที่ตกลงกัน ผู้ซื้อสามารถไปแจ้งความ และนำใบแจ้งความมาอายัดเงินกับทางไปรษณีย์ไทยเพื่อไม่ต้องโอนเงินนั้นไปยังผู้ขาย ระหว่างนั้นก็ให้มีการเจรจากัน แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ จะคืนเงินให้คนซื้อไป

นอกจากนี้ หากบรรดาผู้ประกอบการโอท็อป หรือ เอสเอ็มอี ที่อยู่ต่างจังหวัดไกลๆ ต้องการขนของมาออกงานอีเว้นต์ ที่ศูนย์ประชุม ไบเทค บางนา หรือ เมืองทองธานี สามารถฝากส่งมากับไปรษณีย์ไทยได้ โดยจัดส่งให้ถึงงานในราคาพิเศษ และถ้าจะไปออกงานอื่นต่อก็จะเก็บไว้ให้ก่อนขนไปออกงานต่อไปได้ด้วย

ไปรษณีย์ไทย พยายามช่วยพี่น้องคนทำมาค้าขายให้เดินทางได้สะดวก ใครอยากได้รับบริการแบบไหน บอกได้ เพราะเราเป็นบริการแบบอาหารตามสั่ง ที่ปรับการบริการไปตามสภาพสังคมปัจจุบัน”

“อีเจี๊ยบ เลียบด่วน”

สอนน้องลุยโซเชียล

ช่วงหนึ่งของงานสัมมนาให้ความรู้ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ในหัวข้อ “One Stop Shop On Mobile ค้าขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้เป็นเศรษฐี” มีการโฟนอิน จากเจ้าของเพจดัง 1.4 ล้านไลก์ “อีเจี๊ยบ เลียบด่วน” จากพนักงานออฟฟิศ ที่มีเจตนาระบายอารมณ์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว แต่ดันไปถูกจริตผู้อ่านหลายคน จึงเริ่มมีคนสนใจและติดตาม

เจ้าของเพจดัง เริ่มต้นว่า

“ผมเป็นคนไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีเลย บัตรเครดิตไม่มี สมัครอีเมลยังไม่เป็น ผมเป็นคนปากจัด พูดตรง อาศัยว่ายังมีคนรัก นับเป็นบุญของผมนะ”

สำหรับประเด็นที่เลือกโพสต์ลงเพจ เรื่องชาวบ้านทั่วไป เรื่องใกล้ตัว เช่น ฟุตบอล แท็กซี่ ดารา ขณะเดียวกัน ถ้าเป็นเรื่องเสี่ยงจะเลี่ยง เช่น สถาบัน เด็ก ครอบครัว ความเป็นความตาย

“เทคนิคการโพสต์ ผมใช้เรื่องใกล้ตัวที่คนในสังคมพูดถึง และกำลังให้ความสนใจ เหมือนคนทั่วไปที่อยู่ในออฟฟิศคุยกัน คนอื่นคุยเรื่องอะไร ผมก็คุยเรื่องนั้น มักเป็นเรื่องที่คนอึดอัด พูดไม่ได้ อยากแนะนำคนรอบข้างแต่กลัวถูกโกรธ เช่น ยาลดความอ้วน เครื่องสำอาง ฯลฯ โดยผมจะนำเอาสิ่งเหล่านี้มาเขียนแสดงความเห็นในลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งได้รับการตอบรับดี”

กลุ่มเป้าหมายคือ คนในเมือง กลุ่มพนักงานออฟฟิศ รายได้ปานกลาง ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ชอบแสดงความคิดเห็น คนกลุ่มนี้มีเยอะ เลยได้รับการตอบรับดี

หัวใจสำคัญของเพจดัง อีเจี๊ยบ เลียบด่วน เผยว่า อยู่ที่ความจริงใจ ทุกเรื่องราวที่หยิบขึ้นมาเป็นประเด็น ไม่มีการเตี๊ยม ทุกอย่างเขียนสด ไม่เคยคิดมาล่วงหน้า คิดอะไรอยู่ก็พิมพ์แล้วโพสต์ไปแบบนั้น

สำหรับการทำธุรกิจบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก อีเจี๊ยบ แนะนำว่า มารยาทเป็นสิ่งสำคัญ ประเภทพ่อค้าแม่ค้าที่ชอบไปฝากร้านคนอื่นแบบไม่มีมารยาทอยากขอให้เลิก คนค้าขายออนไลน์ต้องใจเย็น ใช้ความจริงใจเข้าหาลูกค้า ต้องไม่โกหก คนสมัยนี้ไม่โง่ หากเกิดข้อผิดพลาดต้องรีบแก้ไข รีบขอโทษ ไม่ควรใจร้อน

และที่สำคัญ อย่าโพสต์ด่าลูกค้า แม่ค้าดุไม่มีอะไรดีเลย ได้แต่เพียงความสะใจ ถ้าแม่ค้าน่ารัก ความน่ารักมันกินได้ แล้วกินได้นานด้วย

ดังขนาดนี้มีธุรกิจมาติดต่อลงโฆษณาบ้างหรือเปล่า

อีเจี๊ยบ บอก “มีเยอะมาก มีทุกวัน เขาสามารถลงโฆษณาในเพจได้ทุกวัน วันละ 3 โปรดักต์ ติดต่อกันทั้งเดือน แต่ผมจะสกรีนสินค้าก่อนว่าน่าเชื่อถือไหม มีมาตรฐานหรือเปล่า ไม่มีตัวตน ไม่ดีจริงก็ไม่รับตังค์”

ถามว่าอยากเตือนอะไรมั้ย อีเจี๊ยบ ทิ้งท้าย การเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก “สติ” สำคัญที่สุด คนเราชอบไปใส่ใจเรื่องของคนอื่นมากเกินไป บางครั้งไปพาลโกรธคนรอบข้าง

เทคนิคการบริหารเวลา สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07086011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

เทคนิคการบริหารเวลา สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป แนะเคล็ดไม่ลับ ฉบับ : ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามลืมแบ่งเวลา!!

1. ปลุกสมอง และเตรียมความพร้อมก่อนการทำงาน โดยการตั้งสมาธิ และ สติ ก่อนทำงานในทุกๆ เช้า

2. กำหนดเป้าหมายและผลสำเร็จของงานอย่างชัดเจน

3. ทำ To Do List จัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของงาน

4. กำหนดเกณฑ์ในการใช้เวลาในการทำกิจกรรมแต่ละอย่างให้ชัดเจน

5. มนุษยสัมพันธ์ที่ดี เป็นสิ่งที่จะแบ่งเบาภาระการทำงานได้ดีทีเดียว เราสามารถมอบหมายงานให้คนอื่นทำจะเป็นการประหยัดเวลาในการทำงาน และเป็นเทคนิคการบริหารเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

6. แบ่งเวลาการทำงาน และการพักผ่อนให้มีความสมดุลกัน

7. พยายามควบคุมเวลาในการประชุม ใช้เวลาประชุมให้น้อยที่สุด เน้นที่สาระสำคัญของการประชุมแต่ละครั้ง พยายามไม่ให้นอกเรื่อง

8. การใช้โทรศัพท์ให้เป็น ต้องรู้จักปฏิเสธสาย หรือพยายามหลีกเลี่ยงการพูดจาที่ไร้สาระมากเกินไป ควรใช้จิตวิทยาในการปฏิเสธเพื่อไม่ทำให้เกิดความขัดแย้ง

9. การจัดเก็บเอกสารให้เป็นระเบียบ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจน เพื่อง่ายต่อการค้นหา

10. การใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการทำงาน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ อีเมล เว็บออนไลน์ต่างๆ เพื่อลดกระดาษ และเป็นการรักษาข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ

ผอ.ททท.อีสาน ฟันธง เทรนด์เที่ยวเพื่อสุขภาพไม่มีวันตาย ชี้ “ปากช่อง-เขาใหญ่” แหล่งท่องเที่ยวเกษตรผุดขึ้นเพียบ

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07017010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

ผอ.ททท.อีสาน ฟันธง เทรนด์เที่ยวเพื่อสุขภาพไม่มีวันตาย ชี้ “ปากช่อง-เขาใหญ่” แหล่งท่องเที่ยวเกษตรผุดขึ้นเพียบ

ในวงเสวนาเรื่อง “อนาคตการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเขาใหญ่-ปากช่อง” เมื่อเร็วๆ นี้ที่ เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คุณสมฤดี จิตรจง ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เทรนด์การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพยังเป็นกระแสที่มาแรงทั่วโลก ซึ่งหลายประเทศต่างมีรายได้หลักจากการท่องเที่ยวในรูปแบบดังกล่าว และเชื่อว่าจะเป็นกระแสที่ไม่มีวันตาย เนื่องจากผู้คนหันมาสนใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เกิดในยุคเบบี้บูมในไทยที่มีกว่า 10 ล้านคน ซึ่งนิยมการเดินทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

คุณสมฤดี กล่าวว่า ที่ผ่านมาทาง ททท. ได้ผลักดันให้ปากช่อง-เขาใหญ่เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกวันตลอดทั้งปี โดยเน้นในเรื่องของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยวไทยและกำลังขยายตัวไปสู่ตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยในปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวเข้ามาร่วม 10,000,000 คน และจากการที่แหล่งท่องเที่ยวแถบนี้อยู่ในพื้นที่ที่มีโอโซนมากเป็นอันดับ 7 ของโลก จึงเกิดแหล่งท่องเที่ยวน้องใหม่ขึ้นมาอีกหลายแห่ง นั่นคือ แหล่งท่องเที่ยวการเกษตรผสมผสานกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและขยายตัวเป็นอย่างดี

“อำเภอปากช่องเป็นแหล่งผลิตผักผลไม้ที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และไม่เพียงแต่เป็นการเกษตรที่เน้นเรื่องของเกษตรอินทรีย์และปลอดสารพิษ ในพื้นที่แถบนี้ยังมีความสวยงามด้วยบรรยากาศของทิวเขาล้อมรอบและการเดินทางที่สะดวก มีที่พักที่สวยงามสะดวกสบาย ตลอดจนมีการนำสินค้าพัฒนาต่อยอดขึ้นมาในเชิงลักษณะเป็นสินค้าสุขภาพ” ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวและว่า แหล่งท่องเที่ยวการเกษตรผสมผสานกับแหล่งท่องเที่ยวในเชิงสุขภาพของปากช่อง มีเสน่ห์ต่างจากที่อื่น อีกทั้งยังสอดแทรกเรื่องของการเรียนรู้ ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมเยือนนอกจากจะได้ความสุขแล้วยังได้ความรู้กลับไปอีกด้วย

คุณสมฤดี กล่าวอีกว่า แหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรที่นักท่องเที่ยวสามารถไปเยี่ยมชม เช่น สวนผักปากช่อง แดรี่โฮม ไร่องุ่นต่างๆ ฯลฯ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อย่างเขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม ฯลฯ ถ้าเป็นร้านอาหารอร่อย อาทิ ช็อกโกแลตแฟกตอรี่ ยุ้งข้าว ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีแหล่งที่ครอบครัวจะได้เรียนรู้ต่างๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นสวนสอนศิลป์ ฟาร์มโชคชัย ฟาร์มม้าหมอปอ และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมาย ที่สำคัญที่สุดคือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่ยังคงมีมนต์เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาในเส้นทางนี้ได้เป็นอันมาก

ด้าน คุณปรเมศวร์ สิทธิวงศ์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า ได้เปิดเป็นฟาร์มเห็ดเชิงท่องเที่ยว เมื่อปี 2554 ก่อนขยายธุรกิจ เฟส 2 ในนามเขาใหญ่ พาโนรามา รีสอร์ต เมื่อปีที่แล้วภายใต้รูปแบบรีสอร์ตทรงเห็ดแห่งแรกในเมืองไทย และมีจุดเด่นที่สระว่ายน้ำแบบออนเซ็นน้ำอุ่น ในหินอ่อนธรรมชาติ รวมถึงเมนูอาหารเห็ดเพื่อสุขภาพที่ให้บริการนักท่องเที่ยว โดยได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในอีก 2 ปีข้างหน้าจะเปิดมัชรูมแลนด์ ซึ่งจะเป็นแหล่งให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสุขภาพของตัวเองแบบครบวงจร สำหรับแผนธุรกิจปี 2559-2560 จะเน้นในเรื่องการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสุขภาพของประเทศ โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ในเชิงการเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือ รวมทั้งสรรพคุณที่มหัศจรรย์ของเห็ดหลินจือ โดยนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสโรงเรือนเพาะเห็ดหลินจือระบบปิดอย่างใกล้ชิด

TMB จัดโครงการ “ไฟ ฟ้า อิน อะ บ็อกซ์” ส่งต่อการ “ให้คืน” ที่ยั่งยืนสู่ชุมชน

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

TMB จัดโครงการ “ไฟ ฟ้า อิน อะ บ็อกซ์” ส่งต่อการ “ให้คืน” ที่ยั่งยืนสู่ชุมชน

สานต่อความต้องการชุมชน สร้างชุมชนเข้มแข็ง และสร้างชาติมั่นคง กับกิจกรรมการเปลี่ยนแปลงชุมชน โดยธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีเอ็มบี จัดกิจกรรมร่วมแรงร่วมใจ พลพรรคจิตอาสา ทั้งอาสาสมัครทีเอ็มบี เยาวชนไฟ ฟ้า และชาวชุมชนคลองยายจิ๋ว ส่งมอบโปรเจ็กต์ “บางปูแลนด์ พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งชุมชนคลองยายจิ๋ว” ภายใต้โครงการ “ไฟ ฟ้า อิน อะ บ็อกซ์ 2015” (FAI-FAH IN A BOX 2015) การแสดงพลังสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้คืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน พร้อมจุดประกายชุมชนให้ร่วมกัน “เปลี่ยน” เพื่อให้ชีวิตดีขึ้น ภายใต้แนวคิด TMB Make THE Difference หรือ เปลี่ยน…เพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น โดยการส่งมอบโครงการพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บางปูแลนด์ จัดขึ้น ณ บริเวณเขื่อนกั้นน้ำชุมชนคลองยายจิ๋ว จังหวัดสมุทรปราการ

คุณชมภูนุช ปฐมพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจสาขา ทีเอ็มบี เผยว่า “ไฟ ฟ้า อิน อะ บ็อกซ์” เป็นการส่งต่อพลังการ “ให้คืน” ที่ทีเอ็มบีจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เริ่มต้นจากกล่องอุปกรณ์กิจกรรม เพื่อจุดประกายความคิดสร้างสรรค์กับสาขาที่สนใจและส่งต่อไปยังชุมชน ในปีที่ผ่านมา ไฟ ฟ้า อิน อะ บ็อกซ์ เฟส 2 เริ่มเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของชุมชนอย่างแท้จริง โดยมีอาสาสมัครทีเอ็มบีสำนักงานภาคธุรกิจสาขา 4 มุมเมืองทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 692 คน ลงมือทำงานเชิงลึกร่วมกับชุมชน รวม 4 โครงการ ใช้เวลาทำงานกว่า 2,000 ชั่วโมง ช่วยจุดประกายคนในชุมชนให้ร่วมกัน “เปลี่ยน” เพื่อคืนความสุข สร้างอาชีพ สร้างความรู้และรายได้แก่ชาวชุมชน

ปีนี้ ไฟ ฟ้า อิน อะ บ็อกซ์ ส่งต่อพลังการ “ให้คืน” ทั่วประเทศรวม 18 โครงการ โดยพนักงานสาขาทั่วประเทศเป็นพลังขับเคลื่อน เพื่อแก้ปัญหาชุมชน ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อการต่อยอดและพัฒนาได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ พนักงานสาขาส่วนใหญ่ก็เป็นคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นลูกเป็นหลานอยู่แล้ว ดังนั้น การเข้าไปสำรวจ ช่วยคิด ช่วยวางแผน จุดประกายให้ชาวชุมชนรู้จักตัวเอง รู้ปัญหา ก็ถือเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี

คุณอิสสระ บุปผเวส ผู้ใหญ่บ้านตำบลบางปูใหม่ หัวเรือใหญ่ที่กอบกู้ระบบนิเวศกลับคืนสู่ชุมชน เผยว่า “ผมมาอยู่ที่บางปูตั้งแต่ พ.ศ. 2528 และเป็นผู้ใหญ่บ้านตำบลบางปูใหม่วาระที่ 2 ปัจจุบันมีประชาชนอาศัยกว่า 4,000 ครัวเรือน หรือกว่า 15,000 คน โดยส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไปและทำงานโรงงาน อย่างที่ทราบกันว่า ชายฝั่งของบางปู มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมอยู่ตลอด แทบจะทุกวัน เรียกว่าเข้าขั้นวิกฤต เป็นปัญหาใหญ่สุดของชาวบ้าน ซึ่งไม่เหมือนน้ำท่วมทั่วไป ที่จะเกิดขึ้นช่วงน้ำหลาก แต่ที่นี่เพียงแค่น้ำทะเลหนุนสูง น้ำทะเลก็จะซัดเข้ามาอย่างแรง ท่วมข้าวของเสียหาย ชาวบ้านแถวนี้ เคยว่าผมบ้า เพราะเช้ามาก็ต้องลงไปยกหินเรียงไว้ ป้องกันน้ำทะเล เรียงไว้อย่างดี พออีกวัน ความแรงของน้ำ ก็ทำหินพังทลาย กลับสู่สภาพเดิม เราต่อสู้กับน้ำทะเลหนุนกว่า 4-5 ปี จนบางคนล้มหายตายจาก ถึงจะได้งบประมาณสร้างเขื่อนนี้ ปัญหาอีกอย่าง ในเรื่องของระบบนิเวศ ที่มีการปล่อยน้ำเสีย ชาวบ้านรวมตัวกัน เข้าไปพูดคุยระบบประชาคม ใช้หลักการและเหตุผล ว่าต้องรักษาระบบนิเวศเพื่ออนาคตของลูกหลาน จนกระทั่งได้ความสมบูรณ์กลับคืนมา วันนี้เรามีเขื่อนกั้นน้ำ ที่ช่วยกันสิ่งปฏิกูลต่างๆ ที่น้ำทะเลพัดพา เรามีทีมงานคอยเก็บขยะทิ้งสม่ำเสมอ เลยคิดอยากจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งใหม่ของบางปู ที่คงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ขายความเป็นตัวตนของชาวบางปู ที่มีเขื่อนกั้นน้ำที่ออกแบบเอง เขื่อนที่หันหลังลงทะเล พอคลื่นมา แล้วม้วนออก เป็นเขื่อนต้นแบบให้คนมาชม มากินลม ชมวิว ขี่จักรยาน สูดอากาศบริสุทธิ์ กินอาหารทะเลสดๆ และศึกษาธรรมชาติ วันนี้ดีใจที่ความฝันของชาวชุมชนใกล้ความจริง และรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมาก ที่มีอาสาสมัครทีเอ็มบี มากันเยอะมาก ขนาดคนนอกบ้าน ยังมาช่วยเราฟื้นฟูบ้านเรา”

คุณวันดี วิสุทธิ์มิตรนาคร ผู้จัดการเขตธุรกิจสาขา สมุทรปราการ สำนักงานภาคธุรกิจสาขา 4 ผู้นำทีมโครงการบางปูแลนด์ฯ เผยว่า “อยู่ที่สมุทรปราการตั้งแต่เรียนจบมาใหม่ๆ จนกลายเป็นภูมิลำเนาไปแล้ว เดิมได้เสนอแผนการปลูกป่าชายเลน แต่เมื่อพูดคุยกับชุมชนแล้วพบว่า ป่าชายเลนส่วนมากจะมีปัญหาขาดการดูแลหลังการปลูก และไม่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน และจากการสำรวจ พบว่า พื้นที่ตรงนี้มีศักยภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สนใจในความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ อีกอย่างสิ่งที่ชาวชุมชนต้องการเป็นอันดับแรกคือ ต้องการมีรายได้เพิ่ม ถ้าเราช่วยกันปรับเปลี่ยนเขื่อนกั้นน้ำซีเมนต์ความยาว 800 เมตร ยาวที่สุดในสมุทรปราการให้เป็นแลนด์มาร์กที่สวยงามของท้องถิ่น ชาวบ้านก็จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากนักท่องเที่ยวที่มาชม เราจะต้องช่วยสนับสนุนความรู้พื้นฐานเพื่อรองรับการท่องเที่ยว ช่วยสนับสนุนสัญลักษณ์ป้ายต่างๆ พอดีว่า เยาวชนไฟ ฟ้า มีทักษะในเรื่องศิลปะ เราเลยมาวาดภาพ ระบายสีสัน กุ้ง หอย ปู ปลา กันบนเขื่อนซีเมนต์ เพื่อสร้างจิตสำนึกในเชิงอนุรักษ์ สำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อการดูแลรักษาพื้นที่ ตัดสินใจเลือกทำโครงการนี้ เพราะเราเห็นถึงความมุ่งมั่นของชาวชุมชน ที่ตั้งใจดูแลพื้นที่อย่างดี อย่างช่วงเช้าๆ ภารกิจของชาวบ้านขณะเดินออกกำลังกายก็คือ เก็บขยะไปด้วย ช่วยกันรักษาความสะอาด วันนี้เราได้เห็นชาวบ้านเก็บหอย กางอวนจับปู เป็นสัญญาณวัดได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนน้ำ ก็เชื่อมั่นว่าชุมชนจะรักษาและดูแลพื้นที่ตรงนี้ได้เป็นอย่างดี”

นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของพลังแห่งการ “เปลี่ยน” เพื่อให้ชุมชนดีขึ้นอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด TMB Make THE Difference หรือ ทีเอ็มบี เปลี่ยน…เพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น โดยในปีนี้ โดยโครงการ ไฟ ฟ้า อิน อะ บ็อกซ์ มีเป้าหมายรวม 18 โครงการทั่วประเทศ อาทิ โครงการสหกรณ์เห็ดเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนวัดบึงทองหลาง, โครงการคลองสวยน้ำใส เคหะชุมชนรังสิต, โครงการเมจิกมัชรูม ชุมชนราชทรัพย์, โครงการรายได้ที่ยั่งยืน กลุ่มแม่บ้านสร้างได้ ชุมชนสุเหร่าบ้านดอน, โครงการสืบสานวิถีชุมชนผ้าทอไทยวน จังหวัดสระบุรี, โครงการสันลมจอย ชุมชนคนรักษ์ป่า จังหวัดเชียงใหม่, โครงการโฮมสเตย์ บ้านร่องปลายนา จังหวัดเชียงราย ฯลฯ

%d bloggers like this: