คุยกัน7วันหน

All posts tagged คุยกัน7วันหน

คุยกัน7วันหน : ทำความรู้จัก The Squad แก๊ง 4 สส.หญิงผู้กล้าต่อกร ‘ทรัมป์’

Published October 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/427643

คุยกัน7วันหน : ทำความรู้จัก The Squad  แก๊ง 4 สส.หญิงผู้กล้าต่อกร ‘ทรัมป์’

คุยกัน7วันหน : ทำความรู้จัก The Squad แก๊ง 4 สส.หญิงผู้กล้าต่อกร ‘ทรัมป์’

วันอาทิตย์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข่าวใหญ่เกี่ยวกับการเมืองในสหรัฐช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องหนึ่งหนีไม่พ้นการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ทวิตข้อความ “ไล่” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสส. หญิง 4 คน จากพรรคเดโมแครตที่เรียกตัวเองว่า The Squadให้กลับประเทศตัวเอง หากไม่พอใจที่จะอยู่ในสหรัฐอเมริกา เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว

ใครคือ The Squad?

คำว่า “squad” หมายถึงกลุ่มคนเล็กๆ ที่มารวมตัวกันเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง หรืออาจจะหมายถึง กลุ่ม แก๊ง ก๊วน ทีม The Squad คือฉายาที่กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้หญิง 4 คน จากพรรคเดโมแครต ที่ได้รับเลือกเข้าสภาสมัยแรก เรียกตัวเองด้วยชื่อนี้ ถ้าจะเรียกง่ายๆ ก็อาจใช้คำว่า “แก๊ง 4 สส.หญิงปากกล้า” เพราะพวกเธอทั้ง 4 คน กำลังสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ด้วยฝีไม้ลายมือ ฝีปากอันคมคาย และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะต่อสู้กับทรัมป์ ด้วยเรื่องนโยบายกีดกันสีผิว และกีดกันคนเข้าเมือง

แก๊งนี้ประกอบด้วย อิลฮาน โอมาร์ เชื้อสายโซมาเลีย จากรัฐมินนิโซตา, อยันนา เพรสลีย์ เชื้อสายอัฟริกันอเมริกัน จากรัฐแมสซาชูเซตส์,อเล็กซานเดรีย โอกาซิโอ คอร์เตซ เชื้อสายเปอร์โตริกัน จากนิวยอร์ก ที่สร้างประวัติศาสตร์ได้รับเลือกเป็นสส. ด้วยอายุน้อยที่สุด เพียง 29 ปี และ ราชิดา เทเลบ เชื้อสายปาเลสไตน์ จากรัฐมิชิแกน โดยเพรสลีย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ CBS This morning ว่า เรียกตัวเองว่าThe Squad ระหว่างถ่ายภาพร่วมกันครั้งหนึ่ง พวกเธอคิดที่จะรวมกลุ่มกันไม่ใช่เพียงเพื่อท้าทายอำนาจเดิมๆ แต่ตั้งใจที่จะเสริมสร้าง ขับเคลื่อนสิ่งใหม่ๆ

แก๊ง The Squad กำลังได้รับการพูดถึงกันมาก เมื่อพวกเธอแถลงข่าวพร้อมกัน ในวันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม ตอบโต้ประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ทวิตเอ่ยปากไล่พวกเธอออกจากสหรัฐฯ และบอกว่าบ่นกันมากนัก ไม่ชอบประเทศนี้ก็จงออกไป ทรัมป์ยังกล่าวหาว่าสส.หญิงทั้ง 4 มีแนวคิดสังคมนิยม เกลียดสหรัฐ และเกลียดอิสราเอล

The Squad ตอบโต้ว่าการกระทำและคำพูดของทรัมป์ คือการแสดงออกของกลุ่มผิวขาวสุดโต่งที่ยกว่าคนผิวขาวเหนือกว่าผิวสีอื่น หรือ White Supremacists และตอกว่าจะให้พวกเธอไปไหน พวกเธอ 3 คน เกิดและโตในสหรัฐ มีเพียงโอมาร์เท่านั้นที่เกิดนอกสหรัฐ แต่ทุกวันนี้เธอได้สัญชาติแล้ว ขณะที่ทรัมป์ก็ออกมาโต้อีกว่า เขาไม่ได้เป็นพวกเหยียดผิว แค่แสดงความเห็นจากสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น และเมื่อดูจากการกระทำแล้วเขายังเชื่อมั่นว่า บุคคลเหล่านี้เกลียดประเทศสหรัฐ

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่าง สส. หญิงหัวก้าวหน้าทั้ง 4 คนและทรัมป์ เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม เมื่อ สส. หญิงทั้งสี่ ร้องเรียนต่อคณะกรรมการ สส. เป็นห่วงสภาพศูนย์ผู้อพยพในรัฐเท็กซัสที่พวกเธอไปเยือนว่าสภาพแย่มาก ขณะที่ทรัมป์ปฏิเสธและบอกว่าได้รับข้อมูลว่าศูนย์มีสภาพดี จนนำไปสู่วิวาทะที่กำลังร้อนแรงโต้กันไปมาทางทวิตเตอร์

ประเด็น “ไล่คนอเมริกันออกจากอเมริกา” เดือดและเป็นที่วิจารณ์หนักมาก จนสภาคองเกรสภายใต้การนำของแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภา จากพรรคเดโมแครต เปิดประชุมและลงมติในวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อประณามคำพูดและท่าทีของทรัมป์ต่อ สส.หญิงทั้ง 4 คนที่ประชุมเห็นด้วยกับมติที่ว่าการแสดงความเห็นของทรัมป์ ส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชัง และความกลัวในคนอเมริกันและคนผิวสี ก่อนผ่านมติด้วยคะแนน 240 ต่อ 187ถือเป็นความเห็นของ สส. แม้จะไม่มีผลทางกฎหมาย แต่เท่ากับเป็นการวิจารณ์ประธานาธิบดีอย่างเปิดเผย

สส.หญิงกลุ่มนี้ย้ำว่า คำพูดและการกระทำของประธานาธิบดีทรัมป์ เท่ากับการคุกคามพวกเธอ ที่ผ่านมาไม่เคยถูกคุกคามหนักมากเท่านี้มาก่อน โดยเฉพาะจากระดับผู้นำประเทศ แต่ยืนยันจะทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ไม่หนีไปไหน เพราะสหรัฐอเมริกา คือบ้านของพวกเธอ

ในส่วนของท่าทีประธานาธิบดีทรัมป์ หลายคนมองว่า การแสดงจุดยืนแข็งกร้าวของเขาคือกลยุทธ์หาเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดี 2020 และเมื่อยิ่งเป็นแบบนี้ ยิ่งมีแนวโน้มว่าคนจะเทคะแนนให้ทรัมป์มากขึ้น เห็นได้จากการไปหาเสียงที่รัฐนอร์ทแคโรไลนาเมื่อไม่กี่วันก่อน ช่วงที่ทรัมป์พูดถึงสส.หญิงกลุ่มนี้ บรรดาผู้สนับสนุนต่างพร้อมใจตะโกนคำว่า “Send her back” กันอื้ออึง

เป็นมิติใหม่ของประชาธิปไตยที่น่ากลัวจริงๆ

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : เมแกน ราปิโน ผู้ชนะตัวจริงฟุตบอลโลกหญิง 2019

Published October 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/426261

คุยกัน7วันหน : เมแกน ราปิโน ผู้ชนะตัวจริงฟุตบอลโลกหญิง 2019

คุยกัน7วันหน : เมแกน ราปิโน ผู้ชนะตัวจริงฟุตบอลโลกหญิง 2019

วันอาทิตย์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปิดฉากไปตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้วสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลกหญิง 2019 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ โดยสหรัฐอเมริกา แชมป์เก่า ป้องกันแชมป์ได้อีกสมัยด้วยการเอาบดเอาชนะ “อัศวินสีส้มหญิง” เนเธอร์แลนด์ เจ้าของแชมป์ยุโรปไปได้ 2 ประตูต่อ 0เป็นการคว้าแชมป์ตามความคาดหมายของทุกฝ่าย เพราะแชมป์เก่าโชว์ฟอร์มแกร่งมาตลอดตั้งแต่นัดแรก ที่ถล่มแข้งสาวไทยแบบไม่ไว้หน้า 13-0 และผ่านด่านหินในรอบน็อกเอาท์มาได้ทั้งเจ้าภาพอย่างฝรั่งเศส และตัวเต็งอีกทีมอย่างอังกฤษ

แม้แชมป์เก่าจะเต็มไปด้วยนักเตะหญิงฝีเท้าดีที่โชว์ฟอร์มเยี่ยมหลายคน ไม่ว่าจะเป็นอเล็กซ์ มอร์แกน กองหน้าวัย 30 ปี ที่ทั้งเก่งทั้งสวยทำไป 6 ประตู ในจำนวนนี้ยิงใส่ทีมชาติไทยไป 5 ประตู และเรียกเสียงฮือฮา จากการแสดงท่าดีใจด้วยการ “จิบชา”หลังโหม่งประตูที่สองในนัดที่พบกับทีมชาติอังกฤษรอบรองชนะเลิศ ขณะที่โรส ลาเวลล์ กองกลางดาวรุ่งก็ฟอร์มแจ่มกับการแจ้งเกิดในเวทีระดับโลก ซัดประตูปิดท้ายในนัดชนะเนเธอร์แลนด์ แต่เชื่อว่าคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในทีม และเป็นที่รู้จักของแฟนบอลมากที่สุดหนีไม่พ้น เมแกน ราปิโน กองกลางกัปตันทีม เจ้าของทรงผมบ๊อบสั้นย้อมสีม่วงอย่างแน่นอน

ราปิโน วัย 34 ปี ติดทีมชาติมาแล้ว 158 ครั้ง ตอนนี้ค้าแข้งกับเรนจ์ เอฟซี ทีมใหญ่ในลีกฟุตบอลหญิงที่บ้านเกิด เคยได้แชมป์ลีกมาสองสมัยก่อนหน้านั้นเคยเล่นกับทีมใหญ่ของยุโรป อย่างโอลิมปิก ลียง มาแล้ว ความสำเร็จและเกียรติประวัติเพียบทั้งแชมป์โลกสองสมัย และเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกอีกหนึ่งสมัย ส่วนฟุตบอลโลกหญิงครั้งนี้ นอกจากเป็นกัปตันนำลูกทีมคว้าแชมป์ได้แล้วราปิโนเองยังได้ครองตำแหน่งดาวซัลโว ด้วยผลงาน 6 ประตู เท่ากับอเล็กซ์ มอร์แกน เพื่อนร่วมทีม แต่จำนวนนาทีที่ลงสนามน้อยกว่า และยังได้ตำแหน่งนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ด้วย

หากแฟนบอลยังจำกันได้ ตอนฟุตบอลโลกหญิงปี 2011 ที่ตอนนั้นสหรัฐเป็นรองแชมป์โดยแพ้ให้ญี่ปุ่นราปิโนก็สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จัก เมื่อยิงประตูให้ทีมได้ในนัดที่พบกับโคลอมเบียและวิ่งไปดีใจแบบสุดเท่ ด้วยการคว้าไมโครโฟนข้างสนาม ขึ้นมาร้องเพลง BornIn USA เพลงดังของบรูซ สปริงส์ทีน นับตั้งแต่นั้นมา ราปิโนก็กลายเป็นนักเตะคนแรกที่แฟนบอลนึกถึงเมื่อพูดถึงทีมชาติสหรัฐ ที่ว่ากันว่า มีทีมฟุตบอลหญิงที่คนอเมริกันเรียกว่า Soccer แข็งแกร่งและมีชื่อเสียงกว่าทีมนักฟุตบอลชายเสียอีก

ไม่เพียงแต่ผลงานในสนามราปิโนยังเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นไปอีกกับผลงานนอกสนาม ที่เธอมักจะออกมาแสดงความเห็นเรื่องความไม่เท่าเทียมระหว่างฟุตบอลชายกับฟุตบอลหญิง จนเป็นแกนนำนักเตะแข้งเนื้ออ่อนอเมริกันฟ้องร้องสหพันธ์ฟุตบอลสหรัฐ เรื่องของการจ่ายค่าแรงนักฟุตบอลหญิงให้เท่าเทียมนักฟุตบอลชาย และปรับปรุงสภาแวดล้อมในการฝึกซ้อมและลงแข่งขันของนักฟุตบอลหญิงให้เทียบชั้นนักฟุตบอลชาย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ที่มองแบบเบะปากว่า ฟุตบอลหญิงอาชีพ คุณภาพ ความสามารถ และความนิยม ยังห่างไกลกับฟุตบอลชายแบบลิบลับ จะมาได้เงินเท่ากันได้อย่างไร

ในระหว่างทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกหญิงปีนี้ ราปิโนก็ยังไม่หยุดการแสดงออกและวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เธอเห็นว่าไม่ถูกต้องแบบตรงไปตรงมา ทั้งเรื่องที่เธอแสดงจุดยืนว่าจะไม่ไปทำเนียบขาวเพื่อฉลองตำแหน่งแชมป์โลก หากได้รับคำเชิญจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบายหลายอย่างของผู้นำสหรัฐ จนทรัมป์ทวิตตอบโต้ว่าอย่าเพิ่งคุยจนกว่าจะได้แชมป์ (นี่ก็ไม่รู้ว่าทรัมป์จะเอายังไงต่อ)

นอกจากนี้ ราปิโนยังเฉ่งสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ผู้จัดฟุตบอลโลกหญิงแบบไม่ไว้หน้าด้วยก่อนนัดชิงชนะเลิศกับเนเธอร์แลนด์ ด้วยการระบุว่าฟีฟ่าขาดความเคารพต่อฟุตบอลหญิง เพราะเลือกที่จะจัดนัดชิงฟุตบอลรายการใหญ่อีกสองรายการ คือนัดชิงฟุตบอล โกปา อเมริกา ที่ประเทศบราซิล กับนักชิงฟุตบอล โกลด์ คัพที่สหรัฐ ในวันอาทิตย์วันเดียวกับนัดชิงฟุตบอลโลกหญิง ทำให้ความสนใจต่อรอบชิงฟุตบอลหญิงลดน้อยและถูกลดความสำคัญลง แถมยังเรียกร้องให้ฟีฟ่าเพิ่มจำนวนเงินรางวัลให้กับทีมฟุตบอลหญิงในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ให้เท่าเทียมหรือสมน้ำสมเนื้อกับฟุตบอลโลกชาย ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อปีที่แล้วด้วย

ตอนนี้ ราปิโนเป็นเจ้าของตำแหน่งแชมป์โลกสองสมัย นักฟุตบอลยอดเยี่ยมดาวซัลโว แน่นอนว่าฝีเท้าและฝีปากของเธออยู่ระดับที่เท่าเทียมกัน การแสดงออกใดๆ ย่อมเสียงดังกว่าการพูดอย่างเดียวโดยไม่มีผลงาน หลังจากนี้ ต้องถามใจฟีฟ่า ว่าจะเดินหน้าในเรื่องของความเท่าเทียมระหว่างฟุตบอลหญิงกับฟุตบอลชาย ได้มากน้อยและเป็นรูปธรรมแค่ไหน

เพราะนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเมแกนราปิโน เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่แข้งสาวทั่วโลกรอความชัดเจนอยู่เหมือนกัน

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : Glastonbury 2019 เทศกาลดนตรีเพื่อสิ่งแวดล้อม

Published October 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/424650

คุยกัน7วันหน : Glastonbury 2019 เทศกาลดนตรีเพื่อสิ่งแวดล้อม

คุยกัน7วันหน : Glastonbury 2019 เทศกาลดนตรีเพื่อสิ่งแวดล้อม

วันอาทิตย์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เทศกาลดนตรีแกลสตันบิวรี (Glastonbury Festival) ที่ว่ากันว่าเป็นเทศกาลดนตรีและศิลปะกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก กลางทุ่งนาในเทศมณฑลซอเมอร์เซตของอังกฤษ ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นครั้งที่ 36 หลังจากหยุดพักไป 1 ปีในปีที่แล้ว ที่ฝรั่งเรียกว่า Fallow Year เพื่อให้ทุ่งหญ้าและผืนนาที่ใช้เป็นที่จัดแสดงคอนเสิร์ตได้พักบ้าง

แกลสตันบิวรี เฟสติวัล เริ่มจัดมาตั้งแต่ปี 1970 เป็นปีแรก และจัดแทบจะต่อเนื่องทุกปีมาตั้งแต่ปี 1981 เว้นเพียงช่วงพักซึ่งจะเกิดขึ้นประมาณ 4-5 ปีครั้ง เริ่มขึ้นจากไอเดียของไมเคิล เอวิส ที่หวังจัดเทศกาลดนตรีและศิลปะให้บรรดาขาโจ๋ เหล่าฮิปปี้เมืองผู้ดีและผู้ที่รักเสียงเพลงและชื่นชอบกิจกรรมแบบเฟสติวัลกลางแจ้ง ได้มีที่ทางแสดงออกความคิดของตัวเอง เริ่มแรกมีผู้เข้าร่วมแค่หลักพันคนเศษๆ ขายบัตรเข้าชม 1 ปอนด์ จากนั้นความนิยมค่อยๆ เพิ่มขึ้นมีผู้เข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีจนต้องขยายเวทีและพื้นที่จัดงาน ขณะที่แต่ละครั้งก็จะมีศิลปินและวงดนตรีชื่อดังจากทั่วโลกเข้าร่วมแสดงตามเวทีต่างๆ ที่จัดวางกระจายทั่วทั้งพื้นที่ สำหรับงานในปีนี้ มีศิลปินหลักอย่าง The Killers, The Cure, Stormzy, Kylie Minogue และ Miley Cyrus ท่ามกลางผู้ชมตลอดทั้ง 5 วัน มากกว่า 135,000 คนแม้ค่าบัตรผ่านประตูจะถือว่าแพงหูฉี่ไม่น้อย คือ 248 ปอนด์ (ประมาณ 10,000 บาท)

แต่ปัญหาของเทศกาลดนตรียิ่งใหญ่ระดับนี้ คือเมื่อมีผู้ร่วมงานมาก ความยุ่งยากวุ่นวายต่างๆ ก็ตามมาเป็นพรวน ทั้งเรื่องน้ำไฟ การเดินทาง ห้องน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บางปีเจอสภาพอากาศไม่เป็นใจ พายุฝนถล่มจนพื้นที่จัดคอนเสิร์ตกลายเป็นปลักโคลน แต่ปัญหาหลักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือขยะต่างๆ ที่บรรดาแฟนเพลงผู้เข้าร่วมงานทิ้งเอาไว้หลังผ่านพ้นความสนุกสนานทั้งขวดพลาสติก กล่องและห่ออาหาร แก้วเบียร์ เสื้อผ้า รวมถึงเต็นท์ (???)ที่แฟนเพลงอุตส่าห์แบกมาไว้เพื่อนอนค้างแรมระหว่างร่วมงาน แต่ไม่มีปัญญาแบกกลับบ้าน นัยว่าคงเหนื่อยหรือเมาหนักจนไม่มีแรงขนกลับก็ไม่ทราบได้ ร้อนถึงเจ้าหน้าที่ดูแลเทศกาลดนตรี ที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นอาสาสมัคร ต้องคอยเก็บขยะเหลือทิ้งเหล่านี้ปีละหลายสิบตัน

ในปีนี้ ผู้จัดงานจึงมุ่งเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมและปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เป็นหัวใจหลักของเทศกาล ภายในงานห้ามผู้ค้าจำหน่ายน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติก และขอร้องให้ผู้ร่วมงานหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง อย่างพวกจาน ถ้วย แก้วเบียร์แนะนำให้นำขวดใส่น้ำดื่มหรือเบียร์มาเอง รวมถึงขอร้อง(แกมบังคับ) ให้ช่วยแบกเต็นท์กลับไปด้วยหลังจากงานเลิก ในวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการจัดงาน เซอร์ เดวิด เอตเทนโบโรห์ นักจัดรายการโทรทัศน์และนักสิ่งแวดล้อมคนดัง ขึ้นเวที Pyramid Stage ซึ่งเป็นเวทีหลักในเทศกาลดนตรีแกลสตันบิวรี ขอบคุณบรรดาแฟนเพลงที่ร่วมมือร่วมใจลดการใช้พลาสติก ส่งผลให้ในปีนี้ ขยะพลาสติกถูกทิ้งในงานลดน้อยลงอย่างมากเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา

ถึงแม้จะมีภาพปรากฏทางสื่อออนไลน์ ว่ายังมีขยะถูกทิ้งเกลื่อนที่จัดงานหลังสิ้นสุดเทศกาลดนตรี แต่เจ้าหน้าที่เก็บขยะซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครกว่า 1,300 คน บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ปริมาณขยะโดยเฉพาะขยะพลาสติกน้อยลงมาก มีเต็นท์ถูกทิ้งไว้น้อยลง ในปีนี้มีการจัดตั้งศูนย์รีไซเคิลขยะภายในที่จัดงาน ซึ่งสามารถรีไซเคิลขยะพลาสติกและกระป๋องเบียร์ได้ในทันที ในปีนี้มีกระป๋องเบียร์ถูกรีไซเคิล 45 ล้านตันน้ำมันที่ใช้หุงต้มทอดอาหารสำหรับจำหน่ายในงาน 4,500 ลิตร ถูกนำกลับเข้ากระบวนการเพื่อผลิตเป็นไบโอดีเซลนำไปใช้ใหม่ ขณะที่จุดให้บริการน้ำดื่ม850 แห่งทั่วพื้นที่จัดงานกว่า 950 เอเคอร์ก็มีแฟนเพลงมาใช้บริการจำนวนมาก โดยนำแก้วน้ำและขวดน้ำมาเอง ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกจากแก้วและขวดไปได้มาก

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้จัดงานยังมีการปลูกต้นไม้ภายในพื้นที่จัดงานทันทีหลังสิ้นสุดเทศกาลเพื่อทดแทนต้นไม้ที่ถูกตัดทิ้งหรือเสียหายจากการจัดงาน ซึ่งตั้งแต่ปี 2000 ที่ผ่านมา ปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 10,000 ต้น ผู้มาร่วมงานกว่าร้อยละ 40 นอกจากให้ความร่วมมือเรื่องลดละปริมาณขยะพลาสติกแล้ว ยังใช้บริการขนส่งสาธารณะเดินทางมายังที่จัดเทศกาลดนตรี ช่วยลดควันพิษจากน้ำมันรถยนต์ส่วนตัวที่นำมาเองได้อีกทาง ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ศิลปินเองก็มีส่วนช่วยลดขยะในงานด้วย เพราะศิลปินหลายคนอย่าง Kylie Minogue และ Years And Years เลือกที่จะใช้เศษกระดาษสีโปรยระหว่างการแสดงคอนเสิร์ต หรือ confetti ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติมาใช้ด้วย

ถือเป็นการกระทำที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของทั้งผู้จัดงาน ศิลปิน และผู้ร่วมงานอย่างแท้จริง น่าปลื้มใจที่ได้เห็นเทศกาลดนตรีกลางแจ้งระดับโลกดำเนินมาตรการเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

แล้วพบกันใหม่ กับแกลสตันบิวรีเฟสติวัล 2020 ระหว่างวันที่ 24-28 มิถุนายนปีหน้า ซึ่งจะถือเป็นการครบรอบ 50 ปีของการจัดเทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ที่ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมชาวอังกฤษอย่างแท้จริง

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : โลกจับตาจุดยืนประชุมอาเซียน

Published October 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/421553

คุยกัน7วันหน : โลกจับตาจุดยืนประชุมอาเซียน

คุยกัน7วันหน : โลกจับตาจุดยืนประชุมอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 22-23 มิถุนายนนี้ ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน เป็นเจ้าภาพ จะแสดงให้โลกได้เห็นบทบาทและจุดยืนของอาเซียนต่อสถานการณ์ที่ท้าทายในภูมิภาคและโลกได้อย่างไร ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายและน่าติดตามอย่างยิ่ง

ในระหว่างวันที่ 22-23 มิถุนายนนี้ ประเทศไทยจะถูกโลกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงที่ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน จัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34อย่างไม่เป็นทางการ ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะมีผู้นำประเทศอีก 9 ชาติสมาชิกเข้าร่วมการประชุม ได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ กัมพูชา เมียนมา ลาว และเวียดนาม ซึ่งยืนยันจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมแล้ว

การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมสุดยอดของผู้นำอาเซียนเป็นครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “ร่วมมือร่วมใจก้าวไกลยั่งยืน” ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่น่าจะเข้ากับสถานการณ์ของโลกในปัจจุบันที่กำลังเผชิญความท้าทายอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าจีน-สหรัฐ และสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน จึงมีบทบาทสำคัญ และจะมีข้อเสนออันจะนำไปสู่แถลงการณ์ที่ทำให้ชาวโลกได้รับรู้ว่าอาเซียนมีจุดยืนต่อความท้าทายเหล่านี้อย่างไร

แม้การประชุมสุดยอดครั้งนี้จะเป็นการประชุมอย่างไม่เป็นทางการและเป็นการประชุมครั้งแรก แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทายในปัจจุบัน ประเทศไทยจึงน่าจะใช้โอกาสนี้ในการแสดงบทบาทในเวทีระดับนานาชาติ เพื่อแสดงให้เห็นจุดยืนและความชัดเจนของอาเซียน โดยเฉพาะการผลักดันแนวคิด “ร่วมมือร่วมใจก้าวไกลยั่งยืน” ในฐานะประธานอาเซียนให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร

จุดที่น่าสนใจก็คือ อาเซียนกำลังเผชิญกับการช่วงชิงการเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคของจีนและสหรัฐ ท่ามกลางความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ และดูเหมือนจะมีแรงกดดันให้มีการเลือกข้าง เห็นได้จากการที่นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ มีกำหนดจะเดินทางเยือนกรุงเทพฯในระหว่างวันที่ 29 ก.ค.-3 ส.ค. เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน และการประชุมลุ่มน้ำโขงตอนล่างที่ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน เป็นเจ้าภาพ

มีการมองกันว่าการเดินทางเยือนประเทศไทยของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐครั้งนี้ มีเป้าหมายที่จะสกัดกั้นอิทธิพลของจีนในภูมิภาค หลังจากที่จีนเข้ามามีบทบาทสำคัญภายใต้โครงการ One Belt one Road หรือที่เรียกว่า “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” สหรัฐมองว่าจีนพยายามเข้ามาควบคุมภูมิภาคนี้ทีละน้อย แม้สหรัฐจะออกตัวว่าไม่ได้กดดันให้ประเทศในภูมิภาคนี้เลือกข้าง แต่ก็กำลังประสานความร่วมมือกับออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐในการผลักดันความพยายามของสหรัฐในการเข้ามามีอิทธิพลในลุ่มน้ำโขง

มีรายงานว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่กรุงเทพฯ ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม สหรัฐจะมุ่งเน้นถึงความสำเร็จในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รวมถึงการยึดมั่นต่อความพยายามที่จะร่วมมือกันเพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนในลุ่มน้ำโขง

ทั้งนี้ข้อริเริ่มลุ่มน้ำโขงตอนล่างเริ่มขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยนางฮิลลารีคลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศในขณะนั้นเพื่อใช้เป็นช่องทางในการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม ซึ่งหลายประเทศมีความใกล้ชิดกับจีน

อีกประเด็นที่น่าจับตามองก็คือ การที่กลุ่มฮิวแมนไรท์ วอทช์ เรียกร้องให้ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน หยิบยกเรื่องเมียนมาปฏิบัติไม่ดีต่อชาวโรฮีนจาขึ้นมาหารือ ซึ่งเป็นประเด็นที่เปราะบางและอ่อนไหวต่อจุดยืนของอาเซียนที่จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก ซึ่งอาจจะกลายมาเป็นความขัดแย้งภายในอาเซียน

ส่วนประเด็นเศรษฐกิจ นอกจากผลกระทบจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐแล้ว ท่าทีของอาเซียนต่อการเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาคหรือ RCEP (อาร์เซป) ก็อยู่ในความสนใจว่า จะมีการผลักดันให้สามารถบรรลุผลได้ภายในปีนี้หรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันและการกีดกันทางการค้าจากการดำเนินนโยบายของสหรัฐ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ถอนตัวจากการเข้าร่วมในข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก หรือ TPP

ขณะเดียวกัน อีกประเด็นที่น่าจับตามองก็คือ อาเซียนจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นในปีนี้หรือไม่ หลังจากที่ติมอร์เลสเต ได้ใช้ความพยายามในการเข้าเป็นสมาชิกมาแล้ว 8 ปี แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ

ทั้งหมดนี้ คือประเด็นที่ไทยในฐานะประธานอาเซียน จะสามารถผลักดันให้เดินหน้าเป็นรูปธรรมหรือไม่จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : ฝรั่งเศสล้อมคอก หวังแก้ปัญหาฆาตกรรมผู้หญิง

Published October 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/438871

คุยกัน7วันหน : ฝรั่งเศสล้อมคอก  หวังแก้ปัญหาฆาตกรรมผู้หญิง

คุยกัน7วันหน : ฝรั่งเศสล้อมคอก หวังแก้ปัญหาฆาตกรรมผู้หญิง

วันอาทิตย์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร่างของหญิงสาวถูกพบซุกใต้ผ้าห่มเก่าๆ โผล่มาแต่ข้อเท้า ใกล้กับที่ทิ้งขยะบริเวณสถานีรถไฟกาง-ซุร์ก-แมร์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสเมื่อวันเสาร์ก่อน เป็นศพของซาโลเมหญิงสาววัย 21 ปี ที่ถูกแจ้งว่าหายตัวไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ซาโลเมเป็นหญิงที่ตกเป็นเหยื่อฆาตกรรมจากสามี อดีตสามี หรือคู่ครองในฝรั่งเศส รายที่ 100 ในปีนี้สื่อรายงานว่า เธอถูกฆ่าหลังจากมีปากเสียงกับแฟนหนุ่มตอนกลางคืน ยังดีที่อัยการและตำรวจสืบสวนทำคดีอย่างรวดเร็ว จนสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เป็นแฟนหนุ่มในอีกไม่กี่วันต่อ

จากนั้นไม่นาน สตรีที่ตกเป็นเหยื่อฆาตกรรมรายที่ 101 ก็ตามมาติดๆคราวนี้น่าเศร้ากว่า เพราะผู้เสียชีวิตเป็นหญิงชรา วัย 92 ปี ที่ถูกสามีวัย 94 ปีของเธอเองทำร้ายจนตาย ที่บ้านทางตอนใต้ของฝรั่งเศสเช่นกัน และที่น่าตกใจกว่าก็คือ ตลอดปี 2018 ที่ผ่านมา มีคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นกับสตรีในฝรั่งเศส121 คดี แต่ในปีนี้ ผ่านไป 8 เดือนเศษ ตัวเลขขยับไปอยู่ที่ 101 รายแล้ว

ตัวเลขจากรัฐบาลฝรั่งเศสระบุด้วยว่า เฉลี่ยแล้ว ทุกปีมีสตรีราว219,000 คน อายุระหว่าง 18-75 ปีที่ถูกทำร้ายร่างกายหรือทำร้ายทางเพศด้วยน้ำมือของสามี อดีตสามี หรือคู่ครอง สตรีที่ตกเป็นเหยื่อถึง 3 ใน 4 บอกว่าถูกกระทำรุนแรงต่อเนื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ผู้หญิงกว่า 8 ใน 10 คน บอกว่าต้องทนทุกข์ใจจากการถูกตำหนิหรือทำร้ายทางวาจา

ปัญหาการทำร้ายและฆาตกรรมสตรีในฝรั่งเศสกลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีและกลุ่มต่อต้านความรุนแรงในครอบครัวให้ความสนใจในช่วงที่ผ่านมา เมื่อเดือนกรกฎาคมมีชาวฝรั่งเศสกว่า 1,200 คน ออกมาเดินขบวนในกรุงปารีส เรียกร้องให้ทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเอดัวร์ ฟีลิป ของฝรั่งเศส จัดการประชุมร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ ทั้งผู้พิพากษา นักกฎหมาย ตำรวจ และตัวแทนหน่วยงานต่างๆ ก่อนประกาศแผนการเพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงภายในครอบครัว ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งที่พักพิงเร่งด่วนให้กับสตรีที่เชื่อว่าตนเองอาจตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจากคนในครอบครัวกว่า 1,000แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ตรวจสอบรายงานของสถานีตำรวจ 400 แห่งทั่วประเทศ เรื่องการจัดการคดีที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงต่อสตรี

นายฟีลิปยังประกาศทุ่มงบประมาณ5 ล้านยูโร แก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อสตรีและเหตุฆาตกรรมที่พุ่งเป้าไปที่สตรี ยกเครื่องกระบวนการสอบปากคำและดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับสตรี ที่จะช่วยให้การเดินหน้าสืบสวนสอบสวนของคดีเป็นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น เพิ่มมาตรการคุ้มครองสตรีที่ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งรวมถึงการนำตัวสามี อดีตสามี หรือชายที่เคยอยู่กินกับเหยื่อออกไปจากวงจรชีวิตของเธอ รวมถึงเสนอไอเดียให้ผู้ต้องหาที่เคยต้องคดีทำร้ายร่างกายผู้หญิงหรือคดีทางเพศ ต้องสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันไม่ให้เหยื่อถูกทำร้ายในภายหลัง

แต่บรรดากลุ่มเคลื่อนไหวและนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี ก็ติดแฮชแท็ก#NousToutes (All of Us) หรือพวกเราทุกคน เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินความพยายามมากกว่านี้และต้องทำทันที เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลก็ยืนยันว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมในเรื่องในเดือนพฤศจิกายนนี้

ในประเทศแถบยุโรป ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราของผู้หญิงตกเป็นเหยื่อฆาตกรรมโดยสามี อดีตสามี หรือคู่ครองสูงที่สุด กับค่าเฉลี่ย 0.18 รายต่อจำนวนประชากรผู้หญิง 100,000 คน เทียบกับสวิตเซอร์แลนด์ที่ระดับ 0.13 อิตาลีที่ระดับ 0.11 และสเปนที่ระดับ 0.12 ส่วนเยอรมนีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเล็กน้อย ที่ 0.23

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เผยตัวเลขสถิติที่น่าตกใจว่า ในแต่ละวันมีผู้หญิงต้องเสียชีวิตไปโดยเฉลี่ย 137 คนทั่วโลกเหตุเพราะถูกคู่ครองหรือคนในครอบครัวสังหาร ซึ่งเท่ากับว่า “บ้าน” คือสถานที่ที่ผู้หญิงมีความเสี่ยงจะถูกฆาตกรรมมากที่สุด

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ความรุนแรงกับผู้หญิง จากฝีมือคนในครอบครัวโดยเฉพาะสามีหรือคนรัก ควรยุติลงเสียที

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : จับตา‘ทรัมป์’เยือนอังกฤษ

Published October 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/418666

คุยกัน7วันหน : จับตา‘ทรัมป์’เยือนอังกฤษ

คุยกัน7วันหน : จับตา‘ทรัมป์’เยือนอังกฤษ

วันอาทิตย์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเดินทางเยือนอังกฤษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเยือนยุโรป เป็นที่ถูกจับตามองอย่างมาก เพราะมีขึ้นในขณะที่อังกฤษกำลังมีความแตกแยกกรณี “เบร็กซิต” และท่าทีที่ขัดแย้งของผู้นำสหรัฐกับยุโรปในประเด็น “ข้อตกลงปารีส” และ “ข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน” รวมทั้งกรณีของ “หัวเว่ย”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และนางเมลาเนีย ทรัมป์ สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐ ได้เดินทางเยือนประเทศอังกฤษในระหว่างวันที่ 3-5 มิถุนายน ตามคำเชิญของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เป็นการเดินทางเยือนแบบรัฐพิธีในฐานะพระราชอาคันตุกะ ท่ามกลางการชุมนุมประท้วงของชาวอังกฤษในหลายเมือง

จุดสนใจอยู่ที่ภาวะการเป็นผู้นำของนายทรัมป์ ต่อความสัมพันธ์แบบพิเศษระหว่างอังกฤษและสหรัฐ ซึ่งถูกมองว่าตกอยู่ในความเสี่ยงนับตั้งแต่ที่เขาขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ

การได้เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ยังสะท้อนให้เห็นว่าราชวงศ์อังกฤษ ยังให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์แบบพิเศษของทั้งสองประเทศ ซึ่งในการเยือนครั้งนี้ นอกจากจะเต็มไปด้วยกิจกรรมทางการทูต และการเข้าร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 25 ปี ที่สัมพันธมิตรส่งทหารจากอังกฤษ ยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี เพื่อยึดครองยุโรปตะวันตกที่ถูกนาซียึดครองในสงครามโลกครั้งที่ 2ประเด็นที่ถูกจับตามอง ยังอยู่ที่การพบปะกับนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ที่มีการหารือในประเด็นการค้า เบร็กซิต และหัวเว่ย เพราะก่อนการเยือนครั้งนี้ ทรัมป์ได้ประกาศสนับสนุนการถอนตัวจากอียูของอังกฤษ หรือ Brexit ที่ไม่มีข้อตกลงใดๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังสร้างความแตกแยกภายในประเทศอังกฤษตลอดเวลาที่ผ่านมา พร้อมทั้งเรียกร้องให้อังกฤษไม่จ่ายเงินชดเชยตามข้อตกลงที่อังกฤษและอียูได้บรรลุเมื่อปลายปีที่แล้ว

ทรัมป์ ยังสนับสนุนนายบอริส จอห์นสัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ คือผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษและหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมแทนนางเมย์ที่ประกาศจะลาออกในวันที่ 7 มิถุนายน ซึ่งนายจอห์นสัน เป็นผู้ที่สนับสนุนให้อังกฤษยุติความร่วมมือกับอียู และควรถอนตัวจากอียู ไม่ว่าจะมีข้อตกลงหรือไม่ก็ตาม

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีความขัดแย้งกับอังกฤษกรณีหัวเว่ย หลังจากอังกฤษมีแผนการอนุญาตให้หัวเว่ยเข้าร่วมการวางระบบเครือข่าย 5G ซึ่งทรัมป์เตือนว่าอังกฤษต้องพิจารณาปัญหาความมั่นคงของประเทศอย่างรอบคอบ

คำประกาศเหล่านี้ของผู้นำสหรัฐมีขึ้น ท่ามกลางท่าทีต่างๆ ที่ขัดแย้งกับอังกฤษกรณีการถอนตัวจากข้อตกลงปารีสเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ทำกับอิหร่าน เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบในทางลบต่อความสัมพันธ์กับอังกฤษ

ด้วยจุดยืนของนายทรัมป์ดังกล่าวเขาจึงถูกมองว่าก้าวก่ายและแทรกแซงกิจการภายในของอังกฤษ จนนายเจเรมีคอร์บิน ผู้นำพรรคแรงงาน กล่าวว่าคำประกาศของนายทรัมป์คือการแทรกแซงกิจการภายในของอังกฤษที่ไม่สามารถยอมรับได้ พร้อมทั้งยังบอยคอตต์ ไม่ร่วมงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำสหรัฐคนนี้ที่พระราชวังบังกิ้งแฮม เช่นเดียวกับแกนนำฝ่ายค้านหลายคนก็มีท่าทีเช่นเดียวกัน จนนายทรัมป์ ต้องงดกล่าวสุนทรพจน์ในรัฐสภาอังกฤษเนื่องจากถูกสส.อังกฤษคัดค้าน ขณะที่นายซาดิก ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน เรียกนายทรัมป์ว่า เป็นหนึ่งในตัวอย่างของความเลวร้ายที่เป็นภัยคุกคามโลก

แม้การเดินทางเยือนอังกฤษครั้งนี้ นายทรัมป์ และนางเมย์ จะยืนยันถึงความสัมพันธ์แบบพิเศษกับอังกฤษด้วยการแถลงข่าวร่วมกัน โดยนางเมย์เผยว่า “นี่คือสัปดาห์ที่มีความหมายสำหรับความสัมพันธ์พิเศษของอังกฤษและสหรัฐ และเป็นโอกาสกระชับความสัมพันธ์หุ้นส่วนที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น” ขณะที่นายทรัมป์ ได้รับปากว่าข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐและอังกฤษจะต้องเกิดขึ้นแน่นอนเมื่ออังกฤษออกจากอียู

แต่ภาพการชุมนุมประท้วงของกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านการเมืองที่สร้างความแตกแยกและเกลียดชังของทรัมป์ ซึ่งมีฉากเป็นตุ๊กตาเป่าลมสีส้มขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “ทารกทรัมป์” และท่าทีของเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนในอังกฤษ สะท้อนให้เห็นว่า ทรัมป์ไม่เป็นที่ชื่นชอบของชาวอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม การที่วอชิงตันและลอนดอน เป็นพันธมิตรสำคัญกันมาช้านาน และยังมีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน และเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ยังมีบทบาทสำคัญต่อความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ ดังนั้นเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร สหรัฐและอังกฤษก็ต้องพึ่งพากันและต้องดำเนินความสัมพันธ์แบบพิเศษให้มีความเสมอต้นเสมอปลาย หลังจากที่ได้รับผลกระทบมากมายนับตั้งแต่ที่นายทรัมป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ

Koopnot01

คุยกัน7วันหน : Brexit พ่นพิษเมย์ลาออก

Published October 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/417220

คุยกัน7วันหน : Brexit พ่นพิษเมย์ลาออก

คุยกัน7วันหน : Brexit พ่นพิษเมย์ลาออก

วันอาทิตย์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดูเหมือนความเชื่อมั่นของคนอังกฤษที่จะดำเนินชีวิตภายใต้กรอบการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของตนเอง โดยไม่ขึ้นตรงกับสหภาพยุโรปหรืออียู ไม่เพียงแต่ลดลงเรื่อยๆ แต่ยังส่งผลให้นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2 ของอังกฤษอย่างนางเทเรซา เมย์ ต้องประกาศลาออกทั้งน้ำตา ทิศทางของอังกฤษจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร

หลังจากที่อังกฤษผ่านการลงประชามติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2549 ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือเบร็กซิท (Brexit) และมีกำหนดจะต้องออกจากสหภาพยุโรปหรืออียู ในวันที่ 29 มีนาคม 2562 ตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน แต่ด้วยความล่าช้าของกระบวนการเบร็กซิทอันเกิดจากการต่อรองผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ทำให้กระบวนการเบร็กซิทยืดเยื้อออกไปจนถึงเส้นตายสุดท้ายคือในวันที่ 31 ต.ค.2562

ด้วยความพยายามของนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ที่จะผลักดันกระบวนการนี้ให้สำเร็จโดยยึดผลประโยชน์ของอังกฤษ ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เธอได้เสนอแผนเบร็กซิทในรูปแบบมีข้อตกลง (Brexit with deal) หรือที่เรียกว่าซอฟท์เบร็กซิทมาโดยตลอด แต่ทว่าสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีพรรคอนุรักษ์นิยมเป็นเสียงข้างมาก ปฏิเสธข้อเสนอของเธอมาถึง 3 ครั้ง รวมถึงความพยายามที่ล้มเหลวในการเจรจาประนีประนอมกับพรรคแรงงานตลอดช่วงที่ลงคะแนนไม่ผ่านทั้งสามครั้งด้วย

โดยช่วงแรก นางเมย์ได้ขอให้สภาอังกฤษอนุมัติให้เลื่อนเส้นตายเบร็กซิทจากสิ้นเดือนมีนาคมออกไปอีกราว 2 สัปดาห์เป็นวันที่ 12 เมษายน เพื่อให้อังกฤษสามารถผ่านร่างแผนเบร็กซิทและมีกำหนดออกจากสมาชิกอียูในแบบมีข้อตกลงในวันที่ 22 พ.ค. แต่เนื่องจากสภาโหวตไม่ผ่านร่างเบร็กซิทของนางเมย์ครั้งที่ 3 ทำให้สหราชอาณาจักร พลาดเส้นตายในการออกจากการเป็นสมาชิกอียูในแบบที่มีข้อตกลงในวันที่ 22 พ.ค.ตามที่กำหนด อังกฤษจึงไม่มีทางเลือก และต้องออกจากสมาชิกอียูแบบไร้ข้อตกลง (No Deal) ภายในวันที่ 12 เมษายน

อย่างไรก็ตาม นางเมย์ได้ใช้ความพยายามครั้งสุดท้ายเรียกร้องให้ทางอียูผ่อนปรนเส้นตายเบร็กซิทจากกำหนดเดิมออกไปอีก ส่งผลให้คณะกรรมาธิการยุโรปมีมติยืดระยะเวลาเส้นตายเบร็กซิทไปถึงวันที่ 31 ต.ค. 2562 นี้ แต่ในช่วงที่ผ่านมามีบรรดารัฐมนตรีในรัฐบาลของเธอถอนตัวลาออกจากตำแหน่งหลายคน ขณะที่ข้อเสนอล่าสุดของนางเมย์คือการให้สส.ลงคะแนนเสียงเพื่อทำประชามติครั้งใหม่ ทำให้สมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมหลายคนเกิดความไม่พอใจ และกดดันให้เธอลาออก

ซึ่งในที่สุดนางเมย์ ก็ได้ประกาศทิ้งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางความไม่แน่นอนของกระบวนการเบร็กซิท และมีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาอียูในอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ ซึ่งตรงกับช่วงระยะเวลา 4 วัน ในระหว่างวันที่ 23-26 พ.ค. ของการลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาอียูของกลุ่มประเทศสมาชิก

นางเมย์ระบุว่า เธอจะลาออกจากหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมในวันที่ 7 มิถุนายน และระหว่างนี้จะยังคงทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีจนกว่าการคัดเลือกหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมจะเสร็จสิ้น

นางเมย์กล่าวทั้งน้ำตาว่านับตั้งแต่ที่เธอก้าวขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ 3 ปีก่อน เธอได้พยายามต่อสู้อย่างหนักในการทำให้สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จสำหรับทุกคน โดยเธอทำอย่างดีที่สุดแล้วในการเคารพต่อผลการหยั่งเสียงประชามติเมื่อปี 2559 และทำอย่างดีที่สุดแล้วในการโน้มน้าวให้บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุนข้อตกลงเบร็กซิทที่เธอเสนอต่ออียู แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เธอไม่ประสบความสำเร็จหลังพยายามมาแล้วถึง 3 ครั้งพร้อมกล่าวเสริมว่าเธอรู้สึกเสียใจอย่างมากที่ไม่สามารถดำเนินนโยบายที่สำคัญดังกล่าวได้สำเร็จ ซึ่งเธอเชื่อมั่นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วในการเพียรพยายาม

หากจะย้อนดูเสียงประชามติหรือเสียงของประชาชนที่เรียกร้องให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกอียูในช่วงเวลานั้น เหตุผลก็เพราะความไม่แน่นอนในสถานการณ์ทางการเงินของกลุ่มยูโรโซน และความไม่พอใจในกฎหมายยุโรปบางประการที่ถูกมองว่าเป็นตัวฉุดรั้งธุรกิจ และช่วงนั้นยังเกิดกระแสการไหลบ่าของผู้อพยพที่หนีความยากจนและสงครามจากตะวันออกกลางและแอฟริกาพอดี ทำให้เทน้ำหนักไปในทางเบร็กซิท แต่เมื่อถึงคราวเจรจากับอียูท่ามกลางความกังวลที่จะเกิดขึ้นหลังเบร็กซิทจากเงื่อนไขในการทำข้อตกลงกับอียู เสียงของความเชื่อมั่นของคนอังกฤษก็เริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะเรื่องพรมแดนระหว่างไอร์แลนด์เหนือของอังกฤษกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์ซึ่งเป็นสมาชิกของอียู

จากนี้ไปทิศทางของอังกฤษจะเป็นอย่างไร คงต้องรอลุ้นหลังการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ของพรรคอนุรักษ์นิยมที่จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่

ซึ่งภายใต้กำหนดเส้นตายเบร็กซิทในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ หากรัฐบาลชุดใหม่ของอังกฤษไม่มีการเสนอแผนเบร็กซิทใดๆ ก็เท่ากับอังกฤษต้องออกจากสมาชิกอียูในลักษณะฮาร์ทเบร็กซิท หรือการออกแบบไม่มีเงื่อนไขใดๆ ร่วมกันซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของอังกฤษอย่างร้ายแรง

Koopnot

คุยกัน7วันหน : อนาคตหัวเว่ยนับจากนี้รุ่งหรือร่วง?

Published October 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/415803

คุยกัน7วันหน : อนาคตหัวเว่ยนับจากนี้รุ่งหรือร่วง?

คุยกัน7วันหน : อนาคตหัวเว่ยนับจากนี้รุ่งหรือร่วง?

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นาทีนี้ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่นอกจากจะเล่นงานกันไปมาชนิดใครดีใครอยู่แล้ว ยังรวมถึงหัวเว่ย บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน ที่ดูเหมือนจะถูกลากเข้าไปอยู่ในวงพันตูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมากูเกิลสร้างความฮือฮาด้วยการประกาศระงับการทำธุรกิจกับหัวเว่ย ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่สั่งให้บริษัทอเมริกันระงับการทำธุรกิจทั้งหมดกับหัวเว่ยและบริษัทในเครือ 68 แห่ง แม้ในเวลาต่อมา สหรัฐจะให้เวลาผ่อนผันถึง 90 วันก็ตามที แต่ก็น่าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากผ่านพ้นวันที่ 19 สิงหาคมไปแล้ว นาทีนี้เรื่องนี้ยิ่งดูใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนที่เป็นเจ้าของหัวเว่ยทั้งสมาร์ทโฟนและแล็บท็อป หรือแม้แต่คนที่กำลังวางแผนจะเป็นเจ้าของก็ตามทียิ่งต้องคิดให้รอบด้านมากขึ้น ยอดขายอาจลดน้อยลง และนั่นอาจส่งผลกับเป้าหมายของหัวเว่ยกับการเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งภายในปี 2020

ก่อนหน้าจะมีเรื่องสงครามการค้า ทิศทางธุรกิจของหัวเว่ยก็ดูกำลังไปได้สวย ข้อมูลส่วนแบ่งการตลาดประจำไตรมาสแรกในปีที่ผ่านมาจาก IDC แสดงให้เห็นว่าอันดับหนึ่งในตลาดคือซัมซุง กับส่วนแบ่งการตลาด 23.5% รองลงมาคือแอปเปิล 15.7% ตามมาด้วยหัวเว่ย 11.8% เทียบกับข้อมูลส่วนแบ่งการตลาดไตรมาสหนึ่งของปีนี้ ดูเหมือนว่าหัวเว่ยจะทำได้ดีโดยส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งยังเป็นซัมซุง 23.1% หัวเว่ยขยับขึ้นมาเป็นอันดับสองที่ 19.0% เบียดแอปเปิลตกไปอยู่อันดับ 3 ที่ 11.7% นอกจากตัวเลขส่วนแบ่งการตลาดแล้ว ยังมีอีกตัวเลขหนึ่งที่น่าทึ่งไม่แพ้กันคือ ปริมาณการส่งสินค้า หรือ Shipment Volume ของหัวเว่ยไตรมาสแรกปีนี้เพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ซัมซุงและเเอปเปิลมีตัวเลขติดลบ

เมื่อมองมายังตลาดในบ้านเรา ข้อมูลผู้ใช้สมาร์ทโฟนปี 2018 จาก IDC ประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าคนไทยส่วนมากใช้ซัมซุง มีส่วนแบ่งการตลาด 21% รองลงมาคือออปโป้ หัวเว่ยวีโว่ และไอโฟนของค่ายแอปเปิล แม้ว่าในไทยเองหัวเว่ยจะอยู่อันดับ 3 แต่ก็ถือว่ามีผู้ใช้จำนวนมากอยู่ดี ส่วนใหญ่คนที่ใช้ก็มักจะใช้บริการของกูเกิลในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของสมาร์ทโฟน ทั้งยูทูบ จีเมล และกูเกิลแมป

แม้ตอนนี้ หัวเว่ยจะออกมาบอกว่า สมาร์ทโฟนรุ่นปัจจุบันนี้ ผู้ใช้น่าจะยังใช้ต่อได้อีก 2 ปี โดยที่ไม่กระทบอะไร แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะทำให้ยอดขายของหัวเว่ยหลังจากนี้ตกลงก็เป็นได้ เพราะผู้คนไม่มั่นใจว่าหากซื้อไปแล้วจะสามารถใช้บริการต่างๆ ได้เหมือนเดิมหรือไม่ ขณะที่ผู้ใช้งานที่มีสมาร์ทโฟนหัวเว่ยอยู่ในมือก็คงจะหนาวๆ ร้อนๆ เพราะกูเกิลบอกเองว่า หากมีการอัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ช่วงปลายปีนี้ ก็อาจไม่สามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆของกูเกิลได้

อย่างไรก็ตาม หัวเว่ยก็ไม่ได้สิ้นหวังเสียทีเดียว เพราะมีการเตรียมกลยุทธ์ไว้เพื่อรับมือกับเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน โดยกล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ โดยในกรณีของกูเกิลนั้น หัวเว่ยบอกว่าที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาระบบปฏิบัติการ หรือ Operating System (OS) ของตัวเองเพียงแต่ยังไม่ได้นำมาใช้ ส่วนกรณี Supplier ชิ้นส่วนชิพ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของหัวเว่ย ที่ระงับการส่งมอบสินค้า ไม่ว่าจะเป็น Intel หรือ Qualcomm หัวเว่ยเองได้มีการสำรองชิ้นส่วนต่างๆ เหล่านี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว อย่างน้อยๆ ก็สำหรับ 3 เดือน และยังมีการพัฒนาหัวเว่ย App Gallery ของตัวเองเพื่อเป็นทางเลือกนอกจาก Play Store ของ Google เพราะตระหนักดีว่าที่ผ่านมา หัวเว่ยพึ่งพาบริษัทอื่นๆ มากเกินไปแล้วนั่นเอง

นอกเหนือจากสมาร์ทโฟนแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่น่าจะได้รับผลกระทบก็คือLaptop ของหัวเว่ยที่ใช้ ไมโครซอฟท์เป็นระบบปฏิบัติการ ซึ่งจนถึงตอนนี้ไมโครซอฟท์ยังคงไม่ปริปากใดๆ ถึงกรณีที่เกิดขึ้นนี้ อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่า Mate Book X PRO ที่เป็นแล็บท็อปที่โดดเด่นรุ่นหนึ่งของหัวเว่ยจะถูกถอดจากร้านค้าออนไลน์ของไมโครซอฟท์ไปเสียแล้ว

ไม่เพียงเท่านั้น แบรนด์สินค้าเจ้าอื่นๆ จากอีกหลายชาติ ทั้ง LG ของเกาหลีใต้ เคดีดีไอและซอฟต์แบงก์ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ใหญ่อันดับสองและสามของญี่ปุ่น พานาโซนิคก็ประกาศระงับความสัมพันธ์ หรือกำลังพิจารณาชะลอเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับหัวเว่ยไปแล้ว

ถึงจะยืนยันว่ายังไหว และพร้อมรับมือความท้าทายที่จะเกิดขึ้นแล้ว แต่เชื่อเถอะ งานนี้ ลึกๆ หัวเว่ยก็ต้องมีสั่นบ้างเหมือนกัน

%d bloggers like this: