คุยกัน7วันหน

All posts tagged คุยกัน7วันหน

คุยกัน7วันหน : เมื่อโควิด-19 เข้าใกล้ตัวผู้นำโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 16, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/479310

คุยกัน7วันหน : เมื่อโควิด-19 เข้าใกล้ตัวผู้นำโลก

คุยกัน7วันหน : เมื่อโควิด-19 เข้าใกล้ตัวผู้นำโลก

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2563, 08.55 น.

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ไม่เลือกชาติพันธุ์และฐานันดรใดๆ เพราะตอนนี้มีผู้นำระดับโลกหลายคนที่ต้องกักกันตัวเองและบริหารประเทศจากบ้านแทนเพราะเข้าข่ายว่าอาจติดเชื้อนี้ จะมีใครบ้างนั้นไปดูกัน

เริ่มต้นที่แคนาดา เมื่อผู้นำคนดัง นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ประกาศผ่านโลกออนไลน์ว่าเขากำลังกักกันตัวเองและจะทำงานจากที่บ้าน เพราะนางโซฟี เกรกัวร์ ทรูโด ภริยาของเขาติดโรคโควิด-19 หลังเดินทางกลับจากร่วมงานเลี้ยงในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ นายทรูโดระบุว่า เขายังไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ แต่ก็กักกันตนเองไว้ก่อน และจะประชุมงานต่างๆผ่านทางวีดีโอคอลแทน หนึ่งในนั้นเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อรับมือกับวิกฤติโควิด-19 นั่นเอง

ขณะที่ประธานาธิบดีชาอีร์โบลโซนาโร ของบราซิล ก็กำลังรอผลตรวจว่าติดเชื้อหรือไม่ หลังนายฟาบิโอ เวจ์นการ์เทน เลขาฯฝ่ายสื่อของเขาติดเชื้อโควิด-19ไปแล้ว เรื่องนี้ใหญ่เพราะ ผู้นำบราซิลพร้อมคณะ ซึ่งมีทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศกลาโหม และความมั่นคงฯ เพิ่งเดินทางไปอเมริกา เพื่อพบและดินเนอร์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ที่รีสอร์ต มาร์ อาลาโก ของผู้นำสหรัฐในฟลอริดาอย่างใกล้ชิดด้วย

ในฝั่งของสหรัฐ นายทรัมป์ ยังไม่ยอมตรวจว่าติดเชื้อด้วยหรือไม่โดยตัวแทนของทรัมป์ระบุว่า ทรัมป์แทบไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับชายชาวบราซิลเลย แต่ตอนหลังออกมาย้ำว่าจะยอมตรวจร่างกาย (ก็ได้) แต่จะไม่ยอมกักตัวเองเด็ดขาด เรื่องนี้ทำเอาชาวอเมริกันออกมาด่าทรัมป์สาดเสียเทเสีย โทษฐานเป็นผู้นำประเทศทั้งที กลับไม่ยอมทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี ในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติเลย

ขณะที่มีสมาชิกสภาคองเกรสถึง 9 คนที่เคยไปมาหาสู่ทรัมป์ เมื่อไม่นานมานี้กำลังต้องกักกันตัวเองเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อรายหนึ่ง

ที่ออสเตรเลีย นายปีเตอร์ ดัตตัน รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่าเขาติดโรคโควิด-19 และมีรายงานว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขาเพิ่งได้พบกับนางอิวางก้า ทรัมป์ บุตรสาวผู้นำสหรัฐ และนายบิล บาร์ อัยการสูงสุด หรือรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐด้วยอีกต่างหาก

ที่อิหร่าน ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลติดเชื้อหลายคน เช่นดร.อาลี อัคบาร์ เวลายาตี อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาคนหนึ่งของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน รวมถึงรัฐมนตรีช่วยสาธารณสุข นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ารองประธานาธิบดีของอิหร่านหลายคนมีผลตรวจเชื้อเป็นบวก ทางการอิหร่านยังเผยด้วยว่า มีสส.อิหร่าน 23 คนจาก 290 คนในสภาที่ติดเชื้อ คิดเป็น 8% ของจำนวนสส.ทั้งหมด และมีสส.สองคนที่เสียชีวิตไปแล้ว รวมถึงที่ปรึกษาคนสำคัญของผู้นำสูงสุดอิหร่านก็เสียชีวิตด้วยเช่นกัน

ในฝั่งยุโรป นายเดวิด ซาสโซลี ประธานรัฐสภายุโรป ก็กำลังกักกันตัวเองเช่นกันหลังไปเยือนอิตาลีช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเขาร่วมประชุมอียูผ่านวีดีโอคอลแทน ส่วนที่ฝรั่งเศสเจ้าหน้าที่ระดับสูงก็ติดเชื้อโควิด-19ด้วย เช่น นายฟรองค์ รีสเตอร์ รัฐมนตรีวัฒนธรรม และมีสส.ติดเชื้ออีกหลายคนที่สเปน ไอรีน มอนเทโร รัฐมนตรีกระทรวงส่งเสริมความเสมอภาค ป่วยโควิด-19 ตอนนี้กำลังกักตัวพร้อมนายปาโบล อิเกลเซียส สามีซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีสเปน ขณะที่อังกฤษยืนยันนางนาดีน ดอรีส์ รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขติดเชื้อโควิด-19 และเธอเพิ่งเข้าร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน เมื่อไม่นานมานี้ด้วยแต่ นายจอห์นสัน บอกว่าเขาจะไม่เข้ารับการตรวจหาเชื้อ เพราะเขาไม่ได้มีอาการป่วยใดๆ

ที่ฟิลิปปินส์ คนใกล้ชิดของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ยืนยันว่าประธานาธิบดีวัย 74 ปี ได้เข้ารับการตรวจหาเชื้อด้วย เพราะสมาชิกคณะรัฐมนตรีหลายคนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ ส่วนที่มองโกเลียประธานาธิบดี และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ต้องกักกันตัวเองเป็นเวลาสองสัปดาห์หลังจากเดินทางไปเยือนจีน

ปิดท้ายกันที่สำนักงานของสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก มีนักการทูตของฟิลิปปินส์รายหนึ่งติดเชื้อ และนักการทูตคนนี้ได้มีปฏิสัมพันธ์กับนักการทูตของชาติอื่นในยูเอ็นอีกสองคนด้วย

คุยกัน7วันหน : ทำไมอิตาลียอดตายโควิด-19 พุ่ง สูงสุดในโลกนอกจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/477761

คุยกัน7วันหน : ทำไมอิตาลียอดตายโควิด-19 พุ่ง สูงสุดในโลกนอกจีน

คุยกัน7วันหน : ทำไมอิตาลียอดตายโควิด-19 พุ่ง สูงสุดในโลกนอกจีน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น่าแปลกที่อิตาลี กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสที่สุด จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 นอกเหนือไปจากจีนซึ่งเป็นต้นตอของการแพร่ระบาด

ข้อมูล ณ วันที่ 7 มีนาคม พบว่าอิตาลีมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 นอกจีนมากที่สุดแล้ว จำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่อย่างน้อย 197 คนเฉพาะวันศุกร์ที่ผ่านมาวันเดียวมีผู้เสียชีวิต 49 คน ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 4,600 คน อิตาลีมีสถิติผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตที่พุ่งขึ้นเร็วสุดกว่าประเทศอื่น โดยมีการพบผู้ติดเชื้อในทุกแคว้น และเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ยังได้ลามไปถึงแถบเทือกเขาอาออสตา (Aosta Valley) ใกล้ชายแดนติดฝรั่งเศส แล้ว

สำหรับผู้เสียชีวิตพบทั้งในแคว้นลอมบาร์ดี เวเนโต เอมิเลียโรมัญญา มาร์เช ลาซิโอ และแคว้นปูเยียแต่ส่วนใหญ่อยู่ในแคว้นลอมบาร์ดีซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองมิลาน สถิติผู้เสียชีวิตส่วนมากเป็นชาย และเป็นชาวอิตาเลียน โดยปกติชายในวัย 80-90 ปี เป็นวัยที่มักมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น มะเร็ง

สถิติของสหภาพยุโรป หรืออียู พบว่า อิตาลีเป็นประเทศที่มีประชากรสูงวัยมากกว่า 65 ปี มากที่สุดในอียู คิดเป็น 22.8% ในปี 2018 และมีสัดส่วนเยาวชนที่ต่ำที่สุดในขณะที่อายุมัธยฐาน หรือ median age ของประชากรอิตาลีอยู่ที่ 45.9 ปี เมื่อเทียบกับชาติสมาชิกอียูอื่นๆ ที่42.8 ปี

ปัจจัยเรื่องประชากรสูงวัยนี่เอง ที่ทำให้รัฐบาลอิตาลีตัดสินใจสั่งปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา ไปจนถึงวันที่ 15 มีนาคม เพราะแม้คนรุ่นเยาว์ของอิตาลีติดเชื้อน้อยกว่า แต่มีความกังวลว่า ลูกหลานจะเอาเชื้อไปติดสมาชิกสูงวัยในครอบครัวได้โดยเฉพาะอิตาลีเป็นสังคมที่ครอบครัวอยู่ใกล้ชิดกัน

สถาบันสาธารณสุขแห่งชาติของอิตาลีระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันคลื่นการแพร่ระบาดขนาดใหญ่ และยอมรับว่า อิตาลีมีจำนวนประชากรสูงวัยที่แก่กว่าจีนด้วย จึงต้องมีการปกป้องคนเหล่านี้ทางการอิตาลียังแนะนำให้ผู้ที่อายุมากกว่า 75 ปี อยู่แต่ในบ้าน และเลี่ยงการติดต่อทางสังคมไปอีกเดือนคำแนะนำนี้ยังรวมถึงผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ที่มีโรคประจำตัว และผู้ใดก็ตามที่ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจอยู่แล้ว

ทั้งนี้ อัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในอิตาลีนั้นอยู่ที่ 4.25%สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกราว 0.4% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจริงอาจไม่เป็นไปตามนี้ก็เป็นได้กรณีที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากทั่วโลกตกสำรวจ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอิตาลีได้ใช้มาตรการกักกันใน 11 เมืองใกล้มิลานในแคว้นลอมบาร์ดี ประชากรรวมราว 50,000 คน ต้องถูกกักตัวมานานกว่า 2 สัปดาห์แล้ว และยังมีการแนะนำให้ประชาชนเลี่ยงการจับมือ จูบหอมแก้ม หรือสวมกอดทักทายแต่ไม่สามารถยับยั้งการแพร่ระบาดได้ ขณะที่โรงพยาบาลเองก็กำลังประสบปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ ทั้งหน้ากากอนามัยและชุดป้องกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์กำลังขาดแคลนทั้งหมด อีกทั้งโรงพยาบาลในหลายเมืองที่ได้รับผลกระทบก็มีผู้ป่วยเข้ารักษาตัวจนล้น

ขณะที่สถานการณ์ระบาดนี้ส่งผลกระทบต่ออิตาลีที่เศรษฐกิจเปราะบางอยู่แล้วในตอนนี้ให้ย่ำแย่ลงไปอีก ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมากสุด โรงแรม ร้านอาหารสถานที่ท่องเที่ยงร้างผู้คน เมืองท่องเที่ยวทั้งกรุงโรม มิลาน ฟลอเรนซ์ เวนิสและอีกหลายเมืองกลายเป็นเมืองร้างผลกระทบลามไปถึงวงการกีฬาโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลเซเรีย อาลีกสูงสุดของประเทศเลื่อนสัปดาห์ละหลายแมทช์มาตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนจะมีการตัดสินใจว่าการแข่งขันทั้งหมดจะไม่ให้มีผู้ชมเข้ามาในสนามตลอด 1 เดือนข้างหน้า หรืออาจจะจนกว่าปิดฤดูกาล หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น

หลายฝ่ายคาดว่า วิกฤติครั้งนี้จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่าราว 8,500 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 250,000 ล้านบาท

คุยกัน7วันหน : อิหร่านติดเชื้อหนัก แต่อินโดนีเซียสุดปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 1, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/476263

คุยกัน7วันหน : อิหร่านติดเชื้อหนัก  แต่อินโดนีเซียสุดปลอดภัย

คุยกัน7วันหน : อิหร่านติดเชื้อหนัก แต่อินโดนีเซียสุดปลอดภัย

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.25 น.

วันนี้เรามาพูดถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในสองประเทศที่น่าสนใจ เพราะสถานการณ์แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ทั้งที่เป็นประเทศมุสลิมเหมือนกัน คืออิหร่าน ที่กำลังเผชิญการติดเชื้อหนักหนาสาหัสที่สุดนอกประเทศจีน ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 34 คน และติดเชื้ออีกหลายร้อยกับอีกประเทศ คืออินโดนีเซีย ชาติมุสลิมที่มีประชากรมากที่สุดในโลก แต่กลับยังไม่มีรายงานผู้ป่วยหรือหรือติดเชื้อเลยแม้แต่คนเดียว

สำนักข่าวอีร์นาของทางการอิหร่านรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 แล้วกว่า 200 คน เสียชีวิต34 คน เป็นตัวเลขนอกจีนที่สูงที่สุด ผู้ติดเชื้อรวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลหลายคน ประธานาธิบดีฮัสสันโรว์ฮานี ของอิหร่านเผยว่า ยังไม่มีแผนจะกักโรคเมืองที่มีการระบาด และยอมรับว่าอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการควบคุมการระบาดในอิหร่าน ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยส่วนใหญ่จากทั้งหมดกว่า 210 คนในตะวันออกกลาง ผู้นำอิหร่านยังโยงวิกฤตินี้กับความสัมพันธ์ตึงเครียดกับสหรัฐ อ้างว่าต่างชาติใช้การโฆษณาชวนเชื่อสร้างความกลัวมหาศาลหวังให้ชาวอิหร่านยุติกิจกรรมทางสังคมทั้งหมด สหรัฐเองมีคนเสียชีวิตเพราะไข้หวัดใหญ่ 16,000 คน แต่ไม่เคยพูดถึง

ผู้เชี่ยวชาญเกรงว่า อิหร่านอาจรายงานตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตต่ำกว่าความเป็นจริง เห็นได้จากการที่โรคแพร่จากอิหร่านไปหลายประเทศในภูมิภาคอย่างรวดเร็ว สส.สายแข็งกร้าวคนหนึ่งอ้างว่า เฉพาะเมืองกอมที่พบผู้ป่วยเป็นแห่งแรกของประเทศมีผู้เสียชีวิตแล้วไม่ต่ำกว่า 50 คน แต่รัฐบาลปฏิเสธ ขณะเดียวกันการถูกนานาชาติคว่ำบาตรเศรษฐกิจมานานทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ เงินเรียลอิหร่านอ่อนค่า ชาวอิหร่าน80 ล้านคน หาซื้อหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และอุปกรณ์อื่นๆ ได้ยากเพราะอิหร่านห้ามนำเข้าสิ่งของที่สามารถผลิตได้ในประเทศ และเพิ่งผ่อนคลายคำสั่งเมื่อเกิดการระบาด

นักวิเคราะห์คาดว่า อาจต้องรอถึงปลายเดือนเมษายนกว่าอิหร่านจะควบคุมการระบาดได้ และน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเมื่อวันปีใหม่เปอร์เซียจะมาถึงในวันที่ 20 มีนาคมนี้ บางคนมองว่า อิหร่านประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไปเพราะมีระบบสาธารณสุขค่อนข้างดี แต่การไม่สื่อสารอย่างเปิดเผยระหว่างหน่วยงานต่างๆ อาจเป็นอุปสรรคต่อการควบคุมการระบาด

ขณะที่อินโดนีเซียกลับตรงกันข้ามเพราะรัฐมนตรีสาธารณสุขของอินโดนีเซีย ระบุว่าอินโดนีเซียไม่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เลย ถือเป็นพรจากพระเจ้าผลการตรวจตัวอย่างร่างกายผู้ต้องสงสัย134 ราย หรือกรณี 8 คน ที่อยู่ในกลุ่มลูกเรือ 68 คน ของเรือสำราญไดมอนด์ปรินเซส ถูกกักกันโรคที่ท่าเรือเมืองโยโกฮามาของญี่ปุ่นซึ่งอยู่ระหว่างรออพยพกลับบ้านเพื่อกักกันโรคติดต่อหลังผ่านเงื่อนเวลากักกัน 14 วันที่ญี่ปุ่นมาแล้ว ไม่พบติดเชื้อไวรัสมรณะแม้แต่รายเดียว รวมทั้งผลตรวจตัวอย่างจากผู้เสียชีวิต 2 คน ในสัปดาห์นี้ที่เมืองบาตัมบนเกาะริเยาและเมืองเซมารัง จังหวัดชวากลาง แม้ก่อนเสียชีวิตมีอาการเกี่ยวข้องการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวมทั้งมีอาการไข้และหายใจติดขัด แต่ผลตรวจไม่พบติดเชื้อแต่อย่างใด

ส่วนที่ถูกวิจารณ์ว่ามีการตรวจร่างกายผู้ต้องสงสัยป่วยโรคโควิด-19 น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านสวนทางกับจำนวนประชากรที่มีมากเป็นอันดับ 4 ของโลก แถมยังมีพรมแดนที่อยู่ไม่ไกลจากจีนที่เป็นต้นตอแพร่ระบาด รัฐมนตรีสาธารณสุขอินโดนีเซียเผยว่า การตรวจสอบจะทำเมื่อแพทย์เห็นว่าอาการต้องสงสัยติดไวรัส แต่ถ้าไม่ทำเช่นนี้ต้องลองจินตนาการดู ถ้าต้องตรวจหาไวรัสมรณะจากทุกคนที่ไอหรือมีอาการไข้ คงต้องตรวจคนเป็นล้านๆ

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายเริ่มกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องแม่นยำของการตรวจในห้องแล็บ หลังมีเอกสารเวียนในกลุ่มชุมชนนักการทูตในกรุงจาการ์ตาและรั่วถึงมือสื่อออสเตรเลีย นสพ.ซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮอรัลด์ เตือนกลุ่มนักการทูตว่ามีความน่าวิตกอย่างยิ่งต่อการรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 ของอินโดนีเซียที่ไม่พร้อมหลายอย่างรวมทั้งขั้นตอนการขนส่งตัวอย่างไปห้องแล็บที่อาจไม่ได้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขคนหนึ่งของอินโดนีเซียเผยว่า การตรวจคงไม่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจ การเก็บและส่งตัวอย่าง เป็นไปได้ยากมากที่อินโดนีเซียไม่มีผู้ติดเชื้อเลย และเห็นว่าควรสุ่มตรวจตัวอย่างเพิ่มมากขึ้น เพราะอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย ยังสุ่มตรวจตัวอย่างมากกว่า 1,200 และ 1,000 ตัวอย่าง

คุยกัน7วันหน : โบสถ์ชินชอนจี ศูนย์กลางระบาดโควิด-19 ของเกาหลีใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/474706

คุยกัน7วันหน : โบสถ์ชินชอนจี ศูนย์กลางระบาดโควิด-19 ของเกาหลีใต้

คุยกัน7วันหน : โบสถ์ชินชอนจี ศูนย์กลางระบาดโควิด-19 ของเกาหลีใต้

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 07.10 น.

ศูนย์กลางของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งใหญ่ในเกาหลีใต้ อยู่ที่หญิงวัย 61 ปี ซึ่งเป็นสาวกของโบสถ์คริสต์ชินชอนจีในเมืองแทกู และนำไปสู่การติดเชื้อต่ออีกหลายคน ว่าแต่มันเกิดขึ้นได้ยังไง

สตรีเกาหลีวัย 61 ปี สาวกของโบสถ์ชินชอนจีในเมืองแทกู ถือเป็นคนไข้ติดเชื้อโควิด-19 รายที่ 31 ของเกาหลีใต้โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของเกาหลีใต้ได้นิยามว่า นี่คือ “super-spreading event” หรือเหตุการณ์ที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มอย่างรวดเร็วนั้น ล้วนเป็นผู้ที่อยู่ในลัทธิเดียวกันกับคนไข้รายที่ 31

นายกเทศมนตรีของเมืองแทกูระบุว่า มีสาวกของโบสถ์ประมาณ 1,000 คนที่เข้าร่วมการสวดมนต์กับผู้ติดเชื้อรายที่ 31ในจำนวนนั้นมีประมาณ 90 ที่แจ้งว่ามีอาการต้องสงสัยว่าติดเชื้อ และทางการได้สั่งให้พวกเขากักตัวเองอยู่ที่บ้านก่อน

ด้านโบสถ์ชินชอนจีได้ประกาศปิดที่ทำการของโบสถ์ทั่วประเทศไปแล้ว และขอให้บรรดาสมาชิกโบสถ์สวดมนต์ออนไลน์แทน และให้คำมั่นว่าจะให้ความร่วมมือกับทางการอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์เซาธ์ ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่าบาทหลวงชิน ฮุนอุค ซึ่งรณรงค์ต่อต้านลัทธิโบสถ์ชินชอนจี แสดงความกังวลว่าอาจมีผู้ติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับโบสถ์ชินชอนจีมากกว่านี้ จากกิจกรรมการแผยแพร่ศาสนาของหมู่สมาชิกในเชิงรุก และลักษณะห้องสอนศาสนาของโบสถ์เอง

บาทหลวงชินระบุว่า สาวกของโบสถ์ชินชอนจีมักจะเข้าไปที่โบสถ์คริสต์อื่นๆ ไปร่วมสวดมนต์และทำกิจกรรมกับชาวคริสต์ด้วยกัน และหลังจากนั้นก็จะพยายามโน้มน้าวชักจูงชาวคริสต์ทั่วไป ให้เข้าร่วมลัทธิของโบสถ์ชินชอนจี จึงทำให้เขาตั้งข้อสงสัยว่าทางโบสถ์จะร่วมมือกับทางการเกาหลีใต้ตรวจสอบเพื่อสืบหาร่องรอยการติดเชื้อมากน้อยแค่ไหน หากมันทำให้โบสถ์ต้องเปิดเผยข้อมูลกิจกรรมการเผยแพร่ศาสนาที่ทำกันมาอย่างลับๆ

ด้าน Nocut News สื่อท้องถิ่นเกาหลีใต้ ได้สัมภาษณ์สาวกของโบสถ์ชินชอนจีรายหนึ่ง จึงทำให้เห็นภาพการทำกิจกรรมในโบสถ์ชัดเจนขึ้น

ผู้ให้ข้อมูลระบุว่า สาขาของโบสถ์ชินชอนจีในเมืองแทกูนั้นมีแปดชั้น โดยปกติ หญิงที่แต่งงานแล้วจะรวมตัวกันที่ชั้นสี่ ส่วนหญิงและชายที่ไม่ได้แต่งงาน
จะอยู่ชั้นแปด และชายที่แต่งงานแล้วจะรวมตัวกันที่ชั้นเจ็ด

ในการทำกิจกรรมของแต่ละชั้นบรรดาสมาชิกจะเข้าไปในห้องโถงและนั่งติดกันมากชนิดที่ว่าไหล่ชิดกัน และร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมงตามด้วยการฟังเทศน์อีกราวหนึ่งชั่วโมงโดยผู้ที่เปิดเผยข้อมูลบอกกับสื่อว่า พวกเธอถูกบอกให้ถอดหน้ากากอนามัยออกระหว่างการสวดมนต์ และหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมทางศาสนา บรรดาสมาชิกก็จะอยู่ร่วมทำกิจกรรมอย่างอื่นกันต่อ เช่นกลุ่มหญิงที่แต่งงานแล้วมักจะจัดปาร์ตี้ที่ต่างคนต่างนำอาหารมาแบ่งปันกัน

ด้าน แถลงการณ์ของโบสถ์ชินชอนจีระบุว่า ทางโบสถ์ได้มีการแนะนำสมาชิกที่เพิ่งกลับจากต่างประเทศ หรือมีอาการคล้ายหวัด ให้อยู่แต่ที่บ้านก่อนยังไม่ต้องมาร่วมกิจกรรมไปก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อรายที่ 31คิดว่าตัวเองนั้นเป็นไข้หวัดธรรมดาเพราะเธอไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ จึงได้มาทำกิจกรรมที่โบสถ์ตามปกติ

ทั้งนี้ เกาหลีใต้มีผู้นับถือศาสนาคริสต์ราว 14 ล้านคน ในจำนวนนี้ราวสองล้านคน เป็นสมาชิกโบสถ์หรือลัทธิที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก

สำหรับ โบสถ์ชินชอนจีนั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2527 มีสมาชิกราวสองแสนคนทั่วประเทศ เฉพาะที่เมืองแทกู มีสมาชิกราว13,000 คน นอกจากนี้ยังมีสมาชิกนอกเกาหลีใต้ เช่น ที่ญี่ปุ่น จีนฮ่องกง และบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกราวสองหมื่นคน

ลี มัน ฮี ผู้ก่อตั้งโบสถ์ชินชอนจีวัย 88 ปี อ้างว่า เขาได้รับอาญาสิทธิ์จากพระเยซูคริสต์ และเขาสามารถนำผู้คน144,000 คน ไปสวรรค์กับเขาได้ในวันพิพากษา

ขณะที่บาทหลวงชินระบุว่า หลายคนมองว่าลัทธินี้อันตราย เพราะมีความเชื่อแบบผิดๆ เกี่ยวกับวันพิพากษา และโบสถ์คริสต์หลายแห่งเริ่มมีการเตือนไม่ต้อนรับสาวกของโบสถ์ชินชอนจีเข้าอาคารของพวกเขาแล้ว

ด้านปาร์ค ฮยอง ตัค ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย Korea Christian Heresyระบุว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19สร้างผลกระทบอย่างจังต่อลัทธิชินชอนจีซึ่งชูว่าสาวกของพวกเขานั้นคือผู้ที่ถูกเลือกจากพระเจ้า ในขณะที่ตอนนี้ สาวกส่วนใหญ่ยังยอมรับการติดเชื้อจากโบสถ์ในครั้งนี้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ “ทดสอบความเชื่อของพวกเขา” นั่นเอง

คุยกัน7วันหน : โลกร้อน-ไวรัสโควิด-19 อุปสรรคพัฒนาการท่องเที่ยวเกาหลีเหนือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 16, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/473243

คุยกัน7วันหน : โลกร้อน-ไวรัสโควิด-19  อุปสรรคพัฒนาการท่องเที่ยวเกาหลีเหนือ

คุยกัน7วันหน : โลกร้อน-ไวรัสโควิด-19 อุปสรรคพัฒนาการท่องเที่ยวเกาหลีเหนือ

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือตั้งเป้าที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศโดยชูสกีรีสอร์ต เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลัก เพื่อหาทางผ่อนคลายปัญหาเศรษฐกิจอันเป็นผลมาจากมาตรการคว่ำบาตร แต่ความฝันนี้อาจต้องดับลงจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 และปัญหาโลกร้อน

นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ผู้ซึ่งเคยเรียนหนังสือในสวิตเซอร์แลนด์ยามเยาว์วัย เคยประกาศให้การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของเขา โดยเฉพาะการสร้างสกีรีสอร์ตเพื่อดึงดูบรรดาผู้ที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาฤดูหนาว และนำเงินตราต่างประเทศเข้าเกาหลีเหนือ แต่เมื่อเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19ทำให้นายคิมต้องสั่งปิดพรมแดนที่ติดกับจีนซึ่งจีน เป็นแหล่งนักท่องเที่ยวรายใหญ่สุดของเกาหลีเหนือด้วย ที่หนักไปกว่านั้นหลายชาติที่ชูการท่องเที่ยวฤดูหนาว ตั้งแต่ฝรั่งเศสไปจนถึงญี่ปุ่น รวมไปถึงเกาหลีเหนือเอง ก็กำลังได้รับผลกระทบจากฤดูหนาวที่มีอุณหภูมิอุ่นขึ้น จนทำให้ปริมาณหิมะตามเนินเขานั้นลดลง

เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่มีแนวเขาละติจูดระดับเดียวกับรัฐโคโลราโด แต่ในเดือนนี้ มีรายงานว่ามีอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นกว่าที่เคย ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศที่ไม่ปกติ สำนักอุตุนิยมวิทยาของเกาหลีใต้รายงานว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของเกาหลีเหนืออาจจะสูงขึ้นร้อยละ 15 ภายในอีกสิบปีข้างหน้า เมื่อเทียบจากระดับอุณหภูมิในช่วงปี 2524-2553

ศาสตราจารย์คอง วู สุก ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาของเกาหลีใต้ ระบุว่าเกาหลีเหนือจะเผชิญความท้าทายต่างๆที่เกิดจากภาวะโลกร้อนเหมือนชาติอื่นๆ แต่คำถามก็คือ เกาหลีเหนือมีโครงสร้างพื้นฐานและระบบทางสังคมที่สามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ เหล่านี้อย่างไร และหากยังไม่มี ก็อาจกล่าวได้ว่า เกาหลีเหนือนั้นมีความเปราะบางมากกว่าประเทศอื่นๆ

หลังขึ้นปกครองประเทศได้เพียงสองปี นายคิม จองอึน ได้สร้างสกีรีสอร์ตแห่งแรกในหุบเขาทางภาคตะวันออกเมื่อปี2013 และตั้งชื่อว่า มาซิครียอง นอกจากนี้เขายังมีแผนที่จะขยายโครงการเส้นทางท่องเที่ยวระยะทาง 418 กิโลเมตร มูลค่าราว 8,000 ล้านดอลลาร์ ในอีกห้าปีข้างหน้าด้วย

สกีรีสอร์ตมาซิครียอง มีความสูง 1,363 เมตร ถือว่ายังมีความสูงไม่มากนัก แต่โครงการนี้กลายเป็นที่สนใจขึ้นมาในปี 2014 เมื่อทางการเกาหลีเหนือได้ปล่อยรูปของนายคิมขึ้นเขาแห่งนี้ด้วยเก้าอี้กระเช้าที่จีนเป็นผู้สร้างให้ และมีแขกคนดังมาเยือนเช่น เดนนิส รอดแมน อดีตนักบาสเกตบอลเอ็นบีเอ และอันโทนิโอ อิโนกิ อดีตนักมวยปล้ำของญี่ปุ่น ที่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นสส.ขณะที่ต่อมา บรรดานักสกีเกาหลีใต้ก็ได้เข้าไปฝึกซ้อมที่สกีรีสอร์ตแห่งนี้ก่อนมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวพยองชางเกมส์ด้วย

อย่างไรก็ตาม มาซิครียองไม่ใช่สกีรีสอร์ตแห่งเดียวของเกาหลีเหนือ แต่ยังมีอีกแห่งใกล้เมืองซัมจิยอน ติดชายแดนจีน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการแกะสลักน้ำแข็ง จึงทำให้เกาหลีเหนือตั้งเป้าสร้างสกีรีสอร์ตอีกแห่งที่บริเวณนี้ภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ ยังมีสกีรีสอร์ตอีกแห่งที่ชื่อ ยังด๊ก อยู่ห่างจากกรุงเปียงยางไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 60 กิโลเมตร โดยที่แห่งนี้ชูจุดขายเรื่องน้ำพุร้อนและสนามม้า

ความฝันในการสร้างรีสอร์ตหรูของนายคิมนั้นไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น แต่เป็นเพราะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ต้องการแสวงหา
การท่องเที่ยวแบบใหม่มีเพิ่มมากขึ้น รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากจีนก็เพิ่มสูงขึ้น จนกลายเป็นแหล่งรายได้ที่มีศักยภาพของประเทศ ข้อมูลของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า ทัวร์เยือนเกาหลีเหนือ7 คืน รวมค่าวีซ่า ค่าตั๋วเครื่องบินแอร์คอร์โย ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายที่สกีรีสอร์ตมาซิครียอง อยู่ที่ประมาณ 1,632 ดอลลาร์หรือเกือบ 50,000 บาทต่อคน ในปี2561 มีชาวจีนไปเยือนเกาหลีเหนือราว 200,000 คน ใช้จ่ายเป็นเงินราว 152ล้านดอลลาร์ หรือ 4,500 ล้านบาทต่อปีจึงถือเป็นเม็ดเงินก้อนใหญ่ เพราะเกาหลีเหนือทำรายได้จากการส่งออกได้เพียง 240ล้านดอลลาร์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเยือนเกาหลีเหนือในปีนี้จะลดลงเพราะไวรัสโควิด-19 ระบาด แต่นักวิเคราะห์ระบุว่าในอนาคต โอกาสทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือยังพอมีอยู่ เพราะอาจจะมีนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้เพิ่มมากขึ้น หลังประธานาธิบดีมุน แจอิน ของเกาหลีใต้ ระบุเมือเดือนที่แล้วว่า เกาหลีใต้จะกลับมาเริ่มกิจกรรมการท่องเที่ยวกับเกาหลีเหนือแล้ว

ก่อนที่โครงการพัฒนาชายแดนร่วมกันของสองเกาหลีจะยุติลงในปี 2008 เกาหลีเหนือมีนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้มาเยือนมากกว่า 2 ล้านคนต่อปี และ
ในปัจจุบัน นายคิม จองอึน ตัดสินใจฟื้นฟูนโยบายพึ่งพาตนเอง หลังการเจรจากับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐล้มเหลวไปหลายครั้ง ทำให้เขาเดินหน้าพัฒนาภาคการท่องเที่ยว และใช้กำลังทหารราว 1.2 ล้านคน ไปช่วยกันเร่งสร้างรีสอร์ตต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตที่กำลังจะเข้ามานั่นเอง

คุยกัน7วันหน : ปิดเมืองอู่ฮั่น คุมไวรัสอยู่หรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 9, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/471695

คุยกัน7วันหน : ปิดเมืองอู่ฮั่น คุมไวรัสอยู่หรือไม่

คุยกัน7วันหน : ปิดเมืองอู่ฮั่น คุมไวรัสอยู่หรือไม่

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เป็นที่ทราบดีว่า ผลพวงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ที่มีต้นกำเนิดมาจากเมืองอู่ฮั่น ส่งผลให้ทางการจีนได้ใช้มาตรการปิดเมืองอู่ฮั่นและจำกัดการเดินทางมาสองสัปดาห์แล้วเช่นเดียวกับอีกหลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศจีน ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะรู้ว่ามาตรการนี้จะได้ผลหรือไม่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระบุกับหนังสือพิมพ์เดอะ เซาท์ไชน่ามอร์นิ่ง โพสต์ว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่า มาตรการปิดเมืองหลายเมืองของจีนที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะช่วยชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อได้หรือไม่ นักไวรัสวิทยาบางรายระบุว่า ไวรัสโคโรนามีระยะเวลาฟักตัวสองสัปดาห์ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง เท่ากับว่า อัตราการติดเชื้อใหม่ควรจะเริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่วันพุธนี้ ซึ่งครบสองสัปดาห์ที่ทางการจีนสั่งปิดเมืองพอดี

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าผลอาจออกมาแตกต่างเช่นกัน เพราะเมืองอู่ฮั่นมีประชากร 11 ล้านคน แต่ก่อนที่ทางการจีนจะสั่งปิดเมือง มีรายงานว่า
ประชากรราว 5 ล้านคน ได้เดินทางออกจากเมืองไปก่อนแล้วในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน ที่ผู้คนเดินทางกลับภูมิลำเนา ขณะเดียวกัน ทางการจีนได้ขยายมาตรการจำกัดการเดินทางไปยังอีก 15 เมืองโดยรอบเมืองอู่ฮั่น รวมจำนวนประชากรราว 50 ล้านคน ที่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการนี้

ไรนา แมคอินไตย์ จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ระบุว่าในทางทฤษฎี การจำกัดการเดินทางเป็นมาตรการที่ได้ผลในการควบคุมการแพร่เชื้อไม่ให้ออกไปนอกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แต่ปัญหาคือชาวอู่ฮั่นจำนวนมากได้เดินทางออกนอกเมืองไปก่อนหน้านี้แล้ว จึงทำให้พบผู้ติดเชื้อในพื้นที่อื่นของจีนหลังจากนี้ ยังคงต้องรอดูอัตราการขยายตัวของการติดเชื้อในมณฑลหูเป่ย์และนอกมณฑลว่าจะชะลอตัวลงหรือไม่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ด้านโจเซ็ป จาง เค-หยานผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อของฮ่องกงระบุว่า การปิดเมืองจะช่วยควบคุมการระบาดได้ และเป็นมาตรการสำคัญในมุมมองของประชาคมโลกเพราะจะช่วยจำกัดการแพร่เชื้อไปทั่วโลก แต่เขาก็เชื่อว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะยังคงเพิ่มมากขึ้น โดยพุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงปลายเดือนเมษายน

ขณะที่นายหยานจง หวงนักวิชาการด้านสาธารณสุขโลกจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่ามาตรการกักกันขั้นเด็ดขาดของรัฐบาลจีนนั้นได้ผลหรือไม่ โดยเฉพาะหากประเมินประสิทธิภาพของมาตรการจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเมืองที่ถูกทางการสั่งปิด

อย่างไรก็ตาม นายลอว์เรนซ์ กอสติน ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในวอชิงตัน มองว่า มาตรการกักกักอย่างที่จีนใช้สำหรับมณฑลหูเป่ย์นั้นอาจไม่มีประสิทธิภาพและอาจมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรง จีนควรใช้วิธีการตรวจหาผู้ติดเชื้ออย่างเข้มงวดการรักษา การคัดแยก และหาผู้ที่มีการติดต่อสัมพันธ์กัน รวมถึงตรวจสุขภาพผู้ที่เดินทางออกจากมณฑลหูเป่ย์มากกว่า กอสตินมองว่าการจำกัดให้ผู้คนอยู่อย่างแออัดในพื้นที่ที่มีโรคระบาด จะยิ่งทำให้เกิดการติดเชื้อในหมู่สมาชิกครอบครัวเพื่อน และเพื่อนบ้าน และจีน อาจสูญเสียความไว้วางใจและความร่วมมือจากประชาชนได้นั่นเอง

คุยกัน7วันหน : ชีวิตชาวอังกฤษ เปลี่ยนไปอย่างไรหลังเบร็กซิท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 2, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/470164

คุยกัน7วันหน : ชีวิตชาวอังกฤษ เปลี่ยนไปอย่างไรหลังเบร็กซิท

คุยกัน7วันหน : ชีวิตชาวอังกฤษ เปลี่ยนไปอย่างไรหลังเบร็กซิท

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังวันที่ 31 มกราคม ซึ่งสหราชอาณาจักรรวมถึงอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรืออียูแล้วเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านระยะเวลา11 เดือน จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงหลายประการสำหรับชาวอังกฤษ ในขณะที่สิทธิบางอย่างจะยังคงอยู่

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 11 เดือนนี้ อังกฤษจะยังคงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของอียูและจ่ายเงินอุดหนุนอียูตามเดิม จึงทำให้ชีวิตโดยรวมของชาวอังกฤษจะยังไม่เปลี่ยนมากนัก แต่ก็จะมีบางอย่างที่จะเปลี่ยนไปทันทีด้วย นั่นก็คือ

1.สมาชิกรัฐสภายุโรปจากอังกฤษทั้ง 73 คน ต้องหลุดจากเก้าอี้ทันที

โดยนายไนเจล ฟาราจ หัวหน้าพรรคเบร็กซิท ก็รวมอยู่ในกลุ่มสมาชิกสภายุโรปที่ต้องหลุดจากเก้าอี้ด้วย ที่เป็นเช่นนี้ เพราะอังกฤษได้ออกจากสถาบันและหน่วยงานทางการเมืองของอียูทั้งหมดไปแล้วจากการทำเบร็กซิท โดยในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ อังกฤษจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของอียู และศาลยุติธรรมแห่งยุโรป จะเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดกรณีที่มีข้อพิพาททางกฎหมายใดๆ

2.อังกฤษไม่ต้องเข้าประชุมสุดยอดผู้นำอียูอีกต่อไป

หลังจากนี้ นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษจะได้เข้าประชุมก็ต่อเมื่อได้รับเชิญเท่านั้น รวมถึงบรรดารัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ก็ไม่ต้องเข้าร่วมประชุมของอียูที่มีเป็นประจำเพื่อช่วยกันตัดสินใจในเรื่องต่างๆ แม้กระทั่งเรื่องโควตาในการจับปลา

3.การเจรจาเรื่องการค้า

ต่อจากนี้ไป อังกฤษจะต้องเริ่มการเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ รอบโลกเพื่อหากฎกติกาการค้าใหม่ ที่ผ่านมา อังกฤษไม่สามารถเจรจาการค้าอย่างเป็นทางการกับประเทศอื่นเช่น สหรัฐ และออสเตรเลียได้ ในตอนที่ยังเป็นสมาชิกของอียูอยู่ ซึ่งประเด็นทำให้ผู้ที่สนับสนุนเบร็กซิทใช้เป็นข้ออ้างว่า การออกจากอียูจะทำให้อังกฤษมีเสรีภาพในการออกนโยบายการค้าของตนเองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ตาม สิ่งจำเป็นเร่งด่วนสุดคือ การเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างอังกฤษและอียู ซึ่งหากเจรจาสำเร็จ ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มบังคับใช้ข้อตกลงนี้ได้ก็ต่อเมื่อสิ้นสุดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ไปแล้ว

4.หนังสือเดินทางของพลเมืองอังกฤษจะต้องเปลี่ยนสี

ชาวอังกฤษถือหนังสือเดินทางสีเบอร์กันดีมาตั้งแต่ปี 1988 ตามชาติสมาชิกอียูอื่นๆ ซึ่งเมื่อสามปีก่อน อดีตรัฐมนตรีการเข้าเมืองของอังกฤษเคยประกาศไว้ว่า หลังอังกฤษออกจากอียู ชาวอังกฤษจะกลับมาใช้หนังสือเดินทางสีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์ ที่เคยใช้มาตั้งแต่ปี 1921 โดยจะเริ่มมีการเปลี่ยนเป็นระยะๆ และในช่วงกลางปี หนังสือเดินทางที่ออกใหม่ทั้งหมดจะต้องเป็นสีน้ำเงิน แต่ผู้ที่ยังถือหนังสือเดินทางสีเบอร์กันดีก็ยังสามารถใช้ได้อยู่จนกว่าจะหมดอายุ

5.บางประเทศอียูจะไม่ต้องส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้อังกฤษแล้ว

รัฐธรรมนูญของเยอรมนีไม่อนุญาตให้มีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนที่เป็นพลเมืองเยอรมัน ยกเว้นเป็นการส่งตัวให้ชาติสมาชิกอียูด้วยกัน ซึ่งสิทธินี้จะถูกตัดไปสำหรับอังกฤษ แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าชาติอื่นๆ ในอียูจะตัดสินอย่างไรต่อเรื่องนี้ในขณะที่ทางการอังกฤษระบุว่า หมายจับยุโรปจะยังคงบังคับใช้ต่อไปตลอดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน

อย่างไรก็ตาม แม้อังกฤษจะออกจากอียูไปแล้ว แต่สิ่งที่จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน11 เดือนนี้ก็คือ

การเดินทาง

ชาวอังกฤษจะยังคงได้รับการปฏิบัติเช่นพลเมืองอียู ชาวอังกฤษยังสามารถเข้าแถวผ่านด่านคนเข้าเมืองในช่องของพลเมืองอียูได้อยู่ บริการต่างๆ ทั้งเที่ยวบิน เรือและรถไฟ ยังคงให้บริการระหว่างกันตามปกติ รวมถึงใบขับขี่และหนังสือเดินทางสัตว์เลี้ยง ก็ยังคงใช้ได้ปกติ

บัตรประกันสุขภาพยุโรป

บัตรดังกล่าวให้สิทธิชาวอังกฤษสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์เมื่อเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุภายใต้การอุดหนุนของรัฐบาล ชาวอังกฤษจะยังสามารถใช้บัตรนี้ได้อยู่ในประเทศใดของอียูก็ได้

การพำนักและทำงานในอียู

เสรีภาพในการเคลื่อนย้ายของพลเมืองจะยังคงเหมือนเดิมในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน ให้ชาวอังกฤษยังสามารถพำนักและทำงานในชาติสมาชิกอียูได้เช่นเดียวกับพลเมืองอียู ก็ยังสามารถพำนักและทำงานในอังกฤษได้เช่นกัน

ทั้งนี้ อังกฤษจะยังคงต้องจ่ายเงินอุดหนุนงบประมาณของอียูต่อไปตลอดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ ในขณะที่การค้าระหว่างอียูและอังกฤษก็จะยังคงเป็นเหมือนเดิม ไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือการตั้งด่านตรวจ

คุยกัน7วันหน : ตลาดค้าสัตว์ป่าจีน ต้นตอเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 26, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468631

คุยกัน7วันหน : ตลาดค้าสัตว์ป่าจีน ต้นตอเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คน

คุยกัน7วันหน : ตลาดค้าสัตว์ป่าจีน ต้นตอเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คน

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตลาดค้าสัตว์ป่าจีนเป็นที่จับตามองอีกครั้งจากการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 41 ศพ เพราะมีการคาดการณ์ว่าแหล่งกำเนิดของเชื้อนั้นมาจากตลาดขายส่งอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่น ทำไมตลาดค้าสัตว์จึงเป็นแหล่งเพาะเชื้ออันตรายนี้ได้

ผู้ป่วยรายแรกๆที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่คือ บรรดาคนงานที่ทำงานในตลาดค้าส่งสัตว์ทะเลหัวหนานในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ซึ่งเป็นตลาดที่ขายทั้งอาหารทะเล สัตว์ต่างๆ ในป่า ทั้งหมูป่า งู นก เก้ง กวาง แม้แต่นาก ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะตลาดค้าสัตว์อยู่คู่กับสังคมและวัฒนธรรมการกินของชาวจีนมานาน ตามคำเล่าขานว่าชาวจีนนั้นกินได้ทุกอย่างที่มีสี่ขา ยกเว้นก็เพียงโต๊ะและกินทุกอย่างที่มีปีก ยกเว้นเพียงปีกเครื่องบิน และนิยมบริโภคสัตว์หายากเพื่อบำรุงสุขภาพ

โดยปกติแล้ว ตลาดค้าขายสัตว์ในจีน มักจะมีสัตว์ป่านานาชนิดโชว์ขายด้วย ตั้งแต่ หมาป่า จระเข้ งู หนู นกยูง โคอาลา เม่น กิ้งก่า เป็นต้น ตลาดเหล่านี้
นอกจากจะเป็นแหล่งซื้อขายสัตว์แล้ว ยังใช้เป็นที่ฆ่าและชำแหละสัตว์ด้วย ซึ่งเราอาจเห็นภาพเหล่านี้เป็นภาพปกติเช่น การถลกหนังสุนัขและแมว แล้วนำไปต้มหรือย่าง / แผงขายเม่น รวมถึงขนเม่นที่ยังมีเลือดติดตามพื้นตลาด ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้ขายและคนงานที่ทำงานในตลาดที่สัมผัสสัตว์ ชำแหละ และทำอาหารเป็นประจำ และทำให้พวกเขาเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อต่างๆ จากสัตว์เข้าสู่คนได้

ที่ผ่านมา เคยมีกรณีตัวอย่างจากการระบาดของโรคซาร์ส หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรงที่มณฑลกวางตุ้ง เมื่อคนไข้รายแรกเป็นเชฟที่ปรุงเมนูชะมด และนำไปสู่การระบาดของโรคซาร์สจนมีผู้เสียชีวิตเกือบ 800 ศพ ทำให้รัฐบาลจีนได้สั่งกำจัดชะมดหลายพันตัวทั่วประเทศ และห้ามการขายและบริโภคชะมดหลังองค์การอนามัยโลกเผยว่า พบเชื้อไวรัสซาร์สที่กรงสัตว์ของร้านอาหารที่มีการเสิร์ฟเมนูชะมด และในเวลาต่อมานักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าไวรัสดังกล่าวมาจากค้างคาว ทำให้เกิดทฤษฎีที่ว่า เชื้อไวรัสอาจแพร่จากค้างคาวมาสู่ชะมด และต่อด้วยมนุษย์นั่นเอง

 

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจีนพยายามจัดระเบียบการค้าสัตว์ป่าหลังการระบาดของโรคซาร์ส แต่ความนิยมในการบริโภคสัตว์หายาก หรือใช้สัตว์เหล่านั้นในการแพทย์แผนจีน ยังคงเป็นที่นิยมมากอยู่

เอียน โจนส์ นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยเรดดิ้งในอังกฤษ ระบุกับหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดี้ยน ว่า ไวรัสโคโรนาดูเหมือนจะมีถ่ายติดต่อในลักษณะคล้ายกันกับโรคซาร์ส คือ มาจากค้างคาวสู่คน โดยผ่านสัตว์ตัวกลาง และสัตว์ตัวนั้นน่าจะติดไวรัสตัวนี้ และถูกนำมาวางขายที่ตลาดในเมืองอู่ฮั่น

ขณะที่สื่อหลายสำนักรายงานว่า มีการพบสัตว์ป่าหายากราว 50 ตัว ที่ถูกนำมาขายที่ตลาดต้นตอของเชื้อที่เมืองอู่ฮั่นก่อนที่ตลาดจะถูกทางการจีนสั่งปิด โดยมีภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นว่ามีทั้งงูเห่า เม่น และหมาป่า อัดแน่นอยู่ในกรงในตลาด

คริสเตียน วัลเซอร์ จาก Wildlife Conservation Society ตั้งข้อสังเกตว่า สวัสดิภาพของสัตว์ที่ตลาดแห่งนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว และสิ่งที่ซ่อนลึกลงไปอีกคือการนำสัตว์นานาชนิดมาอยู่รวมกันในพื้นที่เล็กๆ จนทำให้ทั้งปัสสาวะและมูลสัตว์ปนกันไปอีก เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการแพร่เชื้อไวรัสได้สมบูรณ์แบบที่สุดนั่นเอง

อย่างไรก็ดี การจะตรวจสอบหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อยืนยันถึงต้นกำเนิดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ให้แน่นอนกว่านี้อาจจะทำได้ยาก เพราะตลาดสดที่คาดว่าเป็นแหล่งแพร่เชื้อในตอนแรกนั้นถูกปิดและล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : วิกฤติไฟป่า กระทบท่องเที่ยวออสเตรเลีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467132

คุยกัน7วันหน : วิกฤติไฟป่า  กระทบท่องเที่ยวออสเตรเลีย

คุยกัน7วันหน : วิกฤติไฟป่า กระทบท่องเที่ยวออสเตรเลีย

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ไฟป่าในออสเตรเลียโหมไหม้มาตั้งแต่เดือนกันยายนปีก่อน กำลังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติพากันระงับแผนการไปเที่ยวที่ออสเตรเลียแล้ว

นายปีเตอร์ เชลลีย์ กรรมการผู้จัดการสภาส่งออกการท่องเที่ยวออสเตรเลียเผยว่า วิกฤติไฟป่าในหลายพื้นที่ของประเทศที่โหมไหม้มาตั้งแต่เดือนกันยายนปีก่อน จะทำให้ออสเตรเลียสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวราว 4,500 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 94,560 ล้านบาท)ในปีนี้ เห็นได้จากยอดจองท่องเที่ยวออสเตรเลียลดลงร้อยละ 10-20ตั้งแต่เกิดไฟป่า นักท่องเที่ยวต่างชาติยกเลิกการจองเพราะกังวลเรื่องคุณภาพอากาศ ความปลอดภัย และผลกระทบต่อตารางการท่องเที่ยวอีกทั้งไม่มั่นใจว่าออสเตรเลียต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดจึงจะฟื้นตัวจากไฟป่า

สำหรับกลุ่มที่ยกเลิกมากที่สุดคือนักท่องเที่ยวจากสหรัฐ สหราชอาณาจักรและยุโรป ทั้งที่ช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์กลุ่มนี้จะมาเที่ยวมากถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี นายเชลลีย์เรียกร้องให้ธุรกิจท่องเที่ยวและรัฐบาลเร่งสื่อสารไปยังทั่วโลกว่า แหล่งท่องเที่ยวหลักๆ ไม่ได้รับผลกระทบจากไฟป่า ยิ่งสื่อสารเนื้อหาเชิงบวกและทรงพลังเร็วเท่าใด ยิ่งเป็นผลดีเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลีย เคยออกมาแสดงความกังวลในเรื่องนี้มาแล้ว ระหว่างไปตรวจเยี่ยมเกาะแคงการูหรือเกาะจิงโจ้ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังนอกชายฝั่งทางใต้ที่เกิดไฟป่าถึงสองครั้งในช่วงหลายสัปดาห์มานี้ มอร์ริสันชี้ว่า ออสเตรเลียเป็นประเทศเปิด และยังคงเป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่ผู้คนควรมาท่องเที่ยวและพาครอบครัวมาพักผ่อนช่วงวันหยุด เช่น เกาะจิงโจ้แห่งนี้แม้ถูกไฟป่าเผาไป 1 ใน 3 ก็ยังมีพื้นที่อีก 2 ใน 3 ที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวการช่วยให้เศรษฐกิจท้องถิ่นดำรงอยู่ได้ในช่วงเวลาแบบนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

การท่องเที่ยวครองสัดส่วนร้อยละ 3.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีออสเตรเลียฤดูร้อนที่ผ่านมายอดจองที่พักในออสเตรเลียลดลงมาก รีสอร์ทที่เคยคึกคัก บางแห่งเงียบเหงาราวกับรีสอร์ทร้าง ทั้งที่ฤดูร้อนก่อนหน้านั้นมีนักท่องเที่ยวมาเยือนออสเตรเลียมากถึง 2.71 ล้านคน ขณะที่หลายเดือนที่ผ่านมา สื่อทั่วโลกพากันตีข่าวไฟป่าออสเตรเลีย ที่ขณะนี้กินพื้นที่ไปแล้วกว่า 65 ล้านไร่ หรือมากกว่าพื้นที่โปรตุเกสหรือเกาหลีใต้ ทั้งประเทศ จนท่องเที่ยวสำคัญอย่างซิดนีย์และเมลเบิร์นถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันพิษ นักเทนนิสที่กำลังลงแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น แกรนด์สแลมแรกของปีที่นครเมลเบิร์นได้รับผลกระทบจากหมอกควันพิษที่ลอยมาไกลจากจุดที่เกิดไฟป่าจนถึงสนามแข่ง

แม้การท่องเที่ยวออสเตรเลียจะหาทางรับมือ ด้วยการว่าจ้างไคลี มิโนกราชินีเพลงป๊อปชื่อดังของประเทศ เชิญชวนชาวอังกฤษมาท่องเที่ยวออสเตรเลีย เป็นโฆษณาทางโทรทัศน์ความยาว 3 นาที เริ่มออกอากาศในวันคริสต์มาส แต่ต้องถอดออกหลังจากออกอากาศได้ไม่ถึงสองสัปดาห์ เพราะถูกตำหนิว่าไม่ถูกกาลเทศะในยามที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติ

นอกจากการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบแล้ว สัตว์ต่างๆ ที่ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของออสเตรเลีย ทั้งโคอาล่าจิงโจ้ ตัววอมแบตและสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องต่างๆ รวมถึงนกหายากหลายชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และปศุสัตว์อีกจำนวนมหาศาล ต่างก็ประสบชะตากรรมทั้งล้มตาย บาดเจ็บ และสูญเสียถิ่นที่อยู่จากไฟป่า รวมนับพันล้านตัว สื่อหลายสำนักนำเสนอภาพข่าวโคอาล่าบาดเจ็บขอน้ำจากนักท่องเที่ยวและอาสาสมัคร จิงโจ้ที่ได้รับการช่วยเหลือจากไฟป่า แม้พวกมันที่รอดชีวิตจะได้รับการช่วยเหลือ แต่ชะตากรรมหลังจากนี้ถือว่าน่าเป็นห่วง หลายฝ่ายเริ่มวิตกกังวลว่า พวกมันจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร เพราะพืชพรรณที่เป็นแหล่งอาหารและถิ่นที่อยู่ถูกไฟเผาเป็นวงกว้าง

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : ทำความรู้จัก ‘The Squad’ แห่งสภาคองเกรสของสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/465622

คุยกัน7วันหน : ทำความรู้จัก ‘The Squad’  แห่งสภาคองเกรสของสหรัฐ

คุยกัน7วันหน : ทำความรู้จัก ‘The Squad’ แห่งสภาคองเกรสของสหรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ข่าวใหญ่เกี่ยวกับการเมืองในสหรัฐช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องหนึ่งหนีไม่พ้นการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ผู้นำสหรัฐ ทวิตข้อความ “ไล่” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสส. หญิง 4 คนจากพรรคเดโมแครต ที่เรียกตัวเองว่าThe Squad ให้กลับประเทศตัวเองหากไม่พอใจที่จะอยู่ในสหรัฐอเมริกา เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว

ใครคือ The Squad?

คำว่า “Squad” หมายถึงกลุ่มคนเล็กๆ ที่มารวมตัวกันเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง หรืออาจจะหมายถึง กลุ่ม แก๊งก๊วน ทีม The Squad คือฉายาที่กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้หญิง 4 คนจากพรรคเดโมแครต ที่ได้รับเลือกเข้าสภาสมัยแรก เรียกตัวเองด้วยชื่อนี้ ถ้าจะเรียกง่ายๆ ก็อาจใช้คำว่า “แก๊ง 4 สส.หญิงปากกล้า” เพราะพวกเธอทั้ง 4 คนกำลังสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยฝีไม้ลายมือ ฝีปากอันคมคาย และความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ที่จะต่อสู้กับทรัมป์ ด้วยเรื่องนโยบายกีดกันสีผิว และกีดกันคนเข้าเมือง

แก๊งนี้ประกอบด้วย อยันนา เพรสลีย์ เชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน จากรัฐแมสซาชูเสตส์, อิลฮาน โอมาร์เชื้อสายโซมาเลีย จากรัฐมินนิโซตา,อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ คอร์เทซเชื้อสายเปอร์โตริกัน จากนิวยอร์ก ที่สร้างประวัติศาสตร์ได้รับเลือกเป็นสส. ด้วยอายุน้อยที่สุด เพียง 29 ปี และ ราชิดา เทเลบ เชื้อสายปาเลสไตน์จากรัฐมิชิแกน เพรสลีย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ CBS This morning ว่า เรียกตัวเองว่า The Squad ระหว่างถ่ายภาพร่วมกันครั้งหนึ่ง พวกเธอคิดที่จะรวมกลุ่มกัน ไม่ใช่เพียงเพื่อท้าทายอำนาจเดิมๆ แต่ตั้งใจที่จะเสริมสร้างขับเคลื่อนสิ่งใหม่ๆ

แก๊ง The Squad กำลังได้รับการพูดถึงกันมาก เมื่อพวกเธอแถลงข่าวพร้อมกัน ในวันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม ตอบโต้ประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ทวิตเอ่ยปากไล่พวกเธอออกจากสหรัฐฯ และบอกว่าบ่นกันมากนัก ไม่ชอบประเทศนี้ก็จงออกไป ทรัมป์ยังกล่าวหาว่าสส.หญิงทั้ง 4 มีแนวคิดสังคมนิยม เกลียดสหรัฐ และเกลียดอิสราเอล

The Squad ตอบโต้ว่าการกระทำและคำพูดของทรัมป์ คือการแสดงออกของกลุ่มผิวขาวสุดโต่งที่ยกว่าคนผิวขาวเหนือกว่าผิวสีอื่น หรือ White Supremacists และตอกว่าจะให้พวกเธอไปไหน พวกเธอ 3 คนเกิดและโตในสหรัฐ มีเพียงโอมาร์เท่านั้นที่เกิดนอกสหรัฐ แต่ทุกวันนี้เธอได้สัญชาติแล้ว ขณะที่ทรัมป์ก็ออกมาโต้อีกว่า เขาไม่ได้เป็นพวกเหยียดผิว แค่แสดงความเห็นจากสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น และเมื่อดูจากการกระทำแล้วเขายังเชื่อมั่นว่า บุคคลเหล่านี้เกลียดประเทศสหรัฐ

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่าง สส. หญิงหัวก้าวหน้าทั้งสี่คน และทรัมป์ เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 12กรกฎาคม เมื่อ สส. หญิงทั้งสี่ ร้องเรียนต่อคณะกรรมการ สส. เป็นห่วงสภาพศูนย์ผู้อพยพในรัฐเท็กซัสที่พวกเธอไปเยือนว่าสภาพแย่มาก ขณะที่ทรัมป์ปฏิเสธและบอกว่าได้รับข้อมูลว่าศูนย์มีสภาพดี จนนำไปสู่วิวาทะที่กำลังร้อนแรงโต้กันไปมาทางทวิตเตอร์

ประเด็น “ไล่คนอเมริกันออกจากอเมริกา” เดือดและเป็นที่วิจารณ์หนักมาก จนสภาคองเกรส ภายใต้การนำของแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภา จากพรรคเดโมแครต เปิดประชุมและลงมติในวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อประณามคำพูดและท่าทีของทรัมป์ต่อ สส.หญิงทั้งสี่คน ที่ประชุมเห็นด้วยกับมติที่ว่าการแสดงความเห็นของทรัมป์ ส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชัง และความกลัวในคนอเมริกันและคนผิวสี ก่อนผ่านมติด้วยคะแนน 240 ต่อ 187 ถือเป็นความเห็นของ สส. แม้จะไม่มีผลทางกฎหมาย แต่เท่ากับเป็นการวิจารณ์ประธานาธิบดีอย่างเปิดเผย

สส.หญิงกลุ่มนี้ย้ำว่า คำพูดและการกระทำของประธานาธิบดีทรัมป์เท่ากับการคุกคามพวกเธอ ที่ผ่านมาไม่เคยถูกคุกคามหนักมากเท่านี้มาก่อน โดยเฉพาะจากระดับผู้นำประเทศ แต่ยืนยันจะทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ไม่หนีไปไหน เพราะสหรัฐอเมริกา คือบ้านของพวกเธอ

ในส่วนของท่าทีประธานาธิบดีทรัมป์ หลายคนมองว่า การแสดงจุดยืนแข็งกร้าวของเขาคือกลยุทธ์หาเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดี 2020 และเมื่อยิ่งเป็นแบบนี้ ยิ่งมีแนวโน้มว่าคนจะเทคะแนนให้ทรัมป์มากขึ้น เห็นได้จากการไปหาเสียงที่รัฐนอร์ทแคโรไลนาเมื่อไม่กี่วันก่อน ช่วงที่ทรัมป์พูดถึงสส.หญิงกลุ่มนี้ บรรดาผู้สนับสนุนต่างพร้อมใจตะโกนคำว่า “Send her back” กันอื้ออึง

เป็นมิติใหม่ของประชาธิปไตยที่น่ากลัวจริงๆ

@koopnot01

%d bloggers like this: