คุยกัน7วันหน

All posts tagged คุยกัน7วันหน

คุยกัน7วันหน : ตลาดค้าสัตว์ป่าจีน ต้นตอเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 26, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468631

คุยกัน7วันหน : ตลาดค้าสัตว์ป่าจีน ต้นตอเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คน

คุยกัน7วันหน : ตลาดค้าสัตว์ป่าจีน ต้นตอเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คน

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตลาดค้าสัตว์ป่าจีนเป็นที่จับตามองอีกครั้งจากการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 41 ศพ เพราะมีการคาดการณ์ว่าแหล่งกำเนิดของเชื้อนั้นมาจากตลาดขายส่งอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่น ทำไมตลาดค้าสัตว์จึงเป็นแหล่งเพาะเชื้ออันตรายนี้ได้

ผู้ป่วยรายแรกๆที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่คือ บรรดาคนงานที่ทำงานในตลาดค้าส่งสัตว์ทะเลหัวหนานในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ซึ่งเป็นตลาดที่ขายทั้งอาหารทะเล สัตว์ต่างๆ ในป่า ทั้งหมูป่า งู นก เก้ง กวาง แม้แต่นาก ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะตลาดค้าสัตว์อยู่คู่กับสังคมและวัฒนธรรมการกินของชาวจีนมานาน ตามคำเล่าขานว่าชาวจีนนั้นกินได้ทุกอย่างที่มีสี่ขา ยกเว้นก็เพียงโต๊ะและกินทุกอย่างที่มีปีก ยกเว้นเพียงปีกเครื่องบิน และนิยมบริโภคสัตว์หายากเพื่อบำรุงสุขภาพ

โดยปกติแล้ว ตลาดค้าขายสัตว์ในจีน มักจะมีสัตว์ป่านานาชนิดโชว์ขายด้วย ตั้งแต่ หมาป่า จระเข้ งู หนู นกยูง โคอาลา เม่น กิ้งก่า เป็นต้น ตลาดเหล่านี้
นอกจากจะเป็นแหล่งซื้อขายสัตว์แล้ว ยังใช้เป็นที่ฆ่าและชำแหละสัตว์ด้วย ซึ่งเราอาจเห็นภาพเหล่านี้เป็นภาพปกติเช่น การถลกหนังสุนัขและแมว แล้วนำไปต้มหรือย่าง / แผงขายเม่น รวมถึงขนเม่นที่ยังมีเลือดติดตามพื้นตลาด ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้ขายและคนงานที่ทำงานในตลาดที่สัมผัสสัตว์ ชำแหละ และทำอาหารเป็นประจำ และทำให้พวกเขาเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อต่างๆ จากสัตว์เข้าสู่คนได้

ที่ผ่านมา เคยมีกรณีตัวอย่างจากการระบาดของโรคซาร์ส หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรงที่มณฑลกวางตุ้ง เมื่อคนไข้รายแรกเป็นเชฟที่ปรุงเมนูชะมด และนำไปสู่การระบาดของโรคซาร์สจนมีผู้เสียชีวิตเกือบ 800 ศพ ทำให้รัฐบาลจีนได้สั่งกำจัดชะมดหลายพันตัวทั่วประเทศ และห้ามการขายและบริโภคชะมดหลังองค์การอนามัยโลกเผยว่า พบเชื้อไวรัสซาร์สที่กรงสัตว์ของร้านอาหารที่มีการเสิร์ฟเมนูชะมด และในเวลาต่อมานักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าไวรัสดังกล่าวมาจากค้างคาว ทำให้เกิดทฤษฎีที่ว่า เชื้อไวรัสอาจแพร่จากค้างคาวมาสู่ชะมด และต่อด้วยมนุษย์นั่นเอง

 

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจีนพยายามจัดระเบียบการค้าสัตว์ป่าหลังการระบาดของโรคซาร์ส แต่ความนิยมในการบริโภคสัตว์หายาก หรือใช้สัตว์เหล่านั้นในการแพทย์แผนจีน ยังคงเป็นที่นิยมมากอยู่

เอียน โจนส์ นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยเรดดิ้งในอังกฤษ ระบุกับหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดี้ยน ว่า ไวรัสโคโรนาดูเหมือนจะมีถ่ายติดต่อในลักษณะคล้ายกันกับโรคซาร์ส คือ มาจากค้างคาวสู่คน โดยผ่านสัตว์ตัวกลาง และสัตว์ตัวนั้นน่าจะติดไวรัสตัวนี้ และถูกนำมาวางขายที่ตลาดในเมืองอู่ฮั่น

ขณะที่สื่อหลายสำนักรายงานว่า มีการพบสัตว์ป่าหายากราว 50 ตัว ที่ถูกนำมาขายที่ตลาดต้นตอของเชื้อที่เมืองอู่ฮั่นก่อนที่ตลาดจะถูกทางการจีนสั่งปิด โดยมีภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นว่ามีทั้งงูเห่า เม่น และหมาป่า อัดแน่นอยู่ในกรงในตลาด

คริสเตียน วัลเซอร์ จาก Wildlife Conservation Society ตั้งข้อสังเกตว่า สวัสดิภาพของสัตว์ที่ตลาดแห่งนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว และสิ่งที่ซ่อนลึกลงไปอีกคือการนำสัตว์นานาชนิดมาอยู่รวมกันในพื้นที่เล็กๆ จนทำให้ทั้งปัสสาวะและมูลสัตว์ปนกันไปอีก เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการแพร่เชื้อไวรัสได้สมบูรณ์แบบที่สุดนั่นเอง

อย่างไรก็ดี การจะตรวจสอบหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อยืนยันถึงต้นกำเนิดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ให้แน่นอนกว่านี้อาจจะทำได้ยาก เพราะตลาดสดที่คาดว่าเป็นแหล่งแพร่เชื้อในตอนแรกนั้นถูกปิดและล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : วิกฤติไฟป่า กระทบท่องเที่ยวออสเตรเลีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467132

คุยกัน7วันหน : วิกฤติไฟป่า  กระทบท่องเที่ยวออสเตรเลีย

คุยกัน7วันหน : วิกฤติไฟป่า กระทบท่องเที่ยวออสเตรเลีย

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ไฟป่าในออสเตรเลียโหมไหม้มาตั้งแต่เดือนกันยายนปีก่อน กำลังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติพากันระงับแผนการไปเที่ยวที่ออสเตรเลียแล้ว

นายปีเตอร์ เชลลีย์ กรรมการผู้จัดการสภาส่งออกการท่องเที่ยวออสเตรเลียเผยว่า วิกฤติไฟป่าในหลายพื้นที่ของประเทศที่โหมไหม้มาตั้งแต่เดือนกันยายนปีก่อน จะทำให้ออสเตรเลียสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวราว 4,500 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 94,560 ล้านบาท)ในปีนี้ เห็นได้จากยอดจองท่องเที่ยวออสเตรเลียลดลงร้อยละ 10-20ตั้งแต่เกิดไฟป่า นักท่องเที่ยวต่างชาติยกเลิกการจองเพราะกังวลเรื่องคุณภาพอากาศ ความปลอดภัย และผลกระทบต่อตารางการท่องเที่ยวอีกทั้งไม่มั่นใจว่าออสเตรเลียต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดจึงจะฟื้นตัวจากไฟป่า

สำหรับกลุ่มที่ยกเลิกมากที่สุดคือนักท่องเที่ยวจากสหรัฐ สหราชอาณาจักรและยุโรป ทั้งที่ช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์กลุ่มนี้จะมาเที่ยวมากถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี นายเชลลีย์เรียกร้องให้ธุรกิจท่องเที่ยวและรัฐบาลเร่งสื่อสารไปยังทั่วโลกว่า แหล่งท่องเที่ยวหลักๆ ไม่ได้รับผลกระทบจากไฟป่า ยิ่งสื่อสารเนื้อหาเชิงบวกและทรงพลังเร็วเท่าใด ยิ่งเป็นผลดีเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลีย เคยออกมาแสดงความกังวลในเรื่องนี้มาแล้ว ระหว่างไปตรวจเยี่ยมเกาะแคงการูหรือเกาะจิงโจ้ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังนอกชายฝั่งทางใต้ที่เกิดไฟป่าถึงสองครั้งในช่วงหลายสัปดาห์มานี้ มอร์ริสันชี้ว่า ออสเตรเลียเป็นประเทศเปิด และยังคงเป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่ผู้คนควรมาท่องเที่ยวและพาครอบครัวมาพักผ่อนช่วงวันหยุด เช่น เกาะจิงโจ้แห่งนี้แม้ถูกไฟป่าเผาไป 1 ใน 3 ก็ยังมีพื้นที่อีก 2 ใน 3 ที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวการช่วยให้เศรษฐกิจท้องถิ่นดำรงอยู่ได้ในช่วงเวลาแบบนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

การท่องเที่ยวครองสัดส่วนร้อยละ 3.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีออสเตรเลียฤดูร้อนที่ผ่านมายอดจองที่พักในออสเตรเลียลดลงมาก รีสอร์ทที่เคยคึกคัก บางแห่งเงียบเหงาราวกับรีสอร์ทร้าง ทั้งที่ฤดูร้อนก่อนหน้านั้นมีนักท่องเที่ยวมาเยือนออสเตรเลียมากถึง 2.71 ล้านคน ขณะที่หลายเดือนที่ผ่านมา สื่อทั่วโลกพากันตีข่าวไฟป่าออสเตรเลีย ที่ขณะนี้กินพื้นที่ไปแล้วกว่า 65 ล้านไร่ หรือมากกว่าพื้นที่โปรตุเกสหรือเกาหลีใต้ ทั้งประเทศ จนท่องเที่ยวสำคัญอย่างซิดนีย์และเมลเบิร์นถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันพิษ นักเทนนิสที่กำลังลงแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น แกรนด์สแลมแรกของปีที่นครเมลเบิร์นได้รับผลกระทบจากหมอกควันพิษที่ลอยมาไกลจากจุดที่เกิดไฟป่าจนถึงสนามแข่ง

แม้การท่องเที่ยวออสเตรเลียจะหาทางรับมือ ด้วยการว่าจ้างไคลี มิโนกราชินีเพลงป๊อปชื่อดังของประเทศ เชิญชวนชาวอังกฤษมาท่องเที่ยวออสเตรเลีย เป็นโฆษณาทางโทรทัศน์ความยาว 3 นาที เริ่มออกอากาศในวันคริสต์มาส แต่ต้องถอดออกหลังจากออกอากาศได้ไม่ถึงสองสัปดาห์ เพราะถูกตำหนิว่าไม่ถูกกาลเทศะในยามที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติ

นอกจากการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบแล้ว สัตว์ต่างๆ ที่ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของออสเตรเลีย ทั้งโคอาล่าจิงโจ้ ตัววอมแบตและสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องต่างๆ รวมถึงนกหายากหลายชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และปศุสัตว์อีกจำนวนมหาศาล ต่างก็ประสบชะตากรรมทั้งล้มตาย บาดเจ็บ และสูญเสียถิ่นที่อยู่จากไฟป่า รวมนับพันล้านตัว สื่อหลายสำนักนำเสนอภาพข่าวโคอาล่าบาดเจ็บขอน้ำจากนักท่องเที่ยวและอาสาสมัคร จิงโจ้ที่ได้รับการช่วยเหลือจากไฟป่า แม้พวกมันที่รอดชีวิตจะได้รับการช่วยเหลือ แต่ชะตากรรมหลังจากนี้ถือว่าน่าเป็นห่วง หลายฝ่ายเริ่มวิตกกังวลว่า พวกมันจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร เพราะพืชพรรณที่เป็นแหล่งอาหารและถิ่นที่อยู่ถูกไฟเผาเป็นวงกว้าง

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : ทำความรู้จัก ‘The Squad’ แห่งสภาคองเกรสของสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/465622

คุยกัน7วันหน : ทำความรู้จัก ‘The Squad’  แห่งสภาคองเกรสของสหรัฐ

คุยกัน7วันหน : ทำความรู้จัก ‘The Squad’ แห่งสภาคองเกรสของสหรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ข่าวใหญ่เกี่ยวกับการเมืองในสหรัฐช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องหนึ่งหนีไม่พ้นการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ผู้นำสหรัฐ ทวิตข้อความ “ไล่” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสส. หญิง 4 คนจากพรรคเดโมแครต ที่เรียกตัวเองว่าThe Squad ให้กลับประเทศตัวเองหากไม่พอใจที่จะอยู่ในสหรัฐอเมริกา เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว

ใครคือ The Squad?

คำว่า “Squad” หมายถึงกลุ่มคนเล็กๆ ที่มารวมตัวกันเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง หรืออาจจะหมายถึง กลุ่ม แก๊งก๊วน ทีม The Squad คือฉายาที่กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้หญิง 4 คนจากพรรคเดโมแครต ที่ได้รับเลือกเข้าสภาสมัยแรก เรียกตัวเองด้วยชื่อนี้ ถ้าจะเรียกง่ายๆ ก็อาจใช้คำว่า “แก๊ง 4 สส.หญิงปากกล้า” เพราะพวกเธอทั้ง 4 คนกำลังสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยฝีไม้ลายมือ ฝีปากอันคมคาย และความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ที่จะต่อสู้กับทรัมป์ ด้วยเรื่องนโยบายกีดกันสีผิว และกีดกันคนเข้าเมือง

แก๊งนี้ประกอบด้วย อยันนา เพรสลีย์ เชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน จากรัฐแมสซาชูเสตส์, อิลฮาน โอมาร์เชื้อสายโซมาเลีย จากรัฐมินนิโซตา,อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ คอร์เทซเชื้อสายเปอร์โตริกัน จากนิวยอร์ก ที่สร้างประวัติศาสตร์ได้รับเลือกเป็นสส. ด้วยอายุน้อยที่สุด เพียง 29 ปี และ ราชิดา เทเลบ เชื้อสายปาเลสไตน์จากรัฐมิชิแกน เพรสลีย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ CBS This morning ว่า เรียกตัวเองว่า The Squad ระหว่างถ่ายภาพร่วมกันครั้งหนึ่ง พวกเธอคิดที่จะรวมกลุ่มกัน ไม่ใช่เพียงเพื่อท้าทายอำนาจเดิมๆ แต่ตั้งใจที่จะเสริมสร้างขับเคลื่อนสิ่งใหม่ๆ

แก๊ง The Squad กำลังได้รับการพูดถึงกันมาก เมื่อพวกเธอแถลงข่าวพร้อมกัน ในวันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม ตอบโต้ประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ทวิตเอ่ยปากไล่พวกเธอออกจากสหรัฐฯ และบอกว่าบ่นกันมากนัก ไม่ชอบประเทศนี้ก็จงออกไป ทรัมป์ยังกล่าวหาว่าสส.หญิงทั้ง 4 มีแนวคิดสังคมนิยม เกลียดสหรัฐ และเกลียดอิสราเอล

The Squad ตอบโต้ว่าการกระทำและคำพูดของทรัมป์ คือการแสดงออกของกลุ่มผิวขาวสุดโต่งที่ยกว่าคนผิวขาวเหนือกว่าผิวสีอื่น หรือ White Supremacists และตอกว่าจะให้พวกเธอไปไหน พวกเธอ 3 คนเกิดและโตในสหรัฐ มีเพียงโอมาร์เท่านั้นที่เกิดนอกสหรัฐ แต่ทุกวันนี้เธอได้สัญชาติแล้ว ขณะที่ทรัมป์ก็ออกมาโต้อีกว่า เขาไม่ได้เป็นพวกเหยียดผิว แค่แสดงความเห็นจากสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น และเมื่อดูจากการกระทำแล้วเขายังเชื่อมั่นว่า บุคคลเหล่านี้เกลียดประเทศสหรัฐ

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่าง สส. หญิงหัวก้าวหน้าทั้งสี่คน และทรัมป์ เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 12กรกฎาคม เมื่อ สส. หญิงทั้งสี่ ร้องเรียนต่อคณะกรรมการ สส. เป็นห่วงสภาพศูนย์ผู้อพยพในรัฐเท็กซัสที่พวกเธอไปเยือนว่าสภาพแย่มาก ขณะที่ทรัมป์ปฏิเสธและบอกว่าได้รับข้อมูลว่าศูนย์มีสภาพดี จนนำไปสู่วิวาทะที่กำลังร้อนแรงโต้กันไปมาทางทวิตเตอร์

ประเด็น “ไล่คนอเมริกันออกจากอเมริกา” เดือดและเป็นที่วิจารณ์หนักมาก จนสภาคองเกรส ภายใต้การนำของแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภา จากพรรคเดโมแครต เปิดประชุมและลงมติในวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อประณามคำพูดและท่าทีของทรัมป์ต่อ สส.หญิงทั้งสี่คน ที่ประชุมเห็นด้วยกับมติที่ว่าการแสดงความเห็นของทรัมป์ ส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชัง และความกลัวในคนอเมริกันและคนผิวสี ก่อนผ่านมติด้วยคะแนน 240 ต่อ 187 ถือเป็นความเห็นของ สส. แม้จะไม่มีผลทางกฎหมาย แต่เท่ากับเป็นการวิจารณ์ประธานาธิบดีอย่างเปิดเผย

สส.หญิงกลุ่มนี้ย้ำว่า คำพูดและการกระทำของประธานาธิบดีทรัมป์เท่ากับการคุกคามพวกเธอ ที่ผ่านมาไม่เคยถูกคุกคามหนักมากเท่านี้มาก่อน โดยเฉพาะจากระดับผู้นำประเทศ แต่ยืนยันจะทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ไม่หนีไปไหน เพราะสหรัฐอเมริกา คือบ้านของพวกเธอ

ในส่วนของท่าทีประธานาธิบดีทรัมป์ หลายคนมองว่า การแสดงจุดยืนแข็งกร้าวของเขาคือกลยุทธ์หาเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดี 2020 และเมื่อยิ่งเป็นแบบนี้ ยิ่งมีแนวโน้มว่าคนจะเทคะแนนให้ทรัมป์มากขึ้น เห็นได้จากการไปหาเสียงที่รัฐนอร์ทแคโรไลนาเมื่อไม่กี่วันก่อน ช่วงที่ทรัมป์พูดถึงสส.หญิงกลุ่มนี้ บรรดาผู้สนับสนุนต่างพร้อมใจตะโกนคำว่า “Send her back” กันอื้ออึง

เป็นมิติใหม่ของประชาธิปไตยที่น่ากลัวจริงๆ

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : ผู้นำกองกำลังคุดส์ สำคัญต่ออิหร่านอย่างไร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 5, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/464152

คุยกัน7วันหน : ผู้นำกองกำลังคุดส์  สำคัญต่ออิหร่านอย่างไร

คุยกัน7วันหน : ผู้นำกองกำลังคุดส์ สำคัญต่ออิหร่านอย่างไร

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพลกัสซิม โซไลมานีที่ถูกนายโดนัลด์ ทรัมป์ ออกใบสั่งตายเป็นใคร และการสังหารเขาสำคัญต่ออิหร่านอย่างไร

พลเอกกัสซิม โซไลมานี คือผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ซึ่งเป็นกองกำลังสำคัญในสังกัดของกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านเป็นหน่วยพิเศษที่ปฏิบัติการนอกประเทศเพื่อแผ่อิทธิพลประเทศและเผยแพร่แนวคิดปฏิวัติอิสลามสำนักข่าวอัล-จาซีรา ระบุว่านายพลโซไลมานีรอดชีวิตจากการถูกชาติตะวันตก อิสราเอล และชาติอาหรับ วางแผนลอบสังหารมาแล้วหลายครั้งตลอดช่วงเวลา20 ปีที่ผ่านมา

นายพลกัสซิม โซไลมานี ขึ้นมามีอำนาจในกองกำลังคุดส์ตั้งแต่ปี 2541 และเก็บตัวเงียบเป็นเวลาหลายปีในช่วงที่เขากำลังทำงานให้อิหร่านในการกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ในเลบานอนประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาดในซีเรีย และกลุ่มกองกำลังติดอาวุธชีอะห์ในอิรัก

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นายพลโซไลมานีกลับเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อเขาปรากฏตัวข้างกาย อยาตอเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และผู้นำนิกายชีอะห์อีกหลายคน จนถูกมองว่าเขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลหมายเลขสองของประเทศ รองจากอยาตอเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เท่านั้น

กองกำลังคุดส์ ภายใต้การนำของนายพลโซไลมานี ปฏิบัติการนอกพรมแดนอิหร่านและมีอิทธิพลสำคัญในด้านข่าวกรอง การเงิน และการเมืองนอกพรมแดน เช่น เมื่อเกิดสงครามกลางเมืองในซีเรีย นายสุไลมานีได้สั่งให้กองกำลังติดอาวุธต่างๆในอิรักมุ่งหน้าสู่ซีเรียเพื่อช่วยรัฐบาลนายบาชาร์ อัล อัสซาด ซึ่งกำลังเพลี่ยงพล้ำ

ส่วนที่อิรัก นับตั้งแต่มีการจัดตั้งรัฐบาลในปี 2546 นายพลโซไลมานีได้ขยายอิทธิพลเข้าสู่การเมืองอิรัก ในช่วงเวลาดังกล่าว Badr Organisationซึ่งเป็นพรรคการเมืองชีอะห์และกองกำลังทหารพรานที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นตัวแทนที่เก่าแก่ที่สุดของอิหร่านในอิรัก ได้เข้ามามีบทบาทในรัฐบาลอิรัก โดยได้ควบคุมกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม นอกจากนี้ เมื่อกลุ่มรัฐอิสลามขยายอำนาจในอิรัก โซไลมานีได้สั่งให้กองกำลังติดอาวุธภายใต้สังกัดเขาร่วมรบกับกองทัพอิรักในการปราบกลุ่มรัฐอิสลามจนสำเร็จด้วย

ทั้งนี้ สำนักข่าวอัล-จาซีราระบุว่า บทบาทของนายพลโซไลมานีในการช่วยโค่นกลุ่มรัฐอิสลาม ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษ และผู้พลีชีพในสายตาคนอิหร่าน และชาวตะวันออกกลางจำนวนมาก และหากไม่มีคนเช่นเขาตอนนี้ตะวันออกกลางอาจเต็มไปด้วยธงสีดำของกลุ่มรัฐอิสลามปักอยู่ทั่วภูมิภาคแล้วก็เป็นได้

สำหรับชีวิตส่วนตัวของนายพลโซไลมานี เขามีลูก 5 คนและมักไม่ให้สัมภาษณ์สื่ออิหร่านโดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการเมืองที่เขาไม่ให้เกียรติเท่าใดนัก เขาไม่ใช่นักสอนศาสนา ไม่ได้รับการศึกษาทางด้านศาสนา และเริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นหนุ่มก่อสร้างหาเลี้ยงครอบครัวยากจน ก่อนย้ายไปเป็นช่างประปาเทศบาลในเมืองเคอร์มานไม่มีประวัติว่าเขาเคยเข้าร่วมการประท้วงโค่นล้มชาห์ กษัตริย์อิหร่าน แต่ได้เข้าร่วมกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามหลังการปฏิวัติในปี 2522 และร่วมรบในสงครามอิหร่าน-อิรัก ปี 2523-2531 ความสามารถในการบังคับบัญชา การคิดเชิงยุทธศาสตร์ และความมีเสน่ห์ ทำให้เขาได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้ากองกำลังคุดส์ในปี 2541

ที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐมีโอกาสสังหารนายพลโซไลมานีอย่างน้อยสองครั้งแต่ไม่ทำเพราะต้องการรักษาความร่วมมือลับๆ กับอิหร่านในการปราบกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส ในอิรักอย่างไรก็ดี โซไลมานีถูกวิจารณ์และจำกัดบทบาทลง หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการดำเนินนโยบายสงครามในอิรักและซีเรีย

คุยกัน7วันหน : 20 ปีมาเก๊าสู่อ้อมอกจีน เมื่อเศรษฐกิจสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 22, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/461695

คุยกัน7วันหน : 20 ปีมาเก๊าสู่อ้อมอกจีน  เมื่อเศรษฐกิจสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

คุยกัน7วันหน : 20 ปีมาเก๊าสู่อ้อมอกจีน เมื่อเศรษฐกิจสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มาเก๊า อดีตอาณานิคมโปรตุเกสที่กลับคืนสู่อ้อมกอดของจีนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งกาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง และแซงน้าฮ่องกง อดีตอาณานิคมอังกฤษ ในแง่รายได้ต่อหัวประชากรไปแล้ว จึงทำให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างสถานการณ์ในมาเก๊าและฮ่องกง ซึ่งสื่อตะวันตกมองว่า คนมาเก๊านั้นเลือกความเป็นอยู่ที่ดีมากกว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเช่นฮ่องกง

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ของจีน ไปร่วมพิธีเฉลิมฉลอง 20 ปี มาเก๊าภายใต้การปกครองของจีน รวมถึงเน้นย้ำนโยบายต่างๆ ที่จะช่วยทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของมาเก๊าหลากหลายมากขึ้น ด้วยการก่อตั้งตลาดการเงินที่ใช้เงินหยวน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณไปที่ฮ่องกงไปในตัวสื่อหลายสำนักมองว่า เป็นการส่งสัญญาณไปยังฮ่องกง ที่อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเพียง 50 กิโลเมตรเท่านั้นว่า “ร่วมมือกับเรา แล้วคุณจะรวย” โดยทั้งมาเก๊าและฮ่องกงเคยเป็นอดีตอาณานิคมชาติตะวันตก และประชากรใช้ภาษากวางตุ้งเหมือนกัน รวมถึงยังได้รับสิทธิในการปกครองตนเองในระดับหนึ่งจากจีนเช่นกัน แต่ผู้คนสองเกาะมองพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่แตกต่างกัน

ขณะที่สำนักข่าวซินหัวได้ตีพิมพ์บทความที่ย้ำว่า มาเก๊านั้นมีความจงรักภักดีต่อจีนแผ่นดินใหญ่ จึงทำให้มาเก๊าเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และอัตราการว่างงานก็ลดลงอย่างมาก รวมถึงมาเก๊ามีสถานการณ์ที่มั่นคงอย่างมาก และประสบความสำเร็จในด้านเศรษฐกิจอย่างน่ามหัศจรรย์ เพราะคนมาเก๊ารู้ว่าอนาคตของมาเก๊าและของจีนนั้นเชื่อมโยงกัน

รายงานของธนาคารโลกระบุว่า มาเก๊ามีประชากร 670,000 คน และกลายเป็นดินแดนที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับสองของโลกในแง่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว เป็นรองเพียงลักเซมเบิร์กเท่านั้น

รายได้ของมาเก๊าส่วนใหญ่มาจากธุรกิจกาสิโนที่ผูกขาด ซึ่งนำรายได้เข้ารัฐเป็นสัดสวนถึงร้อยละ 80 และยังทำให้รัฐบาลสามารถแจกเงินให้ประชาชน
ได้คนละราว 1,000 ดอลลาร์ หรือ 30,000 บาทต่อปี แต่ยังคงมีคำถามว่ามาเก๊าจะสามารถคงสถานะเช่นนี้ไว้ได้นานเท่าไหร่ท่ามกลางปัญหาการเติบโตอย่างชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และการแข่งขันระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้นจนทำให้ธุรกิจกาสิโนมีรายได้ลดลงนอกจากนี้ยังเกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมาเช่น อาชญากรรม การปล่อยกู้นอกระบบ การฟอกเงิน และการค้าประเวณี เป็นต้น

รัฐบาลมาเก๊าได้ผ่านกฎหมายความมั่นคงไปแล้วเมื่อทศวรรษที่แล้ว และไม่ค่อยพบเห็นการชุมนุมใหญ่ๆเกิดขึ้นมากนัก โดยนายเอียง เหม็ง ยูนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมาเก๊ามองว่า นั่นเป็นเพราะคนฮ่องกงมักเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อค่านิยมที่เป็นนามธรรม เช่น ประชาธิปไตย และเสรีภาพ แต่สำหรับคนมาเก๊านั้น พวกเขามองเรื่องผลประโยชน์ที่จะได้รับก่อน และไม่ค่อยมีนโยบายของรัฐบาลมาเก๊าที่จะทำให้เกิดการประท้วงทางสังคมไปทั่วเกาะเท่าไหร่นัก

สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า ความสำเร็จของมาเก๊าเป็นสิ่งที่ทำให้จีนมาข้ออ้างได้ว่า ปัญหาในฮ่องกงนั้นเกิดจากปํญหาช่องว่างความร่ำรวย และการมีกฎหมายความมั่นคงที่ล้าสมัยนั่นเอง ขณะที่เมื่อสองปีก่อน นายสี จิ้น ผิงได้เดินทางไปยังฮ่องกงเพื่อร่วมพิธีครบรอบ 20 ปีการกลับคืนสู่จีน และเคยเรียกร้องให้ฮ่องกงใช้ประโยชน์จากจีน ไม่ใช่ต่อต้านจีน โดยนายสีย้ำว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ คือกุญแจสำคัญที่จะแก้ปัญหาหลายอย่างของฮ่องกงได้

นายสตีฟ จาง ผู้อำนวยการสถาบันจีนของโซแอส แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอนกล่าวว่า สารของนายสี จิ้น ผิงนั้นชัดเจนสำหรับฮ่องกง ว่าทุกอย่างมีทางออก ทั้งง่ายและดี ดังเช่นมาเก๊าแต่คนฮ่องกงอาจไม่เชื่อเช่นนั้น นั่นเป็นเพราะที่มาเก๊า ค่าเช่า ร้านอาหาร ร้านค้าทุกอย่างมีราคาถูก แต่ที่ฮ่องกง กลับมีคนจีนแผ่นดินใหญ่จำนวนมากหลั่งไหลเข้ามา ทั้งมาแย่งโควตาเข้ามหาวิทยาลัยและเข้ามาทำงาน จนทำให้ฮ่องกงกลายเป็นตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่แพงลิ่วยากต่อการซื้อเป็นปีที่ 9 ติดต่อกัน นอกจากนี้ มาเก๊ายังมีขนาดเล็กกว่า มีพื้นที่เพียงครึ่งหนึ่งของแมนฮัตตันเท่านั้น และพลเมืองมาเก๊าได้รับความคุ้มครองจากนโยบาย ที่ทำให้การหางานและการเข้ามาอาศัยของชาวจีนและชาวต่างชาตินั้นทำได้ยากขึ้น

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : ‘ฆ่าข่มขืน’ ปัญหาใหญ่สังคมอินเดียที่รอวันแก้

Published December 17, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458791

คุยกัน7วันหน : ‘ฆ่าข่มขืน’  ปัญหาใหญ่สังคมอินเดียที่รอวันแก้

คุยกัน7วันหน : ‘ฆ่าข่มขืน’ ปัญหาใหญ่สังคมอินเดียที่รอวันแก้

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากกรณีสัตวแพทย์หญิงของอินเดียถูกรุมโทรมข่มขืนและสังหารเพื่อปิดปาก ทำให้ชาวอินเดียจำนวนมากไม่พอใจ และนำไปสู่การประท้วงในหลายเมือง เรียกร้องให้มีการใช้โทษประหารชีวิตกับผู้ที่ก่อเหตุข่มขืนคดีดังกล่าวไม่ใช่คดีแรก แต่ที่ผ่านมาอินเดียเผชิญคดีฆ่าข่มขืนอย่างโหดร้ายมาแล้วหลายครั้ง และยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้

สำนักงานสถิติอาชญากรรมของอินเดียรายงานว่า มีรายงานการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นในอินเดียวันละประมาณ 100 ครั้ง โดยในปี 2017 มีรายงานคดีข่มขืนมากกว่า37,000 ครั้งทั่วประเทศ ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้มาก เพราะเหยื่อหลายรายไม่กล้าแจ้งความและเปิดเผยตัวตน

คดีสะเทือนขวัญล่าสุดเกิดขึ้นที่เมืองไฮเดอราบัด ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ของประเทศ เมื่อสัตวแพทย์หญิงคนหนึ่งถูกรุมข่มขืน คนร้ายสังหารเธอแล้วนำร่างไปเผา เหตุการณ์นี่เกิดขึ้นเพียงสองสัปดาห์ก่อนที่จะครบรอบการรำลึกถึงเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคม ปี 2012 เมื่อนักศึกษาหญิงวัย 23 ปีถูกกลุ่มทรชนข่มขืนบนรถโดยสารที่กำลังวิ่งอยู่ และโยนร่างที่เปลือยของเธอทิ้งลงข้างทาง จนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก จุดชนวนให้ผู้คนเริ่มถกกันเรื่องความปลอดภัยของผู้หญิงในอินเดีย

ชาย 4 คนที่ก่อเหตุในปี 2012 ถูกตัดสินประหารชีวิต แต่ปัจจุบันยังคงรอการประหารอยู่ ในขณะที่ผู้ก่อเหตุอีกรายยังเป็นเยาวชน จึงไม่ได้รับโทษประหารชีวิต ส่วนคดีฆ่าข่มขืนสัตวแพทย์ล่าสุด ผู้ต้องสงสัย 4 คนถูกตำรวจยิงเสียชีวิตขณะนำตัวไปที่เกิดเหตุเพื่อทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยตำรวจอ้างว่าผู้ต้องสงสัยแย่งปืนและพยายามหลบหนี จึงต้องวิสามัญฆาตกรรม ท่ามกลางความยินดีของครอบครัวเหยื่อข่มขืนและผู้คนชาวอินเดียส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม นักเคลื่อนไหวระบุว่า ภาพรวมสถานการณ์ของผู้หญิงในอินเดีย ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก กรณีการข่มขืนล่าสุดนี้เป็นเพียงการสะท้อนให้เหตุอาชญากรรมรุนแรงที่ยังคงเกิดขึ้นกับผู้หญิงและเด็กในอินเดียอยู่ และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่าน ก็มีเหตุเด็กหญิงอายุเพียงหกขวบถูกข่มขืนและฆ่าแขวนคอใกล้ๆ กับเมืองชัยปุระด้วย

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า นักเคลื่อนไหวสิทธิสตรีมองว่า ทางการอินเดียมักมองว่าปัญหาการคุกคามทางเพศในอินเดียที่ผ่านมาเป็นเรื่องของสังคมและวัฒนธรรม มากกว่าเป็นปัญหาของการบังคับใช้กฎหมาย โดยนางรันชนา กุมาร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสังคมในกรุงเดลีระบุว่าสังคมมีแนวคิดว่าผู้ชายสามารถทำความรุนแรงกับผู้หญิงได้ พวกเขารู้สึกว่ามีอำนาจเหนือกว่า แต่ถ้าหากว่ากฎหมายนั้นศักดิ์สิทธิ์และมีการบังคับใช้ กฎหมายก็จะสามารถช่วยยับยั้งการกระทำเหล่านี้ได้ ซึ่งที่ผ่านมานักการเมืองอินเดียก็พูดจาน่ารังเกียจ พวกเขาจึงมีส่วนช่วยสร้างวัฒนธรรมการข่มขืนในประเทศในขณะที่กฎหมายก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุรุมโทรมเมื่อปี 2012 รัฐสภาของอินเดียได้แก้กฎหมายเกี่ยวกับการข่มขืนหลายครั้ง รวมถึงครั้งล่าสุด มีการปรับแก้กฎหมายเมื่อปีที่แล้วเมื่อมีเหตุข่มขืนและฆาตกรรมเด็กหญิงอายุเพียงแปดขวบ โดยมีการขยายโทษการจำคุกให้นานขึ้น และเพิ่มโทษเป็นประหารชีวิตสำหรับกรณีที่เหยื่อข่มขืนมีอายุต่ำกว่า 12 ปี

อย่างไรก็ตาม ซีเอ็นเอ็นระบุว่า ยังไม่เคยมีการประหารชีวิตผู้ต้องหาคดีข่มขืนแม้แต่รายเดียวตั้งแต่มีการปรับแก้กฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ ในปี 2017 มีคดีข่มขืนถึง 117,451 คดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ในขณะที่มีเพียง 28,750 คดีเท่านั้นที่เข้าสู่ขั้นตอนการไต่สวนแล้ว

ขณะที่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมานักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีของอินเดียรายหนึ่งได้เริ่มการอดอาหารประท้วงในกรุงนิวเดลี เพื่อเรียกร้องให้มีการประหารชีวิตนักโทษคดีข่มขืนทุกราย โดยเธอบอกว่าจะไม่ยอมกินอาหารอะไรจนกว่าจะมีผ่านกฎหมายใหม่ด้วย

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : ผู้นำอายุน้อย เทรนด์มาแรงในยุโรป

Published December 15, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/460233

คุยกัน7วันหน : ผู้นำอายุน้อย  เทรนด์มาแรงในยุโรป

คุยกัน7วันหน : ผู้นำอายุน้อย เทรนด์มาแรงในยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ฟินแลนด์ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่อายุน้อยที่สุด ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะเทรนด์ผู้นำประเทศที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้เริ่มปรากฏให้เห็นในยุโรปหลายชาติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยความเชื่อที่ว่าคนรุ่นใหม่สามารถรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบันได้มากกว่า

ซันนา มาริน นายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ของฟินแลนด์ เพิ่งสาบานตนรับตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ด้วยวัยเพียง 34 ปี ทำให้เธอได้กลายเป็นผู้นำอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

แท้จริงแล้ว อายุโดยเฉลี่ยของผู้นำทั่วโลกได้เพิ่มมากขึ้นนับตั้งแต่ช่วงยุค 50 แต่สำหรับยุโรป อายุเฉลี่ยของผู้นำ กลับลดลงเรื่อยๆ มาตั้งแต่ยุค 80 เป็นต้นมา สวนทางกับค่าเฉลี่ยโลก ปัจจุบัน อายุเฉลี่ยของผู้นำชาติสมาชิกสหภาพยุโรปอยู่ที่ 52 ปี แต่ในบรรดาสมาชิก 28 ประเทศ มีอยู่ 8 ประเทศที่มีผู้นำที่อายุต่ำกว่า 45 ปี ในขณะที่มีเพียง 6 ประเทศเท่านั้นที่มีผู้นำอายุมากกว่า 60 ปี

การขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศของมาริน ยิ่งไม่น่าประหลาดใจ เพราะอีก 4 พรรคร่วมรัฐบาลของเธอล้วนมีผู้นำเป็นนักการเมืองหญิง และส่วนใหญ่มีอายุ 30 กว่าปีด้วย สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมทางการเมืองแบบก้าวหน้าของฟินแลนด์ นอกจากนี้ หากย้อนไปดูในประวัติศาสตร์ ฟินแลนด์ยังเป็นชาติแรกที่อนุญาตให้ผู้หญิงได้ใช้สิทธิ์ออกเสียงด้วย

บทวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์ ระบุว่า การที่ชาติในยุโรปมีผู้นำที่อายุยังน้อย จะส่งผลให้การเมืองในยุโรปแปลกใหม่และแบ่งภาคมากขึ้น โดยเดนมาร์ก เคยมีนายกรัฐมนตรีหญิงเมตเต เฟรเดริกเซน วัย 41 ปีบริหารรัฐบาลเสียงข้างน้อย ด้วยนโยบายกลางซ้าย แต่มีจุดยืนต่อต้านผู้อพยพอย่างแข็งกร้าว แต่รัฐบาลของเธออยู่รอดเพียง 152 วันเท่านั้น ขณะที่ออสเตรีย มีเซบาสเตียน เคิร์ซ อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 33 ปี สายกลางขวา เขาได้จัดการเลือกตั้งใหม่และชนะการเลือกตั้งอีกรอบ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

ฝรั่งเศสก็มีนายเอ็มมานูเอลมาครง ซึ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อสองปีก่อนได้เป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสตอนอายุ39 ปี ขณะที่เอสโตเนีย มี นายจูรี ราตาสซึ่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ.2559 ด้วยวัย 38 ปี รวมถึงไอร์แลนด์ ก็มีนายลีโอ วารัทการ์ ลูกครึ่งอินเดีย เปิดตัวเป็นเกย์ และชนะการเลือกตั้งได้เป็นนายกรัฐมนตรีตอนอายุ 39 ปีด้วย ขณะที่สโลวีเนีย ในปีที่แล้วได้นายมาร์ยัน ซาเรคนายกรัฐมนตรีอายุ 41 ปี

ทั้งนี้ นักการเมืองของยุโรปที่มีอายุช่วง 30-40 กว่าปี ไม่ได้มีอุดมการณ์ดั้งเดิมแบบฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาแบบชัดเจนมากนัก เมื่อเทียบกับนักการเมืองรุ่นใหญ่ และแม้พวกเขาอาจขึ้นสู่หนทางแห่งอำนาจผ่านสถาบันทางการเมืองแบบดั้งเดิม แต่ไม่ได้รู้สึกจงรักภักดีต่ออุดมการณ์อย่างเข้มงวด

สำหรับมารินและมาครง ถือเป็นตัวแทนรุ่นใหม่ทางการเมืองที่กำลังเป็นดาวรุ่ง พวกเขาได้รับการศึกษานานกว่าคนรุ่นก่อนๆ ได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายมากกว่า และคุ้นเคยกับอินเทอร์เนต ซึ่งนักการเมืองแนวนี้มักจะเชื่อในภาคประชาสังคมมากกว่าความเป็นพรรคการเมือง และหมกมุ่นกับประเด็นที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าการรับอุดมการณ์มาทั้งหมด

เมื่อคนรุ่นใหม่คือพลังสำคัญในการหย่อนบัตรมากขึ้นเรื่อยๆ บรรดา สถาบันการเมืองแบบดั้งเดิมในยุโรปจึงไม่สามารถนิ่งเฉยได้ นอกจากการนำเสนอผู้นำรุ่นใหม่ที่เป็นตัวเลือกน่าสนใจและมีภาพลักษณ์ของการรับฟังประชาชน

กระแสนิยมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ยุโรปเท่านั้นแต่นิวซีแลนด์ ยังมีนายกรัฐมนตรีหญิง เจซินดา อาร์เดิร์น วัย 37 ปี ซึ่งได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นจากคนรุ่นใหม่ รวมถึงในยุโรปตะวันออกอย่างยูเครน ก็ยังมีประธานาธิบดีโวโลดิมีร์เซเลนสกี วัย 41 ปี ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งในปีนี้ด้วย จึงถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับนักการเมืองรุ่นเก่าว่าจะทำอย่างไร ให้พวกเขายังจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกผู้แทนฯของพวกเขานั่นเอง

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : ชินโสะ อาเบะ นายกฯญี่ปุ่นที่ดำรงตำแหน่งนานสุด

Published December 13, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455914

คุยกัน7วันหน : ชินโสะ อาเบะ  นายกฯญี่ปุ่นที่ดำรงตำแหน่งนานสุด

คุยกัน7วันหน : ชินโสะ อาเบะ นายกฯญี่ปุ่นที่ดำรงตำแหน่งนานสุด

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายชินโสะ อาเบะ ขึ้นแท่นเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่ดำรงตำแหน่งได้ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เขาเคยต้องลาออกจากตำแหน่งด้วยความอับอายในเรื่องอื้อฉาวมาแล้ว ปัจจัยอะไรที่ทำให้นายอาเบะครองอำนาจได้นานกว่าคนอื่น

ชินโสะ อาเบะ วัย 65 ปี จากพรรคแอลดีพี สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งได้ยาวนานที่สุดของญี่ปุ่นไปแล้วในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและข้อกล่าวหาว่าเขาละเมิดกฎหมายเลือกตั้งนายอาเบะเคยเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นมาแล้วหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยมรสุมรุมเร้า และทำให้เขาต้องลาออกจากตำแหน่งในปี 2007 แต่แล้วเขาก็ชนะการเลือกตั้ง กลับมาทวงตำแหน่งผู้นำได้อีกครั้งในปี 2012 ด้วยคำมั่นว่าจะฟื้นฟูศักยภาพทางการทหารของญี่ปุ่นให้แข็งแกร่ง และฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมถึงตั้งเป้าว่าจะแก้รัฐธรรมนูญฉบับสันติภาพหลังสงครามของญี่ปุ่นด้วย

จนถึงตอนนี้ นายอาเบะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นมาแล้ว2,890 วัน ทำลายสถิติที่นายทาโร คัทสึระ เคยทำไว้มากกว่าหนึ่งร้อยปีก่อนด้วย

นับตั้งแต่กลับสู่สังเวียนการเมืองอีกครั้ง นายอาเบะนำพรรคแอลดีพีชนะการเลือกตั้งมาถึงหกครั้งอีกทั้งยังรอดพ้นจากข้อกล่าวหาต่างๆ ทั้งการเอื้อพวกพ้อง และเรื่องอื้อฉาวการปลอมแปลงข้อมูลเท็จของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของนายอาเบะได้รับอานิสงส์จากปัญหาความแตกแยกในหมู่ฝ่ายค้านด้วย และประชาชนมองภาพการบริหารประเทศของพรรคดีพีเจในช่วงปี2009-2012 ในแง่ลบ จึงทำให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากมองหาเสถียรภาพในการบริหารประเทศ

นายเซโกะ โนดะ สส.จากพรรคแอลดีพีและว่าที่คู่แข่งคนสำคัญของนายอาเบะ มองว่า สาเหตุหลักที่นายอาเบะอยู่ในตำแหน่งได้นาน นั่นก็คือเขาทำผลงานได้ดีกว่ายุคของรัฐบาลพรรคดีพีเจ ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า นายอาเบะยังทำผลงานได้ดีในแง่นโยบายทางการทูตด้วย เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นเลี่ยงเผชิญสงครามการค้ากับสหรัฐได้ นายอากิฮิสะนากาชิมะ นักการเมืองของพรรคแอลดีพี ซึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้านมาก่อน ถึงขั้นยกย่องนายอาเบะว่า ไม่มีผู้นำโลกคนไหนที่เข้ากับนายทรัมป์ได้ดีเท่ากับนายอาเบะอีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์ระบุว่า แม้นายอาเบะจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐ แต่ในด้านการทูตกับชาติอื่น กลับไม่เห็นความคืบหน้าเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางอาณาเขตกับรัสเซีย และความสัมพันธ์ที่เย็นชากับทั้งสองชาติในคาบสมุทรเกาหลี เป็นต้น

ปัจจุบัน นายอาเบะกำลังตกที่นั่งลำบากจากข้อกล่าวหาว่าใช้งบประมาณจากเงินภาษีประชาชน จัดงานเลี้ยงรับรองบรรดาฐานเสียงจากเขตเลือกตั้งของเขาในงานชมดอกซากุระประจำปี รวมถึงงานเลี้ยงอาหารค่ำก่อนหน้างานชมดอกซากุระด้วย ซึ่งเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายเลือกตั้งแต่นายอาเบะยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิดในประเด็นนี้ ขณะที่ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีที่ใกล้ชิดเขาสองคนก็ต้องลาออกจากตำแหน่งจากข้อกล่าวหาละเมิดกฎหมายเลือกตั้งเช่นกัน นั่นก็คือรัฐมนตรียุติธรรมที่ถูกกล่าวหาว่าแจกข้าวโพดและมันฝรั่งให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนเองในที่จังหวัดฮิโรชิมะ และรัฐมนตรีการค้า ที่ถูกกล่าวหาว่าได้มอบเงินและของขวัญแก่ครอบครัวของผู้สนับสนุนในเขตเลือกตั้งของตนเอง เช่น เมล่อนส้ม ไข่ปลา นมผึ้ง และเงินช่วยเหลือจำนวน 20,000 เยน หรือราว 5,500บาท เป็นต้น

ขณะที่โพลล์ที่สำรวจโดยหนังสือพิมพ์อาซาฮีช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาพบว่าแม้จำนวนผู้สนับสนุนเขายังคงที่อยู่ร้อยละ 44ก็ตาม แต่ประชาชนที่ตอบแบบสอบถามถึงร้อยละ 68 กลับไม่เชื่อในคำชี้แจงเรื่องการละเมิดกฎหมายเลือกตั้งของนายอาเบะเช่นกัน

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : นักการเมืองอินเดีย ไม่สนใจวิกฤติมลพิษอากาศ

Published December 10, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/452875

คุยกัน7วันหน : นักการเมืองอินเดีย  ไม่สนใจวิกฤติมลพิษอากาศ

คุยกัน7วันหน : นักการเมืองอินเดีย ไม่สนใจวิกฤติมลพิษอากาศ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท้องฟ้าของกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ซึ่งมีประชากรมากกว่า 18 ล้านคนมืดมนเพราะถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเหลือง มลพิษทางอากาศแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์จนทางการต้องสั่งปิดโรงเรียน เที่ยวบินต่างๆ ต้องเปลี่ยนเส้นทางขึ้น-ลง ในขณะที่ประชาชนต่างมีปัญหาสุขภาพทั้งไอจาม ปวดหัว และแสบตา ไม่เพียงแต่ในกรุงนิวเดลีเท่านั้น เมืองทางตอนเหนือของอินเดียทั้งหมดก็เผชิญวิกฤติมลพิษทางอากาศเช่นกัน และเกิดขึ้นเป็นประจำในทุกฤดูหนาวที่มลพิษทางอากาศติดอยู่ในชั้นบรรยากาศหลังสิ้นสุดฤดูกาลของลมมรสุม

ที่น่าเป็นห่วงคือ เมืองของอินเดีย 22 เมือง ยังติดอันดับอยู่ใน 30 เมืองของโลกที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุด จนประชาชนชาวอินเดียเริ่มทนไม่ไหว ออกมาประท้วงบริเวณอินเดีย เกต ใจกลางเมืองหลวงเป็นครั้งแรก แต่ก็มีผู้ประท้วงออกมากไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น

ภารติ จตุรเวติ ผู้ก่อตั้งชินทาน ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม ระบุกับซีเอ็นเอ็น ว่า ปัญหามลพิษทางอากาศยังไม่ได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองในอินเดีย และก็ยังไม่มีการประท้วงของคนหมู่มากเพื่อเรียกร้องการแก้ปัญหาจากผู้แทนของพวกเขาแต่หากจะมีปฏิกิริยาใดๆ ก็จะพบเพียงการโพสต์ข้อความไม่พอใจของเหล่าชนชั้นสูงของอินเดียในสื่อสังคมออนไลน์เพียงเท่านั้น

การที่คุณภาพอากาศของกรุงนิวเดลี นั้นย่ำแย่ตลอดทั้งปี ยกเว้นไม่กี่สัปดาห์ที่มีลมมรสุมพัดผ่านมลพิษทางอากาศออกไป จึงทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาปกติของคนเมืองหลวงพวกเขาจะกังวลก็เพียงช่วงฤดูหนาวไม่กี่สัปดาห์เท่านั้นที่หมอกควันจะหนามากจนมองไม่เห็นอาคารแถวถัดไป พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ เมืองท้องฟ้ากลับมาแจ่มใสอีกครั้ง ผู้คนก็จะลืมปัญหานี้

สาเหตุหลักของมลพิษทางอากาศในพื้นที่รอบกรุงนิวเดลีและเมืองใหญ่อื่นๆ มาจากการที่ประชาชนแผ้วถางพื้นที่เพื่อทำการเกษตรในรัฐใกล้เคียงเช่น ปัญจาบ และหรยาณา ทางการท้องถิ่นของแต่ละรัฐรวมถึงในกรุงนิวเดลี ซึ่งบริหารปกครองร่วมกันระหว่างรัฐบาลกลางของอินเดีย และรัฐบาลท้องถิ่นนิวเดลี มักล้มเหลวในการทำงานร่วมกันเพื่อลดมลพิษทางอากาศ จนกระทั่งล่าสุด ศาลสูงของอินเดียได้ออกมาตำหนิการแก้ปัญหามลพิษของทางการแล้ว

ขณะที่ นายกรัฐมนตรีนเรนทราโมดี ซึ่งชื่นชอบการกล่าวปราศรัยให้ประชาชนฟัง กลับยังเงียบเฉยต่อวิกฤติมลพิษทางอากาศในเมืองหลวงนอกจากนี้ แต่ละรัฐของอินเดียก็ปกครองโดยพรรคการเมืองที่แตกต่างกัน จึงทำให้ขาดการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหา

กรุงนิวเดลีจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า แต่ดูเหมือนว่า ปัญหามลพิษทางอากาศก็ไม่ได้เป็นประเด็นหาเสียงหลักและสามพรรคการเมืองหลักที่ลงชิงชัยสนามนี้ก็ไม่ได้ชูเรื่องนี้เป็นประเด็นเร่งด่วน ยิ่งไปกว่านั้น พรรคฝ่ายค้านในการเมืองอินเดียก็ยังไม่เข้มแข็ง และสื่อต่างๆ ก็ไม่ได้ตีแผ่ข่าวสารที่อาจจะนำไปสู่ความรับผิดชอบของรัฐบาลนายโมดีได้

นายจายะ ดาร์ คุปตา นักสิ่งแวดล้อมซึ่งไปออกรายการดีเบตเรื่องมลพิษทางอากาศทางโทรทัศน์กับบรรดานักการเมือง ถึงกับออกปากว่า แม้กระทั่งคณะกรรมการควบคุมมลพิษของรัฐบาลกลางก็ยังไม่เข้าใจว่า พวกเรากำลังพูดเรื่องอะไร นายคุปตาระบุว่า มุขมนตรีของกรุงนิวเดลี เสนอสี่แนวทางในการแก้ ซึ่งถือว่าเป็นความพยายามที่ดี แม้ว่ายังไม่เพียงพอ เช่น การกำหนดวันคู่-คี่ของการขับรถในเมือง เพราะอย่างน้อยยังพยายามหาทางแก้ ซึ่งแตกต่างจากพรรคภารติยะ ชนะตะ ของนายกรัฐมนตรีโมดีที่ยังไม่นึกถึงปัญหานี้เลยด้วยซ้ำไป

สะท้อนว่านักการเมืองแดนภารตะ ไม่สนใจปัญหามลพิษทางอากาศ ที่พวกเขาหายใจเข้า-ออกในทุกๆ วันแม้แต่น้อย

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : เมื่อผู้คนแห่ประท้วง

Published December 6, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449870

คุยกัน7วันหน : เมื่อผู้คนแห่ประท้วง

คุยกัน7วันหน : เมื่อผู้คนแห่ประท้วง

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ขณะนี้ มีอย่างน้อยสี่ประเทศ ที่เผชิญการประท้วงจนสถานการณ์บานปลายรุนแรง สาเหตุแรง มาจากความไม่พอใจทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของชิลีและเอกวาดอร์ต้องรับมือกับอารมณ์โกรธเคืองของประชาชนที่ออกมาประท้วงตามท้องถนน สาเหตุมาจากการประกาศขึ้นค่าโดยสารและระงับการอุดหนุนเชื้อเพลง จนผู้นำชิลีต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงซานติอาโก และอีกหลายเมืองตามมา หลังเกิดความรุนแรงขึ้น ส่วนที่เอกวาดอร์ ประธานาธิบดีเลนิน โมเรโน รีบเข้าไปเจรจากับบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองที่เป็นแกนนำการประท้วงทันที แต่ไม่ได้ผล แกนนำผู้ชุมนุมใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียสื่อสารกับผู้ชุมนุม และกล่าวหาว่าทางการพยายามปราบปรามผู้เห็นต่าง

ที่กรุงเบรุต ของประเทศเลบานอน ผู้ชุมนุมหลายหมื่นคน ทุกเพศและทุกวัยออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่สุดในรอบหลายทศวรรษ เพราะวิกฤติเศรษฐกิจและมองว่าคนในรัฐบาลนั้นทุจริต และก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนตุลาคม ก็มีการประท้วงใหญ่ทั่วอิรักเช่นกัน จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่าหนึ่งร้อยคน เพราะคนหนุ่ม-สาวรู้ว่าพวกเขาไม่ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจใดๆ การประท้วงบานปลายจนรัฐบาลอิรักต้องสั่งตัดสัญญาณอินเตอร์เนต เพื่อไม่ให้มีการเผยแพร่ข่าวสารในหมู่ผู้ประท้วง

นอกเหนือจากความลำบากทางเศรษฐกิจแล้ว หลายชาติยังมีการประท้วงเพราะต้องการเรียกร้องการปกครองตนเองมากขึ้นเช่น ฮ่องกง การประท้วงดำเนินมาถึงเดือนที่ห้าแล้ว และไม่มีทีท่าสิ้นสุด การประท้วงเริ่มจากการต่อต้านร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ที่ชาวฮ่องกงมองว่า เป็นการเปิดโอกาสให้มีการส่งตัวผู้ร้ายจากฮ่องกงไปให้จีนแผ่นดินใหญ่ได้ แม้ทางการฮ่องกงได้ถอนร่างกฎหมายนี้ไปแล้ว แต่การประท้วงบานปลายกลายเป็นการเรียกร้องการปกครองตนเองของฮ่องกง และเกิดความรุนแรงขึ้นตามย่านการค้าและสถานีรถไฟใต้ดิน มีการพุ่งเป้าทำลายอาคารสถานที่ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย

ในขณะที่ แคว้นกาตาลุนญ่า หรือกาตาโลเนียของสเปนก็เผชิญสถานการณ์คล้ายๆ กันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้คนไม่พอใจการตัดสินของศาลสูงสเปนที่สั่งจำคุกเก้าแกนนำประกาศเอกราชของแคว้น นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ในบาร์เซโลน่า เมืองเอกของแคว้น และพยายามเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองมากขึ้นจากสเปน กลุ่มผู้ประท้วงพุ่งเป้าไปยังสถานที่เชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างผลกระทบให้มากที่สุด เช่น สนามบิน ทำให้ต้องมีการระงับเที่ยวบินมากกว่าร้อยเที่ยว จึงทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับการประท้วงในฮ่องกง ว่ามีความพยายามใช้เทคนิคเดียวกันในการกดดันทางการ

นอกจากนี้ ยังมีการประท้วงอื่นๆ ด้วย ที่เกิดจากบุคคลไม่กี่คนที่เป็นแกนนำ และใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการจุดประกายเพื่อส่งสารไปยังสังคม เช่น ความเคลื่อนไหวของ เกรต้า ธันเบิร์ก สาวน้อยจากสวีเดน ที่ตอนนี้เป็นผู้จุดประกายให้ผู้คนหลายล้านชีวิตทั่วโลกออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้นักการเมืองที่ปกครองประเทศของตน ลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงได้แล้วนั่นเอง

การประท้วงเป็นสิทธิการแสดงออกขั้นพื้นฐานของประชาชน ที่ไม่พอใจอะไรสักอย่าง และต้องการแสดงออกโดยอาศัยการรวมกลุ่ม เพื่อให้ผู้มีอำนาจเข้ามารับรู้ปัญหาและแก้ไข

การชุมนุมประท้วงอย่างสงบ สามารถเข้าใจและทำได้ แต่เมื่อใดที่การประท้วงลุกลามบานปลายเป็นเหตุจลาจล ทำลายข้าวของ จนถึงขั้นเกิดการปะทะมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

อย่าเปลี่ยน peaceful protestให้กลายเป็น riot กันเลย

@koopnot01

%d bloggers like this: