คุยกัน7วันหน

All posts tagged คุยกัน7วันหน

คุยกัน7วันหน : บังกลาเทศเลิกกฎหมาย ระบุ ‘ความบริสุทธิ์’ ในทะเบียนสมรส

Published November 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/437248

คุยกัน7วันหน : บังกลาเทศเลิกกฎหมาย  ระบุ ‘ความบริสุทธิ์’ ในทะเบียนสมรส

คุยกัน7วันหน : บังกลาเทศเลิกกฎหมาย ระบุ ‘ความบริสุทธิ์’ ในทะเบียนสมรส

วันอาทิตย์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลังการต่อสู้อย่างยาวนานในศาล ในที่สุด สตรีมุสลิมในบังกลาเทศก็ได้รับสิทธิที่จะเลือกระบุคำว่า “ยังไม่ได้แต่งงาน” แทนที่คำว่า “บริสุทธิ์”

เมื่อศาลฎีกาในบังกลาเทศมีคำตัดสินว่าต่อไปนี้สตรีชาวบังกลาเทศจะไม่ต้องระบุข้อมูลในทะเบียนสมรสว่าตนเองเป็น “สาวบริสุทธิ์” (virgin) หรือไม่ จากเดิม แบบฟอร์มทะเบียนสมรสของบังกลาเทศ มีช่องให้ผู้หญิงเลือกกรอกสถานภาพสมรส 3 ตัวเลือก ได้แก่

1) “กุมารี” ซึ่งเป็นภาษาเบงกอลแปลว่า สาวบริสุทธิ์

2) หญิงม่าย (ที่สามีเสียชีวิต)

3) หย่าร้าง

แต่ล่าสุดศาลได้มีคำสั่งให้ถอดคำว่า “กุมารี” ออกจากแบบฟอร์มทะเบียนสมรส แล้วให้ใช้คำที่มีความหมายว่า “สตรีที่ไม่เคยแต่งงาน” (unmarried)แทน ส่วนช่องกรอกสถานภาพสมรสอื่น ได้แก่ “หญิงม่าย” และ “หย่าร้าง”ให้คงไว้ตามเดิม

นอกจากนี้ ศาลยังสั่งให้ฝ่ายชายต้องระบุสถานภาพสมรสของตนด้วย ว่าโสด หย่าร้าง หรือเป็นพ่อม่ายจากเดิมที่ไม่มีข้อกำหนดในเรื่องนี้

ขณะนี้ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลสะดวกแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนี้ หรือบอกว่าจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด แต่คาดว่าการเปลี่ยนแปลงในทะเบียนสมรสจะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ภายหลังจากมีการเผยแพร่คำพิพากษาฉบับเต็มของศาลออกมาอย่างเป็นทางการ

คำตัดสินครั้งนี้มีขึ้นหลังจากทีมทนายความของกลุ่มเพื่อสิทธิสตรียื่นคำร้องต่อศาลเมื่อปี 2014 เรื่องให้เปลี่ยนแบบฟอร์มภายใต้กฎหมายแต่งงานและหย่าร้างแบบมุสลิมของบังกลาเทศ โดยชี้ว่า ทะเบียนสมรสของบังกลาเทศที่ใช้ในรูปแบบนี้มาตั้งแต่ปี 1961 ได้สร้างความอับอาย เหยียดหยาม และละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของสตรี

อินุน นาฮาร์ ซิดดิกัว หนึ่งในทนายสองคนในคดีนี้ระบุว่า พวกเขาเชื่อว่าสามารถต่อสู้และสร้างความเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้หญิงมากกว่านี้ในอนาคต และคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์นี้จะช่วยสร้างความก้าวหน้าให้แก่สิทธิสตรีในบังกลาเทศ เนื่องจากการถามใครสักคนว่ายังบริสุทธิ์หรือไม่นั้นเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของบุคคล อีกทั้งเป็นสิ่งที่น่าอับอายต่อผู้หญิง

กฎหมายว่าด้วยการสมรสของบังกลาเทศ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนั้น ถูกกลุ่มเพื่อสิทธิสตรีวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพและเลือกปฏิบัติ

นอกจากนี้ การที่ผู้หญิงถูกจับคลุมถุงชนแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยนั้นก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศนี้ จากมาตราหนึ่งของกฎหมายนี้ที่ระบุว่า เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี สามารถสมรสได้ถ้าผู้ปกครองอนุญาต และเห็นว่าการแต่งงานนั้นเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้สมรสเอง ซึ่งนักเคลื่อนไหวมองว่า กฎหมายดังกล่าวทำให้เกิดปัญหา “เจ้าสาววัยเยาว์” ซึ่งเยาวชนถูกบังคับให้แต่งงานทั้งที่ยังไม่พร้อม และหลายครั้งนำไปสู่ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ นับว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของความเท่าเทียมทางเพศในบังกลาเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศมุสลิมใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประชากรของประเทศร้อยละ 90 จากจำนวน 168 ล้านคน นับถืออิสลาม ถือเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก อีกทั้งที่ผ่านมา อันดับความเสมอภาคทางเพศของบังกลาเทศดีขึ้นเป็นลำดับ โดยเริ่มขยับจากที่ 70 กว่าในปี 2016 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 48 ในปี 2018 จาก 149 ประเทศทั่วโลก ถือว่าเป็นประเทศที่มีความเสมอภาคทางเพศสูงที่สุดในเอเชียใต้

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : ปางช้างที่เป็นมิตรกับช้าง และคำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว

Published November 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/435593

คุยกัน7วันหน : ปางช้างที่เป็นมิตรกับช้าง  และคำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว

คุยกัน7วันหน : ปางช้างที่เป็นมิตรกับช้าง และคำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว

วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการเยี่ยมชมช้างคือในป่า แต่หากคุณอยากจะไปเยี่ยมชมช้างที่อยู่ในปางช้างตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่าปางช้างที่คุณจะไปเยี่ยมชมนั้นได้มาตรฐาน ช้างอาศัยอยู่อย่างธรรมชาติ สามารถแสดงออกตามพฤติกรรมตามธรรมชาติได้ ให้ความเป็นมิตรกับช้างไม่ทำร้ายช้าง และให้ความรู้กับนักเที่ยวถึงความต้องการของช้างรวมถึงกำหนดกฎกติกาสำหรับการเยี่ยมชมอย่างเหมาะสมและเคร่งครัด

ชื่อปางช้างบ่งบอกอะไร?

ปางช้างอาจแทนตัวเองว่าเป็นสถานพักพิงหรือศูนย์บริบาลช้าง ที่ให้ความช่วยเหลือให้ที่พักพิงแก่ช้าง แต่อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจว่าช้างจะมีความเป็นอยู่มีสวัสดิภาพที่ดี หาข้อมูลเพิ่มเติมและอ่านคำแนะนำจากแหล่งข้อมูล ก่อนตัดสินใจเพื่อหลีกเลี่ยงการสนับสนุนสถานที่ที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่ได้เป็นมิตรกับช้างอย่างแท้จริง

สามารถสัมผัสช้างได้หรือไม่?

เยี่ยมชมปางช้างที่อนุญาตให้คุณดูช้างแต่ไม่สามารถสัมผัสหรือถูกตัวช้างได้เท่านั้น ช้างคือสัตว์ป่าและสมควรที่จะอยู่ในป่า หากปางช้างอนุญาตให้คุณเข้าใกล้ช้างมากพอที่คุณจะสามารถ ขี่ อาบน้ำ และสัมผัสช้างได้ นั่นหมายถึงพวกมันได้รับการฝึกฝนอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อทำลายสัญชาตญาณสัตว์ป่า

ช้างอยู่ตามธรรมชาติอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่?

หากช้างในปางช้างไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและไม่สามารถแสดงออกทางพฤติกรรมตามธรรมชาติได้นั้น สถานที่แห่งนั้นไม่เหมาะสมต่อการเข้าเยี่ยมชม

ตามธรรมชาติของช้างป่า จะต้องเดินในพื้นที่กว้าง แทะเล็มหญ้า และมีสังคมกับช้างด้วยกัน แต่หากช้างในสถานที่แห่งนั้น ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระหรือแสดงออกทางพฤติกรรมตามธรรมชาติได้ สถานที่นั้นไม่เหมาะสำหรับคุณ

มีลูกช้างอยู่หรือไม่?

ลูกช้างอาจดูน่ารักและล่อตาล่อใจนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี แต่หากคุณสามารถเข้าใกล้และสัมผัสลูกช้างโดยที่แม่ของมันไม่อยู่ด้วยปางช้างแห่งนี้ไม่ได้เป็นมิตรกับช้างอย่างแท้จริง

ลูกช้างเล็กๆ นั้น ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี แต่สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างอย่างแท้จริงนั้น จะไม่มีการเพาะพันธุ์ ดังนั้นคุณไม่ควรเห็นลูกช้างในที่เหล่านี้ยกเว้นในกรณีที่มีลูกช้างกำพร้าถูกช่วยเหลือออกมาจากป่าเท่านั้น

สถานที่มีความปลอดภัยต่อช้างและผู้เข้าชมหรือไม่?

ช้างควรได้รับการดูแลด้วยความรัก ความเมตตา และให้ความเคารพแก่เขา ขอสับช้างไม่สมควรที่จะถูกนำมาใช้ หากไม่ใช่สถานการณ์ฉุกเฉินจริงๆ

ช้างคือสัตว์ป่าและมีสัญชาตญาณของสัตว์ป่าแม้จะถูกนำมาเลี้ยงให้มีความใกล้ชิดกับผู้คนและนักท่องเที่ยวแล้ว แต่ก็ยังสามารถที่จะทำอันตรายควาญช้างและนักท่องเที่ยวให้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ ถึงแม้จะอยู่ในสถานที่ที่เป็นมิตรกับช้าง คุณอาจเห็นช้างและควาญช้างด้วยกันในระยะไกล นั่นก็เพื่อความปลอดภัยของคุณและนักท่องเที่ยวท่านอื่นๆ

ปางช้างหรือศูนย์บริบาลช้างที่เป็นมิตรกับช้างจริง

แม้จะมีข้อมูลที่แน่นพอ ก็ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะหาสถานที่ที่เป็นมิตรกับช้าง เพื่อให้การวางแผนของคุณนั้นง่ายขึ้น เราได้รวบรวมรายชื่อปางช้างหรือศูนย์บริบาลช้างที่เป็นมิตรกับช้างไว้ด้านล่างแล้ว

ประเทศไทย:

ChangChill

Boon Lott’s Elephant Sanctuary

Burm and Emily’s Elephant Sanctuary

Elephant Valley Thailand

Global Vision International

Mahouts Elephant Foundation

เขมร:

Elephant Valley Project

เนปาล:

Tiger Tops Tharu lodge

ช้างนับพันตัวทั่วโลกกำลังได้รับความทุกข์ทรมานภายใต้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พวกมันไม่สมควรตกอยู่ในสภาพเช่นนี้!

คุยกัน7วันหน : ‘เกรตา ธุนเบิร์ก’ ล่องเรือไปประชุมยูเอ็น

Published November 6, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/433967

คุยกัน7วันหน : ‘เกรตา ธุนเบิร์ก’  ล่องเรือไปประชุมยูเอ็น

คุยกัน7วันหน : ‘เกรตา ธุนเบิร์ก’ ล่องเรือไปประชุมยูเอ็น

วันอาทิตย์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกรตา ธุนเบิร์ก สาวนักรณรงค์เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศชาวสวีเดน ซึ่งปลุกกระแสให้เด็กนักเรียนทั่วโลกร่วมรณรงค์ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เริ่มล่องเรือใบออกจากเมืองพลีมัธของอังกฤษในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อไปร่วมการประชุมสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ที่นครนิวยอร์กของสหรัฐในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

ธุนเบิร์ก วัย 16 ปี บอกก่อนหน้านี้ว่า เธอจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดปฏิบัติการสภาพภูมิอากาศยูเอ็นที่นครนิวยอร์กของสหรัฐในเดือนกันยายน การประชุมภาคีกรอบอนุสัญญายูเอ็นว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงซันติอาโกของชิลีในเดือนธันวาคม และการประชุมที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับบิดาและนักสร้างภาพยนตร์เพื่อถ่ายทำสารคดีการเดินทาง เพราะมีคนใจดีให้เธอล่องเรือใบมาลิเซีย ทู (Malizia II) ความยาว 60 ฟุต(ราว 18.28 เมตร) ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจากอังกฤษไปนครนิวยอร์ก ถือเป็นทางเลือกที่ดีในการเดินทางไปประชุมที่สร้างมลพิษน้อยที่สุด เธอไม่ขอเดินทางไปประชุมด้วยเครื่องบินเพราะปล่อยก๊าซคาร์บอน วิทยาศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้ว ทุกคนต้องเริ่มดึงแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงมาก ๆ ก่อนถึงปี 2563 จึงจะยังมีโอกาสที่จะรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสได้ จึงเลือกเดินทางด้วยเรือใบแทน

เรือใบมาลิเซีย ทู มีปิแอร์ แกซีรากีรองประธานสโมสรเรือใบโมนาโก ผู้ก่อตั้งทีมมาลิเซีย และหนึ่งในสมาชิกราชวงศ์แห่งราชรัฐโมนาโก และนายบอริส แฮร์มานน์นักล่องเรือใบรอบโลกชาวเยอรมันผลัดกันเป็นคนบังคับเรือ คาดใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 สัปดาห์ เรือใบลำนี้สามารถแล่นด้วยความเร็ว 35 นอต หรือราว 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เมื่อแล่นจริงจะช้ากว่านี้เพื่อให้การเดินทางราบรื่นและปลอดภัยกว่า

ธุนเบิร์ก บอกว่า การเดินทาง 2 สัปดาห์อาจทำให้เธอเมาคลื่นบ้าง แต่ถือว่าธรรมดามาก เมื่อเทียบกับความทุกข์ยากของผู้คนหลายร้อยล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เธอหวังว่าภารกิจของเธอจะช่วยให้ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจปัญหานี้ มีหลายคนยังไม่เข้าใจและไม่ยอมรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นเธอก็จะทำในสิ่งที่ทำมาตลอด นั่นคือไม่ใส่ใจคนเหล่านี้แล้วพยายามอธิบายวิทยาศาสตร์ต่อไป ทำให้เกิดความคิดเห็นและความเคลื่อนไหวสากลเพื่อให้ผู้คนยืนหยัดกดดันผู้มีอำนาจให้ดำเนินการเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่นเดียวกับแกซิรากีที่บอกว่า เขามุ่งมั่นทำให้ผู้คนตื่นตัวเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษ การโน้มน้าวให้รัฐบาลและสถาบันระหว่างประเทศดำเนินการและบังคับใช้กฎหมาย เพื่อปกป้องมนุษยชาติและความหลากหลายทางชีวภาพคือสิ่งสำคัญที่สุดต่ออนาคตของชีวิตมนุษย์

ธุนเบิร์กสร้างชื่อเป็นที่รู้จัก และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก ด้วยการเริ่มประท้วงหน้าอาคารรัฐสภาสวีเดนร่วมกับเพื่อนนักเรียน เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ต่อมา เธอและเพื่อนนักเรียนได้ประท้วงด้วยการหยุดเรียนอย่างต่อเนื่องทุกวันศุกร์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาสนใจกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกมากขึ้น ภายใต้การรณรงค์ที่เรียกว่า Fridays For The Future เกิดเป็นกระแส #FridaysForFuture ที่ถูกแชร์อย่างแพร่หลายทางอินเตอร์เนต ขณะที่การประท้วงหยุดเรียนในวันศุกร์ถูกนำไปใช้ในหลายโรงเรียนทั่วโลก รวมทั้งในเยอรมนี เบลเยียม อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น

นั่นส่งผลให้ธุนเบิร์ก ผู้ป่วยโรคแอสเปอร์เกอร์ ซินโดรม ได้รับเสนอชื่อจากสมาชิกรัฐสภาของนอร์เวย์ 3 คนให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี2019 ซึ่งหากเธอได้รับเลือกเป็นผู้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจริง เธอจะกลายเป็นผู้ได้รับรางวัลนี้ที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา นับตั้งแต่ มาลาลา ยูซาฟไซสตรีชาวปากีสถานที่เคยได้รับรางวัลนี้เมื่อเธออายุ 17 ปี

ที่ผ่านมา ธุนเบิร์กเคยได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย ทั้งเป็นหนึ่งในผู้ชนะการแข่งขันเขียนบทความของหนังสือพิมพ์ Svenska Dagbladet หนังสือพิมพ์รายวันของสวีเดน เกี่ยวกับสภาพอากาศสำหรับคนหนุ่มสาวเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว รวมทั้งยังได้รับทุนการศึกษาจาก Fryshuset ในฐานะต้นแบบเด็กรุ่นใหมแห่งปี 2018 นอกจากนี้ นิตยสารไทม์ยังคัดเลือกให้เธอเป็นหนึ่งใน 25 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ประจำปี 2018 และเนื่องในวันสตรีสากลของปีที่ผ่านมา เธอยังได้รับประกาศให้เป็นผู้หญิงที่สำคัญที่สุดแห่งปีในสวีเดนอีกด้วย

@koopnot01

คุยกัน 7 วันหน : รำลึกถึง ‘ซอลลี’ ขบถแห่งวงการเคป๊อป

Published November 3, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/448399

คุยกัน 7 วันหน : รำลึกถึง ‘ซอลลี’  ขบถแห่งวงการเคป๊อป

คุยกัน 7 วันหน : รำลึกถึง ‘ซอลลี’ ขบถแห่งวงการเคป๊อป

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ภายหลัง ชเว จิน-รี หรือ ซอลลี ดาราสาวและนักร้องชื่อดังชาวเกาหลีใต้ อดีตสมาชิกวงเกิร์ล กรุ๊ป เอฟเอ็กซ์ ถูกพบเสียชีวิตที่บ้านพักในย่านกังนัมของกรุงโซล เมื่อวันที่ 14 ต.ค.สาเหตุการเสียชีวิตในเบื้องต้นยังไม่มีการเปิดเผย แต่หลายวันต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุหลังการชันสูตรพลิกศพว่า ซอลลีเสียชีวิตจากการแขวนคอตาย และพบด้วยว่าซอลลีเป็นโรคซึมเศร้าอย่างหนัก หลังต่อสู้กับพวกคุกคามหรือระรานทางออนไลน์ หรือ Cyber Bullying

ก่อนที่จะเสียชีวิต ซอลลีถือเป็นดาราทำสิ่งที่แตกต่างและต้องห้ามในอุตสาหกรรมเคป๊อป ที่ถูกควบคุมเข้มงวดโดยต้นสังกัดและมุมมองหัวเก่าอนุรักษ์นิยมในสังคมชาวเกาหลีใต้ที่มีต่อหญิงสาว จากความคาดหวังและแรงกดดันของสังคมและวงการบันเทิงเกาหลีที่ต้องการเห็นพวกเขาเป็นเพียง“ไอดอล” หรือ ต้นแบบที่ดี มีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดีสมบูรณ์แบบตามอุดมคติตลอดเวลา แม้กระทั่งในการใช้ชีวิตส่วนตัว

แต่ซอลลีไม่ทำแบบนั้น เธอเป็นคนตรงไปตรงมา กล้าเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัว เรื่องความรักขณะยังมีชื่อเสียงโด่งดังสุดขีด อีกทั้งยังแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นที่อ่อนไหวในสังคมที่มีแนวโน้มเป็นอนุรักษ์นิยมอย่างเกาหลีใต้อาทิ ประเด็นด้านสุขภาพจิต การกลั่นแกล้งกันในโลกออนไลน์ หรือแม้แต่ประเด็นด้านสิทธิสตรี อีกทั้งสนับสนุนการไม่ใส่เสื้อชั้นในหรือบรา เพราะเห็นว่าผู้หญิงควรมีสิทธิเสรีภาพในการแต่งกายอย่างไรก็ได้ตามที่ตัวเองต้องการ ทำให้ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากพวกระรานทางออนไลน์หรือกลุ่มนักเลงคีย์บอร์ดโดยซอลลีถึงกับพูดถึงและต่อต้านเรื่องนี้อย่างแข็งกร้าวระหว่างออกโทรทัศน์รายการหนึ่งก่อนเสียชีวิตไม่นาน

นักวิจารณ์ด้านดนตรีรายหนึ่งเคยเขียนถึงซอลลีว่า เธอหัวเราะก็ต่อเมื่อเธอต้องการหัวเราะ หรือจะร้องไห้ก็ต่อเมื่อเธอต้องการจะทำ เธอพูดเสียงดังอย่างไม่อายใคร เธอไม่เหมาะกับวงการนี้

พิธีศพของซอลลีมีขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เดิมพิธีจัดขึ้นเป็นการส่วนตัว อนุญาตให้เฉพาะสมาชิกครอบครัวและเพื่อนของเธอ ตอนแรกทางต้นสังกัดไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนและบรรดาแฟนคลับเข้าร่วมงาน แต่ต่อมาก็เปิดให้บรรดาแฟนคลับเข้าร่วมแสดงความเสียใจได้ ในขณะที่มีแฟนคลับหลายพันคนได้ไว้อาลัยการจากไปของเธอทางสื่อออนไลน์

เพื่อนในวงการและผู้เชี่ยวชาญมองว่า การเสียชีวิตของซอลลี เผยให้เห็นปัญหานี้ที่มักเกิดกับศิลปินดาราสาว หนึ่งในจำนวนนั้นคือ คิม ดอง วัน สมาชิกบอยแบนด์ ชินฮวา (Shinhwa) ได้เขียนข้อความในอินสตาแกรมส่วนตัวว่า ดารานักร้องหลายคนกำลังต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ครุ่นคิดว่าพวกเขาจะแบกรับความทุกข์ทรมานทางจิตใจได้อีกแค่ไหน จะทำงานต่อไปดีหรือไม่ เพียงเพื่อความหอมหวานที่มาจากการมีชื่อเสียงและเงินทอง

ขณะที่ควอน จี-อาน อดีตสมาชิกวงไต้ฝุ่น ที่เคยเป็นเหยื่อของกลุ่มนักเลงคีย์บอร์ดจนเกิดภาวะซึมเศร้า หวาดกลัวสังคมและหวาดระแวง จนต้องบำบัดด้วยการเรียนวาดภาพจึงผ่านพ้นมาได้ ระบุว่าอยากให้ผู้คนจดจำซอลลีในฐานะนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้หญิงที่กล้าพูดตามใจคิด เรียกร้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและใส่ใจปัญหานี้ เพราะเว็บไซต์ยอดนิยมท้องถิ่นในเกาหลีใต้เปิดให้สาธารณะแสดงความคิดเห็นอิสระโดยไม่ต้องเปิดเผยชื่อจริง

ด้านกลุ่มแฟนเพลงและบรรดาแฟนคลับพากันเข้าไปลงชื่อทางเว็บไซต์ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เรียกร้องกดดัน
ให้สภานิติบัญญัติผ่านร่างกฎหมายให้เปิดเผยชื่อจริงในการแสดงความคิดเห็นออนไลน์ ขณะที่สมาคมบริษัทบันเทิงเกาหลีใต้ประกาศจะดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างเต็มที่กับพวกระรานศิลปินด้วยวาจาออนไลน์ หวังล้อมคอกป้องกันไม่ให้เกิดกรณีดังกล่าวขึ้นอีก

หากยังไม่มีการแก้ไข และคุมเข้มเหล่านักเลงคีย์บอร์ด อาจมีเหยื่อในแวดวงเคป๊อปอย่างซอลลีเกิดขึ้นอีกก็เป็นได้

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : 50 ปีภาพปกอัลบั้ม แอบบีย์ โรด อีกหนึ่งตำนานสี่เต่าทอง

Published October 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/432422

คุยกัน7วันหน : 50 ปีภาพปกอัลบั้ม แอบบีย์ โรด อีกหนึ่งตำนานสี่เต่าทอง

คุยกัน7วันหน : 50 ปีภาพปกอัลบั้ม แอบบีย์ โรด อีกหนึ่งตำนานสี่เต่าทอง

วันอาทิตย์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา แฟนเพลงสี่เต่าทอง “เดอะ บีเทิลส์” หลายร้อยคน ไปรวมตัวกันที่บริเวณทางม้าลายข้ามถนนแอบบีย์ โรด (Abbey Road) ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 50 ปี ในวันที่วงดนตรี “เดอะ บีเทิลส์” ถ่ายภาพปกอัลบั้มแผ่นเสียงที่มีชื่อเดียวกันนี้และเป็นปกอัลบั้มที่เป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์ของวงการดนตรีของโลก

ภาพของ จอร์จ แฮริสัน, พอล แม็คคาร์ทนีย์, ริงโก สตาร์ และจอห์น เลนนอน เดินเรียงแถวข้ามทางม้าลายบนถนนแอบบีย์ โรด หรือถนน B507 ในเขตแคมเดน ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยธรรมดาๆ ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอนถูกถ่ายขึ้นที่ด้านนอกของสตูดิโออัดเสียงของบริษัทอีเอ็มไอ ซึ่งเป็นสถานที่ในการผลิตผลงานชุดแอบบีย์ โรด ของเดอะ บีเทิลส์ ในปี 1969

เอียน เม็คมิลแลนด์ ช่างภาพชาวสก๊อต เป็นผู้ถ่ายภาพเมื่อช่วงก่อนเที่ยงของวันที่ 8 สิงหาคม ซึ่งเขาถ่ายภาพไปเพียง 6 ภาพเท่านั้น โดยภาพที่ 5ถูกนำมาใช้เป็นปกอัลบั้มชุดนี้ ซึ่งเป็นชุดที่ 11 ของเดอะ บีเทิลส์ และวางจำหน่ายในวันที่ 26 กันยายน ปี1969 ในภาพนี้ เลนนอน สวมชุดสูทสีขาว เดินนำเพื่อนร่วมวง สตาร์ สวมสูทสีดำ ในขณะที่แม็คคาร์ทนีย์ เดินเท้าเปล่า ก้าวเท้าไม่เหมือนเพื่อนและในมือคืบบุหรี่ และแฮริสัน สวมเสื้อยีนส์และกางเกงยีนส์ในภาพยังมีรถโฟล์กเต่าสีขาว จอดอยู่เป็นแบ๊กกราวนด์อยู่ด้านหลังทางด้านซ้ายด้วย ซึ่งในวันครบรอบ 50 ปีดังกล่าว รถยนต์โฟล์กเต่าแบบเดียวกันก็ถูกนำมาจอดไว้ที่จุดเดิม ท่ามกลางการจราจรค่อนข้างติดขัดบนถนนแอบบีย์ โรด เนื่องจากบรรดาแฟนเพลงต่างพากันมาถ่ายรูปบนทางม้าลายเพื่อเป็นที่ระลึก

ภาพปกอัลบั้มชุดนี้ ยังกลายเป็นที่มาของตำนานหลอกเด็กที่ว่า พอล แม็คคาร์ทนีย์ ตายแล้ว ที่เป็นกระแสฮือฮาในหมู่นักศึกษาอเมริกันตามมหาวิทยาลัยในสหรัฐอยู่พักใหญ่ เหตุเพราะลักษณะการเดินของสี่เต่าทองนั้นเหมือนมาจากพิธีศพ เลนนอนสวมชุดขาวเดินเป็นคนแรกเปรียบได้รับบาทหลวงในชุดคลุมสีขาว ริงโก สตาร์ สวมสูทสีเข้ม เปรียบได้กับสัปเหร่อ ส่วนพอล เดินเท้าเปล่า ไม่ต่าอะไรกับศพคนตายในหีบศพที่ไม่สวมรองเท้า ขณะที่จอร์จ แฮริสัน ในชุดยีนส์เดนิม ก็คือคนงานทำหน้าที่ขุดดินฝังศพในสุสาน นอกจากนี้ พอลที่ใช้มือขวาคีบบุหรี่แทนที่จะเป็นมือซ้ายข้างถนัด แปลว่าเป็นพอลตัวปลอม ไม่ใช่ตัวจริงที่เสียชีวิไปแล้วจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ (ตามที่หลายคนเชื่อกัน) ยังไม่หมด ทะเบียนรถโฟล์กเต่า 28IF ยังแปลตรงๆ ได้ว่าหากพอลยังอยู่ เขาจะมีอายุ 28 ปี (ทั้งที่ความจริงตอนนั้นเขาอายุ 27 ปี) สุดท้าย มันก็กลายเป็นแค่เรื่อง “จ้อจี้” เท่านั้น แต่หลายคนก็ยอมรับว่า เรื่องราวดังกล่าวช่วยโปรโมตให้อัลบั้ม แอบบีย์ โรดประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นไปอีกโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ต้นตอของข่าวลือ

อัลบั้มเพลงชุดนี้ผสมผสานดนตรีป๊อปแบบสี่เต่าทอง กับบลูส์ และโปรเกรสซีฟ ร็อก ได้แบบลงตัว ได้รับการโหวตให้เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดของเดอะ บีเทิลส์ โดยผู้อ่านนิตยสารเดอะ โรลลิ่ง สโตน ในปี 2009 มีเพลงดังที่เป็นที่รู้จักอย่าง Something, Come Together และ Here Comes the Sun แต่กลับกลายเป็นว่า เดอะบีเทิลส์ แยกวงหลังจากอัลบั้มชุดนี้ ออกวางจำหน่ายไม่ถึงปี และทางม้าลายแห่งนี้ก็ได้รับสถานะสถานที่ที่ได้รับการอนุรักษ์จากรัฐบาลอังกฤษในปี 2010

แน่นอนว่าหลังจาก เดอะ บีเทิลส์ถ่ายภาพปกบนทางม้าลายถนนสายนี้ แอบบีย์ โรด ก็ไม่ได้เป็นถนนสายธรรมดาอีกต่อไป แต่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ แม้จะไม่ใช่แลนด์มาร์คสุดดังอย่างหอนาฬิกาบิ๊กเบน หรือลอนดอนอาย แต่แอบบีย์ โรด ก็เป็นสถานที่ในฝันของบรรดาแฟนเพลงสี่เต่าทอง และคนรักเสียงดนตรี ที่จะต้องไปถ่ายรูปและเช็กอินให้ได้สักครั้งเมื่อมีโอกาสไปเยือนกรุงลอนดอน ซึ่งการจะถ่ายให้ได้ท่วงท่าที่เหมือนกับสี่เต่าทอง ก็คงต้องอาศัยจังหวะและโชคพอสมควร อย่างน้อยก็ต้องมีกัน 5 คนขึ้นไป ควรถ่ายในวันธรรมดาช่วงกลางวันที่รถราไม่พลุกพล่าน

แม้ว่าทางม้าลายเดิมที่ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำปกอัลบั้มนี้ ถูกย้ายห่างออกไปจากจุดเดิมหลายเมตร เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ด้วยเหตุผลด้านการจัดการจราจร และไม่ปรากฏร่องรอยเดิมให้เห็นอีก แต่ว่าทางม้าลายของถนนสายนี้ก็จะยังคงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของโลกแห่งดนตรีไปอีกนานเท่านาน

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : ทำความรู้จัก The Squad แก๊ง 4 สส.หญิงผู้กล้าต่อกร ‘ทรัมป์’

Published October 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/427643

คุยกัน7วันหน : ทำความรู้จัก The Squad  แก๊ง 4 สส.หญิงผู้กล้าต่อกร ‘ทรัมป์’

คุยกัน7วันหน : ทำความรู้จัก The Squad แก๊ง 4 สส.หญิงผู้กล้าต่อกร ‘ทรัมป์’

วันอาทิตย์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข่าวใหญ่เกี่ยวกับการเมืองในสหรัฐช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องหนึ่งหนีไม่พ้นการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ทวิตข้อความ “ไล่” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสส. หญิง 4 คน จากพรรคเดโมแครตที่เรียกตัวเองว่า The Squadให้กลับประเทศตัวเอง หากไม่พอใจที่จะอยู่ในสหรัฐอเมริกา เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว

ใครคือ The Squad?

คำว่า “squad” หมายถึงกลุ่มคนเล็กๆ ที่มารวมตัวกันเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง หรืออาจจะหมายถึง กลุ่ม แก๊ง ก๊วน ทีม The Squad คือฉายาที่กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้หญิง 4 คน จากพรรคเดโมแครต ที่ได้รับเลือกเข้าสภาสมัยแรก เรียกตัวเองด้วยชื่อนี้ ถ้าจะเรียกง่ายๆ ก็อาจใช้คำว่า “แก๊ง 4 สส.หญิงปากกล้า” เพราะพวกเธอทั้ง 4 คน กำลังสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ด้วยฝีไม้ลายมือ ฝีปากอันคมคาย และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะต่อสู้กับทรัมป์ ด้วยเรื่องนโยบายกีดกันสีผิว และกีดกันคนเข้าเมือง

แก๊งนี้ประกอบด้วย อิลฮาน โอมาร์ เชื้อสายโซมาเลีย จากรัฐมินนิโซตา, อยันนา เพรสลีย์ เชื้อสายอัฟริกันอเมริกัน จากรัฐแมสซาชูเซตส์,อเล็กซานเดรีย โอกาซิโอ คอร์เตซ เชื้อสายเปอร์โตริกัน จากนิวยอร์ก ที่สร้างประวัติศาสตร์ได้รับเลือกเป็นสส. ด้วยอายุน้อยที่สุด เพียง 29 ปี และ ราชิดา เทเลบ เชื้อสายปาเลสไตน์ จากรัฐมิชิแกน โดยเพรสลีย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ CBS This morning ว่า เรียกตัวเองว่าThe Squad ระหว่างถ่ายภาพร่วมกันครั้งหนึ่ง พวกเธอคิดที่จะรวมกลุ่มกันไม่ใช่เพียงเพื่อท้าทายอำนาจเดิมๆ แต่ตั้งใจที่จะเสริมสร้าง ขับเคลื่อนสิ่งใหม่ๆ

แก๊ง The Squad กำลังได้รับการพูดถึงกันมาก เมื่อพวกเธอแถลงข่าวพร้อมกัน ในวันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม ตอบโต้ประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ทวิตเอ่ยปากไล่พวกเธอออกจากสหรัฐฯ และบอกว่าบ่นกันมากนัก ไม่ชอบประเทศนี้ก็จงออกไป ทรัมป์ยังกล่าวหาว่าสส.หญิงทั้ง 4 มีแนวคิดสังคมนิยม เกลียดสหรัฐ และเกลียดอิสราเอล

The Squad ตอบโต้ว่าการกระทำและคำพูดของทรัมป์ คือการแสดงออกของกลุ่มผิวขาวสุดโต่งที่ยกว่าคนผิวขาวเหนือกว่าผิวสีอื่น หรือ White Supremacists และตอกว่าจะให้พวกเธอไปไหน พวกเธอ 3 คน เกิดและโตในสหรัฐ มีเพียงโอมาร์เท่านั้นที่เกิดนอกสหรัฐ แต่ทุกวันนี้เธอได้สัญชาติแล้ว ขณะที่ทรัมป์ก็ออกมาโต้อีกว่า เขาไม่ได้เป็นพวกเหยียดผิว แค่แสดงความเห็นจากสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น และเมื่อดูจากการกระทำแล้วเขายังเชื่อมั่นว่า บุคคลเหล่านี้เกลียดประเทศสหรัฐ

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่าง สส. หญิงหัวก้าวหน้าทั้ง 4 คนและทรัมป์ เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม เมื่อ สส. หญิงทั้งสี่ ร้องเรียนต่อคณะกรรมการ สส. เป็นห่วงสภาพศูนย์ผู้อพยพในรัฐเท็กซัสที่พวกเธอไปเยือนว่าสภาพแย่มาก ขณะที่ทรัมป์ปฏิเสธและบอกว่าได้รับข้อมูลว่าศูนย์มีสภาพดี จนนำไปสู่วิวาทะที่กำลังร้อนแรงโต้กันไปมาทางทวิตเตอร์

ประเด็น “ไล่คนอเมริกันออกจากอเมริกา” เดือดและเป็นที่วิจารณ์หนักมาก จนสภาคองเกรสภายใต้การนำของแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภา จากพรรคเดโมแครต เปิดประชุมและลงมติในวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อประณามคำพูดและท่าทีของทรัมป์ต่อ สส.หญิงทั้ง 4 คนที่ประชุมเห็นด้วยกับมติที่ว่าการแสดงความเห็นของทรัมป์ ส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชัง และความกลัวในคนอเมริกันและคนผิวสี ก่อนผ่านมติด้วยคะแนน 240 ต่อ 187ถือเป็นความเห็นของ สส. แม้จะไม่มีผลทางกฎหมาย แต่เท่ากับเป็นการวิจารณ์ประธานาธิบดีอย่างเปิดเผย

สส.หญิงกลุ่มนี้ย้ำว่า คำพูดและการกระทำของประธานาธิบดีทรัมป์ เท่ากับการคุกคามพวกเธอ ที่ผ่านมาไม่เคยถูกคุกคามหนักมากเท่านี้มาก่อน โดยเฉพาะจากระดับผู้นำประเทศ แต่ยืนยันจะทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ไม่หนีไปไหน เพราะสหรัฐอเมริกา คือบ้านของพวกเธอ

ในส่วนของท่าทีประธานาธิบดีทรัมป์ หลายคนมองว่า การแสดงจุดยืนแข็งกร้าวของเขาคือกลยุทธ์หาเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดี 2020 และเมื่อยิ่งเป็นแบบนี้ ยิ่งมีแนวโน้มว่าคนจะเทคะแนนให้ทรัมป์มากขึ้น เห็นได้จากการไปหาเสียงที่รัฐนอร์ทแคโรไลนาเมื่อไม่กี่วันก่อน ช่วงที่ทรัมป์พูดถึงสส.หญิงกลุ่มนี้ บรรดาผู้สนับสนุนต่างพร้อมใจตะโกนคำว่า “Send her back” กันอื้ออึง

เป็นมิติใหม่ของประชาธิปไตยที่น่ากลัวจริงๆ

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : เมแกน ราปิโน ผู้ชนะตัวจริงฟุตบอลโลกหญิง 2019

Published October 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/426261

คุยกัน7วันหน : เมแกน ราปิโน ผู้ชนะตัวจริงฟุตบอลโลกหญิง 2019

คุยกัน7วันหน : เมแกน ราปิโน ผู้ชนะตัวจริงฟุตบอลโลกหญิง 2019

วันอาทิตย์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปิดฉากไปตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้วสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลกหญิง 2019 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ โดยสหรัฐอเมริกา แชมป์เก่า ป้องกันแชมป์ได้อีกสมัยด้วยการเอาบดเอาชนะ “อัศวินสีส้มหญิง” เนเธอร์แลนด์ เจ้าของแชมป์ยุโรปไปได้ 2 ประตูต่อ 0เป็นการคว้าแชมป์ตามความคาดหมายของทุกฝ่าย เพราะแชมป์เก่าโชว์ฟอร์มแกร่งมาตลอดตั้งแต่นัดแรก ที่ถล่มแข้งสาวไทยแบบไม่ไว้หน้า 13-0 และผ่านด่านหินในรอบน็อกเอาท์มาได้ทั้งเจ้าภาพอย่างฝรั่งเศส และตัวเต็งอีกทีมอย่างอังกฤษ

แม้แชมป์เก่าจะเต็มไปด้วยนักเตะหญิงฝีเท้าดีที่โชว์ฟอร์มเยี่ยมหลายคน ไม่ว่าจะเป็นอเล็กซ์ มอร์แกน กองหน้าวัย 30 ปี ที่ทั้งเก่งทั้งสวยทำไป 6 ประตู ในจำนวนนี้ยิงใส่ทีมชาติไทยไป 5 ประตู และเรียกเสียงฮือฮา จากการแสดงท่าดีใจด้วยการ “จิบชา”หลังโหม่งประตูที่สองในนัดที่พบกับทีมชาติอังกฤษรอบรองชนะเลิศ ขณะที่โรส ลาเวลล์ กองกลางดาวรุ่งก็ฟอร์มแจ่มกับการแจ้งเกิดในเวทีระดับโลก ซัดประตูปิดท้ายในนัดชนะเนเธอร์แลนด์ แต่เชื่อว่าคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในทีม และเป็นที่รู้จักของแฟนบอลมากที่สุดหนีไม่พ้น เมแกน ราปิโน กองกลางกัปตันทีม เจ้าของทรงผมบ๊อบสั้นย้อมสีม่วงอย่างแน่นอน

ราปิโน วัย 34 ปี ติดทีมชาติมาแล้ว 158 ครั้ง ตอนนี้ค้าแข้งกับเรนจ์ เอฟซี ทีมใหญ่ในลีกฟุตบอลหญิงที่บ้านเกิด เคยได้แชมป์ลีกมาสองสมัยก่อนหน้านั้นเคยเล่นกับทีมใหญ่ของยุโรป อย่างโอลิมปิก ลียง มาแล้ว ความสำเร็จและเกียรติประวัติเพียบทั้งแชมป์โลกสองสมัย และเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกอีกหนึ่งสมัย ส่วนฟุตบอลโลกหญิงครั้งนี้ นอกจากเป็นกัปตันนำลูกทีมคว้าแชมป์ได้แล้วราปิโนเองยังได้ครองตำแหน่งดาวซัลโว ด้วยผลงาน 6 ประตู เท่ากับอเล็กซ์ มอร์แกน เพื่อนร่วมทีม แต่จำนวนนาทีที่ลงสนามน้อยกว่า และยังได้ตำแหน่งนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ด้วย

หากแฟนบอลยังจำกันได้ ตอนฟุตบอลโลกหญิงปี 2011 ที่ตอนนั้นสหรัฐเป็นรองแชมป์โดยแพ้ให้ญี่ปุ่นราปิโนก็สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จัก เมื่อยิงประตูให้ทีมได้ในนัดที่พบกับโคลอมเบียและวิ่งไปดีใจแบบสุดเท่ ด้วยการคว้าไมโครโฟนข้างสนาม ขึ้นมาร้องเพลง BornIn USA เพลงดังของบรูซ สปริงส์ทีน นับตั้งแต่นั้นมา ราปิโนก็กลายเป็นนักเตะคนแรกที่แฟนบอลนึกถึงเมื่อพูดถึงทีมชาติสหรัฐ ที่ว่ากันว่า มีทีมฟุตบอลหญิงที่คนอเมริกันเรียกว่า Soccer แข็งแกร่งและมีชื่อเสียงกว่าทีมนักฟุตบอลชายเสียอีก

ไม่เพียงแต่ผลงานในสนามราปิโนยังเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นไปอีกกับผลงานนอกสนาม ที่เธอมักจะออกมาแสดงความเห็นเรื่องความไม่เท่าเทียมระหว่างฟุตบอลชายกับฟุตบอลหญิง จนเป็นแกนนำนักเตะแข้งเนื้ออ่อนอเมริกันฟ้องร้องสหพันธ์ฟุตบอลสหรัฐ เรื่องของการจ่ายค่าแรงนักฟุตบอลหญิงให้เท่าเทียมนักฟุตบอลชาย และปรับปรุงสภาแวดล้อมในการฝึกซ้อมและลงแข่งขันของนักฟุตบอลหญิงให้เทียบชั้นนักฟุตบอลชาย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ที่มองแบบเบะปากว่า ฟุตบอลหญิงอาชีพ คุณภาพ ความสามารถ และความนิยม ยังห่างไกลกับฟุตบอลชายแบบลิบลับ จะมาได้เงินเท่ากันได้อย่างไร

ในระหว่างทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกหญิงปีนี้ ราปิโนก็ยังไม่หยุดการแสดงออกและวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เธอเห็นว่าไม่ถูกต้องแบบตรงไปตรงมา ทั้งเรื่องที่เธอแสดงจุดยืนว่าจะไม่ไปทำเนียบขาวเพื่อฉลองตำแหน่งแชมป์โลก หากได้รับคำเชิญจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบายหลายอย่างของผู้นำสหรัฐ จนทรัมป์ทวิตตอบโต้ว่าอย่าเพิ่งคุยจนกว่าจะได้แชมป์ (นี่ก็ไม่รู้ว่าทรัมป์จะเอายังไงต่อ)

นอกจากนี้ ราปิโนยังเฉ่งสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ผู้จัดฟุตบอลโลกหญิงแบบไม่ไว้หน้าด้วยก่อนนัดชิงชนะเลิศกับเนเธอร์แลนด์ ด้วยการระบุว่าฟีฟ่าขาดความเคารพต่อฟุตบอลหญิง เพราะเลือกที่จะจัดนัดชิงฟุตบอลรายการใหญ่อีกสองรายการ คือนัดชิงฟุตบอล โกปา อเมริกา ที่ประเทศบราซิล กับนักชิงฟุตบอล โกลด์ คัพที่สหรัฐ ในวันอาทิตย์วันเดียวกับนัดชิงฟุตบอลโลกหญิง ทำให้ความสนใจต่อรอบชิงฟุตบอลหญิงลดน้อยและถูกลดความสำคัญลง แถมยังเรียกร้องให้ฟีฟ่าเพิ่มจำนวนเงินรางวัลให้กับทีมฟุตบอลหญิงในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ให้เท่าเทียมหรือสมน้ำสมเนื้อกับฟุตบอลโลกชาย ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อปีที่แล้วด้วย

ตอนนี้ ราปิโนเป็นเจ้าของตำแหน่งแชมป์โลกสองสมัย นักฟุตบอลยอดเยี่ยมดาวซัลโว แน่นอนว่าฝีเท้าและฝีปากของเธออยู่ระดับที่เท่าเทียมกัน การแสดงออกใดๆ ย่อมเสียงดังกว่าการพูดอย่างเดียวโดยไม่มีผลงาน หลังจากนี้ ต้องถามใจฟีฟ่า ว่าจะเดินหน้าในเรื่องของความเท่าเทียมระหว่างฟุตบอลหญิงกับฟุตบอลชาย ได้มากน้อยและเป็นรูปธรรมแค่ไหน

เพราะนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเมแกนราปิโน เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่แข้งสาวทั่วโลกรอความชัดเจนอยู่เหมือนกัน

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : Glastonbury 2019 เทศกาลดนตรีเพื่อสิ่งแวดล้อม

Published October 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/424650

คุยกัน7วันหน : Glastonbury 2019 เทศกาลดนตรีเพื่อสิ่งแวดล้อม

คุยกัน7วันหน : Glastonbury 2019 เทศกาลดนตรีเพื่อสิ่งแวดล้อม

วันอาทิตย์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เทศกาลดนตรีแกลสตันบิวรี (Glastonbury Festival) ที่ว่ากันว่าเป็นเทศกาลดนตรีและศิลปะกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก กลางทุ่งนาในเทศมณฑลซอเมอร์เซตของอังกฤษ ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นครั้งที่ 36 หลังจากหยุดพักไป 1 ปีในปีที่แล้ว ที่ฝรั่งเรียกว่า Fallow Year เพื่อให้ทุ่งหญ้าและผืนนาที่ใช้เป็นที่จัดแสดงคอนเสิร์ตได้พักบ้าง

แกลสตันบิวรี เฟสติวัล เริ่มจัดมาตั้งแต่ปี 1970 เป็นปีแรก และจัดแทบจะต่อเนื่องทุกปีมาตั้งแต่ปี 1981 เว้นเพียงช่วงพักซึ่งจะเกิดขึ้นประมาณ 4-5 ปีครั้ง เริ่มขึ้นจากไอเดียของไมเคิล เอวิส ที่หวังจัดเทศกาลดนตรีและศิลปะให้บรรดาขาโจ๋ เหล่าฮิปปี้เมืองผู้ดีและผู้ที่รักเสียงเพลงและชื่นชอบกิจกรรมแบบเฟสติวัลกลางแจ้ง ได้มีที่ทางแสดงออกความคิดของตัวเอง เริ่มแรกมีผู้เข้าร่วมแค่หลักพันคนเศษๆ ขายบัตรเข้าชม 1 ปอนด์ จากนั้นความนิยมค่อยๆ เพิ่มขึ้นมีผู้เข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีจนต้องขยายเวทีและพื้นที่จัดงาน ขณะที่แต่ละครั้งก็จะมีศิลปินและวงดนตรีชื่อดังจากทั่วโลกเข้าร่วมแสดงตามเวทีต่างๆ ที่จัดวางกระจายทั่วทั้งพื้นที่ สำหรับงานในปีนี้ มีศิลปินหลักอย่าง The Killers, The Cure, Stormzy, Kylie Minogue และ Miley Cyrus ท่ามกลางผู้ชมตลอดทั้ง 5 วัน มากกว่า 135,000 คนแม้ค่าบัตรผ่านประตูจะถือว่าแพงหูฉี่ไม่น้อย คือ 248 ปอนด์ (ประมาณ 10,000 บาท)

แต่ปัญหาของเทศกาลดนตรียิ่งใหญ่ระดับนี้ คือเมื่อมีผู้ร่วมงานมาก ความยุ่งยากวุ่นวายต่างๆ ก็ตามมาเป็นพรวน ทั้งเรื่องน้ำไฟ การเดินทาง ห้องน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บางปีเจอสภาพอากาศไม่เป็นใจ พายุฝนถล่มจนพื้นที่จัดคอนเสิร์ตกลายเป็นปลักโคลน แต่ปัญหาหลักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือขยะต่างๆ ที่บรรดาแฟนเพลงผู้เข้าร่วมงานทิ้งเอาไว้หลังผ่านพ้นความสนุกสนานทั้งขวดพลาสติก กล่องและห่ออาหาร แก้วเบียร์ เสื้อผ้า รวมถึงเต็นท์ (???)ที่แฟนเพลงอุตส่าห์แบกมาไว้เพื่อนอนค้างแรมระหว่างร่วมงาน แต่ไม่มีปัญญาแบกกลับบ้าน นัยว่าคงเหนื่อยหรือเมาหนักจนไม่มีแรงขนกลับก็ไม่ทราบได้ ร้อนถึงเจ้าหน้าที่ดูแลเทศกาลดนตรี ที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นอาสาสมัคร ต้องคอยเก็บขยะเหลือทิ้งเหล่านี้ปีละหลายสิบตัน

ในปีนี้ ผู้จัดงานจึงมุ่งเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมและปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เป็นหัวใจหลักของเทศกาล ภายในงานห้ามผู้ค้าจำหน่ายน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติก และขอร้องให้ผู้ร่วมงานหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง อย่างพวกจาน ถ้วย แก้วเบียร์แนะนำให้นำขวดใส่น้ำดื่มหรือเบียร์มาเอง รวมถึงขอร้อง(แกมบังคับ) ให้ช่วยแบกเต็นท์กลับไปด้วยหลังจากงานเลิก ในวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการจัดงาน เซอร์ เดวิด เอตเทนโบโรห์ นักจัดรายการโทรทัศน์และนักสิ่งแวดล้อมคนดัง ขึ้นเวที Pyramid Stage ซึ่งเป็นเวทีหลักในเทศกาลดนตรีแกลสตันบิวรี ขอบคุณบรรดาแฟนเพลงที่ร่วมมือร่วมใจลดการใช้พลาสติก ส่งผลให้ในปีนี้ ขยะพลาสติกถูกทิ้งในงานลดน้อยลงอย่างมากเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา

ถึงแม้จะมีภาพปรากฏทางสื่อออนไลน์ ว่ายังมีขยะถูกทิ้งเกลื่อนที่จัดงานหลังสิ้นสุดเทศกาลดนตรี แต่เจ้าหน้าที่เก็บขยะซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครกว่า 1,300 คน บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ปริมาณขยะโดยเฉพาะขยะพลาสติกน้อยลงมาก มีเต็นท์ถูกทิ้งไว้น้อยลง ในปีนี้มีการจัดตั้งศูนย์รีไซเคิลขยะภายในที่จัดงาน ซึ่งสามารถรีไซเคิลขยะพลาสติกและกระป๋องเบียร์ได้ในทันที ในปีนี้มีกระป๋องเบียร์ถูกรีไซเคิล 45 ล้านตันน้ำมันที่ใช้หุงต้มทอดอาหารสำหรับจำหน่ายในงาน 4,500 ลิตร ถูกนำกลับเข้ากระบวนการเพื่อผลิตเป็นไบโอดีเซลนำไปใช้ใหม่ ขณะที่จุดให้บริการน้ำดื่ม850 แห่งทั่วพื้นที่จัดงานกว่า 950 เอเคอร์ก็มีแฟนเพลงมาใช้บริการจำนวนมาก โดยนำแก้วน้ำและขวดน้ำมาเอง ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกจากแก้วและขวดไปได้มาก

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้จัดงานยังมีการปลูกต้นไม้ภายในพื้นที่จัดงานทันทีหลังสิ้นสุดเทศกาลเพื่อทดแทนต้นไม้ที่ถูกตัดทิ้งหรือเสียหายจากการจัดงาน ซึ่งตั้งแต่ปี 2000 ที่ผ่านมา ปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 10,000 ต้น ผู้มาร่วมงานกว่าร้อยละ 40 นอกจากให้ความร่วมมือเรื่องลดละปริมาณขยะพลาสติกแล้ว ยังใช้บริการขนส่งสาธารณะเดินทางมายังที่จัดเทศกาลดนตรี ช่วยลดควันพิษจากน้ำมันรถยนต์ส่วนตัวที่นำมาเองได้อีกทาง ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ศิลปินเองก็มีส่วนช่วยลดขยะในงานด้วย เพราะศิลปินหลายคนอย่าง Kylie Minogue และ Years And Years เลือกที่จะใช้เศษกระดาษสีโปรยระหว่างการแสดงคอนเสิร์ต หรือ confetti ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติมาใช้ด้วย

ถือเป็นการกระทำที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของทั้งผู้จัดงาน ศิลปิน และผู้ร่วมงานอย่างแท้จริง น่าปลื้มใจที่ได้เห็นเทศกาลดนตรีกลางแจ้งระดับโลกดำเนินมาตรการเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

แล้วพบกันใหม่ กับแกลสตันบิวรีเฟสติวัล 2020 ระหว่างวันที่ 24-28 มิถุนายนปีหน้า ซึ่งจะถือเป็นการครบรอบ 50 ปีของการจัดเทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ที่ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมชาวอังกฤษอย่างแท้จริง

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : โลกจับตาจุดยืนประชุมอาเซียน

Published October 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/421553

คุยกัน7วันหน : โลกจับตาจุดยืนประชุมอาเซียน

คุยกัน7วันหน : โลกจับตาจุดยืนประชุมอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 22-23 มิถุนายนนี้ ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน เป็นเจ้าภาพ จะแสดงให้โลกได้เห็นบทบาทและจุดยืนของอาเซียนต่อสถานการณ์ที่ท้าทายในภูมิภาคและโลกได้อย่างไร ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายและน่าติดตามอย่างยิ่ง

ในระหว่างวันที่ 22-23 มิถุนายนนี้ ประเทศไทยจะถูกโลกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงที่ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน จัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34อย่างไม่เป็นทางการ ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะมีผู้นำประเทศอีก 9 ชาติสมาชิกเข้าร่วมการประชุม ได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ กัมพูชา เมียนมา ลาว และเวียดนาม ซึ่งยืนยันจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมแล้ว

การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมสุดยอดของผู้นำอาเซียนเป็นครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “ร่วมมือร่วมใจก้าวไกลยั่งยืน” ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่น่าจะเข้ากับสถานการณ์ของโลกในปัจจุบันที่กำลังเผชิญความท้าทายอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าจีน-สหรัฐ และสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน จึงมีบทบาทสำคัญ และจะมีข้อเสนออันจะนำไปสู่แถลงการณ์ที่ทำให้ชาวโลกได้รับรู้ว่าอาเซียนมีจุดยืนต่อความท้าทายเหล่านี้อย่างไร

แม้การประชุมสุดยอดครั้งนี้จะเป็นการประชุมอย่างไม่เป็นทางการและเป็นการประชุมครั้งแรก แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทายในปัจจุบัน ประเทศไทยจึงน่าจะใช้โอกาสนี้ในการแสดงบทบาทในเวทีระดับนานาชาติ เพื่อแสดงให้เห็นจุดยืนและความชัดเจนของอาเซียน โดยเฉพาะการผลักดันแนวคิด “ร่วมมือร่วมใจก้าวไกลยั่งยืน” ในฐานะประธานอาเซียนให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร

จุดที่น่าสนใจก็คือ อาเซียนกำลังเผชิญกับการช่วงชิงการเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคของจีนและสหรัฐ ท่ามกลางความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ และดูเหมือนจะมีแรงกดดันให้มีการเลือกข้าง เห็นได้จากการที่นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ มีกำหนดจะเดินทางเยือนกรุงเทพฯในระหว่างวันที่ 29 ก.ค.-3 ส.ค. เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน และการประชุมลุ่มน้ำโขงตอนล่างที่ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน เป็นเจ้าภาพ

มีการมองกันว่าการเดินทางเยือนประเทศไทยของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐครั้งนี้ มีเป้าหมายที่จะสกัดกั้นอิทธิพลของจีนในภูมิภาค หลังจากที่จีนเข้ามามีบทบาทสำคัญภายใต้โครงการ One Belt one Road หรือที่เรียกว่า “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” สหรัฐมองว่าจีนพยายามเข้ามาควบคุมภูมิภาคนี้ทีละน้อย แม้สหรัฐจะออกตัวว่าไม่ได้กดดันให้ประเทศในภูมิภาคนี้เลือกข้าง แต่ก็กำลังประสานความร่วมมือกับออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐในการผลักดันความพยายามของสหรัฐในการเข้ามามีอิทธิพลในลุ่มน้ำโขง

มีรายงานว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่กรุงเทพฯ ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม สหรัฐจะมุ่งเน้นถึงความสำเร็จในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รวมถึงการยึดมั่นต่อความพยายามที่จะร่วมมือกันเพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนในลุ่มน้ำโขง

ทั้งนี้ข้อริเริ่มลุ่มน้ำโขงตอนล่างเริ่มขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยนางฮิลลารีคลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศในขณะนั้นเพื่อใช้เป็นช่องทางในการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม ซึ่งหลายประเทศมีความใกล้ชิดกับจีน

อีกประเด็นที่น่าจับตามองก็คือ การที่กลุ่มฮิวแมนไรท์ วอทช์ เรียกร้องให้ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน หยิบยกเรื่องเมียนมาปฏิบัติไม่ดีต่อชาวโรฮีนจาขึ้นมาหารือ ซึ่งเป็นประเด็นที่เปราะบางและอ่อนไหวต่อจุดยืนของอาเซียนที่จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก ซึ่งอาจจะกลายมาเป็นความขัดแย้งภายในอาเซียน

ส่วนประเด็นเศรษฐกิจ นอกจากผลกระทบจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐแล้ว ท่าทีของอาเซียนต่อการเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาคหรือ RCEP (อาร์เซป) ก็อยู่ในความสนใจว่า จะมีการผลักดันให้สามารถบรรลุผลได้ภายในปีนี้หรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันและการกีดกันทางการค้าจากการดำเนินนโยบายของสหรัฐ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ถอนตัวจากการเข้าร่วมในข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก หรือ TPP

ขณะเดียวกัน อีกประเด็นที่น่าจับตามองก็คือ อาเซียนจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นในปีนี้หรือไม่ หลังจากที่ติมอร์เลสเต ได้ใช้ความพยายามในการเข้าเป็นสมาชิกมาแล้ว 8 ปี แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ

ทั้งหมดนี้ คือประเด็นที่ไทยในฐานะประธานอาเซียน จะสามารถผลักดันให้เดินหน้าเป็นรูปธรรมหรือไม่จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : ฝรั่งเศสล้อมคอก หวังแก้ปัญหาฆาตกรรมผู้หญิง

Published October 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/438871

คุยกัน7วันหน : ฝรั่งเศสล้อมคอก  หวังแก้ปัญหาฆาตกรรมผู้หญิง

คุยกัน7วันหน : ฝรั่งเศสล้อมคอก หวังแก้ปัญหาฆาตกรรมผู้หญิง

วันอาทิตย์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร่างของหญิงสาวถูกพบซุกใต้ผ้าห่มเก่าๆ โผล่มาแต่ข้อเท้า ใกล้กับที่ทิ้งขยะบริเวณสถานีรถไฟกาง-ซุร์ก-แมร์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสเมื่อวันเสาร์ก่อน เป็นศพของซาโลเมหญิงสาววัย 21 ปี ที่ถูกแจ้งว่าหายตัวไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ซาโลเมเป็นหญิงที่ตกเป็นเหยื่อฆาตกรรมจากสามี อดีตสามี หรือคู่ครองในฝรั่งเศส รายที่ 100 ในปีนี้สื่อรายงานว่า เธอถูกฆ่าหลังจากมีปากเสียงกับแฟนหนุ่มตอนกลางคืน ยังดีที่อัยการและตำรวจสืบสวนทำคดีอย่างรวดเร็ว จนสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เป็นแฟนหนุ่มในอีกไม่กี่วันต่อ

จากนั้นไม่นาน สตรีที่ตกเป็นเหยื่อฆาตกรรมรายที่ 101 ก็ตามมาติดๆคราวนี้น่าเศร้ากว่า เพราะผู้เสียชีวิตเป็นหญิงชรา วัย 92 ปี ที่ถูกสามีวัย 94 ปีของเธอเองทำร้ายจนตาย ที่บ้านทางตอนใต้ของฝรั่งเศสเช่นกัน และที่น่าตกใจกว่าก็คือ ตลอดปี 2018 ที่ผ่านมา มีคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นกับสตรีในฝรั่งเศส121 คดี แต่ในปีนี้ ผ่านไป 8 เดือนเศษ ตัวเลขขยับไปอยู่ที่ 101 รายแล้ว

ตัวเลขจากรัฐบาลฝรั่งเศสระบุด้วยว่า เฉลี่ยแล้ว ทุกปีมีสตรีราว219,000 คน อายุระหว่าง 18-75 ปีที่ถูกทำร้ายร่างกายหรือทำร้ายทางเพศด้วยน้ำมือของสามี อดีตสามี หรือคู่ครอง สตรีที่ตกเป็นเหยื่อถึง 3 ใน 4 บอกว่าถูกกระทำรุนแรงต่อเนื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ผู้หญิงกว่า 8 ใน 10 คน บอกว่าต้องทนทุกข์ใจจากการถูกตำหนิหรือทำร้ายทางวาจา

ปัญหาการทำร้ายและฆาตกรรมสตรีในฝรั่งเศสกลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีและกลุ่มต่อต้านความรุนแรงในครอบครัวให้ความสนใจในช่วงที่ผ่านมา เมื่อเดือนกรกฎาคมมีชาวฝรั่งเศสกว่า 1,200 คน ออกมาเดินขบวนในกรุงปารีส เรียกร้องให้ทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเอดัวร์ ฟีลิป ของฝรั่งเศส จัดการประชุมร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ ทั้งผู้พิพากษา นักกฎหมาย ตำรวจ และตัวแทนหน่วยงานต่างๆ ก่อนประกาศแผนการเพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงภายในครอบครัว ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งที่พักพิงเร่งด่วนให้กับสตรีที่เชื่อว่าตนเองอาจตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจากคนในครอบครัวกว่า 1,000แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ตรวจสอบรายงานของสถานีตำรวจ 400 แห่งทั่วประเทศ เรื่องการจัดการคดีที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงต่อสตรี

นายฟีลิปยังประกาศทุ่มงบประมาณ5 ล้านยูโร แก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อสตรีและเหตุฆาตกรรมที่พุ่งเป้าไปที่สตรี ยกเครื่องกระบวนการสอบปากคำและดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับสตรี ที่จะช่วยให้การเดินหน้าสืบสวนสอบสวนของคดีเป็นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น เพิ่มมาตรการคุ้มครองสตรีที่ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งรวมถึงการนำตัวสามี อดีตสามี หรือชายที่เคยอยู่กินกับเหยื่อออกไปจากวงจรชีวิตของเธอ รวมถึงเสนอไอเดียให้ผู้ต้องหาที่เคยต้องคดีทำร้ายร่างกายผู้หญิงหรือคดีทางเพศ ต้องสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันไม่ให้เหยื่อถูกทำร้ายในภายหลัง

แต่บรรดากลุ่มเคลื่อนไหวและนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี ก็ติดแฮชแท็ก#NousToutes (All of Us) หรือพวกเราทุกคน เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินความพยายามมากกว่านี้และต้องทำทันที เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลก็ยืนยันว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมในเรื่องในเดือนพฤศจิกายนนี้

ในประเทศแถบยุโรป ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราของผู้หญิงตกเป็นเหยื่อฆาตกรรมโดยสามี อดีตสามี หรือคู่ครองสูงที่สุด กับค่าเฉลี่ย 0.18 รายต่อจำนวนประชากรผู้หญิง 100,000 คน เทียบกับสวิตเซอร์แลนด์ที่ระดับ 0.13 อิตาลีที่ระดับ 0.11 และสเปนที่ระดับ 0.12 ส่วนเยอรมนีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเล็กน้อย ที่ 0.23

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เผยตัวเลขสถิติที่น่าตกใจว่า ในแต่ละวันมีผู้หญิงต้องเสียชีวิตไปโดยเฉลี่ย 137 คนทั่วโลกเหตุเพราะถูกคู่ครองหรือคนในครอบครัวสังหาร ซึ่งเท่ากับว่า “บ้าน” คือสถานที่ที่ผู้หญิงมีความเสี่ยงจะถูกฆาตกรรมมากที่สุด

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ความรุนแรงกับผู้หญิง จากฝีมือคนในครอบครัวโดยเฉพาะสามีหรือคนรัก ควรยุติลงเสียที

@koopnot01

%d bloggers like this: