คุยกัน7วันหน : เปิดจดหมายลาตายนายก เล็กกรุงโซล ‘ผมขอโทษทุกคน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/504731

คุยกัน7วันหน : เปิดจดหมายลาตายนายก เล็กกรุงโซล  ‘ผมขอโทษทุกคน’

คุยกัน7วันหน : เปิดจดหมายลาตายนายก เล็กกรุงโซล ‘ผมขอโทษทุกคน’

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 07.00 น.

นายปัก วอน ซุน วัย 64 ปีนายกเทศมนตรีกรุงโซล ของเกาหลีใต้ หายตัวไปจากบ้านพักเมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยทิ้งข้อความคล้ายกับคำสั่งเสีย จนลูกสาวต้องแจ้งความกับตำรวจให้ช่วยตามหา ก่อนถูกพบเป็นศพบริเวณภูเขาใกล้บ้านในคืนนั้นเอง คาดว่าเป็นการฆ่าตัวตาย หลังอดีตเลขานุการส่วนตัว แจ้งความต่อตำรวจ กล่าวหาว่าถูกเขาคุกคามทางเพศ

ข้อความสุดท้ายที่นายปัก ได้เขียนทิ้งไว้ให้กับครอบครัว และครอบครัวได้อนุญาตให้มีการเปิดเผยต่อสื่อ โดยมีใจความว่า

“ผมขอโทษทุกคน ผมขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาในชีวิตของผม ผมขอโทษต่อครอบครัวของผมอย่างยิ่งที่ผมทำให้พวกเขาเจ็บปวด กรุณาเผาร่างของผมและโปรยอัฐิที่หลุมฝังศพของพ่อแม่ผม ลาก่อนทุกคน”

นายปัก วอน ซุน เป็นนายกเทศมนตรีของกรุงโซล ต่อเนื่อง 3 สมัยติดกัน และมีการคาดการณ์ว่าเขาคือผู้ที่จะเป็นตัวแทนของพรรค Democratic Party of Korea (DPK) พรรครัฐบาลในการชิงศึกประธานาธิบดีเกาหลีใต้ครั้งหน้าด้วย

ตำรวจเกาหลีใต้ไม่ได้ระบุเขาเสียชีวิตอย่างไร เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว แต่ยืนยันว่าไม่ใช่เหตุฆาตกรรม และไม่มีเงื่อนงำต้องสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต

หลายฝ่ายคาดว่า สาเหตุที่ทำให้นายปัก ตัดสินใจจบชีวิตตนเอง น่าจะมาจากอดีตเลขานุการของเขาแจ้งความต่อตำรวจเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ถูกนายปักคุกคามทางเพศ ตำรวจยืนยันว่ามีการแจ้งความเอาผิดนายปักจริง แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียด แต่สื่อท้องถิ่นของเกาหลีใต้ รายงานว่า ผู้กล่าวหาระบุว่าถูกนายปักคุกคามทางกายหลายครั้งตั้งแต่เริ่มทำงานด้วยกันในปี 2017 และเธอยังได้ส่งข้อความการสนทนาระหว่างเธอและนายปักให้ตำรวจเป็นหลักฐานด้วย

นายปักคือนักการเมืองใหญ่คนล่าสุดของพรรครัฐบาล ที่เผชิญเรื่องอื้อฉาวกรณีคุกคามทางเพศ ก่อนหน้านั้น มีอดีตนายกเทศมนตรีเมืองปูซาน ที่กำลังถูกสอบสวนและอดีตผู้ว่าจังหวัดชุงชองใต้ ที่กำลังถูกจำคุกอยู่ ทั้งหมดล้วนเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามทางเพศเลขานุการหญิง

เดอะ โคเรีย ไทมส์ รายงานว่าการเสียชีวิตของนายปัก ทำให้ชาวเกาหลีใต้รู้สึกตกใจ เพราะเขาเป็นถึงอดีตทนายความสิทธิมนุษยชนที่สนับสนุนการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี และชูนโยบายความเท่าเทียมทางเพศ จึงทำให้ชาวเกาหลีใต้เข้าใจว่า เขาฆ่าตัวตายเพราะกังวลว่าจะเกิดกระแส #Metoo ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม เรื่องอื้อฉาวทางเพศที่เกิดขึ้นกับนักการเมืองระดับสูงของพรรครัฐบาลหลายครั้ง ทำให้ความเชื่อมั่นต่อพรรค DPK นั้นลดลง และประชาชนบางคนกล่าวหาว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีความรุนแรงทางเพศ หรือ sexual violence party

หากมีการยืนยันว่านายปักฆ่าตัวตายจริง จะทำให้เขากลายเป็นนักการเมืองที่มีตำแหน่งสูงสุดของเกาหลีใต้ที่ฆ่าตัวตายในช่วงไม่นานมานี้ โดยก่อนหน้านั้นนักการเมืองระดับสูงที่ฆ่าตัวตายคือ นายโนห์ มู ฮยอน อดีตประธานาธิบดี ซึ่งกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายในปี 2009 หลังถูกสอบสวนกรณีทุจริต ที่มีคนในครอบครัวเขาร่วมเกี่ยวข้อง ขณะที่เมื่อไม่นานมานี้ นายโนห์ โฮ ชาน วัย 61 ปี สส.ฝ่ายค้านชื่อดังในสภาเกาหลีใต้ ซึ่งมีภาพลักษณ์เป็นสส.มือสะอาด ก็กระโดดตึกฆ่าตัวตายหลังถูกเรียกตัวมาสอบสวนคดีรับสินบนจากบล็อกเกอร์ชื่อดัง

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน ที่ผ่านมามีทั้งคนดังในวงการบันเทิง ผู้บริหารธุรกิจ และนักการเมืองจำนวนมากที่ตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง เพราะสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่กดดัน รวมถึงการมีวัฒนธรรมความอับอายเมื่อทำอะไรผิด หรือทำให้สังคมผิดหวัง

แน่นอนว่ากรณีของนายปัก คงไม่ใช่กรณีสุดท้ายที่นักการเมืองเกาหลีใต้ฆ่าตัวตาย เพราะอับอายที่กระทำความผิด

คุยกัน7วันหน : จับตา‘ลัดดา แทมมี่ ดักเวิร์ธ’ ลูกครึ่งไทย นั่งรองปธน.คู่ไบเดน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/503350

คุยกัน7วันหน : จับตา‘ลัดดา แทมมี่ ดักเวิร์ธ’  ลูกครึ่งไทย นั่งรองปธน.คู่ไบเดน

คุยกัน7วันหน : จับตา‘ลัดดา แทมมี่ ดักเวิร์ธ’ ลูกครึ่งไทย นั่งรองปธน.คู่ไบเดน

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา เว็บไซต์ New York Times เขียนบทวิเคราะห์โดย แฟรงค์ บรูนี คอลัมนิสต์ ที่พาดหัวเอาไว้เลยว่า “แทมมี่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับไบเดน” ในการเลือกมาเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดีกับเขา ในการเลือกตั้งปลายปีนี้

นักวิเคราะห์บอกว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีเดือนพฤศจิกายนนี้ ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งธรรมดา แต่จะเป็น “การเลือกตั้งจิตวิญญาณของอเมริกา” จึงมีหลายเหตุผลว่าทำไมไบเดนควรเลือก “ลัดดา แทมมี่ ดักเวิร์ธ”สว.จากรัฐอิลลินอยส์ เป็นคู่ลงชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี เพราะเธอเป็นทุกอย่างที่ตรงข้ามกับโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ คือมีทั้งความเสียสละ มีเกียรติ และเป็นคนนอบน้อม และที่ผ่านมาก็นับเป็นสว.ที่ทิ่มแทงทรัมป์อยู่หลายครา

ทำไมดักเวิร์ธ จึงเป็นตัวเลือกที่ดี?

นักวิเคราะห์มองว่า ดักเวิร์ธน่าจะเป็น “คู่ปรับ” ที่สมน้ำสมเนื้อกับทรัมป์มากทีเดียว เพราะเธอเคยเรียกประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า “Cadet Bone Spurs” หรือนายร้อยกระดูกยื่น ซึ่งเป็นวิธีที่ทรัมป์หลบหนีการเกณฑ์ทหารในสมัยสงครามเวียดนาม ด้วยการอ้างว่าเป็นโรคกระดูกยื่นที่เท้า และบอกว่ามันเจ็บมาก ซึ่งที่ผ่านมาสื่อเคยสัมภาษณ์ว่าเท้าข้างไหน เขากลับจำมันไม่ได้ และว่า “ชายคนนี้เป็นคนที่ชอบบูลลี่คนอื่น และคนประเภทนี้จำเป็นต้องได้รับยารักษา”

อีกทั้งในวัย 52 ปี ก็นับว่าเหมาะสม เพราะในเมื่อ โจ ไบเดนอายุ 77 ปี หากไปเลือก สว. อลิซาเบธวอร์เรน ที่รุ่นใหญ่พอกันด้วยวัย71 ปี ก็จะทำให้กลายเป็นสูงอายุกันจนเกินไป พรรคเดโมแครตจึงต้องการคนที่สร้างความสมัยใหม่ให้พรรคมากขึ้น เพราะผู้นำ 2 คนก่อนหน้า ก็ล้วนแล้วแต่มีวัยต่ำกว่า 50 ปีในสมัยแรก

แท้จริงแล้ว ดักเวิร์ธ ไม่ได้เป็นไอดอลที่เด่นดังจนทำให้เป็นที่จับตามองมากๆ แต่ด้วยความที่เธอทำตัว “โลว์โปรไฟล์” มาตลอดกลับจะกลายเป็นประโยชน์สำหรับเธอ เพราะมันทำให้อีกฝั่งจับทางไม่ได้ ตีความไม่ถูกว่าเธอคิดอะไร หรือต้องการอะไร

แฟรงค์ บรูนี คอลัมนิสต์New York Times เขียนไว้ว่า ดักเวิร์ธเป็นหญิงที่กล้าหาญมาตั้งแต่เด็ก เกิดมาด้วยความยากจน ขายดอกไม้ข้างถนนที่ฮาวาย แต่ก็สามารถดิ้นรนจนจบปริญญาโทสาขาระหว่างประเทศ ก่อนที่จะเข้าร่วมกองทัพสหรัฐฯ เป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ในสงครามอิรัก ซึ่งไม่ใช่งานที่ง่ายนักสำหรับสตรี กระทั่งในปี 2004ระหว่างที่บินอยู่ใกล้กับกรุงแบกแดดเครื่องแบล็กฮอว์กของเธอก็ถูกยิงตก ดักเวิร์ธสูญเสียขาทั้ง 2 ข้าง และเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ และเมื่อใดก็ตามที่เธอถูกเรียกว่าเป็นฮีโร่ เธอก็จะตอบทั้งน้ำตาว่า ผู้ช่วยนักบิน และทหารนายอื่นๆ ที่ช่วยให้เธอรอดออกมาจากซากนั้นตายต่างหากที่เป็นฮีโร่ และว่า เธอตื่นมาทุกเช้า จะบอกกับตัวเองเสมอว่า เธอจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ผู้ช่วยนักบินคนนั้น ต้องเสียใจที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้

หลายคนอาจคิดสงสาร และเทคะแนนให้ดักเวิร์ธ เพราะการที่เป็นผู้พิการสูญเสียขา 2 ข้าง แต่ลักษณะทางกายภาพไม่ได้ลดทอนความเป็นมนุษย์และความแข็งแกร่งของหญิงคนนี้ไปแม้แต่น้อย

ดักเวิร์ธ ในวัย 52 ปี กำลังอยู่ในปีที่ 4 ของการเป็นสว.รัฐอิลลินอยส์ หลังจากเป็นสส.มาแล้ว2 สมัย ทำให้เธอมีความแตกต่างจากคู่แข่งชิงรองประธานาธิบดีคนอื่นๆ อยู่พอสมควร เพราะมันดูเป็นช่วงจังหวะที่ช่างเหมาะสมกับชีวิตของเธออย่างที่สุด เธอเกิดที่กรุงเทพฯประเทศไทย และมีคุณพ่อเป็นชาวอเมริกัน ส่วนคุณแม่เป็นคนไทย และหากได้รับเลือก เธอจะเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายไทย และเอเชีย คนเดียวที่ตีตั๋วรองประธานาธิบดีเข้าชิงชัยการเลือกตั้งปลายปีนี้ได้ อีกทั้งเธอยังเป็น สว.คนแรกของสหรัฐฯ ที่คลอดบุตรระหว่างดำรงตำแหน่ง และยังพาลูกมายังที่ประชุมวุฒิสภาด้วย

บรูนีปิดท้ายว่า ดักเวิร์ธนับว่าเป็นหญิงแกร่ง ขยันทำงาน และยังเป็นคุณแม่ลูกสอง มีครบคุณสมบัติในการเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดีเพราะเป็นบุคคลที่สามารถผสมผสานความเชื่อมั่น ความสุภาพ ความแข็งแกร่ง และความอบอุ่นเอาไว้ได้ด้วยกัน…

เป็นเหมือนยาชูกำลังที่แสนชื่นใจในภาวะเช่นนี้

คุยกัน7วันหน : หวั่นเข้าไม่ถึงวัคซีนโควิด-19 เหตุมหาอำนาจมีดีลพิเศษบริษัทยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/501851

คุยกัน7วันหน : หวั่นเข้าไม่ถึงวัคซีนโควิด-19  เหตุมหาอำนาจมีดีลพิเศษบริษัทยา

คุยกัน7วันหน : หวั่นเข้าไม่ถึงวัคซีนโควิด-19 เหตุมหาอำนาจมีดีลพิเศษบริษัทยา

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขณะที่มีหลายชาติที่กำลังเข้าสู่ระยะสุดท้ายของการพัฒนาและทดลองวัคซีนป้องกันโควิด-19ในมนุษย์ แต่ทำให้เกิดความกังวลว่าเมื่อผลิตวัคซีนได้แล้ว ชาติกำลังพัฒนาและชาติยากจนจะเข้าถึงวัคซีนได้ทันท่วงทีหรือไม่ เพราะหลายประเทศกำลังเจรจากับบริษัทยาต่างๆ เพื่อขอสิทธิพิเศษในการเข้าถึงวัคซีน

แม้ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก และบรรดาผู้นำโลก เช่น ประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ของจีน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรีอังเกล่า แมร์เคิล ของเยอรมนีได้ออกมาเรียกร้องให้วัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นสินค้าสาธารณะของโลกแต่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ สื่อของฮ่องกงรายงานว่า มีหลายประเทศที่กำลังเจรจาสิทธิในวัคซีนกับบริษัทยาต่างๆ

หนึ่งในวัคซีนที่กำลังจะพัฒนาสำเร็จ เป็นของกลุ่มนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท AstraZenecaมีกำหนดแจกจ่ายให้ชาวอังกฤษได้ในเดือนกันยายนนี้ โดยรัฐบาลอังกฤษได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัทเมื่อเดือนที่แล้ว ในการผลิตวัคซีน 30 ล้านโดสภายในเดือนกันยายน และอีก 70 ล้านโดส ในปีต่อมา ขณะที่รัฐบาลสหรัฐได้ให้งบประมาณสนับสนุนการวิจัยนี้ ด้วยข้อแลกเปลี่ยนที่ว่าสหรัฐจะต้องได้วัคซีน 300 ล้านโดสเช่นกัน

ขณะที่เมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้เอง รัฐบาลฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ ได้จัดตั้ง พันธมิตรวัคซีนอย่างครอบคลุม หรือ Inclusive Vaccine Alliance เพื่อเร่งกระบวนการพัฒนาวัคซีน และทั้งสี่ชาติระบุว่า ต้องการให้บริษัทยาต่างๆ ตกลงว่า สหภาพยุโรปต้องได้เข้าถึงวัคซีนหรือยาใดๆ ก็ตามในราคาที่ย่อมเยา

ด้านแคนาดา บราซิล และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออีก็ตกลงที่จะเป็นประเทศเจ้าภาพโครงการทดลองวัคซีนระยะที่ 3 ของบริษัทสัญชาติจีน 3 บริษัทซึ่งรัฐบาลทั้งสามชาติอาจกำลังเจรจาให้วัคซีนนั้นได้รับการแจกจ่ายให้กับประเทศตนด้วย บริษัทของจีน ทั้ง CanSino Biologics, Sinovac Biotech และ China National Biotec Group ต้องหาประเทศเจ้าภาพในการทดสอบวัคซีน เพราะในจีนมีกรณีการติดเชื้อของไวรัสโคโรนาที่ยังมีชีวิตในประชาชนเหลืออยู่น้อย ในช่วงเวลาที่มีการเริ่มทดสอบขั้นตอนดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การตกลงของประเทศต่างๆ และบริษัทยา ทำให้เกิดความกังวลว่าจะนำไปสู่สถานการณ์ “ชาตินิยมวัคซีน” ขึ้น

จาง ลี่ ผู้อำนวยการด้านนวัตกรรมยุทธศาสตร์ ที่ Gavi, the Vaccine Alliance ระบุว่า หากแต่ละประเทศรีบลงนามข้อตกลงทวิภาคีกับบรรดาผู้ผลิตยาในช่วงนี้จะนำไปสู่สถานการณ์ที่ว่า ประเทศที่มีรายได้น้อย หรือไม่มีทรัพยากร จะไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนได้ โดยเฉพาะวัคซีนที่จะออกมาในกลุ่มแรกๆเขาระบุว่า การพัฒนาวัคซีนนั้นมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การวิจัยพัฒนาการผลิต การจัดหา และการแจกจ่ายซึ่งสิ่งแรกที่ต้องเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นคือภาวะชาตินิยมวัคซีน

นอกจากนี้ นายลี่ยังบอกด้วยว่า มีความท้าทายในเรื่องของการทำให้วัคซีนราคาย่อมเยาด้วย สิ่งสำคัญสุดควรจะมีการรวบรวมความต้องการของทุกประเทศ และรวมฐานการผลิตเพื่อผลิตขนานใหญ่และแจกจ่าย น่าจะเป็นการดีกว่า การจับคู่ประเทศและบริษัทผลิตเอง หรือต่างคนต่างทำงาน

ในขณะที่ หลี่ อี้หนัว ผู้อำนวยการประจำประเทศจีน ของ มูลนิธิบิล และเมลินดา เกตส์ ระบุว่า เทคโนโลยีอาจเข้ามามีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาเพื่อหาสมดุลระหว่าง ความต้องการภายในประเทศ กับการทำให้ทุกประเทศได้เข้าถึงวัคซีนในราคาที่สมเหตุสมผลได้

เธอระบุด้วยว่า ไม่มีความจำเป็นที่ทุกคนจะต้องได้รับวัคซีนในทันทีที่พัฒนาวัคซีนสำเร็จ แต่ชาติต่างๆ ควรประมวลความต้องการ และแจกจ่ายวัคซีนเป็นระยะๆ โดยเริ่มกับประชากรกลุ่มเสี่ยงและบุคลากรทางการแพทย์ก่อน ซึ่งในเรื่องนี้ สามารถใช้เทคโนโลยีในการช่วยออกแบบการผลิตที่มีประสิทธิผลสูงสุด ภายในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ได้

คุยกัน7วันหน : ไม่มีอะไรเป็นใจ ทรัมป์เผชิญสัปดาห์อันเลวร้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/500494

คุยกัน7วันหน : ไม่มีอะไรเป็นใจ ทรัมป์เผชิญสัปดาห์อันเลวร้าย

คุยกัน7วันหน : ไม่มีอะไรเป็นใจ ทรัมป์เผชิญสัปดาห์อันเลวร้าย

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อสองวันก่อน ศาลฎีกาสหรัฐ เพิ่งลงมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากหวุดหวิด 5 ต่อ 4 เสียง ปฏิเสธคำขอระงับโครงการคุ้มครองต่างด้าวที่อพยพเข้าสหรัฐอย่างผิดกฎหมายตั้งแต่วัยเด็ก (Deferred Action for Childhood Arrivals Program -DACA) ซึ่งริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2555ในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา เพื่อคุ้มครองไม่ให้เด็กที่อพยพเข้าสหรัฐอย่างผิดกฎหมายพร้อมกับครอบครัวต้องถูกเนรเทศจากสหรัฐ รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะยกเลิกโครงการดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เล่นด้วย ถือเป็นการปิดฉากสัปดาห์อันน่าผิดหวังแบบสุดๆ ของทรัมป์ เพราะต้องยอมรับว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีสำหรับทรัมป์สักเท่าไหร่

สัปดาห์นี้ สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐยังไม่มีวี่แววทุเลาลง แม้ทรัมป์จะให้สัมภาษณ์ยืนยันเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ว่า โควิด-19 กำลังค่อยๆ จางหายไป แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับมีทิศทางสูงขึ้น

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า มีถึง10 รัฐ ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากเป็นประวัติการณ์ในสัปดาห์นี้ ขณะที่อีก23 รัฐ จำนวนผู้ติดเชื้อมีทิศทางเพิ่มขึ้นโดยรัฐที่กำลังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นมาก คือ เท็กซัส ฟลอริดา และแอริโซนา ซึ่งล้วนเป็นรัฐที่ปลดล็อกมาตรการคุมเข้มเป็นกลุ่มแรกๆ และยังเป็นรัฐ battleground สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในรอบนี้ด้วยนอกจากนี้ หลายรัฐและทางการท้องถิ่นบางเมืองเริ่มเรียกร้องให้มีการกลับมาใช้มาตรการคุมเข้มอีกรอบแล้ว ก่อนที่ระบบสาธารณสุขจะล้นทะลักจนรับมือไม่ไหว ซึ่งเป็นเรื่องที่ทรัมป์ไม่ต้องการได้ยินเท่าไหร่นัก เพราะมีนโยบายเปิดเศรษฐกิจ และเตรียมเดินหน้าแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งแล้ว

ขณะเดียวกัน ยังเริ่มมีการปล่อยเนื้อหาในหนังสือที่นายจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ ของทรัมป์ออกมา ซึ่งล้วนเป็นเนื้อหาที่โจมตีนายทรัมป์อย่างเจ็บแสบ และอาจนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองได้ นายโบลตันระบุในหนังสือว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สนใจเรื่องการปกครองใดๆ และไม่รับรู้แม้กระทั่งเรื่องพื้นฐานของนโยบายต่างประเทศ เข่น คิดว่าฟินแลนด์เคยเป็นของรัสเซีย จำชื่อประธานาธิบดีอดีตและปัจจุบันของอัฟกานิสถานสลับกันบ่อยๆ ทั้งที่สหรัฐเข้าไปทำสงครามมากว่า 17 ปี / บอกว่าการได้บุกรุกเวเนซุเอลาเป็นเรื่องที่สุดยอด อยากเป็นมิตรกับ คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ จะพยายามส่งซีดีของเอลตัน จอห์น พร้อมลายเซ็นไปให้ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตร

แต่ประเด็นที่ละเอียดอ่อนและอาจส่งผลต่อสถานะทางการเมืองของทรัมป์ คือ การที่นายโบลตันแฉว่าทรัมป์พยายามขอให้ประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ของจีน ซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐให้มาก เพื่อที่จะได้ช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้งอีกสมัย นอกจากนี้ โบลตันยังยืนยันด้วยว่า ทรัมป์ได้กดดันรัฐบาลยูเครนจริงๆ โดยระงับการให้ความช่วยเหลือด้านการทหารต่อยูเครน เพื่อและกับการที่ยูเครนต้องส่งข้อมูลอื้อฉาวของนายโจ ไบเดน ว่าที่ผู้สมัครชิงประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต

บีบีซีระบุว่า นายโบลตันเป็นอดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสสุดที่ออกมาแฉนายทรัมป์ เพียงไม่ถึง 5 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าไม่ดีกับนายทรัมป์เท่าไหร่นัก สำหรับหนังสือเล่มนี้มีกำหนดวางแผนวันอังคารหน้า แต่แค่ปล่อยน้ำจิ้มออกมา ก็ขึ้นอันดับหนึ่งสั่งซื้อของเว็บไซต์แอมะซอนไปแล้ว

เรื่องลบหลายต่อหลายเรื่องที่ประเดประดังเข้ามาแทบจะพร้อมๆ กันทำให้โพลล์หลายสำนัก เปิดเผยคะแนนนิยมในตัวทรัมป์ ที่พบว่าตอนนี้ นายโจไบเดน กำลังมีคะแนนนิยมนำแซงหน้าเขาแล้ว โดย Real Clear Politics รายงานว่า ส่วนต่างของคะแนนนิยมระหว่างไบเดนกับทรัมป์เริ่มขยายกว้างเรื่อยๆ จาก 5.3% เป็น 8.5% เมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ 67%ของชาวอเมริกันที่ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า พวกเขาคิดว่าประเทศกำลังเดินไปผิดทาง

ตัวเลขจากโพลล์ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่ากังวลสำหรับประธานาธิบดีที่ลงชิงตำแหน่งอีกสมัย โดยสาเหตุหลักมาจากความล้มเหลวในการรับมือวิกฤติโควิด-19 และการรับมือการประท้วงต่อต้านการเหยียดผิวจากกรณีการเสียชีวิตของจอร์จฟลอยด์

สถานการณ์นี้เริ่มทำให้นักการเมืองฝั่งรีพับลิกันเริ่มเป็นกังวลว่าจะรักษาที่นั่งเสียงข้างมากในวุฒิสภาไว้ได้หรือไม่ ขณะที่ความหวังในการได้ที่นั่งในสภาล่าง เพิ่มเพื่อให้ได้เสียงข้างมากแทนพรรคเดโมแครตก็ดูเลือนรางไปด้วย

คุยกัน7วันหน : ผู้ประท้วงเหยียดผิว แห่โค่นรูปปั้นประวัติศาสตร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/499044

คุยกัน7วันหน : ผู้ประท้วงเหยียดผิว  แห่โค่นรูปปั้นประวัติศาสตร์

คุยกัน7วันหน : ผู้ประท้วงเหยียดผิว แห่โค่นรูปปั้นประวัติศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 08.15 น.

เหตุการณ์ที่จอร์จ ฟลอยด์ ชายอเมริกันผิวสี ต้องตายเพราะถูกตำรวจเมืองมินนิอาโปลิส ใช้เข่ากดเข้าที่ท้ายทอยด้านหลัง บริเวณคอนานเกือบ 9 นาที จนเขาร้องหายใจไม่ออกและเรียกหาแม่อยู่นาน ก่อนขาดใจตายเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม เพียงเพราะใช้เงินดอลลาร์ปลอมซื้อของ กลายเป็นกระแสประท้วงต่อต้านการกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุของตำรวจไปทั่วสหรัฐและยุโรป รวมถึงหลายประเทศทั่วโลก

แต่ที่เป็นเทรนด์ใหม่แบบรวดเร็ว คือการที่ผู้ประท้วงแห่กันไปโค่นและรื้อทำลายบรรดารูปปั้น อนุสาวรีย์ และอนุสรณ์สถานของบรรดาบุคคลสำคัญในอดีต ทั้งในสหรัฐและอังกฤษ ที่ผู้ประท้วงเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการล่าอาณานิคม ค้าทาสและจักรวรรดินิยม โดยเฉพาะในสหรัฐ ที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา รูปปั้นของทั้งคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักสำรวจที่ทำให้เกิดการติดต่อระหว่างโลกเก่า กับโลกใหม่ ในช่วงการล่าอาณานิคมของยุโรป และอนุสาวรีย์เจฟเฟอร์สันเดวิส ประธานาธิบดีของสมาพันธรัฐอเมริกา ถูกโค่นทำลายทิ้งอย่างน่าเศร้าจุดประกายการถกเถียงกันเรื่องของอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ และการเคลื่อนไหวเรื่องยกเลิกการใช้ธงสมาพันธรัฐอีกครั้ง

ที่ผ่านมา บรรดานักเคลื่อนไหวเชื้อสายชนเผ่าดั้งเดิมของอเมริกาได้ต่อต้านการยกย่องโคลัมบัส เพราะพวกเขามองว่าการสำรวจของโคลัมบัสทำให้อเมริกาตกอยู่ภายใต้อาณานิคมและเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์บรรพบุรุษของพวกเขา ขณะที่สมาพันธรัฐอเมริกา ถูกมองว่าสนับสนุนการค้าทาสและเหยียดผิว

เรื่องราวมันเป็นมาอย่างไรกัน

Confederate States of America หรือ สมาพันธรัฐอเมริกา คือการรวมตัวของรัฐฝั่งใต้ 7 รัฐ ประกอบด้วย รัฐเซาท์แคโรไลนา มิสซิสซิปปี ฟลอริดา อลาบามา จอร์เจีย ลุยเซียนา เท็กซัส ที่แยกตัวออกมาสถาปนารัฐบาลในปี 1861 ในช่วงที่ อับราฮัม ลินคอล์น ชนะการเลือกตั้ง กำลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐ รัฐฝั่งใต้ต้องการแยกเป็นอิสระจากฝั่งเหนือและไม่ต้องการเลิกทาส เพราะฝ่ายใต้พึ่งพาแรงงานทาสชาวผิวดำในการทำการเกษตรมาก ขณะที่ลินคอล์นปฏิเสธการแยกตัวของรัฐฝั่งใต้และไม่สนับสนุนการค้าทาส จึงนำไปสู่สงครามกลางเมืองอเมริกายืดเยื้อหลายปี จนกระทั่งฝ่ายสมาพันธรัฐเริ่มพ่ายแพ้และล่มสลายในที่สุด

ปัจจุบัน คนในรัฐทางใต้มองว่าสัญลักษณ์ต่างๆของ Confederate เช่น ธงประจำรัฐที่มีสัญลักษณ์สมาพันธรัฐ หรือรูปปั้นต่างๆ ตามอาคารสถานที่ทางการ ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และเป็นการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษและวีรบุรุษที่สละชีพในช่วงสงครามกลางเมือง แต่ขณะเดียวกัน ก็มีคนบางส่วนมองว่ามรดกเหล่านี้แสดงถึงการสนับสนุนการค้าทาส และการเหยียดสีผิวด้วย เพราะกลุ่มคนเหยียดผิวมักนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหว เมื่อมีการประท้วงต่อต้านการเหยียดผิวในขณะนี้ จึงทำให้ผู้ประท้วงได้พากันโค่นรูปปั้นต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของสมาพันธรัฐ และเรียกร้องให้มีการปลดธงสมาพันธรัฐตามสถานที่ราชการ โดยอ้างว่าสถานที่ราชการควรช่วยส่งเสริมความเป็นอันหนึ่งใจเดียวกัน มากกว่าการชูธงที่มีความหมายนัยแฝงถึงการเหยียดผิว

ขณะที่นางแนนซี เปโลซีประธานสภาผู้แทนสหรัฐ ได้ส่งจดหมายถึงคณะกรรมาธิการร่วมสองสภาที่ดูแล National Statuary Hall ในอาคารรัฐสภาสหรัฐ ให้นำรูปปั้นทหารสมาพันธรัฐ 11 ชิ้นออกไปโดยเธอกล่าวว่า ในอาคารรัฐสภาซึ่งเป็นศูนย์กลางของประชาธิปไตยของประเทศ ควรมีแต่รูปปั้นที่สะท้อนถึงค่านิยมที่ดีของอเมริกา ไม่ใช่รูปปั้นชายกำยำที่เกี่ยวข้องกับความโหดร้ายและป่าเถื่อน หากต้องการให้ปัญหาการเหยียดผิวยุติไป นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้เปลี่ยนชื่อฐานทัพสหรัฐราว 10 แห่ง ที่ตั้งชื่อตามนายพลกองทัพสมาพันธรัฐ เช่น Fort Bragg ใน North Carolina หนึ่งในฐานทัพที่ใหญ่สุดของสหรัฐฯ และ ฐานทัพ Fort Hood ในเท็กซัส เพื่อเป็นหนึ่งในวิธีสร้างความปรองดองทางชาติพันธุ์ในสังคม

แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันผ่านทวิตเตอร์ว่า จะไม่มีการเปลี่ยนชื่อฐานเปลี่ยนชื่อฐานทัพแน่นอน เพราะฐานทัพที่ยิงใหญ่เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อเมริกาซึ่งนำไปสู่ชัยชนะ และเสรีภาพ รัฐบาลของเขาไม่เคยคิดแม้แต่จะเปลี่ยนชื่อเลย

ดูเหมือนว่าความขัดแย้งในเรื่องนี้ ก็จะยังคงดำเนินต่อไป….

คุยกัน7วันหน : โควิด-19 ผสมโรงประท้วง ทำมะกันว่างงานพุ่ง 42 ล้านคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/497534

คุยกัน7วันหน : โควิด-19 ผสมโรงประท้วง ทำมะกันว่างงานพุ่ง 42 ล้านคน

คุยกัน7วันหน : โควิด-19 ผสมโรงประท้วง ทำมะกันว่างงานพุ่ง 42 ล้านคน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 07.30 น.

เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกายังคงได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ในประเทศ โดยล่าสุด กระทรวงแรงงานสหรัฐระบุว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้แจ้งว่าเป็นผู้ตกงานใหม่เพิ่มขึ้น 1.87 ล้านคน แม้จะลดลงกว่าสัปดาห์ก่อนถึง 249,000 คนแต่ยังคงถือว่ามากกว่าจำนวนที่เคยบันทึกไว้ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ถึงเกือบ 3 เท่าส่งผลให้ตอนนี้ ตัวเลขการว่างงานในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นทะลุ42 ล้านคนแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวรวมถึงสิ่งบ่งชี้อื่นๆ แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ในตลาดแรงงานไม่ได้กำลังปรับตัวดีขึ้นเพียงแต่ย่ำแย่น้อยลงเท่านั้นเนื่องจากการปลดคนงานออกอันเป็นผลจากการปิดธุรกิจหลังมีการบังคับใช้มาตรการปิดเมืองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาในสหรัฐเริ่มลดน้อยลงหลังจากธุรกิจต่างๆ เริ่มกลับมาเปิดอีกครั้งตามหลังมาตรการคลายล็อกดาวน์ของรัฐต่างๆ

ขณะเดียวกัน ข้อมูลระบุด้วยว่า จำนวนผู้รับสิทธิช่วยเหลือสำหรับคนว่างงานนับจนถึงวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา อยู่ที่ 21.5 ล้านคน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีคนอีกหลายล้าน ที่ถูกปฏิเสธการรับสิทธิประโยชน์ผู้ว่างงาน หรืออาจได้รับการว่าจ้างให้กลับเข้าไปทำงานใหม่แล้ว อีกทั้งมีการจ้างงานนอกภาคการเกษตร 2.5 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ดีในตอนนี้ อัตราว่างงานในสหรัฐพุ่งสูงอย่างน่ากลัวถึง 20% จากเดิมที่ 14.7% ในเดือนเมษายน ถือเป็นตัวเลขการว่างงานที่สูงที่สุดในรอบ90 ปี ของสหรัฐ อย่างไรก็ดีรัฐมนตรีแรงงานของสหรัฐเชื่อว่าจำนวนตัวเลขการว่างงานจะลดลง 10% ภายในสิ้นปีนี้ เพราะตำแหน่งงานหลายอย่างจะกลับมาโดยเร็วหลังการเปิดเมือง

ไม่เพียงแต่ตัวเลขการว่างงานที่เป็นสัญญาณลบ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ก็เปิดตัวเลขการส่งออกและนำเข้าสินค้าในเดือนเมษายน ซึ่งก็ตกลงอย่างหนักเช่นกันขณะที่ตัวเลขการขาดดุลการค้าของสหรัฐเพิ่มขึ้นมากกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 49,500ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากผลกระทบที่ธุรกิจต่างๆ ต้องปิดตัวลงรวมถึงการขนส่งสินค้าทั่วโลกที่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากการแพร่ระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้น เมื่อเทียบกับตัวเลขในเดือนมีนาคม การส่งออกสินค้าและบริการของสหรัฐลดลงมากกว่า 20% คิดเป็นมูลค่า39,000 ล้านดอลลาร์ มาอยู่ที่ 151,300 ล้านดอลลาร์ ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ขณะที่ตัวเลขการนำเข้าสินค้าลดลง 13.7% คิดเป็นมูลค่า 32,000 ล้านดอลลาร์

ถึงข้อมูลและตัวเลขต่างๆ จะดูน่าหนักใจ แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กลับมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศถือว่าน่าพอใจ เพียง 11 วันหลังจากจอร์จ ฟลอยด์ ชายอเมริกันผิวสีเสียชีวิตจากการถูกตำรวจมินนิอาโปลิส สวมกุญแจมือไพล่หลัง แล้วเอาเข่ากดคอบังคับนอนคว่ำหน้ากับพื้น แม้ทรัมป์บอกว่าความรุนแรงลักษณะนี้ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น แต่ก็หวังว่าตอนนี้ จอร์จจะมองลงมาจากเบื้องบน และบอกว่านี่คือสิ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับประเทศของเรา เป็นวันที่ยอดเยี่ยมสำหรับเขา เป็นวันที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกคน โดยอ้างถึงข้อมูลการจ้างงานที่ค่อยๆ กลับมาเพิ่มขึ้น หลังธุรกิจเริ่มกลับมาเปิดอีกครั้ง

ทรัมป์ยังอ้างว่า รัฐบาลของเขาทำเพื่อพลเมืองอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันมากกว่าประธานาธิบดีคนก่อนๆ ในนั้นรวมถึงลดอัตราคนว่างงานเพื่อพวกเขา ถือว่าเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากและเป็นวันที่ยอดเยี่ยมในแง่ของความเท่าเทียม

อย่างไรก็ดี หากพินิจพิเคราะห์ข้อมูลของกระทรวงแรงงานสหรัฐ จะพบว่าแม้อัตราคนว่างงานโดยรวมจะลดลง แต่อัตราคนผิวสีที่ว่างงานกลับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น16.8%

แล้วมันจะเป็นวันที่ยอดเยี่ยมไปได้อย่างไร ในเมื่อผู้คนยังออกมาประท้วงกันครึ่งค่อนประเทศแบบนี้

คุยกัน7วันหน : เมื่อโควิด-19 เข้าใกล้ตัวผู้นำโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/479310

คุยกัน7วันหน : เมื่อโควิด-19 เข้าใกล้ตัวผู้นำโลก

คุยกัน7วันหน : เมื่อโควิด-19 เข้าใกล้ตัวผู้นำโลก

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2563, 08.55 น.

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ไม่เลือกชาติพันธุ์และฐานันดรใดๆ เพราะตอนนี้มีผู้นำระดับโลกหลายคนที่ต้องกักกันตัวเองและบริหารประเทศจากบ้านแทนเพราะเข้าข่ายว่าอาจติดเชื้อนี้ จะมีใครบ้างนั้นไปดูกัน

เริ่มต้นที่แคนาดา เมื่อผู้นำคนดัง นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ประกาศผ่านโลกออนไลน์ว่าเขากำลังกักกันตัวเองและจะทำงานจากที่บ้าน เพราะนางโซฟี เกรกัวร์ ทรูโด ภริยาของเขาติดโรคโควิด-19 หลังเดินทางกลับจากร่วมงานเลี้ยงในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ นายทรูโดระบุว่า เขายังไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ แต่ก็กักกันตนเองไว้ก่อน และจะประชุมงานต่างๆผ่านทางวีดีโอคอลแทน หนึ่งในนั้นเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อรับมือกับวิกฤติโควิด-19 นั่นเอง

ขณะที่ประธานาธิบดีชาอีร์โบลโซนาโร ของบราซิล ก็กำลังรอผลตรวจว่าติดเชื้อหรือไม่ หลังนายฟาบิโอ เวจ์นการ์เทน เลขาฯฝ่ายสื่อของเขาติดเชื้อโควิด-19ไปแล้ว เรื่องนี้ใหญ่เพราะ ผู้นำบราซิลพร้อมคณะ ซึ่งมีทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศกลาโหม และความมั่นคงฯ เพิ่งเดินทางไปอเมริกา เพื่อพบและดินเนอร์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ที่รีสอร์ต มาร์ อาลาโก ของผู้นำสหรัฐในฟลอริดาอย่างใกล้ชิดด้วย

ในฝั่งของสหรัฐ นายทรัมป์ ยังไม่ยอมตรวจว่าติดเชื้อด้วยหรือไม่โดยตัวแทนของทรัมป์ระบุว่า ทรัมป์แทบไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับชายชาวบราซิลเลย แต่ตอนหลังออกมาย้ำว่าจะยอมตรวจร่างกาย (ก็ได้) แต่จะไม่ยอมกักตัวเองเด็ดขาด เรื่องนี้ทำเอาชาวอเมริกันออกมาด่าทรัมป์สาดเสียเทเสีย โทษฐานเป็นผู้นำประเทศทั้งที กลับไม่ยอมทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี ในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติเลย

ขณะที่มีสมาชิกสภาคองเกรสถึง 9 คนที่เคยไปมาหาสู่ทรัมป์ เมื่อไม่นานมานี้กำลังต้องกักกันตัวเองเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อรายหนึ่ง

ที่ออสเตรเลีย นายปีเตอร์ ดัตตัน รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่าเขาติดโรคโควิด-19 และมีรายงานว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขาเพิ่งได้พบกับนางอิวางก้า ทรัมป์ บุตรสาวผู้นำสหรัฐ และนายบิล บาร์ อัยการสูงสุด หรือรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐด้วยอีกต่างหาก

ที่อิหร่าน ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลติดเชื้อหลายคน เช่นดร.อาลี อัคบาร์ เวลายาตี อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาคนหนึ่งของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน รวมถึงรัฐมนตรีช่วยสาธารณสุข นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ารองประธานาธิบดีของอิหร่านหลายคนมีผลตรวจเชื้อเป็นบวก ทางการอิหร่านยังเผยด้วยว่า มีสส.อิหร่าน 23 คนจาก 290 คนในสภาที่ติดเชื้อ คิดเป็น 8% ของจำนวนสส.ทั้งหมด และมีสส.สองคนที่เสียชีวิตไปแล้ว รวมถึงที่ปรึกษาคนสำคัญของผู้นำสูงสุดอิหร่านก็เสียชีวิตด้วยเช่นกัน

ในฝั่งยุโรป นายเดวิด ซาสโซลี ประธานรัฐสภายุโรป ก็กำลังกักกันตัวเองเช่นกันหลังไปเยือนอิตาลีช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเขาร่วมประชุมอียูผ่านวีดีโอคอลแทน ส่วนที่ฝรั่งเศสเจ้าหน้าที่ระดับสูงก็ติดเชื้อโควิด-19ด้วย เช่น นายฟรองค์ รีสเตอร์ รัฐมนตรีวัฒนธรรม และมีสส.ติดเชื้ออีกหลายคนที่สเปน ไอรีน มอนเทโร รัฐมนตรีกระทรวงส่งเสริมความเสมอภาค ป่วยโควิด-19 ตอนนี้กำลังกักตัวพร้อมนายปาโบล อิเกลเซียส สามีซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีสเปน ขณะที่อังกฤษยืนยันนางนาดีน ดอรีส์ รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขติดเชื้อโควิด-19 และเธอเพิ่งเข้าร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน เมื่อไม่นานมานี้ด้วยแต่ นายจอห์นสัน บอกว่าเขาจะไม่เข้ารับการตรวจหาเชื้อ เพราะเขาไม่ได้มีอาการป่วยใดๆ

ที่ฟิลิปปินส์ คนใกล้ชิดของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ยืนยันว่าประธานาธิบดีวัย 74 ปี ได้เข้ารับการตรวจหาเชื้อด้วย เพราะสมาชิกคณะรัฐมนตรีหลายคนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ ส่วนที่มองโกเลียประธานาธิบดี และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ต้องกักกันตัวเองเป็นเวลาสองสัปดาห์หลังจากเดินทางไปเยือนจีน

ปิดท้ายกันที่สำนักงานของสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก มีนักการทูตของฟิลิปปินส์รายหนึ่งติดเชื้อ และนักการทูตคนนี้ได้มีปฏิสัมพันธ์กับนักการทูตของชาติอื่นในยูเอ็นอีกสองคนด้วย

คุยกัน7วันหน : ทำไมอิตาลียอดตายโควิด-19 พุ่ง สูงสุดในโลกนอกจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/477761

คุยกัน7วันหน : ทำไมอิตาลียอดตายโควิด-19 พุ่ง สูงสุดในโลกนอกจีน

คุยกัน7วันหน : ทำไมอิตาลียอดตายโควิด-19 พุ่ง สูงสุดในโลกนอกจีน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น่าแปลกที่อิตาลี กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสที่สุด จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 นอกเหนือไปจากจีนซึ่งเป็นต้นตอของการแพร่ระบาด

ข้อมูล ณ วันที่ 7 มีนาคม พบว่าอิตาลีมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 นอกจีนมากที่สุดแล้ว จำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่อย่างน้อย 197 คนเฉพาะวันศุกร์ที่ผ่านมาวันเดียวมีผู้เสียชีวิต 49 คน ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 4,600 คน อิตาลีมีสถิติผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตที่พุ่งขึ้นเร็วสุดกว่าประเทศอื่น โดยมีการพบผู้ติดเชื้อในทุกแคว้น และเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ยังได้ลามไปถึงแถบเทือกเขาอาออสตา (Aosta Valley) ใกล้ชายแดนติดฝรั่งเศส แล้ว

สำหรับผู้เสียชีวิตพบทั้งในแคว้นลอมบาร์ดี เวเนโต เอมิเลียโรมัญญา มาร์เช ลาซิโอ และแคว้นปูเยียแต่ส่วนใหญ่อยู่ในแคว้นลอมบาร์ดีซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองมิลาน สถิติผู้เสียชีวิตส่วนมากเป็นชาย และเป็นชาวอิตาเลียน โดยปกติชายในวัย 80-90 ปี เป็นวัยที่มักมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น มะเร็ง

สถิติของสหภาพยุโรป หรืออียู พบว่า อิตาลีเป็นประเทศที่มีประชากรสูงวัยมากกว่า 65 ปี มากที่สุดในอียู คิดเป็น 22.8% ในปี 2018 และมีสัดส่วนเยาวชนที่ต่ำที่สุดในขณะที่อายุมัธยฐาน หรือ median age ของประชากรอิตาลีอยู่ที่ 45.9 ปี เมื่อเทียบกับชาติสมาชิกอียูอื่นๆ ที่42.8 ปี

ปัจจัยเรื่องประชากรสูงวัยนี่เอง ที่ทำให้รัฐบาลอิตาลีตัดสินใจสั่งปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา ไปจนถึงวันที่ 15 มีนาคม เพราะแม้คนรุ่นเยาว์ของอิตาลีติดเชื้อน้อยกว่า แต่มีความกังวลว่า ลูกหลานจะเอาเชื้อไปติดสมาชิกสูงวัยในครอบครัวได้โดยเฉพาะอิตาลีเป็นสังคมที่ครอบครัวอยู่ใกล้ชิดกัน

สถาบันสาธารณสุขแห่งชาติของอิตาลีระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันคลื่นการแพร่ระบาดขนาดใหญ่ และยอมรับว่า อิตาลีมีจำนวนประชากรสูงวัยที่แก่กว่าจีนด้วย จึงต้องมีการปกป้องคนเหล่านี้ทางการอิตาลียังแนะนำให้ผู้ที่อายุมากกว่า 75 ปี อยู่แต่ในบ้าน และเลี่ยงการติดต่อทางสังคมไปอีกเดือนคำแนะนำนี้ยังรวมถึงผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ที่มีโรคประจำตัว และผู้ใดก็ตามที่ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจอยู่แล้ว

ทั้งนี้ อัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในอิตาลีนั้นอยู่ที่ 4.25%สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกราว 0.4% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจริงอาจไม่เป็นไปตามนี้ก็เป็นได้กรณีที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากทั่วโลกตกสำรวจ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอิตาลีได้ใช้มาตรการกักกันใน 11 เมืองใกล้มิลานในแคว้นลอมบาร์ดี ประชากรรวมราว 50,000 คน ต้องถูกกักตัวมานานกว่า 2 สัปดาห์แล้ว และยังมีการแนะนำให้ประชาชนเลี่ยงการจับมือ จูบหอมแก้ม หรือสวมกอดทักทายแต่ไม่สามารถยับยั้งการแพร่ระบาดได้ ขณะที่โรงพยาบาลเองก็กำลังประสบปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ ทั้งหน้ากากอนามัยและชุดป้องกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์กำลังขาดแคลนทั้งหมด อีกทั้งโรงพยาบาลในหลายเมืองที่ได้รับผลกระทบก็มีผู้ป่วยเข้ารักษาตัวจนล้น

ขณะที่สถานการณ์ระบาดนี้ส่งผลกระทบต่ออิตาลีที่เศรษฐกิจเปราะบางอยู่แล้วในตอนนี้ให้ย่ำแย่ลงไปอีก ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมากสุด โรงแรม ร้านอาหารสถานที่ท่องเที่ยงร้างผู้คน เมืองท่องเที่ยวทั้งกรุงโรม มิลาน ฟลอเรนซ์ เวนิสและอีกหลายเมืองกลายเป็นเมืองร้างผลกระทบลามไปถึงวงการกีฬาโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลเซเรีย อาลีกสูงสุดของประเทศเลื่อนสัปดาห์ละหลายแมทช์มาตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนจะมีการตัดสินใจว่าการแข่งขันทั้งหมดจะไม่ให้มีผู้ชมเข้ามาในสนามตลอด 1 เดือนข้างหน้า หรืออาจจะจนกว่าปิดฤดูกาล หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น

หลายฝ่ายคาดว่า วิกฤติครั้งนี้จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่าราว 8,500 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 250,000 ล้านบาท

คุยกัน7วันหน : อิหร่านติดเชื้อหนัก แต่อินโดนีเซียสุดปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/476263

คุยกัน7วันหน : อิหร่านติดเชื้อหนัก  แต่อินโดนีเซียสุดปลอดภัย

คุยกัน7วันหน : อิหร่านติดเชื้อหนัก แต่อินโดนีเซียสุดปลอดภัย

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.25 น.

วันนี้เรามาพูดถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในสองประเทศที่น่าสนใจ เพราะสถานการณ์แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ทั้งที่เป็นประเทศมุสลิมเหมือนกัน คืออิหร่าน ที่กำลังเผชิญการติดเชื้อหนักหนาสาหัสที่สุดนอกประเทศจีน ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 34 คน และติดเชื้ออีกหลายร้อยกับอีกประเทศ คืออินโดนีเซีย ชาติมุสลิมที่มีประชากรมากที่สุดในโลก แต่กลับยังไม่มีรายงานผู้ป่วยหรือหรือติดเชื้อเลยแม้แต่คนเดียว

สำนักข่าวอีร์นาของทางการอิหร่านรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 แล้วกว่า 200 คน เสียชีวิต34 คน เป็นตัวเลขนอกจีนที่สูงที่สุด ผู้ติดเชื้อรวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลหลายคน ประธานาธิบดีฮัสสันโรว์ฮานี ของอิหร่านเผยว่า ยังไม่มีแผนจะกักโรคเมืองที่มีการระบาด และยอมรับว่าอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการควบคุมการระบาดในอิหร่าน ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยส่วนใหญ่จากทั้งหมดกว่า 210 คนในตะวันออกกลาง ผู้นำอิหร่านยังโยงวิกฤตินี้กับความสัมพันธ์ตึงเครียดกับสหรัฐ อ้างว่าต่างชาติใช้การโฆษณาชวนเชื่อสร้างความกลัวมหาศาลหวังให้ชาวอิหร่านยุติกิจกรรมทางสังคมทั้งหมด สหรัฐเองมีคนเสียชีวิตเพราะไข้หวัดใหญ่ 16,000 คน แต่ไม่เคยพูดถึง

ผู้เชี่ยวชาญเกรงว่า อิหร่านอาจรายงานตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตต่ำกว่าความเป็นจริง เห็นได้จากการที่โรคแพร่จากอิหร่านไปหลายประเทศในภูมิภาคอย่างรวดเร็ว สส.สายแข็งกร้าวคนหนึ่งอ้างว่า เฉพาะเมืองกอมที่พบผู้ป่วยเป็นแห่งแรกของประเทศมีผู้เสียชีวิตแล้วไม่ต่ำกว่า 50 คน แต่รัฐบาลปฏิเสธ ขณะเดียวกันการถูกนานาชาติคว่ำบาตรเศรษฐกิจมานานทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ เงินเรียลอิหร่านอ่อนค่า ชาวอิหร่าน80 ล้านคน หาซื้อหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และอุปกรณ์อื่นๆ ได้ยากเพราะอิหร่านห้ามนำเข้าสิ่งของที่สามารถผลิตได้ในประเทศ และเพิ่งผ่อนคลายคำสั่งเมื่อเกิดการระบาด

นักวิเคราะห์คาดว่า อาจต้องรอถึงปลายเดือนเมษายนกว่าอิหร่านจะควบคุมการระบาดได้ และน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเมื่อวันปีใหม่เปอร์เซียจะมาถึงในวันที่ 20 มีนาคมนี้ บางคนมองว่า อิหร่านประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไปเพราะมีระบบสาธารณสุขค่อนข้างดี แต่การไม่สื่อสารอย่างเปิดเผยระหว่างหน่วยงานต่างๆ อาจเป็นอุปสรรคต่อการควบคุมการระบาด

ขณะที่อินโดนีเซียกลับตรงกันข้ามเพราะรัฐมนตรีสาธารณสุขของอินโดนีเซีย ระบุว่าอินโดนีเซียไม่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เลย ถือเป็นพรจากพระเจ้าผลการตรวจตัวอย่างร่างกายผู้ต้องสงสัย134 ราย หรือกรณี 8 คน ที่อยู่ในกลุ่มลูกเรือ 68 คน ของเรือสำราญไดมอนด์ปรินเซส ถูกกักกันโรคที่ท่าเรือเมืองโยโกฮามาของญี่ปุ่นซึ่งอยู่ระหว่างรออพยพกลับบ้านเพื่อกักกันโรคติดต่อหลังผ่านเงื่อนเวลากักกัน 14 วันที่ญี่ปุ่นมาแล้ว ไม่พบติดเชื้อไวรัสมรณะแม้แต่รายเดียว รวมทั้งผลตรวจตัวอย่างจากผู้เสียชีวิต 2 คน ในสัปดาห์นี้ที่เมืองบาตัมบนเกาะริเยาและเมืองเซมารัง จังหวัดชวากลาง แม้ก่อนเสียชีวิตมีอาการเกี่ยวข้องการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวมทั้งมีอาการไข้และหายใจติดขัด แต่ผลตรวจไม่พบติดเชื้อแต่อย่างใด

ส่วนที่ถูกวิจารณ์ว่ามีการตรวจร่างกายผู้ต้องสงสัยป่วยโรคโควิด-19 น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านสวนทางกับจำนวนประชากรที่มีมากเป็นอันดับ 4 ของโลก แถมยังมีพรมแดนที่อยู่ไม่ไกลจากจีนที่เป็นต้นตอแพร่ระบาด รัฐมนตรีสาธารณสุขอินโดนีเซียเผยว่า การตรวจสอบจะทำเมื่อแพทย์เห็นว่าอาการต้องสงสัยติดไวรัส แต่ถ้าไม่ทำเช่นนี้ต้องลองจินตนาการดู ถ้าต้องตรวจหาไวรัสมรณะจากทุกคนที่ไอหรือมีอาการไข้ คงต้องตรวจคนเป็นล้านๆ

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายเริ่มกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องแม่นยำของการตรวจในห้องแล็บ หลังมีเอกสารเวียนในกลุ่มชุมชนนักการทูตในกรุงจาการ์ตาและรั่วถึงมือสื่อออสเตรเลีย นสพ.ซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮอรัลด์ เตือนกลุ่มนักการทูตว่ามีความน่าวิตกอย่างยิ่งต่อการรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 ของอินโดนีเซียที่ไม่พร้อมหลายอย่างรวมทั้งขั้นตอนการขนส่งตัวอย่างไปห้องแล็บที่อาจไม่ได้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขคนหนึ่งของอินโดนีเซียเผยว่า การตรวจคงไม่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจ การเก็บและส่งตัวอย่าง เป็นไปได้ยากมากที่อินโดนีเซียไม่มีผู้ติดเชื้อเลย และเห็นว่าควรสุ่มตรวจตัวอย่างเพิ่มมากขึ้น เพราะอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย ยังสุ่มตรวจตัวอย่างมากกว่า 1,200 และ 1,000 ตัวอย่าง

คุยกัน7วันหน : โบสถ์ชินชอนจี ศูนย์กลางระบาดโควิด-19 ของเกาหลีใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/474706

คุยกัน7วันหน : โบสถ์ชินชอนจี ศูนย์กลางระบาดโควิด-19 ของเกาหลีใต้

คุยกัน7วันหน : โบสถ์ชินชอนจี ศูนย์กลางระบาดโควิด-19 ของเกาหลีใต้

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 07.10 น.

ศูนย์กลางของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งใหญ่ในเกาหลีใต้ อยู่ที่หญิงวัย 61 ปี ซึ่งเป็นสาวกของโบสถ์คริสต์ชินชอนจีในเมืองแทกู และนำไปสู่การติดเชื้อต่ออีกหลายคน ว่าแต่มันเกิดขึ้นได้ยังไง

สตรีเกาหลีวัย 61 ปี สาวกของโบสถ์ชินชอนจีในเมืองแทกู ถือเป็นคนไข้ติดเชื้อโควิด-19 รายที่ 31 ของเกาหลีใต้โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของเกาหลีใต้ได้นิยามว่า นี่คือ “super-spreading event” หรือเหตุการณ์ที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มอย่างรวดเร็วนั้น ล้วนเป็นผู้ที่อยู่ในลัทธิเดียวกันกับคนไข้รายที่ 31

นายกเทศมนตรีของเมืองแทกูระบุว่า มีสาวกของโบสถ์ประมาณ 1,000 คนที่เข้าร่วมการสวดมนต์กับผู้ติดเชื้อรายที่ 31ในจำนวนนั้นมีประมาณ 90 ที่แจ้งว่ามีอาการต้องสงสัยว่าติดเชื้อ และทางการได้สั่งให้พวกเขากักตัวเองอยู่ที่บ้านก่อน

ด้านโบสถ์ชินชอนจีได้ประกาศปิดที่ทำการของโบสถ์ทั่วประเทศไปแล้ว และขอให้บรรดาสมาชิกโบสถ์สวดมนต์ออนไลน์แทน และให้คำมั่นว่าจะให้ความร่วมมือกับทางการอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์เซาธ์ ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่าบาทหลวงชิน ฮุนอุค ซึ่งรณรงค์ต่อต้านลัทธิโบสถ์ชินชอนจี แสดงความกังวลว่าอาจมีผู้ติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับโบสถ์ชินชอนจีมากกว่านี้ จากกิจกรรมการแผยแพร่ศาสนาของหมู่สมาชิกในเชิงรุก และลักษณะห้องสอนศาสนาของโบสถ์เอง

บาทหลวงชินระบุว่า สาวกของโบสถ์ชินชอนจีมักจะเข้าไปที่โบสถ์คริสต์อื่นๆ ไปร่วมสวดมนต์และทำกิจกรรมกับชาวคริสต์ด้วยกัน และหลังจากนั้นก็จะพยายามโน้มน้าวชักจูงชาวคริสต์ทั่วไป ให้เข้าร่วมลัทธิของโบสถ์ชินชอนจี จึงทำให้เขาตั้งข้อสงสัยว่าทางโบสถ์จะร่วมมือกับทางการเกาหลีใต้ตรวจสอบเพื่อสืบหาร่องรอยการติดเชื้อมากน้อยแค่ไหน หากมันทำให้โบสถ์ต้องเปิดเผยข้อมูลกิจกรรมการเผยแพร่ศาสนาที่ทำกันมาอย่างลับๆ

ด้าน Nocut News สื่อท้องถิ่นเกาหลีใต้ ได้สัมภาษณ์สาวกของโบสถ์ชินชอนจีรายหนึ่ง จึงทำให้เห็นภาพการทำกิจกรรมในโบสถ์ชัดเจนขึ้น

ผู้ให้ข้อมูลระบุว่า สาขาของโบสถ์ชินชอนจีในเมืองแทกูนั้นมีแปดชั้น โดยปกติ หญิงที่แต่งงานแล้วจะรวมตัวกันที่ชั้นสี่ ส่วนหญิงและชายที่ไม่ได้แต่งงาน
จะอยู่ชั้นแปด และชายที่แต่งงานแล้วจะรวมตัวกันที่ชั้นเจ็ด

ในการทำกิจกรรมของแต่ละชั้นบรรดาสมาชิกจะเข้าไปในห้องโถงและนั่งติดกันมากชนิดที่ว่าไหล่ชิดกัน และร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมงตามด้วยการฟังเทศน์อีกราวหนึ่งชั่วโมงโดยผู้ที่เปิดเผยข้อมูลบอกกับสื่อว่า พวกเธอถูกบอกให้ถอดหน้ากากอนามัยออกระหว่างการสวดมนต์ และหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมทางศาสนา บรรดาสมาชิกก็จะอยู่ร่วมทำกิจกรรมอย่างอื่นกันต่อ เช่นกลุ่มหญิงที่แต่งงานแล้วมักจะจัดปาร์ตี้ที่ต่างคนต่างนำอาหารมาแบ่งปันกัน

ด้าน แถลงการณ์ของโบสถ์ชินชอนจีระบุว่า ทางโบสถ์ได้มีการแนะนำสมาชิกที่เพิ่งกลับจากต่างประเทศ หรือมีอาการคล้ายหวัด ให้อยู่แต่ที่บ้านก่อนยังไม่ต้องมาร่วมกิจกรรมไปก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อรายที่ 31คิดว่าตัวเองนั้นเป็นไข้หวัดธรรมดาเพราะเธอไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ จึงได้มาทำกิจกรรมที่โบสถ์ตามปกติ

ทั้งนี้ เกาหลีใต้มีผู้นับถือศาสนาคริสต์ราว 14 ล้านคน ในจำนวนนี้ราวสองล้านคน เป็นสมาชิกโบสถ์หรือลัทธิที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก

สำหรับ โบสถ์ชินชอนจีนั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2527 มีสมาชิกราวสองแสนคนทั่วประเทศ เฉพาะที่เมืองแทกู มีสมาชิกราว13,000 คน นอกจากนี้ยังมีสมาชิกนอกเกาหลีใต้ เช่น ที่ญี่ปุ่น จีนฮ่องกง และบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกราวสองหมื่นคน

ลี มัน ฮี ผู้ก่อตั้งโบสถ์ชินชอนจีวัย 88 ปี อ้างว่า เขาได้รับอาญาสิทธิ์จากพระเยซูคริสต์ และเขาสามารถนำผู้คน144,000 คน ไปสวรรค์กับเขาได้ในวันพิพากษา

ขณะที่บาทหลวงชินระบุว่า หลายคนมองว่าลัทธินี้อันตราย เพราะมีความเชื่อแบบผิดๆ เกี่ยวกับวันพิพากษา และโบสถ์คริสต์หลายแห่งเริ่มมีการเตือนไม่ต้อนรับสาวกของโบสถ์ชินชอนจีเข้าอาคารของพวกเขาแล้ว

ด้านปาร์ค ฮยอง ตัค ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย Korea Christian Heresyระบุว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19สร้างผลกระทบอย่างจังต่อลัทธิชินชอนจีซึ่งชูว่าสาวกของพวกเขานั้นคือผู้ที่ถูกเลือกจากพระเจ้า ในขณะที่ตอนนี้ สาวกส่วนใหญ่ยังยอมรับการติดเชื้อจากโบสถ์ในครั้งนี้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ “ทดสอบความเชื่อของพวกเขา” นั่นเอง