คิดเป็นเทคโนฯ

All posts tagged คิดเป็นเทคโนฯ

เกษตรกรเลี้ยงผึ้ง…มีเฮ ปัญหาไรผึ้ง แก้ได้ ด้วยเซรามิกรูพรุน

Published May 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

คิดเป็นเทคโนฯ

อรุณี เอี่ยมสิริโชค

เกษตรกรเลี้ยงผึ้ง…มีเฮ ปัญหาไรผึ้ง แก้ได้ ด้วยเซรามิกรูพรุน

“อิทธิพลของธรรมชาติอย่างภัยแล้ง และรูปแบบการเกษตรที่เปลี่ยนไปจากการใช้สารเคมีในการเกษตรมากขึ้น ส่งผลให้อาหารของผึ้งถดถอยลง ภูมิต้านทานของผึ้งตกลง อีกทั้งผึ้งไวต่อการเป็นโรคต่างๆ ซึ่งเป็นปัญหาของคนเลี้ยงผึ้งทั่วโลก ต่างประเทศผึ้งเขาหายเป็นล้านๆ รัง”

คุณประมุข แทนวารีรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงผึ้งประเทศไทย และเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เล่าถึงสภาพปัญหาหลักที่เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งของไทยกำลังเผชิญอยู่

พร้อมระบุว่า จากตัวเลข ปี 2552-2553 พื้นที่เกษตรปลูกลำไยภาคเหนือลดลง แปลงลำไยกลายเป็นหมู่บ้าน กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรม ปีหลังๆ มีคนปลูกลำไยนอกฤดูกาลเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ได้ราคาที่ดีกว่า ทำให้มีปัญหาศัตรูพืช เพราะใช้ยาฆ่าแมลงจำนวนมาก ขณะที่ผึ้งเป็นสัตว์ที่ไวต่อสารเคมีมาก เมื่อผึ้งโดนสารเคมีจะตายทันที ฉะนั้น อย่าไปห่วงว่าผึ้งจะเก็บน้ำหวานที่มียาฆ่าแมลงปนอยู่ในน้ำผึ้ง เนื่องจากผึ้งตายก่อนที่จะเก็บ เป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งเลย

กำจัดไรผึ้ง ศัตรูตัวสำคัญ

คุณประมุข อธิบายว่า องค์ประกอบหลักในการเลี้ยงผึ้งต้องพึ่งพาอาหารจากแหล่งธรรมชาติ ผึ้ง 1 รัง ต้องบินไปหาแหล่งอาหารในรัศมีกว่าหมื่นไร่ ปัญหาของผู้เลี้ยงผึ้งโดยตรงจึงอยู่ที่ภาวะการผลิต ไม่ใช่ภาวะตลาดหรือราคาเหมือนกับผลผลิตทางการเกษตรตัวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวที่มีปัญหาผลิตมากราคาตก ยางพาราผลิตมากล้นตลาด ราคาตก แต่น้ำผึ้งไทยไม่เคยมีปัญหาราคาตก เว้นแต่ช่วงแรกๆ ที่มีการนำผึ้งพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน แล้วเกิดปัญหาช่องทางการจัดจำหน่าย หลังจากนั้น ราคาน้ำผึ้งก็ขึ้นมาโดยตลอด

เมื่อผลผลิตน้ำผึ้งมีแนวโน้มลดลง เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งจึงจำเป็นต้องหาเครื่องมือเพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้ได้ราคาที่สูงขึ้น เครื่องมือที่ว่านี้คือการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย ซึ่งในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การยกระดับการจัดการมาตรฐานฟาร์มผึ้ง และผลิตภัณฑ์ผึ้งสู่ระดับสากล” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อเร็วๆ นี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งกว่า 200 คน จากทั่วประเทศ

โดยในงานนี้ได้มีการแจกเซรามิกรูพรุนสำหรับกำจัดไรผึ้ง ศัตรูตัวสำคัญที่ทำให้ผึ้งตัวอ่อนตาย โดยที่ผ่านมาเกษตรกรเลือกใช้สารปฏิชีวนะกำจัดไรผึ้ง ทำให้เกิดปัญหาสารตกค้างในน้ำผึ้ง

“หลังประชุมเสร็จ เกษตรกรบางคนนำไปทดลองใช้เลย บางคนรออยู่ เพราะสภาพแต่ละพื้นที่ บางที่มี บางที่ไม่มีไร บางคนอยู่ระหว่างสังเกต แต่โดยภาพรวมให้ผลตอบสนองที่ดี นอกจากกำจัดไรยังกำจัดเชื้อรา ซึ่งเป็นต้นเหตุของหนอนเน่า ผลคือ กำจัดโรคอื่นๆ ครอบคลุมหลายๆ โรคได้มากขึ้น” นายกสมาคมผู้เลี้ยงผึ้งประเทศไทย กล่าว

เซรามิกรูพรุน เป็นผลงานวิจัยของคณะวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่ง วช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัย มีลักษณะสีขาวทรงกลม ชิ้นเล็กๆ อยู่ตรงกลางภาชนะเซรามิก ซึ่งใช้หยดน้ำมันตะไคร้ เซรามิกรูพรุนนี้จะช่วยควบคุมการปล่อยสารสกัดจากธรรมชาติได้นาน 7-14 วัน ต่อการเติมน้ำมันตะไคร้ 1 ครั้ง รังผึ้ง 1 รัง ใช้เซรามิกรูพรุน จำนวน 1-4 ชิ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของประชากรผึ้ง โดยมีประสิทธิภาพกำจัดไรผึ้งถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับรังผึ้งชุดควบคุม ขณะที่ต้นทุนการผลิตเซรามิกรูพรุน ตกชิ้นละไม่เกิน 10 บาท และสามารถทำความสะอาดกำจัดน้ำมันและความชื้นที่ค้างอยู่เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้

ดร. สุขุม อิสเสงี่ยม หนึ่งในทีมวิจัย จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่ง วช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัย ให้ข้อมูลว่า สารสกัดตะไคร้ผึ้งชอบ อยู่ได้ ไม่มีการย้ายรังหนี มีความเป็นมิตรต่อกัน ช่วงแรกที่ใส่น้ำมันตะไคร้เข้าไป จะมีกลิ่นฉุนมาก สามารถป้องกันศัตรูกลุ่มพวกต่อได้ในช่วงแรก กลิ่นแรง ต่อจะงง ที่ผ่านมาทดลองในงานวิจัยมาแล้ว 1 ปี ผลวิจัยประสิทธิภาพกำจัดไรได้ทั้งลัง เทียบเคียงได้กับสารเคมี ก่อนหน้านี้ใช้สารเคมี ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ ตัวไรเกิดกับผึ้งทุกพันธุ์ และระบาดมากในยุโรป

วอนอย่านำเข้า

น้ำผึ้ง ต่างประเทศ

ดร. สุขุม คำนวณตัวเลขให้เห็นอีกว่า เมื่อผึ้งมีสุขภาพแข็งแรง มูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่เกษตรกรสามารถจะเก็บได้จากผึ้ง คือ น้ำผึ้ง ในราคากิโลกรัม (ก.ก.) ละ 170-200 บาท นมผึ้ง 100 กรัม กรัมละ 1,000 บาท พรอพอลิส กิโลกรัมละ 20,000 บาท เรื่องที่คณะวิจัยสนใจมากและจะสนับสนุนเกษตรกรต่อไปคือ การเก็บพิษผึ้ง ซึ่งปัจจุบันเกาหลีนำมาผลิตเป็นครีมหน้าเด้ง โดยมีมูลค่ากิโลกรัมละ 500,000 บาท ขณะนี้มี 2 บริษัทใหญ่ๆ ในภาคเหนือให้ความสนใจ

“โดยหลักการถ้าเรามีผึ้งที่แข็งแรงจะมีผลิตภัณฑ์ที่ดี และสารปนเปื้อนตกค้างน้อย เราอยากจะสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงผึ้งโดยได้มาตรฐานที่ดี ขณะเดียวกันอยากให้ผู้ประกอบการไทยมองเห็นคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ผึ้งว่า ผึ้งในบ้านเรามีของดีทั้งนั้น อย่าไปนำเข้ามาทั้งหมด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกัน ดังนั้น ขอให้ใช้วัตถุดิบจากของเรา” รศ.ดร. ภานุวรรณ จันทวรรณกูร หัวหน้าโครงการวิจัยดังกล่าว ผู้ทุ่มเทให้กับงานวิจัยผึ้งร่วมกับคณะมานานกว่าสิบปี พูดถึงความคาดหวังต่อผลงานวิจัยครั้งนี้

การวิจัยเกี่ยวกับผึ้งในทุกมิติ ยังทำให้ รศ.ดร. ภานุวรรณ และคณะ พบว่า น้ำผึ้งจากดอกลำไยดีที่สุดในบรรดาน้ำผึ้งต่างๆ ที่ไทยมีอยู่ ถ้าเทียบคุณสมบัติทางการแพทย์พบว่า น้ำผึ้งดอกลำไยมีสารต้านอนุมูลอิสระ เพียงแต่ต้องรักษาคุณภาพ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้ารักษาคุณภาพ ไทยจะมีชื่อเสียง มีคนมาซื้อน้ำผึ้ง แต่ปัจจุบันน้ำผึ้งไทยถูกแอฟริกาแย่งชิงตลาดไปแล้ว เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นออร์แกนิก ฮันนี่

การพัฒนาคุณภาพของน้ำผึ้ง จึงเป็นสิ่งที่นายกสมาคมผู้เลี้ยงผึ้งประเทศไทยให้คำยืนยันว่า ใน ปี 2560 คนไทยจะได้บริโภคน้ำผึ้งแท้ 100% ไม่มีปลอมปนน้ำตาล ด้วยการขอความร่วมมือจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ในการใช้เครื่องตรวจ ไอโซโทป (Isotope) ปัจจุบัน ใช้ในงานศึกษาวิจัย โดยจะขอให้เปิดบริการเชิงพาณิชย์ ซึ่งต่างประเทศใช้วิธีนี้มาแล้วกว่า 20 ปี ตามมาตรฐาน Codex อันเป็นมาตรฐานขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization – WTO)

“วิธีการตรวจทุกวันนี้ ทุกอย่างที่พูดกันใช้ไม่ได้เลย เราเคยทดลองหมดแล้ว น้ำผึ้ง เป็นเรื่องที่อาศัยความไว้วางใจอย่างเดียวไม่ได้ เพราะว่าพูดกันไม่เติม เราพบว่าหลายรายเติม เพราะฉะนั้นต้องตรวจ จะไว้ใจผมก็ไม่ได้ ต้องมีผลตรวจการันตี เราจะจัดทำน้ำผึ้งของสมาคม โดยมีกระบวนการอย่างเข้มงวด ถ้าเจรจากับสถาบันนิวเคลียร์ฯ ได้ค่าตรวจหลักพัน ทุกถังเราจะตรวจ และตรวจให้ได้ตามเกณฑ์ของ อย. เป็นน้ำผึ้งพรีเมี่ยม พิถีพิถันในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะเรื่องการใช้สารเคมี” คุณประมุข กล่าว

เล็งจัดเกรดประเภทน้ำผึ้ง

การจัดระดับเรตติ้งของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง ยังเป็นอีกหนึ่งหนทางที่สมาคมอาจจำเป็นต้องนำมาใช้ในอนาคตกับเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง โดยการจัดกลุ่มเกษตรกรที่ไม่ใช้สารเคมี หรือกลุ่มใช้สารอินทรีย์จัดการกับโรคผึ้ง เช่น น้ำมันตะไคร้ กระเทียม ให้อยู่ในกลุ่ม เกรดเอ แต่ถ้าใช้สารเคมีซึ่งเป็นสารเคมีที่อยู่ในประเภทอนุญาต ให้อยู่ในกลุ่ม เกรดบี ที่เหลือไม่มีการจัดเกรด หากใช้นอกเหนือจากที่จัดกลุ่มไว้ เพราะน้ำผึ้งเป็นอาหาร จึงควรได้รับการดูแลอย่างที่เป็นอาหาร ไม่ใช่สินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ

นอกจากผลงานวิจัยเซรามิกรูพรุนแล้ว คณะวิจัยยังนำเสนอผลงานวิจัย “การโคลนและการแสดงออกของยีนชีวสังเคราะห์โปรตีนไหมจากผึ้งหลวงในเชื้อแบคทีเรีย” เนื่องจากไหมเป็นพอลิเมอร์ประเภทโปรตีนที่สามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมได้ ซึ่งมีการวิจัยในแมลงหลายชนิด แต่ยังไม่มีการศึกษาไหมในผึ้งไทย โดยเฉพาะผึ้งหลวงที่มีความแข็งแรงมากกว่าผึ้งชนิดอื่น รวมทั้งการเลี้ยงผึ้งจะมีการเปลี่ยนคอนผึ้งทุกปี คอนผึ้งเก่าจะถูกทิ้งโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ นอกจากจะนำไขผึ้งมาสร้างรังผึ้งใหม่ คณะนักวิจัย จาก มช. จึงได้ศึกษาครีมไหมผึ้งและสารสกัดจากรังผึ้ง พบว่า สารสกัดดังกล่าวออกฤทธิ์ทำลายเชื้อจุลินทรีย์ได้ และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี

องค์ความรู้จากงานวิจัยอีกชิ้นที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์พรอพอลิสแกรนูลบรรจุในแคปซูล พรอพอลิส (propolis) เป็นสารเหนียวๆ หรือยางเหนียวๆ ซึ่งผึ้งเก็บมาจากพืช อาจจะเป็นสารหลั่งจากพืช หรือตามรอยแยกจากเปลือกของต้นไม้ โดยผึ้งจะนำมาใช้ปิดรอยโหว่ของรังเลี้ยง และห่อหุ้มศัตรูที่ถูกผึ้งฆ่าตายในรังผึ้ง งานวิจัยพบว่า สารสกัดพรอพอลิสจาก จังหวัดน่าน มีค่าความเป็นพิษในการทำลายเซลล์สูงที่สุด โดยมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งปอดและเซลล์มะเร็งปากมดลูกได้ดี

งานวิจัยยังพบด้วยว่า สารสกัดพรอพอลิสสามารถต้านการอักเสบได้ โดยลดการหลั่งไนตริกออกไซด์จากเซลล์แมคโครฟาจ ส่วนนมผึ้งสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสก่อโรคเริมได้ คณะวิจัยจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอางครีมนมผึ้งสำหรับยับยั้งเชื้อไวรัสก่อโรคเริมบริเวณผิวหนัง

นับเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ วช. ให้ทุน มช. ทำวิจัยเรื่องผึ้งอย่างครบวงจร โดย คุณอุไร เชื้อเย็น หัวหน้าฝ่ายบริหารแผนงานและโครงการพิเศษและเร่งด่วน กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย วช. แจกแจงว่า ในปี 2559 คณะวิจัยจะขยายผลต่อในการทำวิจัยเกี่ยวกับพิษผึ้ง ขณะเดียวกันก็ต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมมารับช่วงต่อในการผลักดันผลงานวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์สู่ตลาด ซึ่งถือเป็นรอยต่อที่ยังไม่สามารถเชื่อมกับภาคอุตสาหกรรมได้ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมเองต้องการความมั่นใจว่าผลิตแล้วต้องขายได้

สำหรับ เซรามิกรูพรุน ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ง่ายสุด และทำได้แน่นอน ส่วนสารสกัดพรอพอลิสที่มีผลยับยั้งเซลล์มะเร็ง ยังไม่ขอระบุว่ากินแล้วสามารถฆ่าเชื้อมะเร็งได้จริง เนื่องจากยังไม่มีการทดลองวิจัยในคน แต่สามารถพูดได้ว่าเป็นยาฆ่าเชื้อในปากสำหรับคนเป็นแผลในปาก โดยในต่างประเทศผลิตเป็นสเปรย์พ่นปาก หลังจากนี้ จะขอขึ้นทะเบียนกับ อย. รวมทั้งงานวิจัยทุกชิ้นได้ยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว

นับจากนี้คงได้เห็นเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งในบ้านเรามีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะหน่วยงานภาครัฐและนักวิชาการต่างมาช่วยกันแก้ปัญหาสารพัดที่เจอะเจอ ซึ่งต่อไปคงจะทำให้พวกเขาสามารถเลี้ยงผึ้งได้อย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

สหกรณ์ฯ ยางบ้านดอนหอ ใช้เทคโนโลยี ผลิตยางเครปคุณภาพ เปิดโอกาสสร้างรายได้

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

สหกรณ์ฯ ยางบ้านดอนหอ ใช้เทคโนโลยี ผลิตยางเครปคุณภาพ เปิดโอกาสสร้างรายได้

สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านดอนหอ ตั้งอยู่เลขที่ 190 บ้านดอนหอ หมู่ที่ 6 ตำบลข้าวสาร อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เป็นสหกรณ์ที่เกิดจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อต่อรองราคากับพ่อค้า อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ปัจจุบัน มี คุณสมพงษ์ หมั่นมา เป็นประธานสหกรณ์

สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านดอนหอ จดทะเบียนเป็นสหกรณ์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2558 ปัจจุบัน มีสมาชิก 407 ราย มีมูลค่าหุ้นทั้งสิ้น 359,600 บาท

สำหรับพื้นที่ปลูกยางพารา ในปัจจุบันมีพื้นที่รวม 4,763 ไร่

คุณสมพงษ์ หมั่นมา กล่าวว่า “ในการดำเนินงานนั้น คณะกรรมการบริหารสหกรณ์มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือสมาชิกให้สามารถมีรายได้จากอาชีพการปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดได้มีการเปิดตลาดกลางรับซื้อยางพาราขึ้น และในอนาคตจะมีการขยายไปสู่การรับซื้อมันสำปะหลัง อ้อย ข้าว และปาล์ม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในพื้นที่เช่นกัน

แต่การเปิดตลาดกลางยางพาราของสหกรณ์ในช่วงที่ผ่านมา ประธานสหกรณ์บอกว่า ยังประสบปัญหาอยู่บ้าง โดยเฉพาะพ่อค้าคนกลางที่เข้ามาประมูลยางจากสหกรณ์ ที่บางครั้งจะทิ้งประมูลหรือมีการฮั้วประมูลได้ต่ำกว่าราคาสหกรณ์รับซื้อมา”

ปัญหาดังกล่าว นับเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสหกรณ์เป็นอย่างมาก

จากปัญหาที่เกิดขึ้น จึงทำให้สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านดอนหอ เห็นควรที่จะหาทางออกโดยการตัดปัญหาพ่อค้าคนกลางออกไป โดยสหกรณ์จะเป็นผู้ส่งสินค้ายางพาราของสหกรณ์ไปยังโรงงานที่รับซื้อโดยตรง และนี่เป็นที่มาของการยื่นโครงการของบประมาณช่วยเหลือตามโครงการส่งเสริมแปรรูปยางก้อนถ้วยเป็นยางเครป โดยได้รับการสนับสนุนจากงบฯ พัฒนาจังหวัดอุดรธานี ในวงเงินงบประมาณ 1,556,082 บาท

การผลิตยางก้อนถ้วยเป็นยางเครปนั้น ประธานสหกรณ์บอกว่า เป็นช่องทางที่ดีในการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับยางก้อนถ้วย เพราะตลาดมีความต้องการ และได้ราคาที่จำหน่ายสูงมากกว่าการจำหน่ายยางก้อนถ้วยปกติ

“ขณะนี้โรงงานผลิตยางเครปของสหกรณ์ได้ดำเนินการไปแล้ว ร้อยละ 95 เหลือแต่ในส่วนของระบบบำบัดน้ำเสียเท่านั้นที่ยังไม่เรียบร้อย แต่คาดว่าอีกไม่นานจะเสร็จ และเมื่อโรงงานยางเครปแล้วเสร็จ สหกรณ์จะเปิดรับซื้อยางได้ทุกวันอย่างแน่นอน” ประธานสหกรณ์กล่าว

การดำเนินการของสหกรณ์จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่สำคัญ ที่จะทำให้สามารถฟันฝ่าภาวะด้านราคาดังที่เกิดขึ้นในเวลานี้ เพราะการแปรรูปยางก้อนถ้วยเป็นยางเครป เป็นอีกทางเลือกของเกษตรกรและพ่อค้ายางก้อนถ้วย เนื่องจากจะช่วยลดปัญหาการกดราคาจากโรงงานและการตัดเปอร์เซ็นต์น้ำหนักหาย ทั้งนี้ เพราะว่ายางเครปมีค่า ดีอาร์ซี ที่แน่นอนจะอยู่ที่ 69% ขึ้นไป พ่อค้าและทางโรงงานไม่สามารถเอาเปรียบได้ จึงต้องรับซื้อในราคาที่สูงขึ้น

“การขายยางเครปจะมีส่วนต่างกำไร 2-5 บาท ต่อกิโลกรัม เมื่อเทียบกับการทำยางแบบอื่น และยังสามารถผลิตเป็นยางเครปสดขายได้ทุกวัน ผมไปดูโรงงานผลิตยางแท่ง เอสทีอาร์ มันมีกระบวนการเครปยางอยู่ ทำไมเกษตรกรชาวสวนยางเราไม่ทำเครปยางก่อนส่งโรงงาน แทนที่จะส่งไปในรูปของยางก้อนถ้วย ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกกดราคา” คุณโฆษิต ชนะหาญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยิปต้า จักรกลเกษตร เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์การแปรรูปยางเครปทุกชนิด

บริษัท ยิปต้า จักรกลเกษตร เทรดดิ้ง จำกัด เป็นบริษัทที่ทางสหกรณ์ได้เลือกให้เข้ามาติดตั้งเครื่องรีดยางเครปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติ โดยอยู่ภายใต้เหตุผลว่า เป็นบริษัทของคนไทย และมีการให้บริการที่ดี

ทั้งนี้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยิปต้า จักรกลเกษตร เทรดดิ้ง จำกัด บอกว่า ที่ผ่านมานั้น มีเจตนารมณ์ที่ต้องการผลักดันให้มีการคิดค้น พัฒนาและยกระดับการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศไทยให้มีคุณภาพมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นการสร้างความเข้มแข็งและความเติบโตให้กับอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศไทย

ที่สำคัญอีกประการ เครื่องรีดยางเครปของ บริษัท ยิปต้า จักรกลเกษตร เทรดดิ้ง จำกัด ถือเป็นการคิดค้นวิจัย โดยนักวิจัยไทย อย่าง คุณโฆษิต ชนะหาญ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า คนไทยนั้นมีความสามารถไม่แพ้ชาติไหน

สิ่งที่คุณโฆษิตทำและคิดเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ โดยใช้เวลาเกือบ 2 ปี ในการคิดค้นประดิษฐ์เครื่องรีดยางเครป ซึ่งแนวทางที่ดำเนินการนั้น ได้เน้นการพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องเดิมที่ต่างประเทศผลิตออกมาอยู่แล้ว ให้มีคุณสมบัติเด่นหลายประการ มีคุณภาพการใช้งานดีกว่า และที่สำคัญราคาถูกกว่าเครื่องนำเข้าหลายเท่าตัว กลายเป็นนวัตกรรมเด่นฝีมือคนไทย

ทั้งนี้ คุณโฆษิต บอกว่า เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร บริษัทได้เข้ามาดูแลอย่างครบวงจร ตั้งแต่การติดตั้งเครื่องรีดยางเครป ออกแบบสร้างโรงเรือน วางระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย ตลอดจนการหาตลาดให้กับทางสหกรณ์

“ลูกค้าของบริษัทที่หลากหลาย มีทั้งโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปยาง กลุ่มสหกรณ์ชาวสวนยาง รวมทั้งเกษตรกรที่ให้ความสนใจเครื่องรีดยางเครปยี่ห้อยิปต้า สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านดอนหอ ก็เป็นอีกแห่งที่ให้ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของเรา เพราะมั่นใจในคุณภาพและบริการของเรา สนใจเครื่องรีดยางเครป ติดต่อ โทร. (084) 894-3456” คุณโฆษิต ชนะหาญ กล่าวในที่สุด

ชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราสกัดโปรตีน หนึ่งในเมล็ดพันธุ์ภูมิปัญญา สู่นวัตกรรมชั้นนำ แห่งชีวิต

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราสกัดโปรตีน หนึ่งในเมล็ดพันธุ์ภูมิปัญญา สู่นวัตกรรมชั้นนำ แห่งชีวิต

ท่ามกลางกระแสทุนนิยมที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาล่อตาล่อใจให้ผู้คนเดินเข้าไปในวังวนแห่งธุรกิจอันโหดร้ายเหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ จนหลายคนหลงลืมแม้แต่สิ่งเล็กๆ ที่อยู่รอบกาย หากแต่ทีมคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อันเป็นทีมนักวิชาการที่เพียบพร้อมไปด้วยความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญในแขนงที่ตัวเองได้ร่ำเรียนมา เลือกที่จะไม่หลงเข้าไปในกระแสวัตถุทุนนิยมเหมือนกับคนอื่น แต่พวกเขากลับเลือกที่จะนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่ วกกลับมาพัฒนาแผ่นดินเกิดของตัวเอง ด้วยการนำเมล็ดพันธุ์แห่งภูมิปัญญาในท้องถิ่น อย่าง ยางพารา อันเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนคนภาคใต้ มาหลอมรวมกับนวัตกรรมชั้นเยี่ยม จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดที่เกิดจากน้ำยางพารา

“ชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราสกัดโปรตีน” เป็นหนึ่งในผลผลิตแห่งความภาคภูมิใจ ที่คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นำมาจัดแสดงในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2558 Thailand Research Expo 2015 ระหว่าง วันที่ 10-20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมี ผศ.นพ. วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ อาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เป็นผู้คิดค้นอุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นนี้ขึ้นมา

ผศ.นพ. วรวิทย์ เล่าถึงที่มาในการคิดค้นชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราสกัดโปรตีน ว่าจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทยนั้นมีการปลูกยางพาราเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่ในขณะนี้ก็ส่งผลให้ยางพารามีราคาถูกลง ประกอบกับในแต่ละปีประเทศไทยโดยเฉพาะตามโรงพยาบาลแต่ละแห่งต้องนำเข้าอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวาร ในปีละปริมาณมากขึ้นทุกปี มิหนำซ้ำราคาก็แพงหูฉี่ ตกเฉลี่ยแผ่นละ 120-300 บาท ส่งผลให้ผู้ป่วยและโรงพยาบาลต้องรับภาระในส่วนนี้เพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการลดการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศ และยังเพิ่มมูลค่าสินค้าให้ยางพาราชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราสกัดโปรตีน จึงเกิดขึ้นมา

“ปัจจุบันชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมมีอยู่หลากหลายชนิด และหลากหลายชื่อทางการค้า แต่ละรายก็มีราคาแตกต่างกันออกไปตามชนิดและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ประกอบกับประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตอุปกรณ์ชนิดนี้เองได้ในเชิงอุตสาหกรรม และมีโรงพยาบาลหลายแห่งพยายามดัดแปลงอุปกรณ์เพื่อใช้แทนถุงทวารเทียม แต่ก็เกิดปัญหาระหว่างการใช้และผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนจากทวารเทียม เช่น มีภาวะระคายเคืองรอบทวารหนัก มีแป้นรั่วซึมหรือหลุดง่ายและเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ตามมา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมและทีมนักวิจัยช่วยกันพัฒนาคิดค้นอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราขึ้นมา” คุณหมอหนุ่มเปิดใจ

เมื่อมีความตั้งใจเกินร้อย บวกชีวิตการเป็นหมอผ่าตัดที่ในแต่ละวันอาจถือมีดผ่าตัดช่วยชีวิตคนได้เต็มที่ 3-4 คนเท่านั้น แต่การคิดค้นผลิตภัณฑ์ตัวนี้ขึ้นมา นอกจากจะได้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้แล้ว ยังเป็นการช่วยชีวิตผู้ป่วยคนไทยที่ทุกข์ทรมานกับโรคร้ายอย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกมหาศาล โดยเฉพาะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยในการซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ตัวนี้ได้อีกด้วย นับว่าเป็นการให้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ผศ.นพ. วรวิทย์ เล่าว่า กว่าที่ผลงานชิ้นนี้จะออกมาเป็นที่ประจักษ์ได้นั้น เขาและทีมงานอีกหลายชีวิต ทั้ง นักวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และแพทยศาสตร์ ต้องประสานใจกันอย่างเต็มกำลังเพื่อบูรณาการทักษะและความชำนาญของแต่ละคนเพื่อทำให้ได้อุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นนี้ออกมาดีที่สุด

“ผลงานชิ้นนี้พวกเราใช้เวลาคิดค้นอยู่ประมาณ 2 ปี ในขั้นตอนของการทำงาน กระบวนการที่ยากที่สุดคือ การคิดค้นสูตร เราในฐานะหมอไม่สามารถทำงานคนเดียวให้ประสบผลสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากนักวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ในการคิดค้นสูตร อีกทั้งรูปแบบการใช้งานให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ายาก เพราะที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะมีหน้าที่รับผิดชอบของใครของมัน ไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอกันนัก แต่สำหรับการคิดค้นอุปกรณ์ตัวนี้พวกเราทุกคนต้องระดมสรรพกำลังและทักษะแต่ละด้านที่มีอยู่อย่างสุดความสามารถ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุด ถ้าขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป งานคงไม่สมบูรณ์”

ภายในนิทรรศการไม่ได้มีเพียงแค่การนำยางพารามาทำเป็นอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายเทียมเท่านั้น แต่คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ชิ้นอื่นที่ทำมาจากยางพาราอีกหลายชนิดด้วยกัน อาทิ แผ่นยางปูพื้นอเนกประสงค์จากยางพารา ซึ่งเป็นการนำน้ำยางสดที่เก็บรักษาด้วยแอมโมเนียม และผ่านกระบวนการผลิตอีกหลายขั้นตอนจนออกมาเป็นแผ่นยางปูพื้นอเนกประสงค์ ที่สามารถนำไปใช้เพื่อลดการบาดเจ็บของนักเรียน นักกีฬา ผู้สูงอายุ และคนทั่วไปจากการออกกำลังกาย

นอกจากนี้ ยังมีบล็อกยางปูพื้นทางเดินจากยางพารา ที่มีความหยืดหยุ่นสูง เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือหกล้มก็จะช่วยลดการบาดเจ็บได้ อีกทั้งบล็อกยางปูทางเดินจากยางพารา ยังสามารถช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้นอีกด้วย ส่งผลให้ยางพารามีราคาแพงขึ้น

POS เครื่องสำอางบำรุงผิวจากสารสกัดยางพารา ก็เป็นอีกนวัตกรรมใหม่อันเกิดจากการหลอมรวมภูมิปัญญา ผสมกับหลักการสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว เพราะนักวิจัยได้นำสารสกัดจากยางพาราซึ่งมีคุณสมบัติในการลดสิว ฝ้า รอยด่างดำ ลดความมันบนใบหน้า กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ช่วยให้ผิวเรียบเนียน มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนักวิจัยไทยที่ได้ทุ่มเททั้งมันสมองและสองมือเพื่อพัฒนางานวิจัยไทยให้มีคุณภาพและประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน ตามคอนเซ็ปต์นำงานวิจัยจากหิ้งมาสู่ห้างอย่างแท้จริง

วช. สร้าง นักวิจัยดาวรุ่ง สู่นักวิจัยมืออาชีพ

ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2558 (Thailand Research Expo 2015) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดให้มีการประกวด “สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอุดมศึกษา” ภายใต้โครงการส่งเสริมการวิจัยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอุดมศึกษาขึ้น ซึ่ง ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรมนี้ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างทักษะและเทคนิคการประดิษฐ์คิดค้นอย่างเป็นระบบ เพื่อกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้นิสิต นักศึกษา ได้เข้าใจและเห็นประโยชน์ของการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นเพื่อสร้างสรรค์ผลงานในเชิงนวัตกรรมที่สามารถพัฒนาต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และการสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมกับการก้าวสู่การแข่งขันในเวทีระดับชาติและนานาชาติ เพื่อส่งเสริมและสร้างให้เกิดเครือข่ายด้านการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นระหว่างนิสิต นักศึกษา ในระดับอุดมศึกษา ครั้งนี้มีผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ของนิสิต นักศึกษา จากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วมประกวด จำนวน 71 ผลงาน ใน 4 กลุ่มเรื่อง

ผลการตัดสินในปีนี้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ใน 4 กลุ่ม ได้แก่

รางวัลดีเด่น เงินรางวัล 30,000 บาท จำนวน 4 รางวัล ได้แก่

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ผลงาน อินโนไมโครคอนเทนเนอร์ หลอดเก็บเลือดสำหรับเก็บตัวอย่างเลือดปริมาณน้อย

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ผลงาน เครื่องมือสำหรับตรวจจำแนกไข่ไก่มีเชื้อพร้อมฟัก โดยใช้เทคนิคการวัดการเต้นของหัวใจแบบไม่สัมผัส

– กลุ่มด้านศิลปะและการออกแบบ ได้แก่ มหาวิทยาลัยทักษิณ

ผลงาน โนราเทิดพระเกียรติ

– กลุ่มด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน

ผลงาน ระบบผจญเพลิงแบบผสมในอาคารสูงเคลื่อนที่ด้วยหุ่นยนต์แบบล้อ

รางวัลดีมาก เงินรางวัล 20,000 บาท จำนวน 4 รางวัล ได้แก่

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลงาน เครื่องช่วยฝึกเดินด้วยการช่วยพยุงน้ำหนักบางส่วน

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ผลงาน ชุดตรวจความไวสูงแบบแถบสีสำหรับตรวจเชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาว

– กลุ่มด้านศิลปะและการออกแบบ ได้แก่ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

ผลงาน สักการะเทวราช

– กลุ่มด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่

ผลงาน เครื่องสกัดน้ำขิงโดยการใช้สนามไฟฟ้าแบบพัลส์

รางวัลดี เงินรางวัล 10,000 บาท จำนวน 8 รางวัล ได้แก่

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลงาน ชุดต้นกำลังติดประกอบรถเข็นคนพิการแบบใช้ไฟฟ้า

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ผลงาน เอนยู-เอเอชเอส คริสติวซี ตัวอย่างเลือดครบส่วนสำหรับใช้ควบคุมและประเมินคุณภาพ การตรวจค่าเม็ดเลือดแดงอัดแน่น

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลงาน ไก่ยอเพื่อสุขภาพพร้อมบริโภคในบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ผลงาน ชุดตรวจ Duplek LAMP test สำหรับตรวจ Vibrio vulnificus

– กลุ่มด้านศิลปะและการออกแบบ ได้แก่ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ผลงาน เส้นสายลายทอง บนสถาปัตยกรรม

– กลุ่มด้านศิลปะและการออกแบบ ได้แก่ มหาวิทยาลัยรังสิต

ผลงาน เงือกน้อย

– กลุ่มด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ผลงาน เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายแบบสามารถผลิตพลังงานได้ด้วยตัวเองสำหรับติดเครื่องจักร

– กลุ่มด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

ผลงาน ระบบการทำความร้อนด้วยไมโครเวฟร่วมกับการพาความร้อนเพื่อศึกษาพฤติกรรมพื้นฐานทางความร้อนในวัสดุไดอิเล็กทริกโดยคลื่นไมโครเวฟในท่อนำคลื่นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าโหมด ทีอี 10

รางวัลขวัญใจนักประดิษฐ์ เงินรางวัล 10,000 บาท จำนวน 6 รางวัล ได้แก่

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลงาน ชุดต้นกำลังติดประกอบรถเข็นคนพิการแบบใช้ไฟฟ้า รุ่น 3

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ผลงาน อินโนไมโครคอนเทนเนอร์ หลอดเก็บเลือดสำหรับเก็บตัวอย่างเลือดปริมาณน้อย

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ผลงาน ชุดถังหมักแก๊สชีวภาพแบบประหยัด

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ผลงาน เครื่องมือสำหรับตรวจจำแนกไข่ไก่มีเชื้อพร้อมฟักโดยใช้เทคนิคการวัดการเต้นของหัวใจ แบบไม่สัมผัส

– กลุ่มด้านศิลปะและการออกแบบ ได้แก่ เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ผลงาน ชุดเจ้าชายกาแฟ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

– กลุ่มด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

ผลงาน เสื้อสามฤดู และระบบทำความเย็นพลังงานแสงอาทิตย์

“น้ำพระทัยเจ้าฟ้าสิรินธร สู่งานวิจัยไทยอันทรงคุณค่า”

ในงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2558

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2558 (Thailand Research Expo 2015) ที่จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ และทรงเปิดการสัมมนาร่วมทางวิชาการระหว่างไทย-อินเดีย ครั้งที่ 9 ณ ศูนย์การประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยมี ร.ศ. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ เฝ้ารับเสด็จฯ เมื่อเร็วๆ นี้

การนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง “ความท้าทายด้านสังคมศาสตร์แห่งประเทศอินเดีย หรือ “The 9 NRCT-ICSSR Joint Seminar on Social Science Challenges for Thailand and India”โดย ธรรมศาสตราภิชาน ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสเปิดงาน ความว่า “งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2558 และการสัมมนาร่วมทางวิชาการ ระหว่าง ไทย-อินเดีย ครั้งที่ 9 ที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดขึ้นเป็นปีที่ 10 ซึ่งแสดงให้เห็นความตั้งใจที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ในงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศที่ต้องการจะยกระดับงานวิจัย และสร้างระบบการวิจัยของประเทศให้เข้มแข็ง อีกทั้งสนับสนุนนักวิจัยให้มีศักยภาพในการสร้างงานและวิจัย และมีกำลังใจศึกษาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนพัฒนาประเทศชาติ การสัมมนาร่วมความสัมพันธ์ไทยอินเดียในหัวข้อ “ความท้าทายด้านสังคมศาสตร์สำหรับประเทศไทยและประเทศอินเดีย” ที่จัดขึ้นพร้อมกันเพื่อร่วมกันหาแนวทางให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เชื่อว่าจะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมของทั้ง 2 ประเทศ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต และยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ ให้แน่นแฟ้น อันนำไปสู่ความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศ ให้มีความสุขและเกิดสันติ”

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ เผยรับสั่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีต่อวงการนักวิจัยไทยว่า พระองค์ทรงแนะนำในเรื่องงานวิจัย นักวิจัยต้องมองงานในมุมมองใหม่อยู่ตลอดเวลา เพื่อนำมาพัฒนาประเทศอย่างรอบด้าน และทั้งนี้ทั้งนั้นงานวิจัยนั้น ไม่ควรมองแค่ในมุมมองของวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่นักวิจัยต้องคำนึงถึงสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคม อย่างครบถ้วน อาทิ การวิจัยและพัฒนาเรื่องน้ำ นักวิจัยต้องคำนึงถึงด้านภูมิศาสตร์ให้รอบด้าน ไม่ใช่เพียงแค่จะผลิตทำน้ำประปาเพื่อการบริโภคอย่างเดียว หากแต่ต้องสามารถนำน้ำไปใช้ทางด้านการเกษตรได้ด้วย

ผศ.ดร. อริศร์ เทียนประเสริฐ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาประธานเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษาภาคกลางตอนล่าง กล่าวว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มีพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการวิจัยไทยเป็นอย่างยิ่ง และถือว่าพระองค์ทรงเป็นต้นแบบที่ดีของนักวิจัย เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีความสนพระหฤทัยใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา อันเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของนักวิจัย ดังจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าพระองค์เสด็จฯ ไปที่ใดก็ตาม จะทรงจดบันทึกไว้ในสมุดบันทึกส่วนพระองค์เสมอ นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงช่างสังเกต เช่น เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นไม้ย่อมุม 12 ของจังหวัดเพชรบุรี พระองค์ทรงตั้งข้อสังเกตและทรงซักถามในทันทีว่า ทำไม ไม้ย่อมุม 12 ของเพชรบุรี มีความละเอียดและอ่อนช้อยกว่า ไม้ย่อมุม 12 ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิ่งเหล่านี้ถือว่าพระองค์ทรงเป็นต้นแบบให้นักวิจัยไทยได้เจริญรอยตามพระองค์ท่านในการพัฒนางานวิจัย เพื่อพัฒนาสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน

แม้ว่าจะสิ้นสุดการจัดงานไปแล้วก็ตาม แต่หัวใจนักวิจัยทุกคน ยังคงมีไฟแห่งการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และพร้อมที่จะพัฒนางานวิจัยให้มีความก้าวหน้า เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยความเชื่อมั่นว่า “งานวิจัย จะสามารถสร้างสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน”

ระบบสวนครัวน้ำหยด

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05089010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ระบบสวนครัวน้ำหยด

“การจัดงานในครั้งนี้ นอกจากเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยเสมอมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระอัจฉริยภาพในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติผ่านโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนและช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่อยู่ไกลแหล่งน้ำ ท้องถิ่นทุรกันดารที่มักประสบปัญหาภัยแล้ง อีกทั้งยังมีมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งสามารถบรรเทาปัญหาให้กับเกษตรกรที่ประสบภัยได้ การดำเนินการขับเคลื่อนโครงการเทิดพระเกียรติ “ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน” นี้ ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกภาคส่วนได้ร่วมรณรงค์ให้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านโครงการต่างๆ ของหน่วยงานที่ได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการ”

นายปฏิญญา เหลืองทองคำ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานภายใต้โครงการเทิดพระเกียรติ “ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน” ซึ่งมี สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เป็นเจ้าภาพหลักและร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 21 หน่วยงาน จัดนิทรรศการ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน ขึ้นที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน เมื่อเร็วๆ นี้

ภายใต้นิทรรศการที่น่าสนใจอย่างมากมาย “ระบบสวนครัวน้ำหยด” ที่นำเสนอโดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ความรู้ที่เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้เพื่อรองรับสถานการณ์เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำที่กำลังจะกลายเป็นปัญหาสำคัญทั้งในวันนี้และอนาคต

สวนครัวน้ำหยด เป็นวิธีการให้น้ำแก่พืชอีกหนึ่งวิธีสำหรับแปลงปลูกพืชผัก ซึ่งมีประสิทธิภาพการให้น้ำสูง ใช้แรงดันน้ำน้อย ค่าลงทุนไม่สูงมาก อีกทั้งเทคนิคการใช้และการดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก แต่ให้ผลตอบแทนทางการผลิตสูง

ระบบการให้น้ำวิธีดังกล่าวได้รับการออกแบบเฉพาะ สำหรับพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำต้นทุนน้อย และสามารถใช้งานได้ง่าย เหมาะสำหรับการใช้งานเฉพาะครัวเรือนที่มีพื้นที่น้อย เช่น พื้นที่ว่างบริเวณบ้าน คันสระน้ำประจำไร่นา เป็นต้น ซึ่งทำให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชไว้บริโภคภายในครัวเรือนได้ตลอดทั้งปี เหลือจากการบริโภคก็สามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้เสริมของครอบครัวได้

ที่น่าสนใจอีกประการคือ ระบบสวนครัวน้ำหยด สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ตั้งแต่ 500-4,000 บาท ต่อฤดูกาลการผลิต

ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการใช้งานถูกมาก เมื่อเทียบเป็นค่าน้ำมันหรือค่าไฟฟ้าแล้ว ใช้ไม่เกิน 200 บาท ต่อ 1 ฤดูกาลผลิต หรือไม่เกิน 4 เดือน

สำหรับรูปแบบของระบบสวนครัวน้ำหยด จะประกอบด้วยอุปกรณ์สำคัญคือ ถังน้ำ ขนาด 200 ลิตร วาล์วน้ำ 1 นิ้ว ชุดกรองน้ำ ขนาด 1 นิ้ว ท่อหลักและท่อรอง พีวีซี 1 นิ้ว เทปน้ำหยด เป็นต้น

วิธีการจะใช้ถังน้ำ ขนาด 200 ลิตร เป็นแหล่งพักน้ำและส่งจ่ายให้กับระบบ ดังในภาพ โดยติดตั้งถังน้ำดังกล่าวให้สูงขึ้นมาจากพื้นที่ต้องการให้น้ำ 1-2 เมตร

ส่วนท่อ พีวีซี จะติดตั้งบริเวณหัวแปลงพื้นที่ปลูกพืช

สำหรับเทปน้ำหยด ซึ่งมีระยะรูจ่ายน้ำ 20-30 เซนติเมตร อัตราการจ่ายน้ำของรูน้ำแต่ละรู 1-2 ลิตร ต่อชั่วโมง จะติดตั้งในแปลงที่ปลูกพืช โดยติดตั้งเป็นแถวยาวตามแนวของต้นพืช ซึ่งความยาวที่แนะนำนั้นไม่ควรเกินกว่า 15 เมตร

การให้น้ำด้วยวิธีการให้น้ำรูปแบบนี้จะประหยัดน้ำมากกว่าระบบการให้น้ำแบบอื่นๆ และไม่ต้องใช้เครื่องต้นกำลังในการส่งน้ำให้กับระบบหรือไม่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำนั่นเอง

ขนาดของพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกพืชด้วยวิธีการให้น้ำแบบนี้ ไม่เกิน 160 ตารางเมตร สำหรับ ถังน้ำ 1 ใบ และ มีการใช้น้ำ ประมาณ 200-400 ลิตร ต่อวัน

สำหรับผู้สนใจ สามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนปฏิรูปที่ดิน 1764

คิดเป็นเทคโนฯ กับ กรมวิชาการเกษตร ปุ๋ยหมักและพันธุ์ยาง

โรงผลิตปุ๋ยหมักระบบเติมอากาศ เป็นอีกหนึ่งผลงานวิจัยพัฒนาของกรมวิชาการเกษตร โดย นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปี 2558 นี้ กรมวิชาการเกษตร ได้มีแผนขยายผลต่อยอดงานวิจัยโรงผลิตปุ๋ยหมักระบบเติมอากาศเพื่อการผลิตพืชอินทรีย์ ซึ่งได้จดอนุสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว โดยกรมวิชาการเกษตร ได้เร่งจัดทำโรงต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศขึ้น ในศูนย์วิจัยฯ ของกรมที่อยู่ในส่วนภูมิภาคนำร่อง จำนวน 25 โรง พร้อมพัฒนาเป็นศูนย์ต้นแบบการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเกษตรกรที่ต้องการผลิตปุ๋ยหมักและปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ต้นทุนต่ำ และนำไปใช้ในการผลิตพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่ให้มีการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกพืชเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และเพิ่มศักยภาพในการผลิตทางการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังเป็นช่องทางลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง และลดปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศด้วย

ปีแรกนี้ กรมวิชาการเกษตร ได้ตั้งเป้าฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ หรือผู้สนใจ ไม่น้อยกว่า 1,500 คน ซึ่งคาดว่าผู้ที่ผ่านการอบรมจะมีความรู้เรื่องปุ๋ยหมักเพิ่มขึ้นกว่า 80% ภายใน 3 ปีข้างหน้า จะจัดทำโรงต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศให้ได้ จำนวน 75 โรง กระจายทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นกลไกช่วยขับเคลื่อนขยายผลองค์ความรู้การผลิตปุ๋ยหมักคุณภาพไปสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น อนาคตคาดว่าเกษตรกรจะมีการผลิตและใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกพืชอย่างแพร่หลาย และมีการผลิตพืชตามระบบเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งโมเดลนี้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้จริงในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช

ทางด้าน นายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง รองผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศ ประกอบด้วย ซองหมักและระบบเติมอากาศ โดยซองหมัก มีความกว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร สูง 1.80 เมตร หมักวัสดุได้ ประมาณ 60 ลูกบาศก์เมตร/ครั้ง ส่วนระบบเติมอากาศ ประกอบด้วย พัดลมอัดอากาศ ตะแกรงเหล็กหรือตะแกรงสแตนเลสเพื่อรองรับวัสดุและช่วยกระจายลม และมีระบบเปิด-ปิด ด้วยนาฬิกาตั้งเวลาอัตโนมัติเพื่อให้อากาศ โดยเปิด 1 ชั่วโมง ปิด 3 ชั่วโมง วันละ 6 ครั้ง

ซึ่งโรงต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศนี้มีกำลังการผลิตปุ๋ยหมัก ประมาณ 30 ตัน ต่อรอบการผลิต เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถนำแบบไปดัดแปลงปรับลดขนาดหรือย่อส่วนให้เล็กลง หรือเพิ่มขนาดโรงปุ๋ยให้ใหญ่ขึ้นได้ตามความต้องการที่จะผลิต ตั้งแต่ 1-100 ตัน โดยไม่ต้องกลับกองปุ๋ยหมัก

“โรงผลิตปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศเป็นระบบที่มีศักยภาพ แต่ต้องใช้วัสดุหมักตามสูตรที่กำหนด โดยใช้มูลไก่ 2 ส่วน มูลโค/มูลกระบือ/มูลแพะ อย่างใดอย่างหนึ่ง 1 ส่วน และเศษพืชต่างๆ 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วนำเข้าซองหมัก การหมักต้องมีการควบคุมความชื้นให้อยู่ในระดับ 60% ใช้ระยะเวลาหมักนาน 30-45 วัน แล้วย้ายปุ๋ยหมักออกจากซองระบบเติมอากาศ นำไปบ่มไว้ด้านนอก โดยกระจายเป็นกองเล็กๆ กว้าง 1.5 เมตร สูง 50 เซนติเมตร ปรับความชื้นให้อยู่ในระดับ 60% รอให้ปุ๋ยสุกหรือย่อยสลายอย่างสมบูรณ์อีก ประมาณ 30-45 วัน จะได้ปุ๋ยหมักที่มีธาตุอาหารสูงและมีความเหมาะสมในการนำไปใช้ในระบบปลูกพืชทั่วไปและพืชอินทรีย์ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงและคุ้มค่าการลงทุน” นายภัสชญภณ กล่าว

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร ยังได้มีการพัฒนาเกี่ยวกับสายพันธุ์ยางพารา โดยล่าสุดประสบความสำเร็จในการวิจัยสายพันธุ์ยางพาราที่เหมาะกับพื้นที่ปลูกกึ่งแห้งแล้ง 2 สายพันธุ์ ซึ่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันมีการขยายการปลูกยางพาราไปยังพื้นที่ใหม่มากขึ้น ทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งแห้งแล้งที่มีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่า 1,600 มิลลิเมตร ต่อปี หรือมีช่วงแล้งยาวนาน 3-5 เดือน กรมวิชาการเกษตรจึงได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยยางดำเนินโครงการวิจัยพันธุ์ยางให้เหมาะสมกับพื้นที่กึ่งแห้งแล้ง เพื่อคัดเลือกพันธุ์ยางใหม่ที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูง เจริญเติบโตดี

การวิจัยครั้งนี้ได้ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 18-20 ปี จึงจะประสบความสำเร็จ

สำหรับผลการวิจัยพบว่า มีพันธุ์ยางที่สามารถเจริญเติบโตดี ให้ผลผลิตน้ำยางสูง และปรับตัวได้ดีในสภาพพื้นที่ที่มีช่วงแล้งยาวนาน 3-5 เดือน จำนวน 2 พันธุ์ คือ พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3604 (RRIT 3604) และพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3906 (RRIT 3906) ถือเป็นพันธุ์ยางทางเลือกที่มีลักษณะตรงตามความต้องการของเกษตรกร ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้เตรียมแผนแนะนำให้เกษตรกรปลูกต่อไป

สำหรับยางพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3604 เกิดจากการผสมระหว่างพันธุ์แม่ PB235 และพันธุ์พ่อ RRIM600 มีลักษณะเด่น คือให้ผลผลิตเนื้อยางแห้งสูง ตั้งแต่เริ่มเปิดกรีดปีแรกและให้ผลผลิตสูงในปีต่อมา โดยมีผลผลิตต่อต้นในแต่ละครั้งกรีด เฉลี่ย 9 ปีกรีด เท่ากับ 52.4 กรัม/ต้น/ครั้งกรีด และให้ผลผลิตน้ำยาง 9 ปีกรีด เฉลี่ย 392 กิโลกรัม/ไร่/ปี สูงกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ RRIM 600 ที่ปลูกในแปลงทดสอบเดียวกัน ร้อยละ 119 ทั้งยังมีการเจริญเติบโตในระดับดี มีขนาดรอบลำต้นเมื่ออายุ 15 ปี เฉลี่ย 70.4 เซนติเมตร โตกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ และมีขนาดลำต้นสม่ำเสมอกันภายในแปลงดี ทำให้มีต้นเปิดกรีดได้ในปีแรกสูง

ส่วนพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3906 เกิดจากการผสมระหว่างพันธุ์แม่ RRIC121 กับพันธุ์พ่อ RRIC 7 มีลักษณะเด่น คือ ให้ผลผลิตเนื้อยางแห้งสูงมาก ตั้งแต่เริ่มเปิดกรีดปีแรกและให้ผลผลิตสูงในปีถัดมาเช่นกัน โดยมีผลผลิตต่อต้นในแต่ละครั้งกรีด เฉลี่ย 7 ปีกรีด เท่ากับ 66.4 กรัม/ต้น/ครั้งกรีด และให้ผลผลิตน้ำยางเฉลี่ย 7 ปีกรีด เท่ากับ 458 กิโลกรัม/ไร่/ปี สูงกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ RRIM 600 ร้อยละ 386 ขณะเดียวกันยางพันธุ์นี้ ยังมีการเจริญเติบโตในระดับดี โดยมีขนาดรอบลำต้นเมื่ออายุ 12 ปี เฉลี่ย 51.5 เซนติเมตร ซึ่งโตกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ ร้อยละ 4

ทางด้าน นางกรรณิการ์ ธีระวัฒนสุข นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา กรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่จะเพิ่มศักยภาพการผลิตยางพาราในเขตปลูกใหม่ เพื่อให้ได้ผลผลิตน้ำยางเพิ่มมากขึ้น เกษตรกรจำเป็นต้องเลือกใช้พันธุ์ยางที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีปริมาณน้ำฝนน้อย และมีช่วงแล้งยาวนานกว่าภาคใต้ นอกจากนี้ ดินยังมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำกว่าด้วย การใช้พันธุ์ยางพาราที่เหมาะกับพื้นที่ปลูกจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกรได้ ซึ่งยางพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3604 และพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3906 ถือว่ามีศักยภาพเหมาะสมกับพื้นที่กึ่งแห้งแล้ง

“กรมวิชาการเกษตร ได้เตรียมแผนผลิตกิ่งตายางทั้ง 2 พันธุ์ ดังกล่าว เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่สนใจใช้พันธุ์ยางพันธุ์นี้ ทั้งยังมีแผนดำเนินการวิจัยต่อยอดและทดสอบการปรับตัวของยางพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3604 และพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3906 ในระดับแปลงเกษตรกร และวิธีที่เกษตรกรปฏิบัติต่อต้นยาง อาทิ การใส่ปุ๋ย และการกรีด ซึ่งเกษตรกรมีวิธีปฏิบัติแตกต่างกับหลักวิชาการ รวมทั้งวิจัยต่อยอดเกี่ยวกับความต้านทานโรคต่างๆ อาทิ โรคใบร่วงราแป้ง โรคใบจุดก้างปลา และโรคไฟทอปทอร่า เป็นต้น” นางกรรณิการ์ กล่าว

หากสนใจข้อมูลเกี่ยวกับพันธุ์ยางที่เหมาะสมกับพื้นที่กึ่งแห้งแล้ง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 579-7557-8 หรือศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา โทร. (038) 136-225-6 และศูนย์วิจัยยางหนองคาย โทร. (042) 490-924

ดาวน์โหลดฟรี 7 แอปพลิเคชั่น เพื่อเกษตรกร

มีข่าวสารที่น่าสนใจ แจ้งมาจาก นายวิมล จันทรโรทัย โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวกับการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้มีการจัดทำแอปพลิเคชั่นตามนโยบาย Digital Agriculture ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและเกษตรกรในการสืบค้นข้อมูลต่างๆ 7 แอปพลิเคชั่น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพได้

โดย 7 แอปพลิเคชั่น ประกอบด้วย

1. “ฝนหลวง” Fonluang พัฒนาขึ้นเพื่อนำข้อมูลด้านฝนหลวงมาแสดงบนอุปกรณ์ Smartphone และ Tablet เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดทูลในพระปรีชาสามารถ พระราชกรณียกิจฝนหลวง ในฐานะ “พระบิดาฝนหลวง” อีกทั้งเป็นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการสื่อสารเผยแพร่หน่วยงาน จากผู้ปฏิบัติงานสู่ประชาชนโดยตรง

2. Q Restaurant เพื่อประชาสัมพันธ์ร้านอาหาร ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการประกอบอาหาร ได้แก่ พวกวัตถุดิบหรือสินค้าที่ผ่านมาตรฐานจากแปลง GAP รวมทั้งวัตถุดิบที่ปลอดภัย ซึ่งแอปพลิเคชั่นนี้เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่สนใจร้านอาหารที่มีความปลอดภัยได้คุณภาพ โดยเข้าไปที่แอปพลิเคชั่น แล้วจะปรากฏข้อมูลร้านอาหารที่อยู่ใกล้ หรือสามารถค้นหารายจังหวัด หรือเลือกเฉพาะเจาะจงร้านที่สนใจ และสามารถแสดงเส้นทางการเดินทางจากตำแหน่งปัจจุบันไปยังร้านอาหารที่ต้องการจะไปได้

3. ProtectPlants เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพืชและศัตรูพืช พร้อมทั้งมีฟังก์ชั่นเด่นที่คอยติดตามการระบาดศัตรูพืช เพื่อให้เกษตรกรป้องกันได้ทันท่วงที แอปพลิเคชั่นประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นหลัก 6 หมวด ได้แก่ ข่าวสาร องค์ความรู้ด้านอารักขาพืช วินิจฉัยศัตรูพืชเบื้องต้น วินิจฉัยตามชนิดพืช พยากรณ์เตือนการระบาด พยากรณ์สภาพอากาศ

4. DOAESmartCheck เพื่อให้เกษตรกรใช้ตรวจสอบติดตามสถานะผลการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร และการเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของรัฐตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยจ่ายเงินให้แก่ชาวนาและชาวสวนยางพารา ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ ตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2557 เป็นต้นมา โดยให้ใช้ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตรนำไปตรวจสอบสิทธิและรับรองสิทธิ์

5. ปุ๋ยรายแปลง โปรแกรมคำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยรายแปลง (พัฒนาขึ้น ปี 2557) พัฒนาขึ้นทั้งในรูปแบบ Web Application เพื่อใช้งานผ่าน Web Browser บนเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) และผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลด Application นี้ไปติดตั้งบนเครื่อง Smart Phone หรือ Tablet

6. WMSC เพื่อจัดเก็บรวบรวมข้อมูลและนำเสนอข้อมูลข่าวสารในการบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ ข้อมูลปริมาณน้ำฝน ข้อมูลปริมาณน้ำท่า ข้อมูลปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ ข้อมูลอัตราการไหลของน้ำในแม่น้ำ คลองชลประทานต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้บริหารกรมชลประทานหรือผู้เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการ พร้อมทั้งสามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแก่หน่วยงานทั้งภายในและภายนอก รวมทั้งประชาชนทั่วไปได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ และ

7. Feed โปรแกรมประยุกต์การคำนวณปริมาณการให้อาหารกุ้งขาว เป็นเครื่องมือเกษตรกรยุคใหม่ : Smart tools for smart farmer จะช่วยให้เกษตรกรสามารถแก้ไขปัญหาในการเลี้ยงกุ้งและมีผลผลิตเพิ่มขึ้น และเกษตรกรจำนวนมากมีความต้องการใช้เครื่องมือใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาการเลี้ยงกุ้งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งโปรแกรมที่ช่วยในการให้อาหารอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สามารถเข้าไปโหลดแอปพลิเคชั่นทั้งหมดได้ โดยใช้ได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ที่หน้าเว็บไซต์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แล้วตามลิงก์นี้ http://www.moac.go.th/ewt_news.php?nid=14725

สู้ภัยแล้ง ด้วยแสงอาทิตย์

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

คิดเป็นเทคโนฯ

ณัชชา เต็นภูษา

สู้ภัยแล้ง ด้วยแสงอาทิตย์

“เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม” นี่คือคำขวัญที่แสดงถึงจุดเด่นของจังหวัดบุรีรัมย์ ปัจจุบัน จังหวัดบุรีรัมย์แบ่งการปกครองออกเป็น 23 อำเภอ 188 ตำบล 2,546 หมู่บ้าน ครัวเรือนทั้งหมด 329,515 ครัวเรือน เป็นครัวเรือนเกษตรกรมากถึง 238,087 ครัวเรือน ที่นี่มีแหล่งน้ำชลประทานน้อยมาก จึงเพาะปลูกพืชไม่ได้ในช่วงหน้าแล้ง ทำให้เกษตรกรขาดแคลนรายได้สำหรับเลี้ยงดูครอบครัว ดังนั้น รัฐบาลจึงจัดทำโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อปรับปรุงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของชุมชน และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการจัดการเพื่อลดความสูญเสียผลผลิตทางการเกษตร

เป้าหมายเพื่อบรรเทาภัยแล้งจังหวัดบุรีรัมย์ ใน 180 ตำบล รวมทั้งสิ้น 343 โครงการ วงเงินรวม 178.9 ล้านบาท (ค่าวัสดุ 91,036 ล้านบาท ค่าจ้างแรงงาน 86.7 ล้านบาท) ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้แก่เกษตรกรผู้ใช้แรงงานทั้งจังหวัด 37,399 คน ครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการ 133,456 ครัวเรือน ในปัจจุบันมีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้วเป็นเงิน 170,000,000 บาท (ร้อยละ 95) งบประมาณคงเหลือในการบริหารโครงการ เป็นเงิน 8,900,000 บาท (ร้อยละ 5)

ระบบส่งน้ำเพื่อการเกษตรด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

คุณโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นตัวอย่างโครงการที่ประสบความสำเร็จ โดยชุมชนเป็นผู้กำหนดกิจกรรมการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการของคนโดยชุมชนเอง เราได้รับโจทย์มาจากภาครัฐว่าให้เกิดการเตรียมการก่อนเกิดภัย เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านลงทุนปลูกพืชในหน้าแล้งแล้วขาดทุน ก็จะไปเบิกเงินส่วนหนึ่งมา งบประมาณที่ภาครัฐต้องเสียมีมูลค่าเป็นพันล้าน จึงดีกว่าถ้าหากเรานำเงินส่วนนั้น มาเตรียมการเพื่อแก้ไขปัญหาก่อน ดังนั้น งบประมาณที่นำมาให้เป็นในด้านของการเตรียมการที่จะทำอย่างไร ให้ชาวบ้านมีรายได้ในหน้าแล้ง ส่วนขั้นตอนในการเบิกจ่ายเงินในโครงการได้ดำเนินการอย่างรัดกุม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ผลที่ได้จากโครงการก็เป็นที่น่าพึงพอใจ

คุณเสรี ศรีหะไตร ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ทุกโครงการที่เสนอขอรับงบประมาณ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การดำเนินงาน โดยใช้ธรรมนูญหมู่บ้าน/ชุมชนเมือง 9 ดี เป็นแนวทาง ให้เกิดความโปร่งใสในทุกกรณี ทุกโครงการเกิดจากความต้องการของชุมชน ทุกคนจึงช่วยกันดำเนินโครงการอย่างเต็มความสามารถ และมีการตั้งกลุ่ม กม. น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนในชุมชน ให้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสืบสานการดูแลรักษาโครงการของชุมชนต่อไปนั่นเอง

แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของชุมชน

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสติดตาม “คุณโอฬาร พิทักษ์” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้ากิจกรรมการจัดหาแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อการเกษตร ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้โครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง (ตำบลละ 1 ล้าน) ภายใต้การดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากภัยแล้งในระยะยาว ตำบลชุมแสง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์

โครงการ “จัดหาแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อการเกษตร ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์” ซึ่งเป็นโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชน ของชาวบ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลชุมแสง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกิจกรรมการจัดการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของชุมชนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์มีทั้งสิ้น 140 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่ 21 อำเภอ จำนวน 80 ตำบล วงเงิน 66.7 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37.32 รองรับพื้นที่การเกษตรกว่า 18,000 ไร่

คุณประยูร สุภาใส นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ชุมแสง อำเภอกระสัง กล่าวว่า ในการดำเนินการ ชาวบ้านได้ร่วมกันขุดคลองส่งน้ำ ระยะทาง 960 เมตร เพื่อระบายน้ำจากแหล่งน้ำ ไปยังพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งต้นน้ำดังกล่าวมาจากการทำฝายกั้นน้ำในแม่น้ำ เป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ทางกลุ่มชาวบ้านได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์เพื่อสูบน้ำขึ้นมาใช้อีกด้วย

การดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ ชาวบ้านจะได้รับค่าแรงจากการร่วมทำกิจกรรมแล้ว ประโยชน์ในระยะยาวคือ ช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน มีแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกข้าวและพืชผัก ช่วยสร้างรายได้จากการขายข้าวและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว และในอนาคต ชาวบ้านวางแผนที่จะเพิ่มจำนวนเครื่องสูบน้ำเพื่อจะนำน้ำมาใช้ประโยชน์ในการทำเกษตรกรรมได้มากขึ้น

กลุ่มเกษตรผู้ใช้น้ำเพื่อการเกษตรบ้านหัวช้าง

คุณทองมาก หอมจันทร์ กรรมการหมู่บ้าน หมู่ที่ 10 และเป็นสมาชิกศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบล (ศบกต.) กล่าวว่า โครงการนี้ช่วยสร้างผลดีต่อชาวบ้านและชุมชนอย่างมาก เพราะทำให้ตนและชาวบ้านมีแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกได้มากขึ้น มีผลผลิตนำไปจำหน่ายได้มากขึ้น จากเดิมที่เคยขาดแคลนรายได้ในช่วงหน้าแล้ง เพราะชาวบ้านไม่มีเงินทุนไปซื้อเครื่องสูบน้ำใช้เองได้ เพราะเครื่องสูบน้ำมีราคาค่อนข้างสูง เมื่อนำเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ร่วมกัน ช่วยประหยัดเงินแล้ว ยังลดปัญหามลภาวะ เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

เวลาในการเปิดน้ำ ที่นี่จะเปิดครั้งละ 2-3 ชั่วโมง โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านช่วยควบคุมดูแล และชาวบ้านก็เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแล เช่น การจัดเวรยามเฝ้าระวังการสูญหาย เพราะเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นสมบัติชิ้นหนึ่งของชุมชน โครงการนี้ยังทำให้ชาวบ้านเกิดความสมัครสมานสามัคคี เกิดความปรองดองกันภายในชุมชนมากขึ้น เพราะได้ทำงานร่วมกัน ซึ่งทุกโครงการจะเห็นว่าชุมชนและเกษตรกรได้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า นอกจากช่วยให้ชุมชนได้รับประโยชน์โดยตรงจากการจ้างงานแล้ว และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นอีกด้วย

%d bloggers like this: